Archives

Categories

Stolen

หนังเข้าฉายก่อนอเมริกาเสียอีก แต่เรื่องราวนั้นเหมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่ ที่นำหลายๆยี่ห้อมาผสมกันจนออกมาเป้นค็อกเทลแก้วใหม่ กับมุข มิฉาชีพที่มีคุณะรรมจนเกิดการหักหลังกันเอง ทำให้เกิดความขัดแย้ง และนำไปสู่เรื่องราวที่สะท้อนว่า แปดปีก็ยังไม่สายที่จะแก้แค้น ที่เพิ่มเติมเงื่อนไขของระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาเข้าไป แม้ว่าจะมีดาราคนโปรดอย่าง Josh Lucas (ที่น่าจะเล่นบทได้หลากหลายมากกว่าตัว Nicolas Cage เสียอีก) ก็ยังไม่สามารถนำพาอารมณ์หนังให้สุด ไปข้างใดข้างหนึ่ง แต่ที่ประทับใจน่าจะเป็น Sami Gayle ในขณะนอกจากเรื่องของจริยธรรมในหมู่โจรที่ดูไม่เข้าที่เข้าทาง ไม่รวมนับพฤติกรรมของตำรวจอย่าง Tim Harlend (แสดงโดย Danny Huston) ที่ดูจะดูผิดแผกไปทั้งการแสดงออกและแต่งกาย ดูดีไหม ส่วนผสมเยอะมาก ไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่ออกมาจะได้เป้นสิ่งที่ดีเสมอไป ผมให้ 2.5/5 ครับ

The Possession

แปะหัวมาว่า “Sam Raimi” และ “สร้างจากเรื่องจริง” ที่ต้องแยกกันออกมาเป้นข้อๆว่า “Sam Raimi” นั้นจริงแต่มาในฐานะของผู้อำนวยการสร้างไม่ใช่ผู้กำกับ ในขณะที่ส่วนของ “สร้างจากเรื่องจริง” นั้นก็มาจากเรื่องจริงแบบหลวมๆ (อ่านข้อมูลจากเบื้องหลังงานสร้าง) ซึ่งเหตุการณ์นั้นก็ดูรุนแรงในระดับหนึ่งแต่ไม่ถึงเหมือนแบบโขกเคาะแบบเหมือนในภาพยนต์ทุกกระเบี้ยดนิ้ว สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคงเป็นเรื่องของดนตรีประกอบที่มาพร้อมกับภาพแบบไปด้วยกัน กับดนตรีเน้นอารมณืลึกลับ น่าสะพรึ่งกลัว ที่เล่นไต่ตามอารมณ์ของภาพและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะหักมุมแบบตัดหยุดทันที พร้อมกับภาพที่ถูกดึงขึ้นสู่มุมสูง จนดูเป้นเหมือนเอกลักษณ์ของเรื่องนี้ไปเลยทีเดียว ในขณะที่การเล่าเรื่องนั้นก็เป็นแบบค่อยเป้นค่อยไปแบบไม่รีบร้อนมากนัก รวมถึงการเปิดเผยตัวของต้นเรื่อง เรื่องราวทั้งหมด น้อง Natasha Calis ที่รับบทของ Em นั้นแสดงออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจนกลบดารารุ่นใหญ่ไปเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป้นฉากที่เล่นคนเดียว หรือ สมทบกับนักแสดงอื่นๆก็ตาม แต่ช่องโหว่เดียวที่สัมผัสได้ คือ บทของนักบวช Tzadok โดย Matisyahu ที่ดูเหมือนไม่มีที่มาที่ไปมากนัก Read more ›

Savages

เห็นยี่ห้อผู้กำกับอย่าง Oliver Stone บวกกับทีมนักแสดงอย่าง Aaron Taylor-Johnson / Taylor Kitsch / Blake Lively / Benicio Del Toro ก็อยากชมด้วยคาดหวังความรุนแรงในเนื้อหาและการเล่าเรื่อง รวมถึงการแสดงของดารานำ แต่ทว่ามีปรากฏอยู่แต่ระดับนั้นลดและหดหายตามระยะเวลา ไม่ทราบว่าตัวบทหรือ นิยายต้นฉบับนั้นเป้นแบบนี้หรือไม่ โดยเฉพาะบทส่งท้ายที่ส่วนตัวแล้วอาจจะดูแล้วไม่ค่อยโดนใจสักเท่าใดนัก แต่เรื่องที่เด่นน่าจะเป็นเรื่องของการถ่ายภาพ ที่จังหวะของการนำเสนอนั้นแปลก และ สวยขึ้นในหลายช่วงตอนเลยทีเดียว ดูดีไหม ใครชอบชมความรุนแรงในตัวภาพยนต์นั้นน่าจะตอบสนองได้ในส่วนหนึ่ง บวกกับความแอ็คชั่นที่เรียกว่า “หมาจนตรอก”+”ตาต่อตา” น่าจะให้คำจำกัดความของอารมณ์หนังได้ดีที่สุด ผมให้ 3/5 ครับ

Resident Evil: Retribution

คำจำกัดความของหนังเรื่อง ผีชีวะภาคนี้เองสามารถสรุปออกมาได้เป็นคำชื่อเรื่องของภาพยนต์อีกเรื่องหนึ่งที่สรุปได้ทุกใจความรายละเอียด และ บทสรุปของเรื่อง แต่ทว่าความสนุก และ จุดสำคัญนั้นจะหายไปหมดในทันที (เพราะคุณจะเข้าใจเลย) ภาคนี้ยังคงมีความโดเด่นในเรื่องของความเป็น 3D อย่างมาก กับ ช่วงต้นของการเกริ่นนำที่นำเอาเทคนิคการเล่าเรื่องราวผ่านภาพสโลดมชั่นแบบย้อนหลังที่ให้เห็นในทุกรายละเอียด ก่อนจะเดินหน้ากับช่วงจังหวะภาพปกติที่เร็ว จนเราอาจจะไม่ได้เห็นรายละเอียดที่เราอาจจะมองพลาด หรือ ไม่ได้สังเกตุหากเราไม่ได้มอง หรือ เห้นในช่วงจังหวะแรก เนื้อเรื่องในภาคนี้ดูแล้วเหมือนกับว่าเป้นช่วงเวลาสั้นๆในเรื่องราว เลยทำให้คิดในใจว่างานนี้คงได้ดูกันอีกยาวๆ แบบต่อเนื่องกันอีกหลายภาคแน่นอน สำหรับธีม หรือ คีย์หลักของภาคนี้น่าจะเป็นเรื่องของการเชิดชูความเป็นหญิง และคำจำกัดความของคำว่า “แม่” มากกว่าทุกภาคที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันการเดินทางของตัวละครบางตัวที่เคยเห็นกันมาก็มาถึงจุดสิ้นสุดในภาคนี้ ในขณะที่บางตัวก็กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เช่นเดียวกันกับบางตัวละครที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ดูดีไหม ดูเอาสนุกครับ ไม่ต้องเล่นเกมก็ดูรู้เรื่องน่ะครับ(เอาจากตัวผมที่ไม่เล่น และไม่ได้ดูตั้งแต่ ภาค 1-3) ความเป้นสามมิติช่วยตัวภาพยนต์ในบางส่วน บางตอน บางครั้งก็ช่วยได้ Read more ›