American Made | อเมริกัน เมด

American Made | อเมริกัน เมด

  • Genres: Action, Biography, Comedy
    Running Time: 1h 55min
    Release Date:September.29,2017 (USA)
    MPAA Rating:R for language throughout and some sexuality/nudity
    Distributors: Cross Creek Pictures, Imagine Entertainment, Quadrant Pictures
    Starring: Tom Cruise, Domhnall Gleeson, Sarah Wright
    Directed by: Doug Liman

    ในภาพยนตร์ของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เรื่อง American Made ทอม ครูซ ได้กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับ ดั๊ก ไลแมน (The Bourne Identity, Mr. and Mrs. Smith) ผู้เคยกำกับเขามาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง Edge of Tomorrow ในเรื่องราวหลบหนีระดับโลก โดยสร้างจากเรื่องราวผจญภัยแสนอุกอาจ (และเป็นจริง) ของนักธุรกิจและนักบิน ที่ได้รับการติดต่อจากซีไอเอให้ปฏิบัติภารกิจลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา

    ชายผู้เป็นทั้งนักลักลอบขนของผิดกฎหมาย เป็นแหล่งข่าว เป็นคนทรยศ เป็นผู้รักชาติ และยังเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกายุค 1980s เขาคือคนที่คุณอาจไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน แต่ด้วยลีลาสุดร้ายกาจและรสชาติในชีวิตของเขา แบร์รี่ ซีล (ครูซ) นักบินของทีดับเบิลยูเอ คือฮีโร่แห่งเมืองเกิดทางตอนใต้ที่แสนเงียบเหงา

    เขาทำให้ ลูซี่ (ซาร่าห์ ไรท์ โอลเซ่น จาก Walk of Shame) ภรรยาของเขาต้องแปลกใจ เมื่อนักลงทุนเจ้าเสน่ห์ผู้นี้ ผันตัวเองจากการเป็นนักบินสายการบินที่ได้รับความเคารพนับถือ ไปเป็นตัวการสำคัญในเรื่องราวที่อื้อฉาวมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ใครจะไปเชื่อว่าสิ่งที่เริ่มต้นเป็นเพียงการขนของเถื่อน จะนำไปสู่การที่แบร์รี่มีส่วนในการช่วยสร้างกองทัพ และหาเงินทุนให้กับสงคราม
    เมื่อนักบินหนุ่มที่กำลังมาแรง ถูกจับได้โดยหน่วยงานลับหน่วยหนึ่งของรัฐบาล ขณะที่เขากำลังขนลังปืน AK-47 และโคเคนหลายกิโล โดยเขาทำเงินได้มหาศาลจากการเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญในเรื่องอื้อฉาวอิหร่าน-คอนทรา จากการค้าอาวุธเพื่อแลกตัวประกัน จนถึงการฝึกกองกำลังของเหล่าผู้ทรงอิทธิพลทั้งในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ แบร์รี่กลายเป็นฮีโร่ที่ไม่น่าเป็นไปได้ ผู้ทำงานขัดแย้งกับระบบ แล้วในตอนกลางคืน เขานอนหลับลงได้อย่างไรกัน ทุกอย่างล้วนถูกกฎหมายถ้าคุณทำเพื่อฝ่ายคนดี

    American Made สร้างจากเรื่องจริง โดยได้นักแสดงร่วมจออย่าง โดห์นัลล์ กลีสัน (Unbroken) ในบทมอนตี้ เชเฟอร์ เจ้าหน้าที่ซีไอเอที่เป็นปากเป็นเสียงของแบร์รี่ในซีไอเอ, อี โรเจอร์ มิทเชลล์ (All Eyez on Me) ในบท เคร็ก แม็คคอลล์ เจ้าหน้าที่พิเศษเอฟบีไอ, เจสซี่ พลีมอนส์ (Bridge of Spies) ในบทนายอำเภอดาวนิ่ง ผู้ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับงานไซด์ไลน์ของแบร์รี่, โลล่า เคิร์ก (Gone Girl) ในบท จูดี้ ดาวนิ่ง ภรรยาของนายอำเภอ, อเลฮานโดร เอ๊ดดา (ผลงานทางทีวีเรื่อง The Bridge) ในบท ฮอร์เฮ อ็อคชัว นักลักลอบขนยาเสพติดตัวเอ้ชาวโคลอมเบีย, เบนิโต้ มาร์ติเนซ (ผลงานของ Netflix เรื่อง House of Cards) ในบท เจมส์ แรนเจล หัวหน้าหน่วยปราบปรามยาเสพติด, มอริซิโอ เมเจีย (ผลงานทางทีวีเรื่อง Narcos) ในบท ปาโบล เอสโคบาร์ ผู้ก่อการร้ายชาวเมเดยิน, คาเล็บ แลนดรี้ โจนส์ (Get Out) ในบท เจบี น้องชายของลูซี่ และเจย์มา เมย์ส (ผลงานทางทีวีเรื่อง Glee) ในบทอัยการ เดน่า ซิโบต้า ผู้พยายามตามจับตัวแบร์รี่

    ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากบทภาพยนตร์ที่เขียนโดย แกรี่ สปินเนลลี่ (Stash House) อำนวยการสร้างโดย ไบรอัน เกรเซอร์ ผู้อำนวยการสร้างจากบริษัท อิมเมจิ้น เอนเตอร์เทนเม้นต์ ผู้เคยคว้ารางวัลออสการ์มาแล้ว (A Beautiful Mind, American Gangster), ไบรอัน โอลิเวอร์ (Black Swan, Everest) และไทเลอร์ ธอมป์สัน (Everest, Black Mass) จากครอสส์ ครีก พิคเจอร์ส , ดั๊ก เดวิสัน (The Departed, The Grudge) จากควอดแรนท์ พิคเจอร์ส และคิม ร็อธ (Inside Man, Pelé: Birth of a Legend) และเรย์ แองเจลิค (The Wall, Friends with Money)

    ไลแมนได้รับการสนับสนุนจากทีมงานหลังกล้องที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ประสบความสำเร็จ นำทีมโดย ผู้กำกับภาพ ซีซาร์ ชาร์โลน (The Constant Gardener, City of God), โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ แดน วีล (The Fifth Element, The Bourne Identity), ผู้ลำดับภาพ แอนดรูว์ มอนด์ชีน (Chocolat, The Sixth Sense), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เจนนี่ เจอริ่ง (Limitless, ผลงานทางทีวีเรื่อง The Americans) และผู้แต่งดนตรีประกอบ คริสโตฟี่ เบ็ค (Edge of Tomorrow, Frozen)

    ทีมผู้อำนวยการสร้างบริหารของภาพยนตร์เรื่อง American Made ได้แก่ ไมเคิล แพล้งก์, จอห์นนี่ หลิน, สปินเนลลี่, เอริค กรีนเฟลด์, ปารีส คาซิโดคอสทัส แล็ทซิส, เทอร์รี่ ดักลาส, แบรนด์ แอนเดอร์เซ่น, ไมเคิล ฟินลี่ย์, ไมเคิล แบสซิค, เรย์ เฉิน, มาร์คอส เทลลีเชีย และโจชัวร์ สเคอร์ล่า

    เริ่มต้นในอเมริกา: งานสร้างเริ่มต้น
    “เรื่องราวชีวิตผม การลงแตะพื้นทุกครั้งที่ผมเดินหนีออกมาได้คือการลงจอดที่ดี”
    —แบร์รี่ ซีล

    ในปี 2012 ดั๊ก เดวิสัน ผู้อำนวยการสร้างจากควอดแรนท์ พิคเจอร์ส กำลังมองหาไอเดียที่จะนำมาพัฒนาต่อยอด เมื่อเขาได้พบกับ แกรี่ สปินเนลลี่ ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นเพียงนักเขียนที่ไม่มีใครรู้จัก หลังจากได้กล่าวแนะนำตัวกันอย่างรวดเร็ว และเสนอไอเดียไปสองสามอย่าง ก็ยังไม่มีอะไรลงตัว ขณะที่สปินเนลลี่กำลังจะกลับ เขาได้พูดถึงไอเดียอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเขากำลังทำอยู่ เมื่อไม่นานมานี้ สปินเนลลี่ได้ดูภาพยนตร์เรื่อง Argo ซึ่งทำให้เขาเกิดความสนใจในเรื่องอื้อฉาวอีกเรื่องหนึ่งของซีไอเอในยุคเดียวกันที่ยังไม่ถูกบอกเล่าออกมา หลังจากทำการค้นคว้าเกี่ยวกับบุคคลสำคัญในช่วงเวลานั้น สปินเนลลี่ได้พบผู้ชายชื่อ แบร์รี่ ซีล ซึ่งถือเป็นตัวละครที่น่าทึ่งมากทีเดียวในประวัติศาสตร์อเมริกาเมื่อไม่นานมานี้ ชายผู้ซึ่งลีลาสุดร้ายกาจและสีสันในชีวิตของเขานั้นส่งผลต่อทุกคนที่เขาได้พบเจอ

    เดวิสันเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการพบปะกันในครั้งนั้น “แกรี่เล่าให้ผมฟังถึงเรื่องราวของแบร์รี่แบบคร่าวๆ รวมไปถึงการผจญภัยในชีวิตของเขา แบร์รี่ไม่ใช่แค่พวกลักลอบขนยาเสพติดเท่านั้น แต่เขายังเป็นคนรักครอบครัวที่รักภรรยาของเขามาก ขณะที่เขาเองก็เหมือนมีชีวิตสองด้าน และนั่นก็คือเรื่องที่ผมอยากจะเล่าออกมาครับ”

    สปินเนลลี่รู้สึกทึ่งกับความจริงที่ว่าชีวิตของซีลในช่วงปลายยุค 70s และช่วงต้นถึงช่วงกลางยุค 80s ทำให้เขาสามารถหนีรอดพ้นจากการกระทำผิดกฎหมายมาได้นานหลายปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในปัจจุบัน วงจรข่าว 24 ชั่วโมงแบบทุกวันนี้ทำให้โลกเข้าถึงกันได้เร็วกว่ายุคสมัยที่แบร์รี่ใช้ชีวิตอยู่ในอดีต “Goodfellas คือหนึ่งในหนังเรื่องโปรดของผมครับ และผมก็กำลังตามล่าหาเรื่องในแนวนั้นอยู่ตอนที่ผมได้พบเรื่องราว American Made ผมกำลังมองหาชิ้นส่วนเล็กๆ ของประวัติศาสตร์ที่ถูกเก็บซ่อนไว้” สปินเนลี่บอก “เรื่องเล็กๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเหตุการณ์ของโลก และผมก็เจอเข้ากับแบร์รี่ในเมนา, อาร์คันซอ”

    หกเดือนต่อมา เดวิสันและสปินเนลลี่ ทำการค้นคว้าเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับตัวซีล ขณะที่ชายทั้งสองขุดลึกลงไปเรื่อยๆ และได้พบเรื่องราวชีวิตของนักบินผู้นี้ในหลายระดับชั้นที่มีความเกี่ยวพันกันอยู่ พวกเขาก็ต้องประหลาดใจที่ซีลได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับหลายฉากหน้าของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมไปถึงข้อตกลงสองด้านระหว่างเขากับพวกโคลอมเบีย และเมเดยิน สรุปก็คือ ซีลมีบทบาทมากมายในเรื่องอื้อฉาวที่ซุกซ่อนอยู่ในช่วงเวลาแปดปีที่ โรนัลด์ เรแกน บริหารสหรัฐฯ

    เดวิสันยังจำได้แม่นถึงเรื่องอื้อฉาวอิหร่าน-คอนทรา โดยมันเป็นช่วงเวลาที่ทั้งน่าทึ่งและซับซ้อนในประวัติศาสตร์อเมริกา ผู้อำนวยการสร้างกล่าวว่า “แง่มุมในเรื่องราวของแบร์รี่ที่ทำให้ผมสนใจ ก็คือ วิธีที่เขาทำงานให้กับรัฐบาลของเราเพื่อช่วยระดมเงินทุนให้กับการทำสงครามคอนทรา”

    อย่างไรก็ดี ซีลฉวยโอกาสที่ถูกส่งมาให้เขา ถึงแม้ว่ามันอาจดูผิดกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อหาเงิน และการใช้ชีวิตที่มีแต่ความตื่นเต้น และในระดับหนึ่ง เขาก็มีส่วนช่วยให้รัฐบาลประสบความสำเร็จในภารกิจให้การสนับสนุนกลุ่มนักรบเพื่ออิสรภาพของนิคารากัว เพื่อต่อสู้กับกลุ่มซานดินิสต้า ขณะที่ลงมือเขียนบทเรื่องนี้ สปินเนลลี่ได้ค้นพบตัวละครที่เป็นทั้งคนพาล นักฉวยโอกาส นักขนยาเสพติด พ่อค้าอาวุธ มันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนว่าเขาจะเป็นแบบไหน หรือเป็นตัวละครที่มีความซับซ้อนที่ได้รับแรงกระตุ้นด้วยหลายเหตุผลด้วยกัน

    อย่างไรก็ดี ซีลดูจะเป็นชายผู้รักครอบครัวที่น่าชื่นชม และดูใสซื่อเกี่ยวกับการกระทำของเขาเอง จนแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ชอบเขา สปินเนลลี่อธิบายว่า “หนึ่งในสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับตัวแบร์รี่ก็คือ เขาไม่เคยทำร้ายใคร และกลายมาเป็นนักลักลอบขนยาเสพติดรายใหญ่ที่สุดในโลก ผมเชื่อว่ายากที่จะหาคนมาเทียบกับเขาได้แม้กระทั่งในทุกวันนี้”

    หลังจากผ่านขั้นตอนการค้นคว้าเพื่อพัฒนางานสร้างภาพยนตร์เรื่อง American Made แล้ว สปินเนลลี่ใช้เวลานานหลายเดือนเพื่อปรับปรุงบทภาพยนตร์ ในทางกลับกัน เดวิสันได้มอบบทภาพยนตร์เรื่องนี้ให้กับเพื่อนของเขา ผู้อำนวยการสร้าง คิม ร็อธ ซึ่งในเวลานั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตของอิมเมจิ้น เธอตกหลุมรักเรื่องนี้ และตัดสินใจเข้ามาทำงานกับภาพยนตร์เรื่องนี้พร้อมกับ ไบรอัน เกรเซอร์ ผู้อำนวยการสร้างผู้คว้ารางวัลออสการ์ จากค่ายอิมเมจิ้น ซึ่งเกรเซอร์เองก็รู้สึกทึ่งกับชีวิตของแบร์รี่เช่นกัน ตัวเกรเซอร์เองนั้น ได้สร้างประวัติผลงานที่ประสบความสำเร็จทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์ ซึ่งเป็นเรื่องราวของตัวละครที่มีความซับซ้อนในภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง ตั้งแต่ American Gangster และ 8 Mile จนถึง A Beautiful Mind กับตัวละครที่เป็นนักบินชาวใต้ที่ดูเป็นคนเรียบๆ ง่ายๆ รายนี้ เขาได้พบตัวละครที่เป็นแอนไทฮีโร่คนต่อไปของอิมเมจิ้นแล้ว

    ความประทับใจแรกที่ร็อธมีต่อบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือซีลมีทั้งความอาจหาญและยิ่งใหญ่ เธอกล่าวว่า “แบร์รี่สามารถที่จะเดินเข้าไปในห้องไหนก็ได้ และชนะใจทุกคน” เธอยังได้กล่าวชมเพื่อนร่วมงานของเธอด้วยว่า “แกรี่แทบจะกินอยู่กับเรื่องราวนี้นับแต่เขาท่องออนไลน์ และได้เห็น ‘เรื่องอื้อฉาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของซีไอเอ’ และกลายเป็นสิ่งที่ล้ำค่าในกระบวนการทำงานนี้ เขาไปอยู่ที่กองถ่ายทุกวันเพื่อทำงานกับทอมและดั๊ก คอยปรับและสร้างสรรค์ด้วยกัน”

    ทอมและดั๊กที่ร็อธพูดถึง ก็คือซูเปอร์สตาร์อย่าง ทอม ครูซ และผู้กำกับบล็อกบัสเตอร์อย่าง ดั๊ก ไลแมน ซึ่งเคยร่วมงานกันหนล่าสุดก็คือในภาพยนตร์เรื่อง Edge of Tomorrow และทั้งคู่กำลังมองหางานชิ้นต่อไปที่พวกเขาจะทำงานด้วยกันได้ เมื่อเกรเซอร์ส่งบทภาพยนตร์เรื่องนี้ไปให้ไลแมนและครูซพิจารณา พวกเขารู้เลยว่าพวกเขาได้พบผลงานชิ้นต่อไปของพวกเขาแล้ว

    เป็นไปโดยธรรมชาติ โทนเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อครูซ, ไลแมน และทีมผู้อำนวยการสร้าง เริ่มจินตนาการว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร เดวิสันกล่าวว่า “เมื่อทอมและดั๊กเข้ามาร่วมงานกับโปรเจ็กต์นี้ การเล่าเรื่องราวนี้ได้เปลี่ยนไปจากเรื่องราวชีวประวัติ ไปเป็นเรื่องราวที่มีอารมณ์ขันมากขึ้น เป็นเสี้ยวหนึ่งของความวุ่นวายในชีวิตจากการตัดสินใจของแบร์รี่ ทีมของทอมและดั๊กสมบูรณ์แบบที่สุดแล้วสำหรับเรื่องนี้ครับ”

    เกรเซอร์เป็นแฟนผลงานของทีมผู้สร้างชุดนี้อยู่แล้ว และเขาก็รู้ดีว่าไลแมนคือผู้กำกับที่เหมาะกับงานยักษ์ชิ้นนี้ ผู้อำนวยการสร้างเกรเซอร์กล่าวว่า “สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับตัวดั๊กก็คือ ผลงานของเขาเป็นงานประเภทที่ไม่สามารถจะซุกซ่อนเอาไว้ได้เลย ขณะที่ผู้กำกับหลายคนเลือกที่จะทำงานอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยเล็กๆ แคบๆ โดยสร้างภาพยนตร์ในแนวที่พวกเขาทำมาตลอด แต่ดั๊กทำให้ผมนึกถึงแบร์รี่ในความรู้สึกที่ว่าเขาคือคนที่ยอมเสี่ยงเพื่อท้าทายทางการ และเป็นคนประเภทที่ปฏิเสธที่จะทำงานซ้ำเดิมสองครั้ง เรารู้ดีว่าเขาคือคนที่เหมาะที่สุดที่จะมอบชีวิตให้กับบทภาพยนตร์เรื่องสุดยอดของแกรี่ และถ้าเราโชคดีพอที่จะได้ตัวทอมให้กลับมาร่วมงานกับเขา และรับบทนำบทนี้ พวกเขาก็เหมือนรับประกันได้เลยว่าLiman American Made คือภาพยนตร์ที่ไม่เหมือนกับเรื่องใดที่เคยมีการสร้างฉายบนจอภาพยนตร์มาก่อนแน่ครับ”

    ไลแมน ที่เรียกภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าเป็น “เรื่องโกหกสนุกๆ ที่อิงจากเรื่องจริง” บอกว่าเขามีความชื่นชอบเรื่องราวของคนที่ไม่น่าจะเป็นฮีโร่ได้ และทำสิ่งที่เป็นการต่อต้านระบบ “แบร์รี่ ซีลทำให้รัฐบาลและประเทศของเราได้ผจญภัยในแบบที่ไม่น่าเชื่อ” ไลแมนเปิดเผย “การตีความเรื่องราวของเขา ก็คือการสร้างหนังที่ดูเพลิดเพลิน ขณะที่ต้องมีทั้งการเสียดสี ความตื่นเต้น และมุขตลกในระดับที่เท่าเทียมกัน และต้องมีเซอร์ไพรส์อยู่ตลอดเวลาด้วย”

    ทีมผู้อำนวยการสร้างพบว่าพวกเขาไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่รู้สึกสนใจในเรื่องที่ว่าภารกิจลับประสบความสำเร็จในระดับนี้ได้อย่างไร และมันเกิดขึ้นได้อย่างไร อาร์เธอร์ แอล ไลแมน พ่อของดั๊ก ไลแมน ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าทีมที่ปรึกษาให้กับการสอบสวนของวุฒิสภา จนนำไปสู่เรื่องอื้อฉาวอิหร่าน-คอนทรา และเคยเป็นผู้ตั้งคำถามกับ โอลิเวอร์ นอร์ธ ระหว่างการพิจารณาคดี การมากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ของเขาจึงทำให้เรื่องนี้เป็นมากกว่าเรื่องส่วนตัว ไลแมนรู้สึกถึงความผูกพันเชื่อมโยงต่อความทรงจำเหล่านี้ ขณะที่เขาพัฒนาและถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง American Made และเขารู้สึกขอบคุณมากที่พ่อของเขาเคยเล่าให้ฟังถึงความไร้สาระของกลยุทธ์ของรัฐบาลในเวลานั้น

    ไลแมนชอบความจริงที่ว่า ขณะที่ภาพยนตร์มากมายถูกสร้างออกมาโดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนที่โดนย่ำยีโดยรัฐบาล แต่เรื่องราวของซีลกลับเป็นเรื่องของคนที่ “สร้างปัญหาให้กับทำเนียบขาว แบร์รี่คือตัวละครที่ได้เผชิญหน้ากับบุคคลที่ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีจำนวนมากมายหลายคนจากยุค 80 ตั้งแต่ โรนัลด์ เรแกน และมานูเอล นอริเอก้า จนถึงบิลล์ คลินตัน และโอลิเวอร์ นอร์ธ”

    ด้วยเรื่องราวที่ประสบความสำเร็จแบบอเมริกัน ซีลได้รับการติดต่อให้ปฏิบัติภารกิจสอดแนมกิจกรรมของพวกคอมมิวนิสต์ในอเมริกากลาง และในที่สุดก็คือการส่งอาวุธให้กับพวกกองกำลังกบฏในพื้นที่นั้น ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านพวกคอมมิวนิสต์ สงครามที่อเมริกาต่อสู้กับยาเสพติด และสงครามที่ต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ มีสองด้าน และซีลก็รู้จักทั้งสองด้านเป็นอย่างดี “เขาเป็นนักฉวยโอกาสตัวจริง และเขามีเครื่องบินที่ว่างเปล่าในเส้นทางขากลับ” ผู้กำกับไลแมนกล่าวต่อ “ถ้าต้องไปค้างคืนที่นั่น และมันผิดกฎหมาย แบร์รี่ ซีลคือคนที่คุณจะให้จัดการงาน เพราะเขาทำภารกิจผิดกฎหมายโดยได้รับความช่วยเหลือจากซีไอเอ เขาสามารถเข้าออกประเทศนั้นโดยไม่ผ่านการตรวจจับ ไม่มีประโยชน์ที่จะบินกลับมาในสภาพเครื่องบินว่างเปล่า แบร์รี่คิดว่าเขาน่าจะขนยาเสพติดกลับมาด้วย ดังนั้นเขาจึงลงเอยด้วยการทำงานให้ทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และทำงานให้กับพวกค้ายาเสพติดโคลอมเบียไปในเวลาเดียวกัน โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่รู้เรื่อง เขาเล่นบททั้งสองด้าน และกลายเป็นคนร่ำรวยขณะที่เขาทำงานแบบนี้ อย่างไรก็ดี แบร์รี่ไม่เคยทำเรื่องนี้เพราะเงิน แต่เขาทำเพื่อความตื่นเต้น ความท้าทาย และเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบิน”

    เรื่องราวของซีลเป็นเรื่องที่แทบไม่น่าเชื่อ จนต้องใช้โทนในการเล่าเรื่องที่เน้นความตลกสนุกสนาน และเสียดสี และใช้มุมมองแบบที่ American Made ใช้ ร็อธอธิบายว่า “ดั๊กไม่ใช่เป็นแค่คนทำหนังและนักเล่าเรื่องที่เก่งมากเท่านั้น เขายังอยากเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับยุคสมัยนั้นออกมาในเวลานี้ ดั๊กพบว่ามีเรื่องราวที่น่าขบขันมากมาย และการกระทำบ้าบิ่นที่สามารถบอกเล่าออกมาจากมุมมองของแบร์รี่ มันลงตัวกับเขาพอดีเลยค่ะ”

    ครูซและไลแมน ซึ่งก็เป็นนักบินอยู่แล้ว รู้สึกสนใจในแง่มุมความเป็นมนุษย์ในเรื่องราวชีวิตของแบร์รี่อย่างมาก ขณะที่เขาพยายามรักษาครอบครัวที่ดูเป็นครอบครัวธรรมดาเอาไว้ ท่ามกลางการต้องตัดสินใจเรื่องท้าทายมากมาย เขารักลูซี่ ภรรยาของเขามาก และยินดีที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำให้เธอและลูกๆ มีความสุข ชีวิตคู่ของเขากับเธอเต็มไปด้วยความรัก แต่ก็เป็นไปตามความเป็นจริง แน่นอน ตัวละครสองตัวนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากสมาชิกในครอบครัวซีลจริงๆ แต่ก็เหมือนกับภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ทีมผู้สร้างได้รับอนุญาตในการเล่าเรื่องราวนี้

    ครูซยอมรับว่าเขาสนใจเรื่องราวสุดโลดโผนนี้เพราะเขาไม่เคยพบตัวละครอย่าง ซีล มาก่อน เขาเล่าว่า “มาร์ก ทเวนคือหนึ่งในนักเขียนคนโปรดของผม และผมว่าเขาคือผู้สร้างโทนให้กับงานเขียนบทของแกรี่ แบร์รี่ ซีลใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่มีความโดดเด่นในแบบที่เราคงไม่มีทางได้พบเจออีกในแวดวงการบิน หรือในประวัติศาสตร์ เขามีชีวิตที่แสนผจญภัยจนไม่น่าเชื่อ เป็นชีวิตที่มากเกินความเชื่อ เขาคือตัวละครที่เดินผ่านประวัติศาสตร์ มันโลดโผนจนเกินจะเชื่อ และในยุคสมัยนี้ มันก็คือสิ่งที่คงจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้อีกแล้วครับ”

    ครูซไม่เพียงแต่รู้สึกทึ่งกับจิตวิญญาณที่กล้าบุกเบิกของซีลเท่านั้น แต่ยังทึ่งที่ผู้ชายคนนี้เหมือนแบ่งเป็นสองด้าน “แบร์รี่เป็นนักบินที่เก่งมาก และเป็นผู้ชายที่รักครอบครัว” ครูซบอก “แต่เขาก็มีลักษณะแบบแอนไทฮีโร่ ผู้อยากมีชีวิตผจญภัย ผมไม่ให้อภัยในหลายเรื่องที่เขาทำนะ แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่คุณจะมองเห็นว่าเขาทำความปรารถนาให้เป็นจริง เขาคือคนที่ใช้ชีวิตเกินกฎเกณฑ์ในแบบที่มีความโดดเด่นในยุคสมัยนั้นในแวดวงการบิน ทุกวันนี้ ทุกอย่างถูกควบคุมและเป็นองค์กร และพื้นที่ในอากาศถูกควบคุม สิ่งต่างๆ ที่เขากับนักบินสโนว์เบิร์ดส์ ทำได้นั้น มันอุกอาจมากครับ”

    ขณะที่งานสร้างดำเนินไป ทางทีมผู้อำนวยการสร้างรู้สึกประหลาดใจในความพยายามของดารานำและผู้กำกับของพวกเขามาก ร็อธเอ่ยชมว่า “การร่วมทีมของดั๊กและทอมมันพิเศษสุดๆ ไปเลยค่ะ ไม่เหมือนกับสิ่งที่ฉันเคยเห็นมาก่อน งานนี้ไม่เหมาะสำหรับคนใจเสาะ พวกเขาไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและยึดมั่นในหลักการทำงานของพวกเขา และมันให้แรงบันดาลใจมากทีเดียวค่ะ”

    เดวิสันเห็นด้วยกับร็อธ เขาให้ความเห็นว่า “พลังงานระหว่างทอมกับดั๊กมันน่าทึ่งมากครับ มันสนุกและเคลื่อนที่เร็ว ดั๊กพูดตั้งแต่แรกเริ่มแล้วว่าเขาอยากให้ประสบการณ์ในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการผจญภัยสำหรับทีมงานที่ทำงานกับภาพยนตร์เรื่องนี้ และเขาก็ทำเช่นนั้นจริงๆ”

    ครูซกับไลแมนจึงมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ จนสปินเนลลี่ต้องอยู่ร่วมบ้านกับพวกเขาขณะที่พวกเขาไปถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้กันในโลเกชั่นที่จอร์เจีย (พวกเขามีผังแบ่งหน้าที่งานบ้านกันด้วย) ทั้งสามคนจะพูดคุยกันถึงไอเดียต่างๆ และตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่เพื่อเริ่มต้นทำงานอีกครั้ง ตามที่ไลแมนบอก “มันคือประสบการณ์การทำงานเป็นทีมที่เหมือนเข้าค่ายในโรงเรียนภาพยนตร์ ซึ่งไม่เหมือนกับที่ผมเคยเจอมาเลยครับ”

    บ่อยครั้งที่ชายทั้งสามคนจะทำงานกันตลอด เพื่อพัฒนาประเด็นต่างๆ ในเรื่อง และวิเคราะห์จังหวะของเรื่อง “ดั๊กกับทอมพยายามทำให้ทุกอย่างดีขึ้น และเขาไม่เคยหยุดนิ่งจริงๆ” สปินเนลลี่บอก “ผมรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของทีมเสมอ ขณะที่เราสามคนมักจะทำงานเพื่อเป้าหมายเดียวกัน เพื่อสร้างภาพยนตร์ที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ครับ”

    ชิ้นส่วนสุดท้ายของปริศนานี้มาถึง เมื่อ ไบรอัน โอลิเวอร์ และไทเลอร์ ธอมป์สัน แห่งครอสส์ ครีก พิคเจอร์ส ซึ่งเป็นผู้สร้างภาพยนตร์อย่าง Black Swan, Everest และ Black Mass มาร่วมสมทบทีมในฐานะผู้อำนวยการสร้างและผู้ออกเงินทุน ครอสส์ ครีก ซึ่งมีสัญญาอยู่กับยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส รู้สึกทึ่งกับธรรมชาติของ ซีล ที่เป็นชาวบาตัน เร้าจ์

    ธอมป์สันรู้สึกพอใจมากที่ทีมผู้สร้างผสมผสานภาพยนตร์ที่เป็นแนวเฮอา ให้ความบันเทิงเข้ากับเรื่องที่มีสาระ “แกรี่กับดั๊กทำงานได้ดีมากครับในการเข้าถึงหัวใจของความเป็นแบร์รี่ ซีล เราเลยอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้ เรามีรากฐานเป็นชาวหลุยเซียน่า และเมื่อคิดว่าเรารู้จักคนที่รู้จักแบร์รี่จริงๆ มันทำให้เราตื่นเต้นกับโปรเจ็กต์นี้ เราลงเอยด้วยการเห็นด้วยกับโปรเจ็กต์นี้ครับ”

    ระหว่างพัฒนางานอยู่ ร็อธได้พบกับเด๊บบี้ ซีล ภรรยาม่ายของแบร์รี่ เพื่อให้เธออวยพรให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ และเธออยากฟังความคิดเห็นของเด๊บบี้ และเพื่อระลึกถึงชีวิตที่เขากับเธอมีร่วมกัน ต้องขอบคุณที่มิสซิสซีลที่ได้แบ่งปันรูปถ่ายและเปิดโฮมวิดีโอของแบร์รี่และครอบครัวตลอดหลายปีมานี้ให้เธอได้ดู เห็นได้ชัดในการพบปะกันครั้งนี้ว่า เขายังคงเป็นยอดรักของเด๊บบี้อยู่ ร็อธเล่าว่า “เรามักนำเสนอโทนถึงความน่าเกรงขามของแบร์รี่ และไม่ตัดสินหรือพูดถึงความผิดถูกในเรื่องราวของเขา”

    สำหรับครูซ ภารกิจแห่งรักที่กินเวลายาวนานนี้ คงจะไม่เป็นไปไม่ได้เลยถ้าปราศจากความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมบ้านอย่างสปินเนลลี่และไลแมน ครูซพูดถึงผู้กำกับของเขาว่า “ดั๊กใส่ความเป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีความโดดเด่นลงไปในภาพยนตร์ของเขา เขาคิดไอเดียต่างๆ ขณะที่เราทำงานด้วยกัน และมิตรภาพที่เรามี ก็ทำให้เราเกิดความไว้วางใจในกันและกัน จนพวกเราเต็มใจที่จะทดลองทุกอย่าง เราผลักดันกันและกัน และเขาก็คือคนที่อยากสร้างภาพยนตร์ที่ดี และเขาก็อยากสร้างความสุขให้คนดูครับ”

    “ผมเองก็ไม่ได้แสดงหนังเพียงเพื่อจะสร้างหนังเท่านั้น” ครูซ ซึ่งแสดงฉากบินด้วยตัวเองทั้งหมดในภาพยนตร์เรื่องนี้ กล่าวต่อไปว่า “สิ่งที่ทำให้ผมสนใจก็คือ อารมณ์ของภาพและการเล่าเรื่อง นั่นคือตอนที่ทุกอย่างตื่นเต้นมาก มันจึงไม่ใช่แค่งาน ผมรักงานนี้มาก และอยากผลักดันตัวเอง และรายล้อมตัวผมด้วยคนที่มีความรู้สึกแบบเดียวกัน และมีความรู้สึกชอบการผจญภัยที่จะสร้างภาพยนตร์

    เจ้าหน้าที่รัฐและผู้ก่อการร้ายขบวนการยาเสพติด:
    การเลือกตัวนักแสดง

    เพื่อมาแสดงเป็นลูซี่ ซีล หญิงสาวที่แต่งงานกับหนุ่มแบ็ดบอยที่เธออดใจไม่ได้จนต้องตกหลุมรักเขา ทางทีมผู้สร้างหันไปหานักแสดงสาว ซาร่าห์ ไรท์ โอลเซ่น ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Walk of Shame และผลงานทางทีวีเรื่อง Marry Me นักแสดงสาวที่เกิดทางตอนใต้ผู้นี้ มาจากย่านชานเมืองเคนตั๊คกี้ เธอเข้าใจในตัวละครของลูซี่ดี เธอจึงพูดสำเนียงของลูซี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ร็อธได้พูดถึงการเลือก ไรท์ โอลเซ่น ให้มารับบทนี้ว่า “ซาร่าห์สวมบทบาทนี้ได้สมบูรณ์มากค่ะ เธอทั้งตลก อบอุ่น และใสซื่อ ตั้งแต่การซักซ้อมบทในระยะแรกๆ เธอทำให้พวกเราหัวเราะและร้องไห้ได้ในฉากเดียวกันเลยค่ะ”

    ไลแมนมีชื่อเสียงในเรื่องการสร้างตัวละครหญิงที่แข็งแกร่ง เขาบอกว่า “ในภาพยนตร์ของผม พวกเธอมีแนวโน้มที่จะแข็งแกร่งกว่าตัวละครชายอีกครับWhat Wright appreciated about her character was that, as Spinelli puts it, “Lucy brings an element of realism to the story. She does not feel like a movie stock character. She is a hero in her own story as she is in charge of that house. Everything Barry wanted to do in his life was to please his wife and kid.”
    ” เพราะต้องการท้าทายตัวเอง ไลแมนเริ่มต้นเรื่องด้วยตัวละครที่ถูกชิงชังได้ง่ายๆ ตลอดชีวิตการแต่งงานของซีล คุณจะได้เห็นว่าลูซี่เป็นคนแบบไหน และเธอยินดีเสียสละแค่ไหนเพื่อปกป้องครอบครัวของเธอ

    เมื่อเขาได้พบกับ ไรท์ โอเซ่น เขารู้สึกประทับใจในสปิริตของเธอ รวมถึงความเป็นมาและความสามารถของเธอด้วย “ผมคิดว่า ‘นี่คือทัศนคติแบบคนใต้ในแบบที่ผมต้องการให้มีในภาพยนตร์เรื่องนี้และสำหรับตัวละครตัวนี้ด้วย’” ไลแมนเล่า “ซาร่าห์เล่นบทประชันกับดาราหนังที่โด่งดังที่สุดในโลกนะ และจากที่ที่ผมอยากให้ตัวละครของเธอเริ่มต้นนั้น เธอได้นำความแข็งแกร่งในแบบที่ผมต้องการมาด้วย และเหมือนยึดจอเอาไว้ มันเหลือเชื่อจริงๆ เลยครับ”

    ชีวิตคู่ของซีลเต็มไปด้วยความน่าหลงใหล แต่ก็เป็นไปตามความเป็นจริง เมื่อรายได้ของครอบครัวพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล ลูซี่เริ่มสงสัยในสิ่งที่แบร์รี่ทำอยู่ และบอกเขาว่ามันต้องหยุดแล้ว เมื่อแบร์รี่เริ่มซื้อเสื้อผ้าแบรนด์ดังให้ลูซี่ รวมถึงเครื่องเพชร และรถยนต์ เธอเตือนเขาว่าเธอไม่ต้องการของหรูหราเหล่านี้ เธอแค่ต้องการใช้ชีวิตเรียบง่ายด้วยกัน เธอยังเป็นพี่สาวของเจบี ซึ่งเป็นเหมือนหอกข้างแคร่สำหรับแบร์รี่
    ไรท์ โอลเซ่น เล่าให้ฟังถึงวิธีการที่เธอแสดงบทต่างๆ ที่ดูจะตรงใจเธอ “เวลาที่ฉันรู้สึกหลงใหลในบทภาพยนตร์สักเรื่อง ฉันเดินเข้าไปในห้อง และมันมีพลังงานมากมายเกิดขึ้นภายในตัวฉัน ฉันตื่นเต้นค่ะที่ได้แบ่งปันความรักและความสุขที่ฉันรู้สึกกับตัวละครตัวนี้ มันยังน่าทึ่งมากที่ได้มาฟังดั๊กและทอมพูดถึงมุมมองที่พวกเขามีต่อลูซี่ และจุดที่เรื่องนี้จะดำเนินไป” ไรท์ โอลเซ่นหยุดพูดไปชั่วครู่ “ทอมกับดั๊กต่างมีจิตใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และความกระตือรือร้นราวกับเด็กๆ เมื่อถึงเวลาถ่ายทำภาพยนตร์ และเล่าเรื่องราวต่างๆ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ความร่วมมือระหว่างพวกเขาเป็นไปด้วยดี”

    สิ่งที่ดึงดูด ไรท์ โอลเซ่น มาสู่เรื่องนี้ ก็คือ ความเป็นนักสู้ในตัวลูซี่ “แบร์รี่หลงรักลูซี่อย่างคลั่งไคล้ เธอคือจังหวะเต้นของหัวใจของความสัมพันธ์นี้” ไรท์ โอลเซ่นอธิบาย “เธอทำให้ครอบครัวนี้ยังอยู่ด้วยกันทั้งในยามดีและยามร้าย” สิ่งนี้นำ ไรท์ โอลเซ่น ไปสู่หนึ่งในฉากโปรดของเธอ หลังจากที่จู่ๆ ครอบครัวซีลต้องย้ายจากหลุยเซียน่าไปอาร์คันซอในกลางดึก “ลูซี่โจมตีใส่แบร์รี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณคงอยากจะทำกับสามีของคุณในเวลาแบบนั้น จากนั้น พวกเขาก็พูดคุยกันเป็นปกติเกี่ยวกับข้าวของทั่วๆ ไปที่เธออยากได้ อย่างเช่น เตาอบ ตู้เย็น เตียงนอนของพวกลูกๆ ในวินาทีนั้น คุณเห็นว่าเธอไม่ได้เรียกร้องขอเพชร ทองหรือชีวิตหรูหรา เธอต้องการสิ่งที่เธอสามารถจัดหาให้กับลูกๆ ได้ มันคือวินาทีที่สำคัญมากสำหรับความสัมพันธ์ของพวกเขา”

    โดห์นัลล์ กลีสัน ผู้รับบทเป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอ มอนตี้ เชเฟอร์ แสดงให้เห็นอีกด้านของพรสวรรค์ทางด้านการแสดงที่เขาเคยแสดงเอาไว้ในภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง ตั้งแต่ Unbroken และ About Time จนถึง Ex Machina เชเฟอร์มองว่าซีลเป็นเหมือนใบเบิกทางที่จะพาเขาไปสู่การได้เลื่อนตำแหน่งและมากกว่านั้น และใช้เขาในสิ่งที่เขามีค่า ไลแมนชอบไอเดียเรื่องการสร้างคู่ปรับที่คาดไม่ถึงและทรงพลังสำหรับซีล และเขาพบว่ากลีสันคือคู่ปรับที่สมบูรณ์แบบ “ผมไม่อยากนำเสนอออกมาในแบบที่ดูซ้ำซาก โดยมีคู่อริเป็นซีไอเอที่อยู่ท่ามกลางจอคอมพิวเตอร์ และกองทัพเจ้าหน้าที่” ผู้กำกับไลแมนอธิบาย “ผมคิดว่า ‘จะเป็นยังไงถ้าคู่ปรับของคุณในซีไอเอจะแค่นั่งอยู่ในคอกที่ทำงาน คอยฉวยโอกาส และไม่ยอมปล่อยให้อะไรมาขวางทางเขาได้’ โดห์นัลล์ทำงานได้น่าทึ่งมาก และจากคอกทำงานของเขา ก็คือหน่วยงานที่คาดเดาได้”

    ขณะที่กลีสันทำการค้นคว้าบทของเขาอยู่ และเตรียมตัวให้พร้อมรอการถ่ายทำเริ่มต้นขึ้น กลีสันได้อ่านหนังสือชีวประวัติหลายเล่มที่เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ซีไอเอ “ผมพบว่าบทภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่านได้ง่ายมาก มันมีโทนที่มีลูกเล่น เนื้อเรื่องก็อุกอาจและน่าตื่นเต้น ในภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีความรู้สึกแข่งขันกันสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบมาก ผมคิดว่ามันเป็นจริงมากกว่าที่เราจะกล้ายอมรับ เกี่ยวกับการบริหารประเทศนี้ และวิธีที่โลกเป็นไป”

    หนึ่งในวันที่คาดไม่ถึงมากที่สุดในการถ่ายทำ ก็คือตอนที่กลีสันพบว่าตัวเองต้องขึ้นอยู่บนฟ้า “ดั๊กกับทอมพาผมขึ้นเครื่องบินเล็กลำหนึ่ง และบินในท่าที่ทำให้ไร้แรงดึงดูด” กลีสันเปิดเผย “จากนั้น พวกเขาสลับที่นั่งนักบินกัน และทอมก็บังคับให้เครื่องบินบินกลับหัว ขณะที่ดั๊กถ่ายทำชอตนั้นด้วยไอแพดของเขา มันสนุกมากเลยครับ ทอมคือพลังธรรมชาติโดยแท้ และเมื่อจับคู่กับดั๊ก พวกเขาได้สร้างวิธีการทำงานตามแบบฉบับของพวกเขาเอง และไม่ว่ามันจะวุ่นวายสักแค่ไหน แต่มันก็เป็นไปได้สวยเสมอ”

    ครูซกล่าวชมนักแสดงร่วมจอของเขาว่า “ซาร่าห์สุดยอดมากครับในบทภรรยาของแบร์รี่ เธอพิเศษมากๆ ครับ ส่วนโดห์นัลล์ก็เล่นเป็นตัวละครที่มีความโดดเด่นมาก แบบที่เราเคยเห็นในภาพยนตร์ทุกเรื่องของดั๊ก แบบที่มีความสมจริงบนจอ ด้วยภาพยนตร์อย่าง Bourne และ Mr. and Mrs. Smith จนถึง Swingers เขาได้ลงทุนในโลกที่เขาสร้างขึ้นมา และในตัวละครที่พวกเขาใส่ความมนุษย์ที่โดดเด่นลงไปในตัวละครเหล่านั้น”

    อี โรเจอร์ มิทเชลล์ จากภาพยนตร์เรื่อง The Equalizer และ All Eyez on Me ผู้รับบทเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษเอฟบีไอ แม็คคอลล์ รู้สึกเพลิดเพลินทีเดียวกับเวลาที่เขาได้อยู่กับทั้งทีมนักแสดงและทีมงานทีมนี้ “ทอมกับดั๊กรู้ใจกันไปหมดเลยครับ” มิทเชลล์บอก “พวกเขาเปิดกว้างเพื่อทำทุกอย่างที่จะทำให้งานออกมาลงตัว พวกเขามีความไว้วางใจระหว่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเลยครับ”
    เจสซี่ พลีมอนส์ จากภาพยนตร์เรื่อง Bridge of Spies และผลงานทางทีวีเรื่อง Fargo รับบทเป็นนายอำเภอดาวนิ่งแห่งเมืองเมนา ผู้เป็นเพื่อนกับแบร์รี่ เมื่อเขาย้ายมาอยู่เมืองนี้ที่มีประชากรเพียง 900 คน นักแสดงหญิง โลล่า เคิร์ก รับบทเป็นภรรยาของเขา ทั้งคู่ได้สร้างความเป็นมาของตัวละครสองตัวนี้ขึ้นมา โดยสมมติว่าพวกเขาเป็นแฟนกันตั้งแต่สมัยเรียนไฮสกูล

    เคิร์กสรุปว่า “เรื่องราวของแบร์รี่สรุปได้ด้วยคำกล่าวของ ออสการ์ ไวลด์ ที่ว่า ‘ในชีวิตนี้มีโศกนาฏกรรมได้เพียงสองอย่าง หนึ่งคือการไม่ได้ในสิ่งที่คนเราต้องการ และอีกอย่างก็คือการได้มันมา’”
    คาเล็บ แลนดรี้ โจนส์ ได้รับเลือกให้มารับบท เจบี น้องชายของลูซี่ ซีล ผู้มองว่าโอกาสใหม่ของแบร์รี่ถือเป็นโชคลาภสำหรับตัวเขาเอง เพื่อให้เข้าถึงตัวละครตัวนี้ โจนส์ทุ่มเทตัวเองไปกับดนตรีร็อคยุค 80s และงานของอลิซ คูเปอร์ และแอนดรูว์ ไดซ์ เคลย์ ไรท์ โอลเซ่นพูดถึงความสามารถของเพื่อนร่วมจอของเธอว่า “คาเล็บมีพรสวรรค์ในการทำตัวอ่อนหวานและเป็นตัวสร้างปัญหาในเวลาเดียวกัน ราวกับเขาสามารถพลิกไปมาได้ทุกเวลา”

    ทีมนักแสดงสมทบของ American Made ยังรวมถึง อเลฮานโดร เอ๊ดดา ในบท ฮอร์เฮ อ็อคชัว, เบนิโต มาร์ติเนซ ในบท เจมส์ แรนเจล, มอริซิโอ เมเจีย รับบท ปาโบล เอสโคบาร์ และเจย์มา เมย์ส รับบทอัยการเดน่า ซิโบต้า และคนที่เข้ามาช่วยแบร์รี่ในการขนส่งของเขา ได้แก่ เจย์สัน วอร์เนอร์ สมิธ ในบท บิลล์ คูเปอร์, มาร์ก แม็คคัลลัฟ ในบทพีท, โรเบิร์ต คินเตอร์ และสแตนตัน โควาลิค ในบทสายของแบร์รี่ และเอมิลิโอ เซียร์ร่า ในบท เฮ็คเตอร์

    การถ่ายทำในจอร์เจีย:
    งานออกแบบและโลเกชั่น

    American Made ติดตามเรื่องราวของครอบครัวซีลตั้งแต่ในช่วงปลายยุค ’70s จนถึงปี 1986’86 และเราจะได้เห็นช่วงเวลาขณะที่พวกเขามีฐานะร่ำรวยมากขึ้นในระหว่างหนึ่งทศวรรษนั้น หนึ่งในปีที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาในช่วงเวลานั้นก็คือปี 1981 เมื่อกลางดึกคืนหนึ่ง พวกเขาย้ายจากบาตันเร้าจ์, หลุยเซียน่า ไปยังเมนา, อาร์คันซอ โดยทางซีไอเอได้ช่วยแบร์รี่สร้างบ้านที่เป็นฐานสำหรับปฏิบัติการของเขา โดยห่างไกลจากสายตาสอดรู้สอดเห็นของเจ้าหน้าที่รัฐ

    ด้วยการเตรียมงานนานกว่าหนึ่งเดือน และเวทมนต์มายาของวงการสร้างภาพยนตร์ แดน วีล โปรดักชั่นดีไซเนอร์ พร้อมด้วยทีมศิลปกรรมของเขาได้เปลี่ยนเมืองเล็กๆ ในบอลล์กราวน์ รัฐจอร์เจีย ให้กลายเป็นเมนา ในปี 81

    ทีมนักแสดงและทีมงานกว่า 300 ชีวิตของ American Made เดินทางมาถึงเมืองบอลล์กราวน์ เพื่อถ่ายทำนานห้าสัปดาห์ ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ที่มีประชากรอยู่เพียง 1,900 คน ตั้งอยู่ในเชโรกี เคาน์ตี้ โดยขับรถไปทางตอนเหนือของเมืองแอตแลนต้าประมาณหนึ่งชั่วโมง โดยมีตีนเขาแอ๊พพาลาเชียนเป็นวิวที่ยากจะลืมเลือน ทางทีมงานได้ถ่ายทำในย่านดาวน์ทาวน์ของบอลล์กราวน์ สนามบินเชโรกี เคาน์ตี้ และที่บ้านหลังหนึ่งในคัมมิ่ง, จอร์เจีย ซึ่งอยู่ไม่ไกล

    เมื่อไลแมนได้เห็นถนนสายหลักในย่านดาวน์ทาวน์ของบอลล์กราวน์ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี เขารู้เลยว่าที่นี่คือชุมชนที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่จะสร้างเมืองเมนาในปี a 1981 ขึ้นมาใหม่ ร้านขายของเก่า รวมไปถึงคาเฟ่สองแห่ง กินพื้นที่ยาวหนึ่งไมล์ของถนนกิลเมอร์เฟอร์รี่

    ทีมผู้สร้างประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ของเมือง และร่วมกันวางแผนที่จะเปลี่ยนแปลงถนนสายหลักของพวกเขาที่เป็นกึ่งสมัยใหม่ให้กลับคืนสู่สภาพย้อนยุค เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงนี้สมบูรณ์แบบ ต้องใช้เวลานานถึงห้าเดือนนับแต่คุยโทรศัพท์กันครั้งแรกจนถึงวันแรกของการถ่ายทำ ชุมชนบอลล์กราวน์เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ชาวเมืองขายเสื้อยืดที่พิมพ์ว่า “ครูซมาเยือนบอลล์กราวน์” และ “บอลล์กราวน์ เมืองหลวงแห่งภาพยนตร์ของโลก” ขณะที่ความตื่นเต้นทวีสูงมากขึ้นเมื่อการถ่ายทำเริ่มต้นขึ้น

    เพื่อให้ถนนสายนี้ดูเก่าแก่ขึ้น มีการพ่นทรายไปตามทางเดิน ป้ายและวิวทิวทัศน์ที่มีความทันสมัยถูกย้ายออกไปและถูกแทนที่ด้วยข้าวของย้อนยุค และยังต้องมีการสร้างธนาคารขึ้นหลายแห่ง ซึ่งแต่ละแห่งก็ยิ่งย้อนยุคมากขึ้นไปอีก จนเมื่องานเสร็จสมบูรณ์ วีลต้องนำการตกแต่งหน้าร้านเดิมออก บางชิ้นต้องถูกถอดออก และเปลี่ยนแปลงทำใหม่จนหมด

    หนึ่งในการเพิ่มเติมที่ต้องคิดสร้างสรรค์มากที่สุดในพื้นที่ดาวน์ทาวน์ของบอลล์กราวน์ ก็คือโทรศัพท์หยอดเหรียญ 26 ตู้ ซึ่งติดตั้งอยู่ตามฉากต่างๆ ที่ซีลจะต้องใช้โทรศัพท์หรือรับสายในยามที่เขาไม่ได้อยู่ที่บ้าน ทางทีมผู้สร้างค้นหาโทรศัพท์วินเทจเหล่านี้ไปทั่ว และใช้เวลานานพักใหญ่ทีเดียวก่อนที่จะพบมันในสภาพเกือบสมบูรณ์ ร็อธอธิบายเหตุผลเรื่องนี้ว่า “แบร์รี่ ซีลตัวจริงใช้โทรศัพท์หยอดเหรียญแบบนี้จริงๆ ค่ะ เขาจะเดินไปรอบๆ พร้อมกระเป๋ากล้องที่เต็มไปด้วยเหรียญ”

    สำหรับสำนักงานโพลก์ เคาน์ตี้ ซึ่งนายอำเภอดาวนิ่งทำงานอยู่นั้น ทีมผู้สร้างตัดสินใจให้เขาอยู่ในบ้านเคลื่อนที่ แน่นอนว่ามันต้องตั้งอยู่ใจกลางย่านดาวน์ทาวน์ ใกล้ๆกับทางรถไฟ มันเป็นเทรลเลอร์ย้อนยุค ซึ่งภายนอกมีระเบียง และติดตั้งธงอเมริกันไว้อย่างภาคภูมิใจ

    ด้านในเทรลเลอร์ของดาวนิ่งก็คือฉากที่ตกแต่งด้วยข้าวของจากยุค 80s มีเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้ายี่ห้อ IBM, วิทยุ AM/FM แชนแนล มาสเตอร์ และโทรศัพท์บ้านที่มีสายเกลียว รูปภาพขาวดำขนาดใหญ่ของย่านดาวน์ทาวของเมืองเมนาจริงๆ ในช่วงเวลาประมาณทศวรรษ 1980 ถูกประดับไว้บนกำแพง

    ใกล้ๆ กับเทรลเลอร์ของดาวนิ่ง นอกถนนหลักของบอลล์กราวน์ บนถนนมาวด์ ก็คือฉากด้านในบ้านของดาวนิ่ง การตกแต่งฉากนี้คือการย้อนเวลาไปสู่ยุคสมัยที่เทคโนโลยีเรียบง่ายกว่านี้ และคนดูจะได้เห็นเครื่องเล่นวิดีโอเกมส์ฮาตาริ เครื่องเล่นเทป และรางรถตีลังกาของพวกเด็กๆ

    และในบอลล์กราวน์อีกเช่นกัน ทีมของวีลได้สร้างธุรกิจบังหน้าของแบร์รี่ขึ้นมาหลายเวอร์ชั่น เป็นธุรกิจที่เขาใช้เพื่อปิดบังกิจการผิดกฎหมายของเขา การตกแต่งด้านหน้าร้านค้าถูกสร้างขึ้นสำหรับแบรนด์อย่าง Royale Global, Royale Sports, Royale Television และ Royale Liquor ซึ่งแต่ละอันล้วนแต่ดูเหมือนจริงอย่างมาก

    ร็อธได้พูดถึงฉากเหล่านี้ว่า “มันให้ความรู้สึกถึงเมืองเล็กๆ ในอเมริกา มีลักษณะแบบนอร์แมน ร็อคเวลล์ คุณจะไม่มีวันคาดคิดเลยแม้แต่ในความฝันที่ถือว่าโลดโผนที่สุดของคุณแล้วว่า จะมีการขนยาเสพติดและอาวุธออกจากเมืองเล็กๆ ที่เงียบเหงาแห่งนี้”

    โบนัสพิเศษในพื้นที่บอลล์กราวน์ ก็คือป่า ซึ่งถูกใช้สมมติให้เป็นพื้นที่ของเทือกเขาวอชิต้า ที่ซึ่งเป็นที่ฝึกฝนของพวกคอนทรา

    ในบอลล์กราวน์ สนามบินเชโรกีคือจุดหมายในการถ่ายทำหลักของ American Made ซึ่งรวมถึงฉากโรงเก็บเครื่องบิน ริช เม้าน์เท่น เอเวียชั่น ที่ซึ่ง แบร์รี่ พร้อมด้วยทีมนักบินของเขา ใช้บินขึ้นลงเวลาไปและกลับมาจากอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ฉากนี้ได้รับการตกแต่งด้วยโต๊ะพูล ตู้เกมส์พินบอล โต๊ะบอล ตู้เกมส์แพ็คแมน ของเล่นอย่างรูบิค และภาพโปสเตอร์นางแบบจากยุค ’80’s’80s ที่ไว้ผมพองโต ป้ายสัญลักษณ์ของริช เมาน์เท่น เอเวียชั่น ถูกทำขึ้นตามแบบป้ายจริงที่เคยเห็นจากภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับซีล

    ของตกแต่งฉากที่มีสีสันเหล่านี้มีลักษณะที่ตรงกันข้ามกับธุรกิจจริงจังที่เกิดขึ้นที่โรงเก็บเครื่องบิน เมื่อมองภาพกว้างๆ จะเห็นหีบใส่ปืน AK-47’s47 และถุงบรรจุโคเคนหลายสิบกิโล
    สนามบินเชโรกีถูกใช้เป็นที่ถ่ายทำฉากสนามบิน Los Brasiles ในมานากัว, นิคารากัว ที่ซึ่งมีการเก็บภาพอันโด่งดังระหว่างฮอร์เฮ ฮ็อคชัว และเฟรเดอริโก้ วอแกน กับซีล
    โลเกชั่นอื่นๆ ในบอลล์กราวน์ ยังรวมถึงโบสถ์ เฟธ แบ๊พติสต์ และฉากบ้านของครอบครัวซีล ซึ่งถูกจินตนาการขึ้นใหม่ในคัมมิ่ง

    บ้านหลังดังกล่าวถูกทาด้วยสีเขียวขุ่น เมื่อครอบครัวนี้ย้ายเข้ามา และเมื่อรายได้ของแบร์รี่เพิ่มมากขึ้น การซ่อมแซมปรับปรุงบ้านของพวกเขาก็มีมากขึ้น ตลอดช่วงเวลาหนึ่งสุดสัปดาห์ ทีมงานของวีล ซึ่งได้รับความร่วมมือเต็มที่จากทีมศิลปกรรม ได้เปลี่ยนที่พักแห่งนี้ไป สิ่งที่เคยดูอึมครึม กลายเป็นสีชมพูตัดด้วยขอบสีขาว รายล้อมด้วยสวนที่ได้รับการตกแต่งอย่างงดงาม มีสนามกอล์ฟเล็กๆ มีรูปปั้นหรูหรา หลังคากระเบื้องดินเผา และมีคอกสำหรับสัตว์เลี้ยงของเด็กๆ

    ก่อนที่ซีลจะสร้างรายได้ก้อนโต เขากับครอบครัวอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ในบาตันเร้าจ์ ซึ่งฉากภายในและภายนอกบ้านหลังดังกล่าวนี้ถ่ายทำกันในรอสเวลล์ รัฐจอร์เจีย ที่บริคเคิลเบอร์รี่ คอร์ต และยังเป็นสถานที่เริ่มต้นการถ่ายทำวันแรกของการถ่ายทำนาน 39 วันในจอร์เจีย

    ภายในบ้านหลังนี้มีผ้าม่านสีส้ม วงกบไม้ลงเงา กำแพงติดวอลเปเปอร์ และเตาผิงก่ออิฐที่เข้ากันได้ดีกับโซฟาหนัง โต๊ะอาหารพลาสติคสีขาว ในห้องนอนที่บาตันเร้าจ์ของครอบครัวซีล มีเตียงที่ปูด้วยผ้าซาตินสีเบอร์กันดี รออยู่ และอย่าลืมทีวีจอแก้วยี่ห้อเซนิธที่ถือเป็นของดีที่สุดในยุคสมัยนั้น

    เดวิสันอธิบายถึงความใส่ใจในรายละเอียดของงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “มันมีการหวนรำลึกถึงยุคนั้น ข้าวของมากมายยังคงเป็นที่คุ้นเคยสำหรับพวกเรา ช่วงปลายยุคDavidson ’70s และต้นยุค ’80s มีมนต์เสน่ห์ ขณะเดียวกัน พวกมันให้ความรู้สึกเหมือนตัดขาดไปจากความเป็นจริงในยุคปัจจุบัน”

    สัมผัสสุดท้ายที่ช่วยเพิ่มความสมจริง ก็คือครูซยืนกรานระหว่างการเตรียมงานและการซักซ้อมว่า สำนักงาน ห้องลองชุด เทรลเลอร์ของทั้งทีมนักแสดงและทีมงาน จะต้องตกแต่งด้วยรูปภาพจากยุคสมัยนั้น อันที่จริงแล้ว สตีฟ แม็คควีน, โรเบิร์ต เร็ดฟอร์ด และเบิร์ต เรย์โนลด์ส ก็คือนักแสดงชายที่ส่งอิทธิพลต่อการสร้างตัวละครแบร์รี่ขึ้นมา ขณะที่ ฟาร์ร่าห์ ฟอว์เซ็ตต์ และซินดี้ ครอว์ฟอร์ด คือแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละคร ลูซี่

    โลเกชั่นอื่นๆ ในจอร์เจีย

    หลังจากทีมนักแสดงและทีมงานเดินทางกลับจากบอลล์กราวน์ พวกเขายังคงถ่ายทำไปทั่วแอตแลนต้า หนึ่งในอาคารของ Georgia Tech Academy of Medicine ถูกนำมาใช้เพื่อถ่ายทำฉากทำเนียบขาว ซึ่งรวมถึงอาคารปีกตะวันตก อีแวนส์ ไฟน์ ฟู้ดใน เดคาเทอร์ กลายมาเป็นฉากภายในของวัฟเฟิ้ล เฮ้าส์ ซึ่งเข้ากันดีกับฉากด้านนอกของวัฟเฟิ้ลเฮ้าส์ในนอร์ครอสส์

    ฉากห้องของซีลในโมเต็ล ถ่ายทำกันที่ เชสไชร์ อินน์ ขณะที่บาร์ภายในสนามบินถ่ายทำกันที่ฮาวาน่า คลับ ที่พายด์มอนด์โร้ด รวมถึงฉากร้านจิวเวลรี่ ถ่ายทำที่ร้านบราวน์ แอนด์ โค จิวเวลเลอร์ส ที่พีชทรี โร้ด ซึ่งทั้งสองแห่งอยู่ในแอตแลนต้า

    ทีมงานยังเดินทางไปทางตะวันออกของแอตแลนต้าประมาณหนึ่งชั่วโมง เพื่อถ่ายทำอาคารเมดิสัน คอร์ตเฮ้าส์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปี 1905 ที่นั่น พวกเขาใช้วิวทั้งภายในอาคารและสถาปัตยกรรมด้านนอกอันงดงาม

    ที่สนามบินแอตแลนต้า พวกเขาถ่ายทำฉากการบินสองสามฉากที่นั่น โดยถ่ายทำกับเครื่องซิมูเลเตอร์ที่พิพิธภัณฑ์เดลต้าไฟลท์ มันคือเครื่องซิมูเลเตอร์เพียงเครื่องเดียวในอเมริกาที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปทดลองได้ และมีนักบินมากมายที่เคยบินในเครื่องซิมูเลเตอร์เครื่องนี้ จนสามารถบังคับเครื่องบินลำจริงที่มีผู้โดยสารได้

    การทำงานของภาพยนตร์เรื่อง American Made ในโรงถ่าย มีขึ้นที่โลเกชั่นในย่านนอร์ครอสส์ ของแอตแลนต้า ที่โอเอฟเอฟ คอมเพล็กซ์ หนึ่งในฉากภายในบ้านของครอบครัวซีลที่ผ่านการซ่อมแซมมาแล้ว ซึ่งรวมถึงฉากในเช้าวันคริสต์มาส ถ่ายทำกันที่บ้านหลังหนึ่งที่ถนนเรมแบรนด์ ในย่านบั๊คเฮดของแอตแลนต้า

    เตะฝุ่น: งานเสื้อผ้า

    เจนนี่ เจอริ่ง ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องงานออกแบบเสื้อผ้ายุค ’80s จากผลงานทางทีวีเรื่อง The Americans ค้นหางานดีไซน์แนววินเทจ จนถึงพวกเสื้อผ้าที่เป็นงานทำมือ หนุ่มชาวใต้ในช่วงต้นยุค ’80s จะดูย้อนยุคสู่สมัยนั้นได้อย่างไรถ้าปราศจากกางเกงยีนส์ฟิตๆ ครูซ ในบทซีล ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เสริมด้วยรองเท้าบู้ทส์คาวบอย แจ็คเก็ตหนัง และเสื้อเชิ้ตทรงฟิต แค่นี้เขาก็พร้อมลุยแล้ว

    เมื่อรายได้ของแบร์รี่เพิ่มมากขึ้น เขายืนยันว่าลูซี่ต้องแต่งตัวด้วยชุดที่ดูดีด้วย แม้ว่าเธอจะคอยปฏิเสธอยู่ตลอดเวลา แต่ลูซี่เริ่มต้นในชุดแบบผู้หญิงบ้านๆ คนหนึ่ง และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นชุดที่หรูหราฉูดฉาดมากขึ้น พร้อมด้วยแว่นตากันแดดของดีไซเนอร์ และเครื่องประดับสวยงาม

    ส่วนนักบินแหกคอก (ซึ่งถูกตั้งฉายาว่า “สโนว์เบิร์ดส์”) ที่แบร์รี่จ้างมาเพื่อช่วยเขาบินเข้าออกจากอเมริกากลางและอเมริกาใต้นั้น ก็แต่งตัวเป็นคาวบอยคล้ายๆ กัน การแต่งกายของพวกเขาจะประดับประดาไปด้วยของแปลกๆ อย่างเช่นงูเหลือม กีตาร์อคูสติค และอิกัวน่า “พวกสโนว์เบิร์ดส์เป็นพวกที่แต่งตัวได้สนุกมากค่ะ” เจอริ่งหัวเราะ “มี บิลล์ คูเปอร์ ที่เป็นหนุ่มชอบเล่นกระดานโต้คลื่นสุดเฮี้ยวที่ชอบนุ่งกางเกงขาสั้น กับเสื้อเชิ้ตฮาวาย ซึ่งทำให้ฉันนึกถึงคุณลุงหรือลูกพี่ลูกน้องสุดเฮี้ยว และมีสโนว์เบิร์ด พีท ซึ่งใส่กางเกงยีนส์แรงเลอร์ ได้สวยมาก”

    เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ เจอริ่งต้องทำงานให้เท่าทันกับความเร่งรีบของงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ “มันคือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่มากในการทำให้งานเหล่านี้เสร็จอย่างรวดเร็ว แต่ต้องสนุกสนานด้วยค่ะ” เจอริ่งบอก “ทอมกับดั๊กไม่กลัวที่จะใส่ความตลกเข้าไปในเสื้อผ้า ซึ่งเข้ากันได้ดีทีเดียวค่ะกับเรื่องนี้”

    ในช่วงเวลาว่าง กลีสันมักจะตระเวนไปตามร้านวินเทจในแอตแลนต้า ที่นั่น เขาได้พบเสื้อผ้า อย่างเช่นเสื้อสูทสีน้ำเงินที่เขาใส่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ และเสื้อสูทแบบเดียวกันที่ตัดเย็บด้วยมือโดยแผนกเสื้อผ้า นักแสดงหนุ่มชาวไอริชผู้นี้บอกว่า “ต้องขอบคุณทีมงานทุกคนในแผนกเสื้อผ้าด้วยครับ เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว งานนี้เป็นงานยากและหนักทีเดียว เชเฟอร์ต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอด เสื้อผ้าของเขาก็เช่นกันครับ”

    โจนส์ที่สวมใส่เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้นผ้าเดอนิม คือตัวละครที่เจอริ่งสนุกกับการแต่งตัวเขามาก เธอบอกว่า “คาเล็บเหมือนเด็กหนุ่มตัวผอมสูง เขาไม่มีความยับยั้งช่างใจเลย ซึ่งฉันชอบมากค่ะ”

    สุดยอดพาหนะของอเมริกา:รถและเครื่องบิน

    การหารถวินเทจจากยุคสมัยเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นความท้าทายจนน่าประหลาดใจ งานนี้ตกเป็นงานของผู้ประสานงานด้านรถยนต์ ทิม วู้ดส์ โดย วู้ดส์ ต้องเดินทางไปทั่วทั้งเหนือและใต้ ค้นหาทุกที่ ตั้งแต่เคร็กส์ลิสต์ จนถึงอีเบย์ และกระจายข่าวไปทั่วพื้นที่แอตแลนต้า

    แน่นอน รถยนต์ที่ถูกนำมาใช้ไม่สามารถผ่านการปรับแต่งให้ทันสมัยได้เลย ขณะที่วู้ดส์มีตัวแทนขายรถคลาสสิกสองคนที่เขารู้จัก ซึ่งสามารถจัดหารถโบราณให้กับเขาได้ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังรู้สึกสนใจใน
    รถทรานส์แอมแบบที่เคยเห็นในภาพยนตร์ปี 1977 เรื่อง Smokey and the Bandit ในฉากสำคัญฉากหนึ่ง ซึ่งเป็นฉากของแบร์รี่และลูซี่ ทางทีมผู้สร้างต้องเลือกระหว่างรถทรานส์แอมสีดำสองคัน คันหนึ่งเป็นรถเปิดประทุน อีกคันเป็นรถที่มีหลังคาปกติ สุดท้าย รถคันที่มีที่นั่งด้านหลังใหญ่กว่า และเปิดประทุนเป็นผู้ชนะ

    เพื่อความปลอดภัยของนักแสดง รถวินเทจอายุ 30 ปี หลายคันถูกนำมาทำสีใหม่ และปรับแต่ง ทีมงานต้องร้อง ว้าว ให้กับรถคลาสสิกหลายคันที่อยู่ในสภาพสวยปิ๊งส์ อาทิเช่น รถ Corvette Sting Ray ปี 1970 (สีฟ้าน้ำทะเล แต่ภายในตกแต่งเป็นสีดำ), รถ Cadillac Seville ปี 1982 (ตกแต่งด้วยสีน้ำเงินทูโทน) ที่แบร์รี่ให้ ลูซี่ เป็นของขวัญ และรถ Mercedes 450 SL ปี 1984 (สีครีม)

    รถคันอื่นๆ ยังรวมถึงรถ Pinto ของจูดี้ ดาวนิ่ง, รถ Gremlin สีเขียวของเจบี, รถบัสโฟลก์สวาเก้นของสโนว์เบิร์ดส์, รถ LTD สีน้ำตาลของแม็คคอลล์ และรถของเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายในยุคสมัยนั้น

    เครื่องบิน

    เหล่านักบินนั้นล้วนแต่มีความรักและหลงใหลในเครื่องบินที่พวกเขาบังคับอยู่ ทั้งไลแมนและครูซต่างรู้สึกคลั่งไคล้ในเครื่องบินที่เห็นในภาพยนตร์เรื่องนี้ มากพอๆ กับที่ชื่นชอบเรื่องนี้ ผู้กำกับไลแมนยังคงประทับใจในความสามารถของครูซที่สามารถขับเครื่องบินได้ “ทอมแสดงฉากบินเองทั้งหมดในภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ เขาควบคุมเครื่องบินลำหนึ่งบินไปโคลอมเบียด้วยตัวเองด้วยซ้ำไป” ไลแมนเล่า “เครื่องบินพวกนี้เป็นเครื่องบินเล็ก หลายคนอาจคิดว่า ‘กะอีแค่ควบคุมเครื่องบินไปโคลอมเบีย มันจะเป็นเรื่องใหญ่สักแค่ไหนกัน’ แต่นี่คือการบินที่แบร์รี่ทำในชีวิตจริง มันคือการบินนานสิบชั่วโมงในเครื่องบินเล็ก ขณะที่แบร์รี่ขนน้ำมันสำรองติดไปด้วย แต่ทอมเลือกที่จะแวะเติมน้ำมันไปตลอดเส้นทาง เขาคงต้องเหนื่อยน่าดู” ไลแมนหยุดพูด พร้อมรอยยิ้ม “ผมไม่ทำแบบนั้นครับ ผมขึ้นเครื่องเดลต้าไปครับ”

    เฟรเดอริค นอร์ธ ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานทางอากาศ โดยความเชี่ยวชาญในเรื่องการบินของเขาเคยมีให้เห็นมาแล้วในภาพยนตร์มากกว่า 100 เรื่อง นอร์ธเล่าว่า “นี่คือประสบการณ์ใหม่จริงๆ ครับ กับการที่มีนักแสดงนำที่มีทักษะอย่างที่ทอมมี และมีความปรารถนาที่จะทำงานด้วยตัวเขาเองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทอมรู้ดีว่าแบร์รี่มักจะบินต่ำ และเขาก็พร้อมที่จะยอมรับในความท้าทายนั้นครับ”

    สำหรับ American Made นอร์ธต้องหาเครื่องบินวินเทจในทุกรูปทรง ทุกขนาด และทุกความสามารถ เป็นเครื่องบินที่ถูกสร้างขึ้นในระหว่างปี 1967 และ 1975 ระหว่างถ่ายทำ ครูซในบท ซีล ต้องบินทั้งเครื่อง Aerostar 600 (หกที่นั่ง) และเครื่อง Cessna 414 โดยมี ไลแมน เป็นนักบินร่วมที่มักจะอยู่ข้างๆ เขาเสมอ

    เครื่องบินที่ถือเป็นลำแม่ของเครื่องบินทุกลำที่เห็นใน American Made ก็คือเครื่องบินขนสินค้า 1954 C123 หรือเครื่องบินที่ได้รับฉายาว่า “หญิงอ้วน” ซึ่งถูกนำมาจากพิพิธภัณฑ์ Air Heritage Museum ในบีเวอร์ เคาน์ตี้ ในเพนซิลเวเนีย เครื่องบินลำนี้ได้รับการขนานนามว่า “ธันเดอร์ พิ๊ก” มันหนักถึง 37,000 ปอนด์ เมื่อบรรทุกสินค้าเต็มลำ และความเร็วสูงสุดคือ 220 น็อต
    เครื่องบิน “ธันเดอร์ พิ๊ก” เกษียณจากงานตั้งแต่ปี 1981 แต่ก็เคยปรากฏตัวในภาพยนตร์มาแล้วหลายเรื่อง เพื่อโชว์หุ่นที่มีปีกกว้างถึง 110 ฟุต และตัวถังยาว 75 ฟุต

    เครื่องบินของทีมสโนว์เบิร์ดของแบร์รี่ คือเครื่อง Comanche, Bonanza และเครื่อง Cessna 150 ด้วยการปรับแต่งระบบเบรกที่ใช้งานหนัก และระบบไฮโดรลิค นอร์ธและทีมงานของเขาได้ทำการอัพเกรดเครื่องบินเหล่านี้เพื่อทำให้เครื่องบินเก่าแก่เหล่านี้มีความปลอดภัยมากขึ้น

    สปินเนลลี่อธิบายถึงความสำคัญของเครื่องบินต่อเรื่องนี้ว่า “แบร์รี่ถ่ายโฮมวิดีโอเอาไว้เยอะมาก และมีเทปวิดีโอที่ถ่ายภาพครอบครัวของเขาอยู่เยอะทีเดียว แต่เขาเองก็บันทึกภาพขณะขนส่งยาเสพติดเอาไว้เยอะเช่นกัน เขาถ่ายวิดีโอที่แสดงภาพการทิ้งโคเคนลงจากเครื่องบิน และการประสานงานกับคนที่พื้นดิน”

    สำหรับกลีสัน การบินคือส่วนที่สร้างความตื่นเต้นให้กับการถ่ายทำของเขา “เราถ่ายทำฉากสตั๊นต์ในเครื่องบินที่กำลังบินอยู่เหนือหัวผม และผมต้องหลบมัน จากนั้น พวกเขาก็ถ่ายทำกันซ้ำแล้วซ้ำอีกกับเครื่องบินที่บินต่ำลงมาเรื่อยๆ มันตื่นเต้นจริงๆ นะครับ”

    สำหรับหลายฉากที่ผลักดันขอบเขตของการบิน และอาจจะไม่ปลอดภัยสำหรับนักแสดงและทีมงาน แท่นที่ควบคุมด้วยระบบไฮโดรลิคได้ถูกสร้างขึ้นที่โรงถ่าย โดยเป็นฉากเครื่องบิน Cessna ของแบร์รี่ ซึ่งเขากับลูซี่มีเซ็กซ์กันในสภาพไร้แรงดึงดูด ตัวถังเครื่องบินอยู่ในสภาพทิ้งดิ่งลงมาด้วยความเร็วจนเกิดสภาวะไร้น้ำหนักจนได้ฉากไร้แรงดึงดูดที่สมจริงมาก

    งานกล้อง

    ทางทีมผู้สร้างรู้สึกอึ่งและทึ่งไปกับผลงานของผู้กำกับภาพ ซีซาร์ ชาร์โลน ในภาพยนตร์เรื่อง City of God และรู้ว่าสไตล์ที่ดูดิบและสมจริงของเขาคืองานที่ล้ำค่า เดวิสันกล่าวว่า “เพราะเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะวางเหตุการณ์เอาไว้ที่นั่น การได้ซีซาร์มาเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานหลักของเรา ซึ่งเขาเป็นผู้กำกับภาพชาวอเมริกาใต้ จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก”

    ร็อธยอมรับว่าชาร์โลน “คือทีเด็ดของเราค่ะ พวกเราไม่เคยมีใครเคยทำงานกับเขา หรือแม้แต่เจอเขามาก่อน เขาคือพ่อมดผู้วิเศษที่ถ่ายทำอยู่ตลอด และนั่นก็ช่วยเพิ่มความเร็วและพลังให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ค่ะ”

    ชาร์โลนเป่ามนต์วิเศษให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยการใช้กล้อง Alexa XT และ Alexa M เป็นอุปกรณ์สำคัญ กล้อง Alexa M มีตัวกล้องขนาดเล็ก และสามารถติดตั้งไว้กับเคเบิ้ลขนาด 40 ฟุตได้ ทำให้กล้องมีอิสระในการเคลื่อนไหวในสไตล์งานสารคดี ซึ่งไลแมนอยากใช้เป็นโทนของเรื่องราวนี้ เมื่อมีอิสระในการเคลื่อนที่ กล้องตัวนี้จึงทำงานได้ดีในสภาพแวดล้อมขนาดเล็ก

    ผู้กำกับภาพสามารถมองเห็นเฟรมภาพของเขา ด้วยการสวมใส่แว่นตา Zeiss Cinemizer OLED ซึ่งทำให้เห็นภาพที่กล้องเห็น จึงไม่จำเป็นต้องมองจอมอนิเตอร์

    ระหว่างงานโพสต์โปรดักชั่น ทีมงานที่เป็นคนกำหนดโทนสี สามารถที่จะกำหนดภาพลักษณ์และความรู้สึกของปีต่างๆ ที่เรื่องราวในภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้น ตั้งแต่ตอนที่แบร์รี่เริ่มต้นการเดินทางของเขา ไปจนถึงการใช้ชีวิตแบบอาชญากร สำหรับฉากการบิน ชาร์โลนใช้วิธีบีบเลนส์และภาพโฟร์กราวน์ เพื่อให้ดูเหมือนเครื่องบินกำลังบินด้วยความเร็วกว่าที่พวกเขาบินอยู่จริงๆ

    การสร้างความสมจริง:
    การถ่ายทำในโคลอมเบีย

    การถ่ายทำในส่วนนี้ของเรื่องที่เกิดขึ้นในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ทางทีมผู้สร้างเดินทางไปถึงโคลอมเบียในช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2015 นอกเหนือจากไลแมนและครูซแล้ว ทางทีมผู้อำนวยการสร้างและผู้เขียนบทอย่างสปินเนลลี่ เดินทางไปพร้อมกับไรท์, กลีสัน และอเลฮานโดร เอ๊ดดา และทุกคนที่เคยทำงานอยู่ในแอตแลนต้าก่อนหน้านี้

    นักแสดงชาวโคลอมเบีย มอริซิโอ เมเจีย, เฟรดี้ เย็ทส์, เอมิลิโอ เซร่า และแดเนียล ลูโก้ ได้เข้ามาร่วมสมทบทีมสร้างในอเมริกาใต้ เมเจีย ซึ่งรับบทเป็น ปาโบล เอสโคบาร์ รับบทเป็นเจ้าพ่อยาเสพติดเป็นครั้งที่สามแล้ว โดยเขาเคยแสดงเป็นเอสโคบาร์ในซีรีส์ทางทีวีของโคลอมเบียสองเรื่องด้วยกัน ขณะที่ เย็ทส์ เคยรับบทเล็กๆ ในภาพยนตร์เรื่อง Narcos ขณะที่เซร่ามีชื่อเสียงในแวดวงละครเวที ลูโก้คือนักแสดงมีประสบการณ์ และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากซีรีส์ทางทีวีของโคลอมเบีย

    ไลแมนพูดถึงการถ่ายทำในโคลอมเบียว่า “เราต้องถ่ายทำกันทั่วประเทศนี้ และในเส้นทางขึ้นบินที่ห่างไกลด้วย โคลอมเบียถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากเส้นทางขนยาเสพติดของแก๊งค้ายา และมันยังมีภูมิประเทศที่ดูหลากหลายซึ่งเราสามารถใช้เป็นที่ถ่ายทำฉากอื่นๆ ที่เรื่องนี้เกิดขึ้นอีกด้วย เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นทุกที่ตั้งแต่ปานามา และนิคารากัว จนถึงคอสต้า ริก้า และเราก็พบเส้นทางขึ้นลงของเครื่องบิน และสภาพแวดล้อมที่ตรงกับสภาพแวดล้อมของประเทศเหล่านั้น เราลงเอยด้วยการเดินทางไปทั่วโคลอมเบียในกองทัพเครื่องบินเล็กเหล่านี้ครับ”

    บรรดาหัวหน้าแผนกต่างๆ ผู้กำกับภาพชาร์โลน, โปรดักชั่นดีไวเนอร์วีล, ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เจอริ่ง, ผู้ประสานงานสตั๊นต์ ร็อบ อลอนโซ่, ผู้ดูแลของประกอบฉาก คริส เพ็ค และผู้ตกแต่งฉาก ร็อบ มอลลาร์ด บินจากแอตแลนต้าเพื่อมาดูแลการถ่ายทำในส่วนนี้ บริษัทสัญชาติโคลอมเบียอย่าง ไดนาโม ซึ่งนำทีมโดย แอนเดรส คัลเดอโรน เข้ามารับผิดชอบในการว่าจ้างทีมงาน ซึ่งหลายคนเคยทำงานกับภาพยนตร์เรื่อง The 33 และ Narcos

    เป็นความต้องการของไลแมนและครูซที่จะสอนความรู้ในการสร้างภาพยนตร์ให้กับทีมงานชาวโคลอมเบียที่ขยันขันแข็งให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งมีหลายคนมากที่อาศัยอยู่ในโบโกต้า หัวหน้าชาวอเมริกันแต่ละแผนก ยินดีที่จะแบ่งปันเครื่องไม้เครื่องมือของพวกเขาให้กับคนเหล่านี้

    เพราะเครื่องบินมีส่วนสำคัญต่อความสัมพันธ์ที่ซีลมีต่ออเมริกากลางและอเมริกาใต้ เฟร็ด นอร์ธ ผู้ประสานงานภาคอากาศ จึงได้เรียกทีมงานของเขาเข้ามา ความรับผิดชอบของพวกเขายังรวมถึงเครื่องบินทั้งหมดที่ถูกนำมาใช้ในการถ่ายทำที่โคลอมเบีย รวมถึงเครื่อง Aerostar และเฮลิคอปเตอร์ที่ติดตั้งกล้องเพื่อถ่ายทำฉากแอ็กชั่น

    หลายพื้นที่ที่การถ่ายทำเกิดขึ้น ยังรวมถึงที่ เมเดยิน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของแก๊งค้ายาเมเดยิน และซานตา มาร์ตา ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกาใต้ และใกล้กับทางตอนเหนือสุดของอเมริกาใต้ในแถบแคริบเบี้ยน การถ่ายทำเกิดขึ้นในย่านชานเมือง อย่างเช่นเมืองเกษตรกรรมของ Orihueca ในแม็กดาลีน่า รวมถึง Santa Fe De Antioquia ทั้งสองสถานที่นี้มีเส้นทางขึ้นลงของเครื่องบิน โดยที่แรกถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำหลายฉากในอเมริกากลาง และอีกแห่งหนึ่งเป็นฉากเส้นทางขึ้นบินที่พวกแก๊งค้ายาในเมเดยินใช้จริงๆ

    โคลอมเบียประกอบขึ้นจากหลาย “หน่วย” ซึ่งในอเมริกาหมายถึง “รัฐ” ทีมผู้สร้างไปถ่ายทำกันในพื้นที่สองหน่วยในจำนวนทั้งหมด 32 หน่วย อันได้แก่ที่Of note Antioquia ซึ่งมีเมเดยินเป็นเมืองหลวง และแม็กดาเลน่า ซึ่งมีซานตามาร์ตาเป็นเมืองหลวง

    ครูซ ซึ่งเป็นนักบินมืออาชีพ ควบคุมเครื่องบินสู่เมเดยิน เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโคลอมเบีย ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม เขาควบคุมเครื่องบิน Aerostar บินไปยังสนามบิน Enrique Olaya Herrera Airport ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง เพื่อจะบินไปยังเมเดยินนั้น ครูซต้องบังคับเครื่องบินบินผ่านเมือง Baranquilla ในโคลอมเบีย โดยมีนักบินท้องถิ่นที่รู้เส้นทาง บินไปกับเขาด้วย
    วันที่ 24 สิงหาคม ครูซ, ไลแมน, นอร์ธ และทีมงานของเขา บินด้วยเครื่อง Aerostar ไปยังพื้นที่ลุ่มน้ำอเมซอนที่อยู่ในพื้นที่ของโคลอมเบีย ภายใต้การดูแลรักษาความปลอดภัยของกองทัพโคลอมเบีย โดยมีครูซเป็นนักบิน พวกเขาสามารถถ่ายทำภาพอันงดงาม โดยเห็นแม่น้ำอเมซอนและป่าโดยรอบ ครูซ, บอดี้การ์ดของเขา และไลแมน ยังได้ตั้งแค้มป์ค้างคืนในพื้นที่นั้นด้วย

    งานถ่ายทำอย่างเป็นทางการในประเทศแห่งนี้ เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 26 สิงหาคม ในเมเดยิน โดยฉากแรกที่ถ่ายทำเกิดขึ้นที่สนามบิน Enrique Olaya Herrera Airport เมื่อซีลนำเครื่องลงจอดในโคลอมเบียเป็นครั้งแรก ในช่วงที่เหลือของวันนั้น ทีมงานไปถ่ายทำกันที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Palacio Municipal ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่เป็นอันดับสองของโคลอมเบีย เป็นที่เก็บผลงานมากมายของศิลปิน Fernando Botero อาคารที่งดงามดังรูปวาดแห่งนี้ถูกใช้ถ่ายทำเป็นฉากสำนักงานของนอริเอก้าในปานามา

    วันต่อมา ทีมผู้สร้างย้ายกองไปยังพื้นที่ของเมเดยินที่รู้จักในชื่อ เอลโปบลาโด ซึ่งเป็นพื้นที่สูงของเมืองที่เห็นวิวอันงดงามของเทือกเขาที่อยู่รายล้อม และที่นั่นเองที่พวกเขาได้ถ่ายทำในบ้านที่เคยเป็นของ รอดริเกซ กาช่า หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เอล เม็กซิคาโน่” กาช่า พร้อมด้วยพี่น้องอ็อคชัวและปาโบล เอสโคบาร์ ซึ่งก็คือส่วนหนึ่งของแก๊งค้ายาเมเดยินที่มีชื่อกระฉ่อน

    สำหรับฉากพิธีเฉลิมฉลองที่จัดโดย ฮอร์เฮ้ อ็อคชัว ซึ่งรับบทโดยเอ๊ดดา ทางทีมผู้สร้างถ่ายทำกันที่ Casa Catahuanga ซึ่งตั้งอยู่ใน Llano Grande ประเทศโคลอมเบีย โดยขับรถไปทางเหนือของเมเดยินประมาณหนึ่งชั่วโมง (ใกล้กับสนามบินนานาชาติ) งานปาร์ตี้ที่กินเวลาทั้งวันนี้ ยังเกี่ยวข้องกับการสู้กับวัวกระทิง จระเข้ยักษ์ ม้าพ่อพันธุ์ การร้องเพลงเต้นรำ ทั้งหมดนี้เพื่อฉลองวันเกิดของซีล และเป็นการแนะนำลูซี่ ให้รู้จักเพื่อนๆ ชาวอเมริกาใต้ของเขา ตัวประกอบมากกว่า 100 ชีวิตเข้ามาทำงานในวันนั้น เพื่อเพิ่มบรรยากาศคึกคักและมึนเมาที่โลกของวงการยาเสพติดในเมเดยินเป็นในปี 1981

    สำหรับฉากที่แบร์รี่ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำโคลอมเบีย ทีมงานไปถ่ายทำกันในย่านดาวน์ทาวน์ของเมเดยินในวันเสาร์ เพื่อใช้ฉากด้านนอกของกระทรวงยุติธรรม นอกจากนี้ ในฉากที่ครูซและกลีสันต้องเดินตัดผ่านพลาซ่า ไปยังถนน และเข้าไปนั่งในรถแท็กซี่คันหนึ่ง ทีมงานต้องจ้างตัวประกอบชาวโคลอมเบียมากกว่า 300 คน โดยให้พวกเขาแต่งกายด้วยชุดในช่วงต้นทศวรรษ 80s แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถปิดพื้นที่นั้นทั้งหมดได้ แต่ชาวเมืองเมเดยินแห่งปี 2015 ก็จะขยับหลีกพื้นที่ให้ โดยมีคนจำนวนมากมาคอยเฝ้าดูการถ่ายทำอยู่,

    วันที่ 31 สิงหาคม ทีมผู้สร้างย้ายไปยังซานตา มาร์ตา ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ทะเลแคริบเบี้ยน และปัจจุบันกลายเป็นจุดหมายของชาวโคลอมเบียที่มาท่องเที่ยวทะเลในช่วงวันหยุด ทีมงานและทีมนักแสดงปักหลักอยู่ในย่านชานเมืองของเอล โรดาดิโร่ ซึ่งมีรีสอร์ตริมชายหาดแห่งใหม่เปิดขึ้นมากมาย

    เมื่อต้องถ่ายทำในพื้นที่อากาศร้อนชื้นของโคลอมเบีย สนามบินซานตามาร์ตาถูกใช้ เพื่อถ่ายทำฉากทั้งในนิคารากัวและปานามา การถ่ายทำมีขึ้นที่ส่วนด้านหน้าอาคารสำนักงานของรัฐบาลแม็กดาลีน่า ในย่านดาวน์ทาวน์ของซานตามาร์ตา ซึ่งห้องหนึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากสำนักงานในมานากัว นอกจากนี้ บ้านที่ตั้งอยู่ริมชายหาดของแม็กดาลีน่า ได้กลายมาเป็นบ้านไร่ของเอสโคบาร์ และเส้นทางขึ้นลงของเครื่องบินที่ตั้งอยู่กลางไร่กล้วย ใกล้ๆ เมือง Orihueca ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากในไฮติ และนิคารากัว

    ย้อนกลับไปที่เมเดยิน ทางกองถ่ายใช้เวลาสามวันถ่ายทำเส้นทางขึ้นลงของเครื่องบินใน Santa Fe De Antioquia ซึ่งแก๊งค้ายาเมเดยินเคยใช้จริงๆ ในทีแรก รัฐบาลโคลอมเบีย ไม่ค่อยแน่ใจนักกับการจะอนุญาตให้มีการถ่ายทำภาพยนตร์กันที่นี่ แต่สุดท้าย พวกเขาก็ยินยอม หลายฉากถ่ายทำกันที่นี่ รวมถึงฉากที่ครูซนำเครื่องลงจอด และนำเครื่อง Aerostar ขึ้นบิน และการบินผ่านโรงเก็บเครื่องบินที่เอสโคบาร์เป็นเจ้าของ

    เพราะนี่คือภาพยนตร์ย้อนยุค จัสติน เบลล์ วิชวลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงเก็บภาพของพื้นที่ใกล้ๆ ฉากเอาไว้เพื่อนำไปใช้ในงานโพสต์โปรดักชั่น ภารกิจของเขาก็คือการเก็บภาพวิวทิวทัศน์เอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อผสมรวมเข้าด้วยกันในช่วงการทำงานโพสต์โปรดักชั่น

    นอกเหนือจากการถ่ายทำแล้ว ครูซยังได้พบกับนายกเทศมนตรีเมืองเมเดยิน แอนนิบัล กาวิเรีย คอร์เรีย เป็นการส่วนตัว รวมถึงนายกเทศมนตรีของเมืองซานตา มาร์ตา นายคาร์ลอส เอดัวร์โด ไคซีโด โอมาร์ และครอบครัวของเขา ครูซยังเชิญทหารพิการจากกองทัพโคลอมเบีย หลายคนได้รับบาดเจ็บจากเหมืองที่พบใน Antioquia โดยพวกเขาเดินทางมาเยี่ยมกองถ่ายในระหว่างการถ่ายทำที่ Santa Fe De Antioquia ทหาร 12 นาย พร้อมด้วยนายพล 3 นาย สามารถมาที่กองถ่าย โดยพวกเขาได้มอบจานสลักเพื่อเป็นของขวัญให้กับครูซและไลแมน

    ************

    ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส และครอสส์ ครีก พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานความร่วมมือกับ อิมเมจิ้น เอนเตอร์เทนเมนต์ ผลงานการสร้างของ ไบรอัน เกรเซอร์ โดยความร่วมมือกับ เวนเดียน เอนเตอร์เทนเมนต์, ควอดแรนท์ พิคเจอร์ส และเฮอร์คิวลีส ฟิล์ม ฟันด์ ผลงานภาพยนตร์ของ ดั๊ก ไลแมน เรื่อง American Made โดยมี ทอม ครูซ นำทีมนักแสดงที่ประกอบไปด้วย โดห์นัลล์ กลีสัน, ซาร่าห์ ไรท์ โอลเซ่น, อี โรเจอร์ มิทเชลล์, เจสซี่ พลีมอนส์, อเลฮานโดร เอ๊ดดา, เบนิโต้ มาร์ติเนซ, คาเล็บ แลนดรี้ โจนส์, เจย์มา เมย์ส ผู้กำกับภาพของภาพยนตร์เรื่อง American Made ก็คือ ซีซาร์ ชาร์โลน, SCU โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ ได้แก่ แดน วีล, ADC และผู้ลำดับภาพได้แก่ แอนดรูว์ มอนด์ชีน, ACE ผู้ทำหน้าที่คัดเลือกนักแสดงให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ มินดี้ มาริน, CSA ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ได้แก่ เจนนี่ เจอริ่ง, มิวสิค ซูเปอร์ไวเซอร์ ได้แก่ เก๊บ ฮิลเฟอร์ จากฝีมือการประพันธ์ดนตรีประกอบของ คริสโตฟี่ เบ็ค ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างบริหารโดย ไมเคิล แพล้งก์, จอห์นนี่ หลิน, แกรี่ สปินเนลลี่, เอริค กรีนเฟลด์, ปารีส คาซฺโดคอสตัส แล็ทซิส, เทอร์รี่ ดักลาส, แบรนด์ แอนเดอร์สัน, ไมเคิล ฟินลี่ย์, ไมเคิล แบสซิค, เรย์ เฉิน, มาร์คอส เทลเลเชีย, โจชัว สเคอร์ล่า American Made อำนวยการสร้างโดย ไบรอัน เกรเซอร์, ไบรอัน โอลิเวอร์, ดั๊ก เดวิสัน, คิม ร็อธ และเรย์ แองเจลิค, ไทเลอร์ ธอมป์สัน ภาพยนตร์เรื่องนี้เขียนบทโดย แกรี่ สปินเนลลี่ และกำกับโดย ดั๊ก ไลแมน © 2017 Universal Pictures.
    ************

    ประวัตินักแสดง
    ทอม ครูซ (TOM CRUISE) รับบท แบร์รี่ ซีล
    ทอม ครูซ คือบุคคลที่ทั่วโลกรู้จักกันดี และเป็นผู้ทรงอิทธิพลอย่างมหาศาลบนจอภาพยนตร์ ด้วยการสร้างตัวละครที่อยู๋ในความทรงจำมากที่สุดตลอดกาล ในภาพยนตร์ที่เป็นตำนานอย่าง Top Gun, Jerry Maguire, Risky Business, Minority Report, Interview with the Vampire, A Few Good Men, The Firm, Rain Man, Collateral, The Last Samurai, Edge of Tomorrow, The Color of Money และภาพยนตร์ชุด Mission: Impossible และอื่นๆ อีกมากมาย

    ครูซ ซึ่งเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ที่มักจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกส่วนของงานสร้างภาพยนตร์ ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถอันหลากหลายของเขาจากภาพยนตร์และบทบาทที่เขาเลือกแสดง เขาเคยแสดงภาพยนตร์มาแล้ว 42 เรื่อง และมีอยู่หลายเรื่องที่เขาทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างด้วย เคยร่วมงานกับผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จมากมาย อาทิเช่น ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า, ริดลี่ย์ สก็อตต์, โทนี่ สก็อตต์, มาร์ติน สกอร์เซซี่, แบร์รี่ เลอวินสัน, โอลิเวอร์ สโตน, รอน ฮาวเวิร์ด, ร็อบ ไรเนอร์, ซิดนี่ย์ พอลแล็ค, นีล จอร์แดน, ไบรอัน เดอ พัลม่า, คาเมรอน โครว์, สแตนลี่ย์ คูบริค, พอล โธมัส แอนเดอร์สัน, เอ๊ดเวิร์ด ซวิค, สตีเว่น สปีลเบิร์ก, ไมเคิล มานน์, เจเจ อับรามส์, โรเบิร์ต เร็ดฟอร์ด, แบร็ด เบิร์ด, ดั๊ก ไลแมน และคริส แม็คควอร์รี่

    ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ครูซที่ประสบความสำเร็จทั้งในฐานะนักแสดง และผู้อำนวยการสร้าง เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 3 ครั้ง และได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ 3 ครั้ง ผลงานภาพยนตร์ของเขาทำรายได้รวมจากทั่วโลกไปกว่า $8 พันล้าน มีภาพยนตร์ที่ครูซแสดงถึง 17 เรื่องที่ทำรายได้เกินกว่า $100 ล้านในอเมริกา และมีถึง 22 เรื่องที่ทำรายได้จากทั่วโลกเกิน $200 ล้านเหรียญ

    Released in July 2015, Mission: Impossible – Rogue Nation ซึ่งเปิดตัวฉายในเดือนกรกฎาคม ปี 2015 คือหนึ่งในผลงานภาพยนตร์ที่ฮิตที่สุดของครูซ ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกเกือบ $700 ล้าน เมื่อรวมรายได้กันทั้งหมด ภาพยนตร์แฟรนไชส์ชุด Mission: Impossible สามารถทำราไยด้ไปเกือบ $2.8 พันล้าน นับแต่ที่ ครูซ เป็นผู้ผุดไอเดียในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ และเริ่มทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้าง และแสดงนำในบทสายลับ อีธาน ฮันท์ ปัจจุบันนี้ ครูซอยู่ระหว่างดำเนินงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง M:I 6 – Mission Impossible

    ผลงานภาพยนตร์ที่ผ่านมาของครูซ ได้แก่ Edge of Tomorrow ซึ่งเปิดตัวฉายโดยได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมมากมาย; Oblivion; ภาพยนตร์ทริลเลอร์สุดตื่นเต้นเรื่อง Jack Reacher ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $218 ล้าน; ภาพยนตร์ภาคต่อ Jack Reacher: Never Go Back ซึ่งทำให้เขาได้กลับไปร่วมงานกับ เอ๊ด ซวิค และThe Mummy ผลงานก่อนหน้านั้นของครูซ ได้แก่ ภาพยนตร์ตลกสุดฮิตของ เบน สติลเลอร์ เรื่อง Tropic Thunder ซึ่งเขารับบทเป็นเจ้าพ่อหนังฮอลลีวู้ด เลส กรอสส์แมน บทบาทนี้ทำให้เขาได้รับคำชมจากทั้งนักวิจารณ์และคนดู รวมไปถึงยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกทองคำเป็นครั้งที่ 7 ด้วย

    ครูซได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง Born on the Fourth of July และ Jerry Maguire และสาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง Magnolia เขายังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำถึง 3 รางวัล ได้แก่สาขาดารานำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Born on the Fourth of July และ Jerry Maguire และสาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยมจาก Magnolia นอกจากนี้ เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำจากภาพยนตร์เรื่อง Risky Business, A Few Good Men และ The Last Samurai นอกจากนี้ ครูซยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากเวทีบัฟต้า, สมาคมนักแสดง, รางวัล Chicago Film Critics Association และ National Board of Review

    โดห์นัลล์ กลีสัน (DOMHNALL GLEESON) รับบท มอนตี้ “เชเฟอร์”
    โดห์นัลล์ กลีสันคือนักแสดงชาวไอริชที่พิสูจน์ฝีมือให้เห็นแล้วว่าเขาคือหนึ่งในนักแสดงที่มีความสามารถหลากหลายมากที่สุดของฮอลลีวู้ด และเคยได้ทำงานกับผู้กำกับที่ฝีมือเป็นที่ยอมรับนับถือมากที่สุดในวงการ

    ฤดูใบไม้ร่วงในปีนี้ กลีสันแสดงนำในภาพยนตร์ที่ได้รับกระแสเสียงฮือฮาหลายเรื่องด้วยกัน เขาจะแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Goodbye Christopher Robin โดยประกบบทกับ มาร์ก็อต ร็อบบี้ และเคลลี่ แม็คโดนัลด์ ภายใต้การกำกับของ ไซม่อน เคอร์ติส ภาพยนตร์เรื่องนี้พูดถึงชีวิตของนักเขียน เอเอ มิล์น (กลีสัน) ผู้แต่งหนังสือสำหรับเด็กที่ได้รับความนิยมอย่างเรื่อง “Winnie the Pooh” โดยทางฟ็อกซ์ เซิร์ชไลท์ พิคเจอร์ส จะเปิดตัวฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 13 ตุลาคม หลังจากนั้น กลีสันจะแสดงนำในภาพยนตร์ทริลเลอร์สยองขวัญของ ดาร์เรน อโรนอฟสกี้ เรื่อง Mother! โดยร่วมแสดงกับ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์, ฮาเวียร์ บาร์เด็ม และมิเชลล์ ไฟฟ์เฟอร์ พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส จะเปิดตัวฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 13 ตุลาคม กลีสันยังจะแสดงนำร่วมกับ วิลล์ ฟอร์ท ในภาพยนตร์ของ เดวิด เวน เรื่อง A Futile & Stupid Gesture นอกจากนี้ กลีสันยังจะกลับไปรับบท นายพลฮักซ์ ในภาพยนตร์แฟรนไชส์ Star Wars ในตอน Star Wars: The Last Jedi จากผู้กำกับ ไรอัน จอห์นสัน วอลท์ดิสนีย์ พิคเจอร์ส จะเปิดตัวฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 15 ธันวาคม

    ในปี 2018 กลีสันจะร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ วิลล์ กลั๊ค ที่เป็นงานผสมระหว่างคนแสดงกับงานซีจีไอ เรื่อง Peter Rabbit ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เจมส์ คอร์เดน, ร็อบบี้ และเดซี่ ริดลี่ย์ โซนี่ พิคเจอร์ส เอนเตอร์เทนเมนต์จะเปิดตัวฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2018

    ปัจจุบัน กลีสันอยู่ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ดราม่าลึกลับของ เลนนี่ อับราแฮมสัน เรื่อง The Little Stranger โดยเขาร่วมแสดงกับ รูธ วิลสัน เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นที่อังกฤษในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อดร.ฟาราเดย์ (กลีสัน) ได้สร้างชีวิตที่ได้รับการยอมรับนับถือในฐานะหมอบ้านนอก

    ก่อนหน้านี้ กลีสันร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมของ อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินาร์ริตู เรื่อง The Revenant โดยเขาประกบบทกับ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ เขายังได้รับคำชมจากบท คาเล็บ ในภาพยนตร์ ไซไฟ ของอเล็กซ์ การ์แลนด์ เรื่อง Ex Machina ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ ออสการ์ ไอแซ็ค และอลิเซีย วิกันเดอร์

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Star Wars: The Force Awakens ผลงานของผู้กำกับ เจเจ อับรามส์; ภาพยนตร์เข้าชิงรางวัลออสการ์ของ จอห์น โครว์ลี่ย์ เรื่อง Brooklyn; ภาพยนตร์ของพี่น้องโคเอน ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือของ ลอร่า ฮิลเลนแบรนด์ เรื่อง Unbroken จากฝีมือการกำกับของ แองเจลิน่า โจลี่; ภาพยนตร์ของ จอห์น ไมเคิล แม็คโดนาห์ เรื่อง Calvary; ภาพยนตร์ของอับราแฮมสัน เรื่อง Frank ซึ่งเขาประกบบทกับ ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์ และแม็กกี้ จิลเลนฮาล; ภาพยนตร์ของ ริชาร์ด เคอร์ติส เรื่อง About Time ซึ่งเขาประกบบทกับ เรเชล แม็คอดัมส์ และบิลล์ ไนฮี; เขารับบท บิลล์ วีสลี่ย์ ในภาพยนตร์ของ เดวิด เย็ทส์ เรื่อง Harry Potter and the Deathly Hallows (Parts I and II); ภาพยนตร์ของ ทอม ฮอลล์ เรื่อง Sensation ซึ่งเขาประกบบทกับ แพทริค ไรอัน และมารี โอนีลล์; ภาพยนตร์ของ มาร์ก โรมาเน็ก เรื่อง Never Let Me Go; ภาพยนตร์ของ โจลและอีธาน โคเอน เรื่อง True Grit; ภาพยนตร์ของ พีท ทราวิส เรื่อง Dredd; ภาพยนตร์ของ เจมส์ มาร์ช เรื่อง Shadow Dancer; ภาพยนตร์ของ เอียน ฟิทซ์กิ๊บบอน เรื่อง Perrier’s Bounty; ภาพยนตร์ของ สตีเฟ่น แบร็ดลี่ย์ เรื่อง Boy Eats Girl;
    ภาพยนตร์ของ นิโคลัส เรนตัน เรื่อง When Harvey Met Bob และภาพยนตร์ของ โจ ไรท์ เรื่อง Anna Karenina ซึ่งเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Empire Award สาขานักแสดงหน้าใหม่ชายยอดเยี่ยมในปี 2013 และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Irish Film and Television Award สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

    ปัจจุบัน กลีสันอาศัยอยู่ในดับลิน, ไอร์แลนด์

    ซาร่าห์ ไรท์ โอลเซ่น (SARAH WRIGHT OLSEN) รับบท ลูซี่
    ซาร่าห์ ไรท์ โอลเซ่น คือหนึ่งในนักแสดงหญิงที่มีความสามารถหลากหลายที่สุดในแวดวงภาพยนตร์และทีวีของฮอลลีวู้ด

    ผลงานภาพยนตร์ของ ไรท์ โอลเซ่น ได้แก่ ภาพยนตร์ตลกสุดฮิตเรื่อง The House Bunny ซึ่งเธอประกบบทกับ แอนนา ฟาริส และเอ็มม่า สโตน; Walk of Shame ซึ่งเธอประกบบทกับ เอลิซาเบธ แบงก์ส; ภาพยนตร์ของ เดมี่ มัวร์ เรื่อง Streak; Surfer, Dude ซึ่งนำแสดงโดย แมทธิว แม็คคอนนาเฮย์; 21 & Over with Miles Teller และ Touchback ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ เคิร์ต รัสเซลล์

    อี โรเจอร์ มิทเชลล์ (E. ROGER MITCHELL) รับบทเจ้าหน้าที่เคร็ก แม็คคอลล์
    อีโรเจอร์ มิทเชลล์ เกิดในชื่อ เอ๊ดการ์ โรเจอร์ มิทเชลล์ จูเนียร์ เขาเป็นชาวไมอามี่, ฟลอริด้า โดยเป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องสิบคน และเขาเริ่มสนใจด้านงานแสดงมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

    เขาเป็นทั้งนักแสดงภาพยนตร์ ทีวี ละครเวที ให้เสียงพากย์ และผู้อำนวยการสร้าง โดยมีผลงานกว่า 140 เรื่อง ผลงานที่มีชื่อเสียงของเขา ได้แก่ Flight และ The Equalizer ซึ่งเขาประกบบทกับ เดนเซล วอชิงตัน; ภาพยนตร์ของ HBO เรื่อง Warm Springs ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เคนเนธ บรานาห์, ซินเธีย นิกสัน และเคธี่ เบ็ทส์; Anchorman 2: The Legend Continues ซึ่งนำแสดงโดย วิลล์ เฟอร์เรลล์; The Hunger Games: Catching Fire ซึ่งนำแสดงโดย เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์; Selma และ Captive ซึ่งทั้งสองเรื่องเขาร่วมแสดงกับ เดวิด โอเบโลโว; Triple 9 ซึ่งนำแสดงโดย เคซี่ย์ แอฟเฟล็ค; The Legend of Bagger Vance ซึ่งเขาประกบบทกับ วิลล์ สมิธ และแม็ตต์ เดม่อน; S.W.A.T. และ Cell ทั้งสองเรื่องเขาประกบบทกับ ซามวล แอล แจ็คสัน; ผลงานของ HBO เรื่อง Boycott ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เจฟฟรีย์ ไรท์, เทอร์เรนซ์ ฮาวเวิร์ด และคล๊าร์ก จอห์นสัน และในภาพยนตร์ของ คลิ้นต์ อีสต์วู้ด เรื่อง Sully ซึ่งนำแสดงโดย ทอม แฮงก์ส; The 5th Wave; Kill the Messenger; Battle Los Angeles และ Daddy’s Little Girls

    เจสซี่ พลีมอนส์ (JESSE PLEMONS) รับบทนายอำเภอดาวนิ่ง
    เจสซี่ พลีมอนส์ เริ่มต้นเป็นนักแสดงตั้งแต่อายุยังน้อย โดยประเดิมงานแสดงตั้งแต่อายุสามขวบในโฆษณา Coca-Cola เสน่ห์แบบชาวเท็กซัสของเขาช่วยให้เขาได้รับบทบาทในโฆษณาชุดนั้น และมันได้ช่วยงานในระยะแรกของเขา จนถึงบทแจ้งเกิดในเรื่อง Friday Night Lights

    หลังจาก Friday Night Lights พลีมอนส์ร่วมแสดงในภาพยนตร์หลายเรื่องด้วยกัน ซึ่งรวมถึงบทบาทในภาพยนตร์แอ็กชั่น เอพิค เรื่อง Battleship (2012) ซึ่งมีการเขียนบทมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ นอกจากนี้ เขายังประกบบทกับ ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน ในภาพยนตร์ดราม่าที่ได้รับคำชมของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน เรื่อง The Master (2012)

    ในปี 2015 เขารับบทเป็น เควิน วีคส์ ในภาพยนตร์ชีวประวัติ เรื่อง Black Mass โดยประกบบทกับ จอห์นนี่ เด๊ปป์; ภาพยนตร์ดราม่าเกี่ยวกับสงครามเย็นของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง Bridge of Spies; เขารับบทเป็น ฟลอยด์ แลนดิส ในภาพยนตร์ของ สตีเฟ่น เฟรียร์ส เรื่อง The Program ผลงานภาพยนตร์เมื่อเร็วๆ นี้ของเขา ได้แก่ Other People และ The Discovery ภาพยนตร์ไซไฟที่นำแสดงโดย ไรลี่ย์ เคียฟ, รูนนี่ย์ มาร่า, เจสัน ซีเกล และโรเบิร์ต เรดฟอร์ด เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์ของ สก็อตต์ คูเปอร์ เรื่อง Hostiles ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ โรซามันด์ ไพก์, เวส สตูดี้ และคริสเตียน เบล

    เขาเพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง Game Night ซึ่งนำแสดงโดย เจสัน เบทแมน และเรเชล แม็คอดัมส์ ขณะนี้ เขาอยู่ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ของสปีลเบิร์ก เรื่อง The Papers ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ ทอม แฮงก์ส และเมอริล สตรีพ

    โลล่า เคิร์ก (LOLA KIRKE) รับบท จูดี้ ดาวนิ่ง
    โลล่า เคิร์ก ร่วมแสดงอยู่ในซีรีส์ทางทีวี ผลงานของอะเมซอน สตูดิโอส์ เรื่อง Mozart in the Jungle และเมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Untogether โดยร่วมแสดงกับ เบน เมนเดลซัห์น, เจมิน่า เคิร์ก และเจมี่ ดอร์แนน ภาพยนตร์เรื่องีน้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างแอนเดรีย (เจมิน่า เคิร์ก) อดีตวัยรุ่นเอาแต่ใจที่กลายมาเป็นผู้ติดโคเคน และบัดนี้ เธอพยายามจะผันตัวเองมาเป็นนักเขียน และนิค นักเขียนที่ประสบความสำเร็จกับงานบันทึกความทรงจำที่แสดงถึงความกล้าหาญในช่วงสงคราม ขณะเดียวกัน น้องสาวของแอนเดรีย (โลล่า เคิร์ก) ก็พบว่าความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างเธอกับ มาร์ติน แฟนหนุ่มที่อายุมากกว่า (เมนเดลซัห์น) ต้องสั่นคลอน เมื่อเธอเกิดสนใจในตัวแร๊บไบที่มีช่องว่างระหว่างอายุมากกว่า และเมื่อไม่นานมานี้ เคิร์กก็เพิ่งเสร็จสิ้นจากงานถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Gemini ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ โซอี้ คราวิทซ์ และจอห์น โช โดยภาพยนตร์ทริลเลอร์ที่วางเหตุการณ์เอาไว้ในลอสแองเจลิสเรื่องนี้ เขียนบทและกำกับโดย แอรอน แค็ทซ์
    เคิร์กยังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Fallen โดยร่วมแสดงกับ เจเรมี่ เออร์ไวน์, แอ๊ดดิสัน ทิมลิน และโจลี่ ริชาร์ดสัน นอกจากนี้ เธอยังอำนวยการสร้างและแสดงนำในโปรเจ็กต์ของ แอรอน ฟิสเชอร์-โคเฮน เรื่อง Active Adults

    ในปี 2015 เคิร์กร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ โนอาห์ บาว์มแบช เรื่อง Mistress America ประกบบทกับ เกรต้า เจอร์วิก ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2015 ต่อมา ฟ็อกซ์ เซิร์ชไลท์ ได้ประกาศว่าพวกเขาได้ซื้อลิขสิทธิ์การจำหน่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ และเปิดตัวฉายในวันที่ 14 สิงหาคม 2015

    ในปี 2014 เธอร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Free the Nipple ซึ่งเปิดตัวฉายในวันที่ 12 ธันวาคม 2014 นอกจากนี้ เธอยังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Gone Girl ในบท เกรต้า ภาพยนตร์ของ เดวิด ฟินเชอร์ เรื่องนี้เปิดตัวฉายเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2014 และทำรายได้จากทั่วโลกไปกว่า $365 ล้าน

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเคิร์ก ได้แก่ Another Happy Day และ Reaching for the Moon

    อเลฮานโดร เอ๊ดดา (ALEJANDRO EDDA) รับบท ฮอร์เฮ อ็อคชัว
    อเลฮานโดร เอ๊ดดา เกิดในปูบลา ประเทศเม็กซิโก เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1984 เขาเติบโตมาในฐานะของลูกคนเดียว และมีความสนใจในการสร้างโลกและตัวละครที่ไม่ได้มีอยู่จริง หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับไฮสกูล เขาได้เข้าเรียนที่สถาบัน Instituto Ruso Mexicano หนึ่งในโรงเรียนด้านการละครและภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในเม็กซิโกซิตี้ หลังจากเรียนจบ เขาได้ย้ายไปอยู่ลอสแองเจลิส โดยได้ศึกษาต่อที่ Sanford Meisner Center และในเดือนกรกฏาคม ปี 2007 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยการเป็นหนึ่งในท็อปไฟฟ์ของชั้นเรียน

    บทแจ้งเกิดของเอ๊ดดามาถึงหลังจากได้รับบทบาทประจำในซีรีส์เรื่อง The Bridge หลังจากนั้น เขาได้รับบทนำในซีรีนส์เรื่อง Fear the Walking Dead และ Lethal Weapon นับแต่นั้น เขาได้สร้างชื่อเสียงด้วยการร่วมแสดงในภาพยนตร์อย่าง Sundown, Riding to the Light และเมื่อเร็วๆ นี้ก็คือ Cocaine Godmother ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ แคเธอรีน ซีต้า-โจนส์

    เบนิโต้ มาร์ติเนซ (BENITO MARTINEZ) รับบท เจมส์ แรนเจล
    เบนิโต้ มาร์ติเนซ คือนักแสดงชาวอเมริกันที่เติบโตมาในไร่เล็กๆ ในแอลบูเคอร์คี, นิวเม็กซิโก เขาเริ่มต้นแสดงละครเวทีตอนอายุ 8 ปี จากนั้น เขาได้เรียนที่ Hollywood High Performing Arts Magnet และต่อด้วยสถาบันอันทรงเกียรติอย่าง London Academy of Music and Dramatic Arts

    มาร์ติเนซได้รับความสนใจจากทั่วโลกเมื่อเขารับบทเป็น เดวิด เอซวีด้า ในซีรีส์ที่คว้ารางวัลลูกโลกทองคำ เรื่อง The Shield (FX) ตัวเขาเองได้รับรางวัล ALMA Award สาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยม ในปี 2007

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้รับคำชมจากหลายบทบาทด้วยกัน เช่นในซีรีส์ของ จอห์น ริดลี่ย์ เรื่อง American Crime (ABC) ผลงานเรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ซีรีส์ฮิตอย่าง How to Get Away with Murder, House of Cards, The Blacklist และ Sons of Anarchy ผลงานภาพยนตร์ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของ คลิ้นท์ อีสต์วู้ด เรื่อง Million Dollar Baby; Bless Me Ultima; Lies in Plain Sight ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล NAACP Image Award สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม ประจำปี 2011; Unthinkable ซึ่งนำแสดงโดย ซามวล แอล แจ็คสัน; New Suit; Kill Your Darlings; Mi Familia; Saw และ Beyond the Lights

    คาเล็บ แลนดรี้ โจนส์ (CALEB LANDRY JONES) รับบท เจบี
    คาเล็บ แลนดรี้ โจนส์ หนึ่งในนักแสดงรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรงของฮอลลลีวู้ด จะมีบทบาทอยู่ในภาพยนตร์ของ มาร์ติน แม็คโดแน็ก เรื่อง Three Billboards Outside Ebbing, Missouri โดยเขาประกบบทบาทกับ ฟรานซิส แม็คดอร์แมนด์ และแซม ร็อคเวลล์ เมื่อเร็วๆ นี้ เขาร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ จอร์แดน พีล เรื่อง Get Out ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไป $250 ล้าน

    ในปี 2012 โจนส์แสดงนำในผลงานการกำกับเรื่องแรกของ แบรนดอน โครเนนเบิร์ก เรื่อง Antiviral ซึ่งนำแสดงโดย ซาร่าห์ กาดอน และมัลคอล์ม แม็คโดเวลล์

    ในปี 2014 โจนส์แสดงนำในภาพยนตร์ของ โจชัว และเบนนี่ แซฟดี้ เรื่อง Heaven Knows What ซึ่งได้รับรางวัล Tokyo Grand Prix ที่งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ในปีเดียวกันนั้น เขายังแสดงนำในภาพยนตร์ของ จอห์น บัวร์แมน เรื่อง Queen & Country ซึ่งเปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์ที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และเขายังร่วมแสดงในผลงานการกำกับเรื่องแรกของ จอห์น สแล็ทเทอรี่ เรื่อง God’s Pocket ซึ่งนำแสดงโดย ฟิลิป ซีมัวร์ ฮ็อฟฟ์แมน ผู้ล่วงลับไปแล้ว

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของ เจอราร์โด้ นารันโจ เรื่อง Viena and the Fantomes ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ ดาโกต้า แฟนนิ่ง และอีแวน เรเชล วู้ด; ภาพยนตร์ของ โรแลนด์ เอ็มเมอริช เรื่อง Stonewall และภาพยนตร์ของ จอห์น ไมเคิล แม็คโดแน็ก เรื่อง War on Everyone ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ ธีโอ เจมส์ และไมเคิล พีน่า

    ในปี 2012 โจนส์แสดงร่วมกับเซียร์ช่า โรแนน, เจ็มม่า อาร์เทอร์ตัน และแซม ไรลี่ย์ ในภาพยนตร์ของ นีล จอร์แดน เรื่อง Byzantium เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ของ ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ เรื่อง X-Men: First Class และในภาพยนตร์เรื่องฮิตของ ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เรื่อง Contraband ซึ่งเขาประกบบทบาทกับ มาร์ก วอห์ลเบิร์ก และเคท เบ็คกินเซล

    เจย์ม่า เมย์ส (JAYMA MAYS) รับบท เดน่า ซิโบต้า
    เจย์ม่า เมย์ส คือหนึ่งในนักแสดงหญิงของฮอลลีวู้ดผู้เป็นที่รักของคนมากมาย เมื่อไม่นานมานี้ เธอแสดงนำร่วมกับ จอห์น ลิธกาว และเชอร์รี่ เชพเพิร์ด ในซีรีส์แนวตลกสุดฮิตของ เอ็นบีซี เรื่อง Trial & Error เมย์สเป็นที่จดจำมากที่สุดจากบท เอ็มม่า พิลล์สบูรี่ จากซีรีส์คว้ารางวัลเรื่อง Glee

    เมย์สร่วมแสดงในภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง อาทิเช่น The Smurfs และ The Smurfs 2 ซึ่งเธอร่มแสดงกับ นีล แพทริค แฮร์ริส เธอยังมีบทบาทประจำอยู่ในผลงานของ HBO เรื่อง Getting On, ภาพยนตร์ของ เวส คราเว่น เรื่อง Red Eye, ภาพยนตร์ของ โซนี่ พิคเจอร์ส เอนเตอร์เทนเมนต์ เรื่อง Paul Blart: Mall Cop และภาพยนตร์ของ ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ เรื่อง Epic Movie ซึ่งเธอได้พบกับสามี อดัม แคมป์เบลล์

    ปัจจุบัน เมย์สอาศัยอยู่ในลอสแองเจลิส กับสามีและ จู๊ด ลูกชายที่เพิ่งคลอดของเธอ

    ประวัติทีมผู้สร้าง
    ดั๊ก ไลแมน (DOUG LIMAN) – ผู้กำกับ
    ดั๊ก ไลแมนคือผู้กำกับ-ผู้อำนวยการสร้างที่มีประวัติผลงานดีเยี่ยมทั้งงานที่ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ และงานที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชม นี่คือครั้งที่ 2 แล้วที่เขาได้ร่วมงานกับ ทอม ครูซ โดยทั้งคู่เคยร่วมงานด้วยกันมาในภาพยนตร์แอ็กชั่น ทริลเลอร์ไซไฟ เรื่อง Edge of Tomorrow ซึ่งนำแสดงโดย เอมิลี่ บรันท์

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา Swingers (1996 ซึ่งแสดงนำโดย วินซ์ วอห์นล), Go (1999 ซึ่งแสดงนำโดย แคที่ โฮล์มส์ และทิโมธี่ โอลีแฟนต์), The Bourne Identity (2002 ซึ่งนำแสดงโดย แม็ตต์ เดม่อน และคริส คูเปอร์), Mr. & Mrs. Smith (2005 ซึ่งนำแสดงโดย แบร็ด พิตต์ และแองเจลิน่า โจลี่), Jumper (2008 ซึ่งนำแสดงโดย ซามวล แอล แจ็คสัน และเฮย์เด้น คริสเตนเซ่น), Fair Game (2010 ซึ่งนำแสดงโดย ฌอน เพนน์ และนาโอมี่ วัตต์ส) และ The Wall (2017 ซึ่งนำแสดงโดย แอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสัน และจอห์น ซีน่า)

    ไลแมนยังเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ Bourne สี่ภาค และอำนวยการสร้างซีรีส์สุดฮิตทางทีวีอย่าง The O.C., Covert Affairs และ Suits

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *