Blade Runner 2049 | เบลด รันเนอร์ 2049

Blade Runner 2049 | เบลด รันเนอร์ 2049

  • Genres:Sci-Fi, Thriller
    Running Time:
    Release Date:October.06,2017 (UK)
    MPAA Rating:R for violence, some sexuality, nudity and language
    Distributors: 16:14 Entertainment, Alcon Entertainment, Columbia Pictures
    Starring: Harrison Ford, Ryan Gosling, Ana de Armas
    Directed by: Denis Villeneuve

    ผลงานจากเดนิส วิลเลอเนิฟ (“Arrival”) ผู้กำกับผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ ภาพยนตร์แอ็กชันทริลเลอร์แห่งโลกอนาคตโดยอัลคอน เอนเตอร์เทนเมนต์ “Blade Runner 2049” ภาคต่อที่หลายคนรอคอยของภาพยนตร์ดังกระหึ่มโลก “Blade Runner”

    สามสิบปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคแรก เบลดรันเนอร์คนใหม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจเคจากกรมตำรวจแอลเอ ได้เปิดเผยความลับที่ซ่อนไว้มานาน ที่สามารถจะทำให้ความเป็นสังคมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ตกอยู่ในความโกลาหลได้ การค้นพบของเคได้นำเขาไปสู่การผจญภัยเพื่อตามหาริค เด็คคาร์ด อดีตเบลดรันเนอร์จากกรมตำรวจแอลเอ ผู้หายตัวไปสามสิบปี

    ภาพยนตร์เรื่องนี้ นำแสดงโดยไรอัน กอสลิง (“La La Land”) ในบท เค และ แฮร์ริสัน ฟอร์ด (แฟรนไชส์ “Star Wars,” “Witness”) ในบท ริค เด็คคาร์ด ทีมนักแสดงจากทั่วโลกของเรื่องรวมถึงอนา เดอ อาร์มาส (“War Dogs”), ซิลเวีย โฮคส์ (“Renegades”), โรบิน ไรท์ (“Wonder Woman”), แม็คเคนซีย์ เดวิส (“The Martian”), คาร์ลา จูรี (“Brimstone”), เล็นนี เจมส์ (“The Walking Dead”) ร่วมด้วยเดฟ เบาติสตา (แฟรนไชส์ “Guardians of the Galaxy”) และนักแสดงรางวัลออสการ์ จาเร็ด เลโต (“Dallas Buyers Club”)

    “Blade Runner 2049” อำนวยการสร้างโดยผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ แอนดรูว์ เอ. โคโซเว และโบรเดอริค จอห์นสัน (“The Blind Side”) ร่วมด้วยบัด ยอร์คินและซินเธีย ไซค์ ยอร์คิน โดยมีผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงหลายรางวัลออสการ์ ริดลีย์ สก็อต (“The Martian,” “Gladiator”) ผู้กำกับ “Blade Runner” ภาคแรก รับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้าง และบิล คาร์ราโรรับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างและผู้จัดการกองถ่ายยูนิทของเรื่อง

    เดนิส วิลเลอเนิฟ กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ จากบทภาพยนตร์โดยแฮมป์ตัน แฟนเชอร์และไมเคิล กรีน เรื่องราวโดยแฟนเชอร์ จากตัวละครในนิยายเรื่อง Do Androids Dream of Electric Sheep? โดยฟิลิป เค. ดิ๊ค โดยมีทิม แกมเบิล, แฟรงค์ เจียสทรา, เยล บาดิคและวัล ฮิลรับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้าง

    “Blade Runner 2049” นับว่าเป็นการร่วมงานครั้งที่สามระหว่างวิลเลอเนิฟและผู้กำกับภาพ โรเจอร์ เอ. ดีคินส์ หลังจาก “Sicario” และ “Prisoners” ซึ่งทำให้ดีคินส์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ 2 ครั้งจาก 13 ครั้งของเขา ทีมงานเบื้องหลังของภาพยนตร์เรื่องนี้ยังรวมถึงผู้ออกแบบงานสร้างรางวัลออสการ์ เดนนิส แกสเนอร์ (“Bugsy,” “Spectre,” “Into the Woods”), มือลำดับภาพผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ โจ วอล์คเกอร์ (“12 Years a Slave,” “Sicario”) และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เรเน เอพริล (“Sicario,” “Arrival”) ดนตรีประกอบประพันธ์โดยเจ้าของรางวัลออสการ์ ฮันส์ ซิมเมอร์ (“Dunkirk,” “The Lion King”) และเบนจามิน วอลฟิสช์ (“IT,” “Annabelle: Creation”)

    อัลคอน มีเดีย กรุ๊ป ร่วมกับ โคลัมเบีย พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานสร้างโดยริดลีย์ สก็อต/อัลคอน เอนเตอร์เทนเมนต์/บัด ยอร์คิน ร่วมกับทอร์ริดอน ฟิล์มส์และ 16:14 เอนเตอร์เทนเมนต์ ภาพยนตร์โดยเดนิส วิลเลอเนิฟ “Blade Runner 2049” จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ระบบ 2D และ 3D และโรงภาพยนตร์ไอแม็กซ์ จัดจำหน่ายในอเมริกาโดยวอร์เนอร์ บรอส. พิคเจอร์ส, วอร์เนอร์ บรอส. เอนเตอร์เทนเมนต์ คัมปะนี และจัดจำหน่ายในต่างประเทศโดยโซนี พิคเจอร์ส เอนเตอร์เทนเมนต์

    เกี่ยวกับงานสร้าง
    ฉันเคยทำงานนี้มาก่อน…

    “อะไรคือนิยามของความเป็นมนุษย์” นั่นเป็นคำถามที่ผู้กำกับเดนิส วิลเลอเนิฟเอ่ยถาม และคำตอบที่น่าประหลาดใจภายใน “Blade Runner 2049” ผลงานภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขา ก็ท้าทายแนวคิดเรื่องตัวตนความเป็นมนุษย์ของพวกเรา…และจุดหมายปลายทางที่เรากำลังมุ่งหน้าไป

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่มีการตั้งคำถามกับค่านิยมและคุณค่าของความเป็นมนุษย์

    สามสิบห้าปีก่อน ภาพยนตร์แปลกใหม่เกี่ยวกับโลกอนาคต “Blade Runner” ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์เป็นครั้งแรก ภาพยนตร์เรื่องนี้ ภายใต้การกำกับของผู้กำกับคนดัง ริดลีย์ สก็อต และสร้างจากนิยายโดยฟิลิป เค. ดิ๊คเรื่อง Do Androids Dream of Electric Sheep? นำผู้ชมทะยานสู่โลกอนาคต ที่แตกต่างจากสิ่งที่พวกเขาเคยสัมผัสมาโดยสิ้นเชิง แต่ก็ทั้งคุ้นเคยและแปลกต่าง
    สมัยก่อนนั้น ไม่มีใครสามารถจินตนาการได้ว่า “Blade Runner” จะส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมสมัยใหม่มากแค่ไหน ด้วยการบุกเบิกสิ่งที่กลายเป็นภาพยนตร์แนวใหม่อย่าง นีโอนัวร์ ไซเบอร์พังค์ ปัจจุบันนี้ ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของสก็อตได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมและสำคัญที่สุดตลอดกาล แต่ผลกระทบของมันก้าวไปไกลเกินกว่าวงการภาพยนตร์ และครอบคลุมไปจนถึงแวดวงโทรทัศน์ ดนตรี ศิลปะ แฟชั่น หรือแม้แต่คอร์สเรียนระดับมหาวิทยาลัย

    บัดนี้ หลังจากเวลาล่วงเลยไปกว่าสามทศวรรษ “Blade Runner 2049” นำเรากลับสู่โลกที่ทำให้แฟนๆ รุ่นแล้วรุ่นเล่าหลงใหลอีกครั้งในภาพยนตร์ที่เป็นทั้งภาคต่อที่หลายคนรอคอยและประสบการณ์การชมภาพยนตร์แบบฉายเดี่ยวที่เป็นที่จับตามอง

    วิลเลอเนิฟ ผู้มองว่าตัวเองเป็นหนึ่งในสาวกผู้ศรัทธาภาพยนตร์ภาคแรก กล่าวว่า “ผมจำได้อย่างแม่นยำถึงตอนที่ได้ดู ‘Blade Runner’ เป็นครั้งแรก และผมก็ทึ่งกับสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นหนึ่งในฉากเปิดเรื่องที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์หนังครับ การทะยานเหนือลอสแองเจลิสในปี 2019 และได้เห็นทิวทัศน์ของโรงงานน้ำมันนั่น ริดลีย์ สก็อตได้นำเสนอภาพลักษณ์ที่ชัดเจนของอนาคตที่อาจเป็นไปได้ของเรา ที่ทั้งมีเสน่ห์เย้ายวนและน่าสะพรึงกลัวเหลือเกินครับ”

    “‘Blade Runner’ เป็นการปฏิวัติทางสุนทรียศาสตร์ครับ” เขากล่าวต่อ “มันผสมผสานหนังสองแนวที่เมื่อมองดูแวบแรก ไม่เข้ากันเลย นั่นคือไซไฟและฟิล์มนัวร์ มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครเห็นาก่อน และมันก็ส่งอิทธิพลต่อผลอย่างมาก มันเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเกี่ยวกับหนังของผมก่อนที่ผมจะรู้ว่าผมจะมาเป็นผู้กำกับอีกครับ”

    สก็อตกล่าวว่า แม้ว่าจะเจอกับอุปสรรคยากลำบากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่คิดฝันเลยว่า หนึ่งในภาพยนตร์เรื่องแรกๆ ของเขาจะเป็นที่จดจำขนาดนี้ “ตอนที่คุณกำลังทำงานอยู่ คุณก็จะไม่นึกถึงเรื่องนั้นหรอกครับ แต่ผมรู้แน่ๆ ว่าเราได้สร้างสิ่งที่พิเศษสุดขึ้นมา”

    ไรอัน กอสลิง ผู้รับบทนักสืบประจำกรมตำรวจแอลเอที่มีชื่อว่า เค เล่าว่า “หนังภาคแรกเป็นอะไรที่สะกดจิตใจคุณครับ การสลัดมันออกไปจากหัวไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันขอให้คุณตั้งคำถามเกี่ยวกับไอเดียในเรื่องความหมายในการเป็นมนุษย์ของคุณ มันทำให้คุณตั้งคำถามถึงความสามารถของคุณในการแยกแยะระหว่างฮีโรและผู้ร้าย มันเป็นภาพอนาคตที่เป็นฝันร้าย แต่ก็ให้ความรู้สึกสมจริงและน่าจะเป็นไปได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกนำเสนอออกมาในแบบที่โรแมนติก ราวกับห้วงฝัน ที่จะติดตรึงในใจคุณ และเวลาก็พิสูจน์ถึงความพิเศษสุดของมันครับ”

    ใน “Blade Runner 2049” ได้รับมอบหมายภารกิจ ที่ด้วยเหตุผลต่างๆ อาจจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างยิ่งขึ้น ด้วยการทำให้เกิดข้อสงสัยในเส้นแบ่งระหว่างคนและมนุษย์เทียม ระหว่างมนุษยชาติและเทคโนโลยี ซึ่งอาจนำไปสู่ความไร้ระเบียบหรือกระทั่งสงครามได้

    อย่างไรก็ดี “Blade Runner” ได้ทำในสิ่งที่มากกว่าทำให้เส้นแบ่งระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยีรางเลือนไป เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้ทำนายถึงข้อกังวลทางสังคมหลายๆ อย่างที่ยิ่งเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ และด้วยความที่ตอนนี้โลกของเรากำลังจะก้าวถึงช่วงเวลาเกิดเรื่องในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว มันก็ยิ่งดูเหมือนจะเป็นการเปิดเผยและมีความเชื่อมโยงมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ด้วยการพยากรณ์ถึงปัญหาของความเสื่อมโทรมของสังคมเมือง ความเปลี่ยนแปลงด้านสภาวะอากาศ การตัดต่อพันธุกรรม ปัญหาประชากรล้นโลก การแบ่งแยกชนชั้นทางสังคมและเศรษฐกิจ และ ฯลฯ

    “มันเป็นการทำนายอนาคตในหลายๆ แง่มุมครับ” แฮร์ริสัน ฟอร์ด ผู้เปลี่ยน ริค เด็คคาร์ด ตัวละครเอกของเรื่อง ให้กลายเป็นหนึ่งในบทบาทที่โดดเด่นที่สุดบนจอเงินของเขา และกลับมาสู่บทนี้อีกครั้งหนึ่ง กล่าว “ผมคิดว่าเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นและผู้คนเริ่มเห็นว่าบางประเด็นที่ถูกพูดถึงในหนังได้ปรากฏขึ้นในชีวิตจริง มันก็มีเหตุผลมากขึ้นในการยอมรับธีมใน ‘Blade Runner’ น่ะครับ”

    “‘Blade Runner’ เป็นหนังที่ล้ำยุคในหลายๆ แง่มุมมากๆ” ผู้อำนวยการสร้างแอนดรูว์ เอ. โคโซเวกล่าวเห็นพ้องด้วย “ด้วยการเล่าเรื่องที่กระตุ้นความคิดและแบบดีไซน์วิชวลที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งริดลีย์ สก็อตคิดขึ้นมาได้อย่างยอดเยี่ยม หนังเรื่องนี้ซึมซาบเข้าไปในวัฒนธรรมของเราและเปลี่ยนแปลงมุมมองของเราที่มีต่อบทบาทของเทคโนโลยีและอนาคตของเรา ซึ่งก็ทำให้เราตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ ผมคิดว่านั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้มันได้รับการยกย่องขนาดนี้น่ะครับ”

    เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่ความยกย่องนั้นทำให้โคโซเวและผู้อำนวยการสร้างโบรเดอริค จอห์นสัน หุ้นส่วนที่อัลคอนของเขา หยุดชะงักเมื่อพวกเขาได้รับการทาบทามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของ “Blade Runner”ภาคใหม่ จอห์นสันกล่าวยืนยันว่า “แน่นอนว่าเราต้องครุ่นคิดถึงการรับโปรเจ็กต์ที่ท้าทายแบบนั้น แต่เราทั้งคู่ต่างก็ชื่นชอบหนังต้นฉบับ เราก็เลยตัดสินใจลุยครับ”

    ไอเดียในการสร้างภาคใหม่ของเรื่องราว “Blade Runner” ถูกนำเสนอให้กับอัลคอนโดยผู้อำนวยการสร้างบัด ยอร์คิน ผู้เป็นส่วนหนึ่งของทีมอำนวยการสร้างภาพยนตร์ต้นฉบับและภรรยาของเขา ผู้อำนวยการสร้าง ซินเธีย ไซค์ ยอร์คิน เธอเล่าว่า “มันเป็นความฝันของบัดมาหลายปีแล้วที่จะสานต่อเรื่องราวนี้และฉันก็ยินดีมากๆ ที่จะให้การสนับสนุนเขาในเรื่องนั้น โชคไม่ดีที่เขาจากไปก่อนที่เขาจะได้เห็นหนังที่เสร็จสมบูรณ์ แต่มันก็เป็นของขวัญที่วิเศษสุดสำหรับเขาที่ได้รู้ว่าจะมีการสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา และแอนดรูว์และโบรเดอริคต่างก็ให้ความเคารพบัดมาก พวกเขาให้เรามีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกแง่มุมของการถ่ายทำตั้งแต่เริ่มต้น พวกเขาทุ่มเทหัวจิตหัวใจของพวกเขาลงไปกับโปรเจ็กต์นี้ และคงไม่มีเพื่อนร่วมงานคนไหนที่ดีไปกว่านี้อีกแล้วที่จะทำให้ฝันนี้ของพวกเราเป็นจริงค่ะ”

    ก้าวแรกในการเดินไปข้างหน้าคือการย้อนกลับไปสู่ต้นกำเนิด โคโซเวอธิบายว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ผมและโบรเดอริคจะไปลอนดอนเพื่อพบกับริดลีย์ สก็อต”

    สก็อต ผู้มารับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างของเรื่อง กล่าวยืนยันว่า “‘Blade Runner’ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นหนังเดี่ยวครับ แต่แม้กระทั่งในตอนนั้น เราก็รู้ว่ามันมีเรื่องราวให้บอกเล่ามากกว่าที่เวลาสองชั่วโมงจะอำนวย”

    สก็อต ได้ทาบทามมือเขียนบทแฮมป์ตัน แฟนเชอร์ ผู้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์ “Blade Runner” ต้นฉบับ แฟนเชอร์เล่าว่า “มันเป็นความบังเอิญเพราะผมเพิ่งจะเขียนเรื่องสั้นที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นในโลกของ ‘Blade Runner’ ขึ้นมา ผมอ่านย่อหน้าแรกให้ริดลีย์ฟัง ซึ่งมันก็ชัดเจนว่ามันคืออะไร เขาพูดเพียงแค่ว่า ‘คุณมาลอนดอนได้มั้ย’ และทุกอย่างก็เริ่มต้นขึ้นครับ”

    สก็อตเล่าถึงเรื่องราวนี้ว่า “แฮมป์ตันไม่ได้เขียนบทหนังตามแบบฉบับ เขาเขียนนิยายขนาดสั้น แต่ก็ด้วยไดอะล็อคที่มีสไตล์งดงามเหมือนเดิม จากนั้น เราก็นำไมเคิล กรีนเข้ามาเปลี่ยนมันให้กลายเป็นบทหนัง และมันก็พัฒนาขึ้นจากตรงนั้นครับ”

    เมื่อโอกาสในการได้ทำงานภายในโลกของ “Blade Runner” มาสู่ไมเคิล กรีน “ผมไม่สามารถตอบ ‘ตกลง’ ได้ดังพอหรือเร็วพอครับ” ผู้พูดถึงตัวเองว่าเป็นแฟนตัวยงของภาพยนตร์ต้นฉบับกล่าว “แฮมป์ตันและริดลีย์ได้สร้างดีเอ็นเอของสิ่งที่จะเป็น ‘Blade Runner’ ภาคใหม่ แล้วผมก็มีโอกาสที่เหลือเชื่อในการประกอบองค์ประกอบเรื่องราวเหล่านั้นให้เป็นรูปเป็นร่างครับ มันมีธีมที่น่าทึ่งมากมายเหลือเกินที่ปรากฏในภาคแรก และหนึ่งในธีมเหล่านั้นก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับปริมาณของชีวิต ส่วนหนึ่งในธีมที่เราอยากจะสำรวจใน ‘Blade Runner 2049’ คือคุณภาพของชีวิต ในหนังทั้งสองเรื่อง มีทั้งมนุษย์และมนุษย์เทียม และแม้ว่าพวกเขาจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่คล้ายกัน แต่พวกเขาก็มีแหล่งกำเนิดที่แตกต่างกันมากๆ ด้วยเพราะฝ่ายหนึ่งถือกำเนิดขึ้นมา ส่วนอีกฝ่ายถูกสร้างขึ้นมา สังคมให้คุณค่าสำคัญกับมนุษย์มากกว่ามนุษย์เพราะเชื่อกันว่าคนที่ถือกำเนิดขึ้นมาจะมีจิตวิญญาณ แต่อะไรล่ะคือธรรมชาติของจิตวิญญาณ…มันเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นมนุษย์จริงๆ น่ะหรือ”

    เดนิส วิลเลอเนิฟเล่าว่า ตอนที่เขาได้รับบทภาพยนตร์ฉบับสมบูรณ์ “ผมประทับใจอย่างมาก ความไว้วางใจที่อัลคอนมีต่อผม ในการให้ผมรับผิดชอบหนังเรื่องนี้…มันเป็นหนึ่งในคำชมที่ยอดเยี่ยมที่สุดในอาชีพการงานของผมเลยล่ะ”

    ด้วยความที่เคยร่วมงานกับวิลเลอเนิฟมาก่อนในดรามายอดนิยมเรื่อง “Prisoners” ผู้อำนวยการสร้างก็ตระหนักดีถึงความสามารถที่ตัวผู้กำกับสามารถใช้กับเรื่องได้ “เดนิสเป็นผู้กำกับน่าทึ่ง ที่สามารถควบคุมทุกอย่างที่เขาอยากจะทำให้สำเร็จได้” จอห์นสันกล่าว “เรารู้ว่าเขาจะเพอร์เฟ็กต์สำหรับหนังเรื่องนี้ ไม่เพียงแต่เพราะความสามารถของเขาในการชี้นำด้านการแสดงได้เท่านั้น แต่ยังเพราะความสามารถในการสร้างความตึงเครียดและบรรยากาศ ซึ่งปรากฏชัดเจนในหนังทุกเรื่องของเขาด้วย นั่นเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้าง ‘Blade Runner 2049’ เพราะเวทมนตร์ที่แท้จริงของหนังเรื่องนี้คือความตึงเครียด การดำเนินเรื่อง และดรามาที่เน้นตัวละคร เดนิสเป็นคนที่เหมาะที่สุดในการนำเสนอองค์ประกอบทั้งหมดนั่นครับ”

    วิลเลอเนิฟเผยว่า เขามีข้อแม้อย่างหนึ่งก่อนที่จะตกลงกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ “ผมต้องการการเห็นชอบจากริดลีย์ สก็อตครับ นั่นเป็นเงื่อนไขข้อเดียวของผม” เขาไม่ต้องกังวลเลย เพราะสก็อตได้ให้ยิ่งกว่าความเห็นชอบกับเขา “เขาบอกผมในสิ่งที่ผมต้องการจะฟัง” ผู้กำกับให้ความเห็น “ซึ่งก็คือผมมีอิสระเต็มที่ แต่ถ้าผมต้องการเขา ผมก็โทรหาเขาได้ เขาว่างตลอดครับ และจริงๆ แล้ว ทุกครั้งที่ผมต้องการเขา เขาก็อยู่ตรงนั้นครับ ผมซาบซึ้งน้ำใจเขาเสมอ”

    ในการคิดลุคโดยรวมของภาพยนตร์เรื่องนี้ วิลเลอเนิฟต้องการจะซื่อตรงต่อจิตวิญญาณของภาพยนตร์ต้นฉบับ เขาเล่าว่า “เป้าหมายของผมคือการแสดงความเคารพต่อสุนทรียศาสตร์แบบฟิล์มนัวร์ของต้นฉบับ แต่ก็สร้างเอกลักษณ์ให้กับภาคใหม่ด้วย”

    ในการนั้น ทีมผู้สร้างได้เน้นย้ำว่า แม้ว่า “Blade Runner 2049” จะตามรอยเท้าของต้นฉบับ แต่มันก็สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองเช่นกัน “แม้ว่าคุณจะไม่เคยดูภาคแรก คุณก็จะไม่มีปัญหาในการเข้าใจเรื่องราวเลย” ยอร์คินเล่า “ด้วยลักษณะที่มันเขียนบทและถูกนำเสนอ คุณจะเพลิดเพลินและดื่มด่ำไปกับดรามาโดยไม่จำเป็นต้องรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้”

    ในการออกแบบภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้ ทีมผู้สร้างต้องจินตนาการถึงสภาพของดาวโลกในอีกสามทศวรรษให้หลัง วิลเลอเนิฟไขความกระจ่างว่า “‘Blade Runner’ มีเรื่องราวเกิดขึ้นในปี 2019 และมันก็เป็นการทำนายอนาคตได้หลายๆ อย่าง แต่เรารู้แล้วว่า ปี 2019 ของเราจะค่อนข้างแตกต่างจากภาพนั้น เราก็เลยตัดสินใจจะสร้างปี 2049 ของเราเอง เพื่อผลักดันให้หนังเรื่องนี้ก้าวไปสู่อนาคตที่สามารถคาดการณ์ได้ โลกของ ‘Blade Runner 2049’ เป็นส่วนต่อขยายของ ‘Blade Runner’ ไม่ใช่ส่วนต่อขยายของความจริงครับ”

    จากความเข้าใจนั้น “ทำให้เกิดการตัดสินใจเรื่องดีไซน์หลายอย่าง” เขากล่าวต่อไปอีกว่า “เราได้เห็นใน ‘Blade Runner’ ว่าธรรมชาติถูกทำลาย ดังนั้น ในเวลาอีก 30 ปี โลกก็ต้องเจอกับสภาวะอากาศที่เลวร้ายยิ่งกว่า เราเจอสภาพบรรยากาศที่อึดอัดแบบเดียวกับที่เราเห็นในภาคแรก แต่หนาแน่นยิ่งกว่า สภาพแวดล้อมจะมีมลพิษมากขึ้น มหาสมุทรจะปั่นป่วน อากาศจะทารุณขึ้น เย็นขึ้น…เราต้องรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่โหดร้ายกว่า และนั่นก็ส่งผลต่อทุกอย่างตั้งแต่เรื่องของสถาปัตยกรรมไปจนถึงยานพาหนะและเสื้อผ้าครับ”

    ในการทำภาพในความคิดของเขาให้เป็นจริง วิลเลอเนิฟได้ร่วมงานกับผู้กำกับภาพโรเจอร์ เอ. ดีคินส์, ผู้ออกแบบงานสร้าง เดนนิส แกสเนอร์และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เรเน เอพริล “เรามีสายสัมพันธ์เชิงศิลป์ที่แน่นแฟ้นเพราะพวกเราทุกคนต่างก็ยึดมั่นกับแนวคิดในการยกย่องสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้” วิลเลอเนิฟกล่าวต่อ

    ความมุ่งมั่นนั้นก็ครอบคลุมมาถึงทีมนักแสดงด้วย “ทีมนักแสดงก็ทุ่มเทให้กับโปรเจ็กต์นี้มากด้วย” เขากล่าวเสริม “และผมก็ต้องบอกว่า หนังเรื่องนี้ติดหนี้บุญคุญพวกเขาทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไรอัน กอสลิงและแฮร์ริสัน ฟอร์ด พวกเขาได้นำเสนอไอเดียเยี่ยมๆ มากมายและทั้งคู่ต่างก็เป็นแรงบันดาลใจในกองถ่ายให้กับผม”

    กอสลิงและฟอร์ดเองก็ชื่นชมผู้กำกับของพวกเขาเช่นกัน “ผมเคยดูหนังของเดนิส ผมชื่นชอบหนังของเขาครับ” ฟอร์ดกล่าว “มันเป็นการประชุมที่น่าสนใจ…ผมไม่รู้มาก่อนหรอกว่ามุมมองที่เขามีต่อ ‘Blade Runner’ เป็นยังไง และก็ต้องซักพักกว่าที่ผมจะเริ่มเข้าใจความลึกซึ้งของความใฝ่ฝันที่เขามีต่อหนังเรื่องนี้ เขาเป็นคนเงียบๆ ช่างคิดและฉลาดมากๆ เขาใช้เวลาเท่าที่จำเป็นในการคิดหาคำตอบให้กับตัวเอง ผมพบว่าเขาเป็นเพื่อนคู่คิดที่ยอดเยี่ยมที่จะร่วมกันคิดตอบปัญหายากๆ ในหนังเรื่องนี้ด้วยกันครับ”

    “ตั้งแต่การพูดคุยกับเดนิสครั้งแรก ผมก็รู้สึกมั่นใจในทันที” กอสลิงกล่าว “สัญชาตญาณทั้งหมดของเขาอยู่ที่การสร้างความสมจริงให้กับหนังเรื่องนี้…ทำให้มันให้ความรู้สึกว่าเป็นความจริง เขาเคารพหนังต้นฉบับอย่างมาก แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เคยทำให้มันสร้างความหวาดหวั่นให้กับตัวเองเลย เขาเปลี่ยนความชื่นชมของเขาให้กลายเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งผมคิดว่า ผลก็คือเขาสร้างแรงบันดาลใจให้เราทำอย่างเดียวกันกับเขาครับ”

    การถ่ายทำ “Blade Runner 2049” เกิดขึ้นในฮังการีทั้งหมด ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ของโอริโก สตูดิโอส์ในกรุงบูดาเปสต์, คอร์ดา สตูดิโอส์ในอีเท็คและโลเกชันอีกหลายแห่งทั่วประเทศ
    ทีมผู้สร้างหลีกเลี่ยงการใช้ CGI และกรีนสกรีนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อบันทึกการเคลื่อนไหวด้วยกล้องจริงๆ จากฉากจริงๆ วิลเลอเนิฟเล่าว่า “ผมชื่นชอบการทำงานกับฉากจริงๆ และวัตถุจริงๆ ครับ มันเป็นเรื่องสำคัญมากๆ สำหรับผมที่จะสร้างโลกที่จับต้องได้ขึ้นมารอบตัวผมและนักแสดง เพื่อที่พวกเขาจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในฉากที่เราสร้างขึ้นแทนที่จะต้องพยายามจินตนาการมันขึ้นมาน่ะครับ”

    สำหรับทีมนักแสดง การได้ก้าวเข้าไปสู่สิ่งแวดล้อมจริงๆ ก็ส่งผลตามที่พวกเขาต้องการ กอสลิงกล่าวยืนยันว่า “มันเหลือเชื่อที่มีฉากพวกนั้นเพราะในฐานะนักแสดง ในเมื่อโลกภายนอกถูกสร้างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แล้ว คุณก็จะสามารถโฟกัสไปที่โลกภายในของตัวละครของคุณได้เต็มที่”

    “มันเหมือนกับว่าคุณมีโลกที่วิเศษสุดรอบตัว แต่คุณก็ยังคงความเป็นมนุษย์อยู่เสมอ” วิลเลอเนิฟกล่าวเสริม “‘Blade Runner 2049’ เป็นเรื่องราวที่มีความเป็นส่วนตัว ที่บอกเล่าด้วยสโคปยิ่งใหญ่ครับ”

    มนุษย์และมนุษย์เทียม

    นักแสดงสำหรับสองบทนำในภาพยนตร์เรื่อง “Blade Runner 2049” ได้ถูกคัดเลือกเอาไว้ก่อนที่จะมีบทเสียอีก ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ไม่มีใครนอกเหนือจากแฮร์ริสัน ฟอร์ดที่จะมารับบท ริค เด็คคาร์ดได้ แต่ปรากฏว่าทีมผู้สร้างก็มีเพียงชื่อเดียวในใจเท่านั้นสำหรับบท เค เบลดรันเนอร์คนใหม่ เขาคือไรอัน กอสลิง

    แฟนเชอร์เล่าว่า “ผมบินไปลอนดอนเพื่อไปพบกับริดลีย์และนึกถึงตัวเอกของเรื่อง ผมเกิดความคิดว่า ‘ไรอัน กอสลิง เขานี่แหละ’ แล้วผมก็เก็บความคิดนี้ไว้ แต่แล้วริดลีย์เหมือนจะมองทะลุความคิดผม คำถามที่แทบจะเป็นคำถามแรกของเขาคือ ‘คุณมองเห็นใครบ้าง’ ผมยังไม่ได้บอกไอเดียของผมให้เขาฟังเลย แต่ผมก็รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร ผมบอกว่า ‘ไรอัน กอสลิง’ และเขาก็บอกว่า ‘ใช่เลย’ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องราวเป็นยังไง แต่ผมก็มีภาพตัวละครเอกในหัวแล้วและไรอันก็ตรงกับภาพนั้นพอดิบพอดี”

    กอสลิงกล่าวว่าความสนใจในโปรเจ็กต์นี้ของเขาถูกกระตุ้นขึ้นหลังจากได้รู้ว่ากำลังมีการดำเนินงานบางอย่าง “ตอนที่ผมได้ยินมาว่าริดลีย์กำลังคิดว่าจะดำเนินเรื่องราวต่อ ผมก็สนใจแล้วล่ะครับ ผมอยากจะรู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จากนั้น การมีโอกาสได้เข้าสู่โลกใบนั้นและช่วยเล่าเรื่องราวนั้น…มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นโอกาสที่น่าทึ่งครับ”

    นักแสดงหนุ่มเล่าต่อไปถึงโลกที่ตัวละครตัวนี้อาศัยอยู่ว่า “กลายเป็นสถานที่ที่แร้นแค้นและโดดเดี่ยวยิ่งกว่าโลกเมื่อ 30 ปีก่อนอีก ผลก็คืออาชีพเบลดรันเนอร์ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น ตอนที่เราได้พบเคครั้งแรก เขากำลังตกอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวและความซับซ้อนเหล่านั้นครับ”

    “ในตอนเริ่มต้นเรื่อง” กอสลิงกล่าวต่อ “มันก็เป็นวันที่เหมือนกับวันอื่นๆ เคถูกส่งตัวไป ‘เกษียณ’ มนุษย์เทียมรุ่นเก่า แต่ในกระบวนการนั้น เขากลับบังเอิญได้ค้นพบความลับบางอย่างที่ท้ายที่สุดแล้วก็ทำให้เขาตั้งคำถามกับทุกอย่างที่เขาคิดว่าเขาเคยรู้น่ะครับ”

    วิลเลอเนิฟตั้งข้อสังเกตว่า “เคมีชีวิตที่ยากลำบากมากๆ และเป็นตัวละครที่โดดเดี่ยวมากๆ เขามีงานที่เลวร้ายที่สุดในโลก แต่คาดไม่ถึงที่งานครั้งล่าสุดของเขาทำให้เขาเกิดความฝัน…ความปรารถนาที่แรงกล้าจนบดบังดวงตาเขาให้มืดมิด และผมคิดว่านั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สวยงามทีเดียวครับ”

    “ตอนที่ผมได้อ่านบทหนังเรื่องนี้” ผู้กำกับกล่าวเสริม “ไรอัน กอสลิงก็ถูกเสนอชื่อสำหรับบท เค แล้ว และผมก็ตอบตกลงทันที คงเป็นคนอื่นไปไม่ได้ เขาเป็นนักแสดงที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์มากมายได้เพียงแค่ขยับคิ้ว ผมต้องการนักแสดงที่ฉลาดเป็นกรดและมีความเข้มแข็งที่จะลุยเข้าไปในความมืดมิดได้ ความทุ่มเทและความพยายามที่ไม่ลดละของไรอันในการทำให้แน่ใจว่าเราจะถ่ายทำทุกฉากได้ตามต้องการทำให้ผมประทับใจมาก เพราะผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเขาพอๆ กับที่มันสำคัญสำหรับผมที่เราจะสร้างหนังเรื่องเยี่ยมนี้ด้วยกันครับ”

    ผู้คนจำนวนมากที่เสนอชื่อกอสลิงสำหรับบท เค ยังรวมถึงนักแสดงที่เคยแสดงใน “Blade Runner” มาก่อนอย่างแฮร์ริสัน ฟอร์ดด้วย “ผมคิดว่า เค น่าจะเป็นบทที่เหมาะกับไรอันและผมก็กระตือรือร้นกับการเสนอเรื่องนั้นให้กับผู้อำนวยการสร้าง และพวกเขาก็บอกว่า ‘ใช่ เราก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน’ ผมก็เลยดีใจมากๆ กับเรื่องนั้น ผมมีความสุขมากกับการได้ร่วมงานกับไรอันในหนังเรื่องนี้ เขานำความแปลกใหม่มาสู่ทุกอย่างที่เขาทำและความเฉลียวฉลาดด้วย แต่คุณจะไม่ได้เห็นกระบวนการความคิดของเขาหรอกครับ เหมือนเขาสวมบทเป็นตัวละครตัวนั้นแทนที่จะเป็นการดิ้นรนที่จะสร้างมันขึ้นมา”

    กอสลิงเองก็ชื่นชมฟอร์ดไม่ต่างกัน เขาตั้งข้อสังเกตว่า “แฮร์ริสันเป็นคนทำหนังที่เก่งกาจ มีเหตุผลที่หนังส่วนใหญ่ของเขากลายเป็นไอคอนและหลายเรื่องก็ถูกนำมาสร้างใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า เขามักจะเป็นส่วนหนึ่งของสมการพวกนั้นครับ มันมีวิธีการแสดงฉากหนึ่งๆ หลายแบบมากๆ แต่เมื่อคุณร่วมงานกับแฮร์ริสัน คุณจะตระหนักได้ว่า มันมีวิธีเยี่ยมๆ อยู่แบบเดียวเท่านั้นล่ะ และเขาก็คิดมันออกก่อนคนอื่น”
    ริดลีย์ สก็อตเล่าว่าตอนแรกที่เขาติดต่อฟอร์ดถึงการกลับมารับบทเด็คคาร์ดอีกครั้ง “ผมคิดว่าเขาอาจจะลังเลนิดๆ แต่แล้วพอผมส่งบทไปให้เขา เขาก็บอกว่า ‘ริดลีย์ นี่มันวิเศษสุดเลย ไม่สิ นี่เป็นบทหนังที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยอ่านมาเลย’ น่ะครับ”

    นอกเหนือจากความชื่นชอบในบทแล้ว ฟอร์ดยังกล่าวว่า “สนุกดีนะครับที่ได้เล่นเป็นตัวละครตัวนี้ใน 30 ปีให้หลัง ในแง่หนึ่ง ผมเคยชินกับการลองใส่เสื้อผ้าเก่าๆ แล้ว” เขากล่าวยิ้มๆ “และโชคดีที่มันยังพอดีอยู่ ผมก็เลยไม่ได้มีความหวั่นเกรงอะไรกับการรับบทเด็คคาร์ดอีกครั้งเลยครับ”

    “แน่นอนครับว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างภาคต่อของ ‘Blade Runner’ โดยปราศจากแฮร์ริสัน ฟอร์ด” วิลเลอเนิฟกล่าว “สำหรับผม ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับเขาเพราะเขาเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับการถือกำเนิดของความรักที่ผมมีต่อหนัง ผมโตมากับหนังของเขา ตอนแรก ผมจะต้องกำจัดความประหม่าของการได้พบหนึ่งในฮีโรวัยเด็กของผมทิ้งไปเสียก่อน แต่เขาทำให้บรรยากาศผ่อนคลายได้เร็วมากด้วยกาเป็นหนึ่งในนักกแสดงที่อบอุ่น มีเสน่ห์ เอื้อเฟื้อและถ่อมตัวที่สุดเท่าที่ผมเคยพบ และสำหรับผม การได้กำกับเขาก็เหมือนกับการย้อนกลับไปสู่โรงเรียนหนังเพราะเขามีประสบการณ์มากมายและใช้ความคิดกับกระบวนการแสดงมากในแบบที่ผมแทบจะไม่เคยได้พบ เราได้คุยกันอย่างออกรสออกชาติเกี่ยวกับแนวทางในการแสดงตัวละครตัวนี้ ที่เขาไม่ได้เห็นมาหลายปีมากๆ แล้วน่ะครับ”

    ภายในเรื่องราวนี้ ไม่มีใครได้เห็นเด็คคาร์ดมา 30 ปีแล้ว ฟอร์ดกล่าวว่า “เด็คคาร์ดได้เจอกับเหตุการณ์เศร้าสลดหลายอย่างนับตั้งแต่ภาคสุดท้าย แต่เขาก็ได้รับมอบหมายให้เก็บงำความลับบางอย่างของเขาและรู้สึกถึงความรับผิดชอบที่จะต้องปกปิดความลับพวกนั้น เขาก็เลยทำให้ตัวเองหายไป เขารู้ว่าเขากำลังถูกตามล่า เขาก็เลยไปหลบซ่อนตัวในที่ที่ไม่มีใครคาดคิด สถานที่อันตราย และเขาก็ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว อ้างว้างมากๆ ครับ”

    อย่างไรก็ดี กอสลิงกล่าวว่า “เด็คคาร์ดเป็นคนสำคัญในคดีที่ตัวละครของผมพยายามจะคลี่คลาย เคออกเดินทางตามหาเขา เพื่อหาคำตอบสำหรับคำถามที่มีความเป็นส่วนตัวมากๆ สำหรับเขา”
    “เคตามหาเด็คคาร์ด” ฟอร์ดกล่าว “สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองเป็นเรื่องที่น่าติดตามมากๆ มันเป็นเส้นเรื่องที่ท้าทายมากๆ สิ่งที่ผมชื่นชอบที่สุดคือบริบททางอารมณ์ ซึ่งผมคิดว่ามีคุณค่ามากๆ ครับ”
    เงื่อนงำที่ทำให้เคติดตามร่องรอยของเด็คคาร์ดถูกค้นพบในคลังข้อมูลของวอลเลซ คอร์ปอเรชัน แม้ว่าบันทึกส่วนใหญ่จะถูกทำลายในเหตุหายนะคลื่นไฟฟ้าแรงสูงในปี 2022 หรือแบล็คเอาท์ครั้งใหญ่ ชิ้นส่วนบางอย่างก็ถูกเก็บกู้มาได้ รวมถึงบันทึกชิ้นหนึ่งที่เราแทบจะไม่ได้ยินเสียงของเด็คคาร์ด

    หัวหน้าของวอลเลซ คอร์ปอเรชันคือนีแอนเดอร์ วอลเลซ ผู้ลึกลับ ผู้ซึ่งธรรมชาติในการพูดจาอย่างอ่อนโยนของเขาแทบจะอำพรางความทะเยอทะยานที่โหดเหี้ยมของเขาไม่มิด ความหมกมุ่นของเขาในการสร้างมนุษย์เทียมที่เพอร์เฟ็กต์ ซึ่งก็คือมนุษย์เทียมที่เชื่อฟังและไม่ตั้งคำถามกับอำนาจของมนุษย์เลย ส่งผลให้เกิดการสร้างมนุษย์เทียมรุ่นใหม่ในชื่อ เน็กซัส 9 วอลเลซมองว่ามนุษย์เทียมเป็นสิ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดของมนุษยชาติ…แต่เขาก็สร้างได้จำนวนจำกัด หลายปีก่อนหน้านี้ การคิดค้นสิ่งใหม่ในเรื่องอาหารที่ดัดแปลงพันธุกรรมได้ทำให้โลกรอดพ้นจากภาวะขาดแคลนอาหารทั่วโลกได้ ด้วยคุณงามความดีนี้ เขาจึงสามารถต่อรองให้เกิดการยกเลิกการห้ามมนุษย์เทียมได้และผลก็คือ มันทำให้เขาร่ำรวยมหาศาล…และอำนาจเหลือล้น

    จาเร็ด เลโต ผู้ได้รับเลือกให้รับบท วอลเลซ เล่าว่า “ผมอาจจะมีมุมมองเกี่ยวกับนีแอนเดอร์ วอลเลซ แตกต่างจากคนอื่นๆ เขาเป็นคนที่ช่วยโลกจากความหิวโหย ผมก็เลยไม่ได้คิดว่า อีโก้ของเขาจะสูงลิบลิ่วเกินการควบคุมสำหรับคนที่ช่วยโลกไว้ได้จริงๆ เขาเป็นคนที่ตั้งใจทำงานหนักและศึกษาอย่างเคร่งครัด วอลเลซเป็นอัจฉริยะ แต่เขาก็เพี้ยนหน่อยๆ ด้วย ซึ่งเขาก็ต้องเป็นแบบนั้นครับ เขามีเสน่ห์และเป็นคนซับซ้อน มันเป็นบทที่เย้ายวนจริงๆ”

    เลโตเผยว่าความผูกพันระหว่างเขากับโลก “Blade Runner” ย้อนไปตั้งแต่ “สมัยที่ผมยังเด็กมากๆ และได้ดูหนังเรื่องนี้ทางเทปวิดีโอ มันจะมีหนังบางเรื่องที่พอผ่านมาแล้วมันก็จะตราตรึงอยู่อย่างนั้น ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง มันจะส่งผลกระทบต่อคุณซักอย่างและเปลี่ยนแปลงมุมมองที่คุณมีต่อโลก ‘Blade Runner’ เป็นหนังที่ส่งอิทธิพลใหญ่หลวงต่อผมและตราตรึงในใจผมเสมอ มีบางอย่างเกี่ยวกับมันที่โดนใจผมสมัยเด็กจนผมไม่สามารถสลัดมันไปได้ ดังนั้น มันก็เลยเป็นหนังพิเศษในใจผมเสมอและมันก็เป็นสิ่งที่ผมใช้เป็นแรงบันดาลใจตลอดหลายปีนี้ด้วยครับ”

    “นีแอนเดอร์ วอลเลซเป็นบทที่เล่นยากเพราะคุณต้องรับมือกับไดอะล็อคยากๆ จำนวนมาก มันต้องอาศัยนักแสดงที่สามารถรับมือกับคำพูดเหล่านั้นและเนรมิตชีวิตให้กับมันได้ด้วยความเข้มแข็งและความพลิ้วไหว ผมจะพูดอะไรได้อีกล่ะครับ ผมเลือกร็อคสตาร์แล้วเขาก็ทำให้เราอึ้ง” วิลเลอเนิฟ ผู้กกล่าวเสริมว่าเขาชื่นชมการสวมบทบาทเป็นตัวละครตัวนี้อย่างจริงจังของเลโต กล่าว “ผมได้ยินถึงวิธีที่จาเร็ดสวมบทบาทของเขาและผมก็สงสัยว่าเขาจะทำยังไงกับวอลเลซ ด้วยความที่เขาตาบอด พอเขาเข้ามา เขาก็ตาบอด…เขาทำตัวเป็นคนตาบอดเลยล่ะครับ”

    ในการค้นคว้าแง่มุมนี้ในบทของเขา เลโตได้ใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับผู้คนที่มีปัญหาทางด้านสายตา และสังเกตสิ่งต่างๆ อย่างเช่นวิธีการที่พวกเขาเคลื่อนไหวในพื้นที่หนึ่งๆ หรือมีปฏิสัมพันธ์ในบทสนทนา “ผมรู้สึกได้ว่าจาเร็ดเป็นคนที่ทุ่มเทอย่างมากและจริงจังมากๆ กับสิ่งที่เขาทำ” วิลเลอเนิฟกล่าว “เขาทุ่มเท 100 เปอร์เซ็นต์เลยครับ”

    ในทำนองเดียวกัน เลโตก็มีแต่คำชื่นชมให้กับวิลเลอเนิฟ โดยเขาให้ความเห็นว่า “เดนิสเป็นศิลปินที่หาได้ยากครับ สิ่งที่ผมชื่นชอบเกี่ยวกับเขาคือเขารู้สึกทึ่ง กระตือรือร้นและอยากรู้อยากเห็นโดยธรรมชาติอยู่ตลอด เขาอินไปกับชั่วขณะนั้นกับนักแสดง และรอบตัวเขา ก็มีความรู้สึกของการค้นพบและความตื่นเต้น ที่น่าติดตามมากๆ ผมมองว่าเขาเป็นผู้กำกับที่เหลือเชื่อและผมก็ซาบซึ้งมากที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับเขาในหนังเรื่องนี้ครับ”

    เมื่อพิจารณาจากงานของเขา ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่มือขวาของวอลเลซจะเป็นมนุษย์เทียมชั้นสูงรุ่นเน็กซัส 9 ซิลเวีย โฮคส์ รับบท ลูฟ ผู้ซึ่งความภักดีอย่างเด็ดเดี่ยวที่มีต่อวอลเลซก้าวไปไกลเกินกว่าคำว่าหน้าที่ “เขาเป็นมากกว่าเจ้านายของเธอ” เธอตั้งข้อสังเกต “สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับลูฟคือเธอถูกสร้างขึ้นโดยวอลเลซ และถ้าเขาสร้างเธอได้ ก็หมายความว่าเขาสามารถทำลายเธอเมื่อไหร่ก็ได้ ฉันก็เลยคิดว่าแรงขับบางอย่างของเธอมาจากความกลัวนั่น สิ่งที่เธอโฟกัสคือการเป็นเลิศ เป็นทุกอย่างที่เขาคาดหวังให้เธอเป็นและมากกว่านั้น เธอเต็มใจที่จะทำทุกอย่างเพื่อช่วยเขาเอาชนะโลกภัยนี้และทำความฝันของเขาให้เป็นจริง เธอรู้สึกว่ามันเป็นเหมือนกุญแจไปสู่ความสุข…แม้ว่าเธอจะไม่รู้หรอกว่าความสุขจริงๆ แล้วคืออะไรน่ะค่ะ”

    สำหรับการเตรียมพร้อมสำหรับบทของเธอ โฮคส์ตั้งข้อสังเกตว่า “ฉันอยากจะโฟกัสไปที่ผู้หญิงสาวที่ทรงพลังและประสบความสำเร็จในปัจจุบัน เพราะพวกเธอแข่งขันกันในการเป็นที่หนึ่ง และพวกเธอก็มักจะถูกตัดสินจากสิ่งที่พวกเธอทำ การกระทำของพวกเธอ ที่ที่พวกเธอักอาศัยหรือแม้กระทั่งสิ่งที่พวกเธอกิน ดังนั้น ในความรู้สึกแบบหนึ่งที่แตกต่างออกไปมากๆ มันเหมือนกับว่าพวกเธอถูฏสร้างขึ้น ภาพลักษณ์ของพวกเธอถูกสร้างขึ้นมา และฉันก็คิดว่ามันเป็นแนวทางการแสดงบทนี้ที่น่าสนใจมากๆ ค่ะ”

    วิลเลอเนิฟพูดถึงโฮคส์ว่าเป็น “หนึ่งในศิลปินที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยร่วมงานด้วยในชีวิตผม เธอเป็นนักแสดงหญิงที่เข้มแข็งมากๆ และไม่กลัวที่จะทำอะไรสุดโต่งเพื่อบทของเธอครับ”

    ผู้หญิงที่อยู่เคียงข้างเคก็คือจอย ผู้ซึ่งเขามีมากกว่าความสัมพันธ์รักด้วย เธอเป็นเพื่อนของเขา เป็นคนสนิทของเขาและเป็นผู้สนับสนุนตัวจริงเพียงหนึ่งเดียวของเขา อนา เดอ อาร์มาส ผู้รับบทนี้ เล่าว่า “จอยเป็นคนฉลาด ตลก มีสัญชาตญาณเฉียบคม โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องของเค นอกจากนั้น เธอยังเซ็กซีสุดๆ ด้วย แต่เธอเป็นมากกว่าที่คุณเห็น จริงๆ แล้ว เธอค่อนข้างจะซับซ้อนทีเดียวค่ะ”

    เดอ อาร์มาสชื่นชอบการได้พัฒนาบทนี้กับวิลเลอเนิฟ โดยตั้งข้อสังเกตว่า “เป็นเรื่องน่าสนใจที่ได้สำรวจตัวละครของฉันกับเขา ตัวตนของเธอเองก็เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับฉัน และฉันก็มีคำถามมากมายในหัว เช่นเธอเป็นใคร เธอรู้สึกยังไง อะไรคือกฎที่เราต้องทำตามเพื่อปูพื้นจากฉากหนึ่งไปสู่อีกฉากหนึ่ง เดนิสให้อิสระกับฉันมากเหลือเกินเพื่อให้ฉันได้ค้นพบสิ่งต่างๆ เหล่านี้และอะไรที่มากกว่านั้นเมื่อหนังเดินหน้าไปน่ะค่ะ”

    “ผมรู้ว่าอนาเคยแสดงหนังมาก่อน แต่เป็นเรื่องหายากในฐานะผู้กำกับที่คุณจะรู้สึกเหมือนว่าคุณกำลังได้เห็นนักแสดงหญิงกลายเป็นดาราโดดเด่น” วิลเลอเนิฟกล่าว “เธอมีคุณสมบัติทั้งหมดนี้ ทั้งพลังงาน อารมณ์ พลังและทักษะ ที่จะถ่ายทอดตัวละครที่ยากมากๆ อย่างจอยน่ะครับ”

    ในตอนที่พัฒนาการที่น่าตกตะลึงในการสืบสวนของเคนำเขาไปสู่เส้นทางที่อันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ จอยเป็นคนเดียวที่เขารู้ว่าเขาจะสามารถไว้ใจได้แน่ๆ และในทางกลับกัน เธอก็นำทางเขาและให้กำลังใจเขาอย่างอ่อนโยน เธอนำเสนอมุมมองให้กับเขาในแบบที่ไม่มีใครอื่นทำได้

    แม้กระทั่งหัวหน้าของเคก็ยังไม่ได้รับรู้ถึงรายละเอียดทั้งหมดของสิ่งที่เขาได้รับรู้มาในการตามล่าหาความจริง โรบิน ไรท์ รับบท ร้อยโทโจชิจากกรมตำรวจแอลเอ หัวหน้าผู้จริงจังของเค ผู้ซึ่งคำสั่งไปยังเบลดรันเนอร์ของเธอพิสูจน์ว่าเธอจะทำทุกวิถีทางที่จำเป็นเพื่อรักษากฎระเบียบเอาไว้ ไรท์กล่าวว่า “โจชิเข้าใจเดิมพันนี้ดี เธอรู้ว่าการค้นพบเรื่องใหญ่ขนาดนี้สามารถ ‘ทำให้โลกแตกได้’ อย่างที่เธอพูดไว้ แต่เธอก็เป็นห่วงเคด้วย เธอตระหนักดีว่ามีบางอย่างผิดปกติและรู้สึกได้ว่าเขาอาจเก็บงำอะไรบางอย่างไว้ อย่างไรก็ดี เธอไม่สามารถปล่อยให้ความกังวลของเธอมาขัดขวางการทำงานของเธอได้ค่ะ”

    วิลเลอเนิฟเล่าว่า “โรบิน ไรท์เป็นนักแสดงหญิงที่วิเศษสุด ผู้แสดงถึงบารมีน่าเกรงขามมากๆ ในฐานะร้อยโทโจชิ แต่มันก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกันที่จะแสดงให้เห็นว่าโจชิมีแง่มุมที่อ่อนโยน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการรับมือกับเคของเธอ และโรบินก็สามารถถ่ายทอดเรื่องนั้นออกมาได้อย่างละเอียดอ่อนในแบบที่เหมาะกับตัวละครตัวนี้”

    โจชิได้สั่งให้เคไปกำจัดมนุษย์เทียมรุ่นเก่าที่ชื่อ แซ็ปเปอร์ มอร์ตัน ผู้ดูเหมือนจะเป็นแค่ชาวนาโปรตีนที่ไม่สลักสำคัญอะไรในตอนที่เคปรากฏตัวขึ้นในบ้านที่ว่างเปล่าของเขา “เขาแค่พยายามจะมีตัวตนอยู่ แค่พยายามจะมีชีวิตอยู่เท่านั้นเอง” เดฟ เบาติสตา ผู้ได้รับเลือกให้รับบทนี้ กล่าว “ตอนที่เคปรากฏตัวขึ้น แซ็ปเปอร์ก็รู้สึกไม่ชอบมาพากลทันทีเพราะหนึ่ง เขาไม่เคยมีแขกมาเยี่ยม และสอง เขาไม่ชอบให้มีแขกมา และเขาก็ตระหนักว่านี่อาจเป็นจุดจบสำหรับเขา ซึ่งคือสิ่งที่เขาพยายามหลีกเลี่ยง…มันเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเก็บตัวอยู่ในฟาร์ม สนใจแต่เรื่องของตัวเองน่ะครับ”

    ผู้กำกับเล่าถึงการคัดเลือกนักแสดงสำหรับบทนี้ว่า “เดฟเป็นหนึ่งในชื่อแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาสำหรับบทแซ็ปเปอร์เพราะเขามีทั้งเสน่ห์และบารมีอย่างล้นเหลือ ผมต้องการคนที่จะเป็นเหมือนยักษ์ แต่ก็เป็นยักษ์ที่อ่อนโยน…คนที่คุณจะเห็นใจด้วย ความเห็นใจนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากๆ สำหรับตัวละครตัวนี้ และความเศร้าสลดที่อยู่หลังดวงตาคู่นั้นและความเปราะบางที่เดฟใส่ลงไปในแซ็ปเปอร์ก็เป็นสิ่งจำเป็นครับ”

    มีปัญหาเดียวเท่านั้นคือเบาติสตาอายุน้อยกว่าตัวละครตามที่คิดไว้เยอะ โดนัลด์ โมวัท ช่างเมคอัพ ผู้ซึ่งวิลเลอเนิฟพูดถึงว่าเป็น “ปรมาจารย์” เป็นผู้รับผิดชอบในการเพิ่มอายุให้กับนักแสดงหนุ่ม วิลเลอเนิฟเล่าว่า “หลายคนให้ความเห็นว่า ‘อ้าว ฉันไม่รู้นะเนี่ยว่าเขาอายุมากขนาดนั้นแล้ว’ และผมก็รู้ว่าเราประสบความสำเร็จแล้วเพราะพวกเขาไม่ได้มองเห็นเมคอัพ แต่เป็นเดฟ เบาติสตาที่แก่ตัวลงน่ะครับ”

    ภารกิจของเคในการกำจัดแซ็ปเปอร์ควรจะเป็นแค่งานธรรมดาอีกงานหนึ่งเท่านั้น เขาไม่เคยจินตนาการเลยว่า การสืบสวนของเขาจะเปิดประตูไปสู่การเปิดเผยที่น่าตกตะลึง การเปิดเผยที่จะท้าทายสิ่งที่เขาเชื่อทุกอย่าง

    นักแสดงคนอื่นๆ ที่เหลือได้แก่ แม็คเคนซีย์ เดวิส ในบท มาเรียต “ด็อกซี” ลึกลับ ผู้สนใจในตัวเคเป็นพิเศษ, คาร์ลา จูรี ในบท ดร.อนา สเตลไลน์ ผู้มีหน้าที่สำคัญในการสร้างและกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์เทียม และเลนนี เจมส์ ในบท มิสเตอร์คอตตอน ผู้ดูแลเด็กๆ ที่ถูกทอดทิ้งหลายร้อยคน และผู้อาจมีคำตอบให้กับเคก็ได้

    รูปร่างของสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

    ก่อนหน้าที่การถ่ายทำหลักของ “Blade Runner 2049” จะเริ่มต้นขึ้น วิลเลอเนิฟได้ใช้เวลาหลายสัปดาห์กับผู้กำกับภาพผู้ร่วมงานกับเขามานาน โรเจอร์ ดีคินส์ เพื่อวาดสตอรีบอร์ดและสร้างลุควิชวลของภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมา “ดังนั้น โรเจอร์ก็เลยเป็นส่วนสำคัญของภาษาของหนังเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มต้นเลยครับ” ผู้กำกับกล่าว

    แอนดรูว์ โคโซเวเล่าว่า “โรเจอร์ ผู้เป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพที่เก่งที่สุดตลอดกาล ใช้เวลาหนึ่งปีเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับหนังเรื่องนี้ เขากล่าวว่ามันเกี่ยวข้องกับการออกแบบและลวดลายแสงที่ซับซ้อนที่สุดที่เขาเคยทำมาเลย”

    อย่างไรก็ดี ดีคินส์ก็เล่าว่า “มันเป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้นเกินกว่าจะปล่อยผ่านไปได้ครับ ผมกับเดนิสไม่ได้ถูกผูกมัดแต่เหมือนเราถูกหล่อหลอมด้วยหนังภาคแรก ซึ่งนำเสนอหนึ่งในมุมมองแรกๆ ที่เฉียบคมที่สุดของอนาคตหลังหายนะน่ะครับ”

    วิลเลอเนิฟกล่าวเสริมว่า “หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการร้อยเรียงหนังทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกันด้วยภาพวิชวล เพื่อให้มันมีความรู้สึกของการได้เดินไปสู่อนาคตที่ได้แรงบันดาลใจจากอดีตครับ”

    สิ่งที่อาจเป็นภาพจำที่เด่นชัดที่สุดจาก “Blade Runner” ภาคแรกคือบรรยากาศที่อึดอัด ชื้นแฉะและมืดหม่นของมัน และสภาพเหล่านั้นก็ไม่ได้พัฒนาขึ้นเลยในช่วง 30 ปีนับแต่นั้นมา ผู้กำกับเล่าว่า “ผมมาจากมอนทรีอัล ดังนั้น สภาพอากาศของหนังเรื่องนี้ก็จะเป็นไปในรูปแบบของวันที่อากาศเลวร้ายในแคนาดา ที่มันอาจหนาวยะเยือกได้ ดังนั้น แทนที่จะมีฝนตกตลอด ก็จะมีทั้งหิมะและก้อนตะกอนด้วยครับ”

    ริดลีย์ สก็อตเล่าว่า “สไตล์เป็นเรื่องสำคัญ และเดนิสก็เข้าใจดีถึงสิ่งที่เราได้ทำเอาไว้ในภาคแรกครับ”

    ประชากรส่วนใหญ่ ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มของคนร่ำรวยล้นฟ้า ยังชีพอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงที่แทงทะลุท้องฟ้าสีเทาขึ้นไป ผู้ออกแบบงานสร้างเดนนิส แกสเนอร์เล่าว่า “สิ่งแรกที่ผมถามเดนิสคือถ้าเขาจะพูดถึงแบบดีไซน์ของหนังเรื่องนี้ด้วยคำๆ เดียว ซึ่งเป็นคำจำกัดความสำหรับหนังเรื่องนี้ คำนั้นคืออะไร แล้วเดนิสก็ตอบว่า ‘โหด ผมอยากให้สถาปัตยกรรมของมันออกมาโหด’ ดังนั้น เราก็เลยทุ่มให้กับการค้นคว้าของเราและพบภาพต่างๆ ที่พัฒนาไปสู่สิ่งที่ผมเรียกว่า ‘ภาษาแบบแผน’ ครับ”

    “สิ่งสำคัญเกี่ยวกับ ‘Blade Runner 2049’ คือทุกอย่างถูกออกแบบเพื่อการอยู่รอด ตั้งแต่เรื่องเทคโนโลยีไปจนถึงสถาปัตยกรรม” วิลเลอเนิฟกล่าวเสริม “ตึกต่างๆ ถูกออกแบบเพื่อให้ทนต่อสภาพอากาศ ดังนั้น ตึกจำนวนมากก็เลยดูเหมือนหลุมหลบภัยครับ”

    นอกจากนั้น คำว่าโหดยังเป็นคำสำคัญสำหรับเครื่องแต่งกาย ที่ออกแบบโดยเรเน เอพริลอีกด้วย “มันเป็นสิ่งแวดล้อมที่หฤโหดค่ะ ฝนตกบ่อยและบางครั้ง หิมะก็ตกด้วย” เธอกล่าวยืนยัน “นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรา สำหรับเนื้อผ้า ฉันใช้ขนสัตว์ปลอมและพลาสติกเยอะแยะ ซึ่งเป็นครั้งแรกสำหรับฉัน ฉันไม่สามารถใช้หนังสัตว์ ขนสัตว์หรือวัตถุดิบออร์แกนิคอะไรก็ตามที่ไม่มีอยู่แล้วได้ ดังนั้น ทุกอย่างก็เลยเป็นของสังเคราะห์หรือของที่ถูกสร้างจากฝีมือมนุษย์ทั้งนั้น นอกจากนั้น เรายังทำให้ขนาดมันใหญ่ขึ้นเพราะความหนาวด้วยค่ะ”

    “ฉันโชคดีมากที่ได้ร่วมงานกับทีมนักแสดงชั้นเยี่ยมที่สนใจเรื่องเครื่องแต่งกายของพวกเขามากๆ” นักออกแบบหญิงกล่าว “ยกตัวอย่างเช่น ไรอัน กอสลิงตระหนักดีว่าเขาสามารถสวมอะไรได้บ้าง ว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และฉันก็ต้องบอกว่า เขาต้องชอบมันเพราะเคสวมเสื้อโค้ทตัวเดียวตลอดทั้งเรื่องเลยค่ะ”

    “เราทุกคนต่างก็อยากได้เสื้อโค้ทตัวนั้น” ไซค์ ยอร์คินกล่าว “แม้แต่พวกผู้หญิงก็ชื่นชอบเสื้อโค้ทของไรอัน เรเนเก่งมากๆ และคิดออกแบบเสื้อผ้าที่เหลือเชื่อ ที่เหมาะกับตัวละครและสถานที่ที่พวกเขาอยู่อาศัยได้”

    เอพริลกล่าวว่า เครื่องแต่งกายสำหรับลูฟและจอยต้องอาศัยแนวทางสองแบบที่แตกต่างกันมากๆ เธอเล่าว่า “สำหรับลูฟ รูปทรงสำหรับเสื้อผ้าของเธอคือเพรียวและบริสุทธิ์ ไม่มีลูกไม้ฟูฟ่อง ไม่มีสีสันฉูดฉาด ทุกอย่างจะเป็นสีเบจ ขาวหรือเทา ในทางกลับกัน จอยจะได้สวมเสื้อผ้าหลากหลายในแง่ของสีสัน และเสื้อผ้าของเธอก็จะเน้นความเป็นหญิงมากกว่าและไม่ได้มีความตายตัวอะไรค่ะ”

    ในการออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับนีแอนเดอร์ วอลเลซ เอพริลกล่าวว่า “ฉันได้แรงบันดาลใจจากฉากที่น่าทึ่งของเดนนิส แกสเนอร์สำหรับออฟฟิศของวอลเลซ ซึ่งมีขนาดใหญ่ มีเส้นสายที่สะอาดตามากๆ และมีคุณสมบัติแบบเซน ฉันก็เลยใช้เส้นสายที่เรียบง่ายที่คล้ายๆ กัน เหมือนเครื่องแบบหรือชุดนอนสำหรับคนที่ไม่ได้ออกไปไหนและไม่มีอะไรต้องพิสูจน์ค่ะ”

    ชุดของริค เด็คคาร์ดเหมาะกับคนที่อยู่นอกวงโคจรมานานหลายทศวรรษ “ดังนั้น สิ่งที่เขาสวมก็จะถูกทำให้เก่าลงและซอมซ่อเล็กน้อยค่ะ”

    ส่วนหนึ่งของภาพที่เป็นที่จดจำมากที่สุดใน “Blade Runner” ภาคแรกคือบิลบอร์ดอิเล็คโทรนิคสูงใหญ่ ที่มีภาพโฆษณาเคลื่อนไหว สำหรับซีเควลนี้ โบรเดอริค จอห์นสันกล่าวว่า “เราผลักดันมันไปอีกระดับ ด้วยความที่มันผ่านมา 30 ปีแล้ว มันมีโฆษณาโฮโลกราฟิก 3 มิติ ที่จะมีความคิดของตัวเองในระดับหนึ่ง ดังนั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเดินไปตามถนน โฆษณาก็อาจจะพูดคุยกับคุณ ซึ่งเป็นความคิดที่น่าสะพรึงกลัวนะครับ” เขากล่าวกลั้วหัวเราะ

    วิลเลอเนิฟกล่าวขยายความว่า “ความคิดของเราก็คืออากาศในลอสแองเจลิสปี 2049 จะมีมลพิษหนาแน่นจนคุณสามารถฉายภาพต่างๆ แบบ 3D ลงไปในชั้นบรรยากาศได้ ดังนั้น โฆษณาก็เลยจะไม่ได้เป็นแค่บิลบอร์ดขนาดใหญ่อีกต่อไปแล้ว แต่มันจะอยู่ท่ามกลางผู้คน และนั่นก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เป็นส่วนขยายต่อจากความจริงของเราเอง นั่นเป็นทิศทางที่เรากำลังมุ่งไปครับ”

    “ในตอนที่เรากำลังวางแผนหนังเรื่องนี้” วิลเลอเนิฟกล่าวต่อ “เราก็ได้พบกับนักวิทยาศาสตร์ หมอ สถาปนิก นักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์…คนที่เล่าให้เราฟังว่าพวกเขาคิดว่าอนาคตจะออกมาเป็นยังไง และมันก็ส่งผลต่อแบบดีไซน์หลายๆ อย่างในหนังเรื่องนี้ด้วยครับ”

    ลอสแองเจลิส ปี 2049

    การถ่ายทำหลักของ “Blade Runner 2049” เสร็จสิ้นลงในฮังการี ที่ซึ่งกองถ่ายได้ประทับรอยขนาดใหญ่เอาไว้ ด้วยการครอบครองพื้นที่ของซาวน์สเตจหกแห่งและโรงถ่ายที่โอริโก สตูดิโอส์ในกรุงบูดาเปสต์, ซาวน์สเตจสามแห่งที่คอร์ดา สตูดิโอส์ในอีเท็คและโลเกชันอีกหลายแห่งทั่วประเทศ

    ผู้ควบคุมงานสร้างและผู้จัดการกองถ่ายยูนิท บิล คาร์ราโรให้ความเห็นว่า “สถานที่เหล่านั้นเป็นระดับสุดยอด มันดีเยี่ยมพอๆ กับที่อื่น แต่สิ่งที่ทำให้เราสนใจฮังการี โดยเฉพาะกรุงบูดาเปสต์ คือความหลากหลายของลุคภายในเมืองนี้ มันเป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปตะวันออกผสมผสานด้วยโครงสร้างแบบบรูทัลลิส์ยุคโซเวียตน่ะครับ”

    วิลเลอเนิฟกล่าวยืนยันว่า “บูดาเปสต์มีสุนทรียศาสตร์บางอย่างที่ส่งอิทธิพลต่อหนังเรื่องนี้ เราสามารถถ่ายทำบางฉากบนท้องถนนในเมืองได้เพราะสถาปัตยกรรมบางแห่งที่เราพบจะมีความสอดคล้องกับจิตวิญญาณของหนังเรื่องนี้ครับ”

    ที่โอริโกและคอร์ดา สตูดิโอส์ ทีมงานของเดนนิส แกสเนอร์ได้สร้างโลกของภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาแทบจะทั้งหมด เพื่อทำตามความปรารถนาของวิลเลอเนิฟที่จะทำงานในฉากที่จับต้องได้จริงๆ ผู้กำกับกล่าวว่า “ผมต้องการสิ่งแวดล้อมจริงๆ เพราะสิ่งแวดล้อมพวกนั้นจะกระตุ้นให้เกิดไอเดีย ในช่วงเริ่มแรก มีการตัดสินใจว่าจะสร้างทุกอย่างขึ้นมาและใช้กรีนสกรีนให้น้อยที่สุด ซึ่งทุกคนก็ตื่นเต้นกับทิศทางดังกล่าว แน่นอนครับ มันจะต้องมีการใช้ CGI บ้างเพื่อขยายบางฉากออกไป แต่ทุกอย่างที่คุณได้เห็นในโฟร์กราวน์เป็นของจริงครับ”

    แฮร์ริสัน ฟอร์ดเล่าว่า “สิ่งแวดล้อมจริงๆ เป็นประโยชน์อย่างมหาศาลครับ คนจะทำตัวในแบบที่สมจริงมากขึ้นในตอนที่สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อคุณ เช่นเสียงฝีเท้าของคุณ ในฐานะนักแสดง ผมคิดว่ามันช่วยได้นะครับ”

    “Blade Runner 2049” เปิดเรื่องในตอนที่เคบินไปที่ฟาร์มของแซ็ปเปอร์ มอร์ตันในยานพาหนะที่แฟนๆ ภาคแรกรู้จักกันในชื่อของ สปินเนอร์ แกสเนอร์เล่าว่า “สิ่งแรกที่เราออกแบบคือสปินเนอร์ของเค ซึ่งเราตั้งใจให้มันเป็นการแสดงความเคารพต่อภาคแรก แต่ภายในบริบทของสไตล์บรูทัลลิสต์ที่เดนิสต้องการครับ”

    สปินเนอร์ของเคจะมีรูปร่างหนากว่าและมีเหลี่ยมมุมที่คมกว่าสปินเนอร์ของเด็คคาร์ดใน “Blade Runner” แต่แม้ว่ามันจะเป็นรุ่นหลัง ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะใหม่ พอล อิงกิส ผู้ควบคุมผู้กำกับศิลป์กล่าวว่า “เราพยายามจะสร้างภายในที่ให้ความรู้สึกเหมือนว่ามันมีอายุ 10—15 ปีแล้ว มันมีชีวิตและร่องรอยต่างๆ มากมายภายใน ทุกอย่างเสื่อมโทรมและคุณก็จะเห็นได้ถึงรอย คราบ รอยขีดข่วนต่างๆ … ตัวมันเองก็เป็นฉากหนึ่งเหมือนกันครับ”

    มีสปินเนอร์สองคันที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับ เค คันหนึ่งสามารถขับได้จริงๆ และมีประตูที่เปิดได้ในแนวตั้ง สปินเนอร์คันนี้ ที่มาพร้อมกับพวงมาลัยพาวเวอร์และมอเตอร์ไฟฟ้า สามารถเร่งความเร็วได้ถึง 50 ไมล์ต่อชั่วโมง แม้ว่าจะไม่แนะนำให้ทำเช่นนั้นในกองถ่ายก็ตาม ส่วนอีกคันหนึ่งถูกออกแบบสำหรับการถูกแขวนบนลวดสลิงหรือติดตั้งบนเครนหรือแท่นหมุน โดยมีกอสลิงอยู่ด้านใน กล้องจะถูกติดตั้งอยู่หลังนักแสดงเพื่อบันทึกมุมมองของเขาที่มองทะลุกระจกด้านหน้าออกไป ขณะที่ที่ปัดน้ำฝนพยายามจะปัดฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องไป

    สปินเนอร์ของเคมีคุณสมบัติบางอย่างที่ไม่มีอยู่ในภาแรก ซึ่งก็คือวัตถุที่เหมือนกับโดรนและมีความคิด ตามที่ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ จอห์น เนลสันเรียกว่า “ปลานักบิน มันอาศัยอยู่ตรงด้านหลังสปินเนอร์ของเขา และเมื่อไหร่ที่เขาหยุด มันก็จะลอยขึ้นมาเหมือนกับโดรน มันเป็นไซด์คิกดิจิตอลของเค ที่เขาสามารถบอกให้มัน ‘เฝ้ารถ’ ได้ แต่มันก็ยังสามารถถ่ายรูปพื้นที่โดยรอบและส่งข้อมูลกลับมาได้ด้วยครับ”

    นอกเหนือจากสปินเนอร์ของเคแล้ว ยังมียานพาหนะอื่นๆ ที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้ รวมถึงสปินเนอร์ลิมูซีนหลายที่นั่ง ที่มีขนาดใหญ่กว่า และสปินเนอร์ของเด็คคาร์ด ซึ่งถูกอัพเดทใหม่จากคันที่เขาขับในภาคแรก

    ฟาร์มและบ้านฟาร์มของแซ็ปเปอร์ มอร์ตันถูกสร้างขึ้นในโรงถ่ายของโอริโก สตูดิโอส์ ที่นั่น การเผชิญหน้ากันระหว่างเคและแซ็ปเปอร์ถูกออกแบบโดยผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ โจเอล เครเมอร์ ผู้กล่าวว่า “ไรอันใช้ความคิดอย่างมากกับทุกอย่างที่เขาทำ เขาสละเวลาว่างน้อยนิดที่เขามีเพื่อมาฝึกกับเราและเขาก็เรียนรู้ทุกอย่างได้เร็วมากๆ”

    เครเมอร์เลือกอีกแนวทางหนึ่งสำหรับการต่อสู้ระหว่างเคและลูฟในช่วงหลังจากนั้นของเรื่อง เครเมอร์กล่าวยืนยันว่า “แม้ว่าลูฟจะเป็นผู้หญิง แต่เธอก็มีพลังในการต่อสู้มากพอๆ กับเค หรืออาจจะมากกว่า ผมไปพบแชมเปี้ยนศิลปะการต่อสู้ที่ชื่อ โคลอี้ บรูซ ผู้สามารถทำสิ่งต่างๆ กับร่างกายของเธอได้ในแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน…การเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนจะไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ ผมโชว์คลิปเดโมของเธอให้เดนิส, แอนดรูว์และโบรเดอริคดูและพวกเขาก็ตื่นเต้นมาก เราพาโคลอี้เข้ามาและให้เธอฝึกกับซิลเวีย โฮคส์เพื่อสอนท่าต่างๆ ให้กับเธอ แน่นอนว่าซิลเวียทำมันไม่ได้ทั้งหมด พวกเราไม่มีใครที่จะทำในสิ่งที่โคลอี้ทำได้หรอกครับ แต่เธอก็ทุ่มเทให้กับมันจริงๆ ผมประทับใจกับสิ่งที่ซิลเวียทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้วยความที่เธอไม่เคยแสดงฉากต่อสู้จริงๆ จังๆ มาก่อน”

    “ฉากแอ็กชันเป็นความท้าทายชิ้นใหญ่สำหรับฉันค่ะ” โฮคส์ยอมรับ “ฉันฝึกฝนมาหกเดือน ซึ่งฉันชอบนะเพราะฉันสามารถทำอะไรต่อมิอะไรด้วยร่างกายฉันได้มากขึ้น ฉันรู้สึกเหมือนฉันได้แปลงร่างกลายเป็นมนุษย์ที่แข็งแกร่งมากๆ ซึ่งมันก็ช่วยฉันในการสวมบทตัวละครตัวนี้ด้วยเหมือนกัน ในฐานะนักแสดง มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่มีโอกาสได้ทำงานกับการเคลื่อนไหวแบบนี้และได้เรียนรู้เทคนิคพวกนี้ค่ะ”

    ฉากขนาดใหญ่ ที่ประกอบไปด้วยออฟฟิศและคลังข้อมูลของวอลเลซ คอร์ปอเรชัน ครอบคลุมพื้นที่ซาวน์สเตจที่สตูดิโอทั้งสองแห่ง แบบดีไซน์ที่สะอาดตาและมินิมอลของออฟฟิศส่วนตัวของวอลเลซค้านกับความซับซ้อนของฉากนี้ ที่มีศูนย์กลางล้อมรอบไปด้วยคูน้ำที่จะเข้าถึงได้ด้วยทางเดินหินอัตโนมัติเท่านั้น โรเจอร์ ดีคินส์ได้ใช้สระน้ำที่มีคลื่น เพื่อสะท้อนแสงกลับไปกลับมาจากผนังและเพดาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง

    อิงกิสเล่าว่า “จริงๆ แล้ว แสงเป็นสิ่งสำคัญต่อฉากมากกว่าสไตล์สถาปัตยกรรมไหนๆ อีกนะครับ โรเจอร์บอกไว้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่าเขาอยากให้แสงมีความเป็นธรรมชาติ เหมือนแสงอาทิตย์ ซึ่งแทบจะไม่ปรากฏอยู่ด้านนอก ที่ซึ่งพระอาทิตย์ถูกบดบังด้วยเมฆหมอกตลอด คุณจะสังเกตเห็นว่าไม่มีหน้าต่างซักบานเดียวในฉากพวกนี้ แต่ภายในโลกของวอลเลซ มันมีความรู้สึกเหมือนพระอาทิตย์จำลองในตอนที่ลำแสงอาทิตย์สังเคราะห์ลอดผ่านเข้ามาน่ะครับ”

    จาเร็ด เลโต ผู้ยืนอยู่ในห้องของตัวละครของเขา กล่าวว่า “ผมรู้สึกได้ถึงพลังงานในฉากนั้น และด้วยความที่ผมรับบทเป็นคนตาบอด ผมก็สามารถสัมผัสกับมันได้ในแบบที่ผมไม่น่าจะทำได้ ถ้าคุณหลับตา มันจะเหลือเชื่อเลยว่าคุณสามารถบอกอะไรเกี่ยวกับพื้นที่ที่คุณอยู่ได้ และหนึ่งในสิ่งที่ยอดเยี่ยมสำหรับผมก็คือในสถานที่ที่เหมือนกับโบสถ์พวกนี้ เสียงจะสะท้อนกับกำแพง ซึ่งเสียงพวกนั้นทำให้ผมรู้สึกว่ามีพลังมากๆ ในบทบาทของผม”

    วอลเลซ ทาวเวอร์ ตั้งตระหง่านเป็นจุดเด่นที่ตรงข้ามกับสภาพแวดล้อมของบรรดาผู้คนอับโชคที่ต้องดิ้นรนใช้ชีวิตอยู่นอกกำแพง สถานที่รวมตัวกันที่คุ้นตาแห่งหนึ่งคือบีบี้ส์ บาร์ ตลาดเปิดที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ที่ซึ่งทั้งมนุษย์และมนุษย์เทียมสามารถซื้อหาได้ทุกอย่างตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม สินค้า ไปจนถึงเซ็กส์ ฉากที่เต็มไปด้วยรายละเอียดนี้ ที่ถูกสร้างขึ้นบนซาวน์สเตจที่คอร์ดา เต็มไปด้วยเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติแบบทัชสกรีน ที่เรียงรายเป็นแถวๆ โดยมีภาพหน้าจอส่องสว่างและสินค้าหลากหลายรูปแบบให้เลือก รถไฟแล่นผ่านไปบนรางด้านบนและตุ๊กตุ๊กก็แล่นฉวัดเฉวียนผ่านตัวประกอบในชุดคอสตูมกว่า 300 ชีวิต

    “บีบี้ส์เป็นฉากแรกที่เราเน้นสีสันครับ” แกสเนอร์กล่าว “ด้วยลักษณะของธรรมชาติที่เป็นฤดูหนาวตลอด เกือบทุกอย่างก็เลยจะมีความเป็นสีเทา แต่บีบี้ส์เป็นที่ที่เราสามารถทำให้คนมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยสีสัน อย่างที่โรเจอร์ทำด้วยการใช้แสงน่ะครับ”

    ฉากที่น่าสนใจฉากอื่นๆ ในลอสแองเจลิส ปี 2049 รวมถึงอพาร์ทเมนต์เล็กๆ ที่ใช้งานได้ดีของเค, หลังคาของตึกอพาร์ทเมนต์เขา ที่ซึ่งเขาเต้นรำท่ามกลางสายฝนกับจอยและสถานีตำรวจ ซึ่งเป็นออฟฟิศของร้อยโทโจชิ

    โบกมือลาแอลเอ

    ต่างจากภาคแรก “Blade Runner 2049” นำเรื่องราวออกไปนอกขอบเขตของลอสแองเจลิส ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่วิลเลอเนิฟยินดีกับมัน “มันทำให้ผมมีโอกาสได้นึกว่าโลกภายนอกขอบเขตเมืองจะมีลักษณะเป็นยังไงน่ะครับ” ผู้กำกับอธิบาย “มันช่วยสร้างลุคที่แตกต่างให้กับหนังเรื่องนี้ ยกตัวอย่างเช่น ยิ่งคุณไปไกลเท่าไหร่ หมอกควันและชั้นบรรยากาศก็จะลดความหนาแน่นลง ทำให้มีแสงแดดมากขึ้น ผมไม่ได้พูดถึงแสงแดดสวยๆ ที่ส่องสว่าง มันก็ยังคงมืดหม่นอยู่ แต่มันมากกว่าตอนที่คุณอยู่ในแอลเอครับ”

    การสืบสวนของเคนำเขาไปทางใต้สู่ย่านซานดิเอโก้ ที่ซึ่งสปินเนอร์ของเขาร่วงลงในดินแดนเวิ้งว้างและลานขยะที่ทอดตัวยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ภูเขาขยะ ตามที่มันถูกเรียก เป็นฉากที่ใหญ่ที่สุดของการถ่ายทำและถูกสร้างขึ้นในโรงถ่ายของโอริโก ฉากขนาดมหึมานี้ภายหลังจะถูกขยายออกด้วยการใช้ของจำลองและ CGI ทำให้มันยาวไกลออกไปสุดเส้นขอบฟ้า

    แกสเนอร์ได้เค้าโครงแบบดีไซน์ภูเขาขยะนี้จากอู่เรือขนาดใหญ่ ที่ซึ่งเรือบรรทุกน้ำมันเก่าแก่และเรือที่ปลดประจำการแล้วถูกแยกชิ้นส่วน ท่ามกลางขยะเป็นตันๆ คือชิ้นส่วนโลหะขึ้นสนิมหลากหลายขนาด ซึ่งบางชิ้นยังคงเป็นที่จดจำได้ว่าเคยเป็นส่วนหนึ่งของเรือลำใหญ่ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ชิ้นส่วน “โลหะ” ใดๆ ก็ตามที่ถูกวางไว้ใกล้นักแสดงจะถูกสร้างขึ้นจากยางที่ทาสี

    สิ่งที่โดดเด่นขึ้นจากภูเขากองขยะนี้คือจานดาวเทียมขนาดยักษ์ใหญ่ที่ถูกแปลงให้กลายเป็นสำนักงานใหญ่ของธุรกิจเก็บขยะของมิสเตอร์คอตตอน รวมถึงบ้านของบรรดาคนอับโชคที่ต้องใช้ชีวิตและทำงานที่นั่น ฉากภายในจะถูกประกอบขึ้นในโลเกชันต่างๆ ซึ่งก็คือสเตจที่โอริโก, โรงงานไฟฟ้าอิโนตายุคโซเวียต ที่ห่างจากบูดาเปสต์ด้วยการขับรถออกไปหนึ่งชั่วโมงและอดีตโกดังเครื่องใช้ไฟฟ้าในคิสทาร์คซา ประเทศฮังการี

    การตามรอยของริค เด็คคาร์ดในที่สุดก็นำเคออกจากแคลิฟอร์เนียไปสู่นครลาสเวกัส รัฐเนวาดา ซึ่งไม่มีความคล้ายคลึงกับนครคนบาปที่ระยิบระยับไปด้วยแสงไฟนีออนอย่างที่มันเคยเป็น สีสันและแสงทั้งหมดของมันถูกลดให้ลงเหลือเป็นแค่แสงสลัวสีส้ม/แดงแบบโมโนโครม ซึ่งเป็นผลจากแรงระเบิดเมื่อ 50 ปีก่อน ที่ทำให้เมืองที่เคยมีชีวิตชีวาแห่งนี้กลายเป็นซากปรักหักพังและถูกทิ้งรกร้าง…เว้นแต่คนเดียวเท่านั้น

    ในการจินตนาการถึงลาสเวกัสหลังหายนะ วิลเลอเนิฟและแกสเนอร์ได้ปรึกษากับซิด มี้ด ศิลปินคอนเซ็ปต์และนักฟิวเจอร์ริสต์ชื่อดัง ผู้ก่อนหน้านี้เคยแนะนำริดลีย์ สก็อตในเรื่องลอสแองเจลิสในปี 2019 มาแล้ว “เราพยายามจะจินตนาการว่าลาสเวกัสจะเป็นยังไงในปี 2049 ครับ” เขากล่าว “และในการนั้น มีคนคนเดียวที่สามารถให้คำตอบผมได้ ผมกลับไปหาปรมาจารย์ซิด มี้ด และอธิบายให้เขาฟังถึงความท้าทายของผมและเขาก็ได้นำภาพเวกัสที่สวยมากๆ พวกนี้กลับมาครับ”

    แกสเนอร์กล่าวเสริมว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในเวกัสและสิ่งแวดล้อมของมันเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสถานที่รกร้างที่ไม่มีใครอยากจะเข้าไป ซึ่งในทางกลับกัน ก็ทำให้มันเป็นที่ที่ปลอดภัยพอสำหรับเด็คคาร์ดที่จะซ่อนตัวครับ”

    ที่ใจกลางกรุงบูดาเปสต์ ทีมงานได้เปลี่ยนตึกที่ไม่มีผู้พักอาศัย ที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ใหญ่ที่สุดของฮังการี ให้กลายเป็นล็อบบี้โรงแรมในเวกัส ที่ซึ่งความยิ่งใหญ่ในอดีตของมันถูกกลบไปด้วยฝุ่นสีแดง ฉากโรงแรม/คาสิโนอื่นๆ ซึ่งรวมถึงเพนท์เฮาส์ คาสิโนและโชว์รูมถูกสร้างขึ้นบนซาวน์สเตจที่โอริโก

    ในโชว์รูม ภาพสะท้อนของวันเวลาที่รุ่งโรจน์ของเวกัสได้มีชีวิตขึ้นมาในรูปแบบของภาพโฮโลกราฟิกของเอลวิส เพรสลีย์และแฟรงค์ ซินาตรา บรรดาสาวโชว์เกิร์ล ที่เรเน เอพริลจัดหาชุดที่ฟูฟ่องไปด้วยขนนกและเลื่อมแพรวพราว ก็ได้กลับมาเต้นบนเวทีใหญ่ สำหรับดีคินส์ การแสดงนี้จำต้องอาศัยการออกแบบแสงที่สลับซับซ้อน เขาเล่าว่า “จู่ๆ ก็เกิดการแสดงขึ้นมา ก่อนที่มันจะค่อยๆ แตกสลาย…เหมือนกับเป็นความผิดพลาด…ทำให้มันเป็นเหมือนการแสดงแสงที่วุ่นวายมากกว่า ผมใช้เวลาหลายอาทิตย์ในการกำหนดแบบแผนของแสงที่แตกต่างกัน และผมก็ได้ร่วมงานกับบริษัทในบูดาเปสต์เพื่อสร้างภาพพรีวิซในคอมพิวเตอร์ของทั้งหมดนี้ เราทำงานจากที่นั่นจนกระทั่งผมได้แบบแผนของแสงที่ผมต้องการจะติดตั้งกลไกให้กับมันครับ”

    ไม่ต้องสงสัยเลยว่า วันถ่ายทำที่ยุ่งยากที่สุดส่วนหนึ่งจะหมดไปในแทงค์น้ำขนาดใหญ่ ที่สร้างขึ้นเพื่อการถ่ายทำโดยเฉพาะสำหรับซีเควนซ์แอ็กชันสำคัญใน “Blade Runner 2049” เกิร์ด เนฟเซอร์ ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายสเปเชียล เอฟเฟ็กต์และทีมงานของเขาได้ดูแลการก่อสร้างแทงค์น้ำความจุหนึ่งล้านแกลลอน ที่มีความลึกต่างระดับตั้งแต่หนึ่งเมตรจนถึงห้าเมตร

    ปัญหาเดียวสำหรับแทงค์น้ำนี้คือผิวน้ำเรียบ ทั้งๆ ที่ฉากผนังทะเลต้องอาศัยคลื่นซัดสาด เนฟเซอร์กล่าวว่า “ผมดูเครื่องสร้างคลื่นหลายแบบ แต่พวกมันก็ไม่ได้ขนาดตามที่เราต้องการ เราก็ต้องประดิษฐ์อะไรบางอย่างขึ้นมา” ลูกทีมของเนฟเซอร์ได้ซื้อถังบรรจุน้ำมันขนาดที่ขายในเชิงพาณิชย์หลายถัง ซึ่งพวกเขาปิดผนึกและติดตั้งไว้ที่แขนของบูม จากนั้น พวกเขาก็ทดลองกับการเคลื่อนไหวที่ถูกกำหนดให้ไปพร้อมๆ กัน และดึงถังเหล่านั้นลงและขึ้นจากน้ำ ในตอนที่มีการทำแบบนี้ซ้ำๆ ด้วยความรุนแรงมากขึ้น มันก็จะก่อให้เกิดคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดสาด

    นอกจากนี้ ทีมสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ยังต้องสร้างกลไกในการขนส่งสปินเนอร์ ให้มันสามารถเคลื่อนไหวได้ในตอนที่ถูกโจมตีด้วยเกลียวคลื่น “มันเป็นสิ่งสำคัญมากๆ สำหรับเดนิสที่รถคันนั้นจะต้องไม่อยู่เฉยๆ ในน้ำเหมือนก้อนหิน ในตอนที่มันถูกน้ำซัด มันก็ควรจะโคลงเคลงบ้าง ซึ่งนั่นเป็นกลไกที่สร้างได้ยากจริงๆ ครับ” เนฟเซอร์ยอมรับ

    ในการคุ้มครองนักแสดงที่ทำงานในแทงค์น้ำ ซึ่งบางครั้งก็ต้องทำงานครั้งละหลายชั่วโมง มีเครื่องต้มน้ำที่ใช้น้ำมันดีเซลขนาดใหญ่คอยรักษาอุณหภูมิของน้ำให้อุ่นสบายที่ 80 องศา ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นในตอนกลางคืน มันทำให้เกิดไอน้ำที่พวยพุ่งจากสระน้ำ ซึ่งช่วยเสริมสร้างโทนบรรยากาศของเรื่องมากขึ้นไปอีก

    สเกลและสเกล

    ไกลจากฮังการี ภาพตึกระฟ้าและภูมิประเทศต่างๆ ที่เห็นจากด้านบน ถูกจำลองขึ้นมาโดยทีมงานที่เวตา เวิร์คช็อปในนิวซีแลนด์ อย่างไรก็ดี วิลเลอเนิฟก็ตอบโต้ว่า คำว่า “จำลอง” เป็นคำที่ชวนให้เข้าใจผิด “แบบจำลองบางชิ้นมีขนาดใหญ่ยักษ์เลยล่ะครับ!” เขาบอก

    อเล็กซ์ ฟุงเก้ ผู้กำกับภาพของเวตา กล่าวยืนยันว่า “เราได้สร้างวอลเลซ ทาวเวอร์ ซึ่งตามท้องเรื่องเป็นหนึ่งในตึกที่สูงที่สุดในโลก ด้วยสเกล 1/600 ถึงกระนั้น มันก็ยังสูงตั้งสี่เมตรแน่ะครับ ในแต่ละครั้ง เราเลือกสเกลในการสร้างฉากต่างๆ เพราะเราจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆ มากมาย เช่นคุณจะเข้ามาใกล้ขนาดไหน มันมีสัมผัสพื้นผิวแบบไหน ของจริงจะมีขนาดซักเท่าไหร่ และถ้าพูดกันตามตรงแล้ว การเอามันออกจากที่นี่ไปยังสตูดิโอจะเป็นเรื่องยากแค่ไหน ยกตัวอย่างเช่น ภูเขาขยะกองโตจะต้องถูกสร้างขึ้นด้วยสเกล 1/48 เพราะมันเป็นขนาดที่เราจัดการได้ เราคงจะยินดีถ้าได้สร้างมันด้วยสเกล 1/24 แต่มันไม่มีพื้นที่ขนาดนั้นในสตูดิโอครับ”

    ในตอนที่การถ่ายทำปิดฉากลง วิลเลอเนิฟก็หันไปสนใจการลำดับภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมกับมือลำดับภาพ โจ วอล์คเกอร์ นอกจากนั้น เขายังได้ร่วมงานกับนักประพันธ์ ฮันส์ ซิมเมอร์และเบนจามิน วอลฟิสช์ ผู้แต่งแต้มรายละเอียดสุดท้าย อย่างดนตรีประกอบให้กับเรื่อง

    วอลฟิสช์เล่าว่า “มันมีความสามัคคีและความผูกพันอย่างเหลือเชื่อระหว่างเราเพราะเราทุกคนต่างก็รัก ‘Blade Runner’ จากจุดนั้น เราก็ได้เผชิญหน้ากับความท้าทายชิ้นใหญ่ในการหาคำตอบว่า เราจะอยู่ตรงไหนกันในอีก 30 ปีข้างหน้า ในแง่ของดนตรี”

    “แวนเกลิสสร้างผลงานที่เทียบได้ยากเอาไว้ครับ” ซิมเมอร์กล่าวเสริมถึงนักประพันธ์ผู้รังสรรค์ดนตรีประกอบเปี่ยมอารมณ์ให้กับภาคแรก และผู้ซึ่งการใช้ซินธีไซเซอร์ที่แปลกใหม่ของเขากลายเป็นตำนาน “สำหรับผม มันเป็นเรื่องของการทำในสิ่งที่เดนิสสามารถทำได้ นั่นคือการยอมรับดีเอ็นเอของสิ่งที่เคยมีมาก่อน แต่ก็ใส่วิสัยทัศน์เชิงศิลป์ที่แปลกใหม่เข้าไปในนั้นด้วย”

    ในการนั้น หนึ่งในการตัดสินใจแรกๆ ของนักประพันธ์คือการฉีกจากออร์เคสตราตามขนบเพื่อเลือกใช้ดนตรีที่เน้นซินธีไซเซอร์ ซิมเมอร์กล่าวอธิบายว่า “เราได้ตัดสินใจที่จะทำให้แน่ใจว่าดนตรีของเรื่องนี้จะสอดคล้องไปกับโลกของเสียงใน ‘Blade Runner’ ถ้าเราใช้ออร์เคสตราเต็มรูปแบ มันก็คงจะเป็นหนังที่ต่างออกไปมากๆ”

    “ภารกิจตั้งแต่เริ่มต้น” วอลฟิสช์กล่าว “คือการหาหัวใจของเรื่อง…การหาดนตรีที่จะสอดคล้องไปกับการพยายามหาคำตอบของเคว่าอะไรที่เป็นคำนิยามของมนุษย์เมื่อเทียบกับมนุษย์เทียมขั้นสูง ซึ่งแทบจะแยกจากมนุษย์ไม่ออก เสียงนั้นจะเป็นยังไง มันเป็นกระบวนการของการค้นพบครับ และเมื่อเราได้ธีมที่เรียบง่ายที่สุดมา ซึ่งก็เป็นเมโลดี้โน้ตสี่ตัว ที่มีความสมมาตรบางอย่าง พอเราได้ดนตรีตรงนั้น มันก็เหมือนประตูได้เปิดออกสู่ดนตรีส่วนที่เหลือครับ”

    นอกเหนือจากดนตรีโดยซิมเมอร์และวอลฟิสช์แล้ว นักดูหนังยังจะสังเกตได้ถึงเสียงสะท้อนจากเพลง “Tears in the Rain” ของแวนเกลิสจากซาวน์แทร็คของ “Blade Runner” ด้วย ตัวโน้ตที่คุ้นเคยจากบทเพลงดังกล่าวเป็นสิ่งที่เชื่อมภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกัน

    วิลเลอเนิฟเล่าว่า “สำหรับผม ‘Blade Runner 2049’ เป็นจดหมายรักไปถึง ‘Blade Runner’ และผมก็รู้ว่าศิลปินทุกคนที่ทำงานในหนังเรื่องนี้ต่างก็ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกใบนั้นและวิสัยทัศน์ของริดลีย์ สก็อต แม้กระทั่งคนที่ไม่รู้จักโลกใบนั้นก็จะค้นพบว่าแม้ว่ามันจะเป็นหนังไซไฟ แต่ที่สำคัญที่สุดคือมันเป็นดรามามนุษย์ที่น่าติดตามครับ”

    “เรื่องราวนี้ไม่ได้โฟกัสไปที่เทคโนโลยี” ผู้กำกับกล่าวสรุป “แต่โฟกัสไปที่สภาพความเป็นมนุษย์ ซึ่งผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้มันทรงพลังเหลือเกิน ผมไม่เคยอยากจะพูดถึงสิ่งที่ผู้ชมจะได้จากการดูหนัง แต่สิ่งที่ผมพูดได้ก็คือผมหวังว่าผู้ชมจะสนุกกับมัน ผมหวังว่าพวกเขาจะประทับใจไปกับการผจญภัยของเคนะครับ”

    ประวัตินักแสดง

    ไรอัน กอสลิง (เค)
    เป็นนักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ ผู้ได้รับการยกย่องจากผลงานของเขาในบทบาทหลากหลายทั้งในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์และภาพยนตร์อินดีชื่อดัง ในปี 2016 เขาได้แสดงในภาพยนตร์โดยเดเมียน ชาแซลเรื่อง “La La Land” ประกบเอ็มมา สโตน ภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จและโด่งดังสูงสุดในปีนี้ ได้รับการเสนอชื่อชิง 14 รางวัลอคาเดมี อวอร์ด รวมถึงสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมสำหรับกอสลิงและสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังทำลายสถิติด้วยการเป็นภาพยนตร์ที่คว้ารางวัลลูกโลกทองคำได้มากที่สุด รวมถึงสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมสำหรับกอสลิงด้วย นอกจากนี้ การแสดงที่โดดเด่นของเขายังทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากสมาพันธ์นักแสดง (แซ็ก), สมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์บรอดคาสต์, บาฟตา, เอเอซีทีเอ อวอร์ดและสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์อีกหลายแห่ง รวมแล้วเขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลกว่า 20 รางวัลทั่วประเทศ นอกเหนือจากนั้น เขายังได้รับรางวัลแวนการ์ด อวอร์ดอันทรงเกียรติจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปาล์ม สปริงส์และรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมแห่งปีจากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติซานตา บาร์บาราอีกด้วย

    หลังจากนี้ เขาจะร่วมมือกับชาแซลอีกเป็นครั้งที่สองในภาพยนตร์ชีวประวัติของนีล อาร์มสตรองเรื่อง “First Man”

    ในปี 2015 กอสลิงได้แสดงในภาพยนตร์รางวัลที่สร้างจากเรื่องจริงเรื่อง “The Big Short” ร่วมกับทีมนักแสดงที่รวมถึงคริสเตียน เบล, สตีฟ คาเรลและแบรด พิตต์ ผลงานของเขาในภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์นักแสดงและคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดสาขาทีมนักแสดงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

    ในปี 2012 เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ – คอเมดีหรือมิวสิคัล จากการแสดงประกบสตีฟ คาเรลและเอ็มมา สโตนใน “Crazy, Stupid, Love” และได้รับการเสนอชื่อชิงอีกหนึ่งรางวัลในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ – ดรามา จากผลงานของเขาในภาพยนตร์โดยจอร์จ คลูนีย์เรื่อง “The Ides of March” นอกจากนี้ ทีมนักแสดงของ “The Ides of March” ยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยมจากสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์บรอดคาสต์อีกด้วย ในปีเดียวกัน กอสลิงยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมและรางวัลคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากผลงานของเขาในแอ็กชันดรามาเรื่อง “Drive” ที่กำกับโดยนิโคลัส วินดิ้ง เรฟน์

    เขาได้รับการเสนอชื่อชิงอีกหนึ่งรางวัลลูกโลกทองคำและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดครั้งที่สามสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากการแสดงของเขาในโรแมนติกดรามาปี 2010 เรื่อง “Blue Valentine” ประกบมิเชล วิลเลียมส์ ก่อนหน้านี้ เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ, แซ็ก อวอร์ดและคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดจากการแสดงนำในภาพยนตร์อินดีเรื่อง “Lars and the Real Girl” เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดครั้งแรกและได้รับรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากการแสดงของเขาในภาพยนตร์ปี 2006 เรื่อง “Half Nelson” นอกจากนั้น การแสดงของเขาในเรื่องนั้นยังทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดและคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ด, รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์สต็อคโฮล์มและซีแอตเติลและรางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติสาขาการแสดงแจ้งเกิดยอดเยี่ยมจากนักแสดงชาย

    กอสลิงเปิดตัวในภาพยนตร์เรื่องแรกในดรามาชีวิตจริงปี 2000 เรื่อง “Remember the Titans” ที่นำแสดงโดยเดนเซล วอชิงตัน หลังจากนั้น เขาก็แจ้งเกิดได้สำเร็จเมื่อเขาได้แสดงในดรามาอินดีอื้อฉาวเรื่อง “The Believer” ซึ่งได้รับรางวัลแกรนด์ จูรี ไพรซ์จากงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2001 การแสดงของเขาทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดครั้งแรกและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์ลอนดอนและรางวัลนักแสดงต่างประเทศยอดเยี่ยมจากสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์รัสเซีย

    ในปี 2014 กอสลิงได้เปิดตัวผลงานการกำกับเรื่องแรกด้วยภาพยนตร์อินดีเรื่อง “Lost River” ซึ่งเขาเขียนบทและอำนวยการสร้างด้วย ผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึง “The Nice Guys” ประกบรัสเซล โครว์, “Gangster Squad” ประกบฌอน เพนน์และจอช โบรลิน, “Only God Forgives” ซึ่งทำให้เขาได้ร่วมงานกับนิโคลัส วินดิ้ง เรฟน์อีกครั้ง, “The Place Beyond the Pines” และ “Fracture” ประกบแอนโธนี ฮ็อปกินส์

    แฮร์ริสัน ฟอร์ด (ริค เด็คคาร์ด)
    ได้แสดงในภาพยนตร์ที่โด่งดังและประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมถึงแฟรนไชส์ดังอย่าง “Star Wars” และ “Indiana Jones” และภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแปดเรื่อง ฟอร์ดได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมหลายรางวัล รวมถึงการได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด, ลูกโลกทองคำและบาฟตา อวอร์ดจากภาพยนตร์โดยปีเตอร์ เวียร์เรื่อง “Witness” และการได้รับการเสนอชื่อชิงอีกหนึ่งรางวัลลูกโลกทองคำจาก “The Mosquito Coast” ที่กำกับโดยเวียร์เช่นกัน

    ตลอดอาชีพที่รุ่งโรจน์ของเขา ฟอร์ดยังได้รับการยกย่องหลายครั้งจากคุณูปการที่มีต่อวงการภาพยนตร์อีกด้วย ซึ่งรวมถึงรางวัลอัลเบิร์ต อาร์. บร็อคโคลี บริทันเนีย อวอร์ดจากสถาบันศิลปะภาพยนตร์และโทรทัศน์อังกฤษ, รางวัลเซซิล บี. เดอมิลล์ อวอร์ดจากสมาพันธ์สื่อมวลชนต่างประเทศฮอลลีวูดและรางวัลความสำเร็จแห่งชีวิตจากสถาบันภาพยนตร์อเมริกันในปี 2000 ในปี 1994 สมาพันธ์เจ้าของโรงภาพยนตร์แห่งชาติได้ยกย่องเขาให้เป็นดาราบ็อกซ์ออฟฟิศแห่งศตวรรษ

    ล่าสุด เขาได้กลับมารับบท ฮัน โซโลอีกครั้งใน “Star Wars Episode VII: The Force Awakens” ที่กำกับโดยเจ.เจ. อับรามส์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำลายสถิติบ็อกซ์ออฟฟิศหลายอย่าง ซึ่งรวมถึงการเป็นภาพยนตร์ในประเทศที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลอีกด้วย

    ฟอร์ดเป็นชาวชิคาโก เขาเริ่มต้นอาชีพในวงการภาพยนตร์ในปี 1973 ด้วยบทแจ้งเกิด บ็อบ ฟัลฟา ช่างปรับแต่งเครื่องยนต์ในภาพยนตร์ยอดนิยมโดยจอร์จ ลูคัสเรื่อง “American Graffiti” สี่ปีให้หลัง เขาได้ร่วมงานกับลูคัสอีกครั้งเพื่อรับบทสำคัญ ฮัน โซโลใน “Star Wars: Episode IV – A New Hope” อีพิคไซไฟเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อชิง 12 รางวัลออสการ์ รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นสถิติที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือครองมา 20 ปี ฟอร์ดได้กลับไปรับบทฮัน โซโลอีกในซีเควลเรื่อง “The Empire Strikes Back” และ “The Return of the Jedi”

    ในปี 1981 ฟอร์ดได้สร้างอีกหนึ่งตัวละครในตำนานบนหน้าจอ อินเดียนา โจนส์ ในภาพยนตร์ดังที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์โดยสตีเวน สปีลเบิร์กเรื่อง “Raiders of the Lost Ark” ระหว่างทศวรรษที่ 80s เขาได้แสดงในซีเควลบล็อกบัสเตอร์เรื่อง “Indiana Jones and the Temple of Doom” และ “Indiana Jones and the Last Crusade” ในปี 2008 เขาได้กลับมารับบทนำอีกครั้งในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเรื่อง “Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull” ในปี 2019 เขาจะกลับมาแสดงในภาคที่ห้าของแฟรนไชส์นี้อีกครั้ง

    ผลงานการแสดงภาพยนตร์มากมายเรื่องอื่นๆ ของฟอร์ดรวมถึงภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์โดยฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลาเรื่อง “The Conversation” และ “Apocalypse Now,” ภาพยนตร์ไซไฟคลาสสิกปี 1982 โดยริดลีย์ สก็อตเรื่อง “Blade Runner,” ภาพยนตร์โดยโรมัน โปแลนสกี้เรื่อง “Frantic,” โรแมนติกคอเมดีที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์โดยไมค์ นิโคลส์เรื่อง “Working Girl,” บทนำในดรามาที่กำกับโดยนิโคลัสเรื่อง “Regarding Henry,” ภาพยนตร์โดยอลัน เจ. ปาคูลาเรื่อง “Presumed Innocent,” ภาพยนตร์โดยฟิลิป นอยซ์เรื่อง “Patriot Games” และ “Clear and Present Danger” ซึ่งทั้งสองเรื่องสร้างจากนิยายเบสต์เซลเลอร์โดยทอม แคลนซี, ภาพยนตร์โดยวูลฟ์กัง ปีเตอร์สันเรื่อง “Air Force One,” ภาพยนตร์โดยโรเบิร์ต ซีเมคิสเรื่อง “What Lies Beneath,” ภาพยนตร์โดยแคธริน บิเกโลว์เรื่อง “K-19: The Widowmaker” ซึ่งเขาควบคุมงานสร้างด้วย, ภาพยนตร์โดยโรเจอร์ มิเชลเรื่อง “Morning Glory,” ภาพยนตร์โดยจอน แฟฟโรว์เรื่อง “Cowboys & Aliens,” ภาพยนตร์โดยไบรอัน เฮลเกแลนด์เรื่อง “42,” ภาพยนตร์โดยลี โทแลนด์ ครีเกอร์เรื่อง “Age of Adaline” และภาพยนตร์โดยกาวิน ฮู้ดเรื่อง “Ender’s Game”

    ฟอร์ดเป็นสมาชิกของคณะกรรมการผู้อำนวยการองค์กรคอนเซอร์เวชัน อินเตอร์เนชันแนลมากว่า 25 ปี องค์กรอนุรักษ์ที่ไม่แสวงหาผลกำไรสัญชาติอเมริกันนี้ทำงานเพื่อคุ้มครองธรรมชาติในทั่วโลก

    อนา เดอ อาร์มาส (จอย)
    เป็นนักแสดงหญิงชาวคิวบา ผู้กลายเป็นหนึ่งในดาราดาวรุ่งของสเปนและอเมริกา

    ล่าสุด เธอเพิ่งปิดกล้องดรามาอาชญากรรมเรื่อง “Three Seconds” ซึ่งเธอแสดงประกบไคลฟ์ โอเวน, คอมมอนและโรซามุนด์ ไพค์

    เมื่อปีที่ผ่านมา เดอ อาร์มาส ได้แสดงประกบเอ็ดการ์ รามิเรซ, โรเบิร์ต เดอ นีโรและอัชเชอร์ใน “Hands of Stone” ภาพยนตร์เรื่องนี้ ภายใต้การกำกับของโจนาธาน จาคูโบวิคซ์ เป็นดรามาชีวประวัติเกี่ยวกับชีวิตของนักมวย โรแบร์โต้ “แฮนด์ ออฟ สโตน” ดูรัน เดอ อาร์มาสรับบทเฟลิซิแดด อิเกลเซียส ภรรยาของดูรัน และผู้หญิงที่เคียงข้างเขาระหว่างที่เขาโด่งดังขึ้นมาในวงการสังเวียนผ้าใบและหลังจากการต่อสู้ “no mas” ที่โด่งดังระหว่างเขากับชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด

    นอกจากนั้นในปี 2016 เดอ อาร์มาสยังได้แสดงในภาพยนตร์โดยท็อดด์ ฟิลลิปส์เรื่อง “War Dogs” ประกบไมลส์ เทลเลอร์และโจนาห์ ฮิล ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นจากเรื่องจริงของชายหนุ่มสองคนที่ได้ทำสัญญามูลค่า 300 ล้านเหรียญกับเพนทากอนเพื่อจัดหาอาวุธให้กับพันธมิตรของอเมริกาในอัฟกานิสถาน

    ในเดือนตุลาคมปีนี้ เธอได้แสดงในภาพยนตร์แอ็กชันเรื่อง “Overdrive” ประกบสก็อต อีสต์วู้ดและเฟร็ดดี้ ธอร์ป นอกจากนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ เธอยังเพิ่งแสดงในทริลเลอร์ลึกลับเรื่อง “Exposed” ประกบคีอานู รีฟส์และมิรา ซอร์วิโน เดอ อาร์มาสได้พบกับรีฟส์ครั้งแรกระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์อินดีโดยอีไล ร็อธเรื่อง “Knock Knock” ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2015

    เดอ อาร์มาสเปิดตัวภาพยนตร์เรื่องแรกด้วย “Una Rosa De Francia” สำหรับสถาบันกำกับภาพคิวบาและกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงภาพยนตร์ดาวรุ่งของสเปนอย่างรวดเร็ว ผลงานก่อนหน้านี้ของเธอรวมถึงภาพยนตร์สเปนเรื่อง “Por Un Puñado De Besos,” “Faraday,” “Blind Alley” และ “Sex, Party and Lies”

    ซิลเวีย โฮคส์ (ลูฟ)
    เมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง “All the Devil’s Men” ประกบวิลเลียม ฟิทช์เนอร์และไมโล กิ๊บสัน นอกจากนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ เธอยังเพิ่งแสดงในภาพยนตร์เยอรมันเรื่อง “Whatever Happens” ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์มิวนิคปี 2017 ในเดือนมิถุนายนอีกด้วย

    โฮคส์เกิดและเติบโตในเนเธอร์แลนด์ เธอเป็นที่สะดุดตาของเอลิท โมเดลส์ และภายหลัง เธอก็ได้เข้าศึกษาที่แมสทริช เธียเตอร์ อคาเดมี ในเนเธอร์แลนด์ เธอเปิดตัวในโลกภาพยนตร์ในปี 2007 ในภาพยนตร์โดยจอส สเตลลิงเรื่อง “Duska” ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์ดัทช์ ในปี 2011 โฮคส์เป็นหนึ่งในสิบผู้ได้รับรางวัลดาวรุ่งจากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน ที่มอบให้กับนักแสดงดาวรุ่งจากยุโรป เพื่อประชาสัมพันธ์งานสร้างภาพยนตร์ยุโรป

    ในปี 2012 เธอได้แสดงประกบเจฟฟรีย์ รัชในภาพยนตร์โดยกิเซ็ปเป้ ทอร์นาโทเรเรื่อง “The Best Offer” ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในบ็อกซ์ออฟฟิศของอิตาลี รัสเซียและสเปน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เธอก็ได้แสดงภาพยนตร์และซีรีส์โทรทัศน์อีกหลายเรื่องในเนเธอร์แลนด์ เยอรมนีและเดนมาร์ค ในปี 2016 วาไรตี้ได้ยกย่องให้เธอเป็นหนึ่งในสิบชาวยุโรปน่าจับตามองของพวกเขา

    โรบิน ไรท์ (ร้อยโทโจชิ)
    เป็นนักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลและผู้ทำการกุศล ผู้กำลังสร้างชื่อเสียงที่มั่นคงในฮอลลีวูด

    ล่าสุด เธอได้รับบทนักรบอเมซอน นายพลแอนทิโอปในภาพยนตร์โดยแพ็ตตี้ เจนกินส์เรื่อง “Wonder Woman” ภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันที่ทำรายได้สูงสุดในช่วงซัมเมอร์ทั่วโลก

    ด้านจอแก้ว ไรท์ได้แสดงในซีรีส์ออริจินอลทางเน็ตฟลิกซ์ที่โด่งดังเรื่อง “House of Cards” ประกบเควิน สเปซีย์ ไรท์ไม่เพียงแต่เป็นดาราของซีรีส์นี้เท่านั้น แต่เธอยังรับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างของเรื่องอีกด้วย เธอได้กำกับหลายเอพิโซดในช่วงห้าปีที่ผ่านมาและได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมมากมายจากบทแคลร์ อันเดอร์วู้ด ผู้น่าเกรงขามของเธอ เธอได้รับการเสนอชื่อชิงสามรางวัลลูกโลกทองคำจากบทนี้และคว้ารางวัลมาได้ในปี 2014 ไรท์ได้รับการเสนอชื่อชิงในสองสาขาสำหรับเวทีสมาพันธ์นักแสดงปี 2015 และ 2016 ซึ่งก็คือสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในซีรีส์ดรามาและทีมนักแสดงซีรีส์ดรามายอดเยี่ยม ที่เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลร่วมกับเพื่อนร่วมแสดงของเธอ นอกจากนั้น เธอยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีห้าครั้งติดในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในซีรีส์ดรามาสำหรับทุกซีซันของซีรีส์ยอดนิยมทางเน็ตฟลิกซ์เรื่องนี้

    ไรท์ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมเสมอจากตัวละครต่างๆ ที่เธอแสดง ในปี 2010 เธอได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมในบท แมรี เซอร์แรทท์ในดรามาศาลน่าติดตามโดยโรเบิร์ต เรดฟอร์ดเรื่อง “The Conspirator” ในปี 2009 ไรท์ได้รับเสียงชื่นชมจากการแสดงของเธอในบทนำของภาพยนตร์โดยรีเบ็กก้า มิลเลอร์เรื่อง “The Private Lives of Pippa Lee” ในปีเดียวกัน เธอยังได้แสดงในภาพยนตร์คลาสสิกช่วงเทศกาลปีใหม่เรื่อง “A Christmas Carol” ที่กำกับโดยโรเบิร์ต ซีเมคิสอีกด้วย

    ไรท์ได้รับการยกย่องจากการแสดงที่โดดเด่นของเธอตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอได้รับการยกย่องในงานเทศกาลภาพยนตร์โดวิลล์ อเมริกันครั้งที่ 35 เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสองครั้งแรก ซึ่งก็คือรางวัลลูกโลกทองคำและแซ็ก อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ในปี 1995 จากการแสดงที่น่าจดจำของเธอในบท เจนนี ในภาพยนตร์รางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมโดยซีเมคิสเรื่อง “Forrest Gump” ไรท์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดครั้งที่สองสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในภาพยนตร์โดยนิค คาสซาเวทส์เรื่อง “She’s So Lovely” และครั้งที่สามในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์หรือมินิซีรีส์จากซีรีส์โดยเฟร็ด เชพิซีเรื่อง “Empire Falls” เธอได้รับการเสนอชื่อชิงสามรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดจากการแสดงของเธอในภาพยนตร์โดยอีริน ดิกแนมเรื่อง “Loved,” ภาพยนตร์โดยโรดริโก การ์เซียเรื่อง “Nine Lives” และภาพยนตร์โดยเจฟฟ์ สแตนซ์เลอร์เรื่อง “Sorry, Haters” นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้แสดงและรับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างในภาพยนตร์โดยเด็บราห์ แคมป์ไมเออร์เรื่อง “Virgin” ซึ่งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดสาขาภาพยนตร์เรื่องแรกยอดเยี่ยมอีกด้วย

    ในปี 2014 เธอได้ริเริ่มปูร์ เลอ ฟีมส์ ไลน์ชุดนอนที่ใส่ใจสังคมร่วมกับผู้ออกแบบเสื้อผ้า คาเรน ฟาวเลอร์ ปูร์ เลอ ฟีมส์ได้ร่วมมือกับแอ็กชัน คิวูและซิเนอร์จี้ สององค์กรที่มุ่งมั่นนการช่วยเหลือการรับรองความปลอดภัยให้กับผู้หญิงในคองโก ผู้เป็นเหยื่อของความรุนแรง ไรท์ทุ่มเทให้กับการตอบแทนสังคมและทำหน้าที่เป็นโฆษกให้กับอินัฟ โปรเจ็กต์ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่อุทิศให้กับการนำสันติภาพมาสู่คองโก เธอเป็นผู้เคลื่อนไหวเพื่อบรรดาผู้หญิงในคองโกตะวันออก โดยเธอทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายและผู้ควบคุมงานสร้างสารคดีเรื่อง “When Elephants Fight” นอกจากนี้ เธอยังเป็นทูตขององค์กรสแตนด์ วิธ คองโกอีกด้วย

    ล่าสุด เธอได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง “Everest,” “A Most Wanted Man” ประกบฟิลิป เซย์มัวร์ ฮอฟแมน ผู้ล่วงลับและ “The Congress” ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอรวมถึงภาพยนตร์ชื่อดังโดยเดวิด ฟินเชอร์เรื่อง “The Girl with the Dragon Tattoo,” ภาพยนตร์โดยเบนเน็ตต์ มิลเลอร์เรื่อง “Moneyball” ที่นำแสดงโดยแบรด พิตต์และโจนาห์ ฮิล, ภาพยนตร์คัลท์คลาสสิกโดยร็อบ ไรเนอร์เรื่อง “The Princess Bride,” ภาพยนตร์โดยแบร์รี เลอวินสันเรื่อง “What Just Happened,” ภาพยนตร์โดยเด็บราห์ แคมป์ไมเออร์เรื่อง “Hounddog” ซึ่งไรท์ควบหน้าที่ควบคุมงานสร้างด้วย, ภาพยนตร์โดยเควิน แม็คโดนัลด์เรื่อง “State of Play,” ภาพยนตร์โดยแอนโธนี มิงเกลลาเรื่อง “Breaking and Entering,” ภาพยนตร์โดยซีเมคิสเรื่อง “Beowulf,” ภาพยนตร์โดยคีธ กอร์ดอนเรื่อง “The Singing Detective,” ภาพยนตร์โดยปีเตอร์ คอสมินสกี้เรื่อง “White Oleander,” ภาพยนตร์โดยแอนโธนี ดราซันเรื่อง “Hurlyburly,” ภาพยนตร์โดยฌอน เพนน์เรื่อง “The Pledge,” ภาพยนตร์โดยหลุยส์ แมนโดกิเรื่อง “Message in a Bottle,” ภาพยนตร์โดยเอ็ม. ไนท์ ชยามาลานเรื่อง “Unbreakable,” ภาพยนตร์โดยเพน เดนแชมเรื่อง “Moll Flanders,” ภาพยนตร์โดยเลอวินสันเรื่อง “Toys” และ “Room 10” สำหรับ “Reel Women Film Series” โดยนิตยสารกลาเมอร์

    แม็คเคนซีย์ เดวิส (มาเรียต)
    ) เมื่อช่วงต้นปีนี้ เพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์คอเมดีโดยเจสัน ไรท์แมน เกี่ยวกับการเป็นแม่เรื่อง “Tully” ซึ่งเธอแสดงนำประกบชาร์ลิซ เธอรอน ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเข้าฉายในเดือนเมษายน ปี 2018
    ในฤดูร้อนปีนี้ เดวิสเพิ่งเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำซีซันที่สี่ ซึ่งเป็นซีซันสุดท้ายของดรามาที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมโดยเอเอ็มซีเรื่อง “Halt and Catch Fire” ซึ่งเธอแสดงประกบเคอร์รี บิเช, สกู๊ท แม็คแนรีและลี เพซ ซีซันนี้ได้เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 19 สิงหามและจะปิดฉากลงในวันที่ 14 ตุลาคม

    เมื่อปีที่แล้ว เธอได้แสดงประกบเคทลิน ฟิทซ์เจอรัลด์ในทริลเลอร์อินดีเรื่อง “Always Shine” ภายใต้การกำกับของโซเฟีย ทาคัล ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวท่ามกลางเสียงวิจารณ์ชื่นชมที่งานเทศกาลภาพยนตร์ไทรเบกา ที่ซึ่งเดวิสได้รับรางวัลจูรี อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในภาพยนตร์เล่าเรื่องจากอเมริกา

    นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้ว เดวิสยังได้แสดงในเอพิโซดเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีของซีรีส์แอนโธโลจี้ยอดนิยมทางเน็ตฟลิกซ์เรื่อง “Black Mirror” ในชื่อ “San Junipero” ประกบกูกู มบาธา-รอว์อีกด้วย

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเดวิสรวมถึงภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์โดยริดลีย์ สก็อตเรื่อง “The Martian” ประกบแมทท์ เดมอน, ชิเวเทล เอจิโอโฟร์และคริสเตน วิ้ก, “Freaks of Nature,” “That Awkward Moment” ประกบไมลส์ เทลเลอร์, แซ็ค เอฟรอนและไมเคิล บี. จอร์แดนและการแสดงแจ้งเกิดของเธอในภาพยนตร์โดยเดรค โดเรมัสเรื่อง “Breathe In”

    คาร์ลา จูรี (ดร.อนา สเตลไลน์)
    ได้รับความสนใจอย่างสูงในอเมริกาและประเทศอื่นๆ จากการแสดงที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมและกล้าหาญของเธอในบท เฮเลน ในภาพยนตร์อื้อฉาวสัญชาติเยอรมันเรื่อง “Wetlands” ที่กำกับโดยเดวิด เวนท์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โนปี 2013 และเข้าฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2014 ซึ่งนำไปสู่การที่เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเยอรมัน ฟิล์ม อวอร์ด (โลลา) สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

    จูรีกลับมาสู่เทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์อีกครั้งในปี 2016 ด้วยภาพยนตร์ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้กำกับแชด ฮาร์ทิแกนเรื่อง “Morris From America” ประกบเคร็ก โรบินสัน ล่าสุด เธอได้แสดงประกบคิท แฮริงตัน, ดาโกต้า แฟนนิงและกาย เพียร์ซในภาพยนตร์โดยมาร์ติน คูลโฮเวนเรื่อง “Brimstone” และได้นำแสดงในภาพยนตร์เยอรมันเรื่อง “Paula” ที่สร้างจากชีวิตของจิตรกรเอ็กซ์เพรสชันนิสต์ชาวเยอรมัน พอลลา โมเดอร์ซอห์น เบ็คเกอร์ ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โนปี 2016 ผลงานของเธอในภาพยนตร์เรื่องนั้นทำให้จูรีได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลต่างๆ รวมถึงรางวัลจูปิเตอร์ อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงชาวเยอรมันยอดเยี่ยม หลังจากนี้ เธอจะได้แสดงในภาพยนตร์โดยปีเตอร์ กรีนอเวย์เรื่อง “Walking to Paris” และแสดงนำใน “Dear Agnes” ภาคที่สองของไตรภาค “Intrigo” โดยแดเนียล อัลเฟดสัน ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องมีกำหนดเข้าฉายในปี 2018

    จูรีเปิดตัวในวงการด้วยภาพยนตร์โดยซีฮาน อินันเรื่อง “180º” ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลสวิส ฟิล์ม ไพรซ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม หลังจากความสำเร็จเรื่องนั้น เธอก็มีผลงานเป็นภาพยนตร์คัลท์คลาสสิกโดยซาเวียร์ โคลเลอร์เรื่อง “Someone Like Me” ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลสวิส ฟิล์ม ไพรซ์อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้แสดงในภาพยนตร์เยอรมันและอิตาเลียนหลายเรื่อง รวมทั้งภาพยนตร์อังกฤษเรื่อง “Fossil” ที่กำกับโดยอเล็กซ์ วอล์คเกอร์

    คาร์ลาเกิดในเมืองทิซิโน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เธอโตมากับการพูดสองภาษาและได้ศึกษาการแสดงในลอสแองเจลิสและลอนดอน เธอได้รับรางวัลยูโรเปียน ชู้ตติง สตาร์ส อวอร์ดปี 2013

    เลนนี เจมส์ (มิสเตอร์คอตตอน)
    เกิดในเมืองน็อตติงแฮมและเติบโตขึ้นทางตอนใต้ของลอนดอน ประเทศอังกฤษ เขาได้เข้าศึกษาที่กิลด์ฮอล สคูล ออฟ มิวสิค แอนด์ ดรามา ผลงานละครเวทีมากมายของเขารวมถึง “Etta Jenks” ประกบมิแรนดา ริชาร์ดสันและละครเวทีโดยรอย วิลเลียมส์เรื่อง “Fallout” ที่รอยัล คอร์ท, ละครเวทีโดยออกัสต์ วิลสันเรื่อง “Ma Rainey’s Black Bottom” และ “The Coup” ประกบนอร์แมน บีตันที่โรงละครเดอะ เนชันแนล, ละครโปรดักชันของยัง วิคเรื่อง “A Raisin in the Sun” และบทพระเอกในละครเวทีเรื่อง “Macbeth” โปรดักชันของไทรซิเคิล

    เจมส์มีผลงานจอแก้วที่มากมายและหลากหลายทั้งสองฟากฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งรวมถึง “Civvies” และ “Comics” ซึ่งทั้งสองเรื่องเขียนบทโดยลินดา ลา แพลนเต้, “Undercover Heart,” “Out of The Blue,” ซีรีส์รางวัลบาฟตา อวอร์ดเรื่อง “Buried” และซีรีส์รางวัลสมาคมโทรทัศน์หลวงเรื่อง “Storm Damage” เขาได้แสดงซีรีส์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมเรื่อง “Run for C4” และซีรีส์โดยเจ็ด เมอร์คิวริโอเรื่อง “Line of Duty” สำหรับบีบีซีทู ซึ่งทั้งสองเรื่องทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอาร์ทีเอส เทเลวิชัน อวอร์ด ซีซัน 2013/14 ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

    ในอเมริกา เขาได้รับเสียงชื่นชมจากการแสดงของเขาในซีรีส์ซีบีเอสที่สร้างประวัติศาสตร์เรื่อง “Jericho,” ซีรีส์เอชบีโอเรื่อง “Hung,” ซีรีส์เอเอ็มซีเรื่อง AMC’s “Low Winter Sun” และแปดซีซันของซีรีส์ “The Walking Dead” ที่เขาได้รับรางวัลนักแสดงรับเชิญชายยอดเยี่ยมในซีรีส์ดรามาจากเวทีออนไลน์ ฟิล์ม แอนด์ เทเลวิชัน อวอร์ดในปี 2013 นอกจากนี้ เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโกลเดน ดาร์บี้ อวอร์ดสาขานักแสดงรับเชิญชายยอดเยี่ยมในดรามา ในปี 2013 รวมถึงได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายในจอแก้วยอเยี่ยมจากเวทีแฟนโกเรีย เชนซอว์ อวอร์ดในปี 2016 จากการแสดงของเขาใน “The Walking Dead” อีกด้วย นอกจากนี้ เขายังได้แสดงนำในซีรีส์อังกฤษเรื่อง “Critical” สำหรับสกาย ทีวีอีกด้วย

    นอกจากนั้น เจมส์ก็มีผลงานภาพยนตร์ชื่อดังอีกหลายเรื่องด้วย รวมถึงภาพยนตร์โดยกาย ริทชีเรื่อง “Snatch” ที่นำแสดงโดยแบรด พิตต์และเบนิซิโอ เดล โทโร, “Sahara” ประกบแมทธิว แม็คคอนนาเฮย์และเพเนโลเป้ ครูซ, ภาพยนตร์โดยไมเคิล วินเทอร์บอททอมเรื่อง “24 Hour Party People,” ภาพยนตร์โดยนิค เลิฟเรื่อง “Outlaw” ประกบบ็อบ ฮอสกินส์, “The Next Three Days” ประกบรัสเซล โครว์, ภาพยนตร์โดยลุค เบซงเรื่อง “Colombiana” ประกบโซอี้ ซัลดานาและ “Lockout” ประกบกาย เพียร์ซ ล่าสุด เขาได้นำแสดงในเวสเทิร์นสมัยใหม่เรื่อง “Swelter,” ภาพยนตร์ชีวประวัติของเจมส์ บราวน์โดยเทท เทย์เลอร์เรื่อง “Get On Up” ประกบวิโอลา เดวิสและแชดวิค โบสแมนและ “Double Play” ที่ดัดแปลงจากนิยายโดยแฟรงค์ มาร์ตินุส เจมส์เพิ่งเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำซีรีส์ “Save Me” ผลงานใหม่ที่สร้างและเขียนบทโดยเจมส์ ซึ่งเขานำแสดงสำหรับสกาย แอตแลนติก และมีกำหนดแพร่ภาพในช่วงต้นปี 2018

    เดวิด เบาติสตา (แซ็ปเปอร์ มอร์ตัน)
    นำแสดงในบทแดร็กซ์ เดอะ เดรสทรอยเออร์ในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ปี 2014 เรื่อง “Guardians of the Galaxy” ประกบคริส แพรทท์, เบนิซิโอ เดล โทโร, แบรดลีย์ คูเปอร์และโซอี้ ซัลดานา ในฤดูร้อนที่ผ่านมา เขาได้นำแสดงในซีเควล “Guardians of the Galaxy 2” ซึ่งมีเคิร์ท รัสเซลและซิลเวสเตอร์ สตอลโลนร่วมแสดงด้วย และเพิ่งทำรายได้เกินกว่า 860 ล้านเหรียญในบ็อกซ์ออฟฟิศ บรรดาผู้พิทักษ์เพิ่งไปร่วมแสดงกับเหล่าอเวนเจอร์สมาใน “Avengers: Infinity War” และในเดือนกันยายน เขาจะเริ่มต้นถ่ายทำภาคสี่ของแฟรนไชส์ Avengers

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์อินดีสามเรื่องได้แก่แอ็กชันทริลเลอร์เรื่อง “Final Score” ประกบเพียร์ซ บรอสแนน ซึ่งเบาติสตารับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างด้วย, ทริลเลอร์อาชญากรรมเรื่อง “Hotel Artemis” ที่เขียนบทและกำกับโดยดรูว์ เพียร์ซ ประกบโจดี้ ฟอสเตอร์ และภาพยนตร์แอ็กชันเรื่อง “Escape Plan 2” ประกบสตอลโลน

    เมื่อเร็วๆ นี้ เบาติสตาเพิ่งนำแสดงในภาพยนตร์อินดีเรื่อง “Bushwick” ประกบบริทนีย์ สโนว์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2017 ในปี 2015 เขาได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง “Spectre” ภาคที่ 24 ในแฟรนไชส์เจมส์ บอนด์ ประกบแดเนียล เคร็ก, คริสตอฟ วอลซ์และลีอา เซย์ดู นอกจากนั้น ในปีนั้น เขายังได้แสดงในภาพยนตร์แอ็กชันเรื่อง “Heist” ประกบโรเบิร์ต เดอ นีโรและเจฟฟรีย์ ดีน มอร์แกนอีกด้วย

    เบาติสตา อดีตนักมวยปล้ำอาชีพและนักสู้ศิลปะการต่อสู้ผสม เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากรายการเวิลด์ เรสท์ลิง เอนเตอร์เทนเมนต์ (ดับบลิวดับบลิวอี) ที่เขาเป็นแชมเปี้ยนโลกหกสมัยและเป็นโฆษกทั่วโลกให้กับองค์กรดังกล่าว เขาอำลาวงการดับบลิวดับบลิวอีเพื่อโฟกัสให้กับอาชีพนักแสดงในช่วงกลางปี 2010

    ผลงานภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ของเขารวมถึง “Enter the Warrior’s Gate” ที่เขียนบทและอำนวยการสร้างโดยลุค เบซง, “Riddick” และ “The Man with the Iron Fists” ผลงานจอแก้วก่อนหน้านี้ของเขารวมถึง “The #Hashtagged Show,” “Chuck” และ “Smallville”

    จาเร็ด เลโต (นีแอนเดอร์ วอลเลซ)
    เป็นนักแสดง นักดนตรี ผู้กำกับและนักธุรกิจ ผู้ซึ่งผลงานสองทศวรรษของเขาในฐานะนักแสดงได้ครอบคลุมการแสดงที่เข้มข้นและเปลี่ยนแปลงตัวเองมากมาย การแสดงของเขาในบทคนไข้ข้ามเพศที่เป็นโรคเอดส์ เรยอน ในภาพยนตร์โดยฌอน-มาร์ค วัลลีย์เรื่อง “Dallas Buyers Club” ประกบแมทธิว แม็คคอนนาเฮย์ ทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากสมาคมนักวิจารณ์หลายแห่ง เขาได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์นิวยอร์ก, สมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์ลอสแองเจลิสและสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์บรอดคาสต์ นอกเหนือจากนั้น เลโตยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดครั้งแรก, รางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลสมาพันธ์นักแสดง (แซ็ก อวอร์ด) จากบทนั้น และคว้ารางวัลมาได้ทั้งสามรางวัล

    ล่าสุด เลโตได้แสดงในภาพยนตร์แอ็กชันอีพิคเรื่อง “Suicide Squad” ประกบวิล สมิธ, มาร์ก็อท ร็อบบี้และคารา เดอเลวิญเน การแสดงเรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึงภาพยนตร์โดยดาร์เรน อาโรนอฟสกี้เรื่อง “Requiem for a Dream” ประกบเอลเลน เบอร์สติน, เจนนิเฟอร์ คอนเนลลีและมาร์ลอน วายันส์, ภาพยนตร์ที่กำกับโดยเดวิด ฟินเชอร์เรื่อง “Fight Club” ประกบแบรด พิตต์และเอ็ดเวิร์ด นอร์ตันและ “Panic Room” ประกบโจดี้ ฟอสเตอร์และฟอเรสต์ วิทเทคเกอร์, ภาพยนตร์แมรี แฮร์รอนเรื่อง “American Psycho” ประกบคริสเตียน เบล, ภาพยนตร์โดยแอนดรูว์ นิคโคลเรื่อง “Lord of War” ประกบนิโคลัส เคจและอีธาน ฮอว์ค, ภาพยนตร์โดยโอลิเวอร์ สโตนเรื่อง “Alexander” ประกบโคลิน ฟาร์เรล, ภาพยนตร์โดยท็อดด์ โรบินสันเรื่อง “Lonely Hearts” ประกบซัลมา ฮาเย็ค, ภาพยนตร์โดยเจมส์ แมนโกลด์เรื่อง “Girl, Interrupted” ประกบวิโนนา ไรเดอร์และแองเจลินา โจลี, ภาพยนตร์โดยเทอร์เรนซ์ มาลิคเรื่อง “The Thin Red Line” และภาพยนตร์โดยจาโค แวน ดอร์มาเอลเรื่อง “Mr. Nobody” ประกบซาราห์ พอลลีย์, ริส ไอฟานส์และไดแอน ครูเกอร์

    เขาได้รับรางวัลก็อทแธม อินดีเพนเดนท์ ฟิล์ม อวอร์ดจากภาพยนตร์สารคดีของเขาเรื่อง “Artifact” ซึ่งเขาอำนวยการสร้างร่วมกับเอ็มมา ลูดบรู๊ค และได้รับรางวัลก็อทแธม ออเดียนซ์ อวอร์ด นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับรางวัลพีเพิลส์ ชอยส์ อวอร์ดสาขาสารคดีจากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตปี 2012 อีกด้วย เขาได้กำกับ “Artifact” ภายใต้นามแฝงว่าบาร์โธโลมิว คับบินส์

    นอกจากนั้น ภายใต้ชื่อนั้น เขายังได้กำกับมิวสิค วิดีโอสำหรับวงร็อคที่ทำยอดขายได้ระดับมัลติแพลตินัม เธอร์ตี้ เซคคันด์ ทู มาร์ส เขาเป็นนักร้องนำ มือกีตาร์และนักแต่งเพลงให้กับวงนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยเลโต, พี่ชายของเขา แชนนอน เลโตและโทโม มิลิเซวิค วงเธอร์ตี้ เซคคันด์ ทู มาร์สได้ปล่อยอัลบัมสตูดิโอออกมาสี่ชุด รวมถึงอัลบัม Love Lust Faith + Dreams ในปี 2013 เพลงร็อคยอดนิยมทางคลื่นวิทยุของพวกเขาได้แก่เพลง “This Is War” และ “Kings and Queens” วงนี้ได้ไปเปิดการแสดงคอนเสิร์ตที่บัตรขายหมดเกลี้ยงในทั่วโลก โดยพวกเขาได้แสดงกว่า 300 ครั้งในเกือบ 60 ประเทศบนหกทวีป ต่อหน้าผู้ชมสามล้านคน ซึ่งเป็นการทำลายสถิติกินเนส บุ๊คสำหรับการจัดทัวร์คอนเสิร์ตที่นานที่สุดโดยวงร็อค พวกเขาทำยอดขายอัลบัมได้กว่าห้าล้านชุดทั่วโลกและมิวสิค วิดีโอของพวกเขาก็มียอดผู้ชมทางยูทูปกว่า 300 ล้านครั้ง พวกเขาได้รับรางวัลต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงหลายสิบรางวัลเอ็มทีวี อวอร์ด, รางวัลบิลบอร์ด มิวสิค อวอร์ดและรางวัลต่างๆ จากเอ็นเอ็มอี, เคอร์แรง! และฟิวส์ นอกจากนั้น พวกเขายังได้รับการเสนอชื่อชิงสามรางวัลเอ็มทีวี วีเอ็มเอในปี 2013 รวมถึงสาขาวิดีโอร็อคยอดเยี่ยม ที่พวกเขาคว้ารางวัลมาได้ ปัจจุบัน เธอร์ตี้ เซคคันด์ ทู มาร์ส อยู่ระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ต

    ประวัติทีมผู้สร้าง

    เดนิส วิลเลอเนิฟ (ผู้กำกับ)
    เป็นผู้กำกับเจ้าของรางวัลชื่อดัง ผู้ซึ่งผลงานภาพยนตร์ของเขาได้รับการยอมรับจากนักวิจารณ์และผู้ชมทั่วโลกตลอดการทำงานของเขา เมื่อปีที่แล้ว เขาได้รับความสนใจจากทั่วโลกด้วยดรามาไซไฟเรื่อง “Arrival” ที่ได้เอมี อดัมส์รับบทนักภาษาศาสตร์ผู้ได้รับเลือกจากกองทัพให้ติดต่อกับยานอวกาศต่างดาวที่ลงจอดบนโลก ภาพยนตร์ยอดนิยมในบ็อกซ์ออฟฟิศที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อชิงแปดรางวัลอคาเดมี อวอร์ด รวมถึงสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

    ในปี 2015 ภาพยนตร์ของวิลเลอเนิฟเรื่อง “Sicario” ได้เปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกด้วยการเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ทริลเลอร์เรื่องนี้ ที่ได้เอมิลี บลันท์แสดงประกบเบนิซิโอ เดล โทโรและจอช โบรลิน เล่าเรื่องของเจ้าหน้าที่เอฟบีไอโลกสวย ที่ ผู้ซึ่งการไล่ล่าความยุติธรรมของเธอนำเธอไปสู่ใจกลางของพรมแดนระหว่างอเมริกันและเม็กซิกันที่ไร้กฎหมาย ที่ซึ่งยาเสพติด เรื่องน่าสะพรึงกลัว การอพยพผิดกฎหมายและการคอร์รัปชันท้าทายเข็มทิศศีลธรรมของเธอ “Sicario” ได้รับการเสนอชื่อชิงสามรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ทำให้มันเป็นอีกหนึ่งผลงานความสำเร็จทั้งในด้านคำวิจารณ์และรายได้ของตัวผู้กำกับ

    ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส/แคนาดาผู้นี้ได้เปิดตัวผลงานการกำกับในฮอลลีวูดเรื่องแรกด้วยภาพยนตร์ปี 2014 “Prisoners” ดรามาเกี่ยวกับศาลเตี้ยในย่านชานเมือง ที่นำแสดงโดยฮิวจ์ แจ็คแมนและเจค จิลเลนฮัล และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ อีกทั้งยังได้รับรางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยมและเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี ในปี 2012 วิลเลอเนิฟได้กำกับ “Enemy” ภาพยนตร์ภาษาอังกฤษเรื่องแรกของเขา ทริลเลอร์แปลกพิลึกที่นำแสดงโดยเจค จิลเลนฮัลในบทอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ผู้ค้นพบอีกตัวตนหนึ่งที่คาดไม่ถึงของเขา การแสดงสะกดใจของนักแสดงหนุ่มทำให้เขาได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมและทำให้ผู้กำกับของเรื่องโด่งดังในฐานะหนึ่งในผู้กำกับหน้าใหม่ที่น่าตื่นเต้นที่สุดในวงการ

    ในปี 2011 “Incendies” ของวิลเลอเนิฟ โด่งดังในแคนาดา ซึ่งเลือกภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เป็นตัวแทนในการชิงชัยรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม ดรามาภาษาฝรั่งเศสเรื่องนี้ที่เกี่ยวกับผลลัพธ์ของสงครามกลางเมืองในตะวันออกกลางสำหรับครอบครัวผู้อพยพในมอนทรีอัล ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและได้รับการยกย่องจากนิวยอร์ก ไทม์ให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในปีนั้นด้วย

    “Polytechnique” ภาพยนตร์เรื่องที่สามของเขาได้เปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกในเซ็คชันไดเร็คเตอร์ส ฟอร์ทไนท์ในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2009 ภาพยนตร์ภาษาฝรั่งเศสขาวดำเรื่องนี้ เล่าถึงการสังหารโหดผู้หญิง 14 คนที่โรงเรียนโพลีเทคนิค สคูล ออฟ เอ็นจิเนียริงในมอนทรีอัล ปี 1989 ในแคนาดา ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลภาพยนตร์แคนาเดี้ยนยอดเยี่ยมประจำปี 2009 โดยสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์โตรอนโตและได้รับเก้ารางวัลแคนาเดี้ยน สกรีน อวอร์ดและห้ารางวัลจูทรา อวอร์ด (รางวัลภาพยนตร์ควิเบค) รวมถึงสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม

    ในช่วงเริ่มต้นการทำงานใหม่ๆ ภาพยนตร์ของวิลเลอเนิฟเป็นที่ชื่นชมในงานเทศกาลภาพยนตร์สำคัญๆ มากมาย ภาพยนตร์ขนาดสั้นปี 2008 ของเขาเรื่อง “Next Floor” ได้รับรางวัลแคนัลพลัส อวอร์ด จากคานส์ คริติกส์ วีค ได้เข้าฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์กว่า 150 แห่งทั่วโลกและคว้ารางวัลมาได้กว่า 50 รางวัล ภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาในปี 1998 “August 32 on Earth” (Un 32 août sur terre) เปิดตัวในสาขาภาพยนตร์น่าจับตามองในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลกกว่า 35 แห่ง รวมถึงการได้รับการรับเลือกจากเป็นทางการจากงานเทศกาลภาพยนตร์เทลลูไรด์และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต หลังจากนั้น เขาก็มีผลงานเรื่อง “Maelström” ซึ่งได้รับรางวัลฟิเฟรสซี ไพรซ์จากงานเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินปี 2001 และคว้ารางวัลเอสเอซีดี ไพรซ์จากงานเทศกาลภาพยนตร์อาวิยองมาได้

    ปัจจุบัน เขาอยู่ระหว่างการทำงานในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนิยายไซไฟคลาสสิกโดยแฟรงค์ เฮอร์เบิร์ตเรื่อง Dune ที่เขาจะเป็นผู้กำกับ

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *