Beauty and the Beast | โฉมงามกับเจ้าชายอสูร

Beauty and the Beast | โฉมงามกับเจ้าชายอสูร

  • Genres: Family, Fantasy, Musical
    Running Time:
    Release Date:March.17, 2017 (USA)
    MPAA Rating:PG for some action violence, peril and frightening images
    Distributors: Mandeville Films, Walt Disney Pictures
    Starring: Emma Watson, Ewan McGregor, Dan Stevens
    Directed by:Bill Condon

    เรื่องราวและตัวละครที่ผู้ชมรักและรู้จักเป็นอย่างดีกำลังจะโลดแล่นมีชีวิตอย่างน่าตื่นตาตื่นใจในภาพยนตร์ดิสนีย์ “Beauty and the Beast” ไลฟ์แอ็กชันที่ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์อนิเมชันคลาสสิกจากดิสนีย์ ที่นำแสดงโดยทีมนักแสดงพิเศษสุด ที่รวมถึงเอ็มมา วัตสัน, แดน สตีเวนส์, ลุค อีวานส์, เควิน ไคลน์, จอช แก็ด, ยวน แม็คเกรเกอร์, สแตนลีย์ ตุชชี, ออดรา แม็คโดนัลด์, กูกู มบาธา-รอว์, แฮตตี้ มอราฮานและนาธาน แม็ค ร่วมด้วยเอียน แม็คเคลเลนและเอ็มมา ธอมป์สัน

    ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยบิล คอนดอนและสร้างจากภาพยนตร์อนิเมชันปี 1991 เรื่อง “Beauty and the Beast” บทภาพยนตร์เขียนโดยสตีเฟน ชบอสกี้และอีวาน สปิลิโอทูพูลอส อลัน เมนเคนรับหน้าที่แต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์ ซึ่งรวมถึงการบันทึกเสียงบทเพลงออริจินอลที่แต่งโดยเมนเคนและโฮเวิร์ด แอชแมนในรูปแบบใหม่ และเพลงใหม่สามเพลงที่แต่งโดยเมนเคนและทิม ไรซ์ ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดยเดวิด โฮเบอร์แมน, พี.จี.เอ. จากแมนเดอวิลล์ ฟิล์มส์และท็อดด์ ลีเบอร์แมน, พี.จี.เอ.โดยมีเจฟฟรีย์ ซิลเวอร์, โธมัส ชูมัคเกอร์และดอน ฮาห์น รับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้าง

    ~ ตำนานที่เก่าแก่ดังกาลเวลา ~

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าชายหนุ่มรูปงาม (แดน สตีเวนส์) ใช้ชีวิตอยู่ในปราสาทที่ใหญ่โต พระองค์ได้จัดงานเลี้ยงที่หรูหราอลังการ ที่มีแต่หญิงสาวสวยจากทั่วโลกเข้าร่วมงาน และได้รับการพะเน้าพะนอเอาใจจากบรรดาข้ารับใช้ ที่คอยทำตามพระประสงค์ของพระองค์ทุกประการ ทำให้เจ้าชายกลายเป็นคนอวดดีและสนใจแต่เรื่องของตัวเอง ในตอนที่หญิงชราขอทานปรากฏตัวขึ้นที่ปราสาท เพื่อขอที่หลบภัยจากพายุฝน และเสนอกุหลาบหนึ่งดอกให้กับพระองค์เป็นสิ่งแลกเปลี่ยน พระองค์ขับไล่เธอไปอย่างหยาบคาย โดยหารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้ว เธอเป็นแม่มดสาวสวย (แฮตตี้ มอราฮาน) เพื่อเป็นการลงโทษความใจร้ายของเจ้าชาย เธอจึงร่ายคำสาปใส่ปราสาทแห่งนี้ เปลี่ยนเจ้าชายให้กลายเป็นอสูร และเปลี่ยนบรรดาคนรับใช้ในปราสาทให้กลายเป็นของใช้ในบ้าน ในการทำลายคำสาป พระองค์จะต้องเรียนรู้ที่จะรักคนอื่น และได้รับความรักตอบแทน ก่อนที่กลีบสุดท้ายของกุหลาบเวทมนตร์จะร่วงหล่น…มิเช่นนั้น พระองค์ก็จะต้องอยู่ในร่างอสูรและข้ารับใช้ต่างๆ ก็ต้องอยู่ในสภาพของสิ่งของ และถูกกักขังอยู่ในปราสาทชั่วกัลปาวสาน

    หลายปีหลังจากนั้น ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อวิลเลอเนิฟ เบลล์ (เอ็มมา วัตสัน) หญิงสาวผู้ร่าเริง แจ่มใส ได้ใช้ชีวิตประจำวันของเธอพลางครุ่นคิดถึงความจำเจของชีวิตในชนบทของเธอไปด้วย เบลล์ หญิงสาวผู้หวงแหนอิสระและชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว ใช้ชีวิตอยู่กับพ่อของเธอ มอริซ (เควิน ไคลน์) ศิลปินผู้รักสันโดษ เธอเป็นนักอ่านตัวยงผู้ใฝ่ฝันถึงการผจญภัยและความรักในโลกที่อยู่ไกลพ้นขอบเขตหมู่บ้านในฝรั่งเศสของเธอ อย่างไรก็ดี ชาวเมืองกลับไม่รู้ว่าจะคิดยังไงกับเธอดี เพราะแม้ว่าเธอจะใจดี โอบอ้อมอารีและงดงามแค่ไหน แต่เธอกลับยังคงเป็นปริศนาสำหรับพวกเขา เธอปฏิเสธการตามตื๊อที่ไม่รู้จักหยุดหย่อนของแกสตอง (ลุค อีวานส์) ชายหนุ่มผู้หยิ่งยะโส และกักขฬะ ผู้ทำตัวเหมือนราชาในโรงแรมท้องถิ่นพร้อมกับลูกสมุนของเขา เลอฟู (จอช แก็ด) และทำให้หญิงสาวโสดทุกคนในเมืองหลงใหลเขาหัวปักหัวปำ แกสตองหลงรักเบลล์ แต่เธอกลับใจแข็งและไม่หวั่นไหวไปกับเสน่ห์ของเขาเลย

    ในตอนที่มอริซออกเดินทางไปตลาดและถูกฝูงหมาป่าโจมตี จนทำให้เขาพลัดหลงไปในป่า เขาก็บังเอิญเจอกับปราสาทของอสูรเข้า ในยามที่ท้องฟ้ามืดลงและหิมะโปรยปรายจนเส้นทางจับเป็นน้ำแข็ง เขาก็เลยตัดสินใจหลบเข้าไปในปราสาท แต่อสูรกลับโกรธเคืองที่พบว่าเขาบุกรุกเข้ามาและขังเขาไว้เป็นนักโทษ เบลล์ได้รู้ถึงการหายตัวไปของพ่อเธอและออกเดินทางเพื่อตามหาเขา ก่อนที่เธอจะได้เผชิญหน้ากับอสูร เธอได้อ้อนวอนขอให้เขาปลดปล่อยพ่อของเธอ และท้ายที่สุด ก็ได้แลกเปลี่ยนอิสรภาพของเธอกับพ่อของเธอ ระหว่างที่เธอถูกขังอยู่ในหอคอยของปราสาทที่น่าสะพรึงกลัวนี้ เบลล์ได้ยินเสียงที่เป็นมิตร จากบรรดาข้าวของเครื่องใช้ที่ต้องสาป ผู้ตอนนี้ สามารถพูดได้ด้วยผลจากเวทมนตร์ เธอได้ทำความรู้จักจากอดีตข้ารับใช้ของปราสาท ที่รวมถึงลูมิแอร์ (ยวน แม็คเกรเกอร์) เชิงเทียน, ค็อกส์เวิร์ธ (เอียน แม็คเคลเลน) นาฬิกาตั้งโต๊ะโบราณ, มิสซิสพ็อตส์ (เอ็มมา ธอมป์สัน) กาน้ำชา, มาดาม เดอ การ์เดโร้บ (ออดรา แม็คโดนัลด์) ตู้เสื้อผ้า, พลัมเม็ตต์ (กูกู มบาธา-รอว์) ไม้ขนไก่และมาเอสโทร คาเดนซา (สแตนลีย์ ตุชชี) ฮาร์ปซิคอร์ด ด้วยความหวังว่าเบลล์จะเป็นคนที่สามารถกุมหัวใจของอสูรได้ในที่สุด พวกเขาก็เลยเฝ้ามองและตั้งตารอสัญญาณที่บ่งบอกถึงรักแท้ แต่อสูรกลับทำสีหน้าบูดบึ้ง แสดงท่าทีก้าวร้าว และเริ่มทำใจยอมรับชะตากรรมของตัวเอง

    ด้วยความที่พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งกัน และเต็มไปด้วยความเป็นปรปักษ์และไม่พอใจซึ่งกันและกัน เรื่องของความรักดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่เบลล์มีนิสัยโอบอ้อมอารี และสามารถมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เธอจึงเริ่มสัมผัสได้ถึงหัวใจที่อบอุ่นภายในตัวเจ้าชาย อสูรได้แสดงถึงความเอื้อเฟื้อของเขา ด้วยการแบ่งปันห้องสมุดกับเธอ และความกล้าหาญของเขา ด้วยการยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องเธอ นอกจากนั้น เขายังทำให้เธอหัวเราะได้ด้วย เบลล์เป็นคนกล้าหาญ เธอยืนหยัดต่อสู้เพื่อตัวเองโดยไม่เกรงกลัว และเธอก็เป็นคนที่มีเมตตา เธอคอยเยียวยาบาดแผลของอสูรในตอนที่เขาบาดเจ็บเพื่อช่วยเธอด้วย ทั้งคู่ชื่นชอบการอ่านและพูดคุยกันเรื่องวรรณกรรม…เธอเป็นแรงบันดาลใจให้เขากลายเป็นคนที่ดีกว่าเดิม ทำให้เขาเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งอย่างช้าๆ

    ~ ความงามมาจากภายใน ~

    ตำนานคลาสสิกของ “Beauty and the Beast” และข้อคิดทรงพลังที่ว่า ความงามที่แท้จริงมาจากภายใน มีที่มาจากฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 และ “La Belle et la Bête” เวอร์ชันแรกที่ได้รับการตีพิมพ์โดยกาเบรียล-ซูซานน์ บาร์บ็อต เดอ วิลเลอเนิฟ ปัจจุบัน ธีมนี้ก็ยังคงเป็นจริงและเรื่องราวนี้ก็ยังคงร่ายมนต์สะกดนักเล่าเรื่องทั้งหลาย ส่งผลให้มีการตีความหลายต่อหลายครั้งในสื่อทุกรูปแบบ แต่เวอร์ชันที่ได้รับการยกย่องอย่างมากก็คือเวอร์ชันภาพยนตร์อนิเมชันที่ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ของดิสนีย์ในปี 1991

    “Beauty and the Beast” หนึ่งในภาพยนตร์ที่เป็นที่เชิดชูมากที่สุดของสตูดิโอ ได้เข้าฉายระหว่างยุคทองของอนิเมชันของดิสนีย์ครั้งที่สอง เช่นเดียวกับ “The Little Mermaid,” “The Lion King” และ “Aladdin” และได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานภาพยนตร์มาสเตอร์พีซในทันที ด้วยความโรแมนติกอย่างน่าหลงใหลและความตลกขบขันของเรื่องราว “Beauty and the Beast” จึงเป็นเรื่องราวความรักและมิตรภาพที่ตราตรึงใจที่นำผู้อ่านไปสู่โลกเทพนิยายมหัศจรรย์ ที่ซึ่งความดีมีชัยเหนือความชั่วร้าย

    “Beauty and the Beast” เป็นภาพยนตร์อนิเมชันเรื่องแรกที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและได้รับสองรางวัลออสการ์ (สาขาดนตรีประกอบและเพลงยอดเยี่ยม), สามรางวัลลูกโลกทองคำและสี่รางวัลแกรมมี อวอร์ด รวมถึงรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์อนิเมชันเรื่องแรกที่ทำรายได้ไปกว่า 100 ล้านเหรียญในบ็อกซ์ออฟฟิศในตอนแรกที่เข้าฉายและเป็นภาพยนตร์อนิเมชันดิสนีย์เรื่องแรกที่ถูกสร้างเป็นละครเวทีมิวสิคัล และได้เปิดการแสดงบนเวทีบรอดเวย์นาน 13 ปี มันถูกแปลเป็นแปดภาษาและเปิดการแสดงในกว่า 20 ประเทศ

    ทางสตูดิโอรู้สึกว่า ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องราวของหญิงสาวผู้มีจิตใจเมตตาและเจ้าชายอสูรของเธอมีศักยภาพที่จะร่ายมนต์สะกดผู้ชมอีกครั้งหนึ่ง แต่ในตอนที่สตูดิโอเสนอไอเดียนี้ให้กับบิล คอนดอน ความกลัวในตอนแรกของเขาคือการรีเมกสิ่งที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว “ผมมองว่าหนังปี 1991 เป็นหนังที่เพอร์เฟ็กต์ครับ” คอนดอนกล่าว “ในตอนที่หนังเรื่องนี้เข้าฉาย มันน่าทึ่ง ตรงรูปแบบการเล่าเรื่องและดนตรีประกอบที่เหลือเชื่อจากอลัน เมนเคนและโฮเวิร์ด แอชแมน ตอนแรก ผมก็เลยไม่อยากจะไปข้องเกี่ยวกับมัน”

    แต่ไม่นานนัก ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์ ผู้ซึ่งผลงานของเขารวมถึงภาพยนตร์ที่หลากหลายอย่าง “Dreamgirls,” “The Twilight Saga: Breaking Dawn Parts I and 2,” “Mr. Holmes” และ “Kinsey” ก็ตระหนักว่า มันถึงเวลาของการสร้างเรื่องราวนี้ให้เป็นภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันแล้ว คอนดอน ผู้เป็นนักเล่าเรื่องผู้ทุ่มเทกับงาน มองเห็นถึงศักยภาพของเรื่องราวนี้ในการถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ได้อยู่แล้ว “เวลาผ่านมา 25 ปีแล้ว และเทคโนโลยีก็ก้าวทันไอเดียที่ปรากฏอยู่ในหนังอนิเมชันเรื่องนี้แล้วครับ” เขาอธิบาย “ตอนนี้ มันเป็นไปได้เป็นครั้งแรกที่เราจะสร้างเวอร์ชันเสมือนจริงของถ้วยน้ำชาพูดได้บนฉากจริงๆ ในฟอร์แมทไลฟ์แอ็กชันที่สมจริงครับ”

    สำหรับผู้กำกับ มนต์เสน่ห์ของ “Beauty and the Beast” มีสองอย่าง นั่นคือภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นโอกาสในการสร้างภาพยนตร์มิวสิคัล ที่เป็นการยกย่องมิวสิคัลจากยุคทองของฮอลลีวูด และเป็นโอกาสในการได้กลับไปสู่เรื่องราวที่เขามีความผูกพันทางใจด้วยและล้วงลึกเข้าไปในตัวละครเหล่านี้เพื่อค้นหาสิ่งที่ทำให้พวกเขาเป็นที่ชื่นชอบเหลือเกิน ตัวผู้กำกับเองมีความรอบรู้ด้านมิวสิคัลอย่างกว้างขวางและมีความเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งในเรื่องของการทำให้เรื่องราวและดนตรีสอดประสานกัน เขามองภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าเป็นโอกาสในการปลุกชีวิตให้กับภาพยนตร์แนวมิวสิคัลอีกครั้งหนึ่ง

    เขาอธิบายว่า “ตอนที่ผมโตมา คนมักจะพูดว่าละครเวทีกำลังจะตาย และมันก็กำลังจะตายมาหลายร้อยปีแล้วล่ะครับตอนนี้ ผมคิดว่าเราสามารถพูดแบบเดียวกันได้กับหนังมิวสิคัล เพียงแต่ไม่ใช่เวลาหลายร้อยปี แต่มันเหมือนกำลังจะตายมาตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ผมอยากให้ผู้ชมยอมรับหนังแนวนี้และเข้าใจว่า หากทำออกมาอย่างดีที่สุด ดนตรีและหนัง และเพลงในหนังไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้คุณเสียสมาธิ มันไม่ได้รบกวนคุณ แต่มันช่วยสร้างความหมาย ทำให้มันลึกซึ้งยิ่งขึ้น ถ้าคุณประทับใจกับบางสิ่ง คุณก็จะประทับใจกับมันมากยิ่งขึ้นในตอนที่คุณได้ยินเสียงดนตรีจากอลัน เมนเคนหรือได้ยินเนื้อเพลงของโฮเวิร์ด แอชแมนน่ะครับ”

    เอ็มมา วัตสันกล่าวว่า “ทุกครั้งที่ฉันได้ยินดนตรีจากเรื่อง ‘Beauty and the Beast’ มันก็จะทำให้ฉันนึกถึงความรู้สึกแบบเด็กๆ ว่า ทุกอย่างจะโอเค และยังมีความหวังในโลกใบนี้ มันทำให้ฉันรู้สึกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีน่ะค่ะ”

    ผู้อำนวยการสร้างผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด เดวิด โฮเบอร์แมน (“The Fighter,” “The Muppets”) กล่าวว่า “บิลเป็นตัวเลือกที่เพอร์เฟ็กต์ เขามีความรอบรู้ในเรื่องเทพนิยายเรื่อง ‘Beauty and the Beast’ ตั้งแต่เวอร์ชันที่ถูกเขียนขึ้นเป็นครั้งแรก เขาเป็นแฟนผลงานเรื่องราวนี้ในแบบอาวองต์ การ์ดของผู้กำกับชื่อดังชาวฝรั่งเศส ฌอน ค็อกโต ในปี 1946 และเขาก็ได้ดูละครบรอดเวย์เรื่องนี้หลายครั้งแล้ว เรียกได้ว่าเขาเป็นแฟนพันธุ์แท้เรื่องนี้อยู่แล้วครับ”

    ในการร่วมมือกับมือเขียนบทอีวาน สปิลิโอทูพูลอส (“The Huntsman: Winter’s War,” “Hercules”) และสตีเฟน ชบอสกี้ (“The Perks of Being a Wallflower,” “Rent”) คอนดอนตั้งใจที่จะต่อยอดจากธีมอมตะของเรื่องและเพิ่มมิติและความลึกซึ้งลงไปให้กับตัวละครที่เราคุ้นเคยกัน พร้อมกับการยกย่องตัวภาพยนตร์อนิเมชันและตำนานของมัน “มีหนังเมื่อเร็วๆ นี้หลายเรื่องที่ถูกตีความใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบหรือมีเรื่องราวที่ถูกมองจากมุมมองของตัวละครอีกตัวหนึ่ง หรืออะไรทำนองนั้น” เขากล่าว “แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น สิ่งที่เราต้องการทำคือการทำให้เรื่องราวนี้กลายเป็นความจริงมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่สร้างเรื่องราวใหม่ครับ”

    เขากล่าวต่อไปอีกว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่มีโอกาสได้สร้างสิ่งที่เป็นการยกย่องงานต้นฉบับแต่ก็เป็นการปรับปรุงให้มันทันสมัยขึ้นด้วยในขณะเดียวกัน แต่ผมก็รู้สึกหวั่นใจเหมือนกัน นี่เป็นเรื่องราวที่ถูกสร้างในหลายรูปแบบและหลายภาษาเหลือเกิน และการมีโอกาสได้ทำงานกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดและทีมนักแสดงที่น่าทึ่งกลุ่มนี้ก็เป็นโชคดีอย่างแท้จริง ด้วยความที่หนังเรื่องนี้เป็นที่รักมากเหลือเกิน ผมก็เลยหวังว่าเราจะสามารถตอบคำถามที่แฟนๆ อาจจะไม่ทันรู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าพวกเขามีเกี่ยวกับเบลล์และเกี่ยวกับตัวอสูร และการที่พวกเขามาเป็นอย่างที่พวกเขาเป็นในปัจจุบันนี้อย่างไรด้วย”

    ภาพยนตร์เรื่องนี้เผยให้เห็นเสี้ยวหนึ่งของชีวิตเจ้าชายก่อนที่พระองค์จะกลายเป็นอสูร และสิ่งที่เปลี่ยนให้พระองค์กลายเป็นคนที่สมควรจะต้องคำสาป นอกจากนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเผยถึงรายละเอียดในชีวิตของเบลล์ก่อนที่เธอจะไปยังปราสาทและได้พบกับอสูร และช่วยอธิบายว่าทั้งคู่มีอะไรเหมือนกันและอะไรที่ทำให้พวกเขาเป็นพวกเขาอย่างทุกวันนี้

    สิ่งที่ถูกร้อยเรียงเข้าไปในเนื้อหาของเรื่องราวคือเพลงใหม่แสนไพเราะจากนักประพันธ์เจ้าของแปดรางวัลออสการ์ อลัน เมนเคน (“The Little Mermaid,” “Aladdin,” “Pocahontas”) และนักแต่งเนื้อเพลงเจ้าของสามรางวัลออสการ์ ทิม ไรซ์ (“The Lion King,” “Evita”) และด้วยความที่คอนดอนเป็นแฟนของละครเวทีมิวสิคัลอยู่แล้วและรู้จักเพลงและข้อมูลอ้างอิงทางดนตรีเป็นอย่างดี มันก็เลยทำให้งานของเมนเคนง่ายขึ้นเยอะ “บิลรู้งานดีจริงๆ ครับ” นักประพันธ์เพลงกล่าว “เราก็เลยสามารถเริ่มต้นทำงานได้โดยมีเครื่องมือต่างๆ เตรียมให้เราพร้อมใช้งานได้อยู่แล้ว และมีข้อมูลอ้างอิงมากมายที่เราสามารถถกประเด็นได้ทันที บิลเป็นผู้จัดการเล็กๆ ในแง่ที่ดีที่สุดเพราะเขากังวลจริงๆ เกี่ยวกับแต่ละองค์ประกอบในเรื่องราวและดนตรีครับ”

    ~ ตัวละครที่เป็นที่รัก ~

    ผู้กำกับบิล คอนดอน มีความเข้าใจและความเคารพอย่างลึกซึ้งต่อนักแสดงที่เขาร่วมงานด้วย และการได้ร่วมงานกับนักแสดงเหล่านั้นในขั้นตอนเริ่มแรกเพื่อขัดเกลารายละเอียดส่วนตัวเกี่ยวกับตัวละครของพวกเขาก็เป็นกระบวนการที่เขาพบว่ามีค่าอย่างยิ่ง ในกรณีนี้ การทำงานแบบหนึ่งต่อหนึ่งกับนักแสดงนานหลายสัปดาห์นำไปสู่การอ่านบทด้วยกันทั้งเรื่อง ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติตามแบบฉบับของคอนดอน แม้ว่าในกรณีนี้ ด้วยเพลงบางเพลงที่ถูกขับร้องเต็มรูปแบบโดยนักแสดงและทีมงาน ทำให้มันเปลี่ยนกลายเป็นเหมือนไลฟ์คอนเสิร์ตสำหรับทีมงานมากกว่าก็ตาม “บิล คอนดอนตัดสินใจเปิดการแสดงโชว์ และผมก็ไม่เคยเห็นหรือได้ยินอะไรแบบนี้มาก่อน” เอียน แม็คเคลเลนพูดหลังจากนั้น ทีมนักแสดงเห็นพ้องต้องกันว่ามันทำให้การถ่ายทำเริ่มต้นอย่างสวยงามและเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ที่พิเศษสุดนี้จะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

    ระหว่างที่พวกเขาค้นหานักแสดงที่จะเนรมิตชีวิตให้กับตัวละครอนิเมชันที่แฟนๆ รักบนหน้าจอ ทีมผู้สร้างได้สำรวจไปทั่วแวดวงภาพยนตร์ โทรทัศน์ ดนตรีและละครเวทีเพื่อหานักแสดงที่จะเหมาะกับแต่ละบทมากที่สุด เอ็มมา วัตสันเป็นนักแสดงคนแรกที่ร่วมทีมนักแสดงในบท เบลล์ เด็กสาวชาวบ้านผู้โหยหาการผจญภัย

    เป็นเวลากว่าหนึ่งทศวรรษแล้วที่นักแสดงหญิงชาวอังกฤษผู้นี้ได้ร่ายมนต์สะกดผู้ชมในบทของเฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์ นักเรียนฮ็อกวอตส์ผู้ชาญฉลาดและหัวรั้น ในแฟรนไชส์ “Harry Potter” และในภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง รวมถึง “The Perks of Being a Wallflower,” “Noah” และ “The Bling Ring” นอกเหนือจากนั้น เธอยังมีบทบาทที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดในฐานะนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนและทูตสันถวไมตรีของสหประชาชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่กลายเป็นความหมายที่แท้จริงของชีวิตเธอ ในบรรดาตัวละครหญิงทั้งหมดในภาพยนตร์ดิสนีย์ทุกเรื่อง เธอมักรู้สึกถูกดึงดูดเข้าหาและคิดว่าตัวเองเหมือนเบลล์มากที่สุด

    “ฉันชอบเรื่อง ‘Beauty and the Beast’ มาตั้งแต่สี่ขวบแล้วค่ะ” เธอเล่า “ฉันจำได้ว่าเบลล์เป็นหญิงสาวแสนเซี้ยวที่พูดในสิ่งที่เธอคิด มีความทะเยอทะยานและมีความเป็นตัวเองอย่างเหลือเชื่อ เธออยากจะเห็นโลกกว้าง และมีความสัมพันธ์กับอสูรในแบบที่ไม่มีใครยอมลงให้ใคร ซึ่งสำหรับฉันแล้ว มันเป็นความสัมพันธ์ที่วิเศษสุดและน่าสนใจแบบที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนในเทพนิยายน่ะค่ะ”

    ก่อนหน้าปี 1991 ตัวละครหญิงส่วนใหญ่ในภาพยนตร์อนิเมชันมักถูกมองว่าเป็นตัวละครที่ถูกกระทำและแบนราบ แต่เบลล์แหวกขนบดังกล่าว เธอสนใจวรรณกรรม มีความคิดเป็นของตัวเองและไม่หวาดกลัวอะไรง่ายๆ เธอกลายเป็นต้นแบบที่มอบพลังให้กับสาวๆ ทั่วโลกและเป็นนางเอกเฟมินิสต์ร่วมสมัยคนแรกในภาพยนตร์อนิเมชัน “เบลล์เป็นคนที่ไม่แคร์ถึงการได้เป็นเจ้าหญิงครับ” ผู้กำกับบิล คอนดอนกล่าว “เธอสนใจในการได้ออกไปพบโลกกว้างและหาคำตอบว่าตัวเธอจริงๆ แล้วเป็นใครมากกว่าการหาชายในฝันและได้แต่งงานน่ะครับ”

    ไม่เพียงแต่ตัวเบลล์เองจะรักการอ่านเท่านั้น แต่เธอยังรักการได้แบ่งปันความรักที่มีต่อหนังสือของเธอออกไปอีกด้วย คอนดอนกล่าวว่า “พวกเราต่างก็รู้ว่าเอ็มมาเป็นคนฉลาด และเข้าใจโลกมากแค่ไหน และแม้ว่านั่นจะไม่ใช่คำอธิบายถึงตัวเบลล์ แต่มันคือสิ่งที่เบลล์ใฝ่ฝันจะเป็น ความเฉลียวฉลาดภายในตัวที่เอ็มมานำมาสู่บทนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญเหลือเกินในตอนที่คุณสร้างหนังไลฟ์แอ็กชันน่ะครับ”

    สำหรับบทอสูร เจ้าชายผู้เอาแต่ใจและหยิ่งทะนง ที่ถูกแม่มดสาปให้กลายร่าง ทีมผู้สร้างได้พูดคุยกันหลายครั้งและเสนอชื่อหลายสิบชื่อก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจเลือกแดน สตีเวนส์ นักแสดงชาวอังกฤษ ผู้เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดจากบทแมทธิว ครอว์ลีย์ ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาและอ่อนไหวในซีรีส์ดังเรื่อง “Downton Abbey” เขาเคยร่วมงานกับคอนดอนมาแล้วเมื่อหลายปีก่อนใน “The Fifth Estate” และคิดว่ามันเป็นประสบการณ์การร่วมมือกันอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่เขาอยากจะเจออีกครั้ง

    สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันสำหรับทีมผู้สร้างคือการกำหนดเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์และอสูร เพราะมีบางตอนที่ความโกรธแค้นเข้าครอบงำเขา จนทำให้เขาแลดูเหมือนสัตว์ร้ายมากขึ้น แต่ก็มีบางเวลาที่เขาค่อนข้างจะอ่อนโยนทีเดียว “ผมกับบิลคุยกันหลายครั้งเกี่ยวกับการที่เราจะเสริมรายละเอียดบางอย่างเข้าไปในตัวละครของผมเพื่อทำให้เขามีมิติมากกว่าอสูรในหนังอนิเมชันน่ะครับ” สตีเวนส์กล่าว “มันเป็นเรื่องน่าสนใจทีเดียกับการพยายามหาจังหวะความเป็นมนุษย์เล็กๆ น้อยๆ ที่จะทำให้เขาดูมีความเป็นสัตว์น้อยลงและดูเป็นมนุษย์ที่ถูกขังอยู่ภายในร่างอสูรมากขึ้นน่ะครับ”

    คอนดอนกล่าวว่า “ผมเป็นแฟนผลงานของแดน…เขามีความสามารถที่หลากหลายอย่างน่าทึ่ง การรับบทนี้เป็นอะไรที่มากกว่าแค่การแสดงบทหนึ่งๆ เพราะเรื่องทางเทคนิคที่ซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อที่เขาต้องเผชิญ และความไว้วางใจที่เขาจะต้องมีต่อทุกคนรอบข้างเขาว่างานที่เขาทำออกไปจะได้รับการถ่ายทอดออกมาในท้ายที่สุด ต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติพิเศษถึงจะเต็มใจทำแบบนั้นน่ะครับ”

    “บทนี้เป็นบทที่ท้าทายอย่างเหลือเชื่อ เพราะแดนจะต้องเนรมิตชีวิตให้กับอสูรแม้ว่าภาพของเขาจะถูกนำเสนอบนหน้าจอในรูปแบบดิจิตอลก็ตาม” ผู้อำนวยการสร้างเดวิด โฮเบอร์แมนกล่าวเสริม “อสูรเป็นตัวละครดิจิตอลที่ถูกสร้างขึ้นด้วยการแสดงและเทคโนโลยีเฟเชียล แคปเจอร์ และแดนก็สามารถถ่ายทอดความเป็นมนุษย์และความเป็นสัตว์ร้ายของอสูรออกมาได้อย่างดงามครับ”

    นอกจากนี้ สตีเวนส์เองยังได้พูดคุยกันอย่างจริงจังหลายครั้งกับวัตสันเพื่อให้เข้าถึงความคิดอ่านของตัวละครของพวกเขาและสมดุลระหว่างความดีและความชั่ว และความเป็นผู้ชายและความเป็นผู้หญิง เขาอธิบายว่า “ผมตั้งใจพยายามที่จะสร้างภาพของอสูรขึ้นมาตามภาพของเบลล์ที่เธออยากจะเป็นและแสดง ท้ายที่สุดแล้ว เราก็ลงเอยด้วยการตระหนักว่านิทานเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความงามและความอัปลักษณ์แต่เป็นเรื่องของโฉมงามและอสูรที่อยู่ในตัวเราทุกคน และการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตกับสมดุลนั้นน่ะครับ”

    สำหรับบทแกสตอง หนุ่มหล่อประจำหมู่บ้านผู้หลงตัวเอง และเลอฟู ไซด์คิกจอมเฟอะฟะของเขา ทีมผู้สร้างกังวลว่าการเลือกนักแสดงสำหรับทั้งสองบทนี้จะเป็นเรื่องยาก สำหรับตัวละครยอดนิยมอย่างตัวละครทั้งสองนี้จากภาพยนตร์อนิเมชันเรื่องนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่พวกเขาจะต้องเปลี่ยนกลายเป็นตัวละครมนุษย์ในแบบที่ผู้ชมคิดว่าน่าเชื่อในสิ่งแวดล้อมที่เป็นจริง มือเขียนบทได้ใส่ลักษณะนิสัยใหม่ๆ บางอย่างให้กับแกสตองเพื่อทำให้เขามีความร่วมสมัยและสมจริงมากขึ้น ด้วยการทำให้เขาเป็นวีรบุรุษสงครามผู้ปกป้องเมืองจากผู้รุกรานและเป็นคนที่โกรธได้ง่ายๆ คอนดอนอธิบายว่า “ด้วยความที่เขาเป็นคนอารมณ์ร้อน เขาก็เลยควบคุมอารมณ์ไม่ได้ในตอนที่มีใครหรืออะไรก็ตามขัดใจเขา ซึ่งกลายเป็นวิธีน่าสนใจในการเปลี่ยนสิ่งที่ดูเป็นการ์ตูนให้กลายเป็นของจริงน่ะครับ”

    เลอฟู ที่กลายเป็นตัวละครคลายเครียดในภาพยนตร์อนิเมชัน ได้ถูกเพิ่มเติมรายละเอียดเข้าไปเล็กน้อยเช่นกัน “เขาเคยเป็นเหมือนกระโถนท้องพระโรงครับ” คอนดอนกล่าว “ซึ่งมันจะตลก น่าสนใจหรือน่าเชื่อซักเท่าไหร่กันในรูปแบบไลฟ์แอ็กชัน แต่ผมคิดว่าเราสามารถหาสมดุลที่เหมาะสมได้”

    โชคดีที่การคัดเลือกนักแสดงสำหรับบทตัวละครทั้งสองนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลยแม้แต่น้อย นักแสดงชาวเวลช์ ลุค อีวานส์ Evans (“The Girl on the Train,” “The Hobbit: The Desolation of Smaug”) เป็นตัวแทนของแกสตอง ชายหนุ่มผู้ตื้นเขินและหยิ่งทะนง ผู้หมายมั่นปั้นมือว่าจะแต่งงานกับเบลล์ให้ได้ ตัวนักแสดงหนุ่มเองเป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จ ด้วยความที่เขาเคยแสดงในละครเวทีเวสต์เอนด์มาแล้วหลายเรื่อง และแกสตองก็ต้องร้องเพลงในภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว (“Gaston,” “Belle” และ “The Mob Song”)

    “สิ่งสำคัญเกี่ยวกับลุค อีวานส์” คอนดอนกล่าว “คือเขามีคุณสมบัติทุกอย่างที่เหมาะกับความเป็นแกสตอง แต่เขาก็มีคุณสมบัติอีกอย่างที่เกิดจากประสบการณ์หลายปีในการแสดงละครเวที ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากการแสดงหนังมิวสิคัล นั่นก็คือความสุขของการได้แสดง นี่เป็นบทที่เขาเกิดมาเพื่อแสดงครับ”

    อีวานส์กล่าวถึงตัวละครของเขาว่า “แกสตองไม่ได้มองโลกอย่างที่คนอื่นๆ มอง เขาอยู่ยอดบนสุดของปิรามิดและคนอื่นๆ อยู่ด้านล่างเขาหมด เขาคิดว่าเขาไม่เคยทำอะไรผิดและไม่เข้าใจว่าทำไมเบลล์ถึงไม่อยากจะเป็นภรรยาของเขา คือให้ตายเถอะ เธอบ้ารึเปล่า หรือว่าเธอตาบอด หรือเธอโง่กันแน่ เขาไม่เข้าใจเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องตลกในตัวของมันเองครับ ผมก็เลยพยายามจะขับเน้นแง่มุมตลกของมันออกมา”

    “ผมไม่ค่อยได้เล่นคอเมดีซักเท่าไหร่” เขากล่าวต่อ “แต่มันตลกดีที่ได้แสดงบทแกสตอง และสามารถโต้ตอบกับนักแสดงตลกที่ประสบความสำเร็จมากๆ อย่างจอช แก็ด ด้วยจังหวะการแสดงที่เพอร์เฟ็กต์น่ะครับ”

    แก็ด ผู้อาจเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการพากย์เสียง โอลาฟ ในภาพยนตร์ที่ดังถล่มทลายในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง “Frozen” รับบท เลอฟู สมุนผู้ทุกข์ทรมานมายาวนานของแกสตอง แม้ว่าเขาอาจจะไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด แต่เลอฟูก็เทิดทูนแกสตอง แม้แกสตองจะไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเลยก็ตามและมักจะล้อเขาอยู่เสมอก็ตาม แก็ด ผู้คร่ำหวอดในแวดวงละครเวทีมิวสิคัล ด้วยความที่เคยแสดงละครบรอดเวย์มิวสิคัลรางวัลโทนี อวอร์ดเรื่อง “Book of Mormon” มาแล้ว เข้ากับอีวานส์ได้ในทันที เห็นได้ชัดจากเคมีที่เข้ากันของทั้งคู่บนหน้าจอ พวกเขาร่วมกันสร้างอารมณ์ขันที่พอเหมาะให้กับตัวละครที่เรียกได้ว่าเป็นตัวร้ายของเรื่อง

    “แกสตองเป็นบุคคลสำคัญในหมู่บ้านของพวกเขา” แก็ดอธิบาย “และเลอฟูก็เป็นเหมือนนักประวัติศาสตร์ที่คอยยกย่องตำนานของแกสตอง ผู้มักจะเตือนให้ชาวบ้านรำลึกอยู่เสมอว่าวีรกรรมของเขาสำคัญแค่ไหน ถ้านโปเลียน โบนาปาร์ตมีสมุนล่ะก็ เขาก็น่าจะเป็นเลอฟูนี่แหละครับ”

    แก็ดชื่นชมความมุ่งมั่นของคอนดอนในการสร้างตัวละครเหล่านี้ให้มีความเป็นเอกลักษณ์อย่างสมบูรณ์ “บิลเป็นผู้กำกับที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกสนิทสนมมากๆ” เขากล่าว “ดังนั้น หนังหลายเรื่องของเขาก็เลยมีความรู้สึกนั้น ดังนั้น การได้แสดงหนังฟอร์มยักษ์แบบนี้ ที่มีฉากที่เหลือเชื่อพวกนี้ และได้ผู้กำกับอย่างบิล คอนดอน ผู้สร้างฐานให้กับหนังเรื่องนี้ด้วยตัวละครที่มีมิติรอบด้านอย่างน่าทึ่งและทำให้แน่ใจว่าช่วงเวลาที่เป็นส่วนตัวนั้นจะเป็นสิ่งที่ผู้ชมมีปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์ด้วยมากที่สุด เป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ครับ”

    มอริซ พ่อของเบลล์ รับบทโดยนักแสดงรางวัลออสการ์ ผู้ได้รับรางวัลโทนี อวอร์ดสองสมัย เควิน ไคลน์ (“The Ice Storm,” “In & Out”) ในภาพยนตร์อนิเมชัน ตัวละครตัวนี้เป็นนักประดิษฐ์สติเฟื่อง แต่ตอนนี้ เขากลายเป็นศิลปินผู้ชำนาญในการสร้างกล่องดนตรีสวยๆ ที่แต่ละแบบมีอันเดียวในโลก ซึ่งสำหรับเบลล์ มันเป็นตัวแทนของโลกที่อยู่เลยจากขอบเขตของหมู่บ้านวิลเลอเนิฟ และสำหรับมอริซ มันเป็นหนทางให้เขาได้จดจำถึงช่วงเวลาในชีวิตเขาที่เคยสมบูรณ์แบบแต่บัดนี้ได้หายไปแล้ว

    “ผมก็เหมือนคนอื่นๆ ที่ชอบเควิน ไคลน์มาตั้งนานแล้วครับ” คอนดอนกล่าว “นอกจากนั้น ผมยังจำได้ด้วยว่าเขาเคยเป็นนักแสดงมิวสิคัลมาก่อนตอนที่เขาอายุน้อยมากๆ ดังนั้น การได้เขามาร้องเพลงอีกครั้งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากๆ สำหรับผมในฐานะผู้กำกับ แต่ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกลึกซึ้งต่างๆ ทั้งความรู้สึกสูญเสียและความกลัวแทนเบลล์ ทั้งหมดนั้นถูกถ่ายทอดออกมาอย่างงดงามโดยเควินครับ”

    ในฐานะนักแสดง ไคลน์ชื่นชอบการดำดิ่งลงไปในตัวละครของเขาและสงสัยถึงวิธีการที่มอริซจะใช้ในการสร้างดนตรีและตำนานเบื้องหลังกล่องดนตรีเหล่านี้ นอกจากนั้น เขายังใช้เวลาพูดคุยกับคอนดอน, สตีเวนส์และวัตสันบ่อยๆ เกี่ยวกับฉากต่างๆ เพื่อปรับและใช้ไอเดียใหม่ๆ ซึ่งช่วยให้เขาสามารถคิดหาทางที่จะสื่อสารถึงตัวตนของตัวละครของเขาออกมาในรูปแบบที่กระชับได้

    ยวน แม็คเกรเกอร์ นักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลลูกโลกทองคำ (“Moulin Rouge,” “Star Wars: Episode I – The Phantom Menace”) รับบทลูมิแอร์ ข้ารับใช้ชาวฝรั่งเศสผู้สง่างามของเจ้าชาย ผู้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเชิงเทียน ลูมิแอร์ ผู้มักจะงัดข้อกับค็อกส์เวิร์ธและทำตาหวานเชื่อมกับพลัมเม็ตต์เป็นประจำ เป็นผู้ร้องเพลงที่ตระการตาที่สุดของเรื่องนี้อย่าง “Be Our Guest” ตัวนักแสดงไม่คุ้นเคยกับเพลงนี้เลยในตอนที่เขามาเข้ากองเป็นครั้งแรก แต่เขาก็กลายเป็นแฟนของมันอย่างรวดเร็ว และเขาก็ได้ร้องเพลงนี้อย่างยอดเยี่ยมในแบบที่น่าจะทำให้มอริซ เชวาเลียร์ ภาคภูมิใจเลยล่ะ

    “ยวนใส่ความสุขแบบ ‘Moulin Rouge’ นิดๆ ลงไปในตัวละครตัวนี้ครับ” คอนดอนกล่าว “และมันก็มีอะไรบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกอย่างเดียวกันจากวิธีที่เขาร้องเพลงน่ะครับ”

    มีการตัดสินใจตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกของกระบวนการเขียนบทถึงการขยายบทนำของเรื่องและเพิ่มตัวละครใหม่อย่างมาเอสโทร ผู้ร่วมกับดิวาของเขา กำลังอยู่ระหว่างการแสดงดนตรีให้เจ้าชายได้รับชมในปราสาทในตอนที่มีการร่ายคำสาป สแตนลีย์ ตุชชี (“Spotlight,” “The Hunger Games”) นักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อขิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและเจ้าของรางวัลลูกโลกทองคำสองสมัย ได้รับเลือกให้รับบท มาเอสโทร คาเดนซา ผู้ตอนนี้กลายเป็นฮาร์ปซิคอร์ดและภรรยาของคาเดนซา ดิวาโอเปราชื่อดังชาวอิตาเลียน มาดาม เดอ การ์เดโร้บ รับบทโดยออดรา แม็คโดนัลด์ (“Ricki and the Flash,” “Private Practice”) นักแสดงเจ้าของรางวัลเอ็มมีและหกรางวัลโทนี อวอร์ด คำสาปเปลี่ยนร่างของเธอให้กลายเป็นตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ในห้องนอนของเบลล์ที่ปราสาทอสูร ซึ่งเป็นห้องเดียวกับที่ตัวเธอเองเคยพัก ในตอนที่เธอยังเป็นนักร้องโอเปราผู้มาเยือน การ์เดโร้บชื่นชอบความเว่อร์วังอลังการและการแอบงีบเป็นประจำ

    กูกู มบาธา-รอว์ (“Miss Sloane,” “Beyond the Lights,”) รับบท พลัมเม็ตต์ สาวรับใช้แก่นเซี้ยวที่กลายเป็นไม้ขนไก่แสนสง่างาม “ลูซี บีแวน ผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกนักแสดงของเรา เสนอชื่อกูกูกับเรา” โฮเบอร์แมนกล่าว “และแม้ว่าเธออาจจะเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก เธอก็มีเสียงที่วิเศษสุดด้วย เธอเป็นพลัมเม็ตต์ที่เพอร์เฟ็กต์ครับ”

    ผู้ที่เปิดตัวในวงการมิวสิคัลเมื่ออายุได้ 76 ปีคือนักแสดงเจ้าของรางวัลโทนี อวอร์ดและลูกโลกทองคำ ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลออสการ์ เอียน แม็คเคลเลน ในบท ค็อกส์เวิร์ธ บัตเลอร์ขี้วิตกและจู้จี้จุกจิก ผู้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นนาฬิกาตั้งโต๊ะโบราณ แม้ว่าเขาอาจจะเป็นที่รู้จักดีที่สุดในกลุ่มผู้ชมรุ่นเยาว์จากการแสดงในไตรภาค “The Lords of the Rings” (แกนดาล์ฟ) และแฟรนไชส์ “X-Men” (แม็กนีโต้) แต่เขาก็เป็นนักแสดงคลาสสิกที่ผ่านผลงานเชคสเปียร์มาอย่างโชกโชนด้วย

    คอนดอน ผู้เคยร่วมงานกับเขามาก่อนในภาพยนตร์หลายเรื่อง ซึ่งรวมถึง “Gods and Monsters” และ “Mr. Holmes” เป็นผู้ติดต่อเพื่อนคนนี้และเสนอบทนี้ให้กับเขา และแม็คเคลเลนก็ยิ่งกว่ากระตือรือร้นที่จะได้ร่วมงานนี้ “ในตอนที่มีบทหนังส่งมาถึงคุณ และคุณเห็นว่ามันมาจากบิลล่ะก็ คุณก็จะตอบตกลงก่อนที่คุณจะได้อ่านมันอีกครับ” แม็คเคลเลนกล่าวกลั้วหัวเราะ

    เขากล่าวต่ออีกว่า “หนึ่งในหนังเรื่องแรกๆ ที่ผมจำได้ว่าเคยดูคือ ‘La Belle et le Bête’ ของค็อกโต และผมก็จำได้ถึงความตื่นเต้นและเทคโนโลยีที่ค่อนข้างจะพื้นฐานที่ถูกใช้ตอนที่อสูรสลัดขนและกลายเป็นฌอน มาไรส์ที่หล่อเหลาในโฉมหน้าของเจ้าชาย บิลเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเรื่องราวแบบนี้ เขาชื่นชอบละครมิวสิคัลและเขาก็ชื่นชอบความน่าตื่นตาตื่นใจและพลังงานของงานสร้างฟอร์มยักษ์ ที่มีทั้งดนตรีและการเต้นรำ และนี่ก็คือหนังมิวสิคัลครับ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้ซึ้งถึงความละเอียดอ่อนของพฤติกรรมมนุษย์ด้วย”

    เอ็มมา ธอมป์สัน เจ้าของรางวัลลูกโลกทองคำและสองรางวัลอคาเดมี อวอร์ด (“Sense and Sensibility,” “Howard’s End”) เข้าร่วมทีมนักแสดงในบทมิสซิสพ็อตส์ แม่บ้านชาวค็อกนีย์ผู้กลายเป็นกาน้ำชาและคอยดูแลเบลล์อย่างอบอุ่น เธอมีแต่คำชมเชยให้กับผู้กำกับของเธอ “บิลทั้งฉลาด ตลก ใจดีและอ่อนโยนค่ะ” เธอกล่าว “และเขาก็ได้รวมกลุ่มคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดเพราะเขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ดีที่สุด คุณรู้เลยว่าหนังเรื่องนี้จะต้องเฉียบคมโดยที่ไม่เพ้อฝันมากเกินไป และมันก็จะมีจังหวะ ความตื่นเต้นและชีวิตชีวา รวมทั้งมีความหมายอะไรบางอย่าง เพราะนั่นคือตัวเขาค่ะ”

    แดน สตีเวนส์ได้คุยกับธอมป์สันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอสูรและมิสซิสพ็อตส์และกล่าวว่า “มิสซิสพ็อตส์เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับผู้เป็นแม่ที่สุดสำหรับอสูรครับ เธอเป็นเหมือนป้าผู้เข้มงวดของเขานิดๆ เธอคอยดูเขาไม่ให้ล้ำเส้น คอยกวดขันวินัยของเขา และมันก็เป็นเรื่องดีที่เราได้พูดคุยกันถึงเรื่องนี้ครับ”

    ทีมผู้สร้างให้เหตุผลว่าถ้ามีใครที่สามารถสานต่อตำนานของตัวละครที่สร้างสรรค์โดยแองเจลา แลนส์เบรีได้ล่ะก็ คนๆ นั้นก็จะต้องเป็นธอมป์สัน เพราะเธอมีความอบอุ่น ความหลังและความผูกพันกับผู้ชมที่คล้ายๆ กัน เป็นเรื่องบังเอิญที่ธอมป์สันเดินทางไปยังกองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง “Beauty and the Beast” หลังจากการแสดงละครเวทีเรื่อง “Sweeney Todd” ที่ตั๋วขายหมดเกลี้ยงในกรุงลอนดอน ในละครเรื่องนั้น เธอรับบทมิสซิสโลเว็ตต์ ซึ่งแลนส์เบรีเคยเล่นเอาไว้บนเวทีบรอดเวย์ด้วย

    นาธาน แม็ค นักแสดงหน้าใหม่ รับบท ชิป ลูกชายของมิสซิสพ็อตส์ ผู้ตอนนี้เป็นแก้วน้ำชา และแฮ็ตตี้ มอราฮาน (“Alice Through the Looking Glass,” “Mr. Holmes”) รับบทแม่มดผู้ร่ายคำสาปใส่อสูรและปราสาทของเขาในตอนเริ่มต้นเรื่อง

    ~ ฉากที่มีมนต์เสน่ห์สมัยศตวรรษที่ 18 ~

    การถ่ายทำหลักของ “Beauty and the Beast” เกิดขึ้นที่เชปเปอร์ตัน สตูดิโอส์ นอกกรุงลอนดอน และโลเกชันกลางแจ้งหลายแห่งในอังกฤษ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ปี 2015 เชปเปอร์ตัน ซึ่งสเตจการถ่ายทำของมันเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง “Lawrence of Arabia,” “Oliver!” “Gandhi,” “A Passage to India” และ “A Clockwork Orange” มาแล้วเป็นโลเกชันที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับงานสร้างที่มีสโคปและความยิ่งใหญ่ขนาดนี้เพราะมันมีโรงถ่ายขนาดมหึมาและมีสเตจจำนวนมากรวมกันถึง 27 สเตจ ที่สามารถใช้สร้างฉากจริงๆ ที่มีสเกลใหญ่หลายฉากได้

    แม้ว่าเรื่องราวจะดำเนินไปในฟอร์แมทไลฟ์แอ็กชัน แต่มันก็ต้องใช้ภาพ CG และอนิเมชันจำนวนหนึ่งเช่นกัน และเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทีมงานที่พวกเขาจะต้องถ่ายทำในสิ่งแวดล้อมที่ดูสมจริงจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะฉากขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและผ่านการออกแบบอย่างประณีตบรรจงจะช่วยสร้างความแตกต่างระหว่างภาพยนตร์เรื่องนี้และเวอร์ชันภาพยนตร์ นอกจากนั้น ฉากจริงๆ เหล่านี้ยังถูกสแกนในคอมพิวเตอร์ให้กลายเป็นฟอร์แมทดิจิตอล 3D เพื่อสร้างภาพยนตร์วิชวล (พรี-วิซ) ก่อนที่การถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้นเพื่อช่วยกำหนดตำแหน่งของกล้องและการให้แสง

    ทีมงานเบื้องหลังมากพรสวรรค์ที่ได้รับมอบหมายให้เนรมิตชีวิตให้กับภาพยนตร์อนิเมชันเรื่องนี้รวมถึงผู้กำกับภาพ โทเบียส ชลิสเลอร์, เอเอสซี (“Mr. Holmes,” “Lone Survivor”), ผู้ออกแบบงานสร้างผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงสี่รางวัลออสการ์ ซาราห์ กรีนวู้ด (“Hanna,” “Atonement”), มือลำดับภาพ เวอร์จิเนีย แคทซ์, เอซีอี (“Dreamgirls,” “Burlesque”), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายเจ้าของรางวัลออสการ์ แจ็คเกอลีน ดูราน (“Macbeth,” “Anna Karenina”), ผู้ตกแต่งฉากผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงสี่รางวัลออสการ์ เคที สเปนเซอร์ (“Sherlock Holmes,” “Pride & Prejudice), ช่างออกแบบทรงผมและแต่งหน้าเจ้าของรางวัลออสการ์ เจนนี เชอร์คอร์ (“Elizabeth, “The Soloist”) และผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกนักแสดง ลูซี บีแวน (“Alice Through the Looking Glass,” “Cinderella”)

    ในการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวคิดการเพิ่มอำนาจให้กับผู้หญิงของเรื่อง หัวหน้าแผนกทุกคนในทีมออกแบบ ซึ่งหลายคนเคยร่วมงานกับผู้กำกับบิล คอนดอนบ่อยๆ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้หญิง เช่นเดียวกับมือลำดับภาพและผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกนักแสดง ซึ่งต่างก็เป็นสุดยอดในสายงานของพวกเธอ กรีนวู้ดและสเปนเซอร์ได้ร่วมงานกันมาเกือบสองทศวรรษแล้วและทั้งคู่ต่างก็เคยร่วมงานกับดูรานและเชอร์คอร์มาก่อน ทั้งคู่มีความรักในโปรเจ็กต์นี้ไม่แพ้กันและได้แบ่งปันไอเดียและข้อมูลระหว่างหัวหน้าแผนกอื่นๆ ซึ่งทำให้เกิดการทำงานที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขึ้นมา

    ในฐานะผู้ออกแบบงานสร้าง กรีนวู้ดมีหน้าที่ดูแลทุกแง่มุมที่เกี่ยวกับภาพวิชวลของภาพยนตร์เรื่องนี้ และสำหรับ “Beauty and the Beast” เธอก็ต้องการความรู้สึกแบบยุโรปที่เป็นอมตะ ในทำนองเดียวกับภาพยนตร์รักเรื่องเยี่ยมของฮอลลีวูด เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในยุคสมัยและสถานที่ที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งก็คือฝรั่งเศสกลางทศวรรษที่ 18 แทนที่จะเป็นโลกเทพนิยายที่ไร้กาลเวลา และแม้ว่างานของแต่ละแผนกส่วนหนึ่งจะได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์อนิเมชันปี 1991 แต่ฉาก อุปกรณ์ประกอบฉาก เสื้อผ้า ทรงผมและเมคอัพก็ล้วนแล้วแต่เป็นไปตามชีวิตจริงในฝรั่งเศสศตวรรษที่ 18 ทั้งสิ้น ด้วยความที่จริงๆ แล้ว เรื่องราวนี้เป็นเทพนิยาย มันก็เลยมีอิสระในการตีความยุคสมัยนั้นเพื่อสร้างลุคที่ค่อนข้างจะมีความแปลกใหม่ขึ้นมา

    “เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ผู้ชมคิดว่า ‘ลุคนั้นเหมือนกับปราสาทในหนังอนิเมชันเลย’ น่ะค่ะ” กรีนวู้ดกล่าว “แต่คุณอยากให้ผู้ชมรู้สึกว่าจริงๆ แล้ว นี่เป็นปราสาทของอสูตร เพราะทุกรายละเอียดสนับสนุนเรื่องราวที่พวกเขารู้จักและรักอย่างที่สุดค่ะ”

    ทีมงานกว่า 100 ชีวิตได้ทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อสร้างและตกแต่งฉากขนาดมหึมาทั้งหมด และสร้างสรรค์งานฝีมือจำนวนมหาศาลอย่างเหลือเชื่อ เอ็มมา วัตสันกล่าวว่า “ฉันเคยแสดงหนังมาหลายเรื่องที่มีงานฝีมือน่าทึ่ง แต่หนังเรื่องนี้พิเศษสุดจริงๆ เพราะพวกเขาได้ทำงานกับสิ่งที่เป็นที่รู้จักและรักเหลือเกินและสามารถรักษาสิ่งที่เรารู้จักและรักเอาไว้ แต่ขณะเดียวกัน ก็ได้ต่อยอดและเพิ่มรายละเอียด มิติและเลเยอร์ให้กับมันด้วย ทุกคนรู้สึกว่ามันมีอะไรให้ค้นมามากว่านั้น และโชคดีที่มันเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยี งานฝีมือและวิธีการเล่าเรื่องราวในปัจจุบัน ที่เราไม่เคยมีมาก่อนหน้านี้น่ะค่ะ”

    วิลเลอเนิฟ หมู่บ้านสมตติที่เบลล์และพ่อของเธออาศัยอยู่ ถูกสร้างขึ้นในโรงถ่ายที่เชปเปอร์ตัน สำหรับฉากที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของงานสร้าง (28,787 ตารางฟุต) กรีนวู้ดและทีมงานของเธอได้แรงบันดาลใจจากหมู่บ้านกงก์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส สิ่งที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ ที่ถูกตั้งชื่อตาม กาเบรียล-ซูซานน์ บาร์บ็อต เดอ วิลเลอเนิฟ คนเขียนเรื่องราว “Beauty and the Beast” ต้นฉบับ ประกอบไปด้วยกระท่อมของเบลล์ โรงเรียน ร้านเสื้อผ้า ร้านเหล้า โบสถ์และจัตุรัสกลางหมู่บ้าน

    สำหรับ “Belle” เพลงเปิดเรื่องสุดอลังการ ซึ่งเกิดขึ้นในวิลเลอเนิฟ มีการใช้ตัวประกอบกว่า 150 คน สัตว์หลายร้อยตัว รถเข็น 28 คันและอุปกรณ์ประกอบฉากและตกแต่งฉากนับไม่ถ้วน ซึ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีรายละเอียดอย่างเหลือเชื่อ

    แผนกศิลป์ใช้เวลาหลายเดือนในการค้นคว้าสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในของยุคสมัยนั้นเพื่อสร้างลุคของปราสาทเจ้าชาย/อสูร ที่สุดแล้ว มันก็เป็นการผสมผสานของสถาปัตยกรรมสไตล์ต่างๆ แต่สไตล์หลักๆ ที่ใช้คือเฟรนช์โรโกโก้ ซึ่งเป็นสไตล์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในฝรั่งเศส ยุค 1740 ในการออกแบบสิ่งปลูกสร้างที่สง่างามอย่างพระราชวังแวร์ซายล์ “โรโกโก้เป็นการออกแบบสไตล์ฝรั่งเศส ที่รายละเอียดค่อนข้างจะสุดโต่งทีเดียวค่ะ” กรีนวู้ดกล่าว “มันเป็นธีมการออกแบบที่อายุสั้นมากๆ เพราะมันทั้งเข้มข้น เยอะและแพงมากๆ แต่มันก็ส่งผลกระทบต่อลุควิชวลโดยรวมในหนังของเราอย่างมากค่ะ”

    ความแตกต่างสำคัญอย่างหนึ่งระหว่างปราสาทหลังนี้กับปราสาทจากภาพยนตร์อนิเมชันคือลุคที่พัฒนาขึ้นของมัน กรีนวู้ดอธิบายว่า “ปราสาทในหนังอนิเมชันจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยระหว่างเรื่อง แต่ด้วยความที่เราทำงานกับฟอร์แมทไลฟ์แอ็กชัน เราก็เลยสามารถแสดงให้เห็นถึงการที่ผลลัพธ์ของคำสาปที่มีต่อปราสาทเมื่อเวลาผ่านไปได้ สำหรับสไตล์โรโกโก้ ทุกอย่างเยอะไปหมด แต่มันยังมีความมีชีวิตชีวามากๆ ด้วย และสิ่งที่เราต้องการนำเสนอในการออกแบบของเราคือความเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังต้องคำสาป ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากพื้นผิวมันวาวในปราสาท ต้นไม้ที่ตัดแต่งทรง สถาปัตยกรรมและรูปปูนปั้นค่ะ”

    ห้องบอลรูมของปราสาทก็เป็นอีกหนึ่งฉากขนาดมหึมา พื้นของห้องทำจากหินอ่อนปลอมขนาด 12,000 ตารางฟุตและแบบดีไซน์ของมันก็มาจากลวดลายที่ปรากฏบนผนังของวิหารเบเนดิคไทน์ แอ็บบีย์ในเมืองบราวเนา ประเทศเยอรมนี

    นอกจากนั้น สิ่งที่อยู่ในห้องนี้ด้วยคือแชนดีเลียร์กระจกสิบอัน ซึ่งแต่ละอันมีขนาด 14×7 ฟุต ตามแชนดีเลียร์จริงๆ จากพระราชวังแวร์ซายล์ ที่จะถูกทำให้แวววาว ก่อนจะถูกคลุมด้วยผ้าและติดไฟ

    ห้องนอนของเบลล์ก็อยู่ในบริเวณที่อยู่ภายใต้มนต์สะกดอย่างงดงามของปราสาท เช่นเดียวกับห้องบอลล์รูม และถูกออกแบบให้เป็นห้องนอนในฝันตามแบบเทพนิยายของเด็กหญิงทุกคน ปีกตะวันตก ที่ซึ่งอสูรมักเก็บตัวอยู่ เป็นศูนย์กลางของคำสาป และมันก็ถูกออกแบบในไตล์บาโร้คอิตาเลียน ซึงมีลักษณะที่มืดหม่นและน่าสะพรึงกลัวกว่า

    ห้องสมุดของปราสาทถูกสร้างขึ้นตามแบบของห้องสมุดชื่อดังในโปรตุเกส และเป็นฉากที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับธีมสำคัญในเรื่อง นั่นคือความกระหายในความรู้และบทบาทสำคัญที่หนังสือมีต่อการแต่งแต้มจินตนาการ พื้นของห้องนี้ทำจากหินอ่อนปลอมประมาณ 2,000 ตารางฟุต และเต็มไปด้วยหนังสือหลายพันเล่ม ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการถ่ายทำโดยเฉพาะ

    ป่าวิเศษที่ล้อมรอบปราสาทของอสูรถูกสร้างขึ้นบนสเตจเอช ซึ่งเป็นสเตจที่ใหญ่ที่สุดที่เชปเปอร์ตัน ด้วยขนาด 9,600 ตารางฟุต ป่าแห่งนี้ ที่ใช้เวลาสร้าง 15 สัปดาห์ มีทั้งต้นไม้จริง พุ่มไม้ ทะเลสาปเยือกแข็ง ประตูรั้วน้ำแข็งที่สูง 29 ฟุตและแท่งน้ำแข็งประมาณ 20,000 แท่ง

    “ฉากทั้งหมดช่างมหัศจรรย์และตระการตาอย่างเหลือเชื่อครับ” สตีฟ ก็อบ ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ (“Unbroken,” “TRON: Legacy”) กล่าว “และซาราห์และทีมงานของเธอก็ทำงานได้อย่างน่าทึ่ง ทุกอย่างให้ความรู้สึกเหมือนฮอลลีวูดยุคเก่ามากๆ ซึ่งเป็นเรื่องเหมาะมากเพราะเราต้องการจะสร้างสิ่งที่คลาสสิกพอที่จะเทียบเคียงกับหนังต้นฉบับได้น่ะครับ”

    การออกแบบเครื่องแต่งกายที่เหมาะกับโลกเทพนิยายเป็นงานที่ท้าทาย แต่ก็เป็นงานที่แจ็คเกอลีน ดูรานตอบรับด้วยความยินดี แผนกของเธอ ที่ประกอบไปด้วยช่างตัดเย็บ ช่างทำหมวก ช่างอัญมณี ช่างทาสีและศิลปินสิ่งทอ เริ่มทำงานก่อนที่การถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้นสามเดือน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะความท้าทายที่พวกเธอกำหนดให้กับตัตวเองในการออกแบบและสร้างชุดที่พอเพียงและเป็นไปตามหลักจริยธรรม ที่ตัดเย็บจากเนื้อผ้าจากการค้าที่เป็นธรรม (หมายถึงการใช้วัตถุดิบออร์แกนิคจากผู้จัดหาสินค้า ที่ให้ค่าจ้างที่เป็นธรรมกับพนักงานและใส่ใจสิ่งแวดล้อม) ซึ่งพวกเธอทำสำเร็จ และในการร่วมงานกับอีโค เอจและกรีน คาร์เพ็ต ชาเลนจ์ แผนกของเธอได้ใช้สีย้อมผ้าตามธรรมชาติ ที่ส่งผลกระทบต่ำ (มีการกำจัดน้ำเสียอย่างระมัดระวัง) และพิมพ์ผ้าด้วยบล็อกไม้แบบดั้งเดิม

    ดูรานได้ออกแบบทุกอย่างตั้งแต่เสื้อผ้าของชาวบ้านสำหรับชาวบ้านทุกคนไปจนถึงชุดราตรีหรูที่สวมโดยสาวงาม 35 คนในงานเลี้ยงเต้นรำของเจ้าชาย แต่อุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดของเธอคือการสร้างชุดเดรสที่เบลล์สวมตอนที่เธอเต้นรำกับอสูรในห้องบอลรูมของปราสาท ด้วยภาพจำของชุดเดรสสีเหลืองและตัวละครตัวนี้ กระบวนการออกแบบจึงดำเนินไปอย่างยาวนาน และมีการพูดคุยกันหลายครั้งเกี่ยวกับลุค สีสันและวัตถุดิบที่ใช้

    “ในหนังของเรา เดรสนั้นยังไงก็ต้องเป็นสีเหลือง เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อหนังอนิเมชันค่ะ” ดูรานกล่าว “สิ่งที่เราพยายามจะทำคือการตีความมันใหม่และคิดมันออกมาทีละนิดๆ ด้วยการเสริมเท็กซ์เจอร์เข้าไปมากขึ้น เพื่อทำให้มันรู้สึกเหมือนเป็นเสื้อผ้าจริงๆ น่ะค่ะ” ท้ายที่สุด ชุดเดรสนี้ก็ถูกสร้างขึ้นจากผ้าไหมซาตินออร์แกนซาย้อมสีเหลืองที่เบาดุจขนนกหลายชั้น (รวมแล้ว 180 ฟุต) ซึ่งถูกตัดออกมาในรูปทรงกลมและต้องใช้เส้นด้าย 3,000 ฟุต

    สองเลเยอร์แรกถูกพิมพ์ด้วยลวดลายใบไม้สีทองในแบบเดียวกับพื้นโรโกโก้ของห้องบอลรูม และถูกประดับประดาอย่างงดงามด้วยคริสตัลชวารอฟสกี้ 2,160 เม็ด ในเรื่องนี้ การ์เดโร้บ ตู้เสื้อผ้า ได้นำแผ่นทองคำจากเพดานห้องนอนของเบลล์มาประพรมลงบนเดรส ชุดเดรสนี้ ซึ่งใช้เวลาตัดเย็บกว่า 12,000 ชั่วโมงและมีการตัดเย็บชุดสำรองอีกหลายชุด ไม่ได้ใช้คอร์เซ็ทหรือสายรัดรูป เพื่อให้เอ็มมา วัตสันสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น เพราะเบลล์ในฉบับภาพยนตร์นี้จะมีความเคลื่อนไหวมากกว่าเบลล์จากภาพยนตร์อนิเมชัน

    “มันเป็นความท้าทายที่น่านใจจริงๆ ค่ะ” วัตสันกล่าว “เดรสชุดนี้เป็นที่รู้จักอย่างมากเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของฉากโรแมนติกในเรื่อง แม้ว่าเดรสนี้จะผ่านการปรับเปลี่ยนหลายครั้ง แต่ท้ายที่สุด เราก็ตัดสินใจว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเดรสนี้จะต้องดูสวยงามเวลาเต้นรำ เราอยากให้มันให้ความรู้สึกเหมือนว่ามันสามารถล่องลอยและโบยบินได้”

    ดูรานกล่าวเห็นพ้องด้วยว่า “เราได้คำนึงถึงเรื่องนี้ในตอนที่เราออกแบบชุดทั้งหมดของเบลล์ เราไม่อยากให้เธอเป็นเจ้าหญิงผู้บอบบางแต่เป็นนางเอกที่แอ็กทีฟ ดังนั้น ชุดเดรสสีฟ้าและผ้ากันเปื้อนที่เธอสวมในตอนเริ่มต้นเรื่องก็จะถูกออกแบบให้มีกระเป๋า ที่เธอสามารถใส่หนังสือได้ และสามารถสวมคู่กับกางเกงยาวถึงเข่าและเสื้อสวมทับด้านบนได้”

    เบลล์คนนี้ได้ทำงานและขี่ฟิลิปป์ ม้าของเธอและสวมรองเท้าบู๊ทในฉากพวกนั้น (แทนที่จะเป็นรองเท้าแบบผู้หญิงที่บอบบาง) “เราอยากจะขยายลักษณะนิสัยของเบลล์ในหนังเรื่องนี้และอยากจะทำให้แน่ใจว่าภาพของเธอปรากฏออกมาในลักษณะของนักขี่ม้าหญิงตัวจริงน่ะค่ะ” วัตสันกล่าว “เราก็เลยทำให้แน่ใจว่าเธอจะมีรองเท้าที่เหมาะสมและยกกระโปรงด้านหนึ่งของเธอให้สูงขึ้นหน่อย เพื่อที่เธอจะสามารถขี่ม้าสไตล์ตะวันตกได้ ในลักษณะที่ง่ายดายสำหรับเธอค่ะ”

    แบบดีไซน์ของชุดราตรีที่เบลล์สวมในตอนจบเรื่อง หลังจากที่คำสาปสลายไปแล้ว เป็นแบบที่ถูกนำมาจากผ้ากันเปื้อนศตวรรษที่ 18 ของแท้ที่ดูรานซื้อมาตอนที่เธอเป็นนักศึกษา แบบดีไซน์นั้นถูกพิมพ์ด้วยมือลงบนผ้าใบและถูกขยาย ก่อนจะถูกพิมพ์ด้วยวิธีการทางดิจิตอล “ความคาดหวังที่มีต่อชุดทุกชุดของเบลล์สูงทีเดียวค่ะ” ดูรานกล่าว “แต่สุดท้ายแล้ว เราก็ได้ชุดเดรสสวยงามที่อ้างอิงมาจากชุดในหนังอนิเมชัน แต่ยังมีความโดดเด่นเฉพาะตัวสำหรับหนังเรื่องนี้ด้วยค่ะ”

    “หนึ่งในสิ่งที่วิเศษสุดเกี่ยวกับการร่วมงานกับแจ็คเกอลีนคือเธอชื่นชอบการร่วมมือกันอย่างเหลือเชื่อค่ะ” วัตสันกล่าว “ฉันทึ่งมากกับการที่เธอต้องการฟังความคิดเห็นจากฉันมากแค่ไหน…เธออยากจะเข้าใจจริงๆ ว่าฉันมองตัวละครตัวนี้ยังไงบ้าง มันเป็นประสบการณ์ที่พิเศษสุดจริงๆ สำหรับฉันในฐานะนักแสดง และเป็นวิธีการที่ยอดเยี่ยมในการสร้างและทำความเข้าใจตัวละครผ่านกระบวนการนั้นน่ะค่ะ”

    สำหรับชุดที่เจ้าชายสวมในซีเควนซ์เปิดเรื่อง ดูรานได้ตัดเย็บเสื้อโค้ทและเสื้อตัวยาวที่ประดับประดาด้วยคริสตัลชวารอฟสกี้หลายพันเม็ด ซึ่งจากนั้นจะถูกสแกนโดยแผนกวิชวล เอฟเฟ็กต์และใส่ให้กับอสูรที่ถูกสร้างขึ้นในคอมพิวเตอร์

    “แจ็คกี้เป็นนางฟ้าเลยครับ” ผู้อำนวยการสร้างเดวิด โฮเบอร์แมนกล่าว “เธอเจองานหนักจริงๆ ไม่เพียงแต่เพราะจำนวนชุดมหาศาลในหนังเรื่องนี้เท่านั้น แต่เพราะชุดเหล่านั้นเป็นภาพจำจากหนังอนิเมชันด้วย เธออยากจะคำนึงและยึดติดกับชุดที่ตัวละครอนิเมชันสวม แต่ก็อยากสร้างสิ่งที่แปลกใหม่ด้วยเหมือนกัน และเธอก็สามารถคิดในสิ่งที่งดงามและเป็นงานสร้างของเธอเองขึ้นมาได้”

    “Beauty and the Beast” เป็นผลงานเรื่องที่สี่ที่โทเบียส ชลิสเลอร์ได้ร่วมงานกับคอนดอน และแม้ว่างานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีความท้าทายมากมาย แต่ก็ยังมีพื้นที่สำหรับความคิดสร้างสรรค์ด้วย ในการใช้อุปกรณ์กล้องที่หลากหลายตั้งแต่เทคโนดอลลีไปจนถึงโดรน ชลิสเลอร์มักจะต้องปรับตัวอยู่เสมอ และมันก็เป็นสภาพแวดล้อมการทำงานที่เขาชื่นชอบ

    ในบางกรณี เขาเลือกใช้งานกล้องตามแบบของภาพยนตร์อนิเมชัน และเสริมลายเซ็นบางอย่างของเขาเข้าไป ยกตัวอย่างเช่น ช็อตจากเพลง “Beauty and the Beast” ที่กล้องจะแพนเหนือเบลล์และอสูรขึ้นไปบนเพดานห้องบอลรูม…ชลิสเลอร์ได้แพนกล้องแบบเดียวกันโดยใช้เครน แต่ก็ขยับกล้องขึ้นไปเพื่อบันทึกภาพเครื่องดนตรีที่แกะสลักจากไม้บนผนังห้องบอลรูมในตอนที่มันโลดแล่นมีชีวิตอย่างน่ามหัศจรรย์และเริ่มบรรเลงดนตรี

    การถ่ายทำเพลงสไตล์บัสบี้ เบิร์คลีย์ที่น่าตื่นตาตื่นใจของ “Be Our Guest” เป็นเรื่องท้าทายจากจุดยืนด้านเทคนิคและใช้เวลาการถ่ายทำหนึ่งเดือน เตรียมตัวหกเดือนและใช้เวลาในการทำให้สมบูรณ์แบบกว่าหนึ่งปี ฉากนี้เกิดขึ้นในห้องรับประทานอาหารของปราสาท ซึ่งถูกออกแบบให้เหมือนเวที เพราะมันเป็นฉากที่ตระการตาที่สุดของเรื่อง องค์ประกอบทั้งหมดเป็นของจริงและถ่ายทำจริงด้วยการใช้เทคโนดอลลี เครนและอุปกรณ์การให้แสงพิเศษ ก่อนที่ฟุตเตจจะถูกเสริมแต่งด้วยอนิเมชันและทำงานในขั้นตอนโพสต์โปรดักชันโดยทีมงานวิชวล เอฟเฟ็กต์

    “ความสัมพันธ์ระหว่างการถ่ายทำและงานออกแบบที่น่าตื่นตาตื่นใจในฉากพวกนี้เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ได้เห็นครับ” ผู้ร่วมอำนวยการสร้าง เกร็ก โยเลนกล่าว “เราสร้างส่วนห้องโถงและห้องบอลรูมของปราสาทแห่งนี้ ตามที่มันควรจะเป็นจะเป็นจริงๆ บนซาวน์สเตจสองแห่ง และโทเบียสก็รู้ว่าจะวางกล้องตรงไหนถึงจะใช้ประโยชน์เรื่องนั้นได้อย่างเต็มที่ครับ”

    โยเลนกล่าวต่ออีกว่า “มิติที่เขาสามารถบันทึกภาพฉากขนาดใหญ่สองฉากนี้ได้ทำให้คุณรู้สึกเหมือนว่าคุณอยู่ตรงนั้นจริงๆ ครับ”

    ~ เบื้องหลังเวทมนตร์บนหน้าจอ ~

    หนึ่งในกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การดัดแปลง “Beauty and the Beast” แบบไลฟ์เวอร์ชันให้ประสบความสำเร็จอยู่ที่ตัวอสูร โดยอสูรต้องสาปนี้จะต้องดูสมจริงและเป็นคนที่ผู้ชมจะรู้สึกห่วงใย แต่เทคโนโลยีที่สามารถทำเช่นนั้นได้ไม่ได้มีอยู่จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้

    ในการสร้างอสูรที่ดูสมจริงและสิ่งแวดล้อมจริงๆ แต่ก็รักษาการแสดงของแดน สตีเวนส์เอาไว้ ทำให้มีการใช้เทคโนโลยีเฟเชียล แคปเจอร์ โมวาและฟิสิคัล เพอร์ฟอร์แมนซ์ แคปเจอร์ สำหรับส่วนของฟิสิคัล เพอร์ฟอร์แมนซ์ แคปเจอร์ ฉากที่อสูรอยู่กับนักแสดงไลฟ์แอ็กชันคนอื่นๆ จะถูกถ่ายทำในฉากจริงๆ โดยที่สตีเวนส์สวมไม้ต่อขาและชุดกล้ามเนื้อปลอม ซ้อนทับด้วยชุดบอดี้สูทสีเทา ส่วนฉากของอสูรกับข้าวของเครื่องใช้ที่เคลื่อนไหวได้จะถูกถ่ายทำโดยการให้สตีเวนส์สวมชุดบอดี้สูทสีเทา พร้อมกับจุดแต้มสำหรับงานวิชวล เอฟเฟ็กต์ แม้ว่าชุดจะค่อนข้างอึดอัด แต่นักแสดงหนุ่มก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์ที่ซับซ้อนออกมาได้ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะอสูรเป็นพระเอกและเป็นศูนย์กลางทางอารมณ์ของเรื่อง

    ผู้กำกับบิล คอนดอนกล่าว “แดนนำความอบอุ่นและรายละเอียดมาสู่ตัวละครและสามารถกระตุ้นความรู้สึกเจ็บปวดและความเป็นมนุษย์ ที่ยังคงอยู่ตรงนั้น และทำให้เกิดการแสดงที่ทรงพลัง ซึ่งถูกบอกเล่าอย่างชัดเจนผ่านดวงตาและเสียงของเขา มันเป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจทีเดียวครับ”

    นอกจากนี้ สตีเวนส์ยังได้เข้าร่วมเซสชันเฟเชียล แคปเจอร์ โมวาหลายเซสชัน ซึ่งเกิดขึ้นในสตูดิโอด้านนอกอีกด้วย ในเซสชันเหล่านั้น มีการทาสารเรืองแสงลงไปบนใบหน้าของสตีเวนส์ ซึ่งดูเป็นสีฟ้าภายใต้แสงอัลตราไวโอเล็ต จากนั้น เขาก็จะถูกบันทึกภาพด้วยกล้องหลายตัวรอบด้านเขา และเก็บรายละเอียดทุกรูขุมขนบนใบหน้าของเขา ก่อนที่ฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์โมวาที่ผ่านการดัดแปลงพิเศษก็จะแปลค่าการแสดงเป็นข้อมูล

    “มันเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง” สตีเวนส์เล่า “เพราะคุณจะต้องนึกย้อนไปถึงฉากที่ถ่ายทำเรียบร้อยแล้ว และขยับเพียงแค่ใบหน้า ไม่ใช่ร่างกายของคุณ ไม่ว่าคุณจะมีไดอะล็อคหรือไม่ก็ตาม มีอยู่ตอนหนึ่งที่ผมจะต้องแสดงฉากการเต้นวอลซ์ในห้องบอลรูมโดยใช้เพียงแค่ใบหน้าของผม ซึ่งค่อนข้างน่าสนใจทีเดียวครับ”

    สำหรับข้าวของเครื่องใช้ที่โลดแล่นมีชีวิตอย่างน่าอัศจรรย์ แต่ละอย่างมีลักษณะนิสัยแบบมนุษย์และบุคลิกที่เฉพาะเจาะจง ในความเป็นจริงแล้ว คอนดอนปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้ราวกับเป็นนักแสดงไลฟ์แอ็กชันจริงๆ ตลอดการถ่ายทำ สิ่งของเหล่านั้นอยู่ใกล้ชิดกับนักแสดงมนุษย์ และบ่อยครั้งก็จะปรากฏภาพทั้งสองฝ่ายมีปฏิสัมพันธ์กัน แต่มันก็เป็นกระบวนการที่หนักหนาสาหัสและกินเวลาอย่างมาก

    ฟุตเตจสุดท้ายที่ผู้ชมได้เห็นบนหน้าจอเป็นของจริงและถ่ายทำด้วยกล้องจริงๆ ก่อนที่จะถูกเสริมแต่งด้วยฝีมือของทีมวิชวล เอฟเฟ็กต์ระหว่างขั้นตอนโพสต์โปรดักชัน ในการสร้างภาพที่นำตัวละคร CG เข้าไปอยู่ในฉากจริงๆ ได้อย่างแนบเนียน มีการสร้างแบบโมเดลต้นแบบสำหรับสิ่งของแต่ละอย่าง ตั้งแต่กาน้ำชาที่ระบายสีด้วยมืออย่างสวยงามไปจนถึงเชิงเทียนเคลือบทองสไตล์โรโกโก้ โดยแต่ละชิ้นถูกสร้างขึ้นด้วยรายละเอียดที่ประณีตจากฝีมือแผนกศิลป์โดยอ้างอิงถึงตัวละครดั้งเดิมในอนิเมชัน นอกจากนั้น ยังมีการสร้างแบบโมเดลจำลองขึ้นมาอีกหลายชุด รวมถึงเวอร์ชันยาง เพื่อใช้ในบางฉากที่เกี่ยวข้องกับงานสตันท์ และพอคอนดอนและทีมวิชวล เอฟเฟ็กต์รู้สึกพอใจกับลักษณะและสัดส่วนของสิ่งของเหล่านั้นแล้ว พวกมันก็จะถูกวางตั้งในฉากและถูกถ่ายทำจริงๆ ไปด้วย

    สำหรับสตีเวนส์ ฉากที่อสูรอยู่กับข้าวของเครื่องใช้ต้องอาศัยจินตนาการอย่างยิ่งเช่นกัน เขาอธิบายว่า “ผมต้องเดินเข้าไปในฉากเพื่อถ่ายทำฉากที่ผมคุยกับลูมิแอร์ แต่จริงๆ แล้ว ผมจะต้องมองไฟแอลอีดีบนแท่งไม้และฟังเสียงของยวนเอา มันเหมือนความพิลึกอีกระดับหนึ่งที่เราต้องเจอน่ะครับ”

    สำหรับการออกแบบนาฬิกาตั้งโต๊ะโบราณ ค็อกส์เวิร์ธ ที่รับบทโดยเอียน แม็คเคลเลน มีการสร้างฐานและตัวนาฬิกาจากโพลีเอสเตอร์ เรซิน และระบายสีเป็นสีทอง ชิ้นส่วนภายนอกเคลือบด้วยทอง ส่วนใบหน้าทำจากทองเหลือง และถูกติดตั้งด้วยกลไกนาฬิกาที่ถูกต้อง เพื่อทำให้จังหวะการเดินและน้ำหนักดูสมจริง

    เชิงเทียน ลูมิแอร์ (ยวน แม็คเกรเกอร์) เป็นหนึ่งในของใช้เพียงไม่กี่ชิ้นที่สามารถเปิดใจและกลายเป็นตัวละครที่สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยสิ่งที่เหมือนกับแขน ขาและมือและทีมผู้สร้างก็ต้องการจะใส่บุคลิกของแม็คเกรเกอร์เข้าไปในตัวละครตัวนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม็คเกรเกอร์ถูกบันทึกภาพขณะเต้นรำและเคลื่อนไหวในแบบที่เขาจินตนาการว่าลูมิแอร์จะเคลื่อนไหว ผ่านทางเทคโนโลยีเพอร์ฟอร์แมนซ์ แคปเจอร์

    “ลูมิแอร์เป็นตัวละครที่คิดคอนเซ็ปต์ยากเพราะเราอยากให้เขาสามารถเคลื่อนไหวได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ยังคงเป็นเชิงเทียนเคลือบทองอยู่ดีนั่นแหละครับ” สตีฟ ก็อบ ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์กล่าว “พอเราได้แบบโมเดลคอมพิวเตอร์ 3D ของเขาที่ทุกคนแฮปปี้ด้วยมาแล้ว ตัวเขาก็ถูกสร้างขึ้นด้วยกระบวนการที่เรียกว่า การสร้างโปรโตไทป์แบบเร่งด่วน ซึ่งสามารถนำไฟล์คอมพิวเตอร์ 3D มาผลิตเป็นโมเดลด้วยโพลีเอสเตอร์ เรซิน เพื่อให้คุณสามารถมองเห็นและสัมผัสมันได้จริงๆ”

    กระบวนการเดียวกันนั้นถูกใช้กับมิสซิสพ็อตส์ (เอ็มมา ธอมป์สัน) กาน้ำชา เธอถูกออกแบบขึ้นมาผ่านทางคอมพิวเตอร์ มีการสร้างโปรโตไทป์และหล่อต้นแบบขึ้นมา

    ในการเนรมิตชีวิตให้กับการ์เดโร้บ (ออดรา แม็คโดนัลด์) ตู้เสื้อผ้าที่สวยงามและมีขนาดใหญ่จริงๆ ถูกสร้างขึ้นมาและถูกติดตั้งกลไกเพื่อทำให้เธอเคลื่อนไหวได้ จากนั้น ถึงค่อยมีการเพิ่มเติมองค์ประกอบสเปเชียล เอฟเฟ็กต์เข้าไปในขั้นตอนโพสต์โปรดักชัน เหมือนอย่างในฉากที่การ์เดโร้บได้เนรมิตชุดราตรีให้กับเบลล์และแต่งตัวให้เธอ

    เครื่องแต่งกายสำหรับเวอร์ชันมนุษย์ของบรรดาข้ารับใช้ทั้งหลายถูกออกแบบจากความร่วมมือกันระหว่างทีมแผนกศิลป์และแผนกตกแต่งฉาก เพื่อทำให้แน่ใจว่าองค์ประกอบของชุดเวอร์ชันมนุษย์จะสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับลักษณะสิ่งของที่พวกเขาเป็น ยกตัวอย่างเช่น ดูรานได้ออกแบบชุดของค็อกส์เวิร์ธในร่างมนุษย์ด้วยกระดุมที่สลักเป็นตัวเลขโรมันเหมือนตัวเลขบนนาฬิกาตั้งโต๊ะโบราณ และแบบดีไซน์เย็บปักถักร้อยตรงเสื้อคลุมและเครื่องประดับบ่าของเขาก็ตรงกับแบบดีไซน์นาฬิกา สำหรับมิสซิสพ็อตส์ ฐานสีครีมของกาน้ำชาเป็นสีเดียวกับชุดของเธอและลวดลายใบไม้บนกาน้ำชาก็ถูกสอดแทรกเข้าไปในชุดของเธอด้วยเช่นกัน

    นอกจากนั้น สไตล์ทรงผมและเมคอัพของข้ารับใช้ในปราสาทเมื่อพวกเขาได้กลับไปสู่ร่างมนุษย์ก็ถูกออกแบบในทิศทางเดียวกัน เจนนี เชอร์คอร์ ผู้ออกแบบเมคอัพและทรงผมได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับกรีนวู้ดเพื่อดึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องออกมาจากแบบดีไซน์ข้าวของเครื่องใช้เพื่อใส่พวกมันเข้าไปในแบบดีไซน์ทรงผมและเมคอัพ ค็อกส์เวิร์ธมีทรงผมรูปทรงนาฬิกาและหนวดที่คล้ายกับเข็มนาฬิกา วิกของการ์เดโร้บก็มีสไตล์คล้ายกับส่วนด้านบนของตู้เสื้อผ้าและทรงผมสไตล์โค้งงอของลูมิแอร์ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากแบบดีไซน์ของเทียน

    กล่องดนตรีแสนสวนที่มอริซสร้างขึ้นถูกสร้างขึ้นด้วยมือพร้อมด้วยการเคลือบผิวด้วยทองที่เหลือเชื่อ พวกมันได้แรงบันดาลใจจากผลงานของช่างทอง โยฮันน์ เมลชัวร์ ดิงลิงเกอร์ และมีลวดลายเป็นรูปเมืองและประเทศต่างๆ จากทั่วโลก ด้วยความที่พวกมันอยู่ในสภาพแวดล้อมมหัศจรรย์ภายใต้เวทมนตร์ พวกมันจึงไม่ได้เป็นแค่กล่องดนตรี แต่ยังเป็นประตูไปสู่โลกอื่นๆ ด้วย

    ~ การยกระดับท่วงทำนองคลาสสิก ~

    นอกเหนือจากการต่อยอดเรื่องราวจากภาพยนตร์อนิเมชันคลาสสิกแล้ว ผู้กำกับบิล คอนดอนยังเชื่อด้วยว่า ดนตรีของเรื่องราวสามารถขยับไปสู่ทิศทางที่สมจริงมากขึ้นอีกนิด ไม่ว่าจะด้วยการหาความแตกต่างที่น่าสนใจจากเพลงที่มีอยู่แล้วหรือด้วยการเพิ่มเพลงใหม่ๆ เข้าไป เพลงช่วยบอกเล่าเรื่องราวและยกระดับคอนเทนท์ที่กระทบอารมณ์ของมัน แต่ในขณะเดียวกันน มันก็ช่วยผลักดันเรื่องราวไปข้างหน้าได้ด้วย “ในตอนจบเพลง คุณควรจะรู้สึกว่าคุณมาถึงที่ไหนซักแห่งที่ไม่ใช่ที่เดียวกับที่คุณเริ่มต้นน่ะครับ” ผู้กำกับบิล คอนดอนอธิบาย “ไม่อย่างนั้น มันก็จะให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเรื่องราวหยุดลงแค่นั้นน่ะสิครับ”

    “แนวทางส่วนหนึ่งของบิลคือการนำดนตรีจากสองมิติไปสู่สามมิติ ทั้งในแง่ความเป็นจริงและแง่ของตัวละครด้วยครับ” นักประพันธ์ อลัน เมนเคนกล่าว “เขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องความรักที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องนี้และเข้าใจว่ามันสำคัญขนาดไหน แต่เขาก็ยังตระหนักด้วยว่า ตัวเรื่องราวเองก็น่าตื่นตาตื่นใจอยู่แล้ว ด้วยการมีเชิงเทียนพูดได้และนาฬิกาที่เต้นรำได้น่ะครับ”

    คอนดอนกล่าวว่า “อลันเอื้อเฟื้อมากเพราะผมเต็มไปด้วยไอเดียและสิ่งต่างๆ มากมายที่ผมอยากจะเล่นและมันก็เป็นเรื่องที่ใหม่และน่าตื่นเต้นสำหรับผม แต่เขาก็กระโจนเข้าใส่มัน เขาไม่เพียงแต่แต่งเพลงใหม่ขึ้นสามเพลงเท่านั้น แต่เขายังปรับแต่งเพลงเก่าๆ บางเพลงอีกด้วย มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและสร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่งในการได้ร่วมงานกับเขาและได้เห็นว่าสำหรับเขาแล้ว งานนี้มีชีวิตชีวาขนาดไหนน่ะครับ”

    “อลันและโฮเวิร์ดเป็นคนแต่งดนตรีประกอบดั้งเดิมสำหรับหนังอนิเมชัน แต่เมื่อถึงเวลาดัดแปลงดนตรีสำหรับงานบรอดเวย์ โฮเวิร์ดกลับจากไปแล้ว” คอนดอนกล่าว “ตอนนั้นเองที่ทิมได้ก้าวเข้ามา ดังนั้น ทั้งอลันและทิมต่างก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับโปรเจ็กต์นี้มาได้ซักระยะแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องโชคดีมากๆ สำหรับเรา”

    “ผมโชคดีมากๆ ครับ” ทิม ไรซ์กล่าว “และผมก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ภายใต้เงาของโฮเวิร์ด แอชแมนผู้ยิ่งใหญ่ในโปรเจ็กต์นี้เพราะเขาเป็นนักแต่งเนื้อร้องคนเก่ง ผู้จากไปในช่วงเวลาสูงสุดของเขา แต่ผมก็เป็นแฟนผลงานของอลันด้วยเพราะผมเคยได้ดู ‘Little Shop of Horrors’ และ ‘The Little Mermaid’ มาก่อนและผมก็ชอบ ‘Beauty and the Beast’ ด้วยครับ”

    ทีมผู้สร้างมีความเคารพอย่างสูงสุดสำหรับดนตรีประกอบภาพยนตร์อนิเมชันเรื่องนี้และเพลงที่ตราตรึงในความทรงจำของมัน เช่นเพลงเปิดตัวที่คึกคัก “Belle,” เพลงคู่ที่สนุกสนานอย่าง “Something There,” บัลลาดที่ซาบซึ้งตรึงใจ “Beauty and the Beast” และเพลงที่หยุดทุกสายตา “Be Our Guest” ซึ่งแต่ละเพลงล้วนแล้วแต่มีท่วงทำนองที่งดงามและติดหูจากเมนเคนและเนื้อเพลงที่ลึกซึ้งจากแอชแมน

    “ฉันชอบที่เพลงพวกนี้มีความรู้สึกคลาสสิกแบบละครเวที แต่ก็ยังดูทันสมัยค่ะ” เอ็มมา วัตสันกล่าว “มันอยู่ตรงเส้นแบ่งตรงกลางที่เพอร์เฟ็กต์ตรงที่มันไม่ใช่เพลงป๊อปและไม่ใช่เพลงละครเวที…แต่มันอยู่ตรงจุดกึ่งกลาง และมันก็มหัศจรรย์จริงๆ ค่ะ”

    ลุค อีวานส์กล่าวเห็นพ้องด้วยว่า “ผมมาจากวงการละครมิวสิคัล ผมก็รู้สึกชื่นชอบการเล่าเรื่องราวด้วยดนตรีและเนื้อร้อง และสิ่งที่อัจฉริยะพวกนี้ได้ทำในปี 1991 คือการบอกเล่าเรื่องราว ซึ่งเก่าแก่มากๆ และทำให้มันเป็นที่ถูกใจของทุกคน มันทิ้งความประทับใจไม่รู้ลืมให้กับคนดูหนังหลายรุ่นมากๆ ครับ”

    เพลงใหม่ที่แต่งโดยเมนเคนและไรซ์ได้บอกเล่าส่วนใหม่ๆ ของเรื่องราวและนำพาเรื่องราวนี้ไปสู่ทิศทางใหม่ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ร้อยเรียงเข้าไปในความเป็น “Beauty and the Beast” ได้อย่างแนบเนียน เนื้อเพลงดั้งเดิมบางท่อนของโฮเวิร์ด แอชแมนจากเพลง “Gaston” และ “Beauty and the Beast” ที่ไม่ถูกใช้ในภาพยนตร์อนิเมชันได้ถูกใส่กลับเข้าไปในตัวภาพยนตร์ด้วยเช่นกัน

    ด้วยความที่ดนตรีจากภาพยนตร์อนิเมชันเพอร์เฟ็กต์อยู่แล้ว มันก็เลยไม่มีการพูดถึงเรื่องการตัดเพลงใดๆ ออกสำหรับเวอร์ชันไลฟ์แอ็กชันเลย ดนตรีสำหรับละครบรอดเวย์เองก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน และแม้ว่าคอนดอนอยากจะเพิ่มเพลงพวกนั้นบางเพลงเข้าไปในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย พวกมันก็ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อละครเวทีโดยเฉพาะและเหมาะกับฟอร์แมทโรงละครมากกว่าภาพยนตร์

    “มีบัลลาดที่วิเศษสุดที่อสูรเป็นคนร้องที่มีชื่อว่า ‘If I Can’t Love Her’ ที่กลายเป็นเพลงดัง แต่มันเป็นเพลงเปิดตอนเปลี่ยนฉากเพลงแรก” คอนดอนกล่าว “ดังนั้น ในการมองไปที่เพลงนั้นและดูวิธีที่เราขยายเรื่องราวเบื้องหลังของเจ้าชาย/อสูรและเบลล์ เราก็รู้สึกได้ชัดเจนว่ามีจุดสำคัญสามจุดที่เราต้องการเพลงใหม่ๆ น่ะครับ”

    หนึ่งในเพลงใหม่นั้นคือบัลลาดที่ซาบซึ้งใจ ที่ขับร้องโดยแดน สตีเวนส์ ในบท อสูร ในชื่อเพลงว่า “For Evermore” ซึ่งเขาร้องหลังจากปลดปล่อยเบลล์ไปจากปราสาทเพื่อให้ไปอยู่กับพ่อของเธอ แม้ว่าหัวใจเขากำลังแตกสลายอยู่ก็ตาม “แดนพัฒนาขึ้นมากและกลายเป็นนักร้องที่วิเศษสุดครับ” เมนเคนกล่าว “เขามีเสียงบาริโทนที่น่าทึ่งและเขาก็ร้องได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ”

    “Days in the Sun” เป็นเพลงอบอุ่นที่ขับร้องโดยตัวละครในปราสาทขณะที่พวกเขากำลังเตรียมตัวเข้านอนและกำลังนึกถึงวันเวลาเก่าๆ “มันเป็นเพลงเกี่ยวกับความโหยหาและการที่ทุกคนในปราสาทมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยความเจ็บปวดใจจากการนึกถึงอะไรบางอย่างหรือใครซักคนที่พวกเขารักและห่วงใยอย่างลึกซึ้งน่ะค่ะ” วัตสันกล่าว “มันทำให้คุณรู้จักตัวละครทั้งหมดในปราสาทและทำให้คุณได้ยินความคิดภายในใจของพวกเขา ณ ขณะนั้นค่ะ”

    สตีเวนส์กล่าวเสริมว่า “เพลงนี้มีความรู้สึกแบบคลาสสิกและทำให้คุณรู้สึกโหยหาบางสิ่งบางอย่าง การได้ร่วมงานกับอลันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมและมันก็เป็นเรื่องน่ายินดีมากๆ ที่ได้ทำงานกับวัตถุดิบที่วิเศษสุดแบบนี้น่ะครับ”

    “Our Song Lives On” เป็นเพลงบัลลาดแสนไพเราะที่เกี่ยวกับการหวงแหนช่วงเวลาที่มีค่าของชีวิต ที่ขับร้องโดยมอริซ (เควิน ไคลน์) ระหว่างออกแบบกล่องดนตรี กล่องดนตรีนี้เป็นตัวแทนของวัยเด็กที่เพอร์เฟ็กต์ ที่ลูกสาวเขาไม่เคยมีและทำให้ผู้ชมได้เห็นเสี้ยวหนึ่งของอดีตของเบลล์ที่เราไม่เคยรู้จัก “มันเป็นท่วงทำนองที่สะเทือนอารมณ์อย่างเหลือเชื่อสำหรับเรื่องราวนี้ และสำหรับทุกคนที่แคร์เรื่องราวนี้ มันจะฟังดูเป็นความจริงมากๆ ครับ” คอนดอนกล่าว “มันมีคุณสมบัติทางดนตรีที่วิเศษสุดเหมือนกับที่เพลงอื่นๆ มี และผมคิดว่าเพลงนี้เทียบได้กับเพลงดั้งเดิมตรงที่ว่าคุณไม่สามารถสลัดมันออกจากความคิดได้”

    ท่วงทำนองนี้ปรากฏขึ้นหลายครั้งในดนตรีประกอบเรื่อง เริ่มตั้งแต่เพลงโซโลของมอริซ ตามด้วยเพลงทำนองเดียวกันที่ขับร้องโดยเบลล์ (วัตสัน) ในช่วงท้ายเรื่อง ก่อนที่จะปรากฏอีกครั้งในเอนด์เครดิต

    คอนดอนและเมนเคนต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าเสียงเพลงของวัตสันมีที่มาจากความเข้มแข็ง ความหงุดหงิดของเธอกับความรู้สึกที่เหมือนติดกับและความต้องการจะออกไปเผชิญโลกกว้างเพื่อสัมผัสกับทั้งหมดของชีวิตเป็นเรื่องราวในตัวของมันเอง และด้วยความที่เธอรู้และเข้าใจในตัวละครตัวนี้เป็นอย่างดี และการที่เธอซ้อมฉากทั้งหมดของเธอก่อนหน้าการบันทึกเสียงร้อง เสียงของเธอก็เลยฟังดูเป็นธรรมชาติมากๆ

    สำหรับเอ็มมา ธอมป์สัน การร้องเพลง “Beauty and the Beast” เป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่ง แต่ก็น่าหวาดหวั่นด้วยเช่นกัน “แองเจลา แลนส์เบรีเป็นคนที่เทียบชั้นด้วยได้ยากค่ะ” เธอกล่าว “และฉันก็ร้องเพลงไม่ได้ดีเท่ากับที่เธอร้องหรอกค่ะ เพราะมีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เหลือเกิน ฉันได้แต่หวังว่าอย่างน้อยที่สุดฉันจะสามารถร้องเพลงนี้ในเวอร์ชันที่อบอุ่นหัวใจและมีความเป็นมนุษย์สำหรับผู้ชมรุ่นใหม่นี้ได้ค่ะ”

    เธอกล่าวต่ออีกว่า “อลัน เมนเคนพิเศษสุดจริงๆ เพลงของเขาจะเกาะกุมใจคุณและแม้ว่าคุณจะได้ยินมันซ้ำแล้วซ้ำอีก คุณก็จะไม่มีวันเบื่อหน่ายมันค่ะ”

    ผู้อำนวยการสร้างเดวิด โฮเบอร์แมนกล่าวว่า “ในตอนที่เราถ่ายทำฉากนั้นและท่วงทำนองที่งดงามจากเพลง ‘Beauty and the Beast’ ถูกเปิดขึ้นในกองถ่าย ผมก็จำได้ว่าคิดว่า ผมเชื่อจริงๆ ว่าเราได้ถ่ายทำฉากที่โรแมนติกที่สุดเท่าที่ปรากฏในงานภาพยนตร์แล้ว การเคลื่อนไหวของกล้องที่โทเบียสใช้ การตกแต่งฉาก การออกแบบท่าเคลื่อนไหว…ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางของมันเองในห้องบอลรูมนั้นครับ”

    มีการบันทึกเสียงของนักแสดงตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนที่พวกเขาร้องคลอไปกับเพลงที่ถูกเปิด ตัวละครมนุษย์ได้บันทึกเสียงและไดอะล็อคของพวกเขาที่นำไปสู่เพลงก่อนหน้าการถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้น มีการบันทึกเสียงของบรรดาตัวละครที่ต้องคำสาปไว้ล่วงหน้าและเสียงที่ถูกบันทึกนั้นก็จะถูกใช้เป็นแทร็คตัวอย่างระหว่างการถ่ายทำ หลังจากนั้น ในกระบวนการโพสต์โปรดักชัน เมื่อวิชวล เอฟเฟ็กต์เสร็จสมบูรณ์ พวกเขาก็บันทึกเสียงของพวกเขาเพื่อให้สอดคล้องกับบรรยากาศบนหน้าจอ

    ~ ขอเชิญเป็นแขกของเรา ~

    ภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันที่ดัดแปลงจากภาพยนตร์อนิเมชันคลาสสิกเรื่อง “Beauty and the Beast” ของดิสนีย์ เป็นภาพยนตร์ที่น่าทึ่ง ที่ยกย่องหนึ่งในตำนานที่เป็นอมตะและเป็นที่รักมากที่สุดเท่าที่มีการเล่าขานมา และเป็นตำนานที่จับใจผู้อ่านมานานหลายศตวรรษ บัดนี้ ด้วยฝีมือและจินตนาการของผู้กำกับบิล คอนดอนและทีมงานสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยม ผู้ชมทุกเพศทุกวัยกำลังจะต้องมนต์สะกดการผจญภัย อารมณ์และความรักในเรื่องราวนี้อีกครั้งหนึ่ง

    คอนดอนกล่าวว่า “หนังอนิเมชันแสนสนุกจากปี 1991 เป็นหนังอนิเมชันคลาสสิกครับ แต่ถ้าคุณอยากจะล้วงลึกเข้าไปในเรื่องราว ในเพลงและในอารมณ์มากไปกว่านั้น มันจะมีอยู่ในหนังไลฟ์แอ็กชันเรื่องนี้ มันมีอารมณ์ที่ลึกซึ้งขึ้นครับ”

    “มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากที่ทุกคนในกองถ่ายจะมีความสุขระหว่างการถ่ายทำหลัก แต่ในหนังเรื่องนี้ เรามีคนทำงานในกองถ่ายเป็นร้อยๆ คนและทุกคนก็ยินดีจริงๆ ที่ได้อยู่ตรงนั้น” เอียน แม็คเคลเลนกล่าว “หลายคนทำงานตั้งแต่เช้ามืด แต่ผมไม่เคยได้ยินเสียงบ่นจากใครเลย ไม่ว่าจะเป็นทีมงานหรือนักแสดง ซึ่งนั่นก็บ่งบอกอะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ได้แล้วล่ะครับ”

    “ผมรู้สึกโชคดีจริงๆ ที่มีโอกาสได้ทำงานกับเรื่องราวนี้” คอนดอนกล่าว “มันมีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องราวนี้ โดยเฉพาะดนตรีประกอบ ซึ่งถูกแต่งขึ้นเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ที่มหัศจรรย์เหลือเกินและผมคิดว่า นั่นเป็นสิ่งที่ยังคงดึงดูดใจผู้ชมอยู่และเป็นสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นประสบการณ์ที่พิเศษสุดเหลือเกินครับ”








    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *