Avengers: Age of Ultron

  • Joss Whedon

    จอส วีดอน กลับมาเขียนบทและกำกับ
    ในภาพยนตร์มาร์เวล “AVENGERS: AGE OF ULTRON”

  • Q:ช่วยอธิบายถึงสิ่งที่นำพวกเขากลับมารวมตัวกันอีกครั้งใน “Avengers: Age of Ultron” หน่อยได้มั้ย
    A:เห็นได้ชัดว่าหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวหลังจาก Avengers ภาคแรก และหลังจากเหตุการณ์ใน Thor และ Captain America ภาคต่อไป ดังนั้น ในโลกภาพยนตร์มาร์เวล ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย พวกเขายังคงมีความเชื่อมโยงกัน แต่ชีวิตของพวกเขาแตกต่างกันมาก พวกเขาไม่ได้ถูกสั่งการโดยใครทั้งนั้น พวกเขาก็เลยกำลังสร้างสไตล์ของตัวเองขึ้นมาครับ

  • Q:ทำไมอัลตรอนถึงเป็นผู้ร้ายในหนังเรื่องนี้
    A:อัลตรอนเป็นหนึ่งในตัวร้ายอเวนเจอร์สที่เก่งที่สุดมาหลายทศวรรษแล้ว ตอนที่ผมอ่านการ์ตูน เขามักจะปรากฏตัวขึ้นเสมอในร่างใดร่างหนึ่ง เพื่อพยายามจะฆ่าพวกเขา แม้แต่ก่อนที่ผมจะรับหน้าที่ในหนังภาคแรก ผมก็รู้อยู่แล้วว่าในภาคสอง เราจะต้องมีอัลตรอน เขามีพลังที่ยิ่งใหญ่ เขาเป็นหุ่นยนต์ก็จริง แต่เขาก็ไม่จำเป็นจะต้องทำตัวเหมือนหุ่นยนต์ เขาน่าสนใจกว่านั้น และเขาก็มีปมในเรื่องความโกรธแค้นและผู้ให้กำเนิด ดังนั้น เขาก็เลยเป็นตัวละครที่น่าหวั่นเกรง นอกจากนั้น เขายังสามารถก็อปปี้ตัวเองได้ ซึ่งหมายความว่าเขามาพร้อมกับกองทัพ ดังนั้น เขาก็เลยดูเหมือนเป็นคนเพียงคนเดียวที่ต่อกรกับพวกอเวนเจอร์สได้สมน้ำสมเนื้อครับ

  • Q:คุณมีความหลังอะไรเกี่ยวกับการที่เขาเป็นตัวละครตัวโปรดของคุณมั้ย
    A:สำหรับผม อัลตรอนในการ์ตูนค่อนข้างจะแบนราบ เขาพูดทำนองว่า “ฉันจะทำลายพวกแก ตอนนี้ ฉันยังคงทำลายพวกแก และฉันก็กลับมาทำลายพวกแกอีกครั้ง” เขามีใบหน้าโกรธแค้น ผมชื่นชอบไอเดียของการนำความรู้สึกแบบนั้นเข้ามาในหนัง เพื่อสร้างสิ่งที่มีเท็กซ์เจอร์มากขึ้น คนที่โกรธขนาดนั้น และต้องยื้อกับไอเดียของตัวเองที่ว่าเขาเป็นใครและทำไมเขาถึงทนคนเหล่านี้ไม่ได้ สิ่งที่พวกเขาทำกับเขาด้วยการสร้างเขาขึ้นมาน่ะครับ

  • Q:พูดถึงอัลตรอนหน่อย
    A:อัลตรอนมีผู้ให้กำเนิดหลายคน แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ของโทนี่ สตาร์ค สตาร์คกับแบนเนอร์ร่วมกันสร้างเขาขึ้นมาก็จริง แต่แบนเนอร์ไม่ได้รับเครดิตเพราะมันเป็นความหมกมุ่นของโทนี่ และความหมกมุ่นนั้นก็คือการแก้ปัญหาของโลกใบนี้ เขาเห็นมันพังยับเยินมาแล้ว เขาเองก็ทำผิดพลาดมาหลายครั้ง และเขาก็มีความทะเยอทะยานสูงกว่าที่เคยมีมา ซึ่งก็คือการทำให้โลกใบนี้ดีกว่าเดิม เขาเห็นกองทัพต่างดาวและไม่โอเคกับมัน เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ใน “Iron Man 3” รู้สึกวิตกจริตเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาก็เลยมีความหมกมุ่นอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือการสร้างสันติภาพที่สมบูรณ์แบบ เขาเชื่อว่าด้วยคทาของโลกิและเทคโนโลยีที่อยู่ภายใน อัญมณี “วิเศษ” นี้ จะทำให้เขาสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ แน่นอนว่ามันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสันติภาพที่สมบูรณ์แบบหรอก และนั่นบวกกับเหตุผลอื่นๆ ทำให้อัลตรอนเกิดความคิดที่ไม่สอดคล้องกัน ที่ส่งให้เขาสติแตก นอกจากนี้ เขายังเกิดมีสติสัมปชัญญะขึ้นมาและรู้ทุกอย่างพร้อมกันในทันที และเขาก็สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งก็หมายถึงเขาสามารถเข้าถึงทุกอย่าง รวมถึงไอเดียของทุกคน ความขัดแย้งของทุกคนและจุดอ่อนของทุกคนด้วย ภารกิจของตัวเขาเองคือการสร้างสันติภาพแต่วิธีการของเขาก็คือการกำจัดสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงคนอื่นๆ ด้วยเพราะมนุษยชาติก็คือความขัดแย้ง มันเป็นส่วนหนึ่งของเราครับ

  • Q:แรงจูงใจของเขาคืออะไร
    A:ไอเดียของเขาคือหนทางในการคุ้มครองมนุษย์ก็คือการทำลาย แม้กระทั่งทำลายมนุษย์ด้วยซ้ำไป ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ผมชื่นชอบเกี่ยวกับอัลตรอนคือการที่เขามีปัญหาใหญ่เกี่ยวกับผู้ให้กำเนิด และเกี่ยวกับพวกอเวนเจอร์ส ที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดเขาขึ้นมา เขาคิดว่าเขาทำในสิ่งที่สมเหตุสมผลสำหรับหุ่นยนต์ แต่เขาเต็มไปด้วยความโกรธ ซึ่งเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เขาเองก็ไม่มั่นใจว่าแผนการของเขาเองคืออะไร เขาเปลี่ยนจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง เขารู้ว่าเขาต้องการทำอะไรแต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงต้องการจะทำมัน เขาไม่รู้ว่าตัวเขาเองนี่แหละคือภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยเผชิญมาครับ/font>

  • Q:หนังภาคแรกมีเป้าหมายที่การเริ่มต้นความเป็นทีม ที่พวกเขามารวมตัวกัน แล้วภาคสองเป็นยังไงบ้าง
    A:มันมีองค์ประกอบที่ว่า “เรานำพวกเขามารวมกัน มาแยกพวกเขาออกจากกันดีกว่า” พอคุณมีที่มาสำหรับเรื่องราวของทีมแล้ว คุณก็อยากจะรู้ว่าเรื่องราวต่อไปเป็นเรื่องของอะไร แนวความคิดนั้นจะยั่งยืนอยู่ได้รึเปล่า คนพวกนี้จะทนกันได้มั้ยเมื่อพวกเขาเจอกับข้อเสียของกันและกัน มันน่าสนใจครับเพราะเราจะได้เห็นความภักดี มิตรภาพและความขัดแย้งใหม่ๆ และเราก็จะได้ล้วงลึกเข้าไปในความคิดของตัวละครทั้งหมดนี้และได้เห็นว่าทำไมพวกเขาถึงทำงานเป็นทีมหรือทำไมถึงไม่ทำ ตลอดจนความผิดพลาดที่พวกเขาจะทำและวิธีแก้ปัญหาที่พวกเขาจะคิดขึ้นได้ด้วยครับ

  • Q:กัปตันอเมริกายังคงเป็นผู้นำกลุ่ม โดยมีไอรอนแมนเป็นอัจฉริยะผู้อยู่เบื้องหลังรึเปล่า
    A:กัปตันอเมริกาและไอรอนแมนเป็นตัวแทนของคนสองฝั่งในกลุ่มนี้ และพวกเขาก็เหมือนกับถือครองตำแหน่งผู้นำกลุ่ม เราได้เห็นว่าพวกเขาเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันยังไง และได้เห็นว่าเมื่อไหร่ที่มันไม่ได้ผลน่ะครับ

  • Q:ตอนนี้ คุณไม่จำเป็นต้องปูพื้นอะไรมากมายเกี่ยวกับการที่พวกเขามารวมตัวกันแล้ว คุณอยากจะทำอะไรกับหนังเรื่องนี้
    A:มันเป็นเรื่องของการค้นพบความมืดมนและการหาจุดอ่อนของมัน พวกเขาเป็นคนแข็งแกร่งและทำงานเป็นทีม ดังนั้น คุณก็ต้องฝังมีดลงไปในที่ที่คุณทำได้ เพื่อทำให้พวกเขาแตกแยกกันซักหน่อย มันเป็นหนังที่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่าภาคแรก ในเมื่อตอนนี้พวกเขาได้พบกัน ผู้ชมได้พบพวกเขาและเข้าใจโลกของพวกเขาแล้ว เราก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะล้วงลึกเข้าไปในความคิดของพวกเขา และก็ไม่มีอะไรในนั้นที่สวยงามหรอกครับ

  • Q:“Captain America: Winter Soldier” ส่งผลต่อเนื้อเรื่องยังไงบ้าง
    A:เหตุการณ์ใน “Winter Soldier” จะส่งผลกระทบต่อพวกเราอย่างใหญ่หลวงเพราะมันส่งผลต่อหน่วยชีลด์และชีลด์ก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกอเวนเจอร์ส พวกเขาทำงานภายใต้แนวคิดใหม่ ที่ไม่มีองค์กรทรงอำนาจที่คอยดูแลพวกเขาอีกต่อไปแล้ว นอกจากนี้ พวกเขายังทำงานภายใต้แนวคิดใหม่เพราะเหตุการณ์ในซีรีส์ “Agents of S.H.I.E.L.D.” ด้วย ซีรีส์นี้แสดงให้เห็นว่ามันมีผลลัพธ์ที่เกิดจาก Avengers ภาคแรก และมีกลุ่มอำนาจปรากฏตัวขึ้นมา ซีรีส์นี้ทั้งเรื่องจะต่อยอดจากประเด็นนั้น ดังนั้น นี่ก็เป็นโลกใหม่ครับ มันจะเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าเดิม ตอนนี้ มันเป็นเหมือนกับไวลด์ เวสต์สำหรับพวกซูเปอร์ฮีโรครับ

  • Q:อธิบายหน่อยสิว่าสภาพจิตใจของตัวละครพวกนี้เป็นยังไงตอนที่เราได้เห็นพวกเขาในหนังเรื่องนี้
    A:ประเด็นของหนังพวกนี้คือการทำให้หนังแต่ละเรื่องเคารพในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องอื่นๆ แต่ก็ต้องไม่ทึกทักเอาเองว่าทุกคนจะได้ดูหนังพวกนั้นทุกเรื่อง เห็นได้ชัดว่าสำหรับโทนี่ สตาร์ค เหตุการณ์ใน “Iron Man 3” เกิดขึ้นแล้ว โทนี่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นมากๆ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ใช้เวลานานขลุกอยู่ในห้องแล็บเพื่อหาวิธีที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ การสวมชุดเกราะแล้วต่อยคนไม่เพียงพอแล้ว แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องดี แต่เขาก็กำลังมองภาพใหญ่ ซึ่งผมชอบนะ เขาต้องการคำตอบมากพอๆ กับที่เขาต้องการจะซัดศัตรูคนถัดไป เราพบว่าแบนเนอร์ได้ร่วมงานกับเขา ถึงแม้จะไม่ใช่ในสิ่งเดียวกันเสมอไป แต่พวกเขาก็ทำงานใกล้ชิดกัน ความสามารถของพวกเขาเติมเต็มกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนังเรื่องนี้ เขาเริ่มทำใจยอมรับได้กับตัวตนของเขามากกว่าในตอนเริ่มต้นของภาคที่แล้วครับ

  • Q:แบล็ควิโดว์ล่ะเป็นยังไงบ้าง
    A:แบล็ควิโดว์และฮอว์คอายเคยเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยชีลด์ แต่ตอนนี้ พวกเขาไม่ได้เป็นแล้ว แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากให้พวกเขาได้สู้ ให้เป็นกังวลถึง แบล็ควิโดว์เข้าใจสถานการณ์ดี เธอพยายามจะก้าวไปสู่ที่ใหม่ๆ ในชีวิตเธอ เธอเปิดกว้างขึ้นเล็กน้อย เธอมักทำตัวเป็นสายลับเสมอ ปกติแล้ว เธอมักเป็นคนเก็บตัว และในหนังเรื่องนี้ เราก็ได้เห็นว่าอะไรที่อยู่เบื้องหลัง และสิ่งที่เธอคิดก็จะมีที่มาจากตรงนั้นเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นครับ

  • Q:กัปตันอเมริกาล่ะ
    A:กัปตันอเมริการู้สึกผ่อนคลายกับตัวเองและโลกใบนี้มากกว่าแต่ก่อน เขายังคงพยายามจะหาที่ทางของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาเสมอ แต่เขาก็กำลังรับมือกับมันอยู่ มันไม่ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจดนตรีที่คนกำลังเล่นอยู่ แต่เขาโฟกัสไปที่กฎเกณฑ์มากกว่าเพราะมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขา เขาเปลี่ยนกฎเกณฑ์ไปในตอนที่เขาทำสงคราม และตอนที่เขาหลุดจากน้ำแข็ง เขาก็เปลี่ยนแปลงกฎอีกรอบ ตอนนี้ เขาเห็นแล้วว่าเขานำมาซึ่งอะไรบ้าง และมันก่อให้เกิดผลอะไรตามมาบ้าง ความปรารถนาของเขาในการรักษากฎระเบียบและการรักษาความหมายของมันคือสิ่งที่ผลักดันเขา นอกจากนี้ เขายังเริ่มเข้าใจถึงตำแหน่งแห่งที่ของอเมริกาในโลกใบนี้ ที่เขารู้สึกว่ามันแตกต่างจากตอนสงครามโลกครั้งที่สองเหลือเกิน ทั้งหมดนั้นยังเป็นประเด็นที่เขาคิดคำนึงอยู่ เขาเป็นตัวละครที่มีศีลธรรมครับ

  • Q:ฮอว์คอายล่ะ
    A:ฮอว์คอายไม่ได้ถูกครอบงำโดยโลกิ ซึ่งเป็นเรื่องเยี่ยมเพราะตอนนี้เขาจะได้อยู่กับทีมมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ใช่ผู้เล่นทีม เขาเป็นตัวของตัวเอง โดยพื้นฐานแล้ว เขาเป็นนักแม่นปืน เขาก็เลยชอบอยู่ห่างๆ น่ะครับ และมันก็มีความขัดแย้งจริงๆ ระหว่างสิ่งที่เขาควรจะเป็นในฐานะอเวนเจอร์สและสิ่งอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

    ฮอว์คอายไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยชีลด์อีกต่อไปแล้ว เขาเป็นอเวนเจอร์สเต็มตัว แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นหมาป่าโดดเดี่ยว เขาเข้ากับกลุ่มไม่ได้ เขายังเป็นคนที่ทำงานคนเดียว ด้วยความที่เขาไม่ได้ถูกโลกิครอบงำอีกต่อไปแล้ว เขาก็เลยได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนในกลุ่ม และเราก็จะได้เห็นด้านที่เป็นธรรมชาติของเขามากขึ้น แต่มันมีอะไรบางอย่างในตัวเขาที่ทำให้คุณตั้งคำถามสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาและสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ เขาแตกต่างจากอเวนเจอร์สคนอื่นๆ ครับ การคาดเดาสาเหตุของมันจะต้องเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นแน่ๆ

  • Q:ทำไมคุณถึงอยากให้สองตัวละครใหม่ สการ์เล็ตวิทช์และควิกซิลเวอร์ อยู่ในหนังเรื่องนี้
    A:สการ์เล็ตวิทช์และควิกซิลเวอร์เป็นขาประจำของการ์ตูนเรื่องนี้ตอนที่ผมอ่าน และพวกเขาก็เป็นตัวละครที่น่าสนใจครับ พวกเขาไม่มีใครเป็นคนตรงไปตรงมา เขาอาจเป็นคนไม่มีน้ำอดน้ำทนและเป็นตัวแสบ ส่วนเธอก็เป็นคนที่สติไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยซักเท่าไหร่ พวกเขาเป็นเด็กกำพร้าจากภัยสงคราม ไม่ใช่คนอเมริกัน ดังนั้น พวกเขาก็เลยมีมุมมองต่ออเมริกาและพวกอเวนเจอร์สที่แตกต่างออกไป พวกเขาเคยผ่านความเจ็บปวดมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก และพวกเขาก็ไม่เพียงแต่ใส่สีสันทางอารมณ์ที่แตกต่างให้กับเรื่องราวนี้เท่านั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นนะครับ แต่พวกเขายังนำเสนอวิธีใหม่ๆ ในการจัดการพวกอเวนเจอร์สด้วย พวกเขามีพลังที่ใหม่มากๆ และมันก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับผมในฐานะผู้กำกับเพราะพลังพวกนั้นขึ้นกล้องมากๆ ความสามารถในการควบคุมสิ่งของ และความนึกคิดของคนอื่นของสการ์เล็ตวิทช์ และความเร็วสุดยอดของควิกซิลเวอร์ไม่ใช่สิ่งที่เราเคยเห็นมาก่อนในโลกภาพยนตร์มาร์เวล ผมก็เลยได้เล่นรูปแบบใหม่ๆ ที่จะทำให้ฉากเหล่านี้น่าตื่นตาตื่นใจและน่าตื่นเต้นมากขึ้น แต่มันก็เป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงสำหรับพวกอเวนเจอร์สเหมือนกันเพราะไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญหน้ากับอะไร ปกติแล้ว พวกเขาก็มักลงเอยด้วยการต่อยอีกฝ่าย แต่จู่ๆ พวกเขาต้องรับมือกับพลังที่ดูเหลือเชื่อสำหรับพวกเขา เว้นแต่สำหรับธอร์ เพราะในแอสการ์ด เรื่องพวกนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลาครับ

  • Q:ในแง่ของการคัดเลือกนักแสดง ทำไมถึงเลือกแอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสันและอลิซาเบธ โอลเซ่นล่ะ
    A:ผมไม่เคยอยากให้ใครนอกจากแอรอนมารับบทควิกซิลเวอร์และทันทีที่ผมได้พบอลิซาเบธ ผมก็ไม่อยากให้คนอื่นนอกจากเธอมารับบทสการ์เล็ตวิทช์ แอรอนให้ความรู้สึกแบบคัลท์มากๆ เขาไม่เคยหยุดเคลื่อนที่ เขามักจะคิดไอเดียต่างๆ ขึ้นมาและอยากจะทดลองโน่นนี่ตลอด เขามีพลังงานที่น่าตื่นเต้นมากๆ และปิเอโทร (ควิกซิลเวอร์) ก็เป็นแบบนั้น แม้ว่าแอรอนจะสุภาพกว่าหน่อย เขามีคุณสมบัติแบบดาราเก่า แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็กระตือรือร้นมากๆ และยินดีที่จะเรียนรู้ เขาก็เลยดูเพอร์เฟ็กต์เลยครับ

    ส่วนลิซซี นอกจากเธอจะสวยเป็นบ้าแล้ว เธอยังประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่ออีกด้วย เธอถ่ายทอดอะไรมากมายด้วยการแสดงเพียงนิดเดียว และเธอก็เคลื่อนไหวได้เยี่ยมมากๆ มีอะไรมากมายเกี่ยวกับวันดา (สการ์เล็ตวิทช์) ที่เธอกับผมทำร่วมกัน เธอมีความสงบ และไม่หุนหันพลันแล่นเหมือนฝาแฝดของเธอ เธอเป็นคนที่คิดถึงภาพใหญ่ และเธอก็แสดงถึงความฉลาดนั้น เธอสามารถบิดความจริงเพื่อที่ว่ามันจะผิดเพี้ยนนิดๆ จนคุณเข้าใจตัวละครพวกนี้ก็จริง แต่คุณก็เข้าใจด้วยว่าพวกเขาเป็นตัวร้าย สิ่งที่น่าเห็นใจในตัวพวกเขาคือสิ่งที่ผิดเพี้ยนของพวกเขา คุณก็เลยจะได้ผู้ร้ายที่น่าสนใจกว่าการที่พวกเขาเป็นคนเลวครับ

  • Q:เราจะได้เห็นตัวละครตัวอื่นๆ กลับมามั้ย
    A:แน่นอนว่ามาเรีย ฮิลจะกลับมา ผมอยากจะนำคนอื่นๆ จากหนังเรื่องอื่นๆ มาใส่ในหนังเรื่องนี้บ้าง เพราะทุกคนต่างก็สะสมขุมกำลังตัวละครที่น่าสนใจขึ้นมา มันเป็นสมดุลที่รักษาได้ยากระหว่างการยกย่องโลกของพวกเขาและการไม่ทำให้โลกของเราแออัดเกินไป นอกจากนั้น เรายังไม่อยากทำให้คนคิดว่า “ทำไมไม่ให้พวกเขาเข้ามาในฐานะเพื่อนล่ะ” ด้วย แต่ผมก็อยากเห็นตัวละครตัวอื่นๆ อีกหลายตัวนะครับ

  • Q:การรักษาสมดุลระหว่างตัวละครพวกนี้ยากแค่ไหน
    A:มันยากสุดๆ ครับ ผมสาบานได้ว่าผมพูดเสมอว่าหนังเรื่องต่อไปของผมจะเป็นเรื่อง “To Build a Fire” เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งกับหมาตัวหนึ่ง ผมอาจจะตัดหมาออกไปด้วยซ้ำ มันยากมากๆ แต่ประเด็นก็คือทุกคนมีความสำคัญและปฏิสัมพันธ์ของพวกเขา ในตอนที่พวกเขาขัดแย้งกัน หรือร่วมงานกัน จะขับเน้นให้เห็นว่าพวกเขาเป็นใครได้ชัดเจนยิ่งขึ้น มันยากมากที่จะทำให้แน่ใจว่าทุกคนจะมีบทเด่น แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ยอดเยี่ยม เพราะทุกคนได้มีเวลาเด่นของตัวเองจริงๆ สิ่งสำคัญคือวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อกันและกัน การที่ความสัมพันธ์นั้นเริ่มเกิดรอยร้าว และสิ่งที่บ่งบอกเกี่ยวกับตัวพวกเขา มันเป็นประโยชน์อย่างมากเพราะสมาชิกแต่ละคนของทีม ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ก็มารวมตัวกัน แยกตัวกัน หรืออะไรก็ตาม ในแง่หนึ่ง มันยกระดับตัวเองขึ้นมาได้ครับ มันยังคงต้องอาศัยการจัดสรรเวลาอย่างดี แต่มันก็เป็นหน้าที่ของผม และผมก็ได้ร่วมงานกับผู้อำนวยการสร้างที่เข้าใจดีว่าเราจะต้องใช้ประโยชน์จากทุกช่วงเวลาและตัวละครทุกตัวอย่างดีที่สุด ตอนแรก ผมเขียนมากเกินไป แต่นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการครับ ผมเขียนมันเป็น “War and Peace” และท้ายที่สุด เราก็กลั่นมันจนเหลือแต่ “War” ครับ

  • Q:ยากมั้ยที่จะไม่ทำตัวลำเอียงในตอนที่เขียนเกี่ยวกับตัวละครพวกนี้
    A:มันเป็นปัญหาครับ แต่ปกติแล้ว ผมก็อยากจะลำเอียงเข้าข้างตัวละครที่ผมเขียนอยู่เสมอ ผมรักพวกเขาทุกคน พวกเขาแตกต่างกันมากๆ เสียงของพวกเขาก็แตกต่างกัน รวมถึงความหลัง ความเจ็บปวด อารมณ์ขันของพวกเขา ทุกอย่างนั้นเป็นสิ่งที่ผมสนใจ พวกเขาแตกต่างกันมากๆ ความสนุกของหนังเรื่องนี้อยู่ที่การที่คุณนำคนพวกนี้ที่มาจากคนละยุคและคนละโลกมาอยู่รวมกันน่ะครับ

  • Q:ในตอนถ่ายทำ คุณมักจะรีไรท์เดี๋ยวนั้นเลยรึเปล่า
    A:ครับ ผมสามารถรีไรท์ใหม่ได้ในวันนั้นเลย ผมเคยทำงานในซิทคอมและทำงานแก้ไขบทมาก่อน ส่วนใหญ่มันจะเป็นเรื่องของ “แก้เดี๋ยวนี้เลย ส่งเวอร์ชันใหม่ให้ผม” บางคนอยากได้งานในทันที โรเบิร์ต [ดาวนีย์ จูเนียร์] ชื่นชอบการเปลี่ยนแปลงในวันนั้นเลย ไม่ใช่ความตั้งใจ ไม่ใช่เรื่องฉาก ไม่ใช่ว่าฉากนั้นเป็นเรื่องของอะไร แต่เหมือนกับว่าเขาสนใจวิธีที่แตกต่างการพูดประโยคนี้หรือนำเสนอมุขนี้ ทำนองนั้นน่ะครับ เขาจะไปแต่งหน้า แล้วผมก็จะคิดบทใหม่ขึ้นมาสิบเวอร์ชัน บอกเขาว่า “ลองดูสิ” ผมชอบแบบนั้นจริงๆ ผมคิดว่ามันทำให้เกิดพลังงานที่น่าตื่นเต้นจริงๆ และนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โรเบิร์ตเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยม นักแสดงบางคนคิดแค่ว่า “ผมจะพูดตามที่คุณเขียน” ซึ่งผมก็ชอบนะ ดังนั้น ก็เหมือนกับพวกฮีโร ทุกคนก็มีสไตล์และแนวทางของตัวเอง แต่พวกเขาก็มีเป้าหมายอย่างเดียวกันนั่นก็คือการนำเสนอเรื่องราว พวกเขาเข้าใจดีว่าผมอาจเป็นผู้ควบคุมก็จริง แต่ผมก็เป็นผู้รับใช้เรื่องราวอีกที นั่นคือสิ่งเดียวที่ผมแคร์ พวกเขาแคร์เรื่องราว และแคร์กันและกัน พวกเขาอยากจะทำให้กันและกันโดดเด่นขึ้นมา พวกเขาทุกคนรู้ว่าพวกเขาจะเจ๋งขึ้นถ้าผู้คนรอบข้างพวกเขาเจ๋งขึ้นด้วย นี่เป็นฉากที่มีความเอื้อเฟื้อกันมากครับ

  • Q:ชุดของทุกคนในหนังเรื่องนี้มีความใหม่และน่าสนใจยังไงบ้าง
    A:เครื่องแต่งกายในหนังซูเปอร์ฮีโรถ้าไม่รุ่งก็ร่วงครับ ในบางครั้ง เราไม่อยากจะปรับเปลี่ยนอะไร เพราะเราก็ชอบในสิ่งที่เราชอบ แต่เครื่องแต่งกายทั้งหมดก็เปลี่ยนแปลงไปในหนังแต่ละเรื่อง กัปตันอเมริกาเป็นตัวละครที่ยากที่สุดเสมอ และผมคิดว่าพวกเขาทำได้อย่างยอดเยี่มใน “Captain America: The Winter Soldier” และเราก็ต่อยอดจากตรงนั้น เราอยากจะยกระดับแบล็ควิโดว์ให้มีสีสันมากขึ้นอีกนิดเพราะมันเมคเซนส์ที่จะทำให้เธอมีลูกเล่นมากกว่าเดิม ในเมื่อเธอไม่มีพลังพิเศษใดๆ โดยทั่วไปแล้ว เราแค่อยากจะเห็นอะไรใหม่ๆ บ้าง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ยังอยากรู้ว่าพวกเขาเป็นใครด้วยครับ จริงๆ แล้ว เคล็ดลับในการสร้างหนังทั้งเรื่องคือการหาวิธีการสร้างหนังเรื่องใหม่ ผมไม่อยากได้หนังเรื่องเดิมกับที่ผมสร้างขึ้นมา ผมจะหาสิ่งใหม่ๆ ที่จะสร้างความแปลกใจและทำให้ผู้ชมยินดีหรือหวาดกลัว แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้พวกเขาได้เห็นสิ่งที่พวกเขาอยากมาดูได้ยังไง การนำเสนอสิ่งที่เวิร์คในภาคแรก ด้วยความเคารพต่อหนังภาคแรกน่ะครับ มันเป็นอะไรที่ทำได้ลำบากมากๆ แต่นั่นก็เป็นชิ้นส่วนปริศนาที่ผมจะต้องปะติดปะต่อเข้าด้วยกันครับ

  • Q:เจมส์ สเปเดอร์ ในบท อัลตรอน เป็นยังไงบ้าง
    A:ผมชื่นชมเจมส์ สเปเดอร์มานานแล้ว ผมจำไม่ได้หรอกนะว่ามันเริ่มตอนไหน แต่ตอนที่ผมนึกถึงเสียงของอัลตรอน ผมก็ไม่อยากจะเลือกคนที่แสดงเป็นหุ่นยนต์ ทำเสียงใหญ่ๆ ในความคิดของผม อัลตรอนมีพลังที่น่าสนใจมากๆ แต่เขาก็อาละวาดได้ง่ายๆ เหมือนกัน เขาอาจโกรธกับรายละเอียดบางอย่างมากๆ สเปเดอร์มีเสียงที่น่าหลงใหลและเขาก็เป็นคนตลกมากๆ ด้วย เขาสามารถทำตัวตลกได้โดยไม่ลดทอนความจริงจังของสิ่งที่เกิดขึ้นรอบด้านเขา ผมก็เลยคิดว่าผมจะโทรหาเขา แต่มาร์เวลกลับเคยพบเขาแล้ว และอยากจะร่วมงานกับเขา มันก็เลยกลายเป็นเรื่องดีครับ

  • Q:คุณนำเสนอภาพวิชวลของอัลตรอนยังไง
    A: อัลตรอนเป็นตัวละคร CG ครับ ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือในการ์ตูน เขามีแต่ใบหน้าคิ้วขมวด เขาตะโกนตลอดเวลา ปากของเขาไม่ขยับเขยื้อนเลย ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่เราทำได้ ปากของไอรอนแมนก็ไม่ขยับเหมือนกัน แต่นั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เราตัดภาพให้เห็นข้างในหมวกเกราะของโทนี่บ่อยๆ แต่ใบหน้าของอัลตรอนคนนี้ขยับได้ เราก็เลยใช้เทคโนโลยีเพอร์ฟอร์แมนซ์ แคปเจอร์กับเจมส์ สเปเดอร์ เหมือนกับที่เราทำกับมาร์ค รัฟฟาโลสำหรับบทฮัลค์ครับ เราจะจับกล้องไปที่เขาตลอดเวลาที่เขาแสดง เพื่อพวกเขาจะได้ไม่ใช้แค่การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นตัวบ่งชี้ แต่เป็นการแสดงของเขาจริงๆ วิธีนี้จะทำให้เราได้การแสดงจริงๆ ของเขา แล้วเราค่อยต่อยอดจากตรงนั้น เพราะคุณจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้างแหละครับ อัลตรอนสูงแปดฟุต และทำจากโลหะ แต่การเคลื่อนไหวของเขาจะเกิดจากการแสดงล้วนๆ สเปเดอร์ไม่ได้แค่เข้ามาและพากย์เสียงเขา ซึ่งผมก็ไม่อยากให้เขาทำแบบนั้น ผมอยากให้ตัวเขาอยู่ในร่างโลหะขนาดใหญ่นั่นครับ

  • Q:ความสัมพันธ์ระหว่างโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์และเจมส์ สเปเดอร์เป็นยังไงบ้าง พวกเขาเคยร่วมงานกันมาก่อนนี่
    A:บอกตามตรงนะครับ สำหรับดาวนีย์และสเปเดอร์ มันก็เป็นเหมือนกับ “Tough Turf 2” นั่นคือชื่อที่ผมเรียกหนังเรื่องนี้ เราคุยเล่นกันเกี่ยวกับมันหลังจากเสร็จงานแล้ว แต่การที่พวกเขาเคยร่วมงานกันมาก่อนไม่ใช่สิ่งที่เราหยิบเอามาพิจารณาด้วยครับ พวกเขาเป็นนักแสดงมานานแล้ว และพวกเขาก็มีความพิเศษสุดและประสบความสำเร็จอย่างสูง ก็ไม่แปลกที่การที่พวกเขาเคยร่วมงานกันจะทำให้เกิดอารมณ์ขันขึ้นมาบ้าง แต่มันก็ไม่ได้เหมือนกับว่าเราจะโชว์ให้ผู้ชมรับรู้ถึงเรื่องนั้น พวกเขาก็แค่สวมบทบาทของตัวเอง ผมไม่ได้ชื่นชอบการที่นักแสดงพูดกับผู้ชมโดยตรงหรอกนะครับ

  • Q:การได้ร่วมงานกับนักแสดงแบบนั้นต้องเป็นเรื่องที่น่าปลาบปลื้มใจแน่ๆ
    A:มาร์เวลเลือกนักแสดงที่ดีที่สุดเสมอและโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ก็เป็นหนึ่งในนักแสดงหนังที่ดีที่สุดครับ เขามีนิสัยตรงกับลักษณะของตัวละครตัวนี้มาก และเส้นแบ่งระหว่างโรเบิร์ตและโทนี่ สตาร์คก็บางมากๆ ด้วย มันเป็นแบบนั้นจริงๆ นักแสดงทุกคนทรงพลังมากครับ พวกเขาเป็นนักแสดงที่แข็งแกร่งและนั่นก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น มันหมายความว่าผมสามารถเขียนในสิ่งที่เกินเลยไปหน่อยได้โดยไม่ต้องกังวลว่านักแสดงจะสามารถแสดงได้รึเปล่า ตัวละครพวกนี้มีความเป็นมนุษย์มากๆ ในการ์ตูนมาร์เวลและนั่นก็คือสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผมตอนเป็นเด็ก และมันก็สำคัญสำหรับป๊อปคัลเจอร์ในภาพรวมด้วยครับ

  • Q:ช่วยเล่าถึงบทสตรัคเกอร์หน่อยสิ
    A:สิ่งที่ผมสามารถบอกได้เกี่ยวกับสตรัคเกอร์ก็คือเขามีบทบาทสำคัญต่อที่มาของวันดาและปิเอโทร เขามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับแนวทางที่เราเข้าใจโลกใบนี้และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกใบนี้ โธมัส เครทสช์แมนน์ ที่รับบทสตรัคเกอร์ เป็นคนตลกมากๆ เพราะเขาถ่ายทอดสตรัคเกอร์เวอร์ชันหนังสือการ์ตูนออกมาโดยไม่โอเวอร์เกินไป เขาแฝงความเศร้านิดๆ และคุณก็จะรู้สึกถึงประสบการณ์ของเขาในฐานะคนๆ หนึ่งได้ เขาตัดทอนสิ่งต่างๆ ทิ้งไปและนั่นก็คือสิ่งที่คุณต้องการจากสตรัคเกอร์ คุณไม่อยากได้ตัวละครล้อเลียน เราให้เขาสวมแว่นตาเลนส์เดียวด้วยซ้ำไป คือเราเป็นคนผลักดันบทนี้ แต่เขาเป็นคนทำให้มันมีชีวิตขึ้นมาน่ะครับ

  • Q:เล่าถึงโลเกชันให้เราฟังหน่อย
    A:เราไปถ่ายทำกันที่โยฮันเนสเบิร์ก กรุงโซล และที่อื่นๆ ในยุโรป เราได้ไปที่โลเกชันต่างๆ มากมายทั้งในและรอบๆ อังกฤษ มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผมเพราะในเรื่องนี้ พวกอเวนเจอร์สต้องเจอกับมุมมองที่คนทั้งโลกมีต่อพวกเขา และมุมมองที่โลกมีต่อการแทรกแซงเข้ามาในแวดวงการเมืองโลกและบนเวทีระดับโลก แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้แถลงอะไรต่อยูเอ็น พวกเขาแค่สู้กับเหล่าร้าย แต่พวกเขาก็ต้องรับมือกับการที่พวกเขาเป็นบุคคลระดับโลก เราก็เลยต้องการจะขยายโลเกชันจากภาคแรกออกไปอีก ครั้งนี้ เราอยากจะบอกว่าพวกเขามาไกลจากบ้าน เราไม่ค่อยได้ใช้เวลาอยู่ในนิวยอร์ก ถึงแม้เราจะอยู่ที่นั่นบ้าง แต่พวกเขาก็ถูกผลักดันออกสู่โลกแห่งความเป็นจริงในแบบที่พวกเขาไม่ได้คาดคิดมาก่อน มันเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาที่ต้องเรียนรู้ว่าพวกเขามีความเชื่อมโยงกับมันมากน้อยขนาดไหนน่ะครับ

  • Q:คุณเลือกยังไงว่าจะถ่ายทำที่ไหนบ้าง
    A:ผมต้องบอกว่าการตระเวนหาโลเกชันเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของผมเลย ผมคิดว่าหนังเรื่องต่อไปคงจะเป็นเรื่องของ “เราต้องไปกอบกู้…หมู่เกาะบาฮามา!” แต่ตอนแรก มันเกิดจากสิ่งที่เราต้องการสำหรับตัวละครและเราก็ทำการค้นคว้ากันเป็นการใหญ่ สิ่งที่ให้ในสิ่งที่เราต้องการได้มากที่สุด ถ้าเราต้องนำเสนอเรื่องนี้ คือความสมจริงของสถานที่ที่เรื่องราวจะเกิดขึ้น กลายเป็นว่าเราเจอแต่ความคิดที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ทำนองว่า “โลเกชันนี้สวยจัง” และจริงๆ แล้ว วิทยาศาสตร์ที่เราพูดถึงกันในเรื่องก็ถูกทดลองขึ้นที่นี่ด้วย มันก็เลยเพอร์เฟ็กต์ เราได้ใช้หลายวิธีในการตัดตัวเลือกออก ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่คุณต้องการก็คือลุคครับ คุณต้องการให้เฟรมดูน่าตื่นเต้น และคุณก็ต้องการจะรู้สึกถึงวัฒนธรรมของสถานที่เหล่านั้น มันสำคัญสำหรับผมมากๆ ที่เราจะไม่ทำหนังทำลายล้างที่โลเกชันเอเชียทุกแห่งจริงๆ แล้วถูกสร้างขึ้นในโรงถ่าย เราพยายามจะถ่ายทอดความเฉพาะเจาะจงของวัฒนธรรมที่เราอยู่ออกมา ด้วยการออกแบบฉากหรืออะไรทำนองนั้น เราอยากจะทำให้แน่ใจว่าเราไม่ใช่พวกฮอลลีวูดจอมปลอมน่ะครับ

  • Q:แฟนๆ จะคาดหวังอะไรได้บ้างจากภาพยนตร์มาร์เวล “Avengers: Age of Ultron”
    A:มันเป็นเรื่องยากที่จะสรุปทั้งหมดนี่ แต่มันอาจยากแค่สำหรับผมก็ได้ แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับคนที่แตกต่างกลุ่มนี้มารวมตัวกันคือเรารู้ว่าไม่มีอะไรยั่งยืน ทุกอย่างมีด้านมืดทั้งนั้น มันจะมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าภาคแรก น่ากลัวกว่า แสบสันต์กว่า แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็มีคุณค่าเหมือนเดิม มีตัวละครที่พิเศษสุดเหมือนเดิม และอารมณ์ขันมากมาย และใช่ครับ มันอาจจะมีการชกต่อยกันบ้าง

  • Q:การร่วมงานกับมาร์เวลอีกครั้งเป็นยังไงบ้าง
    A:ผมไม่เคยมีประสบการณ์ครั้งไหนที่เหมือนกับการร่วมงานกับมาร์เวลเลย สิ่งที่เยี่ยมเกี่ยวกับมาร์เวลคือพวกเขารู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง เควิน ไฟกีรู้ว่าเขาต้องการอะไร และสำหรับผม มาร์เวลก็คือเควิน ไฟกีครับ เควินและผู้อำนวยการสร้างฝ่ายสร้างสรรค์ เจเรมี แลทแชม เป็นผู้บริหารนักเล่าเรื่องที่เก่งที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมา พวกเขาเป็นคนที่ผมทำงานให้ และการที่มีแค่เสียงเดียวจากสตูดิโอ การที่เสียงนั้นเป็นคนที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร รู้ว่าคุณต้องการอะไร และการที่สองสิ่งนั้นจะเชื่อมโยงกันยังไง ทำให้กระบวนการโพสต์โปรดักชันเป็นไปอย่างราบรื่นครับ ผมเชื่อจริงๆ ว่าผมจะไม่เจอสถานการณ์ของหนังสตูดิโอใหญ่ ที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขนาดนี้อีกแล้ว เพราะเราเป็นพวกเนิร์ด และเราก็อยากจะสร้างหนังเนิร์ดฟอร์มยักษ์ที่มีเสน่ห์ดึงดูดและวิเศษที่สุดเท่าที่เราทำได้ครับ

  • Q:ผู้ชมโดยทั่วไปดูเหมือนจะคิดเหมือนกับคุณ
    A:สัญชาตญาณของผมค่อนข้างจะเป็นไปในเชิงพาณิชย์ครับ เควิน [ไฟกี] รู้ว่าผมมีเรื่องที่หมกมุ่นอยู่ และบางทีอาจจะมีคนที่มาร์เวลที่คิดทำนองว่า “เราไม่ต้องใส่บัลเลต์เข้าไปในหนัง Avengers ไม่ได้เหรอ เราต้องทำแบบนั้นด้วยเหรอ” แต่พวกเขารู้ดีว่าผมเป็นใคร พวกเขารู้ว่าผมจะใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป แต่พวกเขาก็รู้ด้วยว่าผมแค่อยากจะสร้างหนัง Avengers ว่าผมจะไม่ทำตัวแบบ “ไม่ ไม่ ไม่ ผมเป็นศิลปินนะ ผมจะใช้การ์ตูนพื้นๆ ของพวกคุณสร้างศิลปะของผมขึ้นมา” น่ะครับ

  • Q:มีช็อตไหนบ้างมั้ยที่คุณตื่นเต้นกับภาพศิลป์ของมัน
    A:มีหลายช็อตในหนังเรื่องนี้ที่ประณีตกว่า แต่ผมก็ไม่ค่อยกังวลเรื่องนั้นซักเท่าไหร่ ผมพบว่าด้วยความที่ผมมีภาษาวิชวลที่สบายๆ ตอนที่ผมลงเจาะรายละเอียดเฉพาะเจาะจง มันก็จะทำให้คุณรู้สึกผิดที่ผิดทาง และให้ความรู้สึกเสแสร้ง แม้ว่ามันจะเป็นภาพจำก็เถอะ ผมก็เลยต้องระมัดระวังกับเรื่องนี้ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ช็อตนั้นที่เริ่มต้นด้วยกองทัพทหาร และเข้าไปในคฤหาสน์ ตลอดทางที่คุณผ่าน คุณจะได้เห็นฉากมหึมาที่เหลือเชื่อ ที่ชาร์ลี วู้ดสร้างขึ้นมา ช็อตนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คุณรู้สึกถึงขนาดของมัน และทำให้คุณเข้าถึงว่ามันยิ่งใหญ่ อลังการแค่ไหน มันเป็นฉากที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยถ่ายทำมา และมันก็เป็นฉากที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ท่สุดเท่าที่เราส่วนใหญ่เคยแสดงมาด้วย มันเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นอเวนเจอร์ส และมันก็เป็นหนึ่งในลักษณะของโทนี่ที่ว่า “ผมมีทรัพย์สมบัติเยอะที่สุดและมันก็เจ๋งที่สุดด้วย”

  • Q:คุณรู้รึเปล่าว่าหน่วยชีลด์จะล่มสลายใน “Captain America: The Winter Soldier”
    A:ครับ ผมรู้ และมันก็โอเคสำหรับผมเพราะมันหมายความว่า พวกอเวนเจอร์สจะกลายเป็นเอเจนท์อิสระ ซึ่งกลายเป็นแนวคิดที่แตกต่างไปจากเดิม ทีนี้ คุณก็ต้องอธิบายมันให้กับคนที่ไม่ได้ดูหนังเรื่องอื่นๆ การซ่อนปมของเรื่องเป็นงาน 30% ของผมในฐานะมือเขียนบท ซึ่งมันลำบากมาก แต่คนก็ต้องรู้ว่านี่เป็นโลกใหม่ มันไม่มีหน่วยชีลด์อีกต่อไปแล้ว พวกอเวนเจอร์สเป็นเอเจนท์อิสระแล้ว พวกเขากำลังเก็บกวาดความเสียหายที่เกิดขึ้นจากหน่วยชีลด์ พวกชิเทารีและทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น และมันก็ยังมีตัวละครใหม่ๆ เข้ามาด้วยครับ

    ไอเดียของภาคสองคือทุกคนในโลกตอนนี้รู้แล้วว่าพวกอเวนเจอร์สมีตัวตนอยู่ มีซูเปอร์ฮีโร มีผู้ร้าย และเรื่องเหลือเชื่อมากมาย แต่สำหรับผม มันเป็นเรื่องเยี่ยมเพราะผมอยากได้หนังที่ต่างออกไป ผมอยากได้ความสัมพันธ์ที่แตกต่าง หนังเรื่องแรกเป็นเรื่องของการรวมทีมกันและเรื่องที่สองนี้จะเป็นเรื่องของการแยกพวกเขาออกจากกันครับ

  • Q:ความสัมพันธ์ระหว่างโทนี่และกัปตันเป็นยังไงบ้าง
    A:ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเริ่มต้นอย่างค่อนข้างจะสมานฉันท์เพราะพวกเขาเคารพสถานะของกันและกัน กัปตันเป็นผู้นำทีม ส่วนโทนี่ให้ทุนสนับสนุนและออกแบบทุกอย่าง แล้วพวกเขาต่างก็มีเรื่องราวของตัวเองเหมือนเกิน แต่การร่วมมือกันของทั้งคู่ ซึ่งมาจากไอเดียที่ว่าพวกเขาตระหนักถึงความแตกต่างและทักษะที่แตกต่างกันของตัวเอง กำลังจะถูกทดสอบ และโทนี่ก็จะเป็นคนที่ทำให้มันเกิดขึ้น คำแรกที่ออกจากปากกัปตันคือคำตำหนิโทนี่ครับ มันเป็นตัวตนของพวกเขาและนั่นก็คือความสนุกของมัน มันสนุกที่ได้เห็นพวกเขาขัดแย้งกันเพราะพวกเขาแตกต่างกันเหลือเกิน การได้เห็นพวกเขากลับมาเป็นทีมเดียวกันอีกครั้งเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นสุดๆ และช่วงเวลาของพวกเขาในตอนท้ายเรื่องก็เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ผมชื่นชอบที่สุดเพราะเมื่อกัปตันได้อธิบายว่าเขาต้องเจอกับอะไรมาบ้าง เขาเป็นใครและเขาเข้าใจชีวิตตัวเองยังไง เขาก็อธิบายให้โทนี่ได้รับฟัง ซึ่งโทนี่อาจเป็นคนเดียวที่เขาอธิบายให้ฟังได้ ซึ่งนั่นเป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจนะครับ

  • Q:กัปตันเชื่อในอุดมคติน้อยลงบ้างรึเปล่า
    A:ไม่เลยครับ สตีฟ โรเจอร์สเป็นคนที่หนักแน่นมากๆ การต่อสู้ของเขาจะเป็นเรื่องภายในมากกว่า ที่ว่าเขาเป็นใคร ต้องการอะไรและค่านิยมของเขาอยู่ตรงไหน เขารู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า “เอาล่ะ เราต้องจัดการกับปัญหาอัลตรอนนี่นะ ขอบคุณนะ โทนี่” มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย แต่มันเป็นเรื่องที่ว่าเขาตระหนักมากขึ้นแล้วว่าเขาเป็นใครในโลกใบนี้ ไอเดียที่ว่าเขาเป็นเพียงแค่ทหารคนหนึ่ง มันนำไปสู่บทสนทนาระหว่างผมกับคริสเกี่ยวกับกัปตันตั้งแต่ก่อนหนังภาคแรกอีกครับ

    เขารู้ว่าเขาจะไม่มีทางพบกับช่วงเวลาสงบสุขที่เขาจะลงหลักปักฐานและมีชีวิตปกติ เขาจะต้องสู้เสมอ สำหรับผม มันเศร้านิดๆ แต่ก็งดงามด้วยครับ และผมก็ไม่ทันรู้ตัวจนกระทั่งถ่ายทำไปแล้วครึ่งทางว่าผมเขียนถึงตัวเองอีกแล้วน่ะครับ

  • Q:ในหนังเรื่องนี้ แบนเนอร์อยู่ในสถานะไหน
    A:แบนเนอร์วิ่งหนีมาเกือบทั้งชีวิต ในตอนจบของ “The Avengers” เขาได้ไปกับโทนี่ แล้วในตอนจบอง “Iron Man 3” เราก็ได้เห็นว่าพวกเขาใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ผมชอบคลิปนั้นนะครับ ดังนั้น ไอเดียของเราคือเขาไม่ได้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของทีมเท่านั้น แต่เขายังเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยของสตาร์ค เขายืนด้วยขาของตัวเอง มีที่ของตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าเขาไปที่นั่นทุกวันและทำงานกินเงินเดือนหรอกนะครับ แต่ในตอนที่เราออกแบบห้องแล็บ มันสำคัญมากที่จะบอกว่า “ตรงนี้เป็นพื้นที่ของโทนี่ ตรงนี้เป็นพื้นที่ของแบนเนอร์ พื้นที่ของแบนเนอร์น่าประทับใจ แต่พื้นที่ของโทนี่กว้างขวางกว่า” เราอยากเห็นคนสองคนที่แตกต่างกันทำในสิ่งที่พวกเขาชำนาญ พวกเขาต่างก็มีสิ่งที่พวกเขาถนัดครับ และตอนนี้ แบนเนอร์ก็ได้พบสถานที่ที่นาตาชาทำให้เขาสามารถควบคุมฮัลค์ได้ มันเป็นไอเดียที่ว่าในตอนที่พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการยักษ์เขียว ฮัลค์ก็จะเป็นสมาชิกคนหนึ่งของทีม และเขาก็ยังได้กางเกงยืดสุดๆ แบบที่มาร์ค รัฟฟาโลอยากได้เหลือเกินในภาคแรกด้วย เขามีกางเกงยืดตามแบบฉบับของอเวนเจอร์สครับ เราอยากแสดงให้เห็นว่าเขาก้าวมาถึงอีกจุดหนึ่งในชีวิต แต่เราก็อยากจะพรากทั้งหมดนั่นไปจากเขาด้วยเพราะมันจะกลายเป็นเรื่องน่าเจ็บปวดครับ

  • Q:ควิกซิลเวอร์ สการ์เล็ตวิทช์และวิชันเกิดจากเรื่องราวที่คุณต้องการจะเล่ารึเปล่า
    A:สิ่งที่ยากที่สุดคือการทำให้มันดูเป็นแบบนั้น เควิน ไฟกีพร่ำบอกผมและร่วมกับผมในการทำให้สการ์เล็ตวิทช์ ควิกซิลเวอร์และวิชันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวของอัลตรอน และเขาก็คิดถูก ผมรู้มาตลอดแหละครับเพราะวิชันอยู่ในบทที่ผมเสนอครั้งแรก ตั้งแต่วันแรกใน Avengers ภาคแรก ผมบอกกับเควิน ไฟกีและเจเรมี แลทแชมว่า “ผมไม่รู้ว่ามันเหมาะรึเปล่า แต่ผมรู้ว่าถ้าคุณจะสร้างภาคสอง มันจะต้องเป็นอัลตรอน แล้วเขาก็ควรจะสร้างวิชันขึ้นมา แต่พวกเขาน่าจะใส่จาร์วิสลงไปในวิชัน แล้วพอล เบตตานีย์ก็สามารถรับบทวิชันได้ เพราะมีแต่พอล เบตตานีย์เท่านั้นที่จะรับบทวิชันได้” น่ะครับ

    ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเบตตานีย์และการได้พบเขาก็ไม่ได้แก้ปัญหาของผมเรื่องเบตตานีย์เลย เขาน่ารักและตลกมากๆ ในตอนที่ใครซักคนทำตัวตลกและพวกเขาหน้าตาเหมือนวิชัน มันก็จะตลกจริงๆ เขามีโครงหน้าตามแบบฉบับครับ เขาสามารถทำตัวเหมือนหุ่นยนต์ แต่เขาก็อบอุ่นมากๆ ด้วย ผมรู้สึกเหมือนผมไม่ต้องคิดมากเลยกับเรื่องนี้

  • Q:ช่วยพูดถึงควิกซิลเวอร์และสการ์เล็ตวิทช์หน่อยว่าพวกเขาเป็นใคร แล้วคุณสร้างลุคของพวกเขาขึ้นมาได้ยังไง
    A:วันดา (สการ์เล็ตวิทช์) และปิเอโทร (ควิกซิลเวอร์) ต่างก็มีพลังที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ปิเอโทรรวดเร็วมาก เกือบเท่ากระสุนแน่ะครับ ส่วนวันดาก็เป็นเหมือนแม่มด เธอมีพลังเทเลคิเนซิสที่สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งต่างๆ ได้ แล้วเธอก็มีโล่พลัง และสามารถเข้าไปปั่นความคิดของคุณ เพื่อดึงเอาความกลัวและความเคลือบแคลงที่เลวร้ายที่สุดของคุณออกมา ผมอยากได้อะไรที่มากกว่าความสามารถในการต่อยคน แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็อยากให้คนรู้ว่า เธอมาได้ไกลเท่านี้ พลังของพวกเขามีที่มาจากในหนังสือการ์ตูนครับ

    ปัญหาก็คือเรื่องของชุด ซึ่งเราจะดึงจากการ์ตูนมาใช้ไม่ได้ เพราะในนั้นเธอสวมชุดยูนิตาร์ดสีแดง พร้อมผ้าคลุมและเทียราอันยักษ์ ส่วนเขาก็สวมชุดแบบริ้วๆ ในส่วนใหญ่ของหนัง พวกเขาก็เป็นพวกเขาอย่างนั้น ดังนั้น ปัญหาคือการกระตุ้นความทรงจำว่าพวกเขาเป็นใคร โดยไม่ยึดติดกับมัน ดังนั้น สำหรับวันดา มันก็เลยเป็นอะไรแบบโบฮีเมียน ผมชื่นชอบลุคแบบโบฮีเมียนที่มีเลเยอร์ มันเซ็กซี และพลิ้วไหว และมันก็เหมาะกับเธอมาก สำหรับปิเอโทร เราคุยกันถึงรองเท้าที่เขาสวมเพราะมันเป็นสิ่งที่ปรากฏชัด จากนั้น มันก็เป็นเรื่องของการหารูปทรงที่เหมาะสมและใส่องค์ประกอบที่ให้ความรู้สึกแบบสายฟ้าลงไป มันเป็นสมดุลที่เปราะบางเสมอครับ เรื่องของรูปทรงของแอรอนคือเราต้องทำให้เขาดูบึ้กน้อยลงเพราะเขาจะต้องเป็นคนที่มีความเร็วครับ

  • Q:แล้วตอนนี้ ธอร์มีบทบาทยังไงในเมื่อโลกิไม่ใช่ภัยคุกคามหลักแล้ว
    A:การเจอกับพวกชิเทาริและการที่คทาของโลกิอยู่ตรงนั้นก็ทำให้ธอร์มีความเกี่ยวข้องในระดับหนึ่ง แต่เขาก็ยังคงเป็นตัวละครตัวหนึ่งที่เรานำมารวมหรือเขียนขึ้นได้ยากที่สุด เพราะเขาไม่ใช่คนในโลกใบนี้ มันเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะหาคำตอบว่าเขาจะมีบทบาทยังไง ที่มันยากกว่าตัวละครตัวอื่นๆ เพราะธอร์ไม่ใข่คนที่คุณจะเอามาใส่ได้ง่ายๆ เขาจะพูดได้แต่ในแบบของธอร์ มันมีอะไรมากมายที่คุณสามารถทำได้กับตัวละครตัวนี้ แต่ในคนกลุ่มนั้น การทำให้เขาเป็นคนปกติที่มีความเกี่ยวข้องกลายเป็นเรื่องซับซ้อน มันกลายเป็นสิ่งท้ายๆ ที่ผมจับ คริสมีความอดทนมากและบันทึกของเขาก็เยี่ยมเลยเพราะเขารู้ว่ามันเป็นเรื่องยากแค่ไหนที่จะจับธอร์ใส่ลงไปในโลกใบนั้นและเขาก็รู้ว่ามันง่ายแค่ไหนที่เขาจะแสดงอย่างตรงไปตรงมาหรือเป็นเป้าหมายของมุขตลกที่ว่า “ฉันไม่เข้าใจโลกยุคปัจจุบันนี้เลย” มันเป็นลูกเล่นที่คิดได้ยาก แต่ผมก็ภูมิใจมากในการพยายามหาทางที่จะนำเสนอเขา ที่แทนที่เขาจะเป็นตัวตั้งคำถาม เขากลับเป็นคนให้คำตอบแทน ผมเขียนฉากที่เป็นแบนนั้นขึ้นมา และมันก็บังเอิญที่ว่าตอนนั้นเขาไม่ได้สวมเสื้อซะด้วย ผมก็เลยรู้สึกว่าผมอาจจะเป็นอัจฉริยะก็ได้นะครับเนี่ย

  • Q:คุณต้องการอะไรจากหนังเรื่องนี้
    A:ผมต้องการความเป็นมนุษย์ ผมต้องการเท็กซ์เจอร์ ผมต้องการไอเดีย ผมต้องการให้หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไรบางอย่าง มันเป็นเรื่องสำคัญมากๆ สำรหับผมที่จะมีประเด็นให้พูด ผมไม่อยากแค่ชี้กล้องไปที่อะไรที่สวยๆ ผมไม่อยากจะทำให้ผู้คนรู้สึกขำขันแล้วก็ลืมไปว่าผมทำให้พวกเขาขำน่ะครับ ผมอยากให้ผู้ชมนำสิ่งที่พวกเขาได้เห็นผสมผสานกับแนวความคิดของตัวเอง และต่อยอดความคิดนั้นออกไปอีก ผมคิดว่าศิลปินทุกคนอยากให้ผลงานตัวเองเป็นแบบนั้น การสร้างแค่หนังบันเทิงช่วงซัมเมอร์เป็นการสิ้นเปลืองพรสวรรค์ที่เกิดจากทีมงานและนักแสดง รวมถึงศักยภาพของหนังเรื่องนี้โดยใช่เหตุ ผมอยากให้มันเป็นหนังที่พูดกับผู้ชมในระดับมนุษย์ แต่ก็สร้างความบันเทิงให้กับพวกเขาด้วย ความจริงก็คือมันเป็นความบันเทิงที่ไม่ใช่ศิลปะชั้นเยี่ยม ซึ่งก็เป็นเรื่องโอเค มันไม่มีศิลปะชั้นเยี่ยมชิ้นไหนที่ไม่สร้างความบันเทิงหรอกครับ ดังนั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายในการพยายามทำให้มันเวิร์คในแบบที่ผู้ชมอยากให้มันเวิร์คหรอกนะครับ

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *