EVEREST

  • ผมว่าอย่างน้อยเราๆคนไทยน่าจะเคยได้ยินชื่อ “ภูเขาเอเวอร์เรต” มาไม่มากก้น้อยอย่างน้อยก้น่าจะหนังสือแบบเรียนโลกของเราสมัยมัธยมปีที่สาม (ปีหนึ่งประเทศของเรา ปีที่สองเพื่อนบ้านของเรา และปีที่สามกับโลกของเรา) หรือ ล่าสุดกับกรณีแผ่นดินไหวที่เนปาลที่มีคนไทยเสียชีวิตในบริเวณที่เดียวกับที่หนังถ่ายมาในฉากหนึ่งที่เป้นที่ตั้งแคมป์ของผู้ที่มาปีนเขานี้

    ตัวภาพยนต์นั้นถ่ายทำและนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มนักเดินทางที่ต้องการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรต ที่ประกอบด้วยบุลคลหลากหลายอาชีพ และเหตุผลของการมาเพื่อพิชิตนั้นก็แตกต่างกันออกไปตามแต่ละคน โดยมีผู้นำพาเป้นหนึ่งในทีมของผู้ให้บริการที่มีอยู่ประมาณสี่ถึงห้าทีม พร้อมเรื่องราวของเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะพาเราไปรู้จักความอันตรายของยอดเขาที่ใครหลายคนอยากไปพิชิตนี้ พร้อมๆกับเปิดมุมมองของตัวละครแต่ล่ะคนอย่างย่นย่อแต่พอจะให้เราได้เข้าใจในแต่ล่ะคน ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ จนถึงจุดยอกเขาที่หลายคนปราถนา และตามมาด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากนั้น ก่อนที่จะปิดเรื่องกับภาพบุลคลจริงๆเหล่านั้นในเครดิตปิดท้าย

    เพราะบางครั้งคำว่า “Base on true story” นี่อาจจะเสียดแทงความรู้สึก(ของผม)ได้จริง เพราะเมื่อมามองดูเรื่องราวที่หนังสื่อผ่านเรื่องราวที่เล่ามาถึงการพยายาม ที่จะผ่าฟันไปให้ถึงสิ่งที่ตัวเองตั้งใจมั่นหมายไว้ และเมื่อสิ่งที่ต้องการนั้นไม่ได้มาง่ายๆ มันจึงไม่ใช่แค่ทรัพย์สินเงินทองที่คุณเสียไป แต่อาจจะหมายถึงชีวิตของคุณ(และคนอื่นๆ) หากคุณไม่พร้อม ไม่รู้จักสภาวะร่างกายตัวเอง และที่สำคัญที่สุดจิตใจของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดื้อรั้นที่จะพยายามทำให้ได้นอกจะพาตัวเองไปสู่จุดสุด ท้ายของชีวิตแล้วยังพาลากคนอื่นไปอีกด้วย

    โดยดาราที่มาแสดงนั้นก็มากหน้าหลายตา Jason Clarke, Josh Brolin, Jake Gyllenhaal, Emily Watson, Sam Worthington, Keira Knightley โดยบางคนนั้นน่าจะเรียกว่าเป้นแขกรับเชิญมากกว่า เพราะโดยหลักแล้วตัวละครที่เป็นตัวขับเคลื่อนนั้นคงเป็น Jason Clarke, Josh Brolin, Jake Gyllenhaal แต่พระเอกของเรื่องจริงนั้นน่าจะเป็นในเรื่องของการถ่ายทำ คอมพิวเตอร์กราฟิค ที่สามารถกลมกลืนกันระหว่างสถานที่จริง และ สตูดิโอ ความเป็นมิติของของภาพในความเป็นสามมิติทั้งทุ่งน้ำแข็ง เกล็ดหิมะ เมื่อบวกกับการแสดงภาพในระบบภาพยนต์(จะจอธรรมดา หรือ ไอแม็กซ์ก็ตาม) ย่อมน่าจะให้ประสิทธิภาพมากกว่าการนอนรอชมในระบบ Home Theater แน่นอน

    ดูดีไหม เป็นหนังอีกเรื่องของปีที่ผมประทับใจในเรื่องของการถ่ายภาพ ความเป็นสามมิติ ส่วนเนื้อเรื่องไม่ได้เลวร้ายเพียงแต่แค่ผมทำใจไม่ได้กับตัวละครแค่นั้นเองครับ

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *