Avengers: Age of Ultron

  • Elizabeth Olsen

    อลิซาเบธ โอลเซ่น รับบท สการ์เล็ตวิทช์
    ในภาพยนตร์มาร์เวล “AVENGERS: AGE OF ULTRON”

  • Q:เล่าให้เราฟังหน่อยถึงการรับบทนี้และการก้าวเข้าสู่โลกมาร์เวล
    A:ครั้งแรกที่ฉันได้พบกับจอส วีดอน ตัวละครที่พวกเขากำลังคัดเลือกนักแสดงถูกปิดเป็นความลับมากจนฉันไม่รู้อะไรเลย เขาก็เลยเป็นคนแรกที่แนะนำให้ฉันรู้จักสการ์เล็ตวิทช์ ฉันไม่เคยอ่านการ์ตูนเรื่อง “The Avengers” มาก่อน ฉันก็เลยไม่รู้จักว่าเธอเป็นใคร จอสเล่าเรื่องเธอให้ฉันฟัง และพี่ชายฉันก็ชอบอ่านการ์ตูนอยู่แล้ว ฉันก็เลยถามพี่เรื่องเธอด้วย แล้วฉันก็ขอให้มาร์เวลรวบรวมหนังสือการ์ตูนที่มีเธอเป็นตัวเด่นมาให้ แหล่งวัตถุดิบที่สามารถดึงข้อมูลมาได้มีจำนวนมหาศาลอย่างเหลือเชื่อ เรื่องราวทั้งหมดที่อยู่ในหนังสือการ์ตูนอยู่แล้วน่าสนใจมากค่ะ ฉันชื่นชอบการเดินทางของเธอ วิธีการที่เธอพัฒนาทักษะของเธอ และการที่เธอมีพลังมากมายขนาดนั้นโดยไม่รู้ตัวน่ะค่ะ เธอมีความเชื่อมโยงกับจักรวาลและมีความสามารถในการบังคับจิตใจ พลังของเธอเป็นประเด็นสำคัญในหนังเรื่องนี้ค่ะ

    มันมีหลายอย่างให้เล่นในบทหนังเรื่องนี้และมันก็ไม่มีอะไรที่เรียบง่ายเลย มันยังคงความน่าสนใจเอาไว้และความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครอื่นๆ กับสการ์เล็ตวิทช์และควิกซิลเวอร์ก็สนุกมาก มันน่าตื่นเต้นจริงๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ และได้มีประเด็นในท้องเรื่องและเรื่องราวที่ลึกซึ้งเหลือเกินน่ะค่ะ

  • Q:มันน่าสนใจที่ว่าอเวนเจอร์สทุกคนมีพลังมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่สามารถต่อสู้ได้คือจิตใจของพวกเขาเอง
    A:ฉันพยายามจะพูดให้สวยหรูในงานคอมิก คอนที่จัดขึ้นที่ฮอลล์เอช แต่นั่นคือสิ่งที่น่าสนใจมากๆ เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ มันเป็นสิ่งที่สามารถ “อธิบายได้” และมันก็ช่วยเสริมองค์ประกอบเหนือธรรมชาติ ที่ยังไม่มีอยู่จริงเข้าไปได้ด้วย เรากำลังขยายขอบเขตโลกของมาร์เวลด้วยสการ์เล็ตวิทช์ เหมือนกับที่ “Guardians of the Galaxy” ทำไว้ มันก็เลยเป็นเรื่องเจ๋งจริงๆ ที่มีการนำองค์ประกอบใหม่ๆ มาสู่เรื่องราวนี้ค่ะ

  • Q:การฝึกท่าเคลื่อนไหวมือกับโค้ชเป็นยังไงบ้าง
    A:จอส วีดอนอยากให้ฉันร่วมงานกับแดนเซอร์เพราะเขาอยากเพิ่มองค์ประกอบใหม่ๆ เข้าไปในการต่อสู้ เขาไม่อยากให้มันมีแต่การต่อยเหมือนเดิม เขาอยากได้อะไรที่ดูพลิ้วไหวมากกว่าความกระโชกโฮกฮาก เขาคิดภาพของการหมุนตัวไว้ แต่การคุยกันว่าสการ์เล็ตวิทช์จะเคลื่อนไหวยังไงก็เปลี่ยนไปเยอะค่ะ จอสได้พบกับเจนนี ไวท์ ที่เป็นโค้ชการเคลื่อนไหวของฉันในเรื่องนี้ และได้ทำงานร่วมกับเธอ ฉันกับเจนนีได้ร่วมกันสร้างท่าเคลื่อนไหวของเราเองที่เวิร์คสำหรับฉันและจอส อิตาลีเป็นจุดเริ่มต้นความเข้าใจของเราว่าสการ์เล็ตวิทช์จะเคลื่อนไหวยังไงและสร้างท่าเคลื่อนไหวพวกนั้นขึ้นมา แต่จนครึ่งหลังของการถ่ายทำ ฉันถึงรู้สึกว่าฉันสามารถอิมโพรไวส์อะไรแบบนั้นได้ ก่อนหน้านั้น มันจะต้องเป็นท่าที่ผ่านการออกแบบมาก่อน เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยทำหรือไม่เคยเห็นมาก่อน เราไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร และเราก็ไม่ได้อิงมันกับอะไรทั้งนั้น มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งเจ๋งจริงๆ ค่ะ

  • Q:การเคลื่อนไหวแบบนั้นเป็นสิ่งที่คุณทำอย่างสม่ำเสมอในตอนนี้รึเปล่า
    A:ไม่ค่ะ สิ่งที่ตลกก็คือก่อนหน้านี้ ฉันรู้สึกว่ามันฝืนธรรมชาติมากๆ เพราะฉันเคยชินกับการเต้นบัลเลต์และการเคลื่อนไหวแบบนี้ก็เป็นวิธีการยืนที่แตกต่างออกไป มันมีน้ำหนักที่แตกต่างออกไป ฉันไม่เคยเป็นคนที่สามารถใช้มือข้างหนึ่งทำในสิ่งที่แตกต่างจากมืออีกข้างหนึ่งได้ มันก็เลยเป็นเรื่องที่ยากที่สุด ฉันฝึกมันตลอดเวลาเลย ฉันอาจจะนั่งรถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก แล้วระหว่างนั้น ฉันก็จะพยายามทำให้มือข้างหนึ่งขยับเร็วๆ ส่วนอีกข้างหนึ่งขยับช้า แต่ตอนนี้ มันกลายเป็นเรื่องตามธรรมชาติไปแล้ว ตอนแรก มันให้ความรู้สึกที่ฝืนธรรมชาติมากๆ และฉันก็รู้สึกแข็งๆ ตอนที่ฉันดูวิดีโอเซสชันการฝึกของเรา มันดูตลกมาก และคนอื่นๆ ก็กำลังให้สตันท์ดับเบิลกระโดดม้วนตัวหรืออะไรทำนองนั้น แต่ฉันไม่ใช้สตันท์ดับเบิลเพราะฉันสามารถทำทุกอย่างที่ฉันกำลังทำอยู่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องดีเพราะฉันไม่ต้องพึ่งคนอื่นให้แสดงการเคลื่อนไหวของฉันน่ะค่ะ

  • Q:ช่วยเล่าถึงครั้งแรกที่คุณมากองถ่ายพร้อมกับนักแสดงคนอื่นๆ หน่อยสิ
    A:ตอนที่ฉันเริ่มต้น มีแค่แอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสัน เจเรมี เรนเนอร์และฉันอยู่ในอิตาลี แล้วจู่ๆ ทุกคนก็เพิ่มเข้ามา ฉันกลัวจริงๆ ว่ามันจะเป็นการปะทะคารมแบบอิมโพรไวส์ ซึ่งฉันไม่ชอบอะไรแบบนั้นเลย โดยเฉพาะในวันแรกของการทำงาน แต่มันไม่ใช่เลยค่ะ ซึ่งทำให้มันเยี่ยมมาก ทุกคนน่ารักและตลกมาก ฉันคาดคิดว่ามันจะน่ากลัว แต่มันเยี่ยมมากที่ฉันได้สร้างตัวละครของตัวเองมาตั้งแต่ตอนแรก ฉันก็เลยไม่รู้สึกเหมือนต้องทำอะไรหลายอย่างพร้อมๆ กัน ฉันรู้สึกมั่นใจกับสิ่งที่เราทำในอิตาลีและรู้สึกดีกับมัน ทำให้ตอนที่ฉันกลับมา ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ เพราะคนอื่นๆ แสดงบทบาทของพวกเขามาหลายปีแล้ว เว้นแต่เจมส์ สเปเดอร์และพอล เบตตานีย์ แต่แอรอนกับฉันเพิ่งมาใหม่ มันก็เลยเป็นเรื่องดีที่เราได้ทำอะไรเป็นเนื้อเป็นหนังกับตัวละครของเราก่อนที่จะมากองถ่ายแล้วได้เจอคนที่น่าหวั่นเกรงพวกนี้น่ะค่ะ

  • Q:ตัวละครของคุณคิดยังไงกับโทนี่ สตาร์ค
    A:สการ์เล็ตวิทช์และควิกซิลเวอร์คิดว่าโทนี่ สตาร์คหรือไอรอนแมนเป็นหนึ่งในคนเลวที่สุดในโลกเพราะความเชื่อมโยงระหว่างเขากับระเบิดที่ทำลายเมืองของพวกเขาตอนที่พวกเขายังเล็ก และพ่อแม่ของพวกเขาก็ตายเพราะมัน สตาร์คเป็นชื่อที่พวกเขาโตขึ้นมาพร้อมกับมันและเชื่อมโยงมันกับคนที่เลวที่สุดในโลก “ความขี้โมโห” ที่เป็นนิสัยส่วนตัวของเขาทำให้ควิกซิลเวอร์และสการ์เล็ตวิทช์รู้สึกเสมอว่าเขาเป็นมนุษย์ที่ไร้ความยำเกรงและความระมัดระวังที่สุด และเขาก็ไม่รู้เลยถึงผลกระทบที่เขามีต่อโลกใบนี้น่ะค่ะ

  • Q:พวกเขาเห็นอะไรในอัลตรอนที่ทำให้พวกเขาเชื่อในตัวเขา
    A:ตอนที่สการ์เล็ตวิทช์และควิกซิลเวอร์ได้พบกับอัลตรอน สัญชาตญาณแรกของพวกเขาคือเขาเป็นแค่คนที่กระหายอำนาจ แต่แล้วพวกเขาก็เริ่มเชื่อในอุดมคติของเขา ซึ่งกลายเป็นข้อบกพร่องอย่างร้ายแรง เขาเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว พวกอเวนเจอร์สก็จะใช้พลังของพวกเขาในทางที่ผิดและพวกเขาจะทำเรื่องที่เลวร้าย เราเชื่อว่าเขาต้องการสันติภาพ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขากลับไม่มีเข็มทิศศีลธรรมใดๆ เลยน่ะค่ะ

  • Q:การเข้าฉากกับเจมส์ สเปเดอร์เป็นยังไงบ้าง
    A:การร่วมงานกับเจมส์ สเปเดอร์สนุกมากเพราะเขาแสดงความคิดสร้างสรรค์ในการเป็นหุ่นยนต์ออกมาจริงๆ ฉันไม่ได้ดูช็อตการปรากฏตัวครั้งแรกของเขา แต่ตอนที่อัลตรอนเข้ามาแบบยังไม่สมบูรณ์ เขาก็อธิบายว่าเขาถ่ายทำมันตอนที่แขนเขายังเข้าเฝือกอยู่ และเขาก็ตัดสินใจว่าเขาจะแสดงท่าถนัดซ้าย เพื่อที่เขาจะแสดงท่าทางต่างๆ ด้วยข้อมือของเขา และแขนของเขาที่ห้อยต่องแต่งอยู่ เขามีความคิดสร้างสรรค์มากว่ามันจะออกมาเป็นยังไงหลังจากที่มันผ่านกระบวนการโมชันแคปเจอร์แล้ว เขาพยายามจะทำให้มันดีขึ้น และเขาก็เป็นพวกเพอร์เฟ็กชันนิสต์เหลือเกิน มันสนุกมากที่ได้ร่วมงานกับคนที่ปฏิบัติต่ออัลตรอนอย่างล้ำค่าแบบนี้น่ะค่ะ

  • Q:ลุคของคุณพัฒนาไปยังไงบ้างในเรื่องนี้
    A:สการ์เล็ตวิทช์และควิกซิลเวอร์ ฝาแฝดของเธอเป็นพวกเร่ร่อนค่ะ พวกเขาเป็นเหมือนยิปซีในยุโรปตะวันออก และพวกเขาก็ใช้สิ่งที่มีในการเอาชีวิตรอด สิ่งที่เราคิดเกี่ยวกับชุดของสการ์เล็ตวิทช์คือเธอจะหยิบฉวยสิ่งต่างๆ ระหว่างทาง หรือเขาอาจจะฉกของบางอย่างมาให้เธอ พวกเขารวมทุกสิ่งที่พวกเขามีเข้าด้วยกัน ดังนั้น ถ้าวันนั้นหนาว พวกเขาก็อาจจะฉกผ้าคลุมหรือแจ็คเก็ตมา บางครั้ง ยุโรปตะวันออกก็ดูเหมือนจะล้าหลังกว่าประเทศอื่นๆ ซัก 15 ปี เหมือนยุค 80s หรือ 90s เราก็เลยพยายามจะสร้างความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมา อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อสการ์เล็ตวิทช์คือพลังของเธอมาจากมือและข้อมือของเธอ เราก็เลยมีถุงมือหนังที่ปกป้องมือของเธอ แล้วก็มีแหวนที่ฉันคิดว่าเป็นเครื่องคุ้มกันบางอย่าง เพราะเธอสวมแหวนซัก 14 วงและสร้อยข้อมืออีกเยอะแยะ ฉันมองทั้งหมดนั่นว่าเป็นเหมือนเครื่องคุ้มกัน เหมือนชุดเกราะน่ะค่ะ

  • Q:การร่วมงานกับจอส วีดอนเป็นยังไงบ้าง
    A:ฉันได้เห็นเวอร์ชันต่างๆ ของตัวละครของเรากับจอสเพราะเราได้เริ่มต้นเตรียมงานสร้างกับเขาประมาณสามเดือนก่อนหน้าที่เราจะถ่ายทำเพราะเราต้องถ่ายทำคลิปพิเศษสำหรับ “Captain America: The Winter Soldier” กับเขา ตอนนั้นเองที่เราเริ่มคุยกับเขาถึงการทำให้ตัวละครเหล่านี้มีความออริจินอล ตั้งแต่ “Avengers” ภาคแรก จอสได้รับเอาตัวละครเหล่านี้มาจากแฟรนไชส์ต่างๆ แต่เขามีโอกาสได้สร้างเราค่ะ ฉันรู้ว่าเขาสนใจในการสร้างตัวละครผู้หญิงที่แข็งแกร่ง และรูปร่างที่แตกต่างก็เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเขามากกว่าการที่ทุกคนสวมกางเกง มันสนุกมากที่ได้เห็นตัวละครของเราเติบโตและงอกงามขึ้นภายใต้การนำทางของจอสค่ะ

    การร่วมงานกับจอสเป็นเรื่องเยี่ยมมาก เพราะคุณจะรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นคนที่จำเป็นและมีคนต้องการค่ะ เขามาในกองถ่ายแล้วก็จะส่งบันทึกที่เฉพาะเจาะจงและเป็นประโยชน์อย่างเหลือเชื่อให้เรา ฉันจะมาคุยกับเขาระหว่างที่เขากำลังถ่ายทำอย่างอื่นพร้อมด้วยคำถามเกี่ยวกับฉากที่เราจะถ่ายทำ ฉันรู้ว่าความคิดของเขาคงอยู่กับเรื่องอื่น แต่เขาก็โอเคกับการคุยกับฉันถึงเรื่องนี้ ซึ่งด้วยตัวละครมากมาย คุณอาจคิดว่ามันคงเป็นเรื่องยากมากสำหรับเขา แต่เขาเป็นแฟนเรื่องราวนี้ค่ะ เขารู้จักโลกใบนี้และคุณก็ไว้ใจเขา

  • Q:มีอะไรมั้ยที่ทำให้คุณแปลกใจเกี่ยวกับตัวละครของคุณ
    A:ฉันกับจอส วีดอนคุยกันถึงเรื่องความเปราะบางของเธอและฉันก็คิดว่าซูเปอร์ฮีโรไม่ได้เปราะบางขนาดนนั้น แต่ระหว่างการถ่ายทำ ฉันก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นถึงการที่พวกเขาเป็นผู้รับผิดชอบการทำลายล้างและความเสียหายทั้งหมดนี้ ฉันไม่ได้คิดว่าเธอมองมันเป็นการส่วนตัวในรูปแบบที่อ่อนไหว แต่เป็นในรูปแบบที่ก้าวร้าวมากกว่า มันก็เลยเป็นเรื่องดีเพราะฉันรู้สึกว่าในหนังพวกนั้น คุณไม่ได้มองมันในรูปแบบที่อ่อนไหว แต่สการ์เล็ตวิทช์จะเชื่อมโยงกับเรื่องทางความรู้สึกมากกว่า และฉันคิดว่าพลังของเธอมาจากอารมณ์ของเธอค่ะ อารมณ์ของเธอเป็นเสาหลักที่ยึดเธอเอาไว้ และการแสดงความเปราะบางและความเข้มแข็งทางอารมณ์ออกมาได้ก็เป็นเรื่องดีค่ะ

  • Q:ความท้าทายในการฝึกสำเนียงของคุณเป็นยังไงบ้าง
    A:สิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับการมาจากสถานที่สมมติคือคุณไม่จำเป็นจะต้องออกเสียงให้ตรงกับท้องถิ่นไหนทั้งนั้น ฉันเป็นคนอเมริกันและแอรอน [เทย์เลอร์-จอห์นสัน] เป็นชาวอังกฤษ ดังนั้น บางเสียงในสำเนียงยุโรปตะวันออกก็จะเป็นเรื่องธรรมชาติมากกว่าสำหรับเขา ในขณะที่บางเสียงก็อาจจะเป็นธรรมชาติมากกว่าสำหรับฉัน ดังนั้น สิ่งที่เราทำคือเราเริ่มทำงานร่วมกับซาราห์ เชพเพิร์ด โค้ชสำเนียงของเราและเราก็ได้ทดลองสำเนียงสลาวิค แต่พยายามหลีกเลี่ยงสำเนียงรัสเซีย เพราะแบล็ควิโดว์เป็นคนรัสเซียค่ะ แล้วเราก็พบเสียงที่ฉันกับเขารู้สึกดีที่สุดกับมัน สิ่งที่ยอดเยี่ยมคือนักแสดงคนไหนก็ตามที่เป็นชาวโซโคเวียสามารถเรียนรู้สำเนียงนี้ได้เพราะเราคิดเอาไว้แล้วว่าเสียงมันควรจะเป็นยังไง ตอนแรก มันน่ากลัวนิดๆ ที่จะเปิดปากพูด แต่ตอนนี้ มันออกมาอย่างเป็นธรรมชาติแล้วค่ะ

  • Q:เป็นข้อได้เปรียบสำหรับคุณและแอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสันรึเปล่าที่พวกคุณเคยร่วมงานกันมาก่อนใน “Godzilla”
    A:มันเป็นเรื่องเยี่ยมที่ฉันกับแอรอนตรงมาจาก “Godzilla” เพื่อแสดงหนังเรื่องนี้เพราะเราเป็นน้องใหม่ทั้งคู่ แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ได้ใหม่สำหรับกันและกัน เรามีกันและกัน ดังนั้น มันก็เลยช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการมาเล่นหนังเรื่องนี้ ที่ค่อนข้างน่าหนักใจเพราะทีมนักแสดงของเรื่อง แม้ว่าเราจะไม่ได้ร่วมงานกันมากนักใน “Godzilla” แต่ฉันก็ได้ใช้เวลาคุยกับเขา กับครอบครัวเขา ฉันก็เลยรู้สึกดีที่ได้สร้างความคุ้นเคยกันแบบนั้น เพราะคุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับคนๆ นั้นมากกว่าตอนที่คุณแถลงข่าวร่วมกัน เราเพิ่งมาจากงานแถลงข่าว “Godzilla” เพื่อมาแสดงหนังเรื่องนี้ และเราก็ได้ต่อล้อต่อเถียงกันเหมือนพี่น้องจริงๆ มันเป็นเรื่องดีที่ได้เล่นอะไรแบบนั้น และรู้สึกผ่อนคลายมากพอที่จะรู้สึกอยากปกป้องกันและกันน่ะค่ะ ฉันไม่เคยร่วมงานกับนักแสดงคนเดิมซ้ำสองมาก่อน และฉันก็รู้สึกขอบคุณกับเรื่องนั้น เรามีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน มันก็เลยเป็นเรื่องตลกดีที่คนที่คุณใช้เวลาส่วนใหญ่ด้วยตอนทำงานเป็นคนที่คุณคิดว่าตลกและมีความสุขด้วย เรามีอารมณ์ขันแบบเดียวกันและเราก็รู้จักครอบครัวของกันและกัน มันก็เลยเป็นความรู้สึกที่ดีค่ะ

  • Q:ตอนที่คุณชื่นชอบในหนังเรื่องนี้คืออะไร
    A:การอยู่ในอิตาลีเป็นเรื่องยอดเยี่ยมค่ะ เพราะฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นทหารกับทุกอย่าง ฉันอยากจะรู้สึกว่าตัวเองเตรียมพร้อมทุกวันเพราะมันเป็นเรื่องใหม่และน่ากลัว ฉันได้ฝึกฝนกับโค้ชการเคลื่อนไหวของฉันวันละสองครั้ง และฉันก็ได้ฝึกเรื่องสำเนียงทุกวัน มันเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกถึงพลังและความแข็งแกร่งแบบนั้นในตัวละครตัวหนึ่ง ฉันก็เลยกลับบ้านด้วยความมั่นใจสุดๆ เพราะฉันทำตัวมั่นใจตลอดทั้งวันค่ะ

    ความทรงจำตลกๆ ที่ฉันชื่นชอบมากที่สุดคือฉากที่วิชัน ตัวละครของพอล เบตตานีย์ เริ่มคุยกับเราถึงแผนการของอัลตรอน และเราก็นั่งล้อมวงกัน ทุกคนเลยเว้นแต่แบล็ควิโดว์ เราทุกคนยกเว้นพอลต่างก็มีบทพูดเสริมเข้าไปสองสามครั้ง แต่ตอนแรก เหมือนกับว่าไม่มีใครรู้ว่าจะพูดบทพูดของตัวเองเมื่อไหร่ ดังนั้น หลังจากนั้น เมื่อคุณพูดมากเกินไป คุณก็จะเริ่มรู้สึกปัญญาอ่อน แล้วท้ายที่สุด ทุกคนก็รู้สึกขำกัน มันเป็นวันทำงานที่สนุกจริงๆ และก็มีเสียงหัวเราะมากมาย ตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของทีม มันให้ความรู้สึกที่เจ๋งจริงๆ ค่ะ เวลาแบบนี้ที่คุณถูกล้อทำให้คุณรู้ว่าคุณได้รับการยอมรับแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกองถ่ายหนังเรื่องนี้น่ะค่ะ

  • Q:มันเจ๋งแค่ไหนที่ได้อยู่ในฉากสตาร์ค ทาวเวอร์
    A:ฉากสตาร์ค ทาวเวอร์มีขนาดใหญ่มาก เพื่อให้มันมีสเกลเท่ากับที่มันควรจะเป็นในหนัง ข้อเสียอย่างหนึ่งเกี่ยวกับฉากนี้คือด้วยความที่พวกเขาอยากให้มันดูหรูมาก มันก็เลยเป็นฉากที่ลื่นที่สุด และด้วยปริมาณการต่อสู้และการเคลื่อนไหว มันก็ทำให้คนหกล้มคลุกคลานทั่วไปหมด จนพวกเขาต้องทากาวไว้ตรงรองเท้า แต่ฉากนี้สวยมากค่ะ มันเป็นฉากที่เจ๋งที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา

  • Q:แฟนๆ จะคาดหวังอะไรจากหนังเรื่องนี้ได้บ้าง
    A:ตอนที่คุณดูเรื่องราวต่างๆ มาปะติดปะต่อกัน มันก็น่ากลัวมากๆ และมันก็ได้นำพาคุณเข้าสู่โลกที่มีปีศาจร้ายและความกลัวจริงๆ ซึ่งมันจะโดนใจคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยดนตรีและการแสดง ในแบบที่จะทำให้คุณแปลกใจที่คุณสนใจสิ่งที่เป็นโลกแฟนตาซีมากขนาดนี้ แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็มีองค์ประกอบแบบร็อคสตาร์ที่คนทั้งหมดนี้เป็นเหมือนร็อคสตาร์ยุคปัจจุบันที่เจ๋งจริงๆ พวกเขาตลกจริงๆ และก็มีการปะทะคารมกันอย่างสนุกสนานด้วย แต่ที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญคือความกลัวของมนุษย์ ว่าอธรรมจะชนะธรรมะ มันจะเป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวมากๆ แต่ก็สนุกมากๆ ด้วยในขณะเดียวกัน สิ่งที่มาร์เวลทำได้ดีที่สุดคือการทำให้ทุกคนสนใจในเรื่องราวเหล่านี้เป็นการส่วนตัวและแคร์กับมันจริงๆ แต่มันก็สนุกด้วย มันสนุกจริงๆ มันทำให้คุณหัวเราะ และคุณก็จะนับถือพวกเขา ดังนั้น หนังเรื่องนี้ก็จะเป็นทุกอย่างที่คุณต้องการจากหนังมาร์เวล แต่มันจะมีแก่นเรื่องที่แข็งแกร่งและน่ากลัวกว่าน่ะค่ะ

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *