JAP CLUB

A Dog’s Purpose | หมา เป้าหมาย และเด็กชายของผม

A Dog’s Purpose | หมา เป้าหมาย และเด็กชายของผม

  • Genres:Adventure, Comedy, Drama
    Running Time:100 min
    Release Date:Jan.27,2017
    MPAA Rating: PG for thematic elements and some peril
    Distributors:Amblin Entertainment, Original Pictures, Pariah Entertainment Group
    Starring: Josh Gad, Dennis Quaid, Peggy Lipton
    Directed by:Lasse Hallström

    “อะไรคือความหมายของชีวิต มีเหตุผลมั้ยที่เราเกิดมา และทำไมอาหารอร่อยขึ้นเมื่ออยู่ในถังขยะ”
    -เบลีย์

    A Dog’s Purpose สร้างจากหนังสือขายดีที่สร้างความประทับใจให้กับนักอ่าน ของดับเบิลยู. บรูซ คาเมรอน ผลงานกำกับของลาสซี ฮอลล์สตรอม (จาก The Cider House Rules, Dear John, The 100-Foot Journey) บอกเล่าเรื่องราวที่แสนอบอุ่นใจและน่าประหลาดใจของสุนัขผู้ซื่อสัตย์ ชื่อเบลีย์ (พากย์เสียงโดยจอช แกด จาก Frozen) ที่ค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ของมัน ผ่านทางชีวิตของมนุษย์ที่มันสอนให้รู้จักความรัก และนำเสียงหัวเราะมาให้

    หนังบอกเล่าเรื่องราวที่ยาวนานกว่าห้าสิบปี เสียงของสุนัขผู้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พาเราเดินทางไปบนเส้นทางที่น่าตื่นเต้นและอิ่มใจ ที่สัมผัสหัวใจคนรักสัตว์ทุกคน ถึงแม้มันจะกลับชาติมาเกิดเป็นสุนัขซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้งตลอดหลายสิบปี แต่สายใยที่ไม่เคยจางหายของมัน ที่มีต่อเพื่อนร่วมจิตวิญญาณชื่ออีธาน คือสิ่งที่นำพาและกระตุ้นให้หมาตัวหนึ่ง เดินทางผจญภัย เพื่อค้นหาเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตสำหรับเด็กชายของมัน

    ปี 1962 เด็กชายวัยแปดขวบ อีธาน มอนต์โกเมอรี (ไบรซ์ ไกซาร์ จาก Walk The Prank) กับแม่ของเขา (จูเลียต ไรแลนซ์ จาก The Knack) ได้ช่วยชีวิตลูกสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ซึ่งถูกขังอยู่ในรถที่ปิดกระจกไว้คันหนึ่ง ถึงแม้พ่อของอีธาน (ลุค เคอร์บี จาก The Astronauts Wives Club) จะไม่เต็มใจ แต่ครอบครัวก็เลี้ยงสุนัขตัวน้อยที่พวกเขาตั้งชื่อให้ว่าเบลีย์ และกลายมาเป็นมิตรภาพแห่งชีวิต

    หน้าที่การดูแลเบลีย์ทุกอย่างเป็นของอีธาน เขาให้อาหาร พาไปเดิน และฝึกมัน รวมทั้งสอนให้รู้จักลูกเล่นบางอย่างที่มันไม่มีวันลืม เมื่ออีธานเป็นวัยรุ่น (รับบทโดยเคเจ อาปา จาก Shortland Street) เขาพบรักกับฮันนาห์ (บริทท์ โรเบิร์ตสัน จาก Tomorrowland) สาวน้อยผู้น่ารักและจิตใจดี ขณะที่ก็ไม่เคยห่างจากเบลีย์ หมาผู้ซื่อสัตย์

    หลังจากการบาดเจ็บที่ทำให้อนาคตการเล่นอเมริกันฟุตบอลต้องจบลง และเลิกกับฮันนาห์ อีธานไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเพื่อเริ่มต้นชีวิตบทใหม่ เขาจำต้องทิ้งเบลีย์ไว้ที่บ้านเพราะเอามันไปด้วยไม่ได้ ระหว่างที่อีธานจากบ้านไปเรียนหนังสือ เบลีย์ที่แก่มากแล้วก็ล้มป่วย เขากลับมาทันได้กล่าวลามันเป็นครั้งสุดท้าย อีธานแทบหัวใจสลาย

    ทันทีที่เราคิดว่านั่นคือการสิ้นสุดของสายใยระหว่างกัน เบลีย์ก็กลับมาเกิดใหม่ในร่างของเอลลี สุนัขพันธุ์เยอรมัน เชพเพิร์ด ที่ทำหน้าที่ผู้ช่วยชีวิตฉุกเฉินร่วมกับหน่วยตำรวจชิคาโก จริงๆแล้ว ไม่มีใครประหลาดใจกับการเกิดเหตุการณ์นี้มากไปกว่าเจ้าสุนัขตัวน้อย ที่รู้ว่ามันยังเป็นเพื่อนยากของอีธานอยู่เช่นเดิม จากนั้น คนดูจะได้พบเบลีย์อีกครั้งในภพชาติใหม่ เมื่อมันกลับมาเกิดเป็นสุนัขพันธุ์คอร์กี้ชื่อติโน และเกิดใหม่อีกครั้ง เป็นสุนัขลูกผสมออสเตรเลียน เชพเพิร์ดกับเซนต์.เบอร์นาร์ด ชื่อบัดดี้

    แม้เบลีย์จะไม่แน่ใจ ว่าทำไมวิญญาณของมันจึงกลับมาเกิดอีกชาติแล้วชาติเล่าเพื่อผจญภัยครั้งใหม่ แต่มันจะได้ค้นพบว่า เป้าหมายของการเกิดใหม่หลายภพหลายชาติ สำคัญต่อเด็กชายของมัน มากมายอย่างที่มันคิดไม่ถึงเลยทีเดียว

    A Dog’s Purpose มีนักแสดงที่มีความสามารถอย่างเดนนิส เควด (Far From Heaven, The Rookie) และเพ็กกี ลิปตัน (When in Rome, Twin Peaks) มารับบทอีธานและฮันนาห์ในวัยผู้ใหญ่ จอห์น ออร์ทิซ (Silver Linings Playbook, American Gangster) เป็นคาร์ลอส ตำรวจที่เป็นเจ้าของเอลลีย์, เคอร์บี ฮาเวลล์-แบ็ปทิสต์ (Love, House of Lies) เป็นมายา เจ้าของติโน, พูช ฮอลล์ (Ray Donovan, The Game) เป็นอัล คนรักของมายา และนิโคล ลาพลาซา (Another Cinderella Story) กับพริโม อัลลอน (The Age of Adaline) เป็นเวนดี้และวิคเตอร์ เจ้าของที่ละเลยของบัดดี้ ที่ความไม่ใส่ใจของพวกเขา ทำให้พระเอกสี่ขาของเราได้กลับบ้านในที่สุด

    ฮอลล์สตรอมได้ทีมงานเบื้องหลังที่มีความสามารถหลายคนมาร่วมงาน นำทีมโดยผู้อำนวยการสร้างเกวิน พาโลน (Zombieland, Panic Room), ผู้กำกับภาพเทอร์รี สเตซี (Safe Haven, 50/50), ไมเคิล คาร์ลิน ผู้ออกแบบสร้างฉาก (Salmon Fishing in the Yemen, In Bruges), โรเบิร์ต เลห์ตัน คนตัดต่อลำดับภาพ (A Few Good Men), เชย์ คันลิฟฟ์ ผู้ออกแบบเสื้อผ้า (We’re the Millers) รวมทั้งคนทำดนตรีประกอบเจ้าของรางวัลออสการ์ เรเชล พอร์ตแมน (Emma, Cider House Rules)

    A Dog’s Purpose ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดยคาเมรอนและแคธริน มิชอน (Muffin Top: A Love Story) ร่วมกับออดรีย์ เวลล์ส (Shall We Dance) , มายา ฟอร์บส์ (Infinitely Polar Bear) และวอลลี โวโลดาร์สกี (Diary of a Wimpy Kid: Dog Days).

    อลัน บลูมควิสต์ ((Walk the Line), มาร์ค ซูเรียน (Need for Speed) และลอเรน ไฟเฟอร์(Twisted) ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร จัดจำหน่ายโดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส

    แนวคิดแสนสุข : อะไรคือเป้าหมายของหมาตัวหนึ่ง

    หลังจากออกวางจำหน่ายในปี 2010 A Dog’s Purpose กลายเป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมอย่างมากมาย ได้กลุ่มนักอ่านที่เป็นคนรักสัตว์ทั่วโลก ซึ่งหลงเสน่ห์ความอ่อนโยน ความสะเทือนใจ และอารมณ์ขัน ของเรื่องราวที่บอกเล่าสิ่งที่เจ้าสัตว์เพื่อนยากของเราคิดกับเรา และทำไมพวกมันจึงเกิดมาบนโลกใบนี้ หนังสือขายดีอันดับหนึ่งของนิวยอร์ก ไทม์สเรื่องนี้ ติดอันดับขายดีนานกว่าหนึ่งปี และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆถึง 20 ภาษา และวางจำหน่ายใน 29 ประเทศทั่วโลก ภาคต่อที่ตามออกมา คือ A Dog’s Journey วางขายในปี 2012 ได้รับความนิยมมากมายเช่นเดียวกัน

    ดับเบิลยู. บรูซ คาเมรอน ผู้เขียนหนังสือชุดนี้ เป็นที่รู้จักในฐานะผู้เขียนหนังสือขายดีอย่าง 8 Simple Rules for Dating My Teenage Daughter ที่ถูกนำไปสร้างเป็นซิทคอมยอดนิยมของช่องเอบีซี นำแสดงโดยจอห์น ริทเทอร์ผู้ล่วงลับ และเคที เซกัล และแจ้งเกิดให้กับเคลีย์ คูโอโค จาก The Big Bang Theory

    คาเมรอนเกิดความคิดที่จะเขียนนวนิยายเรื่องนี้ เมื่อผู้หญิงที่เขากำลังคบอยู่สูญเสียสุนัขของเธอ และอยู่ในช่วงที่โศกเศร้าจนยากจะทำใจ “เรากำลังขับรถเลียบชายฝั่งแคลิฟอร์เนียขึ้นไปตามทางด่วนสาย 101 ผมรู้สึกสงสารเธอมาก และอยู่ๆ มันก็มาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เหมือนผมดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ตมาใส่สมองผม เรื่องของหมาตัวนึงที่ไม่ได้ตายไปจริงๆ แต่กลับชาติมาเกิดใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า และเกิดความความรู้สึกว่าอาจมีเป้าหมายบางอย่างที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น”

    เพื่อนร่วมทางที่คาเมรอนปลอบโยน คือแคธริน มิชอน ที่ปัจจุบันคือภรรยาของเขา รวมทั้งเป็นหนึ่งในทีมผู้เขียนบทหนังเรื่องนี้ด้วย เธอเล่าถึงเหตุการณ์วันนั้นว่า “ระหว่างทางที่กำลังจะไปเบย์ เอเรีย เราแวะพักดื่มกาแฟ พอฉันกลับมาที่รถ บรูซบอกว่าเขามีเรื่องจะเล่าให้ฟัง และมันจะเป็นเรื่องราวในหนังสือเล่มต่อไปของเขา เขาเล่ายาวประมาณชั่วโมงครึ่งไม่หยุดเลย พอไปถึงตอนจบ ฉันก็จมแอ่งน้ำตาไปแล้วเรียบร้อย เพราะร้องไห้หนักมาก”

    สำหรับคาเมรอน การดูสุนัขมีปฎิกิริยาต่อกัน และวิเคราะห์พฤติกรรมของมัน เป็นการหาข้อมูลที่ช่วยได้มากที่สุดที่เขาทำ ก่อนจะลงมือเขียนหนังสือเล่มนี้ “สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมทำในการหาข้อมูลเพื่อเขียนหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่การอ่านข้อมูลเกี่ยวกับสุนัข แต่คือการออกไปสวนสาธารณะสำหรับสุนัข และดูว่ามันมีพฤติกรรมยังไง หมามีโครงสร้างทางสังคมที่บ้าบอมาก ถ้ามีหมาสองตัว มันจะเป็นเพื่อนกัน แต่ถ้ามีหมาตัวที่สามเข้ามา พลังงานจะเปลี่ยนแปลงโดยทันที” เขาหัวเราะ “มันแย่กว่ามัธยมต้นสิบเท่าเลยนะเนี่ย”

    คาเมรอนบอกว่า ส่วนที่ยากที่สุดในการเขียนนวนิยายเรื่องนี้ คือการพยายามรักษาความง่ายของมันไว้ “ผมกำลังเขียนเรื่องหมา และหมาก็คงไม่คิดอะไรซับซ้อนแบบอุปมาอุปมัย ส่วนใหญ่หมาคงจะคิดแบบเป็นคำนามมากกว่าเป็นคำกริยาวิเศษณ์ คำศัพท์ของหมาโดยทั่วไปจำกัดอยู่แค่ประมาณ 40-50 คำ ผมอยากเขียนจากมุมมองของหมาจริงๆ ไม่ใช่หมาที่เข้าใจภาษาอังกฤษ”

    ผู้อำนวยการสร้างเกวิน พาโลนได้อ่าน A Dog’s Purpose ตั้งแต่ตอนยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจแก้ไขก่อนตีพิมพ์ และจะดูแลมันตลอดขั้นตอนการพัฒนา ตามคำขอของคาเมรอนและมิชอน ในช่วงระหว่างนั้น หนังสือได้รับความสนใจจากแอมบลิน เอนเตอร์เทนเมนต์ คาเมรอนเล่าว่า “เราอยากหาผู้อำนวยการสร้างที่จะพาหนังสือไปยังก้าวต่อไป และเกวินก็มีชื่อเสียงมากเรื่องการปกป้องนักเขียน เราจึงส่งหนังสือไปให้เขา” ส่วนภารกิจในการหาคนที่จะมาต่อสู้เคียงข้าง เพื่อนำหนังสือก้าวไปสู่ขั้นตอนต่อไป พวกเขาต้องการผู้กำกับที่มีเป้าหมายในใจแบบเดียวกัน

    จากประวัติการสร้างสรรค์งานภาพยนตร์ของฮอลล์สตรอม และจากการที่เขาเคยกำกับหนังให้กับแอมบลิน เอนเตอร์เทนเมนต์ (ที่ตอนนั้นยังเป็นดรีมเวิร์คส) เรื่อง The 100-Foot Journey จึงเป็นการตัดสินใจอย่างเป็นเอกฉันท์ ว่าเวอร์ชั่นที่เป็นหนังของหนังสือเล่มนี้ ไม่มีใครเหมาะสมเท่านี้อีกแล้ว ฮอลล์สตรอมอ้างว่าไม่ใช่เหตุบังเอิญที่เขารู้สึกสนใจการทำหนังเรื่องนี้ “ก่อนหน้านี้ผมเคยทำหนังเกี่ยวกับหมามาสองเรื่อง คือ My Life As a Dog และ Hachi เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สามของผม ถ้าคุณมีความสนใจเกี่ยวกับคนที่เป็นคนนอกของสังคม และความรู้สึกที่ดูเหมือนไม่มีเหตุผลในความคิดของมนุษย์ คุณสามารถเข้าใจความรู้สึกของหมา และชีวิตของหมาได้อย่างแน่นอน”

    ในขณะที่คาเมรอนและเพื่อนร่วมทีมเขียนบทของเขาต้องสร้างกฎสำหรับเรื่องราวในหนังของเรา ในแง่ที่ว่าเจ้าหมาตัวนี้กำลังคิดอะไร และอาจจะทำอะไร ฮอลล์สตรอมก็ต้องคงความมีเหตุผลไว้เช่นกัน ในสิ่งที่บางคนอาจบอกว่าเป็นความเชื่อที่ไร้เหตุผล “ท้ายที่สุดแล้ว กฎข้อหนึ่งที่เรามี คือเราให้สุนัขพูดหน้ากล้องไม่ได้ การถ่ายทอดด้วยการเล่าเรื่อง ทำให้ความคิดของหมาตัวนี้มีส่วนที่เป็นมนุษย์อยู่ในนั้น และผมก็จมอยู่กับความคิดเกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิดมากขึ้นทุกทีๆ เพราะหนังเรื่องนี้ มันจะมีความเป็นไปได้จริงหรือไม่…ใครจะไปรู้ แต่ประเด็นคือการเปิดใจให้กับความน่าพิศวงที่ว่า มีบางสิ่งที่เกิดขึ้นในจักรวาลนี้ที่เรายังไม่สามารถอธิบายได้”

    ฮอลล์สตรอมคิดว่า งานสำคัญที่สุดของเขาในฐานะผู้กำกับ คือทำให้การแสดงของนักแสดงและสุนัขอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เป้าหมายของเขาคือไม่ประดิษฐ์จนไม่เป็นธรรมชาติ หรือเอื้อมไปหาแง่มุมของความเป็นคอมเมดี้ “ผมต้องการโทนที่รู้สึกว่ามีความน่าเชื่อถือ และไม่เยอะ ในขณะที่ก็ยังคงอยู่บนรากฐานของอารมณ์ที่แท้จริง ทั้งของหมาและคน มันเป็นความท้าทายที่สนุก”

    ทีมคนรักน้องหมาของเรา : การคัดเลือกนักแสดง

    ฮอลล์สตรอมมองไปที่เดนนิส เควด ซึ่งเขาเคยกำกับในหนังเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว เรื่อง Something to Talk About สำหรับบทอีธานในวัยผู้ใหญ่ เควดเป็นที่รู้จักของคนดูจากการแสดงมากมายทั้งบทคอมเมดี้และดรามามาตลอดหลายปี เขาจึงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมที่สุดของฮอลล์สตรอม

    “ในช่วงหลายปีนับจากที่เราร่วมงานกันครั้งสุดท้าย มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งในตัวเดนนิส เขาดูใจเย็นขึ้น และผ่อนคลายขึ้นมาก เขาต้องอิมโพรไวส์ เล่นสดตามสัญชาตญาณ ผมดีใจมากที่ให้เขาได้มีส่วน เขามีความสามารถในการให้คิวกับตากล้องเมื่อแสดงจบในแต่ละเทค ทำให้การทำงานกับเขาอีกครั้งสนุกมาก”

    สำหรับเควด การกลับมาร่วมงานกับฮอลล์สตรอมเป็นการตัดสินใจที่ไม่ยากเลย “ผมชอบเรื่องราวของหนัง และนั่นเป็นสิ่งที่ลาสซีทำได้ดีมาก เขาเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งมากที่รู้ว่าจะถ่ายทอดเรื่องราวออกมายังไงด้วยภาษา ด้วยภาพ และด้วยเสียง มีนักแสดงสามคนรับบทเป็นอีธานในช่วงต่างๆกันของชีวิตเขา ตัวละครของผมเป็นเจ้าของคนแรกของหมาตัวเอกของเราที่เกิดใหม่อีกหลายชาติ ผมรับบทเป็นเขาในวัยผู้ใหญ่ เขาอยู่ในช่วงที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ และหมาตัวนี้ก็กลับเข้ามาในชีวิต และเตือนให้เขานึกถึงตัวตนที่แท้จริงของเขา”

    เคเจ อาปา นักแสดงหน้าใหม่จากนิวซีแลนด์วัย 18 ได้รับเลือกสำหรับบทอีธานในวัยหนุ่ม เขาเคยรับบทนำในซีรีส์เรื่อง Riverdale และ The Cul De Sac ที่ประเทศบ้านเกิด หนุ่มหน้าใหม่ถอดด้ามในโลกภาพยนตร์อย่างอาปาสนุกมากเมื่อได้รวมพลังสร้างสรรค์กับฮอลล์สตรอม “หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของผม และผมไม่รู้ว่าเราสามารถแนะนำไอเดียที่แตกต่างกับผู้กำกับได้ ในงานทีวีของผมก่อนหน้านี้ ผมทำตามสิ่งที่บทบอกไว้เป๊ะ การเล่นออกไปสดๆ เป็นสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างง่ายสำหรับผม”

    ฮอลล์สตรอมพูดเดียวกันกับอาปา “ผมแฮปปี้มากที่ได้ทำงานกับเคเจ และให้โอกาสเขาได้อิมโพรไวส์ ผมบอกได้เลยว่าเขาสามารถเป็นดารานำที่ไหนก็ได้ในโลกนี้”

    อาปาพูดถึงความท้าทายที่เขาต้องเจอสำหรับการรับบทเป็นอีธานวัยหนุ่ม “ส่วนที่ยากที่สุดของบทนี้คือการต้องพูดสำเนียงอเมริกันให้ได้แบบไม่มีที่ติ และเรียนการขว้างลูกบอล(อเมริกันฟุตบอล) ผมเล่นรักบี้ การขว้างบอลจึงต่างกันมาก”

    สำหรับบทอีธานรุ่นเด็กสุดในหนัง ไบรซ์ ไกซาร์นักแสดงหน้าใหม่ที่น่าประทับใจอีกคนหนึ่งเป็นผู้ได้รับเลือก เขาเป็นที่รู้จักจากซีรีส์ Walk the Prank ทางช่องดิสนีย์ ไกซาร์ส่งวิดีโอทดสอบบทมา และฮอลล์สตรอมก็ตอบรับในทันที “เราเจอไบรซ์ตั้งแต่ช่วงแรกๆของการคัดเลือกผู้แสดง และผมเห็นในทันทีว่าเขาคือตัวละครตัวนี้ ผมไม่อยากได้นักแสดงที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี เพราะพวกนั้นมักจะแสดงในแบบที่เนี๊ยบเกินไปสำหรับจริตผม และไม่ใช่แบบที่ผมต้องการสำหรับบทเด็กในหนัง”

    ไกซาร์เล่าถึงประสบการณ์การรับบทเป็นอีธานว่า “ฉากแรกที่ผมถ่ายทำ เป็นตอนที่ตัวละครของผมแนะนำเบลีย์กับคุณตาคุณยายของผม เบลีย์กระโดดลงจากรถไปวิ่งไล่ไก่ มันตลกมาก เป็นฉากที่ผมชอบที่สุดในหนัง”

    จูเลียต ไรแลนซ์ ที่คนดูจดจำได้จากงานละครเวที และบทนำของเธอในหนังเขย่าขวัญ เรื่อง Sinister ได้รับเลือกให้มารับบทแม่ของอีธาน ผู้หญิงที่เป็นคนเริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมดของเรา ด้วยการช่วยชีวิตลูกสุนัขออกมาจากรถคันหนึ่ง ”เมื่อเบลีย์เข้ามาอยู่ในชีวิตของพวกเขา ตัวละครของฉันมองเห็นทันทีว่าจะเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากที่มีลูกหมาตัวนี้มาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว เธอขอร้องสามีขอเลี้ยงเบลีย์ไว้ แล้วอีธานกับเบลีย์ก็เติบโตมาด้วยกัน และคนดูจะเห็นชีวิตเขาผ่านสายตาหมาของเขา”

    เธอพูดถึงการทำงานทั้งกับไกซาร์และอาปาว่า “เคเจดูไบรซ์ และได้เห็นตัวเขาเองตอนเป็นอีธานวัยเด็ก ซึ่งมันช่วยได้มาก เป็นสิ่งที่ดีที่พวกเขาได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาก และทั้งสองคนก็มีความเป็นมิตร และเป็นเพื่อนนักแสดงที่ดีมาก”

    ลุค เคอร์บีรับบทเป็นพ่อของอีธาน ที่ขี้เหล้าและไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวใดๆกับหมาของครอบครัวอย่างเบลีย์ เขามีผลงานส่วนใหญ่ในละครเวทีก่อนจะมีงานภาพยนตร์ เช่นเดียวกับไรแลนซ์ “พ่อของอีธานเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว แต่เขาก็มีข้อบกพร่องที่อาจจะร้ายแรงกว่าครอบครัวทั่วไป”

    อาปาพูดถึงการแสดงฉากเครียดๆหลายฉากของเขากับเคอร์บีว่า “มีอยู่ฉากนึง ที่ในที่สุด อีธานก็ลุกขึ้นสู้กับพ่อของเขา และผมต้องผลักลุค เราซ้อมกันหลายครั้ง แต่ลาสซีบอกให้เราแสดงไปตามความรู้สึก เราก็ทำตามนั้น”

    บทฮันนาห์ในวัยผู้ใหญ่ รับบทโดยเพ็กกี ลิปตัน ผู้โด่งดังจาก The Mod Squad และ Twin Peaks เดนนิส เควดพูดถึงนักแสดงหญิงที่รับบทคนรักของเขาว่า “ใครจะไม่หลงรักเธอ เพ็กกีน่าทึ่งมาก และเรามาอยู่ที่นี่แค่สองสามสัปดาห์ การได้ทำงานกับเธอเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก”

    ลิปตันเล่าถึงประสบการ์ตอนได้อ่านบทหนังครั้งแรก “ทุกคนที่ฉันคุยด้วย มีปฏิกิริยาแบบเดียวกัน ทุกคนประทับใจกับเรื่องนี้” เธอพูดถึงการเลือกรับบทเป็นฮันนาห์ว่า “เมื่อมีผู้กำกับอย่างลาสซี ฮอลลสตรอม และได้ทำงานกับนักแสดงอย่างเดนนิส เควด ไม่มีทางที่ฉันจะปฏิเสธ”

    บริทท์ โรเบิร์ตสันได้รับเลือกมารับบทฮันนาห์วัยสาว ซึ่งเป็นรักครั้งแรกของอีธาน เธอเริ่มต้นการแสดงในหนังเรื่อง Dan in Real Life และ Scream 4 ก่อนที่จะได้รับบทนำใน The Longest Ride และ Tomorrowland ฮอลล์สตรอมพูดถึงการได้ดูผลงานก่อนหน้านี้ของเธอว่า “ผมได้ดูเธอใน The Longest Ride และชอบการแสดงที่มีนัยของเธอ”

    โรเบิร์ตสันเล่าถึงตัวละครของเธอว่า “ฮันนาห์เจอกับอีธานในงานสวนสนุก และหลงรักเบลีย์หมาของเขาพอๆกับที่หลงรักเขา พวกเขาผูกพันกัน และเธอหวังจะสร้างชีวิตกับอีธานและเบลีย์ แต่เรื่องไม่เป็นอย่างที่หวัง”

    สำหรับบทของคาร์ลอส เจ้าของและเพื่อนยากของเอลลี ผู้สร้างเลือกจอห์น ออร์ทิซ จาก Silver Linings Playbook และ American Gangster มารับบทตำรวจผู้ทุ่มเทให้กับงานและหมาของเขา ออร์ทิซพูดถึงตัวละครของเขาว่า “คาร์ลอสอยู่คนเดียวและทุ่มเทในการทำงานให้กับชุมชน โดยส่วนตัว เขาค่อนข้างโดดเดี่ยว แต่ก็มีบอกเป็นนัยๆ ว่าเขาเคยมีความสัมพันธ์ในอดีตที่มีความหมายกับเขามาก เอลลีเป็นคู่หูของเขาและกลายมาเป็นทุกอย่างสำหรับเขาในเวลาอันรวดเร็ว”

    เคอร์บี ฮาเวลล์-แบ็ปทิสต์ จาก House of Lies และ Love รับบทเป็นเจ้าของติโนชื่อมายา ที่มีปัญหาในการเข้าสังคม เธอพูดถึงเรื่องราวตัวละครของเธอ ที่ถ่ายทอดในแบบที่ให้ความรู้สึกเหมือนหนังซ้อนหนังว่า “ลาสซีจัดแบ่งเรื่องราวแต่ละเรื่อง และให้เรื่องนั้นๆมีบรรยากาศและความรู้สึกของมันเอง มันแทบจะเหมือนเป็นหนังคนละเรื่อง และก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆตอนเราถ่ายทำ”

    ฮาเวลล์-แบ็ปทิสต์เล่าถึงความรู้สึกตอนที่ได้อ่านหนังสือและบทหนัง A Dog’s Purpose ว่า “ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้สองครั้งและร้องไห้ทุกครั้ง และตอนอ่านบทหนังก็ร้องไห้ทุกครั้งอีกเหมือนกัน”

    ทีมผู้สร้างเลือกพูช ฮอลล์ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการแสดงในทีวีซีรีส์เรื่อง The Game และ Ray Donovan มารับบทอัล คนรักของมายา เขาพูดถึงประสบการณ์การทำงานกับฮาเวลล์-แบ็ปทิสต์ว่า “ลาสซีให้อิสระอย่างเต็มที่กับเคอร์บีและผมในการทิ้งโครงสร้างมาตรฐานของการแสดง และแค่แสดงมันออกมา เรารู้สึกเหมือนกำลังสร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์”

    ฮาเวลล์-แบ็ปทิสต์เสริมว่า “พูชกับฉันทำงานด้วยกันสนุกมาก ตอนเราเจอกันครั้งแรก เขากอดฉันแน่นมาก เราเข้ากันได้ทันทีโดยไม่มีความเคอะเขิน ซึ่งมันน่าทึ่งมาก เพราะบทของเราในหนัง หัวใจของมันเป็นเรื่องของเราสองคน การสื่อสารถึงกันได้ทันทีจึงเป็นสิ่งที่เยี่ยมมาก”

    นิโคล ลาพลาซาและพริโม อัลลอน ได้รับเลือกให้รับบทเวนดี้และวิคเตอร์ เจ้าของใจร้ายของบัดดี้ ไม่นานก่อนที่มันจะถูกทิ้ง และพาตัวเองไปจนถึงบ้านไร่ที่แสนคุ้นเคย และได้พบเป้าหมายที่แท้จริงสำหรับชีวิตของมัน

    ผู้เล่าเรื่องที่ใช่เลย : การตามหาเบลีย์

    เมื่อได้ทีมนักแสดงเรียบร้อย ทั้งคนและน้องหมา การถ่ายทำก็เริ่มต้นขึ้นในเดือนสิงหาคม 2015 ที่เมืองวินนิเพ็ก, แมนิโทบา ประเทศแคนาดา และปิดกล้องช่วงปลายเดือนตุลาคม 2015 แต่หนังไม่ใกล้เคียงคำว่าเสร็จเรียบร้อยอย่างแน่นอน ถ้ายังไม่ได้ดาราตัวจริง ซึ่งเป็นหัวใจและจิตวิญญาณตลอดทั้งเรื่องของหนัง นั่นคือผู้พากย์เสียงเบลีย์

    ฮอลล์สตรอมและแอมบลินเลือกจอช แกด นักแสดงเจ้าของรางวัลโทนี สำหรับบทดารานำของพวกเขา แกดเป็นเจ้าของเสียงที่คนดูหลายสิบล้านรู้จักจากบทโอลาฟ ใน Frozen โด่งดังจากบทเอลเดอร์ อาร์โนลด์ คันนิงแฮม ในละครเวทีที่ได้รับรางวัลโทนีหลายรางวัล เรื่อง Book of Mormon ซึ่งเริ่มต้นอาชีพการแสดงของเขา

    ความสามารถด้านการใช้เสียงของเขา มีทั้งท่วงทำนองและอารมณ์ขันและให้อารมณ์ ผู้สร้างมั่นใจว่าเขาจะเป็นเบลีย์ที่เหมาะสมที่สุดของหนังเรื่องนี้ ฮอลล์สตรอมพูดถึงแกดว่า “หลังจากได้ยินจอชพากย์เสียงโอลาฟใน Frozen ผมแน่ใจในความสามารถของเขา และทำไมเขาจึงเหมาะที่สุดสำหรับบทบาทผู้เล่าเรื่อง พอเราเริ่มงาน ผมก็ประทับใจมากกับความลงตัวอย่างน่าทึ่งของเสียงเขาและภาพของตัวละครหมาของเรา และวิธีการที่เขาเชื่อมโยงกับตัวละครตัวนี้”

    แกด ที่ตอนนั้นเข้าใจผิด ว่ากำลังได้รับการติดต่อให้พิจารณารับพากย์บทสุนัขพูดได้ แต่ก็ได้รู้ว่าตัวเองเข้าใจผิด “ผมเป็นแฟนหนังที่เหนียวแน่นคนหนึ่งของลาสซี และฝันมานานว่าอยากมีโอกาสได้ร่วมงานกับเขา วันหนึ่งผมได้รับโทรศัพท์ บอกว่ามีหนังเรื่องใหม่ที่เขากำกับและอยากได้ผมไปร่วมงานด้วย ผมตื่นเต้นสุดๆ พอรู้ว่าหนังถ่ายเสร็จไปแล้ว ผมก็งง”

    “ปฏิกิริยาแรกของผมคือ ผมไม่อยากพากย์หนังเกี่ยวกับสัตว์พูดได้ แต่เลสลี เฟลด์แมน (รองประธานฝ่ายคัดเลือกนักแสดงของแอมบลิน) บอกให้ผมดูหนังก่อนค่อยตัดสินใจ เธอยื่นกล่องทิชชูให้ผมและพูดว่า “ เอ้า นี่ คุณจะต้องการมันแน่ๆ”

    “ผมดูหนัง—ตอนนั้นรู้แล้วว่าไม่ใช่หนังเกี่ยวกับหมาพูดได้–และประทับใจมาก และรู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนัง ถ้ามีใครสักคนเดินเข้ามา คงคิดว่าผมถูกปืนจี้ และดูครอบครัวกระรอกถูกเผา เพราะผมร้องไห้สะอึกสะอื้น หลังจากพากย์บทนี้เสร็จ ผมบอกตรงๆได้เลย ว่าไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับโปรเจ็คต์ไหนที่ผมเคยร่วมงานด้วยนับจาก Frozen ใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้จะตื่นตะลึงในความงาม ความจริง และความบันเทิงของสิ่งที่ลาสซีเรียงร้อยเข้าด้วยกัน”

    นักแสดงสี่ขา : บรรดามะหมาของหนัง

    ดารานำตัวจริงของ A Dog’s Purpose คือน้องหมาสี่ตัวที่ทำให้ความคิดของเบลีย์มีชีวิตขึ้นมา ทริป สุนัขพันธุ์รีทรีฟเวอร์เล่นเป็นเบลีย์, ชาโดว์ พันธุ์เยอรมัน เชพเพิร์ดรับบทเป็นเอลลี, ไมโล น้องหมาพันธุ์คอร์กีแสดงเป็นติโน และโบลต์ ลูกผสมเซนต์.เบอร์นาร์ดกับออสเตรเลียนเชพเพิร์ด แสดงเป็นบัดดี้
    จากการที่หมาต้องแสดงท่าทางเฉพาะ ตามที่เขียนไว้ในบทหนัง ฮอลล์สตรอมจึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมาร์ค ฟอร์บส์ คนฝึกสุนัข เป็นผู้คัดเลือกนักแสดงสี่ขาเหล่านี้

    การตามหาน้องหมาตัวเอก รวมทั้งตัวแสดงแทนและลูกหมาของพันธุ์ต่างๆเหล่านี้ มันคือการผจญภัยกันเลยทีเดียว ฟอร์บส์เริ่มด้วยการค้นหาสถานสงเคราะห์และช่วยเหลือสุนัข และสถานที่เพาะพันธุ์สุนัขจากอินเทอร์เน็ต หลังจากใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน ก็ได้น้องหมาที่เข้าข่ายได้รับการพิจารณาสำหรับบทบาทเหล่านี้

    ฟอร์บส์ทำการค้นหาไปทั่วประเทศ เพื่อหาน้องหมาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบทเบลีย์ “ทันทีที่มีการตัดสินใจ ว่าเบลีย์จะต้องเป็นรีทรีฟเวอร์สีแดง เราก็หาไปทั่วประเทศ สำหรับสุนัขที่อุปนิสัยสามารถฝึกได้ และมีรูปร่างหน้าตาที่พิเศษที่แสดงถึงบุคลิกอันโดดเด่น ในที่สุดเราก็โชคดี ไปเจอและได้ตัวเจ้าทริปจากบ้านเพาะพันธุ์สุนัขในอาร์คันซอส์”

    ฮอลล์สตรอมบอกว่า “บางครั้งผมก็ต้องทำตามสถานการณ์เฉพาะหน้ากับสุนัขพวกนี้ แต่ก็มีบ้างเป็นครั้งคราวที่ผมทำให้มันแสดงได้ และออกมาตามที่นึกภาพฉากนั้นไว้ เครดิตจริงๆต้องยกให้กับมาร์ค ฟอร์บส์และทีมของเขา พวกเขาน่าทึ่งมากที่สามารถทำให้สุนัขแสดงได้”

    ฟอร์บส์พูดถึงการหาตัวน้องหมาสำหรับบทเอลลีว่า “เอลลีแสดงโดยสุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดชื่อชาโดว์ เราเจอชาโดว์จากการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ที่ออร์แลนโด, ฟลอริดา”

    ออร์ทิซพูดถึงการทำงานกับชาโดว์ว่า “การทำงานกับสุนัขสอนผมได้มาก มันบังคับให้ผมต้องอยู่กับเวลาในปัจจุบัน และยอมให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้นเหนือการควบคุมของผม”

    ฟอร์บส์เล่าเรื่องราวที่เหมือนถูกล็อตเตอรีในการพบน้องหมาที่มาแสดงเป็นติโน “ติโนรับบทโดยน้องหมาคอร์กี้ตัวเล็กที่น่าทึ่งมากชื่อไมโล ไมโลมาถึงเราผ่านทางชุมชนออนไลน์เครกลิสต์ จากสุภาพบุรุษคนนึงในลอส แองเจลีสที่เลี้ยงมันต่อไม่ได้ เพราะเรื่องที่พักอาศัยของเขา เราเลยรับเลี้ยงมันไว้ และทำให้มันกลายเป็นดารา”

    ฮาเวลล์-แบ็ปทิสต์เล่าถึงวันทำงานที่เธอชอบที่สุดในกองถ่ายว่า “ลูกหมาคอร์กี้พวกนี้เป็นสัตว์ที่น่ารักที่สุดที่ฉันเคยเจอมา มีมาเข้าฉากสี่ตัว และฉันก็หลงรักทุกตัวเลย”

    แต่สุนัขที่มีเรื่องราวความเป็นมาน่าสนใจที่สุด คือน้องหมาที่รับบทเป็นบัดดี้ “เราช่วยเจ้าโบลต์มาจากสวนสัตว์ในญี่ปุ่น ที่นั่น มีหมาพันธุ์ออสเตรเลียนเชพเพิร์ดกระโดดข้ามรั้วไปนอนค้างคืนในกรงข้างๆ ที่มีเซนต์.เบอร์นาร์ดตัวเมียอยู่ หลังจากนั้นไม่นาน มีลูกหมาพันธุ์ผสมออสเตรเลียนเชพเพิร์ดกับเซนต์.เบอร์นาร์ดครอกหนึ่งที่ทางสวนสัตว์ไม่ต้องการ เราเลยรับเจ้าหมาน้อยโบลต์ไว้ รวมทั้งลูว์อิสกับเฮนา พี่ชายพี่สาวของมันด้วย”

    สำหรับฟอร์บส์ เป็นความท้าทายที่น่าสนใจ บางทีอาจจะน่าสนใจที่สุดในอาชีพการฝึกสัตว์มายาวนาน กับการที่หมาสี่ตัวต้องถ่ายทอดจิตวิญญาณของสัตว์ตัวเดียว “สุนัขที่ผ่านการฝึกมาแล้วอย่างดีสี่ตัวมาเล่นเป็นจิตวิญญาณเดียวกัน เป็นความท้าทายที่น่าสนใจ เรามีบทหนังที่อิงมาจากหนังสือ ก็เลยมีแนวทางเรื่องรูปร่างหน้าตาของหมาตัวนี้ ทันทีที่เราเจอน้องหมาที่รูปลักษณ์ตรงตามนั้น สิ่งสำคัญถัดมาคือเรื่องนิสัยใจคอของมัน เราจะสามารถฝึกมันได้มั้ย”

    จากการที่สุนัขปรากฏตัวอยู่ในแทบทุกฉาก ทีมงานของฟอร์บส์จึงต้องอยู่ที่กองถ่ายแทบจะทุกนาทีของการถ่ายทำ “กองถ่ายหนังเป็นที่ที่เหมือนมีจลาจลย่อยๆ ดังนั้นเราจึงต้องทำให้สุนัขคุ้นเคยกับบรรยากาศ เราพาพวกมันไปสถานที่ต่างๆ เช่นสวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า และที่ไหนก็ตามที่มีคนและพวกอุปกรณ์ต่างๆ แล้วเราก็ใช้เวลาแปดสัปดาห์แรกฝึกเรื่องพื้นฐานให้กับสุนัข จากนั้นก็เริ่มฝึกซ้อมการทำสิ่งต่างๆที่เฉพาะเจาะจง ตามที่บทหนังต้องการ”

    องค์ประกอบสำคัญสำหรับคนฝึก คือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างเต็มที่กับสุนัข เมื่อเกิดความเชื่อมั่นเต็มร้อยขึ้น สายใยของสุนัขที่มีกับคนฝึก จะบอกให้มันรู้ว่ามันจะปลอดภัยเสมอ

    ฟอร์บส์บอกว่า “ลาสซีเข้าใจขอบเขตที่เราเผชิญอยู่ และตอนเขาเจอน้องหมาทั้งหลายครั้งแรกเพื่อดูว่าพวกมันทำอะไรได้บ้าง คุณจะเห็นเลยว่าสมองเขาทำงานทันที ว่าจะดัดแปลงบทหนังยังไง”

    “การทำงานของหนังเรื่องนี้มีความพิเศษจริงๆ ลาสซีจะยอมให้หมาแสดงสดไปตามปฏิภาณไหวพริบถ้าอยู่ในขอบเขตของสิ่งที่เราต้องการจากฉากนั้นๆ โดยปกติแล้ว สุนัขกับการทำอะไรสดๆแบบทันทีทันควันเป็นสิ่งที่ไปด้วยกันไม่ได้ แต่เราเรียนรู้ที่จะไม่รีบวิ่งเข้าไป ถ้าสุนัขไม่ทำตามเป๊ะอย่างที่เราวางแผนไว้ เพราะลาสซีอาจจะชอบสิ่งที่แตกต่างออกไปที่มันกำลังทำ”

    ฮอลล์สตรอมพบว่าจริงๆแล้วทริปมีสัญชาตญาณของมันเองในการแสดง “มันฟังดูบ้านะ แต่ทริปทำหลายสิ่งที่ไม่คาดคิด ทั้งสำหรับคนฝึกและตัวผมเอง แต่เช่นเดียวกับนักแสดงที่เก่งๆ วิธีที่มันเลือกได้ผล”

    โรเบิร์ตสันชื่นชมทริปแบบเดียวกัน ”เคเจกับฉันจะแย่งเจ้าทริปกันตลอด มันเป็นหมาที่พิเศษที่สุดในโลกจริงๆ อย่าไปบอกบัดดี้กับไคลด์นะ”
    ไกซาร์บอกว่า “ทริปเป็นหมาที่น่ารักมาก มันไม่เลียหน้ามาก และชอบกอด เป็นหมาแบบที่ผมชอบเลย”

    จากวินนิเพ็กถึงชิคาโก :
    งานออกแบบของ A Dog’s Purpose

    ลาสซี ฮอลล์สตรอม ผู้กำกับที่เป็นเจ้าตำรับในการให้อิสรภาพ และสร้างข้อจำกัดน้อยที่สุดแก่นักแสดงและทีมผู้สร้างภาพยนตร์ของเขา ยังคงสไตล์นี้ต่อไปกับงานออกแบบสร้างฉาก การถ่ายภาพ และการออกแบบเสื้อผ้าของ A Dog’s Purpose เขาได้ทีมงานระดับแถวหน้ามาช่วยทำให้องค์ประกอบเหล่านี้ของหนังมีชีวิตขึ้นมา

    งานออกแบบสร้างฉากและสถานที่ถ่ายทำ

    เมื่อได้สถานที่สำหรับฟาร์มของครอบครัว ไมเคิล คาร์ลินผู้ออกแบบฉากก็สร้างสรรค์ฉากภายในของบ้านขึ้น ฉากนี้เป็นเหมือนการแสดงความคารวะผลงานที่มีลักษณะแบบอเมริกัน ของช่างภาพชื่อดังวิลเลียม เอ็กเกิลสตัน เช่นเดียวกับในส่วนอื่นของหนัง

    โลเคชั่นที่ถ่ายทำฉากบ้านไร่ของครอบครัวมอนต์โกเมอรี อยู่ห่างจากเมืองแบรนดอน มณฑลแมนิโทบา, แคนาดา ไปทางตะวันตกประมาณสามชั่วโมง แรงบันดาลใจสำหรับสถานที่นี้มาจากภาพเขียนปี 1948 ชื่อ Christina’s World อันโด่งดังของแอนดรูว์ ไวเอ็ธ ซึ่งใช้เป็นแม่แบบสำหรับการหาโลเคชั่น

    ระหว่างการตามหาที่ดินพื้นราบเพื่อใช้เป็นบ้านไร่ของครอบครัว ฟาร์มเกือบทุกแห่งในวินนิเพ็กมีการปลูกต้นไม้เป็นแนวกันลม และปลูกอยู่บนพื้นราบ การหาที่ดินที่ไม่มีต้นไม้ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยเหตุนี้ทีมงานจึงต้องไปที่แบรนดอน

    ฮอลล์สตรอมรู้สึกว่าโลเคชั่นที่แบรนดอนเหมาะสมที่สุด และตัดสินใจสนุกกับธรรมชาติของเรื่องราวในหนังช่วงที่เป็นอดีต “บ้านไร่แห่งนี้ดูมีมนต์ขลัง มันรู้สึกว่าใช่ การทำงานที่มีฉากย้อนยุคสนุกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถยนต์และเสื้อผ้าแบบอเมริกันตั้งแต่ยุค 60 เป็นต้นไป“

    ทีมงานใช้ถนนเวอร์เดน (ทางตะวันตกของแบรนดอน) สร้างเป็นฉากของปี 1962 โดยปรับเปลี่ยนหน้าอาคารร้านค้า และติดต่อสโมสรรถยนต์ในท้องถิ่น เพื่อขอนำรถเก่าในยุคนั้นมาเข้าฉาก

    ไรแลนซ์เล่าถึงฉากบ้านไร่ที่น่าทึ่งแห่งนั้นว่า “ทั้งหมดเป็นพื้นราบ ท้องฟ้ากว้างใหญ่ ผืนดินสีเขียวที่บรรยายความงามได้ไม่เท่าของจริง”

    หลังจากการทำงานใกล้เมืองแบรนดอน กองถ่ายก็ย้ายกลับไปที่วินนิเพ็ก “มันไม่ใช่การเปลี่ยนที่แตกต่างกันมาก คือจากฟาร์มไปชานเมือง จากแอตแลนตาไปชิคาโก แต่คนดูจะรู้ว่าเป็นคนละเรื่องราวและคนละเวลา”

    A Dog’s Purpose มีความเป็นเอกลักษณ์ เพราะประกอบด้วยหนังเล็กๆสามเรื่อง และถูกกั้นหน้ากั้นหลังไว้ด้วยหนังใหญ่หนึ่งเรื่อง “เราอยากเริ่มต้นและจบลงด้วยโลกของความเป็นจริง แต่ก็มีความเป็นอุดมคติด้วย เมื่อเรื่องราวของหนังย้ายไปที่ชิคาโกและหลังจากนั้น เราอยากให้คนดูรู้สึกถึงความแตกต่าง”

    เอ๊กซ์เชนจ์ ดิสทริกต์ในวินนิเพ็ก เป็นสถานที่ที่เหมาะมากสำหรับใช้เป็นชิคาโกในยุค 70 นานมาแล้ว วินนิเพ็กเคยถูกพูดถึงว่าเป็นชิคาโกของแคนาดา เนื่องจากเป็นศูนย์กลางเส้นทางรถไฟของประเทศ และมีการปลูกธัญพืชทั่ววินนิเพ็ก “มันไม่มีความหนาแน่นของเมืองที่มองเห็นไกลๆแบบชิคาโก แต่การถ่ายภาพตึกแบบใกล้ๆก็ออกมาเยี่ยมมาก”

    การที่คาร์ลินเคยร่วมงานกับฮอลล์สตรอมใน Salmon Fishing in the Yemen เขาจึงไม่รู้สึกแปลกใจกับธรรมชาติการทำงานแบบอิมโพรไวส์ของผู้กำกับ “ลาสซีทำงานแบบคิดขึ้นเดี๋ยวนั้นเยอะมาก เขามีวิธีที่น่าอัศจรรย์ในการหาส่วนของฉาก ที่เราหลายคนไม่แม้แต่จะสังเกตว่ามันอยู่ตรงนั้น จนกระทั่งเขาชี้ออกมาให้เราเห็น แล้วมันก็กลายเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติที่สุดในโลกไปทันที นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขามีความพิเศษ”

    จากการที่มีเรื่องราวแตกต่างกันสี่เรื่องและสามยุคสมัย จึงต้องมีการตัดสินใจว่าจะให้คนดูเห็นการผูกโยงแต่ละเหตุการณ์เข้าด้วยกันได้ยังไง–หรือไม่ “เราไม่อยากโยงเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน เราใช้สีเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวของหนังตอนย้ายไปสู่ช่วงเวลาและสถานที่ที่ต่างกัน”

    การถ่ายภาพ

    ผู้กำกับภาพเทอร์รี สเตซีและฮอลล์สตรอมตัดสินใจสร้างความแตกต่างที่บอกเป็นนัยสำหรับแต่ละยุคสมัย และสุนัขแต่ละตัว “ตอนเราเล่าเรื่องราวชีวิตของเบลีย์ในช่วงทศวรรษที่ 60 และ 70 การถ่ายจะออกเป็นแนวดั้งเดิมที่ทำกันมา ด้วยการถ่ายแบบเทคยาวและเคลื่อนกล้องช้าๆ พอเราไปชิคาโกตอนยุค 70 ภาพก็จะดิบขึ้น จะเป็นการถ่ายแบบถือกล้องถ่ายมากกว่า ออกแนวหนังเกี่ยวกับตำรวจ เรากลับมาถ่ายแบบดั้งเดิมมากขึ้นตอนมาถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน มีความแตกต่างเป็นนัยแค่ในสไตล์ที่เรากำลังถ่ายทอดเรื่องราว”

    หนังเรื่องนี้เป็นการร่วมงานกันครั้งที่สี่ของสเตซีกับฮอลล์สตรอม เขาจึงรู้ดีว่าการเป็นคนคล่องแคล่วว่องไวคือสิ่งสำคัญ “ในวิธีการทำงานของเขา ลาสซีเป็นคนที่คิดสดๆเดี๋ยวนั้น และปั้นฉากนั้นออกมาในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ เขาสร้างสรรค์ฉากเหมือนนักดนตรีสร้างสรรค์เพลงแจ๊ซ กระบวนการทำงานของเขามักจะให้ผลยอดเยี่ยมเกินคาด ซึ่งในตอนแรกพวกเราไม่มีใครมองเห็นเลยสักคน บางทีอาจจะยกเว้นเขา”

    เช่นเดียวกับทีมงานคนอื่นๆ สเตซีต้องรับมือกับหนังเรื่องนี้ในแบบที่มีลักษณะเฉพาะ “ผมหาข้อมูลเยอะมาก เรื่องที่ว่าหมาเห็นอะไร และขอบเขตการมองเห็นของมันคืออะไร รวมทั้งเรื่องสีด้วย แต่ผมก็รู้ว่ามันคงน่าเบื่อ ถ้าทุกอย่างเป็นสีน้ำเงินกับสีเทาไปหมด เลยใช้การอนุโลมในการสร้างงานศิลป์ ปรับเปลี่ยนมุมมองของหมานิดหน่อย แต่ยังคงให้เป็นภาพมุมกว้าง สำหรับการมองเห็นของมัน”

    การออกแบบเสื้อผ้า

    การอนุโลมในการสร้างงานศิลป์อาจจะใช้ได้กับเทอร์รี สเตซี แต่สำหรับงานของนักออกแบบเสื้อผ้าเชย์ คันลิฟฟ์ ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำแบบนั้นตั้งแต่แรก จากการที่ฮอลล์สตรอมต้องการให้เสื้อผ้าอยู่ในหนังแบบเงียบที่สุดที่จะเป็นไปได้ การต้องซื่อสัตย์ต่อความประสงค์ของผู้กำกับ ขณะที่ก็ต้องตรงตามความเป็นจริงของสไตล์ที่ใส่กันในอดีตด้วย จึงเป็นความท้าทาย

    ฮอลล์สตรอมบอกว่า “ผมให้กฎกับเชย์สองข้อ คือต้องไม่มีหมวกหรืออะไรที่สวมศีรษะ และต้องสมจริง ถ้าคุณอยากแถลงอะไรบางอย่างด้วยเสื้อผ้า อย่ามาแถลงในหนังของผม ผมต้องการให้มันแค่บอกเป็นนัยๆ อย่าให้สำคัญเกินส่วนอื่น และดูเป็นละครเวทีและไม่สมจริง”

    แต่เสื้อผ้าช่วงปลายยุค 70 และต้นยุค 80 ไม่ใช่แนวที่แค่บอกเป็นนัยอย่างแน่นอน ฮอลล์สตรอมยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยึดตามกฏทองของเขา “มันดูอึกทึกและฉูดฉาดเลยทีเดียว เมื่อพูดถึงรายละเอียดเสื้อผ้าของยุคสมัย แต่เป็นแบบนั้นจริงๆ คุณลองดูรูป สไตล์ของยุค 70 และ 80 เป็นเอกลักษณ์แบบนั้นจริงๆ”

    คันลิฟฟ์ทำแฟ้มที่เธอค้นคว้าข้อมูลเสื้อผ้าสำหรับตัวละครต่างๆขึ้น เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนกับฮอลล์สตรอม “สำหรับบทฮันนาห์วัยสาว ฉันเจอรูปของเพ็กกี ลิปตันในยุคที่เธอแสดงเรื่อง The Mod Squad ซึ่งในความคิดของฉัน มันถ่ายทอดสไตล์และความและรู้สึกได้สมบูรณ์แบบเลย ว่านี่คือผู้หญิงที่บทหนังอธิบายไว้ ฉันรู้สึกแบบนี้ตั้งแต่ก่อนที่เพ็กกีจะถูกเลือกมารับบทฮันนาห์ซะอีก”

    โรเบิร์ตสันเล่าถึงวิธีการทำให้แน่ใจว่ารูปลักษณ์ และการถ่ายทอดตัวละครฮันนาห์ออกมา จะตรงตามที่บทหนังเขียนไว้ “ในทุกเทคและทุกฉาก จะมีการพิจาณาทุกรายละเอียด มันไม่ใช่แค่การหาคาแร็คเตอร์และปรับคลื่นให้ตรงกัน แต่มันเกี่ยวกับการรู้ว่าจะทำอะไรได้มากแค่ไหน รู้ว่าเธอมาจากไหนและจะไปทางไหนต่อ เธอเป็นเด็กสาวที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา”

    คันลิฟฟ์สนุกมากกับการสร้างสไตล์ให้กับนักแสดงหลายคนที่รับบทตัวละครตัวเดียวกัน ในช่วงแตกต่างกันของชีวิต และสนุกกับการโยงมันเข้าด้วยกัน “มีเสื้อแจ็คเก็ตตัวนึงที่อีธานแต่ละวัยใส่ ที่สะท้อนให้เห็นทางเลือกที่อีธานอีกคนเป็นคนเลือก ฉันหวังว่าคนดูคงไม่สังเกตเห็นชัดเจนเกินไป แต่ให้รู้สึกเป็นนัยๆ เหมือนพวกเขากำลังมองดูการยืนเรียงแถวของนักแสดงทั้งสามคน”

    ฮาเวลล์-แบ็ปทิสต์ เสริมว่า “เสื้อผ้าฉันเยี่ยมมาก ตอนไปลองชุด ฉันรู้สึกประมาณว่า ยิ่งเรารังเกียจสิ่งที่เราเป็นมากเท่าไหร่ เสื้อผ้าก็ยิ่งเหมาะกับตัวละครของฉันมากเท่านั้น” เธอหัวเราะ “ พูชมีเสื้อสเวตเตอร์ที่ไม่ไหวจะเคลียร์ตัวนึง ที่ตอนนี้ฉันยังหลับตาเห็นภาพมันอยู่เลย”

    เมื่อการเล่าเรื่องของเบลีย์เป็นธีมเชื่อมโยงของหนัง คันลิฟฟ์จึงต้องให้ความใส่ใจกับรองเท้าที่ตัวละครใส่เป็นพิเศษ เนื่องจากมุมมองของหมาจะเน้นตั้งแต่ช่วงเข่าลงมา “ฉันแต่งตัวให้นักแสดงตั้งแต่เท้าขึ้นไปเลย และความยาวของชุด ของกระโปรง จากยุคทศวรรษที่ 60 ถึงปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เราจึงค่อนข้างพิถีพิถันกับมัน”

    หลังจากปิดกล้อง ผู้กำกับฮอลล์สตรอมเล่าถึงช่วงเวลาของการทำงานให้เราฟัง “ด้วยวิธีการทำงานแบบที่ผมทำ มันรู้สึกดีมากที่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง เปิดรับวิธีการที่ผมอิมโพรไวส์ ผมซาบซึ้งที่ให้อิสรภาพนั้น และซาบซึ้งที่ให้พื้นที่ในการได้ลองทำสิ่งต่างๆ และได้สิ่งที่ผมต้องการจริงๆจากทีมงานที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้”

    แอมบลิน เอนเตอร์เทนเมนต์ และรีไลแอนซ์ เอนเตอร์เทนเมนต์ เสนอ – ร่วมกับวอลเดน มีเดีย — ผลงานการผลิตของพาไรอาห์ ภาพยนตร์โดยลาสซี ฮอลล์สตรอม A Dog’s Purpose นำแสดงโดยบริทท์ โรเบิร์ตสัน, เคเจ อาปา, จอห์น ออร์ทิซ ร่วมด้วยเดนนิส เควด และจอช แกด ดนตรีประกอบโดยเรเชล พอร์ตแมน และดูแลด้านดนตรีโดยไลซ่า ริชาร์ดสัน ออกแบบเครื่องแต่งกายโดยเชย์ คันลิฟฟ์ ตัดต่อลำดับภาพโดยโรเบิร์ต เลห์ตัน,เอซีอี ออกแบบสร้างฉากโดยไมเคิล คาร์ลิน และกำกับภาพโดยเทอร์รี สเตซี,เอเอสซี อลัน บลูมควิสต์, มาร์ค ซูเรียน และลอเรน ไฟเฟอร์ เป็นผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร อำนวยการสร้างโดยเกวิน โพโลน สร้างจากหนังสือขายดีของดับเบิลยู. บรูซ คาเมรอน และดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ดับเบิลยู. บรูซ คาเมรอน, แคธริน มิชอน, ออดรีย์ เวลล์ส, มายา ฟอร์บส์ และ วอลลี โวโลดาร์สกี

    A Dog’s Purpose กำกับโดยลาสซี ฮลลล์สตรอม จัดจำหน่ายโดยยูนิเวอร์แซล @ 2016 ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ และสตอรีเทลเลอร์ ดิสทริบิวชัน

    ทีมนักแสดง

    บริทท์ โรเบิร์ตสัน (ฮันนาห์วัยสาว)
    ) เพิ่งเสร็จสิ้นการถ่ายทำซีรีส์ของเน็ตฟลิกซ์ เรื่อง Girlboss ที่เธอรับบทนำ ผลงานเมื่อเร็วๆนี้ของเธอ คือ Mr. Church ที่ร่วมแสดงกับเอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ และออกฉายรอปฐมทัศน์ในเทศกาลภาพยนตร์ไทรเบกา 2016 ผลงานอีกเรื่องหนึ่งที่โรเบิร์ตสันเพิ่งถ่ายทำเสร็จ คือ Casual ของช่องฮูลู และกำลังจะมีหนังเรื่องใหม่ คือ The Space Between Us ที่ร่วมแสดงกับเอซา บัตเทอร์ฟิลด์ และแกรี โอลด์แมน ออกฉายในวันที่ 3 กุมภาพันธ์
    เธอรับบทเป็นลูกสาวของจูเลีย โรเบิร์ตส ในหนังของผู้กำกับแกร์รี มาร์แชลผู้ล่วงลับ เรื่อง Mother’s Day ที่ออกฉายเมื่อปี 2016

    ปี 2015 โรเบิร์ตสันได้รับรางวัลดาวรุ่งพรุ่งนี้จากงานซีเนมาคอน และมีหนังออกฉายสองเรื่องติดกัน คือการรับบทนำใน The Longest Ride ที่สร้างจากงานเขียนของนิโคลัส สปาร์คส และ Tomorrowland ของแบรด เบิร์ด นำแสดงโดยจอร์จ คลูนีย์ และยังมีหนังที่ร่วมแสดงกับเจนนิเฟอร์ แอนิสตัน เรื่อง Cake ผลงานเมื่อเร็วๆนี้ของโรเบิร์ตสันคือ The First Time ที่ฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ และ Delivery Man ของดรีมเวิร์คส ที่ร่วมแสดงกับวินซ์ วอห์น

    ผลงานทางโทรทัศน์ของเธอ เช่นการเป็นนักแสดงประจำในซีรีส์ของดรีมเวิร์คส/ซีบีเอส ที่เพิ่งออกอากาศปีแรก เรื่อง Under the Dome สร้างจากงานเขียนของสตีเวน คิง และรับบทนำในซีรีส์สองเรื่องของซีดับเบิลยู เรื่อง The Secret Circle และ Life Unexpected

    เคเจ อาปา (อีธานวัยรุ่น)
    เป็นนักแสดงหนุ่มวัย 18 จากนิวซีแลนด์ ที่รับบทเป็นอาร์ชีในซีรีส์ของซีดับเบิลยูเรื่อง Riverdale ที่กำลังจะออกฉาย เขาเพิ่งเสร็จสิ้นการถ่ายทำหนังอินดี้เรื่อง Altar Rock ที่นำแสดงร่วมกับอินเดีย ไอส์ลีย์ ตอนอยู่นิว ซีแลนด์ อาปามีงานแสดงในซีรีส์ที่ได้รับความนิยมในประเทศ เรื่อง Shortland Street รวมทั้งมินิซีรีส์ความยาวหกตอนจบเรื่อง The Cul De Sac

    จอห์น ออร์ทิซ (คาร์ลอส)
    มีผลงานการแสดงทั้งละครเวที ภาพยนตร์ และโทรทัศน์ เป็นนักแสดงที่ได้รับรางวัลจากงานละครเวทีในนิวยอร์ก เขาได้รับรางวัลโอบีสาขาดารานำชายจากละครนอกบรอดเวย์เรื่อง References to Salvador Dali Make Me Hot และเข้าชิงรางวัลอินดีเพนเดนต์ สปิริต จากเรื่อง Jack Goes Boating
    ผลงานที่ถ่ายทำไปเมื่อเร็วๆนี้ของออร์ทิซคือ Nostalgia ร่วมกับจอห์น แฮมม์ และแคทเธอรีน คีเนอร์ และเพิ่งจะปิดกล้องเรื่อง God Particle ที่อำนวยการสร้างโดยเจ.เจ. เอบรามส์, Replicas ที่นำแสดงโดยคีอานู รีฟส์ และ Kong: Skull Island นำแสดงโดยทอม ฮิดเดิลสตัน, บรี ลาร์สัน, ซามูเอล แอล. แจ็คสัน และ จอห์น กู้ดแมน ผลงานเรื่องอื่นๆของเขา เช่น Going in Style ของแซ็ค บราฟฟ์ นำแสดงโดยมอร์แกน ฟรีแมน และไมเคิล เคน, A Woman, a Part, Steve Jobs, Blackhat, The Drop และ Cesar Chavez ของดิเอโก ลูนา

    ปี 2012 ออร์ทิซร่วมแสดงในหนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ เรื่อง Silver Linings Playbook และก่อนหน้านั้น มีงานแสดงเรื่อง Jack Goes Boating ใน

    ปี 2010 ที่เขาทั้งอำนวยการสร้างและรับบทนำ ร่วมกับฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมนผู้ล่วงลับ ผลงานเรื่องอื่นๆของออร์ทิซ เช่น Public Enemies, Fast & Furious 6, Pride and Glory, American Gangster, Aliens vs. Predator: Requiem, Miami Vice, El Cantante, Amistad, Carlito’s Way, Narc, Ransom, Riot, Side Streets, Sgt. Bilko, Before Night Falls, The Opportunists และ The Last Marshal ส่วนงานทางโทรทัศน์ ออร์ทิซร่วมแสดงกับเกรก คินเนียร์ เรื่อง Rake, ซีรีส์ของเอชบีโอ เรื่อง Togetherness นำแสดงโดยอแมนดา พีท และเมลานี ลินสกี, Luck ที่นำแสดงโดยดัสติน ฮอฟฟ์แมน, Clubhouse, The Job และ Lush Life ออร์ทิซร่วมก่อตั้งบริษัทผลิตละครเวที ชื่อแลบิรินธ์ เธียเตอร์ ร่วมกับฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมนผู้ล่วงลับ มีผลงานทั้งการแสดงและอำนวยการสร้าง เช่น The Last Days of Judas Iscariot, Jesus Hopped The ‘A’ Train ซึ่งเขาได้เข้าชิงรางวัลดารามา เดสก์, Guinea Pig Solo และ Jack Goes Boating ทั้งหมดเปิดแสดงที่พับลิก เธียเตอร์ในนิวยอร์ก ออร์ทิซรับบทนำใน Othello ที่มีดัสติน ฮอฟฟ์แมนร่วมแสดง กำกับโดยปีเตอร์ เซลลาร์ส เปิดแสดงรอบปฐมทัศน์ที่กรุงเวียนนา, ประเทศออสเตรีย และเปิดแสดงในอีกหลายประเทศ

    ออร์ทิซเกิดและเติบโตในบรุ้คลิน, นิวยอร์ก และยังคงอยู่ที่นั่นกับภรรยาและลูกชายของเขา

    เพ็กกี ลิปตัน (ฮันนาห์วัยผู้ใหญ่)
    เป็นทั้งแม่, นักแสดง, นักเขียน และนักดนตรี เธอเกิดที่กรุงนิวยอร์ก และเรียนการแสดงที่นั่น ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่แคลิฟอร์เนียกับครอบครัวตอนอายุ 17 เธอเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงกับสตูดิโอใหญ่ๆหลายแห่ง ทำอัลบั้มให้กับลู แอดเลอร์หนึ่งชุดในปี 1969 ลิปตันแสดงนำในซีรีส์หลายเรื่อง รวมทั้ง The Mod Squad และ Twin Peaks เธอแต่งงานกับควินซี โจนส์ มีลูกสาวด้วยกันสองคน คือคิดาดา และราชิดา ลิปตันกลับมาทำงานอีกครั้งหลังจากลูกสาวทั้งสองคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ปี 2005 เธอตีพิมพ์บันทึกความทรงจำ ชื่อ Breathing Out ลิปตันเดินทางท่องเที่ยวไปหลายประเทศ รวมทั้งอินเดีย ซึ่งเธอไปพักที่อาศรม

    เดนนิส เควด (อีธานวัยผู้ใหญ่)
    มีชื่อเสียงจากการแสดงทั้งบทแนวคอมเมดี้และดรามามายาวนานกว่า 40 ปี เขามีงานแสดงแนวดรามา ออกอากาศทางเครือข่ายออนไลน์แคร็กเกิล เรื่อง The Art of More ซึ่งเขารับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหารด้วย ส่วนในภาพยนตร์ เควดเพิ่งจะมีผลงานออกมาเมื่อเร็วๆนี้ คือ Truth หนังดรามาที่อิงเค้าโครงจากเรื่องจริง และเสร็จสิ้นการถ่ายทำซีซั่นสองของซีรีส์ที่ได้เข้าชิงรางวัลบาฟตา เรื่อง Fortitude

    ช่วงปลายทศวรรษที่ 70 เควดเริ่มได้รับความสนใจจากนักวิจารณ์และคนดู จากบทบาทในหนังหลายเรื่อง เช่น Breaking Away ก่อนจะได้รับคำชมอย่างมากจากบทนักบินอวกาศใน The Right Stuff (1983) ผลงานเด่นเรื่องอื่นๆของเขา เช่น The Rookie, The Day After Tomorrow, Traffic, Vantage Point, Frequency, The Parent Trap และ Soul Surfer การแสดงใน Far From Heaven งานกำกับของทอดด์ เฮย์นส์ ทำให้เควดได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากนิวยอร์ก ฟิล์ม คริติกส์ เซอร์เคิล, ชิคาโก ฟิล์ม คริติกส์ แอสโซซิเอชั่น, ออนไลน์ ฟิล์ม คริติกส์ โซไซตี้ และรางวัลอินดีเพนเดนต์ สปิริต

    ปี 2010 เขาได้เข้าชิงรางวัลจากหลายสถาบัน รวมทั้งสมาคมนักแสดง (SAG), รางวัลเอ็มมี และรางวัลลูกโลกทองคำ จากการแสดงเป็นบิล คลินตัน ในหนังที่สร้างสำหรับฉายทางทีวี เรื่อง A Special Relationship

    ตอนนี้เควดกำลังถ่ายทำหนังเรื่องใหม่ ชื่อ Kin ที่ร่วมแสดงกับเจมส์ ฟรังโก

    จอช แกด (พากย์เสียงเบลีย์/บัดดี้/ติโน/เอลลีย์)
    นักแสดงที่นำไหวพริบ, อารมรณ์ขัน และความลุ่มลึก มาสู่ทุกบทบาทที่เขาแสดง จากมนุษย์หิมะผู้รักซัมเมอร์ จนถึงมิชชันนารีมอร์มอนจอมเพี้ยน
    ผลงานการแสดงเรื่องใหม่ของแกดที่กำลังจะออกฉาย คือ Beauty and the Beast เวอร์ชั่นคนแสดงของวอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส หนังมีกำหนดฉายวันที่ 17 มีนาคม 2017
    เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการถ่ายทำหนังของโอเพน โรด ฟิล์ม เรื่อง Marshall เรื่องราวของเธอร์กู้ด มาร์แชลผู้พิพากษาศาลฎีกา
    ผลงานเรื่องใหม่ของแกด คือ Heavy Duty หนังตลกของค่ายพาราเมาท์ที่สร้างจากไอเดียของเขาเอง, และ Russ and Roger ที่เขานำแสดงร่วมกับวิลล์ ฟาร์เรลล์ และรับบทเป็นโรเจอร์ อีเบิร์ต

    ปี 2015 แกดรับบทนำ ร่วมกับบิลลี คริสตัล ใน The Comedians ทางช่องเอฟเฟ็กซ์ ผลงานหนังเรื่องอื่นของเขา เช่น Pixels, The Wedding Ringer, Wish I Was Here, Frozen, Jobs, Thanks for Sharing, The Internship, Love & Other Drugs, The Rocker, 21 และ Crossing Over

    แกดเพิ่งจะมีงานที่เขาพากย์เสียงออกฉายไปเมื่อเร็วๆนี้ คือแอนิเมชั่นเรื่อง The Angry Birds Movie ของโซนี เอนเตอร์เทนเมนต์ ที่ดัดแปลงจากเกมที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ส่วนผลงานพากย์เสียงเรื่องอื่นๆของเขา เช่น Ice Age: Continental Drift

    ปี 2012 แกดรับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร, ผู้ร่วมสร้างสรรค์ และแสดงนำ ในซีรีส์ตลกแนวครอบครัวเรื่อง 1600 Penn ให้เสียงพากย์เป็นมอนโดในซีรีส์การ์ตูนของเอ็มทีวีเรื่อง Good Vibes ไปเป็นดารารับเชิญในซีรีส์เรื่องดัง อย่าง New Girl และ Modern Family

    แกดยังประสบความสำเร็จอย่างมากในละครบรอดเวย์ กับบทเอลเดอร์ คันนิงแฮมในละครเพลงแนวตลกที่ได้รับรางวัลโทนี เรื่อง Book of Mormon เขาได้เข้าชิงรางวัลโทนี, รางวัลดรามา ลีก และรางวัลเฟรด แอนด์ อเดล แอสแตร์ และได้รับรางวัลเอาเทอร์ คริติกส์ เซอร์เคิล เขาแสดงละครบรอดเวย์ครั้งแรกในละครที่ได้รับรางวัลโทนี เรื่อง The 25th Annual Putnam County Spelling Bee

    หลังเรียนจบจากโรงเรียนสอนการแสดงคาร์เนกี เมลลอน แกดเริ่มอาชีพการแสดงของเขาในวงการละครเวที จากนั้นหันมาทำงานแสดงในแนวคอมเมดี้ และร่วมก่อตั้งคณะละครของเขาเอง ชื่อเดอะ ลอสต์ นอแมดส์

    เกี่ยวกับทีมผู้สร้าง
    ลาสซี ฮอลล์สตรอม (กำกับ)
    ) เป็นผู้กำกับที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโลก คนดูหนังรู้จักเขาเป็นอย่างดีจากหนังอย่าง My Life as a Dog, What’s Eating Gilbert Grape และ The Cider House Rules ฮอลล์สตรอมเกิดที่กรุงสต็อกโฮล์ม, ประเทศสวีเดน เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน, 1946 พ่อของเขาเป็นนักทำหนังสมัครเล่น เขาเริ่มต้นอาชีพการทำหนังตอนเรียนไฮสคูล ด้วยหนังสั้นเกี่ยวกับเพื่อนนักเรียนที่ตั้งวงดนตรี โดยมีเพื่อนๆกลุ่มหนึ่งของเขาสนับสนุน

    ปี 1975 ฮอลล์สตรอมทำหนังใหญ่เรื่องแรกแนวโรแมนติกดรามาชื่อ A Guy and a Gal สองปีต่อมา เขาทำหนังเกี่ยวกับวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จที่สุดของสวีเดน เรื่อง ABBA : The Movie ปี 1985 ผลงานเรื่อง My Life as a Dog ทำให้ฮอลล์สตรอมประสบความสำเร็จในระดับโลก หนังอาร์ต-เฮ้าส์แนวคัมมิ่ง-ออฟ-เอจที่กระทบใจคนดูเรื่องนี้ บอกเล่าเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่ถูกส่งไปอยู่กับญาติ เนื่องจากแม่ของเขาป่วยและไม่สามารถดูแลเขาได้ หนังได้รับรางวัลในระดับนานาชาติหลายรางวัล รวมทั้งรางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม และรางวัลจากนิวยอร์ก ฟิล์ม คริติกส์ เซอร์เคิล ฮอลล์สตรอมได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม

    หลังจากความสำเร็จของ My life as a Dog ฮอลล์สตรอมยังคงทำหนังอยู่ที่สวีเดนต่อไป ปี 1991 เขามาอเมริกา และทำหนังเรื่องแรก คือ Once Around งานแนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่นำแสดงโดยฮอลลี ฮันเตอร์ และริชาร์ด ไดรย์ฟัสส์ หนังได้รับการตอบรับที่ดี สองปีต่อมา ฮอลล์สตรอมสร้างชื่อเสียงในระดับโลกอีกครั้ง ด้วยผลงานเรื่อง What’s Eating Gilbert Grape นำแสดงโดยจอห์นนี เด็ปป์ในบทกิลเบิร์ต และถือเป็นงานแจ้งเกิดให้กับนักแสดงที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในเวลานั้น อย่างลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ซึ่งได้เข้าชิงทั้งรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลออสการ์ในสาขาดาราสมทบชาย จากบทน้องชายที่มีความบกพร่องทางสมองของกิลเบิร์ต

    หลังจาก Gilbert Grape ฮอลล์สตรอมมีผลงานตามออกมา คือ Something to Talk About (1995) และหนังที่สร้างจากงานเขียนของจอห์น เออร์วิง เรื่อง The Cider House Rules (1999) ซึ่งเออร์วิงเขียนบทภาพยนตร์เอง มีโทบี้ แม็คไกวร์, ชาร์ลิซ เธอรอน และไมเคิล เคนนำแสดง เขาได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้ด้วย ปีต่อมาเขาประสบความสำเร็จอีกครั้งด้วยหนังแนวโรแมนติกคอมเมดี้ ดรามาเรื่อง Chocolat ที่ได้เข้าชิงรางวัลมากมาย รวมทั้งลูกโลกทองคำสี่รางวัล และออสการ์ห้ารางวัล

    ปี 2001 ฮอลล์สตรอมมีผลงานเรื่อง The Shipping News ออกฉาย ได้รับคำชมและประสบความสำเร็จในแวดวงหนังอาร์ตเฮาส์ ตามมาด้วย An Unfinished Life ปี 2005, Casanova (2005) และ Dear John (2010) ซึ่งสร้างจากนวนิยายของนิโคลัส สปาร์คส นำแสดงโดยแชนนิง เททัม และอแมนดา ไซเฟร็ด และเปิดตัวแรงในอันดับหนังทำเงิน ด้วยการเขี่ย Avatar ตกจากอันดับที่หนึ่งหลังจากอยู่มานานเจ็ดสัปดาห์

    หนังเรื่องต่อมาของเขาคือ Salmon Fishing in the Yemen นำแสดงโดยยวน แม็คเกรเกอร์ และเอมิลี บลันท์ เปิดฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโทรอนโท และออกฉายโดยการจัดจำหน่ายโดยซีบีเอส ฟิล์มส ปี 2011 ฮอลล์สตรอมกำกับหนังแนวทริลเลอร์เรื่อง The Hypnotist ปี 2013 กำกับเรื่อง Safe Haven ที่สร้างจากนวนิยายชื่อเดียวกันของนิโคลัส สปาร์คส เรื่องของหญิงสาวผู้มีอดีตลึกลับที่มีความสัมพันธ์กับพ่อม่าย และต้องเผชิญหน้ากับความลับที่ตามหลอกหลอนเธอ หนังทำเงินทั่วโลก 97 ล้านเหรียญ กลายเป็นหนึ่งในหนังที่สร้างจากงานเขียนของสปาร์คสที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาล จากนั้นมีงานกำกับให้กับดิลนีย์ พิคเจอร์ส เรื่องThe Hundred-Foot Journey ที่ได้รับคำชมอย่างมาก และทำให้เฮเลน มีร์เรนได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Log in | Designed by Gabfire themes