Bad Neighbours | เพื่อนบ้านมหา(บรร)ลัย

Bad Neighbours | เพื่อนบ้านมหา(บรร)ลัย

  • Genres:Comedy
    Running Time:1 hour 36 minutes
    Release Date:May 9, 2014
    MPAA Rating:R (for pervasive language, strong crude and sexual content, graphic nudity, and drug use throughout)
    Distributors:niversal Pictures
    Starring:Seth Rogen, Zac Efron, Rose Byrne, Christopher Mintz-Plasse, Dave Franco, Ike Barinholtz
    Directed by:Nicholas Stoller

    เกี่ยวกับภาพยนตร์
    เซธ โรแกน (This Is the End, 50/50), แซค เอฟรอน (The Lucky One, That Awkward Moment) และ โรส เบิร์น (Bridesmaids, ภาพยนตร์ชุด Insidious) ผนึกกำลังกับผู้กำกับ นิโคลัส สโตลเลอร์ (Forgetting Sarah Marshall, Get Him to the Greek) สร้างเสียงเฮฮาใน Bad Neighbours ภาพยนตร์ตลกเกี่ยวกับคู่ผัวหนุ่มเมียสาวที่ชีวิตต้องพบกับความทุกข์ทรมานเมื่อพวกเขาถูกสถานการณ์บีบให้ต้องใช้ชีวิตอยู่ข้างๆ บ้านของกลุ่มภราดรภาพนักศึกษาชายสุดคึก หลังจากลูกของพวกเขาเพิ่งลืมตาดูโลก

    ไม่ว่าจะมองด้านไหน พ่อแม่มือใหม่ แม็ค (โรแกน) และเคลลี่ แร็ดเนอร์ (เบิร์น) ก็มีชีวิตสมบูรณ์ตามแบบอเมริกันชน เป็นชีวิตที่สมบูรณ์พร้อมด้วยลูกสาวตัวน้อยที่แสนน่ารัก กับบ้านงามหลังใหม่ที่อยู่ในย่านชานเมือง อย่างไรก็ดี คู่ผัวเมียวัย 30 ต้นๆ คู่นี้อยากจะเชื่อว่าพวกเขายังมีความเจ๋งเหลืออยู่ในตัวบ้าง และชีวิตในขั้นต่อมากำลังจะผ่านการพิสูจน์ว่าเป็นความท้าทายสำหรับพวกเขา เมื่อผัวเมียคู่นี้ต้องเผชิญกับความเป็นจริงของการก้าวเข้าสู่ช่วงชีวิตใหม่ที่เลี่ยงไม่ได้ นั่นก็คือ การก้าวสู่วัยผู้ใหญ่

    เมื่อแม็คและเคลลี่พบว่าเพื่อนบ้านใหม่ที่อยู่ติดกันกับบ้านของพวกเขา คือบ้านนักศึกษาหนุ่มกลุ่มเดลต้า ไซ เบต้า ที่มีหัวหน้าแก๊งคือประธานชมรมผู้มีความสามารถเพียบพร้อมอย่าง เท็ดดี้ แซนเดอร์ส (เอฟรอน) พวกเขาพยายามเล่นตามน้ำและประคองตัวให้ดีที่สุดท่ามกลางสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่เมื่องานปาร์ตี้ของหนุ่มๆ เหล่านี้เริ่มดังขึ้น เฮฮาปาร์ตี้มากขึ้น ทั้งสองฝ่ายต่างเริ่มป้องกันเขตแดนของตัวเอง เมื่อการบ่อนทำลายแบบไม่หยุดไม่หย่อนของเพื่อนบ้าน และการเอารัดเอาเปรียบเริ่มส่งผลร้ายต่อทั้งสองฝ่าย โดยอาจทำให้หนุ่มๆ มหาวิทยาลัยเหล่านี้ถูกไล่ออกจากละแวกบ้าน หรือทำให้คู่หนุ่มสาวข้าวใหม่ปลามัน อาจต้องสูญเสียสติสัมปชัญญะอันน้อยนิดที่พวกเขายังเหลืออยู่ งานนี้ สองขั้วจึงเปิดฉากปะ ฉะ ดะ ในแบบนักรบกรีกยังอาย

    Bad Neighbours ยังได้ทีมนักแสดงสมทบที่ปล่อยมุขฮาไม่ยั้ง อย่าง เดฟ ฟรังโก (21 Jump Street, Now You See Me) ในบท พีท รองประธานเจ้าเสน่ห์ของกลุ่มเดลต้า ไซ, คริสโตเฟอร์ มินท์ซ-แพลสส์ (This Is the End, Role Models)

    ในบท สคูนนี่ สมาชิกชมรมที่เพี้ยนได้ถ้วย, เจอร์ร็อด คาร์ไมเคิล (ผลงานทางทีวี เรื่อง The Goodwin Games, ภาพยนตร์ใหม่ที่ใช้ชื่อในตอนนี้ว่า Untitled Jerrod Carmichael Project) ในบท การ์ฟ ผู้สับสนจริง ไรจริง และ เคร็ก โรเบิร์ตส์ (Submarine, Jane Eyre) ในบท แอสส์จุ้ยซ์ ผู้มีฉายาที่ฟังแล้วจั๊กกะจี้รูหู

    ในฝั่งรั้วบ้านของ “ฝ่ายผู้ใหญ่” ก็มีสมาชิกผู้สนับสนุนอย่าง ไอก์ บารินฮอลท์ซ (ผลงานทางทีวีอย่าง The Mindy Project และ The League) ในบท จิมมี่ เพื่อนซี้และเพื่อนร่วมงานที่โตแต่ตัวของ แม็ค, คาร์ล่า กัลโล (Superbad, ผลงานทางทีวีเรื่อง Bones) ในบท พอลล่า เมียเก่าที่ชอบเฮฮาปาร์ตี้ของ จิมมี่ ที่ยังคงถวิลหายุคสมัยที่ แม็คและเคลลี่ ยังคงเป็นคู่ฮิปกิ๊บเก๋ที่เธอได้เจอ และลิซ่า คูโดรว์ (ผลงานทางทีวีเรื่อง Scandal, Easy A) ในบท ดร.แครอล แกล็ดสโตน คณบดีของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นที่กำลังเหลืออดเหลือทนกับชมรมหนุ่มๆ ที่เธอคาดโทษว่าถ้าทำผิดอีกครั้ง เป็นต้องโดนเด้งแน่

    สร้างจากบทภาพยนตร์ต้นฉบับโดยทีมผู้เขียนบทป้ายแดง แอนดรูว์ เจย์ โคเฮน และเบรนแดน โอเบรียน ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารด้วย สโตลเลอร์ กำกับภาพยนตร์ตลกเรื่องนี้ ซึ่งอำนวยการสร้างโดย โรแกน รวมถึงหุ้นส่วนที่ทำงานกับโรแกนมานาน อย่าง อีแวน โกลด์เบิร์ก (Superbad, This Is the End) และเจมส์ วีเวอร์ (The Guilt Trip, This Is the End)

    สำหรับ Bad Neighbours ทีมผู้สร้างได้รวบรวมทีมงานหลังกล้องที่ประสบความสำเร็จ นำทีมโดยผู้กำกับภาพ แบรนดอน ทรอสต์ (This Is the End, That Awkward Moment), โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ จูลี่ เบิร์กฮอฟฟ์ (The Kids Are All Right, The Conjuring), ผู้ลำดับภาพ ซีเน่ เบเกอร์ (This Is the End, 50/50), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ลีซ่า อีแวนส์ (Bridesmaids, This Is 40) และผู้แต่งดนตรีประกอบ ไมเคิล แอนดรูว์ส (The Heat, ผลงานใหม่เรื่อง Tammy)

    นาธาน คาแฮน (This Is the End), โจ เดรก (The Hunger Games: Catching Fire) และไบรอัน เบลล์ (ผลงานใหม่เรื่อง 22 Jump Street) ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ตลกเรื่องนี้ ร่วมกับโคเฮน และโอเบรียน

    คำสาปวัยผู้ใหญ่:
    Bad Neighbours เริ่มต้นงานสร้าง

    Bad Neighbours ได้รับแรงบันดาลใจจากความหวาดกลัวการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของผู้เขียนบท เบรนแดน โอเบรียน และแอนดรูว์ เจย์ โคเฮน เมื่อพวกเขาเริ่มก้าวจากวัย 20 กว่า สู่วัย 30 แม้ว่าพวกเขาจะรู้ดีว่ามันถึงเวลาที่จะต้องลงหลักปักฐานในชีวิตแล้ว แต่ทั้งคู่ต่างลังเลที่จะยอมรับในความเป็นผู้ใหญ่ และความรับผิดชอบที่มาควบคู่กัน โอเบรียนเล่าว่า “แอนดรูว์กับผมอยู่ในวัย 30 กว่าๆ และเราทั้งคู่ต่างแต่งงานแล้ว ผมมีลูกคนแรก และเราทั้งคู่ต่างพบว่าเรากำลังดิ้นรนกับความจริงที่ว่าเราไม่รู้สึกเหมือนเด็กอีกต่อไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเหมือนผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบเช่นกัน”

    หลังจากได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กมหาวิทยาลัยที่นอร์ธอีสเทิร์น กำลังก่อความวุ่นวายให้กับชุมชน โอเบรียนและโคเฮน เกิดความคิดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวนี้น่าจะเหมาะกับการเป็นฉากหลังแสนฮาให้กับการสำรวจทางแยกชีวิตครั้งนี้ “เราได้เรียนรู้ว่าคนท้องที่ต้องรับมือกับเรื่องต่างๆ อย่างเช่น เด็กมหาวิทยาลัยที่มายืนฉี่ใส่พุ่มไม้ของพวกเขา ขโมยป้ายสัญญาณหยุดรถ และการก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่างๆ อย่างไร และคนปกติเหล่านี้พยายามจะใช้ชีวิตของพวกเขาอย่างไร” โคเฮนกล่าว “นี่คือคนธรรมดาที่มีครอบครัว และอยากให้ลูกๆ ของพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย แต่ก็ต้องเจอเด็กๆ มหาวิทยาลัยพวกนี้ที่กลายมาเป็นอุปสรรค เรื่องนี้ทำให้เราตื่นเต้นมาก เพราะเราชอบเรื่องราวหลากหลายวัยเช่นนี้ และยังมีเรื่องตลกเกี่ยวกับความจริงที่ว่าคนอายุ 20 กว่า กับ 30 กว่า ต่างรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนละรุ่นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจริงๆ”

    ทั้งสองเขียนบทคุณพ่อ แม็ค แร็ดเนอร์ โดยนึกภาพของนักแสดงตลก เซธ โรแกน อยู่ในหัวตลอด นี่คือบทที่พวกเขารู้ดีว่าจะต้องขัดกับความรู้สึกของคนดูที่เคยเห็นภาพ โรแกน ในบทหนุ่มจอมปาร์ตี้ในภาพยนตร์อย่าง Pineapple Express และ Knocked Up โอเบรียนเล่าต่อไปว่า “ด้วยลักษณะที่ตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ที่คนอื่นมองเซธ เขากลายเป็นชายที่ขยันขันแข็งและมีความรับผิดชอบอย่างมาก และยังมีความเป็นผู้ใหญ่ยิ่งกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดเอาไว้ ตอนนี้เขาแต่งงานแล้ว และกำลังก้าวสู่วัย 30 กว่า และยังเข้าใกล้อีกด้านหนึ่งของรั้ว ขณะที่ชายสูงวัยกว่ากำลังบอกให้เด็กๆ อยู่ในระเบียบ เราอยากจะเล่นกับเรื่องนั้น”

    โอเบรียนและโคเฮน ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและเพื่อนร่วมงานกับโรแกนมานาน นำไอเดียนี้ไปเสนอกับโรแกนและ อีแวน โกลด์เบิร์ก ผู้อำนวยการสร้างหุ้นส่วนของโรแกน เพื่อสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ภายใต้ชื่อบริษัท พอยต์ เกรย์ พิคเจอร์ส ซึ่งนำทีมโดยผู้อำนวยการสร้างอีกคน เจมส์ วีเวอร์ และทีมผู้อำนวยการสร้างต่างติดใจกับเรื่องราวนี้ในทันที โรแกนเล่าว่า “มันเป็นไอเดียที่ตลกมาก หลายไอเดียที่มีคนมาเสนออาจดูเพี้ยนและบ้ามากในตอนที่คุณได้ยินในครั้งแรก แต่ไอเดียนี้มันดูตลกแบบตรงไปตรงมาดี” เขาหยุดพูดเล็กน้อย “จนแทบจะเป็นปกติมากสำหรับพวกเรา”

    “แอนดรูว์และเบรนแดนคิดหนึ่งในไอเดียที่ไม่มีทางล้มเหลวเลย” โกลด์เบิร์กกล่าว “ไม่ว่าใครจะเป็นคนกำกับ ใครจะอำนวยการสร้าง หรือใครจะแสดงอยู่บ้าง หนังเกี่ยวกับคู่ผัวตัวเมียที่มีลูกเล็ก และมีชมรมเด็กหนุ่มมหาวิทยาลัยย้ายมาอยู่บ้านข้างๆ มันคือการตีโฮมรันชัดๆ”

    วีเวอร์ ที่เมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งจะทำงานกับโรแกนและโกลด์เบิร์กในภาพยนตร์ตลกบล็อกบัสเตอร์ เรื่อง This Is the End กล่าวเสริมว่า “เราคิดว่าคนดูน่าจะอินไปกับจุดนี้ในชีวิตได้ เป็นเวลาที่หลายคนสงสัยว่าทุกอย่างจบลงแล้วหรือ ไม่มีความสนุกเหลืออีกแล้วหรือ และคุณจะยังคงสัมผัสกับที่แห่งนั้น ที่ซึ่งคุณเคยมีช่วงเวลาสนุกสนานเฮฮาบ้าสุดๆ ได้อีกไหม”

    เมื่อได้ทีมผู้อำนวยการสร้างที่ทุ่มเทให้กับโปรเจ็กต์นี้แล้ว ทีมเขียนบทจึงเริ่มสร้างสรรค์ตัวละครที่หลากหลายและทำการปรับแต่งเส้นเรื่องให้ดียิ่งขึ้น ถึงแม้โอเบรียนและโคเฮนจะวางเรื่องราวของพวกเขาเอาไว้กับเรื่องของชายคนหนึ่งกับกลุ่มเพื่อนที่ต้องเปิดศึกกับเพื่อนบ้านที่เป็นกลุ่มชมรมนักศึกษาชาย แต่พวกเขาได้ทำการพัฒนาตัวละครเอกให้กลายเป็นคู่ผัวเมียที่เพิ่งแต่งงานและเพิ่งจะมีลูกเล็กๆ โดยพวกเขายังคงต้องดิ้นรนรับมือกับชีวิตช่วงใหม่

    “แม็คกับเคลลี่คือคู่แรกในกลุ่มเพื่อนที่ซื้อบ้านและมีลูก พวกเขาก็เลยไม่มีใครให้ดูเป็นตัวอย่างมากนักว่าการใช้ชีวิตแบบที่เป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัวนั้นเป็นยังไง” โรแกนอธิบาย “คุณจะเห็นได้ตั้งแต่แรกว่าพวกเขาต้องดิ้นรนต่อสู้กับความจริงที่ว่าพวกเขาไม่สามารถออกไปปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ได้อีกแล้ว และต้องคอยเฝ้าถามตัวเองว่าเมื่อไหร่หลายอย่างจะกลับไปเป็นปกติเสียที พวกเขายังไม่ยอมรับความจริงที่ว่าเมื่อคุณมีลูกแล้ว เรื่องแบบนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก”

    โรแกนรู้สึกว่าการลองผิดลองถูกของพวกแร็ดเนอร์ ไม่เพียงแต่ตลกเท่านั้น แต่พวกเขายังมีชีวิตที่เหมือนกับคนมากมาย “พวกเขาเป็นคู่ผัวเมียที่เพิ่งมีลูก และเป็นคนที่ยังคงพยายามดิ้นรนที่จะรักษาความเป็นวัยรุ่นของตัวเองเอาไว้ ดังนั้นเมื่อพวกกลุ่มชมรมนักศึกษาชายย้ายมาอยู่ข้างๆ บ้าน พวกเขาคิดว่ามันน่าจะเจ๋งดี และพวกเขาอาจมีชีวิตอย่างที่ต้องการทุกอย่าง นั่นก็คือการเป็นพ่อแม่ที่มีความรับผิดชอบ และสามารถที่จะแวะไปแด๊นซ์และสนุกเฮฮาที่บ้านข้างๆ ได้” โรแกนเล่าต่อไปว่า “พวกเขารู้ตัวอย่างรวดเร็วว่ามันสถานการณ์ที่เป็นไปไม่ได้เลย และเมื่อพวกเขาโทรแจ้งตำรวจ มันเหมือนเป็นการขีดเส้นบนผืนทราย และนรกก็แตกทันที”

    พร้อมเปิดศึก:
    แม็คเผชิญเท็ดดี้และนิโคลัส

    เมื่อได้ตัว แม็ค เรียบร้อยแล้ว ทางทีมผู้สร้างเริ่มต้นมองหาตัว เท็ดดี้ แซนเดอร์ส ผู้นำและประธานของกลุ่มเดลต้า ไซ ซึ่งจะต้องเป็นผู้ชายที่ทั้งมีความสามารถและมีเสน่ห์ ทางทีมเขียนบทยอมรับว่าพวกเขาเล็งนักแสดงชายคนหนึ่งเอาไว้มานานแล้ว “นับแต่เริ่มต้น เราพยายามนึกภาพว่าใครจะเป็นคนสุดท้ายที่คุณอยากเห็นถอดเสื้อและมายืนคุยกับภรรยาของคุณอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน” โคเฮนหัวเราะ “และคนที่เรานึกได้เสมอก็คือ แซค เอฟรอน”

    ถึงแม้แม็คกับเท็ดดี้จะต่างฝ่ายต่างกำลังเผชิญช่วงเวลาลำบากในการทำความเข้าใจกับการก้าวเข้าสู่ช่วงต่อไปในชีวิตของพวกเขา แต่พวกเขาต่างต่อสู้กัน สำหรับเท็ดดี้และกลุ่มพี่น้องของเขา แม็คคือมือสังหารความสนุกทุกรูปแบบ เขาอาจเป็นหนึ่งในพ่อของพวกเขาด้วยซ้ำ สำหรับแม็ค เท็ดดี้คือตัวแทนของรูปแบบชีวิตที่เขาไม่สามารถมีได้อีกแล้ว และการต้องมาอาศัยอยู่ข้างๆ บ้านพวกเขา ก็คือการย้ำเตือนให้แม็ครู้ว่าเขาได้ก้าวข้ามมาอีกด้านหนึ่งอย่างเป็นทางการแล้ว

    โรแกนและโกลด์เบิร์กชอบไอเดียที่จะเลือกตัว เอฟรอน มารับบท เท็ดดี้ อย่างมาก พวกเขารีบติดต่อไปหาเอฟรอนทันที เอฟรอนที่เป็นแฟนหนังตลกสไตล์โรแกนอยู่แล้ว ตื่นเต้นมากที่จะมีโอกาสได้ร่วมงานด้วยกัน เขาเล่าว่า “เซธคืออัจฉริยะในการแสดงตลก ดังนั้นตอนที่เขาโทรหาผมเพื่อขอให้ผมไปร่วมประชุมด้วย ผมฟินมาก ปกติผมจะพยายามไม่พูดถึงหนังที่ผมน่าจะได้เล่น ผมค่อนข้างจะเป็นคนเชื่อโชคลางอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ผมตื่นเต้นมากกับหนังเรื่องนี้ ผมคุยโทรศัพท์กับแม่ พ่อ พี่ชาย และเพื่อนๆ ก่อนผมจะทันได้ฟังไอเดียเกี่ยวกับเรื่องนี้เสียอีก”

    ในระหว่างการพูดคุยกันครั้งแรกของทีมนักแสดง เห็นได้ชัดว่าการเข้าคู่ของเส้นเรื่องที่มีลูกเล่นแพรวพราวนี้ ถือว่าลงตัวมาก “การได้เห็นสองคนนี้นั่งอยู่ตรงกันข้ามกัน เห็นได้ชัดทันทีเลยว่าหนังเรื่องนี้ต้องเวิร์กแน่ๆ” โคเฮนบอก “การได้เซธและแซคมาแสดงเป็นคู่ปรับกัน มันตลกเป็นบ้าเลย”

    ทุกคนต่างมีความรู้สึกเช่นนี้ เอฟรอนเซ็นสัญญาเพื่อแสดงหนังเรื่องนี้ โรแกนเล่าว่า “แซคชอบมันมาก และตอบ ‘โอเค’ ในห้องนั้นเลย เราตื่นเต้นกันสุดๆ”

    วีเวอร์รู้ดีว่ามีบางอย่างในตัวเอฟรอนที่ทำให้เขาเป็น “ชายหนุ่มที่สมบูรณ์พร้อมสุดๆ” เขาเล่าว่า “แซคมีคุณสมบัติเชิงบวกซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ชายทุกคนอยากมี มันเป็นบางอย่างที่คุณได้ยินว่า ทอม ครูซ มี และแซคก็นำลักษณะเช่นนั้นมาให้พวกเรา”

    ขณะที่งานสร้างพัฒนาไป เท็ดดี้ได้เปลี่ยนจากตัวละครที่ไม่น่าคบหา กลายเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ “เมื่อบทหนังพัฒนาไป เรารู้สึกว่าแรงกระตุ้นของเท็ดดี้เกิดมาจากความรู้สึกที่ว่าความเป็นพี่เป็นน้องภายในชมรมของเขาที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคนกำลังถูกคุกคาม” เอฟรอนอธิบาย “ตลอดทั้งเรื่อง มีหลายฉากที่คุณรู้สึกว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นคนดี ผู้มีแรงกระตุ้นเป็นความศรัทธาที่เขามีต่อครอบครัวนี้ที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างบริสุทธิ์ใจ ใช่ เขาทำเรื่องน่าละอายและวุ่นวาย แต่เขารู้สึกราวกับว่าเขากำลังต่อสู้เพื่อรักษาทุกอย่างที่เขาเชื่อเอาไว้”

    เอฟรอนรู้สึกกระตือรือร้นกับโอกาสที่จะได้แสดงหนังแนวใหม่ และสร้างความประหลาดใจให้กับคนดูด้วยด้านมืดของเขา เขากล่าวว่า “ผมยังไม่เคยมีโอกาสได้แสดงหนังตลกเรต ‘R’มาก่อนเลย และหนทางเดียวที่ผมจะกล้าทำก็คือการทำกับคนที่ผมไว้ใจ คนเหล่านี้คือคนที่สร้างหนังตลกที่ดีที่สุดในปัจจุบัน”

    โรแกนกล่าวตอบแทนว่า “แซคมีความสามารถหลากหลาย เป็นคนที่มีสัญชาตญาณที่ดี แถมตลกอีกด้วย หลายกิจกรรมของเขาในหนังเรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่จะต้องทำให้แฟนๆ ของเขาช็อคแน่ ในอีกด้านหนึ่ง อาจจะมีคนอย่างผมกลุ่มใหญ่ทีเดียวที่จะได้รู้จักเขาในแบบที่น่ารักแบบนี้”

    เมื่อได้ตัว เอฟรอน มาร่วมแสดงด้วยแล้ว ทางทีมผู้อำนวยการสร้างและผู้เขียนบท ได้เริ่มนำเสนอไอเดียนี้ให้กับทุกสตูดิโอใหญ่ๆ อันที่จริง พวกเขารู้สึกประหลาดใจกับการตอบรับที่ดีมาก โรแกนเล่าว่า “หลายคนปิ๊งไอเดียนี้ นี่คือหนึ่งในหนังเพียงไม่กี่เรื่องที่เราสร้าง ที่มีมากกว่าหนึ่งคนที่อยากจะสร้างมัน เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับพวกเราเป็นประจำหรอกนะ”

    “ปกติเวลาที่ผมกับเซธนำไอเดียไปเสนอกับทางสตูดิโอต่างๆ หลายคนจะมองหน้าพวกเราเหมือนพวกเราเป็นบ้า” โกลด์เบิร์กอธิบาย “เราต้องเกลี้ยกล่อมพวกเขา และค่อยๆ ไต่ภูเขาเพื่อทลายแรงต้านอย่างช้าๆ แต่นี่เป็นไอเดียที่คุณเข้าใจและมีเรื่องที่มีแง่มุมเหมาะกับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กที่คิดว่าผู้ใหญ่เป็นพวกไม่เอาอ่าว หรือคุณจะเป็นฝ่ายอายุมากกว่าที่คิดว่าเด็กๆ พวกนี้ทำตัวเหลวไหล คุณจะได้เจอเรื่องที่คุณรู้สึกอินไปด้วยได้”

    ก้าวต่อไปคือการค้นหาตัวผู้กำกับที่มีความเข้าอกเข้าใจในภาพยนตร์ตลกสไตล์นี้ดี โรแกนและโกลด์เบิร์ก ติดต่อหา นิโคลัส สโตลเลอร์ ผู้กำกับที่พวกเขาเคยร่วมงานด้วยในซีรีส์แนวคัลท์สุดคลาสสิคที่ได้รับคำวิจารณ์ชื่นชม เรื่อง Undeclared การที่เคยประสบความสำเร็จกับภาพยนตร์ตลกอย่าง Forgetting Sarah Marshall สโตลเลอร์จึงเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบที่จะสร้างสมดุลที่ลงตัวระหว่างการสร้างหนังตลกฟอร์มใหญ่ กับการคงไว้ซึ่งความเป็นหนึ่งอันเดียวกันของงานตลก

    “เซธกับผมเคยได้นั่งอ่านบทกับนิค ได้ไปเยี่ยมกองถ่ายของเขา และเขาก็มาเยี่ยมกองถ่ายของเรา แต่เรายังไม่เคยสร้างหนังด้วยกันมาก่อนเลย” โกลด์เบิร์กอธิบาย “ดูเหมือนเขาจะเดินไปบนเส้นขนานกับเส้นทางของเรา แต่ก็เหมือนจะล้ำหน้าเราไปนิดหน่อย Bad Neighbours แตกต่างไปจากไอเดียเพี้ยนๆ ของพวกเรา มันให้ความรู้สึกว่าเป็นหนังตลาดวงกว้างมากขึ้น และเราก็ต้องการคนที่มีความสุดขั้ว แต่ก็มีความเข้าใจดีว่าจะสร้างความบันเทิงให้กับคนดูกลุ่มกว้างขึ้นได้อย่างไร”

    สโตลเลอร์เล่าถึงความรู้สึกแรกที่เขามีต่อตัวโรแกน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมากกว่าสิบปีก่อนว่า “ผมจำได้ว่าเซธเดินเข้ามาในห้องของมือเขียนบทของ Undeclared และพวกเราทุกคนต่างสงสัยว่าเด็กอายุ 18 คนนี้เป็นใคร เขาตลกเป็นบ้า และเป็นคนที่ไม่มีอีโก้เลย และสิ่งที่ตลกที่สุดและดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้จะชนะเสมอ ผมอยากร่วมงานกับเขามาตั้งแต่นั้น และคิดว่านี่คือเรื่องที่ตลกอย่างมาก เซธกับแซคได้มาอยู่บนจอด้วยกัน แค่นั้นก็กลายเป็นหนังตลกแล้ว”

    ผู้กำกับสโตลเลอร์บอกเหตุผลว่าทำไมเขาถึงได้เข้าใจสองตัวละครนำชายในเรื่องนี้เป็นอย่างดี “แม็คและเคลลี่กำลังดิ้นรนรับมือกับการเป็นพ่อแม่มือใหม่ และต่างไม่ยอมรับว่าทุกอย่างในชีวิตของพวกเขากำลังเปลี่ยนแปลงไป และเท็ดดี้ก็กำลังดิ้นรนสับสนกับความคิดที่ว่าเขากำลังจะเรียนจบ สำหรับผม การเรียนจบจากมหาวิทยาลัยให้ความรู้สึกยุ่งยากสับสนและน่ากลัวอย่างมาก และมาพร้อมกับความกดดันทั้งหมดทั้งมวล ผมจำความรู้สึกวิตกกังวลแบบเดียวกันนี้หลังจากผมแต่งงานและกำลังมีลูกได้ เมื่อทุกอย่างถูกโยนขึ้นไปบนฟ้า และคุณถูกคาดหวังว่าจะปรับทุกอย่างในชีวิตคุณได้อย่างไร้รอยต่อ”

    สโตลเลอร์รู้ดีว่ามันคงน่าสนใจมากขึ้นสำหรับหนังตลกถ้าจะเล่นกับการเอาใจช่วยของคนดูที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่างแม็คและเคลลี่ กับเท็ดดี้ เขาเล่าว่า “มีหลายจุดในหนังเรื่องนี้ที่แม็คกับเคลลี่ก็ทำเกินไป และการกระทำที่น่ารังเกียจก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับฝ่ายของกลุ่มนักศึกษาชายกลุ่มนี้เท่านั้น เท็ดดี้กับพี่น้องของเขาเป็นชายหนุ่มที่อบอุ่นและน่าคบหาอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งก็เป็นบทพิสูจน์ต่อความจริงที่ว่าในหนังเรื่องนี้ไม่มีผู้ร้ายจริงๆ”

    เอฟรอนรู้สึกชื่นชมที่สโตลเลอร์ให้การสนับสนุนที่จะทำให้เท็ดดี้เป็นตัวละครที่มีคุณลักษณะที่ยังแก้ไขได้ เขาอธิบายว่า “ถึงแม้ในหลายๆ ทางเท็ดดี้จะเป็นวายร้ายของเรื่อง แต่เราเห็นพ้องกันว่าวายร้ายที่เยี่ยมที่สุด ไม่กลัวว่าคนอื่นจะคิดยังไง และจะทำทุกอย่างที่ต้องทำเพื่อปกป้องสิ่งที่พวกเขายืนหยัดต่อสู้พิทักษ์เอาไว้”

    สโตลเลอร์รู้ดีว่า คนดูจะต้องแปลกใจกับบทบาทของเอฟรอนในภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นบทบาทที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแสดงตลกในแบบที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน “แซคคือดารานำชายที่เหมาะกับการจะเป็นคู่ปรับกับเซธมาก” ผู้กำกับให้ความเห็นไว้ “เขาจะทำให้ผู้คนรู้สึกแปลกใจว่าเขาเป็นคนตลกแค่ไหน ผมคิดว่าสาวๆ ต่างเฝ้ารอภาพยนตร์ที่มีแซคแสดงนำ โดยเป็นหนังที่พวกเธอสามารถพาแฟนไปดูได้ โดยมีเซธและมีมุขตลกสัปดี้สัปดนด้วย”

    เมื่อได้ผู้กำกับมาแล้ว ทางทีมงานเริ่มปรับแต่งบทภาพยนตร์ และค้นหาวัฒนธรรมกลุ่มภราดรภาพที่มีสีสัน เป็นกลุ่มวัฒนธรรมที่พวกเขาไม่ได้คิดจะนำมาล้อเลียน แต่เป็นการสำรวจมากกว่า ในฐานะของหนุ่มเนิร์ด ทีมผู้สร้างหลายคนไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้ นอกเหนือไปจากที่เคยสัมผัสในหนังคลาสสิกหลายเรื่อง “ความรู้ที่ผมมีส่วนใหญ่ก็ได้มาจากหนังอย่าง Animal House, Revenge of the Nerds และ Old School” โรแกนอธิบาย “ผมเคยร่วมเขียนบทให้กับหลายตอนของ Undeclared ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มภราดรภาพชาย แต่ประสบการณ์ของผมกับเรื่องนี้มีจำกัดมาก”

    เมื่อได้พูดคุยกับเพื่อนๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ที่พวกเขามี ทางทีมเขียนบทไม่เคยคิดเลยว่าหลายเรื่องราวที่พวกเขาได้รับรู้จะเป็นเรื่องด้านมืดขนาดนี้ “หลายต่อหลายเรื่องที่เพื่อนๆ ของเราเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องที่ทำให้ช็อคทีเดียว” โอเบรียนเล่า “เป็นด้านมืดที่เราไม่สามารถใส่ลงไปในหนังได้ และหลายเรื่องก็เป็นเรื่องน่ากลัวที่สุดที่เราเคยได้ยินมา”

    แก๊งป่วนสุดแสบ:
    การรวบรวมทีมนักแสดงสมทบ

    ในระหว่างพัฒนางานสร้าง บท เคลลี่ ภรรยาของแม็ค ได้เติบโตจากการเป็นเพียงข้อความอธิบายสั้นๆ กลายมาเป็นคู่หูร่วมป่วนแบบเต็มตัว สโตลเลอร์ยืนกรานว่าเคลลี่จะต้องเป็นตัวละครที่เด่นมากขึ้น โคเฮนอธิบายว่า “แต่เริ่มเดิมที ปัญหาใหญ่ที่สุดที่เราเจอกับบทภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ มันซ้ำซากเกินไป และการเพิ่มความเกี่ยวข้องของเคลลี่ และนำเธอเข้ามาร่วมในการสู้รบ ก็ทำให้ทุกอย่างเปิดกว้างมากขึ้น เธอพยายามปกป้องครอบครัวของเธอ และเธอเองก็มีข้อบกพร่องเหมือนกับแม็ค เธอไม่เคยมาคอยกระซิบใส่หูของแม็คเหมือนกับเลดี้ แม็คเบ็ธ แต่เธอนี่แหละคือแม็คเบ็ธเสียเองเลย”

    “เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเคลลี่ที่จะไม่ทำตัวเหมือนเป็นตัวเซ็งบ่อน ผู้มีเป้าหมายคือการหยุดแม็คจากการทำเรื่องบ้าๆ” โรแกนกล่าวอีก “เราอยากให้เธอเข้าไปป่วนกับพวกแก๊งนักศึกษาชายพอๆ กับตัวละครของผม และทำให้พวกเขาเป็นทีมมากขึ้น” การรู้ว่าความหวาดกลัวการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้เกิดกับผู้ชายเท่านั้น โรแกนเคยเห็นลักษณะเช่นนี้ในหมู่เพื่อนๆ ของเขา “ความสัมพันธ์ระหว่างแม็คกับเคลลี่ คือภาพสะท้อนของคนหลายคู่ที่ผมรู้จัก ผู้ชายส่วนใหญ่ที่ผมรู้จักเข้ากันได้ดีกับภรรยาของพวกเขา และภรรยาของพวกเขาก็อยากจะสนุกและได้เฮฮาปาร์ตี้พอๆ กับผู้ชายนั่นแหละ”

    เมื่อบท เคลลี่ มีความสำคัญมากขึ้น ทางทีมผู้สร้างรู้ดีว่าพวกเขาต้องการนักแสดงหญิงที่มีความสามารถในการแสดงตลก และเป็นผู้ที่ยินดีจะเดินหน้าไปให้ไกลสุดกู่ด้วย หลังจากเคยร่วมงานกับนักแสดงหญิงชาวออสเตรเลีย โรส เบิร์น ในภาพยนตร์เรื่อง Get Him to the Greek และเคยประทับใจกับการแสดงของเธอที่ยอดเยี่ยมจนเป็นตัวขโมยซีนในภาพยนตร์เรื่อง Bridesmaids สโตลเลอร์รู้ดีว่าเธอสามารถรับมือกับความบ้าที่เกิดขึ้นในและรอบๆ บ้านแร็ดเนอร์ได้ “เราทุกคนคิดเรื่องที่ให้โรสมารับบทนี้ เธอคืออัจฉริยะในการแสดงตลก” เขาให้ความเห็นไว้ “ในหนังเรื่องนี้เธอต้องทำเรื่องเพี้ยนๆ เยอะมาก และเธอไม่ห่วงเลยว่าตัวเองจะดูบ๊องแค่ไหน เธอทุ่มเทสุดตัว เธอเป็นคนสวย ท่าทางดูงดงาม จากนั้นเธอก็กลายร่างเป็นพวกขี้โวยวายไปเลย”

    เมื่อตอนได้ยินข่าวเกี่ยวกับโปรเจ็กต์นี้ครั้งแรก เบิร์นชอบไอเดียที่จะได้ร่วมงานกับสโตลเลอร์อีกครั้ง และรู้สึกกระตือรือร้นเกี่ยวกับการได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องของเคลลี่ในเรื่องนี้ เธอเล่าว่า “บ่อยครั้งที่ในภาพยนตร์ตลก ตัวละครผู้หญิงมักเป็นทำลายความฮา บทนี้มันตรงกันข้ามเลย และฉันก็ชอบมาก ฉันยังรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับเซธ ซึ่งเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในการแสดงตลกอย่างมาก ฉันรู้ดีว่าฉันอยู่ในมือคนเก่งอย่างนิคและเขาแล้ว”

    เบิร์นรู้สึกสนใจในความท้าทายของสามีภรรยาคู่นี้ที่เพิ่งเป็นพ่อแม่มือใหม่ ขณะที่พวกเขาพยายามจะรักษาชีวิตรูปแบบเก่าเอาไว้ด้วย “แม็คกับเคลลี่อยู่ในจุดที่พวกเขาไม่สามารถก้าวสู่ชีวิตความเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว และยังอยากจะอยู่ในโลกอื่นด้วย” เธออธิบาย “พวกเขาคิดว่าพวกเขาจะยังปาร์ตี้ได้ เพราะพวกเขาเจ๋ง พวกเขาฮิป และพวกเขายังหนุ่มยังสาว และไม่อยากจะทำตัวเป็นคนที่แก่ขึ้นอย่างที่พวกเขาคิด เคลลี่มีความเฮี้ยวอยู่ในตัว และฉันก็ชอบที่พวกเขาสองคนไม่มีใครทำตัวเป็นเสียงแห่งเหตุผลที่คอยเตือนกันและกันเลย”

    สำหรับทีมผู้สร้าง การแสดงตลกที่เข้าขากันอย่างมากระหว่างเบิร์นและโรแกนคือการตีโฮมรัน “การแสดงระหว่างเซธกับโรส ให้ผลที่ดีมาก เพราะโรสอาจเป็นนักแสดงหญิงที่เจ๋งที่สุด ชิลที่สุดที่เราเคยร่วมงานมา และเธอมักจะลุยเต็มที่เสมอ” โกลด์เบิร์กอธิบาย “พวกเขาสองคนคือสองนักแสดงที่ไม่เคยเสแสร้ง ทำให้พวกเขามีเป้าหมายเหมือนกันคือการแสดงหนังที่ตลกมากๆ”

    เมื่อรู้ว่าเขาจะต้องเป็นสามีบนจอของเบิร์น โรแกนตื่นเต้นมากที่เบิร์นมาร่วมทีมนักแสดงของภาพยนตร์เรื่องนี้ เขากล่าวว่า “โรสคือคนที่ผมติดตามผลงานเธอมานาน เราโชคดีมากที่ได้ตัวเธอมา เธอเป็นคนสนุกสนาน จ๊าบสุดๆ และเป็นคนทำงานด้วยง่ายมาก ผมยังคิดหาทางที่จะให้โรสแสดงหนังทุกเรื่องที่ผมสร้างนับแต่นี้ไป”

    สำหรับบท พีท รองประธานกลุ่มเดลต้า ไซ และเป็นรองผู้บัญชาการของเท็ดดี้ สโตลเลอร์และทีมผู้อำนวยการสร้างต้องการตัว เดฟ ฟรังโก ฟรังโกรู้สึกพอใจมากที่พีทไม่ใช่แค่หนุ่มรักการปาร์ตี้ที่ไร้ทิศทางและมีมิติเดียว เขาอธิบายว่า “พีทเป็นคนมีความรับผิดชอบมากกว่า และมีอนาคตด้วย เขารู้ดีว่าโลกของ เดลต้า ไซ เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของการเดินทางทั้งหมดของเขา”

    เมื่อเราเริ่มก้าวสู่องก์ที่ 2 ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ความลุ่มหลงในการจัดการกับเพื่อนบ้านของเท็ดดี้เริ่มเพิ่มพูนขึ้น พีทเริ่มถอยและลดระดับความเกี่ยวข้องกับกลุ่มภราดรภาพ เป็นการกระทำที่ท้าทายความผูกพันในฐานะพี่น้องกับเท็ดดี้ “พีทเป็นคนฉลาดที่มีอนาคต และเขารู้ดีว่ากลุ่มภราดรภาพนี้ไม่ใช่ทั้งหมดในชีวิตของเขา” โรแกนกล่าว “ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นระหว่างพีทกับเท็ดดี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความแตกร้าวที่พีทจะเดินหน้าต่อไป แต่เท็ดดี้ไม่ยอมปล่อย”

    ถึงแม้ความสัมพันธ์ระหว่างทีมโรแกน/ โกลด์เบิร์ก และเจมส์ พี่ชายของเดฟ จะเป็นที่รู้ดีในกลุ่มคนดู แต่ที่จริงแล้ว ทางทีมผู้สร้างได้พบเดฟก่อนหน้าที่จะได้ทำงานกับเจมส์ และนับแต่นั้นมา พวกเขาก็อยากจะร่วมงานกับเขาเสมอมา โกลด์เบิร์กอธิบายว่า “เซธกับผมต่างพยายามจะให้เดฟมาร่วมงานกับเราอีกนับแต่ที่เราเคยทำงานกับเขาใน Superbad”

    ฟรังโกกระโดดเข้าใส่โอกาสนี้ทันที “เซธคือหนึ่งในคนขยันขันแข็งที่สุดที่ผมเคยเจอมา” ฟรังโกให้ความเห็น “ไม่ใช่แค่แสดงนะ เขายังอยู่หลังจอมอนิเตอร์เพื่อให้มุขตลกหลากหลายแบบ และคอยให้กำลังใจทุกคน มันน่าทึ่งที่ไม่เพียงแต่มีใครคนหนึ่งมาคอยเสนอไอเดียต่างๆ แต่ผมยังชอบความจริงที่ว่าทุกอย่างที่เขาโยนใส่ผม ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์” นักแสดงชายผู้นี้หัวเราะ “ผมขอขอบคุณอีแวนและเซธที่ทำให้ผมตลกกว่าที่ผมเป็นจริงๆ เสียอีก”

    สำหรับบท สคูนนี่ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มภราดรภาพ โกลด์เบิร์ก นึกถึงภาพ คริสโตเฟอร์ มินท์ซ-แพลสส์ ที่ได้ร่วมงานด้วยกันบ่อยๆ โดยเคยร่วมงานกับทีมคู่หูเขียนบทคู่นี้ในภาพยนตร์เรื่อง Superbad และผลงานการกำกับเรื่องแรกของพวกเขา This Is the End ผู้อำนวยการสร้างโกลด์เบิร์กกล่าวว่า “ผมเรียกร้องให้คริสมาแสดงเป็นสคูนนี่ ผมหลงใหลกับไอเดียนี้ และโชคดีที่ผมไม่จำเป็นต้องยืนหยัดหัวแข็งกับใคร เพราะทุกคนต่างเห็นด้วย มันก็เลยง่ายๆ แบบนั้นแหละ”

    มินท์ซ-แพลสส์พอใจที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับเพื่อนและผู้ร่วมงานกันมานานอีกครั้ง เขาเล่าว่า “ผมได้เจออีแวนที่งานอีเว้นต์งานหนึ่ง ซึ่งเขาบอกผมว่าเขากำลังจะมีผลงานหนังเรื่องใหม่ และมีบทให้ผมแสดงด้วย สองอาทิตย์ต่อมา ผมได้รับข้อเสนอนี้ ผมชอบทำงานกับพวกเขามาก และผมก็ดีใจมากครับ”

    เพื่อปรับบท สคูนนี่ ให้เป็นตัวละครที่อวัยวะในตัวทำให้เขามีชื่อเสียงเป็นตำนานทั้งในและนอกรั้วมหาวิทยาลัย มินท์ซ-แพลสส์ ต้องติดอวัยวะเพศปลอมขนาดมหึมา ทำให้มันกลายเป็นการถ่ายทำที่ทั้งแปลกและท้าทายสำหรับนักแสดงชายผู้นี้ “ส่วนที่บ้าที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ กะปู้ปลอมที่ผมต้องใส่นี่แหละ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็เป็นขนาดปกติของผมนะ” มินท์ซ-แพลสส์บอก “มันประหลาดมากที่ต้องมาอยู่ในกองถ่ายพร้อมกับอวัยวะปลอมที่ห้อยอยู่นอกกางเกงผม ทุกคนต่างจ้องมองมาที่ผม แต่ผมก็ยังชิลๆ นะ ก็แค่มีไอ้จ้อนอันโตห้อยอยู่ ก็แค่นั้นเอง”

    โคเฮนเล่าว่า “คริสเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเขาติดมันเอาไว้ มันแทบจะเหมือนคุณเห็นสัตว์ป่าถูกปลดปล่อยออกมา วันหนึ่ง ผมนั่งดูเขา และเขาก็เล่นกับมันและจ้องมองมัน เขาเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังเฝ้าสังเกตสิ่งที่เขามีเป็นครั้งแรก”

    สำหรับคนที่มาแสดงเป็น การ์ฟ เด็กหนุ่มแสนสุภาพที่ฉลาดสุขุมเกินอายุจริง ทางทีมผู้สร้างเลือกนักแสดงตลกหน้าม่าน เจอร์ร็อด คาร์ไมเคิล สำหรับคาร์ไมเคิลแล้ว Bad Neighbours ถือเป็นผลงานที่ตั้งมาตรฐานไว้สูงมาก เขาบอกว่า “นี่คือกองถ่ายที่สนุกมากจริงๆ เหมือนการได้มานั่งอยู่กับเพื่อนตลอดทั้งวัน นี่คือหนังเรื่องแรกของผม และพวกเขาก็เริ่มต้นประสบการณ์ให้กับผมได้ดีมากทีเดียว”

    สำหรับบท แอสส์จุ้ยซ์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการทำศึกระหว่างเพื่อนบ้าน ทางทีมผู้สร้างเลือกนักแสดงอังกฤษ เคร็ก โรเบิร์ตส์ ผู้เคยทำให้นักวิจารณ์ถึงกับร้องว้าวมาแล้วกับบทบาทการแสดงของเขาในภาพยนตร์เรื่อง Submarine โกลด์เบิร์กอธิบายว่า “นิคลุ่มหลงกับความคิดที่จะต้องได้ตัวคนที่ต้องเป็นนักแสดงที่มีฝีมือยอดเยี่ยมจริงๆ ให้มาแสดงเป็น แอสส์จุ้ยซ์ และเคร็กก็คือคนที่เขาแนะนำขึ้นมา และเขากลายเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่จริงๆ”

    การทำงานในกองถ่ายที่ทีมผู้สร้างสนับสนุนให้มีการด้นมุขสด ถือเป็นประสบการณ์ที่ช่วยเปิดหูเปิดตาสำหรับโรเบิร์ตส์ “กองถ่ายหนังเรื่องนี้มีอิสระ และให้ประสบการณ์ที่น่าทึ่ง” โรเบิร์ตส์บอก “มันยากที่จะผ่านการถ่ายทำหนึ่งเทกไปได้ เพราะมีแต่เสียงหัวเราะกันตลอด ผมได้ยินมาตลอดว่าคนพวกนี้ตลกมากแค่ไหนเมื่ออยู่ในกองถ่าย และพวกเขาก็เป็นแบบนั้นจริงๆ”

    เมื่อสมาชิกหลักๆ ของกลุ่มภราดรภาพครบองค์ประชุมแล้ว ก็ถึงเวลาที่แม็คและเคลลี่จะต้องหาตัวช่วยในฝั่งของพวกเขาบ้าง พวกเขาระดมพลังเพื่อนสนิทซี้ปึ้ก อย่าง จิมมี่และพอลล่า ที่ยังไม่ฟื้นสภาพจากการผ่านการหย่าร้างมาหมาดๆ เป็นเรื่องธรรมชาติที่อดีตคู่ผัวตัวเมีย จะแสดงออกชัดเจนถึงสถานะใหม่ของพวกเขา โรแกนอธิบายว่า “จิมมี่กับพอลล่าคือเพื่อนของตัวละครของเราที่ผ่านการหย่าร้างมา และกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลง เพราะพวกเขาทั้งคู่เพิ่งจะได้เป็นโสดเป็นครั้งแรก พวกเขาจึงเหมือนย้อนกลับไปเป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 17 และต้องมาช่วยพวกเรารับมือกับปัญหา”

    สำหรับบท จิมมี่ เพื่อนซี้ของแม็ค และยังเป็นเพื่อนร่วมงานและผู้ร่วมสมคบคิดกับเขา ทางทีมผู้สร้างเลือกนักเขียน/ นักแสดงตลก ไอก์ บารินฮอลท์ซ ซึ่งทุกวันนี้ยังร่วมแสดงอยู่ในผลงานตลกเรื่อง The Mindy Project โรแกนได้เจอกับบารินฮอลท์ซ ครั้งแรกตอนที่พวกเขาได้ทำงานด้วยกันในตอนหนึ่งของซีรีส์เรื่อง Eastbound & Down โดยร่วมงานกับ แดนนี่ แม็คไบรด์ โรแกนเล่าว่า “เมื่อใดก็ตามที่แดนนี่กับคนของเขาคิดว่าใครสักคนเป็นคนตลกละก็ คนๆนั้นก็มักจะเป็นคนตลกมากจริงๆ พวกเขาเอ่ยชมไอก์บ่อยมาก”

    บารินฮอลท์ซถึงกับทำให้โกลด์เบิร์กต้องอึ้งมาแล้วระหว่างที่เขามาออดิชั่นบท “ไอก์คือคนที่ผมไม่คุ้นเคยด้วยเลย และเซธกับนิคก็เอาแต่บอกผมว่าไอก์ต้องมาแสดงเป็นจิมมี่” ผู้อำนวยการสร้างโกลด์เบิร์ก บอก “พวกเขาบอกผมว่าเมื่อเขาเดินเข้ามา ผมจะไม่เชื่อเลยว่าเขายิงได้เข้าเป้าแค่ไหน และพวกเขาก็พูดถูก เขาเป็นพวกด้นมุขสดได้เก่งที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาในชีวิตนี้ ผู้ชายคนนี้เป็นพายุหมุนเสียงฮาจริงๆ”

    บารินฮอลท์ซ อธิบายให้เราฟังถึงความสนใจที่เขามีต่อบทนี้ เขาพูดถึงความสัมพันธ์ของจิมมี่และพอลล่าว่า “พวกเขาอาจเป็นคู่ที่แย่ที่สุดในโลก การหย่าร้างของพวกเขามันเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่ขณะที่พวกเขาเป็นคู่ชีวิตที่แย่ที่สุดแล้ว พวกเขายังเป็นคู่ที่เลิกรากันได้แย่ที่สุดอีกด้วย พอลล่าอยากสนุก และอยากปาร์ตี้ตลอดเวลา ส่วนจิมมี่ก็ปล่อยตัวตามสบายมาก แต่จิมมี่เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ และอยากช่วยแม็คและเคลลี่ในทุกวิถีทางที่เขาช่วยได้ มันทำให้เขามีเป้าหมายในชีวิต”

    คาร์ล่า กัลโล นักแสดงหญิงที่เคยร่วมงานกับสโตลเลอร์และโรแกนมาแล้ว ได้รับเลือกให้มารับบท คาร์ล่า เธอกระโจนเข้าสู่พัฒนาการของพอลล่าแบบหมดหัวใจ “พอลล่าเป็นตัวทำลายบรรยากาศ ผู้เชื่อว่าเธอมาถึงจุดสุดยอดในชีวิตแล้ว แต่จริงๆ เธอคือตัวป่วนที่เมาได้ตลอดเวลา” กัลโลเล่า “เธอแต่งตัวประหลาดสำหรับคนในวัยแบบเธอ และคบหาผู้ชายที่เด็กเกินไปสำหรับเธอ เธอแสดงความเป็นศัตรูกับจิมมี่ และติดอยู่ตรงกลางวิกฤตของชีวิต”

    กัลโลรู้สึกเพลิดเพลินกับการปะทะคารมกับ บารินฮอลท์ซ อดีตสามีบนจอของเธอ “ไอก์คืออัจฉริยะในการแสดงตลก การได้ด้นมุขสดกับเขาเหมือนการทำแบบฝึกหัด” เธอกล่าวชม “หลังจากนั้น คุณรู้สึกเหนื่อยล้า และรู้สึกเหมือนคุณออกกำลังสมองจนหมด เขาเก็บอะไรไว้เยอะมากในคลังแสงของเขา”

    ผู้มารับบทตัวละครสมทบตัวอื่นๆ ทางทีมผู้สร้างดึงนักแสดงคนโปรดของพวกเขาเข้ามาร่วมแสดงให้มากที่สุดเพื่อสร้างทีมตลกที่สมบูรณ์แบบ นำทีมโดย ลิซ่า คูโดรว์ ในบทคณบดี โรแกนอธิบายว่า “มันเป็นหนังเรื่องแรกที่เราจ้างนักแสดงตลกให้มาแสดงในทุกบทบาทของภาพยนตร์ มันสนุกเพราะพวกเรามีคนที่ตลกมากๆ มาเดินเข้าเดินออกกันทั้งวัน””

    มาชิลๆ ด้วยกัน:
    งานด้นมุขสดกลางกองถ่าย

    ด้วยมีชื่อเสียงในฐานะผู้กำกับที่สามารถดึงสัญชาตญาณในการแสดงตลกที่เยี่ยมที่สุดออกมาจากตัวนักแสดง สโตลเลอร์ทำสำเร็จในการสร้างกระบวนการทำงานที่ช่วยให้ทีมนักแสดงสามารถปล่อยความสนุกออกมาจากเรื่องนี้ได้เต็มที่ที่สุด เริ่มด้วยโครงสร้างบทที่มีความแข็งแกร่ง ทางทีมผู้สร้างได้รวบรวมนักแสดงเก่งๆ ให้มาร่วมอ่านบทด้วยกันก่อน เพื่อให้รู้ว่าควรจะมีการปรับแต่งบทตรงไหน และตรงไหนบ้างที่พวกเขาควรจะปล่อยทิ้งว่างเอาไว้เพื่อให้สามารถปล่อยมุขสดได้ในวันที่ถ่ายทำ เขาเล่าว่า “หลังจากนั่งอ่านบทกันที่โต๊ะแล้ว เรามีเวลาสองอาทิตย์ในการซ้อมบท ซึ่งทำให้มีเวลาที่จะเล่นสนุกกันในช่วงที่เราไม่ต้องกดดันเพราะต้องถ่ายทำให้ทันเวลา การด้นมุขสดเยี่ยมๆ ถูกเพิ่มเข้าไปในบทภาพยนตร์เรื่องนี้”

    เมื่ออยู่ท่ามกลางทีมครีเอทีฟที่มีความสามารถด้านตลก ผสมกับความสามารถอันเฉียบคมของโรแกนในการด้นมุขสด ทำให้ทีมนักแสดงสามารถให้การแสดงที่ดีที่สุดในทุกวัน “การทำงานกับนักแสดงและดาราตลกที่ด้นมุขสดได้ตลอดเวลา มันอาจทำให้รู้สึกหวั่นๆ ในทีแรก เพราะคุณคิดว่าคุณจะต้องตามพวกเขาให้ทันให้ได้” มินท์ซ-แพลสส์เปิดเผยความรู้สึก “แต่มันกลับให้แรงบันดาลใจและทำให้คุณอยากกลับบ้านและไปเตรียมมุขตลกขำๆ มาใส่ในฉากต่อไปเพื่อให้คุณได้งานแสดงระดับเกรด ‘A’”

    แม้จะถือว่าเป็นหน้าใหม่สำหรับภาพยนตร์ตลกสไตล์นี้ แต่เอฟรอนก็พร้อมรับความท้าทาย “การด้นมุขสดระดับนี้ไม่เหมือนกับงานที่ผมเคยทำมาก่อนเลย มันเดินหน้าเร็วมาก”เอฟรอนอธิบาย “คุณต้องพร้อมรับทุกอย่าง แต่มันก็ยากที่จะไม่ปล่อยก๊ากออกมา โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานกับเซธ เพราะเขาเป็นคนตลกมาก ดูเหมือนเขาจะไม่เคยหลุดจากตัวละครเลย แต่ถ้าเขาหลุด ทั้งกองถ่ายก็จะเริ่มหัวเราะกัน ผมไม่เคยเจอการแสดงในฉากหนึ่งที่ตลกมากขนาดนี้เลย”

    สโตลเลอร์มีวิธีการเฉพาะในการถ่ายทำที่มีทั้งการด้นมุขสดและยังมีช่วงเวลาที่คาดไม่ถึงมากมาย “ผมมักพยายามถ่ายสลับกันไปมาเพื่อให้เหมาะกับการด้นมุขสด ทั้งเซธ, ดีแวน, แอนดรูว์, เบรนแดน และผมต่างตะโกนเล่าเรื่องฮาๆ และใครๆ ก็ฟังได้” เขาหยุดพูดไปชั่วครู่ “มันเป็นอิสรภาพที่ยุ่งเหยิง และมีการควบคุม”

    โอเบรียนรู้สึกประทับใจกับความคารมคมคายว่องไว และความสามารถในการด้นมุขสดของผู้กำกับของเขา โอเบรียนบอกว่า “นิคมีความกระตือรือร้นสูง และสนุกมากเมื่ออยู่ใกล้ๆ เขา เมื่ออยู่ในกองถ่าย เขาจะวิ่งกลับไปกลับมาระหว่างนักแสดงและหน้าจอพร้อมกับมุขตลก ทุกคนรู้ดีว่าเขาหัวเราะได้เป็นบ้าเป็นหลัง ซึ่งทำให้ทุกอย่างดูเบาสบายและสนุกมาก”

    โกลด์เบิร์กพอใจอย่างมากที่สโตลเลอร์นำความฉลาดเฉลียวมาสู่ภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาเล่าว่า “ตลอดการถ่ายทำ ผมบอกเขาว่าเขาจะต้องดูหนังเรื่องนี้ไปอีกสองสามปี และจะรู้สึกช็อคที่เขาเป็นคนกำกับมัน แต่เขากำกับมันจริงๆ และเขาไม่สามารถไม่กำกับมันได้”

    ทีมนักแสดงต่างพอใจที่ได้ผู้กำกับที่ยอมรับการร่วมมือกัน และยังเป็นคนอารมณ์ดีอีกด้วย ฟรังโกสรุปประสบการณ์ของเพื่อนร่วมแสดงของเขาว่า ทุกคนต่างได้พลังของผู้กำกับที่อยู่ในกองถ่ายหนัง และนิคก็เป็นหนึ่งในคนที่ผ่อนคลายและมองโลกในแง่ดีเสมอ มันบ่งบอกว่าเขาเป็นคนฉลาด เขายืนอยู่เหนือทุกอย่าง และก้าวล้ำหน้าทุกคน ในอนาคตเขาอาจจะทำลายกองถ่ายหนังตลกเรื่องอื่นๆ เพื่อผม เพราะผมยังนึกภาพการได้สนุกมากเท่านี้ไม่ออกเลย”

    เบิร์นเห็นด้วยว่า สภาพแวดล้อมที่ร่วมมือกันทำงานแบบนี้ ช่วยให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายพร้อมที่จะลองอะไรใหม่ๆ เธอกล่าวว่า “เซธกับนิคมีความสัมพันธ์ในการทำงานที่ดีมาก และพวกเขาก็สื่อสารเก่งและเป็นคนง่ายๆ ฉันเคยทำงานกับนิคมาก่อน เขาให้ความร่วมมือดี และเป็นคนอารมณ์ดี มันช่วยกำหนดโทนให้กับหนังทั้งเรื่องเวลาที่ผู้กำกับเป็นคนที่ให้ความร่วมมือดีและตื่นเต้นที่ได้ไปอยู่ที่นั่น”

    ฉากย่านชานเมือง:
    งานออกแบบภาพยนตร์ตลก

    เพราะเหตุการณ์ส่วนใหญ่ของ Bad Neighbours เกิดขึ้นระหว่างบ้านของแม็คและเคลลี่ กับบ้านภราดรภาพของกลุ่มเดลต้า ไซ ทางทีมผู้สร้างจึงต้องหาบ้านสองหลังที่อยู่ติดกัน ซึ่งสามารถปรับแต่งให้เหมาะกับการถ่ายทำได้ “เรามองหาบ้านสองหลังที่อยู่ติดกัน ซึ่งจะต้องใกล้กันมากพอที่จะมองเข้าไปทางหน้าต่างของบ้านอีกหลัง และยื่นส่งถ้วยน้ำตาลให้กันได้เลย” จูลี่ เบิร์กฮอฟฟ์ โปรดักชั่นดีไซเนอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้อธิบาย “มันคือความท้าทายในการค้นหาบ้านที่จะต้องมีขนาดอย่างที่เราต้องการ โดยมีหลังหนึ่งใหญ่กว่าและอีกหลังเล็กกว่าเล็กน้อย ซึ่งต้องดูสมจริงสำหรับสมุห์บัญชีที่มีภรรยาที่ทำงานอยู่ที่บ้าน”

    บ้านสองหลังที่ลงตัวที่สุดถูกพบในย่านประวัติศาสตร์ เวสต์ อดัมส์ ของลอสแองเจลิส ซึ่งกลายมาเป็นฐานที่มั่นในการถ่ายทำหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้ ขณะที่บ้านของแม็คและเคลลี่สามารถถ่ายทำได้ทั้งฉากนอกบ้านและในบ้าน แต่บ้านของกลุ่มภราดรภาพเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลย “ถึงแม้ด้านนอกของตัวบ้านจะลงตัว แต่ภายในบ้านนั้นเล็กเกินไปสำหรับฉากปาร์ตี้ และการถ่ายทำในมุมสูง” เบิร์กฮอฟฟ์อธิบายต่อ “ดังนั้นเราจึงต้องหาฉากภายในบ้านอีกแห่งที่ปรับให้เข้ากันได้”

    ด้วยประเพณีที่สืบทอดกันมาของกลุ่มเดลต้า ไซที่จัดงานปาร์ตี้ได้เยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ทีมงานจึงทุ่มเทให้กับการจัดงานปาร์ตี้แต่ละงานที่ปรากฏในบทภาพยนตร์เรื่องนี้ เบิร์กฮอฟฟ์และทีมงานของเธอเริ่มต้นค้นคว้าเกี่ยวกับชีวิตของกลุ่มภราดรภาพชายในแบบที่เรียบง่ายที่สุด “ฉันลองค้นกูเกิ้ลดู โดยหาคำว่า ‘การกลั่นแกล้งระดับมหาวิทยาลัยสุดงี่เง่า’ และ ‘ปาร์ตี้สุดขั้ว’ และก็มีภาพจำนวนหนึ่งปรากฏขึ้น” โปรดักชั่น ดีไซเนอร์เล่า “เรานั่งค้นกันอยู่นานหลายชั่วโมง และนำเอาไอเดียต่างๆ ไปเสนอกับนิค ซึ่งเขาเปิดกว้างรับฟังไอเดียต่างๆ ตั้งแต่ปาร์ตี้แสงแบล็คไลท์ หรือภาพคนที่โดนเอาเทปกาวแปะติดเอาไว้บนกำแพง”

    เมื่อมีอำนาจเต็มที่ ทีมโปรดักชั่นจึงผลักดันขอบเขตจำกัดออกไป เบิร์กฮอฟฟ์เล่าว่า “เราใส่กันเต็มที่กับปาร์ตี้แสงแบล็คไลท์ และอยากจะสร้างปาร์ตี้ที่บ้าที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เราติดวอลเปเปอร์ภายในบ้านด้วยกระดาษเรืองแสง และตกแต่งด้วยข้าวของสีขาวและสีตัดกัน เรามีเครื่องยิงแสงแบล็คไลท์ ลูกโป่ง ฟองสบู่ แก้ว เรียกว่าไม่มีที่สิ้นสุดกันเลย”

    ระหว่างงานออกแบบฉากและทีมงานของผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ลีซ่า อีแวนส์ หลายแผนกต้องประสานการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างโทนและแนวสีที่ไร้รอยต่อ เมื่อถึงเวลาต้องถ่ายทำ ทางทีมผู้สร้างเลือก แบรนดอน ทรอสต์ ผู้เคยถ่ายภาพให้กับผลงานการกำกับเรื่องแรกของโรแกนและโกลด์เบิร์ก เรื่อง This Is the End ให้มากำกับภาพให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ “ความรู้ในเรื่องการถ่ายภาพของแบรนดอน และสายตาศิลปินของเขาช่างโดดเด่นอย่างมาก” โกลด์เบิร์กให้ความเห็น “ผมตื่นเต้นมากที่เขาอยากร่วมงานกับเราและกับนิคในภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะผมไว้ใจเขา และคิดว่าเขาอาจเป็นคนที่มีความสามารถที่สุดที่ผมรู้จัก”

    สโตลเลอร์ก็ชื่นชมมุมมองที่มีความสดใหม่ของทรอสต์ “แบรนดอนคือผู้กำกับภาพคนแรกที่ผมร่วมงานด้วยที่อยู่ในวัยเดียวกับผม และเป็นเพื่อนผม” ผู้กำกับสโตลเลอร์กล่าว “มันดีนะเมื่อคุณสามารถพูดภาษาเดียวกันได้ เขาเปิดรับการทดลองด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไปมากมาย และหนังเรื่องนี้ก็ออกมาดูน่าทึ่งมากเพราะการทำเช่นนี้”

    เพื่อนำความสมจริงมาสู่ฉากงานปาร์ตี้ กล้องและโทรศัพท์ไอโฟนจึงถูกแจกจ่ายให้กับเหล่าตัวประกอบ คนที่มางาน และทีมนักแสดง โคเฮนที่ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับกองถ่ายย่อยที่ 2 ให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย คือคนสำคัญในการเก็บภาพเพี้ยนๆ ภายในงานปาร์ตี้เหล่านี้ “เราส่งกล้องให้กับคนที่ต้องมาแสดงเป็นตัวละครแบ็คกราวน์ และจับพวกเขาไปอยู่ในกลุ่มคน มันให้ความรู้สึกว่าเราจัดงานปาร์ตี้ขนาดใหญ่และถ่ายทำมันเอาไว้ และมันก็ให้ผลดีทีเดียว” โรแกนอธิบาย

    อย่างไรก็ดี การถ่ายทำฉากปาร์ตี้เหล่านี้ไม่ได้สนุกอย่างที่เห็นบนจอเสมอไปหรอก “การถ่ายทำฉากงานปาร์ตี้เป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจสักเท่าไหร่” โรแกนสรุป “แสงแบล็ทไลท์ที่งานปาร์ตี้ทำให้ปวดตับมาก แล้วพวกเราก็อยู่ท่ามกลางฟองสบู่ที่เป็นพิษ และในงานปาร์ตี้ร้อนฉ่า ทุกคนเอาแต่เตือนเราว่าอย่ามองไปที่เลเซอร์ตรงๆ เพราะเราจะตาบอดได้จากแสงเลเซอร์ที่แรงระดับที่ใช้ในกองทัพ ซึ่งมีอยู่ทุกหนทุกแห่งไปหมด”

    ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานการสร้างของ พอยต์ เกรย์/ กู้ด ยูนิเวิร์ส ภาพยนตร์ของ นิโคลัส สโตลเลอร์ โดย เซธ โรแกน และแซค เอฟรอน แสดงนำใน Bad Neighbours ซึ่งร่วมแสดงโดย โรส เบิร์น, คริสโตเฟอร์ มินท์ซ-แพลสส์, เดฟ ฟรังโก ดนตรีประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นฝีมือของ ไมเคิล แอนดรูว์ส เครื่องแต่งกายเป็นฝีมือการออกแบบของ ลีซ่า อีแวนส์ และผู้ลำดับภาพ ก็คือ ซีเน่ เบเกอร์ โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ ได้แก่ จูลี่ เบิร์กฮอฟฟ์ และผู้กำกับภาพ ได้แก่ แบรนดอน ทรอสต์ ทีมผู้อำนวยการสร้างบริหาร ได้แก่ แอนดรูว์ เจย์ โคเฮน, เบรนแดน โอเบรียน, นาธาน คาแฮน, โจ เดรก, ไบรอัน เบลล์ ส่วนทีมผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้แก่ เซธ โรแกน, อีแวน โกลด์เบิร์ก, เจมส์ วีเวอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เขียนบทโดย แอนดรูว์ เจย์ โคเฮน และเบรนแดน โอเบรียน Bad Neighbours กำกับโดย นิโคลัส สโตลเลอร์ ©2014 Universal Studios.

    ประวัตินักแสดง

    เซ็ธ โรแกน (SETH ROGEN) รับบท แม็ค แร็ดเนอร์/ ผู้อำนวยการสร้าง
    เซ็ธ โรแกน คือนักแสดง, มือเขียนบท, ผู้อำนวยการสร้าง และผู้กำกับที่สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะคนทำงานรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในการสร้างผลงานหนังของตัวเอง เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว โรแกนได้ประเดิมงานร่วมกำกับเป็นครั้งแรก โดยร่วมงานกับ อีแวน โกลด์เบิร์ก กำกับภาพยนตร์ตลกของ โซนี่ พิคเจอร์ส เรื่อง This Is the End ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดย โรแกน, เจมส์ ฟรังโก้, แดนนี่ แม็คไบรด์, เคร็ก โรบินสัน และโจนาห์ ฮิลล์ และสร้างผ่านทางบริษัทพอยต์ เกรย์ พิคเจอร์ส ของโรเก้น ซึ่งเขาดำเนินการบริหารร่วมกับ โกลด์เบิร์ก ที่เป็นทั้งเพื่อนและหุ้นส่วนเขียนบทด้วยกันมานาน ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $100 ล้าน และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ตลกยอดเยี่ยมจากงานแจกรางวัล Critics’ Choice Movie Award

    ในปี 2011 โรแกนแสดงนำและทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ดราม่าอารมณ์ดีอย่างเรื่อง 50/50 ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์ในชีวิตจริงของเพื่อนรักของเขา วิลล์ ไรเซอร์ ที่เป็นคนเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนั้นด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถชนะใจทั้งนักวิจารณ์และคนดู และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Independent Spirit Award ถึง 3 รางวัล และได้รับรางวัล National Board of Review Award สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม

    โรแกนเริ่มต้นทำงานด้วยการเป็นนักแสดงตลกหน้าม่านอยู่ในแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ตอนที่เขาอายุ 13 ปี หลังจากย้ายมาอยู่ลอสแอนเจลิส โรแกนได้บทสมทบในผลงานทางทีวีแนวตลกที่ได้รับคำชมของ จัดด์ อะพาโทว์ เรื่อง Freaks and Geeks และ Undeclared โรแกนที่ในเวลานั้นอายุเพียง 18 ปี ได้รับการว่าจ้างให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นทีมเขียนบทในเวลาต่อมา และในปี 2005 เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Primetime Emmy Award สาขาเขียนบทรายการวาไรต้, เพลง และรายการตลกยอดเยี่ยม จาก Da Ali G Show หลังจากนั้นไม่นาน อะพาโทว์ได้ชักนำโรแกนให้ก้าวสู่งานภาพยนตร์ครั้งแรก โดยเริ่มจากภาพยนตร์สุดฮิตอย่าง The 40-Year-Old Virgin ซึ่งเปิดตัวด้วยการทำรายได้เป็นอันดับ 1 และยังคงยืนอยู่ในอันดับ 1ถึงสองอาทิตย์ติดต่อกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $177 ล้าน และยังช่วยให้โรแกนกลายเป็นดาราดังขึ้นมา

    โรแกนยังเป็นผู้นำของภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ในช่วงซัมเมอร์อีก 2 เรื่องในปี 2007 เรื่องแรก เขาแสดงนำในภาพยนตร์ของอะพาโทว์ เรื่อง Knocked Up โดยประกบบทกับ แคเธอรีน ไฮเกิล, พอล รัดด์ และเลสลี่ แมนน์ ซึ่งทำรายได้ในอเมริกาไปมากกว่า $140 ล้าน โรแกนทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย หลังจากนั้นไม่นานโรแกนร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Superbad ภาพยนตร์ตลกที่เป็นกึ่งอัตชีวประวัติที่เขาร่วมเขียนบทและทำหน้าที่อำนวยการสร้างบริหาร ร่วมกับโกลด์เบิร์ก ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ในอเมริกาไปมากกว่า $121 ล้าน โรแกนและโกลด์เบิร์กยังพบความสำเร็จอีกครั้งในซัมเมอร์ปีต่อมา กับภาพยนตร์ตลกแอ็กชั่น เรื่อง Pineapple Express ซึ่งโรแกนนำแสดงร่วมกับ ฟรังโก้ และแม็คไบรด์ ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถทำรายได้เปิดตัวที่อันดับ 1 และทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $100 ล้าน

    โรแกนยังคงแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลายของเขา เมื่อเขาร่วมเขียนบท อำนวยการสร้างบริหาร และแสดงนำ โดยรับบทเป็น บริตต์ รี้ด ในภาพยนตร์แอ็กชั่น เรื่อง The Green Hornet ซึ่งเขาร่วมแสดงกับนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ คริสตอฟ วอลท์ซ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $227 ล้าน และเปิดตัวฉายที่อันดับ 1ในกว่า 25 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย

    นอกจากการรับบทให้เห็นกันบนจอภาพยนตร์แล้ว โรแกนยังประสบความสำเร็จกับการให้เสียงกับภาพยนตร์การ์ตูน ในปี 2011 เขาให้เสียงกับตัวละครเอกของเรื่องในภาพยนตร์ตลกเรื่อง Paul ซึ่งเขาได้ร่วมงานกับ คริสเตน วิก และเจสัน เบ็ทแมน เขายังให้เสียงเป็น แมนทิส ในภาพยนตร์การ์ตูนปี 2008 เรื่อง Kung Fu Panda โดยได้ร่วมงานกับ แจ็ค แบล็ค, ดัสติน ฮอฟฟ์แมน และแองเจลิน่า โจลี่ ภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เรื่องนี้ กวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $626 ล้าน และโรแกนได้กลับมาให้เสียงกับตัวละครตัวเดิมนี้อีกครั้งในภาพยนตร์ภาคต่อปี 2011 Kung Fu Panda 2

    ปัจจุบัน โรแกนอยู่ระหว่างทำงานโพสต์โปรดักชั่นของภาพยนตร์เรื่อง The Interview ที่เขากำกับร่วมกับโกลด์เบิร์ก The Interview จะเปิดตัวฉายวงกว้างในวันที่ 10 ตุลาคม

    ปัจจุบัน โรแกนใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส

    แซ็ค เอฟรอน (ZAC EFRON) รับบท เท็ดดี้ แซนเดอร์ส
    แซ็ค เอฟรอน ผู้มีผลงานโดดเด่นทั้งในแวดวงภาพยนตร์จอเงินและจอแก้ว ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเขาคือหนึ่งในนักแสดงที่มาแรงที่สุดของฮอลลีวู้ด เอฟรอนเคยได้รับคำชมและรางวัลต่างๆ มาแล้วมากมายนับแต่เข้าวงการมา

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาแสดงนำในภาพยนตร์ตลกโรแมนติค เรื่อง That Awkward Moment โดยร่วมแสดงกับ ไมลส์ เทลเลอร์, ไมเคิล บี จอร์แดน และอิโมเจน พุ้ทส์

    เดือนกันยายน ปี 2013 เอฟรอนแสดงนำในภาพยนตร์ดราม่าเชิงประวัติศาสตร์เรื่อง Parkland ซึ่งเล่าเรื่องราวเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลพาร์คแลนด์ ในดัลลัส ในวันที่ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ถูกลอบสังหาร เอฟรอนยังแสดงนำในภาพยนตร์ของ รามิน บาห์รานี เรื่อง At Any Price ที่เขาร่วมแสดงกับ เดนนิส เคว็ด และเฮ็ทเธอร์ แกรห์ม

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเอฟรอน ได้แก่ ภาพยนตร์ของ ลี แดเนียลส์ เรื่อง The Paperboy ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ นิโคล คิดแมน, จอห์น คูแซ็ค และแมทธิว แม็คคอนนาเฮย์; Liberal Arts ภาพยนตร์อินดี้ที่เขียนบทและกำกับโดย จอช แร็ดเนอร์; The Lucky One ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนิยายของ นิโคลัส สปาร์กส์; ภาพยนตร์การ์ตูนของ ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส และอิลลูมิเนชั่น เอนเตอร์เทนเมนต์ เรื่อง Dr. Seuss’ The Lorax; ภาพยนตร์ของ แกร์รี่ มาร์แชลล์ เรื่อง New Year’s Eve ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ มิเชลล์ ไฟฟ์เฟอร์, โรเบิร์ต เดอ นีโร, ฮัลลี่ เบอร์รี่, เจสสิก้า บีล และฮิลารี่ สแวงก์; Charlie St. Cloud; 17 Again เรื่องหลังเขาร่วมแสดงกับ แมทธิว เพอร์รี่ และเลสลี่ แมนน์; ภาพยนตร์ของ ริชาร์ด ลิงกลาเตอร์ เรื่อง Me and Orson Welles และภาพยนตร์ซัมเมอร์สุดฮิตโกยเงิน เรื่อง Hairspray ซึ่งคว้ารางวัล Critics’ Choice Movie Award สาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยม ประจำปี 2008

    โรส เบิร์น (ROSE BYRNE) รับบท เคลลี่ แร็ดเนอร์
    ภายในเวลาอันสั้น โรส เบิร์น ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะดาราดาวรุ่ง เบิร์นที่เป็นชาวออสเตรเลีย สามารถดึงดูดความสนใจของแฟนภาพยนตร์และคนดูทีวีด้วยความสวย ความสามารถของเธอ

    เมื่อเร็วๆ นี้ เบิร์นเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์อินดี้แนวตลกเรื่อง Brother’s Keeper ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ นิค โครลล์ และบ็อบบี้ แคนนาเวล ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอเรื่องราวของ เจก วินตัน (โครลล์) ผู้ต้องลงเอยด้วยการมาอาศัยอยู่ที่บ้านของน้องสาวที่กำลังตั้งท้อง หลังธุรกิจของเขาเกิดล้มเหลว เพียงเพื่อจะกลายมาเป็นพี่เลี้ยงของหลานชายวัย 3 ขวบของเขา

    เบิร์นคิวงานแน่นมากในปี 2013 เธอถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Annie จนเสร็จ โดยเธอแสดงนำร่วมกับ คูเวนเซน วอลลิส, คาเมรอน ดิแอซ และเจมี่ ฟ็อกซ์ Annie จะเปิดตัวฉายในวันที่ 19 ธันวาคม เบิร์นยังเข้าฉากถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส พิคเจอร์ส เรื่อง This Is Where I Leave You จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยเธอร่วมแสดงกับ ทีน่า เฟย์, เจสัน เบทแมน และคอรี่ย์ สโตลล์ และมีกำหนดเปิดตัวฉายวันที่ 12 กันยายน

    ในเดือนกันยายน ปี 2013 เบิร์นแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Insidious: Chapter 2 ภาคต่อของภาพยนตร์ภาคแรกที่เปิดตัวฉายไปในปี 2011 ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวฉายในวันที่ 13 กันยายน นอกจากนี้ เบิร์นยังร่วมแสดงใน I Give it a Year เรื่องราวของคู่รักที่เพิ่งแต่งงาน และพยายามผ่านชีวิตคู่ปีแรกไปให้ได้

    เบิร์นยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ตลก เรื่อง The Internship โดยเธอร่วมแสดงกับ วินซ์ วอห์น และโอเว่น วิลสัน นอกจากนี้ เบิร์นยังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Place Beyond the Pines โดยร่วมแสดงกับ ไรอัน กอสลิ่ง, แบร็ดลี่ย์ คุเปอร์ และอีวา เมนเดส

    ในปี 2011 เบิร์นร่วมแสดงในภาพยนตร์ตลกเรื่อง Bridesmaids ซึ่งร่วมเขียนบทและร่วมแสดงโดย คริสเตน วิก (Saturday Night Live) Bridesmaids คือภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ที่เธอได้ร่วมงานกับผู้อำนวยการสร้าง จัดด์ อะพาโทว์ และยุนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส Bridesmaids เปิดตัวฉายในวันที่ 13 พฤษภาคม ปี 2011 และคว้ารางวัลต่างๆ มาได้มากมาย รวมถึงยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมในปี 2012

    นอกจากนี้ เบิร์นยังแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง X Men: First Class ภาคพรีเควลของภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่อง X-Men โดยเธอรับบทเป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอ มอยร่า แม็คแท็กเกิร์ต

    ในปี 2010 เบิร์นแสดงนำในภาพยนตร์ของอะพาโทว์ เรื่อง Get Him to the Greek ผลงานการกำกับของ นิโคลัส สโตลเลอร์ เบิร์นยังร่วมแสดงกับ นิโคลัส เคจ ในภาพยนตร์ฮิตเรื่อง Knowing ซึ่งเปิดตัวฉายที่อันดับ 1 ในวันที่ 20 มีนาคม 2009

    ในปี 2009 เบิร์นยังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Adam เรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นในเมืองแมนฮัตตัน ที่เธอร่วมแสดงกับ ฮิวจ์ แดนซี่ และปีเตอร์ กัลลาเกอร์

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเบิร์น ได้แก่ ภาพยนตร์ของ โซเฟีย คอปโปล่า เรื่อง Marie Antoinette; ภาพยนตร์ไซไฟทริลเลอร์ เรื่อง 28 Weeks Later และภาพยนตร์ของ แดนนี่ บอยล์ เรื่อง Sunshine; ภาพยนตร์อินดี้ที่ได้รับคำวิจารณ์ชื่นชม เรื่อง The Dead Girl; ภาพยนตร์ของ วูล์ฟแกง ปีเตอร์เซน เรื่อง Troy ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ แบร็ด พิตต์; ภาพยนตร์ทริลเลอร์ของ พอล แม็คกุยแกน เรื่อง Wicker Park ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ จอช ฮาร์ตเน็ตต์; ภาพยนตร์ที่ได้รับคำชม เรื่อง I Capture the Castle ที่สร้างจากนิยายรักคลาสสิกของอังกฤษ

    คริสโตเฟอร์ มินท์ซ-แพลสส์ (CHRISTOPHER MINTZ-PLASSE) รับบท สกูนี่
    คริสโตเฟอร์ มินท์ซ-แพลสส์ คือหนึ่งในนักแสดงตลกรุ่นใหม่ที่มีคนต้องการตัวมากที่สุดในฮอลลีวู้ด นับแต่ที่เขาประเดิมงานชิ้นแรกในปี 2007 กับภาพยนตร์ที่ได้รับคำชม เรื่อง Superbad ซึ่งอำนวยการสร้างโดย จัดด์ อะพาโทว์ และเขียนบทโดย เซ็ธ โรแกน และอีแวน โกลด์เบิร์ก ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ในอเมริกาไปเกือบ $120 ล้าน

    ในปี 2008 มินท์ซ-แพลสส์ ร่วมแสดงในภาพยนตร์ตลกสุดฮิต เรื่อง Role Models ซึ่งเขานำแสดงร่วมกับ พอล รัดด์, ฌอนน์ วิลเลี่ยม สก็อตต์ และเคน จ็อง ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จจนทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $90 ล้าน ในปี 2009 มินท์ซ-แพลสส์ ร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ แฮโรลด์ เรมิส เรื่อง Year One

    ในปี 2010 เขารับบทเป็น เร็ดมิสต์ ในภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่วัยรุ่น เรื่อง Kick-Ass ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดย นิโคลัส เคจ และคล๊าร์ก ดุ๊ก ในปีเดียวกันนี้ มินท์ซ-แพลสส์ยังให้เสียงพากย์กับตัวละคร ฟิสเลกส์ ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นของ ดรีมเวิร์กส์ เรื่อง How to Train Your Dragon ในปี 2011 เขาร่วมแสดงในภาพยนตร์รีเมก เรื่อง Fright Night ที่เขาร่วมแสดงกับ แอนท่อน เบลชิน, โคลิน ฟาร์เรลล์ และเดวิด เทนแนนต์

    ในส่วนงานแอนิเมชั่น มินท์ซ-แพลสส์ ยังให้เสียงพากย์กับภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง ParaNorman และจะกลับไปให้เสียงเป็นตัวละครตัวเดิม ในภาพยนตร์ภาคต่อที่ทุกคนรอคอย How to Train Your Dragon 2
    เมื่อเร็วๆ นี้ มินท์ซ-แพลสส์ ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The To Do List และ Kick-Ass 2

    เดฟ ฟรังโก้ (DAVE FRANCO) รับบท พีท
    เดฟ ฟรังโก้ สร้างชื่อให้กับตัวเองอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2008 และกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงรุ่นใหม่ที่มีอนาคตไกลที่สุดของฮอลลีวู้ด ฟรังโก้เริ่มต้นด้านงานเขียนบทก่อนที่เขาจะเข้ามาทำงานในส่วนของนักแสดง งานเขียนแนวตลกของเขามีให้เห็นในซีรีส์ Acting With James Franco เมื่อเร็วๆ นี้ ซีรีส์ You’re So Hot With Chris Mintz-Plasse and Dave Franco ของเขา มียอดวิวถึง 1 ล้านวิว เช่นเดียวกับวิดีโอภาคต่ออย่าง Go F*ck Yourself With Dave Franco

    ฟรังโก้ยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ โนอาห์ บาว์มแบช เรื่อง Greenberg ซึ่งเขาแสดงนำร่วมกับ เบน สติลเลอร์ เขายังร่วมแสดงกับ แซ็ค เอฟรอน ในภาพยนตร์เรื่อง Charlie St. Cloud ซึ่ง ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เปิดตัวฉายในเดือนกรกฎาคม ปี 2010 ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Superbad, ภาพยนตร์ของ กัส แวน แซนต์ เรื่อง Milk, The Shortcut และ Fright Night

    เมื่อเร็วๆ นี้ ฟรังโก้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ฮิตเรื่อง Now You See Me ซึ่งเขาร่วมแสดงกับดาราชื่อดังอย่าง วูดี้ ฮาร์เรลสัน และมอร์แกน ฟรีแมน และภาพยนตร์รักสยองขวัญที่ประสบความสำเร็จเรื่อง Warm Bodies ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ นิโคลัส ฮูลท์ และจอห์น มัลโกวิช

    ไอก์ บารินฮอลท์ซ (IKE BARINHOLTZ) รับบท จิมมี่
    ไอก์ บารินฮอลท์ซ กลายเป็นนักแสดงตลกที่ทุกคนต้องการตัวอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน เขาเป็นทีมนักแสดงประจำและเป็นมือเขียนบทให้กับซีรีส์ของฟ็อกซ์ เรื่อง The Mindy Project และยังมีบทบาทประจำอยู่ในผลงานของ HBO เรื่อง Eastbound & Down และผลงานของ FXX เรื่อง The League

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของ บารินฮอลท์ซ ได้แก่ Meet the Spartans, Disaster Movie และภาพยนตร์อินดี้อย่าง Shrink, Lock and Roll Forever และ Inventing Adam

    เจอร์ร็อด คาร์ไมเคิล (JERROD CARMICHAEL) รับบท การ์ฟ
    เจอร์ร็อด คาร์ไมเคิล คือนักแสดงตลกหน้าม่านที่ลงหลักปักฐานอยู่ในลอสแองเจลิส และเป็นหนึ่งในนักแสดงตลกรุ่นใหม่ที่ถือว่าเก่งที่สุดที่ทำงานอยู่ในแวดวงตลกในทุกวันนี้

    ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เขาอยู่ระหว่างถ่ายทำรายการพิเศษความยาวหนึ่งชั่วโมงให้กับ HBO โดยมีชื่อรายการว่า Love at the Store

    ปัจจุบัน คาร์ไมเคิลอยู่ระหว่างการเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ซึ่งอำนวยการสร้างโดย แกรี่ ซานเชซ โปรดักชั่นส์ และพอยต์ เกรย์ พิคเจอร์ส

    ลิซ่า คูโดรว์ (LISA KUDROW) รับบทอธิการบดี แครอล แกล็ดสโตน
    ลิซ่า คูโดรว์ นักแสดงหญิงเจ้าของรางวัล Primetime Emmy Award ยังคงนำอารมณ์ขันและการแสดงตลกที่มีจังหวะจะโคนลงตัวของเธอมาใส่ไว้ในทุกบทบาทที่เธอแสดง ไม่ว่าจะเป็นในภาพยนตร์จอเงิน จอแก้ว และทางอินเตอร์เน็ต

    คูโดรว์ประเดิมงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในภาพยนตร์ตลกของ อัลเบิร์ต บรูกส์ เรื่อง Mother ในปี 1996 หลังจากนั้น เธอแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Clockwatchers (1997) โดยประกบบทกับ โทนี่ คอลเล็ตต์ และพาร์คเกอร์ โพซี่ย์ และแสดงนำในภาพยนตร์ตลกที่ได้รับคำชม เรื่อง Romy and Michele’s High School Reunion (1997) โดยร่วมแสดงกับ มีร่า ซอร์วิโน่ จนทำให้เธอกลายเป็นนักแสดงตลกหญิงที่เป็นขวัญใจของคนดู

    คุโดรว์ ยังแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง The Opposite of Sex ผลงานของมือเขียนบท/ ผู้กำกับ ดอน รูส (1998); Analyze This (1999) และภาคต่อ Analyze That (2002) โดยร่วมแสดงกับ โรเบิร์ต เดอ นีโร และบิลลี่ คริสตัล; Lucky Numbers (2000) ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ จอห์น ทราโวลต้า; Hanging Up (2000) ที่เธอประกบบทกับ เม็ก ไรอัน และไดแอน คีตัน; Wonderland (2003) โดยร่วมแสดงกับ วัล คิลเมอร์; ภาพยนตร์ของ รูส เรื่อง Happy Endings (2005); Kabluey (2007); P.S. I Love You (2007) ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ ฮิลารี่ สแวงก์ และเจอราร์ด บัตเลอร์; Hotel for Dogs (2009); Paper Man (2009) โดยร่วมแสดงกับ เจฟฟ์ แดเนียลส์ และไรอัน เรย์โนลด์ส; Bandslam (2009) และ Easy A (2010) ซึ่งเธอแสดงร่วมกับ เอ็มม่า สโตน, สแตนลี่ย์ ทุคชี่, แพทริเซีย คล๊าร์กสัน และโธมัส เฮเด้น เชิร์ช

    แน่นอนว่า บทบาทที่ทำให้คูโดรว์เป็นที่รู้จักมากที่สุด ก็คือ บท ฟีบี้ บัฟเฟย์ ในซีรีส์แนวตลกสุดฮิตของ NBC เรื่อง Friends ที่สร้างออกอากาศมานานกว่า 10 ซีซั่น (1994-2004) และยังทำให้เธอได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย

    ประวัติทีมผู้สร้าง
    นิโคลัส สโตลเลอร์ (NICHOLAS STOLLER) – ผู้กำกับ

    นิโคลัส สโตลเลอร์ คือผู้กำกับ มือเขียนบท และผู้อำนวยการสร้าง เจ้าของผลงานภาพยนตร์แนวตลกที่เดินเรื่องด้วยตัวละคร จนสร้างชื่อให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่มีคนต้องการตัวมากที่สุด สโตลเลอร์เขียนบทและทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง Muppets Most Wanted ภาคต่อของภาพยนตร์ฮิตปี 2011 ที่เขาเขียนบทและอำนวยการสร้างบริหาร

    สโตลเลอร์ยังร่วมเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Five-Year Engagement ซึ่งแสดงนำโดย เจสัน ซีเกล และเอมิลี่ บลันท์

    ก่อนหน้านี้ สโตลเลอร์เคยจับมือกับ ซีเกล เขียนบทและทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ของ เจมส์ โบบิน เรื่อง The Muppets ภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมเรื่องนี้นำแสดงโดย เซเกล และเอมี่ อดัมส์ และได้รับรางวัลออสการ์ เพลงประกอบยอดเยี่ยม The Muppets ทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $165 ล้าน

    สโตลเลอร์ประเดิมงานกำกับชิ้นแรก ด้วยภาพยนตร์ตลกเรื่อง Forgetting Sarah Marshall ซึ่งนำแสดงโดย ซีเกล, มิล่า คูนิส, โจนาห์ ฮิลล์, คริสเตน เบลล์, บิลล์ เฮเดอร์ และรัสเซลล์ แบรนด์ ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย อะพาโทว์ โปรดักชั่นส์ และทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $105 ล้าน สโตลเลอร์ยังสร้างภาพยนตร์เรื่อง Get Him to the Greekที่เขาเขียนบท กำกับ และอำนวยการสร้าง ฮิลล์และแบรนด์กลับมารับบทเดิมใน Forgetting Sarah Marshall โดยตัวละครของฮิลล์ จะต้องพยายามพาร็อคสตาร์ อัลดอส สโนว์ (แบรนด์) เดินทางจากลอนดอนไปยังลอสแองเจลิส เพื่อเริ่มทัวร์คืนวงการที่เริ่มต้นที่กรีกเธียเตอร์ ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เปิดตัวฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในเดือนมิถุนายน ปี 2010

    นอกจากนี้ สโตลเลอร์ยังเขียนบทให้กับภาพยนตร์ฮิต เรื่อง Yes Man ซึ่งนำแสดงโดย จิม แคร์รี่ย์

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *