Cinderella | ซินเดอเรลล่า

Cinderella | ซินเดอเรลล่า

  • Genres:Fantasy, Adventure, Drama, Family
    Running Time: 105 mins
    Release Date:March 13, 2015
    MPAA Rating:PG for mild thematic elements
    Distributors: Genre Films, Walt Disney Pictures
    Starring:Lily James, Hayley Atwell, Cate Blanchett
    Directed by:Kenneth Branagh

    ที่ไหนมีความเมตตา ที่นั่นมีความดีงาม
    ที่ไหนมีความดีงาม ที่นั่นมีเวทมนตร์

    แม่ของเอลล่า

    เรื่องราวอมตะ
    เอลล่า (ลิลลี เจมส์) เป็นเด็กสาวสวย ผู้ซึ่งชีวิตสมบูรณ์แบบของเธอพังทลายลงเมื่อพ่อผู้เป็นพ่อค้าของเธอ (เบน แชปลิน) แต่งงานใหม่หลังจากการเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าของแม่เธอ (เฮย์เลย์ แอทเวล นักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ) ด้วยความต้องการจะให้กำลังใจพ่อที่น่ารักของเธอ เอลล่าได้อ้าแขนต้อนรับแม่เลี้ยงคนใหม่ (เคท บลังเช็ตต์ เจ้าของสองรางวัลอคาเดมี อวอร์ด) และลูกสาวสองคนของเธอ อนาสตาเซีย (ฮอลิเดย์ เกรนเจอร์) และดริสเซลลา (โซฟี แม็คเชรา) เข้าสู่บ้านของครอบครัว แต่เมื่อพ่อของเอลล่าเสียชีวิตโดยไม่คาดฝัน เธอก็ต้องทนรับกับครอบครัวใหม่ขี้อิจฉาและใจร้าย

    ไม่นานนัก เธอก็ถูกบีบให้กลายเป็นสาวใช้ของพวกเธอ เธอถูกเหยียดหยาม ตัวเปื้อนขี้เถ้า และถูกตั้งชื่อใหม่อย่างเหยียดหยามว่า ซินเดอเรลลา แต่แม้ว่าเธอจะถูกปฏิบัติอย่างทารุณแค่ไหน เอลล่าก็ไม่เคยสิ้นหวังหรือเกลียดชังผู้ที่ทำไม่ดีกับเธอ เธอยังคงมองโลกในแง่ดีด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำตามคำสั่งเสียของแม่เธอ ที่จะ “กล้าหาญและมีเมตตา”

    ในตอนที่เธอได้พบกับคนแปลกหน้ารูปงามในป่า โดยไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นเจ้าชาย (ริชาร์ด แมดเดน) ไม่ใช่แค่คิท มหาดเล็กในปราสาท เธอเชื่อว่าในที่สุดเธอก็ได้พบคนที่มีความรู้สึกเหมือนเธอแล้ว ดูเหมือนว่าโชคชะตาของเธอกำลังจะพลิกผันเมื่อพระราชา (ดีเร็ค จาโคบี้ เจ้าของรางวัลบาฟตาและเอ็มมี อวอร์ด) ประกาศเชิญหญิงสาวทุกคนเข้าร่วมงานเลี้ยง ทำให้เอลล่ามีความหวังที่จะได้พบกับคิท ผู้หล่อเหลาอีกครั้ง แต่น่าเสียดายที่แม่เลี้ยงของเธอสั่งห้ามไม่ให้เธอไปร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ และฉีกชุดเดรสของเธอจนไม่มีชิ้นดี

    ในขณะเดียวกัน แกรนด์ดยุคจอมวางแผน (สเตลลัน สการ์สการ์ด) ก็ได้คิดแผนการที่จะทำลายความหวังของเจ้าชายในการได้พบกับเอลล่าอีกครั้ง และอาศัยความช่วยเหลือจากแม่เลี้ยงใจร้าย แต่ก็เหมือนกับในเทพนิยายทุกเรื่อง เธอได้รับความช่วยเหลือเมื่อหญิงขอทานใจดี (เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลอคเดมี อวอร์ด) พร้อมด้วยฟักทองหนูหลายตัว และคทาวิเศษในมือ ก้าวเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของซินเดอเรลลาไปตลอดกาล

    ภาพยนตร์แอ็กชันเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจากเทพนิยายคลาสสิกของดิสนีย์เรื่อง “Cinderella” ที่เนรมิตชีวิตให้กับตัวละครที่รักและภาพอมตะจากภาพยนตร์อนิเมชันปี 1950 ของสตูดิโออย่างน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้ชมรุ่นใหม่

    ภาพยนตร์เรื่องนี้ กำกับโดยเคนเนธ บรานาห์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ด อำนวยการสร้างโดยไซมอน คินเบิร์ก, พี.จี.เอ., อัลลิสัน เชียร์เมอร์ พี.จี.เอ. และเดวิด แบร์รอน โดยมีทิม ลูอิส (“Goldeneye”) รับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้าง บทภาพยนตร์โดยคริส ไวซ์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด

    ทีมงานเบื้องหลังรวมถึงผู้กำกับภาพฮาริส แซมบาร์ลูคอส, บีเอสซี, ผู้ออกแบบงานสร้างเจ้าของสามรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ดันเต้ เฟอร์เร็ตติ, ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายเจ้าของสามรางวัลอคาเดมี อวอร์ด แซนดี้ พาวเวล, มือลำดับภาพเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด มาร์ติน วอลช์, เอซีอีและผู้ประพันธ์เพลงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลอคาเดมี อวอร์ด แพทริค ดอยล์

    ลูกจะต้องไม่แต่งงานเพื่อผลประโยชน์ แต่จะต้องแต่งงานเพื่อความรัก
    ตามหาเด็กสาวที่พวกเขาพูดถึงกันให้พบ…เด็กสาวขี้ลืมที่ทำรองเท้าของเธอหายน่ะ

    พระราชา

    การเนรมิตชีวิตให้กับเทพนิยาย

    เคนเนธ บรานาห์ เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่มีพรสวรรค์และได้รับการยกย่องสูงสุดในปัจจุบัน โดยเขาชำนาญในการสร้างผลงานจากวิลเลียม เชคสเปียร์ พอๆ กับการสร้างผลงานจากเรื่องราวของทอม แคลนซี หรือซูเปอร์ฮีโรจากหนังสือการ์ตูนมาร์เวล

    นอกเหนือจากทักษะเก่งกาจในฐานะผู้กำกับแล้ว เขายังเป็นนักแสดง มือเขียนบทและผู้อำนวยการสร้างที่ได้รับรางวัลด้วย ในปี 2011 การแสดงของเขาในบทเซอร์ลอว์เรนซ์ โอลิเวียร์ใน “My Week With Marilyn” ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดเป็นครั้งที่ห้า ทำให้เขาเป็นหนึ่งในนักแสดงคนแรกๆ ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงห้ารางวัลจากห้าสาขา (สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ขนาดสั้นยอดเยี่ยม)

    ผู้อำนวยการสร้างอัลลิสัน เชียร์เมอร์กล่าวว่า “เคนเนธ บรานาห์เป็นหนึ่งในนักแสดงที่เก่งกาจที่สุดในโลกและเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่เก่งกาจที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน เราก็เลยรู้ตั้งแต่แรกเลยว่าเขาจะนำความซับซ้อนมาสู่ความสัมพันธ์ ตัวละครและธีมของเรื่องราวได้ แต่วิสัยทัศน์ยิ่งใหญ่ที่เขานำมาสู่ ‘Thor’ ทั้งน่าอัศจรรย์ใจและมีเอกลักษณ์มากๆ การพบส่วนผสมที่ลงตัวแบบนั้นในผู้กำกับคนเดียวเป็นเหมือนฝันที่เป็นจริงค่ะ”

    บรานาห์สนใจเรื่องราวนี้ก็เพราะพลังของเรื่องราว รวมถึงความแข็งแกร่งและความแน่วแน่ของตัวละครหลักของเรื่องด้วย

    “สำหรับ ‘Cinderella’ คุณคิดเอาไว้ได้เลยว่าผู้ชมส่วนใหญ่ของคุณรู้เรื่องราววนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะมีอายุเท่าไหร่ก็ตาม” บรานาห์กล่าว “ดังนั้น สิ่งที่คุณใส่เข้าไปในฐานะผู้กำกับ ลักษณะที่คุณถ่ายทอดช่วงเวลาคลาสสิกในเรื่อง ก็เป็นความท้าทายที่วิเศษสุดจริงๆ สำหรับผมครับ”

    เขากล่าวต่ออีกว่า “การได้กำกับหนังเรื่อง ‘Cinderella’ ของดิสนีย์ในศตวรรษที่ 21 หมายถึงคุณมีหน้าที่ดูแลการนำเสนอตำนานที่อยู่ยั้งยืนยงมานานเพราะมันเชื่อมโยงกับมนุษย์เราในระดับที่น่าทึ่งเหลือเกินครับ”

    ในตอนที่บรานาห์และเชียร์เมอร์นั่งคุยกันเรื่องโปรเจ็กต์นี้เป็นครั้งแรก ผู้กำกับกล่าวว่าเขาสนใจในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อพัฒนาเรื่องราวจิตวิทยาที่ซับซ้อนและนำเสนอความเข้าใจเกี่ยวกับตัวละครเหล่านี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นอกเหนือจากนั้น เขายังต้องการสร้างภาพยนตร์ที่ความเมตตาเป็นพลังพิเศษอีกด้วย เชียร์เมอร์อธิบายว่า “แม้ว่าฉันจะรู้สึกว่าความเมตตาเป็นคุณสมบัติสำคัญของซินเดอเรลลา แนวคิดที่ว่าความเข้มแข็งและความสามารถในการเปลี่ยนแปลงผู้คนของเธอ การเอาชนะอุปสรรค และการที่ความดีมีชัยเหนือความชั่วร้ายด้วยความเมตตานั้นเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์อย่างเหลือเชื่อค่ะ”

    เธอกล่าวต่อว่า “ระดับความเข้มแข็งภายในจิตใจและความชัดเจนของเธอทำให้เธอสามารถทนได้มากขนาดนี้ และเธอก็อดทนได้ต่อความหนาว เธออดทนได้แม้ได้รับอาหารเพียงเล็กน้อย โดยไม่มีใครเป็นเพื่อน ไม่ได้คุยกับใคร ที่เธอทำแบบนี้ก็เพราะเธอมีความคิดชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่เธอเชื่อ และแม้ว่าเธอจะถูกทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า และมีบางครั้งที่เธอสูญสิ้นศรัทธาและหมดความเชื่อ ท้ายที่สุด เธอก็ยังยึดมั่นกับความเชื่อของเธอ และไม่เพียงแต่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองได้เท่านั้น แต่เธอยังสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนที่อยู่รอบด้านเธอด้วยค่ะ”

    หน้าที่ในการเขียนบทภาพยนตร์ที่จะรักษาสมดุลระหว่างองค์ประกอบสำคัญของภาพยนตร์อนิเมชันและการทำให้ตัวละครมีเสน่ห์มากกว่าและเข้าถึงได้มากกว่าตกเป็นของมือเขียนบทคริส ไวซ์ เช่นเดียวกับบรานาห์ ไวซ์เองก็เป็นนักแสดง (“Chuck & Buck”), ผู้อำนวยการสร้าง (“A Single Man”) และผู้กำกับ (“A Better Life, “The Golden Compass”) ที่ประสบความสำเร็จเช่นกัน และเขาก็สนใจโอกาสในการได้ขยายเรื่องราวนี้ออกไปเพื่อเผยให้ผู้ชมได้เห็นถึงแบ็คกราวน์และจูงใจของตัวละครแต่ละตัว

    ทีมผู้สร้างต้องการจะนำเสนอสิ่งที่คล้ายกับความบันเทิงคลาสสิกสำหรับครอบครัวที่ทำให้ดิสนีย์โด่งดัง ในขณะที่คอยระมัดระวังความจริงที่ว่าครอบครัวในปัจจุบันไม่เหมือนสมัยก่อนตอนที่เป็นยุคทองของสตูดิโอ เชียร์เมอร์อธิบายว่า “นี่เป็นเรื่องของการบอกเล่าเรื่องราวจากความเปลี่ยนแปลงภายในและโลกภายในตัวละครแต่ละตัวมากกว่าที่จะเป็นแค่ภาพภายนอกค่ะ แต่มันก็เป็นเรื่องสำคัญด้วยเช่นกันที่บทหนังเรื่องนี้จะยึดมั่นต่อหนังอนิเมชันต้นฉบับน่ะค่ะ”

    “เราไม่ได้สร้าง ‘Cinderella’ โฉมใหม่ครับ” ไวซ์กล่าว “เธอทำในสิ่งที่ตัวละครทำในเทพนิยายก็จริง แต่การทำให้เธอทันสมัยขึ้นสำหรับผู้ชมยุคปัจจุบัน เราตัดสินใจที่จะสร้างนางเอก ผู้ซึ่งความดีงามของเธอจริงๆ อยู่ที่ความสามารถในการรักษาความดีงามและตัวตนของเธอไว้ได้แม้จะต้องทุกข์ทรมานแค่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอต้องเจอครับ”

    บทภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นโดยมีฉากที่แสดงให้เห็นเอลล่าตอนเป็นเด็ก อยู่กับพ่อและแม่ของเธอ เพื่อแสดงให้เห็นชีวิตแสนสุขของเธอกับพ่อแม่ที่รักท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่งดงามก่อนที่แม่เธอจะเสียชีวิต ในฉากเหล่านั้นนี่เองที่เราได้เห็นเอลล่าเริ่มเข้าใจคอนเซ็ปต์ของการมีความกล้าหาญและเมตตา ตามที่พ่อแม่เธอได้เห็น ซึ่งเธอก็ยังคงรักษาความเข้าใจนั้นไว้ตลอดทั้งเรื่อง

    “นี่เป็นมรดกของแม่เธอครับ” ผู้อำนวยการสร้างเดวิด บาร์รอนอธิบาย “มันเป็นคำเรียบง่าย แต่สำหรับเอลล่า มันเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะมันทำให้เธอมีความเข้มแข็งและความแน่วแน่ที่จะรับมือกับทุกอย่างที่รออยู่ข้างหน้า แต่แน่นอนว่าเธอไม่รู้หรอกครับว่าความแน่วแน่ของเธอจะถูกทดสอบมากแค่ไหน”

    “ในอนิเมชันเรื่อง ‘Cinderella’ เราไม่ได้เห็นแม่ของเธอ เธอเสียชีวิตหลังจากการบรรยายเรื่องหนึ่งหรือสองประโยคแรก” ไวซ์กล่าว “ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ชมจะได้เห็นเธอ และไม่เพียงแต่ได้สัมผัสถึงการสูญเสียเธอของเอลล่าเท่านั้น เธอยังจะได้สัมผัสถึงสิ่งที่เอลล่าได้จากเธออีกด้วย นอกจากนั้น เรายังอยากได้คนที่จะทำให้เรารำลึกถึงของขวัญที่จับต้องไม่ได้เหล่านั้นด้วยครับ”

    บรานาห์กล่าวว่า “ซินเดอเรลลามีอารมณ์ขันและความเป็นผู้ใหญ่ครับ เธอคิดว่าคนเราไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวเลวร้ายและไม่จำเป็นต้องเป็นคนเลวเสมอไป เธอไม่ใช่เหยื่อที่ช่วยตัวเองไม่ได้หรือสงสารตัวเอง เธอพบอารมณ์ขันในสิ่งต่างๆ ซึ่งมันถูกนำเสนอว่าเป็นจุดแข็ง ไม่ใช่จุดอ่อนครับ”

    บาร์รอนกล่าวเสริมว่า “ในแง่หนึ่งแล้ว การเดินทางของซินเดอเรลลาก็คล้ายกับของแม่เลี้ยง ตรงที่ทั้งคู่เจอความสูญเสียและหัวใจสลายเหมือนกัน แต่การตัดสินใจของพวกเธอทำให้พวกเธอแตกต่างกัน เธออาจจะกลายเป็นคนที่ขมขื่น โกรธแค้นเหมือนแม่เลี้ยงของเธอก็ได้ เพราะเธอก็มีเหตุผลเพียงพอ แต่เธอกลับเลือกความดี ซึ่งยิ่งทำให้แม่เลี้ยงของเธอหงุดหงิดขึ้นไปใหญ่ครับ”

    อีกคอนเซ็ปต์หนึ่งที่ถูกพูดถึงในบทภาพยนตร์เรื่องนี้คือแนวคิดของการเลือกคนที่เราจะใช้ชีวิตอยู่ด้วย และในฉบับคลาสสิก ตัวละครก็ไม่ได้มีโอกาสให้ได้ทำแบบนั้นซักเท่าไหร่ ผลก็คือไวซ์ได้คิดไอเดียของการให้เอลล่าและเจ้าชายได้พบกันก่อนหน้านี้ในเรื่อง โดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เพื่อที่พวกเขาจะได้สัมผัสมุมมองเกี่ยวกับชีวิตที่มีเหมือนๆ กัน

    บรานาห์อธิบายว่า “เราได้ทำให้เจ้าชายของเราให้ความรู้สึกว่าเป็นคนที่ผ่านสงครามมาแล้ว และรู้ซึ้งถึงค่าตอบแทนของสงครามในแบบที่เป็นส่วนตัวและมีความหมาย เขาไร้เดียงสาน้อยกว่าเจ้าชายในอดีตที่ผ่านๆ มา เราทำให้เขามีมุมมองด้านการเมืองและปรัชญาเกี่ยวกับการปกครองประเทศ เขาถูกห้อมล้อมไปด้วยคนที่เสนอว่าการจะปกครองประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยสงครามครับ”

    ในขณะเดียวกัน ทีมผู้สร้างก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ซินเดอเรลลาจะมีความคิดอ่านคล้ายๆ กัน…คนที่เป็นผู้ใหญ่พอที่เขาจะพูดคุยและเข้าถึงได้ทางอารมณ์และจิตวิญญาณ หลายครั้งที่ตัวละครชายในเทพนิยายจะเป็นแค่ตัวประกอบของตัวละครหญิง ดังนั้น นอกเหนือจากหน้าตาดีและฉลาดแล้ว เจ้าชายก็เลยถูกเขียนให้เป็นคนที่ใช้ความคิด มีความมุ่งมั่นตั้งใจ

    บรานาห์กล่าวต่อว่า “เจ้าชายพบว่าซินเดอเรลลานคนที่คิดเหมือนๆ กันที่เชื่อว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่การออกรบร่วมกับเพื่อนพ้องของคุณ แต่เป็นการมีความกล้าหาญ การมีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และถ้าเป็นไปได้ ก็อภัยให้ผู้อื่น การมองเห็นเรื่องแบบนั้นเป็นจุดแข็ง ไม่ใช่จุดอ่อน เราอยากให้เขาเป็นคนที่ใช้ความคิด เป็นคนที่อ่อนไหว แต่ก็เป็นคนที่ตลกเช่นกัน เราทำให้เขาเป็นคนที่มองโลกด้วยความเป็นจริงในโลกที่การเมืองยุ่งเหยิง เขาต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเท่าเทียมกับซินเดอเรลลา ในเรื่องของความรู้สึกและความเข้าใจที่ลึกซึ้งครับ”

    อีกสิ่งหนึ่งที่ถูกเพิ่มเข้ามาในภาพยนตร์คือข้อมูลในเรื่องที่ทำให้เราพอจะเข้าใจว่าทำไมแม่เลี้ยงถึงได้เป็นคนแบบนี้ เธอไม่ใช่แค่ตัวร้าย ไม่ใช่แค่ใจร้าย…แต่จริงๆ แล้ว มันมีเบื้องหลังลึกซึ้งกว่านั้น

    เชียร์เมอร์อธิบายว่า “ในหนัง ผู้ชมจะได้เห็นว่าแม่เลี้ยงเองก็เจอกับความสูญเสีย ความเศร้าเสียใจและอาการหัวใจสลายเหมือนกัน แต่เธอตอบโต้ด้วยความโกรธ และทำทุกสิ่งที่จำเป็นเพื่อปลอบประโลมตัวเองและลูกสาวของเธอค่ะ”

    เธอกล่าวต่อว่า “เรื่องราวของเราเกิดขึ้นในยุคสมัยที่แตกต่างและสังคมที่แตกต่างออกไป ที่ผู้หญิงไม่สามารถไปข้างนอกเพื่อหางานทำและดูแลครอบครัวได้ การแต่งงานเท่านั้นที่จะทำให้พวกเธอได้รับความคุ้มครอง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ตัวละครของเธอซับซ้อน การที่เหตุผลของเธอฟังขึ้นน่ะค่ะ”

    ตัวแม่เลี้ยงเองภูมิใจกับการที่เธอรักษาโฉมหน้าที่น่านับถือ ด้วยคฤหาสน์หรูหราและลูกสาวที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ทำให้เธอให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับสิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับเธอ แต่ความเจ็บปวดทางอารมณ์ของเธอก็ยิ่งบาดลึกมากขึ้นเมื่อเธอรู้ว่าสามีใหม่ของเธอจะนึกถึงแม่ของเอลล่าว่าเป็นคู่แท้ในชีวิตเขาเสมอ ไม่ใช่เธอ และความเจ็บปวดนั้นก็รุนแรงมากขึ้นเมื่อโอกาสในการมีความรักครั้งที่สองของเธอถูกพรากไป ในขณะเดียวกัน เธอก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความแตกต่างใหญ่หลวงระหว่างซินเดอเรลลาและลูกสาวของเธอ ซึ่งก็ทำให้เธอขุ่นเคืองมากยิ่งขึ้นไปอีก

    ไวซ์กล่าวเสริมว่า “มันเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ ตั้งแต่แรกที่ว่าแม่เลี้ยงจะต้องมีเหตุผลของเธอเอง ไม่เพียงแต่เธอจะเคยได้รับความทุกข์ทรมานและความเจ็บปวดมาก่อนในอดีตเท่านั้น แต่เธอยังมีเสน่ห์และความเย้ายวนใจด้วยครับ”

    นอกจากนี้ แม่เลี้ยงยังได้วางแผนกับแกรนด์ดยุค มิตรผู้เจ้าเล่ห์ของราชตระกูล ซึ่งเป็นองค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งในบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ต่อยอดมาจากต้นฉบับคลาสสิก แกรนด์ดยุคเชื่อว่าการแต่งงานเป็นเพียงการตกลงทางธุรกิจ และเจ้าชายควรจะแต่งงานกับคนที่มีประโยชน์ทางการเมืองสำหรับราชวงศ์ เขารู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องกีดกันไม่ให้เจ้าชายพบและแต่งงานกับซินเดอเรลลา และได้ร่วมมือกับแม่เลี้ยงเพื่อทำให้แน่ใจว่ามันจะไม่เกิดขึ้น

    ลูกมีความเมตตาในนิ้วมือเล็กๆ ของลูกมากกว่าคนส่วนใหญ่
    จงมีความเมตตา เพราะมันมีพลัง มากกว่าที่ลูกรู้เสียอีก

    แม่ของเอลล่า

    ตัวละครในหนังสือนิทาน

    การนำตัวละครในเทพนิยายอย่างซินเดอเรลลามาสู่โรงภาพยนตร์ท่ามกลางตลาดที่คาดเดาไม่ได้ในปัจุบันเป็นความท้าทายที่น่าหวั่นสะพรึง แต่ทีมผู้สร้างก็มุ่งมั่นที่จะไม่ประนีประนอมหรือทำความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงอะไรต่อหัวใจสำคัญของเรื่อง เช่นเดียวกับเทพนิยายคลาสสิกที่เป็นที่รักเรื่องอื่นๆ “Cinderella” มีผู้ชมที่รักและจงรักภักดี และพวกเขาก็คุ้นเคยกับช่วงเวลาสำคัญๆ ในภาพยนตร์ดังเรื่องนี้ของดิสนีย์อยู่แล้วด้วย

    สิ่งสำคัญแรกสุดคือทีมผู้สร้างต้องหานักแสดงหญิงที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับบทเอลล่า คนที่เปล่งประกายความดีงามและความไร้เดียงสา ผู้สามารถทำให้ผู้ชมมองทะลุรูปลักษณ์ภายนอก ไปโฟกัสที่เรื่องราวภายในของเธอได้ ลิลลี เจมส์ ผู้เป็นที่รู้จักของผู้ชมจากบทเลดี้โรส ผู้ไม่ยอมแพ้ในซีรีส์ “Downton Abbey” ได้รับเลือกสำหรับบท เอลล่า ผู้ใจดีมีเมตตา หญิงสาวผู้มีจิตวิญญาณที่ไม่สั่นคลอน

    เคนเนธ บรานาห์กล่าวว่า “มันเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะหาคนที่มีไหวพริบ ฉลาด เฉียบคม แต่ไม่ใจร้าย คนที่มีประกายระยิบระยับในดวงตา คนที่มีความงามทั้งภายในและภายนอก แต่ซินเดอเรลลาของลิลลี เจมส์มีคุณสมบัติทั้งหมดนั้น คุณต้องเอาใจช่วยซินเดอเรลลา คุณต้องชอบเธอ คุณต้องอยู่ข้างเดียวกับเธอ ดังนั้น ความน่าเอ็นดูตามธรรมชาติก็เป็นเรื่องสำคัญ”

    เขากล่าวต่ออีกว่า “ลิลลีนำคุณสมบัติทั้งหมดนั้นมาในครั้งแรกที่เธอมาทดสอบบท เธอเป็นเด็กสาวที่สวยมากๆ และความอบอุ่นของเธอก็ทำให้มันเป็นความงามที่เข้าถึงได้ เรารู้สึกว่าแม้ว่าเธอจะสวยขนาดนี้ แต่เธอก็เป็นเพื่อนเราได้”

    อัลลิสัน เชียร์เมอร์กล่าวเสริมว่า “ลิลลี เจมส์คือซินเดอเรลลาค่ะ เธอใจดี เธอสนใจในคนที่เงียบที่สุดในห้อง เธอสนใจในทุกคนจากทุกอาชีพ เธอเป็นคนใจกว้าง เป็นคนดี แล้วเธอก็สวยสะดุดตาค่ะ แต่เธอไม่ใช่การ์ตูน”

    ผู้อำนวยการสร้างเดวิด บาร์รอนกล่าวเห็นพ้องด้วยว่า “เมื่อมองโดยผิวเผิน ลิลลีมีความไร้เดียงสาที่วิเศษสุดและความสุขในการมีชีวิตและค้นพบโลกรอบตัวเธอ แต่เธอก็ยังมีความฉลาดอย่างเหลือเชื่อและมีความตรงไปตรงมาและความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ที่ทำให้เราชื่นชอบซินเดอเรลลาที่มีหลายมิติคนนี้น่ะครับ”

    สำหรับเจมส์ โอกาสในการได้รับบทเป็นหนึ่งในตัวละครที่โด่งดังและเป็นที่รักที่สุดในโลกเป็นเหมือนฝันที่เป็นจริง เธออธิบายว่า “ฉันชอบที่เคนอยากจะรักษาความสดใสและความมหัศจรรย์ของมันเอาไว้ ให้เหมือนกับเทพนิยาย และนอกเหนือจากความจริงที่ว่าซินเดอเรลลาช่างพิเศษสุด ใจดี และไม่เหมือนใคร เรายังมีโอกาสยอดเยี่ยมในการสร้างชีวิตที่นอกเหนือจากในเทพนิยาย ทำให้มันมีรายละเอียดมากขึ้น และสร้างเรื่องราวเบื้องหลังให้กับตัวละครแต่ละตัวค่ะ”

    เธอกล่าวต่ออีกว่า “หัวใจสำคัญของเรื่องราวนี้คือความเข้มแข็งของเอลล่าและการที่แม้กระทั่งเธอจะเจอกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เธอก็ยังสามารถรักษาความดีงาม ความบริสุทธิ์และการมองโลกในแง่ดีของตัวเองเอาไว้ได้”

    ในการเตรียมตัวสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ เจมส์พยายามจะใช้ชีวิตอย่างรักษาสุขภาพ โดยเธอได้ฝึกโยคะทุกวัน เพื่อให้ได้การวางตัว ความงามสง่าแบบที่เอลล่าจะมี นอกจากนี้ เธอยังฝึกขี่ม้าเป็นเวลานานหกสัปดาห์และค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องทางจิตวิญญาณด้วยการอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับผู้นำและผู้รักสันติผู้ยิ่งใหญ่อย่างคานธี

    “ฉันอยากจะทำให้เอลล่าดูสมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ไม่อยากให้เธอดูเหมือนว่าไม่มีข้อบกพร่องเลยเพราะฉันกลัวว่าผู้ชมจะเข้าไม่ถึงเธอถ้าเธอเพอร์เฟ็กต์เกินไปน่ะค่ะ” เจมส์กล่าว

    สำหรับบทเจ้าชาย ริชาร์ด แมดเดนตอบสนองต่อเรื่องราวนี้อย่างกระตือรือร้น เขาตื่นเต้นกับการรับบท คิท หนุ่มหล่อช่างคิด ชายหนุ่มผู้ตอนแรกปิดบังตัวตนที่แท้จริงของเขาจากเอลล่า นักแสดงหนุ่ม ผู้รับบทร็อบบ์ สตาร์ค ราชันย์แห่งดินแดนเหนือ ในซีรีส์ยอดนิยมทางเอชบีโอเรื่อง “Game of Thrones” ตื่นเต้นเมื่อได้รู้ว่าเจ้าชายไม่ใช่ตัวละครตื้นเขินมิติเดียว ที่ผู้คนจดจำได้จากภาพยนตร์อนิเมชันอีกแล้ว แต่เป็นคนที่ผู้ชมสามารถเชื่อได้ว่าเอลล่าจะตกหลุมรักเขาได้จริงๆ

    แมดเดนกล่าวว่า “ผมกับเคนคุยกันหลายครั้งเกี่ยวกับผู้นำรุ่นเยาว์ ว่าพวกเขาจะมีมุมมองอย่างไรต่อมุมมองแบบอนุรักษ์นิยมของคนรุ่นก่อน เจ้าชายอยากจะทำในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอาณาจักร แต่เขาก็มีไอเดียและปรัชญาแบบใหม่ๆ ว่าสิ่งต่างๆ ควรจะเป็นยังไงน่ะครับ”

    เชียร์เมอร์กล่าวว่า “เคนสนใจในไอเดียของคนอื่นอย่างจริงๆ จังๆ เขาเป็นผู้กำกับและเพื่อนร่วมงานในฝันของทุกคนในหนังเรื่องนี้ค่ะ เขาทำงานกับนักแสดงด้วยการให้เวลาพวกเขาตามที่พวกเขาต้องการเพื่อให้การแสดงนั้นใช่สำหรับฉากนั้นๆ เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงกระบวนการความคิดของนักแสดงค่ะ”

    ความสัมพันธ์ระหว่างพระราชาและเจ้าชายเติบโตขึ้นระหว่างเหตุการณ์ในเรื่องและผู้ชมก็ได้เห็นเขากลายเป็นคนที่เขาจำเป็นต้องเป็นเพื่อผลักดันราชวงศ์ให้ก้าวไปข้างหน้า แมดเดนอธิบายว่า “บิดาของเขาเป็นพระราชาตามแบบฉบับ ที่ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกชายและอาณาจักร และพวกเขาก็มีมุมมองสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างกัน แม้ว่าเป้าหมายจะเหมือนกัน แต่เส้นทางไปถึงเป้าหมายนั้นกลับแตกต่างกันมากๆ ครับ”

    เขากล่าวต่อว่า “นี่เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่าสำคัญมากๆ ที่คนรุ่นใหม่จะต้องเข้าใจ ว่าเราสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างให้สำเร็จได้ถ้ามีคนเข้ามาประเมินสถานการณ์เสียใหม่และท้าทายความคิดและการกระทำของคนรุ่นก่อนๆ น่ะครับ”

    แมดเดนพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครของเขาและเอลล่าว่า “มีอารมณ์ขันมากมายในความสัมพันธ์ของพวกเขา แม้ว่ามันจะเป็นหนังพีเรียดก็ตาม แต่มันก็ให้ความรู้สึกทันสมัยมากๆ ในลักษณะที่ทั้งคู่รู้สึกผูกพันกันน่ะครับ”

    ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เจ้าชายและเอลล่าไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับกันและกันในตอนที่ได้พบกันครั้งแรก ดังนั้น มันก็เลยไม่ได้เกี่ยวกับการที่เขาเป็นเจ้าชายหรือเธอเป็นหญิงสามัญชน แต่มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่ทั้งคู่รู้สึกผูกพันกันในฐานะมนุษย์ต่างหากล่ะ

    เจมส์กล่าวว่า “เจ้าชายได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากซินเดอเรลลาค่ะ และตัวละครตัวนี้ก็ถูกเขียนอย่างชาญฉลาดมากๆ ตรงที่ว่าคุณจะได้เห็นว่าเธอท้าทายวิธีการคิดของเขาจนเขาเต็มใจที่จะตั้งคำถามกับพระราชาค่ะ”

    บรานาห์กล่าวเสริมว่า “การแสดงของทั้งลิลลี เจมส์และริชาร์ด แมดเดนมีความเฉลียวฉลาด ความลึกซึ้งและความซับซ้อนในลักษณะที่พวกเขาตอบโต้กับสิ่งต่างๆ ในลักษณะการวางตัวของพวกเขา ในลักษณะที่พวกเขานำเสนอความคิดของตัวเอง พวกเขาเป็นคนที่เราสัมผัสได้ว่ามีความรู้สึกลึกซึ้ง แต่ก็สามารถทำตัวสนุกสนานและเมตตาได้ด้วยเช่นกันครับ”

    สำหรับบทแม่เลี้ยง ผู้เป็นที่หวาดกลัว แต่ก็ถูกเข้าใจผิดด้วย ทีมผู้สร้างมั่นใจว่าเคท บลังเช็ตต์เป็นนักแสดงที่สามารถรับบทนี้ได้โดยไม่ทำให้มันเป็นการล้อเลียน นักแสดงหญิงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงหกรางวัลอคาเดมี อวอร์ด (สี่ครั้งจากการรับบทคนที่มีชีวิตอยู่จริง ได้แก่บทอลิซาเบธที่หนึ่งใน “Elizabeth” และ “Elizabeth: the Golden Age,” แคทเธอรีน เฮพเบิร์นใน “The Aviator,” บ็อบ ดีแลนใน “I’m Not Here” และชีบา ฮาร์ทใน “Notes of a Scandal”) ได้เนรมิตชีวิตให้กับบทแม่ม่ายคนงาม ผู้ถูกชีวิตทำร้ายและไม่พอใจเอลล่าที่มีความเยาว์วัย ความงดงามและเสน่ห์

    “นี่เป็นเรื่องราวที่ความเมตตาเป็นพลังพิเศษ ซึ่งเป็นสิ่งที่เคน บรานาห์และฉันคุยกันตั้งแต่เริ่มแรก และฉันพบว่ามันเป็นเรื่องตื่นเต้นจริงๆ” บลังเช็ตต์กล่าว “แล้วฉันเองก็มีลูกชายสามคนด้วย ฉันก็เลยตระหนักดีถึงหนังทุกเรื่องที่มีตัวเอกเป็นซูเปอร์ฮีโรผู้ชาย ฉันก็เลยตื่นเต้นมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องราวที่มีตัวเอกเป็นผู้หญิงน่ะค่ะ”

    ด้วยความที่ไม่ต้องการให้แม่เลี้ยงดูเฉยชาเกินไป บลังเช็ตต์เลยแสดงบทนี้ด้วยไหวพริบ และอารมณ์ สร้างการแสดงที่มีชีวิตจิตใจ แต่ก็เผยให้เห็นถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่บ่งบอกถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใน

    “เราอยากแสดงให้ผู้ชมเห็นว่าตัวละครตัวนี้มีเป้าหมายจริงๆ ที่สมเหตุสมผลครับ” บรานาห์กล่าว “ยกตัวอย่างเช่น การอยากมีชีวิตที่เงินทองไม่ขาดมือและอนาคตที่เปี่ยมสุขสำหรับลูกสาวของเธอเป็นเป้าหมายที่เข้าใจได้ แม้ว่าวิธีการบรรลุเป้าหมายของเธอจะไม่ธรรมดาและเกินเลยไปซักหน่อยก็ตาม”

    เชียร์เมอร์กล่าวเสริมว่า “สิ่งที่เหลือเชื่อเกี่ยวกับการแสดงของเคทคือแม้กระทั่งในช่วงเวลาเล็กๆ ของการเปลี่ยนท่าหรือการครุ่นคิด เธอก็ทำให้แม่เลี้ยงให้ความรู้สึกที่ว่า เธอแบกรับชีวิตด้วยความฝันที่แตกสลายของตัวเองน่ะค่ะ”

    “ด้วยนักแสดงคนเก่งอย่างเคท เราจะได้เห็นมิติในตัวของแม่เลี้ยง รวมถึงความซับซ้อนและความเป็นมนุษย์ของเธอด้วย” บรานาห์กล่าว “เธอวางตัวอย่างงามสง่า เธอเป็นคนสวยมากและมีความรู้สึกมากมายอยู่ในดวงตาของเธอ แม่เลี้ยงของเคทเป็นคนที่น่ากลัว มีอารมณ์รุนแรง ฉลาดและอันตรายครับ”
    เขากล่าวต่ออีกว่า “การทำให้ตัวละครของเธอมีเบื้องหลังแบบนั้นและการนำเสนอมันออกมาอย่างสดใสและง่ายดายโดยนักแสดงอย่างเคทเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากเวอร์ชันอื่นๆ ของเทพนิยายที่คล้ายคลึงกัน และผมคิดว่าผู้ชมสมัยใหม่ก็จะชื่นชอบเรื่องนั้นครับ”

    บลังเช็ตต์รู้ว่าการแสดงบทตัวละครที่มีสีสันเช่นนั้นคงเป็นเรื่องสนุก แต่เธอก็ไม่อยากแสดงแบบสุดโต่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายในเทพนิยาย บรานาห์อยากให้เธอตามหาแก่นความจริงในตัวละครตัวนี้แทน ซึ่งปรากฏว่าเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยสมดุลทีเดียว

    “ไม่มีใครชั่วร้ายไปซะทั้งหมด…ทุกคนต่างมีแรงจูงใจทั้งนั้น ตัวละครแม่เลี้ยงคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อความดีถูกบิดเบี้ยว มันก็มักจะกลายเป็นความชั่วร้าย ฉันสนใจในการสำรวจสิ่งที่ทำให้คนเราชั่วร้ายค่ะ”

    เธอกล่าวต่อว่า “รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในหนังจะทำให้คุณได้สัมผัสว่านี่เป็นผู้หญิงที่พยายามจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ และเธอก็อิจฉาความรักลึกซึ้งที่สามีใหม่มีต่อ ซินเดอเรลลา ลูกสาวคนใหม่ของเธอ เธอไม่ได้สวย ใจดีและมีเมตตาเหมือนซินเดอเรลลา ในตอนที่พ่อของซินเดอเรลลาตาย ความกดดันทางด้านการเงิน ความตื่นตระหนกและความอิจฉาก็ทวีความรุนแรงขึ้น…นั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอชั่วร้ายค่ะ”

    นางฟ้าแม่ทูนหัวเป็นผู้หญิงที่แปลกพิลึก และเป็นหนึ่งในตัวละครที่เป็นที่รักมากที่สุดในภาพยนตร์อนิเมชัน เชียร์เมอร์เล่าว่า “ตัวละครตัวนี้ในหนังอนิเมชันคลาสสิกทั้งวิเศษสุดและโดดเด่น แต่การพยายามจะสร้างตัวละครตัวนี้ขึ้นใหม่ โดยเฉพาะถ้าไม่มีเพลงล่ะก็ คงจะเป็นความท้าทายน่าดู เราก็เลยโฟกัสไปที่คุณสมบัติที่ผู้ชมชื่นชอบเกี่ยวกับนางฟ้าแม่ทูนหัวค่ะ”

    ทีมผู้สร้างมองหานักแสดงที่สามารถนำความสดใสมาสู่บทนี้ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ต้องมีความเป็นแม่ ความตลกขบขันและสามารถทำให้ผู้ชมเชื่อได้ว่าเธอมีเวทมนตร์จริงๆ เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ เป็นคนที่พวกเขารู้ว่าจะมีมุมมองต่อตัวละครนี้ในแบบของตัวเอง และจะสามารถป้องกันไม่ให้เธอเพอร์เฟ็กต์หรืออ่อนหวานเกินไปได้ด้วย

    บอนแฮม คาร์เตอร์ ผู้ซึ่งบทบาทของเธอมีตั้งแต่ตัวละครที่อ่อนหวาน เรียบร้อยในดรามาพีเรียดอย่างลูซี ฮันนีเชิร์ชในภาพยนตร์เรื่อง “A Room With a View” ไปจนถึงเลดี้เจน เกรย์ใน “Lady Jane” ไปจนถึงตัวละครที่มืดหม่นและพิลึกพิลั่นอย่างเบลลาทริกซ์ เลอสเตรนจ์ในแฟรนไชส์ “Harry Potter” บทราชินีแดงใน “Alice in Wonderland” และคุณนายโลเว็ตต์ใน “Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street” มักถูกดึงดูดเข้าหาตัวละครที่ทำให้เธอมีอิสระเชิงสร้างสรรค์ในการวิเคราะห์และหาคำตอบว่าอะไรที่ทำให้พวกเขาเป็นแบบนี้

    “นี่เป็นโอกาสวิเศษสุดในการปรับภาพลักษณ์ตัวละครตัวนี้ใหม่ เพราะมันไม่ได้มีภาพที่ชัดเจนว่านางฟ้าแม่ทูนหัวเป็นใคร” บอนแฮม คาร์เตอร์กล่าว “ฉันสนุกมากที่ได้นึกถึงเรื่องต่างๆ เช่นว่าเธอมาถึงจุดนี้ได้ยังไง ในแง่หนึ่ง ฉันก็เป็นเหมือนดีไซเนอร์เพราะฉันสร้างสิ่งต่างๆ เพื่อช่วยเตรียมพร้อมซินเดอเรลลาสำหรับงานเลี้ยง ฉันก็เลยเสกชุดให้เธอ ออกแบบรองเท้าให้เธอ เนรมิตข้ารับใช้ และฉันก็เตรียมยานพาหนะให้พร้อมค่ะ”

    เธอกล่าวต่อว่า “ส่วนสาเหตุที่ทำให้เธอเลือกใช้ฟักทองเป็นรถม้า ฉันคิดว่าบางทีฟักทองอาจเป็นเรื่องบังเอิญ คือจริงๆ แล้ว เธอตั้งใจจะทำให้รถม้ามาจากอย่างอื่น เช่นแตงโม ความเป็นไปได้มีไม่รู้จบเลยค่ะ และในฐานะนักแสดง ฉันก็ชอบคิดเรื่องราวเบื้องหลังให้ตัวละครของฉัน”

    คริส ไวซ์ชื่นชอบโอกาสในการได้ขยายสโคปของเธอในบท ซึ่งหมายถึงการเพิ่มตัวละครใหม่อย่างหญิงขอทานชรา (ที่รับบทโดยบอนแฮม คาร์เตอร์) เข้ามา เธอเข้ามาทักทายเอลล่า และได้รับการปฏิบัติด้วความเมตตา ก่อนที่เธอจะแปลงกายเป็นนางฟ้าแม่ทูนหัว เขาพยายามคิดบทพูดและช่วงเวลาที่จะเหมาะกับบุคลิกพิเศษของเธอและกล่าวว่า “เฮเลนาอยากจะนำเสนอตัวละครตัวนี้ในแบบที่สอดคล้องกับนางฟ้าแม่ทูนหัวที่คนจำได้จากหนังอนิเมชัน แต่ก็มีความแตกต่างในลักษณะที่เธอแสดงคอเมดีน่ะครับ”

    “ฉันคิดว่ามันคงเป็นเรื่องน่าสนใจถ้าเธอไม่ใช่คนเก่งทุกเรื่องตลอดเวลา บางที เธออาจรู้สึกกดดันอย่างมาก เพราะข้อจำกัดด้านเวลา จนทำให้เธอทำผิดพลาดเป็นครั้งคราวค่ะ” บอนแฮม คาร์เตอร์กล่าว “พวกเขาสายสำหรับงานเลี้ยงแล้ว เธอเองก็ชรามากและสติก็ไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่ มันก็เลยยิ่งทำให้เธอน่ารักมากขึ้นไปอีกค่ะ”

    บรานาห์กล่าวเสริมว่า “ผมได้อ่านอะไรบางอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับนางฟ้าแม่ทูนตัวต้นฉบับที่มีการใช้คำว่า ‘งงงวยอย่างแท้จริง’ มันมีอะไรบางอย่างที่น่างงงวยเกี่ยวกับนางฟ้าแม่ทูนหัวในหนังต้นฉบับ และสิ่งที่เฮเลนาใส่เข้ามาคือการต่อยอดหรือการขยายความคำๆ นั้นครับ”

    เขากล่าวต่อว่า “เธอเป็นคนจริงจังมากๆ ฉลาดมากๆ แต่ก็ไม่สามารถควบคุมเวทมนตร์ของตัวเองได้ตลอดเวลา เธอภักดีกับซินเดอเรลลาจริงๆ เห็นได้ชัดว่าเธอรู้สึกเอ็นดูซินเดอเรลลาเหมือนลูก เธอเป็นแม่ทูนหัวของเธอจริงๆ หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือเธอเป็นนางฟ้าแม่ทูนหัว คุณก็เลยจะรู้สึกถึงความห่วงใยและความกังวลแบบคนในครอบครัวน่ะครับ”

    “ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางฟ้าแม่ทูนหัวรักซินเดอเรลลา” ผู้อำนวยการสร้างบาร์รอนกล่าว “เธอจริงจังกับซินเดอเรลลาและสนุกกับเธอครับ และด้วยความที่เธอไม่ได้ชำนาญในทุกเรื่องที่ทำ ถ้าจะให้พูดก็คล้ายๆ กับว่าเธอเป็นนางฟ้าแม่ทูนหัวฝึกหัดน่ะครับ มันเลยช่วยเสริมสร้างอารมณ์ขันได้เยอะเลย”

    สองตัวละครที่น่าจดจำจากภาพยนตร์อนิเมชันคือพี่เลี้ยงจอมกลั่นแกล้ง นิสัยไม่ดีของซินเดอเรลลา อนาสตาเซียและดริสเซลลา ที่ครั้งนี้รับบทโดยฮอลิเดย์ เกรนเจอร์ (“Bonnie and Clyde”) และโซฟี แม็คเชรา (“Downton Abbey”) ทั้งสองบทมีความลึกซึ้งมากกว่าที่แล้วๆ มา แต่ก็ยังคงเป็นตัวตลกผ่อนคลายอารมณ์เช่นเคย

    “สองศรีพี่น้องเป็นคนน่ารำคาญ จิตใจคับแคบค่ะ” เชียร์เมอร์กล่าว “พวกเธอไม่มีความคิดลึกซึ้ง ไม่สำนึกบุญคุณ ไม่สามารถมองเห็นความงามในสิ่งรอบตัวได้ สิ่งที่พวกเธอมองเห็นมีเพียงสิ่งที่พวกเธอต้องการและสิ่งที่พวกเธอไม่มีค่ะ”

    เธอกล่าวต่อว่า “ตัวละครทั้งคู่มีความอัปลักษณ์ภายใน พวกเธอเป็นคนสวยก็จริง แต่กลับไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเธอทำทรงผม แต่งหน้าและแต่งตัวโอเวอร์ไปแค่ไหน ภาพลักษณ์ภายนอกของพวกเธอสะท้อนให้เห็นถึงการที่พวกเธอสนใจแต่ความต้องการของตัวเองโดยไม่คิดถึงคนอื่น…มันแสดงให้เห็นถึงความอัปลักษณ์ภายในค่ะ”

    เกรนเจอร์ขยายความต่อไปว่า “อนาสตาเซียเป็นคนน้องค่ะ เธอกับดริสเซลลาเข้าคู่กันเหมือนตัวพวกเธอติดกัน ทั้งคู่ต่างก็เป็นคนโลภและเทิดทูนแม่ของพวกเธอมากจนพวกเธอไม่มีความนับถือตัวเอง ซึ่งแสดงให้เห็นจากความริษยาและความเห็นแก่ตัวที่พวกเธอกระทำต่อซินเดอเรลลา แต่มันไม่ใช่ความผิดของพวกเธอที่พวกเธอไม่มีเสน่ห์หรือไม่มีพรสวรรค์ หรือการที่ไม่มีใครรักพวกเธอหรืออยากจะแต่งงานกับพวกเธอน่ะค่ะ”

    “เราค่อนข้างจะร้ายกาจค่ะ แต่เราก็ดูน่าขันด้วย คุณก็เลยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารเราในบางครั้งค่ะ” แม็คเชรากล่าวเสริม

    จริงๆ แล้ว ซินเดอเรลลาก็ไม่ได้เกลียดพี่เลี้ยงของเธอหรอก เพราะเธอเกลียดใครไม่เป็น แต่เธอก็ไม่เข้าใจพวกเธอเลย “ฉันคิดว่าเธอสงสารพวกเธอนิดๆ ค่ะ” เจมส์บอก “เธอเห็นว่าพวกเธอเป็นคนที่เห็นแก่ตัว และไม่มีความสุขเอามากๆ แต่ฉันก็คิดว่าเธอพบว่าพวกเธอตลกด้วยน่ะค่ะ”

    เป็นเรื่องสำคัญสำหรับทีมผู้สร้างที่ผู้ชมจะมองว่าสองพี่น้องเป็นคนใจร้ายและน่ารังเกียจ แต่ก็มองว่าตัวละครสองตัวนี้เป็นตัวละครที่มีชีวิตจริงๆ ด้วยเช่นกัน ในกองถ่าย บรานาห์สนับสนุนให้เกรนเจอร์และแม็คเชราอิมโพรไวส์ เพื่อช่วยพัฒนาการพูดคุยตามธรรมชาติที่พี่น้องจริงๆ จะพูดคุยกัน

    บลังเช็ตต์กล่าวว่า “โซฟีมีจังหวะในการแสดงตลกที่วิเศษสุด และทั้งเธอและฮอลิเดย์ก็เก่งมากๆ จนคุณจะเชื่อจริงๆ ว่าพวกเธอรู้สึกว่าตัวเองฉลาดที่สุดและสวยที่สุดในห้อง แต่พวกเธอก็ไม่ได้เล่นแบบสุดโต่งเกินไปไม่ว่าพวกเธอจะแต่งตัวยังไงก็ตาม เพราะพวกเธอเก็บอาการได้ค่ะ พวกเธอเยี่ยมจริงๆ พวกเธอพบสมดุลในทันที”

    สำหรับบทพระราชา บิดาของเจ้าชาย บรานาห์ได้ทาบทามผู้ร่วมงานกับเขาเป็นประจำ นักแสดงจอเงินและละครเวทีชื่อดังชาวอังกฤษ ดีเร็ค จาโคบี้ ผู้กำกับและสอนเขาสมัยยังเป็นนักแสดงหนุ่ม เมื่อเขาเปิดตัวบนละครเวทีด้วยเรื่อง “Hamlet” หลายปีให้หลัง บทบาทของทั้งคู่สลับกันเมื่อบรานาห์ได้กำกับจาโคบี้ในเวอร์ชันภาพยนตร์ของเรื่อง “Henry V”

    จาโคบี้กล่าวว่า “ผมรู้จักเคนตั้งแต่ปี 1979 ตอนที่ผมรับบทแฮมเล็ทที่โอลด์ วิค และเขาเป็นนักศึกษาที่รอยัล อคาเดมี ออฟ ดรามาติก อาร์ตส์ เขามาสัมภาษณ์ผมเพื่อลงนิตยสารของสถาบัน เขาสำเร็จการศึกษาและประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ในฐานะนักแสดง แต่เราก็ยังคงรักษามิตรภาพที่ดีต่อกันมาโดยตลอดครับ”

    จาโคบี้พูดถึงบทของเขาว่า “พระราชาเป็นพวกอนุรักษ์นิยมมากๆ ตรงที่เขาอยากให้ลูกชายของเขาสืบทอดอาณาจักรที่มั่นคงและปลอดภัย ซึ่งหมายถึงเขาจะต้องแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ เราได้เห็นว่าเขามีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกชายมากแค่ไหน เพราะเจ้าชายอยากจะแต่งงานกับสาวบ้านนอกสามัญชนที่เขาพบในป่า และท้ายที่สุด เราก็ได้เห็นว่าพระราชารักลูกชายของเขามากพอที่จะพูดว่า ‘ในกรณีนี้ พ่อเชื่อใจลูก พ่อคิดว่าลูกมีความกล้าหาญและพ่อก็คิดว่าลูกควรจะทำตามหัวใจตัวเอง’ น่ะครับ”

    จาโคบี้กล่าวต่อว่า “พระราชาตระหนักว่าความรัก ความเมตตาและความกล้าหาญเป็นคุณสมบัติที่ล้ำค่าพอๆ กับแผ่นดิน ทหารและชาติตระกูล มีฉากที่น่าประทับใจตอนที่ซินเดอเรลลาหนีจากห้องบอลรูมตอนใกล้เที่ยงคืน เธอชนเข้ากับพระราชา และก่อนที่เธอจะขอตัว เธอบอกเขาว่าเขามีลูกชายที่วิเศษสุดแค่ไหน และลูกชายเขารักเขามากแค่ไหน ซึ่งผมคิดว่านั่นอาจจะเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้พระราชารู้สึกเป็นครั้งแรกว่าบางทีการให้พวกเขาแต่งงานกันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในโลกก็ได้น่ะครับ”

    สเตลลัน สการ์สการ์ด (“The Girl With the Dragon Tattoo”) รับบทแกรนด์ดยุค ผู้ซึ่งหน้าที่ของเขาคือการทำให้อาณาจักรและนโยบายด้านการต่างประเทศเดินหน้าไปอย่างเรียบร้อย ซึ่งรวมถึงข้อตกลงทางธุรกิจต่างๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อประเทศด้วย สการ์สการ์ดอธิบายว่า “เขาเป็นคนดูแลทุกอย่าง เขามองทุกอย่างตามความเป็นจริง และไม่เห็นด้วยกับไอเดียไร้สาระที่ว่าคนเราควรจะแต่งงานเพราะความรัก รวมถึงเจ้าชายด้วยครับ”

    บาร์รอนกล่าวขยายความต่อว่า “มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างแกรนด์ดยุค เจ้าชายและพระราชา และท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็ต้องการทำในสิ่งที่ดีที่สุด แต่พวกเขากลับมีมุมมองที่แตกต่างกันว่าสิ่งนั้นคืออะไรและจะทำยังไงถึงจะได้มันมาน่ะครับ”

    เขากล่าวต่ออีกว่า “แกรนด์ดยุคไม่ได้ต้องการจะบงการเจ้าชาย เพียงแต่เขาเชื่อจริงๆ ว่าสิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติและเขาก็จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องความเชื่อนั้นครับ”

    นักแสดงคนอื่นๆ ของเรื่องได้แก่นอนโซ อโนซี (“Jack Ryan: Shadow Recruit”) ในบทกัปตัน ที่ปรึกษาและเพื่อนรักของเจ้าชาย, เบน แชปลิน (“Murder by Numbers”) ในบทพ่อของเอลล่าและเฮย์เลย์ แอทเวล (“Captain America: The Winter Soldier”) ในบทแม่ของเอลล่า

    ฉันคิดว่าสวรรค์เป็นเหมือนงานเลี้ยงของพระราชวัง ที่ทุกคนต่างก็ได้รับคำเชิญ
    ซินเดอเรลลา

    การร่ายเวทมนตร์บนจอเงิน

    อาณาจักรไกลโพ้น

    การถ่ายทำ “Cinderella” เริ่มต้นขึ้นในช่วงซัมเมอร์ปี 2013 ในซาวน์สเตจของไพน์วู้ด สตูดิโอส์ในอังกฤษ และในโลเกชันทั้งในและรอบลอนดอน ด้วยความที่มันเป็นเทพนิยายอมตะที่เกิดขึ้นในโลเกชันสมมติ ทีมผู้สร้างก็เลยตัดสินใจตั้งแต่แรกเริ่มว่าเรื่องราวนี้ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งเป็นพิเศษ ซึ่งทำให้ทีมงานมีอิสระที่จะคิดนอกกรอบและปลดปล่อยจินตนาการให้โลดแล่น เพื่อสร้างภาพที่วิเศษสุดของพวกเขาสำหรับเวลาและสถานที่ที่มหัศจรรย์นี้

    “ ‘Cinderella’ มีฉากสำคัญๆ ครับ” เคนเนธ บรานาห์กล่าว “เราก็เลยต้องเผชิญกับความท้าทายในความต้องการจะทำตามความคาดหวังของผู้ชม เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ผิดหวัง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องการจะทำให้เหนือกว่านั้นและปล่อยให้วิสัยทัศน์ของเราเปล่งประกาย เพื่อนำความแปลกใหม่มาสู่หนังเรื่องนี้ด้วยครับ”

    ผู้ออกแบบงานสร้างชื่อดัง ดันเต้ เฟอร์เร็ตติ ผู้ร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังอย่างเฟดเดอริโก เฟลลินี, มาร์ติน สกอร์เซซี, ฟรังโก้ เซฟฟิเรลลีและฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ได้ทำการค้นคว้ามหาศาลเพื่อเตรียมพร้อม โดยเขาได้แรงบันดาลใจส่วนใหญ่จากสถาปัตยกรรมในยุโรปเหนือในศตวรรษที่ 16, 17 และ 18

    เฟอร์เร็ตติกล่าวว่า “เคนอยากจะให้หนังเรื่องนี้มีลุคคล้ายศตวรรษที่ 19 ซึ่งทำให้เรามีโอกาสได้ใช้สไตล์สถาปัตยกรรมยุคก่อนหน้านี้ในแบบดีไซน์ของเรา ตัวละครใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางโลเกชันที่ถูกสร้างขึ้นหลายร้อยปีก่อนที่ฉากในเรื่องจะเกิดขึ้น และผมก็รู้สึกสนใจบรรยากาศที่มหัศจรรย์ของยุคบาโร้ค ผมตั้งใจจะสร้างโลกที่มีเค้าโครงจากความจริงทางประวัติศาสตร์และผสมผสานมันกับแฟนตาซี เพราะผมอยากให้บรรยากาศมันน่าเชื่อและน่าอัศจรรย์ในขณะเดียวกันครับ”

    เขากล่าวต่อว่า “ผมจำได้ว่าพ่อแม่พาผมไปดูหนังอนิเมชันเรื่อง ‘Cinderella’ ตอนผมโตขึ้นมาในเมืองมาเซราตา ประเทศอิตาลี แล้วตอนแรกที่ผมได้รับการทาบทาม ผมก็กลับไปดูหนังเรื่องนั้นใหม่อีกรอบและรู้สึกทึ่งกับความอลังการของมัน นี่เป็นหนังที่จะพาคุณไปยังอีกโลกหนึ่งที่มีปราสาท ห้องบอลรูมและบันไดขนาดใหญ่ครับ”

    บรานาห์ต้องการให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างความรู้สึกตระการตาที่เหมาะกับอาณาจักรในเทพนิยาย และมันจะต้องแสดงถึงความเป็นไปได้ของเวทมนตร์และการเข้าแทรกแซงของนางฟ้าแม่ทูนหัวด้วย แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องการทำให้แน่ใจว่าฉากทั้งหมดจะดูน่าเชื่อที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

    ฉากที่เฟอร์เร็ตติออกแบบและสร้างรวมถึงด้านนอกของปราสาทพระราชา ซึ่งเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ ที่มีบันไดขนาดใหญ่ สวนสวยงาม น้ำพุที่วิจิตรบรรจง บ้านสมัยเด็กของเอลล่า และที่สำคัญที่สุด ห้องบอลรูมขนาดใหญ่ของปราสาท ที่เอลล่าปรากฏตัวอย่างสะกดทุกสายตาและเต้นรำกับเจ้าชาย

    ไซมอน คินเบิร์กกล่าวว่า ภาพยนตร์ส่วนใหญ่จะสร้างห้องบอลรูมขึ้นด้วยเอฟเฟ็กต์ CG แต่ไม่ใช่เรื่องนี้ “มันเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ สำหรับดันเต้และเคนที่สถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่ทีสำคัญที่สุดในเรื่อง ‘Cinderella’ และหนึ่งในฉากที่โดดเด่นที่สุดตลอดกาลนี้ จะให้ความรู้สึกว่าเป็นของจริงน่ะครับ” เขากล่าว

    “ในความคิดของผม ผมอยากกระตุ้นความรู้สึกแบบยุโรปโลกเก่าที่ผมรู้ว่าจะไปด้วยกันได้ดีกับเวทมนตร์ของเรื่องราวและตัวละครหลากสีสันของเรื่อง” เฟอร์เร็ตติกล่าว “ความสมจริงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผม และผมก็ชื่นชอบการสร้างฉากที่ผมสามารถจับต้องได้ และผมก็คิดว่านักแสดงก็ชื่นชอบฉากจริงๆ มากกว่ากรีนสกรีนเหมือนกัน…มันช่วยพวกเขาในการสวมบทบาทน่ะครับ”

    บรานาห์และเฟอร์เร็ตติได้พูดคุยกันหลายครั้งและทั้งคู่ก็เห็นพ้องต้องกันว่าพวกเขาสามารถเทน้ำหนักไปที่ฉากจริงๆ ได้ ดังนั้น ทุกอย่างก็เลยถูกสร้างขึ้นในซาวน์สเตจหรือโรงถ่าย กระบวนการออกแบบของเฟอร์เร็ตติรวมถึงการร่วมงานกับเพื่อนผู้ร่วมงานกับเขามาแล้วหลายครั้ง ฟรานเชสกา ลอสเชียโว-เฟอร์เร็ตติ ผู้ตกแต่งฉากที่เขาร่วมงานด้วยมา 30 ปี

    เขาอธิบายว่า “ผมวาดภาพสเก็ตช์ทั้งหมด แล้วฟรานเชสกาก็จะตรวจสอบทุกกอย่างเพื่อทำให้แน่ใจว่ารายละเอียดทั้งหมดจะถูกต้อง แต่เราก็ไม่อยากให้มันดูเพอร์เฟ็กต์เกินไป เราก็เลยจงใจปล่อยความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ไว้บ้าง เพื่อให้มันให้ความรู้สึกที่สมจริงยิ่งขึ้นน่ะครับ”

    ริชาร์ด แมดเดนกล่าวว่า “ฉากในหนังเรื่องนี้มีบุคลิกมากพอๆ กับตัวละคร ซึ่งช่วยบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครเหล่านี้ได้ มันทำให้ผู้ชมได้เห็นอะไรสวยๆ งามๆ เป็นอาหารตาและเป็นแรงบันดาลใจให้นักแสดงด้วยครับ”

    เขากล่าวต่อว่า “การมีอะไรที่สมจริงและชัดเจนแบบฉากพวกนี้ทำให้ทุกอย่างให้ความรู้สึกที่สมจริงมากขึ้นและพิเศษสุดมากขึ้นด้วยครับ”

    งานเลี้ยงแห่งมนต์สะกด

    สำหรับงานเลี้ยงที่ทางพระราชวังได้จัดขึ้น เคนเนธ บรานาห์ต้องการจะเห็นห้องบอลรูมที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดที่จะจินตนาการได้ ฉากนี้ถูกสร้างขึ้นที่ไพน์วู้ด สตูดิโอส์ ในซาวน์สเตจ 007 ที่โด่งดัง มันเป็นซาวน์สเตจขนาดใหญ่ท่สุด ซึ่งเคยต้อนรับกองถ่ายขนาดใหญ่หลายร้อยเรื่องมาแล้ว

    อัลลิสัน เชียร์เมอร์ เล่าถึงครั้งแรกที่เธอเดินเข้าไปในฉากนี้ว่า “ฉันทึ่งมากที่ได้เห็นว่าสถานที่นั้นใหญ่โตแค่ไหน มันเป็นถ้ำซีเมนต์ที่กว้างขวางประมาณสนามฟุตบอลหลายสนาม และดันเต้ เฟอร์เร็ตติก็ได้ออกแบบและสร้างห้องบอลรูมความสูงสามชั้นเต็มพื้นที่ของทั้งสเตจ และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นห้องที่สวยที่สุดเท่าที่คุณจะจินตนาการได้เลยล่ะครับ”

    เธอกล่าวต่อว่า “การเดินเข้าไปในฉากนั้นเหมือนการก้าวเข้าสู่สถานที่ที่อยู่ในหนังสือนิทานและเทพนิยายเท่านั้นน่ะค่ะ”

    “ปราสาทจะต้องดูมหัศจรรย์ ผมก็เลยมองดูสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสจำนวนมาก อย่างลูฟร์ พาเล โอเปราและโอเต็ล เดอ ซูบีส์ ซึ่งมีบันไดยาวสวยๆ ทั้งนั้น” เฟอร์เร็ตติกล่าว “เราเริ่มต้นจากบันไดแล้วก็สร้างทุกอย่างต่อจากนั้น รวมถึงประตูหลัก ที่มีซุ้มประตูโค้งและน้ำพุด้านในด้วยครับ”

    เฟอร์เร็ตติและทีมงานได้สร้างห้องบอลรูมที่กว้างขวางและหรูหรา ด้วยความยาว 50 หลา กว้าง 35 หลาและสูง 30 ฟุต มันมีบันไดขนาดใหญ่ที่ลงไปสู่ห้องบอลรูม พื้นหินอ่อนและผนัง รูปปั้นทองคำ ดอกไม้นับพัน ภาพศิลปะประดับตกแต่ง และผ้าม่านที่ตัดเย็บด้วยผ้ากว่า 2,000 หลา

    นอกจากนี้ ห้องบอลรูมยังประกอบไปด้วยแชนดิเลียร์ขนาดใหญ่ 17 อันจากอิตาลี ซึ่งมีเทียนน้ำมันเกือบ 5,000 แท่ง ที่ต้องจุดด้วยมือทั้งหมด สำหรับแชนดิเลียร์ที่ประดับทางเดินที่นำไปสู่ห้องบอลรูมและตัวบอลรูมเองนั้น ฟรานเชสกา ลอสชิอาโว-เฟอร์เร็ตติต้องการให้พวกมันหรูหราที่สุด ท้ายที่สุดแล้ว แชนดิเลียร์เหล่านั้นจึงถูกสั่งทำจากเวนิสและออกมางดงามดุจงานศิลปะ

    “มันจะต้องมีความอลังการ เป็นช่วงเวลาที่สะกดทุกลมหายใจในตอนที่เอลล่าเข้าห้องมาครั้งแรก แต่มันก็ต้องมีความสดใส และไม่น่าหวั่นเกรงเกินไปน่ะครับ” บรานาห์กล่าว “ตอนที่ลิลลีเข้าห้องบอลรูมครั้งแรกระหว่างซีเควนซ์นั้น มันก็เป็นหนึ่งในวันที่น่าตื่นเต้น น่าประทับใจและงดงามที่สุดในอาชีพการทำงานของผม แม้แต่ช่างกลไกและช่างแต่งหน้าที่กร้านโลกที่สุดยังมีน้ำตารื้นขึ้นมาเลยครับ”

    ลิลลี เจมส์เห็นด้วยและกล่าวว่า “ตอนที่ฉันเข้าไปครั้งแรก มันน่าทึ่งมาก ห้องบอลรูมเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา และตอนที่ฉันเข้ามา แล้วทุกคนมองมาที่ฉัน ฉันก็กลัวมาก แต่มันก็เป็นไฮไลท์ของหนังเรื่องนี้สำหรับฉันเหมือนกันค่ะ”

    เคท บลังเช็ตต์กล่าวเสริมว่า “ตอนที่ฉันเดินเข้าไปในฉากห้องบอลรูม ฉันก็ตกตะลึงค่ะ…มันเป็นเหมือนช่วงเวลาเอ็มจีเอ็ม เทคนิคคัลเลอร์ และในแง่ของหนังแล้ว ฉันก็รู้สึกเหมือนฉันได้ย้อนเวลากลับไป ในตอนที่ซินเดอเรลลาและเจ้าชายเต้นรำกัน มันก็น่าประทับใจอย่างสุดซึ้งค่ะ”

    “ดันเต้มีเซนส์ด้านความคิดเฉียบแหลมและเซนส์ด้านสไตล์ที่ไม่เกินเลยไป ไม่อ่อนเกินไป ไม่วิจิตรเกินไป ไม่แฟนซีเกินไป แต่ก็หรูหรามากๆ” บรานาห์กล่าว “ห้องบอลรูมนำเสนอทุกอย่างที่คุณคาดหวัง และแม้ว่ามันจะทำให้นึกถึงภาพของห้องบอลรูมที่โด่งดังอื่นๆ จากเวียนนา ปารีสหรือลอนดอน มันก็มีความโดดเด่นในตัวมันเองครับ”

    บ้านแสนรัก
    นอกเหนือจากฉากปราสาทและห้องบอลรูมแล้ว ดันเต้ เฟอร์เร็ตติและทีมงานได้สร้างฉากภายนอกบ้านของครอบครัวเอลล่าในโลเกชันที่แบล็ค ปาร์ค สวนสาธารณะขนาดใหญ่ในเว็กซ์แฮม, บัคกิ้งแฮมเชียร์ (ไม่ไกลจากไพน์วู้ด สตูดิโอส์) ที่มีคอกม้า น้ำพุและเรือนกระจกในสวน

    ลิลลี เจมส์กล่าว่า “โลเกชันภายนอก อย่างพุ่มไม้ที่มีดอกไม้ป่าสีสันสดใจ มีเกสรดอกไม้ล่องลอยในอากาศ มีแกะ ห่านและม้าวิ่งไปมารอบๆ เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ ค่ะ”

    ภายในของบ้าน ซึ่งรวมถึงห้องนอนทั้งหมด ห้องทำงานของพ่อ และห้องใต้หลังคาที่เอลล่านอน ถูกสร้างขึ้นในซาวน์สเตจทั้หงหมด รวมถึงแบบจำลองภายนอกของบ้านด้วย เฟอร์เร็ตติกล่าวว่า “เราได้ออกแบบภายในของบ้านให้เต็มไปด้วยสีสัน เพื่อให้มันดูเหมือนเทพนิยายมากขึ้น วอลล์เปเปอร์ของเกือบทั้งบ้าน ที่เราออกแบบและปรินท์ออกมา จะมีสไตล์แบบชนชั้นกลาง ในขณะที่วอลล์เปเปอร์ในห้องทำงานของพ่อเธอจะวิจิตรบรรจงและเป็นแบบตะวันออกมากกว่า และด้วยความที่เขาเป็นพ่อค้า เราก็เลยใส่เอาสิ่งของต่างๆ ที่เขาได้มาจากการเดินทางรอบโลกเข้าไปในห้องทำงานของเขา”

    เคนเนธ บรานาห์ กล่าว “เราต้องการให้บ้านของเอลล่ามีความอบอุ่น ให้เป็นสัญลักษณ์จริงๆ ของครอบครัวที่มีความสุขที่อาจจะมีได้สำหรับผู้ชม และการที่บ้านจะกลายเป็นบ้านจริงๆ ด้วยความรักและเอาใจใส่ที่ดันเต้มอบให้กับมันครับ”

    เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์กล่าวเสริมว่า “นี่เป็นหนังฟอร์มยักษ์ที่มีฉากขนาดใหญ่ ซึ่งในฐานะนักแสดงแล้ว มันช่วยฉันได้มกจริงๆ ฉันเคยแสดงหนังหลายเรื่องที่ใช้กรีนสกรีน ที่คุณจะต้องจินตนาการทุกอย่างที่อยู่รอบตัวคุณมาแล้ว ฉันก็เลยคิดว่ามันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการที่ฉันได้ถ่ายทำฉากของฉันในสวนที่มีเรือนกระจกและบ้านของเอลล่าเป็นแรงบันดาลใจน่ะค่ะ”

    เครื่องแต่งกายที่คู่ควรกับผู้สูงศักดิ์

    สิ่งที่สำคัญต่อการถ่ายทำไม่แพ้กันคือเครื่องแต่งกายที่ประณีต ซึ่งผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายชื่อดัง แซนดี้ พาวเวล สามารถเนรมิตขึ้นมาได้อยู่แล้ว นอกเหนือจากผลงานที่น่าประทับใจ ซึ่งมีตั้งแต่ภาพยนตร์อินดีอย่าง “The Crying Game,” “Far From Heaven” และ “Orlando” ไปจนถึงผลงานที่ได้รับรางวัลออสการ์ของเธอใน “The Young Victoria,” “Shakespeare in Love” และ “The Aviator” แล้ว เธอยังมีประสบการณ์หลายปีในการออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับผู้ชายในภาพยนตร์ของผู้ชาย ดังนั้น เธอก็เลยตื่นเต้นที่มีโอกาสได้ทำงานในภาพยนตร์ที่มีตัวละครหญิงที่แข็งแกร่งมากมายแบบนี้

    เป็นสิ่งจำเป็นที่การออกแบบเครื่องแต่งกายและการออกแบบฉากจะต้องมีลุคและความรู้สึกที่สอดคล้องไปในทางเดียวกัน ดังนั้น พาวเวลก็เลยทำงานร่วมกับดันเต้ เฟอร์เร็ตติ ผู้ออกแบบงานสร้างอย่างใกล้ชิด โชคดีที่ทั้งคู่เคยทำงานในสตูดิโอเดียวกันมาก่อนระหว่างช่วงเตรียมงานสร้างและสามารถไปมาหาสู่กันได้ทุกวันเพื่อทำให้แน่ใจว่าทุกอย่างจะสอดประสานกัน

    พาวเวล ผู้เริ่มทำงานจากคอนเซ็ปต์ลุคของตัวละครตั้งแต่เกือบสองปีก่อนหน้าที่การถ่ายทำหลักจะเริ่มต้นขึ้น คิดว่าคงจะน่าสนใจถ้าเครื่องแต่งกายไม่ใช่ศตวรรษที่ 19 ซะทีเดียว แต่เป็นเหมือนเวอร์ชันยุค 40s ของยุคสมัยนั้นแทน เธอมองภาพยนตร์เรื่องนี้เหมือนเป็นหนังสือนิทานหรือหนังสือภาพสำหรับเด็ก นั่นคือภาพที่สดใส หลากสีสัน และมีการแยกแยะอย่างชัดเจนเหมือนในเทพนิยายว่าใครเป็นคนดีหรือคนไม่ดี

    “ในตอนที่คุณออกแบบสำหรับหนัง คุณก็ต้องคำนึงถึงหลายๆ เรื่อง ดังนั้น คุณก็ต้องเข้าใจบทจริงๆ ค่ะ” พาวเวลกล่าว “มันคงไม่ดีถ้าจะออกแบบเครื่องแต่งกายที่จะขัดแย้งหรือเห็นร่วมกับคนอื่นไม่ได้ ฉันอยากให้หนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกแบบ ‘กาลครั้งหนึ่ง’ และด้วยความที่มันเป็นเทพนิยาย เราก็เลยไม่ต้องยึดกฎใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ”

    เธอกล่าวต่อว่า “เรื่องราวนี้เกิดขึ้นประมาณช่วงปี 1830s แต่มันก็เป็นเรื่องเยี่ยมมากๆ ที่ฉันมีอิสระในการทำในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวละครแต่ละตัว มันมีสไตล์และอิทธิพลที่แตกต่างกันไปสำหรับตัวละครแต่ละตัวหรือแต่ละกลุ่มค่ะ”

    พาวเวลดูภาพยนตร์อนิเมชันเรื่องนี้ก่อนที่จะเริ่มต้นกระบวนการออกแบบของเธอเอง แต่ก็ด้วยความอยากรู้ ไม่ใช่เพื่อหาแรงบันดาลใจ อย่างไรก็ดี พอเธอเริ่มต้นออกแบบ เธอก็สังเกตว่ามีความคล้ายคลึงกันบางอย่าง ซึ่งหมายถึง เธอคงจะได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจมาแบบไม่รู้ตัว “ภาพจากอนิเมชันมีความโดดเด่นมากจนมันติดตรึงในความทรงจำของพวกเราน่ะค่ะ” เธอกล่าว

    สำหรับชุดที่เอลล่าสวมในชีวิตประจำวัน พาวเวลคัดค้านการให้เธอสวมเสื้อผ้าปะชุนเก่าๆ ขาดๆ ที่คนส่วนใหญ่จำได้จากภาพยนตร์อนิเมชัน แต่เธอจะสวมชุดที่เหมือนกับชุดที่เอลล่าน่าจะเคยสวมสมัยที่เคยมีความสุข ก่อนที่พ่อเธอจะเสียชีวิต ชุดนั้นที่ตัดเย็บจากผ้าป่านมัสลินสีฟ้า ได้รับอิทธิพลจากลายดอกยุค 20s ที่มีดอกไม้สีชมพูอ่อนขนาดใหญ่ ซึ่งแทบจะซ่อนอยู่ในเนื้อผ้า แต่แทนที่จะทำให้มันขาดวิ่นเหมือนกับในภาพยนตร์ต้นฉบับ มันก็แค่แสดงให้เห็นถึงความเก่าซีดตามเวลาเท่านั้น

    ชุดราตรีที่ซินเดอเรลลาสวมตอนเดินเข้าสู่งานเลี้ยงอย่างตระการตาจำเป็นต้องอาศัยการเตรียมตัวเป็นเดือนๆ สำหรับพาวเวลและทีมงานของเธอ เนื่องด้วยการตัดชุดโปรโตไทป์ และการลองชุดหลายๆ ครั้ง ซึ่งรวมถึงการขยับและการเต้นรำด้วย “ไม่เพียงแต่เธอจะต้องเต้นรำเท่านั้น แต่เธอยังต้องวิ่งหนีจากงานเลี้ยง ลงบันไดสูงชันด้วย” พาวเวลอธิบาย “ชุดราตรีนี้ออกแบบได้อย่างชาญฉลาดเพื่อที่ว่าแม้ว่ามันจะดูมีน้ำหนัก แต่จริงๆ แล้ว มันมีสมดุลที่ดีเยี่ยมค่ะ”

    เธอกล่าวต่ออีกว่า “มันไม่หนักด้วยซ้ำไปเพราะตอนที่คนสวมมัน ตัวรับน้ำหนักด้านใต้ซับในหลายชั้นจะทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างง่ายดาย มันไม่ใช่ชุดที่วิจิตรหรือดูหรูหราที่สุดในงานเลี้ยง แต่มันทำให้เธอโดดเด่นจากคนอื่นๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ดูเรียบง่ายที่สุดด้วยค่ะ”

    สิ่งที่พาวเวลหวังว่าจะนำเสนอในชุดนี้คือความเบาและความเรียบง่าย และแม้ว่ามันจะมีขนาดใหญ่ ก็อยากให้มันดูเหมือนไร้น้ำหนัก ในการนี้ เธอได้ใช้เนื้อผ้าที่ดีที่สุดหลายชั้น ซึ่งทั้งหมดเป็นสีฟ้าหลายเฉด และเมื่อรวมกันแล้ว จะทำให้เกิดสีฟ้าแบบดอกไลแล็คน้ำ “เนื้อผ้าพวกนี้เวิร์คอย่างดีเยี่ยมตรงที่มันเหมือนจะลอยอยู่รอบตัวเธอตอนที่เธอขยับตัว และทำให้ลิลลีดูตัวเล็ก และในขณะเดียวกัน ก็ทำให้เธอดูแตกต่างจากการปรากฏตัวในช่วงเริ่มต้นเรื่องของเธ ฉันอยากทำให้มันดูเหมือนภาพวาดสีน้ำน่ะค่ะ” พาวเวลกล่าว

    การเสริมคอร์เซ็ทช่วยขับเน้นรูปร่างที่เล็กอยู่แล้วของเจมส์ และทำให้เกิดความแตกต่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้นระหว่างเอว 22 นิ้วของเธอและกระโปรงทรงสุ่มของชุด แต่พาวเวลก็ตัดสินใจที่จะไม่ให้เธอสวมเครื่องประดับหรือเทียราเพื่อทำให้เธอแตกต่างจากคนอื่นๆ ตรงความเรียบง่ายของเธอ “ซินเดอเรลลาเอาชนะใจเจ้าชายได้จากความซื่อสัตย์และความดีงามของเธอ ฉันเลยอยากแสดงให้เห็นถึงเรื่องนี้ผ่านทางชุดของเธอค่ะ” เธอบอก

    เธอคิดไอเดียที่จะให้มีผีเสื้อตัวเล็กๆ มาเกาะที่ชุดนี้หลังจากที่นางฟ้าแม่ทูนหัวเนรมิตมันขึ้นมา ซึ่งมันก็จะถูกรวมเข้าอยู่ในสิ่งที่ประดับประดาชุดนี้อีกที ท้ายที่สุดแล้ว มีการตัดเย็บชุดราตรีงานเลี้ยงของซินเดอเรลลาขึ้นมาเก้าแบบ แต่ละแบบใช้ผ้ากว่า 270 หลา ผ้าซับในหลายชั้น คริสตัลชวารอฟสกี้กว่า 10,000 เม็ดและด้ายกว่า 3 ไมล์

    “ครั้งแรกที่ฉันได้เห็นชุดราตรีสีฟ้าของซินเดอเรลลาในออฟฟิศของแซนดี้ พาวเวล มันก็ทำให้ฉันลืมหายใจเลยค่ะ” อัลลิสัน เชียร์เมอร์กล่าว “เธอบอกให้ฉันลองแตะมันดู และฉันก็กลัวค่ะ แต่พอฉันลองดู มันให้ความรู้สึกเหมือนอากาศ เหมือนเมฆเลยค่ะ แต่ชุดนั้นก็ใช้ผ้ามากมายมหาศาลเลยนะคะ”

    อย่างไรก็ดี สำหรับพาวเวลแล้ว ชุดที่เธอสนุกที่สุดในการออกแบบคืออชุดของแม่เลี้ยงใจร้าย เคท บลังเช็ตต์เป็นนักแสดงคนแรกที่ได้รับเลือกสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ดังนั้น พาวเวลก็มีภาพเธอในใจอยู่แล้วตอนที่ออกแบบลุคออริจินอลสำหรับแม่เลี้ยง ก่อนหน้านี้ เธอเคยตัดชุดให้บลังเช็ตต์มาแล้วในภาพยนตร์โดยมาร์ติน สกอร์เซซีเรื่อง “The Aviator” และภาพยนตร์ใหม่โดยท็อดด์ เฮย์เนสเรื่อง “Carol” ด้วยเช่นกัน

    ตัวละครของบลังเช็ตต์ถูกเขียนขึ้นให้เป็นคนสวย (หรือเคยสวยมาก่อน) และพาวเวลก็อยากจะหาชุดให้แม่เลี้ยงเพื่อให้เธอมีเหตุผลในการเป็นของเธอแบบนี้ นอกเหนือจากลูกสาวเธอแล้ว พาวเวลก็อยากให้ผู้ชมได้เห็นการที่พวกเธอใช้เงินของพ่อซินเดอเรลลาไปกับเสื้อผ้า ทำให้มีการใช้ชุดหรูหราและการเปลี่ยนชุดหลายครั้ง

    พาวเวลกล่าวว่า “ฉันอยากทำให้ลุคของเธอดูน่าหวั่นเกรงมากว่าอย่างอื่น และเคทก็มีความองอาจที่เหลือเชื่อ เธอสวมทุกชุดได้สวยมากค่ะ จริงๆ แล้ว มันเป็นฝันที่เป็นจริงของดีไซเนอร์เลยล่ะเพราะเธอเป็นหนึ่งในคนที่น่าแต่งตัวให้มากที่สุด มีนักแสดงเพียงไม่กี่คนที่คุณสามารถหาอะไรให้พวกเขาสวม พวกเขาก็จะดูดีไม่เปลี่ยน และเธอก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ”

    “ฉันกับแซนดี้ได้แรงบันดาลใจจากภาพในยุค 40s ของตำนานแห่งโลกภาพยนตร์อย่างมาร์ลีน ดายทริชและโจน ครอว์ฟอร์ด ผู้หญิงที่เรายังคงชื่นชมในปัจจุบันนี้ ที่มีกลิ่นไออันตรายและความลึกลับ โดยเฉพาะลักษณะการให้แสงพวกเธอน่ะค่ะ” บลังเช็ตต์บอก

    พาวเวลกล่าวเสริมว่า “รูปร่างของเคทเป็นกราฟิกมากๆ และฉันก็ใช้สีแบบอัญมณีและสีดำเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เธอดูสวย แต่ก็มีบางอย่างที่คมกริบและอันตรายเกี่ยวกับเธอค่ะ”

    นอกจากนี้ พาวเวลยังได้ออกแบบรองเท้าของแม่เลี้ยง ที่ทั้งหมดตัดโดยซัลวาทอร์ เฟอร์รากาโม อีกด้วย

    สำหรับสองพี่เลี้ยง ชุดของพวกเธอเป็นไปในแบบสุดโต่ง (และไม่ใช่ในแง่บวก) ซึ่งเป็นความตั้งใจของพาวเวลตั้งแต่ต้น เธออธิบายว่า “ชุดของพวกเธอสว่าง และหลากสีสัน แถมมีหลายชั้นทับซ้อนกัน…มันดูเปิ่นและเฉิ่มเบ๊อะมากๆ ค่ะ”

    ไอเดียเบื้องหลังตัวละครทั้งสองคือพวกเธอเป็นคนสวยก็จริง แต่พวกเธอเป็นคนที่หลงตัวเองและอัปลักษณ์ข้างใน ดังนัน ในการที่พาวเวลจะทำให้พวกเธอดูอัปลักษณ์ เธอรู้ว่าพวกเธอจะต้องดูไร้สาระ เธออธิบายว่า “ฉันตัดสินใจให้พวกเธอแต่งตัวเหมือนกัน อย่างที่ดิสนีย์ทำในหนังอนิเมชัน เป็นเหมือนเพื่อนที่ออกไปช้อปปิ้งด้วยกันและซื้อชุดเดียวกันแต่มีสีต่างกัน หรือฝาแฝดที่แต่งตัวเหมือนกัน แต่สีต่างกันน่ะค่ะ”

    เธอกล่าวต่อว่า “ฉันแต่งตัวให้พวกเธอเวอร์เกินไป ด้วยการใช้เนื้อผ้าที่ถูกที่สุดเท่าที่เราจะหาได้ และก้าวไปไกลกว่านั้นหนึ่งขั้นกับสิ่งที่พวกเธอสวม โดยไม่ให้มันเป็นภาพที่ยุ่งเหยิง มันช่วยให้โฟกัสอยู่ที่แม่เลี้ยงด้วยล่ะค่ะ”

    พาวเวลกล่าวว่า เจ้าชายดูเหมือนตัวละครอนิเมชันมากกว่าใครๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ แน่นอนว่าเขาจะต้องหล่อเลิศ และก็ไม่เคยมีข้อสงสัยเลยว่า เขาควรจะสวมเครื่องแบบสีขาวสำหรับงานเลี้ยง (เป็นคนเดียวในห้องที่สวมชุดสีขาวด้วย) เธอใช้สีฟ้าหลายเฉดเพื่อขับเน้นดวงตาสีฟ้าของเขา แต่แทนที่จะใช้สีฟ้าที่เคร่งขรึมแบบผู้ชาย เธอกลับให้เขาสวมชุดสีฟ้าอ่อน สีเขียวและขาว และเนื่องจากเขาอยู่ในกองทัพ ก็ให้เขาสวมชุดเครื่องแบบที่สวยงาม แม้ว่ามันจะไม่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์ก็ตาม กางเกงสีขาวรัดรูป ที่บานตรงเข่าคงจะสมจริงกว่า แต่พาวเวลรู้สึกว่ากางเกงแบบเข้ารูปน่าจะทำให้เขาดูดีกว่า

    ชุดของเฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์กลับกลายเป็นชุดที่ออกแบบได้ยาก เนื่องด้วยตัวละครของเธอมีสองด้าน และเธออาจจะเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น พาวเวลลงเอยด้วยการออกแบบชุดสำหรับหญิงขอทาน ผู้เข้าหาซินเดอเรลลาหลังจากที่แม่เลี้ยงของเธอฉีกชุดของแม่เธอขาดเป็นอันดับแรก

    “ฉันคัดค้านการให้หญิงขอทานสวมเสื้อคลุมหนังสัตว์ขาดวิ่นค่ะ” เธอบอก “และคิดว่ามันคงจะน่าสนใจกว่าถ้าเธอดูเหมือนป่าที่เธอปรากฏตัวน่ะค่ะ”

    สำหรับนางฟ้าแม่ทูนหัว พาวเวลอยากจะทำให้ความฝันของเด็กสาวทุกคนเป็นจริงและเนรมิตชีวิตให้กับตัวละครตัวนี้ในแบบที่มหัศจรรย์และสว่างไสว ในการนี้ เธอได้ตัดเย็บชุดสีขาว พร้อมปีกสีเงินที่ทำจากผ้า 131 หลา คริสตัลชวารอฟสกี้ 10,000 เม็ดและไฟ LED ขนาดเล็ก 400 หลอด ซึ่งทั้งหมดถูกเย็บติดกับผ้าและมันก็จะส่องสว่างขึ้นมาตอนที่เธอร่ายมนต์

    บอนแฮม คาร์เตอร์กล่าวว่า “ชุดนี้กว้างเกือบ 4 ฟุต และฉันก็ต้องบอกว่ามันไม่ได้ใส่สบายเลย มันไม่มีท่าไหนที่ฉันจะพักได้จริงๆ และมันก็แทบทำให้ฉันหายใจไม่ได้เพราะคอรเซ็ท ดังนั้น ส่วนใหญ่แล้ว ฉันก็เลยหมดแรงและไม่ค่อยมีสติน่ะค่ะ”

    เธอกล่าวต่อว่า “แน่นอนค่ะว่าชุดนี้สวยมากๆ แต่พอฉันต้องขยับ มันก็เหมือนหายนะเลยเพราะฉันมักจะกวาดเก้าอี้และทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ตามทางไปด้วยค่ะ”

    การให้เธอแต่งตัวและพร้อมสำหรับการถ่ายทำก็ไม่ใช่กระบวนการที่รวดเร็วเลยเช่นกัน “สิ่งที่น่าเศร้าคือฉันเริ่มต้นด้วยการเป็นหญิงขอทาน แต่พวกเขาใช้เวลาในการทำให้ฉันเหมือนนางฟ้าแม่ทูนหัวนานกว่าที่ทำให้ฉันเหมือนหญิงชราอีกนะคะ” บอนแฮม คาร์เตอร์กล่าว

    “นอกจากจะเป็นคนที่ฉลาด เก็บรายละเอียดและเตรียมพร้อมแล้ว แซนดี้ยังเปิดกว้างต่อสิ่งที่นักแสดง หรือคนอย่างผม เสนอแนะด้วย” เคนเนธ บรานาห์กล่าวเสริม “และสำหรับชุดนางฟ้าแม่ทูนหัว เฮเลนาก็อยากให้มันมีปีก ท้ายที่สุด มันก็เป็นการผสมผสานงานของพวกเธอและสิ่งที่เราทำในขั้นตอนโพสต์โปรดักชันที่ทำให้ชุดนางฟ้าแม่ทูนหัวเปล่งประกาย ดูงามสง่า เฉียบคมและแปลกประหลาด แต่ก็ยังคงสวยงาม มีเสน่ห์ และอบอุ่นมากๆ ครับ”

    สำหรับแขกที่เข้าร่วมงานเลี้ยง การออกแบบของพาวเวลได้แรงบันดาลใจจากการเต้นรำบอลรูมในภาพยนตร์คลาสสิกอย่าง “The Leopard” โดยลุชชิโน วิสคอนติและ “Once Upon a Time” โดยอเล็กซานเดอร์ ฮอล ซึ่งนำมาซึ่งการผสมผสานลุคและสไตล์ต่างๆ จากหลายศตวรรษ และช่วยตอกย้ำความจริงที่ว่านี่เป็นงานเลี้ยงสำหรับทุกคนด้วย

    ตัวประกอบกว่า 200 คนปรากฏในฉากเต้นรำ ซึ่งรวมถึงองครักษ์ 25 นาย คนรับใช้ 20 คน นักเต้นมืออาชีพ 54 คนและสมาชิกวงออร์เคสตรา 30 คน ซึ่งทุกคนสวมชุดที่ออกแบบและตัดเย็บโดยพาวเวลและทีมงานของเธอ ซีเควนซ์เต้นรำทั้งหมดต้องอาศัยการวางแผนและเตรียมงานนานกว่าสามเดือน ซึ่งรวมถึงการคัดเลือกนักแสดง การลองชุด และการฝึกซ้อม และต้องอาศัยผู้ช่วยผู้กำกับ 35 คนมาช่วยควบคุม

    “เราอยากให้ทุกอย่างมีสีสันที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” พาวเวลกล่าว “ดังนั้น ห้องบอลรูมทั้งห้องก็เลยเป็นการระเบิดสีสัน มันทั้งหรูหรา รุ่มรวยและในบางกรณี ก็สุดโต่งจริงๆ เพราะแขกหลายคนแต่งตัวเพื่อสร้างความประทับใจให้คนอื่น และหลายคนก็หวังว่าจะได้แต่งงานกับเจ้าชาย” แขกเหล่านี้รวมถึงตัวละครจากหลากหลายชนชั้นทางสังคมและความร่ำรวยและเจ้าหญิงจากตะวันออกกลาง จีน ญี่ปุ่น เวลส์ อินเดีย แอฟริกา สเปนและรัสเซียด้วยเช่นกัน

    รองเท้าแก้วที่ตราตรึงใจ
    รองเท้าแก้วคู่สำคัญที่ซินเดอเรลลาสวมไปงานเลี้ยง ซึ่งข้างหนึ่งเธอทำหายไปหลังจากนั้น เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ล้ำค่าที่สุดในเรื่องราวดั้งเดิมโดยชาร์ลส์ เปอร์โร

    สำหรับแซนดี้ พาวเวล กระบวนการออกแบบน่าตื่นเต้น แต่ก็หนักหน่วงเช่นกัน “ฉันดูความเป็นไปได้ต่างๆ ว่าเราจะสร้างรองเท้าแก้วขึ้นมาได้ยังไง และตระหนักได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือมันจะต้องมีประกายแวววับ ซึ่งหมายความว่ามันจะต้องทำจากคริสตัลเพราะแก้วจะไม่เป็นประกายค่ะ” เธอบอก “ฉันรู้ว่าฉันต้องการรองเท้ารูปทรงแบบไหน ซึ่งมันก็มีเค้าโครงจากรองเท้าในช่วงปี 1890s ที่ฉันพบในพิพิธภัณฑ์รองเท้าในนอร์ธแธมป์ตันน่ะค่ะ…รองเท้านั้นเล็กจิ๋วอย่างเหลือเชื่อด้วยส้นสูง 5 นิ้ว มันสง่างามมากๆ ค่ะ”

    ไม่นานนัก พาวเวลก็ตระหนักได้ว่าทางเดียวที่เธอจะสามารถสร้างรองเท้าคริสตัลขึ้นมาได้คือเธอต้องได้รับความช่วยเหลือจากชวารอฟสกี้ บริษัทคริสตัลจากออสเตรีย และเมื่อได้รับการติดต่อ พวกเขาก็ยินดีพร้อมรับความท้าทายนี้ และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือซึ่งอาศัยการออกแบบของพาวเวลและการผลิตของชวารอฟสกี้ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาหลายเดือน และนำมาซึ่งการทดสอบและทดลองหลายต่อหลายครั้ง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ก็ประสบผลอย่างดีเยี่ยม

    เธออธิบายว่า “เราสแกนรองเท้าคู่นั้น แล้วก็หล่อมันขึ้นมาหลายแบบด้วยเรซิน แต่มันก็เป็นความท้าทายในการทำให้ได้รูปทรงรองเท้าจริงๆ และคิดวิธีที่จะสร้างมันขึ้นมาโดยให้มีข้อต่อน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มันมีปัญหาด้านเทคนิคหลายอย่าง เพราะพวกเขาต้องพัฒนาชิ้นส่วนเครื่องจักรพิเศษขึ้นมาเพื่อสร้างมันโดยเฉพาะ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เราก็ได้รองเท้าที่ดูเหมือนเป็นคริสตัลชิ้นเดียว ซึ่งเป็นเป้าหมายของเรามาโดยตลอด วันที่พวกเขาโชว์รองเท้าให้เราดูเป็นอะไรที่เหลือเชื่อจริงๆ…มันทำให้เราโล่งใจและตื่นเต้นมากๆ ค่ะ”

    ในที่สุดก็มีการสร้างรองเท้าแก้วนี้ขึ้นมาแปดคู่ ซึ่งไม่มีคู่ไหนสามารถสวมได้จริงๆ เพราะคริสตัลไม่มีการเคลื่อนไหว แต่มันก็ถูกใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบฉากแทน ทั้งสำหรับฉากที่หญิงสาวทุกคนในอาณาจักรมาลองสวมรองเท้า หรือใช้เป็นโมเดลที่จะต้องแตกต่อหน้ากล้อง

    เคนเนธ บรานาห์กล่าวเสริมว่า “แซนดี้ได้สร้างรองเท้า 3D ที่มีเสน่ห์จริงๆ ที่ถูกปรับรูปทรงให้มีลุคแบบกระจกคริสตัล ที่ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ก็จะมีการกระจายแสงเป็นประกายแวววับออกมา มันจะทำให้คุณรู้สึกได้ถึงความรุ่มรวย เวทมนตร์และความมีชีวิตชีวาในรองเท้าคู่นี้ครับ”

    การบันทึกช่วงเวลาสำคัญบนแผ่นฟิล์ม

    สิ่งที่น่าหวั่นสะพรึงไม่แพ้กันคือความท้าทายที่ผู้กำกับภาพฮาริส แซมบาร์ลูคอส (“Locke,” “Thor”) ต้องเผชิญ ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนและการเตรียมตัว…รวมถึงความรักอย่างยิ่ง

    โชคดีที่แซมบาร์ลูคอสรู้สึกผ่อนคลายอยู่แล้วในสเตจ 007 ขนาดมหึมา เพราะที่นั่น เขาเคยถ่ายทำฉากหมู่บ้านชาวประมงกรีกใน “Mamma Mia!”และฉากอุโมงค์น้ำท่วมใน “Jack Ryan: Shadow Recruit” มาก่อนแล้ว

    แซมบาร์ลูคอสพูดถึงแนวทางการถ่ายทำฉากบอลรูมว่า “ตามคอนเซ็ปต์แล้ว เราอยากจะสร้างบรรยากาศหรูหราของงานเลี้ยงภายใต้แสงเทียน แต่เรายังอยากจะทำให้แน่ใจว่า เราจะเห็นรายละเอียดน่าตื่นตาตื่นใจในการออกแบบของดันเต้ เฟอร์เร็ตติและชุดราตรีและเครื่องแต่งกายที่งดงามของแซนดี้ พาวเวลทั้งหมด นอกจากนั้น เรายังรู้ด้วยว่าการแสดงเยี่ยมๆ พวกนี้มันพิเศษสุดจนมันไม่อาจจะถูกนำเสนอซ้ำสองได้น่ะครับ”

    แซมบาร์ลูคอสและทีมงานของเขาหวังที่จะบันทึกทุกช่วงเวลาในซีเควนซ์เต้นรำจากหลากมุมมองที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยการใช้กล้องห้าตัวและเครนสองตัวเพื่อให้ได้เอฟเฟ็กต์ภาพมุมกว้างและช่วยแสดงให้เห็นถึงสเกลยิ่งใหญ่ของฉากและภาพการเคลื่อนไหวด้วย นอกจากนี้ ทีมมงานกล้องยังได้สร้างเครื่องมือให้แสงขนาดใหญ่ที่พวกเขาออกแบบเองหลายสิบตัว มาช่วยสร้างเสริมบรรยากาศที่เหมาะสมสำหรับฉากเหล่านี้ ซึ่งจะถูกติดกับ “สีแดง” (แสงไฟบนเพดานของซาวน์สเตจ) และสามารถปรับแต่งและควบคุมทางไกลได้จากคอมพิวเตอร์

    ภาพยนตร์ทั้งเรื่องถ่ายทำบนแผ่นฟิล์ม ไม่ใช่ดิจิตอล ด้วยการใช้ฟิล์ม 200 ASA และ 50 ASA ซึ่งเราไม่ค่อยจะได้เห็นบ่อยนักในวงการปัจจุบันนี้ และแซมบาร์ลูคอสก็ใช้เลนส์พานาวิชัน อนามอร์ฟิค เพื่อสร้างเอฟเฟ็กต์ไวด์สกรีน ซีเนมาสโคปขึ้นมา เขาอธิบายว่า “ผมกับเคนเนธอยากจะสร้างหนังคลาสสิกที่เป็นอมตะ…หนังที่ได้แรงบันดาลใจจากมิวสิคัลตระการตาและเรื่องราวหนังอีพิค เราก็เลยใช้เครื่องมือบางอย่างที่เคยถูกใช้ในผลงานมาสเตอร์พีซเหล่านั้นครับ”

    กล้องดิจิตอลส่วนใหญ่จะอ่อนไหวต่อแสง หมายถึงว่าไม่ว่าดวงตาจะเห็นอะไร กล้องก็จะเห็นตามนั้นด้วยเช่นกัน การใช้สไตล์การถ่ายทำแบบดั้งเดิมกว่าหมายถึงการที่ทีมผู้สร้างต้องจินตนาการและสร้างเอฟเฟ็กต์ตามที่พวกเขาต้องการขึ้นมา ซึ่งคล้ายกับลักษณะการถ่ายทำภาพยนตร์ในสมัยยุคทองของฮอลลีวูด

    “ผลลัพธ์ที่ได้มหัศจรรย์จริงๆ และมันก็หรูหรากว่าสิ่งที่กล้องสมัยใหม่สามารถทำได้ครับ” แซมบาร์ลูคอสกล่าว “หนังคลาสสิกเรื่องเยี่ยมของวอลท์ ดิสนีย์ ต่างก็วาดด้วยมือ และมันก็เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความรักในศิลปะและความชื่นชมต่อจินตนาการมนุษย์ เราก็เลยย้อนเวลากลับไปเพื่อสร้างลุคที่เป็นการแสดงความเคารพของเราต่อตำนานสืบทอดนั้นครับ”

    การแต่งองค์ทรงเครื่องให้สาวน้อยที่งดงามที่สุด

    ในตอนที่ผู้ชมได้เห็นลิลลี เจมส์ในบทเอลล่าบนหน้าจอ ทีมผู้สร้างก็อยากให้เธอดูเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งหน้าที่นี้ตกเป็นของผู้ออกแบบเมคอัพ นาโอมิ ดอนน์ (“Skyfall,” “Chocolat”) และผู้ออกแบบทรงผมผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ แครอล เฮมมิง (“Mary Shelley’s Frankenstein”) ลุคนี้สำเร็จได้ด้วยการใช้เมคอัพเพียงเบาบาง ซึ่งทำให้เธอโดดเด่นเพราะเธอไม่ได้แต่งหน้าจัด

    ดอนน์อธิบายว่า “การที่เอลล่าไม่ได้แต่งหน้าช่วยทำให้เกิดความรู้สึกที่ว่าเธอเป็นคนที่บริสุทธิ์ ใสสะอาด ดูสดใส หรือแม้กระทั่งมหัศจรรย์ เพราะสิ่งสำคัญคือตัวเธอไม่ใช่สิ่งปรุงแต่งที่เราสร้างขึ้นค่ะ”

    เธอกล่าวต่อว่า “สิ่งสำคัญอยู่ที่การทำให้ผิวของเธอดูไร้ตำหนิ และเนื่องด้วยผิวของเธอค่อนข้างจะไร้ตำหนิอยู่แล้ว เราก็เลยเน้นไปที่บลัชออนของเธอเพื่อเป็นวิธีในการถ่ายทอดอารมณ์ที่เธอรู้สึก ถ้าเธอเศร้าหรืออมทุกข์ เธอก็จะหน้าซีดนิดๆ และถ้าเธอหน้าแดงด้วยความตื่นเต้นหรือตกหลุมรัก เราก็จะแต่งแก้มของเธอให้แดงขึ้นอีกน่ะค่ะ”

    สำหรับงานเลี้ยง ดอนน์ทำให้เจมส์เปล่งประกายขึ้นอีกนิด เพราะเธออยากให้เธอดูสว่างไสว มหัศจรรย์ ดูราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเวทมนตร์ ซึ่งเธอทำได้ด้วยการใช้โลชันสะท้อนแสงผสมกับกลิตเตอร์สีขาวทาลงบนผิวของเธอ จากนั้น ก็จะมีการแต้มกลิตเตอร์ลงบนเปลือกตาของเธอ แล้วเฮมมิงและทีมงานก็จะติดคริสตัลที่ผมของเธอเพื่อทำให้เกิดประกายระยิบระยับ

    “มันเป็นรายละเอียดเล็กๆ ค่ะ แต่มันก็สะท้อนแสงได้มาก จนทำให้ผิวของเธอดูเรืองรอง เป็นประกายค่ะ” เธออธิบาย

    สำหรับฉากแต่งงาน ดอนน์และเฮมมิงต้องการลุคที่หรูหราและเลิศหรูสำหรับซินเดอเรลลา เพื่อแสดงให้เห็นถึงการที่เธอกำลังกลายเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งหมายถึงการใช้เมคอัพ ลิปสติกและอายไลเนอร์แบบบางๆ “เมคอัพบางๆ จริงๆ แล้วทำให้เกิดความแตกต่างอย่างมากเพราะเธอไม่เคยแต่งหนาเลยก่อนหน้านี้” ดอนน์กล่าว “แล้วพอเราเกล้าผมเธอขึ้นไป เธอก็ดูเป็นผู้ใหญ่ในทันที”

    นอกเหนือจากตัวละครหลักและสมทบแล้ว ดอนน์และเฮมมิงยังดูแลทรงผมและเมคอัพของตัวประกอบทั้งหมดในฉากงานเลี้ยง ซึ่งในวันถ่ายทำ ต้องอาศัยช่างแต่งหน้าและทำผมเพิ่มเติมอีก 50 คน ในการทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับพาวเวลและทีมงานของเธอ พวกเธอต้องใช้เวลาห้าชั่วโมงเพื่อเตรียมพร้อมให้กับตัวประกอบ เพราะแต่ละคนจะต้องถูกแต่งตัว แต่งหน้า ถ่ายรูปและบอกสิ่งที่ต้องทำ

    รถม้าที่งดงามดุจอัญมณี

    สำหรับรถม้าสำคัญ ผู้ออกแบบงานสร้างดันเต้ เฟอร์เร็ตติต้องการสิ่งที่สดใหม่และพิเศษสุดอย่างแท้จริง แต่การออกแบบและสร้างของประกอบฉากสำคัญสำหรับหนึ่งในซีเควนซ์แปลงโฉมที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ไม่ใช่งานง่ายๆ เลย

    ซีเควนซ์ที่น่าจดจำนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อนางฟ้าแม่ทูนหัวที่ต้องการหายานพาหนะเพื่อพาซินเดอเรลลาไปงานเลี้ยงที่ปราสาท ได้เสกฟักทองที่อยู่ใกล้ๆ ให้กลายเป็นรถม้าแสนสวย ที่มีคนขับรถม้าและข้ารับใช้พร้อมสรรพ ซินเดอเรลลาจะต้องกลับบ้านก่อนนาฬิกาจะตีบอกเวลาเที่ยงคืนครั้งสุดท้าย ซึ่งจะเป็นตอนที่รถม้าจะเปลี่ยนกลับกลายเป็นฟักทอง

    ลิลลี เจมส์กล่าวว่า”เคนอยากให้การเดินทางไปปราสาททำให้เด็กสาวทุกคนในโลกอยากจะอยู่บนรถม้าคันนั้น และฉันก็หวังว่าทุกคนจะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่งดงามที่สุดจริงๆ มันเป็นช่วงเวลาที่เซอร์เรียลที่สุดจริงๆ ในตอนที่ฉันปีนขึ้นไปบนรถม้าเป็นครั้งแรก…มันทำให้ฉันลืมหายใจเลยค่ะ”

    “เราไม่ได้อยากจะจำลองฉากนั้นมาให้เหมือนเปี๊ยบ แต่เราก็รู้ว่าตามท้องเรื่องจะต้องมีฟักทองและมีรถม้า และแรงบันดาลใจจากหนังอนิเมชันปี 1950 ไม่ใช่แค่ว่าพวกเขาทำอะไร แต่รวมถึงพวกเขาทำมันยังไงด้วยครับ” เคนเนธ บรานาห์กล่าว “พวกเขาสร้างฉากนี้ด้วยความสดใส…มันมีความรู้สึกที่วิเศษสุด ความสุข และความสดใสในหนังเรื่องนั้น และนั่นคือสิ่งที่เราพยายามจะใส่เข้าไปในหนังเรื่องนี้ด้วยครับ”

    เขากล่าวต่อว่า “มันเกี่ยวข้องกับการหาคำตอบว่าสตันท์แบบไหนที่จะเกิดขึ้นในสิ่งที่เราคิดว่าน่าจะเป็นการเดินทางที่น่าตื่นเต้นจากปราสาทในตอนที่เธอพยายามเร่งรีบแข่งกับนาฬิกาที่บอกเวลาเที่ยงคืน ซึ่งรวมถึงการเขียนสตอรีบอร์ดที่ละเอียด แล้วก็สร้างภาพพรีวิชวลไลเซชัน ที่เรารวมองค์ประกอบทุกอย่างเข้าด้วยกันเหมือนซีเควนซ์อนิเมชันน่ะครับ”

    ท้ายที่สุดแล้ว ฉากนั้นก็ถูกถ่ายทำด้วยรถม้าทองคำสวยงามใช้งานได้จริง ที่ลักษณะคล้ายกับฟักทอง โดยมีม้าสีขาวสี่ตัวเป็นตัวลากจูง รถม้านี้มีความสูง 10 ฟุต ยาว 17 ฟุตและมีน้ำหนักเกือบ 2 ตัน

    ในการออกแบบรถม้า เฟอร์เร็ตติเลือกที่จะเริ่มต้นจากชิ้นส่วนอัญมณีแทนที่จะเป็นผักหรือผลไม้ เพื่อที่รถม้าจะได้เป็นอัญมณีงดงาม ที่ห่อหุ้มซินเดอเรลลา ผู้ซึ่งเป็นอัญมณีที่แท้จริงในเรื่องราว เอาไว้ เขาอธิบายว่า “มันก็เหมือนผมกลายเป็นนักแสดงและแปลงร่างกลายเป็นเทวดาหรือในกรณีนี้คือเป็นพ่อมด แล้วปล่อยให้จินตนาการและภาพันของผมเปลี่ยนฟักทองให้กลายเป็นรถม้าที่เราเห็นในเรื่อง ผมดูอัญมณี และกล่องใส่อัญมณีมากมาย และหลังจากการสเก็ตช์ภาพและการวางแผนมากมาย เราก็ได้ผลลัพธ์สุดท้ายครับ”

    เขากล่าวต่อว่า “เราตัดสินใจให้การแปลงโฉมจริงๆ เกิดขึ้นในเรือนกระจกที่สวนหลังบ้านของซินเดอเรลลา ที่เธอปลูกฟักทองจริงๆ ไว้ ดังนั้น เราก็เลยใส่เอาองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของเรือนกระจกเข้าไปในการออกแบบรถม้าของเราด้วยครับ”

    สจวร์ต ฮีธ (“Maleficent”) จากบีจีไอ ซัพพลายส์ ได้ออกแบบตัวเพลารถเพื่อแบกรับน้ำหนักของรถม้าฟักทองเอาไว้ ซึ่งมันสร้างขึ้นจากเหล็กหล่อและเหล็กโดยช่างทำรถม้าชาวโปลิช หลังจากนั้น ก็มีการทาสีและตกแต่งเพลารถเพื่อให้มันดูลึกลับและมหัศจรรย์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

    “การออกแบบฟักทองจะต้องมีความเชื่อมโยงกับเรือนกระจก” ฮีธกล่าว “เห็นได้ชัดว่าฟักทองจะมีขนาดใหญ่ขึ้นและตรงปลายจะระเบิดออก แต่เราก็ต้องนำองค์ประกอบจากเรือนกระจกมาเพิ่มลงไปในฟักทอง ดังนั้น คุณก็จะสังเกตว่าตรงส่วนที่อยู่ด้านบนรถม้าจะมาจากรอบๆ เรือนกระจกและที่นั่งที่ซินเดอเรลลานั่งจะเป็นที่นั่งในเรือนกระจกด้วยเหมือนกันครับ”

    หลังจากนั้น ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ เดวิด วัทคินส์ (“World War Z”) ก็เข้ารับหน้าที่ต่อ หน้าที่ของพวกเขาคือการช่วยเนรมิตชีวิตให้กับฉากที่รถม้ารีบเร่งออกจากปราสาท ซึ่งทำให้เกิดการกระเด้งกระดอนมากๆ วัทคินส์และทีมงานได้นำเพลารถที่บีจีไอสร้างมาเพิ่มลวดสลิงและชักรอกเข้าไป เพื่อที่พวกเขาจะสามารถควบคุมการกระเด้งกระดอนแต่ละครั้งได้พร้อมๆ กับการควบคุมรถม้าไปด้วยได้

    หลังจากนั้น แผนกไฟฟ้าก็เพิ่มเครื่องปั่นไฟและแผนกกล้องก็เพิ่มกล้องของพวกเขาเข้าไป

    แม่ของเธอจะมีความสุขแค่ไหนที่ได้เห็นเอลล่างดงามขนาดนี้
    แล้วความกล้าหาญและความเมตตาที่ติดตัวเธออีกล่ะ

    นางฟ้าแม่ทูนหัว

    ความสุขชั่วนิรันดร์
    ตั้งแต่วันแรก ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับ “Cinderella” ต่างก็มีความรักและความกระตือรือร้นเหมือนๆ กันที่จะบอกเล่าเรื่องราวนี้ในแบบที่เชิดชูองค์ประกอบและเสน่ห์คลาสสิกของภาพยนตร์อนิเมชัน แต่ในขณะเดียวกัน ก็สร้างภาพยนตร์ที่งดงาม อบอุ่นและมีความเป็นมนุษย์ ด้วยแนวความคิดร่วมสมัยที่จะยืนหยัดอยู่ได้จากรุ่นสู่รุ่น การออกแบบเครื่องแต่งกายที่น่าทึ่งและฉากที่หรูหราช่วยสร้างบรรยากาศที่มหัศจรรย์ของเรื่องและความซื่อสัตย์และความลึกซึ้งของตัวละครก็เนรมิตชีวิตให้กับพวกเขาในแบบที่วิเศษสุดแต่ก็น่าเชื่อด้วยเช่นกัน

    ในตอนที่ “Cinderella” เข้าฉายในเดือนมีนาคม ปี 2015 ผู้ชมจะรู้สึกราวกับว่าพวกเขาเพิ่งได้รับรู้เรื่องราวนี้เป็นครั้งแรก “เราต่างก็รู้จักเรื่อง ‘Cinderella’ เราต่างก็รู้จักเรื่องของ ‘Hamlet’ แต่เราก็ไปดู ‘Hamlet’ ครั้งแล้วครั้งเล่าเพราะโปรดักชันที่ดี่สุดจะทำให้เราคิดว่าบางทีครั้งนี้เขาอาจจะฆ่าคลอดิอุสก็ได้น่ะค่ะ” บลังเช็ตต์กล่าว

    เธอกล่าวต่อว่า “กับ ‘Cinderella’ ภาคนี้ คนจะรู้สึกอย่างเดียวกัน และพวกเขาก็จะแปลกใจกับหลายๆ ฉากเพราะมันสมจริงมากๆ ดังนั้น มันก็เลยทั้งตลกและน่าเศร้าด้วยเหมือนกันค่ะ”
    เทพนิยายส่วนใหญ่ถูกบอกเล่าในรูปแบบของอนิเมชัน ซึ่งทำให้ผู้ชมไม่สามารถเชื่อมโยงหรือผูกสายสัมพันธ์กับตัวละครตัวไหนๆ แต่กับ “Cinderella” ผลลัพธ์ที่ได้ก็ชัดเจนและทันที “ในตอนที่คุณเห็นซินเดอเรลลามีชีวิตขึ้นมา มันจะทำให้คุณนึกถึงความเป็นมนุษย์ ซึ่งบ่อยครั้งจะถูกนำเสนอในเทพนิยายผ่านทางตัวละครสมมติเช่นหมาป่าตัวร้ายหรือแม่เลี้ยงใจร้ายค่ะ” บลังเช็ตต์กล่าว “แต่ผู้ชมจะเอาใจช่วยซินเดอเรลลาคนนี้จริงๆ ค่ะ”

    ส่วนผสมของอารมณ์ขัน ความรักและการผจญภัยอมตะแบบนี้จะเกาะกุมใจและสร้างความบันเทิงให้กับเด็กชาย เด็กหญิง ผู้ชายและผู้หญิงจากทั่วโลก “นี่เป็นเรื่องราวที่จะไม่มีวันเก่าค่ะ” อัลลิสัน เชียร์เมอร์กล่าว “เราทุกคนอยากจะเชื่อว่าความดีงามและความเมตตาจะมีชัยในท้ายที่สุดค่ะ”

    “เราตั้งใจจะสร้าง ‘Cinderella’ เวอร์ชันที่น่าพึงพอใจและไม่ประชดประชัน แต่ภายในบริบทนั้นก็มีองค์ประกอบที่มีเสน่ห์มากมายและคำถามน่าสนใจหลายอย่างที่เราเอ่ยถึงครับ” คริส ไวซ์กล่าว
    เคนเนธ บรานาห์กล่าวเสริมว่า “สิ่งที่ก่อให้เกิดเรื่องราวนี้ขึ้นมาคือความเป็นมนุษย์ของซินเดอเรลลาครับ มันมีความสนุกสนานก็จริง แต่ก็มีความอบอุ่นหัวใจด้วย”

    ประวัติทีมงาน

    เคท บลังเช็ตต์ (แม่เลี้ยง)
    สำเร็จการศึกษาจากเนชันแนล อินสติติวท์ ออฟ ดรามาติค อาร์ต และได้รับปริญญากิตติมศักดิ์สาขาศิลปศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์และมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ระหว่างปี 2008-2012 เธอได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศิลป์และซีอีโอร่วมของคณะละครซิดนีย์ เธียเตอร์ คัมปะนี (เอสทีซี) ร่วมกับแอนดรูว์ อัพตัน

    ในฐานะนักแสดงละครเวทีผู้โด่งดัง ผลงานละครเวทีเรื่องล่าสุดของบลังเช็ตต์รวมถึง “Hedda Gabler” ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลอิบสัน เซนเทนเนียล อวอร์ด, เฮลป์แมนน์ อวอร์ดและเอ็มโอ อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม, Richard II ในละครเวทีเรื่อง “The War of the Roses” โปรดักชันของเอสทีซี, บทบลองช์ ดูบัวส์ในละครโดยเทนเนสซี วิลเลียมส์เรื่อง “A Streetcar Named Desire” ซึ่งเดินทางไปเปิดการแสดงท่ามกลางการต้อนรับอย่างล้นหลามในซิดนีย์ วอชิงตันและนิวยอร์ก (การแสดงของเธอได้รับการยกย่องว่าเป็น “การแสดงแห่งปี” โดยนิวยอร์ก ไทม์) และทำให้เธอได้รับรางวัลเฮเลน เฮเยส อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในโปรดักชันที่ไม่ได้เป็นของโรงละครเอง, บทเยเลนาในละครโดยแอนตัน ไชคอฟเรื่อง “Uncle Vanya” ที่ดัดแปลงใหม่โดยอัพตัน ละครเวทีเรื่องนี้ได้เปิดการแสดงที่วอชิงตันในปี 2011 และนิวยอร์กในปี 2012 ท่ามกลางเสียงตอบรับอย่างอบอุ่น และทำให้เธอได้รับรางวัลเฮลป์แมนน์ อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในละครเวทีและรางวัลเฮเลน เฮเยส อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในโปรดักชันที่ไม่ได้เป็นของโรงละคร, บทล็อตเต้ในละครโดยโบโธ สเตราส์เรื่อง “Gross und Klein” ซึ่งเปิดการแสดงทั่วยุโรปในปี 2012 และเป็นส่วนหนึ่งของลอนดอน คัลเชอรัล โอลิมเพียด ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลเฮลป์แมนน์ อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในละครเวทีและบทแคลร์ในละครโดยฌอน เจเน็ทเรื่อง “The Maids” ที่กำกับโดยเบเนดิคท์ แอนดรูว์ส และร่วมดัดแปลงโดยอัพตันและแอนดรูว์ส ซึ่งเปิดตัวในนิวยอร์กเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วในฐานะส่วนหนึ่งของเทศกาลลินคอล์น เซ็นเตอร์ เฟสติวัล

    ผลงานภาพยนตร์ของเธอรวมถึงบทราชินีอลิซาเบธใน “Elizabeth” และ “Elizabeth: The Golden Age,” บทเดซีในภาพยนตร์โดยเดวิด ฟินเชอร์เรื่อง “The Curious Case of Benjamin Button,” บทแคทเธอรีน เฮพเบิร์นในภาพยนตร์โดยมาร์ติน สกอร์เซซีเรื่อง “The Aviator,” บทบ็อบ ดีแลนในภาพยนตร์โดยท็อดด์ เฮย์เนสเรื่อง “I’m Not There,” บทเจนในภาพยนตร์โดยเวส แอนเดอร์สันเรื่อง “The Life Aquatic With Steve Zissou” และบทชีบาในภาพยนตร์เรื่อง “Notes on a Scandal” ประกบจูดี้ เดนช์ นอกจากนั้น เธอยังได้ร่วมแสดงในไตรภาคโดยปีเตอร์ แจ็คสันเรื่อง “Lord of the Rings” และ “The Hobbit” และล่าสุดในภาพยนตร์โดยจอร์จ คลูนีย์เรื่อง “The Monuments Men” และภาพยนตร์โดยวู้ดดี้ อัลเลนเรื่อง “Blue Jasmine”

    บลังเช็ตต์เป็นนักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดหกสมัยและเมื่อเร็วๆนี้ เธอก็เพิ่งได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากการแสดงใน “Blue Jasmine” นอกจากนี้ เธอยังได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากการแสดงใน “The Aviator” รางวัลอื่นๆ ที่เธอเคยได้รับรวมถึงสามรางวัลบาฟตา (“Elizabeth,” “The Aviator,” “Blue Jasmine”), สี่รางวัลเอเอฟไอ อวอร์ด (“Thank God He Met Lizzie,” “Little Fish,” “Elizabeth: The Golden Age,” “Blue Jasmine”), สามรางวัลแซ็ก อวอร์ด (“The Aviator,” “The Lord of the Rings: The Return of the King,” “Blue Jasmine”), สามรางวัลลูกโลกทองคำ (“Elizabeth,” “I’m Not There,” “Blue Jasmine”) และรางวัลโวลปี คัพสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิส (“I’m Not There”) นอกจากนั้น เธอยังได้รับเซ็นทีนารี มีดัล จากคุณูปการที่เธอมีต่อสังคมออสเตรเลียผ่านทางการแสดง และในปี 2007 เธอก็ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลของนิตยสารไทม์ ในปี 2012 บลังเช็ตต์ได้รับมอบอิสริยาภรณ์ชั้นอัศวินสาขาศิลปศาสตร์และอักษรศาสตร์จากกระทรวงวัฒนธรรมของฝรั่งเศส เพื่อยกย่องคุณูปการที่เธอมีต่อศิลปะ นอกจากนี้ เธอยังได้รับดวงดาวบนฮอลลีวูด ฮอล ออฟ เฟมอีกด้วย

    ในปี 2008 บลังเช็ตต์ ได้ร่วมเป็นประธานสายงานสร้างสรรค์ของการประชุมออสเตรเลีย เนชันแนล 2020 ที่จัดขึ้นโดยนายกรัฐมนตรี ปัจจุบัน เธอดำรงตำแหน่งทูตของมูลนิธิออสเตรเลียน คอนเซอร์เวชัน ฟาวน์เดชันและสถาบันศิลปะโทรทัศน์และภาพยนตร์แห่งออสเตรเลีย เธอแต่งงานแล้ว มีลูกสามคน และใช้ชีวิตอยู่ในซิดนีย์

    ลิลลี เจมส์ (เอลล่า)
    ผู้สำเร็จการศึกษาจากกิลด์ฮอล สคูล ออฟ มิวสิค แอนด์ ดรามาในปี 2010 เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากบทเลดี้โรสในซีรีส์ยอดนิยมเรื่อง “Downton Abbey” ผลงานภาพยนตร์ของเธอรวมถึงภาพยนตร์โดยเรแกน ฮอลเรื่อง “Fast Girls” และ “Wrath of the Titans” ซึ่งเธอแสดงประกบแซม เวิร์ธติงตัน, เลียม นีสันและโรซามุนด์ ไพค์ ผลงานจอแก้วเรื่องอื่นๆ รวมถึง “The Secret Diary of a Call Girl” และ “Just William”

    ในปี 2011 เจมส์ได้รับบทเดสดีโมนาในละครเรื่อง “Othello” โปรดักชันของเชฟฟิลด์ ครูซิเบิล ประกบโดมินิค เวสต์ ที่รับบทอิอาโก้ และคลาร์ค ปีเตอร์สในบทโอเธลโล การแสดงของเธอได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมมากมาย ในหนังสือพิมพ์เดลี เมล เควนติน เดวีส์ได้เขียนว่า “เราอาจจะมีนักแสดงหญิงดาวรุ่งคนใหม่แล้ว ชื่อของเธอคือลิลลี เจมส์และเธอก็เพิ่งจบจากโรงเรียนการละครเมื่อปีที่แล้วนี้เอง แต่เธอกลับทำให้ทุกคนประทับใจจากบทเดสดีโมนาใน ‘Othello’” ผลงานละครเวทีเรื่องอื่นๆ ของเธอรวมถึง “Vernon God Little” ที่ยัง วิค, ละครโดยมาร์ติน คริมป์เรื่อง “Definitely the Bahamas” และ “Play House” ที่ออเรนจ์ ทรี เธียเตอร์, ริชมอนด์และละครโดยไชคอฟเรื่อง “The Seagull” ที่เซาธ์วอร์ค เพลย์เฮาส์

    ริชาร์ด แมดเดน (เจ้าชาย) นักแสดงชาวสก็อต เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการแสดงที่น่าติดตามของเขาในบทร็อบบ์ สตาร์คในซีรีส์ดังทางเอชบีโอเรื่อง “Game of Thrones” ผลงานจอแก้วเรื่องอื่นๆ รวมถึงมินิซีรีส์ออริจินอลทางดิสคัฟเวอรี แชนแนลเรื่อง “Klondike,” ซีรีส์บีบีซีเรื่อง “Hope Springs” และ “Birdsong” และซีรีส์ทางแชนแนล โฟร์เรื่อง “Sirens”

    ผลงานละครเวทีในลอนดอนของเขารวมถึงบทโรมิโอในละครเวทีเรื่อง “Romeo and Juliet” โปรดักชันของโกลบ เธียเตอร์, บทแคลลัม แม็คเกรเกอร์ในละครโดยมาโลรีย์ แบล็คแมนเรื่อง “Noughts & Crosses” และบทมาร์ค แม็คนัลตี้ใน “Be Near Me” โปรดักชันของเนชันแนล เธียเตอร์ ออฟ สก็อตแลนด์

    ผลงานหลังจากนี้ของเขาได้แก่ภาพยนตร์ทางบีบีซีเรื่อง “Lady Chatterley’s Lover” ซึ่งร่วมแสดงโดยฮอลิเดย์ เกรนเจอร์และภาพยนตร์โดยโฟกัส ฟีเจอร์สเรื่อง “Bastille Day”

    แมดเดนสำเร็จการศึกษาจากรอยัล สก็อตติช อคาเดมี ออฟ มิวสิค แอนด์ ดรามา ปัจจุบัน ใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอน

    สเตลลัน สการ์สการ์ด (แกรนด์ดยุค)
    ชาวสวีเดน ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงภาพยนตร์และละครเวทีระดับแนวหน้าของประเทศ เขาเริ่มต้นจากการแสดงที่รอยัล ดรามาติก เธียเตอร์ในเมืองสตอล์คโฮม ที่ซึ่งตลอด 16 ปี เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับชั้นนำอย่างอัลฟ์ โยเบิร์กและอิงค์มาร์ เบิร์กแมน เขาได้แจ้งเกิดในภาพยนตร์สวีดิชปี 1982 เรื่อง “The Simple-Minded Murderer” ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน

    นอกเหนือจากภาพยนตร์กว่า 30 เรื่องที่เขาแสดงในสวีเดนแล้ว ผลงานเรื่องอื่นๆ ของเขายังรวมถึง “The Unbearable Lightness of Being,” “Amistad,” “The Hunt for Red October,” “Good Will Hunting,” “The Ox” (ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม), “Breaking the Waves” (ซึ่งได้รับรางวัลกรังด์ปรีซ์ในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 1996) และภาพยนตร์นอร์เวย์เรื่อง “Insomnia”

    เขาได้รับรางวัลมากมายจากเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน แวดวงภาพยนตร์สวีเดน เทศกาลภาพยนตร์โรเอน เทศกาลภาพยนตร์ชิคาโก้ เทศกาลภาพยนตร์เซนต์เซบาสเตียนและเทศกาลภาพยนตร์เทลลูไรด์

    ผลงานล่าสุดของเขารวมถึง “The Avengers,” “Thor,” ภาพยนตร์โดยเดวิด ฟินเชอร์เรื่อง “The Girl With the Dragon Tattoo,” “Rouge Brésil” และภาพยนตร์โดยลาร์ส ฟอน เทียร์เรื่อง “Melancholia” นอกจากนั้น เขายังได้แสดงในภาพยนตร์ยอดนิยมเรื่องอื่นๆ เช่น “Angels & Demons,” “Mamma Mia!” และภาคที่สองและสามในแฟรนไชส์ “Pirates of the Caribbean” อีกด้วย

    ฮอลิเดย์ เกรนเจอร์ (อนาสตาเซีย)
    มีผลงานที่หลากหลายทั้งในอังกฤษและอเมริกา ล่าสุด ผู้ชมได้เห็นเกรนเจอร์ในบทสำคัญของเธอ บอนนี ปาร์คเกอร์ ในมินิซีรีส์เรื่อง “Bonnie and Clyde” ประกบเอมิล เฮิร์สช์ ซีรีส์นี้ออกอากาศพร้อมกันในเดือนธันวาคม ปี 2013 ทางสถานีสามช่องของอเมริกา (ไลฟ์ไทม์, ฮิสทอรีและเอแอนด์อี) ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ชื่นชมและในอังกฤษในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2014

    ในปี 2014 เกรนเจอร์ได้แสดงในภาพยนตร์โดยโลน เชอร์ฟิกเรื่อง “The Riot Club” ที่สร้างจากละครเวทีลอนดอนเรื่อง “Posh” ประกบแซม คลาฟิน, แม็กซ์ ไอออนส์และดักกลาส บูธ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เปิดตัวในอังกฤษเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เล่าเรื่องของนักศึกษาในคลับไรอ็อท ที่โด่งดังของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์โดยไวน์สตีน คัมปะนีเรื่อง “Tulip Fever” ประกบเดน เดอฮาน, อลิเซีย วิคันเดอร์และแจ็ค โอ’ ดอนเนล ผลงานหลังจากนี้ของเธอคือทริลเลอร์เรื่อง “The Finest Hours” ซึ่งเธอแสดงร่วมกับคริส ไพน์และเคซีย์ เอฟเฟล็คและ “Lady Chatterley’s Lover” ประกบริชาร์ด แมดเดน สำหรับบีบีซี

    โซฟี แม็คเชรา (ดริสเซลลา)
    เป็นนักแสดงสาวคนเก่งชาวอังกฤษ ผู้อาจเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการขโมยซีนในบทเดซี เมสันในซีรีส์ยอดนิยมเรื่อง “Downton Abbey” ปัจจุบัน เธอกำลังอยู่ระหว่างการแสดงซีรีส์อเมริกันเรื่อง “Galavant” สำหรับเอบีซี เธอรับบทนางกำนัลของราชินีมาดาเลนา “สามัญชน” ที่มีความรักให้กับพ่อครัวของพระราชา “Galavant” เป็นคอเมดีมิวสิคัลธีมเทพนิยาย ที่สร้างโดยแดน โฟเกลแมน ร่วมด้วยสองนักประพันธ์เพลงเจ้าของรางวัล อลัน เมนเคนและนักแต่งเนื้อร้อง เกลนน์ สเลเตอร์

    นอกจากนี้ เธอยังได้รับบทไบรโอนีในซีซันที่สองของซีรีส์คอเมดีเรื่อง “The Job Lot” ทางไอทีวีทูอีกด้วย ซีรีส์นี้ ที่เธอแสดงประกบรัสเซล โทวีย์และซาราห์ แฮดแลนด์ มีเรื่องราวเกิดขึ้นในศูนย์หางานเวสต์ มิดแลนด์ และประกอบไปด้วยเอพิโซดความยาว 30 นาที จำนวน 6 เอพิโซด ที่ให้ความสำคัญกับชีวิต ความรัก การว่างงานนานๆ ซีซันที่สองเริ่มออกอากาศในวันที่ 25 กันยายน ปี 2014

    ปัจจุบัน เธอกำลังแสดงในซีซันที่ห้า ซึ่งเป็นซีซันสุดท้ายของ “Downton Abbey” ทางพีบีเอส เธอรับบท เดซี เมสัน สาวใช้ในครัว ในดรามาพีเรียดรางวัลลูกโลกทองคำเรื่องนี้ ระหว่างปี 2010-2014 และในปี 2013 เธอก็ได้รับรางวัลแซ็ก อวอร์ดสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยมจากบทดังกล่าว ซีรีส์นี้ ที่สร้างโดยจูเลียน เฟลโลว์ส มีเรื่องราวเกิดขึ้นในดาวน์ตัน แอ็บบีย์ คฤหาสน์ในย่านยอร์คเชียร์ เล่าถึงชีวิตของตระกูลขุนนางครอว์ลีย์และข้ารับใช้ของพวกเขาในยุคโพสต์เอ็ดวาร์ดเดียน ซีรีส์นี้ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ทั่วโลกและได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงรางวัลลูกโลกทองคำสาขามินิซีรีส์หรือภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ยอดเยี่ยมและรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดสาขามินิซีรีส์หรือภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซีรีส์นี้ออกอากาศครั้งแรกทางไอทีวีวันในอังกฤษ ในเดือนกันยายน ปี 2010 และทางพีบีเอสในอเมริกาในเดือนมกราคม ปี 2011 ในฐานะส่วนหนึ่งของแอนโธโลจี “Masterpiece Classics” ซีซันที่ห้าได้เริ่มออกอากาศในอเมริกาในวันที่ 4 มกราคม ปี 2015

    ดีเร็ค จาโคบี้ (พระราชา)
    หนึ่งในนักแสดงละครเวทีและภาพยนตร์ที่เป็นที่รักและได้รับการยกย่องสูงสุด เป็นหนึ่งในสองนักแสดงที่ได้รับยศระดับชั้นอัศวิน (ร่วมกับเซอร์ลอว์เรนซ์ โอลิเวียร์) เขาได้แสดงในภาพยนตร์กว่า 50 เรื่อง รวมถึง “The King’s Speech”; “Hamlet”; “Henry V”; “Dead Again”; “Ironclad”; “Hereafter”; “Anonymous”; “There Be Dragons”; “A Bunch of Amateurs”; “Hippie Hippie Shake”; “The Golden Compass”; “Nanny McPhee”; “Gosford Park”; “Gladiator”; “Morris: A Life With Bells On”; “Underworld: Evolution”; “Bye Bye Blackbird”; “Joan of Arc: The Virgin Warrior”; “Aladdin”; “Enigma”; “The Secret of NIMH”; “The Odessa File”; “The Day of the Jackal” และ “Othello”

    ผลงานจอแก้วมากมายของเขาทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี รางวัลบาฟตาและรางวัลลูกโลกทองคำ จาโคบี้ได้รับรางวัลเอ็มมี อวอร์ดจากซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง “Frasier” และซีรีส์ซีบีเอสเรื่อง “The Tenth Man” และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบาฟตาจากซีรีส์บีบีซีเรื่อง “Last Tango in Halifax” และ “Breaking the Code”

    เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ (นางฟ้าแม่ทูนหัว)
    ได้แสดงในโปรเจ็กต์จอเงิน จอแก้วและละครเวทีหลายเรื่อง ทั้งในอเมริกาและอังกฤษ บ้านเกิดของเธอ ผลงานล่าสุดของเธอรวมถึง “Les Misérables,” “The Lone Ranger,” “Great Expectations,” “Dark Shadows,” “Alice in Wonderland” และ “Harry Potter and the Deathly Hallows: Part 2” ซึ่งเธอกลับมารับบทเบลลาทริกซ์ เลอสเตรนจ์ บทเดิมของเธอใน “Harry Potter and the Order of the Phoenix” รวมถึง “Harry Potter and the Half-Blood Prince” และ “Harry Potter and the Deathly Hallows: Part 1” หลังจากนี้ เธอจะได้แสดงใน “Alice in Wonderland: Through the Looking Glass” ในบทราชินีแดงอีกครั้งหนึ่ง

    เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด รางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลบาฟตา อวอร์ดจากการแสดงของเธอในภาพยนตร์เรื่อง “The King’s Speech” ประกบโคลิน เฟิร์ธ ก่อนหน้านี้ เธอเคยได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำและบาฟตา อวอร์ดและได้รับรางวัลอีฟนิง สแตนดาร์ด บริติช ฟิล์ม อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาแล้วจากบทคุณนายโลเว็ตต์ในเวอร์ชันภาพยนตร์ของมิวสิคัลโดยสตีเฟน ซอนด์เฮมเรื่อง “Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street” ที่ได้จอห์นนี เด็ปป์มารับบทนำ นอกจากนี้ เธอยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ รางวัลลูกโลกทองคำ รางวัลบาฟตาและรางวัลแซ็ก อวอร์ดจากการแสดงในดรามาพีเรียดโรแมนติกปี 1997 เรื่อง “The Wings of the Dove” ที่สร้างจากนิยายโดยเฮนรี เจมส์อีกด้วย การแสดงครั้งนั้นทำให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากสมาคมนักวิจารณ์หลายแห่ง รวมถึงสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์ลอสแองเจลิส, สมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์บรอดคาสต์, สมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติและสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์ลอนดอน

    นอนโซ อโนซีย์ (กัปตัน)
    นักแสดงผู้เกิดและเติบโตในกรุงลอนดอน ได้สะสมผลงานที่น่าชื่นชมในฐานะนักแสดงละครเวทีไว้มากมาย โดยเขาได้แสดงในโปรเจ็กต์ต่างๆ ทางโทรทัศน์อังกฤษ (“Stolen,” “Occupation” และ “Prime Suspect”), ภาพยนตร์ (“Cass,” “RocknRolla” และ “Atonement”) และละครเวที (“King Lear,” “Othello,” “Death and the King’s Horseman”)

    หลังจากนี้ เขาจะได้แสดงประกบรูนีย์ มาราและฮิวจ์ แจ็คแมนในภาพยนตร์โดยโจ ไรท์เรื่อง “Pan” ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึงทริลเลอร์ไซไฟเรื่อง “Ender’s Game,” “Boxing Day” และ “Jack Ryan: Shadow Recruit”

    เบน แชปลิน (พ่อของเอลล่า)
    นักแสดงชาวอังกฤษ มีผลงานจอแก้วและจอเงินที่น่าประทับใจทั้งในอเมริกาและต่างประเทศ เขาได้แสดงในซีรีส์อังกฤษเรื่อง “Bye Bye Baby,” ในดรามาพีเรียดโดยเมอร์แชนท์ ไอวอรีเรื่อง “The Remains of the Day” และในซีรีส์บีบีซีเรื่อง “Game On” ก่อนที่จะเปิดตัวในแวดวงภาพยนตร์ฮอลลีวูดด้วยคอเมดีเรื่อง “The Truth About Cats & Dogs”

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ “Washington Square,” “The Thin Red Line,” “Lost Souls,” “Birthday Girl,” “Murder by Numbers,” “Stage Beauty,” “The New World” และ “Me and Orson Welles”

    ด้านละครเวทีอังกฤษ เขาได้แสดงใน “The Neighbour,” “Peaches” และ “The Glass Menagerie” บนเวทีบรอดเวย์ เขาได้แสดงในละครเวทีเรื่อง “The Retreat From Moscow” ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโทนี อวอร์ด หลังจากนี้ เขาจะได้แสดงในภาพยนตร์โดยเดวิด เยทส์เรื่อง “Tarzan” และมินิซีรีส์เรื่อง “The Book of Negroes”

    เฮย์เลย์ แอทเวล (แม่ของเอลล่า)
    ล่าสุดได้รับบท เพ็กกี้ คาร์เตอร์ในภาพยนตร์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง “Captain America: The Winter Soldier” ซึ่งเป็นการกลับมารับบทสายลับที่เธอเคยแสดงมาก่อนใน “Captain America: The First Avenger” ปัจจุบัน เธอได้กลับมารับบทเดียวกันสำหรับมาร์เวลในซีรีส์เอบีซีเรื่อง “Agent Carter” หลังจากนนี้ เธอจะได้แสดงในซีรีส์ “Avengers: Age of Ultron” และภาพยนตร์เรื่อง “All Is by My Side” ภายใต้การกำกับของจอห์น ริดลีย์

    แอทเวลมีโปรเจ็กต์จอแก้วหลายเรื่อง รวมถึงรีเมกซีรีส์คัลท์คลาสสิกยุค 60s โดยไอทีวีเรื่อง “The Prisoner” ที่เธอรับบท ลูซี ประกบเอียน แม็คเคลลัน, จิม คาวีเซลและรูธ วิลสัน เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากการแสดงในดรามาทางแชนแนลโฟร์เรื่อง “The Pillars of the Earth” ที่สร้างจากนิยายโดยเคน ฟอลเล็ตต์ หลังจากนั้น เธอก็ได้แสดงให้กับแชนแนลโฟร์อีกครั้งใน “Any Human Heart” ในซีรีส์ที่ดัดแปลงจากนิยายโดยวิลเลียม บอยด์เรื่องนี้ แอทเวลรับบทเฟรยา คนรักลับๆ ของโลแกน ประกบคิม แคททรอล, จิลเลียน แอนเดอร์สันและทอม ฮอลแลนเดอร์

    เคนเนธ บรานาห์ (ผู้กำกับ)
    ) เป็นหนึ่งในผู้กำกับและนักแสดงที่สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองอย่างสม่ำเสมอมากที่สุดในโลก ในฐานะผู้กำกับและนักแสดง ผลงานของเขามีเอกลักษณ์ด้วยคุณภาพ ความจริงและความทุ่มเท

    ล่าสุด เขาได้กำกับภาคใหม่ล่าสุดของแฟรนไชส์เรื่อง “Jack Ryan” โดยทอม แคลนซี สำหรับพาราเมาท์ ซึ่งเขาแสดงร่วมกับคริส ไพน์และเคียรา ไนท์ลีย์ ในเดือนมกราคม ปี 2014 นอกเหนือจากนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ เขายังได้แสดงและร่วมกำกับ “Macbeth” สำหรับแมนเชสเตอร์ อินเตอร์เนชันแนล เฟสติวัล ในช่วงซัมเมอร์ปี 2013 ในเดือนมิถุนายน ปี 2014 บรานาห์ได้กลับมารับบทเดียวกันนี้และเปิดตัวบนเวทีละครนิวยอร์กใน “Macbeth” ที่ปาร์ค อะเวนิว อาร์มอรี ซึ่งเปิดตัวท่ามกลางเสียงวิจารณ์ชื่นชมและประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งด้านคำวิจารณ์และรายได้ นอกจากนี้ เขายังเพิ่งได้รับการติดยศอัศวินจากคุณูปการที่เขามีต่อแวดวงละครเวทีและชุมชนในไอร์แลนด์เหนือโดยสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่สองอีกด้วย

    ในปี 2011 บรานาห์ได้รับบทเซอร์ลอว์เรนซ์ โอลิเวียร์ในภาพยนตร์เรื่อง “My Week With Marilyn” ประกบมิเชล วิลเลียมส์ และกำกับโดยไซมอน เคอร์ติส การแสดงครั้งนี้ทำให้บรานาห์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม รวมถึงได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลแซ็ก อวอร์ด นี่เป็นครั้งที่ห้าแล้วที่เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ทำให้เขาเป็นหนึ่งในนักแสดงคนแรกๆ ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลห้าครั้งในห้าสาขา (สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ขนาดสั้นยอดเยี่ยม) ในปีเดียวกัน เขาได้กำกับภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยโดยมาร์เวลที่หลายคนจับตามอง “Thor” ที่นำแสดงโดยนาตาลี พอร์ทแมน, เซอร์แอนโธนี ฮ็อปกินส์และคริส เฮมส์เวิร์ธ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ไปกว่า 448 ล้านเหรียญทั่วโลก

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *