Downsizing | มนุษย์ย่อไซส์

Downsizing | มนุษย์ย่อไซส์

  • Genres: Comedy, Drama, Sci-Fi
    Running Time: December.22’2017 (USA)
    Release Date: 135 min
    MPAA Rating: R for language including sexual references, some graphic nudity and drug use.
    Distributors: Paramount Pictures, Ad Hominem Enterprises, Annapurna Pictures
    Starring: Matt Damon, Christoph Waltz, Hong Chau
    Directed by: Alexander Payne

    Downsizing คืองานจินตนาการถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น เมื่อกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชาวนอร์เวย์ ค้นพบวิธีที่จะย่อส่วนมนุษย์ลงให้เหลือส่วนสูงแค่เพียงห้านิ้ว ทั้งนี้เพื่อเป็นทางออกให้กับปัญหาประชากรล้นโลก และพวกเขายังเสนอโครงการเปลี่ยนถ่ายทั่วโลกในระยะเวลา 200 ปี จากมนุษย์ตัวใหญ่ไปสู่มนุษย์ตัวย่อ

    ในไม่ช้า ผู้คนเริ่มรู้สึกว่าเงินทองกำลังหลั่งไหลไปสู่โลกย่อส่วนมากแค่ไหน ด้วยคำสัญญาว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ผู้ชายธรรมดาๆ อย่าง พอล ซาฟราเน็ก (แม็ตต์ เดม่อน) และภรรยา ออเดรย์ (คริสเตน วิก) ตัดสินใจที่จะทิ้งชีวิตที่แสนตึงเครียดของพวกเขาในโอมาฮา เพื่อไปอยู่ในชุมชนย่อส่วนแห่งใหม่ ถือเป็นก้าวกระโดดที่จะถอยกลับไม่ได้ เป็นการเริ่มต้นการผจญภัยที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเมื่อพวกเขากลายเป็นคนย่อไซส์ลง

    พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอภาพยนตร์เรื่อง Downsizing ผลงานการสร้างของ แอ็ด โฮมิเนม เอนเตอร์ไพรส์ ร่วมกับแกรน เวีย โปรดักชั่นส์ ผลงานการกำกับของเจ้าของรางวัลออสการ์ อเล็กซานเดอร์ เพย์น (The Descendants, Sideways) นำแสดงโดยนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ แม็ตต์ เดม่อน (The Martian, Good Will Hunting), นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ คริสตอฟ วอลท์ซ (Inglorious Basterds, Django Unchained), หงเชา (Inherent Vice, Big Little Lies), นักแสดงหญิงผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ คริสเตน วิก (The Martian, Bridesmaids), อูโด เคียร์ (Melancholia), เจสัน ซูเดคิส (Colossal), นักแสดงหญิงผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ลอร่า เดิร์น (Wild, Rambling Rose), นีล แพทริค แฮร์ริส (Gone Girl) และโรลฟ์ แลสส์การ์ด (A Man Named Ove) เพย์นร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้กับเจ้าของรางวัลออสการ์ จิม เทย์เลอร์ (Sideways, The Descendants) เพย์น, เทยเลอร์, เจ้าของรางวัลออสการ์ มาร์ก จอห์นสัน (Rain Man, ภาพยนตร์ชุด The Chronicles of Narnia) และจิม เบิร์ก (The Descendants, Election) ซึ่งเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ขณะที่ผู้อำนวยการสร้างบริหาร ได้แก่ เจ้าของรางวัลเอ็มมี่ ไดอาน่า โพคอร์นี่ (Daddy’s Home, Indictment: The McMartin Trial) แอสโซซิเอท โปรดิวเซอร์ ได้แก่ ดักลาส เทย์เลอร์ ผู้กำกับภาพ ได้แก่ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ฟีดอน ปาปาไมเคิล (Nebraska, The Descendants) โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ ได้แก่ สเตฟานี่ เซลล่า (Black Mass, The Great Beauty) และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ได้แก่ เวนดี้ ชั๊ค (About Schmidt, Nebraska) ภาพยนตร์เรื่องนี้ลำดับภาพโดย ผู้เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ เควิน เท้นท์ (The Descendants, Nebraska)

    “เคลียร์หมด…”

    พอล ซาฟราเนก (แม็ตต์ เดม่อน) ลงหลักปักฐานใช้ชีวิตแบบเล็กๆ เมื่อนานมาแล้ว

    เขาใช้เงินแบบเดือนชนเดือนในฐานะนักกิจกรรมบำบัดประจำโอมาฮา สทีกส์ เขาไม่สามารถสนองความฝันอันยิ่งใหญ่ของ ออเดรย์ (คริสเตน วิก) ผู้เป็นภรรยา และต้องทิ้งความฝันของตนเองเพื่อทำตามความคาดหวังของคนอื่น โอกาสในอนาคตแทบไม่มีสำหรับคู่สามีภรรยาชนชั้นกลาง พวกเขาไม่มีลูก และในวัย 40 กว่า พวกเขาหลังชนฝา

    หนึ่งทศวรรษผ่านพ้นไปนับแต่เขาได้เห็นนักวิทยาศาสตร์ชาวนอร์เวย์ ดร.จอร์เกน แอสจอร์นเซ่น (โรลฟ์ แลสส์การ์ด) และทีมงาน สร้างเสียงฮือฮาจากคนทั้งโลก ด้วยการหาทางออกให้กับปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ นั่นก็คือปัญหาประชากรล้นโลก ทางแก้ปัญหาน่ะเหรอ มันคือการย่อส่วนเซลล์ที่รู้จักกันในชื่อ การย่อไซส์ เป้าหมายน่ะเหรอ เชื่อกันว่า 6 เปอร์เซนต์ของประชากรของโลกจะอาสาย่อส่วนตัวเองให้เหลือเพียงขนาด 5 นิ้วในเวลา 200 ปี และช่วยลดความเป็นไปได้ที่มนุษย์จะสูญพันธุ์

    ใช้ชีวิตแบบตัวเล็กๆ เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แต่การจะรักษาเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างทรงเกียรติอาจต้องการการปรับแต่งเล็กน้อย

    พอลและออเดรย์ค้นพบความเป็นไปได้ที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นผ่านการย่อไซส์ เมื่อพวกเขาได้พบกับ เดฟ (เจสัน ซูเดคิส) เพื่อนของพวกเขาในงานเลี้ยงรุ่น พอลแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง เดฟและแครอล ภรรยาของเขา ซึ่งตอนนี้ตัวสูงเพียง 5 นิ้ว มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบอย่างหรูหราอยู่ในชุมชนเลชัวร์แลนด์ ซึ่งเป็นชุมชนที่ถูกสร้างขึ้นอย่างไร้ที่ติสำหรับคนตัวเล็ก พวกซาฟราเนกจึงอยากเห็นตัวเองเป็นแบบนั้นบ้าง

    การไปทัวร์เมืองเลชัวร์แลนด์ถึงกับทำให้พวกเขาอ้าปากค้าง มันคือพื้นที่ที่ดีที่สุดของโลกใบใหญ่ที่ถูกลดขนาดลงให้เหมาะกับคนย่อไซส์ ข้อดีของมันล่ะ สินทรัพย์จำนวนเพียง 1 แสนเหรียญของพวกเขาที่แทบซื้ออะไรไม่ได้เลยในโลกใบใหญ่ จะมีมูลค่าเพิ่มเป็น $12.5 ล้านในโลกใบเล็ก พวกเขาสามารถใช้เงินก้อนนี้กินอยู่ไปได้ทั้งชีวิต

    แล้วข้อเสียล่ะ พวกเขาจะต้องหดขนาดตัวลง จนมีขนาดเพียง .0364 เปอร์เซ็นต์ของมวลรวมของร่างกายปัจจุบัน และเมื่อย่อไซส์แล้ว จะกลับคืนสู่ขนาดเดิมไม่ได้อีก

    โชคดีสำหรับพวกเขา ข้อบกพร่องในกระบวนการย่อไซส์นี้ได้รับการแก้ไขตลอดสิบปีที่ผ่านมา พวกเขาตกลงใจย่อไซส์ นั่นคือสิ่งที่พอลคิดเอาไว้

    หนึ่งปีต่อมา การตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่ไม่ได้ส่งผลดีเลย พอลผ่านการหย่าร้างและใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง โดยเขาทำงานเป็นตัวแทนขาย และใช้ชีวิตอยู่ในอพาร์ตเม้นต์แห่งหนึ่งเมื่อโชคชะตายื่นมือเข้ามา เพื่อนบ้านเพลย์บอยชาวเซอร์เบียของพอล ดูซาน เมอร์โควิค (คริสตอฟ วอลท์ซ) และคอนราด (อูโด เคียร์) หุ้นส่วนธุรกิจของเขา ได้บุกเข้ามาในชีวิตของพอล และแนะนำให้เขาได้รู้จักกับชีวิตที่มีแต่การปาร์ตี้สุดเพี้ยน ที่นั่นเองที่พอลได้พบกับง็อคลานทราน สาวผู้อพยพชาวเวียดนามที่ทุพพลภาพ (หงเชา) แม่บ้านของดูซาน ซึ่งถูกจับย่อไซส์โดยไม่เต็มใจ และถูกเนรเทศมาจากประเทศของเธอ เพราะไม่ควรจะมีใครที่ถูกปิดหูเปิดตา เธอจึงทำให้พอลได้สัมผัสด้านลบอีกด้านของโลกย่อไซส์ นั่นก็คือถิ่นที่พักอาศัยขนาดใหญ่ที่เธอและผู้อพยพที่ยากจนคนอื่นๆ อาศัยอยู่ในอีกด้านของกำแพงขนาดใหญ่

    เมื่อก้าวเข้าสู่โลกของเธอ พอลจะได้เข้าใจถึงความรักที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน เป็นอีกมุมมองที่เขาไม่เคยได้รับรู้ และโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่เขาไม่เคยเห็นว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น

    เจอกันที่อีกด้านนะ
    – พอล ซาฟราเนก

    “สวยงาม ตลก ทำหัวใจแหลกสลาย”
    นั่นคือถ้อยคำที่ แม็ตต์ เดม่อน ใช้สรุปเมื่อพูดถึงเรื่องราวที่ผู้กำกับ อเล็กซานเดอร์ เพย์น ร่วมเขียนขึ้นมากับ จิม เทย์เลอร์ และเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาให้ก้าวเข้ามาร่วมงานกับเรื่องราวในแนวดราเมดี้เรื่องนี้ ซึ่งเป็นงานผจญภัยไซไฟที่หวานอมขมกลืน เกี่ยวกับผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งผู้ได้รับโอกาสครั้งที่ 2 ที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความหมายในแบบฉบับของเขาเอง

    อันที่จริงแล้วคนที่คิดคอนเซ็ปต์แรกเริ่มของเรื่องนี้ขึ้นมา คือ จิม เทย์เลอร์ และน้องชายของเขา ดักลาส เทย์เลอร์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแอสโซซิเอท โปรดิวเซอร์ให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้

    “ดั๊กจินตนาการถึงกระบวนการที่คุณสามารถลดไซส์ของผู้คน จากนั้นก็คิดคำนวณเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ อย่างเช่น ด้วยแฮมเบอร์เกอร์หนึ่งชิ้น คุณสามารถทำให้คนตัวเล็กอิ่มท้องได้กี่คน” จิมเล่า และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของไอเดียยิ่งน้อยยิ่งมาก เพราะมันคือหนทางที่จะทำให้กลายเป็นมหาเศรษฐี ในไม่ช้า ความคิดเล่นๆ ของพวกเขาก็กลายมาเป็น “เรื่องราวที่น่าสนใจให้กับภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง” ได้

    เพย์นเริ่มต้นขยายเรื่องออกไปอีก “เราให้เหตุผลว่าการย่อไซส์จะกลายเป็นเทรนต์นิยมของโลก ดังนั้นจิมกับผมจึงอยากใส่เหตุผลลงไปว่ามันเกิดขึ้นทั่วโลกได้อย่างไร และมันไม่ใช่แค่ส่งผลต่ออเมริกาเท่านั้น” เพย์นบอก “แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นจากตรงนั้น”

    การขยายขอบเขตของขนาดการเล่าเรื่อง คือสิ่งที่เน้นยำถึงธรรมชาติของธีมต่างๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ “ฮีโร่ของเราเป็นคนอเมริกัน เวียดนาม และเซอร์เบีย ในภาพยนตร์เรื่องนี้ คุณจะได้ยินทั้งภาษาอังกฤษ เวียดนาม เซอร์เบีย สเปน นอร์เวย์ กรีก เกาหลี ตากาล็อก อารบิค ฝรั่งเศส และมีอยู่ฉากหนึ่งคุณจะได้เห็นภาษามือแบบอเมริกันด้วย” เพย์นเล่าต่อ “เราก็ไม่ได้ตั้งเป้าจะให้มันเป็นภาพยนตร์ที่มีหลายภาษามากมายหรอกนะครับ แต่มันเหมาะกับเรื่องนี้ และไอเดียที่ว่าโลกของพอลกลับใหญ่ขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจที่จะย่อขนาดตัวเองให้เล็กลง”

    เทย์เลอร์กล่าวเสริมอีกว่า กับ “Downsizing เราสนใจที่จะสร้างภาพยนตร์ที่เป็นการมองไปข้างนอก มากกว่าจะเป็นการมองดูภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเรา เรามักสนใจในธรรมชาติของมนุษย์ที่เราโทษคนอื่นว่าสร้างปัญหาให้เรา ซึ่งมันตรงกันข้ามกับการรับผิดชอบ”

    ภาพยนตร์ของ อเล็กซานเดอร์ เพย์น “ไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการขับรถไล่ล่ากัน หรือการปล้นธนาคาร มันเป็นภาพยนตร์ที่ให้คำจำกัดความด้วยตัวละคร” ผู้อำนวยการสร้าง มาร์ก จอห์นสัน กล่าว “มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวละครดีๆ ที่พยายามทำเรื่องที่ถูกต้อง ขณะที่โลกของ Downsizing มีขนาดใหญ่กว่าโลกในผลงานเรื่องก่อนๆ ของเขา แต่สุดท้ายมันก็ยังเป็นงานที่เน้นเรื่องของตัวละครอยู่ดี ผมยังไม่เคยอ่านเรื่องไหนที่เหมือนกับเรื่องนี้มาก่อน และคาดหวังว่ามันจะต้องสนุก และมีการเสียดสีจิกกัดอยู่ด้วย ผมไม่เคยคาดคิดว่ามันจะเป็นเรื่องที่ให้อารมณ์ได้ขนาดนี้ เป็นการเดินเข้าสู่ทั้งงานตลกและดราม่า และเป็นเรื่องรัก เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนมาก ความงดงามของภาพยนตร์อย่าง Downsizing ก็คือมันไม่สามารถถูกอธิบายได้ด้วยคำพูดประโยคหรือสองประโยคได้ครับ”

    เมื่อตอนที่คนดูได้พบพอล เขาเป็นนักกิจกรรมบำบัดอยู่ที่โอมาฮา สเต็กส์ โดยเขามีหน้าที่คอยช่วยเหลือคนที่มีอาการบาดเจ็บซ้ำๆ “เขาเป็นผู้ชายที่มีมโนธรรม เป็นคนดีมาก เป็นคนที่แต่งงานเร็ว” เดม่อนพูดถึงตัวละครของเขา “คริสเตน (วิก) รับบท ออเดรย์ ภรรยาของผม คุณจะเห็นภาพตัวละครของเธอได้รวดเร็วมาก พวกเขาไม่สามารถอยู่รอดได้ในโอมาฮา ความคิดเรื่องของการย่อไซส์จึงเริ่มน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มทำให้พวกเขาเชื่อว่าการย่อไซส์อาจเหมาะกับพวกเขา พอลรู้สึกว่าเขาต้องรับผิดชอบชีวิตของออเดรย์ เขาอยากให้ในสิ่งที่เขารู้ว่าเธอต้องการ แม้ว่ามันอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องสำหรับเขา เขามักคอยดูแลคนอื่น ซึ่งอาจทำให้เขาต้องสูญเสีย มันเป็นนิสัยของเขาที่จะคอยช่วยเหลือผู้คน เขาคือหนึ่งในคนนิสัยดีที่ถูกเอาเปรียบอยู่เสมอๆ ทั้งในเรื่องเล็กๆ และเรื่องใหญ่ เพราะทุกคนต่างมองเห็นว่าเขาเป็นคนยังไง”

    เดม่อนกล่าวต่อไปอีกว่า “เขารู้ว่าออเดรย์ไม่มีความสุข มีคนบอกเขาว่าคุณซื้อบ้านหลังนี้ไม่ได้ เครดิตการเงินคุณยังไม่ดีพอ ต้องวางเงินดาวน์เยอะกว่านี้ เขาทำสิ่งที่เหมาะสมอย่างที่เขาทำอยู่เสมอ ตอนนี้เขาก็ไม่ได้ทำงานอย่างที่เขาต้องการ เขารู้ดีว่าเขาทำให้ออเดรย์ต้องผิดหวัง”

    เขากับออเดรย์ ก็เหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับการย่อไซส์ “เขารู้ได้อย่างรวดเร็วเลยว่าด้วยขนาดตัวเพียงห้านิ้ว คุณจะใช้จ่ายได้เยอะขึ้น มีบ้านขนาด 6,000 ตารางฟุต และพื้นที่สองเอเคอร์ บนพื้นที่โต๊ะกาแฟตัวเดียวเท่านั้น” เดม่อนบอก “ข้อดีของสภาพแวดล้อมมันช่วยโน้มน้าว คนส่วนใหญ่แค่ต้องการความสะดวกสบายที่พวกเขาไม่มีเงินจ่ายได้ในโลกใบใหญ่นี้”

    นั่นรวมถึง เดฟ เพื่อนร่วมห้องเรียนของ พอลและออเดรย์ ซึ่งเป็นคนจัดหาคนเข้ามาอยู่ในเลชัวร์แลนด์

    “ผมมองเดฟ ตัวละครของผมว่าเป็นเหมือนโปรกอล์ฟตามคันทรีคลับ แต่เขายังคอยดูแลจัดการด้วยครับ” เจสัน ซูเดคิสบอก “เขาเป็นคนที่กระตือรือร้นกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่การย่อไซส์เสนอให้ สำหรับเขา สิ่งล่อใจของการย่อไซส์คือผลประโยชน์ทางด้านการเงินครับ”

    หลังจากพอลก้าวเข้าสู่เลชัวร์แลนด์ได้ไม่นาน เดฟได้จัดงานปาร์ตี้วันเกิดให้กับลูกวัย 7 ขวบของเขา ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งฟุ่มเฟือย รวมถึงม้าตัวเล็กๆ ที่มาพร้อมเขายูนิคอร์น เดฟเชื่อว่าคนเราจำเป็นต้องใช้ชีวิตให้เต็มที่ที่สุด “แต่มันมีความว่างเปล่าอยู่ภายใน ในจุดที่ควรจะมีจิตวิญญาณอยู่” ซูเดคิสกล่าวเสริม “พอลสงสัยในสิ่งนั้นและมองทะลุฉากภายนอกไปได้”

    สำหรับบท ออเดรย์ ผู้ไม่มีความสุขก็เช่นกัน วิกสนุกกับการรับบทนี้

    “ฉันรู้สึกราวกับว่าเมื่อคุณได้พบออเดรย์ เธออาจไม่ได้อยู่ในช่วงชีวิตที่ดีที่สุด” วิกยอมรับ “เธอไม่มีความสุขเลย”

    เพย์นบอกว่าเขากับเทย์เลอร์มองภาพ ออเดรย์ ว่าเป็น “คนที่นิสัยดีระดับหนึ่ง แต่เธอยังค่อนข้างจะยึดตัวเองเป็นหลัก และออกจะเรียกร้องสูง”

    “ผมมักสนุกกับการเลือกคนตลกๆ ให้มารับบทซีเรียสเสมอครับ ผมเชื่อว่าคริสเตนสามารถเล่นได้ทุกบท เธอมีจังหวะในการแสดงฉากนั้นๆ ได้สดใสกว่านักแสดงคนอื่นที่อาจไม่ได้มีแบ็คกราวน์ในการแสดงภาพยนตร์ตลกแบบเธอครับ”

    เพราะความสามารถเช่นนั้น เทย์เลอร์กล่าวเสริมว่า “เราขอให้คริสเตนแสดงเป็นคนที่มีความซับซ้อน ซึ่งมีนักแสดงไม่มากนักที่อยากจะแสดง แต่เธอเข้าใจถึงพฤติกรรมของตัวละครในแบบที่อาจทำให้อึ้งไปเลย เธอทั้งเก่งและตลก ผมชื่นชมเธอมากเลยครับ”

    Downsizing คือผลงานเรื่องที่สองแล้วที่วิกร่วมงานกับเดม่อน โดยทั้งสองคนเคยร่วมแสดงด้วยกันมาแล้วในภาพยนตร์ของ ริดลี่ย์ สก็อตต์ เรื่อง The Martian “ถึงแม้ว่าเราทั้งคู่จะเคยแสดงภาพยนตร์เรื่อง The Martian แต่เราก็ยังไม่เคยมีฉากที่ได้แสดงด้วยกันเลย ฉันเลยรู้สึกเหมือนโดนปล้นเล็กน้อยค่ะ” วิกเล่า “ภาพยนตร์เรื่องนี้เหมือนโบนัสเบิ้ลสองเลยค่ะ ฉันอยากร่วมงานกับแม็ตต์และอเล็กซานเดอร์เสมอมาค่ะ”

    วิกกล่าวเสริมว่าเธอชอบดูผลงานของอเล็กซานเดอร์อย่างมาก “เขาเป็นผู้นำที่คิดถึงความคิดของคนอื่น และใส่ใจกับรายละเอียด ซึ่งทำให้นักแสดงรู้สึกถึงความปลอดภัย เพราะคุณรู้ว่าทุกอย่างรอบๆ ตัวคุณได้ผ่านการคิดตรึกตรองมาแล้ว” วิกบอก “เมื่อเขาเปลี่ยนไปถ่ายทำฉากอื่น หลังจากฉากที่คุณกำลังแสดงอยู่ คุณจะรู้สึกราวกับว่าคุณต้องแสดงมันได้เหมาะสมแล้วแน่”

    ในสายตาของเดม่อน เพื่อนร่วมจอของเขา “ช่างเหลือเชื่อจริงๆ ครับ คริสเตนมีชื่อเสียงอยู่แล้วในเรื่องของการเขียนบทและการแสดงบทตลก แต่เธอยังเป็นนักแสดงที่เต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถตีบท ออเดรย์ ออกมาได้อย่างงดงาม ทำให้คุณเห็นภาพของตัวละครตัวนี้ได้อย่างสมบูรณ์ครับ”

    เพื่อช่วยให้เขากลายเป็น พอล ทางร่างกาย เดม่อนต้องผ่านกระบวนการติดอวัยวะปลอมทุกวันๆ ละ 4 ชั่วโมง เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเขา ซึ่งรวมถึงการติดท้องปลอมด้วย “มันทำให้ผมดูเหมือนเวลาที่ผมปล่อยตัวครับ” เดม่อนสารภาพพร้อมเสียงหัวเราะ “มันสมบูรณ์แบบตรงที่ว่ามีการทำแม่พิมพ์ให้เข้ากับร่างกายของผม จนผมค่อยๆ หมดความต้องการที่จะใช้มัน!”

    หลังจากพอลผ่านกระบวนการลดไซส์ เขาตื่นขึ้นมาและพบว่าเขาถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังในโลกใหม่ใบนี้ และที่ดินขนาดมหาศาลของเขาถูกลดลงเหลือแค่คอนโดหลังจากเขาผ่านการหย่าร้าง ที่แย่ไปกว่านั้น งานของเขาถูกลดจากการเป็นนักกิจกรรมบำบัด กลายเป็นตัวแทนขายเท่านั้น

    ต้องขอบคุณเพื่อนบ้านชั้นบนของเขา ซึ่งเป็นพ่อค้าที่ชอบปาร์ตี้ชื่อ ดูซาน เมอร์โควิค พอลจึงมีโอกาสได้กดปุ่มเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง “เขาเป็นชาวเซอร์เบียที่เพี้ยนอย่างมาก เป็นคนที่เดินทางไปทั่วโลก และเปิดดนตรีเสียงดัง และไม่ใช่เพื่อนบ้านที่ดีนัก” เดม่อนอธิบาย

    แม้จะเป็นคนแสนดี ในที่สุด พอลก็ตอบรับคำเชิญของดูซานที่ชวนพอลมางานปาร์ตี้ของเขา และที่นั่น เขาได้พบกับคอนราด (อูโด เคียร์) หุ้นส่วนของดูซาน ผู้ช่วยกันสร้างความเพลิดเพลินให้กับเหล่าแขกที่มางานปาร์ตี้ของพวกเขา

    เมื่อ พอล ตั้งคำถามดูซานถึงอันตรายของการค้าขาย “ดูซานตอบว่า ‘คุณคิดว่าคนอื่นจะสนใจชาวเซอร์เบียที่สูงห้านิ้วที่ขายซิการ์คิวบาเหรอ นี่คือโลกตะวันตกสุดเถื่อนนะ’ เขาช่วยเปิดมุมมองของผมต่อโลกนี้” เดม่อนบอก “เขาอยากให้พอลเลิกพลาดสิ่งต่างๆ และกระโดดสู่ชีวิตใหม่พร้อมกับเท้าทั้งสองข้าง และสัมผัสมันก่อนที่จะสายเกินไป





    ออกไป และเปิดตาให้กว้าง
    โลกเต็มไปด้วยอะไรมากมายให้ได้เห็น

    – ดูซาน

    “ดูซานหากินด้วยการนำสินค้าฟุ่มเฟือยหรูหราที่อาจไม่ได้ถูกกฎหมายทั้งหมดจากโลกใบใหญ่มายังโลกใบเล็ก” เพย์นอธิบาย “คนติดต่อของเขาซึ่งเป็นพวกคนตัวใหญ่ปกติ ช่วยเขาจัดการทั้งสองโลก”
    ดูซานหมกมุ่นกับธุรกิจของเขามากในฐานะเซลส์แมนที่ขายทุกอย่าง เขาคือคนที่ “ฉวยโอกาสขณะที่ทุกคนเริ่มต้นย่อไซส์” เทย์เลอร์อธิบายเสริม “เขาเป็นคนที่ไม่พูดอ้อมค้อม และพูดในสิ่งที่เขาคิด ซึ่งอาจเป็นคำพูดที่แปลกใหม่และอาจไม่น่าฟังสักเท่าไหร่”

    วอลท์ซ พูดถึงการรับบทเป็น ดูซาน ว่า มันไม่ใช่แค่ “เพราะผู้กำกับหรือเพราะเนื้อเรื่อง หรือเพราะขนาดของบทบาทของผมเท่านั้น แต่ทุกอย่างมันต้องผสมรวมกันเป็นอย่างดี ดังนั้น ในกรณีนี้ มันคือ อเล็กซานเดอร์ เพย์น ผู้เป็นเหตุผลที่ดี มันคือเรื่อง และมันเป็นเพราะบทมันน่ารักดีด้วย”

    วอลท์ซยังบอกอีกว่า มีสารอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ “ไม่งั้นมันคงจะเป็นการเสียเวลาเปล่า มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่อ้างว่าเป็น ‘ความบันเทิงแบบบริสุทธิ์ไร้เดียงสา’ โดยไม่ได้ให้อะไรเลย มักจะมีความหมายโดยนัยที่เกินกว่าคำว่า ‘เดี๋ยวนี้’ ในภาพยนตร์ นั่นคือความตั้งใจครับ”

    ความตั้งใจคือจุดแข็งของงานเสียดสี “ในหนังสือของผม การเสียดสีคือหนึ่งในพาหนะที่สำคัญที่สุดที่จะเข้าถึงวิถีที่เราใช้ชีวิต” วอลท์ซบอก “ผมคิดจริงๆว่า ภาพยนตร์เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเรา หมายถึงพวกเราในฐานะคนดูนะครับ ทุกคนควรมีความคิดของเขาหรือของเธอเอง มีความกังวล มีการคิดพิจารณา มีความเพลิดเพลิน มีปฏิกริยา มีความหวัง ความกลัว ความพึงพอใจ ความผิดหวัง มันต้องมีความพิเศษสำหรับคุณครับ”

    นิสัยที่คาดเดาไม่ได้ของตัวละครของวอลท์ซ ว่าเขาจะทำหรือพูดอะไร คือสิ่งที่ทำให้ ดูซาน เป็นตัวละครที่สนุก เดม่อนกล่าวว่า “มันยังมีความสุขกับวิธีการใช้ชีวิตของเขา และเขาก็อยากให้ทุกคนรอบตัวเขามีความสุขแบบนั้นด้วย มันเป็นบทที่ดีสำหรับนักแสดงที่เก่ง สำหรับผมแล้ว คริสตอฟ วอลท์ซคือหนึ่งในนักแสดงที่เก่งที่สุดในปัจจุบัน เขาเก่ง คล่องแคล่ว เขาสามารถพลิกบท และพาบทนั้นไปในทิศทางใดก็ได้”

    และเพราะ ดูซาน นี่เองที่พอลได้พบกับเนื้อคู่ที่คาดไม่ถึง นั่นก็คือ ง็อคลานทราน (หงเชา) หญิงสาวชาวเวียดนามที่ถูกย่อไซส์ในประเทศของเธอ และถูกส่งตัวมาพร้อมกับผู้ที่คัดค้านการย่อไซส์คนอื่นๆ โดยพวกเขาถูกจับใส่กล่องทีวีข้ามน้ำข้ามทะเล ให้มาอยู่ในโลกใบเล็กใบนี้ เธอคือคนเดียวใน 19 คนที่รอดชีวิต แต่ขาพิการข้างหนึ่ง เธอเริ่มทำธุรกิจทำความสะอาดเล็กๆ และใช้เวลานอกเวลาทำงานในการช่วยเหลือคนอื่นๆ

    “การดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องสำคัญอันดับแรกของเธอ” เทย์เลอร์บอก “เช่นเดียวกับพอล ง็อคให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือคนอื่น เรามักจะสนใจในคนที่หลงใหลและถูกผลักดัน คุณจะรักพวกเขาเพราะเหตุนั้น แต่พวกเขาอาจนำคุณไปสู่หนทางที่ผิดได้”

    ในตัวง็อค “คุณจะมองเห็นความแตกต่างระหว่างการเป็นคนแสนดี กับการเป็นคนใจดี” เพย์นกล่าวเสริม “เธออาจไม่ได้ทำตัวแสนดีเสมอ แต่เธอเป็นคนใจดีที่สุดเลยครับ”

    เชามองว่าง็อค “เป็นทั้งจอมเผด็จการ บางส่วนก็เป็นแม่ชีเธเรซ่า และบางส่วนก็เป็นชาร์ลี แชปลิน เธอเป็นคนตลก เจ้ากี้เจ้าการ เรียกร้องสูง เธอชอบช่วยคนป่วยที่ไม่มีใครคอยดูแลค่ะ”

    การเลือก เชา ให้มารับบทนี้ ถือเป็นเรื่องบังเอิญสำหรับเพย์น ผู้ชื่อว่า “มีแต่หงเท่านั้นที่สามารถเล่นบทนี้ได้”

    ในฐานะลูกหลานของผู้อพยพ เชาได้นำทั้งความชัดเจน ความอ่อนไหว และความกระตือรือร้นมาสู่บทนี้ “ไม่ค่อยมีบทเด่นๆ แบบนี้ให้นักแสดงชาวเอเชียแสดงสักเท่าไหร่ ปกติแล้ว เมื่อมีตัวละครที่มีสำเนียงพูดแปร่งๆ แบบนี้ หรือมาจากแบ็คกราวน์ที่ไม่เอื้อประโยชน์สักเท่าไหร่ พวกเขามักไม่ใช่บทนำค่ะ” เชาบอก “เมื่อคุณเห็นตัวละครอย่างพวกสาวใช้ หรือคนขับแท็กซี่ หรือผู้หญิงที่อยู่ในร้านทำเล็บ พวกเธอก็เป็นแค่ตัวละครแบ็คกราวน์เท่านั้น คุณจะไม่ตามกลับไปบ้านของพวกเขา เพื่อดูว่าพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน และความเป็นมาของครอบครัวเป็นอย่างไร พวกเขามีความเชื่อยังไง พวกเขาสนใจอะไร ไม่ได้สนใจว่าพวกเขามีความคิดเห็นยังไง พวกเขามีความต้องการใดๆ หรือไม่ บางครั้งเราก็หลงลืมไปว่าพวกผู้อพยพก็มีชีวิตที่ซับซ้อนและน่าสนใจ ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางมาอเมริกา”

    “ในภาพยนตร์เรื่องนี้ คนอื่นจะออกเสียงชื่อฉันไม่ได้ พอลเรียกเธอว่า ‘น็อคแลง’ แต่จริงๆ ชื่อของเธอมีความหมายว่า ดอกกล้วยไม้หยก และในภาษาเวียดนาม คุณจะเรียกชื่อกลางก่อน จากนั้นค่อยตามด้วยชื่อแรก ดังนั้น ง็อคจึงเป็นชื่อกลางของเธอ และลานเป็นชื่อแรก อเล็กซานเดอร์มาถามฉันสองวันก่อนที่เราจะเริ่มต้นถ่ายทำกันว่าฉันอยากเปลี่ยนชื่อเธอไหม ฉันตอบว่า ‘ไม่ ไม่มีใครเลือกชื่อยากๆ อย่างง็อคลาน’ พวกเขาเลือกชื่อ ไม หรือหลิน หรือคิม ฉันอยากให้เขาเก็บชื่อนี้ไว้ เพราะมันยาก” ยากเหมือนตัวละครของเธอนั่นแหละ

    ตัวละครของหง ต้องใช้ชีวิตอยู่ในด้านมืดของโลกย่อไซส์ “เรามีความสามารถที่จะนำสิ่งที่ดีมา และทำให้มันเลวร้าย…เพื่อใช้มันทำร้ายผู้คน เป็นการลงโทษ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ มันคือข้อเสียของเทคโนโลยีค่ะ” หงบอก

    หลังจากพอลพยายามช่วยง็อค เมื่อขาเทียมของเธอใส่ได้ไม่พอดี และสร้างความลำบากให้ เขารู้สึกแย่มาก “และเธอก็ใช้ประโยชน์จากมันอย่างเต็มที่” เชาหัวเราะ “เธอแค่อยากใช้ทักษะของเขาในการช่วยเหลือผู้คน” ในที่พักอาศัยของเธอ “เธอเรียกร้องสูง แต่เธอพยายามช่วยคนเหล่านี้ ซึ่งป่วย และไม่มีใครคอยดูแลพวกเขา เธอมองเห็น และนั่นคือสิ่งที่ผลักดันเธอ ทำให้เธออยากทำงานหนัก”
    “ต้องขอบคุณที่พอลเป็นคนดี และยอมช่วยเหลือเธอ เธอมองเห็นว่าเขาเป็นคนดีขนาดไหน และนั่นคือตอนที่ความรัก…เริ่มผลิบาน”

    ง็อคทำให้พอลมีเป้าหมาย “แต่เขาก็เปลี่ยนเธอไปเช่นกัน และสุดท้าย มันเป็นเพราะในที่สุดเธอก็ได้รับความรักแล้ว”

    นี่คือบทที่ทำให้เธอได้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง เชาบอกว่า “มันน่าทึ่งและพิเศษมากเลยค่ะ จนฉันอยากทำมันให้ออกมาดีจริงๆ นี่ไม่ใช่แค่บทสำหรับผู้หญิง หรือเป็นบทผู้หญิงเอเชียที่ดีมากเท่านั้น แต่มันคือบทที่ดีมากจริงๆ ค่ะ”

    “มันคือปาฏิหาริย์ที่ได้มาเห็นหงทำงานครับ” เทย์เลอร์บอก “เธอเก่งมากในการเติมเต็มให้กับตัวละครตัวนั้น และได้เพิ่มมิติให้กับง็อค”

    ง็อคคือโอกาสครั้งที่สองที่พอลจะได้ตอบรับต่อความรักในชีวิตที่แสนสาหัสของเขา การแสดงที่มีเคมีเข้ากันเป็นสิ่งสำคัญมากระหว่างเดม่อนกับเชา ซึ่งเดม่อนยอมรับว่าสิ่งที่ทำให้เขาเป็นกังวลมากที่สุดก่อนที่จะตกลงใจมารับแสดงบทนี้ ก็คือใครกันที่จะมาเล่นเป็นง็อค

    “ตอนที่อเล็กซานเดอร์ส่งคลิปเทสต์หน้ากล้องของหงมาให้ผมดู ผมรู้เลยว่าเราตีโดนแจ็คพ็อตแตกแล้ว” เดม่อนเล่า “หงมีจังหวะในการปล่อยมุขตลกได้อย่างไม่มีที่ติ และเธอยังพูดได้สองภาษาแบบสมบูรณ์มาก ผมคิดว่าทุกคนในภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงได้ดีเยี่ยมหมด แต่ง็อคอาจเป็นกุญแจที่ไขไปสู่ทุกสิ่งทุกอย่างเลยก็ได้ครับ

    นั่นคือข้อดีงามของการเป็นคนย่อไซส์ เพราะจู่ๆ นายก็รวยเละ ถ้านายไม่จนมาก นายก็แค่ตัวเล็กเท่านั้น
    – คอนราด

    พอล, ง็อค, คอนราด และการผจญภัยของดูซาน นำพวกเขาไปถึงนอร์เวย์ ระหว่างทาง พวกเขาได้เจอกับดร. เจอร์เก้น แอสจอร์นเซ่น (โรลฟ์ แลสส์การ์ด) นักวิทยาศาสตร์ชาวนอร์เวย์ที่ค้นพบเทคโนโลยีการย่อไซส์ และเขามีความสัมพันธ์เป็นพิเศษกับง็อค

    “เราเปิดออดิชั่นบทในออสโล เพื่อตามหานักแสดงในบทนี้” เพย์นเล่า “ที่ซึ่งมีคนบอกเราว่านักแสดงที่เก่งที่สุดในสแกนดิเนเวียก็คือ โรลฟ์ แลสส์การ์ด เขาเป็นคนสวีเดน และไม่เคยแสดงบทแย่ๆ มาก่อน เมื่อในที่สุด เราได้ตัวเขามาออดิชั่นบท เห็นได้ชัดว่าเขาคือคนที่จะแสดงบทนี้จริงๆ ครับ”

    แต่ “คน” ที่สำคัญที่สุดที่พวกเขาต้องเลือกตัวนักแสดงก็คือ พอล

    สำหรับ เพย์น เดม่อนคือเจ้าของบทนี้อย่างเห็นได้ชัด “เขาเป็นนักแสดงที่มีความสามารถหลากหลาย สามารถเล่นได้ทั้งบทอย่าง เจสัน บอร์น หรือบทอื่นๆ ในทุกการแสดง มักมีบางอย่างที่คุณรู้สึกอินไปกับเขาได้ มีบางอย่างในตัวเขาที่ทำให้คุณมองเห็นตัวเอง หรือคนที่คุณรู้จัก”

    เพย์นและเดม่อนไม่รู้จักกันมาก่อนที่จะมาร่วมงานกันใน Downsizing แต่พวกเขาสองคนมีเพื่อนร่วมกัน นั่นก็คือผู้กำกับ สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก ซึ่งเป็นคนบอกว่าเขาสองคนควรจะร่วมงานกัน “โซเดอร์เบิร์กบอกผมเสมอว่าแม็ตต์คือมือโปรจริงๆ เขาทั้งฉลาด เต็มใจเล่น และรู้จักงานสร้างหนังเป็นอย่างดี ถ้าผมติดขัดอะไร ผมสามารถเปิดใจบอกเขาได้ และเขาจะหาทางออกให้เองครับ”

    เช่นเดียวกันสำหรับเดม่อน “ผมไม่รู้จักอเล็กซานเดอร์มาก่อนจริงๆ ดังนั้น ตอนที่เขาเล่าคอนเซ็ปต์ของเรื่องนี้ให้ผมฟัง ผมไม่รู้ว่าเขาซีเรียสหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจว่าผมจะเล่นได้ไหม” แต่เขาก็รับเล่นบทนี้ก่อนจะทันได้อ่านบทภาพยนตร์ด้วยซ้ำ “บอกตรงๆ นะ ผมลองเปิดประวัติการทำงานของอเล็กซานเดอร์ เพย์น และไม่เคยมีการแสดงแย่ๆ อยู่ในภาพยนตร์ของเขาเลย และจากการได้มาทำงานกับเขาตอนนี้ ผมเห็นแล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ เขาเป็นคนที่ชี้เฉพาะเจาะจง และเขาก็มีวิสัยทัศน์ที่ผมรู้ว่าถ้าเขาคิดว่ามันจะต้องดี มันก็จะต้องออกมาดีแน่นอนครับ”

    เมื่อเขาเริ่มต้นพัฒนาตัวละครอย่าง พอล ขึ้นมา เดม่อนต้องการแสดงเป็นตัวละครตัวนี้ให้ออกมาจริงที่สุด “เช่นเดียวกับ เจสัน บอร์น ผมต้องดูถ่อมตัว ผมต้องคิดให้ดีว่าผมควรจะดูเป็นอย่างไร เพราะผมไม่อยากดูเหมือนแบบนั้น ผมจะไม่ทำตัวแบบนั้น พอลคือคนที่ตรงกันข้ามกับผม ดังนั้นผมจะต้องเป็นตัวละครที่ดูเรียบง่ายน้อยที่สุด นั่นเกิดมาจากวิธีที่คุณนำเสนอตัวเอง และมันก็เริ่มรู้สึกว่าใช่หลังจากผ่านไปสักพัก แง่มุมทางด้านร่างกายและวิธีใช้ชีวิตของคุณ มันบ่งบอกอะไรได้เยอะนะครับ”

    เพราะเรื่องนี้มีหลายระดับชั้น ความต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก “ไม่มีความรู้สึกใดจะดีเท่าการได้เห็นถ้อยคำของคุณมีชีวิตขึ้นมา” เทย์เลอร์กล่าว “โดยเฉพาะในกรณีนี้ เพราะมันเป็นกระบวนการที่ยาวนานมาก และยากด้วยกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ผมจึงรู้สึกพอใจมากที่ได้มาเห็นนักแสดงเหล่านี้ทำให้มันดีขึ้นไปอีกครับ”

    เป็นเพราะการคัดเลือกนักแสดงที่ดีนี่เองที่เป็นตัวบ่งบอกความเป็นภาพยนตร์ของ เพย์น จอห์นสันกล่าวว่า “ตั้งแต่ดารานำจนถึงเหล่าตัวประกอบ เขาพยายามทำให้แน่ใจว่าเขามีใบหน้าที่เหมาะสำหรับฉากนั้นๆ แล้ว เขาจะใช้เวลาหลายวันเพื่อค้นหาคนที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกบทบาท บ่อยครั้งที่เขาใช้คนที่ไม่ใช่นักแสดงอาชีพ เพื่อให้ได้การแสดงที่เป็นธรรมชาติที่สุด และเขาสามารถใส่นักแสดงลงไปในฉากนั้นๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ มันเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการทำงานของเขา ทุกอย่างสำคัญหมดครับ”

    กำแพง

    แตกต่างไปจากชุมชนย่อไซส์ ที่ผู้อยู่อาศัยเลือกที่จะลดตัวลงมาเพื่อใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ในชุมชนอย่างเลชัวร์แลนด์ ยังมีอีกสิ่งปลูกสร้างหนึ่งที่ไม่มีทางเลือกสำหรับคนที่โชคดีน้อยกว่า นั่นก็คือกำแพง

    ทั้งสองพื้นที่ต่างเอาเปรียบผู้อยู่อาศัยในระดับที่แตกต่างกัน สำหรับคนที่มีทรัพย์สิน ย่อมสามารถเลือกชีวิตที่ดีในโลกใบเล็กนี้ได้ แต่สำหรับคนที่ถูกทอดทิ้งในโลกใบใหญ่ โดยผู้ปกครองและรัฐบาลที่อยากกำจัดพวกเขา ซึ่งมีทั้งพวกผู้อพยพ พวกคัดค้าน และพวกอาชญากร ขอต้อนรับสู่อีกด้านของกำแพง ซึ่งถูกสร้างขึ้นเป็นเครื่องกีดกั้นความลับที่แสนสกปรกของคนที่ถูกลดไซส์โดยไม่เต็มใจ และถูกนำมาทิ้งเอาไว้ที่นั่น

    นั่นคือโลกที่ง็อคลานทรานรู้จักดี และเป็นโลกที่เธอตั้งใจจะให้ พอล ซาฟราเนก ได้รู้จักด้วย การสร้างโลกเหล่านี้ขึ้นมา และอาณานิคมย่อไซส์แห่งแรกในนอร์เวย์ จำต้องใช้สุดยอดฝีมือในการผสมรวมกันของงานวิชวลเอฟเฟ็กต์ และการออกแบบฉากในแบบที่ เพย์น ยังไม่เคยทำในภาพยนตร์เรื่องใดมาก่อน

    “มีความงามที่เกิดขึ้นในงานสร้างภาพยนตร์ มันเป็นความเชื่อที่ว่าโลกของภาพยนตร์ต้องสวยกว่าที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมแทบเป็นบ้า” เพย์นบอก “ผมอยากให้ภาพยนตร์ดูเหมือนโลกที่เราอาศัยอยู่ และเราจดจำได้ ผมไม่ได้จะบอกว่าผมอยากให้มันถูกถ่ายทำออกมาในแบบที่น่าเบื่อ ผมต้องการถ่ายทอดความน่าเบื่อออกมาอย่างชัดเจนครับ”

    เดม่อนเข้าใจประเด็นนี้ มันคือสไตล์ภาพที่มีความโดดเด่น เป็นสไตล์ที่เขาเปรียบเทียบกับ “ภาพวาดของ เอ๊ดเวิร์ด ฮอปเปอร์ ในทุกเฟรมภาพครับ” เดม่อนบอก “มันเป็นเรื่องของความถูกต้องแม่นยำ และความยาว การแต่งแต้มภาพด้วยสิ่งเล็กๆ เป็นความใส่ใจต่อรายละเอียด แต่ก็ดูเป็นการสุ่มเลือกไปด้วยในเวลาเดียวกัน นั่นคืองานกำกับระดับสูง และมีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถทำได้”

    ผู้กำกับภาพ ฟีดอน ปาปาไมเคิล (Sideways, The Descendants, Nebraska) และเพย์น ได้พัฒนาทางลัดในการทำงานขึ้นมาระหว่างที่พวกเขาเคยร่วมงานด้วยกันมาก่อนหน้านี้ในภาพยนตร์สามเรื่อง
    “ฟีดอนกับผมย้อนกลับไปหาตอนที่ผมกำลังสร้างภาพยนตร์ที่เป็นวิทยานิพนธ์สำหรับ UCLA” เพย์นเล่า “เรายังคงติดต่อกันอยู่นานหลายปี และเมื่อถึงตอนที่ผมสร้างภาพยนตร์เรื่อง Sideways ผมเสนองานให้เขาทำ ตอนนี้เราเลยได้ร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่องที่ 4 แล้วครับ”

    Downsizing มีขนาดของงานสร้างที่ใหญ่กว่าผลงานเรื่องก่อนๆ ของพวกเขา ปาปาไมเคิลเล่าว่า “อเล็กซานเดอร์อยากรักษาวิธีการทำงานของเราเอาไว้ ซึ่งทำให้มันออกมาดูเรียบง่ายเข้าไว้ เราไม่พยายามที่จะทำให้งานไขว้เขวไปจากแก่นกลางของเหล่าตัวละคร และเรื่องราวตลก เรื่องราวดราม่า มันมีความเหมือนผลงานเรื่องอื่นๆ ของเราในลักษณะเช่นนั้นครับ”

    กระบวนการทำงานของเพย์นคือ การกำกับภาพยนตร์หนึ่งเรื่องทุกๆ สามปี และในแต่ละครั้ง เขาบอกว่าเขาได้เรียนรู้เยอะมาก “แต่คนอย่างฟีดอนและแม็ตต์สร้างภาพยนตร์สามหรือสี่เรื่องต่อปีกับผู้กำกับดังๆ พวกเขารู้เรื่องการทำหนังเยอะกว่าผมมากครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะโดยหัวใจแล้ว งานของผมคือการต้องรู้ว่าหนังเรื่องนี้ควรหน้าตาเป็นยังไงและให้ความรู้สึกอย่างไร ผมสามารถพูดได้ว่า ‘เฮ้ เราถ่ายชอตแบบนี้ได้ไหม’ แล้วพวกเขาก็รู้เลยว่าจะต้องทำยังไงครับ”

    “ยิ่งผมมีประสบการณ์ด้านเทคนิคเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งผ่อนคลายและมุ่งเน้นไปที่ด้านความเป็นมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น” เพย์นบอก “การพูดเช่นนั้นได้ การมีวิชวลเอฟเฟ็กต์ทั้งหมดใน Downsizing มันสนุกที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ครับ”

    เจมส์ ไพรซ์ วิชวลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์ ก้าวเข้ามา โดยเขาเป็นทีมงานที่เพย์นเห็นว่าสำคัญมากต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาคือคนที่เพย์นคอยปรึกษา “ทุกก้าวของเส้นทางนี้ เขากับฟีดอนประสบความสำเร็จในการทำให้ผมลืมเกี่ยวกับเอฟเฟ็กต์ต่างๆ และทำให้ผมเชื่อว่าผมกำลังทำหนังปกติเรื่องหนึ่งอยู่ครับ”

    เป็นภารกิจอันซับซ้อนของไพรซ์ที่จะวางรากฐานให้กับงานภาพ ไพรซ์บอกว่า “Downsizing คือภาพยนตร์ที่อิงความเป็นจริง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่งานวิชวลเอฟเฟ็กต์จะต้องออกมาดูน่าเชื่อที่สุด เราจะใช้งานถ่ายภาพต้นแบบและองค์ประกอบด้านภาพต่างๆ ทุกครั้งที่เป็นไปได้ ดังนั้น ความเป็นจริงจึงกลายเป็นรากฐานให้กับงาน แล้วจึงค่อยปรับแต่งด้วยงานดิจิตอลครับ”

    นับแต่เริ่มต้นที่วิธีการนี้ถูกเปิดเผยเมื่อดร.แอสบอร์นเซ่นและเพื่อนร่วมทีม เปิดเผยตัวของเขาเอง ต่อหน้าเพื่อนร่วมวงการและต่อโลก เพื่อเป็นหลักฐานว่ามนุษย์สามารถลดไซส์ลงมาเหลือขนาดแค่ 5 นิ้ว และมีชีวิตรอดอยู่ได้จริงๆ

    “ก่อนอื่นเลย เราจะถ่ายทำภาพแบ็คกราวน์ทั้งหมดในฉากปกติ และต่อมา เราจะถ่ายทำองค์ประกอบในส่วนของคนตัวเล็กซึ่งเราถ่ายทำกันหน้าจอกรีนสกรีน” ไพรซ์อธิบาย “ด้วยการผสมรวมของภาพจากกรีนสกรีน เข้ากับภาพที่เราถ่ายทำในฉากปกติ เราจึงได้ภาพที่เหมือนคนตัวเล็กอยู่ในเฟรมภาพขนาดปกติ ถึงแม้ว่าเราจะใช้เทคนิคคลาสสิกมากมายหลายอย่าง แต่เราได้นำเทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามาผสมผสานด้วย เราใช้เทคโนโลยี 3-D พริ้นติ้งเพื่อทำตัวตุ๊กตาสแตนด์อินขนาด 5 นิ้ว และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อกำหนดตำแหน่งของกล้องที่สัมพันธ์กับตุ๊กตาเหล่านั้น และกับนักแสดงขนาดปกติในเฟรมภาพนั้น ด้วยวิธีการนั้น เรารู้ว่าเส้นสายตาและการแสดงบนจอกรีนสกรีนสามารถนำมาต่อเข้าด้วยกันในภายหลังได้ครับ”

    อีกครั้งที่ปรัชญาการทำงานคือความเรียบง่าย “เราพยายามทำให้งานวิชวลเอฟเฟ็กต์ และงานแอ็กชั่นของเราอิงอยู่กับความเป็นจริง นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เราอยากถ่ายทำนักแสดงหน้าจอกรีนสกรีน และไม่ใช้ตัวละครซีจี ถ้ามันไม่จำเป็นจริงๆ” เพย์นพยายามเลี่ยงงานซีจี เพราะเขาอยากให้งานวิชวลเอฟเฟ็กต์ “ออกมาเหมือนภาพถ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป้าหมายของเราก็คือการทำให้มันดูเหมือนจริงจนคุณดูไม่ออกว่ามันคืองานวิชวลเอฟเฟ็กต์”

    นอกจากงานเอฟเฟ็กต์แล้ว สเตฟาเนีย เซลล่า (The Great Beauty, Black Mass) โปรดักชั่นดีไซเนอร์ผู้มีประสบการณ์มากมาย ต้องผสมรวมความเป็นจริงลงไปในงานสร้างฉาก
    “ฉันตื่นเต้นมากค่ะที่ได้ทำงานกับภาพยนตร์ที่ใหญ่ขนาดนี้ เพราะมันมีทุกอย่างตั้งแต่อเมริกาในเขตมิดเวสต์ จนถึงนอร์เวย์” เซลล่าบอก “มีทั้งเครื่องบิน รถ และรถไฟ แต่มันก็ยังเป็นเรื่องของคนๆ หนึ่ง เป็นเรื่องของความเมตตา สำหรับฉันแล้ว มันสำคัญกว่าความสวยงามของอุปกรณ์ประกอบฉากที่มีขนาดใหญ่อย่างมาก”

    เซลล่าและปาปาไมเคิลได้พบปะเพื่อพูดคุยกันว่าโลกทั้งสองควรจะเคียงข้างอยู่ด้วยกันอย่างน่าเชื่อได้อย่างไร “เราผ่านกระบวนการทำงานนี้ด้วยกัน ดังนั้น เราจึงมองเห็นว่าสีและแสงควรจะออกมาเป็นอย่างไร เพื่อพัฒนาทางด้านอารมณ์” ปาปาไมเคิลบอก “สเตฟาเนียเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีมากเลยครับ”

    เมืองจิ๋วอย่างเลชัวร์แลนด์ ถูกสร้างขึ้นที่ไพน์วู้ด สตูดิโอส์ ในโตรอนโต “ฉากพวกนั้น” เซลล่าอธิบาย “จะมีขนาดใหญ่กว่าคนตัวสูง 5 นิ้ว 14 เท่า ดังนั้นเราจึงต้องการโรงถ่ายที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาค่ะ”
    เพย์นเล่าว่าที่พักอาศัยอย่างอะลอนดร้า อพาร์ตเม้นต์ ซึ่งตั้งอยู่อีกด้านของกำแพงขนาดใหญ่ เป็นฉากที่สำคัญมากทั้งสำหรับเขาและเทย์เลอร์ “มันเป็นเทรลเลอร์ก่อสร้างที่ถูกเปลี่ยนมาเป็นอพาร์ตเม้นต์ให้กับพวกคนตัวจิ๋ว ดูเหมือนโรงแรมเอ็มบาสซี่ สูทส์ แต่มีไว้สำหรับคนยากจน เราสร้างอพาร์ตเมนต์ขึ้นจริงสามชั้น โดยชั้นที่สี่ขึ้นไปเป็นการขยายภาพด้วยดิจิตอลครับ”

    เซลล่าเลือกที่จะสร้างฉากออกมาให้เรียบง่ายที่สุดในจุดที่ทำได้ “การขาดซึ่งรายละเอียดในตัวสถาปัตยกรรม ในเฟอร์นิเจอร์ คือกุญแจสำคัญในการทำให้มันดูเหมือนกับของเล่น โดยไม่ดูแปลกประหลาดจนเกินไป”

    หมู่บ้านสแกนดิเนเวียที่ถูกลดขนาดลง ที่ปรากฎตัวในท้ายเรื่อง “มีความเป็นนอร์เวย์ที่มีสีสัน เป็นสถาปัตยกรรมยุคใหม่ และขาดซึ่งรายละเอียด” ผู้กำกับศิลป์ คิม ซาฮาร์โก บอก “การขาดซึ่งรายละเอียดคือแง่มุมสำคัญมากในงานออกแบบของฉันค่ะ ทั้งบ้าน ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นด้วยองค์ประกอบดั้งเดิมที่เป็นธรรมชาติเพื่อให้เป็นชุมชนที่เน้นการประหยัด”

    สำหรับนักแสดงที่จะต้องอยู่ในทั้งสองโลกได้อย่างดูเหมือนจริงที่สุด เดม่อนรู้สึกพอใจในรายละเอียดที่ถูกใส่ลงไปในการสร้างทั้งโลกใบจิ๋ว และในมุมมองที่ตัวละครที่ผ่านการลดไซส์ของเขา มองดูโลกใบใหญ่ด้วยแสงที่แตกต่างออกไป “สเตฟาเนียสร้างงานที่เหลือเชื่อมากเลยครับ พวกเขาใช้เวลาคิดเรื่องนี้อยู่นานมาก ตอนผมตื่นขึ้นมาในห้องย่อไซส์ จะมีพื้นระเบียงที่ดูเหมือนมีจุดอยู่ทั่วไปหมด ทุกอย่างถูกทำด้วยมือ ผมชอบเดินเข้าไปในฉากใหม่ๆ และได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างพวกนี้ครับ”

    อุปกรณ์ประกอบฉากถือว่ามีบทบาทสำคัญในการสร้างโลกจิ๋วขึ้นมา “เราไม่ได้มีอุปกรณ์ประกอบฉากขนาดใหญ่ไปทั้งหมด แต่เมื่อเรามี มันก็ต้องดูมีขนาดที่ถูกต้อง” เพย์นบอก “สเตฟาเนีย เซลล่าแนะนำให้เรารู้จักกับ (เจ้าแห่งอุปกรณ์ประกอบฉาก) เดวิด กูลิค ซึ่งไม่ย่อท้อในการนำความเป็นจริงใส่ลงไปในอุปกรณ์ฉาก”

    ไม่ว่าจะเป็นในโลกจิ๋วหรือโลกใบใหญ่ ตัวละครก็ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับของประกอบฉาก ตั้งแต่กล่องสำหรับเดินทาง จนถึงดอกกุหลาบ แม้แต่กลองในโบสถ์

    เสื้อผ้าเองก็เหมือนกับของประกอบฉาก ที่ต้องมีกลเม็ดในการออกแบบให้กับตัวละครที่อาศัยอยู่ในโลกจิ๋ว เพย์นฝากงานเอาไว้ในมือของผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เวนดี้ ชั๊ค ซึ่งเขาเคยร่วมงานด้วยมาตลอดนับแต่ภาพยนตร์เรื่อง Election ในปี 1997 “ผมยังไม่เคยทำงานโดยไม่มีเธอคอยช่วยเลยครับ” เพย์นบอก “เธอมีงานต้องทำในภาพยนตร์เรื่องนี้เยอะมาก เพราะมีคำถามมากมายที่เกี่ยวพันกับธรรมชาติของเนื้อผ้า เมื่อคุณสูงแค่ 5 นิ้ว”

    ชั๊คอธิบายถึงความแตกต่างนั้น “ในสิ่งที่เราเรียกว่า ‘โลกใบใหญ่’ เนื้อผ้าจะถูกถักทอด้วยเครื่องจักร” ชั๊คอธิบาย “ฉันต้องคิดถึงเสื้อผ้าที่พวกที่มาตั้งอาณานิคมใส่กัน เพราะพวกเขาไม่ได้มีเทคโนโลยีที่จะสร้างเครื่องจักรย่อส่วนได้” นั่นหมายความว่าผ้าต้องถักด้วยมือ หรือใช้อุปกรณ์งานทำมือ นั่นเป็นการตั้งคำถามว่า พวกเขาใช้เส้นใยอะไร หลังจากลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง ชั๊คเลือกใช้รูปทรงที่เรียบง่ายที่สุดสำหรับคนในหมู่บ้านแห่งนี้

    เมื่อคุณรู้ว่าความตายใกล้เข้ามา คุณจะมองดูสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างพินิจพิเคราะห์มากขึ้น
    – ง็อค ลาน ทราน

    ในตอนท้ายของเรื่อง พอลพบว่าเขามาถึงทางเลือกอีกครั้งเพื่อเลือกชีวิตที่ดีที่สุดที่เขาจะมีได้ “คุณรู้ว่าหลายคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และมีอีกหลายคนที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้” เพย์นกล่าว “พอลเดินทางไปบนเส้นทางนี้เพื่อค้นหามุมมองใหม่ๆ และพบว่าอะไรที่ทำให้เขามีความสุขจริงๆ ความหวังที่ผมมีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ ให้ผู้คนรู้สึกซาบซึ้งต่องานและสนุกที่จะไปทำงาน และได้เห็นโลกในแบบที่แตกต่างออกไป”

    เดม่อนพบว่าการเดินทางครั้งสุดท้ายของตัวละครของเขาคือการก้าวไปพร้อมกับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน “มีบางสิ่งที่มันมีจังหวะของเวลา และเป็นการเสียดสีเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ทำให้ตัวเองมีขนาดเล็กลง ขณะที่ประชากรโลกเพิ่มมากขึ้น ผมคิดว่าตอนนี้แหละคือเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะมันพูดกับโลกที่เราใช้ชีวิตอยู่ในตอนนี้ ใช่ครับ Downsizing อาจดูแล้วทำให้หัวใจแหลกสลาย แต่มันก็เป็นเรื่องที่กระตุ้นความคิดได้ด้วยครับ”
    “ก็หวังว่ามันจะคงอยู่ในความทรงจำของคุณนะครับ”

    ประวัตินักแสดง

    แม็ตต์ เดม่อน (MATT DAMON) รับบท พอล
    แม็ตต์ เดม่อน ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงที่น่านับถือที่สุดในฮอลลีวู้ดทุกวันนี้ ทั้งในแง่ของความสามารถและในแง่ของการเป็นนักแสดงโกยเงิน และเขายังมีผลงานทั้งหน้ากล้องและหลังกล้อง ในปีนี้ แม็ตต์แสดงนำในภาพยนตร์ถึงสองเรื่อง เรื่องแรกก็คือ SUBURBICON ผลงานของผู้กำกับ จอร์จ คลูนีย์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เขียนบทโดย โจลและอีธาน โคเอน เขายังแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง DOWNSIZING โดยร่วมแสดงกับ คริสเตน วิก, เจสัน ซูเดคิส, คริสตอฟ วอลท์ซ จากฝีมือกำกับของ อเล็กซานเดอร์ เพย์น

    เมื่อเร็วๆ นี้ แม็ตต์แสดงนำในภาพยนตร์ของ จางอี้โหม่ว เรื่อง THE GREAT WALL ซึ่งพูดถึงทหารรบจ้างจากยุโรปสองนายที่ออกตามหาดินปืน และต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการป้องกันกำแพงเมืองจีน โดยต้องต่อสู้กับฝูงสัตว์ประหลาด เขายังเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับผลงานการกำกับของ เคนเนธ โลเนอร์แกน เรื่อง MANCHESTER BY THE SEA ซึ่งนำแสดงโดย เคซี่ย์ แอฟเฟล็ค และมิเชลล์ วิลเลี่ยมส์

    เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว แม็ตต์ รับบทเป็น เจสัน บอร์น ในภาพยนตร์เรื่อง Jason Bourne โดยเขากลับไปรับบทเดิมที่เขาเคยให้กำเนิดเอาไว้ในปี 2002 ในภาพยนตร์แอ็กชั่น บล็อกบัสเตอร์ เรื่อง THE BOURNE IDENTITY ตามติดมาด้วยภาพยนตร์ภาคต่อ THE BOURNE SUPREMACY และ THE BOURNE ULTIMATUM
    แม็ตต์ประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน หลังจากที่เขาสร้างชื่อจนเป็นที่รู้จักในปี 1997 ด้วยการได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ตัวแรก และคว้ารางวัลมาได้จากการร่วมเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง GOOD WILL HUNTING ซึ่งเขาร่วมเขียนบทกับเพื่อนรักของเขา เบน แอฟเฟล็ค บทภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้แม็ตต์ และเบน แอฟเฟล็ค ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย และยังทำให้ แม็ตต์ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงทั้งรางวัลออสการ์, รางวัลลูกโลกทองคำ และรางวัลจากสมาคมนักแสดง ในสาขาดารานำชายยอดเยี่ยม แม็ตต์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำตัวที่ 3 จากบทบาทการแสดงในภาพยนตร์ปี 1999 เรื่อง THE TALENTED MR. RIPLEY ภายใต้การกำกับของ แอนโธนี่ มิงเกลล่า และในปี 2009 เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์, รางวัลจากสมาคมนักแสดง และรางวัล Critics’ Choice Award สาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยม จากการรับบทเป็นนักกีฬารักบี้ ในภาพยนตร์ดราม่าของ คลิ้นต์ อีสต์วู้ด เรื่อง INVICTUS ในปีเดียวกันนั้น เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ของ สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก เรื่อง THE INFORMANT
    ความสัมพันธ์ระหว่างแม็ตต์กับโซเดอร์เบิร์กคือความสำเร็จ โดยเขากับแม็ตต์ได้ร่วมงานกันอีกในภาพยนตร์ถึง 7 เรื่อง รวมถึงภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ เรื่อง OCEAN’S ELEVEN, OCEAN’S TWELVE และ OCEAN’S THIRTEEN และในปี 2013 เป็นภาพยนตร์ของ HBO เรื่อง “Behind the Candelabra” ซึ่งแม็ตต์แสดงร่วมกับ ไมเคิล ดักลาส

    แม็ตต์เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเริ่มสั่งสมประสบการณ์ทางด้านการแสดงครั้งแรกที่ American Repertory Theatre เขาประเดิมงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก ด้วยภาพยนตร์เรื่อง MYSTIC PIZZA ติดตามมาด้วยบทบาทในภาพยนตร์เรื่อง SCHOOL TIES, ภาพยนตร์ของ วอลเตอร์ ฮิลล์ เรื่อง GERONIMO: AN AMERICAN LEGEND, ภาพยนตร์เคเบิ้ล เรื่อง RISING SON และภาพยนตร์ของ ทอมมี่ ลี โจนส์ เรื่อง THE GOOD OLD BOYS อย่างไรก็ดี เป็นเพราะบทบาทของแม็ตต์ ในภาพยนตร์ปี 1996 เรื่อง COURAGE UNDER FIRE ซึ่งทำให้เขาเป็นที่สนใจทั้งในหมู่นักวิจารณ์และคนดู

    ปีต่อมา แม็ตต์รับบทนำในภาพยนตร์ดราม่าสงครามโลกครั้งที่ 2 ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง SAVING PRIVATE RYAN และเขายังแสดงนำในภาพยนตร์ดราม่าของ จอห์น ดัห์ล เรื่อง ROUNDERS ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เอ๊ดเวิร์ด นอร์ตัน และเขายังได้กลับไปร่วมงานกับ เบน แอฟเฟล็ค และผู้กำกับ เควิน สมิธ เพื่อแสดงนำในภาพยนตร์ตลกสร้างกระแส เรื่อง DOGMA ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของแม็ตต์ ได้แก่ ภาพยนตร์ของ เควิน สมิธ เรื่อง CHASING AMY; ภาพยนตร์ของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า เรื่อง THE RAINMAKER, ภาพยนตร์ของ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด เรื่อง THE LEGEND OF BAGGER VANCE; ภาพยนตร์ของ บิลลี่ บ๊อบ ธอร์นตัน เรื่อง ALL THE PRETTY HORSES; ภาพยนตร์ของ กัส แวน แซนต์ เรื่อง GERRY; รับบทรับเชิญในภาพยนตร์ของ จอร์จ คลูนี่ย์ เรื่อง CONFESSIONS OF A DANGEROUS MIND; ภาพยนตร์ของ เทอร์รี่ กิลเลี่ยม เรื่อง THE BROTHERS GRIMM ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ ฮีธ เล็ดเจอร์; ภาพยนตร์ตลกของพี่น้องฟาร์เรลลี่ เรื่อง STUCK ON YOU ซึ่งเขาประกบบทบาทกับ เกร็ก คินเนียร์; ภาพยนตร์ของ สตีเฟ่น กาแกน เรื่อง SYRIANA ซึ่งเขาร่วมงานกับ จอร์จ คลูนี่ย์; ภาพยนตร์รางวัลออสการ์ของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง THE DEPARTED ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ, แจ็ค นิโคลสัน และมาร์ก วอห์ลเบิร์ก; ภาพยนตร์ทริลเลอร์ดราม่าของ โรเบิร์ต เดอ นีโร เรื่อง THE GOOD SHEPHERD ซึ่งเขาร่วมแสดงดับ เดอ นีโร และแองเจลิน่า โจลี่; ภาพยนตร์ทริลเลอร์ แอ็กชั่น เรื่อง GREEN ZONE ซึ่งกำกับโดย พอล กรีนกราสส์; ภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง HEREAFTER ซึ่งทำให้เขาได้กลับไปร่วมงานกับผู้กำกับ คลิ้นต์ อีสต์วู้ด อีกครั้ง; งานรีเมกของพี่น้องโคเอน เรื่อง TRUE GRIT; ภาพยนตร์ทริลเลอร์ของ จอร์จ โนลฟี่ เรื่อง THE ADJUSTMENT BUREAU ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เอมิลี่ บลันท์; ภาพยนตร์ทริลเลอร์ เรื่อง CONTAGION ผลงานของผู้กำกับ สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก, ภาพยนตร์ของ เคนเนธ โลเนอร์แกน เรื่อง MARGARET; ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง HAPPY FEET 2; ภาพยนตร์เรื่อง WE BOUGHT A ZOO ซึ่งกำกับโดย คาเมรอน โครว์; ภาพยนตร์ไซไฟทริลเลอร์เรื่อง ELYSIUM ผลงาของผู้กำกับ นีล บลอมแคมป์; MONUMENTS MEN ภาพยนตร์ของ จอร์จ คลูนี่ย์ และ INTERSTELLAR ภาพยนตร์ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน

    ในปี 2015 แม็ตต์แสดงนำในภาพยนตร์แอ็กชั่นอวกาศเรื่อง THE MARTIAN ผลงานของผู้กำกับ ริดลี่ย์ สก็อตต์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้อย่างมหาศาล และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 7 รางวัล โดยแม็ตต์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขาดารานำชายยอดเยี่ยม

    ในปี 2000 แม็ตต์ได้ร่วมมือกับ เบน แอฟเฟล็ค และคริส มัวร์ ก่อตั้งบริษัท ไลฟ์แพลนเน็ต เพื่อผลิตภาพยนตร์จอเงิน จอแก้ว และโปรเจ็กต์ในสื่อใหม่ๆ โดยบริษัทแห่งนี้ได้ผลิตภาพยนตร์สารคดีเรื่อง RUNNING THE SAHARA ซึ่งกำกับโดย เจมส์ โมลล์ เจ้าของรางวัลออสการ์

    แม็ตต์ยังได้ร่วมงานกับ เจนนิเฟอร์ ท็อดด์ ประธานบริษัท เพิร์ล สตรีท โปรดักชั่นส์ เมื่อเร็วๆ นี้ เพิร์ลสตรีทได้ร่วมสร้างภาพยนตร์เรื่อง PROMISED LAND ซึ่งทำให้ แม็ตต์ ได้กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับ กัส แวน แซนต์; ภาพยนตร์เรื่อง JASON BOURNE, MANCHESTER BY THE SEA และ LIVE BY NIGHT ซึ่ง เบน เป็นผู้กำกับ

    คริสเตน วิก (KRISTEN WIIG) รับบท ออเดรย์
    คริสเตน วิก กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงที่มีความสามารถหลากหลายมากที่สุดในยุคนี้ จากงานแจ้งเกิดในรายการ SATURDAY NIGHT LIVE จนถึงภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ เรื่อง BRIDESMAIDS วิกได้ก้าวจากการทำงานในแวดวงทีวี สู่งานภาพยนตร์ในฐานะมือเขียนบทและผู้อำนวยการสร้าง ปัจจุบัน วิกและ แอนนี่ มูโมโล ที่ร่วมกันเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง BRIDESMAIDS กำลังเขียนบทให้กับภาพยนตร์ตลกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเธอทั้งคู่จะแสดงนำด้วย

    เมื่อเร็วๆ นี้ วิกร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ ดาร์เรน อโรนอฟสกี้ เรื่อง MOTHER! ซึ่งนำแสดงโดย เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ และฮาเวียร์ บาร์เด็ม และนำแสดงในภาพยนตร์เสียดสีสังคมของ อเล็กซานเดอร์ เพย์น เรื่อง DOWNSIZING

    หลังจากนี้ วิกจะเริ่มต้นงานถ่ายทำภาพยนตร์รีเมกของ พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส เรื่อง TONI ERDMANN โดยร่วมแสดงกับ แจ็ค นิโคลสัน

    เมื่อเร็วๆ นี้ วิกเพิ่งจะเสร็จจากงานถ่ายทำภาพยนตร์ของ ริชาร์ด ลิงก์เลเตอร์ เรื่อง WHERE’D YOU GO, BERNADETTE ซึ่งเธอจะร่วมแสดงกับ เคท แบลนเช็ตต์ และบิลลี่ ครูดัพ

    เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว วิกให้เสียงเป็นตัวละคร เบรนด้า ในผลงานของ แอนนาเพอร์น่า พิคเจอร์ส และโซนี่ พิคเจอร์ส เรื่อง SAUSAGE PARTY และยังแสดงนำในภาพยนตร์ของ พอล ฟีก เรื่อง GHOSTBUSTERS ซึ่งเธอแสดงร่วมกับ เมลิสซ่า แม็คคาร์ธี่, เคท แม็คคินน่อน และเลสลี่ โจนส์

    เมื่อฤดูหนาวที่แล้ว วิกแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง ZOOLANDER 2 ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ เบน สติลเลอร์, วิลล์ เฟอร์เรลล์ และโอเว่น วิลสัน ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวฉายเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ปี 2016
    ในปี 2015 วิกแสดงนำในภาพยนตร์ของ ริดลี่ย์ สก็อตต์ ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ เรื่อง THE MARTIAN และยังแสดงนำในภาพยนตร์ของ เซบาสเตียน ซิลวา เรื่อง NASTY BABY
    ในช่วงคริสต์มาส ปี 2013 วิกแสดงนำในภาพยนตร์ดราม่าของ ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ เรื่อง THE SECRET LIFE OF WALTER MITTY ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ เบน สติลเลอร์ วิกยังแสดงนำในภาพยนตร์ทำเงินเรื่อง ANCHORMAN TWO, THE LEGEND CONTINUES และยังให้เสียงเป็นตัวละคร เซ็กซี่คิตเท่น ในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ เรื่อง HER

    ในปี 2011 วิกแสดงนำในภาพยนตร์แจ้งเกิดที่ได้รับคำชมเรื่อง BRIDESMAIDS ซึ่งเธอร่วมเขียนบทกับ แอนนี่ มูโมโล จนนำไปสู่การได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลต่างๆ มากมาย
    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอ ได้แก่ ภาพยนตร์ของ จัดด์ อพาโทว์ เรื่อง KNOCKED UP; ภาพยนตร์เรื่อง GIRL MOST LIKELY, FRIENDS WITH KIDS ซึ่งเขียนบทและกำกับโดย เจนนิเฟอร์ เวสต์เฟลด์ต; ภาพยนตร์ของ เกร็ก ม็อตโตล่า เรื่อง PAUL and ADVENTURELAND, ALL GOOD THINGS ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ ไรอัน กอสลิ่ง และเคิร์สเตน ดันสต์; MACGRUBER ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ วิลล์ ฟอร์ท; ภาพยนตร์ของ ไมก์ จัดจ์ เรื่อง EXTRACT ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ เจสัน เบทแมน และเบน แอฟเฟล็ค, ภาพยนตร์เรื่อง WHIP IT, GHOST TOWN และ WALK HARD

    คริสตอฟ วอลท์ซ (CHRISTOPH WALTZ) รับบท ดูซาน
    คริสตอฟ วอลท์ซ ได้รับรางวัลออสการ์ตัวที่ 2 จากบทบาทในภาพยนตร์ของ เควนติน ทาแรนติโน่ เรื่อง DJANGO UNCHAINED และในปี 2009 วอลท์ซได้รับทั้งรางวัลออสการ์, รางวัลแซ็ก, บัฟต้า, ลูกโลกทองคำ และรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ จากการรับบทเป็นนาซี ในภาพยนตร์ของทาแรนติโน่ เรื่อง INGLORIOUS BASTARDS

    ปัจจุบัน วอลท์ซอยู่ระหว่างถ่ายทำผลงานการกำกับเรื่องแรก เรื่อง GEORGETOWN ที่อิงจากเหตุการณ์ฆาตกรรมสาวสังคมของวอชิงตัน ดีซี (รับบทโดย วาเนสซ่า เรดเกรฟ) ซึ่งถูกสังหารโดยสามีที่อายุน้อยกว่า ซึ่งรับบทโดยวอลท์ซ

    ในเดือนธันวาคม วอลท์ซแสดงนำร่วมกับ แม็ตต์ เดม่อน และคริสเตน วิก ในภาพยนตร์ของ อเล็กซานเดอร์ เพย์น เรื่อง DOWNSIZING

    ในปี 2018 วอลท์ซจะร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ โรเบิร์ต รอดริเกซ เรื่อง ALITA: BATTLE ANGEL ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ โรซ่า ซาลาซาร์, เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ และมาเฮอร์ชาล่า อาลี ก่อนนี้ วอลท์ซร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ เดวิด เยทส์ เรื่อง THE LEGEND OF TARZAN และในปี 2015 วอลท์ซ ร่วมแสดงกับ แดเนียล เคร็ก ในภาพยนตร์ เจมส์ บอนด์ ตอน SPECTRE

    ในปี 2014 วอลท์ซแสดงนำร่วมกับ เอมี่ อดัมส์ ในภาพยนตร์ชีวประวัติของ ทิม เบอร์ตัน เรื่อง BIG EYES จนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ตลกหรือภาพยนตร์เพลง และในปี 2014 วอลท์ซร่วมแสดงกับ เจสัน เบทแมน, ชาร์ลี เดย์, เจสัน ซูเดคิส, เจนนิเฟอร์ อนิสตัน และคริส ไพน์ ในภาพยนตร์ตลกของ ฌอน แอนเดอร์ส เรื่อง HORRIBLE BOSSES 2

    ในปี 2012 วอลท์ซแสดงนำในภาพยนตร์ของ เทอร์รี่ กิลเลี่ยม เรื่อง THE ZERO THEOREM โดยร่วมแสดงกับ แม็ตต์ เดม่อน และทิลด้า สวินตัน และยังให้เสียงพากย์กับภาพยนตร์แอนิเมชั่นของฟ็อกซ์ เรื่อง EPIC ส่วนในปี 2011 วอลท์ซแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง CARNAGE โรมัน โปลันสกี้ กำกับภาพยนตร์เรื่องนั้น โดยวอลท์ซร่วมแสดงกับ เคท วินสเลต, โจดี้ ฟอสเตอร์ และจอห์น ซี รีลลี่ย์ ในปีเดียวกันนั้น เขายังแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง THE THREE MUSKETEERS ผลงานของผู้กำกับ พอล ดับเบิลยูเอส แอนเดอร์สัน และซัมมิท เอนเตอร์เทนเมนต์

    ในเดือนเมษายน ปี 2011 วอลท์ซ ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง WATER FOR ELEPHANTS ซึ่งวอลท์ซรับบทเป็นเจ้าของคณะละครสัตว์ และร่วมแสดงกับ รีส วิเธอร์สปูน และโรเบิร์ต แพ็ตตินสัน ก่อนหน้านั้น วอลท์ซร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ มิเชล กอนดรี้ เรื่อง THE GREEN HORNET ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เซ็ธ โรแกน และคาเมร่อน ดิแอซ

    หงเชา (HONG CHAU) รับบท ง็อคลาน
    หงเชา แสดงนำร่วมกับ แม็ตต์ เดม่อน และคริสตอฟ วอลท์ซ ในภาพยนตร์ของ อเล็กซานเดอร์ เพย์น เรื่อง DOWNSIZING เรื่องราวของ พอล ซาฟราเน็ก (แม็ตต์ เดม่อน) ผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งจากโอมาฮ่า ที่ฝันอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นกับภรรยาของเขา ออเดรย์ เมื่อโลกเผชิญกับวิกฤตคนล้นโลก นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาทางออกที่สามารถลดขนาดตัวมนุษย์ลงเหลือความสูงแค่ 5 นิ้ว ในไม่ช้า เงินก็ไหลหลั่งไปยังโลกใบเล็ก พอลและออเดรย์ตัดสินใจเสี่ยงเข้ารับกระบวนการย่อไซส์ และได้พบการผจญภัยที่จะเปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล เชารับบท ง็อคลาน หญิงชาวเวียดนามผู้อพยพมายังโลกใบใหม่โดยไม่เต็มใจ

    เมื่อเร็วๆ นี้ เชาร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมของ HBO เรื่อง BIG LITTLE LIES ซึ่งสร้างมาจากนิยายขายดีของ ลีแอน มอริอาร์ตี้ และนำแสดงโดย รีส วิเธอร์สปูน, นิโคล คิดแมน, ไชลีน วู้ดลี่ย์ และอเล็กซานเดอร์ สการ์สการ์ด

    ในปี 2014 เชาร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน เรื่อง INHERENT VICE ซึ่งสร้างจากนิยายของ โธมัส พินชอน โดยเชาร่วมแสดงกับ วาคิน ฟีนิกซ์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัล Robert Altman Award ที่งานแจกรางวัล Independent Spirit Award ประจำปี 2015

    อูโด เคียร์ (UDO KIER) รับบท โจริส
    อูโด เคียร์ เกิดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ปี 1944 ในเยอรมัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การเกิดของเขานั้นมีเรื่องราวดราม่าพอๆ กับบทบาทที่เขาเคยแสดงมา ในคืนวันที่เขาเกิด แม่ของอูโดขอเวลาอยู่กับลูกน้อยเพิ่ม พยาบาลได้รวบรวมเด็กทารกทุกคน และพาพวกเขากลับไปยังห้องเด็ก ในตอนที่โรงพยาบาลถูกถล่มด้วยระเบิด เขากับแม่ถูกช่วยออกมาจากซากปรักหักพัง อูโดไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพ่อของเขามากนัก ตอนอายุ 18 ปี เขาย้ายไปอยู่สหราชอาณาจักร เพื่อเรียนภาษาอังกฤษ และที่นั่นเขาเริ่มเรียนคอร์สการแสดง จนในที่สุด เขาก็ได้รับเลือกจากผู้กำกับ ไมเคิล ซาร์น ให้กับบทในภาพยนตร์เรื่อง ROAD TO SAINT TROPEZ แม้จะเป็นเพียงบทเล็กๆ แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นการทำงานในวงการของเขา ภาพยนตร์ฮิตเรื่องแรกของเขาคือเรื่อง MARK OF THE DEVIL ได้รับเรท “V” เพราะความรุนแรง โดยคนดูที่ซื้อตั๋วหนังจะได้รับถุงสำหรับใส่อาเจียน ก่อนที่จะเริ่มการฉาย ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกแบนใน 31 ประเทศ แต่กลับมีการสร้างภาคต่อออกมาถึง 2 ภาค (โดยไม่มีเคียร์แสดงอยู่ด้วย)

    เคียร์ได้พบกับผู้กำกับ พอล มอร์ริสซี่ บนเครื่องบินระหว่างเดินทาง มอร์ริสซี่เสนอบทนำให้เขาแสดงในภาพยนตร์เรื่อง 3-D Flesh for Frankenstein เป็นเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ และภาพยนตร์ที่ถือว่าเป็นพี่น้องกันอย่างเรื่อง Blood for Dracula ทำให้อูโดมีชื่อเสียง โดยภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องต่างได้รับเรท X เมื่อเปิดตัวฉาย

    ในยุค 1970 เคียร์มีผลงานหลายเรื่องด้วยกัน ได้แก่ THE SALZBURG CONNECTION, THE STORY OF O (THE STORY OF O), SPERMULA AND TRAUMA (HOUSE ON STRAW HILL) และผลงานในยุค 1980 ได้แก่ LULU, THE STRANGE CASE OF DR. JEKYLL and MISS OSBOURNE (THE BLOOD OF DR. JEKYLL), THE ISLAND OF THE BLOODY PLANTATION (ESCAPE FROM BLOOD PLANTATION) และ SEDUCTION: THE CRUEL WOMAN (SEDUCTION: THE CRUEL WOMAN) ในทศวรรษ 1990 เขามีผลงานในอเมริกามากขึ้น และบทแจ้งเกิดของเขาก็คือบท ฮานส์ ในภาพยนตร์เรื่อง My Own Private Idaho อูโดได้รับเลือกให้รับบทเป็นคู่หูของ พาเมล่า แอนเดอร์สัน ในภาพยนตร์เรื่อง Barb Wire และเขาแสดงเป็น รอน แคมป์ ในภาพยนตร์เรื่อง ACE VENTURA: PET DETECTIVE โดยร่วมแสดงกับ จิม แคร์รี่ย์ ผลงานของเขาในยุค 1990 ยังรวมถึงภาพยนตร์เรื่อง The Kingdom, For Love or Money, Breaking the Waves, The Adventures of Pinocchio, Blade และ Armageddon

    ผลงานภาพยนตร์ในปัจจุบันของ อูโด นอกจาก DOWNSIZING ที่กำกับโดย อเล็กซานเดอร์ เพย์น แล้ว ยังมีภาพยนตร์เรื่อง DON’T WORRY HE WON’T GET FAR ON FOOT ซึ่งกำกับโดย กัส แวน แซนต์, IRON SKY 2 ซึ่งกำกับโดย ทิโม่ วูโอเรนโซล่า, BRAWL IN CELL BLOCK 99 ซึ่งกำกับโดย เอส เคร็ก ซาห์เลอร์, PUPPET MASTER – THE LITTLEST REICH ซึ่งกำกับโดย ซันนี่ ลากูน่า และทอมมี่ วิกลันด์, THE PAINTED BIRD กำกับโดย วาแคลฟ มาร์ฮูล และ AMERICAN ANIMALS ซึ่งกำกับโดย บาร์ท เลย์ตัน

    เจสัน ซูเดคิส (JASON SUEIKIS) รับบท เดฟ จอห์นสัน
    เจสัน ซูเดคิส เกิดในแฟร์แฟ็กซ์, เวอร์จิเนีย แต่ไปเติบโตที่โอเวอร์แลนด์ พาร์ค, แคนซัส เส้นทางสู่วงการบันเทิงของเขาเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่เขาขับรถ 40 ไมล์ในทุกสุดสัปดาห์ เพื่อไปเรียนที่ ComedySportz Theater (ปัจจุบันคือ Comedy City) ในแคสซัส ซิตี้ จากนั้น เขาได้เดินทางไปชิคาโก ที่ซึ่งเขาได้ร่วมแสดงกับคณะ The Second City National Touring Company, Improv Olympic, The Annoyance Theater และ Boom Chicago ในอัมสเตอร์ดัม จากนั้น เขาย้ายไปอยู่เนวาด้า และได้เป็นสมาชิกประจำของ The Second City Las Vegas และในปี 2003 เจสันซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจอร์จ เวนดต์ (CHEERS) ลุงของเขาให้ส่งเทปผลงานของเขาไปให้ผู้อำนวยการสร้างของรายการ SNL เจสันเริ่มต้นทำงานกับรายการนี้ในตำแหน่งมือเขียนบท หลังจากผ่านไปสองปี และผ่านการออดิชั่นหลายครั้ง เขาก็ได้มายืนอยู่หน้ากล้อง และไม่เคยหันหลังกลับไปมองอดีตอีก

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง DRIVEN ซึ่งเขารับบทเป็นสายให้กับเอฟบีไอ จิม ฮอฟฟ์แมน เขายังร่วมแสดงกับ เอ๊ด แฮร์ริส และเอลิซาเบธ โอลเซ่น ในภาพยนตร์เรื่อง KODACHROME ซึ่งเปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์ที่งานเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโต ในช่วงเดือนกันยายน และมีกำหนดจะเปิดตัวฉายในโรงภาพยนตร์และในเน็ทฟลิกซ์ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 2018

    เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ อเล็กซานเดอร์ เพย์น เรื่อง DOWNSIZING ผลงานภาพยนตร์เมื่อเร็วๆ นี้ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ไซไฟทริลเลอร์เรื่อง COLOSSAL ซึ่งนำแสดงโดย แอนน์ แฮ็ทธาเวย์ ก่อนหน้านั้น เขาแสดงนำในภาพยนตร์อินดี้ดราม่าเรื่อง THE BOOK OF LOVE ซึ่งกำกับโดย บิลล์ เพอร์เพิ้ล เขายังรับบทนำในภาพยนตร์อินดี้แนวดราม่าของ ฌอน มิวชอว์ เรื่อง TUMBLEDOWN ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ รีเบ็คก้า ฮอลล์ ซึ่งเปิดตัวฉายแบบจำกัดโรงในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2016 และในปีเดียวกันนั้น เขายังรับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง RACE ผลงานของบริษัทโฟกัส ฟีเจอร์ส ซูเดคิสยังแสดงนำในภาพยนตร์ของ เลสลี่ เฮดแลนด์ เรื่อง SLEEPING WITH OTHER PEOPLE ซึ่งอำนวยการสร้างโดย วิลล์ เฟอร์เรลล์ และอดัม แม็คเคย์ รวมไปถึงภาพยนตร์ตลกปี 2016 เรื่อง MASTERMINDS ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ แซ็ค กาลิเฟียนาคิส, โอเว่น วิลสัน และคริสเตน วิก

    ในปี 2014 เจสันกลับมารับบทเดิม และประกบบทกับ ชาร์ลีย เดย์ และเจสัน เบทแมน ในภาพยนตร์ภาคต่อที่ทุกคนรอคอยอย่าง HORRIBLE BOSSES 2 และในปี 2013 เขาแสดงนำกับ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ในภาพยนตร์โกยเงินของ นิวไลน์ ซีนีม่า เรื่อง WE’RE THE MILLERS ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไป $270,000,000 เหรียญ

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง ANGRY BIRDS ซึ่งเขาให้เสียงเป็น ‘เรด’ และงานแอนิเมชั่นจากค่าย ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ เรื่อง EPIC, ภาพยนตร์ของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส เรื่อง THE CAMPAIGN ซึ่งนำแสดงโดย วิลล์ เฟอร์เรลล์ และแซ็ค กาลิเฟียนาคิส และกำกับโดย เจย์ โรช; ภาพยนตร์รวมดาราของ แกร์รี่ มาร์แชลล์ เรื่อง MOTHER’S DAY ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ จูเลีย โรเบิร์ตส์, เคท ฮัดสัน และเจนนิเฟอร์ อนิสตัน; ภาพยนตร์ของ นิวไลน์ เรื่อง HALL PASS ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ โอเว่น วิลสัน; ภาพยนตร์เรื่อง THE BOUNTY HUNTER ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน และเจอราร์ด บัทเลอร์; ภาพยนตร์ของ นิวไลน์ เรื่อง GOING THE DISTANCE ซึ่งเขาประกบบทกับ ดรูว์ แบร์รี่มอร์ และจัสติน ลอง และภาพยนตร์เรื่อง WHAT HAPPENS IN VEGAS ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ คาเมรอน ดิแอซ และแอชตัน คุทเชอร์ เขายัง่รวมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง THE TEN, WATCHING THE DETECTIVES, BILL, SEMI-PRO และ THE ROCKER

    นีล แพทริค แฮร์ริส (NEIL PATRICK HARRIS) รับบท เจฟฟ์ โลนาวสกี้
    ปัจจุบัน นีล แพทริค แฮร์ริส รับบทเป็นเค้าท์ โอลาฟ ในซีรีส์ของเน็ทฟลิกซ์ เรื่อง A SERIES OF UNFORTUNATE EVENTS โดยซีซั่นที่สองจะเริ่มฉายในช่วงต้นปี 2018

    ภายใต้การกำกับของ เดวิด ฟินเชอร์ แฮร์ริสแสดงนำในภาพยนตร์ของ ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ เรื่อง GONE GIRL ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ DOWNSIZING, A MILLION WAYS TO DIE IN THE WEST, THE SMURFS 1 & 2, A VERY HAROLD & KUMAR 3D CHRISTMAS, BEASTLY, THE BEST AND THE BRIGHTEST, HAROLD & KUMAR ESCAPE FROM GUANTANAMO BAY, HAROLD & KUMAR GO TO WHITE CASTLE, UNDERCOVER BROTHER, THE NEXT BEST THING, THE PROPOSITION, STARSHIP TROOPERS และ CLARA’S HEART

    นอกจากนี้ เขายังให้เสียงพากย์เป็นตัวละครในภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิเช่น CLOUDY WITH A CHANCE OF MEATBALLS 2, ADVENTURE TIME, THE PENGUINS OF MADAGASCAR, SPIDER-MAN: SHATTERED DIMENSIONS, CATS & DOGS: THE REVENGE OF KITTY GALORE, BATMAN: UNDER THE RED HOOD, YES VIRGINIA, ROBOT CHICKEN AND BATMAN: THE BRAVE AND THE BOLD, FAMILY GUY, EAT LEAD: THE RETURN OF MATT HAZARD, JUSTICE LEAGUE: THE NEW FRONTIER, SPIDER-MAN, CAPITOL CRITTERS และ SAINTS ROW 4

    ลอร่า เดิร์น (LAURA DERN) รับบท ลอร่า โลนาวสกี้
    ลอร่า เดิร์น นักแสดงหญิงผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว 2 ครั้ง ได้สร้างความประทับใจให้ทั้งกับคนดูและนักวิจารณ์ จากบทบาทการแสดงที่ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ จากภาพยนตร์เรื่อง RAMBLING ROSE นักวิจารณ์อย่าง ปีเตอร์ เทรเวอร์ส ได้อธิบายว่า เดิร์น “คือหนึ่งในนักแสดงหญิงที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรุ่น” นอกจากจะเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว 2 รางวัล เดิร์นยังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ 4 รางวัล และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลไพรม์ไทม์เอ็มมี่ถึง 6 รางวัล

    สำหรับผลงานใหม่ เดิร์นจะแสดงนำในภาพยนตร์ของ จัสติน เคลลี่ เรื่อง JT LEROY ซึ่งสร้างมาจากเรื่องจริง โดยนำเสนอชีวิตของหญิงสาวที่ชื่อ ซาวานน่า นู้ป ที่ใช้เวลานานถึง 6 ปี แสดงตัวว่าเป็นนักเขียนชื่อดัง เจที ลีรอย ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังนำแสดงโดย คริสเตน สจ๊วร์ต, ไดแอน ครูเกอร์, จิม สเตอร์เจสส์ และคอร์ตนี่ย์ เลิฟ

    นอกจากนี้ เดิร์นยังแสดงนำร่วมกับ เอ็มมี่ รอสซั่ม และเลียม นีสัน ในภาพยนตร์เรื่อง HARD POWDER ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของคนกวาดหิมะที่ตามแก้แค้นพวกค้ายาเสพติดที่เขาคิดว่าฆ่าลูกชายของเขา ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากภาพยนตร์นอร์เวย์ ปี 2014 เรื่อง IN ORDER OF DISAPPEARANCE

    เดิร์นยังจำแสดงนำร่วมกับ แจ็ค โอคอนเนลล์ ในภาพยนตร์ของ เอ๊ดเวิร์ด ซวิค เรื่อง TRIAL BY FIRE ที่บอกเล่าเรื่องราวของ คาเมรอน ท็อดด์ วิลลิงแฮม ผู้ถูกประหารในเท็กซัส ในข้อหาฆ่าลูกทั้งสามคนของเขา หลังจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และคำให้การของผู้เชี่ยวชาญ ที่สนับสนุนข้ออ้างว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ถูกยับยั้ง

    ในปี 2017 เดิร์นร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่ทุกคนรอคอยอย่าง STAR WARS: EPISODE VIII โดยได้ร่วมแสดงกับ เดซี่ย์ ริดลี่ย์, ลูปิตา เอ็นยองโก และเบนิซิโอ เดล โทโร่
    เดิร์นยังร่วมแสดงกับ วูดี้ ฮาร์เรลสัน ในภาพยนตร์ของ ฟ็อกซ์ เชิร์ชไลท์ พิคเจอร์ส เรื่อง WILSON ซึ่งกำกับดดย เคร็ก จอห์นสัน ภาพยนตร์ตลกเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของ วิลสัน (ฮาร์เรลสัน) ชายวัยกลางคนที่ผ่านการหย่าร้าง ผู้ใช้ชีวิตอยู่ในโอ๊กแลนด์, แคลิฟอร์เนีย และพบว่าตัวเขาเองเกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว และหมกมุ่นอยู่กับอดีต รวมถึงความสัมพันธ์สุดยุ่งเหยิงของเขากับเมียเก่าที่รับบทโดย เดิร์น
    นอกจากนี้ ในปี 2017 เดิร์นยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ดราม่าชีวประวัติ ผลงานของไวน์สตีน คัมปานี เรื่อง THE FOUNDER ซึ่งเล่าเรื่องราวของ เรย์ คร็อค ผู้ก่อตั้ง McDonald (รับบทโดย ไมเคิล คีตัน) เดิร์น รับบทเป็น เอเธล คร็อค ภรรยาของคีตัน

    เธอยังร่วมแสดงกับ มิเชลล์ วิลเลี่ยมส์ และคริสเตน สจ๊วร์ต ในภาพยนตร์ดราม่าของ เคลลี่ ริชาร์ดต์ เรื่อง CERTAIN WOMAN ซึ่งเปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์ที่ซันแดนซ์ และได้รับคำวิจารณ์ชื่นชม และเปิดตัวฉายไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2016

    ในปี 2015 เดิร์นร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ ฟ็อกซ์ เซิร์ชไลท์ เรื่อง WILD ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งที่ 2 ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของ เชอริล สเตรย์ด (รีส วิเธอร์สปูน) ผู้ตัดสินใจอย่างกระทันหันที่จะลองเดินเพื่อค้นหาความหมายของชีวิต หลังจากที่แม่ของเธอ (เดิร์น) เสียชีวิตไป

    ในปี 2015 เดิร์นยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ รามิน บาห์รานี เรื่อง 99 HOMES ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ และไมเคิล แชนน่อน และในปี 2014 เธอร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ ฟ็อกซ์ 2000 เรื่อง THE FAULT IN OUR STARS โดยร่วมแสดงกับ ไชลีน วู้ดลี่ย์, แอนเซล เอลกอร์ต และแน็ท วูลฟฟ์ โดยเดิร์นรับบทเป็นแม่ของ เฮเซล เกรซ (วู้ดลี่ย์) ที่ตกหลุมรักกับ ออกัสต์ส วอเตอร์ (เอลกอร์ต) ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังเผชิญความทุกข์ยากเมื่อต้องต่อสู้กับมะเร็ง

    ในเดือนกันยายน ปี 2012 เดิร์นร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง THE MASTER ซึ่งกำกับโดย พอล โธมัส แอนเดอร์สัน และนำแสดงโดย วาคิน ฟีนิกซ์, ฟิลลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน และเอมี่ อดัมส์
    ในปี 2010 เดิร์นรับบทสำคัญในภาพยนตร์อินดี้เรื่อง EVERYTHING MUST GO โดยร่วมแสดงกับ วิลล์ เฟอร์เรลล์ และรีเบ็คก้า ฮอลล์ จากฝีมือการกำกับของผู้กำกับมือใหม่ป้ายแดง แดน รัช และสร้างจากเรื่องสั้นของ เรย์มอนด์ คาร์เวอร์

    ในปี 2010 อีกเช่นกัน เดิร์นร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เรื่อง LITTLE FOCKERS ภาคต่อของ MEET THE PARENTS และ MEET THE FOCKERS ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดย โรเบิร์ต เดอนีโร, ดัสติน ฮอฟฟ์แมน, เบน สติลเลอร์ และบาร์บร่า สตรัยแซนด์

    ในปี 2007 เดิร์นแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง YEAR OF THE DOG โดยร่วมแสดงกับ มอลลี่ แชนน่อน, ปีเตอร์ สการ์สการ์ด และเรจิน่า คิง ภาพยนตร์เรื่องนี้เขียนบทและกำกับโดย ไมก์ ไวท์
    ในปี 2006 เดิร์นรับบทเป็นตัวละครถึง 3 ตัว ในภาพยนตร์ของ เดวิด ลินช์ เรื่อง INLAND EMPIRE ซึ่งเปิดตัวฉายตามงานเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ โดยลินช์กับเดิร์นนั้นยังเคยร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่อง BLUE VELVET และ WILD AT HEART

    ในปี 2005 เดิร์นร่วมแสดงในภาพยนตร์ดราม่าของ ท็อดด์ โรบินสัน เรื่อง LONELY HEARTS ซึ่งสร้างจากเรื่องจริงในปี 1940 ของสองตำรวจแผนกฆาตกรรมที่ตามล่าตัวสองฆาตกรที่รู้จักกันในชื่อ โลนลี่ เฮิร์ท คิลเลอร์ส

    นอกจากนี้ ในปี 2005 เดิร์นยังรับบทสมทบในภาพยนตร์ตลกเสียดสีของ ดอน รูศ เรื่อง HAPPY ENDINGS ซึ่งเป็นภาพยนตร์รวมดาราที่นำแสดงโดย แม็กกี้ จิลเลนฮาล, ลิซ่า คูโดรว์, ทอม อาร์โนลด์, เจสัน ริทเตอร์ และบ็อบบี้ คานิเวล

    เดิร์นยังร่วมแสดงกับ จูลีแอนน์ มัวร์ และวูดี้ ฮาร์เรลสัน ในภาพยนตร์ปี 2005 ของดรีมเวิร์กส์ เรื่อง THE PRIZE WINNER OF DEFIANCE OHIO ซึ่งกำกับโดย เจน แอนเดอร์สัน ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่งที่เลี้ยงลูกๆ สิบคนด้วยการเข้าประกวดรายการต่างๆ เพื่อหวังจะคว้าเงินรางวัล

    ในปี 2004 เดิร์นรับบทเป็น เทอร์รี่ ลินเดน ประกบบทกับ มาร์ก รัฟฟาโล่ ในภาพยนตร์เรื่อง WE DON’T LIVE HERE ANYMORE ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย จอห์น เคอร์แรน ที่พูดถึงผลพวงของการคบชู้

    ในปี 2001 เดิร์นมีผลงานที่ต่างแนวกันถึงสามเรื่อง เธอร่วมแสดงกับ ฌอน เพนน์ และมิเชลล์ ไฟฟ์เฟอร์ ในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมของ นิวไลน์ ซีนีม่า เรื่อง I AM SAM, รับบทเป็นแฟนสาวของ สตีฟ มาร์ติน ในภาพยนตร์ตลกเสียดสีเรื่อง NOVOCAINE, และร่วมแสดงกับ วิลเลี่ยม เอช เมซี่ย์ ในภาพยนตร์เรื่อง FOCUS นอกจากนี้ เดิร์นยังรับบทรับเชิญในภาพยนตร์ของ ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เรื่อง JURASSIC PARK III ซึ่งทำให้เธอได้กลับไปร่วมงานกับผู้กำกับ โจ จอห์นสตัน และนักแสดงชาย แซม นีลล์

    ในปี 1996 เดิร์นแสดงนำในภาพยนตร์ตลกเสียดสีที่ได้รับคำชมของ มิราแม็กซ์ ฟิล์มส์ เรื่อง CITIZEN RUTH ซึ่งกำกับโดย อเล็กซานเดอร์ เพย์น ซึ่งในขณะนั้นยังถือว่าเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ CITIZEN RUTH ได้ไปฉายที่งานเทศกาลภาพยนตร์มอนทรีออล ซึ่งเดิร์นได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

    ในปี 1993 เธอประกบบทกับ แซม นีลล์ และเจฟฟ์ โกลด์บลัม ในภาพยนตร์ที่เป็นปรากฏการณ์ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่องJURASSIC PARK ต่อมาในปีนั้น เธอยังร่วมแสดงกับ คลิ้นต์ อีสต์วู้ด และเควิน คอสต์เนอร์ ในภาพยนตร์ของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส เรื่อง A PERFECT WORLD ซึ่งอีสต์วู้ดกำกับเองด้วย

    ลอร่า เดิร์นได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงทั้งรางวัลออสการ์ และรางวัลลูกโลกทองคำ ในปี 1992 จากการรับบท “โรส” ในภาพยนตร์เรื่อง RAMBLING ROSE ผลงานกำกับของ มาร์ธา คูลิดจ์ โดยเธอร่วมแสดงกับแม่ของเธอเอง ไดแอน แลดด์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นครั้งแรกที่ทีมแม่และลูกสาว ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน

    ในปี 1985 เดิร์นได้รับรางวัล Los Angeles Film Critics’ New Generation Award จากภาพยนตร์เรื่อง SMOOTH TALK และ MASK เธอยังแสดงนำในภาพยนตร์สองเรื่องของผู้กำกับ เดวิด ลินช์ ได้แก่ BLUE VELVET ในปี 1986 และ WILD AT HEART ซึ่งคว้ารางวัลปาล์มทอง ที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปี 1990 ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเดิร์น ได้แก่ ภาพยนตร์ของ โรเบิร์ต อัลท์แมน เรื่อง DR. T AND THE WOMEN, OCTOBER SKY, MASK, FAT MAN AND LITTLE BOY, HAUNTED SUMMER, TEACHERS, FOXES และ LADIES AND GENTLEMAN, THE FABULOUS STAINS

    ประวัติทีมผู้สร้าง
    อเล็กซานเดอร์ เพย์น (ALEXANDER PAYNE) – ผู้กำกับ/ ผู้เขียนบท/ ผู้อำนวยการสร้าง
    อเล็กซานเดอร์ เพย์น เติบโตในโอมาฮา เขาเรียนทางด้านประวัติศาสตร์และวรรณกรรมสเปน ที่ สแตนฟอร์ด ก่อนที่จะได้รับปริญญาด้านภาพยนตร์ที่ UCLA

    เขามีผลงานภาพยนตร์ 7 เรื่อง ได้แก่ CITIZEN RUTH (1996), ELECTION (1999), ABOUT SCHMIDT (2002), SIDEWAYS (2004), THE DESCENDANTS (2011), NEBRASKA (2013) และ DOWNSIZING (2017) เขาเคยได้รับสองรางวัลออสการ์ สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ภาพยนตร์สี่เรื่อง ในจำนวน 6 เรื่องของเขา ถ่ายทำกันในเนบราสก้า ซึ่งเขายังคงใช้ชีวิตอยู่ โดยเขาแบ่งเวลาไปมาระหว่างเนบราสก้า และลอสแองเจลิส

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *