JAP CLUB

Evil Dead

Evil Dead

  • Genres:Horror, Remake
    Running Time:1 hour 30 minutes
    Release Date:April 5, 2013
    MPAA Rating:R (for strong bloody violence and gore, some sexual content and language)
    Distributors:TriStar Pictures
    Starring:Jane Levy, Shiloh Fernandez, Lou Taylor Pucci, Jessica Lucas, Elizabeth Blackmore
    Directed by:Fede Alvarez

    กระท่อมในป่าที่ห่างไกลผู้คนกลายเป็นห้องสยองขวัญเลือดโชก เมื่อกลุ่มเพื่อนวัย 20 กว่าๆ ได้ปลุกปีศาจโบราณให้ตื่นขึ้นมาโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ใน Evil Dead รีเมกภาพยนตร์คัลท์สยองขวัญยอดนิยมของแซม ไรมีเมื่อปี 1981 ที่หลายคนรอคอย Evil Dead ที่นำแสดงโดยทีมนักแสดงหน้าใหม่ไฟแรง เป็นภาพยนตร์ชวนขนหัวลุกที่ผสมผสานความตื่นเต้นและการสยดสยองที่น่าชื่นชมของต้นฉบับเข้ากับเรื่องหักมุมใหม่ๆ ที่น่าตกตะลึง

    ไมอา (เจน เลวี) หญิงสาว ผู้ซึ่งชีวิตของเธอเกิดบาดแผลจากความสูญเสียและการติดยา ขอให้เดวิด พี่ชายของเธอ (ไชโลห์ เฟอร์นันเดซ), แฟนสาวของเขา นาตาลี (อลิซาเบธ แบล็คมอร์) และเพื่อนสมัยเด็กของพวกเขา โอลิเวีย (เจสสิก้า ลูคัส) และอีริค (ลู เทย์เลอร์ ปุชชี) มารวมตัวกันที่กระท่อมเก่าผุพังของครอบครัว เพื่อช่วยให้เธอก้าวพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่เสียที พอไปถึงที่นั่น เธอได้ทำลายยาเสพติดทั้งหมดที่เธอมี และสาบานว่าจะเลิกยาให้ได้ต่อหน้าเพื่อนๆ ของเธอ

    ภายใน พวกเขาตกตะลึงที่ได้ค้นพบว่า มีคนบุกรุกเข้าไปในกระท่อมที่ถูกทิ้งร้าง ห้องใต้ดินถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นแท่นบูชาน่าสยดสยอง ที่ล้อมรอบไปด้วยสัตว์ที่ถูกพันร่างเป็นมัมมีนับสิบๆ ตัว อีริคหลงใหลในหนังสือโบราณที่เขาค้นพบที่นั่น ด้วยความติดใจในเนื้อหาที่ลึกลับของมัน เขาก็เลยอ่านข้อความในนั้นออกมา โดยไม่สงสัยเลยถึงผลลัพธ์ที่น่าสะพรึงกลัวที่เขากำลังจะปลดปล่อยออกมา

    ขณะที่อาการลงแดงของไมอาเลวร้ายขึ้น เธอก็เริ่มสติแตกและพยายามจะหนี แต่เธอก็ต้องถอยกลับเมื่อเห็นภาพที่น่าสะพรึงกลัว ที่กระท่อม พฤติกรรมของเธอเริ่มรุนแรงจนเพื่อนๆ เธอจำเป็นต้องพันธนาการเธอเอาไว้ เมื่อติดอยู่ข้างในกระท่อมด้วยพายุร้ายที่โหมกระหน่ำ พวกเขาก็เริ่มทำร้ายกันเอง ทีละคนๆ และยิ่งการทำร้ายกันของพวกเขารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เดวิดก็จำต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจที่ไม่อาจจินตนาการได้

    Evil Dead นำแสดงโดยเจน เลวี (“Suburgatory”), ไชโลห์ เฟอร์นันเดซ (Red Riding Hood), ลู เทย์เลอร์ ปุชชี (Carriers), เจสสิก้า ลูคัส (Cloverfield) และอลิซาเบธ แบล็คมอร์ (Legend of the Seeker)

    เฟด อัลวาเรซ เปิดตัวผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาด้วยบทภาพยนตร์ที่เขียนโดยอัลวาเรซและโรโด ซายากิวส์ ผู้อำนวยการสร้างของเรื่องได้แก่ร็อบ ทาเพิร์ต (30 Days of Night), แซม ไรมี (แฟรนไชส์ Spider-Man) และบรูซ แคมป์เบล (ผู้แสดงและร่วมอำนวยการสร้างภาพยนตร์ภาคแรก) ผู้ควบคุมงานสร้างได้แก่ นาธาน คาเฮน (Hope Springs, The Grudge), โจ เดรค (Hunger Games, Juno), เจ.อาร์.ยัง (The Possession) และปีเตอร์ ชเลสเซล (Drive) ผู้ร่วมอำนวยการสร้างได้แก่นิโคล บราวน์ (The Possession, 50/50) และแมทธิว ลีโอเน็ตติ, จูเนียร์ (The Possession, The Amazing Spider-Man) ผู้ช่วยงานสร้างคือแซลลี แคมป์เบล ผู้กำกับภาพคือแอรอน มอร์ตัน (“Spartacus: Vengeance”) ผู้ออกแบบงานสร้างคือโรเบิร์ต กิลลีส์ (Bridge to Terebithia) มือลำดับภาพคือไบรอัน ชอว์ (“Spartacus: Vengeance”) ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายคือซาราห์ วูน (“Mercy Peak”) ดนตรีประพันธ์โดยโร้ค บานอส (Intruders) ออกแบบเมคอัพและทรงผมโดยเจน โอ’ เคน ออกแบบเมคอัพและชิ้นส่วนเทียมโดยโรเจอร์ เมอร์เรย์ คัดเลือกนักแสดงโดยแมนดี้ เชอร์แมน, ซีเอสเอและซารี ไนท์,ซีเอสเอ

    ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความยาว 90 นาที

    เกี่ยวกับงานสร้าง
    ในปี 1981 The Evil Dead ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์และโรงภาพยนตร์ไดรฟ์อินทั่วโลก มันสร้างความสะพรึงกลัวให้กับคอหนัง แบ่งผู้ชมออกเป็นสองขั้วและแจ้งเกิดให้กับผู้กำกับแซม ไรมี, ผู้อำนวยการสร้างร็อบ ทาเพิร์ตและนักแสดงบรูซ แคมป์เบล The Evil Dead เรื่องราวของเพื่อนห้าคนที่ไปยังกระท่อมร้างในป่าเพื่อปาร์ตี้กัน และบังเอิญไปปลดปล่อยวิญญาณร้ายให้เป็นอิสระ สร้างความประหลาดใจให้กระทั่งผู้สร้างของเรื่อง ด้วยการกลายเป็นภาพยนตร์คัลท์คลาสสิกและเป็นเหมือนภาพยนตร์ที่พลาดไม่ได้ในการก้าวสู่ประสบการณ์โลกภาพยนตร์สยองขวัญสำหรับแฟนๆ นับล้านๆ คน

    จำนวนผู้ชมที่คลั่งไคล้ The Evil Dead มากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีตั้งแต่ที่มือใหม่ทั้งสามคน ที่มีทุนสร้างจำกัดจำเขี่ยได้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ยังคงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดตลอดกาล ขึ้นมา ไรมี, ทาเพิร์ตและแคมป์เบลคุยกันถึงเรื่องการสร้างรีเมกภาพยนตร์เรื่องนี้มาหลายปีแล้ว “ตอนที่เราสร้าง The Evil Dead ขึ้นมา แค่ทำงานให้รอดไปวันๆ ก็เหนื่อยมากพอแล้วครับ” ทาเพิร์ตบอก “เราไม่เคยคิดฝันเลยว่ามันจะเป็นแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จ ที่มีภาคต่ออีกสองภาคน่ะครับ”

    Evil Dead ภาพยนตร์เรื่องใหม่ เป็นการตีความใหม่ของหนึ่งในภาพยนตร์สยองขวัญที่มีความแปลกใหม่ที่สุดและประสบความสำเร็จสูงสุดเท่าที่เคยมีการสร้างมา ด้วยไรมี, ทาเพิร์ตและแคมป์เบลในหน้าที่อำนวยการสร้าง Evil Dead จึงอยู่บนเส้นทางที่จะสร้างความสะพรึงกลัวให้กับผู้ชมรุ่นใหม่ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีศตวรรษที่ 21 เข้ากับองค์ประกอบภาพยนตร์สยองขวัญคลาสสิกแบบฮาร์ดคอร์

    ไรมีเป็นคนแรกที่เกิดความคิดที่จะสร้างภาพยนตร์เรื่องที่สี่ขึ้นมา “ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องผีดีๆ ที่สมควรจะถูกบอกเล่าอีกครั้งบนจอเงิน แต่ครั้งนี้ด้วยภาพวิชวลคุณภาพสูงและเสียงที่ดีเยี่ยม” เขาบอก “เราต้องถ่ายทำเรื่องแรกใน 16 ม.ม. ส่วนเสียงก็เป็นแบบโมโนเพราะเราไม่มีงบสำหรับสเตอริโอ ไม่ต้องพูดถึงเสียงเซอร์ราวน์ 5.1 เลย เราอาจจะมีฟิล์มแค่หกสิบชุดเท่านั้น มันก็เลยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์แบบจำกัดมากๆ มันเข้าฉายแค่ในบางพื้นที่เพราะมันไม่ถูกจัดเรต ดังนั้น แทบทุกคนที่ได้ดูหนังเรื่องนั้นถ้าไม่ดูทางวิดีโอเทปก็จะดูทางดีวีดี แม้แต่ตอนที่มันขึ้นจอเงิน มันก็ถูกฉายด้วยภาพและเสียงที่ลดคุณภาพลงมาครับ”

    ในทางกลับกัน แคมป์เบลรู้สึกลังเลที่จะกลับไปหาเรื่องราวนี้อีกครั้ง “แฟนๆ ได้เห็นเฟร็ดดี้และเจสันและตัวละครตัวโปรดในหนังสยองขวัญของพวกเขาออกมาโลดแล่นในหนังเรื่องแล้วเรื่องเล่า” แคมป์เบลบอก “มันมีเสียงเรียกร้องให้สร้างหนังอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมา แต่ผมจะถือเลื่อยวิ่งเปลือยอกไปอีกซักกี่ปีล่ะ มันมีขีดจำกัดในเรื่องพวกนั้นนะครับ”

    ไรมีเองรู้สึกว่า การนำภาพยนตร์ต้นฉบับมาตีความใหม่น่าจะเป็นการแจ้งเกิดให้กับผู้กำกับรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี “มันเหมือนกับเรื่องผีที่เล่ารอบกองไฟ ที่จะมีการเล่าใหม่ในทุกๆ รุ่น และก็มีการต่อเติมมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปครับ”

    ผู้เล่าเรื่องในกรณีนี้คือผู้กำกับเฟด อัลวาเรซ “เขาเป็นผู้กำกับคนเก่งครับ” ไรมีบอก “ผมอยากให้เขาเป็นคนที่บอกเล่าเรื่องผีของผมให้คนรุ่นใหม่ ด้วยภาพและเสียงชั้นเยี่ยม บนจอเงิน ที่ผู้ชมจะได้เห็นมันในแบบที่มันควรจะเป็น เป็นครั้งแรกน่ะครับ”

    อัลวาเรซแจ้งเกิดในแวดวงภาพยนตร์ด้วยภาพยนตร์ขนาดสั้นปี 2010 เรื่อง Panic Attack ทริลเลอร์ห้านาทีสุดสร้างสรรค์ ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการโจมตีมอนทีวิดีโอ เมืองหลวงของอุรุกวัย ของหุ่นยนต์ยักษ์ Panic Attack มียอดผู้ชมกว่า 7 ล้านครั้ง (และตัวเลขก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ) ทาง YouTube และได้รับความสนใจจากวงการภาพยนตร์ในทันที

    ไรมีและทาเพิร์ตเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มแฟนของภาพยนตร์ขนาดสั้นเรื่องนั้นของอัลวาเรซ พวกเขาได้ทำข้อตกลงกับเขาอย่างรวดเร็วให้เขาพัฒนามันเป็นภาพยนตร์ที่โกสต์ เฮาส์ พิคเจอร์ส ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับนาธาน คาเฮนและโจ เดรค ที่มีวัตถุประสงค์ในการสร้างภาพยนตร์สยองขวัญ ทริลเลอร์

    “แต่ก็เหมือนกับที่เกิดขึ้นบ่อยๆ โปรเจ็กต์นั้นก็ล่าช้า” ทาเพิร์ตกล่าว “แซมกลายเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของเฟดและเสนอให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมใน Evil Dead เฟดอยากจะเขียนบทหนังเรื่องนี้กับคู่หูของเขา โรโด ซายากิวส์เหมือนกัน เขาก็เลยมาพร้อมกับข้อเสนอเต็มรูปแบบ เขาแสดงให้เราได้เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องเก็บตัวละครของบรูซเอาไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ สำหรับบรูซ มันทำให้เขาเห็นว่ามันเป็นโปรเจ็กต์ใหม่ และท้ายที่สุด ทุกอย่างก็เริ่มเดินหน้าอย่างรวดเร็วครับ”

    อัลวาเรซและซายากิวส์ได้เสนอมุมมองใหม่ที่น่าตกตะลึงสำหรับ The Evil Dead ที่ยังคงซื่อตรงต่อแก่นแท้ของเรื่อง แต่ก็นำเสนอตัวละครใหม่ๆ และทำการเปลี่ยนแปลงพล็อตไปเล็กน้อย ให้กับทั้งสองคน “บรูซ, ร็อบและแซมรู้สึกได้จากข้อเสนอนั้นว่าพวกเขามีอะไรคล้ายๆ กัน” ผู้ควบคุมงานสร้างเจ.อาร์. ยัง กล่าว “เฟดและโรโดเข้าใจดีถึงสิ่งที่จำเป็นต่อการสร้างหนัง Evil Dead และพวกเขาก็สามารถทำให้มันกลายเป็นหนังของพวกเขาได้”

    ผู้กำกับ/มือเขียนบทกล่าวว่า เป้าหมายหลักตลอดมาของเขาคือการสร้างภาพยนตร์ที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ “สำหรับผมแล้ว หนังที่ผมนำเสนอคือหนังที่ผมได้ดูตอนอายุสิบสองและได้ดู The Evil Dead เป็นครั้งแรก มันไม่เหมือนกับหนังเรื่องไหนที่ผมเคยดูมาก่อนและเรื่องราวก็เกิดขึ้นในโลกที่เพี้ยนมากๆ มันเป็นโทนที่ผมอยากจะหยิบยกมาใช้อีกครั้งและนั่นก็คือไอเดียที่เราต่างก็เห็นพ้องต้องกันในทันทีครับ”

    “เรายึดมั่นกับสิ่งเดียวเท่านั้น คือการทำให้แน่ใจว่าเราจะรักษาทุกอย่างที่จำเป็นและเป็นอมตะเกี่ยวกับหนังต้นฉบับเอาไว้และปรับปรุงส่วนที่เหลือให้ทันสมัยขึ้นครับ” อัลวาเรซกล่าว “เรารักษาไอเดียของกลุ่มเพื่อนสนิทในสถานที่ที่น่าจะเป็นสถานที่ปลอดภัยเอาไว้ แต่พอไปถึงที่นั่น พวกเขากลับพยายามฆ่ากันเอง สำหรับผม นั่นเป็นความรู้สึกที่น่ากลัวมากๆ มันเลวร้ายยิ่งกว่าการที่คนแปลกหน้ามาเข่นฆ่าคุณในหนังซอมบี้ซะอีก เพื่อนสนิทคุณกลับหันมาเล่นงานคุณ คนแล้วคนเล่า เหมือนกำแพงถูกบีบอัดเข้ามา นั่นเป็นส่วนหนึ่งของเวทมนตร์ของหนังต้นฉบับครับ และความรู้สึกนั้นก็ติดใจผมเสมอมา”

    การตัดสินใจว่าจะปรับปรุงองค์ประกอบไหนเป็นงานที่ยากที่สุด เขากล่าว เขาให้ไมอา เด็กสาวที่พยายามจะเลิกยา มาเป็นตัวเอกของเรื่อง “เธอต้องสู้กับอาการลงแดงและเพื่อนๆ เธอก็พยายามจะช่วย” อัลวาเรซอธิบาย “ในต้นฉบับ เด็กๆ ไปที่นั่นเพื่อสูบกัญชาและดื่มเหล้า ซึ่งก็สมเหตุสมผลเพราะตัวละครพวกนั้นอายุน้อยกว่านิดหน่อยน่ะครับ เราก็เลยต้องการอีกเหตุผลหนึ่งที่จะไปที่กระท่อมหลังนั้น ผมคิดว่านี่เป็นคอนเซ็ปต์ที่แข็งแรงและเข้าถึงได้ มันไม่เชิงว่าเป็นเรื่องของยาเสพติด แต่เป็นเกี่ยวกับทุกสิ่งที่คุณพยายามจะทิ้งไว้เบื้องหลัง และนั่นก็คือธีมของหนังทั้งเรื่องครับ การรู้เส้นทางก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การเดินตามเส้นทางนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตัวละครทุกตัวต่างก็ต้องลำบากกับเรื่องนั้นครับ”

    ทาเพิร์ตประทับใจที่ว่าคอนเซ็ปต์เบื้องต้นของเรื่องนี้ใกล้เคียงกับภาพยนตร์ต้นฉบับมากแค่ไหน โดยไม่ลอกเลียนแบบพล็อตเรื่องแบบตรงๆ “เนื้อเรื่องต่างออกไปก็จริง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ก็จะมีคนเปิดหนังสือ และสิ่งเลวร้ายก็จะเกิดขึ้นครับ”

    “เฟดรักงานของเขามากๆ” ทาเพิร์ตกล่าวเสริม “ยิ่งเรารู้จักเขาดีเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมั่นใจว่าเขาเหมาะกับงานนี้ เขารู้ว่าอะไรที่สำคัญ เขาไม่ได้มีมุมมองของเราเกี่ยวกับเรื่องนี้ซะทีเดียว เขาก็เลยใส่สิ่งที่สดใหม่เข้าไปแทนครับ”

    Evil Dead เป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา “แต่เรารู้ว่าเขาเป็นคนที่ใช่ด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกัน” ยังบอก “เขามี The Evil Dead ในสายเลือด เขารู้ถึงความรับผิดชอบที่เรามีต่อแฟนๆ ที่ต้องนำเสนอสิ่งที่พิเศษสุดให้กับพวกเขา Panic Attack พิสูจน์ให้เห็นว่าเฟดสามารถทำงานภายใต้ทรัพยากรจำกัดเพื่อสร้างสิ่งที่พิเศษสุดจริงๆ ออกมาได้ เมื่อผมมองย้อนกลับไปที่สิ่งที่แซม ร็อบ และบรูซทำในตอนที่พวกเขาสร้างหนังเรื่องแรกขึ้นมา มันก็เกิดจากสิ่งเดียวกับที่เฟดมี นั่นคือความปรารถนาที่จะสร้างสิ่งที่สุดเหวี่ยงและน่ากลัวสำหรับผู้ชมครับ”

    การร่วมงานกันครั้งนี้เป็นเหมือนฝันที่เป็นจริงสำหรับผู้กำกับมือใหม่ เขามีอิสระอย่างมหาศาลที่จะสร้างโปรเจ็กต์ของตัวเอง เขาก็มีประสบการณ์รวมกันของไรมี, ทาเพิร์ตและแคมป์เบลมาคอยรองรับเขาไว้ “พวกเขาพยายามสนับสนุนผมเสมอและพวกเขาก็เสนอแนะมุมมองสุดเพี้ยนของพวกเขาด้วยครับ” อัลวาเรซกล่าว

    ทีมงานชุดเดิมรู้ว่าพวกเขาต้องถอยห่างจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เป็นของพวกเขามานานกว่าสามสิบปี เพื่อเปิดโอกาสให้อัลวาเรซสร้างภาพยนตร์ที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะสามารถทำได้ “เราช่วยก็จริง แต่มันก็เหมือนกับการที่พ่อแม่ต้องปล่อยมือจากจักรยานของลูกตอนที่ลูกปั่นจักรยานออกไปน่ะครับ” ทาเพิร์ตกล่าว “ไม่ว่าจะมีคำแนะนำมากแค่ไหน เราต่างก็ต้องสัมผัสสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองครับ”

    ไรมีทำงานอย่างใกล้ชิดกับอัลวาเรซในการพัฒนาบท แต่ก็ให้อิสระกับเขาในการสร้างภาพยนตร์ของตัวเองขึ้นมาด้วย “ยกตัวอย่างเช่น ผมชอบบททรีทเมนต์และบทหนังของเขา แต่ผมก็ให้ข้อเสนอแนะสั้นๆ กับทั้งสองอย่าง เราไม่เคยยืนยันที่จะเลือกอะไรซักอย่างเพราะเรารู้ว่าเรามีมือเขียนบทและผู้กำกับฝีมือเยี่ยมอยู่แล้ว เราก็แค่เสนอแนะออกไป บางครั้ง เขาก็ทำตามนั้น บางครั้งก็ไม่ แต่ทุกครั้งที่เขาร่างบทขึ้นมา บทก็จะดีขึ้นๆ เรื่อยๆ ครับ”

    “กับการลำดับภาพก็เป็นเหมือนกันครับ” ไรมีกล่าวต่อ “มีหลายสิ่งที่เราคัดค้าน บางที เขาก็ฟังเรา บางครั้งก็ไม่ ผมค่อยๆ สละอำนาจในเชิงศิลปะให้กับเขา เพราะผมเคารพในวิสัยทัศน์ของเขาครับ”

    “ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรามอบให้กับเฟดคือการไม่บงการเขาครับ” แคมป์เบลบอก “เราโฟกัสในสิ่งที่เราอยากจะรักษาไว้กับแฟรนไชส์นี้ ส่วนที่เหลือก็เป็นเรื่องของเฟดล้วนๆ ครับ”

    ในตอนที่มีการประกาศจะสร้างรีเมกเรื่องนี้ขึ้นมา มีความกังวลในหมู่แฟนๆ ซึ่งทีมผู้สร้างก็รู้สึกอ่อนไหวกับเรื่องนี้อย่างมาก “แฟนๆ เป็นกลุ่มคนสำคัญครับ” ไรมีบอก “หนังต้นฉบับอยู่ได้ก็เพราะคนกลุ่มหนึ่งพบมันตอนเป็นวิดีโอและเริ่มบอกต่อกับเพื่อนๆ ของพวกเขา พวกเขาทำให้เราสามารถสร้างซีเควลอีกสองภาคได้ จริงๆ แล้ว พวกเขาทำให้เราสามารถสร้างหนังเรื่องนี้ ในอีก 30 ปีให้หลังด้วยครับ ดังนั้น แฟนๆ ก็เลยเป็นทุกสิ่ง และผมคิดว่าหนังเรื่องนี้จะมอบสิ่งที่พวกเขาต้องการให้กับพวกเขาครับ”

    แต่ทาเพิร์ตก็กล่าวว่า ภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้จะไม่ใช่รีเมกธรรมดาๆ แต่จะเป็นการตีความใหม่โดยสิ้นเชิง “เด็กๆ ห้าคนก็ยังจะไปกระท่อมในป่า และพวกเขาก็ถูกเข้าสิงทีละคนๆ แต่มันก็มีเรื่องหักมุมหลายๆ อย่างที่ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากต้นฉบับมากๆ มันเป็นการผจญภัยที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงเลยครับ”

    ในส่วนของเขา อัลวาเรซดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านกับแรงกดดันของการต้องเปรียบเทียบกับต้นฉบับ “ความกดดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผมคือการพยายามสร้างหนังที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” เขากล่าว “ใช่ครับ เรากำลังรีเมกหนังคลาสสิก แต่ผมก็ไม่เห็นว่าการที่คุณทำอะไรกับหนังเรื่องใหม่จะเป็นเรื่องสำคัญ หนังเรื่องเดิมก็ยังอยู่ตรงนั้น มันจะไม่ดีขึ้นหรือเลวร้ายลงเพราะมีหนังเรื่องใหม่เกิดขึ้น Evil Dead สามภาคก่อนก็ยังจะอยู่ให้แฟนๆ ได้ชม นี่เป็นเพียงแค่ตำนานบทใหม่เท่านั้นเอง เราไม่ได้เขียนบทหนังต้นฉบับใหม่ เราก็แค่มองมันจากอีกมุมมองเท่านั้นเอง”

    อัลวาเรซกล่าวว่า รีเมกมีเสน่ห์น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับเขาเพราะภาพยนตร์เรื่องโปรดในวัยเด็กของเขาหลายเรื่อง ซึ่งรวมถึง The Thing และ The Fly ก็ถูกสร้างขึ้นจากภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ด้วยเช่นกัน “แต่ผมไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับหนังต้นฉบับมาก่อน มันนานกว่า 30 ปีแล้วนับตั้งแต่ Evil Dead ต้นฉบับ และผมก็คิดว่ามันถึงเวลาเหมาะสมแล้วที่จะตีความมันใหม่เพื่อผู้ชมกลุ่มใหม่ และพวกเขาก็จะไม่ได้รับสิ่งที่ถูกทำให้เจือจางลงแม้แต่น้อย นี่เป็นหนังสยองขวัญแบบจัดหนักเลยครับ”

    The Evil Dead ได้ก่อให้เกิดกระแสโต้เถียงใหญ่โตตอนที่มันเข้าฉายครั้งแรก ผู้จัดจำหน่ายเลือกที่จะนำภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายโดยไม่จัดเรต เพราะคาดว่าภาพที่รุนแรงของมันจะทำให้มันได้รับเรต X ทำให้มันเข้าฉายได้แบบจำกัด ทาเพิร์ตตั้งข้อสังเกตว่า แม้ว่าภาพยนตร์ต้นฉบับจะฉายแบบไม่ถูกตัดทอนทางโทรทัศน์ในปัจจุบัน แต่ในปี 1981 ผู้ชมไม่เคยได้เห็นอะไรแบบนี้มาก่อน

    “การสร้างหนังสยองขวัญเยี่ยมๆ เป็นความอุตสาหะอย่างยิ่งยวดครับ” ผู้อำนวยการสร้างบอก “ในโลกของแซม มันเป็นการใช้ตาข่ายดักผีเสื้อเพื่อเก็บเอาจิตวิญญาณมนุษย์เอาไว้ คุณจะต้องอยากทำให้ผู้ชมกลัวจนหัวหด คุณจะต้องมีความสามารถที่จะทำให้พวกเขาประหลาดใจ ระหว่างที่พวกเขามองทางนี้ คุณก็จะเข้ามาหาเขาจากอีกทาง คุณไม่จำเป็นต้องได้ดาราระดับเอหรืออุปกรณ์ที่ดีเลิศที่สุด แต่คุณต้องมีความปรารถนาที่จะบงการและนำทางผู้ชม โดยไม่ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนว่าพวกเขาถูกบงการหรือนำทาง ตลอดช่วงเวลาของความสะพรึงกลัว 90 นาทีน่ะครับ”

    และในการสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องเยี่ยม ที่ไม่แพ้ต้นฉบับ ทาเพิร์ตกล่าวว่า พวกเขาจะต้องไปในแนวทางที่ให้ความรู้สึกแปลกและสดใหม่ “ผู้ชมอยากจะมีความรู้สึกที่ว่านี่เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน หนังแนวนี้มักจะพัฒนาขึ้นอยู่เรื่อยและสิ่งที่คุณเห็นในตอนเด็กก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นอีกต่อไปแล้ว”

    “ผมจำพาดหัวข่าวในคริสเตียน ไซเอนซ์ มอนิเตอร์ที่บอกว่ามันเป็น หนังแบบที่เราไม่ต้องการ ได้เลยล่ะครับ” เขากล่าวถึงภาพยนตร์ต้นฉบับ “เราหวังว่าหนังเรื่องนี้จะกระแทกใจผู้ชมอย่างจังเหมือนกัน หนังเรื่องนี้จะนำเสนอในสิ่งที่ลูกชายผมต้องการที่จะเห็นในหนังสยองขวัญ ซึ่งเขาก็เห็นมาแล้วแทบทุกอย่าง สำหรับคนที่อยากจะร่วมการเดินทางครั้งนี้ เราจะนำเสนอทุกสิ่งตามที่พวกเขาหวังครับ”

    “Evil Dead เป็นสุดยอดประสบการณ์ความสยดสยองครับ” ยังกล่าว “มันเป็นตั๋วสู่ความสุดเหวี่ยง ผู้ชมในปัจจุบันนี้เห็นอะไรมามากมาย เราก็เลยต้องผลักดันขีดจำกัดให้ไปไกลขึ้นอีก เราพยายามอย่างดีที่สุดที่จะนำเสนอสิ่งที่จะยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง หนังต้นฉบับจะยังคงอยู่ตรงนั้น มันเกิดขึ้นจากช่วงเวลาและสถานที่พิเศษ ด้วยผู้สร้างที่มีความคิดแปลกใหม่จริงๆ เราอยากจะเคารพเรื่องนั้นและสร้างสิ่งที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้ชมขึ้นมาครับ”

    ไรมีรับประกันว่ามันจะมีเรื่องน่าประหลาดใจมากมายในภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้ “มันมีเนื้อเรื่องใหม่” เขากล่าว “สถานการณ์คล้ายกันก็จริง แต่วิธีที่เด็กๆ ถูกเข้าสิงและปฏิสัมพันธ์ของพวกเขาต่างออกไป มันทำให้เกิดภาพวิชวลใหม่ๆ และความกลัวแบบใหม่ๆ สำหรับผู้ชมครับ”

    แคมป์เบลอธิบายถึงภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้ด้วยคำเดียวสั้นๆ “ไม่ลดละ เฟดทำทุกอย่างเท่าที่เขาทำได้ในแง่ของเรื่องราวเพื่อค่อยๆ ดูดคุณเข้าสู่หลุมที่คุณไม่สามารถหนีออกมาได้ มันจะยื้อยุดคุณไว้และไม่ยอมปล่อยให้คุณหนีไปไหนครับ”

    “นี่ไม่ใช่หนังสยองขวัญที่ตลกโปกฮา” เขาเตือน “นี่เป็นหนังสยองขวัญแบบเต็มรูปแบบ มันจะยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ และน่าตื่นเต้นแบบเต็มเหยียด และสำหรับเด็กๆ ถ้าพวกเธอไปเจอหนังสือในกระท่อมกลางป่า ให้หันหลังและขับรถไปอีกทางเถอะ”

    ไรมีกล่าวเสริมว่า “มันเป็นสุดยอดประสบการณ์ในเรื่องของความสยดสยองที่ถึงพริกถึงขิง และผมก็ขอท้าให้คุณไปดูหนังเรื่องนี้ครับ”

    Evil Deadชีวิตหลังเถ้าธุลี
    บรูซ แคมป์เบลมีคำแนะนำอย่างหนึ่งเมื่อถึงเวลาคัดเลือกนักแสดงสำหรับ Evil Dead “ผมบอกว่า ครั้งนี้เราจะต้องหานักแสดงที่ดีกว่าเดิม” เขาเล่า “ตอนที่เราสร้างหนังเรื่องแรก เราไม่มีประสบการณ์เลย ตอนนี้ ผมคงจะบอกว่าไดอะล็อคมันห่วยแตก แต่สมัยนั้น เราไม่รู้ถึงความแตกต่างหรอกครับ เราก็แค่พูดมันอย่างจริงใจและผู้ชมก็ชอบมันซะงั้น”

    การหานักแสดงพรสวรรค์อายุน้อยไม่ใช่เรื่องยากเลยเนื่องจากชื่อเสียงของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่สะสมมานานหลายปี “นักแสดงหลายคนอยากจะร่วมงานกับเราครับ” ทาเพิร์ตบอก “ในหนังสยองขวัญหลายเรื่อง คุณมักจะไม่ค่อยได้เจอนักแสดงฝีมือดีเสนอตัวเข้ามา แต่เราได้มีโอกาสเลือกนักแสดงอายุน้อยที่ฝีมือดีที่สุดหลายคนเท่าที่ฮอลลีวูดมีครับ”

    แต่พรสวรรค์ด้านการแสดงก็ไม่ใช่เงื่อนไขเดียวระหว่างการคัดเลือกนักแสดง การถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มจะมีความเฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษ “นอกเหนือจากชิ้นส่วนเทียมและเมคอัพแล้ว ผมก็อยากทำให้พวกเขากลัวจริงๆ และบันทึกภาพเหล่านั้นไว้บนหน้าจอด้วย” อัลวาเรซกล่าว “และโดยไม่มีข้อยกเว้น นักแสดงของเราก็แสดงอย่างสุดตัวโดยไม่เก็บอะไรไว้เลย ไม่มีใครพูดว่าฉันไม่อยากจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ และผมก็ซึ้งใจพวกเขาจริงๆ”

    ไม่มีใครรู้ซึ้งถึงความท้าทายได้ดียิ่งไปกว่าเจน เลวี ผู้รับบทไมอาอีกแล้ว “เราต่างก็มีภาพของไมอาในความคิด” ทาเพิร์ตบอก “เจนไม่ได้อยู่ในแบบนั้นเลย แต่เธอแสดงออดิชันได้อย่างทรงพลัง จนแซม, บรูซกับผมเห็นพ้องต้องกันในทันทีเลยว่า เธอคือคนๆ นั้น และเธอก็พิสูจน์ตัวเองว่าพร้อมรับความท้าทาย มันเป็นบทที่ต้องเหนื่อยจริงๆ แต่เธอก็กล้ามาก และผมก็คิดว่าเธอนำพลังงานและความทุ่มเทมหาศาลมาสู่บทนี้ เธอสนุกกับการเป็นปีศาจร้ายจริงๆ ซึ่งมันก็ช่วยได้มากเมื่อคุณสร้างหนังสยองขวัญแบบเรื่องนี้น่ะครับ”

    “เจนเป็นของขวัญจากพระเจ้าครับ” ยังเห็นด้วย “เธอเป็นนักแสดงหญิงที่ดูแล้วน่าตื่นเต้น ไมอาต้องเจอกับการลงโทษทัณฑ์ที่ไม่ธรรมดา และเจนก็กระโจนเข้าสู่บทนี้สุดตัว ไม่ว่าจะเป็นฉากดรามาเปราะบางหรือฉากสยองขวัญสุดโต่ง เธอก็ไม่กลัวเลยครับ”

    การรับบทสาวขี้ยาที่โดนปีศาจสิงเป็นความเปลี่ยนแปลงที่น่ายินดีสำหรับเลววี ผู้แสดงในซิทคอมทางเอบีซีเรื่อง “Suburgatory” “เธอเป็นคนอดทนที่ไม่เคยปฏิเสธอะไรเลยครับ” อัลวาเรซกล่าว “จริงๆ แล้ว เธอขอมากกว่านี้ด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวละครตัวนี้ เธอก็พร้อมจะแสดงอีกเทคเสมอ แล้วเธอก็เป็นเด็กที่น่ารักที่สุดด้วย ซึ่งมันจำเป็นมากต่อเรื่องราวนี้ คุณจะได้เห็นความเปราะบางของเธอและคุณจะเอาใจช่วยคุณทันที แต่เมื่อเธอเปลี่ยนไปทำตัวร้ายกาจ เธอก็จะกลายเป็นคนที่น่ากลัวที่สุดครับ”

    หลังจากแสดงซีรีส์ของเธอแล้ว ภาพยนตร์สยองขวัญฮาร์ดคอร์แบบเรื่องนี้ก็เป็นความท้าทายแบบที่นักแสดงหญิงผู้นี้กำลังมองหาอยู่ “ฉันสามารถลองสิ่งที่แตกต่างมากมายในบทนี้ได้ค่ะ” เธอกล่าว “ฉันเป็นเด็กสาวขี้ยาที่กำลังเลิกยา และฉันก็ถูกเข้าสิง มันเป็นโอกาสให้ฉันได้ลองอะไรใหม่ๆ แล้วทีมงานเบื้องหลังหนังเรื่องนี้ก็มีพรสวรรค์มาก ซึ่งก็ทำให้ฉันกระตือรือร้นที่จะร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ แล้วฉันก็คิดด้วยว่าการไปทำงานที่นิวซีแลนด์ฟังแล้วโรแมนติกดี แต่ฉันไม่รู้เลยว่า…”

    ตัวละครของเลวีอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม “เธอเป็นน้องสาวของเดวิดและเป็นเหมือนน้องสาวของอีริคและโอลิเวียด้วยค่ะ” เธอกล่าว “พวกเขาโตมาด้วยกันและไมอาก็ต้องการการดูแลตลอด เดวิดไม่ถนัดกับการเป็นคนๆ นั้น เธอพยายามจะแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในความสัมพันธ์ของพวกเขา รวมถึงในตัวเธอเองด้วย จนกระทั่งเธอออกไปในป่า และได้เห็นภาพที่น่ากลัวนั้น เธอก็พยายามจะควบคุมสติให้อยู่ เธอตั้งใจเต็มร้อยที่จะรับมือกับความเจ็บปวดทางกายและความหวาดระแวงที่จะเกิดจากอาการลงแดง แต่เมื่อเธอเห็นภาพนั้น เธอก็ตระหนักได้ว่าสถานที่นี้ไม่ปลอดภัย แต่ไม่มีใครฟังเธอเลยน่ะค่ะ”

    ความยุ่งยากของบทนี้เป็นสิ่งทดสอบวินัยของนักแสดงหญิงผู้นี้ การนั่งเก้าอี้เมคอัพนานหลายชั่วโมงทั้งก่อนและหลังการถ่ายทำเป็นสิ่งที่เพิ่มความหนักหน่วงให้กับวันถ่ายทำที่เคร่งเครียดอยู่แล้ว “ฉันเข้านอนสองทุ่มครึ่งทุกวันค่ะ” เธอบอก “ฉันกินแต่ผักและผลไม้ และขลุกอยู่บ้านในวันหยุด ฉันฝึกโยคะและฝึกลมหายใจ เพื่อที่ฉันจะได้แสดงได้อย่างเต็มที่ที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่อย่างนั้น ฉันคิดว่าฉันคงไม่สามารถทำงานนี้ได้หรอกค่ะ”

    แต่เป็นเรื่องน่าแปลกที่ว่า การรับบทไมอาในตอนเริ่มต้นเรื่อง ก่อนที่เธอจะถูกสิง เป็นส่วนที่ยากที่สุดในงานในหลายๆ เรื่อง “นั่นเป็นอะไรที่เจ็บปวดกว่าค่ะ” เลวีกล่าว “ตอนเป็นปีศาจ ฉันจะเป็นอะไรก็ได้ตามต้องการ มันมีความเป็นสัตว์มากๆ และฉันก็มีอิสระที่จะสำรวจเรื่องตรงนั้น ฉันทำร้ายคน ทรมานคน มันแปลกดีนะคะที่ฉันรู้สึกสนุกที่ได้ทำอะไรแบบนั้นค่ะ”

    แม้ว่าเธอจะเรียกตัวเองว่า “คนขี้กลัว” เลวีกลับสนใจแนวสยองขวัญหลังจากประสบการณ์ในเรื่องนี้ “มันมีอะไรมากมายเพราะมันสร้างจากความกลัวตามสัญชาตญาณค่ะ หนังเรื่องนี้เป็นหนังเหนือธรรมชาติ ที่มีพัฒนาการตัวละครมากมายและมีการเล่าเรื่องที่ยอดเยี่ยม เรื่องสยองขวัญเริ่มขึ้นทันที และมันก็ยื้อไม่ปล่อย ในตอนที่ฉันได้อ่านบทเรื่องนี้ ฉันคิดในใจว่า ‘พระเจ้า ฝนเลือดเหรอ?’ แล้วฉันก็คิดว่า เจ๋งเลย ปล่อยมาเลยสิ! น่ะค่ะ”

    พี่ชายของไมอาและเพื่อนๆ ของเธอยังคงใช้ชีวิตอยู่ในโลก “จริงๆ” ในตอนที่การเปลี่ยนแปลงของเธอเริ่มต้นขึ้น เดวิดไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ว่าไมอาพยายามจะบอกเขายังไงก็ตาม “ไม่มีใครเชื่อเธอลงครับ” อัลวาเรซกล่าว “ฉากระหว่างพวกเขาทั้งคู่เป็นเหมือนตัวสรุปพล็อตเรื่องทั้งหมดครับ”

    ไชโลห์ เฟอร์นันเดซรับบทเดวิด บทที่เขาเกือบจะปฏิเสธไม่ออดิชัน แต่ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากได้บทนี้ “ผมมีกำหนดจะไปออดิชันในตอนที่เอเจนท์ของผมฟอร์เวิร์ดอีเมล์ระหว่างเฟดและเอเจนท์ของเขาให้ผมดู” นักแสดงหนุ่มกล่าว “พวกเขาบอกว่าเราอยากจะจ้างไชโลห์ เฟอร์นันเดซ แต่ผมยังไม่ทันไปออดิชันเลย ผมก็เลยบอกว่า ผมจะไม่ไปออดิชันหรอก ผมคงทำอะไรไม่ได้เว้นแต่ทำให้โอกาสตัวเองพัง”

    แต่เอเจนท์ของเฟอร์นันเดซก็เกลี้ยกล่อมเขาให้ไปตามนัดและเขาก็ได้รับเลือกสำหรับบทเดวิด ผู้รอดชีวิตจากวัยเด็กที่แสนลำบาก อย่างรวดเร็ว “แม่ของพวกเขามีอาการป่วยทางจิต” เฟอร์นันเดซบอก “เขาปกป้องน้องสาวของเขาอย่างดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้จนกระทั่งเขาอายุ 18 ปีและเขาก็ไป เขาไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของมันได้อีกต่อไปแล้ว”

    ความสัมพันธ์ระหว่างเดวิดและน้องสาวของเขาและเพื่อนๆ ของเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ดึงดูดเฟอร์นันเดซสู่บทเรื่องนี้ “มันมีอะไรให้สำรวจมากมายครับ” เขากล่าว “ผมไม่เคยแสดงหนังอย่างเรื่องนี้มาก่อน แต่ผมก็สนุกกับการค้นหาความจริงภายในเรื่องสยองขวัญครับ”

    ระหว่างที่อยู่ในลอสแองเจลิส เขาได้ใช้เวลาร่วมกับอัลวาเรซในการขัดเกลาคุณสมบัติบางอย่างของตัวละครเขาชัดเจนขึ้น “เพราะตัวเขาเองก็เป็นนักเขียนเหมือนกัน เฟดก็เลยสามารถอธิบายได้ว่าเขาต้องการอะไร” เฟอร์นันเดซบอก “เขาเป็นผู้กำกับที่มีสายตาด้านภาพยนตร์ที่เฉียบคม มันเยี่ยมจริงๆ ที่ได้เห็นวิสัยทัศน์ของเขาเผยออกมา ในกองถ่าย เขาให้ความสนใจอย่างยิ่งกับสิ่งที่พวกเราแต่ละคนทำและกลับมาพร้อมกับแนวทางสำหรับเราทุกคนครับ”

    ประสบการณ์การถ่ายทำ Evil Dead เผยแง่มุมใหม่ในการถ่ายทำให้กับเฟอร์นันเดซ “โฟกัสของเราอยู่ที่การสร้างหนังที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” เฟอร์นันเดซกล่าว “ร็อบและแซมสนับสนุนเฟดและวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของเขาอย่างมาก แล้วพวกเขาก็อยากจะให้เกียรติแฟนๆ และทำให้พวกเขาพอใจด้วย และผมก็ดีใจที่ทั้งหมดนั่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับผม”

    เรื่องนรกแตกทั้งหลายเกิดขึ้นในกระท่อมกลางป่าอันเป็นผลจากหนังสือพิลึกที่พบในห้องใต้ดินโดยอีริค ครูผู้เป็นเพื่อนของไมอาและเดวิดตั้งแต่เด็ก เมื่ออีริค ที่รับบทโดยลู เทย์เลอร์ ปุชชี ได้อ่านข้อความจากหนังสือที่เขาพบออกมา มันก็เป็นการเรียกปีศาจออกจากรังที่มันสิงสถิตย์อยู่ เพื่อให้มันสร้างความโกลาหลให้กับโลกใบนี้

    “อีริคเกิดความสนใจที่แปลกประหลาด หรืออาจจะถูกครอบงำ จากหนังสือเล่มนี้ครับ” ยังกล่าว “มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยอธิบายออกมาอย่างชัดเจนในเรื่อง แต่การแสดงของลูและการกำกับของเฟดก็ทำให้เราเกิดความรู้สึกว่า มันมีอะไรที่รุนแรงกว่าแค่ความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติครับ”

    สำหรับปุชชี ผู้เป็นแฟนของภาพยนตร์ต้นฉบับ การได้มีส่วนร่วมในตำนานบทใหม่ของแฟรนไชส์คลาสสิกนี้เป็นข้อเสนอที่เย้ายวนใจมาก “ผมจะได้อยู่ใน Evil Dead!” เขากล่าวอย่างตื่นเต้น “มันเป็นหนังที่น่ากลัวที่สุดและจิตที่สุดเท่าที่ผมเคยดูมาเลย! ผมยิ่งกว่าตื่นเต้นอีกครับ”

    แต่เขาก็ต้องผ่านออดิชันที่น่าอึดอัดไปให้ได้ก่อน “ผมไปคัดตัวและรู้สึกแย่มากหลังจากนั้น” เขาเล่า “สำหรับฉากออดิชัน ผมจะต้องอยู่หลังประตู และทำตัวบ้าคลั่ง การทำแบบนั้นโดยไม่มีการเตรียมตัวหรือซักซ้อมอะไรมาก่อนทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองโง่ยังไงก็ไม่รู้ที่ตะโกนและกรีดร้องใส่ความว่างเปล่า ผมตกใจเลยล่ะเมื่อผมได้รับโทรศัพท์เรียกตัวกลับไปในอีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง ตอนที่พวกเขาบอกผมว่าบรูซ แคมป์เบลจะอยู่ที่นั่นด้วย ผมก็ตื่นเต้นที่จะได้พบเขา แต่ผมก็ยังไม่ได้ตั้งความหวังไว้มากนักว่าจะได้บทนี้ครับ”

    หลังจากที่ได้ดูภาพยนตร์ต้นฉบับด้วยตัวเองอย่างน้อยก็ 15 นาที ปุชชีก็หวังว่าคนอื่นๆ จะชื่นชมความเอาใจใส่และความคิดสร้างสรรค์ที่ใส่ลงไปในการพัฒนาเรื่องราวนี้ให้ทันสมัยขึ้น “หนังเรื่องนี้น่ากลัวกว่าเดิมอีกครับ” เขากล่าว “ผมคิดว่ามันเป็นเพราะเฟดทำให้คุณแคร์ตัวละคร พวกเขาไม่สามารถหนีไปไหนได้ และแม้แต่ธรรมชาติก็ยังกลั่นแกล้งพวกเขา สำหรับคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรก มันจะเจ๋งจริงๆ ที่ได้ไปถึงตรงนั้นและรู้สึกสยดสยองน่ะครับ แฟนๆ จะคาดหวังความขนลุกขนพอง แต่พวกเขาก็จะถูกดึงให้หลงใหลในตัวละครใหม่อีกครั้งครับ”

    ไรมีและทาเพิร์ตรู้จักเจสสิก้า ลูคัส ผู้รับบทโอลิเวีย เพราะพวกเขาเคยร่วมงานกันมาก่อนในทริลเลอร์เหนือธรรมชาติปี 2009 เรื่อง Drag Me to Hell “เรารักเธอครับ” ทาเพิร์ตบอก “เธอนำความหนักแน่นมาสู่บทของเธออย่างมาก เธอเป็นคนอดทนจริงๆ ทั้งๆ ที่ต้องเจอกับแอ็กชัน รวมถึงเมคอัพและอุปกรณ์ต่างๆ จำนวนมหาศาลน่ะครับ”

    โอลิเวีย เติบโตขึ้นมาในฟลินท์, มิชิแกน และสนิทกับไมอา, เดวิดและอีริค จนกระทั่งเดวิดจากไป “โอลิเวียเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเดินทางครั้งนี้ค่ะ” ลูคัสเล่า “เธอเป็นพยาบาลและเธอก็ตั้งใจที่จะพาเพื่อนเธอผ่านพ้นประสบการณ์ที่เลวร้ายนี้ไปให้ได้ เธอเป็นคนที่มีความเคลือบแคลงเรื่องเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติที่สุดค่ะ”

    พอลูคัสได้ยินว่าไรมีสนใจที่จะสร้าง Evil Dead เรื่องใหม่ขึ้นมา เธอก็สนใจทันที “แฟรนไชส์นี้มีแฟนติดตามเป็นกลุ่มก้อนค่ะ” เธอบอก “พอฉันได้อ่านบท มันก็ทั้งน่ากลัวและดิบเถื่อนมากๆ ในตอนที่คุณแสดงหนังสยองขวัญที่มีองค์ประกอบเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ ทุกอย่างจะถูกยกระดับขึ้นเล็กน้อย และมันก็เป็นเรื่องสนุกค่ะ มันไม่มีขอบเขตของสิ่งที่คุณสามารถทำได้เลยค่ะ”

    ในการช่วยนักแสดงคิดคอนเซ็ปต์ของฉากการถูกเข้าสิง อัลวาเรซได้นำนักออกแบบท่าเต้นมาพิจารณาเรื่องทางกายภาพ “เราพยายามจะคิดถึงการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ที่จะสะดุดตาเพราะมันผิดแผกไปน่ะครับ” อัลวาเรซกล่าว “แม้กระทั่งการเคลื่อนไหวอย่างการกระดิกก็จะส่งผลอย่างทรงพลังต่อหน้ากล้องครับ”

    “มันมีประโยชน์จริงๆ ค่ะ” ลูคัสบอก “เราทุกคนต่างก็ต้องการจะรักษาเอกลักษณ์บางอย่างของตัวเองไว้ แต่ก็ทำให้มันสอดคล้องไปกับเรื่อง เราต่างก็ทำเรื่องที่สุดโต่ง เหมือนกับมียาพิษอยู่ในร่างของเรา เราทำตัวสั่นหรือสมมติว่าพื้นมันไม่เรียบ มันเป็นกระบวนการที่เจ๋งจริงๆ ค่ะ”

    เวลาที่พวกเขาใช้ซ้อมด้วยกันยังช่วยนักแสดงสานสายสัมพันธ์จริงๆ ที่สะท้อนถึงความหลังระหว่างตัวละครด้วย เธอกล่าวว่า “มันทำให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยจริงๆ เพื่อสร้างหนังที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ขึ้นมา เพราะเราต่างก็สามารถพึ่งพากันและกันได้ค่ะ”

    ลูคัสเชื่อว่าแฟนๆ ของ The Evil Dead จะตอบรับภาพยนตร์ฉบับใหม่นี้เป็นอย่างดี “ฉันหวังว่าพวกเขาจะชื่นชมเรื่องที่ว่าเราพยายามจะทำในสิ่งที่ต่างออกไป กับหนังแบบนี้ ฉันคิดว่าคนอยากจะรู้สึกกลัวมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ Evil Dead เป็นหนังที่จะทำให้คุณตกใจมากๆ พอแอ็กชันเริ่มต้นขึ้นแล้ว มันก็จะมาอยู่เรื่อยๆ ถ้าคุณเป็นแฟนหนังสยองขวัญล่ะก็ ไม่มีทางเลยที่คุณจะไม่สนุกกับหนังเรื่องนี้ มันทั้งเข้มข้น น่ากลัว น่าสยดสยองและสนุกมาก สรุปแล้วคือมันเป็นทุกอย่างที่คุณต้องการในหนังสยองขวัญค่ะ”

    อลิซาเบธ แบล็คมอร์ ผู้รับบทนาตาลี เป็นคนแรกที่ออดิชันสำหรับบทนี้ “เราคิดว่า เธอเก่งนะ เก็บเธอไว้ก่อนดีกว่า” ทาเพิร์ตบอก “แต่ยิ่งเราพิจารณาคนมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งนึกกลับไปถึงอลิซาเบธมากเท่านั้น เธอถูกผลักดันไปจนถึงขีดจำกัดของตัวเอง แต่เธอไม่เคยลืมเลือนตัวละครหรือเรื่องราวเลย เธออุทิศตนให้กับความเจ็บปวดที่หนังเรื่องนี้บีบให้นักแสดงต้องเมคอัพเต็มที่และมีชิ้นส่วนเทียมที่ซับซ้อนติดอยู่ และการแสดงก็ต้องประณีตและเป็นเชิงเทคนิคมากๆ ทั้งๆ ที่พวกเขาต้องถูกปกคลุมไปด้วยของเหลวแหยะๆ จนมองอะไรไม่ค่อยจะเห็นน่ะครับ”

    นาตาลีเป็นแฟนสาวของเดวิด ที่เป็นคนใหม่ในกลุ่มนี้ “เธอเปิดเผยและกระตือรือร้นที่จะทำให้ทุกคนประทับใจค่ะ” แบล็คมอร์บอก “นาตาลีเป็นเหมือนผู้ชม เธอเป็นคนนอกที่เพิ่งพบคนพวกนี้ค่ะ”

    การอ่านบทครั้งแรกของแบล็คมอร์เกิดขึ้นที่บ้านขณะที่เธออยู่ตามลำพัง “ข้างนอกเริ่มมืดแล้วฉันก็ตื่นเต้นขึ้นจริงๆ” เธอเล่า “ฉันต้องไปเปิดไฟทุกดวงแล้วนั่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งก่อนจะอ่านมันจบ เพราะมันทำให้ฉันกลัวมาก ฉันรู้ทันทีเลยว่านี่เป็นสิ่งที่ฉันอยากจะทำจริงๆ ค่ะ”

    รากฐานที่มั่นคงในชีวิตจริงของเรื่องช่วยเสริมสร้างความตึงเครียดให้ทวีความรุนแรงขึ้น เธอเชื่อว่า “เฟดคิดไอเดียชาญฉลาดที่มีพื้นฐานจากความเป็นจริงขึ้นมาได้ มีความสัมพันธ์ของตัวละครหลายตัวที่เราจะรู้สึกเชื่อมโยงได้ง่ายๆ ค่ะ ฉันไม่เคยแสดงหนังสยองขวัญมาก่อน มันก็เลยเป็นเรื่องน่าสนใจที่จะลองคิดหาวิธีว่าจะทำยังไง มันเหมือนกับการเล่นเครื่องเล่นค่ะ คุณไม่รู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ซึ่งมันจะพาคุณไปสู่ที่ที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่ชีวิตของคุณเอง องค์ประกอบเหนือธรรมชาติจะพาคุณออกนอกกรอบดรามาในชีวิตประจำวันไปค่ะ”

    การรักษาความเชื่อมโยงที่ไม่มีความหมายแต่ก็สำคัญกับชีวิตจริงช่วยให้นักแสดงรักษาเอกลักษณ์ของตัวเองเอาไว้ได้หลังจากที่พวกเขากลายเป็น “เดดไดท์” อย่างที่ทีมผู้สร้างใช้เรียกผู้ถูกสิง “ตัวละครเดดไดท์ไม่เหมือนซอมบี้ค่ะ” แบล็คมอร์บอก “มันแตกต่างกันมากๆ คุณจะต้องรักษาสมดุลระหว่างความเป็นมนุษย์ของตัวละครและปีศาจเอาไว้ แต่คุณก็ต้องเล่นเป็นคนที่ถูกขังอยู่ภายในด้วย พวกเขารู้ดีถึงสิ่งที่พวกเขากำลังทำ แต่พวกเขาก็ห้ามตัวเองไม่ได้ มันน่ากลัวมากที่ได้ดูคนที่ไม่มีอำนาจควบคุมใดๆ แต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ในร่างนั้นน่ะค่ะ”

    ความท้าทายที่เพิ่มเข้ามาคือการที่ทีมผู้สร้างพึ่งพาสเปเชียล เอฟเฟ็กต์จริงๆ มากกว่าจะเป็น CGI เธอเล่าว่า “มันเป็นเรื่องเทคนิคอย่างเหลือเชื่อที่ต้องรับมือกับพวกริกกลไกและชิ้นส่วนเทียมในตอนที่คุณพยายามทำตัวเหมือนคนโดนสิงและทำอะไรอย่างฉับพลัน เราได้รับคำเตือนว่ามันจะลำบากและเราจะอยากดึงชิ้นส่วนนั่นทิ้งและร้องไห้ ซึ่งมันก็จริงค่ะ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองประสบความสำเร็จมากเลยนะคะ”

    ความยากลำบากต่างๆ ยิ่งช่วยเสริมสร้างบรรยากาศของการช่วยเหลือกันในกองถ่ายมากขึ้น ในมุมมองของเจ.อาร์. ยัง “นี่เป็นทีมนักแสดงอายุน้อยที่ยังสด และน่าตื่นเต้นมากๆ ครับ” เขากล่าว “พวกเขาต่างมาด้วยความต้องการที่จะทำอะไรเจ๋งๆ สุดโต่ง ที่จะนำเสนอสิ่งที่ผู้ชมไม่คาดฝันกับพวกเขา พอได้เห็นพวกเขาอยู่ด้วยกัน คุณจะคิดว่าพวกเขารู้จักกันมานานแล้ว นี่เป็นการถ่ายทำหฤโหดครับ พวกเขาต้องใช้เวลาตอนกลางคืน ด้วยเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดท่ามกลางความเย็นและสายฝน ผมมักจะเห็นนักแสดงในกองถ่ายแสดงซีเควนซ์ที่ยากจริงๆ ส่วนคนอื่นๆ ทั้งๆ ที่พวกเขาจะนอนอยู่บนเตียงที่บ้านก็ได้ กลับยืนอยู่ใกล้ๆ เพื่อคอยส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจ การได้รับการสนับสนุนจากนักแสดงแบบนั้นเป็นเรื่องที่มีค่ามากครับ”

    แค่กระท่อมกลางป่า
    ารคิดแนวทางใหม่ที่ท้าทายของเฟด อัลวาเรซสำหรับ Evil Dead มีพื้นฐานจากการจำลององค์ประกอบด้านวิชวลที่โดดเด่นบางอยางของต้นฉบับ มาเสริมความกลัวเข้าไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ดีที่สุดเท่าที่มี ความสำเร็จของแผนการเขาขึ้นอยู่กับการประสานงานที่รอบคอบระหว่างแผนกศิลป์ต่างๆ ในเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยความที่เขาทำการเลือกในสิ่งที่เฉพาะเจาะจงและแปลกประหลาดแบบนี้ ในการรักษาจิตวิญญาณของภาพยนตร์คลาสสิกปี 1981 เอาไว้ อัลวาเรซตั้งใจที่จะใช้เอฟเฟ็กต์จริงๆ หรือ “แก็ก” ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แทนที่จะใช้เอฟเฟ็กต์ CGI ทุกที่ที่เขาสามารถทำได้

    โอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ถูกใช้เป็นโลเกชันหลักตามประสบการณ์ที่กว้างขวางของทาเพิร์ตและไรมีในการถ่ายทำที่นั่น “เราอยากให้ทุกอย่างที่เฟดต้องการกับเขาและเราคิดว่าเราน่าจะทำแบบนั้นได้ดีที่สุดในนิวซีแลนด์” แคมป์เบลบอก “พวกเขามีทีมงานดีๆ ที่ทำงานอย่างจริงจังที่นั่นครับ”

    การตัดสินใจนี้ทำให้ทีมผู้สร้างสามารถนำทีมงานและช่างฝีมือที่พวกเขาร่วมงานด้วยมากว่าหนึ่งทศวรรษกลับมาได้ “หลายคนอยากทำงานในหนังเรื่องนี้เพราะพวกเขารัก The Evil Dead ครับ” ทาเพิร์ตบอก “พวกเขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมทั้งนั้น พวกเขาก็เลยชื่นชอบเวลาเห็นเลือด ขดไส้ สิ่งน่าสยดสยองและเรื่องน่ากลัวทั้งหลายน่ะครับ มันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อ”

    การเตรียมตัวเริ่มต้นขึ้นจากผู้ออกแบบงานสร้าง ร็อบ กิลลีส์ ผู้รับผิดชอบในการสร้างลุคที่โดดเด่นให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เคารพในวิชวลของภาพยนตร์ต้นฉบับ “เฟดมีความตั้งใจที่ชัดเจน เด็ดเดี่ยวในสิ่งที่เขาอยากทำ” นักออกแบบกล่าว “เราก็แค่ช่วยและสนับสนุนวิสัยทัศน์ของเขา เราทำสิ่งต่างๆ ให้เรียบง่าย และทำงานจากแถบสีที่จำกัดจริงๆ เพื่อที่แบ็คกราวน์จะยังอยู่ในแบ็คกราวน์ แล้วจะมีการเสริมสิ่งต่างๆ เข้าไปเพื่อการขับเน้น ซึ่งเลือดก็คือสิ่งที่เราต้องการจะเน้นครับ”

    อัลวาเรซได้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้บนซาวน์สเตจให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ “เราอยากได้กระท่อมจริงๆ ในป่าครับ” เขากล่าว “สำหรับนักแสดง มันช่วยได้มากที่ได้อยู่ในสถานที่นั้นจริงๆ และได้มองออกไปแล้วเห็นป่า มันเป็นสิ่งที่เราตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้วครับ”

    ผู้กำกับพร้อมกับยัง, กิลลีส์และทาเพิร์ต ได้ออกตระเวนสำรวจโลเกชันในป่านอกเมืองโอ๊คแลนด์ก่อนที่จะเจอจุดที่เหมาะสม “มันสำคัญมากๆ ที่จะจำลองความรู้สึกของกระท่อมใน Evil Dead ขึ้นมาครับ” ยังกล่าว “เราพบลานกว้างที่น่ากลัวและน่าตื่นเต้นจริงๆ ที่จะเซ็ทฉากนี้ขึ้นมา ต้นไม้มันมีเท็กซ์เจอร์บางอย่างที่ทำให้เกิดบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัวขึ้นมาครับ”

    กระท่อมของกิลลีส์รักษาลุคของต้นฉบับได้เป็นอย่างดี และมีการปรับเปลี่ยนมันไปเล็กน้อย “เราคิดเรื่องราวเบื้องหลังให้กับกระท่อมหลังนี้ครับ” เขากล่าว “มันถูกสร้างขึ้นในยุค 20s ช่วงรุ่งโรจน์ของมันน่าจะเป็นยุค 50s แล้วมันก็ดิ่งลงเหวเลย ไมอากับเดวิดเคยใช้เวลาอยู่ที่นั่นตอนเป็นเด็กกับแม่ของพวกเขาและพวกเขาก็มีช่วงเวลาที่ดีที่นั่น มันยังมีร่องรอยของวันเวลาที่ดีเหล่านั้น อย่างเช่นภาพถ่ายเก่าๆ ที่ม้วนติดอยู่บนผนังครับ”

    ในการสร้างผลลัพธ์ตามที่พวกเขาต้องการ ทีมดีไซน์ต้องสร้างกระท่อมนี้ขึ้นมาทั้งหมด “แล้วเราก็ต้องสร้างกระท่อมจำลองขึ้นมาบนซาวน์สเตจด้วยเพราะชิ้นส่วนหนักๆ จะเหมาะกับการทำงานในสตูดิโอมากกว่าน่ะครับ” กิลลีส์กล่าว “ความท้าทายสำหรับผมคือการจำลองมันให้อยู่ในสภาพทรุดโทรม แม้ว่าเราจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ก็ตาม เราเก็บมันให้แบนเรียบ นำมันออกไปกลางป่า แล้วก็ตั้งมันขึ้นมาใหม่ เราสามารถถ่ายทำส่วนใหญ่ของหนังได้ในโลเกชันจริงครับ”

    แบบจำลองบนซาวน์สเตจจะต้องยืดหยุ่นพอที่จะรองรับแผนการที่ทะเยอทะยานของอัลวาเรซในเรื่องงานกล้องของเขาได้ “กระท่อมนี้เป็นฉากสองส่วน คือชั้นล่างกับห้องใต้ดินครับ” กิลลีส์กล่าว “ตรงสุดห้องใต้ดินจะมีประตู ซึ่งคุณจะร่วงลงไปหลายฟุต ซึ่งมันก็อาจก่อให้เกิดความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวขึ้นได้ มันเต็มไปด้วยซากแมว และให้ความรู้สึกเหมือนเป็นศูนย์กลางความชั่วร้าย เพราะนั่นเป็นที่ที่หนังสือถูกค้นพบ ในสตูดิโอ เราสามารถยกฉากนี้ขึ้นมาได้ ดังนั้น บางครั้ง ห้องใต้ดินก็จะอยู่ในระดับพื้นดิน ส่วนผนังก็สามารถถอดออกได้เพื่อรองรับเรื่องกล้องน่ะครับ”

    นอกเหนือจากกระท่อมแล้ว กิลลีส์ยังได้รับมอบหมายให้จำลององค์ประกอบสำคัญอีกอย่างหนึ่งของแฟรนไชส์ นั่นคือหนังสือแห่งความตาย “หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ทำให้ The Evil Dead ระเบิดออกมาครับ” ทาเพิร์ตกล่าว “หนังเรื่องแรกจริงๆ แล้วมีชื่อว่า The Book of the Dead ตามสิ่งที่แซมเคยอ่านเจอในคลาสประวัติศาสตร์โบราณ แต่ตัวแทนขายของเราบอกว่ามันเป็นชื่อที่ใช้การไม่ได้ เพราะหนังสือจะไม่ทำให้ผู้ชมกลัวหรอก เขาเสนอแนะชื่อที่ห่วยไม่แพ้กันให้เราหลายชื่อและ The Evil Dead ก็เป็นชื่อที่เราพอรับได้ ผมคิดว่าที่เหลือก็เป็นเรื่องอดีตไปแล้วครับ”

    หลังจากเสนอแนะไอเดียต่างๆ สำหรับแบบดีไซน์ของหนังสือเล่มนี้ กิลลีส์ก็ได้แบบที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมา “เว้นแต่มันทำจากหนังมนุษย์และร้อยด้วยลวดหนามครับ” นักออกแบบกล่าว “เราตัดสินใจว่าแค่นั้นก็น่ากลัวพอแล้ว แล้วเราก็ต้องคิดเนื้อหาในหนังสือขึ้นมาเพราะหน้าหนังสือเหล่านั้นจะให้ข้อมูลที่จำเป็นต่ออีริคที่จะทำให้เขารู้ว่าปีศาจกำลังออกอาละวาด เราตัดสินใจว่ามันถูกเขียนขึ้นมาเมื่อหลายร้อยปีก่อน มันเหมือนกับว่าผู้จารึกในศตวรรษที่ 12 ได้บันทึกอะไรบางอย่างไว้ แล้วในศตวรรษที่ 14 ก็มีคนอื่นเขียนเสริมลงไปในอีกภาษาหนึ่ง มันถูกส่งต่อผ่านหลายมือ ตลอดเวลาหลายศตวรรษ ซึ่งทุกคนก็เสริมและปรับแต่งอะไรบางอย่าง ตัวเขียนเริ่มยุ่งเหยิงและมีสีสันจัดจ้านขึ้น และมันก็เป็นแบบนั้นในตอนที่อีริคได้เปิดมันออกดูครับ”

    อัลวาเรซทำให้ทีมผู้สร้างแปลกใจด้วยการยืนกรานที่จะใช้เอฟเฟ็กต์ในกล้อง ด้วยความเชื่อว่ามันจะช่วยรักษาความสมจริงและความปัจจุบันทันด่วนอย่างที่เขาต้องการสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ “นี่เป็นเรื่องราวที่เรียบง่ายและเห็นภาพมากๆ ครับ” ผู้กำกับบอก “มันมีฐานเป็นคนห้าคนอยู่ในกระท่อม ซึ่งทุกคนเข้าใจได้ทันที เพราะมันเรียบง่ายแบบนั้น ผมก็เลยไม่อยากจะใส่ CGI เข้ามาในเรื่องครับ”

    “เอฟเฟ็กต์คือการนำองค์ประกอบจริงๆ มารวมกันในแบบใหม่เพื่อสร้างสิ่งที่น่าประหลาดใจขึ้นมาครับ” เขากล่าวต่อ “การใช้ CGI มากเกินไปจะทำให้คุณหลุดออกจากช่วงเวลานั้น ผมทำงานกับ CGI มาก่อนในธุรกิจของผมในอุรุกวัยและบางครั้ง แม้แต่เอฟเฟ็กต์ที่ดีที่สุดก็ยังเป็นที่สังเกตเห็นได้ครับ”

    เมื่อไม่อาจเลี่ยง CGI ได้ ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ จอร์จ ริทชีก็ถูกเรียกเข้ามาเพื่อทำให้ภาพกลมกลืนขึ้นโดยไม่สะดุดตา “ทุกคนเคยเห็นภาพสวยๆ งามๆ มาแล้ว มันก็เลยเป็นเรื่องดีที่ได้ทำงานในสิ่งที่เราจะเสริมคุณค่าเข้าไปแทนที่จะพยายามสร้างสิ่งพื้นฐานน่ะครับ” ริทชีกล่าว “ผมไม่ชอบเห็นการใช้ภาพ CGI จนเฝือ ทุกวันนี้ มันถูกใช้มากเกินไปแล้วและผมก็ชื่นชอบสัมผัสที่ละเอียดอ่อนกว่า ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำในสิ่งที่ถ้าผมทำงานได้อย่างดีเยี่ยมแล้วล่ะก็ จะไม่มีใครรู้ว่าผมได้ทำงานนั้นน่ะครับ”

    จากขั้นตอนสตอรีบอร์ดไปจนถึงขั้นตอนถ่ายทำ ทีมผู้สร้างมักจะถามตัวเองเสมอว่า การบันทึกในกล้องจะทำได้มากน้อยแค่ไหน “มันทำให้ทุกอย่างให้ความรู้สึกแนบเนียน ไร้รอยต่อ” ยังกล่าว “ทุกแผนกต่างก็มีส่วนร่วมอย่างมาก มันน่าตื่นเต้นที่ได้ตระหนักถึงช่วงเวลาสุดโต่ง บ้าคลั่งพวกนั้น ที่มีการนำภาพวิชวลต่างๆ มารวมกันโดยทีมงานน่ะครับ”

    หลายแก็กขึ้นอยู่กับการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างโรเจอร์ เมอร์เรย์ นักออกแบบเมคอัพ เอฟเฟ็กต์ ผู้สร้างชิ้นส่วนเทียมที่ประณีตในภาพยนตร์และทีมเมคอัพ ที่นำทีมโดยเจน โอ’ เคน “ผมเคยร่วมงานกับทั้งคู่มาหลายปีแล้ว” ทาเพิร์ตกล่าว “ในอดีต เจนอยากจะใส่เลือดลงไปให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นี่เป็นโอกาสของเธอที่จะสร้างฝนเลือดจริงๆ ครับ”

    “การทำงานตลอดชีวิตงานของโรเจอร์ทั้งหมดนำเขามาถึงจุดๆ นี้ครับ” ผู้อำนวยการสร้างกล่าว “เขาได้สร้างอุปกรณ์และเครื่องมือเมคอัพพิเศษมาหลายปีแล้ว แต่เขาไม่เคยสร้างหนังที่ใช้ทีมงานทั้งหมดของเขาและทักษะทั้งหมดของพวกเขาแบบนี้เลย ธุรกิจนี้ได้พัฒนาออกจากตรงนั้นด้วย CGI การย้อนกลับไปสร้างงานแบบนี้เป็นโอกาสให้ทีมช่างฝีมือได้เจิดจรัสครับ”

    ด้วยการได้ทำงานในหลายโปรเจ็กต์ที่มีการใช้ CGI อย่างหนักหน่วง ทาเพิร์ตบอกว่าเขาชื่นชมในความแตกต่างนี้ “เมื่อหัวและมือถูกหั่นทิ้งโดยใช้ CGI มันก็มีความงามแบบกลไกบางอย่าง CGI จะสร้างภาพ ‘ที่น่าพอใจ’ ขึ้นมา ในขณะที่คนที่ค่อยๆ เลื่อยแขนตัวเองออก ทำเอาเลือดพุ่งกระจายไปทั่ว จะมีคุณสมบัติด้านภาพที่ทำให้ดูเหมือนว่าคุณกำลังเห็นอวัยวะพวกนั้นขาดจริงๆ น่ะครับ”

    เมอร์เรย์ ผู้โตมากับการดูภาพยนตร์สยองขวัญ ยังคงจำได้ถึงการดู The Evil Dead ครั้งแรกตอนที่เขาอายุ 15 ปี “การได้กลับไปดูมันอีกครั้งและได้อ่านบทหนังเรื่องใหม่เป็นเรื่องน่าสนใจครับ” เขากล่าว “เนื้อเรื่องใหม่มีความสมจริงมากกว่าและนำเสนอตัวละครในแบบที่ต่างออกไป ซึ่งก็ทำให้หนังมืดหม่นขึ้นเยอะ เฟดเป็นคนที่คลั่งสเปเชียล เอฟเฟ็กต์จริงๆ เขาก็เลยอยากจะใช้ทุกอย่างในกล้อง ผมรู้สึกดีจริงๆ ที่ได้ร่วมงานกับคนที่มีแบ็คกราวน์แบบเขา”

    เมื่อเอฟเฟ็กต์ในภาพยนตร์ซับซ้อนขึ้น การทำให้คนกลัวก็ยิ่งยากขึ้นๆ เรื่อยๆ เมอร์เรย์ตั้งข้อสังเกต “คนได้สัมผัสถึงเรื่องสยองขวัญมากขึ้นเยอะและเริ่มชินชากับมัน การตัดสินใจว่าจะโชว์อะไรหรือจะบอกอะไรเป็นนัยๆ กลายเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าเดิม ผมคิดว่าเราได้สร้างสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวจริงๆ ขึ้นมาในเรื่องนี้ครับ”

    นักแสดงทุกคนต้องผ่านการแปลงโฉมด้วยเมคอัพและชิ้นส่วนเทียมเพื่อเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นร่างปีศาจ สำหรับนาตาลี ทีมงานได้สร้างแขนเทียมห้าข้างที่ใช้แทนระดับการเน่าเปื่อยของเธอขึ้นมา “เธอจะต้องหั่นแขนตัวเองออก” เมอร์เรย์บอก “เราเริ่มต้นแขนซิลิโคนข้างหนึ่งและทำให้ตัวเธอติดกับตัวแสดงแทน เพื่อที่เธอจะได้เป็นคนแสดง ส่วนตัวแสดงแทนของเธอก็จะเป็นคนบังคับแขนที่ติดเชื้อนั่นน่ะครับ มีแขนหนึ่งที่เธอจะตัดออกจริงๆ และเราก็มีอีกหนึ่งแขนหนึ่งหลังจากที่แขนเธอร่วงลงพื้น และอลิซาเบธก็ต้องรับมือกับเรื่องทั้งหมดนั้น”

    แต่นั่นก็เทียบอะไรไม่ได้เลยกับความทรมานที่ไมอา ตัวละครของเจน เลวีจะต้องเจอ “ตัวละครตัวนี้ติดอยู่ในพุ่มหนามแหลมแถมถูกไฟครอกอีกต่างหากก่อนที่ส่วนที่เป็นเดดไดท์ของเธอจะปรากฏออกมา” เมอร์เรย์กล่าว เราแบ่งแยกขั้นตอนการถูกสิงของเธอออกเป็นแปดขั้นด้วยอุปกรณ์ประมาณ 150 ชิ้นที่เราจับผสมผสานรวมกัน”

    อาการบาดเจ็บของไมอากลายเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการออกแบบเมคอัพของเธอ โอ’ เคนกล่าวว่า “ตอนที่เราได้พบเธอครั้งแรก เธอเพิ่งอดเฮโรอินมา เธอก็เลยผอมซูบและเราก็เห็นเธอค่อยๆ โทรมลงเรื่อยๆ ชิ้นส่วนซิลิโคนจะต้องทำขึ้นมาใหมม่ทุกครั้ง ดังนั้น ทีมงานของโรเจอร์ก็เลยต้องทำงานหนักทุกวัน ปกติแล้ว เจนจะนั่งเก้าอี้นานสามชั่วโมงก่อนที่เธอจะได้ใส่คอนแท็คเลนส์ แล้วเธอถึงจะไปเข้าฉาก เราต้องการเวลาอีกชั่วโมงหนึ่งเพื่อที่จะลบเมคอัพออก เธออดทนมากๆ เวลานั่งเก้าอี้ตัวนั้น เธอไม่เคยแต่งเมคอัพแบบนี้มาก่อน แต่เธอก็มีความมุ่งมั่นและชื่นชอบที่เราทำให้เธอดูน่ากลัวน่ะค่ะ

    เลวีอ้างว่าจำกระบวนการที่หฤโหดนั้นได้น้อยมาก “ฉันนั่งบนเก้าอี้แล้วก็ปล่อยให้พวกเขาจัดการค่ะ” เธอบอก “หลังจากเสร็จแล้วพวกเขาก็ฉีดน้ำใส่ฉัน เพื่อให้ฉันดูเหมือนเหงื่อท่วมตัว แล้วก็ราดเลือดใส่ฉัน ฉันจำได้ตอนที่มีการหล่อหัวของฉัน พวกเขาใช้ยางแบบที่หมอฟันใช้มาโปะหัวฉัน แล้วพวกเขาก็ใช้กระดาษเปเปอร์มาเช่พันรอบหัวฉัน ปล่อยให้มันแข็งตัว ก่อนที่พวกเขาจะตัดมันออก แล้วพวกเขาก็หล่อฟันฉัน ลิ้นฉัน หน้าอกฉัน แขนฉันและขาฉันด้วย เราน่าจะใช้เวลาหล่อซัก 12 ชั่วโมงได้ค่ะ”

    บรูซ แคมป์เบลจำได้ถึงกระบวนการที่ต่างออกไปเล็กน้อยในครั้งแรก “เราทำโมลด์ส่วนหัวด้วยปูนปลาสเตอร์ของปารีส” เขาบอก “มันพื้นฐานมากๆ จนเราดึงเอาขนตาทุกเส้นจากนักแสดงนำหญิงของเรา ในการดึงเอาโมลด์ออก เธอต้องโน้มตัวมาข้างหน้าและปล่อยให้แรงโน้มถ่วงดึงมันหลุดออกจากหน้าเธอ แล้วขนตาเธอก็ฝังแน่นอยู่กับปูนปลาสเตอร์ครับ”

    แต่ในครั้งนี้ แม้แต่เครื่องแต่งกายก็ถูกคิดให้ประสานกับเอฟเฟ็กต์อย่างรอบคอบ “เราทำงานอย่างค่อยจะใกล้ชิดกับแผนกชิ้นส่วนเทียมและสเปเชียล เอฟเฟ็กต์เพื่อให้ได้ลุคที่เหมาะสมค่ะ” ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายซาราห์ วูน กล่าว “ชุดจะต้องถูกจัดอย่างประณีตเพื่อเอื้อต่อการใช้ริกกลไก บางชุดจะต้องมีส่วนยืดด้านหลังและชุดอื่นๆ ก็มีชิ้นส่วนพิเศษติดอยู่ มีไม่กี่อย่างหรอกค่ะที่คุณจะสามารถใส่เข้าไปในชุดชั้นในซีทรูได้ แต่คุณก็จะต้องประหลาดใจกับสิ่งที่คุณสามารถซ่อนได้ด้วยผ้าพันแผลสีเนื้อ และเลือดก็ซ่อนอะไรได้เยอะเหมือนกันค่ะ”

    อัลวาเรซมอบหมายให้วูนสร้างสรรค์ชุดที่ไร้กาลเวลาและให้ความรู้สึกแบบอเมริกัน “แต่เขายังต้องการลุคให้ดูเพ้อฝันหน่อยๆ ด้วย” นักออกแบบกล่าว”เราต้องการที่จะเชื่อมโยงกับผู้ชมหนุ่มสาว และสร้างฐานแฟนหนังสยองขวัญกลุ่มใหม่ขึ้นมาค่ะ”

    ด้วยความที่คำนึงถึงเรื่องนั้น เธอก็เลยสรรค์สร้างลุคที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวินเทจสำหรับไมอา “เธอไม่มีเงินจะใช้ซื้อเสื้อผ้ามากนักค่ะ” วูนกล่าว “เธอก็เลยมักจะเลือกเสื้อผ้าเก่าๆ และมีบางชิ้นที่มาจากแม่และยายของเธอ เราเริ่มต้นด้วยการให้เธอสวมเสื้อแขนยาวตัวเก่าทับเดรสวินเทจ เพราะเธอรู้ว่าเธอจะเจอกับสถานการณ์ยากลำบาก เธอก็เลยสวมเสื้อแขนยาวที่ทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจ เสื้อผ้าชิ้นหลักอีกชิ้นของเธอคือกระโปรงชั้นในที่เราตัดเย็บขึ้นจากแพทเทิร์นของยุค 20s มันเป็นชุดชั้นในแฮนด์เมดที่สวยมากๆ และมันก็ยังคงอยู่รอดตลอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อเธอเปลี่ยนกลายเป็นปีศาจด้วย เราคิดว่าสไตล์วินเทจน่ารักๆ จะขัดแย้งกันดีกับสิ่งที่เธอกลายเป็นน่ะค่ะ เราต้องเย็บชุดชั้นใน 62 ชุดสำหรับสตันท์ดับเบิลและบอดี้ ดับเบิลหลายคนด้วยมือค่ะ”

    การเรียก Evil Dead ว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่นองเลือดที่สุดตลอดกาลไม่ได้เป็นคำพูดเกินจริง ทั้งในเรื่องกลไกและสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เจสัน ดูรีย์ ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายเอฟเฟ็กต์กล่าวว่า “ใน 30 Days of Night ซึ่งเป็นหนังแวมไพร์ฟอร์มยักษ์ที่เลือดสาด เราใช้เลือด 4,500 ลิตร แต่ในหนังเรื่องนี้ เราใช้เลือดประมาณ 25,000 ลิตร แล้วเราก็น่าจะใช้อ้วกประมาณ 300 ลิตร ซึ่งรวมทั้งการทดสอบและถ่ายทำด้วย จำนวนของเหลวในร่างกายในหนังเรื่องนี้มากกว่าทุกเรื่องที่ผมเคยทำมาก่อน มันค่อนข้างจะน่าขยะแขยงและน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริงครับ”

    ดูรีย์กล่าวว่า คำขอร้องที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดของผู้กำกับสำหรับทีมเอฟเฟ็กต์คือ “มากขึ้นอีก มากขึ้นอีก ผมอยากให้มันใหญ่ขึ้น” “เฟดนำสิ่งใหม่ๆ มาสู่การถ่ายทำของเราด้วยการผลักดันเราด้วยแก็กบางอย่างและขอในสิ่งที่เราไม่มั่นใจว่าเราจะทำได้ยังไงน่ะครับ” เขากล่าวเสริม “มันทำให้งานของผมน่าสนใจ และเขาก็มักจะขอควันหรือเลือดเพิ่มขึ้นเสมอ และเราก็จัดให้เขาครับ”

    แล้วอัลวาเรซกำลังมองหาอะไรอยู่ล่ะ “ตลอดเวลา คนพูดกันว่า เลือดมันเยอะไปมั้ย อะไรก็ตามเยอะไปมั้ย” ผู้กำกับเล่า “ผมบอกว่า มันไม่มีคำว่าเยอะไปหรอก ไม่มีอะไรเยอะเกินไปถ้าเราจะทำมันจริงๆ ผู้ชมควรจะคาดหวังสิ่งที่ไม่คาดฝันนะครับ! พวกเขาจะไม่ทันตั้งตัวเลย”

    The Evil Dead เป็นผลงานทุนสร้างต่ำสุดๆ ด้วยเทคโนโลยีง่ายๆ เพื่อประหยัดงบประมาณ แต่ครั้งนี้ ทีมผู้สร้างมีงบประมาณมากขึ้นแล้ว “และสิ่งที่พัฒนามากที่สุดในการสร้างหนังตลอด 32 ปีที่ผ่านมาคือเทคโนโลยีครับ” ทาเพิร์ตบอก “เราถ่ายทำ The Evil Dead ด้วยระบบที่เป็นพื้นฐานที่สุด แล้วเราก็อิมโพรไวส์ทุกอย่างเอา เราไม่มีดอลลีด้วยซ้ำ เราพยายามที่จะสร้างพลังงานบ้าคลั่งแบบเดียวกันด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในปัจจุบัน เราถ่ายทำด้วยกล้องใหม่เอี่ยม ที่มีความละเอียดสูงลิบลิ่วถึง 4k ซึ่งดูแล้วเหมือนฟิล์ม 16 ม.ม.เลยครับ”

    บางที สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดในลุคโดยรวมของเรื่องคือแสง “ใน Evil Dead ต้นฉบับ เรารู้ว่ามันจะต้องเข้าฉายในโรงหนังไดรฟ์อิน” ทาเพิร์ตบอก “มันจะมีแสงจากบรรยากาศในไดรฟ์อินมากกว่าในโรงหนังทั่วไป เราก็เลยพยายามทำให้หนังสว่างขึ้นเพื่อที่ผู้ชมในไดรฟ์อินจะเห็นภาพบนหน้าจอได้ แต่เฟดใช้วิธีที่เป็นศิลปะมากกว่า หนังเรื่องนี้มีลุคที่ขุ่นมัว เท็กซ์เจอร์เยอะและแพงมากๆ ครับ”

    อัลวาเรซยังแหวกขนบด้วยการถ่ายทำหลายๆ ฉากในตอนกลางวัน “ไม่บ่อยนักหรอกครับที่คุณจะได้เห็นฉากหนังสยองขวัญถ่ายทำในช่วงกลางวันเยอะแบบนี้” เขากล่าว “แต่กล้องของเราดีมากและมีระดับสีเยอะมาก หนังเรื่องนี้ก็เลยออกมาดูดีมากๆ ผมรู้สึกว่า สำหรับหลายๆ ฉาก ตัวเลือกที่ชัดเจนคือการถ่ายทำในช่วงกลางคืน แต่เราพบตัวเลือกอื่นๆ ในช่วงกลางวันที่จะทำให้มันน่ากลัวยิ่งขึ้น เพราะคุณสามารถมองเห็นได้ว่าอะไรอยู่ในป่าน่ะครับ”

    ผู้กำกับภาพ แอรอน มอร์ตันอธิบายถึงลุคโดยรวมของเรื่องว่า “ดิบเถื่อน” “เฟดยังได้คุณสมบัติไร้เวลาที่จะดึงผู้ชมให้รู้สึกถึงความปลอดภัยหลอกๆ ในตอนเริ่มต้นเรื่อง” เขากล่าว “เราใช้เครื่องมือมากมายในหนังสยองขวัญคลาสสิกในการทำให้ผู้ชมแคร์ตัวละคร เพื่อที่เวลาพวกเขาเจอปัญหา เราจะได้ปฏิกิริยาที่รุนแรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

    มอร์ตันกล่าวว่า แง่มุมที่ท้าทายที่สุดของการถ่ายทำสำหรับเขาคือการหาสมดุลที่เหมาะสมระหว่างความมืดและแสงสว่าง “แม้กระทั่งตอนที่มันมืด มันก็จะต้องมีรูปทรงครับ” เขากล่ว “สาวๆ จะต้องดูสวยและหนุ่มๆ ก็จะต้องดูแกร่ง เราใช้กล้อง Sony F65 ตัวใหม่ ซึ่งเป็นกล้องที่วิเศษมาก เมื่อบวกกับเลนส์ Arri Master Prime ของเรา มันก็ช่วยสร้างลุคที่เหมือนกับฟิล์มขึ้นมาได้ ส่วนหนึ่งของมันเกิดจากชัตเตอร์กลไกของกล้อง ที่จะเลียนแบบลุคของฟิล์มอย่างที่เราคุ้นเคย มันเป็นเทคโนโลยีดิจิตอลที่ทันสมัยที่สุดในตอนนี้ครับ”

    การถ่ายทำได้อ้างถึงภาพยนตร์ภาคแรกด้วยช่วงเวลาที่พลังชั่วร้ายไล่ตามไมอาในป่า “ช็อตนั้นนำมาจากหนังต้นฉบับครับ” มอร์ตันบอก “สมัยนั้น พวกเขาติดกล้องกับท่อนไม้ แล้วให้คนที่อยู่อีกฝั่งวิ่งไปพร้อมกับมัน เราอยากจะเล่นกับตรงนั้น เราก็เลยใช้กลไกเคเบิลแบบพกพา ในตอนที่ปีศาจไล่ล่าไมอา นั่นคือผมที่พุ่งตรงเข้าหาเธอบนสายเคเบิลครับ มันค่อนข้างเป็นอะไรตามสัญชาตญาณทีเดียว”

    นอกจากนี้ การลำดับภาพก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้มข้นและความรวดเร็วของเรื่องราวนี้ด้วย “หนังต้นฉบับให้ความรู้สึกแบบพังค์ครับ” ไบรอัน ชอว์ มือลำดับภาพบอก “มันเป็นอะไรแบบยุคนั้น ช่วงต้นยุค 80s และเราก็พยายามจำลองความรู้สึกนั้น เฟดเขียนมันเอาไว้ในบทแล้ว บางครั้ง ตอนที่ผมอ่านบท ผมจะอยากให้พวกเขาตัดฉากออกซักสามสี่ฉาก แต่หนังเรื่องนี้กระชับครับ เขารู้ว่าจะสร้างความสะพรึงกลัวยังไงและเขาจะยืดเวลามันออกไปได้นานแค่ไหน”

    แม้ว่าประสบการณ์ทั้งสองครั้งจะแตกต่างกันมากแค่ไหนสำหรับทีมผู้สร้าง แต่การร่วมมือร่วมใจกันอย่างดีในการสร้าง Evil Dead ขึ้นมาก็ทำให้ทาเพิร์ตนึกถึงกระบวนการที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างภาพยนตร์ภาคแรกขึ้นมาสำหรับเขาและหุ้นส่วนของเขา “Evil Dead ต้นฉบับเป็นหนังที่ยากลำบากและมีความเฉพาะเจาะจงมาก แต่เมื่อมองกลับไปแล้ว มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมสำหรับแซม, บรูซและผม” เขาเล่า “ผลของมันทำให้เราเป็นเพื่อนกันตลอดชีวิต หนังเรื่องนี้เหนื่อยน้อยกว่าเยอะ เพราะเงินช่วยแก้ปัญหาบางอย่างได้ ผมรู้สึกดีจริงๆ ที่ได้ร่วมงานกับแซมและบรูซในหนังที่ทำให้เรามารวมตัวกันอีกครั้ง”

    “การร่วมงานกับเฟดเป็นเรื่องน่ายินดี” เขาเล่าต่อ “เขามีคุณสมบัติหลายอย่างที่ผมมองหาในตัวผู้กำกับ แม้ว่านี่จะเป็นหนังเต็มรูปแบบเรื่องแรกของเขา เขาก็มีประสบการณ์ในการทำงานในกองถ่ายมานานและเขาก็มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและไล่ตามวิสัยทัศน์นั้น การทำงานกับคนแบบนั้น สำหรับผมแล้ว เป็นส่วนที่ดีที่สุดของกระบวนการ ผมตั้งตารอที่จะได้เห็นว่าเขาจะทำอะไรต่อไปครับ”

    แคมป์เบลกล่าวชื่นชมภาพยนตร์ฉบับสมบูรณ์อย่างตื่นเต้น “ไม่เพียงแต่การแสดงในหนังเรื่องนี้จะดีกว่าเดิม พวกสเปเชียล เอฟเฟ็กต์และการถ่ายทำก็ดีกว่าเดิมด้วยครับ คุณจะไม่ได้เห็นสายยางฉีดน้ำสีเขียวพ่นเลือดออกมา ในครั้งนี้ เราใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และทุนพอประมาณ มาสร้างมันอีกครั้ง ผมหวังว่าซักวันหนึ่ง จะมีการฉายควบ Evil Dead ทั้งสองเรื่อง ผมอยากจะนำมันเข้าฉายที่อลาโม ดราฟท์เฮาส์ในออสติน ผมคิดว่ามันคงจะเป็นหนังควบที่เข้ากันได้ดีมากๆ เลยล่ะ”

    ประวัตินักแสดง

    เจน เลวี (ไมอา)
    ได้สร้างชื่อเสียงในฐานะนักแสดงหญิงดาวรุ่งที่มีอนาคตไกลที่สุดคนหนึ่งอย่างรวดเร็ว ด้วยอายุเพียง 21 ปี เธอคว้าบทนางเอก เทสซา อัลท์แมนในซีรีส์ฮิตเรื่องใหม่ทางเอบีซี “Suburgatory” ซึ่งจะกลับมาฉายซีซันที่สองในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ในเดือนตุลาคม ปี 2012 เธอได้แสดงประกบวิคตอเรีย จัสติส และเชลซี แฮนด์เลอร์ในภาพยนตร์เรื่อง Fun Size ที่กำกับโดยจอช ชวอร์ทซ์สำหรับพาราเมาท์ เมื่อเร็วๆ นี้ เธอได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกใน Nobody Walks (ที่เขียนบทและกำกับโดยทีมงานเบื้องหลัง Tiny Furniture) ที่เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2012

    เลวีเติบโตขึ้นมาทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย แม้ว่าเธอจะเริ่มสนใจการแสดงตั้งแต่เล็กๆ (เธอเริ่มต้นแสดงละครเรื่อง ANNIE และ THE WIZARD OF OZ ในโรงละครชุมชน) สมัยไฮสคูล เธอได้ดำรงตำแหน่งกัปตันทีมฟุตบอลโรงเรียนและอยู่ในทีมเต้นฮิปฮ็อปด้วย นอกจากนี้ เธอยังถนัดวิชาเคมีอีกด้วย หลังจากที่ได้เรียนหลักสูตรศิลปะศาสตร์ที่กูเชอร์ คอลเลจในบัลติมอร์ เจนก็ย้ายไปนิวยอร์กเพื่อฝึกฝนการแสดงเพิ่มเติมที่สเตลลา แอดเลอร์ คอนเซอร์วาทอรี สองปีให้หลัง เธอก็ย้ายไปลอสแองเจลิส และภายในไม่กี่สัปดาห์ เธอก็ได้รับบทเด็กสาวเสน่ห์เย้ายวนในห้าเอพิโซดของซีรีส์โชว์ไทม์โดยจอห์น เวลส์ เรื่อง “Shameless” (ร่วมกับดับบลิว. เอช. เมซี) เธอใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส

    ไชโลห์ เฟอร์นันเดซ (เดวิด)
    ได้แสดงในดราเมดี้ที่กำลังจะลงโรงเรื่อง Syrup ประกบบริทนีย์ สโนว์, แอมเบอร์ เฮิร์ดและเคลลัน ลูทซ์ ล่าสุด เขาได้แสดงประกบอแมนดา ไซย์ฟรี้ดและแกรี โอลด์แมนในภาพยนตร์โดยแคทเธอรีน ฮาร์ดวิคเรื่อง Red Riding Hood นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในภาพยนตร์อินดีโดยแอนโธนี เบิร์นส์เรื่อง Skateland (2010) ประกบแอชลีย์ กรีน ซึ่งเปิดตัวในสายประกวดของงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์และเทศกาลเซาธ์บายเซาธ์เวสต์

    เฟอร์นันเดซเติบโตมาในเมืองยูเคียห์ ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย พออายุได้ 19 ปี เขาก็ย้ายไปลอสแองเจลิสเพื่อยึดอาชีพนักแสดง การแสดงของเขาในภาพยนตร์เรื่อง Crossroads: A Story of Forgiveness ทำให้เขาได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชม หลังจากนั้น เขาก็ได้แสดงในทริลเลอร์อินดีเรื่อง Interstate และดรามาเรื่อง Gardens of the Night ประกบจอห์น มัลโควิช, เจเรมี ซิสโต้และกิลเลียน จาค็อบส์

    หลังจากนั้น เฟอร์นันเดซก็ได้รับบทประจำในดรามาซีบีเอสเรื่อง “Jericho” ในบทฌอน ฮอว์ธอร์น วัยรุ่นที่มีนิสัยร้ายกาจ ซึ่งบทนี้ก็นำเขาไปสู่การแสดงประกบโนอาห์ ซีแกนในภาพยนตร์สยองขวัญที่ถูกมองข้ามเรื่อง Deadgirl และทริลเลอร์เหนือธรรมชาติเรื่อง From Within ที่ได้แสดงประกบโธมัส เด็คเกอร์และรูเมอร์ วิลลิส หลังจากนั้น เขาก็ได้แสดงประกบไบรอัน ค็อกซ์ในทริลเลอร์ชื่อดังเรื่อง Red ที่เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ Red ที่สร้างจากนิยายโดยแจ็ค เค็ทชัม บอกเล่าเรื่องราวของผู้ชายที่เรียกร้องความยุติธรรมจากวัยรุ่นสามคนที่ฆ่าหมาของเขาโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้แสดงใน Cadillac Records ภาพยนตร์พีเรียดที่เล่าถึงขาขึ้นและลงของเชส เรคคอร์ดส์ ค่ายเพลงอาร์แอนด์บีที่ทรงอิทธิพล เขารับบทฟิล เชส ประกบเอเดรียน โบรดี้, บียอนเซ โนว์เลส, เจฟฟรีย์ ไรท์และกาเบรียล ยูเนียน

    ผลงานจอแก้วเรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ซีรีส์โชว์ไทม์เรื่อง “The United States of Tara” ประกบโทนี คอลเล็ตต์และบรี ลาร์สันและซีรีส์ซีดับบลิวเรื่อง “Gossip Girl” ประกบบริทนีย์ สโนว์, คริสเตน เบลและเบลค ไลฟ์ลี

    ลู เทย์เลอร์ ปุชชี (อีริค)
    สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองท่ามกลางกลุ่มนักแสดงอนาคตไกลรุ่นราวคราวเดียวกับเขาในตอนที่ภาพยนตร์เรื่อง Thumbsucker ของไมค์ มิลส์ เข้าฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2005 การแสดงของเขาในบทจัสติน ค็อบบ์ เด็กหนุ่มเลือดร้อนวัย 17 ปี ทำให้ปุชชีได้รับทั้งรางวัลซันแดนซ์ สเปเชียล จูรี ไพรซ์สาขาการแสดงและรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน

    ล่าสุด เขาได้แสดงในดรามาเรื่อง The Music Never Stopped ในบทชายหนุ่มที่มีอาการความจำเสื่อมอย่างรุนแรง และเขาก็ใช้ดนตรีเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำของตัวเองและความสัมพันธ์ของเขากับครอบครัว เมื่อเร็วๆ นี้ เขายังได้ถ่ายทำการแสดงนำในภาพยนตร์ดราเมดี้โดยอลองโซ มาโยเรื่อง The Story of Luke ประกบแครี เอลเวส และเซธ กรีน นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในเอพิโซดของซีรีส์ฮิตเรื่องใหม่ของเอชบีโอเรื่อง “Girls” ที่นำแสดงโดยลีนา ดันแฮมอีกด้วย ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ภาพยนตร์โดยจอห์น ฮินด์แมนเรื่อง The Answer Man ประกบเจฟฟ์ แดเนียลส์, ลอเรน เกรแฮม, แคท เดนนิงส์และโอลิเวีย เธิร์ลบี้, ภาพยนตร์โดยเดวิดและอเล็กซ์ พาสเตอร์เรื่อง Carriers ประกบคริส ไพน์, ไปเปอร์ เพราโบและเอมิลี แวนแคมป์และภาพยนตร์โดยวิล แคนอนเรื่อง Brotherhood ซึ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์บรรยายยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์เซาธ์บายเซาธ์เวส์ปี 2010

    ปุชชีโตขึ้นมาในนิวเจอร์ซีย์ตอนกลาง และไม่สนใจในการแสดงเลยจนกระทั่งอายุได้ 10 ขวบ เมื่อป้าของเขาติดสินบนให้เขาเข้ารับการทดสอบที่โรงละครในชุมชน สองปีให้หลัง เขาก็ได้รับบทเฟรดริช ในละครบรอดเวย์เรื่อง “The Sound of Music” ปุชชีเปิดตัวในโลกภาพยนตร์ด้วยบทเควิน นักโบกรถผู้ถูกซ้อมอย่างหนัก ที่ตัวละครของไฟรูซา บอล์คไปพบเข้าในภาพยนตร์โดยรีเบ็กก้า มิลเลอร์เรื่อง Personal Velocity (2002)

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ Fast Food Nation, Southland Tales, The Legend of Hell’s Gate, The Go-Getter, The Chumscrubber และ Explicit Ills ด้านจอแก้ว ปุชชีได้แสดงในภาพยนตร์เอชบีโอโดยเฟร็ด เชพิซีเรื่อง “Empire Falls” ประกบพอล นิวแมนและเอ็ด แฮร์ริส นอกจากนั้น เขายังได้แสดงในซีรีส์ “Law & Order: Criminal Intent” ประกบเพื่อนร่วมแสดงจาก Thumbsucker วินเซนต์ ดิ โอโนฟริโอ นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในมิวสิคเพลง “Jesus of Suburbia” ของกรีน เดย์ ให้กับผู้กำกับซามวล เบเยอร์อีกด้วย

    เจสสิก้า ลูคัส (โอลิเวีย)
    ได้สร้างชื่อเสียงของตัวเองอย่างรวดเร็วในฐานะนักแสดงหญิงที่เป็นที่ต้องการตัวอย่างสูงทั้งในจอแก้วและจอเงิน เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์อินดีโรแมนติกคอเมดีเรื่อง Are We Officially Dating? ที่เธอแสดงประกบแซ็ค เอฟรอน, ไมลส์ เทลเลอร์และไมเคิล บี. จอร์แดน หลังจากนี้ เธอจะได้แสดงในทริลเลอร์ดรามาของซีดับบลิวเรื่อง “Cult” ซึ่งเปิดตัวไปในวันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงกลางซีซัน เธอได้แสดงประกบแมทท์ เดวิสในซีรีส์เรื่องนี้ ที่ตามรอยของการสืบสวนเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมลึกลับและการหายตัวไปที่เกี่ยวข้องกับการแสดงภายในการแสดง

    ล่าสุด เธอได้แสดงประกบมาร์ติน ลอว์เรนซ์และแบรนดอน ที. แจ็คสันในคอเมดีโดยนิว รีเจนซีเรื่อง Big Mommas: Like Father, Like Son ภาคสามของแฟรนไชส์ Big Momma’s House ในปี 2008 เธอได้แสดงในหนึ่งในภาพยนตร์ที่เป็นที่จับตามองสูงสุดในรอบปี Cloverfield จากผู้กำกับเจ.เจ. อับรามส์ ภาพยนตร์ทริลเลอร์ไซไฟเรื่องนี้เปิดตัวที่อันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศ ผลงานภาพยนตร์ของเธอรวมถึงโรแมนติกคอเมดีโดยดรีมเวิร์คส์เรื่อง She’s the Man ประกบอแมนดา ไบนส์ และบทนำในภาพยนตร์โดยสกรีน เจมส์และเลคชอร์ ฟิล์มเรื่อง The Covenant ประกบเทย์เลอร์ คิทส์ช และเชซ ครอว์ฟอร์ด

    ลูคัสเกิดและเติบโตในแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เธอแสดงตั้งแต่อายุได้เจ็ดขวบ เธอเริ่มต้นฝึกฝนด้านการแสดงอาชีพกับชิลเดรนส์ เธียเตอร์ อาร์ตส์และมีผลงานละครเวทีอย่างรวดเร็วในละครท้องถิ่นเรื่อง Snow White & The Seven Dwarfs, Grease, Cinderella, Mousetrap และชุดการแสดง Music Medley ลูคัสขยับขยายสู่งานจอแก้วและจอเงินอย่างรวดเร็ว ผลงานจอแก้วของเธอรวมถึงบทประจำในคอเมดีเอ็นบีซีเรื่อง “friends with Benefits” ช่วงกลางซีซัน, ซีรีส์ซีดับบลิวเรื่อง “Melrose Place” ที่นำกลับมาทำใหม่, ซีรีส์ดรามาวัยรุ่นแคนาดายอดนิยมเรื่อง “Edgemont” และซีรีส์ดังทางเอบีซีที่อายุสั้นเรื่อง “Life As We Know It” รวมไปถึงบทประจำที่ถูกพูดถึงมากในซีรีส์ซีดับบลิวเรื่อง “90210” และซีรีส์ยอดนิยมอันดับหนึ่งทางซีบีเอสเรื่อง “CSI”

    อลิซาเบธ แบล็คมอร์ (นาตาลี)
    เมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งรับบทซิสเตอร์มารีแอนนาในซีรีส์เอบีซีเรื่อง “The Legend of the Seeker” และได้รับบทดารารับเชิญในซีรีส์ออสเตรเลียยอดนิยมเรื่อง “Home and Away” ด้านจอแก้ว เธอได้รับบทเล็กๆ ในโรแมนติกดราเมดี้โดยโจนาธาน เทปลิทซ์กี้เรื่อง Burning Man ประกบแมทธิว กู๊ดและราเชล กริฟฟิธส์

    แบล็คมอร์สำเร็จการศึกษาจากสถาบันเวสเทิร์น ออสเตรเลียน อคาเดมี ออฟ เพอร์ฟอร์มิง อาร์ตส์ในปี 2008 ผลงานละครเวทีของเธอรวมถึงบทเฮเลนาในละครเรื่อง “A Midsummer Night’s Dream” โปรดักชันของแบล็ค สวอน เธียเตอร์ คัมปะนี ที่กำกับโดยเคท เชอร์รี เธอรับบทเฮเลนาอีกครั้งใน “A Midsummer Night’s Dream” โปรดักชันของบี ชาร์ป ที่กำกับโดยเอียมอน แฟล็ค เธอรับบทเออร์ซูลาในละครโดยแบล็ค สวอนเรื่อง “Much Ado About Nothing” ที่กำกับโดยเคท เชอร์รีเช่นกัน

    ประวัติทีมผู้สร้าง

    เฟด อัลวาเรซ (ผู้กำกับ)
    เกิดในมอนทีวิดีโอ ในปี 1978 เฟด อัลวาเรซเริ่มต้นสร้างภาพยนตร์สต็อปโมชันตั้งแต่อายุ 7 ขวบโดยใช้กล้อง SuperVHS ของพ่อเขา หลังจากสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสื่อสา เขาก็เริ่มต้นทำงานเป็นผู้กำกับโฆษณาที่ประสบความสำเร็จ ผู้ชำนาญในการใช้วิชวล เอฟเฟ็กต์ พออายุได้ 29 ปี เขาก็ก่อตั้งบริษัทโปรดักชันและโพสต์โปรดักชันของตัวเอง และได้อำนวยการสร้างและกำกับภาพยนตร์ขนาดสั้นทาง Youtube เรื่อง “Panic Attack!” เกี่ยวกับเอเลียนบุกเมืองมอนทีวิดีโอ บ้านเกิดของเขา

    ภาพยนตร์ไซไฟขนาดสั้นเรื่องนั้นทำให้เขาได้เซ็นสัญญากับซีเอเอและได้ทำข้อตกลงกับแมนเดท พิคเจอร์สที่จะกำกับภาพยนตร์ โดยมีแซม ไรมี เป็นผู้อำนวยการสร้าง ในต้นปี 2010 เขาได้ติดอันดับ “100 บุคคลสร้างสรรค์ที่สุดในวงการ” ของนิตยสารฟาสต์คัมปะนี ในนิวยอร์ก ร่วมกับเจมส์ คาเมรอน, ไรอัน เมอร์ฟีย์และสไปค์ โจนซ์

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Photo Gallery

    The Angry Birds Movie
    Log in | Designed by Gabfire themes