Avengers: Age of Ultron | อเวนเจอร์ส: มหาศึกอัลตรอนถล่มโลก

Avengers: Age of Ultron | อเวนเจอร์ส: มหาศึกอัลตรอนถล่มโลก

  • Genres:Action, Adventure, Sci-Fi
    Running Time:141 min
    Release Date:May 1, 2015
    MPAA Rating:PG-13 for intense sequences of sci-fi action, violence and destruction, and for some suggestive comments.
    Distributors: Marvel Studios
    Starring: Robert Downey Jr., Chris Evans, Mark Ruffalo
    Directed by: Joss Whedon

    “หนทางเดียวที่นำไปสู่สันติภาพ…คือพวกอเวนเจอร์สต้องสูญสิ้น”
    —อัลตรอน

    สานต่อการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่มหึมาบนจอเงิน ที่เริ่มต้นจากภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers” ดรีมทีมซูเปอร์ฮีโรกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อปกป้องโลกจากภัยคุกคามที่เลวร้ายที่สุด ที่มนุษยชาติเคยเผชิญในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Avengers: Age of Ultron”

    ในตอนที่โทนี่ สตาร์ค พยายามจะริเริ่มโครงการรักษาสันติภาพที่ยังไม่เปิดเผย เรื่องราวกลับพลิกผันและฮีโรผู้เกรียงไกรที่สุดของโลก ซึ่งรวมถึงไอรอนแมน, กัปตันอเมริกา, ธอร์, ฮัลค์จอมพลัง, แบล็ควิโดว์และฮอว์คอาย ก็ต้องเผชิญกับบททดสอบท้าทายที่มีชะตากรรมของโลกเป็นเดิมพัน ในตอนที่อัลตรอน ผู้ร้ายลึกลับได้ปรากฏตัวขึ้น เหล่าฮีโรก็ต้องรวมตัวกันเพื่อหยุดยั้งผู้ร้ายไฮเทคที่น่าสะพรึงกลัวผู้นี้ ที่ต้องการจะทำลายมนุษยชาติให้สิ้นซาก ระหว่างนั้น พวกเขาได้พบกับสองบุคคลลึกลับที่มีพลังร้ายกาจ วันดา แม็กซิมอฟฟ์และปิเอโทร แม็กซิมอฟฟ์ รวมถึงเพื่อนเก่าในร่างใหม่ ที่มีนามว่า เดอะ วิชัน

    เมื่อสมดุลของโลกใบนี้ตกอยู่ในอันตราย เหล่าอเวนเจอร์สต้องหยุดยั้งแผนการร้ายของอัลตรอนในขณะที่การร่วมมือกันแบบจำยอมได้เกิดขึ้นและแอ็กชันสุดมันส์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนได้ระเบิดความตื่นเต้นสู่การผจญภัยยิ่งใหญ่ ที่เกิดขึ้นในระดับโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

    ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Avengers: Age of Ultron” นำแสดงโดยโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Iron Man 3,” ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers”) ในบทโทนี่ สตาร์ค/ไอรอนแมน, คริส เฮมส์เวิร์ธ (ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Thor: The Dark World,” ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers”) ในบทธอร์, มาร์ค รัฟฟาโล (ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers,” “The Normal Heart”) ในบทฮัลค์, คริส อีวานส์ในบทกัปตันอเมริกา (ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Captain America: The Winter Soldier,” ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers”), สการ์เล็ตต์ โยฮันสัน (ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Captain America: The Winter Soldier,” ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers”) ในบทนาตาชา/แบล็ควิโดว์, เจเรมี เรนเนอร์ (“American Hustle,” ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers”) ในบทคลินท์/ฮอว์คอาย, ดอน ชีเดิลในบทผู้พันเจมส์ “โรดี้” โร้ดส์/ไอรอน แพทริออท (ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Iron Man 3,” “House of Lies”), แอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสัน (“Godzilla,” “Kickass”) ในบทปิเอโทร แม็กซิมอฟฟ์, อลิซาเบธ โอลเซ่น (“Godzilla,” “I Saw the Light”) ในบทวันดา แม็กซิมอฟฟ์, พอล เบตตานีย์ (“Transcendence,” ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Iron Man 3”) ในบทเดอะ วิชัน, โคบี้ สมัลเดอร์ส (ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Captain America: The Winter Soldier,” ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers”) ในบทเอเจนท์มาเรีย ฮิลและสเตลลัน สการ์สการ์ด (ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers,” “Cinderella”) ในบทอีริค เซลวิก ร่วมด้วยเจมส์ สเปเดอร์ ในบท อัลตรอน (“The Blacklist,” “Lincoln”) และซามวล แอล. แจ็คสัน (ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Captain America: The Winter Soldier,” ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers”) ในบทนิค ฟิวรี

    ภาพยนตร์เรื่องนี้เขียนบทและกำกับโดยจอส วีดอน ร่วมแสดงโดยทีมนักแสดงสมทบชั้นนำ ซึ่งรวมถึงคลอเดีย คิม, โธมัส เครทช์แมนน์และแอนดี้ เซอร์คิส ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Avengers: Age of Ultron” อำนวยการสร้างโดยเควิน ไฟกี, พี.จี.เอ. ประธานบริษัทมาร์เวล สตูดิโอส์ และควบคุมงานสร้างโดยหลุยส์ ดิ’ เอสโปซิโต, อลัน ไฟน์, วิคตอเรีย อลอนโซ, เจเรมี แลทแชม, แพทริเซีย วิทเชอร์, สแตน ลีและจอน แฟฟโร

    ทีมงานสร้างสรรค์ของผู้กำกับจอส วีดอนรวมถึงผู้กำกับภาพเบน เดวิส, บีเอสซี (ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Guardians of the Galaxy”), ผู้ออกแบบงานสร้าง ชาร์ลส์ วู้ด (ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Guardians of the Galaxy,” ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Thor: The Dark World”), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายรางวัลออสการ์ อเล็กซานดรา ไบรน์ (ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers,” “Elizabeth: The Golden Age”), ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ คริสโตเฟอร์ ทาวน์เซนด์ (ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Iron Man 3”), ผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ เกร็ก พาวเวล (“Skyfall”) และซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ พอล คอร์โบลด์ (ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Thor: The Dark World,” “Skyfall”) มือลำดับภาพได้แก่เจฟฟรีย์ ฟอร์ด, เอซีอี (ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Captain America: The Winter Soldier,” ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers”) และลิซา ลาสเซ็ค (ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers”)

    ภาพยนตร์มาร์เวล “Avengers: Age of Ultron” ที่สร้างขึ้นจากซีรีส์หนังสือการ์ตูนมาร์เวลยอดนิยม ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1963 ได้นำเหล่าซูเปอร์ฮีโรขวัญใจคนทั่วโลกกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เมื่อพวกเขาหวนคืนสู่จอเงินครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามล้างผลาญที่เกิดขึ้นในนิวยอร์กในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers” ภาพยนตร์เรื่องนี้สานต่อเรื่องราวการผจญภัยจอเงินครั้งยิ่งใหญ่ ที่ปรากฏในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Iron Man,” “The Incredible Hulk,” “Iron Man 2,” “Thor,” “Captain America: The First Avenger,” “Iron Man 3,” “Thor: The Dark World,” “Captain America: The Winter Soldier” และ “Guardians of the Galaxy” และภาพยนตร์มาร์เวล “Avengers: Age of Ultron” ยังคงเดินหน้าขยายขอบเขตโลกภาพยนตร์ของมาร์เวลและยกระดับความท้าทายสำหรับทีมซูเปอร์ฮีโรชุดนี้อย่างต่อเนื่อง

    ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Avengers: Age of Ultron” เปิดตัวในโรงภาพยนตร์อเมริกาในวันที่ 1 พฤษภาคม ปี 2015

    ความสำเร็จที่ทำลายสถิติ: โลกภาพยนตร์มาร์เวล
    ในปี 2014 มาร์เวล สตูดิโอส์ เดินหน้าสร้างความยินดีให้กับแฟนๆ และนักวิจารณ์อย่างต่อเนื่องด้วยผลงานภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่อง “Captain America: The Winter Soldier” และแฟรนไชส์ใหม่ “Guardians of the Galaxy” ซึ่งทำรายได้สูงสุดในอเมริกาในปี 2014 ด้วยรายได้ 333.2 ล้านเหรียญและ 772.8 ล้านเหรียญทั่วโลก “Captain America: The Winter Soldier” ทำรายได้ไป 95 ล้านเหรียญในสุดสัปดาห์แรกและทำรายได้ไปกว่า 711 ล้านเหรียญทั่วโลก

    ในปี 2013 เควิน ไฟกีได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์มาร์เวลสุดฮิตเรื่อง “Thor: The Dark World” และ “Iron Man 3” ทั้งสองเรื่องทำรายได้ไปกว่า 644 ล้านเหรียญและ 1.2 พันล้านเหรียญทั่วโลก ตามลำดับ นับตั้งแต่เปิดตัว ในปี 2012 ไฟกีได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์มาร์เวลที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมเรื่อง “The Avengers” ที่ทำลายสถิติรายได้เปิดตัวช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์สามวันแรกด้วยรายได้ 207.4 ล้านเหรียญ หลังจากนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทำรายได้ไปกว่า 1.5 พันล้านเหรียญ และกลายเป็นภาพยนตร์ดิสนีย์ที่ทำรายได้สูงสุดทั้งในอเมริกาและทั่วโลกตลอดกาล

    ในซัมเมอร์ปี 2011 มาร์เวลประสบความสำเร็จในการเปิดตัว “Thor” ที่นำแสดงโดยคริส เฮมส์เวิร์ธและ “Captain America: The First Avenger” ที่นำแสดงโดยคริส อีวานส์ ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องเปิดตัวที่อันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศและทำรายได้รวมกันมากกว่า 800 ล้านเหรียญทั่วโลก ในปี 2010 “Iron Man 2” ที่นำแสดงโดยโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์, กวินเนธ พัลโทรว์, ดอน ชีเดิล, สการ์เล็ตต์ โยฮันสันและมิคกี้ โร้ค เปิดตัวที่อันดับหนึ่งในสุดสัปดาห์แรกด้วยรายได้ 128.1 ล้านเหรียญ

    ในซัมเมอร์ปี 2008 มาร์เวลได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ช่วงซัมเมอร์เรื่อง “Iron Man” และ “The Incredible Hulk” โดย “Iron Man” ที่โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ได้สวมชุดเกราะทรงพลังของซูเปอร์ฮีโรเป็นครั้งแรกและร่วมแสดงโดยเทอร์เรนซ์ โฮเวิร์ด, เจฟฟ์ บริดเจสและกวินเนธ พัลโทรว์ เข้าฉายในวันที่ 2 พฤษภาคม ปี 2008 ประสบความสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศในทันที ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ครองอันดับหนึ่งสองสัปดาห์ติดต่อกัน ทำรายได้ไปกว่า 100 ล้านเหรียญในสุดสัปดาห์แรกที่เปิดตัว ในวันที่ 13 มิถุนายน ปี 2008 มาร์เวลได้เปิดตัว “The Incredible Hulk” ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองของพวกเขาที่เปิดตัวอันดับหนึ่งในซัมเมอร์ปีนั้น

    เควิน ไฟกี ประธานบริษัทมาร์เวล สตูดิโอส์และผู้อำนวยการสร้าง “Avengers: Age of Ultron” อธิบายถึงเหตุผลที่มาร์เวลยังคงประสบความสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศอย่างต่อเนื่องภายในโลกของตัวละครที่ขยายตัวเรื่อยๆ “สำหรับเราทุกคนที่มาร์เวล สิ่งสำคัญคือการสร้างและบ่มเพาะตัวละครเหล่านี้ ที่มีจุดบกพร่องในแบบของตัวเอง” ไฟกีกล่าว “ความสนุกสนานของหนังมาร์เวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแฟรนไชส์ Avengers คือมันไม่ใช่แค่น่าตื่นตาตื่นใจเท่านั้น มันไม่ใช่แค่เรื่องของพลังพิเศษ แต่มันเป็นเรื่องของการที่ตัวละครที่น่าทึ่งเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กันในแบบที่พวกเขาไม่สามารถทำได้ในหนังของตัวเองครับ”

    ผู้อำนวยการสร้างกล่าวต่อไปว่า “นอกจากนี้ เรายังประสบความสำเร็จเพราะเรามองไปข้างหน้าเสมอ ทันทีที่เราเสร็จจากโปรเจ็กต์หนึ่ง รวมถึงเรื่องราวทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับโปรเจ็กต์นั้นๆ ตั้งแต่การถ่ายทำ ไปจนถึงการตั้งความคาดหวังที่เหมาะสมสำหรับหนังที่เราหวังจะนำเสนอและแคมเปญการตลาด เราก็สามารถเดินหน้าต่อไปยังเรื่องต่อไปได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการคิดถึงหนังสอง สาม สี่เรื่องล่วงหน้าตลอดเวลาน่ะครับ”

    การสร้างเรื่องราว: ภัยคุกคามใหม่บังเกิด
    สำหรับทีมผู้สร้าง การพัฒนาเรื่องราวสำหรับภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Avengers: Age of Ultron” นำมาซึ่งความท้าทายใหม่เพราะพวกเขาจะต้องทำให้แน่ใจว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์มาร์เวลก่อนหน้านี้จะมีความสอดคล้องและแนวทางเดียวกับทภาพยนตร์เรื่องนี้ “มีหลายสิ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนจบของ Avengers ภาคแรก” ผู้อำนวยการสร้างเควิน ไฟกีกล่าว “เราได้ผ่านหนังเฟส 2 ทุกเรื่องแล้ว บ้านของโทนี่ สตาร์คพังแล้ว และเขาก็โยนเตาปฏิมากรณ์ของเขาทิ้งไป เขากำลังประเมินคุณค่าชีวิตตัวเองและบทบาทของเขาในฐานะไอรอนแมนเสียใหม่ ธอร์กลับไปแอสการ์ดและตัดสินใจว่าเขาไม่อยากจะเป็นราชา เขากลับมาเพื่ออุทิศตนให้กับการคุ้มครองมนุษยชาติ และหน่วยชีลด์ก็พังพินาศใน ‘Captain America: The Winter Soldier’ หลังจากความจริงเปิดเผยว่าจริงๆ แล้ว มันกลายเป็นองค์กรไฮดรามาหลายปีแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ได้ทิ้งปมเอาไว้มากมายครับ”

    ผู้ควบคุมงานสร้าง หลุยส์ ดิ’ เอสโปซิโต ได้กล่าวเสริมถึงความสำคัญของการผลักดันให้เรื่องราวของภาพยนตร์แต่ละเรื่องก้าวไปในทิศทางที่จะก่อเกิดประโยชน์กับทั้งแฟรนไชส์ของตัวเองและโลกภาพยนตร์มาร์เวลโดยรวมว่า “เราอยากให้แฟรนไชส์และหนังแต่ละเรื่องให้ความรู้สึกแปลกใหม่ และเป็นตัวของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็จะต้องมีความสอดคล้องกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในหนังอีกสองหรือสามเรื่องถัดจากนั้น ผมคิดว่าเราโชคดีจริงๆ ที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างการไปในทิศทางใหม่ๆ แต่ก็รักษาช่วงเวลาที่ทำให้แฟรนไชส์ทั้งหมดนี้มีความเชื่อมโยงกันนอก Avengers ด้วย ดังนั้น ในตอนที่ Avengers ภาคแรกกลายเป็นหนึ่งในหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล งานแรกของเราคือการทำให้แน่ใจว่าหนังที่นำไปสู่ ‘Avengers: Age of Ultron’ จะมีบทบาทในการขัดเกลาเรื่องราวสำหรับหนังเรื่องนี้ครับ”

    ขั้นตอนแรกในกระบวนการสร้างซีเควลของภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers” คือการหาทิศทางการเล่าเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งนั่นก็ตกเป็นหน้าที่ของมือเขียนบทและผู้กำกับจอส วีดอน

    วีดอน ผู้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาในภาพยนตร์มาร์เวลทุกเรื่องหลังจาก “The Avengers” อธิบายถึงแนวทางในการสร้างโลกภาพยนตร์มาร์เวลของเขาว่า “การเป็นที่ปรึกษาของมาร์เวลตลอดหลายปีที่ผ่านมาเป็นเรื่องสนุกจริงๆ” วีดอนกล่าว “ในการทำแบบนั้น สิ่งสำคัญคือการรักษาแนวคิดของมาร์เวลที่ว่า ‘ช่าย เราน่ารักและก็ใช่ เราเคยทำพลาดมาก่อน เราตลกในตอนที่คุณไม่คาดคิดและเราก็จริงจังในตอนที่คุณไม่คาดคิดเช่นกัน’ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็มักทำให้แน่ใจว่าหนังแต่ละเรื่อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘The Avengers’ จะมีเอกลักษณ์ของตัวเองครับ”

    วีดอนกล่าวเสริมต่อไปว่า “สิ่งแรกที่คุณต้องทำในตอนที่คุณพิจารณาซีเควล Avengers คือการหาคำตอบว่าคุณจะทำอะไรกับตัวละครทั้งหมดนี้ ซึ่งในหนังเรื่องนี้ ผมมีตัวละครเพิ่มขึ้นเยอะเลยครับ! พวกอเวนเจอร์สเป็นทีมที่มีปัญหาจริงๆ และผมก็ชื่นชอบไอเดียของการได้เห็นพวกเขาทำตัวเป็นทีมเดียวกันและการที่มันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่น่าจะเป็นทีมเดียวกันมากแค่ไหนน่ะครับ”

    วีตอนกล่าวเสริมว่า “ไอเดียของภาคสองคือตอนนี้ทุกคนในโลกรู้แล้วว่ามีอเวนเจอร์สอยู่ มีซูเปอร์ฮีโร มีจอมวายร้าย และมีเรื่องเหลือเชื่อทั้งหลายทั้งปวง แต่สำหรับผม มันเป็นเรื่องเยี่ยมเพราะผมอยากได้หนังที่แตกต่างออกไป ผมอยากได้จังหวะที่ต่างออกไป หนังภาคแรกเป็นเรื่องของการรวมทีมและภาคสองเป็นเรื่องของการแยกพวกเขาออกจากกันครับ”

    มือเขียนบท/ผู้กำกับยอมรับว่า โลกภาพยนตร์มาร์เวลเปิดโอกาสให้เขามีตัวละครเยี่ยมๆ ที่รับบทโดยนักแสดงฝีมือเยี่ยม แต่เขาก็บอกว่า “สิ่งที่ยากคือไม่ทำให้มันอึดอัดเกินไปเพราะคุณไม่อยากให้หนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกว่ามีอะไรต่อมิอะไรอัดแน่นเกินไปน่ะครับ”

    เขากล่าวเสริมว่า “หลังจาก ‘The Avengers’ มีบางสิ่งเปลี่ยนไป ทุกคนรู้จักพวกเขาแล้วและพวกเขาก็เปิดเผยตัวเองแล้วว่าพวกเขามีตัวตนอยู่ พวกเขาไม่ต้องซ่อนในโลกใบเล็กของตัวเองอีกต่อไปแล้ว พวกเขามีเรื่องราวของตัวเอง และสิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับเรื่องนั้นคือคุณจะไม่รู้สึกว่ามันเป็นการใส่ตัวละครเข้ามางั้นๆ เพราะทุกคนต่างก็สร้างแรงจูงใจให้กันและกัน การจับคู่ตัวละครเป็นสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้สนุกและน่าสนใจครับ”

    การเขียนบทและการกำหนดว่าเรื่องราวไหนจะมีบทบาทสำคัญในภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers” ในปี 2012 “สิ่งแรกที่เราคุยกันเกี่ยวกับพล็อตสำหรับ ‘Avengers 2’ ว่าจะออกมาเป็นยังไง เริ่มต้นขึ้นในกองถ่าย ‘The Avengers’ ระหว่างที่เราถ่ายทำในอัลบูเคอร์คี” ผู้อำนวยการสร้างเควิน ไฟกี กล่าว “ผมจำได้ว่าเรากำลังถ่ายทำฉากในแล็บที่พวกอเวนเจอร์สมารวมตัวกันเป็นครั้งแรก และพวกเขาก็เริ่มทะเลาะทุ่มเถียงกัน มีช่วงเวลายอดเยี่ยมมากมายจากฉากนั้นที่เราใส่ลงไปในเทรลเลอร์ มีวันหนึ่งเราอยู่ในแล็บนั้นเพื่อถ่ายทำ แล้วจอสก็เริ่มคุยถึงเรื่องซีเควล เราคุยกันเรื่องอัลตรอน ว่ามันจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ยังไง เราคุยกันว่าโทนี่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย และระหว่างการพูดคุยกันช่วงแรกๆ นี้ เราก็ได้คิดคอนเซ็ปต์ทั่วๆ ไปของหนังเรื่องนี้ขึ้นมาได้ครับ”

    ไฟกีกล่าวต่อว่า “ในตอนที่เราเริ่มต้นการพัฒนาขั้นตอนแรกๆ เรื่องสนุกคือการนำกัปตันอเมริกา ธอร์ ไอรอนแมน ฮัลค์ ฮอว์คอาย แบล็ควิโดว์และฟิวรีมาเจอกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ ‘The Avengers’ ผมคิดว่าเราคงพูดได้ว่า ‘The Avengers’ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่ทุกคนได้พบกันเป็นครั้งแรก แต่สำหรับหนังเรื่องนี้ ด้วยความที่พวกเขาทำความรู้จักกันและกันไปแล้ว เราก็รู้สึกว่ามันจะมีวัตถุดิบสำหรับอารมณ์ขันและความขัดแย้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับพวกเราที่มาร์เวล ผมคิดว่าหนึ่งในสิ่งเยี่ยมๆ ที่จอสคิดขึ้นมาได้ในการเขียนบทหนังเรื่องนี้คือการจับคู่ตัวละครในแบบที่คาดไม่ถึงน่ะครับ”

    วายร้ายตัวใหม่
    การตัดสินใจที่จะเผยโฉมอัลตรอนในฐานะผู้ร้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวเลือกแรกของวีดอนเสมอ ถึงแม้ว่าซีเควนซ์ตอนจบของภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers” จะนำเสนอตัวละคร ธานอส ก็ตาม มือเขียนบท/ผู้กำกับอธิบายว่า “สำหรับผม ธานอสน่าจะอยู่ในภาคสามมากกว่าเพราะเขาเป็นเทพเจ้าครับ” วีดอนอธิบาย “เขาเป็นสุดยอดของความชั่วร้าย และสำหรับผม สิ่งสำคัญคือคอสมิค คิวบ์ เพราะผมอายุมากแล้ว สำหรับบางคน สิ่งสำคัญคือถุงมือพิชิตจักรวาล แต่ปกติแล้ว เวลามีการจับเรื่องโน้นผสมเรื่องนี้ มันจะมีที่มาจากธานอส ที่เขาทำให้ชีวิตของทุกคนย่ำแย่ ดังนั้น ไอเดียที่ว่าเขาอยู่เบื้องหลังทุกอย่างก็เป็นเรื่องที่ดูเป็นธรรมชาติครับ”

    วีดอนกล่าวต่อว่า “ในตอนที่คนเห็นเขาใน ‘The Avengers’ ทุกคนก็คิดกันว่า ‘อ้อ เขาจะต้องเป็นผู้ร้ายคนต่อไป และพวกเขากำลังปูเรื่องให้เราแน่ๆ’ นั่นไม่ใช่ความตั้งใจของผมเลย สิ่งที่ผมตั้งใจคือผมอยากจะบอกว่า ‘มีโลกใบใหญ่ที่มืดหม่น ซึ่งชายคนนี้เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง’ ในความคิดของผม หนังเรื่องนี้จะต้องเป็นอัลตรอนเท่านั้นครับ”

    สำหรับวีดอน งานคิดบทบาทของอัลตรอนในซีเควลเรื่องนี้ย้อนกลับไปตั้งแต่วัยเด็กของเขา “อัลตรอนเป็นวายร้ายหลักสำหรับพวกอเวนเจอร์สมาตั้งแต่สมัยผมเป็นเด็กแล้วครับ” วีดอนกล่าว “เขาเป็นหุ่นยนต์นักฆ่าผู้ชั่วร้าย ที่เกลียดพวกอเวนเจอร์ส และสามารถก็อปปี้ตัวเองได้ครับ”

    วีดอนกล่าวขยายความว่า “ผมชื่นชอบการอ่านต้นฉบับเก่าๆ เกี่ยวกับอัลตรอน แต่พอคุณกลับไปทำการค้นคว้า คุณก็จะค้นพบว่าเขามักจะพูดเสมอว่า ‘ฉันจะทำลายพวกแก!’ ‘ฉันจะทำลายพวกแกแน่นอน!’ แง่มุมแบบเด็กช่างคิดช่างแค้นของตัวละครตัวนี้เป็นสิ่งที่น่าทึ่งสำหรับผม แต่มันก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าแม้ว่าผมจะต้องการกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกยิ่งใหญ่และอันตรายในลักษณะความย้อนแย้งระหว่างวิธีการคิดของเขาและโครงสร้างของมนุษยชาติ ผมก็ต้องทำในสิ่งที่แตกต่างออกไป 180 องศา และทำให้เขาเป็นคนที่อารมณ์อ่อนไหวและโกรธตลอดเวลาครับ”

    “นอกจากนี้ ผมยังต้องคิดด้วยว่าคนแบบไหนถึงจะมีความคั่งแค้นขนาดนั้น และมันจะถูกถ่ายทอดออกมายังไง แล้วผมก็ต้องรู้ด้วยว่าผมจะสนุกกับมันได้ยังไง ผมจะทำให้เขาเป็นแบบโลกิ ที่มีมิติ น่าสงสาร และมีมุมมองที่ไม่ได้ผิดซะทีเดียวน่ะครับ” วีดอนกล่าวสรุป

    “แน่นอนครับว่าภัยคุกคามในภาคแรกคือโลกิ” เควิน ไฟกีกล่าว “เขาเป็นตัวละครที่มีความสัมพันธ์กับธอร์และเขาก็เป็นชาวแอสการ์ดที่ทรงพลังมากๆ เขาทำข้อตกลงกับใครซักคน ซึ่งทำให้เขาสามารถควบคุมกองทัพต่างดาว ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ แต่ในหนังเรื่องนี้ เราอยากให้ภัยคุกคามนั้นยิ่งใหญ่และสมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อัลตรอนเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมเพราะเขาเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่โด่งดังที่สุดเท่าที่พวกอเวนเจอร์สเคยต่อสู้ด้วย และเขาก็เป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ทรงพลังที่สุดด้วย การที่เขาสามารถก็อปปี้ตัวเองและอัลตรอนทุกตัวก็คือเขาเป็นเรื่องที่เจ๋งจริงๆ มีอัลตรอนก็อปปี้เป็นพันๆ คน และเขาก็เป็นพวกเขาทุกคน และสามารถพูดผ่านพวกเขาได้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบและความเป็นไปได้ที่น่าตื่นเต้นจริงๆ ครับ”

    อเวนเจอร์สสู่โลกกว้าง
    เมื่อมีการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว ทีมผู้สร้างก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะใส่ความเป็นสากลเข้าไปในเรื่องราวด้วย “เรามองว่าอเวนเจอร์สเป็นฮีโรของโลกใบนี้มาโดยตลอด” เควิน ไฟกีกล่าว “ไม่ใช่แค่อเมริกา ไม่ใช่แค่ภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง แต่เป็นของทั้งโลก และแน่นอนว่าผลลัพธ์ของภาคแรกเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดี ตอนที่เราเริ่มพัฒนาเรื่องราวนี้ เราก็รู้ว่าเราอยากจะนำมันออกนอกนิวยอร์ก บางส่วนของหนังเกิดขึ้นในนิวยอร์กก็จริง แต่เราก็อยากจะส่งพวกเขาไปอีกฟากโลก เพื่อให้มันกลายเป็นการผจญภัยรอบโลกกอย่างแท้จริงครับ”

    “สมดุลของหนังพวกนี้คือการมีฉากขนาดใหญ่ที่งดงาม แต่คุณก็ต้องออกไปสู่โลกกว้างด้วย” ผู้ควบคุมงานสร้าง เจเรมี แลทแชมกล่าว “คุณต้องเปิดสโคปให้กว้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่เราพยายามจะทำจริงๆ ใน ‘Avengers: Age of Ultron’ เราอยากจะไปยังโลเกชันใหม่ๆ ที่ยังไม่ค่อยปรากฏในหนังมากนัก เช่นโซล ประเทศเกาหลีใต้ ดาวน์ทาวน์ของโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศเซาธ์แอฟริกาและออสตา วัลลีย์ทางตอนเหนือของอิตาลี โลเกชันใหม่ๆ พวกนี้ช่วยเสริมสร้างความรู้สึกสดใหม่ให้กับหนังเรื่องนี้และแสดงให้เห็นว่าพวกอเวนเจอร์สปกป้องโลกนี้จริงๆ น่ะครับ”

    “เราอยากให้ Avengers ภาคแรกยิ่งใหญ่ แต่สำหรับภาคนี้ ผมอยากให้มันยิ่งใหญ่กว่าเดิม และผมก็อยากให้มันกว้างขวางและมีความเป็นสากลมากขึ้นด้วยครับ” จอส วีดอนกล่าว “เราอยากจะมองไปที่พวกอเวนเจอร์สและผลกระทบที่พวกเขามีต่อโลกใบนี้ เรารวมทีมเข้าด้วยกันในภาคแรก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นงานที่เป็นไปไม่ได้ แต่คำถามหลังจากนั้นก็คือ ‘พอพวกเขารวมตัวกันได้แล้ว พวกเขาเข้ากันได้มั้ย พวกเขาทำตัวเป็นประโยชน์รึเปล่าและโลกมองพวกเขายังไง’ แล้วมันส่งผลกระทบต่อมุมมองที่เขามีต่อกันและกันยังไง ดังนั้น มันก็เลยเป็นเรื่องเยี่ยมที่เราจะเปิดกว้าง และแทนที่จะจำลองสถานที่ต่างๆ ขึ้นบนสเตจ เราก็ไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ได้ความรู้สึกและสถาปัตยกรรมแบบท้องถิ่นจริงๆ ซึ่งทำให้หนังเรื่องนี้มีชีวิตชีวาจริงๆ เมื่อคุณมีตัวละครหลักหลายตัวที่เป็น CGI คุณก็ต้องทำให้หนังสมจริงด้วยโลเกชันจริงๆ ครับ”

    นักแสดงและตัวละคร: ทีมอเวนเจอร์สรวมตัว
    มือเขียนบท/ผู้กำกับจอส วีดอน พูดถึงการที่อเวนเจอร์สทุกคนกลับมาในภาคนี้ และมีการเสริมทีมด้วยวิชัน, ควิกซิลเวอร์และสการ์เล็ตวิทช์ว่า “นักแสดงทุกคนทรงพลังมากๆ ทุกคนเก่งมากและนั่นเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น มันหมายความว่าผมสามารถเขียนอะไรลงไปในบทเพิ่มเติมจากเดิมได้อีกนิด โดยไม่ต้องกังวลว่านักแสดงจะแสดงได้รึเปล่า พวกเขามีความเป็นมนุษย์มากๆ ในการ์ตูนมาร์เวล และนั่นก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับผมตอนผมเป็นเด็กและเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อป๊อปคัลเจอร์โดยรวมด้วยครับ”

    “เหตุผลหนึ่งที่ทำใหเราชื่นชอบไอเดียของการยุบหน่วยชีลด์คือพวกอเวนเจอร์สไม่จำเป็นต้องมีองค์กรใหญ่ยักษ์ของรัฐบาลมาสนับสนุนอีกต่อไปแล้ว พวกเขาอยู่ด้วยตัวเองจริงๆ ครับ” ผู้ควบคุมงานสร้าง เจเรมี แลทแชมกล่าว “อย่างที่คุณคาดเดาได้ โทนี่ สตาร์คให้ทุนสนับสนุนพวกเขา แต่มาถึงจุดๆ หนึ่ง เขาก็ต้องพูดว่า ‘กัปตันอเมริกาเป็นผู้นำ’ และแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา พวกเขาก็ได้มารวมตัวกัน และตอนนี้ พวกเขาก็มีฐานปฏิบัติการอย่างเป็นทางการแล้วเพราะโทนี่ได้เปลี่ยนสตาร์ค ทาวเวอร์จากภาคแรกให้กลายเป็นอเวนเจอร์ส ทาวเวอร์ครับ”

    โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ได้กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับฐานปฏิบัติการใหม่สำหรับเพื่อนๆ อเวนเจอร์สของเขาว่า “ผมไม่รู้ว่ามีใครในประวัติศาสตร์ของแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโร ที่ดูเหมือนจะมีเงินทองไม่รู้จักหมดแบบนี้รึเปล่า” โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ กล่าวกลั้วหัวเราะ “โทนี่เป็นคนจ่ายเงินและเห็นได้ชัดว่าเขาทำได้สบายๆ เป็ปเปอร์เป็นคนดูแลธุรกิจซะเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ทุกอย่างก็เลยจะเป็นไปได้สวยกว่าตอนที่เขาได้แต่เซ็นเช็คจ่ายเงินออกไปน่ะครับ”

    เขากล่าวต่ออีกว่า “โทนี่อยากจะทำให้อเวนเจอร์ส ซึ่งเป็นกองกำลังต่อสู้เหล่าร้าย ประจำการที่นี่และบ่มเพาะพวกเขา เขารู้สึกว่าการนำพวกเขามารวมกันทำให้เขาเป็นทั้งวิศวกรและช่างเครื่อง ที่อยากจะช่วยให้พวกเขาทำอะไรได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มันเหมือนกับการซื้อทีมฟุตบอล แล้วอยากปรับยูนิฟอร์มพวกเขาใหม่ หาอุปกรณ์ที่ดีขึ้นให้กับพวกเขา ทำให้พวกเขาแข็งแรง รวดเร็วและปลอดภัยกว่าเดิมในสนามน่ะครับ”

    สำหรับโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกอเวนเจอร์สในเรื่องราวนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาชื่นชอบมากที่สุดในการกลับมารับบทเป็นซูเปอร์ฮีโรที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลก “สิ่งที่ผมชื่นชอบเกี่ยวกับบทหนังเรื่องนี้คือการพัฒนาความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างพวกอเวนเจอร์สครับ” นักแสดงหนุ่มกล่าว “ผมชอบการที่ธอร์ไม่สบอารมณ์ผม แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยอมแล้วบอกว่าผมคิดถูก มันน่าสนใจและวิธีที่มันขมวดปมต่างๆ เข้าด้วยกันก็น่าตื่นเต้นมากๆ แต่ที่น่าแปลกก็คือสิ่งที่ผมชื่นชอบที่สุดใน ‘Avengers: Age of Ultron’ คือสิ่งที่เกิดขึ้นได้เพราะเรื่องราวในหนังเรื่องนี้ครับ”

    “โทนี่ สตาร์คในหนังเรื่องนี้ได้รับความกดดันอย่างใหญ่หลวง” ผู้ควบคุมงานสร้างเจเรมี แลทแชมอธิบาย “เขาแบกรับน้ำหนักของโลกทั้งใบไว้บนบ่า หนังเรื่องนี้เปิดกว้างขึ้นและวันดาก็ทำให้เขาเกิดภาพในหัวที่ว่าพวกอเวนเจอร์สทุกคนนอนตายในสถานที่แปลกประหลาดที่ไหนซักแห่ง โลกอยู่ไกลออกไป และเราก็ได้เห็นงูยักษ์พวกนี้บินตรงไปข้างหน้า และก็เห็นโทนี่ สตาร์ค เขาเป็นคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ เราได้เห็นสีหน้าตื่นกลัวของเขา คุณจะตระหนักถึงความวิตกกังวลของเขาและความทุกข์ใจที่เขาแบกรับไว้ ที่ครอบงำการตัดสินใจทุกอย่างของเขาระหว่างหนังเรื่องนี้ เขาเป็นคนที่ก้าวผ่านช่องทางที่อยู่เหนืออเวนเจอร์ส ทาวเวอร์ 200 ฟุต และเห็นว่าอะไรอยู่ข้างนอกนั้น เขารู้ว่าพวกเขายังไม่พร้อม และถ้ามันกลับมา เราทุกคนต้องตายแน่ๆ แล้วเขาจะทำยังไงดีล่ะ”

    ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่งสำหรับอเวนเจอร์สคือการที่กัปตันอเมริกาก้าวมาเป็นผู้นำกลุ่ม “ในชีวิตโทนี่ มีความสัมพันธ์แค่สองครั้งที่เขาเต็มใจจะยอมรับสถานะที่ต่ำต้อยกว่า หนึ่งก็คือกับเป็ปเปอร์ และสองก็คือกับกัปตันครับ” ดาวนีย์ จูเนียร์บอก “สิ่งสำคัญคือใครก็ตามที่ทำงานได้ดีที่สุดก็ควรจะรับหน้าที่นั้นไป โทนี่นำอะไรมากมายมาสู่กลุ่ม ส่วนกัปตันก็มีประสบการณ์สูงสุด มันเป็นเรื่องดีเสมอที่รู้สึกว่ามีคนภายใต้การบ่มเพาะของคุณที่เริ่มชำนาญในสิ่งที่คุณต้องทำมากกว่าคุณ และก็ไม่มีใครที่มีประสบการณ์ในสงครามมากกว่ากัปตันอีกแล้วครับ”

    “ผมคิดว่าเขาเป็นคนออกคำสั่ง แต่มันไม่ใช่การออกคำสั่งในลักษณะที่พอเขาสั่งแล้วคนต้องทำตาม” คริส อีวานส์อธิบาย “มันเป็นในรูปแบบที่ว่าในตอนที่เกิดการต่อสู้ขึ้น และเราต้องการโครงสร้าง กัปตันอเมริกาไม่มีปัญหาในการจัดรูปแบบทีม ในแง่ที่ว่าพวกเขาจะทำตัวยังไงในตอนที่ไม่ได้สู้ศัตรู มันยังมีลำดับขั้นคำสั่งที่หลวมๆ และก็ไม่มีใครเป็นหัวหน้าใครหรอกครับ แต่กัปตันเหมือนจะเป็นคนที่อยู่ลำดับแรกๆ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายที่สุดในสนามรบครับ”

    อีวานส์กล่าวต่ออีกว่า “ส่วนเรื่องชีวิตส่วนตัว สตีฟ โรเจอร์สพยายามจะหาคำตอบว่าที่ทางเขาคือตรงไหน เขาเป็นทหารมาตลอดและรู้สึกสบายใจกับการเป็นแบบนั้น เขามีความสุขกับโครงสร้าง การได้รับคำสั่ง การมีแผนการ พอไม่มีอะไรแบบนั้น เขาก็รู้สึกเคว้งคว้างเล็กๆ แต่เขาก็ยังคงค้นหาว่าเขาจะสามารถมีชีวิตอื่นนอกเหนือจากการเป็นกัปตันอเมริกาได้รึเปล่า เขารับใช้ชาติมานานเหลือเกิน ดังนั้น การพยายามหาคำตอบว่าเขาจะทำอะไรถ้าไม่ได้ใส่เครื่องแบบและไม่มีหน่วยชีลด์ยังเป็นปริศนาอยู่น่ะครับ”

    “สตีฟ โรเจอร์สเป็นคนที่มั่นคงมากๆ” จอส วีดอนกล่าวต่อ “การต่อสู้ของเขาส่วนมากเกิดขึ้นภายใน ว่าเขาเป็นใครและคุณค่าเขาอยู่ที่ตรงไหน มันเป็นเรื่องของการที่เขาตระหนักได้ว่าเขาเป็นใครในโลกใบนี้ เพราะเขาคิดเสมอว่าเขาเป็นเพียงแค่ทหารคนหนึ่ง ซึ่งมันก็อยู่ในบทสนทนาที่ผมคุยกับคริสเรื่องสตีฟ โรเจอร์สด้วย เขารู้ว่าเขาจะไม่มีทางพบกับช่วงเวลาสงบสุขที่เขาจะลงหลักปักฐานและมีชีวิตปกติ เขาจะต้องสู้เสมอ มันเศร้านิดๆ แต่ก็งดงามด้วยครับ”

    “ตัวละครตัวนี้ไม่ค่อยจะมีแอ็กชันที่เจ๋งที่สุดหรอกครับเพราะเขาคือกัปตันอเมริกา แต่ผู้ชมจะตอบสนองกับแนวทางที่เขาทำให้หนังเรื่องนี้สมจริง และเขาก็ยังคงเป็นหนึ่งในขวัญใจแฟนๆ เสมอมา” เควิน ไฟกีอธิบาย “นั่นเป็นเพราะเขาเป็นคนดี และพยายามทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ การที่มีตัวละครอย่างเขาที่ผู้ชมยอมรับ และไม่คร่ำครวญกับความล้าสมัยของตัวเองเป็นสิ่งที่น่าทึ่งจริงๆ มันเนื่องจากความจริงที่ว่าทีมผู้สร้างยอมรับมันและสาเหตุสำคัญก็เป็นเพราะคริส อีวานส์ ที่เป็นคนมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างเหลือเชื่อ ได้ยอมรับมันว่าเป็นเหมือนความรับผิดชอบของเขาน่ะครับ”

    สำหรับอีวานส์ การรับบทตัวละครตัวนี้เป็นเรื่องสนุกมาก “มันคุ้มค่าในหลายๆ แง่มุมครับ” อีวานส์กล่าว “ข้อดีอย่างหนึ่งในการที่ผมรับงานนี้คือการได้เห็นสีหน้ายินดีของเด็กๆ ในตอนที่คุณได้พบกับพวกเขา มันเจ๋งมากที่ได้มีบทบาทในวัยเด็กของพวกเขาเพราะผมรู้ว่าผมมีหนังบางเรื่องที่ผมโตมาพร้อมกับมัน ที่ผมชื่นชอบ ดังนั้น ถ้าคุณได้เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำใครบางคนแบบนั้น มันก็เป็นเรื่องเยี่ยมจริงๆ ครับ”

    ผู้ที่อยู่ในที่ที่เราได้เห็นเขาครั้งสุดท้ายในตอนจบของ “Thor: The Dark World” ก็คือตัวเทพเจ้าสายฟ้านั่นเอง คริส เฮมส์เวิร์ธกลับมารับบท ธอร์ อีกครั้งและอธิบายว่าตัวละครของเขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นและยอมรับสิ่งแวดล้อมรอบด้านบนโลกมากขึ้นอย่างไร

    “ธอร์ตัดสินใจอยู่ต่อ เราก็เลยได้เห็นธอร์ในเวอร์ชันติดดินมากขึ้นกว่าแต่ก่อนครับ” คริส เฮมส์เวิร์ธกล่าว “มันเป็นเรื่องดีเพราะมีโอกาสมากขึ้นที่จะแสดงอารมณ์ขันและได้เห็นเขาในชุดธรรมดาแทนที่จะเป็นชุดเกราะและผ้าคลุมแดงที่เรามักจะเห็นเขาใส่ ตอนนี้ เขาเป็นตัวหลักของทีมแล้ว และมันก็มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่พวกเขาสร้างขึ้นฐานะกลุ่ม ซึ่งมันมั่นคงแล้วในตอนนี้”

    นักแสดงหนุ่มกล่าวต่อว่า “ธอร์มองเห็นภาพใหญ่ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มันมีสงครามตอนแรก ที่พวกเขาทุกคนเกี่ยวข้องด้วย แต่ธอร์ใช้ความรู้แบบชาวแอสการ์ดของเขา ในการเข้าถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับโลกต่างมิติและภัยคุกคามที่เขาคิดว่ากำลังจะมาเยือนน่ะครับ”

    “ตอนนี้ คริส เฮมส์เวิร์ธคือธอร์แล้ว” ผู้อำนวยการสร้างเควิน ไฟกีกล่าว “เขาทำได้ยอดเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อในการรับบทที่ถ้าเป็นคนอื่นแสดงคงจะเป็นตัวละครที่เข้าไปถึงและดูแปลกแยก แต่แม้จะสวมผ้าคลุมแดง ถือค้อนและใช้ศัพท์แสงแบบชาวแอสการ์ด คริสก็ทำให้ตัวละครตัวนี้มีความเป็นมนุษย์ เขาเป็นส่วนสำคัญของทีม แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นตัวกลางระหว่างโลกและสิ่งอื่นๆ เขาเป็นผู้นำทางเราเข้าสู่โลกอื่นในจักรวาลมาร์เวล และในหนังเรื่องนี้ เขาก็เป็นคนที่รู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้เพราะเขาโตขึ้นมาที่อีกฟากฝั่งหนึ่งของจักรวาล เขารู้เรื่องประวัติศาสตร์ของจักรวาล ตำนานและเรื่องเล่าต่างๆ ที่คนบนโลกไม่มีใครรู้ และเป็นประตูเชื่อมไปสู่แง่มุมที่ยิ่งใหญ่ อลังการกว่าของจักรวาลมาร์เวลครับ”

    “คริส เฮมส์เวิร์ธสวมบทเป็นธอร์ในทุกๆ แง่มุมจริงๆ ครับ” ผู้ควบคุมงานสร้างเจเรมี แลทแชมกล่าว “เขาดูเหมือนธอร์ ดังนั้น พอเรบอกว่าเราอยากจะเริ่มถ่ายทำวันนี้ เขาก็เริ่มคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเข้มข้น ถ้าเขาตัวใหญ่เกินไป เสื้อผ้าก็จะไม่พอดี เขาก็จะอึดอัด มันก็เลยเป็นความร่วมมือที่ว่าแขนและคอของเขาจะใหญ่ขึ้นแค่ไหนในตอนถ่ายทำ เขาเข้าใจวิธีการทางวิทยาศาสตร์อย่างดีและรู้วิธีที่จะแปลงโฉมเป็นธอร์อย่างเร็วที่สุดด้วยครับ”

    ผู้ที่ถ่วงดุลฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของเหล่าอเวนเจอร์สคือสการ์เล็ตต์ โยฮันสัน ที่กลับมารับบท แบล็ควิโดว์ ขวัญใจแฟนๆ อีกครั้งหนึ่ง โยฮันสันพูดถึงสถานะของเหล่าอเวนเจอร์สในตอนเริ่มต้นเรื่องว่า “ในตอนเริ่มต้นเรื่อง มันก็เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ตามปกติ และตอนนี้โลกรับรู้ถึงจักรวาลที่กว้างใหญ่ในแบบที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนใน ‘The Avengers’ แล้ว แน่นอนค่ะว่าเรากำลังรับมือกับสถานการณ์ระดับโลก คนทั่วไปรู้จักภาษาของเอเลียนและการเดินทางในอวกาศแล้ว ก่อนหน้าสงครามในนิวยอร์ก พวกอเวนเจอร์สต้องเคลื่อนไหวแบบหลบๆซ่อนๆ และชีลด์ก็เหมือนกัน แต่ตอนนี้ เราปฏิบัติการในลักษณะที่ต่างออกไป ทุกคนเฝ้ามองเราอยู่ มันก็เลยเป็นเหมือนสนามที่แตกต่างออกไปค่ะ”

    สำหรับนักแสดงหญิงมากพรสวรรค์ ส่วนที่ตื่นเต้นของการนำทีมอเวนเจอร์สเสนอต่อผู้ชมในครั้งนี้คือโอกาสในการได้ล้วงลึกเข้าไปในเบื้องหลังของตัวละครแต่ละตัว “ทุกคนในทีมอเวนเจอร์สมีความหลังมากมาย พวกเราไม่มีใครเลือกงานนี้ แต่งานนี้เลือกเรา และความไม่เต็มใจจะรับหน้าที่ซูเปอร์ฮีโรก็ทำให้เกิดความหลังที่น่าสนใจ เราต่างก็มีอดีตและเราก็ได้ล้วงลึกเข้าไปในอดีตพวกนั้นนิดๆ ซึ่งฉันคิดว่าผู้ชมจะต้องชอบแน่ๆ มันจะทำให้ผู้ชมสนใจในความสัมพันธ์ของพวกเราและอนาคตของตัวละครเหล่านี้มากขึ้น มันก็เลยเจ๋งทีเดียวล่ะค่ะ”

    สมาชิกทีมคนหนึ่งที่นาตาชาได้ใกล้ชิดด้วยในหนังเรื่องนี้คือบรูซ แบนเนอร์ เมื่อเธอพบอะไรบางอย่างที่คล้ายกันระหว่างพวกเขา ผู้อำนวยการสร้างเควิน ไฟกีอธิบายว่า “ในหนังเรื่องนี้ มีเรื่องที่อ่อนหวานมากๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบรูซ แบนเนอร์และนาตาชา ที่ผมคิดว่าเป็นอะไรที่คาดไม่ถึง อบอุ่นและเศร้านิดๆ ตัวละครทั้งคู่มีแบ็คกราวน์ที่ไม่มั่นคง แต่จอสก็สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ ที่มีโครงสร้างวิเศษสุด และเป็นหนึ่งในแกนสำคัญของหนังเรื่องนี้ได้ด้วยครับ”

    อีกเรื่องน่าประหลาดใจสำหรับทีมผู้สร้างคือปฏิกิริยาของแฟนๆ และความรักที่พวกเขามีให้กับบรูซ แบนเนอร์หรือฮัลค์ในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers” ช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเสียงหัวเราะที่ดังที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้มักจะเกิดขึ้นตอนที่ยักษ์ตัวเขียวออกอาละวาด สำหรับมาร์ค รัฟฟาโล มันเป็นเหตุการณ์ที่ประเดประดังมาอย่างคาดไม่ถึง “ผมอึ้งมากกับการตอบสนองที่ผู้ชมมีต่อฮัลค์และแบนเนอร์” มาร์ค รัฟฟาโลกล่าว “มันเป็นบทที่ยากและคนเก่งๆ หลายคนก็เคยรับบทนี้มาแล้ว ผมก็เลยสรุปว่าผมจะพยายามอยู่กับกลุ่มแล้วก็ไม่ทำให้ตัวเองและเพื่อนๆ นักแสดงขายหน้า ผมก็เลยมองบทนี้เหมือนบทอื่นๆ และพยายามคิดหาแผนการ ยึดติดกับมันแล้วทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำให้ และหวังว่าผู้ชมจะตอบสนองกับมัน ผมตื่นเต้นมากกับผลที่ออกมาและการได้เห็นว่าแฟนๆ ตอบสนองยังไงน่ะครับ”

    “สิ่งที่จอสอยากจะทำกับแบนเนอร์คือการขจัดความเกลียดชังตัวเองออกไปบ้างครับ” ผู้อำนวยการสร้างไฟกีกล่าว “ในชีวิตจริงและบนหน้าจอ มาร์คเป็นคนน่ารักมาก ซึ่งนั่นเป็นแง่มุมใหม่ที่คนไม่ได้เห็นมานานแล้วในตัวบรูซ แบนเนอร์ และมันก็ปรากฏต่อเนื่องใน ‘Avengers: Age of Ultron’ ด้วย เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาญฉลาด ขี้วิตก ที่สามารถเปลี่ยนร่างเป็นฮัลค์ได้ สิ่งหนึ่งที่ผมชื่นชอบเกี่ยวกับภาคแรกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโทนี่ สตาร์คและบรูซ แบนเนอร์คือจอสทำให้พวกเขาเป็นคู่หูทางวิทยาศาสตร์และอินเทอร์เน็ตและแฟนๆ ก็ชื่นชอบเรื่องแบบนั้น ผมชอบความคิดที่ว่าในตอนที่คนคุยกันว่าพวกเขาอยากจะเห็นอะไรใน Avengers อีกภาค พวกเขาพูดถึง ‘สตาร์คและแบนเนอร์ทดลองทางวิทยาศาสตร์’ มันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงสิ่งที่จอสได้สร้างเอาไว้ในภาคแรกครับ”

    “แบนเนอร์เหมือนกับย้ายไปอยู่กับโทนี่ สตาร์คหลังจากที่เขาไม่มีที่ไปในตอนจบของ Avengers ภาคที่แล้ว” รัฟฟาโลอธิบาย “เขาเดินทางไปเรื่อย และทำอะไรต่อมิอะไรไปตามเรื่อง แต่สตาร์ครับดูแลเขา และมันก็มีผลประโยชน์ร่วมกันบางอย่างที่พวกเขาได้จากกันและกัน สิ่งหนึ่งคือความเข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์ของพวกเขา และความชำนาญของแบนเนอร์ก็สอดคล้องไปได้ดีกับสิ่งที่โทนี่กำลังคิด นอกจากนี้ ครั้งหนึ่ง แบนเนอร์ก็เคยเป็นคนบ้าบิ่นและเพี้ยนพอในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่จะทดลองกับตัวเอง ผมคิดว่าเขากลายเป็นคนเก็บตัวเพราะประสบการณ์เลวร้ายจากเรื่องนั้น โทนี่ก็ทำอย่างเดียวกัน แต่เขาเป็นเวอร์ชันที่ประสบความสำเร็จของสิ่งที่แบนเนอร์อยากจะเป็น เขาทำเรื่องทั้งหมดนี้กับตัวเอง แต่เขากลับได้รับประโยชน์จากมัน ผมก็เลยคิดว่าแบนเนอร์มีผลทำให้โทนี่สงบลง และในทางกลับกัน โทนี่ก็ทำให้แบนเนอร์มีชีวิตชีวาขึ้นครับ”

    “แบนเนอร์วิ่งหนีมาเกือบตลอดชีวิต” จอส วีดอนกล่าว “ผมชอบในตอนจบของ ‘Iron Man 3’ ที่คุณเห็นว่าพวกเขาแค่ใช้เวลาคลุกคลีกัน เขาไม่ได้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของทีม แต่เป็นส่วนสำคัญของงานวิจัยของโทนี่ สตาร์คด้วย ในตอนที่เราออกแบบห้องแล็บสำหรับอเวนเจอร์ส ทาวเวอร์ มันเป็นเรื่องสำคัญที่จะบอกว่า ‘นี่คือพื้นที่ของโทนี่ และนี่คือพื้นที่ของแบนเนอร์’ พื้นที่ของแบนเนอร์น่าประทับใจมากๆ แต่พื้นที่ของโทนี่ใหญ่กว่า แบนเนอร์ได้พบสถานที่ที่นาตาชาทำให้เขาสามารถควบคุมฮัลค์ได้ มันเป็นไอเดียที่ว่าในตอนที่พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการยักษ์เขียว เขาก็จะอยู่ตรงนั้น และมาร์ค รัฟฟาโลยังได้สิ่งที่เขาต้องการในภาคแรกอย่างมากด้วย นั่นคือกางเกงผ้ายืดของอเวนเจอร์สที่โทนี่ทำขึ้นเพื่อเขาน่ะครับ”

    ตัวละครที่บทบาทของเขาขยายขึ้นจากภาคแรกคือนักแม่นปืนและนักยิงธนู ฮอว์คอาย “จอสและผมชื่นชอบตัวละคตัวนี้จริงๆ และเราก็ไม่ค่อยได้สำรวจเขามากนักในภาคแรก” เจเรมี เรนเนอร์กล่าว “ผมก็เลยดีใจมากๆ เมื่อได้เห็นจอสในงานปาร์ตี้แล้วเขาบอกว่า เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวละครตัวนี้และสิ่งที่ผลักดันเขามากขึ้น มันเจ๋งจริงๆ ที่ได้ล้วงลึกเข้าไปในแง่มุมที่เป็นมนุษย์ และนั่นก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมเลือกรับบทฮอว์คอายเพราะเขาเป็นตัวละครที่มีข้อบกพร่องและขีดจำกัด ดังนั้น การได้เห็นความเป็นมนุษย์ในตัวเขาและได้ล้วงลึกเข้าไปในด้านที่เป็นมนุษย์ของเขาแทนที่จะเป็นแง่มุมซูเปอร์ฮีโรก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นจริงๆ สำหรับผม”

    “ผมคิดว่ามันจะเป็นเรื่องที่น่าสนุกจริงๆ ที่ได้ปูพื้นไอเดียที่ว่าฮอว์คอายมีปณิธานและวัตถุประสงค์อย่างอื่น ที่ทำให้เขาห่างเหินจากคนอื่นๆ ในกลุ่มนิดๆ” วีดอนกล่าว “และในตอนที่อเวนเจอร์สทุกคนเริ่มตระหนักได้ว่าพวกเขาห่างเหินจากความรู้สึกและอดีตของตัวเองมากแค่ไหน คุณก็จะตระหนักได้จากความมืดหม่นของฮอว์คอายว่าเขาเป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้นเองครับ”

    โทนี่ สตาร์คทำให้ฮอว์คอายได้อัพเกรดชุดเกราะของตัวเขาเองด้วย “ฮอว์คอายมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางเทคโนโลยีของสตาร์ค ดังนั้น คุณก็สามารถทำอะไรต่อมิอะไรได้มากมายกับมัน” เจเรมี เรนเนอร์กล่าว “ตอนนี้ เขามีปลายลูกศรแบบต่างๆ ที่ทำหน้าที่ต่างๆ กันไป บางแบบก็จะถูกอธิบาย แต่บางแบบ เราก็จะได้แค่เห็น เมื่อได้สตาร์คมาคอยช่วย มันก็เลยกลายเป็นสถานการณ์ที่ว่าคุณจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นครับ”

    แม้ว่าหน่วยชีลด์จะถูกยุบและแยกตัวกันไปแล้ว นิค ฟิวรี ผู้นำผู้ปราศจากความกลัวของมันก็ยังคงเร้นกายอยู่ในเงามืด “ชีลด์กำลังระส่ำระสาย” ซามวล แอล. แจ็คสันบอก “ทุกคนกระจัดกระจายกันไป ดังนั้น มันก็เลยเป็นเรื่องน่าสนใจที่จะได้เห็นว่าพวกเขาพาเรากลับมารวมตัวกันยังไงเมื่อเราเดินทางปฏิบัติภารกิจในฐานะอเวนเจอร์ส ฟิวรีอยู่ข้างนอกและมองเข้ามาข้างใน แต่เขาก็ยังคงมีบทบาทนิดๆ และคนที่ผมเชื่อใจมากกว่าใครๆ ในโลกใบนี้คือนาตาชา มันเป็นแบบนั้นเสมอ เธอก็เลยเป็นเหมือนหูและตาให้กับผมครับ”

    สำหรับพวกอเวนเจอร์ส ความสนใจทั้งหมดของพวกเขาจับจ้องไปที่อัลตรอน ในตอนที่เขาโผล่มาพังงานเลี้ยงของพวกเขาที่อเวนเจอร์ส ทาวเวอร์ แม้ว่าในตอนแรกตัวละครตัวนี้จะสร้างขึ้นมาจากเศษชิ้นส่วนที่มาปะติดปะต่อกัน ทีมผู้สร้างก็ต้องการนักแสดงผู้สามารถใส่ความสดใหม่ในแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนบนหน้าจอให้กับหุ่นยนต์วายร้ายรายนี้ได้ การคัดเลือกนักแสดงสำหรับบทนี้กลับง่ายกว่าที่คาดคิด เพราะทีมผู้สร้างไม่ต้องมองหาไกลเลย

    “เจมส์ สเปเดอร์เป็นนักแสดงที่เหลือเชื่อ และในตอนที่ ‘Avengers: Age of Ultron’ กำลังเป็นรูปเป็นร่าง และจอสเริ่มสร้างตัวละครตัวนี้ขึ้นมา เขาก็บอกเราว่า ‘นักแสดงบทนี้จะต้องเป็นเจมส์ สเปเดอร์’ น่ะครับ” เควิน ไฟกีกล่าว “มันเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาในการคัดเลือกนักแสดงที่เราบอกเลยว่า ‘ใช่เลย!’ ไม่มีคนอื่นในลิสต์เลยครับ เขามีความโดดเด่นและมีเสียงที่น่าทึ่ง ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ความมืดหม่นและอารมณ์ ในการ์ตูนอัลตรอน เขาเป็นหุ่นยนต์ที่มีเอกลักษณ์ แต่มันก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวด้วย มีแฟรนไชส์มากมายที่เกี่ยวกับหุ่นยนต์ เราก็เลยไม่อยากให้เขาเป็นหุ่นยนต์ธรรมดา เราอยากให้อัลตรอนเพี้ยนหลุดโลก เต็มไปด้วยอารมณ์ดิบเถื่อน ซึ่งคุณไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตประดิษฐ์ครับ”

    ผู้อำนวยการสร้างกล่าวต่อว่า “นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้อัลตรอนน่าสนใจและตลอดเรื่องเจมส์ สเปเดอร์ก็ได้เนรมิตชีวิตให้กับเศษเหล็กตัวนี้ในแบบที่โดดเด่นมากๆ มันเป็นสิ่งที่เราต้องการครับ คุณจะได้เห็นใบหน้าโลหะ ดวงตาหุ่นยนต์ ที่พูดด้วยเสียงที่เขาสร้างขึ้นครับ”

    สำหรับสเปเดอร์ การเป็นส่วนหนึ่งของโลกมาร์เวลส่งผลกระทบต่อเขาแบบส่วนตัวด้วย

    “ในตอนนั้น ผมมีลูกชายวัย 19 ปีที่ชื่นชอบหนังที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนและหนังสือการ์ตูน และตลอดอาชีพนักแสดงของผม ผมก็ไม่เคยแสดงหนังที่ลูกๆ ผมสามารถไปดูได้จนกว่าพวกเขาจะอายุมากขึ้น ในตอนนั้น ผมก็มีลูกชายวัยสามขวบด้วย และเขาก็เริ่มสนใจเรื่องแฟนตาซีแล้ว ผมก็เลยคิดว่าในที่สุด ผมก็ได้แสดงหนังให้ลูกๆ ผมดูเสียที”

    นักแสดงหนุ่มกล่าวต่ออีกว่า “นอกจากนี้ ผมยังเป็นเพื่อนกับโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์มานานแล้ว และเราก็ไม่ได้ร่วมงานกันมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว ผมคิดว่าคงเป็นเรื่องสนุกที่ได้มากองถ่ายแล้วได้รับบทหุ่นยนต์ร่าง 8 ฟุต ที่ต้องการจะทำลายโทนี่ สตาร์คในหนังเรื่องนี้น่ะครับ”

    สำหรับดาวนีย์ จูเนียร์ มันเป็นเหมือนงานคืนสู่เหย้าของนักแสดงทั้งคู่ “มันมีการบรรจบครบรอบของอะไรหลายๆ อย่าง” นักแสดงหนุ่มกล่าวกลั้วหัวเราะ “บางที ที่เกี่ยวกับตัวผมมากที่สุดคงจะเป็นเจมส์ สเปเดอร์ เขาเป็นคนแรกที่ผมได้ทำความรู้จักตอนที่ผมไปแอลเอ แล้วเขาก็คอยดูแลผมครับ เขาอายุมากกว่าผมไม่กี่ปี แต่มันก็เป็นการตัดสินใจคัดเลือกนักแสดงที่สร้างแรงบันดาลใจมากๆ ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเป็นนักแสดงที่มีชื่อติดปากและอยู่ในความทรงจำของทุกคนด้วยเหตุผลที่ชัดเจนเท่านั้น แต่เพราะเขาเป็นเหมือนสมบัติของชาตินิดๆ ด้วย ผมยืมสไตล์ของเขามาใช้หลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาครับ”

    สำหรับสเปเดอร์ ความซับซ้อนของตัวละครตัวนี้เป็นสิ่งที่เขาสนุกกับการสำรวจ “อัลตรอนสามารถเข้าถึงทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและทุกอย่างที่ปรากฏทางอินเทอร์เน็ต” นักแสดงหนุ่มบอก “มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวกระตุ้นและข้อมูลของเขา มันฝังอยู่ในความคิดของเขา เขาสามารถเข้าถึงมันได้อย่างไร้ขีดจำกัด แล้วมันก็หลั่งไหลเข้าไปในชิปประมวลผลอะไรก็ตามที่เขามีอยู่ในหัว มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อและแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะควบคุมพลังและความรู้เหล่านั้นได้ เขาแข็งแกร่งเกินไปน่ะครับ

    “ทุกสิ่งเกี่ยวกับอัลตรอนจะต้องมีแรงจูงใจ” จอส วีดอนกล่าว “ในขณะเดียวกัน อัลตรอนก็เป็นตัวละครที่เพี้ยนและสติไม่ค่อยดี เจมส์พูดความรู้สึกของเขาออกมาอย่างชัดเจนว่า ‘ผมจะพูดอ้างถึงสิ่งต่างๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นหรือไม่ได้เกี่ยวข้องในคำพูดหรืออารมณ์ของผม’ ผมใช้เวลาชั่วครู่ในการทำความเข้าใจกับคำพูดนั้น แล้วผมก็เข้าใจ เขากำลังทำการคำนวณอะไรบางอย่างในใจ แล้วจู่ๆ เขาก็จะโกรธเรื่องอะไรบางอย่าง หรือหมกมุ่นกับเรื่องอื่นๆ เพราะความคิดเขาไปทุกที่เลยครับ เจมส์เข้าใจเรื่องนั้นดี ซึ่งก็ช่วยเสริมสร้างมิติให้กับตัวละครตัวนี้จริงๆ ครับ”

    ปมอย่างหนึ่งที่ต้องจัดการหลังจากสงครามในนิวยอร์กทำให้อเวนเจอร์สต้องไปลงเอยอยู่ในโซโคเวีย ที่อยู่ทางตะวันออกของยุโรป นี่เป็นที่ที่พวกอเวนเจอร์สได้พบกับตัวละครใหม่สองตัวในภาพยนตร์เรื่องนี้ “ความสนุกของการ์ตูนอเวนเจอร์สคือตัวละครต่างๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายสิบครั้งตลอดหลายปีที่ผ่านมา” เควิน ไฟกีกล่าว “ดังนั้น สำหรับเรา มันเป็นส่วนหนึ่งของคอนเซ็ปต์แฟรนไชส์เรื่องนี้มาโดยตลอด ในตอนนี้ เมื่อเรามีโอกาสได้สร้างอีกภาคหนึ่งขึ้นมา เราก็คิดเสมอว่าเราจะนำสมาชิกทีมคนใหม่ๆ เข้ามา และก็มีตัวละครสองตัวที่เราหมายตาไว้เป็นพิเศษว่าจะนำเข้ามา ซึ่งก็คือปิเอโทรและวันดา แม็กซิมอฟฟ์ หรือควิกซิลเวอร์และสการ์เล็ตวิทช์ครับ”

    ผู้อำนวยการสร้างกล่าวต่อว่า “พวกเขามีบทแนะนำตัวที่น่าสนใจกับพวกอเวนเจอร์ส ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เราอยากใช้พวกเขาในหนังเรื่องนี้ พวกเขาไม่ได้เป็นแฟนของพวกอเวนเจอร์สเลย พวกเขามาจากโซโคเวีย ซึ่งเป็นประเทศในยุโรปตะวันออก ซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นของหน่วยชีลด์ แต่ไฮดราก็ปฏิบัติการจากที่นั่น และมันก็ไม่ใช่องค์การที่ดีเลย”

    สำหรับแอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสัน ผู้ได้รับเลือกให้รับบท ปิเอโทร หรือควิกซิลเวอร์ การได้อลิซาเบธ โอลเซ่น มารับบทฝาแฝดของเขา วันดา หรือสการ์เล็ตวิทช์ในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เขาอุ่นใจเมื่อเขานึกถึงนักแสดงคนอื่นๆ

    “มันเป็นเรื่องน่าหวั่นใจนิดๆ เสมอที่ได้เข้ามาร่วมกลุ่มกับทีมนักแสดงชุดใหญ่แบบนี้ มันก็เลยเป็นเรื่องเยี่ยมที่ได้ร่วมงานกับอลิซาเบธ โอลเซ่น แล้วเราก็เพิ่งได้ร่วมงานกันมาใน ‘Godzilla’ ด้วยครับ” แอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสันกล่าว “มันเป็นเรื่องเยี่ยมที่มีเพื่อนมาร่วมงานกับเราด้วย เพราะมันจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนว่าพวกคุณลงเรือลำเดียวกันน่ะครับ”

    นักแสดงหนุ่มกล่าวต่อว่า “บทควิกซิลเวอร์เป็นบทที่สนุกในการถ่ายทอดออกมาในรูปแบบซูเปอร์ฮีโร พลังพิเศษของเขาคือการทำตัวได้รวดเร็วเหมือนสายฟ้าฟาด และเขาก็ทำทุกอย่างได้รวดเร็ว เขาอารมณ์ร้อนและหงุดหงิดกับทุกอย่างเพราะเขาทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างเคลื่อนไหวช้าเกินไปสำหรับเขา มันสนุกมากที่ได้เล่นกับตัวละครตัวนี้ และที่สำคัญกว่านั้นคือการค้นพบว่าเขาเป็นใครน่ะครับ”

    เทย์เลอร์-จอห์นสัน พูดถึงปิเอโทรและความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างเขากับวันดาว่า “มันเป็นพวกเขาต่อต้านโลก และพวกเขาก็ขาดกันและกันไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องดี แล้วมันก็เป็นความสัมพันธ์แบบหยินและหยางด้วย ผมจะทำตัวเหมือนพ่อ ที่คอยคุ้มครองเธอ ส่วนเธอก็จะเหมือนแม่ ที่คอยดูแล เป็นห่วงเป็นใย และเป็นคนที่ช่างคิดและอ่อนไหวมากกว่าครับ พวกเขาถ่วงดุลกันและกัน คุณไม่สามารถมีควิกซิลเวอร์ได้ถ้าไม่มีสการ์เล็ตวิทช์ เราเข้ากันได้ดีมากๆ และการเล่นเป็นพี่น้องกันก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายและเป็นธรรมชาติครับ”

    “สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมคือการที่วันดามีความเชื่อมโยงและผูกพันกับจักรวาลใบนี้มากแค่ไหนน่ะค่ะ” อลิซาเบธ โอลเซ่นกล่าว “นอกจากนี้ เธอยังสามารถได้รับข้อความจากโลกคู่ขนานทั้งจากอดีตหรืออนาคต รวมถึงล้วงลึกเข้าไปในสิ่งที่คนกลัวที่สุด และมีความสามารถที่จะบงการจิตใจของพวกเขาได้ แง่มุมนั้นของตัวละครตัวนี้ทำให้ฉันตื่นเต้นจริงๆ เพราะมันก่อให้เกิดประเด็นใหญ่ในหนังเรื่องนี้ที่ว่าเธอได้ปั่นหัวพวกอเวนเจอร์สทุกคนถึงขั้นที่ว่าพวกเขาต้องจากไปก่อนจะกลับมาอีกครั้งในฐานะทีมเดียวกัน นอกจากนี้ ฉันยังชอบตรงที่จอสไม่ได้ใส่ตัวละครใหม่เข้ามาเพียงเพื่อให้มีตัวละครเพิ่มเท่านั้น แต่เรามีความเชื่อมโยงโดยตรงกับพล็อตเรื่อง และเรื่องราวระหว่างควิกซิลเวอร์และสการ์เล็ตวิทช์ก็เป็นเรื่องราวครอบครัวที่งดงาม ที่พวกเขาทั้งคู่มีกันและกันเท่านั้นน่ะค่ะ”

    “วันดาและปิเอโทรมีพลังที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน” จอส วีดอนอธิบาย “ปิเอโทรมีความเร็วมากๆ แทบจะเร็วเท่ากระสุนปืนเลย ส่วนพลังของวันดาไม่มีลักษณะชัดเจน เราก็เลยบอกว่าเธอมีพลังเทเลคิเนซิส เธอสามารถเคลื่อนไหวสิ่งต่างๆ ได้และเธอก็มีพลังในการสร้างเกราะกำบัง เธอสามารถเข้าไปในความคิดของคนอื่นได้ จนความกลัวและความเคลือบแคลงที่เลวร้ายที่สุดของคุณจะโผล่ออกม มันเป็นพลังมหาศาลและผมก็อยากได้อะไรที่มากกว่าความสามารถในการต่อย แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็อยากให้คนรู้ด้วยว่า เธอใช้พลังของเธอได้มากที่สุดเท่านี้ล่ะครับ”

    สำหรับโอลเซ่น การสร้างลุคและความไหลลื่นที่เหมาะสมสำหรับการเคลื่อนไหวของตัวละครตัวนี้จำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนและการพัฒนานานหลายสัปดาห์ “ฉันกับจอสดูภาพของสการ์เล็ตวิทช์ แล้วเห็นว่าเธอจะมีลูกบอลสีแดงรอบมือเธอ เป็นเหมือนลูกไฟอะไรบางอย่าง” โอลเซ่นอธิบาย “จอสอยากให้ฉันร่วมงานกับแดนเซอร์และอยากจะเสริมองค์ประกอบใหม่ของการต่อสู้เข้าไปโดยไม่ใช้การต่อย แต่ใช้สิ่งที่ลื่นไหลมากกว่าความกระโชกโฮกฮาก แล้วเขาก็ได้พบกับเจนนี ไวท์ ที่เป็นโค้ชด้านการเคลื่อนไหวของฉันในหนังเรื่องนี้ ฉันกับเธอก็ช่วยกันสร้างการเคลื่อนไหวของเราที่เวิร์คสำหรับฉันและเวิร์คสำหรับจอสด้วย มันต้องอาศัยความอุตสาหะอย่างมาก และจนกระทั่งครึ่งหลังของการถ่ายทำ ฉันถึงรู้สึกว่าฉันสามารถอิมโพรไวส์ได้ มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่ให้ความรู้สึกเหมือนสิ่งที่คุณไม่เคยทำมาก่อน มันไม่ใช่สิ่งที่คุณเคยเห็นมาก่อน แต่มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ๋งจริงๆ ค่ะ”

    อีกหนึ่งตัวละครใหม่ในทีมอเวนเจอร์สคือวิชัน ที่รับบทโดยพอล เบตตานีย์ ผู้ที่ก่อนหน้านี้เคยพากย์เสียง จาร์วิส ในแฟรนไชส์ “Iron Man” มาก่อน “ผมคิดว่าอีกหนึ่งช่วงเวลาที่บรรจบครบสมบูรณ์ในหนังเรื่องนี้คือการที่พอล เบตตานีย์มารับบท วิชัน” โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์บอก “พอลอยู่กับผมมาตั้งแต่ต้นและการได้เขามาอยู่ในกองถ่ายจริงๆ แทนที่จะมาแต่รอบปฐมทัศน์ก็เป็นเรื่องยอดเยี่ยม เขาเป็นนักแสดงที่น่าทึ่งและมันก็เป็นตัวละครที่วิเศษสุดครับ”

    “วิชันเป็นเอเวนเจอร์คนสำคัญในหนังสือการ์ตูนและเป็นตัวละครที่โดดเด่นมากๆ” เควิน ไฟกีกล่าว “เขาเป็นสิ่งมีชีวิตประดิษฐ์ แต่เขาก็บริสุทธิ์และไร้เดียงสาพอๆ กับตัวละครตัวอื่นๆ เขามีลุคที่แตกต่างมากๆ และพออล เบตตานีย์ ที่พากย์เสียงจาร์วิสมานานหลายปี ก็ได้ก้าวออกจากห้องบันทึกเสียง มาสวมชุดและกลายเป็นเอเวนเจอร์ที่แท้จริง ในร่างของวิชัน ลุคของเขาน่าตื่นตาตื่นใจและพลังของเขาก็น่าตื่นตาตื่นใจด้วย เขาเป็นตัวแทนพลังแบบใหม่สำหรับทีมอย่างแท้จริงครับ”

    เบตตานีย์ให้ความเห็นเกี่ยวกับตัวละครตัวนี้ว่า “สิ่งที่น่าชื่นชมเกี่ยวกับสิ่งที่จอสได้ทำคือนี่เป็นตัวละครที่เหมือนรอบรู้ทุกอย่าง แต่ก็มีความไร้เดียงสา เขาเกิดขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่และมีความฉลาดมากๆ แต่เขาก็ยังมีคุณลักษณะแบบเด็กๆ ของการค้นพบตัวเอง การตกหลุมรักโลกรอบตัว การมีความสุขกับมนุษย์ และการมีประสบการณ์กับสิ่งใหม่ๆ น่ะครับ”

    ผู้ที่กลับมาช่วย โทนี่ สตาร์ค เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของเขา ในตอนที่เขาตั้งสติไม่ได้คือผู้พันเจมส์ โร้ดส์ ที่รับบทโดย ดอน ชีเดิล “มันเป็นสถานการณ์ที่โทนี่ถูกจับผิด และได้สร้างปีศาจร้ายที่ไม่สามารถควบคุมได้ขึ้นมาครับ” ดอน ชีเดิลกล่าว “มันทำให้โรดี้ตกที่นั่งลำบากเพราะเขาพยายามจะประสานสายสัมพันธ์ระหว่างหน้าที่ของเขาในกองทัพและการเป็นเพื่อนที่ดีของโทนี่เสมอ ความสนใจทั้งหมดของพวกเขาควรจะสอดคล้องกัน แต่ไม่ใช่เลย พวกเขาไม่ได้บรรลุเป้าหมายด้วยวิธีเดียวกัน ผมก็เลยคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่โรดี้พยายามจะหาคำตอบเสมอ ว่าฉันจะอยู่ภายในขอบเขตทางการทหารของฉันได้อย่างไร และฉันจะทำยังไงถึงจะเป็นส่วนหนึ่งของทีมอเวนเจอร์สได้”

    สำหรับเอเจนท์มาเรีย ฮิล ภาพยนตร์มาร์เวล “Avengers: Age of Ultron” ได้นำองค์ประกอบใหม่เข้ามา ซึ่งตอนนี้เธอทำงานให้กับโทนี่ สตาร์คแล้ว โคบี้ สมัลเดอร์ส อธิบายถึงความรับผิดชอบใหม่ของตัวละครของเธอว่า “การอยู่ภายใต้กฎและหลักเกณฑ์ของโทนี่ให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายกว่าเยอะค่ะ” สมัลเดอร์สกล่าว”บอกตามตรงนะคะ ฉันคิดว่าเขาไม่มีกฎเกณฑ์เลยด้วยซ้ำเพราะเขาไม่ชอบเป็นเจ้านายใคร ฉันคิดว่าเขาชื่นชอบการได้ควบคุมสิ่งต่างๆ แต่พอถึงเวลาทำงานจริงๆ เอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องจะเป็นหน้าที่ของมาเรียค่ะ เธอยังคงติดต่อกับนิค ฟิวรีอย่างใกล้ชิดและเราก็จะได้เห็นในหนังเรื่องนี้ว่าเขากลับมาได้จากคำแนะนำของมาเรียยังไงน่ะค่ะ”

    ผู้ที่ร่วมทีมนักแสดงสมทบของภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Avengers: Age of Ultron” คือแอนโธนี แม็คกี้ในบทแซม วิลสัน/ฟัลคอน, คลอเดีย คิมในบทดร.โช, โธมัส เครสช์แมนน์ในบทสตัคเกอร์และแอนดี้ เซอร์คิสในบทยูลิซิส เคลา

    “มันน่าตื่นเต้นที่ได้เห็นทีมนักแสดงแบบนี้มารวมตัวกันเพื่อหนังเรื่องหนึ่งอย่างนี้” ผู้ควบคุมงานสร้างเจเรมี แลทแชมกล่าว “สิ่งที่น่าทึ่งก็คือทุกคนรักตัวละครเหล่านี้และนักแสดงที่รับบทพวกนี้ก็ชื่นชอบการแสดงบทบาทของพวกเขาจริงๆ แล้วจากจุดยืนด้านการถ่ายทำแล้ว มันก็น่าตื่นเต้นจริงๆ ที่ได้คนฝีมือเยี่ยมที่อยากจะแสดงหนังเรื่องนี้มารวมตัวกันแบบนี้ครับ”

    การสร้างโลก: เหล่าอเวนเจอร์สออกผจญภัยในโลกกว้าง
    ระหว่างการเตรียมงานสร้างในกรุงลอนดอน งานอันดับแรกของพวกเขาคือการถ่ายทำสามสัปดาห์ในเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศเซาธ์แอฟริกา ทิวทัศน์ตึกระฟ้าและบริเวณแวดล้อมจะกลายเป็นแบ็คดร็อปให้กับหนึ่งในซีเควนซ์แอ็กชันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เกี่ยวข้องกับไอรอนแมนและฮัลค์

    “โยฮันเนสเบิร์กมีลุคและสไตล์สถาปัตยกรรมพิเศษที่ผมชื่นชอบจริงๆ ครับ” จอส วีดอนกล่าว “มันมีจังหวะ ความรู้สึกและโทนของตัวเอง และมันก็มีลุคแบบดิบๆ ที่ทำให้มันแตกต่างจากโลเกชันอื่นๆ ที่เราถ่ายทำ คุณจะรู้ทันทีเลยว่าคุณไม่ได้อยู่ในอเมริกาเหนือน่ะครับ”

    ผู้กำกับวีดอนเล่าถึงการเตรียมงานสำหรับซีเควนซ์นี้ว่า “พวกเขามาที่ชายฝั่งแอฟริกาและได้พบอัลตรอนและสการ์เล็ตวิทช์ ที่เข้าถึงตัวแบนเนอร์และทำให้เขาได้พบประสบการณ์ฝันร้าย ที่รุนแรงถึงขนาดที่เขาไม่เพียงแต่กลายร่างเป็นฮัลค์เท่านั้น แต่กลายเป็นซูเปอร์ฮัลค์ด้วยซ้ำไป เขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และเขาก็โผล่มาใจกลางเมืองโดยบังเอิญ เขารู้สึกสับสนกับเสียง แสงและผู้คนมากมาย นี่ไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโรฮัลค์ แต่เป็นเวอร์ชันน่ากลัวสุดๆ และแม้ว่าเขาจะพยายามสู้กับเขา แต่ไอรอนแมนก็พยายามจะดึงตัวเขาออกจากเมือง ออกจากพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น เพื่อที่เขาจะได้จัดการเขาให้สลบนานพอที่บรูซจะกลับมาได้น่ะครับ”

    ด้วยความที่เขาต้องการอาวุธมากกว่าชุดเกราะไอรอนแมนตามปกติ โทนี่มาถึงพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ที่มีชื่อเหมาะๆ ว่าชุดฮัลค์บัสเตอร์ “ฮัลค์บัสเตอร์เป็นชิ้นส่วนเทคโนโลยีจากไอรอนแมน และมันก็เป็นสิ่งที่เราคุยกันเสมอเวลาสร้าง ‘Iron Man’ แต่ละภาค” ไฟกีกล่าว “ใน ‘Iron Man 3’ ทีมงานที่น่าทึ่งของเราได้ออกแบบชุดเกราะหลายสิบชุด และบางชุดที่พวกเขาออกแบบก็เป็นการแสดงความเคารพต่อชุดฮัลค์บัสเตอร์ และมีตอนหนึ่งที่จอสพูดว่า ‘ลืมชุดที่แสดงความเคารพต่อฮัลค์บัสเตอร์ซะ เราจะสร้างมันขึ้นมาจริงๆ ใน ‘Age of Ultron’ น่ะครับ”

    “การที่โทนี่ สตาร์คสวมชุดฮัลค์บัสเตอร์เป็นความขัดแย้งที่สนุกสนานสำหรับแฟนๆ” วีดอนบอก “มันเป็นแค่ ‘จัดการซะ’ เหมือนว่าคุณไม่แคร์สถานการณ์นั้นๆ ซึ่งค้านกับมิตรภาพลึกซึ้งระหว่างโทนี่และแบนเนอร์ เราได้รู้จากในหนังว่าพวกเขาสร้างชุดฮัลค์บัสเตอร์ขึ้นมาด้วยกันในกรณีที่เกิดอะไรร้ายแรงขึ้น ดังนั้น คุณก็จะได้เห็นคนสองคนที่รักกัน แต่จะต้องมาห้ำหั่นกัน ซึ่งนั่นทำให้ซีเควนซ์นี้พิเศษสุด และไม่ธรรมดาครับ คุณรู้ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาและวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อกัน นั่นเป็นกุญแจสำคัญของซีเควนซ์นี้เพราะคุณจะต้องระลึกอยู่เสมอว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้พวกเขาเปลี่ยนไปอย่างไร มันมีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นบ้างมั้ยน่ะครับ”

    “ฉากต่อสู้ด้วยฮัลค์บัสเตอร์เป็นหนึ่งในซีเควนซ์แอ็กชันใหญ่ในหนังเรื่องนี้และก็เป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ” เควิน ไฟกีกล่าว “มันเป็นซีเควนซ์แอ็กชันที่น่าอัศจรรย์ แต่มันก็เป็นเหตุการณ์ที่เพื่อนคนหนึ่งต้องโจมตีและหยุดยั้งเพื่อนของเขาให้ได้ ตอนที่เราตัดต่อภาพภายใน HUD ที่มีช็อตของโทนี่ เราก็ไม่เคยลืมเรื่องนั้น เขาพูดอยู่ตลอดเวลาว่า ‘บรูซ นายต้องช่วยฉันนะ ได้สติซักทีสิ’ แม้ว่าในตอนที่เขากำลังอัดฮัลค์จมคอนกรีตอยู่ก็ตาม คุณจะมีแอ็กชันแบบนั้นได้ก็แต่ในแฟรนไชส์ที่แฟนๆ ติดตามเท่านั้นล่ะครับ เพราะคนจะเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครและความเป็นมนุษย์ในอีกร่างหนึ่งของพวกเขา”

    สำหรับทีมผู้สร้าง การสร้างซีเควนซ์ดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือขนานใหญ่ระหว่างรัฐบาลเซาธ์แอฟริกาและชาวเมืองโยฮันเนสเบิร์ก “ในตอนที่คุณถ่ายทำหนังฟอร์มยักษ์ขนาดนี้ คุณก็ต้องอาศัยรัฐบาลที่ยินดีต้อนรับคุณ ให้การสนับสนุนคุณ และเปิดโอกาสให้คุณใช้เมืองแห่งนี้ได้ตามต้องการ เรามองหาไปทั่วแอฟริกาสำหรับซีเควนซ์นี้ และเห็นได้ชัดว่า โยฮันเนสเบิร์กก็คือสถานที่นั้นครับ” เจเรมี แลทแชมกล่าว “มันมีลุคและถนนแบบที่เราต้องการ มันเป็นมิตรกับกองถ่ายจริงๆ ตามถนนย่านดาวน์ทาวน์ เรามีเฮลิคอปเตอร์บิน รถชนกัน ระเบิดตูมตาม มันเป็นเรื่องยอดเยี่ยมจริงๆ ที่เราได้เจอกับรัฐบาลที่อยากจะให้ผู้สร้างหนังมาโชว์เมืองของพวกเขาและนั่นก็คือสิ่งที่พวกเราได้ทำ ผมคิดว่าชาวโยฮันเนสเบิร์กจะต้องตื่นเต้นที่ได้เห็นเมืองของพวกเขาปรากฏอย่างงดงามบนหน้าจอครับ”

    “ทีมงานของเราบอกผมว่าพวกเขาดีใจมากแค่ไหนที่ได้ถ่ายทำในโยฮันเนสเบิร์ก” จอส วีดอนกล่าว “รัฐบาลเยี่ยมมาก เมืองนี้ก็เยี่ยม ชาวเมืองเปิดประตูต้อนรับเรา และเราก็คงไม่สามารถทำอะไรในสเกลขนาดนี้ได้ถ้าปราศจากพวกเขา เราซาบซึ้งมากๆ เพราะคุณไม่สามารถบันทึกภาพอะไรแบบนี้ได้ถ้าไม่ได้อยู่ในสถานที่นี้จริงๆ ผมต้องบอกว่าตัวประกอบท้องถิ่นเยี่ยมมากและรักษาระดับพลังงานตัวเองเอาไว้ได้ระหว่างที่พวกเขาวิ่งไปตามท้องถนนในเมืองเทคแล้วเทคเล่าน่ะครับ”

    หลังจากการถ่ายทำในเซาธ์แอฟริกา ทีมงานก็ใช้เวลาช่วงแรกๆ ของการถ่ายทำอยู่ที่ออสตา วัลลีย์ ประเทศอิตาลี ออสตา วัลลีย์ (วัล ดิ ออสตา) ซึ่งไม่ค่อยปรากฏในภาพยนตร์อเมริกา เป็นแคว้นที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาเป็นส่วนใหญ่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี พรมแดนทางตะวันตกติดกับรอนแอลป์ ประเทศรั่งเศส ทางตอนเหนือติดกับวาเลส์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และทางตะวันออกและใต้ ติดกับแคว้นเพียดมองท์ ออสตา วัลลีย์เป็นแคว้นที่เล็กที่สุดของอิตาลี แต่ก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกจากเส้นทางปีนเขาของมันที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการปีนเขา นอกจากนี้ แคว้นนี้ยังเป็นที่ตั้งของปราสาทและอาคารยุคกลางที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย สำหรับทีมผู้สร้าง มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการนำกองถ่ายมาสู่ภูมิภาคนี้

    สิ่งปลูกสร้างนี้ ซึ่งมีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1000 ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นฐานที่มั่นของสตัคเกอร์ในตอนเปิดเรื่อง “เรามีช็อตกลางอากาศขนาดใหญ่สำหรับฐานที่มั่นนี้ในตอนที่ทีมอเวนเจอร์สบุกสถานที่แห่งนี้เพื่อตามหาคทาของโลกิ ทั้งไอรอนแมน ฮัลค์ แบล็ควิโดว์ กัปตันอเมริกาและธอร์ต่างก็อยู่ในซีเควนซ์นี้ และมันก็วุ่นวายมากในตอนที่พวกเขาจู่โจมฐานที่มั่นนี้เพื่อหยุดยั้งสตัคเกอร์และลูกสมุน”

    แลทแชมกล่าวต่อว่า “การค้นหาฐานที่มั่นของสตัคเกอร์เริ่มต้นหนึ่งปีก่อนหน้าการถ่ายทำ เราบอกผู้จัดการฝ่ายโลเกชันของเราว่าเราต้องการอาคารน่าประทับใจที่อยู่ในแคว้นนี้ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เราอยากจะเปิดหนังเรื่องนี้ท่ามกลางหิมะ และเราก็อยากได้สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ ที่ดูงดงามและน่าหวาดสะพรึง เราค้นหาไปทั่วโลก และส่งทีมโลเกชันไปค้นหาทั่วยุโรป พวกเขาใช้เวลาสองเดือนในการค้นหาตามสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ทุกแห่งที่มีอาคารอยู่บนนั้นน่ะครับ”

    นอกจากนี้ ทีมงานยังได้ถ่ายทำในโลเกชันอื่นๆ รอบๆ ออสตา วัลลีย์ ซึ่งถูกใช้เป็นประเทศโซโคเวียอีกด้วย เจเรมี เรนเนอร์, อลิซาเบธ โอลเซ่นและแอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสันเป็นผู้เริ่มต้นการถ่ายทำอย่างยิ่งใหญ่เมื่อพวกเขาลงมือต่อสู้ในโซโคเวีย

    “วันแรกในอิตาลี เราได้ถ่ายทำเซ็กเมนต์ของการต่อสู้ช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในการถ่ายทำครับ” เจเรมี เรนเนอร์กล่าวกลั้วหัวเราะ “ทีมงานชาวอิตาเลียนได้สร้างฉากที่วิเศษสุดและเอฟเฟ็กต์ก้อนหินร่วงลงมา ซึ่งมันเป็นเรื่องเยี่ยมสำหรับผม เพราะมันทำให้การแสดงซีเควนซ์นี้ง่ายขึ้นเยอะ ในตอนที่องค์ประกอบทุกอย่างเป็นของจริง แทนที่จะเป็นการจ้องมองลูกเทนนิสบนกรีนสกรีนน่ะครับ”

    นักแสดงหนุ่มกล่าวต่อไปว่า “การถ่ายทำในโลเกชันจริงๆ ทำให้คุณเชื่อในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและสิ่งที่คุณกำลังยิงธนูใส่ ในตอนที่เราอยู่ในอิตาลี เมืองนี้ดูชนบท และให้ความรู้สึกแบบยุโรปตะวันออกมากๆ ไกลออกไป คุณจะมองเห็นเทือกเขาแอลป์และภูมิประเทศที่งดงาม ที่สวยเกินจริง มันตลกมากเพราะผมคิดว่าพวกเขาจะใช้กรีนสกรีน เพื่อแทนวิวสวยๆ ในอิตาลี และเพิ่มแบ็คดร็อปสงครามเข้าไป เพื่อสร้างลุคของโซโคเวียเสียอีกครับ”

    สำหรับอลิซาเบธ โอบสัน การได้เห็นขนาดและสโคปของการถ่ายทำในอิตาลีเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในตอนที่เธอก้าวสู่บทบาทซูเปอร์ฮีโรคนใหม่ “สิ่งที่เป็นข้อได้เปรียบมากที่สุดในการทำงานในกองถ่ายขนาดใหญ่คือในตอนที่คุณก้าวเข้าไปในกองถ่าย พวกเขาสามารถควบคุมสถานที่ทั้งหมดเอาไว้ได้ค่ะ” โอลเซ่นกล่าว “คุณมาครอบครองบ้านเกิดของใครซักคนแล้วทำให้มันดูทรุดโทรม พังยับเยิน ฉันรู้สึกแย่เรื่องนี้ในตอนที่ฉันเห็นคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ผ่านไป แล้วพวกเขาก็มองไปที่ซากปรักหักพังเหมือนว่าเราบ้าไปแล้วน่ะค่ะ”

    “ตอนที่ผมได้เห็นฉากสงครามครั้งสุดท้ายของเราในอิตาลี ผมอึ้งไปเลยและบอกว่า ‘พวก นี่เป็นฉากที่เพอร์เฟ็กต์เลย’ น่ะครับ” จอส วีดอนกล่าวชื่นชม “เรามีสะพานที่เพอร์เฟ็กต์ ซึ่งจำเป็นต่อเรื่องราวของเรา แต่ที่สำคัญกว่านั้น ทุกหนทุกแห่งสวยงามมาก ตรอกซอกซอยที่นี่สวยมากๆ คุณก็เลยมีอิสระที่จะหันกล้องไปทางไหนก็ได้ เราอยากให้มันให้ความรู้สึกวุ่นวายเหมือนคุณอยู่ท่ามกลางสงคราม แต่มันดูเหมือนว่าที่ไหนก็ตามที่ผมตั้งกล้องไว้ ผมสามารถพูดได้ทั้งนั้นว่า ‘ใช่ ถ่ายตรงนั้นเลย’ น่ะครับ”

    ผู้กำกับกล่าวต่อว่า “แล้วมันก็น่าตื่นเต้นสุดๆ ด้วย ผมคิดว่านักแสดงได้ประโยชน์จากเรื่องนี้มาก มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับฮีโรพวกนี้ พวกเขาต้องเจออะไรต่อมิอะไรมากมาย และสิ่งที่ผมอยากจะใส่เข้าไปในหนังเรื่องนี้ก็คือมันจะเป็นงานที่ต่างออกไปจากในภาคแรก มันเป็นสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไปอย่างมาก แต่พวกเขาก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของผู้คน มันไม่ใช่ว่า ‘ฉันเหนือกว่า สู้กันเถอะ!’ แต่มันเป็นว่า ‘มีคนอยู่แถวๆ นี้ พวกเขาเป็นเหตุผลที่เราอยู่กันตรงนี้ เพื่อช่วยพวกเขาไงล่ะ’ น่ะครับ”

    เมื่อทีมงานเสร็จสิ้นภารกิจในอิตาลี พวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังกรุงลอนดอน หนึ่งในฉากแรกๆ ที่พวกเขาถ่ายทำคือฉากขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบอเวนเจอร์ส ทาวเวอร์แห่งใหม่ในนิวยอร์ก ซิตี้

    “ใน ‘The Avengers’ เฮลลิแคร์เรียร์ บริดจ์อาจจะเป็นฉากที่ใหญ่ที่สุดที่ผมเคยเหยียบมา” เควิน ไฟกีกล่าว “ในหนังเรื่องนี้ อเวนเจอร์ส ทาวเวอร์ใหญ่กว่าเยอะครับ ส่วนใหญ่ของหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นที่นั่น มันมีหลายชั้นมากๆ และเปิดกว้างสู่ภายนอก ดังนั้น คุณก็จะได้เห็นนิวยอร์ก ซิตี้ ได้เห็นโรงจอดเครื่องบินสำหรับควินเจ็ทด้วยครับ”

    “เดิมทีจากบท จอสอยากได้พื้นที่กว้างใหญ่เพราะมันมีฉากมากมายที่เราจะถ่ายทำในนั้น และส่วนใหญ่ของเรื่องก็เกิดขึ้นในนั้นด้วย” ผู้ออกแบบงานสร้าง ชาร์ลส์ วู้ดกล่าว “ถ้าคุณถ่ายทำนานกว่า 25 วันในฉากเดิมๆ คุณก็ต้องคิดหาสิ่งแวดล้อมหลายๆ แบบภายในฉากนั้น เราอยากให้มันมีความเชื่อมโยงกัน แต่เราก็ยังอยากที่จะสามารถเดินขึ้นลงได้อิสระ เรามีแพลทฟอร์มการต่อสู้มากมายและมีวิวสวยๆ เหนือนิวยอร์ก นั่นเป็นเหตุผลที่เราสร้างฉากกระจกขนาดใหญ่ตรงด้านหน้า ซึ่งเป็นอะไรที่ดูลื่นไหลจากความโค้งเว้าง่ายๆ เพราะเมื่อเรามองดูแง่มุมด้านวิศวกรรมของมันแล้ว เราก็พยายามจะเสริมองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม แบบที่คุณเห็นในอาคารสมัยใหม่ยุคปัจจุบันเข้าไปครับ”

    ควินเจ็ทเองก็ได้รับการปรับลุคใหม่เพื่อให้เข้ากับโรงจอดเครื่องบินที่ทันสมัยของมันเช่นกัน ควินเจ็ทโฉมใหม่ในครั้งนี้มีลุคแบบทหารมากกว่าและคนขับก็จะได้เห็นสภาพแวดล้อมรอบด้านในตอนบินอีกด้วย การออกแบบกระจกของยานมีที่มาจากค็อกพิทเฮลิคอปเตอร์ที่มีกระจกอยู่ด้านหน้าและด้านล่าง ซึ่งทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความเร็วในตอนที่ควินเจ็ทบินแหวกน่านฟ้า ภายในควินเจ็ทถูกลดทอนให้เหลือพื้นที่ที่คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย โดยมีการกำจัดสิ่งประดับหรูหราต่างๆ เพื่อสร้างลุคที่ดูปราดเปรียวกว่าเดิม

    นอกจากนี้ ทีมนักแสดงยังชื่นชอบการได้ทำงานในสิ่งแวดล้อมจริงๆ ที่มีสเกลยิ่งใหญ่ขนาดนี้ “อเวนเจอร์ส ทาวเวอร์มีขนาดใหญ่มาก และมันก็มีสเกลพอๆ กับการได้อยู่ในคฤหาสน์จริงๆ และรายละเอียดและความคิดที่ทีมงานใช้ไปกับเรื่องนี้จะทำให้คุณทึ่งค่ะ” อลิซาเบธ โอลเซ่นกล่าว “มันเป็นฉากที่เจ๋งที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา และฉันก็ชื่นชอบการได้เปลี่ยนแปลงสถานที่จริงๆ ให้กลายเป็นอีกโลกหนึ่ง และพวกเขาก็ทำงานนี้ได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ค่ะ”

    “มันเป็นฉากที่เหลือเชื่อครับ” คริส เฮมส์เวิร์ธกล่าว “มันเป็นหนึ่งในฉากที่น่าประทับใจที่สุดเท่าที่ผมเคยแสดงมา นี่เป็นบ้านของโทนี่ สตาร์ค ดังนั้น มันก็เลยต้องใหญ่ ไฮเทค และหรูหรา และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ นอกจากนั้น มันยังเป็นฉากแรกที่พวกเราทุกคนถ่ายทำด้วยกัน มันก็เลยเป็นเรื่องยอดเยี่ยมที่ได้ถ่ายทำฉากปาร์ตี้ที่นั่น และพวกเราทุกคนได้มาอยู่รวมกันเพื่อไต่ถามสารทุกข์สุขดิบน่ะครับ”

    ในขณะที่ฉากนี้น่าทึ่ง แต่พื้นของฉากกลับเป็นความท้าทายสำหรับนักแสดงหลังจากซีเควนซ์สตันท์ขนาดใหญ่ “พอผมเดินเข้าไปในฉากเป็นครั้งแรก ผมก็บอกว่า ‘ว้าว มันน่าประทับใจจริงๆ’” โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์กล่าว “แต่พอเราถ่ายทำไปเรื่อยๆ เราไม่ทันนึกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อกระจกข้าวโพดจากซีเควนซ์แอ็กชันร่วงลงบนพื้น มันกลายเป็นเหมือนลานน้ำแข็งในอนาคต ซึ่งเดินได้ลำบากมากๆ พื้นมันดูสวยงามก็จริง แต่มันก็ลื่นมากๆ จนทำให้การเดินบนนั้นเพียงแค่สามก้าวเป็นเรื่องอันตรายและน่าตื่นเต้นครับ แล้วมันก็ทำให้ทุกคนเป็นแดนเซอร์ที่เก่งขึ้นด้วย”

    “อเวนเจอร์ส ทาวเวอร์เป็นหนึ่งในฉากที่สวยที่สุดที่ผมมีโอกาสได้ทำงานด้วย” จอส วีดอนกล่าว “ชาร์ลส์ วู้ดทำงานได้อย่างงดงาม และมันก็เป็นหนึ่งในการออกแบบงานสร้างที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น บางครั้ง มันก็ทำให้ผมคลั่ง เพราะพื้นที่มันกว้างใหญ่มาก และแสงก็กลายเป็นเรื่องธรรมดามากมาย เพราะคุณทำอะไรได้ไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่มันดูยอดเยี่ยมจริงๆ บนแผ่นฟิล์ม และมันก็ทำให้ผมมีทางเลือกมากมายที่ผมสามารถหันกล้องได้ และปล่อยให้ฉากดำเนินไปโดยไม่ต้องคิดหาวิธีว่าจะใช้ลูกเล่นยังไงน่ะครับ”

    นอกจากนี้ ในฉากมหึมานี้เองที่พวกอเวนเจอร์สจะได้เห็นอัลตรอน ผู้พังงานปาร์ตี้ของเหล่าอเวนเจอร์สและระบายความคั่งแค้นใส่พวกเขา เป็นครั้งแรก ฉากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่นักแสดงคนอื่นๆ ได้เข้าฉากกับเจมส์ สเปเดอร์ในบทอัลตรอน “ในตอนที่เจมส์เข้าฉากวันแรก เขาสวมชุดแทร็คกิ้ง ที่มีวงแหวนโลหะและแสงสว่างดวงใหญ่ยักษ์อยู่เหนือหัว เพื่อที่นักแสดงคนอื่นๆ จะได้รู้ว่าพวกเขาควรจะมองไปที่ไหนน่ะครับ” คริส อีวานส์อธิบาย “ถึงแม้ว่าเขาจะดูน่าขันแค่ไหน แต่เขาก็ทรงพลังมากๆ และเขาก็เป็นนักแสดงคนเก่งที่สามารถสะกดสายตาพวกเราได้แม้เขาจะมีรูปลักษณ์แบบนั้นก็เถอะ”

    “สำหรับผม สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในการรับบทอัลตรอนคือตัวละครตัวนี้ทำจากโลหะก็จริง แต่พวกเขาก็ใส่ลักษณะทางใบหน้าบางอย่างของผมเข้าไปในตัวละครตัวนี้ด้วย” สเปเดอร์กล่าว “อัลตรอนมีการพัฒนาขึ้นระหว่างเรื่อง จนถึงจุดที่ว่าแม้ว่าเขาพยายามจะทำตัวให้เหมือนมนุษย์มากกว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น แต่เขากลับขยับเข้าใกล้สิ่งที่เขาตั้งใจจะถอยห่างมากขึ้น เขาใส่ลักษณะท่าทางและการเคลื่อนไหวของมนุษย์ให้กับตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ น่ะครับ นั่นเป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่เราคิดขึ้นระหว่างบทสนทนาครั้งแรกๆ ที่ผมคุยกับจอส ‘ผมจะช่วยอะไรได้บ้าง’ ‘แค่เสียงเหรอ’ เขาบอกผมว่า ‘คุณสามารถช่วยได้เท่าที่คุณแคร์และมากเท่าที่ตารางเวลาของคุณจะเอื้ออำนวย’ ผมก็เลยบอกเขาไปว่า ในตอนที่ผมแสดงหนังหรือทำงานอะไรซักอย่างหนึ่ง ผมจะทุ่มสุดตัวครับ!”

    “ตัวละครอัลตรอนเป็นหนึ่งในครั้งแรกๆ ในหนังเรื่องไหนๆ ก็ตามที่ผมไม่รู้เลยว่าตัวละครตัวนี้จะมีหน้าตายังไงและการแสดงของเขาจะออกมาเป็นยังไง” คริส เฮมส์เวิร์ธบอก “แต่ครั้งแรกที่ผมได้เห็นเจมส์แสดง ทุกอย่างก็เมคเซนส์ บทพูดของเขาลำบากตรงจังหวะและทำนองของมัน นอกจากนี้ เขายังพูดจาแบบประชดประชัน เสียดสี แต่ก็แสดงถึงความฉลาดอย่างมกด้วย มันเป็นส่วนผสมที่งดงาม และผมก็จำได้ว่าครั้งแรกที่เขามากองถ่ายและพูดโมโนล็อกยาวยืด พอเขาพูดจบ เราทุกคนต่างก็ปรบมือและลืมบทพูดของตัวเองไปเลยเพราะเรารู้สึกเหมือนต้องมนต์สะกดในสิ่งที่เขาทำน่ะครับ”

    “ตามปกติแล้ว กับตัวละครแบบนี้ คุณอาจจะใช้แค่ลูกเทนนิสบนสแตนด์ แล้วผู้ช่วยผู้กำกับที่หนึ่งก็จะเป็นคนอ่านไดอะล็อค เพื่อที่คุณจะตอบโต้ได้” มาร์ค รัฟฟาโลกล่าวเสริม “มันน่าทึ่งที่เจมส์พูดไดอะล็อคทั้งหมดของตัวละครตัวนี้เพราะพอคุณดูเขาและได้เห็นตัวละครตัวนี้มีชีวิตขึ้นมา คุณจะรู้สึกเหมือนว่า ‘คุณช่างวิเศษและน่าทึ่งเหลือเกิน’ แทนที่จะเป็น ‘เขาเป็นใคร เขาเป็นผู้ร้ายรึเปล่า เกิดอะไรขึ้น’ เขามีเสน่ห์มาก และคุณก็จะเห็นมิติต่างๆ ที่ทับซ้อนกันอยู่ในการแสดงของเขา ผมคิดว่าเมื่อคุณเริ่มต้นด้วยคนอย่างเจมส์ สเปเดอร์ ทุกอย่างก็ถูกยกระดับอยู่แล้ว และแฟนๆ ก็จะรักตัวละครตัวนี้จริงๆ ครับ”

    งานหลังจากนั้นของทีมผู้สร้างคือการถ่ายทำในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่กองถ่ายอเมริกันขนาดใหญ่ได้ถ่ายทำในนครหลวงแห่งนี้ เกาหลีใต้มีฐานแฟนมาร์เวลที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและผู้ควบคุมงานสร้างหลุยส์ ดิ’ เอสโปซิโตก็บอกว่า “เกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในตลาดระดับบนครับ” เขากล่าวเสริมอีกว่า “ในตอนที่ ‘The Avengers’ เข้าฉายที่นั่น ตลาดก็เปิดออก และมันก็โตขึ้นอย่างรวดเร็วนับแต่นั้นมา เมื่อพิจารณาถึงแนวคิดในการถ่ายทำในโลเกชันและประเทศที่คุณไม่ค่อยจะได้เห็นบนจอเงิน โซลก็เหมาะมากเพราะคุณจะไม่ค่อยได้เห็นเมืองแห่งนี้ในแบบที่หนังเรื่องนี้จะนำเสนอหรอกครับ”

    “โซลเป็นเมืองที่ทันสมัยมากๆ และก็เป็นสังคมที่ถูกผลักดันด้วยเทคโนโลยี พวกเขาชื่นชอบการที่เรามายังเมืองของพวกเขาและนำเสนอแนวคิดนั้นครับ” เควิน ไฟกีกล่าว “พวกเขาเอื้อเฟื้ออย่างเหลือเชื่อและเปิดโอกาสให้เราได้เข้าถึงเมืองและบริเวณต่างๆ ที่ไม่เคยมีใครถ่ายทำมาก่อนด้วยครับ”

    หนึ่งในโลเกชันเช่นนั้นคือสะพานมาโป ซึ่งข้ามแม่น้ำฮันในเกาหลีใต้และเชื่อมต่อระหว่างเขตมาโปและเขตยองดึงโพ สะพานนี้จะเป็นแบ็คดร็อปสำหรับซีเควนซ์ที่กัปตันอเมริกาไล่ตามและปีนขึ้นหลังคารถบรรทุก 18 ล้อจากมอเตอร์ไซค์ของเขา ในการถ่ายทำซีเควนซ์นี้ ทีมงานได้ปิดสะพานที่ยาวหนึ่งไมล์นี้ลง และนี่เป็นครั้งแรกที่สะพานนี้ถูกปิดอย่างสมบูรณ์

    “สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับโซลคือมันมีสะพานอื่นๆ อีกเป็นร้อยในเมืองแห่งนี้และไม่มีสะพานไหนที่มีลักษณะแบบเดียวกันเลย” ผู้กำกับยูนิทที่สอง จอห์น มาฮัฟฟีย์อธิบาย “เราได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกรุงโซล และเราก็พบว่าเราได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำบนสะพานมาโป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นทีเดียว มันเป็นสะพานสิบเลนส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสะพานที่กว้างที่สุดและยาวที่สุดในโซล ซึ่งพวกเขายอมให้เราปิดการจราจรทั้งสองฟากฝั่งของสะพานเพื่อจัดฉากแอ็กชันนี้ ซึ่งวิเศษมากครับ”

    อีกหนึ่งข้อได้เปรียบของกองถ่ายคือการใช้โดรนและรถบังคับด้วยรีโมทเพื่อวางกล้องในตำแหน่งที่ช่างกล้องหรือเฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถทำได้ ทีมงานได้อาศัยความชำนาญของพี่น้องเมนสทรู ปา ซึ่งเป็นแชมป์การบังคับโดรนของเกาหลี และปัคมินคิว ที่เป็นแชมป์การบังคับรถด้วยรีโมทของเกาหลี

    “กล้องโดรนมหัศจรรย์มากค่ะ” ผู้ควบคุมงานสร้างแพทริเซีย วิทเชอร์กล่าว “มันเริ่มจะกลายเป็นเครื่องมือที่เราสามารถใช้ในการถ่ายทำได้เพราะในหลายๆ ประเทศ เราไม่สามารถใช้มันได้เนื่องด้วยกฎด้านความปลอดภัย ประโยชน์ของการใช้โดรนคือคุณสามารถบังคับโดรนให้เข้าใกล้แอ็กชันมากกว่าการใช้เฮลิคอปเตอร์ และมันก็เป็นการแทรกแซงและอันตรายน้อยกว่าด้วย ในหลายๆ แง่มุม มันยืดหยุ่นกว่าและราคาย่อมเยากว่า เมนสทรู ปามีพรสวรรค์มาก และเขาก็สามารถทำทุกอย่างกับโดรนตามที่เราร้องขอค่ะ”

    วิทเชอร์กล่าวต่อว่า “นอกจากนี้ เรายังมีปัคมินคิว ผู้บังคับรถด้วยรีโมท ที่เป็นน้องชายของเขา เขาเป็นคนควบคุมรถที่เราติดกล้องบนนั้น เพื่อที่มันจะแทรกตัวผ่านการจราจร หรือแทรกเข้าไปใต้รถยนต์หรือรถบรรทุกได้ มันทำให้เราสามารถถ่ายทำซีเควนซ์ไล่ล่ากันแบบที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน เขาเป็นคนใจกล้ามากเพราะเขามีกล้องราคาแพงระยับติดตั้งอยู่บนรถบังคับด้วยรีโมท แล้วเขาก็สามารถบังคับมันไปใกล้แอ็กชันมากๆ โดยไม่เคยทำพลาดเลยซักครั้งน่ะค่ะ”

    ทีมงานได้ถ่ายทำในโลเกชันต่างๆ มากมาย รวมถึงดิจิตัล ซิตี้, กังนัม, มหาวิทยาลัยเควัน, สะพานมาโปและบนหลังคาในนัมซาน ในการถ่ายทำซีเควนซ์ต่างๆ เหล่านี้ พวกเขาต้องอาศัยทีมงานจำนวนมหาศาล ซึ่งประกอบไปด้วยชาวเกาหลีและอเมริกัน

    “มีการเตรียมงานร่วมกับชาวเกาหลีมากมายเพราะเราต้องอธิบายให้ทุกคนฟังว่าเราอยากจะทำอะไรและเราจะทำมันได้ยังไง” มาฮัฟฟีย์กล่าว “ไม่เคยมีการถ่ายทำหนังฟอร์มยักษ์ขนาดนี้มาก่อนในเกาหลีใต้ และรายละเอียดของความท้าทายและฉากสตันท์ต่างๆ ที่เราพยายามจะสร้างขึ้นได้ถูกส่งไปให้คนกลุ่มต่างๆ ทั้งชาวบ้าน ตำรวจและรัฐบาล พวกเขาสนับสนุนเราอย่างเต็มที่ และมันก็วิเศษสุดครับ”

    ความสนใจในแบรนด์มาร์เวลปรากฏอย่างชัดเจนในตอนที่คริส อีวานส์มาถ่ายทำฉากของเขา “คริส อีวานส์เป็นดาราดังในเกาหลีใต้ และเขาก็ได้แสดงในหนังเกาหลียอดนิยมเรื่อง ‘Snow Piercer’ ด้วย” เจเรมี แลทแชมกล่าว “พวกเขาเป็นแฟนหนังของเรา ดังนั้น พอเขาไปถึงสนามบิน ก็มีแฟนๆ หลายพันคนที่มาต้อนรับเขา ระหว่างการถ่ายทำในเกาหลีก็เหมือนกัน มีคนหลายพันคนมายืนออกันตามถนนเพื่อดูการถ่ายทำและพวกเขาก็ตื่นเต้นกับมันมาก”

    “ชาวเกาหลีใต้เป็นแฟนที่กระตือรือร้นมากๆ” คริส อีวานส์กล่าว “ผมไม่รู้จักวัฒนธรรมท้องถิ่นมกพอที่จะเข้าใจประวัติศาสตร์ของพวกเขาหรือความเชื่อมโยงกับหนังสือการ์ตูนของพวกเขา แต่หนังมาร์เวลได้รับความนิยมมากที่นี่ นอกจากนี้ การได้อยู่ที่นี่ก็เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมเพราะพวกเขาให้การต้อนรับเราอย่างดี พวกเขาปล่อยให้เรายึดถนนของพวกเขาหลายสัปดาห์และให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการถ่ายทำมากๆ ครับ”

    การถ่ายทำในเกาหลียังมีความหมายอย่างมากต่อนักแสดงชาวเกาหลี คลอเดีย คิม ผู้เติบโตขึ้นในกรุงโซลและรับบทดร.เฮเลน โชในภาพยนตร์เรื่องนี้ “ฉันจำได้ว่าเคยบอกจอส วีดอนไปว่า ไม่ว่าฉันจะได้รับบทนี้หรือไม่ ฉันก็ตื่นเต้นและภูมิใจมากในฐานะชาวเกาหลีที่คุณถ่ายทำในประเทศนี้น่ะค่ะ” คิมกล่าว “ฉันโตขึ้นมาที่นี่และฉันก็จำไม่ได้เลยว่าเคยมีหนังฟอร์มยักษ์ขนาดนี้มาถ่ายทำที่นี่ ฉันคิดว่ามันมีความหมายมากสำหรับเราในฐานะประเทศ เกาหลีมีชื่อเสียงด้านการเจริญเติบโตที่รุดหน้า แต่ฉันรู้สึกว่าเกาหลียังคงพัฒนาอยู่และมันก็เป็นเรื่องยอดเยี่ยมที่ประเทศนี้จะถูกนำเสนอบนแผ่นฟิล์มตลอดกาลใน ‘Avengers: Age of Ultron’ ค่ะ”

    การถ่ายทำฉากสงครามยิ่งใหญ่ตอนท้ายเรื่องเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาพยนตร์มาร์เวลทุกเรื่อง ใน “Avengers: Age of Ultron” ซีเควนซ์สงครามตอนท้ายเรื่องจะถูกถ่ายทำในโลเกชันต่างๆ รวมถึงอิตาลีและโลเกชันนอกกรุงลอนดอน การหาโลเกชันรอบๆ ลอนดอนที่น่าจะถูกใช้แทนถนนที่ถูกเผาไหม้ด้วยเพลิงสงครามของโซโคเวีย ไม่ใช้งานที่ง่ายดายสำหรับทีมงานเลย เพราะมันต้องอาศัยพื้นที่กลางแจ้งขนาดใหญ่ ที่สามารถรองรับกองถ่ายทั้งหมดได้นานสามสัปดาห์และปลอดภัยจากบรรดาปาปาราซซี และพวกเขาก็โชคดีเมื่อได้พบสถานที่ของรัฐบาลที่มีทุกอย่างตามที่พวกเขาต้องการ

    “ผมคิดว่าเราสามารถบอกได้ว่านี่อาจจะเป็นหนึ่งในโลเกชันที่ดีที่สุดที่เคยมีการถ่ายทำมา” หลุยส์ ดิ’ เอสโปซิโตกล่าว “มันมีหอคอยขนาดใหญ่ห้าแห่งภายในพื้นที่ขนาดใหญ่ผืนเดียว มันเป็นสถานที่ที่เราตกแต่งเสียใหม่ด้วยความช่วยเหลือจากทีมออกแบบงานสร้างของเราและเปลี่ยนมันให้เป็นโซโคเวียที่เราถ่ายทำในอิตาลี ทั้งรถ ป้ายสัญญาณ การตกแต่งฉากช่วยสร้างความรู้สึกแบบยุโรปตะวันออกแท้ๆ ผู้ออกแบบงานสร้างชาร์ลส์ วู้ดได้สร้างโบสถ์ที่วิเศษสุดขึ้นมา และเราก็สามารถบังคับโดรนขึ้นลงตามฉากเพื่อบันทึกภาพทุกมุมได้ครับ”

    เจเรมี แลทแชมกล่าวเสริมว่า “ฉากนี้มีสเกลใหญ่มาก และเราก็สามารถเข้าถึงได้ทุกอย่าง ดังนั้น เราก็เลยส่งนักวาดภาพสตอรีบอร์ด ส่งทีมวิชวล เอฟเฟ็กต์ไปสร้างฉากนี้ขึ้นในคอมพิวเตอร์และเราก็รู้ว่ากล้องไปที่ไหนได้บ้าง ซึ่งก็คือที่ที่ระเบิดจะเกิดขึ้น และเราก็เริ่มประกอบซีเควนซ์นี้ให้เป็นรูปเป็นร่างในตอนที่เราเริ่มต้นการถ่ายทำนาน 17 วันของเรา มันมีแอ็กชัน ฉากสตันท์และความตื่นเต้น มันเป็นผืนผ้าใบชั้นเยี่ยมสำหรับการบอกเล่าเรื่องราวอเวนเจอร์สที่ยิ่งใหญ่นี้ครับ”

    “สถานที่แห่งนี้เป็นโลเกชันที่มีอยู่จริง ที่เหมาะอย่างยิ่งกับลุคแบบโพสต์คอมมิวนิสต์ที่เราพบในบางพื้นที่ของอิตาลี” ผู้ออกแบบงานสร้างชาร์ลส์ วู้ดกล่าว “จอสเป็นคนยืดหยุ่นมากๆ และเราก็รู้ว่าเราต้องการองค์ประกอบบางอย่าง เช่นสะพาน โบสถ์และตลาดกลางจัตุรัส และเราก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าที่นี่เวิร์คมากๆ ซึ่งมันทำให้เรามีพื้นที่สำหรับแอ็กชันในหนังเรื่องนี้ ที่เราหาไม่ได้จากโลเกชันอื่นน่ะครับ”

    สำหรับผู้กำกับวีดอน ฉากนี้เป็นทุกอย่างที่เขาคาดหวังในตอนที่เขาเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ “เราสามารถสร้างความรู้สึกที่แท้จริงของชุมชนขึ้นมาได้ในกองถ่าย ทีมงานทุกคนช่างน่าทึ่งและโบสถ์ที่ชาร์ลส์ วู้ดสร้างขึ้นก็ช่างงดงาม การถ่ายทำพวกอเวนเจอร์สในโบสถ์แห่งนั้นเป็นภาพที่ถอดออกมาจากการ์ตูนที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยถ่ายทำมา และทุกคนก็ยอดเยี่ยมมาก ทีมสตันท์และนักแสดงต่างก็นำอะไรมาสู่ฉากนี้มากมาย มันเป็นลุคที่ต่างจากที่ผมเคยชินและเมื่อคุณได้เห็นพวกเขาทั้งกลุ่มต่อสู้ มันก็ทำให้เกิดภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจและน่าตื่นเต้นครับ”

    “ฉากสุดท้ายของหนังเรื่องนี้ยิ่งใหญ่กว่าฉากไหนๆ ที่เราเคยสร้างกันมาที่มาร์เวล สตูดิโอส์และจะทำให้ฉากสุดท้ายของภาคแรกดูด้อยไปเลย” เควิน ไฟกีบอก “เราหวังว่ามันจะทำให้ผู้ชมตื่นเต้น แต่เราก็ระมัดระวังในการสร้างความรู้สึกที่ว่าการทำให้มันยิ่งใหญ่ขึ้นคือเป้าหมายของเรา เพราะมาถึงจุดๆ หนึ่ง คุณก็ไม่สามารถทำให้มันยิ่งใหญ่ไปกว่าเดิมได้อีกแล้ว และเราก็คิดว่าเราทำไม่ได้แล้วเหมือนกัน เราก็เลยทุ่มเทเวลาให้กับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครและพัฒนาการเรื่องราว ซึ่งกินเวลาของเรื่องไปมากพอสมควร แต่ 10% สุดท้ายของหนังคือตอนจบแบบที่ผมคิดว่าไม่เคยมีใครเห็นในหนังมาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างเหลือเชื่อครับ”

    ฮัลค์และอัลตรอน
    เมื่อกลับสู่ลอนดอน ขณะที่ทีมงานตะลุยทำงานตามตารางการถ่ายทำ ทีมผู้สสร้างก็เริ่มต้นเนรมิตชีวิตให้กับฮัลค์และอัลตรอนบนหน้าจอ

    “แอนดี้ เซอร์คิสมีบริษัทที่ชื่อว่าอิเมจิเนเรียม ซึ่งตั้งอยู่ที่ลอนดอน” เจเรมี แลทแชมบอก “มันเป็นบริษัทโมชันแคปเจอร์ขนาดใหญ่ และเป้าหมายของพวกเขาคือการพัฒนาศิลปะโมชัน แคปเจอร์ให้เป็นศิลปะภาพยนตร์ ซึ่งมันเป็นอะไรที่เหลือเชื่อทีเดียว และพวกเขาก็ทำงานที่ไฮเทคมากๆ เราเริ่มต้นร่วมงานกับพวกเขาและมาร์ค รัฟฟาโลกับเจมส์ สเปเดอร์ เพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่ก้าวไปไกลกว่าเดิมครับ”

    “แอนดี้ เซอร์คิสได้แสดงและพัฒนาเทคโนโลยีเพอร์ฟอร์แมนซ์ แคปเจอร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันยังอยู่ในขั้นตอนก่อร่างสร้างตัวครับ” จอส วีดอนกล่าว “ตอนนี้ มันอาศัยการแสดงมากขึ้น และก็ดูเหมือนว่าแอนดี้จะข้องเกี่ยวกับมันมาตั้งแต่ต้น เขามีคุณค่าอย่างมาก ไม่ใช่เพียงแต่ด้วยแง่มุมเทคนิคเท่านั้น แต่สำหรับนักแสดงที่ทำงานในหนังเรื่องนี้ด้วย เขามีประโยชน์อย่างมากในแง่ที่ว่าเราจะนำสิ่งที่เราทำในฐานะนักแสดงใส่เข้าไปในตัวละครตัวนี้ได้อย่างไร ซึ่งตอนแรก ผมไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เลยครับ”

    มาร์ค รัฟฟาโลอธิบายว่าเทคโนโลยีใหม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการแสดงของเขาในบทฮัลค์อย่างไร “ความยุ่งยากกับเทคโนโลยีนี้ใน Avengers ภาคแรกคือมันเป็นที่ที่คุณสามารถบันทึกภาพการเคลื่อนไหวได้ แต่คุณก็ต้องบันทึกภาพใบหน้าแยกต่างหาก ซึ่งทำให้คุณไม่สามารถขยับร่างกายได้ในตอนที่คุณแสดง ซึ่งสำหรับผมแล้ว มันเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากในตอนที่ผมต้องแสดงบทที่ต้องใช้ร่างกายอย่างฮัลค์” มาร์ค รัฟฟาโลอธิบาย “มันช่วยได้มากถ้าคุณได้ขยับร่างกายไปด้วย ในภาคแรก ผมก็เลยรู้สึกหงุดหงิดจริงๆ แม้ว่าเราจะใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในคราวที่แล้ว แต่มันก็ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาอยู่ ผมก็เลยต้องแสดงฉากฮัลค์ซัดกับโลกิตรงมุมห้องเก็บสี และต้องวิ่งจากฉากหนึ่งไปยังอีกฉากหนึ่งเพื่อแสดงต่อน่ะครับ”

    นักแสดงหนุ่มกล่าวต่ออีกว่า “ในช่วงเวลาหลังจากนั้น เทคโนโลยีได้พัฒนาแบบก้าวกระโดดในแง่ที่ว่าคุณสามารถบันทึกภาพใบหน้าได้พร้อมๆ กับที่บันทึกการเคลื่อนไหว ดังนั้น คุณก็เลยจะได้ภาพที่รวมกันของร่างกาย ใบหน้าและคุณลักษณะทางกายอื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน มันเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อน ศักดิ์สิทธิ์และคุ้มค่าพอๆ กับอย่างอื่นที่เราทำในกองถ่าย ผมพบว่ามันเป็นพรมแดนใหม่ที่น่าตื่นเต้นสำหรับนักแสดง เพราะเราไม่ได้ถูกผูกมัดด้วยร่างกายของเราอีกต่อไปแล้วครับ”

    สำหรับแอนดี้ เซอร์คิส ทุกอย่างเป็นการทำงานตามปกติ “อิเมจิเนเรียมเป็นบริษัทสร้างภาพดิจิตอล ที่ใช้เพอร์ฟอร์แมนซ์ แคปเจอร์และสิ่งหนึ่งที่เราทำคือเราให้คำปรึกษา คำแนะนำกับนักแสดง ผู้กำกับและทีมงานสร้าง ในเรื่องของการสร้างตัวละครดิจิตอล” เซอร์คิสกล่าว “มาร์ค รัฟฟาโลกระตือรือร้นในการเข้ามาร่วมงานกับเรา และหาวิธีที่จะใส่เอาเพอร์ฟอร์แมนซ์ แคปเจอร์เข้าไปในเรื่องมากขึ้น ฮัลค์เป็นตัวละครที่คึกคักมากๆ และมันก็เป็นความท้าทายอย่างแท้จริง เขาไม่ได้ซุ่มซ่อนตัว และเป็นตัวละครที่ค่อนข้างมีสีสันครับ”

    สำหรับซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ คริสโตเฟอร์ ทาวน์เซนด์ เทคโนโลยีนี้เป็นประโยชน์ต่อทีมของเขาอย่างยิ่ง “สิ่งที่เราพยายามจะทำกับฮัลค์ในหนังเรื่องนี้คือพยายามผลักดันเขาไปอีกระดับหนึ่งในแง่ของความสมจริงและผมก็ต้องการจะสร้างตัวละครที่ผู้ชมจะเชื่อและเห็นอกเห็นใจได้จริงๆ” ทาวน์เซนด์กล่าว “สำหรับการแสดงของมาร์คและการกำกับของจอส มันมีช่วงเวลามากมายที่เราจะได้สัมผัสกับความรู้สึกของเขาและผมคิดว่ามันเป็นเรื่องเยี่ยมจริงๆ ในการทำให้มันเวิร์ค คุณต้องเชื่อในตัวละครที่คุณเห็นบนหน้าจอจริงๆ ครับ”

    สำหรับเจมส์ สเปเดอร์ ในบท อัลตรอน ประสบการณ์โมชัน แคปเจอร์ เป็นเรื่องใหม่และน่าหวั่นใจ แต่นักแสดงมากพรสวรรค์คนนี้ก็พร้อมรับความท้าทาย “ครั้งแรกที่ผมเข้าสตูดิโอไปถ่ายทำโมแคป พวกเขาให้ผมใส่ชุด และให้ผมเคลื่อนไหวด้วยท่าทางต่างๆ ที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งพวกเขาจะบันทึกภาพไว้ด้วยเซ็นเซอร์และจุดบอกตำแหน่งที่ติดรอบตัวผม และก็จะมีกล้องบันทึกภาพต่างๆ ตั้งรายล้อมตัวผม หลังจากนั้น พวกเขาก็จะถ่ายข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ และภายใน 10 นาที ภาพหยาบๆ ของอัลตรอน ตัวละครของผม ก็จะปรากฏบนมอนิเตอร์ตรงหน้าผม การเคลื่อนไหวทุกอย่างของผมจะถูกถ่ายทอดสดลงไปในตัวละครตรงหน้าผม วันถัดไป ผมก็เข้าไปถ่ายทำตามกระบวนการนั้น ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าผมทำอะไรอยู่และผมก็ทึ่งกับมันมาก แต่มันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น และสนุกมากๆ”

    สเปเดอร์กล่าวเสริมว่า “แต่พอผมกลับมาอีกหนึ่งเดือนให้หลังเพื่อถ่ายทำ ผมก็รู้ว่าผมจะได้เจอกับอะไร ผมไม่ได้เพียงแต่ทำตามกระบวนการนั้นเท่านั้น แต่ผมสามารถออกความคิดเห็นว่าผมอยากจะทำอะไรและผมก็สามารถช่วยจอส วีดอนได้ดีที่สุดด้วยการพยายามเนรมิตชีวิตให้กับตัวละครตัวนี้ครับ”

    เครื่องแต่งกาย
    อเล็กซานดรา ไบรน์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ได้กลับมาสู่โลกมาร์เวล เพื่อจัดหาเครื่องแต่งกายให้เหล่าอเวนเจอร์สอีกครั้ง แต่ประสบการณ์ครั้งนี้นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ สำหรับผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ผู้คร่ำหวอดในวงการผู้นี้ “ฉันคงต้องบอกว่าความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหนังเรื่องนี้คือจำนวนซูเปอร์ฮีโรค่ะ” ไบรน์กล่าว “การสร้างลุคที่ใช่ การทำให้ชุดคอสตูมเวิร์ค จำนวนที่เราต้องทำซ้ำขึ้นมา และต้องรู้ว่าใครแสดงแทนใคร มีฉากสตันท์มากแค่ไหน ทุกอย่างซับซ้อนจริงๆ ค่ะ”

    ไบรน์กล่าวเสริมอีกว่า “นอกจากนี้ พวกเขายังถ่ายทำในหลายทวีป มันก็เลยมีเรื่องของการขนส่งเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ฉันก็มีทีมงานที่เยี่ยมที่สุด การแจกจ่ายงานก็เลยเป็นไปได้เรียบร้อย เพียงแต่การถ่ายทำต่างประเทศมากๆ แบบนี้ก็ทำให้เราต้องทำงานอย่างหนักค่ะ”

    แต่อย่างที่ไบรน์บอก การสร้างซีเควลก็มีข้อได้เปรียบเช่นกัน “ความสุขในการได้กลับมาสู่โปรเจ็กต์เดิมคือคุณสามารถต่อยอดจากสิ่งที่คุณเคยเรียนรู้มาแล้วได้ ยกตัวอย่างเช่น ธอร์มีชุดที่อลังการ ไม่ใช่แค่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ มันต้องอาศัยกลไก มีการเคลื่อนไหวมากมาย มีงานเหล็กเข้ามาเกี่ยวข้อง เหล็กไม่โค้งงอ แล้วคุณจะทำให้มันเป็นไปตามที่คุณต้องการยังไง นี่เป็นการทำงานกับธอร์ครั้งที่สามของฉันและฉันคิดว่าคริสดูดีทีเดียวนะคะ”

    ในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Avengers: Age of Ultron” ผู้ชมจะได้เห็นธอร์ในชุดปาร์ตี้เป็นครั้งแรก ไบรน์พูดถึงแนวทางในการหาชุดท่องราตรีของเขาว่า “คริส เฮมส์เวิร์ธรู้จักตัวละครตัวนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง เขาคือธอร์ค่ะ เราก็เลยคุยกัน ลองพิจารณาชุดต่างๆ แล้วเขาก็ลองบางชุดที่ฉันซื้อมา เราอยากให้มันมีองค์ประกอบของธอร์ แต่ก็เป็นเสื้อผ้าธรรมดา มันจะต้องมีความย้อนแย้งค่ะ ถ้าคุณให้ธอร์สวมชุดตามธีม เขาก็จะดูเหมือนแต่งชุดแฟนซีเพราะเขาเป็นตัวละครที่คนรู้จักกันดี ดังนั้น ประเด็นก็อยู่ที่การหาเสื้อผ้าที่เข้ากับรูปร่างของคริส เขาอยากได้กางเกงยีนส์ เราก็เลยคิดกันว่าอะไรที่จะเวิร์คกับยีนส์ เราอยากได้แจ็คเก็ต แล้วมันจะพัฒนาต่อยังไงได้ เราถ่วงดุลด้วยการใช้เสื้อโค้ทกับเสื้อยืดแบบสบายๆ เพื่อให้มันดูย้อนแย้งกันเองน่ะค่ะ”

    ครั้งนี้ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ต้องการลุคที่เลิศหรูกว่าสำหรับโทนี่ สตาร์คและไบรน์ก็อธิบายว่าพวกเขาพิจารณาคำขอนั้นอย่างไร “แทนที่จะใช้ชุดสูท เราสั่งตัดเสื้อผ้าจากซาวิล โรว์ เราต้องวัดตัวและลองใส่ชุดห้าครั้ง มันเป็นงานหนักทีเดียว แต่มันก็เป็นข้อดีของการอยู่ในลอนดอนค่ะ”

    หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงเรื่องเสื้อผ้าที่น่าสนใจและคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยจริงๆ มากที่สุดคือกางเกงยืดสำหรับฮัลค์ ผู้ควบคุมงานสร้างเจเรมี แลทแชมกล่าวถึงการเปลี่ยนชุดของฮัลค์ว่า “แบนเนอร์กลัวการเป็นฮัลค์เพราะเขารู้ว่าในตอนที่เขาเป็นฮัลค์ อาจเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นได้ แต่เขาก็รู้ว่าฮัลค์เป็นฮีโร เขาก็เลยยอม แต่สิ่งหนึ่งที่น่ารำคาญเกี่ยวกับการเป็นฮัลค์คือในตอนที่คุณแปลงร่าง เสื้อผ้าคุณจะขาดกระจุย ซึ่งอาจเป็นเรื่องน่าขายหน่าได้ ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่เราเสริมเข้าไปคือการที่แบนเนอร์จะสวมกางเกงยืดไว้ข้างในเสมอ มันจะรัดรูปแบนเนอร์เหมือนกับกางเกงไมโครไฟเบอร์ไฮเทค ที่มันจะยืดไปตามรูปร่างของเขา ตอนนี้ เขามียูนิฟอร์มเหมาะๆ ที่เขาจะสวมได้ทั้งตอนที่เป็นฮัลค์และแบนเนอร์แล้ว ซึ่งทำให้เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นตอนเขาเป็นฮัลค์ลดน้อยลงค่ะ”

    ฮอวค์อายได้เสื้อโค้ทตัวใหม่ ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ และมีการปรับโฉมหน้าของเขาด้วยเช่นกัน “ตอนที่หนังเรื่องนี้เปิดเรื่องขึ้นมา พวกอเวนเจอร์สกำลังสู่ในป่าที่ปกคลุมไปด้วยหิมะและฮอว์คอายก็อยู่ในยูนิฟอร์มคลาสสิกที่เราเห็นในภาคแรก แต่เราก็อยากเปลี่ยนมันไปนิดๆ เราก็เลยออกแบบเกราะใหม่นิดหน่อย เพิ่มแขนเสื้อให้กับเขา และทำให้รูปทรงของชุดเปลี่ยนไป” เจเรมี แลทแชมกล่าว “ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายของเรา อเล็กซ์ ไบรน์และไรอัน เมนเนอร์ดิง นักวาดาพคอนเซ็ปต์ของเราได้ร่วมมือกันสร้างเส้นสายเจ๋งๆ ให้กับเสื้อโค้ทของเขาด้วยครับ”

    ไบรน์ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ในการออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับสองตัวละครใหม่ วันดา (อลิซาเบธ โอลเซ่น) และปิเอโทร แม็กซิมอฟฟ์ (แอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสัน) ไบรน์บอกว่า “สำหรับทั้งปิเอโทรและวันดา ประเด็นคือเราอยากให้พวกเขาเริ่มต้นในโซโคเวีย ในยุโรปตะวันออก และเราต้องเชื่อว่าพวกเขาเป็นเด็กกำพร้าที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น แล้วเราค่อยปรับพวกเขาให้มีลุคแบบซูเปอร์ฮีโร มันก็เลยมีพื้นฐานของลุคซูเปอร์ฮีโรในชุดธรรมดาๆ ของพวกเขา และมีการปรับเปลี่ยนค่ะ”

    ไบรน์กล่าวเสริมว่า “สำหรับวันดา ฉันดูแฟชันยุโรปตะวันออกและเสื้อผ้าของท้องถิ่นต่างๆ มันเป็นการผสมผสานที่น่าสนใจระหว่างเสื้อผ้าธรรมดาและซูเปอร์ฮีโร และมันก็แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวละครตัวนี้ด้วยค่ะ”

    สำหรับปิเอโทรหรือควิกซิลเวอร์ ทุกอย่างเป็นเรื่องของความเร็วและการลู่ไปตามลม ดังนั้น การออกแบบเครื่องแต่งกายของเขาก็จำเป็นต้องสะท้อนถึงเรื่องนั้น “แอรอนมีรูปร่างที่น่าทึ่ง และลักษณะการเคลื่อนไหวของเขาก็พลิ้วไหวและงดงามอย่างเหลือเชื่อ เขาสง่ามากๆ คุณก็เลยสามารถเล่นกับเส้นสายของร่างกายเขาได้ค่ะ”

    อย่างที่จอส วีดอนสรุปว่า “เครื่องแต่งกายในหนังซูเปอร์ฮีโรถ้าไม่รุ่งก็ร่วงครับ ในบางครั้ง เราไม่อยากจะปรับเปลี่ยนอะไร เพราะเราก็ชอบในสิ่งที่เราชอบ แต่เครื่องแต่งกายทั้งหมดก็เปลี่ยนแปลงไปในหนังแต่ละเรื่อง โดยทั่วไปแล้ว เราแค่อยากจะเห็นอะไรใหม่ๆ บ้าง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ยังอยากรู้ว่าพวกเขาเป็นใครด้วยครับ”

    อุปกรณ์ประกอบฉาก
    ในการพบกันครั้งแรกของแบร์รี กิ๊บส์ ผู้จัดหาอุปกรณ์ประกอบฉากและผู้กำกับจอส วีดอน วีดอนได้พูดถึงความต้องการของเขาในการปรับอุปกรณ์ประกอบฉากและอาวุธของเหล่าอเวนเจอร์ส “จอสอยากให้เหมือนกับว่าโทนี่ สตาร์คหรือสตาร์ค อินดัสทรีส์มาใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ กับอาวุธเก่าน่ะครับ” กิ๊บส์กล่าว “ดังนั้น แม้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลากับของเก่า เขาก็ผลักดันมันไปอีกระดับ ซึ่งส่งผลต่อหลายสิ่งหลายอย่างเช่นโล่ของกัปตัน ธนูของฮอว์คอายและอาวุธบางชิ้นของแบล็ควิโดว์น่ะครับ”

    โล่ของกัปตันอเมริกาได้รับการอัพเกรดเป็นพิเศษ เพราะตอนนี้ เขาสามารถเรียกมันกลับมาหาเขาได้แล้ว เหมือนกับชุดของไอรอนแมน กิ๊บส์อธิบาย “แทนที่จะมีมือจับสองอันด้านหลัง มันก็จะมีแม่เหล็กติดอยู่กับถุงมือ ซึ่งทำให้มันดูเจ๋งทีเดียว มีหลายฉากในหนังเรื่องนี้ที่กัปตันยกมือขึ้นแล้วเรียกโล่ของเขามา เหมือนกับตอนที่ไอรอนแมนเรียกชุดของเขาน่ะครับ”

    อุปกรณ์ยิงธนูของฮอว์คอายก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้นด้วยเช่นกัน “ในตอนแรก เราปรับคันธนูครับ” กิ๊บส์บอก “ทุกคนชอบธนูคันนั้น แต่ด้วยความที่มันเป็นสีดำ มันก็เลยกลืนไปกับแบ็คกราวน์ เราก็ใช้สีแดงเข้มที่จะกลืนไปกับชุด ซัพพลายเออร์คนหนึ่งของเราจัดหาธนูรุ่นใหม่ล่าสุดของพวกเขาให้เรา และพวกเขาก็ยินดีให้เราปรับเปลี่ยนมันในสไตล์เดียวกัน ดับงนั้น ฮอว์คอายก็เลยทำแบบเดิม ซึ่งก็คือถือธนูคันเล็ก แล้วพอโก่งคันธนูออก มันก็กลายเป็นเวอร์ชันที่ใหญ่ขึ้นมา เราปรับโครงร่างมันเล็กน้อยแล้วเสริมแต่งอะไรหลายๆ อย่างเข้าไป ตอนนี้ มันมีเครื่องมือในการมองอินฟาเรด และคลื่นโซนิค แต่มันก็ยังมีปุ่มไว้เลือกว่าจะใช้หัวลูกศรแบบไหนเหมือนเดิมครับ”

    เจเรมี แลทแชม เล่าถึงสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นกับกระบอกลูกธนูของฮอว์คอายในครั้งนี้ว่า “อีกหนึ่งสิ่งเจ๋งๆ ที่เราเปลี่ยนแปลงคือกระบอกลูกธนูของฮอว์คอาย ซึ่งจะมีความเป็นอัตโนมัติ และโหลดได้เร็วกว่า และสามารถเก็บลูกธนูได้เก้าดอก มันทำให้เขาสามารถคว้าลูกธนูได้อย่างรวดเร็วเพราะมันจะโหลดลูกธนูให้เขาหนึ่งดอกเสมอ มันเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่โทนี่ให้กับเขา และเราก็มักจะเล่นเกมกันว่าเราอยากจะเพิ่มจำนวนลูกธนูที่เขาสามารถแบกไปด้วยในแต่ละครั้งมากแค่ไหน เพื่อทำให้แน่ใจว่ามันจะสมจริงน่ะครับ”

    หัวลูกศรทั้งหมดเป็นเรื่องใหม่สำหรับภาพยนตร์มาร์เวล “Avengers” Age of Ultron” “เรามีลูกธนูธรรมดา ลูกธนูกระสุน ลูกธนูระเบิด ลูกธนูกรด ลูกธนูตาข่ายและลูกธนูสะกดจิต” กิ๊บส์บอก

    กิ๊บส์และทีมงานรวบรวมฟีดแบ็คจากนักแสดงเพื่อฟังว่าสิ่งต่างๆ เวิร์คหรือไม่ หรือว่าพวกเขาอยากได้อาวุธที่เบากว่า หนักกว่าหรือสมดุลกว่านี้รึเปล่า กิ๊บส์เล่าว่า “ยกตัวอย่างเช่น กับเจเรมี เราเปลี่ยนธนูให้เขาเพราะมีซีเควนซ์หนึ่งที่เขาอยากจะสู้และแม้ว่าตัวโครงธนูจะทำจากอะลูมิเนียม เราก็เปลี่ยนมันให้มีส่วนที่เป็นยาง เพื่อที่เวลาเขาสะบัดมันไปรอบๆ มันจะไม่ทำให้ข้อมือเขาหักน่ะครับ”

    คริส อีวานส์ชื่นชอบการใช้โล่กัปตันอเมริกาเวอร์ชันที่เบาที่สุด เพื่อที่มันจะได้ไม่ขัดขวางการแสดงของเขา “เราต้องทดลองและเปลี่ยนจากวัสดุบางอย่างที่คล้ายๆ กับยางอ่อน แต่หนักกว่า ซึ่งเขาไม่ชอบ ไปเป็นโฟมบิสกิตที่เขาชอบแต่ไม่ทนทาน” กิ๊บส์บอก “มันก็เลยมีตัวเลือกหลายอย่างครับ” โดยรวมแล้วมีการใช้โล่กัปตันอเมริกาทั้งหมดห้าแบบในการถ่ายทำ ซึ่งได้แก่แบบฮีโร แบบฮีโรไลท์เวท แบบคงทน แบบโฟมบิสกิตและแบบยาง

    แบล็ควิโดว์มีกระบองใหม่ ที่มีเค้าโครงจากแท่งเอสครีมา กิ๊บส์พูดถึงมันว่า “ตอนนี้ สไตล์การต่อสู้ของเธอจะออกไปทางศิลปะการต่อสู้มากขึ้น แต่จะใช้แท่งสองแท่ง ที่มีกระแสไฟฟ้าชาร์จอยู่เหมือนพวกเหล็กไน ในตอนที่เธอออกอาวุธ ไม่เพียงแต่เธอจะตีคุณเท่านั้น แต่คุณยังจะถูกไฟช็อตด้วย ซึ่งเทคโนโลยีนี้เกิดขึ้นได้เพราะโทนี่ สตาร์ค ดังนั้น ไอเดียของเราคือเขาชาร์จพลังให้เธอแบบเทอร์โบครับ”

    มีนักแสดงบางคนที่อยากจะร่วมมือกับแผนกอุปกรณ์และมีข้อเสนอแนะด้วยเช่นกัน โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ก็เป็นหนึ่งในนั้น “โรเบิร์ตมักจะคิดไอเดียต่างๆ ขึ้นมาได้ เขามีข้อเสนอแนะเยี่ยมๆ เสมอ เขาอยากจะเล่นกับอุปกรณ์ประกอบฉาก และเราก็พยายามตอบสนองเขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราทำได้ครับ” กิ๊บส์บอก

    MARVEL’S “AVENGERS: AGE OF ULTRON”: รวมพลัง & เตรียมพร้อม
    เมื่อสงครามครั้งสุดท้ายยุติลง ทีมงานก็เดินหน้าถ่ายทำวันท้ายๆ ที่เหลืออยู่ในลอนดอน ก่อนจะปิดกล้องในวันที่ 5 สิงหาคม ปี 2014 ทีมงานและนักแสดงเล่าถึงประสบการณ์และสิ่งที่ผู้ชมจะคาดหวังได้จากภาพยนตร์มาร์เวล “Avengers: Age of Ultron”

    “ผมหวังว่าพวกเขาจะร้องอุทานว่า ‘ว้าว’ หลังจากดูหนังเรื่องนี้” โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์บอก “ในตอนที่คุณมีหนังฟอร์มยักษ์แบบนี้ มันก็มีความคาดหวังสูง ผมหวังว่าพวกเขาจะรู้สึกดีกับหนังเรื่องนี้เหมือนกับตอนที่พวกเขาไปดู ‘Iron Man 3’ หรือตอนที่พวกเขาได้ดู ‘Captain America’ หรือ ‘Thor’ ภาคล่าสุด และรู้สึกว่ามีอะไรต้องทำและต้องพูดอีกเยอะ หนังเรื่องนี้สนุกมากและให้ข้อคิดอย่างเหลือเชื่อ มันมีธีมที่ยอดเยี่ยม มีตัวละครใหม่ๆ เอาเป็นว่าผมยอมรับในหนังเรื่องนี้ครับ”

    คริส เฮมส์เวิร์ธบอกว่า ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Avengers: Age of Ultron” จะยกระดับประสบการณ์การชมภาพยนตร์สำหรับผู้ชมอย่างแน่นอน เขาอธิบายเหตุผลว่า “เราได้ไปตามโลเกชันต่างๆ มากกว่าที่เราเคยไปมา และใช้พื้นที่มากกว่าเดิม ดังนั้น มันก็จะเป็นการผสมผสานโลเกชัน สไตล์และภาพแบบต่างๆ มากกว่าเดิม ทุกอย่างถูกเร่งเครื่องขึ้น แม้แต่ความซับซ้อนของเรื่องก็มากขึ้น และเราก็ได้เห็นตัวละครพวกนี้พัฒนาขึ้นในหนังของตัวเอง มาตอนนี้ การได้เห็นพวกเขามารวมตัวกันเป็นครั้งที่สองก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นทีเดียวครับ”

    “หนังอเวนเจอร์สเป็นเสาหลักในโลกภาพยนตร์ของเรา” เควิน ไฟกีบอก “สโคปของหนังเรื่องนี้ยิ่งใหญ่มาก ตั้งแต่การถ่ายทำที่ปราสาทโดเวอร์ในอังกฤษ ไปจนถึงย่านดาวน์ทาวน์ในโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศเซาธ์แอฟริกา จากอาคารขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของอิตาลี ไปจนถึงการได้เป็นหนังฮอลลีวูดเรื่องแรกที่ได้ถ่ายทำตามท้องถนนของกรุงโซลในประเทศเกาหลีใต้ เมื่อบวกกับฉากและงานซาวน์สเตจที่น่าทึ่งเข้าไป ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังมาร์เวลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีการสร้างมาจนถึงตอนนี้ ความตั้งใจของเราคือการสร้างหนังมาร์เวลที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่เคยมีกรสร้างมา ผู้ชมจะเป็นคนตัดสินครับ แต่เราตื่นเต้นอย่างเหลือเชื่อกับหนังเรื่องนี้”

    วีดอนกล่าวสรุปถึงสิ่งที่ผู้ชมสามารถคาดหวังได้ว่า “สิ่งที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับคนที่แตกต่างกลุ่มนี้มารวมตัวกันคือเรารู้ว่าไม่มีอะไรยั่งยืน ทุกอย่างมีด้านมืดทั้งนั้น มันจะมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าภาคแรก น่ากลัวกว่า แสบสันต์กว่า แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็มีคุณค่าเหมือนเดิม มีตัวละครที่พิเศษสุดเหมือนเดิม และอารมณ์ขันมากมาย และใช่ครับ มันอาจจะมีการชกต่อยกันบ้าง”

    ประวัตินักแสดง

    โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (โทนี่ สตาร์ค/ไอรอนแมน)
    ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ครั้งล่าสุดในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากผลงานของเขาในคอเมดีฮิตโดยเบน สติลเลอร์เรื่อง “Tropic Thunder” การแสดงของเขาในบทเคิร์ค ลาซารัส นักแสดงผิวขาวชาวออสเตรเลียที่รับบทตัวละครผิวดำชาวอเมริกัน ยังทำให้เขาได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ รางวัลบาฟตา อวอร์ดและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดอีกด้วย นอกจากนี้ เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ครั้งแรกในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากบทชาร์ลีย์ แชปลินในภาพยนตร์อัตชีวประวัติชื่อดังโดยริชาร์ด แอทเทนโบโรห์ปี 1992 เรื่อง “Chaplin” ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลบาฟตา อวอร์ดและรางวัลนักวิจารณ์ภาพยนตร์ลอนดอนและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ

    ล่าสุด เขาได้แสดงในภาพยนตร์โดยเดวิด ด็อบคินเรื่อง “The Judge” สำหรับวอร์เนอร์ บราเธอร์ส นอกจากนี้ โรเบิร์ต ภรรยาของเขา ซูซาน และบริษัททีม ดาวนีย์ของพวกเขายังได้ทำหน้าที่อำนวยการสร้างโปรเจ็กต์นี้อีกด้วย

    ในเดือนธันวาคม ปี 2011 ดาวนีย์ได้ร่วมมือกับกาย ริทชีและจู๊ด ลอว์อีกครั้งเพื่อกลับมารับบทนักสืบคนดังในซีเควล “Sherlock Holmes: A Game of Shadows” ที่เข้าฉาย ในช่วงต้นปี 2010 ดาวนีย์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำอีกครั้งจากการแสดงนำของเขาในภาพยนตร์ฮิตปี 2009 เรื่อง “Sherlock Holmes” ภายใต้การกำกับของกาย ริทชี

    ในซัมเมอร์ปี 2008 ดาวนีย์ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์และผู้ชมจากการแสดงของเขาในบทนำของภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ฮิต “Iron Man” ภายใต้การกำกับของจอน แฟฟโร “Iron Man” ที่เนรมิตชีวิตให้กับซูเปอร์ฮีโรจากมาร์เวล คอมิกส์ ทำรายได้ไปกว่า 585 ล้านเหรียญทั่วโลก ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปีนั้น ดาวนีย์กลับมารับบทเดิมอีกครั้งในซีเควลที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเข้าฉายในเดือนพฤษภาคม ปี 2010 เขากลับมาสู่บทนี้อีกครั้งในภาพยนตร์โดยจอส วีดอนเรื่อง “The Avengers” (เข้าฉายเดือนพฤษภาคม ปี 2012) ซึ่งติดอันดับสามภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล ล่าสุด เขาได้แสดงนำใน “Iron Man 3” ภาคที่สามของแฟรนไชส์นี้ ภายใต้การกำกับของเชน แบล็ค ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดประจำปี 2013

    คริส เฮมส์เวิร์ธ (ธอร์)
    ได้นำแสดงใน “Marvel’s The Avengers” ภาพยนตร์ที่ทำรายได้เป็นอันดับสามของสถิติภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล ร่วมกับทีมนักแสดงที่รวมถึงโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์, ซามวล แอล. แจ็คสันและสการ์เล็ตต์ โยฮันสัน นอกจากนี้ เขายังได้แสดงประกบคริสติน สจวร์ตและชาร์ลิซ เธอรอนในภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซลเรื่อง “Snow White and the Huntsman” ซึ่งเปิดตัวที่อันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศ และถูกวางตัวให้นำแสดงในพรีเควลเรื่อง “The Huntsman” ผู้ชมได้รู้จักเขาจากการแสดงนำในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Thor” ภายใต้การกำกับของเคนเนธ บรานาห์

    ในปี 2013 เขาได้นำแสดงใน “Thor: The Dark World” ภาคสองของแฟรนไชส์ “Thor” รวมถึงภาพยนตร์โดยรอน โฮเวิร์ดเรื่อง “Rush” ในบทเจมส์ ฮันท์ นักขับรถสูตรหนึ่ง หลังจากนี้ เขาจะได้แสดงในภาพยนตร์ที่เข้าฉายเดือนมกราคม ปี 2015 ของไมเคิล แมนน์เรื่อง “Blackhat,” ภาพยนตร์วอร์เนอร์ บรอส. พิคเจอร์สเรื่อง “In the Heart of the Sea” ที่เขาได้ร่วมงานกับโฮเวิร์ดอีกครั้ง และมีกำหนดเข้าฉายในเดือนมีนาคม ปี 2015 และภาพยนตร์วอร์เนอร์ บรอส. เรื่อง “Vacation” ที่มีกำหนดเข้าฉายเดือนตุลาคม ปี 2015

    เฮมส์เวิร์ธเปิดตัวในแวดวงภาพยนตร์อเมริกันด้วยภาพยนตร์โดยเจเจ อับรามส์เรื่อง “Star Trek” ในบทจอร์จ เคิร์ค ประกบคริส ไพน์และโซอี้ ซัลดานา ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึงภาพยนตร์ที่เขียนบทโดยจอส วีดอนเรื่อง “Cabin in the Woods,” รีเมก “Red Dawn” โดยแดน แบรดลีย์ ในบทเดิมของแพทริค สเวซีย์, ภาพยนตร์โดยรีเลทีฟวิตี้ มีเดีย/โร้ค พิคเจอร์สเรื่อง “A Perfect Getaway” ประกบทิโมธี โอลีแฟนท์และ “Ca$h” ประกบชอน บีน

    เฮมส์เวิร์ธเกิดและเติบโตในออสเตรเลีย เขาให้การสนับสนุนมูลนิธิออสเตรเลียน ไชลด์ฮู้ด ฟาวน์เดชัน

    มาร์ค รัฟฟาโล (บรูซ แบนเนอร์/ฮัลค์)
    นักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด รางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลเอ็มมี สับเปลี่ยนระหว่างการแสดงละครเวทีและจอเงินได้อย่างง่ายดาย โดยเขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังอย่างอัง ลี, มาร์ติน สกอร์เซซี, ไมเคิล แมนน์, สไปค์ โจนซ์, เดวิด ฟินเชอร์, เฟอร์นันโด เมอร์เรลเลสและมิเชล กอนดรี้

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้แสดงประกบแชนนิง ทาทัมและสตีฟ คาเรลในภาพยนตร์เรื่อง “Foxcatcher” เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลแซ็ก อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากการแสดงบทนักมวยปล้ำโอลิมปิคผู้ล่วงลับ เดวิด ชูลท์ซในภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงของจอห์น ดู ปอนท์ ผู้มีอาการวิตกจริตและสังหารชูลท์ซในภายหลัง ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในวันที่ 14 พฤศจิกายน ปี 2014 นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม – ดรามา อีกด้วย

    นอกจากนี้ เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ รางวัลเอ็มมี และรางวัลแซ็ก อวอร์ดจากการแสดงในบทเน็ด วีคส์ เกย์ผู้เป็นนักเคลื่อนไหวในภาพยนตร์เอชบีโอเรื่อง “The Normal Heart” ที่สร้างจากละครเวทีชื่อเดียวกัน ที่เขียนบทโดยแลร์รี เครเมอร์ นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่กำกับโดยไรอัน เมอร์ฟีย์ ยังนำแสดงโดยจูเลีย โรเบิร์ตส์และแมทท์ โบเมอร์ด้วย “The Normal Heart” เล่าเรื่องราวของเกย์นักเคลื่อนไหวที่พยายามรณรงค์ให้เกิดการรับรู้เกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ระหว่างที่เกิดการระบาดอย่างหนักของเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ในนิวยอร์ก ซิตี้ในยุค 80s ภาพยนตร์เรื่องนี้แพร่ภาพทางเอชบีโอในวันที่ 25 พฤษภาคม ปี 2014 ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีทั้งหมด 16 สาขา รวมถึงสาขาภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ มันยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขามินิซีรีส์ยอดเยี่ยมหรือภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ยอดเยี่ยมอีกด้วย

    ปัจจุบัน เขากำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “Now You See Me: The Second Act” ซีเควลของภาพยนตร์ฮิตเรื่อง “Now You See Me” ที่เขาจะกลับมารับบท ดีแลน โร้ดส์อีกครั้ง นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังนำแสดงโดยนักแสดงจากภาคเดิม วู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน, เดฟ ฟรังโก้และเจสซี ไอเซนเบิร์ก และร่วมด้วยนักแสดงใหม่ แดเนียล แรดคลิฟฟ์และลิซซี แคปแลน ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเข้าฉายในปี 2016

    นอกจากนี้ เขายังได้แสดงใน “Begin Again” ที่ร่วมแสดงโดยเคียรา ไนท์ลีย์และเฮลลีย์ สไตน์เฟลด์อีกด้วย “Begin Again” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสาวน้อยผู้อยากเป็นนักร้องในนิวยอร์ก ซิตี้ ผู้ที่ชีวิตพลิกผันเมื่อโปรดิวเซอร์ตกอับ (รัฟฟาโล) ค้นพบเธอ และเมื่อทั้งคู่มีความรักต่อกัน พวกเขาก็เปลี่ยนชีวิตของกันและกันชนิดจากหน้ามือเป็นหลังมือ ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตปี 2013 ที่เดอะ ไวน์สตีน คัมปะนี ซื้อสิทธิในการจัดจำหน่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ในอเมริกา “Begin Again” เป็นภาพยนตร์ที่ฉายในคืนปิดงานเทศกาลภาพยนตร์ไทรเบกาปี 2014 ในวันที่ 26 เมษายน ปี 2014

    คริส อีวานส์ (สตีฟ โรเจอร์ส/กัปตันอเมริกา)
    เมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งได้แสดงในภาพยนตร์โดยบองจุนโฮเรื่อง “Snowpiercer” ประกบอ็อคตาเวีย สเปนเซอร์, ทิลดา สวินตัน, จอห์น เฮิร์ทและเอ็ด แฮร์ริส ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เกิดขึ้นในโลกที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง บอกเล่าเรื่องราวของขบวนรถไฟที่เต็มไปด้วยนักเดินทางที่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างยากลำบาก

    อีวานส์เปิดตัวผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกด้วย “Before We Go” ที่เขียนบทโดยรอน บาส นอกจากนี้ เขายังได้อำนวยการสร้างและนำแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมกับอลิซ อีฟและมาร์ค คัสเซนอีกด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโตปี 2014 เรเดียสวางแผนที่จะนำภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในปี 2015

    นอกจากนี้ เขายังเพิ่งแสดงนำ “Captain America: The Winter Soldier” ซีเควลของภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเรื่อง “Captain America: The First Avenger” ที่เข้าฉายในปี 2011 อีกด้วย โดยอีวานส์กลับมารับบทสตีฟ โรเจอร์ส ตัวละครมาร์เวล คอมิกส์ชื่อดัง ที่แปลงโฉมกลายเป็นกัปตันอเมริกาหลังจากอาสาเข้าร่วมโปรเจ็กต์งานวิจัยลับด้วยความหวังที่จะปกป้องอุดมคติของอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ไปกว่า 713 ล้านเหรียญทั่วโลก

    เขาได้แสดงประกบโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์, ซามวล แอล. แจ็คสัน, สการ์เล็ตต์ โยฮันสัน, มาร์ค รัฟฟาโลและคริส เฮมส์เวิร์ธในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers” ในสุดสัปดาห์แรกที่เปิดตัว ภาพยนตร์เรื่องนี้ทุบสถิติรายได้ในประเทศสำหรับสามวันแรกของภาพยนตร์ที่เข้าฉายและยังคงทุบสถิติอย่างต่อเนื่อง ด้วยรายได้ทั่วโลกกว่า 1.5 พันล้านเหรียญ

    อีวานส์เติบโตในแมสซาซูเซทส์ เขาเริ่มต้นจากการแสดงในละครเวทีก่อนที่จะย้ายไปนิวยอร์ก ที่ซึ่งเขาศึกษาที่สถาบันลี สตราส์เบิร์ก

    สการ์เล็ตต์ โยฮันสัน (นาตาชา โรมานอฟ/แบล็ควิโดว์)
    เจ้าของรางวัลโทนี่และรางวัลบาฟตา ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงสี่รางวัลลูกโลกทองคำ ล่าสุดได้รับบทนำในแอ็กชันทริลเลอร์ที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลกของลุค เบซงเรื่อง “Lucy” นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงประกบคริส อีวานส์ในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Captain America: The Winter Soldier” และภาพยนตร์ไซไฟโดยโจนาธาน เกลเซอร์เรื่อง “Under the Skin” อีกด้วย เธอได้พากย์เสียงในภาพยนตร์ไซไฟโรแมนซ์ชื่อดังโดยสไปค์ โจนซ์เรื่อง “Her” ในบทระบบปฏิบัติการ ซาแมนธา ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์โรม นอกจากนี้ เธอยังได้พากย์เสียง งูเห่า คา ในภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชัน/CGI ของดิสนีย์เรื่อง “The Jungle Book” จากจอน แฟฟโรอีกด้วย

    โยฮันสันได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมอย่างล้นหลามและได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์เวนิสจากการแสดงประกบบิล เมอร์เรย์ใน “Lost in Translation” ผลงานเรื่องที่สองที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมของผู้กำกับโซเฟีย คอปโปลา นอกจากนี้ เธอยังได้รับรางวัลโทนี่จากการแสดงเปิดตัวบนเวทีบรอดเวย์ในละครโดยอาร์เธอร์ มิลเลอร์เรื่อง “A View from a Bridge” ประกบลีฟ ชไรเบอร์อีกด้วย

    เมื่ออายุได้ 12 ปี เธอได้รับความสนใจจากคนทั่วโลกจากการแสดงของเธอในบทเกรซ แม็คลีน เด็กสาวที่ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจจากอุบัติเหตุในการขี่ม้าในภาพยนตร์โดยโรเบิร์ต เรดฟอร์ดเรื่อง “The Horse Whisperer” หลังจากนั้น เธอก็ได้แสดงในภาพยนตร์โดยเทอร์รี ซวิกออฟเรื่อง “Ghost World” ที่ทำให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์โตรอนโต นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงประกบบิลลี บ็อบ ธอร์นตันและฟรานซิส แม็คดอร์มานด์ในดรามามืดหม่นโดยพี่น้องโคเอนเรื่อง “The Man Who Wasn’t There” อีกด้วย

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอได้แก่ภาพยนตร์โดยจอน แฟฟโรเรื่อง “Chef,” “The Avengers,” “Hitchcock” ประกบแอนโธนี ฮ็อปกินส์, “We Bought A Zoo” สำหรับคาเมรอน โครว์, ภาพยนตร์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่ออง “Iron Man 2,” ภาพยนตร์โดยพี่น้องไวซ์เรื่อง “In Good Company,” รวมถึงการแสดงประกบจอห์น ทราโวลตาในภาพยนตร์เรื่อง “A Love Song for Bobby Long” ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ (ครั้งที่สามในรอบสองปี) และภาพยนตร์โดยวู้ดดี้ อัลเลนเรื่อง “Match Point” ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่สี่ในรอบสามปี ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอยังรวมถึง ”He’s Just Not That Into You,” “Vicky Cristina Barcelona,” “The Other Boleyn Girl,” “The Spirit,” “Girl with a Pearl Earring” ประกบโคลิน เฟิร์ธ, “The Island” ประกบยวน แม็คเกรเกอร์, ภาพยนตร์โดยไบรอัน เดอพัลมาเรื่อง “The Black Dahlia,” ภาพยนตร์โดยคริสโตเฟอร์ โนแลนเรื่อง “The Prestige” และ “The Nanny Diaries”

    เจเรมี เรนเนอร์ (ฮอว์คอาย)
    ) ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ได้นำแสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม “The Hurt Locker” ที่กำกับโดยแคธริน บิเกโลว์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ได้รับหกรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง เป็นเรื่องราวของทีมกู้ระเบิดในกรุงแบกแดด ผู้อาสาทำงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในงานที่อันตรายที่สุดในโลก บทร้อยโทเจมส์ ผู้มั่นใจในตัวเองของเขาทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงดาวรุ่งจากงานเทศกาลภาพยนตร์ฮอลลีวูด, สปอตไลท์ อวอร์ดที่งานเทศกาลภาพยนตร์ซาวันนาห์และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีบาฟตา อวอร์ดปี 2008 และอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ด นอกจากนั้น “The Hurt Locker” ยังทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลนักแสดงดาวรุ่งและรางวัลทีมนักแสดงยอดเยี่ยมจากเวทีก็อทแธม อวอร์ด ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมและทีมนักแสดงยอดเยี่ยมจากเวทีแซ็ก อวอร์ดและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

    ในปีถัดมา เขาได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ดในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากการแสดงในภาพยนตร์วอร์เนอร์ บรอส. ที่กำกับโดยเบน แอฟเฟล็คเรื่อง “The Town” ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงจากนิยายโดยชัค โฮแกนเรื่อง “Prince of Thieves” เล่าเรื่องของโจรคนหนึ่ง (แอฟเฟล็ค) และเพื่อนสนิทจากแก๊งของเขา (เรนเนอร์) และเข้าฉายในฤดูใบไม้ร่วงปี 2010 การแสดงของเขาใน “The Town” ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากทั้งเวทีแซ็ก อวอร์ดและลูกโลกทองคำ

    ในเดือนธันวาคม ปี 2011 เรนเนอร์ได้ร่วมแสดงกับทอม ครูซในภาพยนตร์เรื่อง “Mission: Impossible- Ghost Protocol” สำหรับพาราเมาท์ พิคเจอร์ส ภายใต้การกำกับของแบรด เบิร์ด และในฤดูใบไม้ผลิปี 2012 เขาก็ได้รับบท ฮอว์คอาย ในภาพยนตร์โดยจอส วีดอนเรื่อง “The Avengers” ภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลเป็นอันดับสาม หลังจากนั้น เขาได้แสดงใน “The Bourne Legacy” ภาคใหม่ของแฟรนไชส์ยอดนิยม Bourne ตามด้วยผลงานใน “Hansel and Gretel: Witch Hunters”

    ผลงานหลังจากนี้ของเรนเนอร์ได้แก่ “The Immigrant” ที่แสดงร่วมกับมาริยง คอติยาร์ดและวาคิน ฟินิกซ์ สำหรับผู้กำกับเจมส์ เกรย์และเดอะ ไวน์สตีน คัมปะนี และล่าสุด เขาก็เพิ่งเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “American Hustle” ภาพยนตร์ภายใต้การกำกับของเดวิด โอ’ รัสเซล ที่เขาแสดงร่วมกับคริสเตียน เบล, แบรดลีย์ คูเปอร์, เอมี อดัมส์และเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์สำหรับโซนี

    ดอน ชีเดิล (ผู้พันเจมส์ “โรดี้” โร้ดส์)
    นักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ปัจจุบัน รับบท มาร์ตี้ คานในซีรีส์ชื่อดังทางโชว์ไทม์เรื่อง “House of Lies” ซีรีส์นี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลมากมายสำหรับทั้งตัวซีรีส์เองและตัวชีเดิล ซึ่งรวมถึงการได้รับการเสนอชื่อชิงสามรางวัลเอ็มมีสำหรับซีซันหนึ่งถึงสาม รางวัลลูกโลกทองคำสำหรับซีซันหนึ่งและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำและแซ็กอวอร์ดสำหรับซีซันสอง นอกเหนือจากร่วมแสดงแล้ว เขายังดำรงตำแหน่งผู้ควบคุมงานสร้างของซีรีส์นี้และได้ก้าวสู่งานเบื้องหลังในฐานะผู้กำกับอีกด้วย

    2014 เป็นปีที่งานชุมสำหรับชีเดิล นอกเหนือจากการถ่ายทำซีซันสี่ของ “House of Lies” แล้ว เขายังได้กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก “Miles Ahead” ซึ่งเขาร่วมเขียนบทและอำนวยการสร้างด้วย นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่สร้างจากชีวิตของศิลปินแจ๊สในตำนาน ไมลส์ เดวิส และร่วมแสดงโดยยวน แม็คเกรเกอร์อีกด้วย เขาได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “St. Vincent” ซึ่งนำแสดงโดยบิล เมอร์เรย์และนาโอมิ วัตส์ ในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Avengers: Age of Ultron” เขาได้กลับมารับบทผู้พันเจมส์ โร้ดส์จากภาพยนตร์ฮิตยอดนิยมปี 2010 และ 1013 “Iron Man 2” และ “Iron Man 3” อีกครั้งหนึ่ง

    แอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสัน (ควิกซิลเวอร์)
    เกิดวันที่ 13 มิถุนายน ปี 1990 และเติบโตในไฮ ไวคอมบ์ ประเทศอังกฤษ เขาเข้าศึกษาที่โรงเรียนแจ็คกี้ ปาล์มเมอร์ สเตจ และแสดงมาตั้งแต่อายุเก้าขวบ ในปี 2010 เขาได้รับบทนำ เดฟ ลิซูว์สกี้ในภาพยนตร์คัลท์ยอดนิยมเรื่อง “Kick-Ass” ประกบนิโคลัส เคจ, โคลอี้ เกรซ มอเรทซ์และคริสโตเฟอร์ มินท์-แพลสซี ในเดือนสิงหาคม ปี 2013 เทย์เลอร์-จอห์นสันได้กลับไปรับบทเดิมอีกครั้งในซีเควล “Kick-Ass 2”

    ในเดือนพฤษภาคม ปี 2014 เขาได้แสดงในแอ็กชันรีเมก “Godzilla” โดยวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ประกบไบรอัน แครนสตันและอลิซาเบธ โอลเซ่น ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่กำกับโดยกาเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ ทำรายได้ไปกว่า 200 ล้านเหรียญในอเมริกา ในปี 2012 เทย์เลอร์-จอห์นสันได้รับบทหนึ่งในสามตัวเอกของภาพยนตร์โดยโอลิเวอร์ สโตนเรื่อง “Savages” ซึ่งร่วมแสดงโดยทีมนักแสดงสมทบชั้นเยี่ยม ที่รวมถึงซัลมา ฮาเย็ค, จอห์น ทราโวลตาและเบนิซิโอ เดล โทโร

    หลังจาก “Savages” เทย์เลอร์-จอห์นสันได้รับบทเคานท์วรอนสกี้ในภาพยนตร์เรื่อง “Anna Karenina” ภาพยนตร์โดยโจ ไรท์ และโฟกัส ฟีเจอร์สเรื่องนี้เป็นการนำนิยายคลาสสิกเรื่องนี้มาเล่าในรูปแบบใหม่ “Anna Karenina” เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตปี 2012 และเข้าฉายในเดือนพฤศจิกายน ปี 2012

    ผลงานก่อนหน้านี้ของเขารวมถึงบทเอ็ดเวิร์ด นอร์ตันวัยเด็กในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์เรื่อง “The Illusionist,” “Shanghai Nights” ประกบเฉินหลงและโอเวน วิลสัน, “The Thief Lord” ประกบแครอลิน กู๊ดดัลและแจสเปอร์ แฮร์ริส, ภาพยนตร์อินดีสัญชาติอังกฤษเรื่อง “Dummy,” ภาพยนตร์ที่กำกับโดยกูรินเดอร์ แชดดาเรื่อง “Angus, Thongs and Perfect Snogging” และ “The Greatest” ประกบแครีย์ มัลลิแกนและเพียร์ซ บรอสแนน นอกจากนี้ เขายังได้แสดงซีรีส์อังกฤษยอดนิยมหลายเรื่อง รวมถึง “Feather Boy,” “Family Business,” “Nearly Famous” และ “Talk to Me”

    อลิซาเบธ โอลเซ่น (สการ์เล็ตวิทช์)
    เป็นนักแสดงหญิงที่มีชีวิตชีวาและกระตือรือร้น เธอสำเร็จการศึกษาจากทิสช์ สคูล ออฟ เดอะ อาร์ตส์แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก

    ปลายปีที่ผ่านมา โอลเซ่นเพิ่งเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์ชีวประวัติของแฮงค์ วิลเลียมส์เรื่อง “I Saw the Light” โดยเธอรับบทออเดรย์ เมย์ วิลเลียมส์ ประกบทอม ฮิดเดิลสตัน เมื่อปีที่แล้ว โอลเซ่นได้แสดงประกบแอรอน-เทย์เลอร์ จอห์นสันและไบรอัน แครนสตันในภาพยนตร์โดยวอร์เนอร์ บราเธอร์สและลีเจนดารี พิคเจอร์สเรื่อง “Godzilla” ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในวันที่ 16 พฤษภาคม ปี 2014

    ในปี 2013 เธอได้แสดงในภาพยนตร์ที่กำกับโดยสไปค์ ลีเรื่อง “Oldboy” ประกบซามวล แอล. แจ็คสันและจอช โบรลิน นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้แสดงประกบเจสสิกา เลนจ์และออสการ์ ไอแซ็คส์ในภาพยนตร์เรื่อง “In Secret” อีกด้วย ในปีเดียวกัน เธอได้ช่วยผลักดันให้ซีซัน 2013-2014 ของคลาสสิก สเตจ คัมปะนี เริ่มต้นขึ้นด้วยการรับบท จูเลียต ในละครออฟบรอดเวย์เรื่อง “Romeo and Juliet”

    นอกจากนี้ โอลเซ่นยังคุ้นเคยกับเวทีละครอย่างดีเพราะเธอเคยรับบทตัวสำรองในละครออฟบรอดเวย์เรื่อง “Dust” และละครบรอดเวย์เรื่อง “Impressionism” ระหว่างศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ผลงานเวิร์คช็อปเรื่องอื่นๆ รวมถึง “Bottom of the World” โดยลูซี เธอร์เบอร์ (แอตแลนติก เธียเตอร์ คัมปะนี) และ“The Living Newspaper” (ดีอาร์ดี เธียทริคัลส์) เธอได้เข้าศึกษาที่แอตแลนติก แอ็กติ้ง สคูลและมอสโคว์ อาร์ต เธียเตอร์ สคูล

    พอล เบตตานีย์ (วิชัน)
    เป็นนักแสดงชาวอังกฤษ ผู้ได้รับการศึกษาที่ดรามา เซ็นเตอร์ในลอนดอน เขาเปิดตัวบนเวทีเวสต์เอนด์ภายใต้การกำกับของสตีเฟน ดัลดรี้ในละครเรื่อง “An Inspector Calls” หลังจากนั้น เบตตานีย์ก็ได้แสดงนานหนึ่งซีซันกับรอยัล เชคสเปียร์ คัมปะนีในละครเรื่อง “Richard III,” “Romeo & Juliet” และ “Julius Caesar” ก่อนที่เขาจะได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกใน “Bent” ประกบเซอร์เอียน แม็คเคลเลน

    ผู้ชมอเมริกาได้รู้จักเบตตานีย์ครั้งแรกในบท ชอว์เซอร์ ประกบฮีธ เล็ดเจอร์ในภาพยนตร์โดยไบรอัน เฮลเกแลนด์เรื่อง “A Knight’s Tale” บทนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลสมาคมนักวิจารณ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในลอนดอน และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิบนักแสดงน่าจับตามองประจำปี 2001 ของเดลี วาไรตี้ หลังจากนั้น เขาก็ได้ร่วมงานกับพอล แม็คกีแกนอีกครั้งใน “The Reckoning” ทริลเลอร์ลึกลับจากพาราเมาท์ คลาสสิกส์ ซึ่งเขาแสดงประกบทอม ฮาร์ดี้, วินเซนต์ คาสเซลและไบรอัน ค็อกซ์

    หลังจากนั้น เขาก็มีผลงานเป็นภาพยนตร์โดยเวิร์คกิ้ง ไทเทิล/ยูนิเวอร์แซลเรื่อง “Wimbledon” สำหรับผู้กำกับริชาร์ด ลอนเครน ที่เขาแสดงประกบเคียร์สเตน ดันส์, จอน แฟฟโรและเจมส์ แม็คอะวอย เขาได้รับบท ‘ซิลาส’ สำหรับผู้กำกับรอน โฮเวิร์ดในภาพยนตร์ฮิตของโซนีเรื่อง “The Da Vinci Code” ที่สร้างจากนิยายเบสต์เซลเลอร์ระดับโลกของแดน บราวน์ ทีมนักแสดงระดับแนวหน้าของเรื่องรวมถึงทอม แฮงค์, ออเดรย์ ตาอูตู, เซอร์เอียน แม็คเคลเลนและอัลเฟรด โมลินา

    หลังจากนั้น เขาก็มีผลงานไตรภาคผจญภัยแฟนตาซี ที่สร้างจากหนังสือสำหรับเด็กเรื่อง “Inkheart” สำหรับนิวไลน์ ซีเนมา/วอร์เนอร์ บรอส. ประกบเบรนแดน เฟรเซอร์, ท่านผู้หญิงเฮเลน เมอร์เรนและแอนดี้ เซอร์คิส สำหรับผู้กำกับเอียน ซอฟท์ลีย์

    “The Secret Life of Bees” เป็นบทที่แตกต่างอย่างมากสำหรับเบตตานีย์ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่สร้างจากหนังสือขายดีชื่อเดียวกัน เขาได้แสดงประกบดาโกต้า แฟนนิง หลังจากนั้น เขาก็ได้พากย์เสียง “จาร์วิส” สำหรับภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงโดยจอน แฟฟโรเรื่อง “Iron Man” และกลับมารับหน้าที่เดิมใน “Iron Man 2” และ “Iron Man 3” และ “The Avengers”

    ปี 2010 เขาได้รับบทเทวทูตมิคาเอลใน “Legion” ประกบเดนนิส เควด สำหรับผู้กำกับสก็อต สจวร์ต และตามด้วยการร่วมงานกับสจวร์ตอีกครั้งใน “Priest” ประกบแม็กกี้ คิวและลิลลี คอลลินส์

    โปรเจ็กต์หลังจากนั้นของเบตตานีย์คือ “Blood” ที่นำแสดงโดยมาร์ค สตรอง, สตีเฟน เกรแฮมและไบรอัน ค็อกซ์ ภายใต้การกำกับของนิค เมอร์ฟีย์ ในปี 2014 เขาได้แสดงในภาพยนตร์โดยวอลลี ฟิสเตอร์เรื่อง “Transcendence” ที่อำนวยการสร้างโดยคริสโตเฟอร์ โนแลนและนำแสดงโดยจอห์นนี เด็ปป์และมอร์แกน ฟรีแมน ล่าสุด เขาได้แสดงในภาพยนตร์โดยไลออน์เกทเรื่อง “Mortdecai” สำหรับผู้กำกับเดวิด โคเอปป์ ซึ่งทำให้เขาได้กลับมาร่วมงานกับจอห์นนี เด็ปป์อีกครั้ง เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้เขียนบท กำกับและอำนวยการสร้าง “Shelter” ซึ่งนำแสดงโดยเจนนิเฟอร์ คอนเนลลีและแอนโธนี แม็คกี้

    ปัจจุบัน เบตตานีย์อาศัยอยู่ในนิวยอร์กกับภรรยาและลูกๆ สามคน

    โคบี้ สมัลเดอร์ส (มาเรีย ฮิล)
    เมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งแสดงในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers” ซึ่งทำรายได้ไปกว่า 1.5 พันล้านเหรียญทั่วโลก ประกบโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์, คริส เฮมส์เวิร์ธ, คริส อีวานส์, มาร์ค รัฟฟาโล, เจเรมี เรนเนอร์และสการ์เล็ตต์ โยฮันสัน ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เธอรับบทเอเจนท์มาเรีย ฮิล เจ้าหน้าที่หน่วยชีลด์ มือขวาของนิค ฟิวรี (ซามวล แอล. แจ็คสัน) เธอกลับมารับบทเดิมอีกครั้งใน “Captain America: The Winter Soldier” ซึ่งทำรายได้ไปกว่า 710 ล้านเหรียญทั่วโลก

    เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งเสร็จจากการถ่ายทำภาพยนตร์อินดีเรื่อง “Results” ประกบกาย เพียร์ซ นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้นำแสดงในภาพยนตร์โดยคริส สวอนเบิร์กเรื่อง “Unexpected,” “Delivery Man” ประกบวินซ์ วอห์นและภาพยนตร์โดยเดวิด เวนเรื่อง “They Came Together” ประกบพอล รัดด์และเอมี โพห์เลอร์

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอรวมถึง “Safe Haven,” “Grassroots,” “The Slammin’ Salmon” และ “The Long Weekend”

    นอกจากนี้ สมัลเดอร์สยังเป็นที่รู้จักของผู้ชมจากบทโรบิน เชอร์แบทสกายในซีรีส์ซีบีเอสเรื่อง “How I Met Your Mother’s” ซีรีส์นี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีสาขาซีรีส์คอเมดียอดเยี่ยม รางวัลพีเพิลส์ ชอยส์ อวอร์ดสาขาคอเมดียอดนิยม และทีนชอยส์ อวอร์ดสาขาซีรีส์คอเมดียอดนิยม

    ผลงานจอแก้วเรื่องอื่นๆ ของเธอได้แก่การนำแสดงในดรามาทางเอบีซีเรื่อง “Veritas” และซีรีส์โชว์ไทม์เรื่อง “The L Word”

    ด้านละครเวที สมัลเดอร์สได้แสดงในละครออฟบรอดเวย์ยอดนิยมโดยนอรา เอฟรอนและดีเลีย เอฟรอนเรื่อง “Love, Loss, and What I Wore” ที่เวสต์ไซด์ เธียเตอร์ ละครเวทีเรื่องนี้ ภายใต้การกำกับของคาเรน คาร์เพนเตอร์ สร้างจากหนังสือปี 1995 โดยไอลีน เบ็คเกอร์แมน เกี่ยวกับเสื้อผ้าและความทรงจำที่เสื้อผ้าเหล่านั้นกระตุ้นขึ้นมา ผลงานละครเวทีเรื่องอื่นๆ ของเธอได้แก่ “Singing in the Rain,” “Grease” และ “Women and Wallace”
    สมัลเดอร์สเป็นชาวแคนาดา เธอพูดภาษาฝรั่งเศสได้คล่องแคล่ว

    สเตลเลน สการ์สการ์ด (อีริค เซลวิก)
    ชาวสวีเดน ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงละครเวทีและภาพยนตร์ระดับแนวหน้าของประเทศ เขาเริ่มต้นอาชีพนักแสดงกับรอยัล ดรามาติค เธียเตอร์ในสต็อคโฮล์ม ที่ซึ่งเขาใช้เวลา 16 ปีทำงานร่วมกับผู้กำกับชั้นนำเช่นอัลฟ์ โยเบิร์กและอิงค์มาร์ เบิร์กแมน บทแจ้งเกิดของเขาคือภาพยนตร์สวีดิชปี 1982 เรื่อง “The Simpleminded Murderer” ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน

    นอกเหนือจากภาพยนตร์กว่า 30 เรื่องที่เขานำแสดงในสวีเดน ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ “The Unbearable Lightness of Being,” “Amistad,” “The Hunt for Red October,” “Good Will Hunting,” “The Ox” (ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม), “Breaking the Waves” (ซึ่งได้รับรางวัลกรังด์ปรีซ์ในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 1996) และภาพยนตร์นอร์เวย์เรื่อง “Insomnia”

    สการ์สการ์ดได้รับรางวัลมากมายจากงานเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน, แวดวงภาพยนตร์สวีดิช, เทศกาลภาพยนตร์รูเอน, เทศกาลภาพยนตร์ชิคาโก, เทศกาลภาพยนตร์เซบาสเตียนและเทศกาลภาพยนตร์เทลลูไรด์ ผลงานภาพยนตร์ล่าสุดของเขารวมถึงภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers,” “Thor,” “Thor: The Dark World,” ภาพยนตร์โดยเดวิด ฟินเชอร์เรื่อง “The Girl with the Dragon Tattoo,” “Rouge Bresil” และภาพยนตร์โดยลาร์ส วอน เทรียร์เรื่อง “Melancholia” นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในภาพยนตร์ฮิตเรื่องอื่นๆ อีกเช่น “Angels & Demons,” “Mamma Mia!” และภาคสองและสามของแฟรนไชส์ “Pirates of the Caribbean”

    เจมส์ สเปเดอร์ (อัลตรอน)
    ปัจจุบัน รับบท เรย์มอน “เร้ด” เร้ดดิงตัน ในแอ็กชันทริลเลอร์ยอดนิยมทางเอ็นบีซีเรื่อง “The Blacklist” ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในซีรีส์ดรามาสองปีติดต่อกัน

    ตลอดระยะเวลาการทำงานภาพยนตร์เกือบสี่ทศวรรษ ผลงานของเขาบางส่วนรวมถึงภาพยนตร์โดยสตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์เรื่อง “Sex, Lies and Videotape” ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์, ภาพยนตร์โดยเดวิด โครเนนเบิร์กเรื่อง “Crash” ซึ่งได้รับรางวัลสเปเชียล จูรี ไพรซ์จากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์และภาพยนตร์โดยสตีเวน เชนเบิร์กเรื่อง “Secretary” ซึ่งได้รับรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึง “2 Days in the Valley,” ภาพยนตร์โดยโรแลนด์ เอ็มเมอริคเรื่อง “Stargate,” ภาพยนตร์โดยไมค์ นิโคลส์เรื่อง “Wolf” ประกบแจ็ค นิโคลสันและมิเชลล์ ไฟเฟอร์, ภาพยนตร์โดยหลุยส์ แมนโดกิเรื่อง “White Palace” ประกบซูซาน ซาแรนดอน, “Less Than Zero” ประกบโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์, ภาพยนตร์โดยซิดนีย์ ลูเมต์เรื่อง “Critical Care,” ภาพยนตร์โดยโรเบิร์ต โรดริเกซเรื่อง “Shorts” และภาพยนตร์โดยโอลิเวอร์ สโตนเรื่อง “Wall Street”

    ระหว่างปี 2004-2008 สเปเดอร์ได้รับสามรางวัลเอ็มมี อวอร์ดจากบททนายความไร้ยางอาย อลัน ชอร์ในซีรีส์ “The Practice” และ “Boston Legal” ทำให้เขาเป็นนักแสดงเพียงคนเดียวที่ได้รับรางวัลเอ็มมีสองครั้งติดต่อกันจากการรับบทตัวละครตัวเดียวกันในซีรีส์สองเรื่อง เขาได้แสดงในละครบรอดเวย์โดยเดวิด มาเมต์เรื่อง “Race” ในปี 2010

    สเปเดอร์ได้แสดงประกบแดเนียล เดย์ ลูอิสในภาพยนตร์ดรีมเวิร์คส์ พิคเจอร์สโดยสตีเวน สปีลเบิร์กเรื่อง “Lincoln” ในปี 2012 และแสดงในคอเมดียอดนิยมทางเอ็นบีซีเรื่อง “The Office” เมื่อปีที่แล้ว เขาได้แสดงใน “The Homesman” ประกบฮิลลารี สแวงค์และทอมมี ลี โจนส์ (ผู้ควบหน้าที่กำกับด้วย)

    ซามวล แอล. แจ็คสัน (นิค ฟิวรี)
    ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ทำงานหนักที่สุดในฮอลลีวูด เป็นดาราผู้เจิดจรัสอย่างไร้ข้อกังขา ตามที่แสดงให้เห็นจากการที่ภาพยนตร์ของเขาทำรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิศมากกว่าผลงานของนักแสดงคนอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์

    แจ็คสันได้สร้างชื่อในแวดวงภาพยนตร์อเมริกันด้วยบทจูลส์ มือปืนเจ้าความคิด ในภาพยนตร์โดยเควนติน ทารันติโนเรื่อง “Pulp Fiction” นอกเหนือจากเสียงวิจารณ์ชื่นชมที่ได้รับจากการแสดงเรื่องนี้แล้ว เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและลูกโลกทองคำสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมและรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากบริติช อคาเดมี ออฟ ฟิล์ม แอนด์ เทเลวิชัน อาร์ตส์

    ปัจจุบัน เขากำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เวสเทิร์นที่ถูกจับตามองของเควนติน ทารันติโนเรื่อง “The Hateful Eight” เขารับบทนายพลมาร์ควิส วอร์เรน ประกบบรูซ เดม, วอลท์ ก็อกกินส์, แชนนิง ทาทัมและเคิร์ท รัสเซล

    ในปี 2014 แจ็คสันได้กลับมารับบทนิค ฟิวรีอีกครั้งในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Captain America: The Winter Soldier” ซึ่งเข้าฉายในเดือนเมษายน ปี 2014 เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์โดยเดวิด เยทส์เรื่อง “Tarzan” ประกบอเล็กซานเดอร์ สการ์สการ์ด, มาร์ก็อท ร็อบบี้และคริสตอฟ วอลซ์
    ล่าสุด เขาได้รับบท แพท โนวัคในรีเมกภาพยนตร์คลาสสิกปี 1987 โดยโฮเซ พาดิลลาเรื่อง “RoboCop” และบทเชนีย์ในรีเมกภาพยนตร์คัลท์คลาสสิกสัญชาติเกาหลีปี 2003 ภายใต้การกำกับของสไปค์ ลีเรื่อง “Oldboy”

    ในปี 2012 เขาได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์โดยเควนติน ทารันติโนเรื่อง “Django Unchained” ในบทสตีเฟน ประกบคริสตอฟ วอลซ์, เจมี ฟ็อกซ์และลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ นอกจากนั้น เขายังได้แสดงในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาภาพยนตร์ 9 เรื่องที่เขาทำไว้กับมาร์เวล สตูดิโอส์ ภาพยนตร์ที่ได้รับการจับตามองอย่างสูงเรื่องนี้เปิดตัวในวันที่ 4 พฤษภาคม ปี 2012 ด้วยรายได้ 200 ล้านเหรียญในสุดสัปดาห์แรกที่เปิดตัว

    ด้านจอแก้ว นอกเหนือจาก “The Sunset Limited” แจ็คสันได้แสดงในซีรีส์รางวัลเอ็มมีโดยจอห์น แฟรงค์เกนไฮเมอร์เรื่อง “Against the Wall” สำหรับเอชบีโอ การแสดงของเขาทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเคเบิล เอซสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในภาพยนตร์หรือมินิซีรีส์รวมถึงได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำอีกด้วย

    ประวัติทีมผู้สร้าง

    จอส วีดอน (เขียนบทและกำกับโดย)
    ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีและออสการ์ เป็นหนึ่งในผู้สร้างระดับแนวหน้าของฮอลลีวูด โดยเขาได้เขียนบทภาพยนตร์ยอดนิยมหลายเรื่อง รวมถึงภาพยนตร์มาร์เวลชื่อดังเรื่อง “The Avengers” ที่ทำลายสถิติบ็อกซ์ออฟฟิศช่วงสุดสัปดาห์ได้ที่ 207.4 ล้านเหรียญ และลงเอยด้วยการกวาดรายได้ไปกว่า 1.5 พันล้านเหรียญ กลายเป็นภาพยนตร์ดิสนีย์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลทั้งทั่วโลกและในอเมริกา

    วีดอนเกิดในวันที่ 23 มิถุนายน ปี 1964 ในนิวยอร์ก เขาเป็นมือเขียนบทจอแก้วรุ่นที่สามด้วยความที่ปู่และพ่อของเขาต่างก็เป็นมือเขียนบทซิทคอมที่ประสบความสำเร็จจากซีรีส์ “The Donna Reed Show,” “Leave It to Beaver” และ “The Golden Girls”

    หลังจากสำเร็จการศึกษาด้านภาพยนตร์จากมหาวิทยาลัยเวสเลยัน เขาก็ได้รับงานเขียนบทครั้งแรกด้วยการเป็นหนึ่งในทีมเขียนบทซีรีส์เรตติ้งสูงเรื่อง “Roseanne” หลังจากนั้น เขาก็รับหน้าที่ร่วมอำนวยการสร้างและเขียนบทหลายเอพิโซดของซีรีส์ “Parenthood”

    หลังจากสร้าง “Buffy the Vampire Slayer” เป็นบทภาพยนตร์ วีดอนก็ได้นำมันสู่จอแก้วในปี 1996 ที่ซึ่งมันสร้างปรากฏการณ์ในแวดวงคัลท์ ในปี 2000 วีดอนได้รับการเสนอชื่อชิงเอ็มมีครั้งแรกในสาขาเขียนบทซีรีส์ดรามายอดเยี่ยมจากเอพิโซด “Hush” ซีรีส์นี้ได้รับรางวัลมากมายระหว่างแพร่ภาพ ซึ่งรวมถึงรางวัลเอ็มมี, แซทเทิร์น, เอสเอฟเอ็กซ์และฮิวโก้ ในซีซันที่เจ็ดและซีซันสุดท้าย

    ในปี 1998 วีดอนได้พัฒนาและอำนวยการสร้างซีรีส์ “Angel” ผ่านทางทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ เทเลวิชันและมิวแทนท์ อีเนมี บริษัทโปรดักชันของเขา สปินออฟ “Buffy” เรื่องนี้มีแฟนๆ ติดตามจำนวนมากและแพร่ภาพนานห้าซีซันทางวอร์เนอร์ บรอส. ในปี 2002 เขามีดรามาไซไฟที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมเรื่อง “Firefly” ให้กับฟ็อกซ์ นอกเหนือจากการทำหน้าที่ผู้สร้างและผู้ควบคุมงานสร้างใน “Angel,” “Buffy the Vampire Slayer” และ “Firefly” แล้ว เขายังได้เขียนบทและกำกับหลายเอพิโซดในแต่ละซีรีส์อีกด้วย

    ในปี 2002 เขาได้เขียนบท แต่งเพลงและกำกับเอพิโซดมิวสิคัลสไตล์บรอดเวย์ในชื่อ “Once More, With Feeling” ซึ่งได้รับการยกย่องจากทั่วโลกและนำไปสู่ซาวน์แทร็คออริจินอล คาสต์ เรคคอร์ดดิ้ง ซึ่งทำยอดขายได้มากกว่า 400,000 ก็อปปี้

    เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ดิสนีย์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง “Toy Story” ผลงานเขียนบทเรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ “Titan A.E.,” “Buffy the Vampire Slayer,” “Speed” และ “Alien Resurrection” ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2005 เขาได้เปิดตัวผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกด้วย “Serenity” ที่สร้างจากซีรีส์ “Firefly”

    ซีรีส์มิวสิคัลทางอินเทอร์เน็ตของวีดอนที่ชื่อ “Dr. Horrible’s Sing-Along Blog” ได้เปิดตัวทางออนไลน์ในปี 2008 และประสบความสำเร็จอย่างสูง รวมทั้งได้รับรางวัลมากมายเช่นรางวัลเอ็มมีสาขารายการบันเทิงไลฟ์แอ็กชันขนาดสั้นพิเศษ ในขณะเดียวกัน วีดอนเพิ่งเสร็จจากการทำงานเป็นผู้สร้าง มือเขียนบทและผู้กกับซีซันที่สองของซีรีส์ฟ็อกซ์เรื่อง “Dollhouse” หลังจากซีรีส์นี้ เขาก็ได้ร่วมงานกับนีล แพทริค แฮร์ริส เพื่อนร่วมงานจาก “Dr. Horrible” เพื่อกำกับเอพิโซดในซีรีส์ดังทางฟ็อกซ์เรื่อง “Glee”

    เขาได้เขียนบทและอำนวยการสร้างภาพยนตร์ทริลเลอร์/สยองขวัญโดยเอ็มจีเอ็มเรื่อง “Cabin in the Woods” และได้อำนวยการสร้างและกำกับภาพยนตร์ทุนต่ำที่สร้างจาก “Much Ado About Nothing” สำหรับโร้ดไซด์ แอทแทรคชันส์ ล่าสุด วีดอนได้เขียนบทภาพยนตร์อินดีเรื่อง “In Your Eyes” และสร้างซีรีส์ฮิตทางเอบีซีเรื่อง “Agents of S.H.I.E.L.D.” โดยมาร์เวล

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *