BEN-HUR | เบน-เฮอร์

BEN-HUR | เบน-เฮอร์

  • Genres:Adventure, Drama, History
    Running Time:123 min
    Release Date:August.19,2016 (USA)
    MPAA Rating:PG-13 for sequences of violence and disturbing images
    Distributors:Film Production Consultants, LightWorkers Media, Metro-Goldwyn-Mayer (MGM)
    Starring: Jack Huston, Toby Kebbell, Rodrigo Santoro
    Directed by: Timur Bekmambetov

    เบื้องหลังงานสร้าง

    Ben-Hur คือเรื่องราวอันยิ่งใหญ่หาญกล้าของ จูดาห์ เบนเฮอร์ (แจ็ค ฮุสตัน) เจ้าชายผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฎ โดยเมสซาล่า (โทบี้ เค็บเบลล์) พี่ชายที่ครอบครัวของเขารับอุปการะไว้และกลายมาเป็นทหารในกองทัพโรมัน เมื่อต้องถูกถอดยศ ต้องพลัดพรากจากครอบครัวและหญิงอันเป็นที่รัก (นาซานิน โบเนียดี) จูดาห์ถูกบังคับให้กลายเป็นทาส หลังจากออกท่องทะเลอยู่นานหลายปี จูดาห์กลับมายังบ้านเกิดเพื่อล้างแค้น แต่สิ่งที่เขาพบกลับเป็นการไถ่บาป ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากหนังสือนิยายคลาสสิกไร้กาลเวลาของ ลิว วอลเลซ เรื่อง Ben-Hur: A Tale of the Christ และที่เข้ามาร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย ก็คือ ร็อดริโก้ ซานโทโร่ และมอร์แกน ฟรีแมน

    พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส และเมโทร-โกลด์วิน-เมเยอร์ พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอภาพยนตร์เรื่อง Ben-Hur โดยมี มาร์ก เบอร์เน็ตต์, โรม่า ดาวนี่ย์, คีธ คล๊าร์ก, จอห์น ริดลี่ย์ และเจสัน เอฟ บราวน์ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหาร และ ฌอน แดเนียล, โจนี่ เลวิน และดันแคน เฮนเดอร์สัน ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้าง บทภาพยนตร์เป็นฝีมือของ คีธ คล๊าร์ก และจอห์น ริดลี่ย์ ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย ทิเมอร์ เบ็กแมมบีทอฟ

    เรื่องราวคลาสสิกไร้กาลเวลา

    เมื่อตอนที่ผู้กำกับทิเมอร์ เบ็กแมมบีทอฟ (Wanted, Night Watch) ได้รับการติดต่อทาบทามให้มากำกับภาพยนตร์ที่ได้นำเอาภาพยนตร์ที่มีคนรักมากที่สุดในโลกภาพยนตร์มาจินตนาการใหม่ เขาเกิดความรู้สึกลังเล “Ben-Hur เวอร์ชั่นปี 1959 ไม่ได้เป็นแค่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งนะครับ มันคือปรากฏการณ์ที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมของศตวรรษที่ 20” เบ็กแมมบีทอฟอธิบาย “นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ตอนที่ผมได้รับข้อเสนอให้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ความคิดแรกของผมก็คือ ‘ไม่เด็ดขาด’ โชคดีที่ผู้อำนวยการสร้าง ฌอน แดเนียล เกลี้ยกล่อมให้ผมลองอ่านบทภาพยนตร์ดูก่อน ซึ่งมันกลับกลายเป็นเรื่องที่มีความหมายอย่างมาก ไม่เพียงแต่มีการกระทำที่โลดโผนเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยตัวละครที่น่าทึ่ง และความคิดอันลึกซึ้ง ถึงแม้ว่าฉากและสิ่งแวดล้อมต่างๆ จะเกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อน แต่อารมณ์และการกระทำของตัวละครยังเป็นสิ่งที่คนยุคปัจจุบันเข้าใจได้ดี และยังมีความหมายที่เป็นสากลและมีความทันสมัยอีกด้วย”

    มือเขียนบท จอห์น ริดลี่ย์ รู้สึกไม่ต่างกันเมื่อตอนที่เขาลงมือเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ “แฟนๆ ที่สุดกระตือรือร้นของภาพยนตร์ปี 1959 อาจรู้สึกเหมือนเป็นการดูหมิ่นที่จะหยิบเอาเรื่องราวนี้มาสร้างใหม่ แต่พวกเขาหลงลืมไปว่าตัวละครเหล่านี้มีตัวตนอยู่นานกว่า 80 ปีก่อนหน้า พวกเขาเพียงแค่จดจำ ชาร์ลตัน เฮสตัน และรถม้าศึก แต่จูดาห์ เบนเฮอร์คือตัวละครที่มีความคลาสสิกและเต็มไปด้วยรายละเอียด เขาเป็นชายที่ถูกเข้าใจผิด และต้องการล้างแค้นและไถ่บาป ตัวละครที่น่าติดตามอย่าง เบนเฮอร์และเมสซาล่า คือเหตุผลที่ทำให้เรากลับไปหาเรื่องนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ดังนั้น ผมจึงอยากจะทำให้ความขัดแย้งระหว่างอดีตเพื่อนรักคู่นี้ มีทั้งความจริงจังและเป็นที่จดจำพอๆ กับฉากแข่งรถศึกที่เป็นไคลแม็กซ์ของเรื่อง”

    “ธีมที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ อันได้แก่เรื่องของการล้างแค้นและการให้อภัย ถือเป็นเรื่องที่ไร้กาลเวลา ความขัดแย้งที่ตัวละครต้องเผชิญ คือสิ่งที่คนในยุคปัจจุบันก็สามารถเข้าใจได้เหมือนที่เคยเป็นในยุคโรมันหรือในปี 1880 ซึ่งเป็นปีที่ ลิว วอลเลซ ได้เขียนนิยายนี้ขึ้นมา” แดเนียลอธิบาย “มันคือธรรมชาติของมนุษย์ และมันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย”

    “ในหลายๆ ทาง เรายังคงใช้ชีวิตอยู่ในอาณาจักรโรมันนะครับ เรายังคงใช้ชีวิตอยู่กับค่านิยมของยุคนั้น” เบ็กแมมบีทอฟให้ความเห็น “อำนาจ ความโลภ และความสำเร็จยังคงปกครองโลกนี้ ผู้คนพยายามที่จะแข่งขันกันเพื่อทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างประสบความสำเร็จ มีเพียงน้อยคนนักที่รู้ว่าคุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์คือการให้ความร่วมมือกันและการให้อภัย”

    รอยเท้าอันยิ่งใหญ่ที่ต้องเติมให้เต็ม

    “การเลือกตัวนักแสดงของ Ben-Hur ถือเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่พอๆ กับการสร้างภาพยนตร์ทั้งเรื่อง” แดเนียลบอก “เราค้นหาไปทั่วโลก การเลือกนักแสดงในบท จูดาห์ เบนเฮอร์ และเมสซาล่า ต้องใช้ลูกเล่นสูงมาก เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นกับการแสดงที่เข้าขากันของตัวละครสองตัวนี้ พวกเขาเริ่มต้นเรื่องด้วยการเป็นพี่น้องกัน และกลายมาเป็นคู่ปรับกัน และทำลายชีวิตกัน ตอนที่เราเห็น แจ็คและโทบี้ ทำงานด้วยกัน เรารู้เลยว่าเราได้คนพิเศษมาแล้ว”

    “การค้นหานักแสดงที่เหมาะจะรับบทเป็น จูดาห์ เบนเฮอร์ ถือเป็นกระบวนการทำงานอย่างหนึ่งเลยทีเดียวครับ” เบ็กแมมบีทอฟเล่า “เราต้องการคนที่ฉลาด ผู้สามารถสร้างสรรค์ตัวละครที่มีทั้งอารมณ์ประชดประชันยโส และมีความสามารถที่จะห่วงใยคนอื่นจริงๆ แจ็คพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าเขาสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้ทั้งหมด”

    ฮุสตันเล่าถึงการพบกันครั้งแรกกับเบ็กแมมบีทอฟ “ทิเมอร์ขอความคิดเห็นที่ผมมีต่อตัวละคร จูดาห์ เบนเฮอร์ ผมเริ่มพูด แล้วเขาก็จดโน้ตไปเรื่อยๆ เขามองว่ามันเป็นการสนทนา และอยากนำความเหมือนจริงใส่ลงไปให้มากที่สุด การทำงานกับทิเมอร์น่าตื่นเต้นมากเพราะมันคือการร่วมมือกันจริงๆ ครับ”

    “แต่เริ่มเดิมที แจ็คมาออดิชั่นบท เมสซาล่า ครับ (ซึ่งรับบทแสดงได้อย่างยอดเยี่ยมโดย โทบี้ เค็บเบลล์)แต่หลังจากผมได้พูดคุยกับเขาแล้ว ทุกอย่างก็เป็นที่ชัดเจนสำหรับผมว่าผมเพิ่งได้เจอเจ้าชายจูดาห์ เบนเฮอร์!” เบ็กแมมบีทอฟบอก “เหมือนเขาเกิดมาในยุคนั้นจริงๆ เขาคือชายขี่ม้าที่มีประสบการณ์ และหุ่นดีจริงๆ”

    “แจ็ค ฮุสตันให้การแสดงเป็นชายที่ชีวิตผ่านการเดินทางมาได้อย่างพิเศษสุดจริงๆ ครับ” ผู้อำนวยการสร้างบริหาร โรม่า ดาวนี่ย์ บอก “ในภาพยนตร์เรื่องนี้ทั้งเรื่อง เราเห็นเขาเปลี่ยนแปลงไปทั้งทางร่างกายและอารมณ์ทางร่างกาย เราเห็นเขาเปลี่ยนจากเจ้าชายผู้มีเสน่ห์หล่อเหลา กลายไปเป็นชายที่ชีวิตพังพินาศ เวลาหลายปีที่เขาใช้ชีวิตอยู่บนเรือทาส เราเห็นร่างกายเขาผอมบางลง และหัวใจก็กร้าวขึ้น เขารู้ว่าสิ่งเดียวที่จะทำให้เขารอดชีวิตมาได้ ก็คือการยึดอารมณ์และกิเลสเอาไว้กับการแก้แค้น ”

    “พวกเราต่างชอบแจ็คในบทเบนเฮอร์ เพราะเขาทำได้ดีมากในการอ่านบท และเขาก็เข้าใจดีเลยว่าตัวละครตัวนี้เป็นยังไง” แดเนียลบอก “เหนือสิ่งอื่นใด แจ็คคือฮุสตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลแห่งวงการภาพยนตร์ เราได้ไปถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้กันที่ซีเนซิตต้า สตูดิโอส์ ในกรุงโรม ซึ่งเป็นที่ที่ จอห์น ฮุสตัน กำกับภาพยนตร์เรื่อง “The Bible” ในปี 1966 พวกเราจึงตื่นเต้นกันมากที่ได้หลานชายของเขามาแสดงนำในภาพยนตร์ของเราในหลายสิบปีให้หลัง”

    โทบี้ เค็บเบลล์ได้รับเลือกให้มารับบทสำคัญอย่าง เมสซาล่า พี่ชายที่ครอบครัวเบนเฮอร์รับอุปการะเอาไว้ และยังเป็นเพื่อนสนิทของเขา ผู้ทำให้เขาต้องเดินไปบนเส้นทางชีวิตที่มุ่งหมายเพื่อล้างแค้น
    “โทบี้นำคุณสมบัติมากมายมาสู่บท เมสซาล่า” ผู้อำนวยการสร้าง ดันแคน เฮนเดอร์สัน อธิบาย “ตัวละครตัวนี้มีความน่าสนใจตั้งแต่เริ่มแรก แต่โทบี้ก็ยังสามารถที่จะใส่อารมณ์ขันในแบบฉบับของเขาเองลงไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เขานำติดตัวมาที่กองถ่ายด้วยทุกวัน เมสซาล่าเป็นตัวละครที่มีความมืดหม่น แต่การแสดงของโทบี้ทำให้เขาดูสดใสขึ้นบ้าง ซึ่งยิ่งช่วยเพิ่มความซับซ้อนของเขาให้มีมากขึ้น”

    “โทบี้ดูร้อนฉ่าเมื่ออยู่บนจอ” ดาวนี่ย์ให้ความเห็น “เรื่องรูปร่างหน้าตา เขาได้อยู่แล้ว เขาเป็นคนหน้าตาดี เป็นคนติดดิน แข็งแกร่ง และยังมีทั้งความฉลาดเฉลียวและความลึก เราเชื่อว่าเขารักจูดาห์ และสิ่งที่ผลักดันเขาไปตลอดช่วงครึ่งหลังของหนังเรื่องนี้ก็คือความรักและความผิดหวัง”

    “ตอนที่ผมได้พบทิเมอร์” เค็บเบลล์เล่า “ผมรู้เลยว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องเกี่ยวกับการแข่งรถศึกเท่านั้น นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพี่น้อง เกี่ยวกับครอบครัว เกี่ยวกับว่าบางครั้งเราปฏิบัติต่อคนที่เรารักแย่แค่ไหน และบ่อยครั้งแค่ไหนที่เราต้องการการให้อภัย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรานำเสนอ เป็นการดึงมาจากหนังสือต้นฉบับทั้งสิ้น”

    เค็บเบลล์กล่าวต่อไปว่า “บทเบนเฮอร์และเมสซาล่าเป็นเหมือนสัญลักษณ์ สำหรับเราแล้ว มันคือความท้าทายที่แสนสนุกสนานที่จะได้เล่นกับความผูกพันแบบพี่น้องระหว่างชายสองคนที่เป็นคู่ปรับกัน มีทั้งรักและเกลียด แต่ถ้าคุณนำเสนอเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป คุณก็จะเสียความขัดแย้งที่เป็นตัวผลักดันภาพยนตร์เรื่องนี้ไป”

    มอร์แกน ฟรีแมน รับบทเป็นชี้ก อิลเดอริม ซึ่งเป็นบทที่ขยายมาจากภาพยนตร์ Ben-Hur เรื่องก่อน หลังจากที่เบนเฮอร์หลบหนีจากเรือทาสที่เต็มไปด้วยอันตรายมาได้ อิลเดอริมได้มาทำหน้าที่เป็นเหมือนที่ปรึกษาและผู้คอยสนับสนุนเขา และในที่สุดก็เป็นคนสอนเขาให้ขับรถศึกเข้าแข่ง

    “เราต้องการนักแสดงที่มีความสามารถระดับ มอร์แกน ฟรีแมน เพื่อแสดงให้เห็นถึงเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตัวละครอย่าง อิลเดอริม และทำให้เขาเป็นหนึ่งกับเรื่องนี้” ริดลี่ย์ให้ความเห็น “สำหรับผม ในฐานะบุคคลที่เป็นคนผิวสี เป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดที่จะต้องทำให้ตัวละครตัวนี้ดูมีความเด่นชัดและทำให้เขาเป็นการแสดงให้เห็นถึงศรัทธาที่มีต่อยุคนั้น และยึดมั่นต่อชีวิตจริง” แดเนียลกล่าวเสริมว่า “การทำงานกับ มอร์แกน ฟรีแมน คือหนึ่งในความฝันของผมเลยนะครับ มอร์แกนทุ่มเทให้กับการแสดงเป็น อิลเดอริม อย่างมาก เป็นเรื่องสำคัญสำหรับพวกเราทุกคนจริงๆ และนี่ก็เป็นครั้งแรกในงานสร้างภาพยนตร์ (และละครเวที) เรื่อง Ben-Hur ที่คนผิวสีได้ถูกบรรยายออกมาอย่างเหมาะสมที่สุดในแบบที่ตัวละครตัวนี้เป็นจริงๆ”

    “มอร์แกน ฟรีแมนกับผมเคยทำงานด้วยกันในภาพยนตร์เรื่อง Wanted และผมก็แทบทนรอไม่ไหวที่จะได้ร่วมงานกับเขาอีกครั้ง” เบ็กแมมบีทอฟอธิบาย “อิลเดอริมในการตีความของเขา เป็นคนช่างประชดประชัน เจ้าอารมณ์ ฉลาด และลูกเล่นแพรวพราว เขาจะไม่แบไพ่ให้เห็นในทีเดียว แต่คุณจะรู้สึกได้ว่าการนำตัวละครเหล่านี้จากจุดเอไปยังจุดบี มักจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของเขาเสมอ”
    ฟรีแมนบอกว่าเขาสนุกกับประสบการณ์ที่ได้ระหว่างแสดงภาพยนตร์เรื่อง Ben-Hur อย่างมาก “ผมเห็นผู้กำกับกับทีมผู้อำนวยการสร้างหัวเราะกันตลอด เวลามีเสียงหัวเราะดังขึ้นบ่อยๆ แสดงว่าพวกเขามีความสุขกับสิ่งที่พวกเขาได้รับแล้วครับ ”

    เอสเธอร์ เพื่อนในวัยเด็กของจูดาห์ และต่อมาเธอก็คือภรรยาของเขา รับบทแสดงโดย นาซานิน โบเนียดี (“Homeland”, “How I Met Your Mother”) “ฉันรู้สึกสนใจในตัวเอสเธอร์ เพราะความซับซ้อนของเธอค่ะ ในฐานะที่เป็นคนยิว เธออยากต่อต้านการปกครองของโรมัน และสนับสนุนการปลดแอก แต่การสนับสนุนพวกกบฎจะทำให้ครอบครัวของเบนเฮอร์และครอบครัวของเธอต้องเสี่ยงอันตราย” โบเนียดีบอก “ต่อมาภายหลังเมื่อเธอต้องสูญเสียบ้าน ครอบครัว และชายคนที่เธอรักไป เธอจึงกลายเป็นหนึ่งในสาวกกลุ่มแรกของจีซัส ช่างไม้ผู้เป็นศาสดา ผู้สอนเธอว่าอิสรภาพสามารถบังเกิดได้ด้วยการให้อภัยและเมตตา”

    อาเยเล็ท ซูเรอร์ (Man of Steel, Angels & Demons) รับบท นาโอมี่ เบนเฮอร์ แม่ของจูดาห์ และเป็นผู้ปกครองวังตระกูลเฮอร์ ซูเรอร์อธิบายว่า “นาโอมี่ไม่พอใจต่อการปกครองของโรมัน แต่เธอไม่อยากเอาสถานะของครอบครัวไปเสี่ยงด้วยการแสดงเป็นปฏิปักษ์อย่างเปิดเผย เธอเป็นคนจิตใจดี และรับเลี้ยง เมสซาล่า ดั่งลูก ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เธอต้องมาเสียใจในภายหลัง”
    โซเฟีย แบล็ค-ดีเอเลีย (Project Almanac, “Gossip Girl”) รับบท เทอร์ซ่าห์ น้องสาวผู้มีจิตใจเข้มแข็งของจูดาห์ ผู้ตกหลุมรักเมสซาล่า แบล็ค-ดีเอเลียบอกว่า “เส้นทางชีวิตของเทอร์ซ่าห์นั้นมีให้เห็นบ่อยมาก ในตอนเริ่มต้น เธอได้รับการดูแลอย่างดี มีความใสซื่อ แต่แล้วจู่ๆ ทุกอย่างก็ถูกพรากไป เธอถูกบังคับให้ต้องเผชิญกับความเป็นจริง และสุดท้าย เธอต้องให้อภัยชายที่ทำลายชีวิตเธอ เขาก็คือชายคนที่เธอรัก”

    “เราต้องการให้ตัวละครหญิงของเรามีความซับซ้อน เข้มแข็ง และมีความสำคัญในเรื่องนี้พอๆ กับผู้ชาย” ฌอน แดเนียลบอก “ตัวละครเหล่านี้ทุกตัวปรากฎอยู่ในภาพยนตร์เวอร์ชั่นก่อน แต่อาจไม่ได้มีความลึกหรือไม่ได้มีพัฒนาการที่นักแสดงหญิงที่แสดงอยู่จะใส่ลงไปในบทบาทได้”

    ร็อดริโก้ ซานโทโร่ (The 33, 300) ได้รับเลือกให้มารับบทพระเยซู ซึ่งเดินผ่านเข้ามาในเส้นทางชีวิตของเบนเฮอร์หลายช่วงเวลา
    “ทันทีที่ผมได้พบกับร็อดริโก้ เห็นชัดเจนเลยว่าเขาคือคนที่ใช่กับบทนี้” เบ็กแมมบีทอฟเล่า “เขามีความสามารถในแบบที่พระเจ้าประทานให้ ร็อดริโก้สามารถเล่นเป็นบุคคลผู้นำจิตวิญญาณ ขณะที่ยังคงแสดงความเป็นคนธรรมดาๆ ออกมาให้เห็นได้ด้วย”

    “ร็อดริโก้คือตัวเลือกที่ใช่สำหรับบทพระเยซู” ดาวนี่ย์ให้ความเห็น “เขามีความแข็งแกร่ง ใจดี และมีความลึกอยู่ในตัว”

    เฮนเดอร์สันเห็นด้วย “ร็อดริโก้มีความสงบและความแข็งแกร่งอยู่ภายใน เขาสร้างแรงบันดาลใจให้ในบทนี้เพราะบุคลิกที่ดูเยือกเย็นและดูสูงส่งที่เขาสร้างขึ้นมา”

    การแสดงเป็นพระเยซูคืองานที่จริงจังสำหรับซานโทโร่ “ผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลกต่างมีความผูกพันใกล้ชิดและเป็นส่วนตัวกับชายคนนี้ครับ รวมถึงกับภาพของเขา และกับสิ่งที่เขาเป็นตัวแทน” ซานโทโร่ให้ความเห็น “มันคือความรับผิดชอบอย่างยิ่งยวด แต่ก็เป็นโอกาสอันโดดเด่นที่จะได้สำรวจและมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกต่อสิ่งที่พระองค์ต้องเจอ และพยายามที่จะนำสิ่งที่พระองค์สอนมาปฏิบัติ”

    “ผมคิดว่าสิ่งแรกที่ผมต้องทำคือพยายามที่จะลบภาพที่ผมเคยมีเกี่ยวกับตัวพระเยซูออกไปให้หมด” ซานโทโร่บอก “เรื่องต่างๆ ที่ผมเคยได้ยินมา แม้แต่เรื่องที่คุณยายเล่าให้ผมฟังตอนผมยังเด็ก ผมต้องเดินไปที่จุดตรงกลางและตั้งต้นจากตรงนั้นครับ”
    ซานโทโร่ต้องเข้ารับการเตรียมตัวทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้พร้อมสำหรับบทนี้ เขาใช้เวลามากมายในการฝึกโยคะ ฝึกสมาธิ และกินอาหารคลีนอย่างเคร่งครัด

    “ผมพยายามที่จะเชื่อมต่อกับสิ่งที่ผมรู้สึกกับชายผู้นี้จริงๆ เพราะผมต้องแสดงเป็นพระเยซู” ซานโทโร่อธิบายต่อ “ผมจะเข้าใจในคนๆ นี้และทุกสิ่งที่พระองค์เป็นตัวแทนอย่างลึกซึ้งได้ยังไง ผมอยากสร้างภาพลักษณ์ของชายผู้อยู่เบื้องหลังตำนานเล่าขาน ผมอยากทำให้พระองค์เป็นบุคคลที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องบูชาคำสอนของพระองค์ ไม่ต้องบูชาบารมี จิตวิญญาณ และทุกสิ่งทุกอย่างที่มีความโดดเด่นออกมาจากตัวพระองค์ จนเรียกได้ว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมาเลยก็ได้ครับ”

    การนำชีวิตในศตวรรษที่ 1 มาสู่ศตวรรษที่ 21

    “Ben-Hur ของ ชาร์ลตัน เฮสตัน คือหนึ่งในภาพยนตร์ที่ผมโปรดปรานที่สุด” ผู้อำนวยการสร้าง มาร์ก เบอร์เน็ตต์ บอก “มันคือความน่าตื่นตาตื่นใจโดยเฉพาะในยุคสมัยที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกสร้างออกมา แต่ถึงภาพยนตร์เรื่องนั้นจะมีความหมายกับผมและคนอื่นๆ อีกหลายคนมากสักเพียงไหน แต่ลูกๆ วัยรุ่นของผมไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้เลย ผมจึงรู้สึกว่ายังมีคนดูกลุ่มใหญ่ที่พร้อมจะต้อนรับงานสร้างเรื่องราวนี้ในแบบที่สดใหม่ และมาพร้อมความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในการสร้างภาพยนตร์ เราสามารถสร้างภาพอันน่าตื่นตา และให้ความตื่นเต้นได้ยิ่งกว่าสำหรับคนดูยุคใหม่นี้”

    เบ็กแมมบีทอฟได้พิสูจน์ตัวแล้วว่าเขาคือกุญแจสำคัญในการนำเรื่องราวจากศตวรรษที่ 1 นี้ ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 “เราไม่อยากให้มันเป็นแค่งานคุยเขื่องอีกเรื่อง” เบ็กแมมบีทอฟอธิบาย “มันเป็นภาพยนตร์เอพิคไม่ใช่เพียงเพราะมีม้าหลายร้อยตัว มีตัวประกอบเพียบ และมีฉากสนามแข่งกว้างเป็นพันฟุต แต่เป็นเพราะไอเดียของตัวภาพยนตร์ต่างหาก ทั้งสไตล์ งานลำดับภาพ การแสดงและการถ่ายทำ จะต้องดึงดูดคนดูยุคใหม่ให้ได้”

    “ทิเมอร์คือผู้กำกับที่มีความโดดเด่น” แดเนียลให้ความเห็น “เขามีความร่วมสมัยสุดเนี๊ยบอยู่ในภาพที่เขาจินตนาการขึ้น แต่ขณะเดียวกัน เขาก็มีความเป็นนักคิดที่คลาสสิก เขาคือคนที่มีคุณสมบัติผสมผสานที่สมบูรณ์แบบสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้จริงๆ ครับ”

    ผู้กำกับภาพ โอลิเวอร์ วู้ด (ภาพยนตร์ชุด Bourne) มีสไตล์การถ่ายภาพที่ติดดินและสมจริง หนึ่งในเครื่องมือที่ก้าวล้ำที่สุดที่ถูกนำมาใช้ ก็คือกล้อง G4 “สไตล์ของงานกล้องก็เหมือนไอโฟนของคุณนั่นแหละครับ” เบ็กแมมบีทอฟอธิบาย “มันทำให้ทุกฉากให้ความรู้สึกราวกับว่าคุณได้เข้าไปอยู่ที่นั่น ในวินาทีนั้นจริงๆ”

    เบ็กแมมบีทอฟได้พบแรงบันดาลใจด้านภาพจาก YouTube ภาพฟุตเตทจากกล้องรักษาความปลอดภัยจากอุบัติเหตุรถบัสที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ ช่วยให้ทีมงานสร้างฉากเรือชนกันออกมาได้อย่างสมจริง เป็นการชนกันระหว่างเรือของกรีกและเรือทาส ภาพฟุตเตทจาก NASCAR ช่วยให้เบ็กแมมบีทอฟกำหนดความเร็วและความรุนแรงของฉากแข่งรถศึกได้ “สไตล์ของงานกล้องที่น่าทึ่งที่ โอลิเวอร์ วู้ด ทำขึ้น ได้รับการออกแบบมา ดังนั้นทุกฉากจึงให้ความรู้สึกราวกับคุณได้ไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ ครับ” เบ็กแมมบีทอฟอธิบาย “เราพยายามที่จะสละความงามเพื่อให้ได้ความสมจริง เพื่อให้คนดูได้รู้จักโลกนี้จริงๆ เทคนิคกล้องที่เราใช้จะให้ความรู้สึกคุ้นเคยสำหรับคนดูยุคใหม่ เราอยากได้ภาพแอ็กชั่นในแบบที่คุณจะเห็นในเหตุการณ์จริง เพื่อให้ได้มาอย่างที่ต้องการ เราต้องมองหาแรงบันดาลใจในภาพจากอินสตาแกรมและคลิปวิดีโอจาก YouTube ไม่ใช่จากภาพวาดคลาสสิก”

    เทคโนโลยียุคใหม่ อย่างกล้อง Go-Pro ทำให้เบ็กแมมบีทอฟและวู้ด ถ่ายทำได้จากเกือบทุกมุมกล้อง แม้กระทั่งการวางกล้องเอาไว้ในทรายเพื่อให้ได้ภาพรถศึกที่วิ่งห่อทะยานอยู่บนทราย

    “ผมชอบอิสรภาพของกล้อง Go-Pro มากครับ” วู้ดบอก “ปกติแล้ว คุณจะถูกจำกัดด้วยพื้นที่ซึ่งจะต้องมากพอที่จะตั้งกล้อง สายระโยงระยางและผู้กำกับกล้องได้ แต่กล้อง Go-Pro มันสามารถไปได้ทุกที่จริงๆ ครับ”

    งานขี่ม้าสุดอลังก์ต้องมา

    ฉากไคลแม็กซ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือการแข่งควบรถศึกที่เต็มไปด้วยอันตรายระหว่างเบนเฮอร์กับเมสซาล่า ซึ่งใช้เวลาถ่ายทำนานกว่า 32 วันที่โรงถ่ายซิเนซิตต้า สตูดิโอส์ในกรุงโรม นับแต่วันแรก มีการตัดสินใจกันไปแล้วว่าจะถ่ายทำฉากการแข่งรถศึกด้วยกล้อง ทำให้ฮุสตันและเค็บเบลล์ต้องผ่านการฝึกฝนนานกว่า 12 อาทิตย์ ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะมีประสบการณ์การขี่ม้ามาแล้ว แต่การแข่งด้วยม้าถึงสี่ตัวถือเป็นทักษะใหม่อย่างสิ้นเชิง

    “ผมโตมากับม้าครับ” แจ็ค ฮุสตันบอก “ผมรู้สึกสบายใจและเชื่อมั่นเมื่ออยู่กับม้า แต่มันแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อคุณต้องควบคุมม้าสี่ตัวไปพร้อมกัน ความแข็งแกร่งของพวกมันมีสูงมาก คุณไม่สามารถวิ่งอ้อมมุมได้ คุณต้องลื่นไถลไปในทราย มันคือประสบการณ์ที่ทำให้อดรีนาลีนพลุ่งพล่านได้มากที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาในชีวิตนี้เลยครับ”

    “การแข่งขันควบคุมรถศึกถือเป็นกีฬาโลดโผนที่สุดในยุคสมัยนั้น ถึงแม้ว่าเราจะได้แรงบันดาลใจมาจากการแข่ง NASCAR และฟอร์มูล่าวัน แต่การควบคุมรถศึกที่มาพร้อมม้าสี่ตัวนั้นถือว่าอันตรายกว่าเยอะครับ” เบ็กแมมบีทอฟสารภาพตามตรง “ผมมีโอกาสได้ทดลองขับครั้งหนึ่งในกองถ่าย และบอกตรงๆ มันน่ากลัวมาก ลืมเรื่องที่ว่าจะมีถุงลมนิรภัยหรือเครื่องป้องกันไปได้เลย คนบังคับจะต้องอยู่ใกล้กับพื้นมากและทางเดียวที่จะบังคับรถได้ก็คือการใช้น้ำหนักตัวของคนขับเอง กับการรักษาสมดุลของแท่นยืน เราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้แน่ถ้าไม่มี สตีฟ เด้นท์ ซึ่งเป็นผู้ควบคุมม้าและผู้ประสานงานสตั๊นต์ให้กับเรา รวมถึง ฟิล นีลสัน ผู้กำกับกองถ่ายย่อยที่ 2 ของเราด้วย”

    “เมื่อคุณพุ่งออกมาจากประตู คุณจะเจออีก 7 ทีมพร้อมม้า 28 ตัวพุ่งไปข้างหน้าพร้อมกับคุณ” ฮุสตันอธิบายต่อ “คุณต้องเล่นกับกล้อง แต่ขณะเดียวกัน คุณก็ต้องคอยเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้น เหมือนกับการต้องขับรถศึกและแสดงไปในเวลาเดียวกันเลยครับ”

    “การฝึกมันสุดยอดมากสำหรับผม” เค็บเบลล์บอก “เราเริ่มต้นด้วยม้าหนึ่งตัวกับรถลากหนึ่งคัน จากนั้นก็เพิ่มเป็นม้าสองตัวมาลากรถศึก จากนั้นก็เพิ่มเป็นสี่ตัว และจะมีทางที่เป็นคลื่นให้เราหัด สิ่งที่ผมรู้สึกเลยตั้งแต่แรกก็คือ ไม่ว่าผมจะทั้งดึงทั้งผลักยังไง แต่สิ่งที่ผมต้องทำให้แข็งแกร่งที่สุดก็คือนิ้วมือครับ นิ้วต้องสามารถแบ่งแยกความแข็งแรงของคุณได้ระหว่างม้าสี่ตัวเพื่อจะควบคุมพวกมัน”

    “ผมว่าในตอนแรก แจ็คกับโทบี้ คงคิดว่า ‘มันจะยากสักแค่ไหนเชียว’” เฮนเดอร์สันตั้งข้อสังเกต “แต่การควบคุมม้าทั้งสี่ตัวต้องในแรงเยอะมาก พวกมันสามารถหลุดหนีไปจากคุณได้ทุกวินาที ดังนั้นคุณต้องควบคุมให้อยู่ มันไม่ใช่แค่ความปลอดภัยของตัวคุณเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยของทุกคนที่อยู่รอบๆ ตัวคุณด้วย”

    “การควบคุมรถม้าศึกที่ความเร็ว 40 ไมล์ต่อชั่วโมง อาจฟังดูไม่เร็วเท่าไหร่ แต่คุณลองไปขี่มอเตอร์ไบก์ด้วยความเร็วเท่านั้น โดยเปิดหมวกกันน็อคขึ้น คุณจะรู้เลยว่ามันแรงแค่ไหน” เค็บเบลล์เล่าพร้อมรอยยิ้ม “มันเป็นความรู้สึกที่เหลือเชื่อมากเมื่อคุณต้องหักเลี้ยวโดยมีแสงอาทิตย์ส่องเข้าตา แถมมีขี้ฝุ่นซัดใส่หน้าคุณตลอด”
    “เราได้ภาพฟุตเตทที่สุดยอดมากในตอนที่แจ็คและโทบี้กำลังบังคับรถม้าศึกด้วยความเร็วสูงสุด” พีท ไวท์ ผู้เชี่ยวชาญในการควบคุมม้า บอก “คุณจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าพวกเขาเหมือนวิ่งไล่แบบหายใจรดต้นคอกันเลย”

    ในขณะที่ทุกความพยายามเกิดขึ้นต่อหน้ากล้องในกองถ่าย ชอตที่มีอันตรายหลายฉากถูกสร้างขึ้นในคอมพิวเตอร์เพื่อความปลอดภัยของม้าและทีมสตั๊นต์ เทคนิคที่ต้องให้ม้าล้มคว่ำเหนือเส้นลวดที่ถูกซ่อนไว้ ในแบบที่เคยถูกใช้ในภาพยนตร์ Ben-Hur เวอร์ชั่นปี 1959 ซึ่งกลายเป็นเทคนิคที่ถูกห้ามใช้นับแต่นั้น เป็นผลทำให้ม้าหลายสิบตัวได้รับบาดเจ็บและล้มตาย แต่ปัจจุบัน งานวิชวลเอฟเฟ็กต์ที่ดูไร้รอยต่อ ทำให้ได้ภาพม้าที่ชนกันและล้มลงโดยไม่ต้องทำให้ม้าจริงๆ ได้รับอันตรายแต่อย่างใด

    “เรามีม้าหลายตัวที่วิ่งผ่านเข้าไปในกลุ่มคนดู หรือล้มลง งานนี้ต้องขอบคุณการปรับแต่งภาพด้วยงานซีจี” ฟิล นีลเซ่น ผู้กำกับย่อยที่ 2 บอก “แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว เราจัดการแข่งด้วยความเร็วสูง โดยมีนักแสดงอยู่ตรงกลางฉาก เราต้องการให้คนดูได้ลงแข่งไปกับจูดาห์และเมสซาล่าด้วย”

    “ไม่มีช่องว่างให้ด้นมุขสดอะไรทั้งนั้น” นีลเซ่นอธิบายต่อ “บางครั้งคุณอาจได้ชอตที่ดีที่คุณคาดไม่ถึงอันเนื่องจากการมีรถม้าศึกแปดคันวิ่งอยู่ และกำลังทำสิ่งที่พวกเขาต้องทำ แต่ทุกการเคลื่อนไหวและทุกการหักเลี้ยวนั้น ผ่านการออกแบบมาแล้วเพื่อความปลอดภัยของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง”

    “ทีมสตั๊นต์และคนที่ขับรถม้าศึกเป็นคนที่เก่งในงานด้านนี้มากที่สุด” นีลเซ่นกล่าวต่อ “แต่ถึงกระนั้น คนขับที่เชี่ยวชาญแล้วก็ยังต้องทำงานกับรถม้าศึกที่เร็วกว่าที่พวกเขาเคยใช้ มันให้ความรู้สึกเหมือนคุณอยู่บนสเก็ตบอร์ด มันวิ่งไวมากเลยครับ”

    ณ กรุงโรม

    การได้ภาพที่สมจริงคือหลักการที่เป็นตัวชี้นำ เมื่อทีมผู้สร้างสรรค์เริ่มสร้างโลกของเบนเฮอร์ขึ้นมา เบ็กแมมบีทอฟและโปรดักชั่นดีไซเนอร์ นาโอมี่ โชฮาน เห็นพ้องต้องกันว่า นครเยรูซาเล็มของพวกเขา จะต้องดูเหมือนถูกแกะออกมาจากศิลาข้างภูผา

    มาเทร่า เมืองทางตอนใต้ของอิตาลี ที่เหมือนย้อนเวลาไปสู่ศตวรรษที่ 3 มีลักษณะที่ตรงกับความต้องการของพวกเขา บ้าน โรงแรม และร้านอาหารมากมายในมาเทร่า ถูกสร้างขึ้นทั้งในและรอบๆ ถ้ำ
    “เราได้ไปดูโลเกชั่นหลายแห่งที่แตกต่างกันไป” ผู้อำนวยการสร้าง ฌอน แดเนียล อธิบาย “แต่เราตกหลุมรักมาเทร่า มันมีความโดดเด่น และเป็นเมืองที่มีภาพที่น่าตื่นตา โดยเป็นที่อยู่อาศัยที่ขุดลงไปหินที่อยู่ในหุบเขาใหญ่ เมืองแห่งนี้มีอายุยาวนานหลายพันปี และทำให้คุณรู้สึกเหมือนเดินทางย้อนกลับไปในอดีตจริงๆ”

    ที่พักอาศัยแบบพื้นเมืองหลังหนึ่งถูกเลือกมาเพื่อใช้ถ่ายทำฉากด้านนอกวังตระกูลเฮอร์ ซึ่งตั้งอยู่บนจุดที่มองเห็นได้กว้างไกลบนริมเขา โชฮานอธิบายว่า “เราต้องการจุดที่คุณสามารถมองเห็นทหารโรมันบุกเข้ามาในเยรูซาเล็มได้ ดังนั้นเราจึงตระเวณดูทั่วทั้งมาเทร่า จนในที่สุดเราก็พบบ้านที่เหมาะที่สุดหลังนี้ มันมีประตูด้านหน้าขนาดใหญ่ และวิวมองเห็นลาดลงไปตามบันไดกว้าง และข้ามผ่านเมืองไปจนถึงหุบเขา”

    “ผมเคยเห็นภาพยนตร์หลายเรื่องที่มาถ่ายทำกันในมาเทร่า แต่ยังไม่เคยมีเรื่องใดที่เหมือนกับเรื่องนี้” เบอร์เน็ตต์บอก “มีบางอย่างเกี่ยวกับศิลาโบราณ และเมืองนี้ที่มันเก่าแก่ และสามารถที่จะส่งผ่านไปให้เห็นบนจอได้ มาเทร่าคือตัวเลือกที่วิเศษที่สุด”

    “หลังจากเราปักหลักกันที่มาเทร่า ก็สมเหตุผลแล้วที่เราจะสร้างฉากภายในกันในโรงถ่ายซิเนซิตต้า สตูดิโอส์” ผู้อำนวยการสร้าง ฌอน แดเนียล อธิบาย “ซิเนซิตต้าคือสตูดิโอที่พวกเขาใช้ถ่ายทำภาพยนตร์ Ben-Hur ปี 1959 รวมถึงภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกหลายเรื่อง เรารู้สึกทึ่งเสมอกับจุดที่เราเข้าไปทำงานกัน”

    ฉากที่ใหญ่ที่สุดที่ซิเนซิตต้า ก็คือฉากภายในวังเฮอร์ โชฮานออกแบบวังแห่งนี้โดยอิงจากรูปถ่ายที่เธอถ่ายมาจากบ้านหลังหนึ่งที่ถูกขุดพบในปอมเปอี และเธอใช้สีทอง น้ำเงิน และขาวเพื่อแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาแบบฮิบรูของตระกูลเฮอร์

    ซิเนซิตต้ายังเป็นที่ตั้งของฉากเรือทาส ซึ่งไม่ใช่แค่งานที่มีความซับซ้อนสำหรับโชฮานเท่านั้น แต่ยังเป็นงานยากสำหรับ แอนดี้ วิลเลี่ยมส์ ซึ่งเป็นสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

    เรือลำนี้ถูกสร้างขึ้นสามส่วน นั่นก็คือห้องหลัก, พื้นที่ขนาดเล็กที่สามารถหมุนได้ 50 องศาเพื่อจำลองภาพเรือที่พลิกคว่ำหลังจากชนเข้ากับเรืออีกลำ และพื้นที่ส่วนที่สามที่ห้อยเอาไว้จากเครน เพื่อให้สามารถยกจุ่มลงไปในแท้งก์น้ำด้านนอกได้

    เพื่อจำลองแรงกระแทกของท้องทะเล ทีมงานของวิลเลี่ยมส์ได้สร้างเรือขนาดใหญ่บนระบบถุงลมนิรภัย ซึ่งการสร้างเอฟเฟ็กต์ของเรือที่ถูกกระแทกในระหว่างการทำศึกทางเรือ ถือเป็นความท้าทายอีกอย่างหนึ่ง “เราใส่ระบบเคเบิ้ลไฮโดรลิคเข้าไปด้านใต้ เพื่อให้คุณรู้สึกช็อคกับแรงกระแทกที่เกิดขึ้น” วิลเลี่ยมส์อธิบาย

    “ไม้พายจะติดอยู่กับอุปกรณ์ระบายอากาศ เราจึงสามารถที่จะปรับความตึงของฝีพายแต่ละอันได้” วิลเลี่ยมส์อธิบายต่อ “เราจำต้องให้ได้ความแน่นตึงของคนที่กำลังพายเรืออยู่ เราจะได้มองเห็นกล้ามเนื้อของพวกเขา พวกเขาต้องออกกำลัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะทำงานได้ตลอดทั้งวันหรอกนะ”

    ฉากใหญ่ที่สุดของ Ben-Hur คือฉากเซอร์คัส ทิเบอเรียส ที่ซิเนซิตต้า เวิลด์ ซึ่งอยู่นอกกรุงโรมโดยขับรถไป 45 นาที ฉากที่ว่านี้ใช้เวลาสร้างนานสามเดือน

    “เราออกแบบสนามกีฬาทั้งหมด แต่สร้างมันแค่บางส่วนเพื่อการใช้งาน” โชฮานอธิบาย “ในจินตนาการของเรา จะมีอุโมงค์ และบันไดอันน่าตื่นตาที่รายล้อมด้วยน้ำพุที่นำไปสู่เมืองเยรูซาเล็ม”

    จิม ไรจีล วิชวลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์ เป็นผู้จัดการงานส่วนขยายของฉากเข้ากับตัวสนามแข่ง “เราอยากสร้างมันออกมาในฉากให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้น พวกเขาจึงสร้างฉากสนามแข่งขึ้นมาหนึ่งในหก เพราะคุณจำต้องมองเห็นม้าและรถม้าศึกที่วิ่งไปตามลู่แข่ง พื้นที่ส่วนบนถูกสร้างขึ้นด้วยระบบดิจิตอล และใส่คนที่เป็นตัวละครดิจิตอลเข้าไป”

    ฉากตรึงไม้กางเขน ซึ่งเป็นฉากกระชากอารมณ์ในตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้ เกิดขึ้นที่มาเทร่า ฉากที่ว่านี้เป็นประสบการณ์ที่บาดใจทั้งทีมงานและนักแสดงอย่างมาก ในวันถ่ายทำนั้นเป็นวันที่หนาวยะเยือก ไม้กางเขนหลายอันถูกตั้งขึ้นที่ริมหุบเขาลึก มีหิมะตกลงมาก่อนหน้าการถ่ายทำ

    “ผมมีปัญหากับการไปที่นั่นเพื่อถ่ายทำฉากนั้น” เบ็กแมมบีทอฟเล่า “มันน่ากลัวมากที่เห็นร็อดริโก้อยู่บนไม้กางเขนนั้น”

    “ตอนที่ผมขึ้นไปอยู่บนไม้กางเขน มันหนาวยะเยือกจนเกือบทนไม่ไหว” ซานโทโร่เล่า “ผมอยู่บนหน้าผา และมองไปเห็นคนเหล่านั้นและเมืองมาเทร่าเป็นแบ็คกราวน์ พวกเขาแค่ยืนรออยู่ เมื่อพวกเขาพาผมลงมาจากไม้กางเขน ตัวผมสั่นจนควบคุมไม่ได้ ผมหยุดมันไม่ได้ มันอาจเป็นประสบการณ์ที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลย”

    “คำเดียวที่ฉันสามารถนำมาใช้ในการอธิบายความรู้สึกที่ต้องไปอยู่ในฉากตรึงบนไม้กางเขนก็คือ มันเหมือนหลุดไปจากโลกแห่งความเป็นจริง” นาซานิน โบเนียดี อธิบาย “คุณเหมือนเข้าใจได้ว่ามันจะเป็นยังไงกับการต้องไปอยู่ในยุคนั้นและได้เห็นชายผู้เป็นที่รักของคนมากมายถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมและไม่เป็นธรรม”

    “มือของร็อดริโก้ถูกตรึงติดกับไม้กางเขน ขณะที่ร่างกายเขาสั่นไปหมดเพราะความหนาว” ดาวนี่ย์บอกด้วยเนื้อตัวสั่นเทา “ความกล้าของเขา และความทุ่มเทให้กับการแสดงบทนี้ มันน่าตะลึงมาก การถ่ายทำฉากนี้ใช้เวลานาน 20 นาที และทุกคนที่ดูอยู่ ก็ยืนอยู่ในความนิ่งเงียบกันไปหมด”

    แฟชั่นจากศตวรรษที่ 1

    เมื่อต้องออกแบบเสื้อผ้าให้ภาพยนตร์เรื่อง Ben-Hur วาเรีย แอฟดูชโก้ ใช้วิธีที่แตกต่างในการสร้างงานให้กับภาพยนตร์ดราม่าย้อนยุคคลาสสิกเรื่องนี้

    “สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับทิเมอร์ ก็คือการทำให้เรื่องนี้ออกมาน่าเชื่อที่สุด” แอฟดูชโก้อธิบาย “เขาไม่อยากสร้างเรื่องดราม่าย้อนยุคที่ไม่มีใครสามารถอินได้ เราอยากให้คนดูรู้สึกผูกพันกับตัวละครของเรา สำหรับพวกเขามันยากที่จะทำเช่นนั้นได้ด้วยเสื้อผ้าแปลกๆ ดังนั้นเราก็เลยใช้ลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ เพื่อทำให้ชุดดูมีความร่วมสมัยมากขึ้น”

    “ขณะทำงานกับโปรเจ็กต์นี้ ผมเจอทั้งช่างแต่งหน้าชาวอิตาเลี่ยน คนจัดหาอุปกรณ์ประกอบฉาก และสตั๊นต์แมนที่มักจะแวะมา พร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า ที่มาบอกผมว่าตาของเขาเคยทำงานกับภาพยนตร์ Ben-Hur ปี 1959” เบ็กแมมบีทอฟเล่า “พ่อของลุยจิ ช่างแต่งหน้าของเรา เคยแต่งหน้าให้ ชาร์ลตัน เฮสตัน และปู่ของคนออกแบบเสื้อผ้าให้เรา ก็เคยทำงานกับหนังเรื่องนั้นเช่นกัน ในระหว่างฉากเรือที่จูดาห์โดน จิออร์จิโอ้ สตั๊นต์แมนของเราเฆี่ยน พ่อของเขาก็เคยเฆี่ยมเฮสตันมา มันเหมือนเป็นการเชื่อมต่อเวลาในที่ทำงานเลยครับ”

    “เราทำการค้นคว้าอย่างจริงจังเพื่อหาว่าการแข่งรถม้าศึกควรดูเป็นยังไง วินาทีที่สุดจะดราม่าหลายจุดในฉากนั้นไม่ได้เป็นการมโนขึ้น แต่มันเคยเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อสองพันปีก่อน” เบ็กแมมบีทอฟอธิบายต่อ “งานหลายอย่างมากมายที่ วาเรีย แอฟดูชโก้ คนออกแบบเสื้อผ้าของเรา ทำ ก็เป็นการจำลองมาจากเสื้อผ้าที่เคยใส่กันในอาณาจักรโรมัน ระหว่างการค้นคว้า เราสังเกตเห็นว่าคนบังคับรถม้าศึกทุกคน จะมีแถบหนังสามแถบคาดผ่านหน้าอก ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้ว่ามันมีไว้ทำอะไร แต่เราก็ใส่มันลงไปในชุดที่เราทำขึ้น ต่อมา มีสตั๊นต์แมนคนหนึ่งเกิดพลัดตกจากรถ และสายรัดพวกนั้นช่วยทำให้กระดูกซี่โครงเขาไม่หัก กลับกลายเป็นว่ามันเป็นเหมือนอุปกรณ์เซฟตี้ที่คนโรมันใช้กันในยุคนั้น”

    “ฉันใช้ข้อมูลจากภาพยนตร์เวอร์ชั่นก่อนทั้งสองเรื่อง นั่นก็คือเวอร์ชั่นหนังเงียบ กับเวอร์ชั่นปี 1959 ซึ่งมันงดงามมากค่ะ” แอฟดูชโก้อธิบาย “รวมถึงข้อมูลอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ อย่างกระเบื้องเคลือบสลับสี จิตรกรรมฝาผนัง และรูปปั้นต่างๆ จากนั้น ฉันก็นำมาเปรียบเทียบกับรูปภาพร่วมสมัย เพื่อหาชุดเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เราใช้อยู่ เพื่อหาวัสดุทั้งในยุคปัจจุบันและในประวัติศาสตร์”

    เธอกล่าวต่อไปว่า “ฉันนำรูปของทหารโรมัน และนำไปเปรียบเทียบกับรูปของทหารหน่วยรบพิเศษในปัจจุบัน และกองทัพเยอรมัน และทำให้มีความชัดเจนขึ้นสำหรับคนดู”

    เป้าหมายของแอฟดูชโก้ ก็คือ การสร้างเสื้อผ้าที่ชื่นชมและบ่งบอกลักษณะของตัวละครแต่ละตัว “ในตอนแรก เราเห็น เบนเฮอร์ ตามงานเลี้ยง ที่งานดินเนอร์ เขาเป็นคนที่มีสีสัน อารมณ์ดี เมื่อเขากลับมาหลังจากต้องกลายเป็นทาสมานานหลายปี เขาปิดตัวเองมากขึ้น เขาปิดบังใบหน้า และสีสันของเขาก็เปลี่ยนเป็นโทนมืด”

    “เมสซาล่าเองก็แทบจะเป็นเหมือนกัน” แอฟดูชโก้กล่าว “เราเริ่มต้นตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก จากนั้น เขาก็ก้าวเข้าสู่โลกของสงคราม เขากลายเป็นทหาร จากนั้นก็เป็นนายทหาร และก้าวขึ้นสู่ยศที่สูงมากในกองทัพโรมัน เรารู้สึกได้ว่าเขาทรหดอดทนมาก แต่คุณก็ยังคงมองเห็นชายที่อ่อนไหวอยู่ใต้เกราะอันแข็งแกร่งนั้น ”

    “เสื้อผ้าของผู้หญิงก็ต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้เช่นกัน” แอฟดูชโก้ให้ความเห็น “ตอนที่เราได้เจอ นาโอมี่ ครั้งแรก เธอคือราชินี” แอฟดูชโก้อธิบาย “ทั้งนาโอมี่และเทอร์ซาห์ จะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสวยงาม และเชื่อมั่น แต่ครั้งต่อมาที่เราเห็นพวกเธอ พวกเธอใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำ และเสื้อผ้าชุดที่พวกเธอใส่ตอนถูกจับ ก็เริ่มขาดกระรุ่งกระริ่ง”

    “เอสเธอร์หนีพ้นชะตากรรมของครอบครัวจูดาห์” แอฟยูชโก้ให้ความเห็น “และกลายมาเป็นสาวกผู้ติดตามพระเยซู ถึงแม้ว่าเธอจะเข้าร่วมกับการเคลื่อนไหวนี้ แต่ฉันก็อยากให้เธอดูโดดเด่นในฐานะผู้หญิงที่เป็นอิสระและเข้มแข็ง ในเรื่องราวดราม่าในประวัติศาสตร์ ผู้หญิงจะไม่สวมใส่กางเกง ดังนั้นฉันจึงให้เธอใส่กางเกงที่ดูเหมือนเป็นกระโปรง”

    การล้างแค้นและการไถ่บาป

    มือเขียนบท คีธ คล๊าร์ก ได้พบเรื่องราวการให้อภัยในนิยายต้นฉบับเรื่อง Ben-Hur, a Tale of Christ ถึงแม้ว่า Ben-Hur จะเป็นเรื่องราวเอพิคคลาสสิกเกี่ยวกับการแก้แค้น แต่แง่มุมที่ทำให้โปรเจ็กต์นี้เป็นที่รักสำหรับทีมสร้างสรรค์ก็คือ ธีมที่พูดถึงการไถ่บาป

    “หนึ่งในประโยคที่พระเยซูพูด ก็คือ ‘พระบิดา ได้โปรดอภัยให้พวกเขาที่พวกเขาไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป’” คล๊าร์กอธิบาย “ด้วยลมหายใจสุดท้าย พระองค์ยังทรงให้อภัยต่อคนที่ทำให้พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์”

    “โศกนาฎกรรมในโลกนี้สามารถแปรเปลี่ยนไปได้ด้วยการให้อภัยต่อศัตรูของเรา” คล๊าร์กกล่าวต่อ “ผมมีความชื่นชมในตัว เนลสัน แมนเดล่า อย่างมาก เพราะเขาสามารถที่จะเผชิญหน้ากับคนที่เคยทำผิดต่อเขา และให้อภัยคนเหล่านั้นได้ ในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งต่างๆ ทำให้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าโมโหกราดเกรี้ยว เพราะมันยากที่จะพูดว่า ‘ฉันรู้ว่าสิ่งที่นายทำกับฉันมันเลวร้ายมาก แต่ฉันยกโทษให้นาย’”

    ผู้อำนวยการสร้าง ฌอน แดเนียล กล่าวว่า “ถ้าไม่ได้คำนึงถึงความศรัทธาส่วนตัวของคุณ คุณจะชื่นชมในธีมอันลึกซึ้งและมีความเป็นสากลที่ถูกนำเสนอเอาไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้”

    “ถ้าคุณได้ดูหนังเรื่องนี้ และคุณไม่เคยอ่านไบเบิ้ลมาก่อน คุณจะสนุกกับเรื่อง ฉากแอ็กชั่น และการผจญภัยนี้อย่างมาก” ดาวนี่ย์บอก “ถ้าคุณเป็นชาวคริสเตียน ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็จะยิ่งมีความหมายกับคุณมากขึ้น”

    “Ben-Hur อาจไม่ได้สื่อถึงเรื่องความศรัทธาอย่างเปิดเผย แต่ก็มีเรื่องนี้ให้คุณได้คิด” เบอร์เน็ตต์อธิบาย “มันคือเรื่องของความหวังที่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อตอนที่ ลิว วอลเลซ เขียนมันในปี 1880 มันเป็นเรื่องที่ถูกบอกเล่ามาก่อน เพราะมันเป็นเรื่องที่คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก สำหรับคนรุ่นนี้ และสำหรับคนอีกหลายรุ่นในอนาคต”

    ประวัตินักแสดง

    แจ็ค ฮุสตัน (JACK HUSTON) รับบท จูดาห์ เบนเฮอร์
    แจ็ค ฮุสตัน คือนักแสดงชายมากความสามารถที่มีผลงานเป็นบทบาทอันหลากหลายทั้งในภาพยนตร์ ทีวี และละครเวที

    ซัมเมอร์ปีนี้ ฮุสตันรับบทนำเป็น จูดาห์ เบนเฮอร์ ในภาพยนตร์ของ พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส และเมโทร-โกลด์วิน-เมเยอร์ เรื่อง Ben-Hur ซึ่งกำกับโดย ทิเมอร์ เบ็กแมมบีทอฟ และเขียนบทโดย จอห์น ริดลี่ย์ Ben-Hur ยังนำแสดงโดย มอร์แกน ฟรีแมน, โทบี้ เค็บเบลล์ และร็อดริโก้ ซานโทโร

    เมื่อเร็วๆ นี้ ฮุสตันยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ สกรีน เจมส์ เรื่อง Pride and Prejudice and Zombies ซึ่งดัดแปลงบทมาจากผลงานคลาสสิกของ เจน ออสติน

    ฮุสตันยังถ่ายทำภาพยนตร์ดราม่าเกี่ยวกับสงครามเรื่อง The Yellow Birds ซึ่งสร้างจากนิยายของ เควิน พาวเวอร์ส ทหารผ่านศึกสงครามอิรัก นอกจากนี้ เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์ตลกโรแมนติคเรื่อง Their Finest Hour and a Half ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เจมม่า อาร์เทอร์ตัน, แซม คลาฟลิน และบิลล์ ไนฮี

    ในปี 2013 ฮุสตันร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับทั้งรางวัลและคำชมของ เดวิด โอ รัสเซลล์ เรื่อง American Hustle ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ คริสเตียน เบล, เอมี่ อดัมส์, แบร็ดลี่ย์ คูเปอร์ และเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์

    โทบี้ เค็บเบลล์ (TOBY KEBBELL) รับบท เมสซาล่า
    โทบี้ เค็บเบลล์ ได้สร้างประวัติผลงานได้อย่างน่าประทับใจในฐานะนักแสดงหนุ่มรุ่นใหม่มากความสามารถที่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขารับบทเป็นวานรที่ชื่อ โคบา ในภาพยนตร์เรื่อง Dawn of the Planet of the Apes ส่วนซัมเมอร์นี้ เขายังรับบทเป็นผู้นำออร์คที่ชื่อ ดูโรทัน ในภาพยนตร์ของ ลีเจนดารี่ เรื่อง Warcraft และเขายังแสดงนำร่วมกับ เลียม นีสัน และเฟลิซิตี้ โจนส์ ในภาพยนตร์ดราม่าแฟนตาซี เรื่อง A Monster Calls ปัจจุบัน เขาอยู่ระหว่างงานสร้างภาพยนตร์แอ็กชั่นเกี่ยวกับคิงคอง เรื่อง Skull Island ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวฉายในปี 2017

    เค็บเบลล์เริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรก เมื่อผู้กำกับ เชน มีโดว์ส เลือกให้เขามารับบท แอนโธนี่ ในภาพยนตร์เรื่อง Dead Man’s Shoes จนเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบริติส อินดีเพนเด้นต์ ฟิล์ม และยังได้รับคำชมไปมากมาย หลังจากนั้น เค็บเบลล์ได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ โอลิเวอร์ สโตน เรื่อง Alexander และภาพยนตร์ของ วูดี้ อัลเลน เรื่อง Match Point

    บทบาทของเค็บเบลล์ที่ได้รับคำชมมากที่สุด คือบทบาทในปี 2007 เมื่อเขาสวมบทบาท ร็อบ เกร็ทตัน ในภาพยนตร์เรื่อง Control ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลต่างๆ มากมาย

    ในเดือนกันยายน ปี 2008 เค็บเบลล์ ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง RocknRolla ซึ่งเขียนบทและกำกับโดย กาย ริทชี่ นอกจากนี้ เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Cheri, Prince of Persia: The Sands of Time , The Sorcerer’s Apprentice, War Horse, Wrath of the Titans และ “Black Mirror: The Entire History of You”

    ร็อดริโก้ ซานโทโร่ (RODRIGO SANTORO) รับบทพระเยซู
    เมื่อเร็วๆ นี้ ร็อดริโก้ ซานโทโร่ ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The 33 ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ แอนโตนิโอ แบนเดอรัส, จูเลียต บีนอช, เจมส์ โบรลิน และแกเบรียล ไบรน์ และร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ กาวิน โอคอนเนอร์ เรื่อง Jane Got A Gun ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ นาตาลี พอร์ตแมน, ยูเว็น แม็คเกรเกอร์ และโจล เอ๊ดเกอร์ตัน เมื่อปีที่แล้ว ร็อดริโก้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส เรื่อง Focus ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ วิลล์ สมิธ และมาร์ก็อต ร็อบบี้

    หลังจากนี้ ร็อดริโก้จะแสดงนำร่วมกับ แอนโธนี่ ฮอปกิ้นส์, อีแวน เรเชล วู้ด และเจฟฟรีย์ รัช ในซีรีส์ของ HBO เรื่อง “Westworld” เขายังร่วมแสดงกับ เอมิลี่ มอร์ติเมอร์, ฮาร์วี่ย์ คิทเทล และเจสัน ไอแซ็คส์ ในภาพยนตร์เรื่อง Rio, I Love You และร่วมแสดงกับ จอห์น มัลโกวิช, ไรส์ ไอฟานส์ และโรมาล่า กาไร ในภาพยนตร์เรื่อง Dominion

    ก่อนหน้านั้น ร็อดริโก้ร่วมแสดงกับ อีวา กรีน และซัลลิแวน สเตเปิลตัน ในภาพยนตร์เรื่อง 300: Rise of an Empire และให้เสียงเป็น ทุยโล่ ใน Rio 2 และร่วมแสดงกับ ฟอร์เรสต์ วิเทเกอร์ และอาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ในภาพยนตร์เรื่อง The Last Stand เขายังร่วมแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Hemingway and Gelhorn โดยได้ประกบบทกับ นิโคล คิดแมน และไคลฟ์ โอเว่น

    นาซานิน โบเนียดี (NAZANIN BONIADI) รับบท เอสเธอร์
    นาซานิน โบเนียดี สร้างชื่ออย่างรวดเร็วทั้งในแวดวงภาพยนตร์จอเงินและจอแก้ว เธอร่วมแสดงในซีรีส์แนวดราม่าเรื่องดังอย่าง “Homeland”

    ผลงานภาพยนตร์นั้น โบเนียดีร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ จอน แฟฟโรว์ เรื่อง Iron Man และรับบทเป็นคุณแม่ยังสาวในภาพยนตร์ของ พอล แฮ็กกิส เรื่อง The Next Three Days

    มอร์แกน ฟรีแมน (MORGAN FREEMAN) รับบท อิลเดอริม
    มอร์แกน ฟรีแมน นักแสดงรางวัลออสการ์ คือหนึ่งในนักแสดงที่มีคนจดจำได้มากที่สุดในแวดวงภาพยนตร์อเมริกัน เขาร่วมแสดงอยู่ในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาลหลายเรื่องด้วยกัน และยังได้ชื่อว่าเป็นอันดับสาองของนักแสดงที่มีผลงานทำรายได้ทั่วโลกสูงสุดตลอดกาลอีกด้วย โดยรวมๆ กันแล้ว ผลงานภาพยนตร์ที่เขาแสดงเอาไว้ทำรายได้จากยอดขายตั๋วไปกว่า $4 พันล้าน

    ในปี 2005 ฟรีแมนได้รับรางวัลออสการ์ ดาราสมทบชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Million Dollar Baby ฟรีแมนยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในปี 1987 ในสาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง Street Smart, ในปี 1994 สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม จาก The Shawshank Redemption และในปี 2010 สาขาดารานำชายยอดเยี่ยมจาก Invictus เขายังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง Driving Miss Daisy ในปี 1990

    เมื่อไม่นานมานี้ ฟรีแมนแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง London Has Fallen, Lucy, Dolphin Tale 2, Transcendence, The Lego Movie, Last Vegas, Now You See Me, Oblivion, Olympus Has Fallen และ The Dark Knight Rises

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของฟรีแมน ได้แก่ Dolphin’s Tale, Born to be Wild 3D, The Dark Knight, The Bucket List, Glory, Clean and Sober, Lean on Me, Robin Hood: Prince of Thieves, Unforgiven, Se7en, Kiss the Girls, Amistad, Deep Impact, Nurse Betty, The Sum of All Fears, Bruce Almighty, Coriolanus, Attica, Brubaker, Eyewitness, Death of a Prophet และ Along Came a Spider

    โซเฟีย แบล็ค ดีเอเลีย (SOFIA BLACK D’ELIA) รับบท เทอร์ซาห์
    เมื่อเร็วๆ นี้ โซเฟีย แบล็ค ดีเอเลียแสดงนำในภาพยนตร์ของ พาราเม้าต์ เรื่อง Project Almanac ซึ่งอำนวยการสร้างโดย ไมเคิล เบย์ โซเฟียยังแสดงนำในภาพยนตร์อินดี้เรื่อง Born of War ที่ได้ไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปี 2013 ด้วย

    แบล็ค ดีเอเลีย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากซีซั่นสุดท้ายของ Gossip Girl แต่บทบาทที่แจ้งเกิดให้กับเธอ กลับเป็นบท เทีย มาร์เวลลี่ จากซีรีส์เรื่อง “Skins”

    อาเยเล็ท ซูเรอร์ (AYELET ZURER) รับบท นาโอมี่
    อาเยเล็ท ซูเรอร์ เริ่มเป็นที่สนใจของคนดูชาวอเมริกันเมื่อ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เลือกเธอให้รับบทเป็นภรรยาของ เอริค บาน่า ในภาพยนตร์ที่ได้เข้าชิงออสการ์ เรื่อง Munich ซูเรอร์ยังแสดงนำร่วมกับ ทอม แฮงก์ส ในภาพยนตร์ฮิตไปทั่วโลกเรื่อง Angels & Demons ซึ่งกำกับโดย รอน ฮาวเวิร์ด เธอยังร่วมแสดงกับ รัสเซลล์ โครว์ ในภาพยนตร์เรื่อง Man of Steel ซึ่งกำกับโดย แซ็ค สไนเดอร์ ติดตามมาด้วย Last Nights ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ ไคลฟ์ โอเว่น

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของซูเรอร์ ได้แก่ Vantage Point ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ เดนนิส เคว็ด และวิลเลี่ยม เฮิร์ต; Fugitive Pieces ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ สตีเฟ่น ดิลเลน; ภาพยนตร์ของ ลอว์เรนซ์ แคสแดน เรื่อง Darling Companion ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ ไดแอน คีตัน และเควิน ไคลน์ และภาพยนตร์ของ พอล ชเรเดอร์ เรื่อง Adam Resurrected ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ เจฟฟ์ โกลด์บลัม และวิลเลม เดโฟ

    ซูเรอร์ จะแสดงนำร่วมกับ ยูเว็น แม็คเกรเกอร์ และเซียแรน ไฮนด์ส ในภาพยนตร์ใหม่เรื่อง Last Days in The Desert

    มอยเสส อาเรียส (MOISES ARIAS) รับบท ดิสมาส
    มอยเสส อาเรียส ยังคงสร้างชื่อในฐานะนักแสดงรุ่นใหม่ที่มีคนต้องการตัวมากที่สุด เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งจะปิดกล้องภาพยนตร์อินดี้แนวตลกเรื่อง Little Bitches และเขายังได้เข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ ในปีนี้พร้อมกับผลงานภาพยนตร์อินดี้แนวดราม่าเรื่อง The Land อีกด้วย

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาร่วมแสดงในภาพยนตร์ดราม่าที่ได้รับคำชม เรื่อง The Standford Prison Experiment ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ บิลลี่ ครูดัพ, อีซร่า มิลเลอร์, ไท เชอริแดน และจอห์นนี่ ซิมม่อนส์

    ในปี 2013 อาเรียสได้รับคำชมอย่างท่วมท้นจากบทแจ้งเกิดในภาพยนตร์ตลกก้าวพ้นวัยอย่างเรื่อง The Kings of Summer ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับภาพยนตร์คลาสสิกเรื่อง Stand By Me และเขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์ฮิตเรื่อง Superbad และในปีเดียวกันนั้น เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์ผจญภัยไซไฟเรื่อง Ender’s Game และยังให้เสียงพากย์กับภาพยนตร์แอนิเมชั่นภาคต่อเรื่อง Despicable Me 2 ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของ อาเรียส ได้แก่ ภาพยนตร์ของ พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส เรื่อง Nacho Libre ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ แจ็ค แบล็ค, ภาพยนตร์ของ ไลออนส์เกท เรื่อง The Perfect Game, Hannah Montana: The Movie และภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง Astroboy ซึ่งเขาได้ร่วมงานกับนิโคลัส เคจ

    พิลู แอสเบ็ก (PILOU ASBÆK) รับบท พอนเทียส พิลาตี
    พิลู แอสเบ็ก สำเร็จการศึกษาจาก Danish National School of Theatre ในปี 2008 และกลายมาเป็นหนึ่งในนักแสดงที่โด่งดังที่สุดของวงการภาพยนตร์เดนมาร์ก เขาเริ่มประเดิมงานภาพยนตร์เรื่องแรกในปี 2008 ในภาพยนตร์ของ นีลส์ อาร์เด้น เรื่อง Worlds Apart

    พิลูก้าวมาแสดงภาพยนตร์ระดับอินเตอร์ ด้วยภาพยนตร์ของ ลุค เบสซง เรื่อง Lucy (2014) ติดตามมาด้วย A War (2015) ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมในปี 2016

    ผลงานใหม่เรื่องต่อไปของพิลู ได้แก่ The Great Wall ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ แม็ตต์ เดม่อน, ภาพยนตร์อินดี้ เรื่อง Woodshock ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เคิร์สเตน ดันสต์, Ben-Hur ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ แจ็ค ฮุสตัน

    ปัจจุบัน พิลูอยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ของ ดรีมเวิร์กส์/ พาราเม้าต์ เรื่อง Ghost in the Shell ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน

    ประวัติทีมผู้สร้าง

    ทิเมอร์ เบ็กแมมบีทอฟ (TIMUR BEKMAMBETOV) – ผู้กำกับ
    ทิเมอร์ เบ็กแมมบีทอฟ คือผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับชาวรัสเซีย ผู้เป็นเจ้าของภาพยนตร์หลากหลายแนว ผลงานภาพยนตร์อเมริกันเรื่องล่าสุดของเขา ซึ่งก็คือภาพยนตร์ทริลเลอร์ร่วมสมัยอย่าง Unfriended ช่วยเบิกศักราชภาพยนตร์สยองขวัญยุคใหม่ และสามารถทำรายได้มากกว่าเงินทุนไปมากกว่า 30 เท่า เขายังอำนวยการสร้างภาพยนตร์ทริลเลอร์แนวใหม่อย่าง Hardcore Henry ซึ่งถ่ายทำจากมุมมองของหุ่นไซบอร์กที่ชื่อ เฮนรี่

    ผลงานการกำกับภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่องแรกของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของ ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ เรื่อง Wanted (2008) ซึ่งนำแสดงโดย แองเจลิน่า โจลี่, มอร์แกน ฟรีแมน และเจมส์ แม็คอาวอย เขายังมีชื่อเสียงจากผลงานภาพยนตร์อย่าง Night Watch และ Day Watch

    ในปี 2004 เบ็กแมมบีทอฟเขียนบทและกำกับภาพยนตร์เรื่อง Night Watch (2004) ภาพยนตร์แฟนตาซียอดฮิตของรัสเซีย จนมีภาคต่อเป็นภาพยนตร์เรื่อง Day Watch (2006) ซึ่งเบ็กแมมบีทอฟเขียนบทและกำกับเช่นเคย

    ในปี 2012 ฟ็อกซ์ได้เปิดตัวภาพยนตร์ของ ทิเมอร์ เบ็กแมมบีทอฟ เรื่อง Abraham Lincoln: Vampire Hunter ซึ่งนำแสดงโดย เบนจามิน วอล์กเกอร์, โดมินิค คูเปอร์ และแอนโธนี่ แม็คกี
    เบ็กแมมบีทอฟยังทำหน้าที่อำนวยการสร้างภาพยนตร์ทั้งในอเมริกาและรัสเซีย อาทิเช่น 9, Black Lightning, Apollo 18, The Darkest Hour

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *