Avengers: Age of Ultron

  • James Spader

    เจมส์ สเปเดอร์ ก้าวเข้าสู่โลกภาพยนตร์มาร์เวลในบท อัลตรอน
    ในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Avengers: Age of Ultron”

    เจมส์ สเปเดอร์อาจจะเป็นนักแสดงคนใหม่สำหรับบทผู้ร้ายในโลกภาพยนตร์มาร์เวล แต่เขาก็ตื่นเต้นที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน และด้วยเหตุผลที่ดีซะด้วย เขาอธิบายถึงสิ่งที่ดึงดูดให้เขาสนใจโปรเจ็กต์นี้ตั้งแต่เริ่มต้นว่า “ตอนนั้น ผมมีลูกชายวัย 19 ปีที่ชื่นชอบหนังที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนและหนังสือการ์ตูน และตลอดอาชีพนักแสดงของผม ผมก็ไม่เคยแสดงหนังที่ลูกๆ ผมสามารถดูได้จนกว่าพวกเขาจะโตขึ้นประมาณหนึ่ง ในตอนนั้น ผมก็มีลูกชายวัย 3 ขวบ แล้วเขาก็สนใจเรื่องแฟนตาซีด้วย ผมก็เลยคิดว่า ในที่สุด ผมก็สามารถทำอะไรเพื่อลูกๆ ผมได้แล้ว”

    เขากล่าวเสริมว่า “นี่เป็นกลุ่มคนที่ทำงานร่วมกันมานานและคุ้นเคยกับโลกใบนี้อย่างดี ผมชื่นชอบการก้าวเข้ามาสู่เรื่องราวนี้ในฐานะตัวละครตัวนี้เพราะเขารู้จักตัวละครพวกนี้ อัลตรอนเป็นเหมือนตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมา ด้วยความช่วยเหลืออย่างไม่ได้ตั้งใจจากแบนเนอร์และสตาร์ค เขารู้จักพวกเขา อดีตของพวกเขา ประวัติของพวกเขา ชีวิตของพวกเขาเป็นอย่างดี และเขาก็ยังรู้ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติและวัฒนธรรมโลกทั้งแบบผิวเผินและเจาะลึก ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งเกิดครับ”

    สเปเดอร์กล่าวต่อถึงความสามารถของอัลตรอนว่า “อัลตรอนสามารถเข้าถึงทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและทุกอย่างที่ปรากฏทางอินเทอร์เน็ตก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวกระตุ้นและข้อมูลของเขา มันฝังอยู่ในความคิดของเขา ผมคิดว่ามันรวมถึงบทสนทนาด้วยซ้ำไป มันหลั่งไหลเข้ามาตลอดเวลา เขาสามารถเข้าถึงมันได้อย่างไร้ขีดจำกัด แล้วมันก็หลั่งไหลเข้าไปในชิปประมวลผลอะไรก็ตามที่เขามีอยู่ในหัว มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อและเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ เขามีทั้งพลังและความรู้ที่เขาไม่อาจจะควบคุมได้ แล้วพอมันบวกเข้ากับความหยิ่งยะโสและแนวโน้มความเป็นโรคจิต มันก็กลายเป็นสิ่งน่ากลัว รบกวนจิตใจ เขาแข็งแกร่งเกินไปน่ะครับ”

    อัลตรอนตั้งเป้าที่จะทำลายกลุ่มเอเวนเจอร์ส และเขาก็สนใจเอเวนเจอร์คนหนึ่งเป็นพิเศษ “มุมมองโลกของอัลตรอนก็คือโทนี่ สตาร์คเป็นตัวแทนของสิ่งที่ผิดพลาดของโลกในปัจจุบันนี้ เขามองเอเวนเจอร์สทั้งทีมว่าเป็นภาพสะท้อนความเสื่อมโทรมของอารยธรรม ยิ่งไปกว่านั้น โทนี่ สตาร์คยังเป็นคนที่ทำให้เขาถือกำเนิดขึ้นมาอีกด้วย อัลตรอนกลายเป็นตัวละครที่พัฒนาตัวเองเมื่อเขายังคงก้าวหน้า พัฒนา และเปลี่ยนแปลงตัวเองเรื่อยๆ แต่โทนี่ สตาร์คก็เป็นตัวแทนของหนทางแก้ไขปัญหาแบบตลกๆ สำหรับตัวละครตัวอื่นๆ ที่ถูกแนะนำเข้ามาในหนังเรื่องนี้ครับ”

    สเปเดอร์เคยร่วมงานกับโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ผู้กลับมารับบทโทนี่ สตาร์ค/ไอรอนแมน ในภาพยนตร์เรื่องนี้ และทั้งคู่ก็เป็นเพื่อนกันมานานหลายปี มันเป็น “ความยินดีอย่างยิ่งยวด” สำหรับสเปเดอร์ในการมีโอกาสได้กลับมาร่วมงานกับดาวนีย์ จูเนียร์อีกครั้ง

    “ตอนนี้ เราอยู่กันคนละที่ในโลก ซึ่งมันก็เกิดขึ้นบ่อยในวงการหนังที่คุณจะมีเพื่อนที่สนิทกับคุณมากๆ” สเปเดอร์กล่าว “มิตรภาพระหว่างเราเป็นหนึ่งในมิตรภาพน้อยครั้งที่เกิดขึ้นระหว่างที่ผมเป็นนักแสดง ที่มันเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ตอนอยู่นอกกองถ่ายของเรา เราเคยร่วมงานกันในหนังหลายเรื่องแต่มิตรภาพของเราเกิดขึ้นนอกกองถ่ายครับ แล้วเราก็อยู่กันคนละมุมโลกมาซักพักแล้ว หนึ่งในสิ่งที่น่ายินดีในการได้ทำงานในหนังเรื่องนี้คือการได้รื้อฟื้นมิตรภาพนั้นอีกครั้ง ซึ่งก็เกิดขึ้นทันทีครับ”

    การได้ทำงานในภาพยนตร์เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความท้าทายด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับสเปเดอร์ ผู้ไม่เคยทำงานกับโมชัน แคปเจอร์ในฐานะส่วนสำคัญในการแสดงของเขา แต่นักแสดงพรสวรรค์ผู้นี้ก็ยอมก้าวออกจากขอบเขตเดิมๆ ของตัวเองและตอบรับประสบการณ์ใหม่นี้ “การได้ทำสิ่งใหม่ๆ หลังจากเป็นนักแสดงมาเป็นสิบๆ ปีเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น และท้าทายอย่างเหลือเชื่อ ตัวกระบวนการเองเป็นอะไรที่ทรหดมากและผมก็ชอบแบบนั้นครับ” สเปเดอร์กล่าว “ผมชอบที่มันเป็นเรื่องใหม่สำหรับผม และมันก็เป็นโอกาสในการเนรมิตชีวิตให้กับบางสิ่งในรูปแบบใหม่และแตกต่างจากที่ผมเคยทำมาก่อนน่ะครับ”

    นีเป็นครั้งแรกที่นักแสดงมากประสบการณ์ผู้นี้ได้ร่วมงานกับมือเขียนบท/ผู้กำกับจอส วีดอน และเขาก็เล่าถึงประสบการณ์ครั้งนี้ว่า “เขาฉลาดอย่างเหลือเชื่อ เป็นคนตลกและแปลกพิลึก มันเป็นคุณสมบัติที่ผมชื่นชอบในตัวคนๆ หนึ่งครับ เขาใส่คุณสมบัตินั้นเข้าไปในกองถ่าย และสำหรับผม การได้ทำงานในหนังเรื่องนี้ก็เป็นความโชคดี ถ้าความแปลกประหลาดนั้นของผู้กำกับและมือเขียนบทเป็นสิ่งที่ช่วยบ่งบอกว่าคุณจะเจอผลลัพธ์ยังไง มันก็เป็นเรื่องเยี่ยมครับ”

    สเปเดอร์ตื่นเต้นมากๆ เมื่อพูดถึงหัวใจสำคัญของภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Avengers: Age of Ultron” “มันเป็นการเฉลิมฉลองของประสาทสัมผัสต่างๆ ครับ” เขากล่าว “มันมีภาพวิชวลที่น่าตื่นตาตื่นใจ ไม่ใช่ในแง่ของภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในแง่ของขนาดและสโคปด้วย ในตอนที่ผมได้อ่านบางเรื่องในบท มันก็ดูยิ่งใหญ่มาก จนคุณคิดว่ามันน่าจะมีการปรับลดอะไรบางอย่างลงมาบ้างระหว่างการถ่ายทำ หรือแม้แต่ในตอนพัฒนาบทขึ้นมาก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นแบบนั้น เรื่องราวที่สำคัญเป็นสิ่งเล็กน้อย มีความเป็นมนุษย์และสะเทือนอารมณ์ และมันก็เป็นความย้อนแย้งของสิ่งต่างๆ เหล่านั้น เพราะวิถีของมันเป็นอย่างนั้นครับ”

    เขากล่าวสรุปว่า “หนังอาจเป็นภาพน่าตื่นตาตื่นใจที่ผู้ชมเข้าถึงไม่ได้ ที่คุณไม่สามารถคลานเข้าไปข้างใน แล้วรู้สึกถึงความอึดอัดของมัน หรือรู้สึกถึงความยินดี ความสุข ความเศร้า ความหม่นหมองหรือความรู้สึกใดๆ ก็ตามท แต่การได้สร้างหนังที่น่าตื่นตาตื่นใจเรื่องนี้ ที่เป็นสิ่งที่คุณสามารถคลานเข้าไปข้างในและรู้สึกได้ถึงชีวิตภายในนั้น นั่นเป็นหนังในรูปแบบที่ยอดเยี่ยมที่สุดครับ”

  • Q:คุณคิดยังไงเกี่ยวกับการรับบทหนึ่งในตัวร้ายที่ได้รับการยกย่องสูงสุดในจักรวาลมาร์เวล
    A:ตอนนั้น ผมมีลูกชายวัย 19 ปีที่ชื่นชอบหนังที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนและหนังสือการ์ตูน และตลอดอาชีพนักแสดงของผม ผมก็ไม่เคยแสดงหนังที่ลูกๆ ผมสามารถดูได้จนกว่าพวกเขาจะโตขึ้นประมาณหนึ่งเลย ในตอนนั้น ผมก็มีลูกชายวัย 3 ขวบ แล้วเขาก็สนใจเรื่องแฟนตาซีด้วย ผมก็เลยคิดว่า ในที่สุด ผมก็สามารถทำอะไรเพื่อลูกๆ ผมได้แล้ว ผมก็เลยบอกถึงความสนใจของผมในตอนที่ผมได้พบกับเควิน ไฟกีครับ

    ผมกำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำซีรีส์โทรทัศน์ในตอนที่เควินโทรมาหาผมเรื่องบท อัลตรอน ผมบังเอิญเดินทางไปที่ลอสแองเจลิสเพื่อให้สัมภาษณ์สื่อพอดี แล้วจอส วีดอนก็ได้เขียนบทสองสามฉากเพื่อให้ผมเข้าใจว่าตัวละครตัวนี้มีลักษณะยังไง เพื่อดูว่าผมจะตอบสนองกับมันยังไง ผมได้พบกับเควินและเจเรมี แลทแชม และพวกเขาก็ถือแฟ้มทั้งหมดมาด้วย

    พวกเขาให้นักวาดภาพวาดภาพม็อคอัพตัวละครตัวนี้ขึ้นมา และนำเสนอไอเดียว่าตัวละครตัวนี้จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมายังไงระหว่างการถ่ายทำ พวกเขาได้ใส่เอาภาพลักษณ์ของผมเข้าไปในภาพนั้นเรียบร้อยแล้ว ผมตอบตกลงในห้องนั้นเลย เพราะมันดูเหมือนจะเป็นโปรเจ็กต์ที่สนุกสนานและน่าตื่นเต้น แล้วผมก็เป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ด้วย เราไม่ได้ร่วมงานกันมาหลายสิบปีแล้ว ผมก็เลยคิดว่าคงน่าสนุกถ้าจะได้อยู่ในกองถ่ายกับเขาอีกครั้งหนึ่งน่ะครับ

  • Q:ช่วยพูดถึงการ “รับบท” หุ่นยนต์และสวมชุดโมแคปหน่อยสิ
    A: ในกรณีนี้ สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเราตั้งใจจะนำสีหน้าท่าทางบางอย่างของผมใส่เข้าไปในโครงสร้างเหล็กของตัวละครตัวนี้ ที่มีการพัฒนาขึ้นระหว่างเรื่อง จนถึงจุดที่ว่าแม้ว่าเขาพยายามจะทำตัวให้เหมือนมนุษย์มากกว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น แต่เขากลับขยับเข้าใกล้สิ่งที่เขาตั้งใจจะถอยห่างมากขึ้น เขาใส่ลักษณะท่าทางและการเคลื่อนไหวของมนุษย์ให้กับตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ น่ะครับ

    ไอเดียนั้นเกิดขึ้นระหว่างการพูดคุยครั้งแรกระหว่างผมกับจอส วีดอน ตอนที่ผมถามเขาว่า ผมจะมีส่วนร่วมอะไรในการสร้างอัลตรอนขึ้นมาบ้าง เขาก็บอกว่าถ้าผมอยากจะให้ตัวละครตัวนี้มีเค้าโครงมาจากผมทั้งหมด ไม่ใช่แค่เสียงเท่านั้น ผมก็สามารถทำได้ และมันก็จะเป็นเรื่องเยี่ยม แต่มันก็ขึ้นอยู่กับผม ในหนังทุกเรื่องของผม ผมทุ่มสุดตัวเสมอ ผมก็เลยมักจะเลี่ยงการพนันเสมอด้วยเหตุผลนั้นล่ะครับ ผมบอกจอสไปว่าผมจะทุ่มทุกอย่างเท่าที่มี แต่ผมก็ไม่รู้เลยว่าผมกำลังจะได้เจอกับอะไรครับ

    ไอเดียนั้นเกิดขึ้นระหว่างการพูดคุยครั้งแรกระหว่างผมกับจอส วีดอน ตอนที่ผมถามเขาว่า ผมจะมีส่วนร่วมอะไรในการสร้างอัลตรอนขึ้นมาบ้าง เขาก็บอกว่าถ้าผมอยากจะให้ตัวละครตัวนี้มีเค้าโครงมาจากผมทั้งหมด ไม่ใช่แค่เสียงเท่านั้น ผมก็สามารถทำได้ และมันก็จะเป็นเรื่องเยี่ยม แต่มันก็ขึ้นอยู่กับผม ในหนังทุกเรื่องของผม ผมทุ่มสุดตัวเสมอ ผมก็เลยมักจะเลี่ยงการพนันเสมอด้วยเหตุผลนั้นล่ะครับ ผมบอกจอสไปว่าผมจะทุ่มทุกอย่างเท่าที่มี แต่ผมก็ไม่รู้เลยว่าผมกำลังจะได้เจอกับอะไรครับ

    ตอนที่ผมกลับมาเพื่อถ่ายทำอีกครั้งในอีกเดือนให้หลัง ผมก็รู้แล้วว่าผมจะเจอกับอะไร ผมไม่ใช่แค่ทำตามกระบวนการได้เท่านั้น แต่ผมยังสามารถใส่สิ่งที่ผมอยากจะทำและช่วยเหลือจอส วีดอนในการเนรมิตชีวิตให้กับตัวละครตัวนี้ได้ด้วยครับ

  • Q:การได้แสดงกับนักแสดงคนอื่นๆ ในห้อง ซึ่งมีการรับส่งบทกัน ให้ความรู้สึกยังไงบ้าง
    A:ผมไม่รู้ว่าจะแสดงวิธีอื่นยังไง ผมก็เลยชื่นชมที่เทคโนโลยีได้พัฒนาขึ้นมา ทำให้ผมสามารถอยู่หน้ากล้องได้ ผมอยู่ในกองถ่ายด้วยและนักแสดงคนอื่นๆ ก็ได้สิ่งที่พวกเขาต้องการจากผม ผมเองก็ได้ทุกสิ่งที่ต้องการจากพวกเขาเหมือนกัน ความรู้สึกของผมในกองถ่ายมักจะเกิดจากตัวละครที่ผมเล่นอยู่แล้ว แต่ในกรณีนี้ มันเวิร์คมาก นี่เป็นกลุ่มคนที่ทำงานร่วมกันมานานและคุ้นเคยกับโลกใบนี้อย่างดี ผมชื่นชอบการก้าวเข้ามาสู่เรื่องราวนี้ในฐานะตัวละครตัวนี้เพราะเขารู้จักตัวละครพวกนี้ อัลตรอนเป็นเหมือนตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมา ด้วยความช่วยเหลืออย่างไม่ได้ตั้งใจจากแบนเนอร์และสตาร์ค เขารู้จักพวกเขา อดีตของพวกเขา ประวัติของพวกเขา ชีวิตของพวกเขาเป็นอย่างดี และเขาก็ยังรู้ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติและวัฒนธรรมโลกทั้งแบบผิวเผินและเจาะลึก ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งเกิดครับ

  • Q:อัลตรอนรู้สึกยังไงกับโทนี่ สตาร์ค
    A:มุมมองโลกของอัลตรอนก็คือโทนี่ สตาร์คเป็นตัวแทนของสิ่งที่ผิดพลาดของโลกในปัจจุบันนี้ เขามองเอเวนเจอร์สทั้งทีมว่าเป็นภาพสะท้อนความเสื่อมโทรมของอารยธรรม ยิ่งไปกว่านั้น โทนี่ สตาร์คยังเป็นคนที่ทำให้เขาถือกำเนิดขึ้นมาอีกด้วย อัลตรอนกลายเป็นตัวละครที่พัฒนาตัวเองเมื่อเขายังคงก้าวหน้า พัฒนา และเปลี่ยนแปลงตัวเองเรื่อยๆ แต่โทนี่ สตาร์คก็เป็นตัวแทนของหนทางแก้ไขปัญหาแบบตลกๆ สำหรับตัวละครตัวอื่นๆ ที่ถูกแนะนำเข้ามาในหนังเรื่องนี้ครับ

    การได้ร่วมงานกับโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์อีกครั้งหลังจากผ่านมาหลายปีแล้วให้ความรู้สึกยังไงบ้าง

  • Q:
    A:การได้ร่วมงานกับโรเบิร์ตเป็นความยินดีอย่างยิ่งยวดครับ ตอนนี้ เราอยู่กันคนละที่ในโลก ซึ่งมันก็เกิดขึ้นบ่อยในวงการหนังที่คุณจะมีเพื่อนที่สนิทกับคุณมากๆ มิตรภาพระหว่างเราเป็นหนึ่งในมิตรภาพน้อยครั้งที่เกิดขึ้นระหว่างที่ผมเป็นนักแสดง ที่มันเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ตอนอยู่นอกกองถ่ายของเรา เราเคยร่วมงานกันในหนังหลายเรื่องแต่มิตรภาพของเราเกิดขึ้นนอกกองถ่ายครับ แล้วเราก็อยู่กันคนละมุมโลกมาซักพักแล้ว หนึ่งในสิ่งที่น่ายินดีในการได้ทำงานในหนังเรื่องนี้คือการได้รื้อฟื้นมิตรภาพนั้นอีกครั้ง ซึ่งก็เกิดขึ้นทันทีครับ

  • Q:อัลตรอนใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ยังไงบ้าง
    A:อัลตรอนสามารถเข้าถึงทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและทุกอย่างที่ปรากฏทางอินเทอร์เน็ตก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวกระตุ้นและข้อมูลของเขา มันฝังอยู่ในความคิดของเขา ผมคิดว่ามันรวมถึงบทสนทนาด้วยซ้ำไป มันหลั่งไหลเข้ามาตลอดเวลา เขาสามารถเข้าถึงมันได้อย่างไร้ขีดจำกัด แล้วมันก็หลั่งไหลเข้าไปในชิปประมวลผลอะไรก็ตามที่เขามีอยู่ในหัว มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อและเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ เขามีทั้งพลังและความรู้ที่เขาไม่อาจจะควบคุมได้ แล้วพอมันบวกเข้ากับความหยิ่งยะโสและแนวโน้มความเป็นโรคจิต มันก็กลายเป็นสิ่งน่ากลัว รบกวนจิตใจ เขาแข็งแกร่งเกินไปน่ะครับ

  • Q:การร่วมงานกับจอส วีดอนเป็นยังไงบ้าง
    A:ตอนที่จอสมาหาผมที่อพาร์ทเมนต์ในนิวยอร์ก เรานั่งดื่มไวน์คุยกันหลายชั่วโมงบนหลังคา มันทำให้ผมมั่นใจว่าผมตื่นเต้นกับการจะได้อยู่ในกองถ่ายกับเขาจริงๆ ผมชอบงานเขียนของเขา เขาตื่นเต้นกับความแปลกประหลาดและความพิสดารของตัวละครตัวนี้ ไม่ใช่แค่สิ่งที่น่าหวาดสะพรึงหรือความก้าวร้าวของตัวละครตัวนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความไม่มั่นใจและปัญหาของเขา ซึ่งมีมากมายด้วย นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้จอสและผมสนใจครับ จอสมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าตัวละครตัวนี้มีลักษณะที่แบ่งแยกเป็นสองแบบอย่างชัดเจน ถึงขั้นที่ว่าเกิดความขัดแย้งบ่อยครั้ง ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าสนใจและผมคิดว่ามันเกี่ยวข้องกับการนำเสนอโลกหรืออิทธิพลของตัวละครตัวนี้มากๆ ในกองถ่าย จอสได้สร้างความรู้สึกของความเป็นหนึ่งเดียวกันให้กับแม้แต่รายละเอียดที่เล็กน้อยที่สุด และสำหรับผม มันก็เป็นอะไรที่เพอร์เฟ็กต์ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำกับและนักแสดง เขาเป็นคนที่ต้องการอะไรที่เฉพาะเจาะจงมากๆ และบ่อยครั้ง เขาก็จะมองหาองค์ประกอบที่เล็กน้อยที่สุดที่จะส่งผลกระทบต่อเรื่องทั้งหมดอย่างชัดเจนน่ะครับ

    เขาฉลาดอย่างเหลือเชื่อ เป็นคนตลกและแปลกพิลึก มันเป็นคุณสมบัติที่ผมชื่นชอบในตัวคนๆ หนึ่งครับ เขาใส่คุณสมบัตินั้นเข้าไปในกองถ่าย และสำหรับผม การได้ทำงานในหนังเรื่องนี้ก็เป็นความโชคดี ถ้าความแปลกประหลาดนั้นของผู้กำกับและมือเขียนบทเป็นสิ่งที่ช่วยบ่งบอกว่าคุณจะเจอผลลัพธ์ยังไง มันก็เป็นเรื่องเยี่ยมครับ

  • Q:อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุขที่สุดในการทำงานในหนังเรื่องนี้ และสิ่งที่ท้าทายที่สุดด้วย
    A:อาจจะเป็นความแตกต่างล่ะมั้งครับ การได้ทำสิ่งใหม่ๆ หลังจากเป็นนักแสดงมาเป็นสิบๆ ปีเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น และท้าทายอย่างเหลือเชื่อ ตัวกระบวนการเองเป็นอะไรที่ทรหดมากและผมก็ชอบแบบนั้นครับ ผมชอบที่มันเป็นเรื่องใหม่สำหรับผม และมันก็เป็นโอกาสในการเนรมิตชีวิตให้กับบางสิ่งในรูปแบบใหม่และแตกต่างจากที่ผมเคยทำมาก่อนน่ะครับ

  • Q:คุณตื่นเต้นกับการได้เห็นอะไรในหนังเรื่องนี้มากที่สุด แล้วผู้ชมจะได้อะไรจากหนังเรื่องนี้บ้าง
    A:มันเป็นการเฉลิมฉลองของประสาทสัมผัสต่างๆ ครับ มันมีภาพวิชวลที่น่าตื่นตาตื่นใจ ไม่ใช่ในแง่ของภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในแง่ของขนาดและสโคปด้วย ในตอนที่ผมได้อ่านบางเรื่องในบท มันก็ดูยิ่งใหญ่มาก จนคุณคิดว่ามันน่าจะมีการปรับลดอะไรบางอย่างลงมาบ้างระหว่างการถ่ายทำ หรือแม้แต่ในตอนพัฒนาบทขึ้นมาก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นแบบนั้น เรื่องราวที่สำคัญเป็นสิ่งเล็กน้อย มีความเป็นมนุษย์และสะเทือนอารมณ์ และมันก็เป็นความย้อนแย้งของสิ่งต่างๆ เหล่านั้น เพราะวิถีของมันเป็นอย่างนั้นครับ หนังอาจเป็นภาพน่าตื่นตาตื่นใจที่ผู้ชมเข้าถึงไม่ได้ ที่คุณไม่สามารถคลานเข้าไปข้างใน แล้วรู้สึกถึงความอึดอัดของมัน หรือรู้สึกถึงความยินดี ความสุข ความเศร้า ความหม่นหมองหรือความรู้สึกใดๆ ก็ตามท แต่การได้สร้างหนังที่น่าตื่นตาตื่นใจเรื่องนี้ ที่เป็นสิ่งที่คุณสามารถคลานเข้าไปข้างในและรู้สึกได้ถึงชีวิตภายในนั้น นั่นเป็นหนังในรูปแบบที่ยอดเยี่ยมที่สุดครับ

  • Q:
    A:

  • Q:
    A:

  • Q:
    A:

  • Q:
    A:

  • Q:
    A:

  • Q:
    A:

  • Q:
    A:

  • Q:
    A:

  • Q:
    A:

  • Q:
    A:

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *