Django Unchained

Django Unchained | จังโก้ โคตรคนแดนเถื่อน

  • Genres:Action/Adventure, Western
    Running Time:2 hours 45 minutes
    Release Date:December 25, 2012
    MPAA Rating:R (for strong graphic violence throughout, a vicious fight, language and some nudity.)
    Distributors:The Weinstein Company
    Starring:Jamie Foxx, Christoph Waltz, Samuel L. Jackson, Leonardo DiCaprio, Kerry Washington, Gerald McRaney
    Directed by:Quentin Tarantino

    DJANGO UNCHAINED ที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นทางตอนใต้สองปีก่อนหน้าสงครามกลางเมืองจะอุบัติ นำแสดงโดยดาราตุ๊กตาทอง เจมี ฟ็อกซ์ในบท จังโก้ ทาสผู้ซึ่งประวัติร้ายกาจของเขากับอดีตนายจ้างทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับดร.คิง ชูลซ์ (คริสตอฟ วอลซ์ ดาราเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด) นักล่าค่าหัวชาวเยอรมัน ชูลซ์กำลังไล่ล่าพี่น้องฆาตกรบริทเทิล และมีเพียงจังโก้เท่านั้นที่สามารถนำทางเขาไปสู่เหยื่อที่เขาหมายปองได้ ชูลซ์ ผู้มีนิสัยพิลึกพิลั่น ได้ให้จังโก้นำทางเขา โดยสัญญาว่าจะปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระ หลังจากจับตัวพี่น้องบริทเทิลได้ ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย

    ความสำเร็จทำให้ชูลซ์ปล่อยตัวจังโก้ แม้ว่าทั้งคู่เลือกที่จะไม่แยกทางกันเดินก็ตาม ชูลซ์เลือกที่จะตามเด็ดหัวอาชญากรที่เป็นที่ต้องการ ตัวสูงสุดของฝ่ายใต้ โดยมีจังโก้เคียงข้าง จังโก้ ที่ขัดเกลาทักษะการล่าที่จำเป็น ยังคงมีปณิธานแน่วแน่อยู่กับสิ่งเดียว นั่นคือการตามหาและช่วยเหลือบรูมฮิลดา (เคอร์รี วอชิงตัน) ภรรยาที่เขาเสียไปให้กับการค้าทาสเมื่อนานมาแล้ว

    ท้ายที่สุดแล้ว การค้นหาของจังโก้และชูลซ์ก็นำพวกเขาไปหาเคลวิน แคนดี้ (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ด) เจ้าของ “แคนดี้แลนด์” ไร่ชื่อฉาวโฉ่ การสำรวจบริเวณไร่ภายใต้ข้ออ้างปลอมๆ ทำให้จังโกและชูลซ์ไปปลุกเร้าความสงสัยของสตีเฟน (ซามวล แอล. แจ็คสัน ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ด) ทาสที่ได้รับความไว้วางใจจากแคนดี้ การเคลื่อนไหวของพวกเขาถูกจับตามองและองค์กรร้ายก็รุกคืบโอบล้อมพวกเขาไว้ ถ้าจังโก้และชูลซ์จะหนีไปพร้อมกับบรูมฮิลดาให้ได้ล่ะก็ พวกเขาจะต้องเลือกระหว่างความเป็นตัวของตัวเองและความสามัคคี ระหว่างการเสียสละและการเอาตัวรอด…

    DJANGO UNCHAINED เขียนบทและกำกับโดยเควนติน ทารันติโน เจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด อำนวยการสร้างโดยสเตซีย์ เชอร์, เรจินัลด์ ฮัดลินและพิลาร์ ซาโวน ผู้ควบคุมงานสร้างคือฮาร์วีย์ และบ็อบ วีนสไตน์, ไมเคิล แชมเบิร์ก, แชนนอน แม็คอินทอชและเจมส์ สก็อตโดโพล DJANGO UNCHAINED จะเข้าฉายในอเมริกาในวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2012 และจะจัดจำหน่ายในต่างประเทศโดยโซนี พิคเจอร์ส

    เกี่ยวกับงานสร้าง
    การเดินทางสู่จอเงินของ DJANGO UNCHAINED เริ่มต้นเมื่อกว่าสิบปีก่อน เมื่อมือเขียนบท/ผู้กำกับเควนติน ทารันติโนคิดถึง จังโก้ ตัวละครเอกของเรื่องขึ้นมาเป็นครั้งแรก “จุดกำเนิดของไอเดียนี้ทั้งหมดเริ่มจากทาสคนหนึ่งที่กลายเป็นนักล่าค่าหัว และไปตามล่าเหล่านายทาส ที่ซ่อนตัวอยู่ตามไร่ครับ” ทารันติโนเล่า “ผมเพิ่งจะเริ่มลงมือเขียน และจังโก้ก็เสนอตัวเองกับผม ในตอนเริ่มต้น เขาเป็นคนแบบนั้น เป็นทาสคนที่หกจากเจ็ดคนที่ถูกโซ่ล่ามอยู่ด้วยกัน แต่เขาเริ่มเผยตัวเองให้ผมเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ผมเขียนงานไปเรื่อยๆ”

    แม้ว่า DJANGO UNCHAINED จะเกิดขึ้นในแอนตี้เบลลัม เซาธ์ ทารันติโนก็พบว่า เรื่องราวของจังโก้น่าจะถูกนำเสนอออกมาได้ดีที่สุดในรูปแบบเวสเทิร์น
    “ผมอยากจะสร้างหนังเวสเทิร์นมาโดยตลอด ผมชอบเวสเทิร์นทุกชนิดเลย แต่หนังพวกสปาเก็ตตี้ เวสเทิร์นเป็นหนังประเภทที่ผมโปรดปรานที่สุด ผมคิดว่าซักวันหนึ่งผมจะสร้างหนังขึ้นมาเรื่องหนึ่ง และมันก็จะอยู่ในโลกของเซอร์จิโอ คอร์บัชชีแบบนั้นน่ะครับ” ทารันติโนกล่าว

    สำหรับทารันติโน เวสเทิร์นเป็นตัวแทนของภาพสะท้อนที่งดงามและยิ่งใหญ่ของธรรมะและอธรรม เขาพบว่าสโคปและโครงสร้างของภาพยนตร์แนวนี้เหมาะกับเรื่องราวการดิ้นรนของชายคนนี้ที่จะลอบเข้าไปสอดแนมในไร่อื้อฉาว เพื่อช่วยภรรยาของเขา “มันคงไม่เลวร้ายไปกว่าชีวิตจริงหรอกครับ และมันก็คงไม่เซอร์เรียลไปกว่าชีวิตจริง ไม่โหดร้ายไปกว่าชีวิตจริงด้วย” ทารันติโนอธิบาย “มันเป็นเรื่องที่จินตนาการไม่ได้เลยถึงความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ ซึ่งก็ทำให้มันเพอร์เฟ็กต์ต่อการตีความแบบสปาเก็ตตี้ เวสเทิร์น ความเป็นจริงนี้เข้ากับผ้าใบผืนใหญ่ที่คุณสามารถคิดได้สำหรับเรื่องราวนี้ครับ”

    ผู้อำนวยการสร้างเรจินัลด์ ฮัดลินเห็นด้วยว่า ภาพยนตร์แนวนี้เป็นอะไรที่ไม่ธรรมดา แต่ก็เหมาะสมอย่างยิ่ง “โทนด้านศีลธรรมที่ผันแปร มุมมืด ความซับซ้อนทางศีลธรรมของทั้ง A FISTFUL OF DOLLARS และหนังของคอร์บัชชีมีอิทธิพลใหญ่หลวงต่อการเล่าเรื่องของเควนติน การศึกษาภาพยนตร์แนวนี้อย่างเข้มข้นของเขานำไปสู่แรงบันดาลใจในการผสมผสานการเล่าเรื่องของทาสกับสปาเก็ตตี้ เวสเทิร์น ซึ่งก่อให้เกิดหนังอย่างที่พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน”

    หลังจากที่ INGLOURIOUS BASTERDS เข้าฉายได้ไม่นาน ทารันติโนก็ขะมักเขม้นอยู่กับการเขียนบท DJANGO UNCHAINED และคริสตอฟ วอลซ์ เจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ดจาก BASTERDS ก็อยู่ร่วมในกระบวนการสร้างสรรค์นั้นด้วย “ผมได้อ่านบทตอนที่เขากำลังเขียนมันอยู่ครับ” วอลซ์ ผู้รับบทดร.คิง ชูลซ์ เล่า “มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาต่อหน้าต่อตาผม ผมไปที่บ้านของเควนตินและเขาก็จับผมนั่งลงที่โต๊ะ แล้ววางบทเรื่องนี้ตรงหน้าผม มองผมอ่านมัน มันเป็นพิธีการที่วิเศษสุด ผมประทับใจมากที่เขาไม่เพียงปล่อยให้ผมมีส่วนร่วมกับจุดกำเนิดของบทเรื่องนี้เท่านั้นแต่เขายังปล่อยให้ผมมีส่วนร่วมกับกระบวนการความคิดของเขาด้วยครับ”

    ด้วยความที่เขาเป็นแฟนดั้งเดิมของแนวสปาเก็ตตี้ เวสเทิร์นอยู่แล้ว เขาก็เลยชื่นชอบความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างบทกับภาพยนตร์แนวนี้ “ยุคทองของสปาเก็ตตี้ เวสเทิร์นเป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มสนใจหนังสมัยเด็กๆ ในช่วงปลายยุค 60s ต้น 70s และหลังจากนั้นครับ”

    คำว่า “จังโก้” เป็นคำที่แฟนๆ ภาพยนตร์สปาเก็ตตี้ เวสเทิร์นคุ้นหูเป็นอย่างดี ฟรังโก้ นีโรเคยรับบทตัวละครตัวนี้มาแล้วในปี 1966 ในเรื่อง DJANGO และนีโรก็ได้ร่วมรับบทคามีโอในภาพยนตร์เรื่อง DJANGO UNCHAINED ด้วย “สำหรับเราในออสเตรีย ‘จังโก้’ เป็นชื่อที่โด่งดัง ไม่ใช่แค่ฟรังโก้ นีโรเท่านั้น แต่เป็น ‘จังโก้’ ครับ” วอลซ์เล่า “หนังสปาเก็ตตี้ เวสเทิร์นทุกเรื่องที่ออกมา แม้แต่เรื่องที่ดังน้อยที่สุด ในเวอร์ชันเยอรมัน ยังมีคำว่า ‘จังโก้’ อยู่ในชื่อเรื่องเลย แม้ว่าจะไม่มีจังโก้ในพล็อตหรือเรื่องราวก็ตาม พวกเขาแค่ใส่คำว่า ‘จังโก้’ เข้าไปเพราะจังโก้เป็นคำสำคัญที่บ่งบอกถึงความเป็นหนังแนวนี้ ถ้ามันมีคำว่า ‘จังโก้’ อยู่ด้วย คุณจะรู้เลยว่ามันเป็นหนังสปาเก็ตตี้ เวสเทิร์นน่ะครับ”

    “ผมชื่นชอบการนำชื่อจังโก้กลับมาใช้ในความหมายที่มันมีต่อสปาเก็ตตี้ เวสเทิร์นและตำนานนั้น” ทารันติโนบอก “ในขณะเดียวกัน มันมีภาพยนตร์สี่สิบเรื่องเกี่ยวกับ DJANGO ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย แต่ก็มีที่ทางของตัวเองในประวัติศาสตร์สปาเก็ตตี้ เวสเทิร์นเช่นกัน ผมภูมิใจที่จะบอกว่าเราเป็นฉบับใหม่ของซีเควลที่ลอกเลียนแบบมาจาก DJANGO โดยไม่เกี่ยวข้องอะไรกับมันครับ”

    ในความเป็นจริงแล้ว DJANGO ต้นฉบับได้รับความนิยมมากจนภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ได้หยิบยืมชื่อนี้ไปเป็นเครื่องมือทางการตลาด ชื่อเรื่องที่ใช้จินตนาการมากหน่อยก็เช่น DJANGO, KILL, DJANGO THE AVENGER, VIVA! DJANGO และ BALLAD OF DJANGO

    ทารันติโนเขียนบทเสร็จในวันที่ 26 เมษายน ปี 2011 และเริ่มส่งมันให้เพื่อนๆ และเพื่อนร่วมงานของเขาอ่าน ขณะที่ “วันตีพิมพ์” ใกล้เข้ามา ทีมผู้อำนวยการสร้างก็เตรียมพร้อมสำหรับการถ่ายทำ “ตอนที่คุณได้ยินเควนตินพิมพ์งานในบ้านของเขา คุณก็มีเวลาเหลือเพียงแค่สองสามเดือนเท่านั้นค่ะ คุณต้องเริ่มโทรหานักแสดง โทรหา [ผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์] เจฟ แดชนอว์ โทรหา [ผู้ผสมเสียง] มาร์ค อูลาโน และคุณก็ต้องโทรหา [หัวหน้าแผนกแต่งหน้า] ฮีบา ธอริสด็อทเทียร์ คุณต้องโทรหาทุกคนบอกว่าเขาใกล้เสร็จงานแล้ว คุณจะต้องทำให้คิวทุกคนว่างเพราะเราเป็นครอบครัวเดียวกัน เราสร้างหนังหลายเรื่องมาด้วยกันและเราก็รักการทำงานด้วยกันค่ะ” ผู้อำนวยการสร้างพิลาร์ ซาโวนกล่าว

    ปฏิกิริยาต่อบทเป็นไปอย่างดีเลิศ ตัวฮัดลินเองชื่นชอบการถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมาและมีเอกลักษณ์ของการค้าทาสก่อนหน้าจะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น “เราไม่เพียงต้องจำส่วนที่ดีที่สุดของตัวเองเท่านั้น แต่ต้องจำส่วนที่เลวร้ายที่สุดของเราด้วย” ฮัดลินกล่าว “และเราก็จะไม่สามารถชื่นชมส่วนที่ดีที่สุดของตัวเราเองได้จนกว่าเราจะได้เห็นและยกย่องวีกรรมของผู้คนที่เห็นความชั่วร้ายและเผชิญหน้ากับมัน แม้ว่าตัวละครเหล่านี้จะเป็นตัวละครสมมติ แต่พวกเขาก็เป็นตัวแทนของชายและหญิงจริงๆ หลายร้อย หรือมากกว่านั้น ทั้งผิวขาวและผิวสี ที่ยืนหยัดเผชิญหน้ากับความชั่วร้ายและบอกว่า ‘ไม่’ น่ะครับ”

    เมื่อได้บทภาพยนตร์เรียบร้อยแล้ว ทารันติโนก็เริ่มต้นหานักแสดงที่เหมาะสม เจมี ฟ็อกซ์ เจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ดจาก RAY คว้าบท จังโก้ไปครอง “เราได้มาเจอกันและเขาก็เยี่ยมมาก” ทารันติโนเล่า “เขาเข้าใจเรื่องราว บริบทของเรื่องราวและความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ของหนังเรื่องนี้อย่างดี เขาเข้าใจมัน 100% เลย เขาเป็นนักแสดงที่เก่งและดูเพอร์เฟ็กต์สำหรับตัวละครตัวนี้ และเขายังมีคุณสมบัติความเป็นคาวบอยด้วย ตอนที่ผมได้พบเขา ผมจินตนาการว่าถ้าพวกเขาเลือกคนผิวสีในยุค 60s ให้เป็นดาราซีรีส์เวสเทิร์นล่ะก็ ผมนึกภาพเจมีในซีรีส์ของตัวเองได้เลยล่ะครับ เขาดูดีบนม้าและดูดีในชุดนั้นด้วย”

    ฟ็อกซ์ตอบสนองกับการตีแผ่ความทารุณของการค้าทาสอย่างตรงไปตรงมาในบท “มันเป็นบทที่เหลือเชื่อที่สุดเท่าที่ผมเคยอ่านมาตลอดชีวิต” ฟ็อกซ์กล่าว “ผมคิดว่า ‘ใครจะมีความกล้าและความรู้ที่จะบอกเล่ามันอย่างที่มันเป็นจริงๆ ล่ะ’ ผมคิดว่าวิธีที่เขาบอกเล่าเรื่องราวนี้ ที่ทั้งสมจริงและตรงไปตรงมา ถึงมันจะฉีกทึ้งเนื้อหนังของคุณออกมา ก็ช่างปะไรสิครับ นั่นคือสิ่งที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับกระบวนการนี้ครับ”

    ฟ็อกซ์ตั้งข้อสังเกตว่า ความทุ่มเทที่จังโก้และบรูมฮิลดามีต่อกันและกันทำให้เกิดหน้าต่างส่วนตัวที่มองเข้าไปยังตัวละครเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง “สมัยนั้น การแต่งงานเป็นข้อห้าม คุณอาจจะถูกฆ่าก็ได้ สมัยนั้น พวกเขาคลุมถุงชนหรือบีบให้มีการร่วมเพศกัน ดังนั้น ชายที่แข็งแรงที่สุดก็จะร่วมเพศกับหญิงผิวสีที่แข็งแรงที่สุด เพื่อที่จะได้ทาสที่แข็งแรงขึ้น พวกเขาไม่อยากให้คนผิวสีแต่งงานกัน ดังนั้น การที่จังโก้แต่งงานก็เลยเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผม นี่เป็นเรื่องรักครับ และนั่นก็คือสิ่งที่ขับดันเขา เขาไม่ได้พยายามจะหยุดการค้าทาส เขาไม่ได้พยายามจะทำอย่างอื่นนอกเหนือจากการตามหาคนรักของเขา ซึ่งมันก็เหมือนกับการงมเข็มในมหาสมุทรนั่นแหละครับ”

    “เหตุผลที่เราระวังตัวมากขึ้นเพราะมันเป็นสถานที่เลวร้าย” ฟ็อกซ์เล่าต่อ “มันเป็นช่วงเวลาอันตราย และบางครั้ง เราก็รู้สึกเหมือนมันพันธนาการเราไว้โดยไร้โซ่ ในเชิงเปรียบเปรยน่ะครับ”

    เคอร์รี วอชิงตัน ผู้รับบท บรูมฮิลดา ก็รู้สึกเชื่อมโยงกับสายสัมพันธ์ระหว่างบรูมฮิลดาและจังโก้ด้วยเช่นกัน “สิ่งที่ดึงดูดฉันเข้าหาโปรเจ็กต์นี้มากที่สุดคือไอเดียที่ว่าในยุคที่คนแทบทั้งโลกยึดติดกับความคิดที่ว่าคนที่มีเชื้อสายแอฟริกันไม่ใช่คน คุณกลับมีเรื่องราวรักนี้เกิดขึ้นระหว่างคนสองคนที่รักกันและกันมากเหลือเกิน ในยุคที่พวกเขาไม่สามารถแต่งงานกันได้ด้วยตัวเองตามกฎหมาย เพราะพวกเขาไม่ใช่ตัวของตัวเองด้วยซ้ำไป พวกเขาเป็นทรัพย์สินค่ะ ทั้งคู่ดิ้นรนหาวิธีที่จะได้อยู่ด้วยกันเพราะพลังแห่งรักและเพื่อทำตามคำปฏิญาณในการแต่งงานที่มีให้แก่กันในบริบทประวัติศาสตร์นี้ มันทรงพลังเหลือเกินค่ะ”

    นอกจากนี้ เธอยังมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง DJANGO UNCHAINED และผลงานโดยรวมของทารันติโนอีกด้วย “เขาไม่กลัวความรุนแรง ความมืดหม่นและด้านมืดของจิตวิญญาณค่ะ” วอชิงตันบอก “ฉันคิดว่าคุณต้องการคนที่ไม่กลัวเรื่องพวกนั้น เพื่อจะสามารถบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุคนี้ได้ เพราะเนื้อแท้แล้วมันเป็นเรื่องรัก คุณก็เลยต้องการคนที่เชื่อในความดีงามของมนุษย์ และเชื่อในความรัก เชื่อในความงามที่จะเกาะติดกับเรื่องราวความรักท่ามกลางความชั่วร้าย ความมืดหม่นและความโลภทั้งหมดนั้นได้ ฉันคิดว่ามันน่าทึ่งมากค่ะที่เขาสามารถถ่ายทอดทั้งสองแง่มุมนั้นออกมาได้”

    “ความรัก การช่วยเหลือ การเปลี่ยนแปลง นั่นคือจุดหมายปลายทางค่ะ นั่นคือการเดินทางที่เควนตินได้เขียนไว้ให้กับเจมีและเคอร์รีในหนังเรื่องนี้” ผู้อำนวยการสร้างสเตซีย์ เชอร์กล่าวเห็นด้วย

    ซามวล แอล. แจ็คสัน ผู้นำแสดงใน PULP FICTION และ JACKIE BROWN ให้กับทารันติโน อธิบายว่าความสนใจของเขาที่มีต่อ DJANGO UNCHAINED มีเป็นสองเท่า “มันเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เราที่มักจะถูกชะล้างหรือปรุงแต่งในแบบที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำครับ” แจ็คสันกล่าวพลางเสริมว่า “เป็นเรื่องเยี่ยมเสมอที่ได้ศึกษาความนึกคิดของตัวละครในเรื่องราวของเควนตินครับ”

    การถ่ายทำเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 28 พฤศจิกายน ปี 2011 ที่เมโลดี้ แรนช์ ในซานตา คลาริตา, แคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นสถานที่ที่แฟนๆ แนวเวสเทิร์นคุ้นเคยเป็นอย่างดี เมืองเวสเทิร์นแห่งนี้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของยีน ออทรี เคยถูกใช้ในภาพยนตร์คลาสสิกและซีรีส์โทรทัศน์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งรวมถึง STAGECOACH, HIGH NOON และ Gunsmoke ด้วย ฟ็อกซ์และวอลซ์ได้ฝึกฝนกับเจฟ แดชนอว์ ผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์และรัสตี้ เฮนดริคสัน คนฝึกม้า นานหลายเดือนก่อนหน้าที่จะต้องกระโจนขึ้นม้าสำหรับการถ่ายทำ “ผมชอบมันนะ” วอลซ์พูดถึงความสัมพันธ์ของเขากับม้าเพื่อนร่วมแสดงของเขา “พวกเขาแนะนำให้ผมรู้จักวิธีที่เป็นมากกว่าการขี่ม้า ผมชอบความจริงที่ว่าถ้าผมทำในสิ่งที่ถูกล่ะก็ ม้าจะเข้าใจ และถ้าม้าไม่เข้าใจล่ะก็ มันก็น่าจะเป็นเพราะผมไม่ได้สื่อสารออกมาอย่างชัดเจนน่ะครับ”

    การสื่อสารอย่างชัดเจนและการเตรียมตัวนานหลายสัปดาห์เป็นสิ่งจำเป็นเมื่อกองถ่ายย้ายไปที่บิ๊ก สกาย แรนช์ในซีมี วัลลีย์, แคลิฟอร์เนีย เพื่อถ่ายทำซีเควนซ์ที่สเปนเซอร์ เบนเน็ตต์รวมฝูงชนเพื่อปล้นรถม้าของชูลซ์ เพื่อให้สามารถเนรมิตซีเควนซ์ที่ประณีตบรรจงนี้ออกมาให้ได้ แดชนอว์จึงได้นำทีมนักขี่ม้าที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่เขาจะหาได้ ทำให้เกิดเป็นกลุ่มสตันท์แมนหลายรุ่นที่มีความสามารถสูงสุดในปัจจุบัน “เวลาของพวกเขาไม่มีใครเทียบได้เลย” แดชนอว์เล่า “เรามีเด็กๆ ตั้งแต่สิบเก้าปีไปจนถึงห้าสิบห้าปีในช็อตนั้น มันเป็นการเกลี่ยอายุคนออกไปน่ะครับ มันเป็นอะไรที่น่าพึงพอใจมากเพราะมันมีสตันท์แมนสามรุ่นอยู่ในนั้น ตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ รุ่นลูก พวกเขาอยู่ในนั้นทั้งหมดครับ”

    “ผมคิดว่าเรามีม้าสามสิบห้าตัวในฉากนั้นครับ” เฮนดริคสันบอก “แล้วเราก็มีม้าหลักๆ ยี่สิบตัวที่ถูกนำเข้าไปมิกซ์แอนด์แมทช์ตลอดทั้งเรื่อง ม้าบางตัวจะถูกจับคู่กับนักแสดงสามคนที่ไปๆ มาๆ ครับ”

    หลังจากการถ่ายทำที่เมโลดี้ แรนช์และบิ๊ก สกาย ทีมงานก็ได้ขึ้นมาและย้ายไปทางเหนืออีกสองร้อยไมล์ สู่โลน ไพน์, แคลิฟอร์เนีย ด้านนอกของเดธ วัลลีย์ HIGH SIERRA, BAD DAY AT BLACK ROCK และ THE OX-BOW INCIDENT เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพยนตร์หลายร้อยเรื่องที่ใช้อลาบามา ฮิลส์ของโลน ไพน์เป็นฉากหลัง ฉากพบกันครั้งแรกของจังโก้ (ฟ็อกซ์) และชูลซ์ (วอลซ์) ถูกถ่ายทำในป่าอินดีเพนเดนซ์ที่มืดหม่น ที่อยู่ทางตอนเหนือของโลน ไพน์

    เจมส์ รุสโวและเจมส์ เรมาร์ ผู้ร่วมแสดงใน THE COTTON CLUB ในปี 1983 ชื่นชอบการได้กลับมาร่วมงานกันเป็นระยะเวลาสั้นๆ ระหว่างการถ่ายทำซีเควนซ์เปิดเรื่อง DJANGO UNCHAINED “มันเยี่ยมไปเลย เราสนุกกันมาก อากาศในโลน ไพน์นี่ต่ำกว่าศูนย์องศาอีกครั้ง ผมคิดว่าเราอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลหมื่นฟุต ลมพัดโกรกเลย มันเป็นการถ่ายทำเวลาค่ำคืนที่ยาวนานมากๆ และผมก็ได้รับเกียรติให้นอนบนพื้นที่เยือกแข็งหลังจากถูกยิงด้วยครับ” เรมาร์เล่า

    โลน ไพน์หนาวเย็นพอที่จะสื่อถึงอากาศเย็นยะเยือกที่ทารันติโนต้องการจะแสดงออกมา “มันสำคัญมากๆ ต่อเควนตินเพราะเขาเชื่อในเวทมนตร์ของเอฟเฟ็กต์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ใช้ CGI และอิทธิพลของเวทมนตร์นั้นที่มีต่อผู้คน เราก็เลยไปยังสถานที่นี้ที่เราจะถ่ายทำฉากเปิดเรื่อง มีผู้ช่วยที่คอยตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณจะเห็นลมหายใจของตัวเอง ว่ามันทั้งหนาวพอและชื้นพอที่คุณจะเห็นลมหายใจตัวเองน่ะค่ะ” สเตซีย์ เชอร์เล่า

    “แต่พวกเขาทุกคนก็ไปไวโอมิงหลังจากนั้น” เรมาร์เล่า “ผมได้ยินว่าความหนาวของโลน ไพน์เด็กๆ ไปเลย”

    เนื่องด้วยไม่มีหิมะตกในแมมมอธ, แคลิฟอร์เนีย ทีมงานก็เลยต้องรีบย้ายไปยังแจ็คสัน, ไวโอมิง ที่ซึ่งแกรนด์ เททันส์กลายเป็นฉากหลังให้กับฉากฤดูหนาวของเรื่อง ผู้ออกแบบงานสร้างไมเคิล ริวาได้อธิบายว่าการไม่มีหิมะตกเป็นเรื่องของโชคชะตาบันดาลอย่างไร “เราต้องแยกกอง ขนส่งมันทางรถบรรทุกไปยังไวโอมิง มันสวยมากครับ มันมีสถานที่หลายแห่งที่ยอดเยี่ยมจริงๆ อย่างลำธาร หุบเขาที่เต็มไปด้วยหิมะ หรือศูนย์อนุรักษ์กวางเอลค์ มันเริ่มจะเปิดรับกองถ่ายทำ หนังเรื่องนี้มีฟอร์มใหญ่มากๆ และสโคปของมันก็ยิ่งใหญ่จริงๆ ครับ”

    “การย้ายไปแจ็คสัน โฮลเป็นเรื่องของโชคชะตาค่ะ การถ่ายทำในไวโอมิงทำให้หนังเรื่องนี้ยิ่งใหญ่ขึ้นอีกในหลายๆ ด้าน มันทำให้การเดินทางของจังโก้ยิ่งใหญ่ขึ้นอีกค่ะ” ซาโวนกล่าวชื่นชม

    ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ, ซามวล แอล. แจ็คสัน, ดอน จอห์นสัน, วอลท์ ก๊อกกินส์, ดานา กูเรียร์, นิโคล กาลิเซียและลอรา คายูเอ็ทท์ได้ร่วมแสดงใน DJANGO UNCHAINED เมื่อทีมงานมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่อบอุ่นกว่าอย่างนิวออร์ลีนส์, หลุยส์เซียนา ตัววอลซ์เองมีความสุขกับช่วงเวลาในนิวออร์ลีนส์อย่างมาก เขาให้ความเห็นว่า “ผมมาจากดินแดนทุ่งหญ้าอัลไพน์ครับ มันมีหนองน้ำ เป็นพื้นที่ซับทรอปิคอล ที่ไม่ได้มีแต่ภูมิประเทศและพืชพันธุ์เท่านั้น แต่ยังมีสัตว์ที่อาศัยอยู่ในนั้น อย่างเต่า จระเข้และงูด้วย มันสนุกจริงๆ ครับ”

    เอฟเวอร์กรีน แพลนเทชัน สถานที่ประวัติศาสตร์ที่อยู่ห่างออกไปนอกเมืองประมาณหนึ่งชั่วโมง ถูกใช้เป็นคฤหาสน์เบนเน็ตต์ของดอน จอห์นสัน “คุณจะจินตนาการได้เลยว่าในยุคนั้น มันจะเป็นภาพที่สวยงามแค่ไหน จังโก้ในชุดสูทลอร์ดฟอนเติลรอยน้อยและดร.ชูลซ์ในรถม้า ที่มีฟันทองซี่โต อุดด้วยทองคำ เดินย่ำไปมา มันเป็นพื้นที่ที่เงียบสงบในเทนเนสซีครับ” จอห์นสันพูดถึงความพิลึกของฉากที่ถูกถ่ายทำที่เอฟเวอร์กรีน

    จอห์นสันเป็นเพื่อนร่วมแสดงที่น่ายินดีสำหรับทีมนักแสดง ฟ็อกซ์ ผู้รับบท ทับส์ในภาพยนตร์โดยไมเคิล แมนน์เรื่อง MIAMI VICE ยินดีกับการร่วมงานกับคนที่เป็นต้นกำเนิดของบท คร็อกเก็ต “มันเหมือนการได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ อย่างยูนิคอร์น และนี่ก็คือดอน จอห์นสันครับ” ฟ็อกซ์รำพึง “เขาเป็นตัวเลือกที่ดี เขาแสดงได้อย่างสมบทบาทและก็ไม่มีตัวละครตัวไหนเลยที่น่าชื่นชอบในหลายๆ แง่มุมเพราะพวกเขาไม่ควรจะเป็นแบบนั้นครับ”

    “ดอนเป็นชาวใต้ และนั่นคือสิ่งสำคัญสำหรับเควนตินค่ะ” เชอร์บอก “พวกเขารู้จักกันมาหลายปีแล้ว มันเป็นเรื่องเยี่ยมเพราะการถ่ายทำกินเวลาเขามาก เขาจากไป แล้วเขาก็กลับมา เราตื่นเต้นเสมอตอนที่เขากลับมาหาเราน่ะค่ะ”

    ที่ตรงข้ามกับชุดสูทสีขาวของจอห์นสันคือการตัดสินใจเรื่องชุดที่กล้าหาญมากกว่า นั่นคือชุด “บลู บอย” ของจังโก้ “เจมีชอบบลู บอยค่ะ” ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ชาเรน เดวิสบอก “ในการลองชุดครั้งแรก เราพยายามจะจัดการกับชุดแรกของเขาก่อน นั่นคือชุดวีรบุรุษ แต่เขาตื่นเต้นกับบลู บอยมากกว่า เขาสวมบทตัวละครตัวนั้นเสียสนิท เขาเป็นจังโก้ที่คิดว่า ‘พระเจ้า ฉันเพิ่งเคยได้สวมเสื้อผ้าใหม่เป็นครั้งแรกในชีวิต’ บอกตามตรงเลยนะคะ คุณแทบจะให้เขาถอดชุดนั้นไม่ได้เลย เขาชอบมันมากค่ะ”

    ที่พักส่วนของทาสที่ปรากฏใน DJANGO UNCHAINED ก็เป็นส่วนหนึ่งของเอฟเวอร์กรีนเช่นกัน “คุณไม่สามารถเดินในสถานที่เหล่านั้น โดยไม่หลั่งน้ำตาหรือรู้สึกอะไรบางอย่างได้หรอกครับ” ฟ็อกซ์พูดถึงประสบการณ์การถ่ายทำในสถานที่แห่งนั้น “ผมพาลูกอายุสามขวบครึ่งและสิบแปดปีของผมไปกับผมด้วย และผมก็ปล่อยให้พวกเขาเดินอยู่ที่นั่น ผมบอกว่า ‘นี่คือที่มาของลูก’ นั่นเป็นที่ที่เราต้องไปเพื่อที่เราจะได้เดินหน้าเล่าเรื่องราวนี้ต่อไปได้ครับ”

    หลังจากการเผชิญหน้าระหว่างจังโก้และพี่น้องบริทเทิล ทีมงานก็ย้ายไปด้านนอกของแคนดี้แลนด์ ที่มองลงไปเห็นไร่อ้อยของเอฟเวอร์กรีน แพลนเทชัน “เราตัดสินใจใช้พื้นที่ราบใหญ่ ที่เหมือนกับไวเอธนิดๆ เหมือนกับ DAYS OF HEAVEN หน่อยๆ เป็นพื้นที่สะอาด เรียบง่าย ที่ไม่บ่งบอกความนัยใดๆ ทั้งสิ้นครับ” ริวากล่าว “ผมคิดว่าเราทำได้ด้วยการตั้งมันให้อยู่ใจกลางที่ราบนั้น และเราก็ปล่อยให้เกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นข้างในครับ”

    ภายในของแคนดี้แลนด์ถูกตั้งอยู่บนสเตจที่เซคคันด์ ไลน์ สตูดิโอ ในนิวออร์ลีนส์ “ผมเห็นได้ชัดเจนว่าตัวละครของลีโอเป็นปีศาจ ผมก็เลยอยากจะห้อมล้อมเขาด้วยสีแดงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ริวาพูดถึงการออกแบบไร่ “สำหรับจังโก้และชูลซ์ ผมคิดว่าพวกเขาเป็นฮีโรเวสเทิร์น พวกเขาเป็นเหมือนนิโคตินอุ่นๆ เป็นอำพัน ผมพยายามจะรักษาสีสันเหล่านั้นเอาไว้ในแต่ละฉาก ในตอนจบ ทุกอย่างมืดหม่นลง มันมีสีแดงมากขึ้น ทุกอย่างซีเรียสขึ้น มันไม่ได้ซับซ้อนมากนัก แต่สำหรับผมแล้ว มันช่วยแบ่งแยกโลกทั้งสองใบที่มาปะทะกันครับ”

    ไมเคิล ริวาจากไประหว่างการถ่ายทำ DJANGO UNCHAINED “ฉันรู้สึกโชคดีจริงๆ ที่ได้ร่วมงานกับเขาและรู้จักเขาในการทำงานแต่ละวัน เขาเป็นคนและศิลปินที่มหัศจรรย์ ขี้เล่น สร้างสรรค์ ปราดเปรื่องและน่ารักค่ะ” เชอร์บอก

    แคนดี้แลนด์เป็นแกนกลางสำคัญของปฏิบัติการชั่วร้ายที่ทรงพลังโดยเคลวิน แคนดี้ “สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับแอนตี้เบลลัมคือถ้าคุณมีทาส มันก็เหมือนกับคุณมีบริษัทยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันน่ะครับ” ทารันติโนบอก “สมัยนั้น คุณมีบริษัทใหญ่ก็จริง แต่ก็จะเป็นครอบครัวซะมากกว่า”

    ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ พลิกรับบทผู้ร้ายเป็นครั้งแรกกับบทเคลวิน แคนดี้ เจ้าของผู้ตั้งชื่อให้กับแคนดี้แลนด์ “เขามีระดับความมุ่งมั่นและความจริงจังเกี่ยวกับงานของเขาที่ฉันคิดว่าคนคงมองไม่เห็นเพราะเขาเงียบมากๆ และเขาก็ถ่อมตัวมากๆ เป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว เขาเป็นคนที่ได้เรียนรู้จากโรเบิร์ต เดอ นีโรใน THIS BOY’S LIFE ตอนเป็นหนุ่มๆ เขาเป็นคนที่แคร์ผู้กำกับที่เขาร่วมงานด้วยและนำเอาความเฉลียวฉลาด ความทุ่มเทและความปรารถนาที่จะพาคุณเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเข้าไป” เชอร์พูดถึงดิคาปริโอ

    “เขาบอกผมว่าเขาสนใจเรื่องนี้” ทารันติโนพูดถึงดิคาปริโอ “ผมพยายามจะไม่กะเกณฑ์อะไรกับตัวละครในบทให้เฉพาะเจาะจงลงไป และพยายามจะไม่อธิบายเขามากนัก เพื่อที่มันจะได้เปิดกว้างต่อการตีความ แต่ผมก็นึกถึงนักแสดงที่อายุมากกว่านี้ แต่พอลีโออ่านบทและชอบมัน เราก็มาเจอกันและเริ่มคุยกันครับ”

    ดิคาปริโอได้สร้างความประทับใจและคอนเซ็ปต์ที่ทารันติโนมีต่อตัวละครตัวนี้ก็เปลี่ยนแปลงไป “ผมเริ่มจินตนาการว่ามันง่ายแค่ไหนถ้าจะปรับให้เขาเป็นคาลิกูลา เป็นจักรพรรดิหนุ่มน่ะครับ” ทารันติโนบอก “พ่อของพ่อของพ่อเขาเริ่มก่อตั้งธุรกิจฝ้ายขึ้นมาและพ่อของพ่อเขาก็สืบทอดกิจการ ทำให้มันมีกำไร และพ่อของเขาก็ทำให้มันมีกำไรมากยิ่งขึ้นไปอีก ตอนนี้ เขาเป็นแคนดี้รุ่นที่สี่ที่สืบทอดกิจการฝ้ายและเขาก็เบื่อกับมัน เขาไม่แคร์เรื่องฝ้าย นั่นทำให้เขาสนใจนักสู้แมนดินโก้ แต่เขาเป็นเหมือนเจ้าชายขี้หงุดหงิด เขาเป็นหลุยส์ที่สิบสี่ในราชวังแวร์ซายส์ ผมก็เลยอยากจะเล่นกับไอเดียนั้น ของกษัตริย์หลุยส์ที่สิบสี่ แต่ในดินแดนทางใต้ แคนดี้แลนด์เป็นชุมชนปิด ที่ยาวประมาณ 65 ไมล์ นั่นเป็นดินแดนย่อมๆ เลย เขามีพลังของราชา เขาสามารถสั่งประหารคนได้ หรือทำอะไรตามที่เขาต้องการก็ได้”

    “หนึ่งในแง่มุมที่ชั่วร้ายที่สุดของเขาคือเขามีเสน่ห์ และเขาก็ไม่คิดว่าเขาทำอะไรผิดเลย” เรมาร์พูดถึงเหตุผลของแคนดี้ “เขาเป็นคนที่มีเงิน อำนาจและเวลาเหลือเฟือเกินไป และเขาจะบงการชีวิตใครก็ได้ เขาเป็นคาลิกูลาครับ เขาบ้าทีเดียว แต่เขาก็มีเหตุผลให้กับมัน คนจะไม่ชอบเขาหรอก แต่พวกเขาจะเคารพงานของเขา ผมหมายถึงตอนที่ผมดูหนังเรื่องนี้ ผมรู้สึกถูกดึงดูดมากๆ เขาเป็นคนชัดเจนและใส่ใจรายละเอียดอย่างมากครับ”

    วอลท์ ก็อกกินส์ ผู้รับบท บิลลี แครช ให้ความเห็นถึงความซับซ้อนของลำดับอำนาจของแคนดี้แลนด์ว่า “เขาเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อเลี้ยงระบบไร่นี้เอาไว้ เพราะบิลลี แครชมีชีวิตที่ค่อนข้างสุขสันต์ บิลลี แครชและสตีเฟนมีความเข้าใจที่ดีต่อกันว่าเราจะต้องทำให้มันเดินหน้าต่อไปเพราะเราจะได้ค่าจ้างและชีวิตของเราที่แคนดี้แลนด์ก็ดีทีเดียวล่ะ”

    สตีเฟน ตัวละครของซามวล แอล. แจ็คสันอาจจะมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนที่สุดกับแคนดี้ “พอเราเริ่มอ่านบทกันในลอสแองเจลิส ผมก็ค้นพบว่าผมอยากจะพาเขาไปไหน เขาเป็นใครและผมอยากให้เขาเป็นอะไรครับ” แจ็คสันพูดถึงสตีเฟน “มันมีความสัมพันธ์น่าสนใจระหว่างลีโอกับผมที่เข้าคู่กันได้ดีกับความสัมพันธ์ระหว่างจังโก้และดร.ชูลซ์ ความสัมพันธ์ของพวกเขาเกือบจะเทียบได้กับความสัมพันธ์ของเราครับ”

    “ผมอยู่ที่นี่ตั้งแต่พ่อของเขายังอยู่นี่และอาจจะใช้คลุกคลีกับเขาสมัยเด็ก เหมือนกับเลี้ยงดูเขาขึ้นมา ผมเกือบจะเหมือนพ่อที่เขาไม่มีน่ะครับ” แจ็คสันบอก “เรามีความสัมพันธ์ในที่ส่วนตัวซึ่งแตกต่างกับความสัมพันธ์ที่เรามีต่อหน้าสาธารณชน ตัวละครของลีโอยอดเยี่ยมมาก และตอนที่เราอยู่ตามลำพัง เขาก็กลายเป็นเด็กที่ผมเคยดูแล สอนสิ่งต่างๆ ให้ และพูดคุยด้วย และมีความสัมพันธ์ที่เข้มงวดกว่าในแง่ของการดูแลให้เขาอยู่กับร่องกับรอยและเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นน่ะครับ”

    แจ็คสันได้ร่วมงานกับช่างแต่งหน้า อัลลัน อาโปนและแจ็ค การ์เบอร์ เพื่อออกแบบลักษณะที่สูงอายุและกร้านโลกของสตีเฟน “ขอบคุณพระเจ้าที่เควนตินใช้เวลาในนี้กับเราและรอจนกว่าเราจะได้สิ่งที่ใช่ครับ” แจ็คสันบอก “เราทดลองแต่งหน้ากันเจ็ดหรือแปดแบบกว่าเราจะได้แบบนี้ออกมา”

    แม้ว่าวอลซ์และคายูเอ็ทจะเคยร่วมงานกับทารันติโนมาแล้ว ความสัมพันธ์ที่ผ่านๆ มาก็ดูจืดชืดไปเลยเมื่อเทียบกับการตอบโต้ระหว่างทารันติโนและแจ็คสัน “ความสัมพันธ์ระหว่างเควนตินและแซมจะทำให้คุณอิจฉา ประมาณว่า ‘ว้าว ให้ตายเหอะ พวกเขารู้จักกันดีจริงๆ’ น่ะครับ” ฟ็อกซ์กล่าวติดตลก “และผมก็อยากจะมีความสัมพันธ์แบบนั้นกับเควนตินที่นี่เหมือนกัน พวกเขารู้จักกันดี พวกเขาคอยสนับสนุนกันและกัน พวกเขาเข้าใจกัน พวกเขาคิดสิ่งละอันพันละน้อยขึ้นมา ที่ผมคิดว่าไม่อยู่ในบทด้วยซ้ำไป แต่มันช่วยเสริมแต่งทุกอย่าง ซามวล แจ็คสันเป็นผู้มีความสามารถอย่างแท้จริงครับ”

    DJANGO UNCHAINED ยังทำให้แจ็คสันได้กลับมาร่วมงานกับเคอร์รี วอชิงตัน เพื่อนร่วมแสดงของเขาจาก MOTHER AND CHILD และ LAKEVIEW TERRACE อีกครั้งด้วย “ผมดีใจเสมอที่ได้ร่วมงานสร้างสรรค์กับเคอร์รี เธอมีธรรมชาติที่อ่อนโยน นุ่มนวลและงดงามมากๆ ที่เต็มไปด้วยความเปราะบางที่อำพรางความแข็งแกร่งที่เธอมีอยู่ภายในตัวเธอ ผมแค่ชื่นชอบการมีปฏิสัมพันธ์กับเธอ ทุกครั้งที่เราได้อยู่ด้วยกัน ก็มีบางสิ่งพิเศษสุดเกิดขึ้นครับ” แจ็คสันบอก

    “เธอเป็นคนที่เราทุกคนแคร์ที่สุดครับ” ฟ็อกซ์กล่าวเสริม “ถ้าคุณคุยกับเควนติน ลีโอและทุกคน เราอยากจะทำให้แน่ใจว่าเธอโอเคเพราะเธอต้องผ่านนรกครับและการได้ดูเธอผ่านนรกทุกวันก็เป็นเรื่องน่าลำบากใจครับ”

    ภาษาที่สองของบรูมฮิลดาเป็นสิ่งที่เบี่ยงเบนสมาธิของวอชิงตันได้เป็นอย่างดี “การเรียนภาษาเยอรมันเป็นประโยชน์สำหรับฉันจริงๆ” วอชิงตันเล่า “พอบทนี้ถูกเสนอมาให้กับฉัน ฉันก็ตะลึงด้วยความกลัวเพราะฉันเข้าใจดีเลยว่าบทนี้จะยากแค่ไหนสำหรับฉันในแง่ของอารมณ์น่ะค่ะ ฉันไม่รู้ว่าจะเข้าถึงมันได้ยังไง ฉันกังวลมากเพราะฉันรู้สึกได้เลยว่าโลกของเธอดิบเถื่อนแค่ไหน บทเรียนภาษาเยอรมัน การทำความเข้าใจกับมันทำให้ฉันเข้าถึงบรูมฮิลดาในแบบที่ไม่ถาโถมจนเกินไปในตอนแรกค่ะ การพัฒนาส่วนนั้นของฉันช่วยให้ฉันสวมบทตัวละครตัวนี้ได้โดยไม่รู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังจะหายใจไม่ออกจากความเศร้าโศกของบทนี้น่ะค่ะ”

    ลอรา คายูเอ็ท รับบท ลารา ลี พี่สาวของแคนดี้ “ฉันคิดว่าบทบาทของเธอในแคนดี้แลนด์ และในหนังเรื่องนี้คือการนำความงดงามมาสู่โลกที่ทารุณมากๆ นี้ค่ะ” คายูเอ็ทบอก “ในมุมกว้าง ฉันคิดว่าเธอเป็นตัวแทนของชาวใต้แบบเก่า ฉันคิดว่าเธอเป็นตัวแทนของสิ่งที่ผู้ชายทำสงครามเพื่อมัน รวมถึงความน่าขันและความงดงามของการทำให้เธอแต่งตัวแบบนั้น และทำทรงผมแบบนั้นน่ะค่ะ”

    “ครั้งแรกที่เราได้เห็นเธอ เธอเป็นเหมือนกับบลังเช ดูบัวส์นิดๆ ค่ะ เธอสามารถทำได้ ในชุดถัดไปของเธอ เธอแต่งตัวเหมือนราชินีอลิซาเบธ มีมงกุฏ ใช้สีสันแบบราชนิกูล ชีวิตทั้งชีวิตของเธออาจมีแต่การสวมเสื้อผ้าก็ได้ เธอหย่าร้างแล้ว และเธอก็เป็นหัวหน้าครอบครัว ครอบครัวเธอร่ำรวย เธอก็เลยแต่งตัวอย่างหรูหราเสมอค่ะ” ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ชาเรน เดวิสกล่าว

    เดนนิส คริสโตเฟอร์ ผู้รับบท โมกาย พบว่าการถ่ายทำเรื่องนี้เป็นโอกาสที่คาดไม่ถึงสำหรับเขาในการศึกษาความจริงเกี่ยวกับการค้าทาส “ทาสไม่ใช่แค่จุดด่างพร้อยเล็กๆ ในประวัติศาสตร์ แต่มันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในประเทศนี้ และความเลวร้ายของมันก็เป็นสิ่งที่เราต้องมองดูครับ ผมได้ทำการค้นคว้ามามากก่อนที่ผมจะเริ่มงานนี้และสิ่งหนึ่งที่ผมได้มาก็คือผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับมันในโรงเรียนน้อยเหลือเกิน และคุณก็ไม่รู้หรอกว่าคนเราสามารถชั่วร้ายได้แค่ไหนจนกว่าคุณจะพูดถึงมัน จนกว่าคุณจะเริ่มต้นบทสนทนา จนกว่าคุณจะอธิบายมันออกมาน่ะครับ”

    เจมส์ เรมาร์กลับมากองถ่ายอีกครั้ง ครั้งนี้ในบทบุทช์ พูช บอดี้การ์ดของแคนดี้ “ผมไม่ได้เป็นคนใต้ ผมเป็นบอดี้การ์ดอาชีพ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความนัยใดๆ ทั้งสิ้นของแคนดี้แลนด์ ผมมีหน้าที่เดียว นั่นคือการคุ้มกันเคลวิน แคนดี้” เรมาร์บอก

    ทีมงานได้เดินทางครั้งสุดท้ายไปยังบริเวณลอสแองเจลิส เพื่อปิดกล้องในวันที่ 24 กรกฎาคม ปี 2012 “มันเป็นการผจญภัยอย่างแท้จริงค่ะ” วอชิงตันกล่าว “เราอยู่ในไวโอมิงกันหนึ่งสัปดาห์ และสัปดาห์ถัดมา เราก็อยู่กันในหลุยส์เซียนา แล้วเราก็อยู่กันในลอสแองเจลิส เราเดินทางทั่วไปหมดในแบบที่ตัวละครตัวนี้เดินทางข้ามอเมริกาเพื่อตามหาภรรยาของเขา ฉันคิดว่าการผจญภัยเพื่อสร้างหนังเรื่องนี้และการผจญภัยของจังโก้ เป็นการเดินทางที่ยิ่งใหญ่เพื่อความรัก ซึ่งฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าทึ่งทีเดียวค่ะ”

    เจมี่ ฟ็อกซ์ (จังโก้ ) นักแสดงเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ศิลปินและนักแสดงตลกเจ้าของรางวัลแกรมมี อวอร์ด เป็นหนึ่งในเพอร์ฟอร์เมอร์หลากความสามารถที่หาได้ยากยิ่งในฮอลลีวูด

    ล่าสุด ฟ็อกซ์ได้แสดงประกบเจนนิเฟอร์ อนิสตัน, เควิน สเปซีย์และเจสัน
    เบทแมนในคอเมดีที่ประสบความสำเร็จของนิวไลน์ ซีเนมาเรื่อง HORRIBLE BOSSES เมื่อเร็วๆ นี้ เขายังได้พากย์เสียงคอเมดีผจญภัยยอดนิยมของทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์รูปแบบ 3D RIO ในบทนกคานารีชื่อ ‘นิโก้’ RIO ทำรายได้ไปกว่า 450 ล้านเหรียญทั่วโลก

    เจมี ฟ็อกซ์ยังได้ขยายบทบาทของตัวเองไปครอบคลุมหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างอีกด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้ควบคุมงานสร้างซีรีส์สเก็ตช์ คอเมดีใหม่ ที่นำแสดงโดยแอฟฟิออน คร็อกเก็ตต์ ที่มีชื่อว่า In the Flow with Affion Crockett สำหรับทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ เทเลวิชัน นอกจากนี้ เขายังได้อำนวยการสร้าง THUNDER SOUL สารคดีที่ติดตามอดีตสมาชิกวงแคชเมียร์ ไฮสคูล สเตจ แบนด์ของฮูสตัน ที่กลับบ้านหลังจาก 35 ปี เพื่อเล่นคอนเสิร์ตการกุศลให้กับ “อาจารย์” วัย 92 ปี หัวหน้าวงที่รักของพวกเขา ผู้ทลายกำแพงสีผิวและแปลงโฉมวงแจ๊สของโรงเรียน

    นอกเหนือจากผลงานภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมแล้ว ฟ็อกซ์ยังประสบความสำเร็จในแวดวงดนตรีอีกด้วย ในเดือนธันวาคมปี 2010 เขาได้ปล่อยอัลบัมชุดที่สี่ของตัวเองในชื่อ Best Night of My Life ที่ฟีเจอริงเดรค, จัสติน ทิมเบอร์เลค, ริค รอส, ที.ไอ. และศิลปินคนอื่นๆ ในเดือนมกราคม ปี 2010 เพลงอันดับหนึ่ง “Blame It” ของฟ็อกซ์และที-เพนจากอัลบัมที่ผ่านมา Intuition ได้รับรางวัล “การแสดง R&B ยอดเยี่ยมโดยคู่ดูโอ/วง” จากเวทีแกรมมี อวอร์ดครั้งที่ 52

    ฟ็อกซ์ได้รับบทคามีโอสุดฮาประกบโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์และแซ็ค กาลิฟิอานาคิสใน DUE DATE ผลงานกำกับเรื่องใหม่ของท็อดด์ ฟิลลิปส์หลังจาก THE HANGOVER นอกจากนี้ ฟ็อกซ์ยังได้แสดงโรแมนติกคอเมดียอดนิยมของแกร์รี มาร์แชลเรื่อง VALENTINE’S DAY ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2010 ทีมนักแสดงชั้นนำของเรื่องรวมถึงจูเลีย โรเบิร์ตส์, แอชตัน คุทเชอร์, แบรดลีย์ คูเปอร์, เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์, เจสสิกา บีล, จอร์จ โลเปซและแพทริค เดมป์ซีย์

    ในปี 2009 ฟ็อกซ์ได้แสดงประกบเจอราร์ด บัตเลอร์ในทริลเลอร์ดรามาโดยโอเวอร์เจอร์ ฟิล์มส์เรื่อง LAW ABIDING CITIZEN และเขาก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถอันทรงพลังและความเคารพที่เขามีต่อการแสดงสมมติในภาพยนตร์ที่สร้างแรงบันดาลใจของโจ ไรท์เรื่อง THE SOLOIST ที่เขารับบทนาธาเนียล แอนโธนี เอเยอร์ส นักดนตรีอัจฉริยะที่มีชีวิตอยู่จริง เขาเกิดอาการทางจิตเภทและต้องดร็อปจากจูเลียร์ด กลายมาเป็นนักดนตรีพเนจร ที่เร่ร่อนไปตามท้องถนนในลอสแองเจลิส ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นจากบทความ 12 ตอนโดยสตีฟ โลเปซ คอลัมนิสต์ลอสแองเจลิสไทม์ ที่รับบทโดยโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์

    ในเดือนกันยายน ปี 2007 ฟ็อกซ์ได้แสดงใน THE KINGDOM ซึ่งเขารับบทหัวหน้าทีมต่อต้านผู้ก่อการร้าย ที่ตามล่าผู้รับผิดชอบเหตุระเบิดโจมตีชาวอเมริกันที่ทำงานในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ฟ็อกซ์ยังได้ปิดงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2007 ด้วย LIFE SUPPORT ภาพยนตร์ที่เขาทำหน้าที่ควบคุมงานสร้างและนำแสดงโดยควีน ลาติฟาห์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงสร้างแรงบันดาลใจของแม่ผู้เอาชนะอาการเสพติดโคเคน และกลายเป็นแม่ตัวอย่างและนักเคลื่อนไหวรณรงค์เรื่องโรคเอดส์ในชุมชนผิวสี

    ในเดือนธันวาคม ปี 2006 ฟ็อกซ์ได้แสดงในเวอร์ชันภาพยนตร์ของมิวสิคัลบรอดเวย์เรื่อง DREAMGIRLS ประกบบียอนเซ โนว์ล, เจนนิเฟอร์ ฮัดสันและเอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประเภทมิวสิคัล คอเมดี และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยม และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็นเอเอซีพี อิเมจ อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ เขายังได้รับกาเสนอชื่อชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากบทเคอร์ติส เทย์เลอร์ จูเนียร์ของเขาอีกด้วย

    ในเดือนมกราคม ปี 2006 ฟ็อกซ์ได้ประกาศการร่วมมือกับซิริอุส แซทเทิลไลท์ เรดิโอ เพื่อก่อตั้งสถานีวิทยุ 24 ชั่วโมงของเขาเองในชื่อ ฟ็อกซ์โฮล โดยสถานีวิทยุนี้จะผสมผสานระหว่างคอเมดีและดนตรี อัลบัม Unpredictable ของเขาขึ้นอันดับท็อปของชาร์ตในช่วงปลายเดือนธันวาคม ปี 2005 และต้นปี 2006 มันครองอันดับหนึ่งนานห้าสัปดาห์และทำยอดขายได้กว่าหนึ่งล้านก็อปปี้ใน 20 วัน ฟ็อกซ์ได้รับการเสนอชื่อชิงแปดรางวัลบิลบอร์ด มิวสิค อวอร์ด สามรางวัลแกรมมี อวอร์ด หนึ่งรางวัลโซล เทรน มิวสิค อวอร์ดและสองรางวัลอเมริกัน มิวสิค อวอร์ด ในสาขาศิลปินชายยอดนิยม อัลบัมนี้ได้รับการเสนอชื่อชิงสามรางวัลแกรมมี อวอร์ดในปี 2006 ซึ่งรวมถึงสาขาอัลบัม R&B ยอดเยี่ยม, เพลง Love Changes ที่ฟีเจอริงแมรี เจ. บลายจ์ สำหรับสาขาการแสดง R&B ยอดเยี่ยมโดยคู่ดูโอหรือวงและแทร็ค Unpredictable ฟีเจอริงลูดาคริส สาขาการร้องเพลง/แร็ปร่วมกัน

    ในปี 2005 การแสดงของฟ็อกซ์ในบท เรย์ ชาร์ลส์ ศิลปินในตำนานในภาพยนตร์ชีวประวัติที่กำกับโดยเทย์เลอร์ แฮ็คฟอร์ดเรื่อง RAY ทำให้เขาได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และมันก็เป็นหนึ่งในการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดในอาชีพนักแสดงของเขา นอกเหนือจากรางวัลออสการ์แล้ว เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดร่วมกับทีมนักแสดงของเรื่อง และคว้ารางวัลลูกโลกทองคำ รางวัลสมาพันธ์นักแสดง (แซ็ก) รางวัลบาฟตาและเอ็นเอเอซีพี อิเมจ อวอร์ด รวมถึงรางวัลนักวิจารณ์หลายสำนักสำหรับการแสดงของเขาใน RAY ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมในฐานะนักแสดงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดแห่งปี 2005

    นอกจากนี้ ในปี 2005 ฟ็อกซ์ยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ ลูกโลกทองคำ แซ็ก อวอร์ด บาฟตา อวอร์ดและอิเมจ อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากการแสดงประกบทอม ครูซในทริลเลอร์ดรามาโดยไมเคิล แมนน์เรื่อง COLLATERAL แต่ผลงานที่ยอดเยี่ยมของฟ็อกซ์ในปี 2005 ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น เพราะฟ็อกซ์ยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ รางวัลแซ็ก อวอร์ดและได้รับรางวัลอิเมจ อวอร์ดสาขานักสดงนำชายยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ของเขาจากบทสแตน “ตุ๊กกี้” วิลเลียมส์ อดีตสมาชิกแก๊งผู้ผันตัวไปเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ในภาพยนตร์เอฟเอ็กซ์ เน็ตเวิร์คเรื่อง Redemption

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้ไดแก่ภาพยนตร์โดยไมเคิล แมนน์เรื่อง ALI ประกบวิล สมิธ, ภาพยนตร์โดยไมเคิล แมนน์เรื่อง MIAMI VICE ประกบโคลิน ฟาร์เรล, ภาพยนตร์ดรามาสงครามอ่าวเปอร์เซียโดยแซม เมนเดสเรื่อง JARHEAD ประกบเจค จิลเลนฮัล, STEALTH, BAIT, BOOTY CALL, THE TRUTH ABOUT CATS AND DOGS และ THE GREAT WHITE HYPE ฟ็อกซ์ได้แจ้งเกิดบนจอเงินในปี 1999 เมื่อโอลิเวอร์ สโตนได้เลือกเขาให้รับบทควอเตอร์แบ็ค วิลลีย์ บีเมนใน ANY GIVEN SUNDAY ประกบอัล ปาชิโน

    เจมี ฟ็อกซ์ เริ่มมีชื่อเสียงในฐานะนักแสดงตลก ซึ่งเขาได้สะสมชื่อเสียงจากโปรเจ็กต์ที่ทะเยอทะยานมากมาย หลังจากคลุกคลีอยู่ในแวดวงคอเมดี เขาก็ได้ร่วมกับคีแนน ไอวอรี วายันส์, จิม แครีย์, เดมอน วายันส์และทอมมี เดวิดสัน แสดงในซีรีส์สเก็ตช์ คอเมดีชื่อดังทางฟ็อกซ์ In Living Color และช่วยสร้างช่วงเวลาที่ตลกที่สุดและน่าจดจำที่สุดของรายการ ในปี 1996 เขาได้เริ่มซีรีส์ของตัวเองในชื่อ The Jamie Foxx Show ซึ่งเป็นหนึ่งในรายการที่มีเรตติ้งสูงสุดทางดับบลิวบี เน็ตเวิร์ค ในช่วงห้าปีที่มันแพร่ภาพ ฟ็อกซ์ไม่เพียงแต่นำแสดงในรายการนี้เท่านั้น แต่เขายังได้เป็นผู้ร่วมสร้างและผู้ควบคุมงานสร้างของรายการนี้ พร้อมทั้งได้กำกับหลายเอพิโซดด้วยตัวเองอีกด้วย

    คริสตอฟ วอลซ์ (ดร.คิง ชูลซ์) ได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ด แซ็ก อวอร์ด บาฟตา ลูกโลกทองคำและรางวัลจากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จากบทผู้พันนาซีฮันส์แลนดาในภาพยนตร์โดยเควนติน ทารันติโนเรื่อง INGLOURIOUS BASTERDS

    ล่าสุด เขาได้แสดงใน CARNAGE ที่ดัดแปลงจากละครเวทีรางวัลโทนีของยัสมินา เรซาเรื่อง God of Carnage โรแมน โปแลนสกี้เป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยมีวอลซ์แสดงประกบเคท วินสเล็ต, โจดี้ ฟอสเตอร์และจอห์น ซี. ไรลีย์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์เวนิสในวันที่ 1 กันยายน ปี 2011 และเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์นิวยอร์กในวันที่ 30 กันยายน ปี 2011 ภาพยนตร์เรื่องนี้จัดจำหน่ายในอเมริกาโดยโซนี พิคเจอร์ส คลาสสิกในเดือนธันวาคม ปี 2011

    นอกเหนือจากนั้น วอลซ์ยังเพิ่งแสดงภาพยนตร์เรื่อง THE THREE MUSKETEERS ให้กับผู้กำกับพอล ดับบลิว.เอส. แอนเดอร์สันและซัมมิท เอนเตอร์เทนเมนต์อีกด้วย วอลซ์รับบทพระคาร์ดินัล ริเชลู ประกบนักแสดงชั้นนำจากหลากหลายชาติ ซึ่งได้แก่มิลลา โจโววิช, ออร์ลันโด บลูม, แมทธิว แม็คเฟเยน, แมดส์ มิคเคลสันและจูโน เทมเปิล ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในวันที่ 14 ตุลาคม ปี 2011

    ในเดือนเมษายน ปี 2011 วอลซ์จะได้ร่วมแสดงใน WATER FOR ELEPHANTS ภาพยนตร์ที่ริชาร์ด ลากราวานิส ดัดแปลงจากนิยายโดยซารา กรูเอน ในเรื่องนี้ วอลซ์จะรับบทครูฝึกสัตว์ประกบรีส วิทเธอร์สปูนและโรเบิร์ต แพททินสัน ก่อนหน้านั้น วอลซ์รับบทผู้ร้าย ชัดนอฟสกี้ ในภาพยนตร์โดยมิเชล กอนดรี้เรื่อง THE GREEN HORNET ประกบเซธ โรแกนและคาเมรอน ดิแอซ

    วอลซ์มีผลงานในแวดวงจอแก้ว จอเงินและละครของยุโรปมานานกว่าสามทศวรรษ ผลงานภาพยนตร์ของเขาได้แก่ GUN-SHY, LAPISLAZULI ที่เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน, DORIAN, SHE, FALLING ROCKS, ORDINARY DECENT CRIMINAL, OUR GOD’S BROTHER, THE BEAST, BERLIN BLUES และ ANGST ด้านจอแก้ว เขาได้แสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลอดอล์ฟ กริมม์เรื่อง Der Tanz mit dem Teufel – Die Entfuhrung des Richard Oetker และ Dienstreise – Was fur eine Nacht Dienstreise ผลงานเรื่อง Du Bist Nicht Allein – Die Roy Black Story ทำให้วอลซ์ได้รับรางวัลบาวาเรียนและรางวัลเยอรมัน ทีวี อวอร์ด รวมไปถึงรางวัลสิงโตทองคำอาร์ทีแอลอีกด้วย

    ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ (เคลวิน แคนดี้) เป็นนักแสดงเจ้าของรางวัลผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ดสามครั้ง ล่าสุด เขาได้รับบทนำใน J.EDGAR ภายใต้การกำกับของคลินท์ อีสต์วู้ด เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ คริติกส์ ชอยส์และแซ็ก อวอร์ดจากผลงานของเขาในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก่อนหน้า J.EDGAR เขาได้แสดงในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์โดยคริสโตเฟอร์ โนแลนเรื่อง INCEPTION และทริลเลอร์ดรามาเรื่อง SHUTTER ISLAND ซึ่งเป็นผลงานเรื่องที่สี่ที่เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับมาร์ติน สกอร์เซซี ปัจจุบัน เขากำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง THE GREAT GATSBY ที่เขารับบทนำ ภายใต้การกำกับของบาซ ลูห์แมน

    เขาได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ครั้งล่าสุดในปี 2007 จากการแสดงของเขาในดรามาโดยเอ็ดเวิร์ด ซวิคเรื่อง BLOOD DIAMOND และเขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ รางวัลคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดและรางวัลสมาพันธ์นักแสดง (แซ็ก) จากผลงานของเขาในภาพยนตร์เรื่องนั้นอีกด้วย ในปีเดียวกันนั้นเอง ดิคาปริโอยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ บาฟตา อวอร์ด คริติกส์ ชอยส์และแซ็ก อวอร์ดจากการแสดงของเขาในภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่อง THE DEPARTED ที่กำกับโดยผู้กำกับมาร์ติน สกอร์เซซี นอกจากนี้ เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์นักแสดงสาขาการแสดงยอดเยี่ยมร่วมกับเพื่อนนักแสดงใน THE DEPARTED ของเขาอีกด้วย

    ก่อนหน้านี้ เขาเคยได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ดมาแล้วจากการแสดงของเขาในภาพยนตร์อัตชีวประวัติชื่อดังปี 2004 เรื่อง THE AVIATOR การสวมบทโฮเวิร์ด ฮิวจ์ของดิคาปริโอในเรื่องนั้นยังทำให้เขาได้รับรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมประเภทดรามา รวมถึงได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดและรางวัลบาฟตาอีกด้วย นอกเหนือจากนั้น เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลสมาพันธ์นักแสดง ครั้งหนึ่งในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมและอีกครั้งหนึ่งในสาขาการแสดงยอดเยี่ยม จากการเป็นส่วนหนึ่งของทีมนักแสดงของเรื่อง THE AVIATOR ด้วย

    นอกเหนือจากงานแสดงแล้ว ดิคาปริโอยังได้ก่อตั้งแอปเปียน เวย์ บริษัทโปรดักชันของตัวเองขึ้นมา ภายใต้แบนเนอร์นี้ เขาได้เขียนบท อำนวยการสร้าง ให้เสียงบรรยายสารดีที่มีธีมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเรื่อง THE 11th HOUR ผลงานสร้างเรื่องอื่นๆ ของแอปเปียนได้แก่ SHUTTER ISLAND และ THE AVIATOR ที่เคยพูดถึงมาก่อนแล้ว รวมไปถึง THE IDES OF MARCH, RED RIDING HOOD, ORPHAN และ PUBLIC ENEMIES

    ดิคาปริโอเกิดในฮอลลีวูด, แคลิฟอร์เนีย เขาเริ่มต้นการเป็นนักแสดงตั้งแต่อายุ 14 ปี เขาได้แจ้งเกิดเมื่อผู้กำกับไมเคิล เคตัน-โจนส์เลือกเขาให้รับบทโทเบียส วูล์ฟในดรามาอัตชีวประวัติของวูล์ฟปี 1993 เรื่อง THIS BOY’S LIFE ในปีเดียวกันนั้นเอง ดิคาปริโอได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์โดยแลสซี ฮอลสตรอมเรื่อง WHAT’S EATING GILBERT GRAPE ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์และลูกโลกทองคำเป็นครั้งแรกจากการรับบทเด็กหนุ่มปัญญาอ่อน นอกเหนือจากนั้น เขายังได้รับรางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และรางวัลนิว เจนเนอเรชัน อวอร์ดจากสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์ลอสแองเจลิสจากผลงานของเขาในภาพยนตร์เรื่องนี้อีกด้วย

    ในปี 1995 ดิคาปริโอได้นำแสดงในภาพยนตร์สามเรื่องที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เริ่มต้นจากเวสเทิร์นโดยแซม ไรมีเรื่อง THE QUICK AND THE DEAD นอกจากนี้ เขายังได้รับเสียงชื่นชมจากการรับบทจิม แคร์รอล หนุ่มติดยาในดรามาสะเทือนอารมณ์เรื่อง THE BASKETBALL DIARIES และบทนักกวีที่มีความคิดเสรีเกี่ยวกับเซ็กส์ อาร์เธอร์ ริมบ็อดในภาพยนตร์โดยแอ็กเนียสกา ฮอลแลนด์เรื่อง TOTAL ECLIPSE ในปีถัดมา ดิคาปริโอได้นำแสดงในภาพยนตร์ร่วมสมัยของบาซ ลูห์แมนที่ดัดแปลงจาก WILLIAM SHAKESPEARE’S ROMEO + JULIET ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน นอกเหนือจากนั้น เขาและเพื่อนร่วมแสดง ใน MARVIN’S ROOM ยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดสาขาการแสดงยอดเยี่ยมอีกด้วย ในปี 1997 ดิคาปริโอได้นำแสดงในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่อง TITANIC ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำลายทุกสถิติบ็อกซ์ออฟฟิศและได้รับรางวัลออสการ์ถึง 11 สาขา ซึ่งรวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผลงานภาพยนตร์เรื่องถัดไปของเขาได้แก่บทคู่ใน THE MAN IN THE IRON MASK, THE BEACH, ภาพยนตร์โดยวู้ดดี้ อัลเลนเรื่อง CELEBRITY, ภาพยนตร์โดยสตีเวน สปีลเบิร์กเรื่อง CATCH ME IF YOU CAN (ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำอีกครั้ง), GANGS OF NEW YORK (ผลงานเรื่องแรกที่เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับมาร์ติน สกอร์เซซี), ภาพยนตร์โดยริดลีย์ สก็อตเรื่อง BODY OF LIES และภาพยนตร์โดยแซม เมนเดสเรื่อง REVOLUTIONARY ROAD ซึ่งทำให้ดิคาปริโอได้แสดงร่วมกับวินสเล็ตอีกครั้งและทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงลูกโลกทองคำครั้งที่เจ็ด

    ดิคาปริโอเป็นที่รู้จักดีจากความทุ่มเทในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระดับโลกของเขา ที่สร้างสรรค์โปรเจ็กต์ต่างๆ มากมายเช่นสารคดีเรื่อง 11th Hour เป็นหัวหอกในโครงการรณรงค์เรื่องต่างๆ ให้สาธารณชนได้รับรู้และก่อตั้งมูลนิธิลีโอนาร์โด ดิคาปริโอขึ้น เขารับหน้าที่เป็นหนึ่งในบอร์ดบริหารกองทุนเวิล์ด ไวลด์ไลฟ์ ฟันด์, สภาป้องกันทรัพยากรธรรมชาติและกองทุนอินเตอร์เนชันแนล ฟันด์ ฟอร์ แอนนิมอล เวลแฟร์

    ซามวล แอล. แจ็คสัน (สตีเฟน) ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ทำงานหนักที่สุดในฮอลลีวูด เขาเป็นดาราดังอย่างไร้ข้อกังขา ซึ่งมีข้อพิสูจน์จากการที่ภาพยนตร์ของเขาทำรายได้รวมกันมากกว่านักแสดงคนอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์

    แจ็คสันได้สร้างชื่อในแวดวงภาพยนตร์ด้วยบทจูลส์ มือปืนเจ้าความคิด ในภาพยนตร์โดยเควนติน ทารันติโนเรื่อง PULP FICTION นอกเหนือจากเสียงวิจารณ์ชื่นชมที่ได้รับจากการแสดงเรื่องนี้แล้ว เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและลูกโลกทองคำสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมและรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากบริติช อคาเดมี ออฟ ฟิล์ม แอนด์ เทเลวิชัน อาร์ตส์อีกด้วย

    ล่าสุด เขาเพิ่งเปิดตัวบนเวทีบรอดเวย์ที่เบอร์นาร์ด บี. จาค็อบส์ เธียเตอร์ในละครโดยคาโทริ ฮอลเรื่อง The Mountaintop ที่ร่วมแสดงโดยแองเจลา บาสเซ็ทท์และกำกับโดยเคนนี ลีออน The Mountaintop มีเรื่องราวเกิดขึ้นในคืนก่อนที่จะมีการลอบสังหารผู้นำผู้เรียกร้องสิทธิพลเมือง มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ที่รับบทโดยแจ็คสัน ละครเรื่องนี้ปิดม่านการแสดงในวันที่ 22 มกราคม ปี 2012 ล่าสุด เขาเพิ่งเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง THE AVENGERS ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์หลายตอนตามข้อตกลงกับมาร์เวล สตูดิโอส์ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เข้าฉายในวันที่ 4 พฤษภาคม ปี 2012 เมื่อเร็วๆ นี้ แจ็คสันได้แสดงในภาพยนตร์เอชบีโอเรื่อง The Sunset Limited ที่ดัดแปลงจากละครโดยคอร์แม็ค แม็คคาร์ธี โดยทอมมี ลี โจนส์ร่วมแสดงและกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้

    ในเดือนกันยายน ปี 2010 เขาได้รับบทพี.เค. ไฮสมิธในภาพยนตร์โดยโคลัมเบีย พิคเจอร์สเรื่อง THE OTHER GUYS นอกเหนือจากนั้น แจ็คสันยังได้ร่วมแสดงในดรามาอินดีเรื่อง MOTHER AND CHILD ที่กำกับโดยโรดริโก การ์เซียอีกด้วย เขาได้รับรางวัลอิเมจ อวอร์ดและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดจากผลงานของเขา นอกจากนี้ เขายังได้แสดงบทนิค ฟิวรีในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง IRON MAN 2 หลังจากที่ได้สร้างความประหลาดใจด้วยบทคามีโอนี้มาแล้วใน IRON MAN เมื่อปี 2008 เขาได้กลับมารับบทเดิมอีกครั้งใน CAPTAIN AMERICA ในซัมเมอร์ปี 2011

    แจ็คสันเริ่มต้นอาชีพนักแสดงบนละครเวทีหลังจากที่เขาสำเร็จการศึกษาจากมอร์เฮาส์ คอลเลจในแอตแลนตา ในสาขาการละคร ผลงานละครของเขารวมถึง Home, A Soldier’s Play, Sally/Prince และ The District Line นอกจากนี้ เขายังได้รับบทดั้งเดิมในละครสองเรื่องของออกัสต์ วิลสันที่เยล รีเพอร์ทอรี เธียเตอร์อีกด้วย ในนิวยอร์ก เชคสเปียร์ เฟสติวัล แจ็คสันได้แสดงในละครเรื่อง Mother Courage and Her Children, Spell #7 และ The Mighty Gents

    ในปี 2008 ภาพยนตร์ของแจ็คสันได้แก่ทริลเลอร์โดยนีล ลาบู๊ทเรื่อง LAKEVIEW TERRACE ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์โดวิลล์ ตามมาด้วยคอเมดีโดยไดเมนชัน สตูดิโอส์เรื่อง SOUL MEN ประกบเบอร์นีย์ แม็ค ผู้ล่วงลับ และแอ็กชันดรามาโดยแฟรงค์ มิลเลอร์เรื่อง THE SPIRIT ซึ่งเขารับบทตัวร้าย “อ็อกโตปุส” นอกจากนี้ ในปี 2008 แจ็คสันยังได้แสดงในภาพยนตร์แอ็กชันไซไฟท่กำกับโดยดั๊ก ลีแมนเรื่อง JUMPER สำหรับทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์อีกด้วย

    ในปี 2007 แจ็คสันได้แสดงนำในดรามาชื่อดังเรื่อง RESURRECTING THE CHAMP และได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์สยองขวัญที่ประสบความสำเร็จสำหรับวีนสไตน์ โค. เรื่อง 1408 ซึ่งสร้างจากนิยายโดยสตีเฟน คิง ในช่วงต้นปีนั้น แจ็คสันได้แสดงในภาพยนตร์โดยเคร็ก บรูเออร์เรื่อง BLACK SNAKE MOAN และดรามาสงครามเอ็มจีเอ็มโดยเออร์วิน วิงค์เลอร์เรื่อง HOME OF THE BRAVE

    ในปี 2006 แจ็คสันได้แสดงในภาพยนตร์คัลท์คลาสสิกเรื่อง SNAKES ON A PLANE ที่กำกับโดยเดวิด เอลลิส นอกจากนั้น เขายังได้แสดงประกบจูลีแอนน์ มัวร์ในภาพยนตร์โดยเรฟโวลูชัน สตูดิโอเรื่อง FREEDOMLAND ที่กำกับโดยโจ ร็อธ และสร้างจากนิยายเบสต์เซลเลอร์ชื่อเดียวกันอีกด้วย นอกจากนี้ เขายังได้รับบทเอเจนท์ เดอร์ริค แวนน์ในภาพยนตร์นิวไลน์เรื่อง THE MAN ประกบยูจีน เลวีอีกด้วย

    ในช่วงต้นปี 2005 แจ็คสันได้นำภาพยนตร์พาราเมาท์ พิคเจอร์สเรื่อง COACH CARTER ขึ้นอันดับหนึ่งของชาร์ตบ็อกซ์ออฟฟิศสุดสัปดาห์ โดยแจ็คสันรับบท เคน คาร์เตอร์ โค้ชบาสเก็ตบอลไฮสคูลที่มีชีวิตอยู่จริง ผู้เป็นแบบอย่างและผู้กระตุ้นให้นักเรียนประสบความสำเร็จทั้งในห้องเรียนและคอร์ทบาสเก็ตบอล COACH CARTER เข้าฉายในคืนเปิดงานเทศกาลภาพยนตร์ปาล์ม สปริงส์อันทรงเกียรติ และแจ็คสันก็ได้รับรางวัลความสำเร็จแห่งอาชีพสาขาการแสดงจากเทศกาลนี้อีกด้วย

    นอกจากนี้ แจ็คสันยังได้แสดงประกบจูเลียต บินอชในภาพยนตร์อินดีโดยโซนี คลาสสิกส์เรื่อง IN MY COUNTRY ที่สร้างจากนิยายเบสต์เซลเลอร์เรื่อง Country of My Skull โดยแอนจี้ คร็อก นักเขียนชาวแอฟริกาใต้ โดยแจ็คสันรับบทนักข่าวชาวอเมริกัน ที่ต้องรับมือนโยบายแบ่งแยกสีผิว เมื่อหนังสือพิมพ์ของเขามอบหมายให้เขาไปติดตามข่าวการไต่สวนของคณะกรรมการแสวงหาความจริงและสมานฉันท์ ที่จัดตั้งโดยอาร์คบิช็อป เดสมอน ตูตู IN MY COUNTRY กำกับโดยจอห์น บูร์แมนและอำนวยการสร้างโดยบ็อบ ชาร์ทอฟ และไมค์ เมดาวอย

    ในปี 2005 แจ็คสันได้กลับมารับบทเอเจนท์ออกัสตัส กิบบอนส์อีกครั้งหนึ่งใน XXX: STATE OF THE UNION และรับบทเมซ วินดูใน STAR WARS; EPISODE III: THE REVENGE OF THE SITH และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทำรายได้ถล่มทลายในบ็อกซ์ออฟฟิศ อีกทั้งทำลายสถิติรายได้เปิดตัวมากมาย ตามความคาดหมาย ในปี 2004 แจ็คสันได้ “ปรากฏตัว” ในบท โฟรโซนในภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยอนิเมชันของดิสนีย์เรื่อง THE INCREDIBLES ซึ่งทำรายได้ถล่มทลาย ภาพยนตร์เรื่องนี้เขียนบทและกำกับโดยแบรด เบิร์ดและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รวมถึงได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ในปี 2003 แจ็คสันได้แสดงใน S.W.A.T สำหรับโคลัมเบีย ไทรสตาร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่กำกับโดยคลาร์ค จอห์นสัน เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักโทษผู้เป็นราชายาเสพติด เขาถูกเคลื่อนย้ายตัวโดยทีม S.W.A.T. ของกรมตำรวจนิวยอร์ก เพื่อให้ทางส่วนกลางคุมขัง แต่ทุกอย่างก็พลิกผันเมื่อราชายาเสพติดผู้นี้เสนอเงิน 100 ล้านเหรียญให้กับทุกคนที่สามารถทำให้เขาเป็นอิสระได้ โคลิน ฟาร์เรลและมิเชล โรดริเกซร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

    ในปี 2002 แจ็คสันได้แสดงประกบเบน แอฟเฟล็คในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จทั้งเชิงรายได้และคำวิจารณ์ของพาราเมาท์เรื่อง CHANGING LANES โดยแจ็คสันได้แสดงได้อย่างเข้มข้นและน่าเห็นใจในบทพ่อผู้อับโชค แต่ก็มุ่งมั่นที่จะเอาคืนกับชายผู้เอาเปรียบเขา นอกจากนั้น ในปี 2002 แจ็คสันยังได้แสดงและควบคุมงานสร้างภาพยนตร์โดยโซนี/สกรีน เจมส์เรื่อง FORMULA 51 ที่ร่วมแสดงโดยโรเบิร์ต คาร์ไลล์ แสดงในทริลเลอร์ไซไฟเรื่อง XXX และกลับมารับบทเมซ วินดูอีกครั้งในภาคที่สองของ STAR WARS EPISODE II: ATTACK OF THE CLONES โดยจอร์จ ลูคัส

    ในปี 2001 แจ็คสันได้แสดงในภาพยนตร์โดยเจอร์ซีย์ แฟรนไชส์/ยูนิเวอร์แซลเรื่อง CAVEMAN’S VALENTINE ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่กำกับโดยคาซี เลมมอนส์ ติดตามเรื่องราวของชายไร้บ้านในนิวยอร์ก ซิตี้ ที่พบเห็นเหตุฆาตกรรม นอกจากนี้ เขายังรับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เป็นภาพยนตร์อินดีที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในรอบปีอีกด้วย นี่เป็นโปรเจ็กต์ที่สองที่เขาได้ร่วมงานกับคาซี เลมมอนส์ โดยเรื่องแรกคือภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง EVE’S BAYOU ซึ่งเขาอำนวยการสร้างในปี 1997 ในปี 2000 แจ็คสันได้แสดงประกบบรูซ วิลลิสในดรามาระทึกขวัญโดยมือเขียนบท/ผู้กำกับ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลัน เรื่อง UNBREAKABLE สำหรับดิสนีย์ เอไลจาห์ ไพรซ์ ตัวละครของแจ็คสัน ชายนั่งรถเข็นผู้น่าสงสัย ผู้มีทฤษฎีที่ไม่น่าจะเป็นจริง เป็นผู้กุมกุญแจของคำถามสำคัญของเรื่องที่ว่า “Are You Unbreakable?”

    นอกจากนี้ ในปี 2000 แจ็คสันได้แสดงนำในภาพยนตร์โดยจอห์น ซิงเกิลตัน ประกบคริสเตียน เบลและวาเนสซา วิลเลียมส์ เขาได้รับบทผู้พันเทอร์รี ไชล์เดอร์ส เจ้าหน้าที่ทหารที่ถูกไต่สวนจากการสั่งทหารให้ยิงประชาชนในดรามาเกี่ยวกับศาลของพาราเมาท์เรื่อง RULES OF ENGAGEMENT ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยวิลเลียม ฟรายด์คินและร่วมแสดงโดยทอมมี ลี โจนส์ ทั้ง SHAFT และ RULES OF ENGAGEMENT ต่างก็ได้เข้าฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์โดวิลล์ปี 2000 ซึ่งแจ็คสันได้รับรางวัลความสำเร็จแห่งชีวิต

    ในปี 1999 แจ็คสันได้แสดงในภาพยนตร์โดยวอร์เนอร์ บรอส. เรื่อง DEEP BLUE SEA ให้กับผู้กำกับเรนนี ฮาร์ลิน นอกจากนี้ เขายังได้รับบทคามีโอในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมอย่างสูงของจอร์จ ลูคัสเรื่อง STAR WARS EPISODE I: THE PHANTOM MENACE ในปี 1998 เขายังได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง THE NEGOTIATOR และในภาพยนตร์โดยฟรังซัวส์ จิราร์ดเรื่อง THE RED VIOLIN อีกด้วย ในปี 1997 เขาได้แสดงใน JACKIE BROWN ภาพยนตร์เรื่องที่สองของเขากับผู้กำกับเควนติน ทารันติโน สำหรับเรื่องหลังนี้ เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลหมีเงินสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในคอเมดีจากงานเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน ปลายปีนั้น เขาได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง 187

    แจ็คสันได้แสดงประกบแซนดรา บุลล็อค, แมทธิว แม็คคอนนาเฮย์และเควิน สเปซีย์ในภาพยนตร์ปี 1996 โดยโจเอล ชูมัคเกอร์เรื่อง A TIME TO KILL ที่ดัดแปลงจากนิยายชื่อดังของจอห์น กริสแฮม การแสดงของเขาในเรื่องนี้ทำให้แจ็คสันได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลเอ็นเอเอซีพี อิเมจ อวอร์ด นอกจากนี้ เขายังได้แสดงประกบบรูซ วิลลิสใน DIE HARD WITH A VENGEANCE ภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดทั่วโลกในปี 1995 อีกด้วย ในปี 1991 แจ็คสันได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการรับบทคนติดยาในภาพยนตร์โดยสไปค์ ลีเรื่อง JUNGLE FEVER เมื่อเขาได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมรางวัลแรกและรางวัลเดียวที่มอบโดยคณะกรรมการตัดสินงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัลสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์นิวยอร์กสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากการแสดงครั้งนั้นอีกด้วย

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ TWISTED, SPHERE, THE LONG KISS GOODNIGHT, HARD EIGHT, KISS OF DEATH, LOSING ISAIAH และ AMOS AND ANDREW รวมไปถึง RAGTIME, SEA OF LOVE, COMING TO AMERICA, RAY, DO THE RIGHT THING, SCHOOL DAZE, MO’ BETTER BLUES, GOODFELLAS, STRICTLY BUSINESS, WHITE SANDS, PATRIOT GAMES, JUMPIN’ AT THE BONEYARD, FATHER AND SONS, JUICE, FRESH และ TRUE ROMANCE

    ด้านจอแก้ว แจ็คสันทำหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างซีรีส์อนิเมชันให้กับ Afro Samurai ทางสไปค์ ทีวี ซึ่งออกอากาศครั้งแรกในปี 2007 และกลับมาอีกครั้งในซีซันที่สามในเดือนมกราคม ปี 2009 ซีรีส์นี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี อวอร์ดสาขารายการอนิเมชันยอดเยี่ยมจากสถาบันศิลปะและวิทยาการโทรทัศน์ วิดีโอเกมแรกที่สร้างจาก Afro Samurai วางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2009 และเวอร์ชันภาพยนตร์กำลังอยู่ในระหว่างพัฒนากับอินโดมินา กรุ๊ป ซึ่งแจ็คสันเป็นหนึ่งในทีมผู้อำนวยการสร้างด้วย ในเดือนตุลาคม ปี 2009 อัพพีทีวีของแจ็คสันได้ซื้อสองโปรเจ็กต์ที่ซีบีเอส ได้แก่คอเมดีหลายกล้องจากมือเขียนบทบ็อบ คูเชลและดรามาการแพทย์จากมือเขียนบทอังเดร นิวแมน ในปี 2010 แจ็คสันได้ต่อสัญญาโทรทัศน์เสนองานก่อนกับซีบีเอส สตูดิโอส์และบริษัทลูกอื่นๆ ในการที่จะสร้างและพัฒนาโปรเจ็กต์อื่นๆ หลังจากนี้ไปอีกสองปี ปัจจุบัน แจ็คสันและนีล ลาบู๊ทกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาซีรีส์ให้กับโชว์ไทม์

    ด้านจอแก้ว นอกเหนือจาก The Sunset Limited แล้ว แจ็คสันยังได้แสดงในภาพยนตร์รางวัลเอ็มมีโดยจอห์น แฟรงค์เกนไฮเมอร์เรื่อง Against the Wall ให้กับเอชบีโออีกด้วย การแสดงในครั้งนั้นทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเคเบิล เอซสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในภาพยนตร์หรือมินิซีรีส์ รวมถึงได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำอีกด้วย

    เคอร์รี วอชิงตัน (บรูมฮิลดา) ผู้ได้รับรางวัล “นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในภาพยนตร์” จาก RAY จากเวทีเอ็นเอเอซีพี อิเมจ อวอร์ดในปี 2005 และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดสาขา “นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม” จาก LIFT เป็นนักแสดงหญิงมากความสามารถ ที่ไร้ความกลัว เธอได้สร้างประวัติผลงานที่น่าประทับใจเอาไว้มากมายในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เธอได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากการแสดงประกบฟอเรสต์ วิทเทคเกอร์ใน THE LAST KING OF SCOTLAND ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็นเอเอซีพี อิเมจ อวอร์ดสาขา “นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมในภาพยนตร์” ในปี 2007, ประกบมาร์เซีย เกย์ ฮาร์เดนและบริทนีย์ เมอร์ฟีย์ใน THE DEAD GIRL  และประกบซามวล แอล. แจ็คสันและแพทริค วิลสันใน LAKEVIEW TERRACE วอชิงตันได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเวที 2011 เบ็ท อวอร์ด

    ในปี 2010 วอชิงตันได้แสดงในภาพยนตร์โดยไทเลอร์ เพอร์รีเรื่อง FOR COLORED GIRLS ร่วมกับทีมนักแสดงชั้นยอด ซึ่งรวมถึง ฟิลิเซีย ราชัด, วู้ปปี้ โกลด์เบิร์ก, เจเน็ต แจ็คสันและแธนดี้ นิวตัน รวมถึง NIGHT CATCHES US ประกบแอนโธนี แม็คกี้ ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็นเอเอซีพี สาขานักสดงนำหญิงยอดเยี่ยม เมื่อเร็วๆ นี้ เธอได้แสดงประกบเอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ในภาพยนตร์พาราเมาท์เรื่อง A THOUSAND WORDS โปรเจ็กต์อื่นๆ หลังจากนี้ของเธอคือ THE DETAILS ประกบโทบี้ แม็คไกวร์, เรย์ ลิออตต้าและลอรา ลินนีย์ และ WE THE PEEPLES ประกบเคร็ก โรบินสัน, วู้ปปี้ โกลด์เบิร์กและเดวิด อัลลัน กรีเออร์

    ก่อนหน้านั้น วอชิงตันได้รับบทอลิเซีย มาสเตอร์สใน FANTASTIC FOUR และซีเควล RISE OF THE SILVER SURFER, I THINK I LOVE MY WIFE ประกบคริส ร็อค, คอเมดีโดยพี่น้องวายันส์เรื่อง LITTLE MAN, MR. AND MRS. SMITH ที่นำแสดงโดยแบรด พิตต์และแองเจลินา โจลี, ภาพยนตร์โดยสไปค์ ลีเรื่อง SHE HATE ME, ภาพยนตร์เอชบีโอโดยซิดนีย์ ลูเม็ตเรื่อง Strip Search และภาพยนตร์อินดีเรื่อง SEXUAL LIFE ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ได้แก่ AGAINST THE ROPES, THE UNITED STATES OF LELAND, THE HUMAN STAIN, BAD COMPANY, SAVE THE LAST DANCE ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลทีน ชอยส์ อวอร์ดสาขาการแสดงแจ้งเกิดยอดเยี่ยมและภาพยนตร์อินดีที่โด่งดังเรื่อง OUR SONG ในปี 2010 วอชิงตันได้เปิดตัวบนเวทีบรอดเวย์ด้วยละครฮิตที่ปลุกเร้าอารมณ์โดยเดวิด มาเม็ตเรื่อง Race ประกบเจมส์ สเปเดอร์และเจสัน อลัน กรีเออร์

    ด้านจอแก้ว วอชิงตันได้แสดงประกบแมทท์ เดมอน, จอช โบรลินและฌอน เพนน์ในสารคดีโดยโฮเวิร์ด ซินน์เรื่อง The People Speak ซึ่งเปิดตัวทางฮิสทอรี แชนแนลในเดือนธันวาคม ปี 2009 หลังจากนี้ เธอจะพากย์เสียงเจ้าหญิงชูริในซีรีส์อนิเมชันทางเบ็ทเรื่อง Black Panther ปัจจุบัน เธอกำลังแสดงดรามาโดยชอนดา ไรมส์เรื่อง Scandal ให้กับเอบีซี

    วอชิงตันเป็นสมาชิกของวี-เคาน์เซล กลุ่มที่ปรึกษาให้กับวี-เดย์ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวระดับโลกเพื่อยุติการใช้ความรุนแรงกับสตรีและเด็กผู้หญิง และเธอก็เป็นหนึ่งในบอร์ดบริหารวอยเซส ออฟ อะ พีเพิลส์ ฮิสทอรี กลุ่มศิลปะและการศึกษาไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งใช้รายการแสดงสดและรายการทางการศึกษาในการใความรู้เกี่ยวกับแหล่งที่มา ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังสือ Voices of a People’s History of the United States

    ในปี 2004 วอชิงตันได้รับรางวัลฮอลลีวูด ไลฟ์ เบรคทรู ในปี 2005 วอชิงตันได้รับรางวัลยัง อาร์ติสท์ อวอร์ดจากอเมริกันส์ ฟอร์ ดิ อาร์ตส์ รางวัลนี้มอบให้กับผู้ประสบความสำเร็จยอดเยี่ยมและผู้มีความเป็นผู้นำอย่างน่ายกย่อง ในปี 2008 วอชิงตันได้รับรางวัลมากมาย ซึ่งรวมถึงรางวัลวีเมนส์ โปรเจ็กต์ วีเมน ออฟ อชีฟเมนต์ อวอร์ด, รางวัลรีเซนต์ อลัมนี อชีฟเมนต์ อวอร์ดจากสมาคมศิษย์เก่าจีดับบลิวยูและรางวัลคองเกรสชันแนล แบล็ค คอคัส ฟาวน์เดชัน ฟินิกซ์ อวอร์ด จากการอุทิศให้กับสังคมของเธอ ในปี 2009 วอชิงตันได้รับรางวัลยูเอส คอนเฟอร์เรนซ์ ออฟ เมเยอร์ส อาร์ติสท์-ซิติเซน อวอร์ดสาขาผู้นำสาธารณชนด้านศิลปะ

    วอชิงตันเดิมมาจากย่านบรองซ์ในนิวยอร์ก เธอสำเร็จการศึกษาจากเดอะ สเปนซ์ สคูล ในปี 1998 เธอสำเร็จการศึกษาเกียรตินิยมอันดับสองและฟี เบต้า แคปปาจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ปัจจุบัน เธอเป็นโฆษกให้กับลอรีอัล ปารีสและเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับโมวาโด
    ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2009 วอชิงตันได้รับเลือกจากประธานาธิบดีบาร์รัค โอบามาให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการด้านศิลปะและมนุษย์ศาสตร์ของประธานาธิบดี

    เควนติน ทารันติโน (มือเขียนบท/ผู้กำกับ) ด้วยจินตนาการบรรเจิดและความมุ่งมั่นต่อการเล่าเรื่องราวที่สลับซับซ้อน ด้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะหนึ่งในผู้กำกับที่ได้รับการยกย่องสูงสุดในรุ่นของเขา

    INGLOURIOUS BASTERDS อีพิคสงครามโลกครั้งที่สองของทารันติโน ได้รวมทีมนักแสดงชื่อดังระดับโลก ซึ่งรวมถึงแบรด พิตต์, ไดแอน ครูเกอร์, ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์, เมลานีย์ โลรองท์, ทิล ชเวเกอร์, ไมค์ ไมเยอร์สและคริสตอฟ วอลซ์ ผู้ได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดจากบทผู้พันฮันส์ แลนดา ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เข้าฉายสายประกวดที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ประสบความสำเร็จทั้งเชิงคำวิจารณ์และรายได้ กวาดรางวัลมากมาย ซึ่งรวมถึงการได้รับการเสนอชื่อชิงหกรางวัลบาฟตา, สิบรางวัลคริติกส์ ชอยส์ (และได้รับรางวัลสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และสี่รางวัลลูกโลกทองคำ INGLOURIOUS BASTERDS ได้รับการเสนอชื่อชิงแปดรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ซึ่งรวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและกำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

    ก่อนหน้า INGLOURIOUS BASTERDS ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมด้วย DEATH PROOF ที่นำแสดงโดยเคิร์ท รัสเซลและโซอี้ เบล DEATH PROOF ที่จับคู่กับ PLANET TERROR ของโรเบิร์ต โรดริเกซกลายเป็นภาพยนตร์คู่เรียกว่า GRINDHOUSE ได้เข้าฉายสายประกวดในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2007

    ใน KILL BILL VOL. 1 และ KILL BILL VOL. 2 โดยทารันติโน อูมา เธอร์แมน ในบท “เดอะ ไบรด์” ได้ “ล้างแค้นอย่างวินาศสันตะโร” กับอดีตคนรักและเจ้านายของเธอ ที่รับบทโดยเดวิด คาร์ราดิน ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ถ่ายทำในจีน ญี่ปุ่น อเมริกาและเม็กซิโก ร่วมแสดงโดยลูซี หลิว, ดาริล ฮันนาห์, วิวิกา เอ. ฟ็อกซ์และไมเคิล แมดสันในบททีมมือสังหารของคาร์ราดิน

    ทารันติโนได้เขียนบทและกำกับ JACKIE BROWN ภาพยนตร์อาชญากรรมที่นำเค้าโครงมาจากนิยายโดยเอลมอร์ เลียวนาร์ดเรื่อง Rum Punch ที่นำแสดงโดยแพม กรีเออร์, โรเบิร์ต ฟอร์สเตอร์, ซามวล แอล. แจ็คสัน, โรเบิร์ต เดอ นีโร, บริดเจ็ท ฟอนดาและไมเคิล คีย์ตัน กรีเออร์ได้รับการเสนอชิงรางวัลลูกโลกทองคำและแซ็ก อวอร์ดจากการแสดงนำของเธอ ฟอร์สเตอร์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมและแจ็คสันก็ได้รับรางวัลหมีเงินสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลินจากการแสดงในบทออร์เดล ร็อบบี้

    ทารันติโนได้ร่วมเขียนบท กำกับและนำแสดงใน PULP FICTION ซึ่งได้รับรางวัลนักวิจารณ์มากมาย ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำและอคาเดมี อวอร์ดสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและรางวัลปาล์มทองคำจากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 1994 (ทารันติโนได้หวนคืนสู่คานส์ในอีกสิบปีให้หลังเพื่อรับหน้าที่ประธานผู้ตัดสิน) ดรามาที่มีเวลาบิดเบี้ยวเรื่องนี้นำแสดงโดยจอห์น ทราโวลตา, บรูซ วิลลิส, อูมา เธอร์แมน, ซามวล แอล. แจ็คสัน, ฮาร์วีย์ เคเทล, ทิม ร็อธ, อแมนดา พลัมเมอร์และคริสโตเฟอร์ วอลเคน

    ทารันติโนได้เขียนบท กำกับและนำแสดงใน RESERVOIR DOGS ซึ่งเปิดตัวอย่างงดงามในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์และเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพผู้กำกับของทารันติโน RESERVOIR DOGS ร่วมแสดงโดยทิม ร็อธ, ไมเคิล แมดสัน, คริส เพนน์, สตีฟ บุสเชมีและฮาร์วีย์ เคเทล หลังจากความสำเร็จของ RESERVOIR DOGS บทภาพยนตร์ที่ทารันติโนได้เขียนระหว่างทำงานเป็นพนักงานร้านวิดีโอก็ได้รับความนิยมอย่างสูง โทนี สก็อตได้กำกับคริสเตียน สเลเตอร์และแพทริเซีย อาร์เควทท์ใน TRUE ROMANCE และโรเบิร์ต โรดริเกซก็กำกับจอร์จ คลูนีย์และซัลมา ฮาเย็คใน FROM DUSK TILL DAWN นอกเหนือจากความร่วมมือระหว่างพวกเขาใน FROM DUSK TILL DAWN และ GRINDHOUSE ทารันติโนก็ได้ทำหน้าที่ผู้กำกับรับเชิญพิเศษของโรดริเกซใน SIN CITY

    ทารันติโนได้ร่วมงานกับโรดริเกซ, อัลลิสัน แอนเดอร์สและอเล็กซานเดร ร็อคเวลด้วยการกำกับ เขียนบทและควบคุมงานสร้างเซ็กเมนต์หนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง FOUR ROOMS

    ด้านจอแก้ว ทารันติโนได้กำกับตอนสุดท้ายของซีซันห้าของซีรีส์ CSI เอพิโซด “Grave Danger” ทำให้ทารันติโนได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีสาขากำกับซีรีส์ดรามายอดเยี่ยม ทารันติโนได้กำกับงานโทรทัศน์ครั้งแรกในปี 1995 ด้วยเอพิโซดในดรามา ER

    ผลงานที่หลากหลายของทารันติโนในฐานะผู้อำนวยการสร้างได้แสดงให้เห็นถึงทั้งความมุ่งมั่นที่เขามีต่อผู้กำกับหน้าใหม่และความสนับสนุนที่เขามีต่อเพื่อนร่วมงานผู้มีประสบการณ์ของเขา ทารันติโนได้ทำหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์โดยอีไล ร็อธเรื่อง HOSTEL และ HOSTEL: PART II, ภาพยนตร์โดยโรเจอร์ เอวารีเรื่อง KILLING ZOE และภาพยนตร์โดยแคทรินา บรอนสันเรื่อง DALTRY CALHOUN และภาพยนตร์โดยโรเบิร์ต โรดริเกซเรื่อง FROM DUSK TILL DAWN เขาเป็นแฟนภาพยนตร์เอเชียตัวยง และเขาก็เป็นผู้นำเสนอภาพยนตร์โดยหยวนวูปิงเรื่อง IRON MONKEY และภาพยนตร์โดยจางอี้โหมวเรื่อง HERO ให้กับผู้ชมชาวอเมริกันในปี 2001 และ 2004

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *