Avengers: Age of Ultron

  • Robert Downey Jr.

    โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ กลับมารับบท ไอรอนแมนอีกครั้ง ในภาพยนตร์มาร์เวล “AVENGERS: AGE OF ULTRON”

    โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ นักแสดงขวัญใจแฟนๆ ได้กลับมารับบทดังของเขา โทนี่ สตาร์ค/ไอรอนแมน อีกเป็นครั้งที่ห้าในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Avengers: Age of Ultron” ก่อนหน้านี้ ใน “The Avengers” โทนี่ สตาร์ค พยายามจะปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนๆ ในทีมและใน “Iron Man 3” ผู้ชมก็ได้เห็นว่าเขาก้าวข้ามจากการพึ่งพาเทคโนโลยีที่พยุงชีพตัวเองมาได้ แล้วตอนนี้ เขาจะเดินหน้าไปในทิศทางไหนต่อล่ะ? สำหรับโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ การตอบคำถามนั้นเป็นเรื่องง่าย “มันมีเรื่องที่ยังจัดการไม่จบครับ มีรูหนอนที่เปิดออกเหนือนครนิวยอร์ก มีภัยคุกคามที่ยังคงซ่อนเร้นอยู่ โทนี่ก็เลยต้องทุ่มเทความสนใจทั้งหมดของเขาไปกับแนวความคิดแบบ Star Wars ช่วงหลังยุคเรแกนนิดๆ น่ะครับ และเขาก็ชอบเรียกมันว่า อัลตรอน”

    ตั้งแต่เริ่มต้นโปรเจ็กต์ ดาวนีย์ จูเนียร์ ก็รู้สึกชื่นชอบอะไรหลายๆ อย่างในบทภาพยนตร์ที่มีเสน่ห์ของมือเขียนบท/ผู้กำกับ จอส วีดอน “สำหรับผม มันเป็นเรื่องของการพัฒนาความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลักทั้งหลาย” นักแสดงหนุ่มให้ความเห็น “ผมชอบที่ธอร์ไม่กินเส้นกับผม แล้วท้ายที่สุด ก็ต้องบอกว่าผมคิดถูก มันเป็นเรื่องน่าสนใจ และลักษณะการปูพื้นเรื่องก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสุดๆ สำหรับผม แต่น่าแปลกที่สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับ ‘Avengers: Age of Ultron’ คือสิ่งที่ถูกนำเสนอในท้ายที่สุดครับ”

    แต่การกลับมาสู่บทโทนี่ สตาร์คและ The Avengers ก็เป็นเรื่องหวานอมขมกลืนสำหรับนักแสดงมากพรสวรรค์ ผู้เป็นที่รักผู้นี้เช่นกัน “ครั้งนี้ ผมรู้สึกเหมือนได้ใกล้ชิดกับนักแสดงคนอื่นๆ และผมกับจอสก็เป็นเพื่อนรักกันครับ” ดาวนีย์ จูเนียร์กล่าว “แต่สำหรับผม หนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นจุดจบของยุคสมัยหนึ่งและเป็นจุดเริ่มต้นของอีกยุคสมัยหนึ่ง มากกว่าหนังมาร์เวลเรื่องอื่นๆ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากสายเลือดใหม่ที่เข้ามา อย่างอลิซาเบธ โอลเซ่นและแอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสัน และผมก็กางแขนต้อนรับมัน มันก็เลยมีความรู้สึกที่ว่าเราอยู่กันมานานพอที่จะเป็นผู้คุ้มครองที่อาจจะหรืออาจจะไม่ผ่านไปหรือเปลี่ยนแปลงไปน่ะครับ”

    อลิซาเบธ โอลเซ่น ผู้รับบท สการ์เล็ต วิทช์และแอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสัน ผู้รับบท ควิกซิลเวอร์ สองนักแสดงหน้าใหม่ของแฟรนไชส์นี้ ช่วยทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปสำหรับโทนี่ สตาร์คและสมาชิกกลุ่มเอเวนเจอร์ส โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ อธิบายถึงความสัมพันธ์ใหม่นี้ว่า “โทนี่รู้จักกลุ่มเอเวนเจอร์สดี พวกเขาเป็นซูเปอร์ฮีโรที่เขาเคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ด้วย เขาเพิ่งจะก้าวพ้นจากอาการตึงเครียดหลังเหตุสะเทือนใจมา ดังนั้น การเกิดเรื่องอย่างการมีสการ์เล็ต วิทช์มากระซิบข้างหู และการที่ควิกซิลเวอร์วิ่งแล่นปรู๊ดปร๊าดไปมาก็ให้ความรู้สึกเหมือนว่า ‘อืมม์’ มันเหมือนกับการเป็นเพื่อนหรือศัตรูน่ะครับ แต่ลักษณะที่ตัวละครเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นจากต้นกำเนิดของพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะถูกนำเสนอในการ์ตูนและเวอร์ชันอื่นๆ ที่ผ่านมายังไง สิ่งที่เฉียบแหลมและยอดเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้คือพวกเขามีที่ทางที่เหมาะสมในเรื่องราวนี้จริงๆ สิ่งที่ยอดเยี่ยมคือมันทำให้โทนี่และเอเวนเจอร์สคนอื่นๆ จับต้นชนปลายไม่ถูก นอกจากนั้นแล้ว ในตอนแรก มันยังดูเหมือนจะมีเรื่องของความแค้นนิดหน่อยด้วย และมันก็เป็นเรื่องห่วยแตกมากเมื่อคุณรู้ว่ามีคนตามไล่ล่าคุณ ที่แค้นคุณ และพวกเขาก็มีเหตุผลที่ดีซะด้วย”

    ดาวนีย์ จูเนียร์ อธิบายถึงสถานะของโทนี่ สตาร์คในทีมอเวนเจอร์สครั้งนี้ว่า “ผมไม่รู้ว่ามีใครคนไหนในประวัติศาสตร์แฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโรที่ดูเหมือนจะมีเงินทองเหลือเฟือแบบนี้รึเปล่า เห็นได้ชัดว่าโทนี่มีเงินจับจ่ายใช้สอยอย่างเต็มที่ สิ่งสำคัญคือเขาอยากจะปรับภาพลักษณ์ ดูแลและคอยบ่มเพาะกลุ่มเอเวนเจอร์ส ซึ่งเป็นหน่วยต่อต้านเหล่าร้ายที่จำเป็น และจัดหาทุกอย่างที่พวกเขาต้องการให้กับพวกเขา แล้วมันก็มีส่วนหนึ่งในตัวเขาที่ยังคงเป็นดีไซเนอร์ นักประดิษฐ์ วิศวกรและช่างเครื่องกล ที่อยากจะช่วยให้พวกเขาทำอะไรต่อมิอะไรได้ดีขึ้นอีก ดังนั้น ความสบายใจของเขาก็เหมือนกับคนที่ซื้อสโมสรฟุตบอลแล้วอยากให้พวกเขาเปลี่ยนยูนิฟอร์มใหม่ หาอุปกรณ์ที่ดีกว่าเดิมให้พวกเขา คอยคุ้มครองพวกเขาในสนามได้ดียิ่งขึ้นและทำให้พวกเขาแกร่งขึ้นและรวดเร็วขึ้นน่ะครับ”

    ในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “Avengers: Age of Ultron” กัปตันอเมริกา ที่รับบทโดย คริส อีวานส์ เป็นผู้นำกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด แต่ครั้งนี้ ดูเหมือนโทนี่ สตาร์คจะยอมรับได้ “ในชีวิตโทนี่ มีความสัมพันธ์แค่สองครั้งที่เขาเต็มใจจะยอมรับสถานะที่ต่ำต้อยกว่า หนึ่งก็คือกับเป็ปเปอร์ และสองก็คือกับกัปตันครับ” ดาวนีย์ จูเนียร์บอก “สิ่งสำคัญคือใครก็ตามที่ทำงานได้ดีที่สุดก็ควรจะรับหน้าที่นั้นไป โทนี่นำอะไรมากมายมาสู่กลุ่ม ส่วนกัปตันก็มีประสบการณ์สูงสุด มันเป็นเรื่องดีเสมอที่รู้สึกว่ามีคนภายใต้การบ่มเพาะของคุณที่เริ่มชำนาญในสิ่งที่คุณต้องทำมากกว่าคุณ และก็ไม่มีใครที่มีประสบการณ์ในสงครามมากกว่ากัปตันอีกแล้วครับ”
    การได้เข้าฉากกับเจมส์ สเปเดอร์ เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของเขา ผู้มารับบทตัวร้าย อัลตรอน ก็เป็นโบนัสพิเศษสำหรับดาวนีย์ จูเนียร์ “เจมส์ สเปเดอร์เป็นคนแรกที่ผมได้ทำความรู้จักตอนที่ผมไปแอลเอ แล้วเขาก็คอยดูแลผมครับ” นักแสดงหนุ่มเล่า “เขาอายุมากกว่าผมไม่กี่ปี แต่มันก็เป็นการตัดสินใจคัดเลือกนักแสดงที่สร้างแรงบันดาลใจมากๆ ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเป็นนักแสดงที่มีชื่อติดปากและอยู่ในความทรงจำของทุกคนด้วยเหตุผลที่ชัดเจนเท่านั้น แต่เพราะเขาเป็นเหมือนสมบัติของชาตินิดๆ ด้วย ผมยืมสไตล์ของเขามาใช้หลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาครับ”

    การได้ร่วมงานกับนักแสดงคนเดิม ผู้รับบทตัวละครคลาสสิก ที่โลดแล่นอยู่ในโลกภาพยนตร์มาร์เวล ก็เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมสำหรับโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์เช่นกัน “มันมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันครับ และผมก็คิดว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์แบบทีมงานใน Potters หรือ Bonds แล้วนะครับ” เขากล่าว “ในตอนที่คุณอยู่กับอะไรนานๆ มันก็จะมีความรู้สึกแบบครอบครัวเกิดขึ้นในกลุ่มนักแสดง ทุกอย่างดูเหมือนจะเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ทุกคนรับภาระมากขึ้น และมันก็เปิดพื้นที่สำหรับนักแสดงใหม่ด้วยเพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญคือคุณอยากจะทำให้เกิดสิ่งที่แข็งแกร่งและยอดเยี่ยมพอที่จะรองรับน้ำหนักของนักแสดงใหม่ได้น่ะครับ”

    มีการคาดเดาต่างๆ นานาถึงอนาคตสำหรับโทนี่ สตาร์ค/ไอรอนแมน โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ยอมรับว่าเขาเองก็ไม่มีคำตอบ แต่ก็บอกว่า “มันก็พูดยากนะครับ ผมคุยกับเควิน ไฟกี และทีมงานครีเอทีฟหลายคน มีไอเดียน่าสนใจหลายอย่าง มันเป็นเรื่องที่ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของโชค แล้วส่วนที่เหลือเป็นเรื่องที่ค่อยๆ คลี่คลายออกมา ในจังหวะที่เหมาะสม และด้วยเวลาที่เหมาะสม เพื่อทำให้เรื่องมันเวิร์ค ดังนั้น ไม่ว่าอนาคตสำหรับโทนี่จะเป็นอย่างไร ผมก็อยากให้มันเป็นอนาคตที่ทำให้เกิดผลดีที่สุดต่อเรื่องราวทั้งหมด ผมอยากให้มันสร้างความรู้สึกที่ว่า มันมีอะไรต้องทำและต้องพูดอีกเยอะน่ะครับ”

    ในตอนที่แฟนๆ เข้าโรงภาพยนตร์เพื่อชมภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง “The Avengers: Age of Ultron” โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ก็หวังว่าพวกเขาจะร้องอุทานว่า “ว้าว” “ผมหวังว่าพวกเขาจะรู้สึกดีกับหนังเรื่องนี้เหมือนกับตอนที่พวกเขาไปดู ‘Iron Man 3’ หรือตอนที่พวกเขาได้ดู ‘Captain America’ หรือ ‘Thor’ ภาคล่าสุด และรู้สึกว่ามีอะไรต้องทำและต้องพูดอีกเยอะ หนังเรื่องนี้สนุกมากและให้ข้อคิดอย่างเหลือเชื่อ มันมีธีมที่ยอดเยี่ยม มีตัวละครใหม่ๆ เอาเป็นว่าผมยอมรับในหนังเรื่องนี้ครับ” นักแสดงหนุ่มกล่าวสรุป

  • Q:คุณอยากพาโทนี่ สตาร์คไปยังทิศทางไหนเป็นพิเศษรึเปล่าในหนังเรื่องนี้
    A:ใน “The Avengers” ภาคแรก โทนี่ สตาร์ค เริ่มทำงานเป็นทีมมากขึ้นและใน “Iron Man 3” เขาก็ได้ก้าวข้ามจากการพึ่งพาเทคโนโลยีที่พยุงชีพตัวเองมาได้ ผมก็เลยคิดว่า “โอเค แล้วไงล่ะทีนี้” แต่มันมีเรื่องที่ยังจัดการไม่จบครับ มีรูหนอนที่เปิดออกเหนือนครนิวยอร์ก มีภัยคุกคามที่ยังคงซ่อนเร้นอยู่ โทนี่ก็เลยต้องทุ่มเทความสนใจทั้งหมดของเขาไปกับแนวความคิดแบบ Star Wars ช่วงหลังยุคเรแกนนิดๆ น่ะครับ และเขาก็ชอบเรียกมันว่า อัลตรอน

  • Q:โทนี่ สตาร์ค ดูเหมือนจะเป็นแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังผู้ร้ายในแฟรนไชส์เรื่องนี้ แล้วภาคนี้ล่ะ เป็นแบบนั้นด้วยมั้ย
    A:ไม่รู้สิครับ แต่บางที มันอาจเป็นเรื่องสะดวกเพราะเขาเป็นเจ้าของเทคโนโลยีนั้นๆ เขาสามารถเสี่ยงกับจุดอ่อนของตัวเองได้มากกว่าคนอื่นๆ ดังนั้น ผมก็เลยคิดว่า เขาเป็นคนที่เหมาะจะมีไว้เพื่อทำเรื่องงี่เง่าหรือเรื่องเลวร้ายน่ะครับ

  • Q:คุณรักษาสมดุลระหว่างการนำเสนอสิ่งที่ผู้ชมต้องการให้กับพวกเขาและการทำให้พวกเขาประหลาดใจยังไง
    A:ไอเดียสำคัญคือพวกเราทุกคน ไม่ว่าชายหรือหญิง จะต้องคิดเหมือนตัวเองเป็นผู้ชม “เอาล่ะ เราเคยเห็นอะไรแบบนั้นมาแล้ว คุณจะปรับมันใหม่ยังไง” แม้ว่าจะมีความคุ้นเคยบางอย่างที่ทำให้ผมสบายใจในฐานะคอหนังที่ชื่นชอบการดูหนังแฟรนไชส์และซีเควล หรืออะไรทำนองนั้น แต่นี่ก็เป็นอีกยุคสมัยหนึ่ง ดังนั้น สิ่งที่เคยเวิร์คเมื่อ 5 หรือ 10 ปีก่อนก็ใช้ไม่ได้แล้วในตอนนี้ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของการพยายามจะคิดแซงหน้าคลื่นความนิยมน่ะครับ แต่หลายสิ่งหลายอย่างเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามสัญชาตญาณ จอส วีดอนได้พัฒนามันอีกระดับด้วยการเขียนเรื่องราวที่สนุกสนาน ลึกซึ้งและเข้าถึงผู้ชมได้มากกว่าขึ้นมาครับ

  • Q:คุณชื่นชอบอะไรในการกลับมารับบทนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า
    A:ผมชื่นชอบทีมงงานครั้ง ในครั้งนี้ ผมรู้สึกเหมือนผมได้สนิทกับนักแสดงคนอื่นๆ จริงๆ และผมกับจอสก็เป็นเพื่อนรักกันครับ ในขณะเดียวกัน มันก็มีความรู้สึกที่ว่าคุณไม่มีวันลืมครั้งแรกของคุณ ใน “Iron Man 2” ไปจนถึง “The Avengers” และ “Iron Man 3” มันจะมีความรู้สึกของชีวิตที่ดำเนินต่อเนื่อง เหมือนว่า “ทำไมตอนนี้มันไม่เหมือนกับตอนอยู่ในมหาวิทยาลัยเลย” แต่สำหรับผมแล้ว นับตั้งแต่ “Iron Man 1” หนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นจุดจบของยุคสมัยหนึ่งและจุดเริ่มต้นของอีกยุคสมัยหนึ่งมากกว่าหนังมาร์เวลเรื่องอื่นๆ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากสายเลือดใหม่ที่เข้ามา อย่างอลิซาเบธ โอลเซ่นและแอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสัน และผมก็กางแขนต้อนรับมัน มันก็เลยมีความรู้สึกที่ว่าเราอยู่กันมานานพอที่จะเป็นผู้คุ้มครองที่อาจจะหรืออาจจะไม่ผ่านไปหรือเปลี่ยนแปลงไปน่ะครับ

  • Q:ตัวละครใหม่ทั้งสองเข้ามาในโลกของโทนี่ สตาร์คได้ยังไง แล้วเขาคิดยังไงกับพวกเขาบ้าง
    A:โทนี่รู้จักกลุ่มเอเวนเจอร์สดี พวกเขาเป็นซูเปอร์ฮีโรที่เขาเคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ด้วย เขาเพิ่งจะก้าวพ้นจากอาการตึงเครียดหลังเหตุสะเทือนใจมา ดังนั้น การเกิดเรื่องอย่างการมีสการ์เล็ต วิทช์มากระซิบข้างหู และการที่ควิกซิลเวอร์วิ่งแล่นปรู๊ดปร๊าดไปมาก็ให้ความรู้สึกเหมือนว่า ‘อืมม์’ มันเหมือนกับการเป็นเพื่อนหรือศัตรูน่ะครับ แต่ลักษณะที่ตัวละครเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นจากต้นกำเนิดของพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะถูกนำเสนอในการ์ตูนและเวอร์ชันอื่นๆ ที่ผ่านมายังไง สิ่งที่เฉียบแหลมและยอดเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้คือพวกเขามีที่ทางที่เหมาะสมในเรื่องราวนี้จริงๆ สิ่งที่ยอดเยี่ยมคือมันทำให้โทนี่และเอเวนเจอร์สคนอื่นๆ จับต้นชนปลายไม่ถูก นอกจากนั้นแล้ว ในตอนแรก มันยังดูเหมือนจะมีเรื่องของความแค้นนิดหน่อยด้วย และมันก็เป็นเรื่องห่วยแตกมากเมื่อคุณรู้ว่ามีคนตามไล่ล่าคุณ ที่แค้นคุณ และพวกเขาก็มีเหตุผลที่ดีซะด้วย

  • Q:น่าสนใจที่ตอนนี้มีแง่มุมด้านจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คุณไม่ได้สู้ทางกายภาพอย่างเดียวแล้วใช่มั้ย
    A:กับพวกเหล่าร้าย พวกเขาใส่เอาสภาพจิตใจตัวเองเข้าไปในการเคลื่อนไหวของพวกเขาด้วย และบางครั้ง นั่นก็เป็นเรื่องดี บางครั้ง การใส่เอาความเคลือบแคลง การทำให้คุณได้สัมผัสกับความกลัวโดยตรง ได้รู้ว่าสิ่งที่กระตุ้นคุณคืออะไร การกดปุ่มเหล่านั้นเป็นเรื่องดีจริงๆ เพราะมันทำให้คุณมีจิตใจที่เข้มแข็ง มันมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างสมาชิกเอเวนเจอร์สแล้วในตอนนี้ มันก็เลยเป็นสิ่งที่ศัตรูจะโจมตีได้ ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียว ความรับผิดชอบที่มีต่อกันและกัน ความรู้สึกเรื่องที่ทางของตัวเองในกลุ่ม ความรู้สึกของสิ่งที่พวกเขาต้องเสียสละเพื่อแลกมา และการที่สิ่งเหล่านั้นอาจกลายเป็นจุดอ่อนของทีมยังไงบ้างน่ะครับ

  • Q:เจมส์ สเปเดอร์ รับบท อัลตรอน การได้กลับมาร่วมงานกับเขาเป็นยังไงบ้าง
    A:มันมีเรื่องที่เหมือนวงเวียนที่เวียนมาบรรจบกัน และการที่เจมส์ สเปเดอร์มารับบท อัลตรอน ก็เหมือนกันครับ เจมส์ สเปเดอร์เป็นคนแรกที่ผมได้ทำความรู้จักตอนที่ผมไปแอลเอ แล้วเขาก็คอยดูแลผมครับ เขาอายุมากกว่าผมไม่กี่ปี แต่มันก็เป็นการตัดสินใจคัดเลือกนักแสดงที่สร้างแรงบันดาลใจมากๆ ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเป็นนักแสดงที่มีชื่อติดปากและอยู่ในความทรงจำของทุกคนด้วยเหตุผลที่ชัดเจนเท่านั้น แต่เพราะเขาเป็นเหมือนสมบัติของชาตินิดๆ ด้วย ผมยืมสไตล์ของเขามาใช้หลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาครับ ผมคิดว่าอีกหนึ่งตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมคือการที่เบตตานีย์เข้ามาแล้วทำให้เราได้รู้จักกับจาร์วิสผ่านทางเดอะ วิชัน เพราะเหมือนกับเขาอยู่กับผมตั้งแต่เริ่มต้น และผมก็คิดว่าเราแทบไม่ได้เห็นเขาในงานรอบปฐมทัศน์เลย เพราะเขาไปทำงานที่เขาได้โลดแล่นบนหน้ากล้องจริงๆ น่ะครับ

  • Q:การได้แสดงกับเจมส์ สเปเดอร์จริงๆ แทนที่จะต้องจินตนาการว่าเขายืนอยู่ตรงนั้นเป็นยังไงบ้าง
    A:สนุกดีครับ มันเป็นเรื่องหนึ่งที่จะบอกว่าคุณอยากจะเกี่ยวข้องกับตัวละครตัวนั้น และเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะทำแบบนั้นจริงๆ ใน “Avatar” นักแสดงจะต้องแสดงหนังและเชื่อใจกระบวนการหลังจากนั้น สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดกับการที่ผมต้องจินตนาการสิ่งที่สเปเดอร์ทำคือตอนที่ผมแสดงหนังโรโทสโคปเรื่อง “A Scanner Darkly” ที่มันถูกทำให้เป็นอนิเมชันหลังจากนั้น แต่ผมรู้สึกเหมือนว่าสเปเดอร์รู้ดีว่าเขาต้องเจอกับอะไรและเขาก็กระโจนเข้าใส่มันอยู่ดี ผมมั่นใจว่า จอส [วีดอน] เป็นสาเหตุหนึ่งครับ

  • Q:ตอนนี้ โทนี่ สตาร์ค มีบทบาทอย่างไรในกลุ่มเอเวนเจอร์ส
    A:ผมไม่รู้ว่ามีใครคนไหนในประวัติศาสตร์แฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโรที่ดูเหมือนจะมีเงินทองเหลือเฟือแบบนี้รึเปล่า เห็นได้ชัดว่าโทนี่มีเงินจับจ่ายใช้สอยอย่างเต็มที่ สิ่งสำคัญคือเขาอยากจะปรับภาพลักษณ์ ดูแลและคอยบ่มเพาะกลุ่มเอเวนเจอร์ส ซึ่งเป็นหน่วยต่อต้านเหล่าร้ายที่จำเป็น และจัดหาทุกอย่างที่พวกเขาต้องการให้กับพวกเขา แล้วมันก็มีส่วนหนึ่งในตัวเขาที่ยังคงเป็นดีไซเนอร์ นักประดิษฐ์ วิศวกรและช่างเครื่องกล ที่อยากจะช่วยให้พวกเขาทำอะไรต่อมิอะไรได้ดีขึ้นอีก ดังนั้น ความสบายใจของเขาก็เหมือนกับคนที่ซื้อสโมสรฟุตบอลแล้วอยากให้พวกเขาเปลี่ยนยูนิฟอร์มใหม่ หาอุปกรณ์ที่ดีกว่าเดิมให้พวกเขา คอยคุ้มครองพวกเขาในสนามได้ดียิ่งขึ้นและทำให้พวกเขาแกร่งขึ้นและรวดเร็วขึ้นน่ะครับ

  • Q:ดูเหมือนว่าตอนนี้ สตาร์คจะรับผิดชอบบรูซ แบนเนอร์มากขึ้น ช่วยพูดถึงเรื่องนั้นหน่อยสิ
    A:ในตอนจบของ “Marvel’s The Avengers” บรูซกับโทนีขับรถท่ามกลางแสงอัศดงในเซ็นทรัลปาร์คด้วยกันและผมก็คิดว่า “เอาล่ะ คุณจะเดินเรื่องต่อจากนั้นยังไง” ดังนั้น ส่วนมาก เราก็จะ “รวมหัวกัน” ครับ ตัวเขาเองมีการตั้งคำถามนิดๆ แต่พวกเขาก็คิดแผนการสำรองไว้เสมอ ซึ่งก็คือถ้าเพื่อนคุณมีปัญหาเรื่องการควบคุมความโกรธ คุณจะช่วยเขาได้ยังไง นับหนึ่งถึงสิบไงล่ะครับ และวิธีการที่เขาช่วยเขานับหนึ่งถึงสิบคือการมีแผนสำรองที่แข็งแรงมากๆ เอาไว้ ซึ่งก็คือฮัลค์บัสเตอร์ครับ

  • Q:เหตุการยิงทั่วโลกช่วยเสริมอะไรให้กับหนังเรื่องนี้บ้าง
    A:ในตอนจบของ “Marvel’s The Avengers” บรูซกับโทนีขับรถท่ามกลางแสงอัศดงในเซ็นทรัลปาร์คด้วยกันและผมก็คิดว่า “เอาล่ะ คุณจะเดินเรื่องต่อจากนั้นยังไง” ดังนั้น ส่วนมาก เราก็จะ “รวมหัวกัน” ครับ ตัวเขาเองมีการตั้งคำถามนิดๆ แต่พวกเขาก็คิดแผนการสำรองไว้เสมอ ซึ่งก็คือถ้าเพื่อนคุณมีปัญหาเรื่องการควบคุมความโกรธ คุณจะช่วยเขาได้ยังไง นับหนึ่งถึงสิบไงล่ะครับ และวิธีการที่เขาช่วยเขานับหนึ่งถึงสิบคือการมีแผนสำรองที่แข็งแรงมากๆ เอาไว้ ซึ่งก็คือฮัลค์บัสเตอร์ครับ

  • Q:เหตุการยิงทั่วโลกช่วยเสริมอะไรให้กับหนังเรื่องนี้บ้าง
    A:สองอย่างครับ อย่างแรกคือตลาด ฐานผู้ชมและกลุ่มแฟนๆ เปิดกว้างขึ้นมาก ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังของทั้งโลกอย่างแท้จริง มันเป็นความรับผิดชอบที่เราจะต้องขยายตัวออกไปอีก มันมีอะไรบางอย่างที่สมจริงมากกว่าในตอนที่มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกของที่ไหนซักแห่งหนึ่ง แต่เป็น “โอเค พวกเขาอยู่ตรงนั้น” ผมดีใจที่มันเกิดขึ้นและดูเหมือนว่ามันจะช่วยเสริมสร้างความสมจริงให้กับสโคปโดยรวมของหนังเรื่องนี้ได้จริงๆ ครับ

  • Q:คุณชื่นชอบอะไรที่สุดในบทหนังเรื่องใหม่นี้
    A:สำหรับผม มันเป็นเรื่องของการพัฒนาความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลักทั้งหลาย ผมชอบที่ธอร์ไม่กินเส้นกับผม แล้วท้ายที่สุด ก็ต้องบอกว่าผมคิดถูก มันเป็นเรื่องน่าสนใจ และลักษณะการปูพื้นเรื่องก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสุดๆ สำหรับผม แต่น่าแปลกที่สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับ “Avengers: Age of Ultron” คือสิ่งที่ถูกนำเสนอในท้ายที่สุดครับ

  • Q:โทนี่ สตาร์คชื่นชอบการมีอำนาจควบคุม แต่ตอนนี้ กัปตันอเมริกาเป็นผู้มีอำนาจมากกว่า โทนี่มีความิดเห็นยังไงบ้าง
    A:ในชีวิตโทนี่ มีความสัมพันธ์แค่สองครั้งที่เขาเต็มใจจะยอมรับสถานะที่ต่ำต้อยกว่า หนึ่งก็คือกับเป็ปเปอร์ และสองก็คือกับกัปตันครับ สิ่งสำคัญคือใครก็ตามที่ทำงานได้ดีที่สุดก็ควรจะรับหน้าที่นั้นไป โทนี่นำอะไรมากมายมาสู่กลุ่ม ส่วนกัปตันก็มีประสบการณ์สูงสุด มันเป็นเรื่องดีเสมอที่รู้สึกว่ามีคนภายใต้การบ่มเพาะของคุณที่เริ่มชำนาญในสิ่งที่คุณต้องทำมากกว่าคุณ และก็ไม่มีใครที่มีประสบการณ์ในสงครามมากกว่ากัปตันอีกแล้วครับ

  • Q:คุณมองฉากหอคอยสตาร์คครั้งนี้ว่าเป็นยังไงบ้าง
    A:พอผมเดินเข้าไปในสเตจ ผมก็อุทานออกมาว่า “ว้าว นี่มันน่าประทับใจจริงๆ” ความจริงก็คือ มันเป็นเหมือนลานสเก็ตน้ำแข็งในอนาคต และพื้นของมันก็ดูสวยมากๆ แต่มันลื่นมากๆ จนทำให้แค่เดินไปสามก้าวก็สร้างความตื่นเต้นและอันตรายขึ้นได้แล้วล่ะครับ

  • Q:คุณชื่นชอบอะไรมากที่สุดในการร่วมงานกับจอส วีดอน
    A:จอสเป็นคนที่ฉลาดมากๆ และเขาก็คิดอะไรทะลุปรุโปร่งหมด ผมจำได้ว่าบางครั้งความสุขคือการสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นระหว่างทางหรือภายใต้บริบทของเรื่องราว เรากำลังคิดหาคำตอบว่า “ฉากนี้ควรจะเข้มข้นแค่ไหน” และจอสก็จะคิดล่วงหน้าไปแล้วสองสามก้าว ซึ่งมักจะทำให้คุณรู้สึกว่า “ผมจะเพิ่มเติมอะไรได้บ้าง” แต่มันก็มีก้าวอื่นๆ ให้เดินไปเสมอ ดังนั้น มันก็เลยเป็นเรื่องง่ายดายกว่าที่จะได้เวอร์ชันที่ดีที่สุดมาเพราะเขาอยู่ที่นั่นแทบตลอดเวลาอยู่แล้ว

  • Q:ในตอนที่ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณอยากจะเห็นอะไรในหนังเรื่องนี้บ้าง
    A:ความเปลี่ยนแปลงของฮอว์คอายและความสำคัญของเขาในหนังเรื่องนี้ ว่าเขาจะพาเราไปไหน เกิดอะไรขึ้นบ้างและมันมีความหมายยังไงบ้างน่ะครับ

  • Q:มันเป็นข้อได้เปรียบรึเปล่าที่มีหนังหลายเรื่องสำหรับตัวละครทุกตัวแล้วในตอนนี้ และคุณก็ได้รู้จักกันและกันมากขึ้นแล้ว
    A:มันมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันครับ และผมก็คิดว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์แบบทีมงานใน Potters หรือ Bonds แล้วนะครับ ในตอนที่คุณอยู่กับอะไรนานๆ มันก็จะมีความรู้สึกแบบครอบครัวเกิดขึ้นในกลุ่มนักแสดง ทุกอย่างดูเหมือนจะเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ทุกคนรับภาระมากขึ้น และมันก็เปิดพื้นที่สำหรับนักแสดงใหม่ด้วยเพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญคือคุณอยากจะทำให้เกิดสิ่งที่แข็งแกร่งและยอดเยี่ยมพอที่จะรองรับน้ำหนักของนักแสดงใหม่ได้น่ะครับ

  • Q:อนาคตสำหรับโทนี่ สตาร์คเป็นยังไงบ้าง
    A:ก็พูดยากนะครับ ผมคุยกับเควิน ไฟกี และทีมงานครีเอทีฟหลายคน มีไอเดียน่าสนใจหลายอย่าง มันเป็นเรื่องที่ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของโชค แล้วส่วนที่เหลือเป็นเรื่องที่ค่อยๆ คลี่คลายออกมา ในจังหวะที่เหมาะสม และด้วยเวลาที่เหมาะสม เพื่อทำให้เรื่องมันเวิร์ค ดังนั้น ไม่ว่าอนาคตสำหรับโทนี่จะเป็นอย่างไร ผมก็อยากให้มันเป็นอนาคตที่ทำให้เกิดผลดีที่สุดต่อเรื่องราวทั้งหมด ผมอยากให้มันสร้างความรู้สึกที่ว่า มันมีอะไรต้องทำและต้องพูดอีกเยอะน่ะครับ

  • Q:มาร์เวลมีอะไรที่ดึงดูดคนที่มีความสามารถเหลือเชื่อขนาดนั้น
    A:มันเป็นเวทีสำคัญสำหรับหนังฟอร์มยักษ์ที่สนุกสาน และการประสบความสำเร็จเป็นครั้งคราวก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ความสำเร็จแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย รวมถึงแรงสนับสนุนทั้งหลายนั้นด้วย มันเหมือนกับลักษณะการไหลของแม่น้ำ ที่มันได้พบกับคนที่อยากจะดื่มจากมัน ผมคิดว่าไอเดียสำคัญคือมันมีบางสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างให้ความรู้สึกเชื่อมโยงกันน่ะครับ

  • Q:คุณหวังว่าผู้ชมจะได้อะไรจากหนังเรื่องนี้บ้าง
    A:บอกตามตรงนะครับ ผมหวังว่าพวกเขาจะร้องอุทานว่า “ว้าว” ผมหวังว่าพวกเขาจะรู้สึกดีกับหนังเรื่องนี้เหมือนกับตอนที่พวกเขาไปดู “Iron Man 3” หรือตอนที่พวกเขาได้ดู “Captain America” หรือ “Thor” ภาคล่าสุด และรู้สึกว่ามีอะไรต้องทำและต้องพูดอีกเยอะ หนังเรื่องนี้สนุกมากและให้ข้อคิดอย่างเหลือเชื่อ มันมีธีมที่ยอดเยี่ยม มีตัวละครใหม่ๆ เอาเป็นว่าผมยอมรับในหนังเรื่องนี้ครับ

  • ในหนังเรื่องนี้ คุณได้เรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับตัวละครเหล่านี้
    A: มันจำเป็นครับ ผมเติบโตขึ้นมาในยุค 80s และ 90s ในตอนที่แฟรนไชส์เริ่มสนใจในสิ่งที่ทำให้ตัวมันเองเวิร์คน้อยลงเรื่อยๆ โชคดีที่เราได้เห็นตัวอย่างมามากพอที่เราจะเรียนรู้จากมันได้ และเราก็รู้ว่าเราต้องสร้างเรื่องให้ลึกซึ้งและกว้างขวางขึ้นเพราะผู้ชมอยากจะเกิดความพึงพอใจทางอารมณ์และได้รับสิ่งประเทืองปัญญามากขึ้นครับ

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *