Everest | เอเวอเรสต์ ไต่ฟ้าท้านรก

Everest | เอเวอเรสต์ ไต่ฟ้าท้านรก

  • Genres: Adventure, Drama, Thriller
    Running Time: 121 min
    Release Date:September.18,2015 (UK)
    MPAA Rating:PG-13 for intense peril and disturbing images
    Distributors: Chromakey-Hire.Com, Cross Creek Pictures, Free State Pictures
    Starring: Elizabeth Debicki, Jake Gyllenhaal, Keira Knightley
    Directed by:Baltasar Kormákur

    ความเสี่ยงที่ไม่อาจประเมินได้ ความยากลำบากหฤโหด การฝึกฝนเป็นเวลาหลายปีเพื่อรับมือกับความท้าทายที่ยากจะคาดการณ์ได้ สภาพอากาศที่รุนแรงจนไม่อาจคาดคิด แต่เป็นเวลาเกือบศตวรรษแล้วที่นักผจญภัยทั่วโลกได้เสาะแสวงหาหนทางที่จะทำให้ชีวิตประจำวันของพวกเขามีความหมายที่ลึกซึ้งขึ้นด้วยความพยายามที่จะปีนขึ้นสู่ยอดสูงสุดและอันตรายที่สุดของโลก นั่นคือยอดเขาเอเวอร์เรสต์ บางที พวกเขาอาจได้รับแรงบันดาลจากจิตวิญญาณนักบุกเบิกที่เห็นได้จากตำนานนักปีนเขาอย่างเทนซิง นอร์เกย์และเซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลลารี หรืออาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาอยากจะแสดงความเคารพต่อธรรมชาติผู้เป็นเหมือนมารดาของทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าแรงจูงใจของพวกเขาจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณหรือภารกิจที่พลุ่งพล่านไปด้วยอะดรีนาลิน เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความเป็นมนุษย์จะถูกเผยออกมาเมื่อความทะเยอทะยาน ความเปราะบางของมนุษย์และพายุร้ายมาปะทะกัน ณ จุดสูงสุดของโลก

    Everest ที่ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์เหลือเชื่อที่เกี่ยวข้องกับความพยายามที่จะปีนขึ้นสู่ยอดของภูเขาที่สูงที่สุดในโลกในปี 1996 บันทึกการผจญภัยที่น่าตื่นตะลึงของคณะเดินทางสองชุดที่ถูกท้าทายเกินขีดจำกัดด้วยพายุหิมะที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่มนุษยชาติเคยบันทึกไว้ ด้วยมิตรภาพที่ก่อเกิดจากอุปสรรคและความยากลำบาก และความอดทนที่ถูกท้าทายด้วยสภาพแวดล้อมที่ทารุณที่สุดบนโลกใบนี้ กลุ่มนักปีนเขาจะต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคหฤโหดเมื่อความชื่นชอบของพวกเขากลับกลายเป็นการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด

    การผจญภัยครั้งใหญ่ที่จะทำให้คุณต้องลืมหายใจนำแสดงโดยทีมนักแสดงจากทั่วโลก นำทีมโดยเจสัน คลาร์ก (Zero Dark Thirty, Dawn of the Planet of the Apes) ในบทร็อบ ฮอล หัวหน้าทีมสำรวจและประธานบริษัทแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนท์, จอช โบรลิน (No Country for Old Men, True Grit) ในบท เบ็ค เวทเธอร์ส แพทย์ชาวเท็กซัสที่หมายมั่นปั้นมือจะปีนยอดเขาเอเวอร์เรสต์ให้ได้, จอห์น ฮอว์กส์(The Sessions, Winter’s Bone) ในบท ดั๊ก ฮันเซน บุรุษไปรษณีย์ผู้ชื่นชอบการผจญภัยและพลาดเป้าในการปีนขึ้นสู่ยอดเขาเมื่อปีที่แล้ว, โรบิน ไรต์ (ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์ House of Cards, The Girl With the Dragon Tattoo) ในบทพีช เวทเธอร์ส ภรรยาของเบคที่รออยู่ที่บ้านในดัลลัส, ไมเคิล เคลลี (ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์ House of Cards, Changeling) ในบท จอน คราเคาเออร์ นักข่าวจากนิตยสารเอาท์ไซด์ที่ร่วมเดินทางไปกับทีมของฮอลด้วย, แซม เวิร์ธทิงตัน (Avatar, Wrath of the Titans) ในบทกาย คอตเตอร์ เพื่อนผู้นำทางและเพื่อนสนิทของฮอลผู้ไม่ยอมละทิ้งความหวัง, เคียร่า ไนต์ลี่ย์(Pride & Prejudice, The Imitation Game) ในบทดร.แจน อาร์โนลด์ ภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ของร็อบในนิวซีแลนด์ ผู้เคยปีนเขาเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขา, เอมิลี่ วัตสัน (War Horse, Corpse Bride) ในบท เฮเลน วิลตัน บุคคลสำคัญของบริษัทแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนท์ ผู้ทำหน้าที่ผู้ประสานงานด้านโลจิสติกและผู้จัดการเบสต์แคมป์และเจค จิลเลนฮาล (Nightcrawler, Southpaw) ในบท สก็อต ฟิชเชอร์ หัวหน้าทีมสำรวจของเมาน์เทน แมดเนส

    Everest กำกับและอำนวยการสร้างโดยบัลทาซาร์ คอร์มาคูร์ (2 Guns, Contraband) และอำนวยการสร้างโดยทิม บีแวน (The Big Lebowski, Les Misérables) และอีริค เฟลเนอร์ (The Theory of Everything, Anna Karenina) จากเวิรคกิ้ง ไตเติล, ไบรอัน โอลิเวอร์ (Black Swan, The Ides of March) และไทเลอร์ ธอมป์สัน (A Walk Among the Tombstones, The Woman in Black) จากครอส ครี้ก พิคเจอร์ส รวมถึงนิคกี้ เคนทิช บาร์เนส (About Time, About a Boy)

    ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส และครอส ครี้ก พิคเจอร์ส ร่วมกับวอลเดน มีเดีย ภูมิใจเสนอ Everest ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดยวิลเลียม นิโคลสัน (Gladiator, Unbroken) ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและเจ้าของรางวัลออสการ์ ไซมอน โบฟอย (Slumdog Millionaire, 127 Hours)

    ทีมงานเบื้องหลังที่ประสบความสำเร็จรวมถึงผู้กำกับภาพซัลวาโทเร ต็อตติโน (The Da Vinci Code, Cinderella Man), มือลำดับภาพ มิค อ็อดส์ลีย์ (Harry Potter and the Goblet of Fire, 12 Monkeys), ผู้ออกแบบงานสร้าง แกรี ฟรีแมน (Maleficent, The Bourne Supremacy), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย กาย สเปอร์แรนซา (The Dark Knight, Batman Begins), ช่างแต่งหน้าและทำผม แจน ซีเวล (The Theory of Everything, Les Misérables) และผู้ประพันธ์เพลงรางวัลออสการ์ ดาริโอ มาเรียเนลลี (Atonement, Anna Karenina)

    Everest ควบคุมงานสร้างโดยแองเจลา มอร์ริสัน (Les Misérables), ลิซา ชาซิน (The Theory of Everything), อีวาน เฮย์ส (Contraband), แรนดัลล์ เอ็มเม็ตต์ (Lone Survivor), ปีเตอร์ มัลลุค (A Walk Among the Tombstones) และลอเรน เซลิค (Lone Survivor)

    ภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยเรื่องนี้ถ่ายทำที่ระดับสูงตามเส้นทางขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในเนปาล ในเทือกเขาแอลป์ในอิตาลีและที่ซิเนซิตต้า สตูดิโอส์ในกรุงโรมและไพน์วู้ด สตูดิโอส์ในอังกฤษ Everest เข้าฉายทั้งในระบบไอแม็กซ์ 3D และจอ 3D ขนาดใหญ่แบบพรีเมียม รวมถึงระบบ 2D และ 3D ตามมาตรฐานทั่วไป

    เกี่ยวกับงานสร้าง

    วันที่ถูกจารึกในประวัติศาสตร์:
    การปืนเขาในปี 1996

    มันเป็นเช้าที่งดงามและสดใสในวันที่ 10 พฤษภาคม ปี 1996 ที่ร็อบ ฮอล หัวหน้าทีมของแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนท์ในนิวซีแลนด์ ผู้รอบคอบและระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย และสก็อต ฟิชเชอร์ นักปีนเขามากประสบการณ์และหัวหน้าทีมของเมาน์เทน์ แมดเนสในซีแอตเติล ได้นำทีมของพวกเขาออกเดินทางครั้งสุดท้ายขึ้นสู่จุดสูงสุดของโลก นั่นคือยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ที่อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 29,029 ฟุต (8,848 เมตร)…หรือระยะบินของเครื่องโบอิ้ง 747 นั่นเอง ทั้งสองทีมใช้เวลาสองเดือนที่ผ่านมาในการปีนภูเขายักษ์ใหญ่นี้ โดยพวกเขาค่อยๆ ปรับตัวให้เคยชินกับสภาพอากาศหนาวจัดและอากาศที่เบาบางที่ระดับความสูงนี้ พวกเขาต้องเจอกับสภาพอ็อกซิเจนที่เบาบางถึงขนาดที่เพียงแค่การเดินก็เป็นเรื่องที่เหนื่อยแสนสาหัส

    นักปีนเขาสามคนในทีมของฮอลและเชอร์ปาสองคนได้ปีนขึ้นสู่ยอดเขาในวันนั้น แต่โดยไม่มีใครรู้ล่วงหน้า เกิดพายุร้ายโหมกระหน่ำด้วยความรุนแรงพอๆ กับเฮอร์ริเคน มันได้ถาโถมเข้าใส่นักผจญภัยขณะที่พวกเขากำลังลงจากภูเขา ขณะที่พายุยังคงโหมแรงและความมืดเริ่มเข้าปกคลุมพื้นที่ ฮอลพยายามช่วยเหลือลูกค้าที่เหนื่อยล้าของเขา บุรุษไปรษณีย์และนักปีนเขา ดั๊ก ฮันเซน ในการไต่ลงจากหน้าผา 40 ฟุต ที่เป็นที่รู้จักในนามของฮิลลารี สเต็ป (28,840 ฟุต/8,790 เมตร) ซึ่งตั้งชื่อตามเซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลลารี นักปีนเขาในตำนานชาวนิวซีแลนด์

    พอถึงตอนเย็น ฮอลก็หมดแรงจากความพยายามในการช่วยชีวิตฮันเซน ด้วยความที่ตัวเขาไม่สามารถปีนลงเขาไปได้ด้วยตัวเอง เขาจึงถูกทิ้งอยู่ตามลำพัง ท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้ายบนเซาธ์ ซัมมิท (28,752 ฟุต/8,764 เมตร) ตลอดเวลาสองคืนขณะที่พายุยังคงโหมกระหน่ำอย่างไม่บรรเทา ลมที่พัดรุนแรงได้ยับยั้งความพยายามของนักกู้ภัยที่เหนื่อยล้า ผู้ไม่อาจมองเห็นเส้นทางท่ามกลางความมืดและหิมะที่ขาวโพลน ความพยายามที่จะช่วยชีวิตจากด้านล่างถูกขัดขวาง

    แอนดี้ “ฮาโรลด์” แฮร์ริส ผู้นำทางของแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนท์ นิวซีแลนด์จากนิวซีแลนด์ ได้หายตัวไปบนภูเขาสูง มีผู้พบเห็นเขาครั้งสุดท้ายขณะปีนขึ้นไปสู่เซาธ์ ซัมมิท เพื่อช่วยเหลือฮอลและฮันเซน แม้ว่าเขาจะไปถึงฮอลบนยอดเขา ที่ซึ่งพวกเขาใช้เวลาในค่ำคืนนั้นท่ามกลางลมที่พัดเร็วถึง 80 ไมล์ต่อชั่วโมงและอุณหภูมิ -40 องศา แฮร์ริสก็หายตัวไปในความมืดของค่ำคืนนั้น และไม่มีผู้พบเห็นเขาอีกเลย

    ฟิชเชอร์ ผู้ปีนขึ้นถึงยอดเขาพร้อมกับผู้นำทางของเขา อนาโตลี โบครีฟและนีล บีเดิลแมน รวมถึงลูกค้าหกคนของพวกเขา ก็เจอกับอุปสรรคระหว่างการปีนลงเขาเช่นกัน แม้ว่าผู้ที่ร่วมทางกับเขาคือล็อบซัง เชอร์ปา หัวหน้าทีมเชอร์ปาของเมาน์เทน แมดเนส ที่ด้านล่างของระเบียงเขาเอเวอร์เรสต์ (27,600 ฟุต/8,412 เมตร) ฟิชเชอร์ก็ล้มลงและท้ายที่สุด เขาก็เกลี้ยกล่อมล็อปซังให้ทิ้งเขาและลงจากเขาไป ล็อปซังทำตามที่เขาบอก ด้วยความหวังที่จะส่งใครซักคนกลับขึ้นมาท่ามกลางพายุพร้อมด้วยอ็อกซิเจนเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้ฟิชเชอร์สามารถลงจากภูเขาได้

    ตัวโบครีฟเองลงจากภูเขาไปล่วงหน้าลูกค้าของเขาในช่วงก่อนหน้านี้ เขาพยายามจะไปให้ถึงตัวฟิชเชอร์แต่ก็จำใจต้องหันหลังกลับด้วยสภาพอากาศที่ทารุณ กลางดึกคืนนั้น เขาสามารถช่วยเหลือนักปีนเขาคนอื่นๆ ที่หลงทางบริเวณด้านล่างกว่านั้นของภูเขา ที่ระดับ 26,000 ฟุต (7,925 เมตร) ที่เซาธ์โคล (ชื่อนี้เกิดจากการที่มันเป็นจุดที่ต่ำที่สุดของสันเขาระหว่างยอดเขาทั้งสอง)

    ในขณะเดียวกัน การดิ้นรนเอาชีวิตรอดกำลังเกิดขึ้นที่ต่ำลงไปอีก 2,789 ฟุต (850 เมตร) ที่เซาธ์โคล เบ็ค เวทเธอร์ส แพทย์ชาวเท็กซัสที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนท์ ต้องประสบกับอาการตาบอดจากหิมะขั้นรุนแรงระหว่างที่เขากำลังปีนขึ้นสู่ยอดเขา เมื่อหลายปีก่อน เขาเคยเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขสายตา และบัดนี้ ระหว่างที่เขากำลังปีนผ่าน “เดธโซน” ของยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ที่ซึ่งอ็อกซิเจนเบาบางจนร่างกายมนุษย์จะหยุดการทำงานของระบบอวัยวะสำคัญๆ สายตาของเขาก็เริ่มเลือนราง ทำให้เขามองเห็นเพียงภาพที่อยู่ตรงหน้าเขาสองหรือสามฟุตเท่านั้นเอง

    ฮอลให้เวทเธอร์สสัญญากับเขาว่าจะไม่ปีนขึ้นเขาต่อ และบอกให้เขานั่งรอให้เขากลับจากยอดเขา เพื่อที่พวกเขาจะได้ปีนลงเขาไปด้วยกัน อย่างไรก็ดี ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เขาหยุดพักการปีนขึ้นเขา เวทเธอร์สก็ต้องเผชิญกับพายุที่โหมกระหน่ำ และเขาก็ต้องดิ้นรนที่จะปกป้องตัวเองจากความเหน็บหนาวที่ทิ่มแทงเข้ามา

    ท้ายที่สุด กลุ่มนักปีนเขาที่ลงมาจากยอดเขาก็มาพบกับเวทเธอร์สและพยายามจะช่วยเหลือเขา เขาถูกมัดตัวติดกับไมค์ กรูม ผู้นำทางของแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนท์ ขณะที่พวกเขาพยายามสุดแรงที่จะตามหาแคมป์สี่ที่ระดับความสูง 26,000 ฟุต (7,925 เมตร) บนเซาธ์โคล แต่หิมะที่พัดแรงและความมืดมิดบดบังแม้แต่พื้นดินที่อยู่ใต้เท้าพวกเขา ทำให้พวกเขาไม่พบเต็นท์ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเซาธ์โคลที่กว้างใหญ่และไร้จุดสังเกต พวกเขาขดตัวอยู่ด้วยกันเพื่อแบ่งปันความอบอุ่นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ด้วยความหวังสุดท้ายที่จะรอดชีวิต พวกเขาทนอยู่ในสภาพอากาศติดลบและทิวทัศน์ที่ขาวโพลนไปหมด เพื่อรอให้ทัศนวิสัยดีขึ้นจนพวกเขาสามารถพบแคมป์ของพวกเขาได้

    เมื่อพายุสงบลงชั่วครู่ กรูมรู้ว่าเขามีเวลาไม่นานในการไปขอความช่วยเหลือ เขาทิ้งเวทเธอร์สและนักปีนเขาอีกสี่คน ที่แทบจะหมดสติกันทุกคน เพื่อกลับไปขอความช่วยเหลือที่แคมป์สี่ ถึงตอนนี้ ทุกคนก็อยู่ในสภาพที่อ่อนเพลียอย่างหนัก เป็นเวลากว่า 27 ชั่วโมงแล้วนับตั้งแต่ที่พวกเขาเริ่มต้นเดินทางในวันนั้น และอ็อกซิเจนกระป๋อง อาหารและน้ำของพวกเขาก็กำลังจะหมดลง พวกเขาหมดแรงและแทบจะไร้กำลังใจจะมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยอาการหิมะกัด ขาดอ็อกซิเจนและเหน็บหนาวจนแทบแข็งตาย

    ความช่วยเหลือมาถึงในไม่กี่ชั่วโมงให้หลัง กลางดึกคืนนั้น โบครีฟได้ช่วยเหลือลูกค้าอีกสามคนที่เหลืออยู่ของเมาน์เทน แมดเนสจากพายุ เขาสรุปอย่างเคร่งเครียดว่าเวทเธอร์สและยาสุโกะ นัมบะ นักปีนเขาชาวญี่ปุ่นผู้ปีนเขาลูกที่เจ็ดจากเจ็ดยอดเขาที่สูงสุดของเจ็ดทวีป ลูกค้าทั้งสองของฮอล กำลังจะไม่รอด เพราะพวกเขาเกินเยียวยาด้วยสภาพเกือบแข็งตายและไม่อาจจะคลานหรือพูดจาได้

    ในสิ่งที่ถูกเรียกภายหลังว่าเป็นปาฏิหาริย์ของนักปีนเขา เวทเธอร์สสามารถฟื้นตัวได้ และแม้สายตาของเขาจะเลือนราง และประสบกับปัญหาอาการหิมะกัดและอาการแข็งที่มือไปจนถึงข้อมือ เขาก็สามารถเดินโซซัดโซเซไปจนถึงเต็นท์ของแคมป์สี่ได้ในบ่ายวันถัดมา หนึ่งวันหลังจากนั้น เขาก็ถูกพาตัวลงจากภูเขาสู่แคมป์หนึ่ง (19,800 ฟุต/6,035 เมตร) โดยทีมกู้ภัยที่ประกอบด้วยนักปีนเขาจากทีมปีนเขาอื่นๆ คนที่อยู่ในที่นั้นกล่าวว่าเวทเธอร์สมีสภาพเหมือนศพที่เดินได้

    ผู้ที่อยู่บริเวณนั้นด้วยในเวลานี้คือกาย คอตเตอร์ ผู้นำทางอีกคนหนึ่งของแอดเวนเจอร์ ผู้กำลังนำทีมเดินทางบนภูเขาปูโมรีที่อยู่ติดกัน คอตเตอร์ติดต่อกับฮอลทางวิทยุตลอดทั้งวันนั้น และเมื่อพายุเกิดขึ้น เขาก็ตระหนักดีว่าเพื่อนรักของเขาตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตายมากแค่ไหน เช้าวันต่อมา เขาได้ปีนไปสู่เบสแคมป์ของยอดเขาเอเวอร์เรสต์ (17,500 ฟุต/5,534 เมตร) เพื่อเสนอความช่วยเหลือทุกอย่างเท่าที่เขาจะสามารถทำได้

    คอตเตอร์พยายามที่จะจัดการให้มีการช่วยเหลือฮอล แต่เชอร์ปาสองคนที่ปีนขึ้นไปหาฮอลจำใจต้องหันหลังกลับ ก่อนจะถึงตำแหน่งของเขาเพียง 350 ฟุต (106.7 เมตร) ด้วยความเหนื่อยล้าและไม่อาจไปต่อได้ เห็นได้ชัดว่าความพยายามในการกู้ภัยและพายุได้ส่งผลกระทบต่อทุกคน ไม่มีกำลังคนเพียงพอที่จะนำฮอลลงมาจากเนินสูงที่อันตรายของภูเขาลูกนี้ และความพยายามที่จะช่วยเหลือเขาก็ถูกล้มเลิก ท้ายที่สุด ผู้รอดชีวิตที่อยู่บนเซาธ์โคลก็ลงจากภูเขาอย่างเหนื่อยล้าด้วยความช่วยเหลือจากเชอร์ปาของพวกเขา

    พีช เวทเธอร์สและลิซา โค้กยัล ผู้อาศัยอยู่ในเมืองกาฐมาณฑุเป็นเวลานาน ได้ร่วมมือกับสถานทูตสหรัฐฯ เพื่อขอเฮลิคอปเตอร์ทหารของเนปาลมาช่วยเหลือเบ็ค สามีของเวทเธอร์ส และนักปีนเขาอีกคนหนึ่ง ลงมาจากยอดของไอซ์ฟอล ที่ระดับความสูง 19,685 ฟุต (6,000 เมตร) การช่วยเหลือครั้งนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในความพยายามที่ท้าทายที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นท่ามกลางเทือกเขาของเนปาล

    เวทเธอร์สรอดชีวิตมาได้ แต่พายุครั้งนั้นได้คร่าชีวิตของฮอล, ฟิชเชอร์, แฮร์ริส, ฮันเซนและนัมบะ รวมถึงนักปีนเขาอีกสามคนจากกลุ่มที่ประกอบไปด้วยตำรวจตระเวนชายแดนอินโด-ทิเบต ซึ่งเป็นทีมอินเดียชุดแรกที่ขึ้นถึงยอดเขาจากนอร์ธโคล (23,031 ฟุต/7,020 เมตร) ในเวลานั้น มันเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของยอดเขาเอเวอร์เรสต์

    เรื่องราวความอดทน ความพลิกแพลงและความทะเยอทะยานที่ไร้ขอบเขตของมนุษย์ เหตุการณ์ที่ถูกบอกเล่านี้ได้ปลุกเร้าจินตนาการของสื่อมวลชนและผู้คนทั่วโลก เรื่องเล่าของผู้รอดชีวิตผู้กล้าหาญและนักผจญภัยผู้หลงทางเป็นตำนานที่ยังคงได้รับการขับขานมาจนถึงปัจจุบัน

    เสียงเรียกจากหุบเขา:
    จากเรื่องจริงสู่จอเงิน

    ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดของโลก มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่าห้าไมล์ ใกล้เคียงกับระดับการบินของเครื่องบิน 747 ยอดเขาที่น่าสะพรึงกลัวและเต็มไปด้วยภยันตรายของมันได้ต้อนรับนักปีนเขาใจกล้านับพันราย ผู้รู้สึกต้องการจะตอบรับกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับการปีนเขา ในเวลานั้น เหตุการณ์สะเทือนขวัญในเดือนพฤษภาคม ปี 1996 เป็นการปีนเขาที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุดในประวัติศาสตร์ของเอเวอร์เรสต์ สื่อทั่วโลกต่างจับตามองเรื่องราวความอดทนของมนุษย์ ซึ่งกลายเป็นประเด็นของหนังสือเบสต์เซลเลอร์และสารคดีมากมาย และบ่อยครั้งก็ขัดแย้งกับบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    ทิม บีแวน ผู้อำนวยการสร้างจากเวิร์คกิ้ง ไตเติล สนใจในเรื่องราวนี้เป็นครั้งแรกเมื่อเขาได้อ่านหนังสือเรื่อง “Into Thin Air” ของจอน คราเคาเออร์ หลังจากที่มันตีพิมพ์ในปี 1997 ได้ไม่นาน ในตอนแรก คราเคาเออร์ นักข่าวผู้เป็นส่วนหนึ่งของทีมแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนท์ของร็อบ ฮอล ที่อยู่บนภูเขาลูกนั้นในวันนั้นของเดือนพฤษภาคม ได้บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลงในบทความของนิตยสารเอาท์ไซด์ อีริค เฟลเนอร์ หุ้นส่วนอำนวยการสร้างของบีแวน ก็กระตือรือร้นกับโปรเจ็กต์นี้เช่นกัน พวกเขาค้นพบว่ายูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ซึ่งเวิร์คกิ้ง ไตเติลมีข้อตกลงด้านการจัดจำหน่ายที่ยาวนานด้วย เป็นเจ้าของสิทธิในทรัพย์สินอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้

    นั่นรวมถึงหนังสือเรื่อง “Left for Dead: My Journey Home from Everest” ของเบ็ค เวทเธอร์ส ที่เป็นแรงบันดาลใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ รวมถึงบทถอดเทปการสนทนาทางโทรศัพท์ดาวเทียมครั้งสุดท้ายระหว่างร็อบ ฮอลและแจน อาร์โนลด์ ภรรยาของเขา แม้ว่าครอบครัวของนักปีนเขาที่เกี่ยวข้องจะเก็บเงียบเกี่ยวกับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาก็ได้พูดคุยกับทีมผู้สร้างอย่างต่อเนื่อง และรอเวลาที่เหมาะสมในการสร้างภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากเหตุการณ์นั้น

    บีแวนเล่าว่า “เริ่มแรกเลย เราติดต่อไปที่เดวิด บรีเชียร์ส ผู้อยู่บนภูเขาลูกนั้นในปี 1996 และถ่ายทำภาพยนตร์ไอแม็กซ์ที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับเอเวอร์เรสต์ ผมพบว่าเขามีเอกสารที่ดีที่สุดเกี่ยวกับมัน มันเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่น่าประทับใจเพราะมีบางสิ่งบางอย่างที่สะกดใจเหลือเกินเกี่ยวกับมัน และการที่ผู้คนมากมายได้เขียนหรือพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นบนนั้น มันเหมือนกับลูกบาศก์รูบิคหน่อยๆ น่ะครับ ไม่ว่าคุณจะหมุนมันทางไหน ก็จะมีอีกเหลี่ยมมุมที่ปรากฏขึ้นมา มันเกือบจะกลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวจำพวกที่จะไม่มีวันถูกบอกเล่าเพราะสาเหตุนั้นเอง แต่มันเป็นโปรเจ็กต์ที่พวกเราที่เวิร์คกิ้ง ไตเติลสนใจกันจริงๆ ครับ”

    แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีทีท่าว่าจะถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นยุค 90s โดยมีผู้กำกับสตีเฟน ดัลดรี้นั่งแท่นผู้กำกับ จนกระทั่งปี 2011 นั่นแหละที่องค์ประกอบต่างๆ เริ่มประกอบกันเป็นรูปเป็นร่างเพื่อนำเรื่องราวนี้ขึ้นสู่จอเงิน มือเขียนบทภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ วิลเลียม นิโคลสันและไซมอน โบฟอยได้มุ่งมั่นกับการเขียนบทภาพยนตร์ที่ทรงพลังและน่าประทับใจอย่างลึกซึ้ง ในขณะที่ความก้าวหน้าด้านวิชวล เอฟเฟ็กต์หมายถึงความเป็นไปได้ที่จะบันทึกภาพสภาพอากาศที่เลวร้ายในวันนั้นโดยไม่ทำให้ทีมงานหรือนักแสดงต้องเสี่ยงอันตราย

    ตอนนั้นเองที่บีแวนและเฟลเนอร์เริ่มติดต่อผู้กำกับบัลทาซาร์ คอร์มาคูร์ ผู้อยู่ในลอสแองเจลิสเพื่อถ่ายทำแอ็กชันทริลเลอร์ของเวิร์คกิ้ง ไตเติลเรื่อง Contraband ที่นำแสดงโดยมาร์ค วอห์ลเบิร์กและเคท เบคคินเซล นิคกี้ เคนทิช บาร์เนส ผู้อำนวยการสร้าง Everest ร่วมกับบีแวนและเฟลเนอร์กล่าวว่า “บัลทาซาร์เป็นคนที่เหมาะกับหน้าที่นี้ค่ะ เขามีความมุ่งมั่นกับการเนรมิตชีวิตให้กับเรื่องราวนี้อย่างสมจริง”

    คอร์มาคูร์ ผู้โด่งดังในไอซ์แลนด์ ประเทศบ้านเกิด เป็นผู้กำกับที่ชำนาญทั้งแอ็กชันและดรามา และความเป็นมาของเขาก็ทำให้เขายิ่งกว่าคุ้นเคยกับอากาศเย็น ผลงานภาพยนตร์ของเขารวมถึง 101 Reykjavík, A Little Trip to Heaven, Jar City และ Inhale หลังจาก Contraband เขาก็ได้กำกับ The Deep ซึ่งบันทึกเรื่องจริงที่น่าเศร้าสลดของผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวจากเรือประมงอับปางนอกชายฝั่งที่เยือกแข็งของไอซ์แลนด์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ถูกส่งชื่อเข้าชิงอคาเดมี อวอร์ดปี 2012 แสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้กำกับผู้นี้ในการรับมือกับธรรมชาติที่โหดร้ายที่สุด

    ในตอนที่เขาถูกขอร้องให้อ่านบทเรื่อง Everest ครั้งแรก ปฏิกิริยาของคอร์มาคูร์คือความตื่นเต้นล้วนๆ “อย่างน้อยที่สุด สภาพภูมิประเทศและอากาศก็เป็นครึ่งหนึ่งของผมครับ” เขาบอก “ในไอซ์แลนด์ ธรรมชาติไม่เคยอยู่ห่างไกลเราเลย การที่ภูเขาไฟระเบิดและลาวาไหลท่วมหมู่บ้านเป็นประจำจะทำให้คุณระลึกถึงพลังของธรรมชาติครับ ด้วยความที่ผมได้ขี่ม้าข้ามที่ราบสูงของไอซ์แลนด์นานหลายสัปดาห์โดยไม่เห็นสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์เลย ผมก็เลยอยากจะบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนที่เผชิญกับสภาพที่เลวร้ายในธรรมชาติ ซึ่งนำไปสู่การเปิดเผยตัวตนของพวกเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เราจะได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าพวกเขาเป็นใครยิ่งพวกเขาเผชิญกับอุปสรรคมากขึ้น จากประสบการณ์ของผม ไม่มีสถานการณ์ไหนที่จะทำให้คุณรู้จักเพื่อนของคุณได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว ว่าพวกเขาเป็นคนอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทุกอย่างเลวร้ายถึงขีดสุด ดังนั้น การได้รับข้อเสนอให้บอกเล่าเรื่องราวที่โดดเด่นบนภูเขาที่สูงที่สุดในโลกเป็นโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่ผมไม่สามารถปล่อยให้หลุดลอยไปได้ครับ”

    คอร์มาคูร์ยอมรับว่าโอกาสนี้ดึงดูดใจเขาอย่างยิ่ง “ผมอยากจะทำให้มันสมจริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ การพาผู้ชมเดินทางขึ้นไปบนยอดเขาเอเวอร์เรสต์และทำให้พวกเขาได้เห็นภูเขาลูกนี้อย่างที่เป็นไปไม่ได้มาก่อนจนกระทั่งบัดนี้…และในขณะเดียวกัน ก็สร้างความสนิทสนมระหว่างตัวละครในแบบที่ไม่ค่อยปรากฏบ่อยนักในหนังฟอร์มยักษ์ของสตูดิโอน่ะครับ” เขาหยุดครู่หนึ่ง และกล่าวว่าเขาเชื่อว่าเรื่องราวนี้เป็นทั้งเรื่องราวความสำเร็จและเรื่องราวเตือนใจ “ยอดเขาเอเวอร์เรสต์เป็นตัวที่เปรียบได้กับความทะเยอทะยานทุกรูปแบบ และใครก็ตามที่มีความทะเยอทะยานจะต้องรักษาสมดุลความทะเยอทะยานนั้นกับชีวิตครอบครัวของเขาหรือเธอให้ดี มันมีภูเขาและบ้าน และระยะห่างระหว่างสองสิ่งนี้ก็มหาศาล และอยู่กันคนละทิศทางเลยครับ”

    ผู้กำกับรู้สึกทึ่งกับผู้คนจำนวนมากที่พยายามปีนภูเขาลูกนี้ และสนใจในความยิ่งใหญ่ของประสบการณ์หรือความปรารถนาที่จะบรรลุเป้าหมายของชีวิต เขาเล่าว่า “คุณอาจจะตั้งคำถามว่า ‘ทำไมคุณถึงอยากจะปีนยอดเขาเอเวอร์เรสต์ล่ะ’ ไม่มีใครสามารถตอบคำถามนั้นได้จริงๆ แต่คุณก็อาจจะตั้งคำถามด้วยว่า ‘ทำไมคุณถึงอยากจะใช้ชีวิตล่ะ ทำไมคุณถึงอยากจะมีอาชีพล่ะ’ แม้แต่คนที่มีเงินทองมากมายก็ยังอยากจะมีอาชีพการงาน ดังนั้น มันก็เป็นหนึ่งในคำถามที่ตอบได้ยากครับ”

    คอร์มาคูร์หมกมุ่นอยู่กับการค้นพบว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้นบนภูเขาที่สูงที่สุดของโลก เพราะเขาตระหนักดีถึงความท้าทายยิ่งใหญ่ของโปรเจ็กต์ ทั้ง่ทางร่างกายและจิตใจ “เรื่องราวนี้เป็นที่รู้จักดีและถูกบันทึกเอาไว้อย่างดีครับ” คอร์มาคูร์กล่าว “แต่มันมีเวอร์ชันต่างๆ มากมาย และมันก็มักจะขัดแย้งกันเองด้วย”

    ในตอนที่เขาร่วมงานกับเพื่อนผู้อำนวยการสร้างและมือเขียนบท คอร์มาคูร์ก็ยืนกรานให้พวกเขาขัดเกลาเรื่องราวของภาพยนตร์เรรื่องนี้ในแบบที่แสดงความเคารพต่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดที่พวกเขาจะให้เกียรติบุคคลทั้งแปดที่เสียชีวิตบนภูเขาลูกนั้นในวันนั้น และบอกเล่าเรื่องราวที่สมดุลโดยไม่หาเหตุผลหรือวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าหรือหลังการปีนขึ้นหรือปีนลง

    สำหรับบริบทเพิ่มเติมของเหตุการณ์นั้น ผู้คนพลุกพล่านซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าเป็นปัญหาสำหรับนักปีนเขาบนเอเวอร์เรสต์มานานแล้ว มีนักปีนเขา 34 คนจากทีมต่างๆ ที่พยายามจะปีนขึ้นสู่ยอดเขาในวันนั้น แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดพายุรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลันหลังจากที่ก่อนหน้านี้สภาพอากาศเป็นใจสำหรับการยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกเหลือเกิน

    ผู้ร่วมอำนวยการสร้างบรีเชียร์สได้ร่วมงานกับเวิร์คกิ้ง ไตเติลในโปรเจ็กต์นี้มาเป็นเวลากว่าหนึ่งทศวรรษและทำหน้าที่ที่ปรึกษา ที่คอยให้คำแนะนำด้านการปีนเขาและการถ่ายทำในเนปาล ในตอนที่โศกนาฏกรรมในปี 1996 เกิดขึ้น เขาอยู่บนภูเขาลูกนั้นเพื่อร่วมกำกับและอำนวยการสร้างสิ่งที่กลายเป็นภาพยนตร์ไอแม็กซ์ยอดนิยมในปี 1998 เรื่อง Everest โดยเขาสามารถบอกทีมงานและนักแสดงได้ว่าสภาพดินฟ้าอากาศที่นั่นเป็นอย่างไร “ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ที่ผมได้ร่วมงานด้วยกังวลมากเรื่องความสมจริงและการยกย่องตัวละครที่เกี่ยวข้องครับ” เขากล่าว

    นอกจากนี้ ผู้ที่ช่วยถ่ายทอดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นสู่จอเงินคือกาย คอตเตอร์ ที่ปรึกษาคนสำคัญของโปรเจ็กต์นี้ ผู้ดูแลบริษัทแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนท์ และผู้ช่วยประสานงานให้เกิดการช่วยชีวิตร็อบ ฮอล เพื่อนของเขาในวันที่เขาเสียชีวิต คอตเตอร์และฮอลปีนเขาด้วยกันมาตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น “สำหรับเราที่คลุกคลีกับการนำทางบนภูเขาสูง” เขากล่าว “เหตุการณ์ในปี 1996 สอนอะไรเรามากมาย มันมีคำถามมากมายที่เราถามตัวเองหลังจากนั้น ว่าเราจะป้องกันไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกครั้งได้ยังไง ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้ทำให้วงการของเราเติบโตขึ้นครับ”

    “ร็อบกำลังขึ้นถึงจุดสูงสุดครับ” คอตเตอร์กล่าวต่อ “แต่มันอยู่ในช่วงเริ่มแรกของการพัฒนาการนำทางบนภูเขาสูง และบางครั้ง นักบุกเบิกก็ไม่สามารถรอดชีวิตจากการค้นพบปัจจัยต่างๆ ในสภาพแวดล้อมที่พวกเขาอยู่ได้”

    การค้นคว้าและการเตรียมตัวของคอร์มาคูร์สำหรับสิ่งที่เขาพูดถึงว่าเป็น “สิ่งที่ยากที่สุดที่ผมเคยทำมาในชีวิต” เริ่มต้นด้วยการที่เขาอ่านหนังสือและเอกสารทุกชิ้นเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นเท่าที่เขาจะสามารถหาได้ เขาได้พูดคุยกับผู้คนที่เคยปีนยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ด้วยความพยายามที่จะทำความเข้าใจความคิดอ่านของนักปีนเขา เขาเดินทางไปยังยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในช่วงเตรียมงานสร้าง ก่อนจะเดินทางไปนิวซีแลนด์เพื่อพบกับครอบครัวของผู้เกี่ยวข้อง

    คอร์มาคูร์เล่าถึงสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ว่า “ผมซาบซึ้งอย่างมากที่มีโอกาสได้อยู่บนเขาเอเวอร์เรสต์ ได้เดินทาง ได้ไปอยู่ในส่วนนั้นของโลก ซึ่งผมไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะได้ไป ผมฝันถึงยอดเขาเอเวอร์เรสต์เสมอ แต่มันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการเดินทางของผมครับ”

    ผู้อำนวยการสร้างที่เหลือรวมถึงไบรอัน โอลิเวอร์และไทเลอร์ ธอมป์สันจากครอส ครี้ก พิคเจอร์ส ผู้ซึ่งล่าสุดได้ร่วมงานกับเวิร์คกิ้ง ไตเติลในปี 2013 เพื่อนำอีพิคพิเศษสุดเรื่อง Rush ขึ้นสู่จอเงิน “การถ่ายทำเรื่องนี้เป็นการร่วมมือกันในสเกลใหญ่อย่างพิเศษสุดและเราก็ภูมิใจกับสิ่งที่เราได้สร้างขึ้นครับ” โอลิเวอร์และธอมป์สันแห่งครอส ครี้กกล่าว “พอได้ยินชื่อเอเวอร์เรสต์แล้ว คุณจะถูกนำไปสู่สถานที่แห่งการผจญภัย ความชื่นชมและความนับถืออย่างสูงสุด ไม่เพียงแต่สำหรับคนที่เคยเอาชนะภูเขาลูกนั้นได้แล้วเท่านั้น แต่สำหรับคนที่เสียชีวิตระหว่างไล่ตามความฝันนั้นด้วย หนังเรื่องนี้นำเสนอภาพสะท้อนของการดิ้นรนเอาชีวิตรอดท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้ายที่สุดของโลก และบัลทาซาร์ก็เป็นหนึ่งในผู้กำกับไม่กี่คนที่สามารถจะบันทึกภาพอันตรายจริงๆ และความตื่นเต้นที่แฝงไปด้วยความวิตกกังวลของการเอาชีวิตรอดในระดับความสูง 30,000 ฟุตได้ครับ”

    เมื่อได้ทีมงานหลักพร้อมแล้ว ก็ถึงเวลาคัดเลือกนักแสดง ทีมงานนี้ได้พบกลุ่มนักแสดงที่เพอร์เฟ็กต์ พวกเขาเป็นทีมนักแสดงชั้นยอดมากความสามารถ ที่พร้อมรับความท้าทายในการเผชิญหน้ากับความตึงเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจในการบอกเล่าเรื่องราวของ Everest อย่างละเอียดละออ

    นักฝันและวีรบุรุษ:
    การคัดเลือกนักปีนเขา

    เมื่อพิจารณาเป้าหมายสูงลิบลิ่วที่คอร์มาคูร์และผู้อำนวยการสร้างของเขาตั้งไว้สำหรับนักแสดงของ Everest พวกเขาก็รู้ว่าไม่มีทางไหนที่ดีไปกว่าการพานักแสดงออกเดินทางด้วยตัวเอง

    ตัวผู้กำกับอธิบายถึงสิ่งที่สำคัญสำหรับเขาในการมองหานักแสดงที่เหมาะสมว่า “ผมต้องการให้นักแสดงเผชิญหน้ากับสภาพอากาศและรับมือกับความกลัวของตัวเอง การทำทั้งหมดนี้ให้สำเร็จหมายความว่าจะไม่มีการใช้ทางลัด ในการถ่ายทำที่ตีนเขาเอเวอร์เรสต์ในระดับความสูง เราต้องปีนขึ้นไปที่นั่นด้วยตัวเอง เราต้องถ่ายทำในอากาศ -30 องศาเซลเซียสในวัล เซนาเลส วันละ 12-14 ชั่วโมง เป็นเวลาหกสัปดาห์ เราได้สร้างตู้เย็นแช่แข็งขนาดใหญ่บนสเตจเพื่อที่เราจะพ่นหิมะจริงๆ ใส่นักแสดงได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเพียงไม่กี่สิ่งที่เราทำเพื่อทุ่มเทให้กับเรื่องนี้ แต่ถ้าคุณสงสารตัวเอง สิ่งที่คุณต้องทำก็คือคุณต้องจดจำคนที่มีชีวิตอยู่จริงและสิ่งที่พวกเขาได้พบเจอจริงๆ น่ะครับ” เขาเล่า “ท้ายที่สุดแล้ว ความอุตสาหะของเราคงจะไม่มีค่าซักเท่าไหร่ถ้าเรื่องราวของร็อบ ฮอลและแจน, เบ็ค, ดั๊ก, สก็อต ฟิชเชอร์, อนาโตลีและคนอื่นๆ ไม่ได้ถูกนำเสนออย่างสมจริงน่ะครับ”

    เจสัน คลาร์ก นักแสดงชาวออสเตรเลีย ผู้เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการแสดงนำใน Dawn of the Planet of the Apes และภาพยนตร์รางวัลเรื่อง Zero Dark Thirty รับบท ร็อบ ฮอล ชาวนิวซีแลนด์ นักปีนเขาผู้เป็นที่นับถือ ผู้ค้นพบการปีนเขาระหว่างที่เขาเติบโตใกล้กับเซาเธิร์น แอลป์บนเซาธ์ ไอแลนด์ ในปี 1980 เขาปีนขึ้นสู่ยอดเขาของเทือกเขาหิมาลัย อามา ดาบลามที่สูง 6,856 เมตรในโซลา คุมบู ได้เป็นครั้งแรกเมื่ออายุได้ 19 ปี ในปี 1990 เขาปีนขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอร์เรสต์พร้อมด้วยคู่หูในการปีนเขาของเขา แกรี บอลและปีเตอร์ ลูกชายของเซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลลารี พวกเขาได้รับความสนใจจากคนทั่วประเทศเมื่อพวกเขาโทรศัพท์ดาวเทียมจากยอดเขา ซึ่งเป็นการพูดคุยกันออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ของนิวซีแลนด์

    ฮอลและบอลใช้ทักษะความเป็นนักธุรกิจของพวกเขาในการระดมทุนสำหรับการเดินทางทั่วโลกเพื่อทำตามความท้าทาย “เจ็ดยอดเขา” ซึ่งคือการปีนยอดเขาที่สูงที่สุดในแต่ละทวีป ให้สำเร็จ พวกเขายกระดับความเสี่ยงขึ้นไปอีกด้วยการพยายามทำตามความท้าทายนี้ให้สำเร็จภายในเจ็ดเดือน ทั้งคู่ทำได้สำเร็จโดยเหลือเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงและกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในนิวซีแลนด์ พวกเขาใช้เงินที่ได้จากการผจญภัยของพวกเขาลงทุนเปิดบริษัทนำทางบนภูเขาระดับโลกภายใต้ชื่อ แอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนท์ ในปี 1992

    ในขณะที่สำหรับนักปีนเขาสมัครเล่นหลายคน คอนเซ็ปต์ของการขายการผจญภัยเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ฮอลกลับเชื่อว่าภูเขาเป็นสถานที่สำหรับทุกคนและถ้าลูกค้าต้องการจะจ่ายเงินสำหรับผู้นำที่ชำนาญการ เขาก็จะจัดหาให้ แอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนท์กลายเป็นบริษัทนำทางระดับแนวหน้าอย่างรวดเร็ว บอลเสียชีวิตจากอาการสมองบวม ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของอาการป่วยที่เกิดจากการอยู่ที่สูง บนภูเขาในเนปาล ปี 1993 ทิ้งให้ฮอลบริหารงานแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนท์ด้วยตัวเอง จนถึงปี 1996 ฮอลได้นำทางนักปีนเขา 39 คนขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ได้สำเร็จ แม้ว่าราคาสำหรับการนำทางขึ้นสู่ยอดเขาจำนวนหลายหมื่นเหรียญจะเป็นจำนวนที่สูงกว่าบริษัทอื่นๆ ชื่อเสียงของฮอลในเรื่องความไว้วางใจได้และความปลอดภัยก็ดึงดูดลูกค้าจากทั่วโลก

    คลาร์คพูดถึงตัวละครตัวนี้ให้เราฟังว่า “ร็อบรักภูเขาและสถานที่ที่ไร้ผู้บุกเบิกในโลก การอยากจะทำมันด้วยตัวเองเป็นสิ่งหนึ่ง แต่การอยากจะแบ่งปันและพาคนอื่นไปด้วยก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง เท่าที่ผมรู้ ร็อบชื่นชอบการพาคนขึ้นไปและช่วยให้พวกเขาได้เห็นในสิ่งที่เขาเห็นและบรรลุเป้าหมายของพวกเขาครับ”

    เช่นเดียวกับหลายๆ คน คลาร์คเองก็ตระหนักดีถึงเหตุเศร้าสลดนี้ก่อนที่ทีมผู้สร้างจะทาบทามเขาให้รับบทฮอลและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับบทนี้ “ผมรู้เรื่องนี้ครับ ผมจำได้ว่าผมอยู่ที่ไหนตอนที่ผมได้ยินว่าเกิดเรื่องนี้ขึ้น และด้วยความที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลายวัน มันก็เลยทำให้คนมีเวลาจะคิดถึงมันและจินตนาการถึงความน่ากลัวได้เต็มที่ เรื่องราวนี้ส่งผลกระทบเหลือเกินและผมก็มีความรู้สึกกับมันจริงๆ ครับ”

    คอร์มาคูร์ ผู้เคยเป็นนักแสดงมาก่อน ยอมรับว่าฮอลไม่ใช่ตัวละครที่แสดงได้ง่ายเลย “เขาเป็นคนค่อนข้างหัวโบราณครับ” เขากล่าว “เขาถูกเรียกว่า ‘นายกเทศมนตรีแห่งเบสแคมป์’ ที่เป็นที่รู้จักจากการวางแผนอย่างดีและความต้องการจะควบคุมทุกอย่าง และคุณสมบัติพวกนั้นก็อาจเป็นสิ่งน่ารำคาญได้ แม้ว่านักแสดงบางคนอาจหลีกไกลจากอะไรแบบนั้นเพื่อพยายามทำให้ตัวละครตัวนี้มีเสน่ห์หรือน่าเห็นใจมากขึ้น เจสันกลับยอมรับคุณสมบัติพวกนั้น และล้วงลึกเข้าไป เขาใส่ใจในการนำเสนอชายผู้นี้อย่างที่เขาเป็นครับ”

    ความมุ่งมั่นของนักแสดงหนุ่มในการนำเสนอตัวละครตัวนี้อย่างสมจริงครอบคลุมไปถึงบทสนทนาส่วนตัวระหว่างตัวละครของเขาและแจน อาร์โนลด์ ภรรยานักปีนเขาของเขาด้วย ผู้กำกับเล่าว่า “เจสันสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีว่าร็อบรักภรรยาของเขาแค่ไหน และการตัดสินใจสำคัญที่เขาทำร่วมกับดั๊ก ฮันเซนบนภูเขาลูกนั้น ซึ่งเกิดจากความดีของเขา ความอ่อนหวานของเขาปรากฏชัดในการถ่ายทอดของเจสันครับ”

    เมื่อคลาร์คตกลงแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาก็สวมบทนี้อย่างเต็มตัว และตอบรับความรับผิดชอบทั้งหมดที่เกิดจากการรับบทคนที่มีชีวิตอยู่จริง เขาและคอร์มาคูร์กับผู้อำนวยการสร้างบีแวนเดินทางไปนิวซีแลนด์เพื่อพบกับแจน ภรรยาม่ายของฮอลและซาราห์ ลูกสาวของพวกเขา การพบกันครั้งนั้นเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเขา “มันพิเศษสุดทีเดียวครับ” คลาร์คกล่าว “เราใช้เวลาสองสามวันด้วยกัน และผมก็ไม่เคยได้ยินแง่มุมของพวกเขา ประสบการณ์ของพวกเขามาก่อน ซึ่งนี่ก็ปาเข้าไป 17 ปีให้หลังแล้ว ระหว่างช่วงเวลาสองสามวันนั่น เราได้แบ่งปันอะไรกันหลายอย่าง แม้ว่าพวกเขาจะเริ่มต้นด้วยความวิตกกังวลอย่างมากก็ตาม”

    แต่เมื่อพวกเขาได้คุยกัน ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็พัฒนาขึ้นและคลาร์คก็เริ่มเห็นวิธีที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายข้างหน้า “มันเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ผมพยายามหาทางออกว่าผมจะรับบทนี้ได้อย่างไรและเข้าใจถึงระดับความรับผิดชอบของผมในการแสดงความเคารพต่อเขา มันกลายเป็นเรื่องส่วนตัวมากขึ้นในการทำให้แน่ใจว่าผมเข้าใจเหตุการณ์เหล่านี้ เพราะมันเป็นหนึ่งในปริศนาที่ลึกลับที่สุดของยอดเขาเอเวอร์เรสต์ นักปีนเขาทั่วโลกทุกคนรู้เรื่องนี้และมีทฤษฎีและความเห็นมากมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นและสาเหตุที่มันเกิดขึ้นน่ะครับ” เขากล่าว

    การเตรียมตัวสำหรับบทนี้ของคลาร์ครวมถึงการปีนเขากับคอตเตอร์ ผู้เข้าบริหารงานแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนท์หลังจากการเสียชีวิตของฮอลและเขาก็รับหน้าที่ที่ปรึกษาในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างคลาร์คและคอตเตอร์เป็นมากกว่าการแนะนำเรื่องการปีนเขา “กายเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของร็อบ และเขาก็รู้จักเขาและเคยปีนเขาร่วมกับเขามาเป็นเวลานานครับ” คลาร์คเล่า “การผูกมิตรกับกาย และการค้นพบวิธีที่จะเข้าใจอารมณ์ขันแบบนิวซีแลนด์ ซึ่งแตกต่างจากออสเตรเลียมากๆ ช่วยผมได้จริงๆ ครับ”

    นักแสดงหนุ่มยังคงปีนเขาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้าที่การถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้น เพื่อเรียนรู้ทุกอย่างเท่าที่สามารถทำได้เกี่ยวกับเรื่องทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องและอุปกรณ์ที่นักปีนเขาแบกติดตัวด้วย เมื่อมาร์ติน เฮนเดอร์สัน ผู้รับบทแอนดี้ “ฮาโรลด์” แฮร์ริส ได้รับเลือก พวกเขาก็ปีนเขาด้วยกันในทุกที่ตั้งแต่เบน เนวิสในสก็อตแลนด์ไปจนถึงทัสแมน กลาเซียร์ในนิวซีแลนด์ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักแสดงทั้งคู่ที่พวกเขาจะต้องเข้าใจองค์ประกอบต่างๆ ที่จะถูกนำมาจำลองไว้ในสตูดิโอในภายหลัง ด้วยเครื่องจักรผลิตลมและเอฟเฟ็กต์หิมะ

    คลาร์คกล่าวว่าเขาอยากจะรู้ว่าการอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศแบบนั้นหลายชั่วโมงจะเป็นอย่างไร “ผมอยากจะพึ่งพาอุปกรณ์และความสามารถของตัวเองเพื่อฝ่าฟันมันไปให้ได้และเพื่อรู้สึกว่ามันส่งผลอะไรกับจิตใจคุณบ้าง ผมรู้ว่าเราต้องผ่านอะไรหลายอย่างเพื่อนำเสนอมันให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นในสตูดิโอหรือที่ระดับความสูงที่ต่ำกว่า 29,000 ฟุตน่ะครับ” นอกจากนี้ คลาร์คยังศึกษาภาพถ่ายของฮอล ฟังบทสัมภาษณ์ทางวิทยุของเขาเพื่อเลียนแบบสำเนียงของเขา และเขาถึงขั้นหยุดดื่มกาแฟเพราะนักปีนเขาล้วนแล้วแต่ดื่มชากันทุกคน

    คอตเตอร์ประทับใจกับการสวมบทฮอลของคลาร์ค “เจสันหวงแหนความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงของร็อบมาก” คอตเตอร์กล่าว “เขาอยากจะทำให้แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้พยายามทำให้เรื่องราวนี้ง่ายขึ้นเพื่อสร้างความเป็นดรามา และหนีห่างจากความจริง เพราะเจสันรู้สึกใกล้ชิดตัวละครตัวนี้เป็นพิเศษและเขาก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมในการนำเสนอความแข็งแกร่งของร็อบและวิธีการทำสิ่งต่างๆ ของเขาน่ะครับ”

    เจค จิลเลนฮาล นักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ผู้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะหนึ่งนักแสดงที่เก่งที่สุดในรุ่นของเขา เจ้าของบทบาทที่ท้าทายทั้งทางร่างกายและจิตใจ รับบทสก็อต ฟิชเชอรร์ ฟิชเชอร์เป็นนักปีนเขาและผู้นำทางชาวอเมริกาและเขาก็เป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ปีนขึ้นถึงยอดเขาลอห์ตเซ ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดเป็นอันดับสี่ของโลก ด้วยความสูง 27,940 ฟุต

    ฟิชเชอร์โตขึ้นมาในมิชิแกนและนิวเจอร์ซีย์ เขาเข้าคอร์สฝึกปีนเขาหลังจากได้แรงบันดาลใจจากรายการโทรทัศน์ที่เขาได้ดู ตั้งแต่ปี 1970 เขาก็ได้ปีนยอดเขาที่ท้าทายที่สุดและสูงที่สุดของโลกหลายแห่ง และได้ทำให้ผู้คนมากมายได้สัมผัสถึงความหนักแน่นและความสุขของการปีนเขา ในฐานะครูสอนปีนเขาและผู้นำทางมากว่า 25 ปี ฟิชเชอร์เข้าใจดีว่าการค้นพบและความท้าทายของการปีนเขาสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้
    ในปี 1984 ฟิชเชอร์ได้ก่อตั้งเมาน์เทน แมดเนส บริษัทที่ให้บริการนำทางลูกค้าไปสู่ยอดเขาของภูเขาที่สูงที่สุดของโลก เขานำคณะทำความสะอาดขึ้นเขาเอเวอร์เรสต์ในปี 1994 และไปถึงยอดเขาเป็นครั้งแรก เดือนพฤษภาคม ปี 1996 เป็นการเดินทางเชิงพาณิชย์ที่เขานำทางคนอื่นขึ้นสู่ยอดเขาเป็นครั้งแรก

    ฟิชเชอร์เป็นที่รู้จักจากการใช้ชีวิตที่สนุกสนานของเขาและเขาก็มีสไตล์การนำทางที่แตกต่างจากฮอล อย่างไรก็ดี จิลเลนฮัลก็มองบทนี้และความรับผิดชอบในการรับบทนี้ ด้วยความเคารพไม่ต่างกับคลาร์ค “ความสนใจของผมที่มีต่อหนังเรื่องนี้อยู่ที่คนที่ปีนเขาเอเวอร์เรสต์ในกลุ่มนี้และเหตุผลในการปีนเขาของพวกเขาครับ” จิลเลนฮัลกล่าวว่า “ผมคิดว่าการปีนเขาเอเวอร์เรสต์เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่เหตุผลของแต่ละคนในการปีนเขาเป็นอะไรที่น่าหลงใหลจริงๆ เอเวอร์เรสต์ทำให้เกิดคำถามในตัวเราทุกคน ว่าเราอยากจะทำอะไรในชีวิตเราให้สำเร็จบ้าง อะไรที่ทำให้ชีวิตเรามีความหมาย ภูเขาลูกนี้ตั้งคำถามนั้นกับทุกคนไม่ว่าจะแบบตรงๆ หรือเปรียบเปรย มันเป็นสิ่งที่อุปมาอุปมัยถึงหลายสิ่งหลายอย่าง และธรรมชาติก็ทำให้เรารู้สึกถ่อมตนครับ”

    จิลเลนฮัลค้นพบในสิ่งที่นักปีนเขาหลายคนก่อนหน้าเขารู้มานานแล้ว “มันไม่ใช่เรื่องของการขึ้นไปถึงยอดบนสุด แต่มันเป็นเรื่องของชุมชน และความผูกพันกับนักปีนเขารอบตัวคุณ ยอดบนสุดไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้เสมอไป สำหรับผมดูเหมือนว่ายอดบนสุดจริงๆ แล้วคือความผูกพันกับคนที่คุณปีนเขาด้วย เราไม่ได้ตระหนักว่าเราปีนถึงยอดบนสุดแล้ว ด้วยความสัมพันธ์ที่เราได้สร้างขึ้น บางครั้ง เหมือนอย่างในเรื่องนี้ กว่าคุณจะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้วครับ”

    จิลเลนฮัลชื่นชอบความท้าทยของการดัดแปลงและตีความเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงโดยไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง “คุณจะถูกผูกมัดกับข้อเท็จจริงครับ” เขากล่าว “แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็ต้องนำความจริงของคุณใส่เข้าไปในสถานการณ์เหมือนกัน ผมคิดว่าพวกเราทุกคนต่างก็พยายามจะเป็นคนเหล่านี้ แสดงตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาออกมา แต่ก็ยึดมั่นกับสิ่งที่เราเชื่อด้วยครับ”

    ในการทำการค้นคว้าสำหรับบทนี้ จิลเลนฮัลได้ติดต่อกับลูกๆ ของฟิชเชอร์ ซึ่งทำให้เขาเข้าใจถึงความนับถือที่ชุมชนนักปีนเขามีต่อพ่อของพวกเขา นักแสดงหนุ่มกล่าวว่า “พวกเขาพูดถึงการไปเนปาลด้วยตัวเอง เพื่อไปที่ตีนเขาลูกนั้นและพบกับคนจำนวนมากที่รู้จักพ่อของพวกเขา บ่อยครั้งที่คำตอบจากลูกๆ ของเขาจะเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อผู้เป็นพ่อ ว่าเขาฟังพวกเขามากแค่ไหน เขาเป็นคนตลกแค่ไหน และเขาเป็นพ่อที่รักลูกมากแค่ไหน ผมคิดว่าทัศนคติของสก็อตทำให้เขาเป็นคนที่มองโลกในแง่บวก และมันก็ทำให้คนรอบตัวเขารู้สึกแบบเดียวกันด้วย เขาไม่กลัวความตาย และการเห็นค่าของชีวิตของเขา โดยเฉพาะในตอนที่เขาปีนเขา ก็ทำให้เขาเป็นคนที่น่าอยู่ด้วยครับ”

    คอร์มาคูร์เชื่อว่าจิลเลนฮัลก็มีจิตวิญญาณเช่นเดียวกับฟิชเชอร์ “สำหรับผม มันเป็นเรื่องของพลังงานครับ” เขากล่าว “พลังงานของเขาแตกต่างจากของเจสัน ซึ่งทำให้ประสบการณ์นี้เป็นอะไรที่น่าชื่นชมและสนุกสนานมากขึ้น สก็อตเองก็เป็นนักปีนเขาที่เก่งกาจเหมือนกัน แต่เขามองมันแตกต่างจากร็อบ และเจคก็ถ่ายทอดเรื่องนั้นออกมาได้อย่างตรงเป๊ะครับ”

    จิลเลนฮัลสนใจความแตกต่างระหว่างชายทั้งสองคน “สก็อตเชื่อว่าร็อบเป็นคนที่คอยโอ๋นิดๆ ครับ” นักแสดงหนุ่มตั้งข้อสังเกต “ในขณะที่สก็อตมีมุมมองว่าคนควรจะหาทางด้วยตัวเอง ผมมองว่ามันเหมือนกับวิธีการเลี้ยงลูกที่แตกต่างกัน คนหนึ่งบอกว่า ‘อย่าแตะเตาผิงไม่งั้นไฟจะลวกนะ’ ส่วนอีกคนปล่อยให้พวกเขาโดนไฟลวกซักครั้งเพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่แตะต้องเตาผิงอีกเลยน่ะครับ”

    แม้ว่าจิลเลนฮัลจะมีศรัทธาอย่างแรงกล้าว่าวิธีการทั้งสองได้ผล เขาก็เข้าใจดีว่าทำไมทั้งคู่ถึงตั้งบริษัทของตัวเอง “พวกเขาทำงานมีประสิทธิภาพพอๆ กัน เนื่องด้วยร็อบและสก็อตเป็นนักปีนเขาที่เก่งกาจทั้งคู่ แต่การให้ทั้งคู่ร่วมงานกันคงเป็นเรื่องยาก เพราะสไตล์ของพวกเขาขัดแย้งกัน แต่ทั้งคู่ก็เป็นคนที่ฉลาดและมีพรสวรรค์ครับ”

    อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุดแล้ว ความเคารพซึ่งกันและกันทำให้ทั้งคู่ร่วมมือกันช่วยเหลือลูกค้าของพวกเขาในวันแห่งชะตากรรมนั้น “ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีเสน่ห์เหลือเกิน” จิลเลนฮัลกล่าว “เทคนิคทั้งสองแบบที่แตกต่างกันนี้จะต้องใช้ร่วมกันเพื่อขึ้นไปถึงยอดเขา เรามักจะคิดว่าวิธีของเราเป็นวิธีเดียว แต่เมื่อเราถูกทดสอบ เราก็ต้องรับเอาเทคนิคของคนอื่นๆ มาใช้เพื่อเอาชีวิตรอด มันทำให้เราถ่อมตัว และตระหนักว่าสิ่งที่เราคิดว่าเป็นวิธีของเราไม่ใช่วิธีเดียว”

    แม้ว่าการตรงมาจากอีกโปรเจ็กต์หนึ่งจะทำให้จิลเลนฮัลมีเวลาเตรียมตัวที่จำกัด แต่เขาก็เป็นนักกีฬาตามธรรมชาติและเขาก็ได้หาเวลาที่จะฝึกฝนร่างกายสำหรับการอยู่ในที่สูง เขาพูดถึงประสบการณ์กับจอช โบรลิน ที่ทำให้เขาเข้าใจถึงสถานการณ์ที่นักปีนเขาจะต้องเผชิญว่า

    “เราอยู่ในเครื่องจำลองระดับความสูงที่ระดับ 30,000 ฟุตเป็นเวลาสิบนาที” จิลเลนฮัลตั้งข้อสังเกต “จอชกับผมตัดสินใจอยู่นานกว่านั้น เราคิดว่าเราสามารถรับมือกับมันได้และเราก็รู้สึกสบายๆ เราหัวเราะและคุยกันถึงการที่เราคิดว่ามันไม่ได้เลวร้ายซักเท่าไหร่ แต่จู่ๆ พอเราก้าวออกจากที่นั่น เราก็รู้สึกไม่สบายทันที จากที่เราหัวเราะกัน เราก็รู้สึกหมดเรี่ยวแรงและเศร้าทันที มันเป็นความรู้สึกที่เหลือเชื่อ เราตระหนักถึงพลังของการอยู่บนที่สูงและผลกระทบที่มันมีต่อจิตใจ คุณไม่ได้นึกอย่างที่คุณควรจะนึก แม้ว่าคุณจะมีความตั้งใจดีแค่ไหนก็ตาม ดังนั้น คุณก็จะไม่ได้ทำตัวเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ตามปกติ มันชัดเจนว่าการเอาชีวิตรอดบนที่สูงขนาดนั้นเป็นเรื่องยากแค่ไหน”

    นักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด โบรลิน หนึ่งในพระเอกแถวหน้าของฮอลลีวูด เป็นที่รู้จักจากบทที่ท้าทายทั้งในภาพยนตร์จากสตูดิโอเมนสตรีมและภาพยนตร์อินดีที่กระตุ้นความคิด เขารับบท เบ็ค เวทเธอร์ส แพทย์จากเท็กซัส ผู้รอดชีวิตจากการผจญภัยครั้งนี้แม้ต้องสูญเสียแขนขวา นิ้วมือและนิ้วหัวแม่มือของมือซ้ายและจมูกของเขาไปจากหิมะกัด เขาได้แต่งหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์ของเขา ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ และยังคงเดินหน้าประกอบวิชาชีพแพทย์และกล่าวสุนทรพจน์ที่สร้างแรงจูงใจอย่างต่อเนื่อง

    สำหรับโบรลิน สิ่งที่ทำให้เขาสนใจโปรเจ็กต์นี้คือภูเขาลูกนี้ “ในตอนที่คุณอ่านบท คุณก็อยากจะเกิดความประทับใจครับ” นักแสดงหนุ่มตั้งข้อสังเกต “สิ่งที่ผมชื่นชอบเกี่ยวกับ Everest คือตัวเอกและตัวร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือยอดเขาเอเวอร์เรสต์เอง ผมชื่นชอบไอเดียของสิ่งที่เราไม่รู้ คุณปีนขึ้นไปด้วยความมุ่งมั่นแรงกล้า และบางที มันอาจจะมีเรื่องของการหลบหนีนิดๆ ความไม่สามาถที่จะรับมือกับปัญหาครอบครัว ปัญหาส่วนตัว หรือปัญหาอะไรก็ตามที และคุณก็ต้องรับมือกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่งที่คุณสามารถเข้าใจได้ แต่คุณก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไรจนกว่ามันจะครอบงำคุณน่ะครับ”

    คอร์มาคูร์ชื่นชมความซับซ้อนของโบรลิน พลางตั้งข้อสังเกตว่า “จอชมีบุคลิกที่จริงจังมากๆ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็อาจเป็นคนตลกและคาดเดาไม่ได้ด้วย คุณสมบัตินั้นของเขาปรากฏชัดในตัวละครตัวนี้ แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเบ็คจะเป็นอะไรที่โหดร้าย แต่โบรลินก็นำความสดใสบางอย่างใส่เข้าไปในตัวเขา เขาเป็นคนเท็กซัสพูดจาเสียงดังที่ชื่นชอบการปล่อยมุขตลก ด้วยความที่ผมเคยพบกับเขามาก่อน คุณสมบัติแบบสองขั้วนั้นก็เป็นสิ่งที่ผมสนใจมากๆ ครับ”

    คอร์มาคูร์ยอมรับว่าโบรลินเป็นตัวเลือกแรกสำหรับบทนี้ของเขา “ผมโชคดีที่เขาอยากแสดงเพราะคุณต้องมีคุณสมบัตินั้นในตัว คุณต้องใช้ชีวิตซักหน่อยและต้องผ่านอะไรหลายๆ อย่างถึงจะเป็นแบบนั้นได้ และเขาก็มีคุณสมบัติอย่างครบถ้วนครับ”

    เมื่อโบรลินตอบตกลงแล้ว เขาก็เริ่มปีนเขาเช่นกัน โดยเขาได้ปีนเขาวิทนีย์และเขาชัสต้าในแคลิฟอร์เนีย…รวมถึงปีนขึ้นไปบนและรอบๆ ไอเกอร์ในสวิตเซอร์แลนด์กับดีน พอตเตอร์และเกรแฮม ฮันท์ ผู้ล่วงลับไปแล้วด้วย เขารู้สึกว่ามันทำให้เขาค้นพบได้ว่าแรงจูงใจที่แท้จริงของนักปีนเขาคืออะไร “ผมคิดว่า ‘ผมจะไม่มีวันทำแบบนี้อีก’ แล้วผมก็พบว่ามันเป็นกุญแจสำหรับคนพวกนี้” โบรลินเล่า “พวกเขาอยู่ในสถานการณ์พวกนี้และพูดว่า ‘ฉันจะไม่มีวันทำแบบนี้อีก’ แต่หลังจากกลับบ้านพักฟื้นเพียงแค่หนึ่งชั่วโมง พวกเขาก็จะมองหาภูเขาลูกถัดไป มันเหมือนอาการเสพติดน่ะครับ”

    เขาตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า สภาพอากาศสุดโต่งที่เวทเธอร์สเจอในวันนั้นหมายถึงว่าเขายินดีกับการไม่ได้กลับไปอีกครั้ง และก็ไม่ใช่เพียงเพราะอาการบาดเจ็บที่เขาได้รับเท่านั้น “ผมรู้สึกว่าเขาพบความสงบสุขหลังจากการเดินทางครั้งนั้น และบางที เขาอาจได้พบบางอย่างที่เขาตามหาและไม่ต้องการมันอีกต่อไปแล้วก็ได้ ผมพูดแทนเขาไม่ได้ แต่เหมือนกับว่าเขาไม่ได้ถูกดึงดูดให้กลับไปน่ะครับ”

    คอร์มาคูร์กล่าวเห็นพ้องด้วย “ลักษณะที่เบ็คบรรยายในหนังสือคือเขารู้สึกหดหู่มานาน เขามองหาบางสิ่งที่ต่างออกไปและเริ่มปีนเขาในตอนหลัง ในการเดินทางครั้งนั้น เขาตระหนักว่าเขาก็แค่อยากจะกลับบ้าน เขาอยากจะแก้ไขเรื่องต่างๆ และเขาห่างเหินจากครอบครัวเกินไปแล้ว ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็รู้ตัวว่าเขาไม่ต้องการปีนขึ้นถึงยอดเขาเพราะเขาพบสิ่งที่เขามองหาแล้วในครอบครัวเขาเอง”

    ระหว่างการถ่ายทำ โบรลินทึ่งกับการที่เวทเธอร์สรอดชีวิตมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ “การนึกถึงครอบครัวทำให้เขายังคงมีชีวิตอยู่ครับ” นักแสดงหนุ่มกล่าว “มันเป็นเรื่องจริงที่ไม่สามารถอธิบายได้ มันเหลือเชื่อที่เขาสามารถรอดชีวิตได้นานขนาดนั้น ทั้งๆ ที่เขาต้องเจอกับลมที่พัดด้วยความเร็ว 80 ไมล์ต่อชั่วโมงและอุณหภูมิติดลบนานถึง 18 ชั่วโมง ผมไม่มีทางเข้าใจได้เลยครับ”

    จอห์น ฮอว์กส์นักแสดงมากประสบการณ์ ผู้เคยรับบทตัวละครที่ซับซ้อนที่สุดและดิบเถื่อนที่สุดในภาพยนตร์ตลอดหลายปีทีผ่านมา รวมถึงการแสดงที่ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ของเขาใน Winter’s Bone รวมถึงบทผู้นำกลุ่มคัลท์ใน Martha Marcy May Marlene และดรามาเรื่อง The Sessions เข้ามารับบทดั๊ก ฮันเซน บุรุษไปรษณีย์ใน Everest

    ฮันเซนเคยปีนยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในปี 1995 กับฮอล แต่เขาก็หันหลังกลับก่อนที่จะถึงยอดเพียงไม่กี่ร้อยฟุต เขากลับมาอีกครั้งในปี 1996 ด้วยความกระตือรือร้นที่จะปีนถึงยอดเขายิ่งกว่าเก่า และบางคนก็บอกว่าความปรารถนาของฮอลที่จะพาฮันเซนไปถึงยอดเขาในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ต้องเสียชีวิต

    เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมแสดงของเขา ฮอว์คส์ตระหนักดีถึงความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับการรับบทบุคคลจริงๆ “มันไม่เหมือนใครและมันก็เพิ่มความรับผิดชอบของการพยายามแสดงความเคารพต่อครอบครัวและเพื่อนๆ ของตัวละครตัวนั้นครับ” ฮอว์คส์กล่าว “ในแง่นั้น คุณจะล้วงลึกเข้าไปอีก คุณจะได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเกี่ยวกับตัวละคร แต่คุณก็มีบท และคุณก็ต้องหาทางรักษาสมดุลระหว่างทั้งสองเรื่องให้ได้ พวกเราทุกคนพยายามค้นหาความจริงเกี่ยวกับคนเหล่านี้เท่าที่เราทำได้และพยายามใส่สิ่งเหล่านั้นลงไปในสิ่งที่เราทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และก็หวังว่าเราจะทำมันออกมาได้ดีนะครับ”

    ฮอว์คส์อ่านข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตของฮันเซนและพูดคุยกับผู้คนที่รู้จักเขา “เขาเป็นสมาชิกทีมเดินทางที่ไม่ธรรมดาตรงที่ว่าเขาเป็นบุรุษไปรษณีย์ เป็นชนชั้นแรงงาน” ฮอว์คส์ตั้งข้อสังเกต “ร็อบ ฮอลให้ส่วนลดเขาในปีนั้นเพื่อกลับมาลองอีกครั้ง โดยรวมแล้ว เขาเป็นคนง่ายๆ ที่น่ารัก เขาเป็นนักปีนเขาที่ดี แม้ว่าในปีนั้น เขาจะมีปัญหาทางสุขภาพบางอย่าง ที่เป็นอุปสรรคต่อเขาก็ตาม แต่เขาก็ถูกมองว่าเป็นสมาชิกที่ยอดเยี่ยมของทีม เป็นคนที่ชื่นชอบผู้คนและเป็นคนที่เราสนุกเวลาได้อยู่ใกล้ครับ”

    ด้วยความที่ข้อมูลเกี่ยวกับฮันเซนมีน้อยกว่าตัวละครตัวอื่นๆ สำหรับการค้นคว้า คอร์มาคูร์จึงได้ปรึกษาหารือกับฮอว์คส์เกี่ยวกับเพื่อนช่างไม้ของเขาที่เขาคิดว่าน่าจะเหมือนกับฮันเซนที่พวกเขาได้ค้นพบ “ดั๊กเป็นคนร่าเริงที่พูดคุยด้วยได้ง่ายครับ” คอร์มาคูร์กล่าว “จอห์นเป็นคนที่ละเอียดรอบคอบและมีความต้องการที่เฉพาะเจาะจงมากๆ ว่าเขาต้องการอะไรในตอนที่เขาค้นคว้า และเพื่อนของผมก็กลายเป็นแรงบันดาลใจนิดๆ สำหรับตัวละครดั๊กครับ”

    ไมเคิล เคลลี ผู้เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการแสดงในภาพยนตร์เรื่องต่างๆ เช่น Changeling, Dawn of the Dead, Law Abiding Citizen, The Adjustment Bureau, Chronicle และ Now You See Me รวมถึงบทดั๊ก สแตมเปอร์ในซีรีส์เน็ตฟลิกซ์เรื่อง House of Cards เข้ามารับบทนักเขียนและนักปีนเขาชาวอเมริกัน จอน คราเคาเออร์

    คราเคาเออร์ นักปีนเขาและนักข่าวมากพรสวรรค์ ผู้ร่วมทีมแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนท์ในปีนั้นเพื่อเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการปีนเขาโดยมีผู้นำทางให้กับนิตยสารเอาท์ไซด์ ได้ปีนขึ้นถึงยอดเขาในวันแห่งชะตากรรมนั้น ห้าสัปดาห์ให้หลัง เขาได้ส่งต้นฉบับสำหรับบทความนิตยสารของเขา และภายหลัง เขาก็ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนั้นในชื่อ “Into Thin Air” หลังโศกนาฏกรรมครั้งนั้น คราเคาเออร์ได้วิพากษ์วิจารณ์การทำให้การปีนเขาเอเวอร์เรสต์กลายเป็นเรื่องเชิงพาณิชย์อย่างเปิดเผย

    เคลลีอธิบายเกี่ยวกับตัวละครของเขาว่า “เขาเป็นนักปีนเขาเทคนิคเยี่ยมผู้ปรับตัวกับสภาพความสูงได้อย่างดี ผมรักเขาในฐานะนักเขียน และการได้เล่นเป็นเขาก็เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ” เคลลีพูดถึงบทนี้ว่า “ผมได้อ่านหนังสือของจอนและค้นคว้าเกี่ยวกับตัวเขานิดหน่อย ผมพยายามจะเรียนรู้และทำความเข้าใจตัวเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมดูที่เขาให้สัมภาษณ์หลังหายนะในปี 96 ซึ่งเผยตัวตนของเขาระหว่างการเดินทางครั้งนั้นน่ะครับ”

    ในการยอมรับความรับผิดชอบของนักแสดงที่มีต่อการรับบทคนจริงๆ เคลลีถามตัวเองว่าการเป็นนักข่าวของคราเคาเออร์ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจใดๆ ของคนที่เขาเขียนถึงบนภูเขาลูกนั้นรึเปล่า ตอนแรก คราเคาเออร์วางแผนที่จะปีนเขากับเมาน์เทน แมดเนสและเขียนเรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ แต่เขากลับลงเอยด้วยการปีนเขากับแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนท์แทน “ผมคิดว่าทั้งร็อบและสก็อตต่างก็ตระหนักดีถึงการที่มีนักข่าวเดินทางไปกับพวกเขาด้วย” เคลลีตั้งข้อสังเกต “ผมต้องถามตัวเองว่า ‘มันผลักดันให้พวกเขาไปไกลเกินกว่าที่พวกเขาควรจะไปรึเปล่า’ ถ้าทีมของสก็อตไปถึงแต่ทีมของร็อบไปไม่ถึง จอนคงจะเขียนถึงเรื่องนั้น มันชวนให้ตั้งคำถามจริงๆ ครับ”

    นาโอโกะ โมริ นักแสดงหญิงชาวญี่ปุ่น ผู้เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากบท โทชิโกะ ซาโต้ ในซีรีส์ฮิตทางบีบีซีเรื่อง Torchwood รับบท ยาสุโกะ นัมบะ ผู้โด่งดังในญี่ปุ่นจากการเป็นหญิงชาวญี่ปุ่นคนที่สองที่ปีนถึงยอดเขาทั้งเจ็ด รวมถึงเอเวอร์เรสต์ ที่ซึ่งเธอเสียชีวิตระหว่างการปีนลงเขาปี 1996 นัมบะเป็นนักธุรกิจหญิงที่ทำงานในโตเกียวให้กับเฟ็ดเอ็กซ์ แต่งานอดิเรกการปีนเขาของเธอทำให้เธอเดินทางไปทั่วโลก ด้วยวัย 47 ปี เธอเป็นผู้หญิงที่อายุมากที่สุดที่ปีนขึ้นถึงยอดเขาเอเวอร์เรสต์ (จนกระทั่งสถิติของเธอถูกทำลายลงโดยนักปีนเขาชาวโปแลนด์ แอนนา เซอร์วินสก้า ผู้ปีนขึ้นถึงยอดเขาด้วยอายุ 50 ปี)

    แม้ว่าโมริจะจำเหตุการณ์นั้นตอนที่มีรายงานข่าวได้ไม่มากนัก พอเธอได้อ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้ เธอก็รู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับมันในทันที เธอหยิบบทภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นอ่านในค่ำวันหนึ่งระหว่างที่พักฟื้นจากอาการเจ็ตแล็กและวางแผนที่จะอ่านซักสองสามหน้าก่อนจะเข้านอน “แต่ฉันหยุดอ่านไม่ได้” เธอเล่า “จริงๆ แล้ว หลังจากนั้น ฉันก็หลับไม่ลงเลย ฉันรู้สึกอึ้งและสะเทือนใจกับเรื่องนี้ มันสะกดใจฉันตั้งแต่เริ่มแรก มันเศร้ามากๆ แต่ก็สร้างแรงบันดาลใจให้ฉันได้ในขณะเดียวกัน และทำให้ฉันอยากจะยกย่องชีวิตของยาสุโกะและจิตวิญญาณที่รักการผจญภัยและความมุ่งมั่นของเธอค่ะ”

    มาร์ติน เฮนเดอร์สัน นักแสดงชาวนิวซีแลนด์ ผู้ได้รับความสนใจจากผู้ชมทั่วโลกเมื่อเขาแสดงประกบนาโอมิ วัตส์ใน The Ring รับบทแอนดี้ “ฮาโรลด์” แฮร์ริส ผู้นำทางของแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนท์ ผู้เสียชีวิตระหว่างเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นในวันนั้นบนเขาเอเวอร์เรสต์ สำหรับเฮนเดอร์สัน ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นโอกาสที่จะสร้างความกระจ่างว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแฮร์ริส ในความเป็นจริงแล้ว สถานการณ์การเสียชีวิตของผู้นำทางผู้นี้ยังคงเป็นปริศนา

    “นี่เป็นการนำทางบนยอดเขาเอเวอร์เรสต์ครั้งแรกของฮาโรลด์ และจริงๆ แล้ว มันก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้นำทางในระดับความสูงเท่านั้น มันก็เลยเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขาครับ” เฮนเดอร์สันอธิบาย “โดยรวมแล้ว เขาเป็นคนที่กระตือรือร้น มีเสน่ห์ เป็นครูที่ดีและเป็นผู้นำทางที่อดทน ผู้คอยช่วยเหลือลูกค้าของเขา เราได้สำรวจไอเดียที่ว่าเขาย้อนกลับขึ้นไปเพื่อพยายามช่วยร็อบและใช้เวลาพักหนึ่งกับเขา และท้ายที่สุดแล้ว เขาอาจจะตกหน้าผาด้วยอาการช็อคจากอุณหภูมิร่างกายที่ลดต่ำลงก็ได้”

    เฮนเดอร์สันได้พบกับครอบครัวและเพื่อนๆ ของแฮร์ริสเพื่อค้นคว้าบทนี้ และแม้ว่าเขาจะยอมรับถึงความหนักหน่วงของการรับบทคนที่มีชีวิตอยู่จริง เขาก็หวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะแบกรับความรับผิดชอบที่กว้างกว่านั้น นักแสดงหนุ่มตั้งข้อสังเกตว่า “สิ่งที่เราสามารถทำได้กับหนังเรื่องนี้คือมันไม่ใช่หนังที่ตัดสินใคร แต่มันเป็นหนังที่แสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่เป็นบทหนึ่งในวิวัฒนาการของความพยายามของมนุษย์ ในฐานะเผ่าพันธุ์ เราอยากจะทำสิ่งใหม่ๆ เสมอ แต่ในความพยายามของมนุษย์ครั้งไหนๆ ก็ตาม มันก็จะมาถึงจุดๆ หนึ่งที่จะเกิดอะไรผิดพลาด และเราก็จะเรียนรู้จากเรื่องนั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องน่าเศร้ามากๆ แต่มันก็ทำให้เราพัฒนาขึ้นด้วย เหตุการณ์นั้นเป็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ของเอเวอร์เรสต์และผู้คนก็ได้เรียนรู้ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีกครั้งครับ”

    เฮนเดอร์สันตอบรับความท้าทายทางกายด้วยการปีนเขากับคลาร์คในสก็อตแลนด์และนิวซีแลนด์เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับบทนี้และเขาก็ชื่นชอบโอกาสที่ได้ดำดิ่งลงไปในโลกของการปีนเขา ซึ่งเขารู้สึกเห็นคุณค่ามันอย่างแท้จริงเมื่อเขาได้ปีนเขาอยู่กับคลาร์ค “เรายืนอยู่บนยอดเขา ใกล้กับหน้าผาสูงเพียงแค่เอื้อม” เขาเล่า “คุณมองไม่เห็นก้นบึ้งเหวเลย และความรู้สึกวิตกกังวลและหวาดกลัวก็ถาโถมเข้ามา ในการปีนเขา คุณจะรู้สึกถึงความตื่นเต้นและความกลัว แต่คุณก็จะยอมให้ความรู้สึกนั้นมาครอบงำคุณไม่ได้หากคุณจะไปให้ถึงเป้าหมาย คุณต้องสู้กับอารมณ์ของตัวเองเพื่อตั้งสติและทำการตัดสินใจที่ดีน่ะครับ”

    นักแสดงชาวออสเตรเลีย โธมัส เอ็ม. ไรท์ ผู้เป็นที่รู้จักจากผลงานของเขาในซีรีส์อเมริกันเรื่อง The Bridge รับบทไมค์ กรูม ผู้นำทางของแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนท์ หนึ่งในนักปีนเขา “ใหญ่” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ในปี 1995 กรูมกลายเป็นคนที่สี่ที่ปีนภูเขาที่สูงที่สุดในโลกทั้งสี่ลูกได้โดยไม่ต้องอาศัยอ็อกซิเจนกระป๋อง และในปี 1999 เขาก็สามารถปีนภูเขามาคาลู ซึ่งเป็นภูเขาลูกสุดท้ายของ “ห้าภูเขาใหญ่” และเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในโลกเป็นอันดับห้า ได้สำเร็จ

    ไรท์เข้าใจในสิ่งที่เป็นแรงผลักดันสำหรับนักปีนเขา ผ่านทางสายสัมพันธ์ระหว่างเขากับกรูม เขากล่าวว่า “จอห์น ฮอว์คส์กับผมคุยกันว่าทำไมเราถึงสร้างหนังเรื่องนี้ ในเมื่อเดวิด บรีเชียร์สได้สร้างสารคดีเรื่อง Storm Over Everest ขึ้นมาได้อย่างยอดเยี่ยม ผมคิดว่าข้อดีของมันก็คือเมื่อคุณสร้างหนัง คุณสามารถดึงคนเข้าสู่ชั่วขณะนั้นและความรู้สึกเหล่านั้นได้ คุณสามารถทำให้พวกเขารู้สึกได้ว่าการติดอยู่บนเซาธโคลในค่ำคืนนั้น การต้องเผชิญกับลมพายุเหล่านั้นเป็นอย่างไรน่ะครับ”

    ผู้ที่รับบทกาย คอตเตอร์คือแซม เวิร์ธทิงตัน ผู้โด่งดังจากการแสดงทรงพลังของเขาในภาพยนตร์โดยเจมส์ คาเมรอนเรื่อง Avatar คอตเตอร์ ผู้ดำรงตำแหน่งซีอีโอและผู้นำของแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนท์หลังการเสียชีวิตของฮอล เป็นผู้นำทางมากประสบการณ์ ผู้กำลังปีนอยู่บนยอดเขาพูโมรีที่อยู่ใกล้กัน ในตอนที่เกิดเหตุการณ์ในวันแห่งชะตากรรมในเดือนพฤษภาคม ปี 1996 คอตเตอร์ติดต่อทางวิทยุและภาพกับทีมของฮอลบนยอดเขาเอเวอร์เรสต์อย่างสม่ำเสมอจนกระทั่งเกิดพายุขึ้น

    ด้วยความที่คอตเตอร์รับหน้าที่ที่ปรึกษาหลักของเรื่อง เวิร์ธติงตันจึงได้ทำความรู้จักกับเขา “ผมไม่ได้เลียนแบบเขาเป๊ะๆ ครับ” นักแสดงหนุ่มกล่าว “ผมไม่ได้พยายามจะลอกเลียนแบบกาย แต่มันก็เป็นประโยชน์มากที่ได้รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรในวันนั้น รวมถึงความคิดอ่านของเขา ว่าเขามองชีวิตและงานของเขาอย่างไร เขาเป็นคนที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากๆ และเขาก็เชื่อในเรื่องของโครงสร้างครับ”

    เวิร์ธติงตันเข้าใจดีถึงสิ่งที่ผลักดันให้คนปีนภูเขาที่ซับซ้อนอย่างพิเศษสุดพวกนี้ “ผมไม่ได้สุดโต่งแบบคนพวกนี้” เขาตั้งข้อสังเกต “แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าทำไม เมื่อคนถามฮิลลารีว่าทำไมเขาถึงอยากจะปีนยอดเขาเอเวอร์เรสต์ เขาก็ตอบว่า ‘ก็เพราะมันตั้งอยู่ตรงนั้น’ ผมคิดว่าหลายคนคิดแบบนั้นครับ”

    เป็นเรื่องธรรมดาที่คอตเตอร์รู้สึกว่าการเล่าเหตุการณ์ในปี 1996 เป็นความท้าทาย “มันทำให้ผมหวนนึกถึงความหลัง และด้วยความที่นี่ก็ผ่านมา 20 ปีแล้ว ผมรู้สึกว่าผมได้พิจารณาเหตุการณ์เหล่านั้นและก้าวผ่านมันมาได้แล้ว” เขาเล่า “แต่มันเป็นเรื่องราวที่ทรงพลังเหลือเกินและคู่ควรกับการบอกเล่า เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่คนเราจะปฏิบัติตัวอย่างไรในสถานการณ์เลวร้าย ว่าพวกเขาเผยตัวตนออกมาอย่างไรเมื่อถูกผลักดันถึงขีดจำกัด”

    ระหว่างช่วงเตรียมงานสร้าง คอตเตอร์ได้ฝึกนักแสดงทุกคนให้รู้จักเทคนิคการปีนเขาและทำงานอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษกับนักแสดงที่รับบทนักปีนเขามากประสบการณ์ เพื่อที่พวกเขาจะได้แสดงได้สมบทบาทบนหน้าจอ เขาประทับใจเป็นพิเศษกับความรับผิดชอบที่ทีมนักแสดงมีต่อการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ เขากล่าวชื่นชมว่า “ผมไม่เคยเกี่ยวข้องกับโปรเจ็กต์แบบนี้มาก่อน ที่ผมได้เห็นนักแสดงสวมบทบาทที่เขาเล่นอย่างแนบเนียน…ถึงขั้นที่ว่าพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องมากๆ กับการเขียนบทและอยากจะทำให้แน่ใจว่าตัวละครของพวกเขาจะถูกนำเสนออย่างเหมาะสม พวกเขาต่างก็ตระหนักดีว่าพวกเขารับบทคนที่มีชีวิตอยู่จริง ไม่ใช่ตัวละครสมมติน่ะครับ”

    สำหรับบทสมทบ ทีมผู้สร้างเลือกนักแสดงหญิงคนดังหลายคน รวมถึงเอมิลี่ วัตสันในบทเฮเลน วิลตัน ผู้จัดการเบสแคมป์และอลิซาเบธ เดบิคกี้ในบทแครอลิน แม็คเคนซีย์ แพทย์ประจำเบสแคมป์ ผู้ที่รับบทแจน อาร์โนลด์ ภรรยาของร็อบ ฮอลและพีช เวทเธอร์ส ภรรยาของเบ็คคือนักแสดงหญิงผู้ได้รับการยกย่อง เคียรา ไนท์ลีย์และโรบิน ไรต์

    คอร์มาคูร์พูดถึงนักแสดงสมทบของเขาว่า “มันยอดเยี่ยมมากที่ได้สร้างหนังเกี่ยวกับภูเขา ที่คุณสามารถมีตัวละครหญิงได้เหมือนกัน มันไม่เหมือนกับสิ่งที่คุณได้เห็นในเรื่องราวที่มีตัวเอกเป็นผู้ชาย ที่พวกเขาจะพยายามลดทอนความสำคัญของผู้หญิง แต่ในเรื่องนี้ มันไม่ใช่เลย พวกเธอเป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง และนั่นก็เป็นความจริง เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่เบสแคมป์และที่บ้านในขณะนั้นเป็นส่วนสำคัญของเรื่องราวนี้ครับ”

    เมื่อพูดถึงคอร์มาคูร์ ทีมนักแสดงต่างก็เชื่อว่าเขาเป็นคนที่เหมาะสมที่จะนำพวกเขาไปถึงจุดสูงสุด “ผมชอบการร่วมงานกับบัลท์ครับ” คลาร์คกล่าวชื่นชม “เขายอมให้ผมใส่พลังงานในแบบของผม และผมก็หมกมุ่นกับการทำงานตามแบบตัวเอง เขาเก่งในเรื่องการดึงการแสดงที่ใช่ออกมา เขาเป็นผู้นำทาง ปีนเทือกเขาหิมาลัย และเขาก็เป็นคนที่เหมาะสมกับหน้าที่นี้มาก”

    จิลเลนฮัลกล่าวเห็นพ้องด้วยกับเสียงชื่นชมจากเพื่อนร่วมแสดงของเขา “บัลทาซาร์ชื่นชอบการลุยและอยากให้เราได้สัมผัสบรรยากาศจริงๆ เขาผลักดันเราไปในทิศทางนั้นครับ ผมชอบเรื่องแบบนั้นเวลาถ่ายทำ การได้ใกล้ชิดกับของจริงที่สุดเท่าที่คุณสามารถทำได้เป็นเรื่องที่มีเสน่ห์อยู่แล้วล่ะครับ เขาเป็นคนหัวรั้น มุ่งมั่น กล้าหาญและบางครั้งก็เพี้ยนนิดๆ เขาเป็นคนไม่กลัวอะไรและในขณะเดียวกัน เขาก็อ่อนไหวและเข้าอกเข้าใจอย่างเหลือเชื่อด้วยครับ”

    ฮอว์คส์เชื่อว่าแบ็คกราวน์ของผู้กำกับผู้นี้ทำให้เขาเหมาะสมกับการเนรมิต Everest สู่จอเงิน “เขามาจากไอซ์แลนด์และเขาก็ชื่นชอบความท้าทาย” นักแสดงหนุ่มสรุป “เรามักจะคุยล้อเล่นกันเสมอว่าเขาเป็นไวกิ้ง เขาน่าเกรงขาม เขาแข็งแกร่งและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยตลอดกระบวนการที่ยากลำบากในการถ่ายทำท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้ายน่ะครับ”

    การเดินทางครั้งสำคัญ:
    จากเนปาลสู่ไพน์วู้ด (ผ่านทางเทือกเขาแอลป์ในอิตาลี)

    แน่นอนว่าการถ่ายทำภาพยนตร์เป็นเรื่องท้าทายเสมอ แต่การทำงานใน Everest เป็นอะไรที่เหนื่อยกว่านั้น เมื่อทีมงานและนักแสดงได้ร่วมงานในการถ่ายทำครั้งยิ่งใหญ่ที่กลายเป็นการผจญภัยในตัวมันเอง ด้วยความที่หลายๆ ยูนิทถ่ายทำในโลเกชันต่างๆ ไกลถึงเนปาล เทือกเขาแอลป์ในอิตาลี ซิเนซิตต้า สตูดิโอส์ในกรุงโรมและไพน์วู้ด สตูดิโอส์ในอังกฤษ ความท้าทายในการถ่ายทำภาพยนตร์อีพิคผจญภัยเรื่องนี้จึงเกินกว่าความคาดหมายทุกอย่าง

    ผู้ชมส่วนใหญ่คุ้นเคยกับยอดเขาเอเวอร์เรสต์ผ่านทางสารคดี ดังนั้น มันก็เลยเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคอร์มาคูร์ที่เขาจะหลีกหนีจากความรู้สึกแบบความจริงบริสุทธิ์นั้น ผู้กำกับรู้ดีว่าเขาอยากให้ Everest มีการถ่ายทำที่สมจริงและสวยงามแบบภาพยนตร์ เพื่อที่เขา ทีมงานและนักแสดงตลอดจนผู้ชมจะเข้าใจได้ถึงความยิ่งใหญ่ของภูเขาลูกนี้ และมีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวของคนที่มีชีวิตอยู่จริงเหล่านี้ ในการนี้ เขาไม่ได้ขอให้ทีมงานของเขาทำในสิ่งที่เขาไม่ทำและเขาก็มักจะอยู่ติดกล้อง เพื่อใกล้ชิดกับนักแสดงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แทนที่จะนั่งดูภาพอยู่ที่เต็นท์
    มือขวาคนสำคัญของคอร์มาคูร์ระหว่างการถ่ายทำคือผู้กำกับภาพซัลวาโทเร ต็อตติโน ผู้ร่วมงานกับรอน โฮเวิร์ดในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่อง The Da Vinci Code และ Angels & Demons รวมไปถึงผลงานที่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่าของเขาเช่น Frost/Nixon และ Cinderella Man ทั้งคู่มุ่งมั่นกับการถ่ายทำอีพิคที่ยิ่งใหญ่เรื่องนี้ในแบบที่จะนำเสนอความอลังการของภูเขาลูกนี้…รวมถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ทุกหัวมุม

    ด้วยความที่การเคลื่อนย้ายอุปกรณ์มากขนาดนี้ระหว่างการถ่ายทำเป็นงานช้าง ต็อตติโนจึงเจอกับปัญหาบางอย่างในการขนย้ายอุปกรณ์ของเขาเข้าไปในโลเกชันบางแห่ง นอกจากนั้น มันยังมีปัญหาเรื่องการดูแลกล้องไม่ให้แข็งเป็นน้ำแข็ง โชคดีที่เต็นท์อุ่นๆ สำหรับกล้องอเล็กซาถูกเตรียมไว้พร้อมเสมอ

    ตารางการถ่ายทำของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นไปอย่างรวบรัด โดยมันเริ่มต้นในวันที่ 14 มกราคม ปี 2014 ด้วยทีมงานส่วนหนึ่งเริ่มเปิดกล้องในกาฐมาณฑุ มีการถ่ายทำที่ระดับความสูง 16,000 ฟุต ทำให้นักแสดงได้สัมผัสถึงความท้าทายของชีวิตในที่สูง “คุณจะรู้สึกได้ถึงความสูงของมันจริงๆ” คลาร์คบอก “พอคุณปีนขึ้นไป มันจะทำให้คุณเตรียมพร้อมครับ การปรับตัวเริ่มต้นขึ้นที่เบสแคมป์ ในฐานะนักแสดง เราโชคดีที่ได้เดินทางในและรอบๆ เทือกเขาหิมาลัย และเราก็กลายเป็นกลุ่มที่สนิทสนมกันดีครับ” แม้ว่าจะเคยชินกับโรงแรมระดับห้าดาวและรถเทรลเลอร์หรูมากกว่า แต่ทีมนักแสดงของเรื่อง รวมถึงทีมงาน ก็ยอมรับความเป็นจริงของชีวิตบนภูเขาได้อย่างรวดเร็วขณะที่พวกเขาเดินทางไปตามตีนเขา
    คอร์มาคูร์เล่าถึงปัญหาบางอย่างของพวกเขาว่า “น้ำเย็นจัดเป็นน้ำแข็ง ที่พักเราไม่มีเครื่องทำความร้อนเลย เราก็เลยต้องนอนกับผ้าห่มไฟฟ้า เราแทบจะลุกจากเตียงขึ้นไปฉี่ไม่ได้เลยเพราะมันหนาวมาก ทีมนักแสดงไม่ได้มีผู้ช่วยหรือคนคอยดูแลซักเท่าไหร่ พวกเขาต้องเดินไปที่ฉากและแบกอุปกรณ์ของตัวเองครับ”

    โบรลินเล่าถึงช่วงเวลาแสนเหนื่อยเหล่านั้นว่า “บัลท์อยากให้มันสมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราทำงานตามเวลาที่พวกเขาต้องการให้เราทำงาน ดังนั้น เราก็เลยไม่มีวันถ่ายทำแบบธรรมดาๆ ที่คุณจะมีกำหนดเวลาเรียกตัวเข้าฉาก ไปที่เทรลเลอร์เพื่อแต่งหน้า และอื่นๆ ผมจำได้ว่าผมนอนอยู่บนเตียง พ่นควันออกมา ด้วยความไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผมรู้สึกหนาวแค่ไหน แต่มันก็ช่วยเสริมสร้างความสมจริงครับ ถึงแม้ว่าเราจะบ่นแค่ไหน แต่เราก็ชอบมันและมันก็ทำให้พวกเราสนิทสนมกันมากขึ้นครับ”

    บรีเชียร์ส ผู้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการถ่ายทำในสถานที่หฤโหดที่มีสิ่งแวดล้อมสุดโต่ง ตั้งข้อสังเกตว่า “เราทุกคนต่างก็ไม่เคยร่วมงานกันมาก่อน และเราก็ถูกจับเข้าใส่หม้อหลอมของกิจกรรม จากความวุ่นวายของเมืองกาฐมัณฑุสู่ตีนเขาเอเวอร์เรสต์ เราต้องรับมือกับความท้าทายของทีมงาน ซึ่งหลายคนไม่เคยขึ้นถึงความสูงระดับ 15,000 ฟุตหรือมากกว่านั้น เราไม่สามารถจะชะลอความเร็วเหมือนอย่างกลุ่มเดินทางหรือกลุ่มนักไต่เขาได้เพราะเราอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างสูงที่จะต้องทำอะไรหลายๆ อย่างให้เสร็จภายในวันเดียว”

    “เรามีการเคลื่อนย้ายอย่างน้อย 190-200 ครั้งใกล้ๆ กับยอดเขาเอเวอร์เรสต์ เพื่อย้ายทีมงานและอุปกรณ์ไปยังชะง่อนผาที่อยู่ไกล” เขากล่าว “ด้วยความที่เราทำแบบนั้นและไม่ค่อยได้เดินเท้าเท่าใดนัก การปรับตัวให้เคยชินเลยเป็นเรื่องที่ลำบากยิ่งกว่าเดิม มันเป็นอะไรที่ยากกว่าความพยายามเคลื่อนย้ายสิ่งของครั้งอื่นๆ ที่ผมเคยทำมาในเทือกเขาหิมาลัยเลยครับ”

    ผู้อำนวยการสร้างเคนทิช บาร์เนสกล่าวสรุปถึงประสบการณ์ของทีมงานว่า “มันหฤโหดแต่ก็เป็นประสบการณ์สายสัมพันธ์ที่วิเศษสุดสำหรับทีมงานค่ะ”

    จากเนปาล กองถ่ายได้ย้ายไปยังวัล เซนาเลสทางตอนเหนือของอิตาลีเพื่อถ่ายทำบนเซนาเลส กลาเซียร์ ด้วยทีมงาน 180 ชีวิตจากอังกฤษ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เยอรมนี อิตาลี อเมริกา ไอซ์แลนด์และเนปาล การถ่ายทำที่ท้าทายยิ่งยุ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อทีมงานต้องเจอกับหิมะที่ตกหนักที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกสถิติ ซึ่งบางครั้ง ก็ทำให้กองถ่ายจมอยู่ใต้หิมะหลายเมตร

    ผู้ออกแบบงานสร้างแกรี ฟรีแมนอธิบายว่า “เราจะต้องตั้งเต็นท์ขึ้นบนภูเขา ซึ่งทำได้ยากมากๆ บนเนินลาดชัน 45 องศา ด้วยความที่บัลท์ชอบโลเกชันโหดๆ พอเรากลับมาอีกสองวันให้หลัง เต็นท์ก็จะหายไปเพราะมันถูกหิมะกลบเสียมิด ทีมงานของผมทำหน้าที่ได้อย่างน่าทึ่งในการขุดฉากออกมาและสร้างมันใหม่น่ะครับ”

    ด้วยความกลัวหิมะถล่ม ซึ่งเคยสร้างความวุ่นวายให้กับตารางการถ่ายทำมาแล้ว เซนาเลส กลาเซียร์เองก็ถูกปิดเป็นเวลาหลายวันเช่นกัน เมื่อธารน้ำแข็งแห่งนี้ถูกเปิดขึ้นใหม่ ทีมงาน นักแสดงและอุปกรณ์ก็ถูกเคลื่อนย้ายโดยสโนว์แคท สโนว์ควอด สโนว์โมบิลและเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไปยังเนินด้านบน โดยมีบางคนเลือกที่จะขึ้นไปทางรถเคเบิลและลิฟท์เก้าอี้

    บรีเชียร์สเล่าถึงวันที่สับสนวุ่นวายเหล่านั้นว่า “มันเป็นสิ่งแวดล้อมที่เหมาะที่จะให้นักแสดงได้เรียนรู้ว่าการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ลมพัดแรง หนาวและอยู่บนที่สูงเป็นอย่างไร พวกเขาอยู่กลางแจ้งวันละแปดหรือเก้าชั่วโมง บางครั้งก็สิบชั่วโมง และบางครั้ง เราก็ต้องทำงานจนมืดด้วยครับ”

    บริเวณเซาธ์ ไทรอลของหุบเขาแอลป์ในอิตาลีเป็นภูมิประเทศที่อลังการและวิเศษสุด สำหรับใช้แทนเอเวอร์เรสต์ แม้ว่ามันจะสร้างความท้าทายให้กับทีมงานและนักแสดง ซึ่งรวมถึงการทำงานบนที่สูงพร้อมด้วยสายลมเย็นจัดด้วยอุณหภูมิที่ลดต่ำลงถึง -30 องศาเซลเซียส

    จิลเลนฮัลเล่าให้เราฟังถึงช่วงเวลานั้นว่า “การได้ดูทีมงานอยู่สูงขึ้นไป 12,000 ฟุตบนภูเขาท่ามกลางพายุหิมะ เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ เชอร์ปาแบกพัดขนาดใหญ่บนหลัง เฮลิคอปเตอร์หย่อนชิ้นส่วนกล้องลงมา และพวกเราทุกคนแบกของขึ้นไปด้านบน เราต้องตั้งกล้อง 15 นาทีก่อนหน้าการถ่ายทำ แล้วก็ต้องมีการตั้งกล้องบนหินก้อนต่างๆ ตามมุมต่างๆ ด้วย การจัดการเรื่องพวกนั้น บวกกับความเข้มข้นในการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ เป็นอะไรที่พิเศษสุดครับ”

    ในการเสริมสร้างความสมจริง ทีมงานได้เลือกเชอร์ปาจริงๆ 11 คนมาร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย พวกเขาได้จากเนปาล ประเทศบ้านเกิดของพวกเขาเป็นครั้งแรกเพื่อเดินทางไปยังเทือกเขาแอลป์ในอิตาลี และท้ายที่สุด พวกเขาก็ได้เดินทางไปยังซิเนซิตต้าและไพน์วู้ด สตูดิโอส์ บรีเชียร์สกล่าวถึงปฏิกิริยาที่พวกเขามีต่อเบสแคมป์ในโรงถ่ายของสตูดิโอว่า “พวกเขาอึ้งไปเลยครับ การที่พวกเชอร์ปารู้สึกว่าพวกเขาอยู่ที่เบสแคมป์เป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่างานของเรายอดเยี่ยมขนาดไหน”

    ผู้อำนวยการสร้างบีแวนเล่าถึงการมีส่วนร่วมในการถ่ายทำของพวกเชอร์ปาว่า “ถ้าภูเขาเป็นของใครซักคน มันก็คงเป็นของพวกเขาครับ พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของตำนานเอเวอร์เรสต์ และการปีนเขาเอเวอร์เรสต์ นอกจากนี้ พวกเขายังเป็นวีรบุรุษที่ไม่มีใครเอ่ยถึงของเราเพราะพวกเขาทำหน้าที่หนักในการแบกหามครับ”

    พวกเชอร์ปาช่วยทำให้การออกแบบฉากสมบูรณ์แบบขึ้นด้วยการจัดระเบียบห้องครัวแบบที่พวกเขาทำที่เบสแคมป์จริงๆ พวกเขาถึงขนาดเข้าไปในนั้นเพื่อทำอาหารในตอนที่ทีมงานทำงานดึกดื่นและเบื่อหน่ายกับบริการอาหารแบบเดิมๆ เป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะทำข้าวราดแกงกับซุปถั่ว ซึ่งเป็นอาหารหลักของพวกเชอร์ปา

    จากนั้น ทีมงานก็ย้ายไปไพน์วู้ด สตูดิโอส์ในกรุงลอนดอน ที่ซึ่งทีมออกแบบได้จำลองภาพที่คุ้นตาของยอดเขาเอเวอร์เรสต์มากมาย รวมถึงหน้าผาคุมบู เซาธ์โคลและยอดเขา ขึ้นบนสเตจ 007 ที่โด่งดัง การถ่ายทำสถานที่ต่างๆ เหล่านั้นในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้เป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้คอร์มาคูร์ได้ช็อตที่เขาต้องการโดยไม่ทำให้ทีมงานหรือนักแสดงต้องเสี่ยงอันตราย

    การจัดหาเครื่องแต่งกายให้นักแสดงไม่ได้ง่ายดายเพียงแค่ไปร้านขายอุปกรณ์เอาท์ดอร์ที่ใกล้ที่สุดเท่านั้น เหตุการณ์ในเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 20 ปีมาแล้ว และเทคโนโลยีในเรื่องเสื้อผ้าปีนเขาก็รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

    ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย กาย สเปอร์แรนซาพูดถึงเสื้อผ้าสามระดับ ซึ่งก็คือเสื้อผ้าแบบสบายๆ เสื้อผ้าที่จะใช้สวมจากเบสแคมป์ไปถึงแคมป์สาม (24,500 ฟุต/7,468 เมตร) และเสื้อผ้าสำหรับปีนยอดเขา ซึ่งรวมถึงชุดดาวน์สูทหนาเต้อะ “นั่นเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา” สเปอร์แรนซาตั้งข้อสังเกต “เราต้องหาชุดดาวน์สูทพีเรียดที่มีหลายชุด เพราะเรามีฉากสตันท์และสเตจต่างๆ มากมาย รวมถึงตัวละครจำนวนมากด้วย”

    อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือความอบอุ่น หรือการได้รับความอบอุ่นมากเกินไป แม้ว่าหลายๆ ฉากจะถ่ายทำที่โลเกชันและที่ภูเขาสูง สเตจ 007 และไพน์วู้ด สตูดิโอส์ก็ถูกใช้เป็นตัวแทนสำหรับฉากที่ระดับความสูงกว่านั้น (เช่นหน้าผาคุมบู เซาธ์โคลหรือยอดเขา) ชุดดาวน์สูทสำหรับความสูงระดับ 29,000 ฟุตคงจะร้อนเกินกว่าที่นักแสดงจะสวมได้ในซาวน์สเตจที่มีอุณหภูมิห้องปกติ “ท้ายที่สุด เราก็ได้ตัดเย็บชุดขึ้นมาด้วยตัวเอง” สเปอร์แรนซากล่าว “เรากำหนดสีให้กับนักแสดงแต่ละคน เพื่อที่เราจะจดจำได้ในทันทีว่าเรามองใครอยู่ แม้แต่ตอนที่พวกเขาสวมหน้ากากอ็อกซิเจน แว่นก็อกเกิลและหมวกก็ตาม”****

    ฤดูปีนเขาเอเวอร์เรสต์ปี 2014 เริ่มต้นขึ้นในตอนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ใกล้จะถ่ายทำเสร็จ แต่ในวันที่ 18 เมษายน โศกนาฏกรรมก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเชอร์ปา 16 คนเสียชีวิตในเหตุหิมะล่ม ที่เกิดจากการที่ชิ้นส่วนน้ำแข็งขนาดใหญ่ได้หลุดออกจากภูเขาไหลมาตามส่วนของน้ำแข็งและรอยแยกที่มีการเคลื่อนตัวตลอดเวลา ที่รู้จักกันในนามของหน้าผาคุมบู ทำให้เกิดการปิดไม่ให้มีการขึ้นยอดเขาที่สูงที่สุดของโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

    หิมะถล่มครั้งนั้นกลายเป็นหายนะที่รุนแรงที่สุดบนภูเขาที่สูงที่สุดของโลกในประวัติศาสตร์ ในขณะนั้น มีทีมงานยูนิทที่สองอยู่ที่เบสแคมป์ของเอเวอร์เรสต์ ที่กำลังอยู่ระหว่างการปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมขึ้นไปถ่ายทำ โชคดีที่ไม่มีทีมงานคนไหนได้รับบาดเจ็บ โศกนาฏกรรมครั้งล่าสุดนี้ตอกย้ำถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดความสูญเสียและความเสียหายที่คนที่พยายามจะทำความเข้าใจภูเขาลูกนี้ต้องเผชิญ…และการที่เราอยู่ภายใต้อำนาจของภูเขาลูกนี้มากแค่ไหน
    ขอเชิญร่วมกับยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สและทีมผู้สร้าง Everest ในการสนับสนุนการบรรเทาทุกข์เหตุแผ่นดินไหวในเนปาล อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.oxfamamerica.org เพื่อพิจารณาเรื่องการบริจาค ***

    ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สและครอส ครี้ก ร่วมกับอลเดน มีเดีย ภูมิใจเสนอผลงานสร้างโดยเวิร์คกิ้ง ไตเติล ร่วมกับอาร์วีเค สตูดิโอส์และฟรี สเตท พิคเจอร์ส ภาพยนตร์โดยบัลทาซาร์ คอร์มาคูร์ Everest นำแสดงโดยเจสัน คลาร์ก, จอช โบรลิน, จอห์น ฮอว์คส์, โรบิน ไรต์, ไมเคิล เคลลี, แซม เวิร์ธทิงตัน, เคียรา ไนท์ลีย์, เอมิลี่ วัตสันและเจค จิลเลนฮาล คัดเลือกนักแสดงโดยฟิโอนา เวียร์และดนตรีโดยดาริโอ มาเรียเนลลี ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายคือกาย สเปอร์แรนซาและช่างแต่งหน้าและทำผมของเรื่องคือแจน ซีเวล มือลำดับภาพของแอ็กชันผจญภัยอีพิคเรื่องนี้คือมิค อ็อดส์ลีย์ และผู้ออกแบบงานสร้างคือแกรี ฟรีแมน ผู้กำกับภาพของเรื่องคือซัลวาโทเร ต็อตติโน, เอเอสซี, เอไอซี และผู้ร่วมอำนววยการสร้างได้แก่เดวิด บรีเชียร์ส, เดวิด นิโคลส์ ผู้ควบคุมงานสร้างได้แก่แองเจลา มอร์ริสัน, ลิซา ชาซิน, อีวาน เฮย์ส, แรนดัลล์ เอ็มเม็ตต์, ปีเตอร์ มัลลุค, มาร์ค มัลลุค, ลอเรน เซลิค Everest อำนวยการสร้างโดยทิม บีแวน, อีริค เฟลเนอร์, บัลทาซาร์ คอร์มาคูร์, นิคกี้ เคนทิช บาร์เนส, ไบรอัน โอลิเวอร์, ไทเลอร์ ธอมป์สัน บทภาพยนตร์โดยวิลเลียม นิโคลสันและไซมอน โบฟอย และภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยบัลทาซาร์ คอร์มาคูร์ © 2015 Universal Studios. www.everestmovie.com

    ประวัตินักแสดง

    เจสัน คลาร์ก (Jason Clarke) รับบท ร็อบ ฮอล
    เจสัน คลาร์ก ปรากฏตัวในอเมริกาด้วยผลงานการแสดงที่ได้รับการวิจารณ์ชื่นชมทั้งในจอแก้วและจอเงิน
    ปัจจุบัน เขาได้แสดงประกบเอมิเลีย คลาร์ค, อาร์โนลด์ ชวอร์ซเนกเกอร์ และไจ คอร์ทนีย์ ใน Terminator Genisys ที่เป็นการเริ่มต้นแฟรนไชส์ Terminator อีกครั้งหนึ่ง โดยพาราเมาท์นำภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในวันที่ 1 กรกฎาคม เขาอยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์โดยมาร์ค ฟอร์สเตอร์เรื่อง All I See Is You ที่นำแสดงร่วมกับเบลค ไลฟ์ลี เรื่องราวนี้บอกเล่าเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างหญิงตาบอดและสามีของเธอที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเธอกลับมามองเห็นอีกครั้งและได้ค้นพบรายละเอียดที่สั่นคลอนจิตใจเกี่ยวกับชีวิตและการแต่งงานของพวกเขา
    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้แสดงประกบโรซามุนด์ ไพค์, เจค โอ’ คอนเนลและไมอา วาซิโคว์สก้าในภาพยนตร์โดยเซดริค ฮิมิเนซเรื่อง HHHH ดรามาสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เล่าถึงความรุ่งโรจน์และตกอับของไรน์ฮาร์ด เฮย์ดริชในกองทัพนาซีเยอรมัน เขาจะรับบทเฮย์ดริช นายทหารระดับสูงของนาซี ผู้ถูกมองว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง “ทางแก้ปัญหาสุดท้าย” และถูกสังหารโดยพลร่มกองกำลังต่อต้านชาวเช็กสองคนในปี 1942

    เขาได้แสดงประกบแกรี โอลด์แมน, จูดี้ กรีเออร์และเครี รัสเซลในซีเควลไซไฟเรื่อง Dawn of the Planet of the Apes และประกบบริท มาร์ลิงและไดแอน ครูเกอร์ในดรามาชีวประวัติของอับราฮัม ลินคอล์นเรื่อง The Better Angels ซึ่งแอมพลิฟายนำเข้าฉายในวันที่ 7 พฤศจิกายน ปี 2014 ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2014 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ชื่นชมล้นหลาม

    คลาร์คเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการแสดงนำในบทแดนในภาพยนตร์รางวัลอคาเดมี อวอร์ดเรื่อง Zero Dark Thirty ที่กำกับโดยแคธริน บิเกโลว์ เขาได้รับบทจอร์จ วิลสันประกบลีโอนาร์โด ดิคปริโอ, โทบี้ แม็กไกวร์และแครีย์ มุลลิแกน ในภาพยนตร์โดยบาซ ลูห์แมนที่ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง The Great Gatsby นอกเหนือจากนั้น เขายังได้แสดงประกบแชนนิง ทาทัมและแม็กกี้ จิลเลนฮัลในภาพยนตร์โดยโรแลนด์ เอ็มเมอริคเรื่อง White House Down อีกด้วย เขาได้แสดงประกบทอม ฮาร์ดี้, ไชอา ลาบัฟ, กาย เพียร์ซและเจสสิกา เชสเทนในดรามาพีเรียดโดยจอห์น ฮิลโค้ทเรื่อง Lawless รวมทั้งภาพยนตร์ดังอีกหลายเรื่องรวมถึงภาพยนตร์โดยไมเคิล แมนน์เรื่อง Public Enemies ประกบจอห์นนี เด็ปป์, ภาพยนตร์โดยโอลิเวอร์ สโตนเรื่อง Wall Street: Money Never Sleeps ประกบลาบัฟและไมเคิล ดักกลาส, ภาพยนตร์โดยพอล ดับบลิว.เอส. แอนเดอร์สันเรื่อง Death Race และภาพยนตร์โดยแดเนียล เอสพิโนซา ที่ดัดแปลงจากนิยายชื่อดังโดยทอม ร็อบ สมิธเรื่อง Child 44

    เขาได้รับความสนใจในอเมริกาจากซีรีส์ดรามาชื่อดังทางโชว์ไทม์เรื่อง Brotherhood ที่เขารับบท ทอมมี แคฟฟีย์ นักการเมืองทะเยอทะยานชาวโร้ด ไอแลนด์ ผู้คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองท้องถิ่นและแก๊งอาชญากรรมที่ชิงไหวชิงพริบ ล่าสุด เขาเพิ่งแสดงในดรามาอาชญากรรมชื่อดังโดยชอว์น ไรอันเรื่อง The Chicago Code ทางฟ็อกซ์ เขาได้รับบทนักสืบตำรวจชิคาโก้ จาเร็ค ไวซ็อคกี้ ผู้นำหน่วยต่อต้านคอรัปชัน

    ในแวดวงอินดี เขาได้แสดงใน Texas Killing Fields ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์เวนิสปี 2011, ผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของจาดา พิงค์เก็ตต์ สมิธเรื่อง The Human Contract, ภาพยนตร์โดยเดวิด ชวิมเมอร์เรื่อง Trust ประกบไคลฟ์ โอเวนและแคทเธอรีน คีนเนอร์, Yelling to the Sky ที่กำกับโดยวิคตอเรีย มาโฮนีย์และ Swerve ที่กำกับโดยเคร็ก ลาฮิฟฟ์

    ในออสเตรเลีย บ้านเกิดของเขา คลร์คได้แสดงในภาพยนตร์โดยฟิลลิป นอยซ์เรื่อง Rabbit-Proof Fence รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง Better Than Sex และ Park Street ด้านจอแก้ว เขาได้แสดงประกบจอฟฟรีย์ รัชใน Mercury

    เขาสำเร็จการศึกษาจากวิคตอเรียน คอลเลจ ออฟ ดิ อาร์ตส์ในเมืองเมลเบิร์นและได้ศึกษาเพิ่มเติมด้านละครเวทีทั้งในฐานะนักแสดงและผู้กำกับ

    จอช โบรลิน (Josh Brolin) รับบท เบ็ค เวทเธอร์ส
    จอช โบรลิน เป็นนักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ผู้ทรงพลังและเป็นที่ต้องการตัวอย่างสูง เขายังคงเดินหน้ารับบทที่ท้าทายทั้งในภาพยนตร์ของสตูดิโอเมนสตรีมและภาพยนตร์อินดีที่กระตุ้นความคิดอย่างต่อเนื่อง

    หลังจากนี้ เขาจะได้แสดงประกบเอมิลี บลันท์และเบนิซิโอ เดล โทโรในภาพยนตร์โดยไลออนส์เกทเรื่อง Sicario เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ผู้เดินทางข้ามพรมแดนเม็กซิโกพร้อมด้วยนักรบรับจ้างสองคนเพื่อไล่ล่าตัวพ่อค้ายาชื่อกระฉ่อน ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เปิดตัวในสายประกวดในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 18 กันยายน

    ในต้นปีหน้า โบรลินจะแสดงประกบจอร์จ คลูนีย์, แชนนิง ทาทัมและทิลดา สวินตันในภาพยนตร์โดยโจเอล และอีธาน โคอเอนเรื่อง Hail, Caesar! ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเข้าฉายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ปี 2016 โดยโบรลินรับบทเอ็ดดี้ แมนนิกซ์ นักแก้ไขปัญหาในฮอลลีวูดยุค 50s ผู้คอยดูแลดาราของสตูดิโอไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง

    อีกไม่นาน เขาจะเริ่มต้นถ่ายทำภาพยนตร์โดยโจดี้ ฮิลเรื่อง The Legacy of a Whitetail Deer Hunter ที่เขาแสดงประกบแดนนี แม็คไบรด์ และเมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งมีการประกาศว่าเขาจะร่วมแสดงในแฟรนไชส์ดัง Avengers ในบท ธานอส อีกด้วย

    เมื่อปีที่แล้ว โบรลินได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลคริติกส์ ชอยส์ มูฟวี อวอร์ดจากการแสดงของเขาในภาพยนตร์โดยพอล โธมัส แอนเดอร์สันเรื่อง Inherent Vice ประกบวาคิน ฟินิกซ์และรีส วิทเธอร์สปูน ในปี 2008 เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและรางวัลแซ็ก อวอร์ด รวมถึงได้รับรางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์นิวยอร์กและสมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติจากบทแดน ไวท์และภาพยนตร์ดังโดยกัส แวน แซงต์เรื่อง Milk นอกจากนี้ เขายังได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์โดยพี่น้องโคเอนเรื่อง True Grit ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมีสิบสาขารวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในปี 2007 เขาได้รับรางวัลแซ็ก อวอร์ดในฐานะหนึ่งในนักแสดงภาพยนตร์โดยพี่น้องโคเอนเรื่อง No Country for Old Men ซึ่งได้รับสี่รางวัลอคาเดมี อวอร์ด รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม
    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ รวมถึง Labor Day ที่กำกับโดยเจสัน ไรท์แมน, ภาพยนตร์โดยสไปค์ ลีเรื่อง Oldboy, ภาพยนตร์โดยโรเบิร์ต โรดริเกซและแฟรงค์ มิลเลอร์เรื่อง Sin City: A Dame to Kill For, ภาพยนตร์เรื่อง Gangster Squad ประกบฌอน เพนน์, Men in Black 3 ประกบวิล สมิธและทอมมี ลี โจนส์, ภาพยนตร์โดยโอลิเวอร์ สโตนเรื่อง Wall Street: Money Never Sleeps และ W. ซึ่งเขารับบทนำในภาพยนตร์เรื่องหลัง, ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์โดยริดลีย์ สก็อตเรื่อง American Gangster ประกบเดนเซล วอชิงตันและรัสเซล โครว์, ภาพยนตร์โดยวู้ดดี้ อัลเลนเรื่อง You Will Meet a Tall Dark Stranger ประกบแอนโธนี ฮ็อปกินส์และนาโอมิ วัตส์, Planet Terror หนึ่งในภาพยนตร์ควบที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมโดยเควนติน ทารันติโน/โรดริเกซเรื่อง Grindhouse, In the Valley of Elah สำหรับผู้กำกับพอล แฮ็กกิส, ภาพยนตร์โดยจอห์น สต็อคเวลเรื่อง Into the Blue, ภาพยนตร์โดยพอล เวอร์โฮเฟนเรื่อง Hollow Man, ภาพยนตร์โดยสก็อต ซิลเวอร์เรื่อง The Mod Squad, ภาพยนตร์ทริลเลอร์จิตวิทยาโดยโอเล บอร์นีดัลเรื่อง Nightwatch, Best Laid Plans ประกบวิทเธอร์สปูน ซึ่งอำนวยการสร้างโดยไมค์ นีเวล, All the Rage และทริลเลอร์ไซไฟโดยกุยเลอร์โม เดล โทโรเรื่อง Mimic นอกจากนี้ เขายังได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์และผู้ชมในภาพยนตร์โดยเดวิด โอ. รัสเซลเรื่อง Flirting With Disaster ในบทเจ้าหน้าที่ส่วนกลางที่เป็นไบเซ็กชวล ประกบเบน สติลเลอร์ โบรลินเปิดตัวในวงการภาพยนตร์ในปี 1985 ในแอ็กชันคอเมดีคลาสสิกเรื่อง Goonies ที่กำกับโดยริชาร์ด ดอนเนอร์ สำหรับผู้อำนวยการสร้างสตีเวน สปีลเบิร์ก

    ด้านจอแก้ว เขาได้สร้างชื่อในบทขาประจำของซีรีส์ยอดนิยมทางเอบีซีเรื่อง The Young Riders รวมถึง Private Eye สำหรับเอ็นบีและ Winnetka Road สำหรับซีบีเอส นอกจากนี้ เขายังได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากมินิซีรีส์อีพิคทางทีเอ็นทีเรื่อง Into the West ประกบโบ บริดเจส, แกรี บูซีย์และเจสสิก้า แค็ปชอว์ อีกด้วย เขาได้รับบทนำในดรามาการเมืองชื่อดังทางเอ็นบีซีเรื่อง Mister Sterling ด้วย

    ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง โบรลินได้ร่วมงานกับแมทท์ เดมอน, คริส มัวร์, แอนโธนี อาร์นอฟและโฮเวิร์ด ซินน์ในสารคดีเรื่อง The People Speak ที่สร้างจากหนังสือทรงอิทธิพลปี 1980 ของซินน์เรื่อง “A People’s History of the United States” ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ออกอากาศทางช่องฮิสทอรี แชนเนลในปี 2009 เล่าถึงปัญหาที่อเมริกาต้องเผชิญในด้านสงคราม ชนชั้น เชื้อชาติและสิทธิสตรี และนำเสนอถ้อยคำของวิกโก้ มอร์เตนเซน, ฌอน เพนน์และเดวิด สเตรธาร์น เขาเปิดตัวผลงานการกำกับเรื่องแรกในปี 2008 ด้วยภาพยนตร์ขนาดสั้นเรื่อง X ที่เขาเขียนบทและอำนวยการสร้างด้วย ภาพยนตร์ขนาดสั้นเรื่องนี้เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาตติซานตา บาร์บารา ก่อนที่จะเข้าฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์เซาธ์ บาย เซาธ์เวสต์และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเอเอฟไอ ดัลลัส

    จอห์น ฮอว์กส์(John Hawkes) รับบท ดั๊ก ฮันเซน
    จอห์น ฮอว์กส์เป็นนักแสดงรางวัลผู้เป็นที่รู้จักจากการแสดงที่น่าจดจำในภาพยนตร์หลากแนวและสไตล์ ล่าสุด เขาได้แสดงในภาพยนตร์อินดีรวมดาราเรื่อง The Driftless Area และภาพยนตร์นัวร์สมัยใหม่เรื่อง Too Late ก่อนหน้านี้ เขาได้สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมในภาพยนตร์หลายเรื่องติดต่อกัน การแสดงที่ยอดเยี่ยมของเขาในบทกวีที่มีชีวิตอยู่จริง มาร์ค โอ’ ไบรอันใน The Sessions ทำให้เขาได้รับรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำและแซ็ก อวอร์ด นอกเหนือจากนั้น

    ภาพยนตร์เรื่องนั้นยังได้รับรางวัลออเดียนซ์ อวอร์ดและรางวัลสเปเชียล จูรี ไพรซ์สาขาทีมนักแสดงจากงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์อีกด้วย
    .เขาได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากบทนักเปียโน โจ อัลบานี ในดรามาอินดีสมจริงเรื่อง Low Down การแสดงที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมของเขาในบท เทียร์ดร็อปในภาพยนตร์เรื่อง Winter’s Bone ทำให้เขาได้รับรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม รวมถึงได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดและรางวัลสมาคมนักวิจารณ์อื่นๆ อีกหลายแห่ง ผลงานภาพยนตร์ล่าสุดของเขารวมถึงภาพยนตร์โดยเอลมอร์ เลียวนาร์ดเรื่อง Life of Crime, ภาพยนตร์โดยสตีเวน สปีลเบิร์กเรื่อง Lincoln, Arcadia, The Playroom, Higher Ground, ภาพยนตร์โดยสตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์เรื่อง Contagion และภาพยนตร์ยอดนิยมในเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์เรื่อง Martha Marcy May Marlene ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

    ในปี 2005 ฮอว์คส์ได้แสดงใน Me and You and Everyone We Know ซึ่งได้รับรางวัลสเปเชียล จูรี ไพรซ์ ในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2005 ในปี 2003 เขาได้แสดงในภาพยนตร์อินดีเรื่อง Buttleman ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลการแสดงแจ้งเกิดยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติซีโดนาปี 2004 ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ American Gangster, Miami Vice, Identity, The Perfect Storm, Small Town Saturday Night, Hardball, Wristcutters: A Love Story, The Amateurs, From Dusk Till Dawn และ A Slipping-Down Life

    ด้านจอแก้วเขาได้แสดงในซีรีส์ชื่อดังทางเอชบีโอสองเรื่อง โดยเขาได้รับบทโซล สตาร์ในดรามาดังเรื่อง Deadwood และบทดัสติน พี่ชายของแดนนี แม็คไบรด์ในคอเมดีเรื่อง Eastbound & Down

    ฮอว์คส์เกิดและเติบโตในชนบทของรัฐมินนิโซต้า เขาย้ายไปอาศัยอยู่ที่ออสติน รัฐเท็กซัส ที่ซึ่งเขาเริ่มต้นอาชีพนักแสดงและนักดนตรี เขาร่วมก่อตั้งคณะละครบิ๊ก สเตท โปรดักชันส์และได้แสดงในละครเวทีออริจินอลของคณะเรื่อง In the West ที่เคนเนดี้ เซ็นเตอร์ในกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในละครเรื่อง Greater Tuna ที่ออกแสดงทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงลอสแองเจลิส, ชิคาโก้และซานฟรานซิสโกอีกด้วย เขาได้เขียนบทและแสดงละครเดี่ยวเรื่อง Nimrod Soul ที่โรงละครเธียเตอร์ แอท เดอะ อิมพรูฟ และได้แสดงละครบรอดเวย์เรื่อง The 24 Hour Plays ประกบแซม ร็อคเวล ล่าสุด เขาได้ร่วมแสดงกับเทรซีย์ ธอมส์ในละครออฟบรอดเวย์โดยแมนฮัตตัน เธียเตอร์ คลับเรื่อง Lost Lake

    เขาได้แต่งเพลงและบันทึกเสียงเพลงหลายเพลงในภาพยนตร์และซีรีส์ รวมถึงเพลง “Bred and Buttered” ที่อยู่ในซาวน์แทร็คเรื่อง Winter’s Bone เขาและคิง สแตร็กเกอร์ อดีตวงของเขา ได้ร่วมกันแสดงที่งานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์, งานเทศกาลดนตรีเซาธ์บายเซาธ์เวสต์และคลับต่างๆ ทั่วอเมริกา ปัจจุบัน เขากำลังอยู่ระหว่างการแต่งเพลงและบันทึกเสียงอัลบัมใหม่

    โรบิน ไรต์ (Robin Wright) รับบท พีช เวทเธอร์ส
    โรบิน ไรต์เป็นนักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลและผู้ใจบุญที่กำลังสร้างชื่อเสียงในฮอลลีวูด ปัจจุบัน เธอกำลังแสดงประกบเควิน สเปซีย์ในซีรีส์ออริจินอลชื่อดังทางเน็ตฟลิกซ์เรื่อง House of Cards ซึ่งอำนวยการสร้างโดยเดวิด ฟินเชอร์ เธอได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมอย่างล้นหลามจากบทแคลร์ อันเดอร์วู้ด ผู้น่าเกรงขามของเธอ เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำในปี 2014 และ 2015 สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในซีรีส์ดรามา และคว้ารางวัลมาได้ในปี 2014 เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดสองสาขาคือสาขานักแสดงนำหญิงในซีรีส์ดรามาและทีมนักแสดงยอดเยี่ยมในซีรีส์ดรามา นอกจากนี้ เธอยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมีในปี 2013, 2014 และ 2015 ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในซีรีส์ดรามาอีกด้วย

    เธอได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมอย่างล้นหลามสำหรับตัวละครที่เธอแสดงอย่างสม่ำเสมอ ในปี 2010 เธอได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากบทแมรี เซอร์แรทท์ในดรามาศาลน่าติดตามของโรเบิร์ต เรดฟอร์ดเรื่อง The Conspirator ในปี 2009 เธอได้รับเสียงชื่นชมจากบทปิ๊ปปา ลีในภาพยนตร์โดยรีเบ็กก้า มิลเลอร์เรื่อง The Private Lives of Pippa Lee ในปีเดียวกัน เธอยังได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์คริสต์มาสคลาสสิกเรื่อง A Christmas Carol ที่กำกับโดยโรเบิร์ต ซีเมคิสอีกด้วย

    เธอได้รับการยกย่องจากการแสดงที่โดดเด่นของเธอมาโดยตลอด เธอได้รับการยกย่องเชิดชูในงานเทศกาลภาพยนตร์โดวิลล์อเมริกันครั้งที่ 35 การได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสองครั้งแรก สำหรับรางวัลลูกโลกทองคำและแซ็ก อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม เกิดขึ้นในปี 1995 สำหรับการแสดงที่น่าจดจำของเธอในบท เจนนี ในภาพยนตร์รางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของซีเมคิสเรื่อง Forrest Gump เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดครั้งที่สองในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในภาพยนตร์โดยนิค คาสซาเวทส์เรื่อง She’s So Lovely และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลครั้งที่สามในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์หรือมินิซีรีส์ใน Empire Falls โดยเฟร็ด เชพิซี เธอได้รับการเสนอชื่อชิงสามรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดจากการแสดงของเธอในภาพยนตร์โดยอีริน ดิ๊กแนมเรื่อง Loved, ภาพยนตร์โดยโรดริโก การ์เซียเรื่อง Nine และภาพยนตร์โดยเจฟฟ์ สแตนซ์เลอร์เรื่อง Sorry, Haters นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้แสดงและรับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างในภาพยนตร์โดยเด็บราห์ แคมป์ไมเออร์เรื่อง Virgin ซึ่งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดสาขาภาพยนตร์เรื่องแรกยอดเยี่ยม หรือที่รู้จักกันในนามของจอห์น คาสซาเวทส์ อวอร์ดอีกด้วย

    ในปี 2014 เธอได้เปิดตัวปู เลอ ฟีมส์ ไลน์ชุดนอนที่ตระหนักถึงสังคม ร่วมกับนักออกแบบเสื้อผ้า คาเรน ฟาวเลอร์ ปู เล ฟีมส์ ได้ร่วมกับแอ็กชัน คิวูและซิเนอร์จี เดอ ฟีมส์ สององค์กรที่มุ่งมั่นต่อการช่วยเหลือเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับผู้หญิงในคองโกตะวันออก ผู้เป็นเหยื่อของความรุนแรง ไรท์ตั้งใจการตอบแทนสังคม และรับหน้าที่โฆษกของอินัฟ โปรเจ็กต์ องค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งมั่นในการนำสันติภาพมาสู่คองโก

    ล่าสุด เธอได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง A Most Wanted Man ประกบฟิลิป เซย์มัวร์ ฮอฟแมน ผู้ล่วงลับและใน The Congress ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอได้แก่ภาพยนตร์ดังโดยฟินเชอร์เรื่อง The Girl With the Dragon Tattoom, ภาพยนตร์โดยเบนเน็ตต์ มิลเลอร์เรื่อง Moneyball ซึ่งนำแสดงโดยแบรด พิตต์และโจนาห์ ฮิล, ภาพยนตร์คัลท์คลาสสิกโดยร็อบ ไรเนอร์เรื่อง The Princess Bride, ภาพยนตร์โดยแบร์รี เลวินสันเรื่อง What Just Happened and Toys, ภาพยนตร์โดยเด็บราห์ แคมป์ไมเออร์เรื่อง Hounddog ซึ่งไรท์ควบหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างด้วย, ภาพยนตร์โดยเควิน แม็คโดนัลด์เรื่อง State of Play, ภาพยนตร์โดยแอนโธนี มิงเกลลาเรื่อง Breaking and Entering, ภาพยนตร์โดยซีเมคิสเรื่อง Beowulf, ภาพยนตร์โดยคีธ กอร์ดอนเรื่อง The Singing Detective,

    ภาพยนตร์โดยปีเตอร์ คอสมินสกี้เรื่อง White Oleander, ภาพยนตร์โดยแอนโธนี ดราแซนเรื่อง Hurlyburly, ภาพยนตร์โดยฌอน เพนน์เรื่อง The Pledge, ภาพยนตร์โดยหลุยส์ แมนโดกิเรื่อง Message in a Bottle, ภาพยนตร์โดยเอ็ม. ไนท์ ชยามาลันเรื่อง Unbreakable, ภาพยนตร์โดยเพน เดนแชมเรื่อง Moll Flanders และ Room 10 สำหรับซีรีส์รีล วีเมน ฟิล์มของนิตยสารกลาเมอร์

    ไมเคิล เคลลี (Michael Kelly) รับบท จอน คราเคาเออร์
    ด้วยผลงานจอแก้วและจอเงินที่ครอบคลุมกว่า 15 ปี ปัจจุบัน ไมเคิล เคลลีกำลังอยู่ระหว่างการแสดงประกบเควิน สเปซีย์และโรบิน ไรต์ในบทดั๊ก สแตมเปอร์ ผู้เชี่ยวชาญและน่าเกรงขามในซีรีส์ออริจินอลทางเน็ตฟลิกซ์ที่โด่งดังและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี, รางวัลแซ็ก อวอร์ดและรางวัลลูกโลกทองคำโดยเดวิด ฟินเชอร์และโบ วิลลิมอนเรื่อง House of Cards ซึ่งทำให้เคลลีได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมีในปีนี้ในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในซีรีส์ดรามา ซีรีส์นี้เริ่มออกอากาศในปี 2013 และปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำซีซัน 4

    ในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ เคลลีจะแสดงประกบจูเลีย โรเบิร์ตส์, นิโคล คิดแมนและชิเวเทล เอจิโอฟอร์ในทริลเลอร์ลึกลับเรื่อง Secret in Their Eyes ที่เขียนบทและกำกับโดยบิลลี เรย์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวของทีมนักสืบสวนเอฟบีไอที่สนิทสนมกัน แต่แล้วสายสัมพันธ์นั้นก็สั่นคลอนเมื่อพวกเขาค้นพบว่าลูกสาววัยรุ่นของสมาชิกทีมคนหนึ่งถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด เอสทีเอ็กซ์จะจัดจำหน่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 23 ตุลาคม

    ในปี 2016 เขาจะแสดงประกบอนาลีห์ ทิปตันและโซเฟีย แบล็ค-ดีเลียในภาพยนตร์ดรามาสยองขวัญไซไฟโดยเฮนรี จูสท์และแอเรียล ชูลแมนเรื่อง Viral ซึ่งจะจัดจำหน่ายโดยไดเมนชัน ฟิล์มส์ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ปี 2016 ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวหลังการแพร่ระบาดของไวรัสที่คร่าชีวิตมนุษย์โลกส่วนใหญ่ และจะโฟกัสที่หญิงสาวที่บันทึกชีวิตใหม่ของครอบครัวเธอภายใต้การกักกันโรคและพยายามจะปกป้องน้องสาวที่ติดเชื้อของเธอ

    ในปี 2013 เขาได้แสดงประกบมาร์ค รัฟฟาโล, เจสซี ไอเซนเบิร์กและเมลานี โลรองท์ในภาพยนตร์ฮิตม้ามืดโดยหลุยส์ เล็ทเทอร์เรียร์เรื่อง Now You See Me ซึ่งทำรายได้ไป 351 ล้านเหรียญทั่วโลก ในปี 2012 เขาได้แสดงในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในบ็อกซ์ออฟฟิศโดยทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์และจอช แทรงค์เรื่อง Chronicle ประกบเดน เดอฮานและไมเคิล บี. จอร์แดน ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของเพื่อนไฮสคูลสามคนที่ได้รับพลังพิเศษหลังจากค้นพบอะไรบางอย่างใต้ดิน และพบว่าชีวิตของพวกเขาหลุดพ้นจากการควบคุมเมื่อพวกเขาพบด้านมืดของตัวเอง

    ในปี 2008 เคลลีรับบทนักสืบเลสเตอร์ อิบาร์ราประกบแองเจลินา โจลีและจอห์น มัลโควิชในภาพยนตร์โดยคลินท์ อีสต์วู้ดเรื่อง Changeling ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์และจัดจำหน่ายโดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สและอิเมจิน เอนเตอร์เทนเมนต์ การแสดงในเรื่องนี้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในสิบนักแสดงน่าจับตามองของเดลี วาไรตี้

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึงภาพยนตร์ดังโดยจอร์จ โนลไฟเรื่อง The Adjustment Bureau ประกบแมทท์ เดมอนและเอมิลี บลันท์, ภาพยนตร์โดยดั๊ก ลีแมนเรื่อง Fair Game ประกบฌอน เพนน์และนาโอมิ วัตส์, ภาพยนตร์โดยเอฟ. แกรี เกรย์เรื่อง Law Abiding Citizen ประกบเจอราร์ด บัตเลอร์และเจมี ฟ็อกซ์, Did You Hear About the Morgans?, Defendor ประกบวู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน, Invincible ประกบมาร์ค วอห์ลเบิร์ก, ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์โดยยูนิเวอร์แซลเรื่อง Dawn of the Dead ที่กำกับโดยแซ็ค สไนเดอร์, Tenderness, The Narrows ที่กำกับโดยฟรังซัวส์ เวลล์, Broken English ซึ่งเขียนบทและกำกับโดยโซอี้ คาสซาเวทส์และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรนด์ จูรี ไพรซ์จากงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2007, Loggerheads ซึ่งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรนด์ จูรี ไพรซ์จากงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2005, ภาพยนตร์โดยเอ็ม. ไนท์ ชยามาลันเรื่อง Unbreakable, ภาพยนตร์โดยไมลอส ฟอร์แมนเรื่อง Man on the Moon และ River Red

    ผลงานจอแก้วเรื่องอื่นๆ ของเคลลีรวมถึงมินิซีรีส์เอชบีโอเรื่อง Generation Kill ซึ่งบันทึกการเดินทางของทหารเรือคนหนึ่งในกาจู่โจมที่นำทีมโดยกองทัพอเมริกันในแบกแดดในปี 2003 เขารับบทประจำในซีรีส์ยอดนิยมเรื่อง Criminal Minds: Suspect Behavior, The Good Wife, Person of Interest, Fringe, The Sopranos, Kojak และ Level 9 และรับบทรับเชิญในซีรีส์ Law & Order: Special Victims Unit, Law & Order: Criminal Intent, CSI: Miami, The Shield, Judging Amy, The Jury และ Third Watch

    เคลลีเป็นสมาชิกตลอดชีพของเดอะ แอ็กเตอร์ส สตูดิโอ เขาได้แสดงในละครเวทีหลายเรื่องเช่น Major Crimes โปรดักชันของอาร์เธอร์ เพนน์, Miss Julie โดยเธียเตอร์ สตูดิโอและ In Search of Strindberg โปรดักชันที่แสดงในกรุงสต็อคโฮล์ม ประเทศสวีเดน

    ปัจจุบัน เคลลีใช้ชีวิตอยู่ในนิวยอร์ก ซิตี้

    แซม เวิร์ธทิงตัน (Sam Worthington) รับบท กาย คอตเตอร์
    แซม เวิร์ธทิงตัน มีผลงานมากมายในจอแก้วและจอเงินของออสเตรเลีย และเขาก็ได้รับรางวัลสถาบันภาพยนตร์ออสเตรเลียในปี 2004 ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Somersault ไม่นานหลังจากนั้น เจมส์ คาเมรอนก็เลือกให้เขานำแสดงใน Avatar ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึง Clash of the Titans, Wrath of the Titans, Man on a Ledge, The Debt และ Terminator Salvation เขามีภาพยนตร์สามเรื่องเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตปี 2014 ได้แก่ The Keeping Room ประกบบริท มาร์ลิงและเฮลลีย์ สเตนเฟลด์, ดรามาครอบครัวออสเตรเลียเรื่อง Paper Planes และ Cake

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำมินิซีรีส์พีเรียดสัญชาติออสเตรเลียเรื่อง Deadline Gallipoli ซึ่งเขาควบคุมงานสร้างกับฟูล คลิป โปรดักชันส์ บริษัทของเขา

    เวิร์ธติงตันถูกวางตัวให้ถ่ายทำซีเควลของ Avatar ในปีนี้

    เคียร่า ไนต์ลี่ย์(Keira Knightley) รับบท แจน อาร์โนลด์
    ล่าสุด นักแสดงหญิงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดผู้นี้ เพิ่งแสดงในดรามาชีวประวัติโดยมอร์เทน ทิลดัมเรื่อง The Imitation Game เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดครั้งที่สองสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากบทโจน คลาร์คประกบเบเนดิค คัมเบอร์แบทช์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องของอลัน ทูริง (คัมเบอร์แบทช์) และทีมงานที่ยอดเยี่ยมของเขาที่เบลทช์ลีย์ ปาร์ค ศูนย์ถอดรหัสลับสุดยอดของอังกฤษ ระหว่างช่วงเวลามืดหม่นในสงครามโลกครั้งที่สอง ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์เทลลูไรด์ปี 2014 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ชื่นชม และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รับรางวัลพีเพิลส์ ชอยส์ อวอร์ดจากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต รวมถึงรางวัลอัลเฟรด พี. สโลน ฟีเจอร์ ฟิล์ม ไพรซ์จากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแฮมป์ตันส์

    เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา ไนท์ลีย์ยังได้รับบทนำ เมแกน ในภาพยนตร์โดยลินน์ เชลตันเรื่อง Laggies ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของหญิงสาวที่กำลังประสบวิกฤติชีวิตช่วงครึ่งครึ่งชีวิต ผู้ต้องการหลบหนีจากความเป็นจริง ไนท์ลีย์เป็นส่วนหนึ่งของทีมนักแสดงชื่อดัง ที่รวมถึงแซม ร็อคเวล, โคลอี้ เกรซ มอเรทซ์และมาร์ค เว็บเบอร์

    นอกเหนือจากนั้น ไนท์ลีย์ยังได้แสดงประกบมาร์ค รัฟฟาโลในภาพยนตร์โดยจอห์น คาร์นีย์เรื่อง Begin Again อีกด้วย เรื่องราวที่เน้นดนตรีเรื่องนี้เล่าเรื่องของเกรทตา (ไนท์ลีย์) ในตอนที่เธอย้ายไปนิวยอร์กกับแฟนหนุ่มที่คบกันมานาน แต่เธอกลับต้องหัวใจสลายเมื่อเขาเลือกเงินทองและชื่อเสียงมากกว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ชะตาชีวิตเธอพลิกผันไปในทางที่ดีขึ้นเมื่อผู้อำนวยการดนตรีอับโชค (รัฟฟาโล) บังเอิญมาพบเธอตอนร้องเพลงที่บาร์ในท้องถิ่น ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวและถูกขายที่งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตเมื่อปีที่แล้ว และจัดจำหน่ายโดยไวน์สตีน คัมปะนีในวันที่ 27 มิถุนายน ปี 2014

    ในปี 2005 เธอได้แสดงในภาพยนตร์โดยโจ ไรท์ที่ดัดแปลงจากนิยายโดยเจน ออสเตนเรื่อง “Pride & Prejudice” เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและรางวัลลูกโลกทองคำจากบทอลิซาเบธ เบนเน็ตของเธอ สองปีให้หลัง ไนท์ลีย์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลบาฟตาจากบทเซซิเลีย ทัลลิสในภาพยนตร์เรื่อง Atonement นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้แสดงในภาพยนตร์โดยไรท์เรื่อง Anna Karenina ที่ดัดแปลงจากนิยายโดยลีโอ โทลสตอย และดัดแปลงโดยทอม สต็อพเพิร์ด เจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด

    ในปี 2003 น์ลีย์รับบทนางเอกสาว อลิซาเบธ สวอนน์ในภาพยนตร์โดยกอร์ เวอร์บินสกี้เรื่อง Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl ประกบจอห์นนี เด็ปป์, ออร์ลันโด บลูมและจอฟฟรีย์ รัช ภาพยนตร์เรื่องนี้กวาดรายได้ไปกว่า 654 ล้านเหรียญทั่วโลก ไนท์ลีย์กลับมารับบทเดิมอีกครั้งซีเควลปี 2006 และ 2007 เรื่อง Pirates of the Caribbean: Dead Man’s Chest และ Pirates of the Caribbean: At World’s End หลังจากนั้น เธอก็ได้ร่วมงานกับเจอร์รี บรั๊คไฮเมอร์ ผู้อำนวยการสร้างของเรื่องดังกล่าวอีกครั้งในภาพยนตร์โดยอังตวน ฟูกัวเรื่อง King Arthur และเป็นส่วนหนึ่งของทีมนักแสดงในภาพยนตร์โดยริชาร์ด เคอร์ติสเรื่อง Love Actually

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ รวมถึงภาพยนตร์โดยจอห์น เมย์เบรีเรื่อง The Jacket และ The Edge of Love, ภาพยนตร์โดยเคนเนธ บรานาห์เรื่อง Jack Ryan: Shadow Recruit, ภาพยนตร์โดยฟรังซัวส์ จิราร์ดเรื่อง, ภาพยนตร์โดยซาอุล ดิ๊บบ์เรื่อง The Duchess ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบริติช อินดีเพนเดนท์ ฟิล์ม อวอร์ด (บีฟา) สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์โดยมาร์ค โรมาเนคเรื่อง Never Let Me Go ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบีฟาอีกครั้งหนึ่ง, ภาพยนตร์โดยแมสซี ทัดเจดินเรื่อง Last Night, ภาพยนตร์โดยวิลเลียม โมนาฮันเรื่อง London Boulevard, ภาพยนตร์โดยเดวิด โครเนนเบิร์กเรื่อง A Dangerous Method และภาพยนตร์โดยลอรีน สกาฟาเรียเรื่อง Seeking a Friend for the End of the World ซึ่งเธอแสดงประกบสตีฟ คาเรล

    บทแจ้งเกิดของเธอคือคอเมดีดรามาโดยกูรินเดอร์ ชัดดาเรื่อง Bend It Like Beckham ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงอังกฤษหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจากสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์ลอนดอน

    เธอได้เปิดตัวในภาพยนตร์เรื่องแรกเมื่ออายุสิบขวบในภาพยนตร์โดยแพทริค ดีวูลฟ์เรื่อง Innocent Lies หลังจากนั้น เธอก็ได้แสดงประกบธอรา เบิร์ชในภาพยนตร์โดยนิค แฮมม์เรื่อง The Hoe และในภาพยนตร์โดยกิลลีส์ แม็คคินนอนเรื่อง Pure รวมถึงได้แสดงประกบนาตาลี พอร์ทแมนในภาพยนตร์โดยจอร์จ ลูคัสเรื่อง Star Wars: Episode I–The Phantom Menace

    ด้านจอแก้ว ไนท์ลีย์เปิดตัวในภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์เรื่อง Royal Celebration ที่กำกับโดยเฟอร์ดินันด์ แฟร์แฟ็กซ์เมื่อตอนอายุได้หกขวบ ผลงานจอแก้วเรื่องอื่นๆ รวมถึงภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์และมินิซีรีส์เรื่อง The Treasure Seekers ที่กำกับโดยจูเลียต เมย์, Coming Home ที่กำกับโดยกิลส์ ฟอสเตอร์, Oliver Twist, Doctor Zhivago ที่กำกับโดยเกียโคโม แคมพิออตติและ Princess of Thieves ที่กำกับโดยปีเตอร์ เฮวิทท์ โดยเธอรับบทลูกสาวของโรบินฮู้ด

    ในเดือนธันวาคมปี 2009 ไนท์ลีย์ได้เปิดตัวบนเวทีเวสต์เอนด์ในละครโดยมาร์ติน คริมป์ที่แปลจากคอเมดีโดยโมลิแอร์เรื่อง The Misanthrope ที่จัดการแสดงโดยธีอา แชร์ร็อคที่คอเมดี เธียเตอร์ในกรุงลอนดอน การแสดงของเธอทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโอลิเวียร์ อวอร์ด รวมทั้งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลนาตาชา ริชาร์ดสัน อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีลอนดอน อีฟนิง สแตนดาร์ด เธียเตอร์ ในเดือนมกราคม ปี 2011 เธอได้หวนคืนสู่คอเมดี เธียเตอร์อีกครั้งเพื่อแสดงในละครโดยลิลเลียน เฮลแมนเรื่อง The Children’s Hour ที่จัดการแสดงโดยเอียน ริคสัน

    ไนท์ลีย์เป็นพรีเซ็นเตอร์ของชาแนลและได้ร่วมแสดงในแคมเปญของแบรนด์ในฐานะโกโก้ แมดมัวแซลล์

    หลังจากนี้ ไนท์ลีย์จะเปิดตัวบนเวทีบรอดเวย์ด้วยการแสดงนำใน Thérèse Raquin โปรดักชันของราวน์อเบาท์ เธียเตอร์ โดยละครเรื่องนี้เป็นการนำละครโดยเอมิล โซลามาดัดแปลงใหม่และจะกำกับโดยอีวาน แค็บเน็ต

    เอมิลี่ วัตสัน (Emily Watson) รับบท เฮเลน วิลตัน
    ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เอมิลี่ วัตสัน กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงที่โด่งดังที่สุดในแวดวงบันเทิง เธอได้รับความสนใจจากผู้ชมทั่วโลกเป็นครั้งแรกจากการแสดงที่น่าจดจำในบท เบส ในภาพยนตร์โดยลาร์ส ฟอน ทรีเออร์เรื่อง Breaking the Waves ซึ่งเป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ การแสดงที่น่าทึ่งของเธอทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์และรางวัลลูกโลกทองคำและได้รับรางวัลสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์นิวยอร์กและรางวัลเฟลิกซ์ อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมและรางวัลนักแสดงใหม่ชาวอังกฤษยอดเยี่ยมจากเวทีสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์ลอนดอนในปี 1997

    เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่สองและรางวัลลูกโลกทองคำ รวมทั้งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดและบาฟตา อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในปี 1999 จากการแสดงที่ตราตรึงใจในบทแจ็คกี้ ในภาพยนตร์โดยอ็อกโตเบอร์ ฟิล์มส์เรื่อง Hilary and Jackie ภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งเล่าเรื่องราวเศร้าสลดของนักเซลโลคลาสสิกชื่อดัง แจ็คเกอลิน ดู เปรอ กำกับโดยแอนนันด์ ทัคเกอร์

    เมื่อเร็วๆ นี้ วัตสันได้แสดงในภาพยนตร์พิเศษสามเรื่อง โดยเรื่องแรก Oranges and Sunshine ดัดแปลงจากอนุทินเรื่อง “Empty Cradles” และบอกเล่าเรื่องจริงของมาร์กาเร็ต ฮัมฟรีย์ส นักสังคมสงเคราะห์ผู้เปิดโปงเรื่องอื้อฉาวทางสังคมที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคสมัยใหม่ นอกจากนี้ เธอยังได้รับบทแม่ผู้ซึ่งลูกชายของเธอไปออกรบในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อขิงรางวัลออสการ์และลูกโลกทองคำของสตีเวน สปีลเบิร์กเรื่อง War Horse ด้านจอแก้ว เธอได้แสดงในภาพยนตร์ออริจินอลทางซันแดนซ์ แชนแนลเรื่อง Appropriate Adult ซึ่งเล่าเรื่องราวที่ไม่เคยมีการบอกเล่ามาก่อนของเจเน็ต ลีช (วัตสัน) และบทบาทของเธอในการเปิดโปงอาชญากรรมของคู่สามีภรรยาฆาตกร เฟร็ดและโรสแมรี เวสต์ การแสดงของเธอได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมอย่างล้นหลาม รวมทั้งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ รางวัลแซ็ก อวอร์ดและรางวัลคริติกส์ ชอยส์

    ผลงานล่าสุดของวัตสันรวมถึงภาพยนตร์โดยเจมส์ มาร์ชเรื่อง The Theory of Everything, ภาพยนตร์โดยเจมส์ เคนท์เรื่อง Testament of Youth, ภาพยนตร์โดยแอมม อาแซนเต้เรื่อง Belle, ภาพยนตร์โดยไบรอัน เพอร์ซิวัลเรื่อง The Book Thief, ภาพยนตร์โดยโจ ไรท์เรื่อง Anna Karenina ซึ่งเธอแสดงประกบจู๊ด ลอว์และเคียรา ไนท์ลีย์และภาพยนตร์ที่เขียนบทโดยนีล ลาบูทส์เรื่อง Some Girl(s)

    ผลงานภาพยนตร์ที่ผ่านมาของเธอรวมถึงภาพยนตร์โดยชาร์ลีย์ คอฟแมนเรื่อง Synecdoche, New York, ดรามารวมดาราเรื่อง Fireflies in the Garden ประกบจูเลีย โรเบิร์ตส์และวิลเลม เดโฟ, Miss Potter ประกบเรเน เซลวีเกอร์และยวน แม็คเกรเกอร์, Wah-Wah, The Proposition ประกบกาย เพียร์ซ, เลียม นีสันและจอห์น เฮิร์ท, Crusade in Jeans, ภาพยนตร์โดยทิม เบอร์ตันเรื่อง Corpse Bride, Separate Lies ประกบทอม วิลคินสันและรูเพิร์ต เอฟเวอร์เรตต์, The Life and Death of Peter Sellers ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำจากบทแอนน์ เซลเลอร์ส, ภาพยนตร์โดยพอล โธมัส แอนเดอร์สันเรื่อง Punch-Drunk Love, Red Dragon พรีเควลของ Silence of the Lambs, ภาพยนตร์โดยโรเบิร์ต อัลท์แมนเรื่อง Gosford Park, ภาพยนตร์โดยทิม ร็อบบินส์เรื่อง Cradle Will Rock, ภาพยนตร์โดยอลัน ปาร์คเกอร์เรื่อง Ashes ที่ดัดแปลงจากอนุทินรางวัลพูลิทเซอร์โดยแฟรงค์ แม็คคอร์ทและเธอรับบทนำและภาพยนตร์โดยอลัน รูดอล์ฟเรื่อง Trixie ซึ่งเธอแสดงประกบนิค โนลเต้ นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงประกบจอห์น เทอร์ทูโรในภาพยนตร์โดยจิม เชอริแดนเรื่อง The Boxer ประกบแดเนียล เดย์-ลูอิสและเธอก็ได้แสดงประกบคริสเตียน เบลในภาพยนตร์เรื่อง Metroland ซึ่งสร้างจากนิยายโดยจูเลียน บาร์เนสอีกด้วย

    ผลงานจอแก้วรวมถึงภาพยนตร์ทางไลฟ์ไทม์เรื่อง The Memory Keeper’s Daughter ที่เธอแสดงประกบเดอร์ม็อท มัลโรนีย์และเกรทเชน โมล ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่สร้างจากนิยายขายดีโดยคิม เอ็ดเวิร์ดส์ บอกเล่าเรื่องราวของพ่อคนหนึ่งที่แยกลูกชายลูกสาวฝาแฝดของตัวเองจากกันตั้งแต่แรกเกิดเพื่อไม่ให้เด็กชายและแม่ของเขารู้ว่าเด็กหญิงเกิดมาพร้อมกับอาการดาวน์ซินโดรม นอกจากนี้ เธอยังรับบทแม็กกี้ ทัลลิเวอร์ใน George Eliot’s The Mill on the Floss โปรดักชันของบีบีซี มาสเตอร์พีซ เธียเตอร์อีกด้วย

    ผลงานละครเวทีของวัตสัน ผู้คร่ำหวอดในแวดวงละครเวทีลอนดอน รวมถึง The Three Sisters, The Children’s Hour ที่รอยัล เนชันแนล เธียเตอร์และ The Lady From the Sea ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2002 เธอได้แสดงในละครสองเรื่องที่จัดแสดงที่ดอนมาร์ แวร์เฮาส์ เฮียเตอร์พร้อมๆ กัน ได้แก่ Uncle Vanya และ Twelfth Night โดยทั้งสองเรื่องกำกับโดยผู้กำกับรางวัลอคาเดมี อวอร์ด แซม เมนเดส (American Beauty, Road to Perdition) นอกจากนั้น ละครโปรดักชันเหล่านี้ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมยังได้เปิดการแสดงแบบจำกัดรอบที่บรู๊คลิน อคาเดมี ออฟ มิวสิคในนิวยอร์ก ซิตี้อีกด้วย นอกจากนี้ วัตสันยังได้ร่วมงานกับรอยัล เชคสเปียร์ คัมปะนีหลายครั้งในละครเวทีเรื่อง Jovial Crew, The Taming of the Shrew, All’s Well That Ends Well และ The Changeling

    เจค จิลเลนฮาล (Jake Gyllenhaal) รับบท สก็อต ฟิชเชอร์
    นักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด เจค จิลเลนฮาล ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะหนึ่งในนักแสดงที่เก่งกาจที่สุดของรุ่น ด้วยบทบาทที่บาดลึกถึงใจและบทบาทที่ท้าทายด้านพลกำลัง ที่กลายเป็นจุดเด่นให้กับผลงานของเขา

    จิลเลนฮัลเปิดตัวในแวดวงละครเวทีมิวสิคัลในต้นเดือนกรกฎาคม ปี 2015 ด้วยการสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ชมและนักวิจารณ์ในบทเซย์มัวร์ในคอนเสิร์ตอังกอร์สที่สร้างจากละครคลาสสิกเรื่อง Little Shop of Horrors ของโฮเวิร์ด แอชแมนและอลัน เมนเคน โดยเขาได้แสดงประกบเอลเลน กรีน ผู้กลับมารับบท ออเดรย์ ของเธออีกครั้ง

    เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว เขาได้แสดงในภาพยนตร์โดยแดน กิลรอยเรื่อง Nightcrawler ซึ่งเป็นหนึ่งในการแสดงที่โด่งดังและกล้าบ้าบิ่นที่สุดของเขาจนถึงปัจจุบัน บทคนรักสันโดษนิสัยพิลึกผู้พบว่าตัวเองเหมาะกับการเป็นนักข่าวอาชญากรรมสืบสวนผู้ไม่ยอมให้อะไรมาหยุดยั้งเขาจากการขุดคุ้ยเรื่องราวทำให้จิลเลนฮัลได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบาฟตา รางวัลลูกโลกทองคำ รางวัลแซ็ก อวอร์ด รางวัลคริติกส์ ชอยส์และรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดและได้รับการยกย่องให้เป็นนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมแห่งปี 2014 จากสมาคมนักวิจารณ์หลายแห่ง

    ในเดือนมกราคม ปี 2015 จิลเลนฮัลเปิดตัวบนเวทีบรอดเวย์ในละคโดยนิค เพย์นเรื่อง Constellations ซึ่งเปิดตัวด้วยเสียงวิจารณ์ชื่นชมอย่างล้นหลาม นักแสดงหนุ่มเปิดตัวบนเวทีละครนิวยอร์กในปี 2012 ด้วย If There Is I Haven’t Found It Yet สำหรับราวน์อเบาท์ เธียเตอร์ คัมปะนี ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลดรามา ลีก และลูซิลล์ ลอร์เทล อวอร์ด นี่เป็นการแสดงละครเวทีครั้งแรกของเขานับตั้งแต่ปี 2002 เมื่อเขาได้แสดงในละครโดยเคนเนธ โลเนอร์แกนเรื่อง This Is Our Youth บนเวทีเวสต์เอนด์ของลอนดอน ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลอีฟนิง สแตนดาร์ด เธียเตอร์ อวอร์ดสาขานักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม

    จิลเลนฮัลได้ร่วมงานกับทีมผู้สร้างที่ฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดหลายคนของฮอลลีวูดในทั้งภาพยนตร์สตูดิโอและภาพยนตร์อินดี เขาได้แสดงในภาพยนตร์ดังของอังลีเรื่อง Brokeback Mountain ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์และได้รับรางวัลบาฟตา อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์โดยเดวิด เอเยอร์เรื่อง End of Watch ซึ่งติดอันดับในลิสต์ 10 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2012 ของสมาคมนักวิจารณ์หลายแห่ง รวมถึงลิสต์ 10 ภาพยนตร์อินดียอดเยี่ยมของสมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติ, ภาพยนตร์ดังโดยเดนิส วิลเลเนิฟเรื่อง Prisoners and Enemy, ภาพยนตร์คัลท์ยอดนิยมโดยริชาร์ด เคลลีเรื่อง Donnie Darko, ภาพยนตร์โดยจิม เชอริแดนเรื่อง Brothers, ภาพยนตร์โดยดันแคน โจนส์เรื่อง Source Code, ภาพยนตร์โดยเดวิด ฟินเชอร์เรื่อง Zodiac, ภาพยนตร์โดยแซม เมนเดสเรื่อง Jarhead, ภาพยนตร์โดยจอห์น แมดเดนเรื่อง Proof, ภาพยนตร์โดยมิเกล อาร์เททาเรื่อง The Good Girl, ภาพยนตร์โดยแบรด ซิลเบอร์ลิงเรื่อง Moonlight Mile, ภาพยนตร์โดยนิโคล โฮโลฟเซเนอร์เรื่อง Lovely and Amazing, ภาพยนตร์โดยโจ จอห์นสตันเรื่อง October Sky และภาพยนตร์โดยเอ็ดเวิร์ด ซวิคเรื่อง Love & Other Drugs ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ

    ในปีนี้ จิลเลนฮัลได้แสดงในดรามาชกมวยโดยอังตวน ฟูกัวเรื่อง Southpaw สำหรับไวน์สตีน คัมปะนี ที่เปิดตัวในวันที่ 24 กรกฎาคม เรื่องราวนี้บอกเล่าเรื่องราวของนักมวยชิงรางวัล (จิลเลนฮัล) ระหว่างการพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด ผู้พยายามรักษาสถานะนักมวยของเขาเอาไว้ในขณะที่ทุกอย่างรอบตัวเขาพังทลายลง เขาจะได้แสดงประกบนาโอมิ วัตส์และคริส คูเปอร์ในภาพยนตร์โดยฌอน-มาร์ค วัลลีย์เรื่อง Demolition ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ถูกซื้อไปโดยฟ็อกซ์ เสิร์ชไลท์ พิคเจอร์ส

    ในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ จิลเลนฮัลจะเริ่มต้นถ่ายทำภาพยนตร์โดยทอม ฟอร์ดเรื่อง Nocturnal Animals ประกบเอมี อดัมส์

    ประวัติทีมผู้สร้าง

    บัลทาซาร์ คอร์มาคูร์ (Baltasar Kormakur)—กำกับโดย/อำนวยการสร้างโดย
    บัลทาซาร์ คอร์มาคูร์ เป็นนักแสดง ผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับ ผู้ซึ่งมีผลงานทั้งในแวดวงละครเวที ภาพยนตร์และโทรทัศน์ เขาเกิดในเมืองเรย์จาวิค ประเทศไอซ์แลนด์ เขาสำเร็จการศึกษาในฐานะนักแสดงจากไอซ์แลนด์ อคาเดมี ออฟ อาร์ตส์ในปี 1990 เขาได้เซ็นสัญญากับเนชันแนล เธียเตอร์ ออฟ ไอซ์แลนด์ ที่ซึ่งเขาได้เป็นหนึ่งในนักแสดงของที่นั่นจนกระทั่งปี 1997 ระหว่างสองปีสุดท้ายที่ทำงานที่นั่น เขาก็ได้กำกับงานท้าทายหลายเรื่อง หลังจากได้อำนวยการสร้างและกำกับละครเวทีอินดีที่ได้รับความนิยมอย่างสูงหลายเรื่อง ร่วมกับโปรเจ็กต์ต่างๆ ของเขาที่เนชันแนล เธียเตอร์

    ในปี 2000 เขาได้เขียนบท กำกับ แสดงและอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง 101 Reykjavik ซึ่งได้รับความนิยมทั่วโลกและได้รับรางวัลดิสคัฟเวอรี อวอร์ดจากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต หลังจากนั้น วาไรตี้ก็ได้เลือกให้เขาเป็นหนึ่งในสิบผู้กำกับน่าจับตามอง ร่วมกับอเลฮันโดร อินาร์ริตู, ลูคัส มู้ดดี้สัน, คริสโตเฟอร์ โนแลนและผู้กำกับหน้าใหม่คนอื่นๆ ในเวลานั้น ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็เริ่มก่อตั้งบลูอายส์ โปรดักชันส์ และนับตั้งแต่นั้นมา เขาก็โฟกัสไปที่การเขียนบท อำนวยการสร้างและกำกับภาพยนตร์ ภาพยนตร์ของเขาเรื่อง The Sea, A Little Trip to Heaven, Jar City และ White Night Wedding ล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จในไอซ์แลนด์และได้รับรางวัลนานาชาติหลายรางวัล ภาพยนตร์โดยคอร์มาคูร์เรื่อง The Deep ซึ่งบันทึกเรื่องราวโศกนาฏกรรมในชีวิตจริงของผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวจากเหตุเรือประมงล่มนอกชายฝั่งเยือกแข็งของไอซ์แลนด์ เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตปี 2012 The Deep ซึ่งเป็นตัวแทนของไอซ์แลนด์ในการส่งประกวดเวทีอคาเดมี อวอร์ด เป็นหนึ่งในตัวเก็งภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศของเวทีออสการ์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในไอซ์แลนด์ในวันที่ 21 กันยายน ปี 2012 และทำรายได้ไปกว่า 50% ของรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศในสุดสัปดาห์นั้น หลังจากนั้น ภาพยนตร์เรื่องนั้นก็ทำลายสถิติด้วยการคว้ารางวัลเอ็ดด้า อวอร์ดไปถึง 11 สาขา

    นับตั้งแต่ปี 2008 คอร์มาคูร์ได้กำกับภาพยนตร์หลายเรื่องในอเมริกา Inhale ภาพยนตร์อินดีที่อำนวยการสร้างโดยทเวนตี้ซิกส์ ฟิล์มส์ในแอลเอ และนำแสดงโดยเดอร์ม็อท มัลโรนีย์, ไดแอน ครูเกอร์และแซม เชพเพิร์ด เปิดตัวในเดือนตุลาคม ปี 2010 Contraband ที่นำแสดงโดยมาร์ค วอห์ลเบิร์ก, เบน ฟอสเตอร์และเคท เบคคินเซล ติดอันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศอเมริกาในช่วงสุดสัปดาห์แรกที่เปิดตัวในต้นเดือนมกราคม ปี 2012 ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่อำนวยการสร้างโดยเวิร์คกิ้ง ไทเทิล ฟิล์มส์และยูนิเวอร์แซล เป็นรีเมกภาพยนตร์โดยออสการ์ โจนัสสันเรื่อง Reykjavik-Rotterdam ซึ่งเขียนบทโดยอาร์นัลเดอร์ อินเดรียสัน คอร์มาคูร์ได้รับบทนำในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ซึ่งเขาอำนวยกาสร้างกับแอ็กเนส โจฮันสันผ่านทางบลูอายส์ โปรดักชันส์ แอ็กชันคอเมดีเรื่อง 2 Guns ภาพยนตร์อเมริกันเรื่องล่าสุดของเขา ซึ่งนำแสดงโดยเดนเซล วอชิงตัน และวอห์ลเบิร์ก ร่วมด้วยพอลลา แพตตัน, บิล แพ็กซ์ตันและเอ็ดเวิร์ด เจมส์ ออลมอส ขึ้นถึงอันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศในสุดสัปดาห์แรกที่เปิดตัวและทำรายได้ไปกว่า 131 ล้านเหรียญทั่วโลก

    เขาจะกำกับภาพยนตร์เรื่อง Viking ภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยทุนหนา ที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นในโลกของนักรบไวกิ้งและจะถ่ายทำในไอซ์แลนด์ นอกจากนี้ เขาจะเขียนบทและกำกับทริลเลอร์อาชญากรรมที่สร้างขึ้นจากเหตุการณ์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์ฟิลิปปินส์ปี 2013 เรื่อง On the Job ซึ่งสก็อต สตูเบอร์จะอำนวยการสร้างให้กับยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สอีกด้วย คอร์มาคูร์ได้ซื้อสิทธิในหนังสือไอซ์แลนด์เรื่อง “Independent People” ซึ่งทำให้ฮัลดอร์ แล็กซ์เนส นักเขียนของเรื่องได้รับรางวัลโนเบล เพื่อนำมาพัฒนาเป็นภาพยนตร์ และจะอำนวยการสร้างรีเมกอเมริกันเรื่อง Jar City ร่วมกับเดวิด ลินด์ ซีอีโอของลาวา แบร์ ฟิล์มส์ นอกจากนี้ เขายังอำนวยการสร้างดรามาไอซ์แลนด์ Fúsi Virgin Mountain ซึ่งผู้กำกับชาวไอซ์แลนด์ ดากูร์ คารี เป็นผู้กำกับ

    นอกเหนือจากนั้น เขายังได้ร่วมมือกับซีซีพี เกมส์ ผู้พัฒนาเกมมัลติเพลเยอร์อิสระชั้นนำของโลก เพื่อนำเกม “EVE Online” สู่จอแก้ว ซีรีส์ใหม่นี้จะนำแรงบันดาลใจจากผู้คนนับล้านๆ ที่ฝากความทรงจำไว้ในโลกของอีฟผ่านทางเรื่องราวที่ถูกส่งเข้าไปในเว็บไซต์ http://truestories.eveonline.com

    อาร์วีเค สตูดิโอส์ (อดีตบลูอายส์ โปรดักชันส์) ร่วมกับซีซีพี เกมส์ จะสร้างคอนเซ็ปต์และเรื่องราวออริจินอล ที่เกิดขึ้นในโลกของอีฟ ประวัติศาสตร์อนาคตของสังคมคู่แข่งที่ติดอยู่ในรูหนอนในโลกไซไฟดิสโทเปีย

    ผลงานภาพยนตร์ทุกเรื่องของคอร์มาคูร์ถูกสร้างขึ้นภายใต้อาร์วีเค สตูดิโอส์ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งเปิดสาขาโทรทัศน์และได้ร่วมมือกับดาดี้ ไอนาร์สันและเฟรมสโตร์ บริษัทวิชวล เอฟเฟ็กต์ของไอซ์แลนด์

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *