Archives

Categories

Life Of Pi

สำหรับ Life Of Pi แล้วคือ วรรณกรรมที่ผมรู้สึกตรงข้ามกับ LOTR อย่างสิ้นเชิง เพราะจนถึงทุกวันนี้แล้วผมคิดว่าผมนั้นยังอ่านไม่จบเลยและไม่แน่ใจแล้วว่าวางอยู่ในส่วนใดของบ้าน(อีกเรื่องหนึ่งที่รู้สึกแบบนี้และน่าจะหนักกว่าคือ อาร์ทิมิส ฟาวล์ที่ทุกวันนี้จำได้ว่าอ่านไม่เกินห้าหน้าแล้วลาขาดเลย ในขณะที่ LOTR หรือ Harry นี่จะอ่านแบบเอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว เท่าที่จำได้อย่าง Harry เล่มหลังๆนี่ผมจะอ่านแบบ 24 ชั่วโมงรวดเดียวเลย ให้อ่านจบแบบทราบโครงคราวว่าเป็นอย่างไง และจะกลับมาอ่านซ้ำหรือทวนเก็บปลีกย่อยที่อาจจะสงสัยอีกที) ส่วนที่ผมชอบที่สุดของ Life Of Pi คือ 10 นาทีแรกของตัวภาพยนต์ทั้งภาพและดนตรีประกอบที่ดูกลมกลืนและเนียนจนดูเป็นเรื่องราวเดียวกัน รวมถึงความชัดเจนของดนตรีที่บอกเล่าเรื่องราวของตัวละครได้อย่างเจน แน่นอนว่าหลายๆคนนั้นอาจจะประทับใจในเรื่องของภาพ กราฟิกที่สวยงามในหลายๆฉากที่ดูแล้วน่าจะเคลิ้มไปกับเรื่องราวของภาพเหล่านั้นได้ไม่ยาก และมีการจัดมาแบบต่อเนื่อง ซึ่งส่วนตัวแล้วยอมรับในส่วนนี้ของผู้กำกับอย่างอัง ลี่อยู่แล้วที่สามารถเลือกจับเรื่องราวมาแปลงเป็นภาพให้รู้สึก จับต้อง และออกมาประทับใจได้ แต่…มันแทบจะเป็นเอกลักษณ์ของตัวเขาเองอยู่แล้วดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือ Read more ›

Jack Reacher

ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือ จะมาแนวเดียวกับ MI ไหมเพราะอ่านพล็อตแล้วรู้สึกว่าลึกๆน่าจะเป็นญาติๆกันหรือเปล่า(เข้าใจว่าสร้างมาจากวรรณกรรมชุด แต่ด้วยเนื่องตัวละครเป็นสายลับข้ามาจัดการดูแลแก้ไขปัญหาที่ดูเหมือนมีเงื่อนงำ) แต่เมื่อได้ดูแล้วรู้สึกว่าดีกว่า และ ส่วนตัวแล้วออกจะชอบมากกว่า MI เล้กน้อย(MI นั้นผมจะชอบเพียงแค่ภาคแรกเท่านั้น) กับเรื่องราวที่เปิดตัวด้วยภาพของการฆาตกรรมหมู่ที่เล่นกับวิธีการเล่า และ มุมมองของกล้องที่พร้อมจะนำพาผู้ชมให้เข้าใจไปตามนั้น รวมไปถึงการที่คนชมจะคาดเดาไปกับผู้ร้ายตัวจริงว่าเป้นใคร เจื่อมาด้วยอารมณ์ของความดราม่าในอารม์ของตัวละครที่ได้ลงไปสัมผัสความสูญเสีย ก่อนที่จะมาสับขาหลอกของการคาดเดาตัวละครที่มาพร้อมกับการเปิดตัวทีมของฝ่ายร้ายที่อาจจะทำให้ผู้ชมสะดุ้งไปด้วย ส่วนตัวคิดว่าเพราะด้วยลักษณะของทำงานของตัว ทอม ครูสเองด้วยที่จะเป็นลักษณะของการแบบข้ามาคนเดียว คนอื่นนั้นเป็นแค่ส่วนประกอบ หรือ ภาคขยายให้กับตัวละคร หรือ เรื่องราวเพียงแค่นั้น ยิ่งกับ MI นั้นนอกจากส่วนที่กล่าวมาแล้วก็พ่วงเรื่องของเทคโนโลยีกับฉากแอ็คชั่นที่เร้าใจเข้าไปอีกด็ครอบคลุมและจบแล้ว แต่สำหรับ Jack Reacher แล้วตัวละครไม่มาก วนเวียนอยู่ไม่กี่ตัว เทคโนโลยีแบบบ้านๆที่ดูเหมือนมี หรือ หาได้กับชีวิตประจำวันคนทั่วไป แอ็คชั่นแบบมือเปล่าแม้ว่าจะไม่สิ่งที่แปลกใหม่แต่ให้อารมณ์ที่รู้สึกไปได้อีกแบบหลังจากที่เห็น ทอม ครูส เก่งจนเหมือนจะเหนือมนุษ์อยู่นานจนชินตา Read more ›

The Hobbit

ออกตัวไว้ก่อนเลยว่าส่วนตัวแล้วชอบ LOTR เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้น The Hobbit นั้นคือ ภาพยนต์ที่รอคอยมาเพื่อตอบสนองความชอบส่วนตัว หาก LOTR คือการย่นย่อเพื่อนำเอาวรรณกรรมมาขจัดส่วเยิ่นเย้อออกแล้วจัดการวางเรียงลำดับของการจัดช่วงจังหวะของเรื่องราวใหม่ The Hobbit คือรูปแบบของการขยายบทประพันธ์ที่ไม่เพียงแต่ขยายเท่านั้นแต่ยังคงการจัดวางเล่าเรื่องราวใหม่อีกต่างหาก (หากใครยังไม่เคยอ่าน The Hobbit มาก่อน The Hobbit นั้นมีความหนาประมาณ 2 ใน 3 ของ LOTR ในแต่ละภาคเพียงเท่านั้น) โดยหลังจากการกลับไปอ่านอีกครั้งทำให้เห็นในส่วนที่เพิ่มขยายขึ้นมาจากหนังสือ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคงต้องบอกว่ามีทั้งส่วนที่ดีที่ขยายความมากขึ้น และส่วนที่ดูจะขยายมากเกินไปจนดูเป็นยื้อเยื้อไปก็มี แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่าพ่อมดทั้งห้านั้นมีสีใดบ้าง ได้ดูการกลับมาของนาซกูลว่าก่อนมีมาเป็นตัวตนนั้นในภาคต่อๆไปเป็นอย่างไร เอลรอนด์นั้นวัยหนุ่มนั้นเป็นอย่างไร รวมถึงมุมใหม่ๆของ ริเวนเดลล์ที่ดูมีมากกว่ามุมที่ระเบียง ห้อง หรือ มุมไกลๆ หรือ เหล่าแมงมุมยักษ์นั้นมีที่มายังไง Read more ›

Now Is Good

เพราะด้วยความเป็นหนังสัญญาติอังกฤษ กราฟฟิกอนิเมชั่นต้นเรื่อง เพลงประกอบ และมุมกล้องคือสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในเรื่องนี้ เพราะหลายอย่าง หลายจุดที่ผมไม่ค่อยจะเข้าใจและเห็นด้วยกับเรื่องราวของสาวน้อยที่เป้นลูคีเมีย(อ่ะๆ เริ่มคุ้นกันแล้วใช่ไหมครับ) ตามหารักแท้ และ หนุ่มคนรักคนแรกของเธอ ที่อาจจะดูเสียจริตไปในตอนแรกบางที่ทำให้นางเอกดูจะเป็นพวกไล่ล่าเก็บแต้ม แต่ยังดีที่พลิกอารมณ์ของตัวละครทันเลยทำให้เรื่องราวกลับมาสุ่การตามหารักแท้ และ เพื่อสร้างช่วงเวลาดีๆที่ขณะยังคงมีชีวิตอยู่ไปพร้อมๆกับการแนะนำตัวละคร ครอบครัว และ การแก้ไขปัญหาของตัวละครก่อนที่ทุกอย่างจะคลี่คลาย และ เดินสู่บทสุดท้ายของหนังที่ยังสามารถหยิบยืมประโยคสุดคลาสิคจากหนัง เรื่อง Love story ว่า….. หากคิดจะรัก จงลืมคำว่า “เสียใจ”

ยอดมนุษย์เงินเดือน

เป็นหนังไทยที่ส่วนตัวผมยกให้เป้นเรื่องที่หนึ่งของปีนี้ในความคิดผมไปเลย เพราะเมื่อคุณดูแล้วบางเรื่องราวบางตัวละครคุณจะหัวเราะไม่ออกเลยทีเดียว เพราะจากประสบการณ์ทำงานมานั้นมันมีอยู่จริง (ตัวละครเดียงที่ผมไม่เคยเห็นในชีวิตการทำงานมาสิบกว่าปี คือ ตัวละครของพระเอกในภาครวมน่ะครับไม่เคยเจอจริงๆ) หลายมุม หลากเรื่องเล่านั้นสะท้อนชีวิตจริงของคนชนชั้นกลาง ที่มาจากต่างจังหวัดเพื่อทำงานในเมืองหลวงที่บางครั้งบางคนอาจจะประสบความสำเร้จแต่บางคนอาจจะไม่ ส่วนตัวคิดว่า จะดูดีกว่านี้ไม่น้อยถ้าตัดยี่สิบนาทีหลังออก แต่เข้าใจว่าถ้าเป้นอย่างผมต้องการ อารมณ์หนังนั้นคงจะมืดมนกว่านี้แน่ เพราะถึงแม้ตัวละครแต่ล่ะตัวจะได้รับประสบการณ์ที่มาจากผลของการกระทำของตนเอง แต่การที่จะให้จบอย่างนั้นดูจะไม่ใช่แนวทางการขายของตลาดหนังไทยที่บางครั้งต้องการความรู้สึกดีๆ มาเลี้ยงความรู้สึก ความฝันในวันที่แย่อยู่ แล้วคุณจะรู้ว่าคำพูดที่บอกว่า “ชีวิตในวัยเรียนคือความสุข” จริงๆครับ