Fifty Shades Freed | ฟิฟตี้เชดส์ฟรีด

Fifty Shades Freed | ฟิฟตี้เชดส์ฟรีด

  • Genres: Drama, Romance, Thriller
    Running Time: 105 min
    Release Date: February.09,2018 (USA)
    MPAA Rating: R for strong sexual content, nudity, and language.
    Distributors: Universal Pictures
    Starring: Dakota Johnson, Jamie Dornan, Arielle Kebbel
    Directed by: James Foley

    เจมี่ ดอร์แนน และดาโกต้า จอห์นสัน กลับมารับบท คริสเตียน เกรย์ และแอนัสเตเซีย สตีล ในภาพยนตร์เรื่อง Fifty Shades Freed ภาคที่ถือว่าเป็นไคลแม็กซ์ของภาพยนตร์ชุดนี้ที่สร้างจากหนังสือเบสต์เซลเลอร์ที่สร้างปรากฏการณ์ “Fifty Shades” จนแพร่ระบาดไปทั่วโลก หลังจากที่เคยสร้างกระแสฮือฮาเอาไว้ในปี 2015 และ 2017 ด้วยผลงานภาพยนตร์สองภาคแรกที่เป็นงานบล็อกบัสเตอร์จนโกยเงินจากทั่วโลกมาได้เกือบๆ $950 ล้านเหรียญ ภาพยนตร์ภาคที่ 3 จะปรากฏสู่สายตาชาวโลกในช่วงวาเลนไทน์ของปี 2018

    คริสเตียน และแอนา คู่รักข้าวใหม่ปลามันที่เพิ่งผ่านงานวิวาห์มาหมาดๆ และเชื่อว่าพวกเขาได้ทิ้งบุคคลในอดีตไปแล้ว ต่างยอมรับในสถานะความผูกพันที่เหมือนจะหนีกันไม่พ้น และใช้ชีวิตอย่างหรูหราสุขสบายอยู่ด้วยกัน แต่ขณะที่แอนาเริ่มรับบทบาทหน้าที่คุณนายเกรย์อย่างเต็มตัว ทางด้านคริสเตียนก็เริ่มรู้สึกผ่อนคลายและใช้ชีวิตปักหลักในแบบที่เขาอาจจะยังไม่คุ้นเคยนัก แต่ไม่ทันไร ภัยคุกคามใหม่ก็เข้ามาเขย่าตอนจบที่น่าจะแฮปปี้เอนดิ้งของพวกเขาเสียตั้งแต่มันยังไม่ทันเริ่มต้นด้วยซ้ำ

    และที่กลับมารับบทบาทเดิมจากที่เคยแสดงเอาไว้ใน Fifty Shades สองภาคแรก ก็คือนักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลออสการ์ มาร์เซีย เกย์ ฮาร์เด้น และแอนดรูว์ แอร์ลี ในบท ดร.เกรซ เทรเวลเลี่ยน และคาร์ริค เกรย์, พ่อแม่อุปถัมภ์ของ คริสเตียน, ริต้า ออร่า รับบท มีอา น้องสาวของคริสเตียน, ลุค ไกรมส์ รับบท เอลเลียต พี่ชายของเขา, เจนนิเฟอร์ เอห์ลี รับบท คาร์ล่า แม่ของแอนา และคัลลั่ม คีธ เรนนี่ รับบท เรย์ สตีล พ่อเลี้ยงของแอนา และสามีเก่าของคาร์ล่า, เอริค จอห์นสัน รับบท แจ็ค ไฮด์ เจ้านายเก่าของแอนาที่ ซีแอตเติ้ล อินดีเพนเด้นท์ พับลิคชิ่ง (SIP), เอลอยส์ มัมฟอร์ด รับบท เคท เพื่อนสาวคนสนิทของแอนา, วิคเตอร์ ราซุก รับบท โฮเซ่ ร็อดริเกซ เพื่อนสนิทคนไว้ใจของแอนา และแม็กซ์ มาร์ตินี่ รับบท เทย์เลอร์ บอดี้การ์ดของคริสเตียน

    ภาพยนตร์ตอนสุดท้ายของภาพยนตร์ชุดนี้ยังให้การต้อนรับการกลับมาของ บรูซ อัลท์แมน ในบท เจอร์รี่ โรช ผู้ก่อตั้งและประธานของ SIP, เฟย์ มาสเตอร์สัน ในบท เกล โจนส์ คนดูแลบ้านของคริสเตียน, โรบินน์ ลี ในบท รอส ไบลี่ย์ ซีโอโอของเกรย์ เอนเตอร์ไพรส์ โฮลดิ้ง และแอชลีห์ ลาโธรป ในบท ฮันนาห์ ผู้ช่วยของแอนาที่ SIP

    ร่วมสมทบด้วยนักแสดงหน้าใหม่ของภาพยนตร์ชุดนี้ ได้แก่ แอรีลล์ เค็บเบล ในบทสถาปนิค เจีย แม็ททิโอ, แบรนด์ ดอเธอร์ตี้ ในบท ซอว์เยอร์ บอดี้การ์ดของแอนา, แกรี่ ฮัดสัน ในบท จอห์น ลินคอล์น สามีเก่าของเอลีน่า และไทเลอร์ โฮชลิน ในบท บอยซ์ ฟ็อกซ์ การค้นพบใหม่ในงานวรรณกรรมของแอนา

    Fifty Shades Freed กำกับโดย เจมส์ โฟลี่ย์ ผู้เคยกำกับภาพยนตร์ Fifty Shades Darke (Fear, House of Cards) และอำนวยการสร้างโดย ไมเคิล เดอ ลูก้า, เดน่า บรูเน็ตตี้ และมาร์คัส วิสซิดี้ ร่วมด้วย อีแอล เจมส์ ผู้สร้างภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ชุดนี้ บทภาพยนตร์เป็นฝีมือการเขียนบทโดย ไนออลล์ เลนนาร์ด โดยสร้างจากนิยายของอีแอล เจมส์

    โฟลี่ย์ได้ทีมสนับสนุนงานหลังกล้อง ซึ่งล้วนแต่เป็นทีมงานชุดเดิมที่เคยร่วมงานกับเขามาแล้ว อาทิเช่น ผู้กำกับภาพ จอห์น ชวาร์ตแมน (Fifty Shades Darker, Seabiscuit), โปรดักชั่นดีไซเนอร์ เนลสัน โค้ทส์ (Fifty Shades Darker, The Proposal), ผู้ลำดับภาพ ริชาร์ด ฟรานซิส-บรูซ (Fifty Shades Darker, Se7en), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เชย์ คันลิฟฟ์ (Fifty Shades Darker, The Bourne Ultimatum) และผู้แต่งดนตรีประกอบ แดนนี่ เอลฟ์แมน (Fifty Shades series, Avengers: Age of Ultron)

    ไม่มีตอนจบแบบเทพนิยาย:
    Fifty Shades Freed เริ่มต้น

    ด้วยยอดขายที่สร้างสถิติของหนังสือนิยายชุดของ อีแอล เจมส์ เรื่อง “Fifty Shades” บวกกับความสำเร็จทางด้านรายได้ในระดับที่น่าประทับใจของภาพยนตร์สองภาคแรก เหล่าบรรดาผู้สร้างหลักที่ทำให้ Fifty Shades กลายเป็นกระแสนิยมไปทั่วโลก อยากจะเห็นตอนจบของเรื่องราวไตรภาคนี้ปรากฎขึ้นบนจอภาพยนตร์

    ผู้อำนวยการสร้าง เดน่า บรูเน็ตตี้ เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า “ในฐานะผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์ชุดนี้ การมอบชีวิตให้กับหนังสือเหล่านี้ ซึ่งแฟนๆ ตั้งตารอและได้เห็นความสำเร็จที่เป็นปรากฏการณ์ของมัน ถือว่าพิเศษสุดจริงๆ ครับ มันไม่ใช่แค่บางสิ่งที่ผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการสร้าง ผู้เขียนบท ผู้กำกับ ทีมนักแสดง หรือทีมงาน เคยทำมาในอาชีพของพวกเขา การสามารถสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาด้วยภาพยนตร์ที่แตกต่างกันถึงสามเรื่อง มันคือรางวัลชีวิตและน่าพึงพอใจที่สุดแล้วครับ ผมรู้สึกดีใจมากที่ได้รับการยอมรับทั้งจากครอบครัว ‘Fifty Shades’ โดย เอริก้า (อีแอล เจมส์) แต่รวมไปถึงบรรดาแฟนๆ ด้วย เพราะพวกเขาคือคนสำคัญ สิ่งที่พวกเราไม่คิดจะทำเลยก็คือการไปปั่นป่วนสิ่งที่พวกเขารักมากที่สุด”

    แต่ทางทีมผู้สร้างรู้ตัวมานานแล้วว่าสิ่งที่พวกเขาทำ ไม่ใช่การสร้างความปั่นป่วนให้กับเรื่องนี้ โดยดูได้จากผลรายได้ของภาพยนตร์ภาคแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น เมื่อภาพยนตร์ตัวอย่างของ Fifty Shades Darker ซึ่งเป็นภาพยนตร์ภาคที่ 2 เปิดตัวทางออนไลน์ในเดือนกันยายน ปี 2016 ในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ยอดวิวพุ่งขึ้นสูงถึง 114 ล้านวิว ทุบทำลายสถิติตัวอย่างหนังที่ทำยอดวิวไว้สูงที่สุดก่อนหน้านี้อย่าง Star Wars: The Force Awakens ที่มียอดวิว 112 ล้านวิว

    อีแอล เจมส์ ซึ่งเป็นทั้งคนแต่งหนังสือเรื่องนี้ และยังเป็นผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์ชุดนี้ด้วย รู้สึกประหลาดใจกับความลึกซึ้งทางด้านอารมณ์ที่เรื่องราวของแอนัสเตเซีย สตีล และคริสเตียน เกรย์ ได้ปลุกกระแสขึ้นในตัวแฟนๆ ในจุดหนึ่ง เธอเคยรู้สึกพอใจแล้วที่เรื่องราวได้สรุปจบเอาไว้ในหนังสือหนึ่งเล่ม อีแอล เจมส์ อธิบายว่า “หนังสือสองเล่มแรกถูกเขียนขึ้นเป็นเรื่องเดียวกันนะคะ แล้วฉันก็หยุดอยู่แค่การขอแต่งงาน และคิดว่า ‘นี่มันยอดเยี่ยมแล้ว ฉันทิ้งพวกเขาเอาไว้ในที่ที่ดีแล้ว’ แต่ฉันได้รับแรงกระตุ้นจากคนอ่านให้เขียนเรื่องออกมาอีก ฉันจำได้ว่าอยู่ในช่วงวันหยุด และฉันกำลังฟังเพลง ‘You Will Never Find Another Love Like Mine’ เวอร์ชั่น ไมเคิล บูเบล ซ้ำแล้วซ้ำอีก ฉันคิดว่า ‘เดี๋ยวก่อนสิ ถ้าฉันจะเขียนเรื่องต่อ ฉันจะเขียนเรื่องอะไรดีล่ะ’”

    “ฉันรู้ว่าเรื่องเดียวที่ฉันทำได้ก็คือการให้แอนาตั้งท้อง และดูปฏิกริยาของคริสเตียน ซึ่งก็ไม่ดีนักหรอกค่ะ” อีแอล เจมส์ กล่าวต่อ “ฉันรู้ว่านั่นคือจุดที่ฉันอยากให้เรื่องดำเนินไป นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ฉันเริ่มลงมือเขียนหนังสือเล่มที่ 3 เพื่อจะได้เห็นเขาตื่นกลัว เกรี้ยวกราด เมื่อเธอบอกเขาว่าเธอตั้งท้อง เขาระเบิดตูม เพราะตัวเขาเองก็คือเด็กขี้กลัวค่ะ”

    เมื่อทางทีมผู้สร้างตัดสินใจที่จะถ่ายทำภาพยนตร์ภาคที่ 2 และ 3 Darker และ Freed ไปพร้อมๆ กัน ทุกคนจึงต้องเข้าประจำที่เพื่อจะสานต่อเรื่องราวของแอนาและคริสเตียนที่เดินหน้าก้าวเข้าสู่โลกในฐานะคู่ชีวิตที่แต่งงานกันแล้ว อย่างไรก็ดี แทนที่จะแค่แบ่งเรื่องออกเป็นสองท่อน พวกเขาตัดสินใจที่จะสร้างเรื่องราวนี้ให้เป็นตอนแยกกัน การตัดสินใจนี้ได้รับการสนับสนุนด้วยการเลือกตัว เจมส์ โฟลี่ย์ ให้มาเป็นผู้กำกับของภาพยนตร์ทั้งสองภาค ซึ่งโฟลี่ย์ก็เดินเข้ามาทำงานพร้อมกับประสบการณ์การสร้างซีรีส์ที่ได้รับคำชมอย่างเรื่อง House of Cards

    โฟลี่ย์บอกว่าการถ่ายทำภาพยนตร์ทั้งสองตอนไปพร้อมๆ กันถือเป็นรางวัล “มันไม่ใช่ความท้าทายแบบเบิ้ลสองนะครับ เพราะภาพยนตร์สองเรื่องนี้มันดำเนินเรื่องต่อกันเลย มันคือภาพใหญ่ในหัวของคุณ ถ้าคุณถ่ายทำภาพยนตร์ทีละตอน คุณจะยังคงถ่ายมันออกเป็นตอนๆ และต้องนึกภาพของภาพยนตร์ทั้งเรื่องเอาไว้ในหัว ครั้งนี้ ภาพยนตร์ของเราจะยาวขึ้น แต่โครงอารมณ์ของเรื่องนั้นต่อกันโดยตรง ไม่ใช่ว่า Freed เริ่มต้นเรื่องในอีกสิบปีต่อมา ซึ่งคริสเตียนกับแอนาคงจะเปลี่ยนบุคลิกไปแล้ว แต่มันเริ่มต้นหลังจาก Darker แค่ไม่กี่เดือน ดังนั้น จึงมีความต่อเนื่องที่สมจริงที่ทำให้มันเป็นไปได้ครับ”

    บรูเน็ตตี้กล่าวว่า “เจมี่ โฟลี่ย์เป็นคนเล่าเรื่องเก่งมากครับ ผมรู้สึกว่า Darker และ Freed ต่างยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวพวกมันเอง ถ้าคุณไม่ได้ดู Fifty Shades of Grey หรือไม่ได้ดู Fifty Shades Freed เรื่อง Fifty Shades Darker ก็ยังดูเป็นหนังเรื่องหนึ่งอยู่ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องไตรภาคก็ตาม มันยังคงดูสนุกอยู่ครับ เช่นกันกับ Freed ทุกเรื่องต่างมีความเป็นหนังเรื่องหนึ่งโดยสมบูรณ์ในตัว โดยมีเรื่องที่ดี และเป็นหนังที่น่าติดตามครับ”

    เมื่อให้พูดถึงการเลือกชื่อตอนของภาคนี้ อีแอล เจมส์ อธิบายว่า “ในหนังสือเล่มที่ 3 ในที่สุด คริสเตียนก็ได้เรียนรู้ที่จะปล่อยวาง และยอมรับในสิ่งที่เดินเข้ามาหาเขา ฉันคิดว่าเขาเป็นอิสระแล้วค่ะ การได้เห็นผู้หญิงที่เขารักกับลูก คือสิ่งที่ช่วยเยียวยาได้ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับเขาค่ะ”

    แต่โทนของ Freed ดูช่างห่างไกลจากการเป็นเรื่องรักในเชิงเยียวยา ไนออลล์ เลนนาร์ด มือเขียนบทผู้กลับมาทำหน้าที่เดิมในภาพยนตร์ภาคนี้ กล่าวว่า “Freed เปิดเรื่องด้วยผู้ชายปริศนาคนหนึ่งที่มาเยือนสำนักงานของ เกรย์ เอนเตอร์ไพรซ์ส เรารู้ได้อย่างรวดเร็วว่าเขาคือ แจ็ค ไฮด์ และเขาไม่ได้มาปรากฏตัวพร้อมเรื่องดีๆ แน่ แทนที่จะเริ่มต้นด้วยชีวิตที่แสนสุขสบายของ คริสเตียน และแอนา เราเริ่มต้นด้วยภัยคุกคามจากแจ็ค มันทำให้เห็นชัดเจนว่าทุกอย่างที่พวกเขาทำในภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกจำกัดด้วยภัยจากความแค้นของเขา นับแต่เริ่มต้น พระเอกนางเอกของเราไม่เคยปลอดภัย และมีความสุข คริสเตียนรู้ตัวดี และเขาไม่ได้บอกแอนา เขาคิดว่าเขากำลังปกป้องเธอ แต่แน่นอน ในฐานะสามีและภรรยา คุณไม่สามารถปกป้องคนอื่นด้วยการเก็บความลับไว้ได้ ในที่สุด ความจริงก็ถูกเปิดเผย มันจึงกลายเป็นอุปสรรคอีกอย่างที่พวกเขาต้องเผชิญหน้าด้วยกัน และเป็นปัญหาอีกอย่างในความพยายามที่จะสร้างความไว้ใจระหว่างเขากับเธอ”

    ขณะที่มันอาจฟังดูเหมือนถูกกำหนดมาแล้วว่าคริสเตียนและแอนนาจะได้พบกับตอนจบแบบเทพนิยาย แต่เลนนาร์ดรีบแสดงความไม่เห็นด้วยในทันที “ผมคิดว่าตัวเอริก้าเองอาจต่อต้านความคิดเรื่องโชคชะตานะครับ เพราะมันบ่งบอกว่าไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ไม่สำคัญ เพราะคุณจะได้ลงเอยในที่ที่มีความสุข อันที่จริง แอนากับคริสเตียนต้องใช้ความพยายามอย่างมาก พวกเขาต้องก้าวออกมาเกินขอบเขตของตนเอง ต้องก้าวออกจากพื้นที่ที่ตัวเองรู้สึกปลอดภัย เพื่อจะค้นหากันและกัน และสร้างความสัมพันธ์ที่ช่วยพวกเขาเอาไว้ คำว่า ‘โชคชะตา’ มันฟังดูง่ายเกินไป มันเป็นการเดินทางโดยเจตนา มันคือการดิ้นรนต่อสู้ และเป็นช่วงเวลาของความขัดแย้ง ก็หวังว่าเราคงจะไม่ทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างมันดูง่ายไปหมด เพราะมันไม่ได้ง่ายเลยสำหรับตัวละครเหล่านี้ครับ”

    “สำหรับพวกเรา การแต่งงานคือการเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งใหม่ เรื่องใหม่ ความท้าทายใหม่ๆ ครับ” เลนนาร์ดอธิบายต่อ “มันไม่ใช่แค่ส่วนสำคัญที่สุด เอริก้าฉลาดมากที่สร้างจุดสำคัญในตอนเริ่มต้นหนังสือเล่มที่ 3 เพราะมันคือการเดินทางครั้งใหม่จริงๆ สำหรับตัวละครของเรา”

    เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับอีแอล เจมส์ ที่จะเริ่มต้น Freed ในจุดที่คริสเตียนและแอนาจะต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงของการใช้ชีวิตแต่งงาน เมื่อคุณตัดสินใจแต่งงานกับใครสักคนอย่างรวดเร็ว หลายอย่างคงไม่เป็นไปตามแผน “มันสร้างคำถามตั้งแต่เริ่มต้น” เจมส์สะท้อนความรู้สึก “คำถามนั้นและภัยคุกคามใหม่ได้โผล่เข้ามาใน Freed ค่ะ ดังนั้น เราจึงพบว่าคู่แต่งงานที่น่ารักของเราจะต้องทำความรู้จักกันและกัน และค้นหาวิธีที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ขณะที่คนที่แต่งงานมานาน คุณจะเหมือนปรับตัวเข้าหากันได้แล้วในการอยู่ด้วยกัน และนั่นก็คือสิ่งที่คริสเตียนและแอนาเพิ่งจะได้เริ่มทำค่ะ”
    เลนนาร์ด ซึ่งเป็นทั้งผู้ร่วมชีวิตและร่วมงานของ อีแอล เจมส์ พอใจกับส่วนผสมทั้งในส่วนของตัวละครและสภาพแวดล้อม แต่ขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกว่ามันเป็นงานที่ท้าทายที่สุดในการเขียนบท เขากล่าวว่า “การสำรวจการเดินทางของพวกเขาภายในชีวิตแต่งงานนั้นคือความท้าทายอย่างมหาศาลครับ และก็หวังว่าเราคงนำเสนอมันออกมาได้อย่างเหมาะสม มันช่วยผมได้มากกับความจริงที่ว่าเอริก้า ซึ่งเป็นนักเขียนเรื่องที่สร้างความบันเทิงได้อย่างมาก ได้ใส่เรื่องสนุกๆ ลงไปอย่างเช่น การขับรถไล่ล่า การปล้น และฉากเฮลิคอปเตอร์ตกเอาไว้ ผมจึงมีอิสระที่จะหยิบเอาเหตุการณ์ต่างๆ จากหนังสือเล่มสองและเล่มสามมา เพื่อจะทำให้เรื่องเดินหน้าได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าภาคที่ 3 คือตอนที่สร้างความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าครับ”

    ขณะที่หลายคนอาจคิดว่าการที่มีผู้สร้างเรื่องราวต้นฉบับนี้มาอยู่ในกองถ่ายด้วยในฐานะผู้อำนวยการสร้าง อาจทำให้เกิดข้อจำกัด แต่ผู้กำกับโฟลี่ย์บอกว่ามันไม่เป็นเช่นนั้นเลย “หน้าที่ของเธอในฐานะผู้อำนวยการสร้าง เอริก้าจะเสนอความเห็นบ้าง แต่ก็ไม่บ่อยนักหรอกนะครับ เวลาเธอให้ความเห็น เธอจะให้ความเห็นในแบบที่แสดงความนับถือต่อคุณมากที่สุด อาจแค่ถามคำถาม แทนที่จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าเธอกำลังพยายามกดดันให้คุณทำอะไรสักอย่างหนึ่งอยู่ เพราะเธอแค่ถามคำถาม ผมจึงมักเปิดกว้างที่จะคิดถึงคำถามนั้นๆ บางครั้งผมก็เห็นด้วยกับเธอ บางครั้งผมก็ไม่เห็นด้วย แต่ทุกอย่างเป็นไปอย่างฉันท์มิตรครับ เรากลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ซึ่งทุกวันนี้เราก็ยังสนิทกันอยู่ครับ”

    ที่กลับมาสู่งานสร้างภาพยนตร์ไตรภาคเรื่องนี้ พร้อมกับอีแอล เจมส์ และบรูเน็ตตี้ ก็คือทีมผู้อำนวยการสร้าง ไมก์ เดอ ลูก้า และมาร์คัส วิสซิดี้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกองถ่ายย่อยให้กับทั้ง Darker และ Freed

    วิสซิดี้อาจเป็นคนที่กระตือรือร้นที่จะถ่ายทำภาพยนตร์สองเรื่องพร้อมกันมากที่สุด โดยรู้ว่ามันคือการตัดสินใจที่สมเหตุผลและสร้างสรรค์ที่สุดด้วย “สำหรับผม มันไม่ได้น่ากลัวอะไรเลยนะ ผมยังสนับสนุนทางสตูดิโอด้วยซ้ำ มีการโต้แย้งกันเยอะมาก ผมสนับสนุนพวกเขา เพราะผมทำหน้าที่ทางด้านการเงิน ด้วยการบอกว่า ‘ประโยชน์ของการถ่ายทำ Darker และ Freed พร้อมกันก็คือ เราสามารถสร้างฉากดีๆ ให้กับหนังทั้งสองเรื่องเลย ทำไมจะต้องแยกพวกมัน แล้วหยุดไปสักหนึ่งปี แล้วก็มาเซ็ตฉากกันใหม่อีกรอบล่ะ’”

    “แต่ผมยังมีเหตุผลอีกหลายอย่างที่มากไปกว่าเหตุผลทางด้านการเงิน” วิสซิดี้บอกต่อ “สำหรับนักแสดง และสำหรับเจมส์ โฟลี่ย์ สำหรับพวกเขาที่จะได้ดู Darker และ Freed พวกเขาสามารถอ่านบททั้งสองภาค และเข้าใจจุดที่ตัวละครยืนอยู่ได้เลย เริ่มต้นด้วยหนังสือเล่มสอง และจบในหนังสือเล่มสาม มันช่วยพวกเขาได้มากเลยครับ ทำให้กระบวนการทำงานไหลลื่นมากขึ้น ตลอดการถ่ายทำ ถึงแม้ว่าบางครั้งคุณอาจจะต้องไปที่ฉากของ Darker วันหนึ่ง และไปที่ฉากของ Freed ในวันต่อมา มันก็ยังช่วยได้มากเลยครับ”

    “มันเป็นความรู้สึกหวานอมขมกลืนนะครับที่เห็นภาพยนตร์ไตรภาคนี้เวียนมาครบบรรจบเป็นวง” เดอ ลูก้าบอก “โปรเจ็กต์ที่เรารักที่เราทุกคนเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายปีก่อน กลายมาเป็นมากกว่าที่พวกเราคาดหวังกันเอาไว้มาก มันไม่ใช่แค่ภารกิจแห่งรักสำหรับพวกเราที่ทำงาน เพื่อทำให้ความคิดอันยอดเยี่ยมของเอริก้ามาขึ้นจอใหญ่เท่านั้น แต่ Fifty Shades ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ ยังเป็นที่ยอมรับจากแฟนๆ หลายสิบล้านคนที่เข้ามาดู เพื่อจะสัมผัสประสบการณ์การเดินทางของคริสเตียนและแอนานับแต่เริ่มต้น กับเรื่องราวบทนี้ มันยากสำหรับพวกเราทุกคนที่จะบอกลา…ในตอนนี้นะครับ”

    คุณนายเกรย์จะมาพบคุณแล้ว:
    จอห์นสันและดอร์แนนนำทีมนักแสดง

    เมื่อถึงเวลาต้องทำงานกับแอนาและคริสเตียน โฟลี่ย์ใช้เวลาเพื่อจะสะท้อนการทำงานที่จอห์นสันและดอร์แมนทุ่มเทให้กับภาพยนตร์ชุดนี้ “เจมี่และดาโกต้ามีความผูกพันโดยสัญชาตญาณกับตัวละครของพวกเขา ซึ่งนักแสดงที่แสดงบทบาทของพวกเขาได้ดีจะค้นพบได้ครับ ตรงจุดนี้ พวกเขาอ้างอิงถึงสิ่งที่พวกเขารู้ พวกเขาไม่ได้ทำให้ใครเชื่อ บางครั้งดาโกต้าเหมือนกระโดดลงไปในจิตใจและอารมณ์ของแอนา และเจมี่ก็ผ่อนคลายขึ้นมากกับการรับบทนี้ ใน Freed คุณเห็นเขาค้นพบ คริสเตียน เกรย์ ในตัวเขาเองเลยครับ”

    ผู้อำนวยการสร้าง เดอ ลูก้า เห็นด้วยกับผู้กำกับของเขา เขาอธิบายเสริมว่า “สิ่งที่เจมี่และดาโกต้าถูกเรียกร้องให้ทำในภาพยนตร์ชุดนี้คือการเข้ามามีส่วนร่วมในพื้นที่ที่หาได้ยาก ซึ่งมีเพียงนักแสดงไม่กี่คนเท่านั้นที่เคยเผชิญ ไม่ใช่แค่พวกเขาทุ่มเทให้กับการสร้างชีวิตให้กับสองตัวละครที่เป็นที่รักที่สุดในศตวรรษที่ผ่านมาเท่านั้น แต่พวกเขาต้องค้นให้พบถึงความแตกต่างของคริสเตียนและแอนา ภายใต้สายตาของประชาชนที่จับจ้องอยู่ พวกเขาต้องนำเสนอตัวเองอย่างงดงาม มีเสน่ห์ มีความเมตตา และความคึกคะนอง พวกเขาจะต้องทำทั้งหมดนี้ขณะที่ต้องสร้างความลึกให้กับตัวละครของพวกเขา ผมพูดกับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า ไม่มีนักแสดงสองคนไหนที่จะทำได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว”

    สำหรับการมารับบท แอนัสเตเซีย สตีล เป็นครั้งที่ 3 ดาโกต้า จอห์นสันกระโดดเข้าใส่โลกที่ท้าทายของแอนา และความเป็นตัวของตัวเอง เธอช่วยเพิ่มข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับจุดที่ตัวละครเหล่านี้ยืนอยู่ว่า “ใน Freed มันมีความตื่นเต้นเขย่าขวัญมากขึ้น มีแง่มุมที่เป็นความตื่นเต้นมากขึ้น มีตัวละครเพิ่มมากขึ้น และมีงานแอ็กชั่นมากขึ้นด้วยค่ะ ทั้งหมดนี้ถูกผสมรวมเข้ากับเรื่องราวความรัก เป็นความรักที่พัฒนาไปและลึกซึ้งมากขึ้น แอนัสเตเซียและคริสเตียนแต่งงานกันแล้ว และแอนัสเตเซียได้รับการเลื่อนตำแหน่ง เรียกว่ามีความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้นทั้งในชีวิตส่วนตัวและในชีวิตการทำงานของเธอเลยค่ะ”

    เธอเห็นด้วยกับ อีแอล เจมส์ และเลนนาร์ด เมื่อเธอกล่าวว่า “นี่คือเรื่องรักระดับเอพิค แต่เราก็ทำอย่างเต็มที่ที่จะทำให้มันดูติดดินและทุกคนเข้าใจได้ มันคือความผูกพันที่อธิบายไม่ได้ระหว่างคนสองคน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะ ตลอดเรื่องราวทั้งหมดนี้ คุณพบตัวละครที่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งทำให้เขาหรือเธอ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องยอมเปลี่ยนและปรับตัวเข้ากับความรักในแบบที่เป็น”

    เจมี่ ดอร์แนน รู้สึกทึ่งกับความท้าทายและปัญหาที่ทั้งสองคนต้องเผชิญใน Freed เขากล่าวว่า “ปฏิกิริยาที่คริสเตียนมีต่อแอนาที่กำลังตั้งท้องมันอาจไม่ดีนัก มันไม่ใช่รูปแบบที่คุณอยากให้คู่ชีวิตแสดงออก เมื่อคุณบอกเขาว่าคุณตั้งท้อง เขารู้สึกเหมือนไม่อยู่ในสถานะที่จะเป็นพ่อได้ จุดที่พวกเขายืนอยู่ในชีวิต และในความสัมพันธ์แบบที่เขาอยากจะอยู่กับเธอ ลูกเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาต้องการ มันไม่เหมาะกับโครงสร้างชีวิตของเขา โดยทางอารมณ์ เขารู้สึกว่าการมีวัยเด็กแย่ๆ อย่างที่เขามี พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเขาย่ำแย่มาก แล้วเขาจะเป็นพ่อที่ดีกว่านั้นได้ยังไง ความรู้สึกนั้นทำให้เขาหวาดกลัวอย่างมากครับ”

    ที่เพิ่มความกลัวให้มากขึ้นไปอีกหนึ่งระดับก็คือ ภัยคุกคามที่คริสเตียนเริ่มรู้สึกว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ร้ายต่างๆ ที่เริ่มเกิดขึ้น ดอร์แนนอธิบายว่า “เมื่อเขารู้สึกว่าทั้งเรื่องเฮลิคอปเตอร์และเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ถูกทำลาย เขารู้ว่า แจ็ค ไฮด์ ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เขารู้จักชายคนนี้ดีว่าเป็นคนที่จะไม่ยอมหยุดจนกว่าจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ในรูปแบบนั้น เขาก็ดูคล้ายกับคริสเตียนอย่างมาก”

    เอริค จอห์นสัน ที่ย้อนกลับมารับบท แจ็ค ไฮด์ ผู้ที่ความหลงใหลในตัวแอนาไม่มีขีดสุด เลือกเดินบนเส้นทางที่แตกต่างออกไป เมื่อทำงานกับตัวละครของเขา จอห์นสันเล่าว่า “หนึ่งในหลายๆ อย่างที่ผมมอง แจ็ค ไฮด์ ก็คือ เขาอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ มีความผูกพันกันในอดีตระหว่างพวกเขาสองคน และคุณมองเห็นได้เลยว่าผลลัพธ์มันแตกต่างและเสียหายขนาดไหน ผมอ่านเจอว่าเมื่อคนเราเจอกับประสบการณ์ที่สร้างบาดแผลในวัยเด็ก จะมีส่วนหนึ่งในตัวคุณที่ไม่เติบโตจนผ่านจุดนั้นไป มักจะมีความเป็นเด็กที่ได้รับบาดแผลซึ่งคุณพกติดตัวไปด้วย ไม่ว่าจะเข้ารับการบำบัดมากสักแค่ไหน ดังนั้น นี่ก็คือชายที่เคยพบบาดแผลในตอนเป็นเด็ก และมันส่งผลต่อชีวิตเขา นั่นคือหัวใจของสิ่งที่ผมพูดคุยกับเจมส์ โฟลี่ย์ อาจมีไฮด์ที่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ แต่เขาก็สามารถหลุดขั้วและตัดสินใจทำอะไรแย่ๆ ได้เช่นกัน”

    “เขาอยากได้ในสิ่งที่ คริสเตียน เกรย์ มี” จอห์นสันอธิบายต่อ “เขาต้องการบ้านของคริสเตียน เขาต้องการเฮลิคอปเตอร์ เขาต้องการเมียของคริสเตียน ถ้าเขามีไม่ได้ เขาก็จะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อทำลายสิ่งเหล่านั้น เขารู้สึกว่าชีวิตแบบนั้นควรเป็นของเขา ดังนั้น ไม่มีอะไรเลยที่เขาจะทำไม่ได้ ไม่มีใครที่เขาไม่กล้าทำร้ายเพื่อให้ได้สิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งก็คือการลงโทษคริสเตียนที่มีชีวิตในแบบที่เขาเองก็มีได้”

    แต่ถึงชีวิตของคริสเตียนจะดูเหมือนสมบูรณ์แบบ กับภาพลักษณ์ที่ดูเป็นมหาเศรษฐีหนุ่มรูปหล่อ แต่จริงๆ แล้วเขากลับมีข้อบกพร่องมากมาย สำหรับ มาร์เซีย เกย์ ฮาร์เดน ผู้รับบทเป็นแม่ของคริสเตียน มันคือสิ่งที่ฝังอยู่ภายใต้ตัวละครที่กระตุ้นให้เธอแสดงออกไป และเป็นสิ่งที่คนดูสามารถเข้าใจได้
    เธอเปิดเผยว่า “เราทุกคนต่างรู้จักคนที่มีสภาพจิตเป็นเหมือนคริสเตียน พวกเขาไม่สามารถแสดงความต้องการหรือความรู้สึกออกมาได้ พวกเขาจะไม่ก้าวออกมาหาคุณ หรือกอดคุณจากด้านหลัง ส่วนหนึ่งของการเดินทางของเขาก็คือการเรียนรู้ที่จะเห็นอกเห็นใจ ที่จะมีความรู้สึกกับคนอื่น เพื่อจะปล่อยให้ตัวเขาเองรู้สึก และต้องการ และอ่อนแอได้ เพื่อจะถอดหน้ากากนั้นออก และเป็นในสิ่งที่เขาเป็นจริงๆ นั่นคือสิ่งที่ฉันเข้าใจได้ มันคือส่วนของเรื่องราวความเป็นมนุษย์ ฉันชอบที่ตัวละครของฉันได้พูดกับเขาว่า ‘การแต่งงานที่ไม่เหลือช่องว่างเอาไว้สำหรับความผิดพลาดเลยนั้น คงอยู่ได้ไม่นาน’ หรือ ‘เข้าไปในนั้น และขอโทษ และตั้งใจทำด้วยนะ จากนั้นก็ให้เวลาเธอบ้าง’ กับแอนา เรื่องนี้จะปล่อยให้เธอเป็นฮีโร่ เธอได้ช่วยคนอื่นๆ เธอคือฮีโร่ทางด้านเพศที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป เธอคือฮีโร่ขาบู๊ นั่นคือส่วนผสมที่ดีค่ะ”

    ภัยคุกคามที่เกิดจาก แจ็ค ไฮด์ มาถึงในทุกแง่มุมในชีวิตของคริสเตียน โดยเฉพาะต่อครอบครัวของเขา คนที่รู้สึกถึงภัยคุกคามนี้มากกว่าคนอื่นก็คือ มีอา น้องสาวของเขา ซึ่งรับบทโดย ริต้า ออร่า เธออธิบายว่า “สำหรับฉันในฐานะที่เป็นนักแสดง Freed มีความแตกต่างออกไป ฉันได้สัมผัสด้านที่ ‘ตื่นเต้น’ ของหลายเรื่อง การถูกคุกคามโดย แจ็ค ไฮด์ มันสุดยอดมาก เพราะเขาน่ากลัว ถึงแม้ว่าในชีวิตจริง เอริคจะเป็นคนน่ารักมาก ฉันรู้สึกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นงานทริลเลอร์ค่ะ”

    ถึงแม้ แจ็ค ไฮด์ จะสุ่มซ่อนตัวอยู่ในทุกมุมรอบตัว แต่แอนาและคริสเตียนก็พยายามที่จะสร้างชีวิตใหม่ด้วยกัน ย้อนกลับไปที่โต๊ะทำงานของเธอที่ซีแอตเติ้ล อินดีเพนเด้นท์ พับลิคชิ่ง พร้อมตำแหน่งใหม่เป็นบรรณาธิการแผนกนิวฟิกชั่น แอนาได้รู้จักกับบล็อกเกอร์และนักเขียนงานออนไลน์ บอยซ์ ฟ็อกซ์ ซึ่งรับบทแสดงโดย ไทเลอร์ โฮชลิน (Teen Wolf และ Supergirl) โฮชลินพูดถึงตัวละครของเขาว่า “บอยซ์เป็นนักเขียนที่แอนาไปค้นพบตัวเข้า และรู้สึกว่าเขาน่าจะเป็นคนสำคัญที่จะช่วยขยายฐานคนอ่านของซีแอตเติ้ล อินดีเพนเด้นท์ เพรสส์ได้ เขามีคนที่ติดตามทางออนไลน์อยู่ และเขาก็ตื่นเต้นที่มีโอกาสได้ทำงานกับคนอย่างแอนา ผมมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา บอยซ์มีความเคารพในความเห็นของเธอเสมอ และความเห็นของเธอก็อยู่เหนือความเห็นของคนอื่น เมื่อพวกเขาตัดสินใจทำหนังสือด้วยกัน มันคือเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับบอยซ์ และมันเอื้อประโยชน์ต่อแอนาและหน้าที่การงานของเธอ”

    การเป็นภรรยาของมหาเศรษฐีพันล้านมีข้อได้เปรียบหลายอย่าง แต่ก็มาพร้อมกับการปรับเปลี่ยน ต้องเสียสละความเป็นส่วนตัว และมันมาในรูปแบบของซอว์เยอร์ บอดี้การ์ดส่วนตัวของแอนา ซอว์เยอร์รับบทโดย ไบรอันต์ โดเฮอร์ตี้ ขวัญใจแฟนๆ จาก Days of Our Lives, Army Wives และ Pretty Little Liars

    โดเฮอร์ตี้ออดิชั่นบทนี้ด้วยการส่งคลิปภาพไป และความพยายามของเขาก็ส่งผลดี เขาบอกว่า “สิ่งหนึ่งที่เจมส์บอกว่าเขากำลังตามหาอยู่ ก็คือ เขาต้องการคนที่สามารถใช้ปืน และเชื่อมั่นกับมันได้ ผมเคยเล่นเป็นทหารในซีรีส์ ดังนั้นผมจึงมีประสบการณ์กับการใช้อาวุธและผ่านการฝึกกลยุทธ์มา ในการออดิชั่นบทนี้ ผมเดินและดึงปืนออกมา และเจมส์ก็บอกว่านั่นคือวินาทีที่ทำให้ผมได้บทนี้ เขาบอกว่าพวกเขานั่งดูคนมาออดิชั่นบทนี้เยอะมาก แต่ผมคือคนที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นเมื่อใช้ปืนครับ”

    “ในหนังสือ ไม่มีอะไรบ่งบอกมากนักว่าซอว์เยอร์เป็นใคร” โดเฮอร์ตี้อธิบายต่อ “แต่มีเขียนบอกเอาไว้เยอะมากถึงสิ่งที่เขาทำ และรูปแบบที่เขาส่งผลต่อตัวละครรอบๆ ผมใช้สิ่งนั้นเพื่อเข้าไปในหัวของเขาและทำสิ่งที่ผมต้องการจากตัวละครตัวนี้ เขาต้องการชีวิตภายใน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดอะไรมากนักก็ตาม”

    ตัวละครอีกหนึ่งตัวที่อยู่ในจุดที่ดีแล้วก็คือ เคท เพื่อนของแอนา ซึ่ง เอลอยส์ มัมฟอร์ด กลับมารับบทนี้อีกครั้ง และเรื่องราวของเคทก็มีเส้นทางสุดโรแมนติคของเธอเองเช่นกัน โดยเธอรักกับ เอลเลียต พี่ชายของคริสเตียน (รับบทโดย ลุค ไกรมส์) มัมฟอร์ดพูดถึงความเป็นไปของตัวละครเหล่านี้ “เคทกับเอลเลียต ความรักของพวกเขายังคงดำเนินต่อไป มันเป็นความสัมพันธ์ที่สนุกมากค่ะ เพราะพวกเขาไม่ได้เจออุปสรรคมากมายเหมือนคู่ของแอนาและคริสเตียน พวกเขามีชีวิตรักที่ดำเนินไปอย่างสบายๆ ลุคกับฉันคุยเล่นกันในแทบทุกฉาก เอลเลียตและเคทได้เต้นรำด้วยกันค่ะ”

    แต่มันไม่ใช่การเต้นสโลว์ไปเสียทั้งหมด เมื่อบุคคลจากอดีตของลุคปรากฎตัวขึ้น มัมฟอร์ดเปิดเผยว่า “มีสถาปนิค เจีย แม็ททิโอ ซึ่งรับบทโดย แอรีลล์ เค็บเบล ซึ่งเอลเลียตเคยมีอะไรกับเธอในอดีต และเธอกลับมาปรากฎตัวอีกครั้ง เคทเริ่มกางกรงเล็บ เธอเป็นห่วงถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ มันใส่ซื่อมาก และมันชัดเจนขึ้นในแบบที่น่าแปลกใจและวิเศษมากเลยค่ะ เป็นการถ่ายทำที่สนุกมากจริงๆ”

    สำหรับไกรมส์ ความสัมพันธ์ที่ดีกับมัมฟอร์ดคือ “เคมีที่ลงตัวมาตั้งแต่ต้นครับ” ซึ่งถือเป็นโชคดีสำหรับพวกเขาทั้งคู่ เขาเล่าว่า “เราไม่ค่อยมีเวลาได้อุ่นเครื่องหรือซักซ้อมกันมากนัก ฉากแรกที่เราแสดงด้วยกันก็คือในเรื่อง Fifty Shades of Grey ผมเดินเข้าไป และเราก็เริ่มแสดงด้วยกัน โชคดีมากที่เอลอยส์เป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก และเราก็เข้ากันได้ดีตั้งแต่เริ่มต้นเลยครับ”

    พัฒนาการในภาพยนตร์ภาคต่อมา ทำให้มิตรภาพของนักแสดงแน่นแฟ้นมากขึ้น ไกรมส์กล่าวต่อไปว่า “ใน Fifty Shades of Grey ความรักระหว่างเคทกับเอลเลียตเกิดขึ้นเร็วมาก ใน Darker ความสัมพันธ์ของพวกเขาแน่นแฟ้นขึ้น ตอนนี้ ใน Freed เอลเลียตโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และความสัมพันธ์ของเธอกับเขาก็คืบหน้า ในที่สุด เขาก็เริ่มรู้ตัวว่าเธอคือผู้หญิงที่เขาอยากใช้ชีวิตด้วย มันน่ารักมาก เขารู้สึกตัวในงานแต่งงานของคริสเตียน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทั้งเอริก้าและเจมส์ โฟลี่ย์ ที่เราจะต้องแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกเช่นนั้นเมื่อเขามองไปที่เคท”

    เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับโฟลี่ย์ที่ตัวละครเอกของเรื่องกลายมาเป็นเครื่องยนต์ที่ผลักดันไปสู่การเปลี่ยนแปลงท่ามกลางเพื่อนๆ และครอบครัวของพวกเขา เขาบอกว่า “มีบางอย่างในตัวเอลเลียตและเคทที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแอนาและคริสเตียนอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกมากขึ้น มันส่งผลต่อคนอื่นๆ ในเชิงบวกครับ เมื่อเอลเลียตขอเคทแต่งงาน คุณรู้สึกราวกับว่ามีบางอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไป ตัวละครทุกตัวเริ่มเติบโตขึ้น มีความเคลื่อนไหวที่ดีมากๆ เลยครับ”

    สำหรับบทหญิงโสดเพียงคนเดียวในกลุ่ม เค็บเบลสนุกกับการแสดงบทบาทของเธอ รวมไปถึงเล่ห์กลที่ถูกเก็บซ่อน เธอบอกว่า “เจีย แม็ททิโอเป็นคนกระฉับกระเฉง คุณได้ยินเรื่องของเธอมาก่อนที่จะได้พบเธอด้วยซ้ำ ซึ่งก็คือที่งานแต่งงานของคริสเตียนและแอนา ซึ่งเธอสนุกกับการหว่านเสน่ห์ มีข่าวลือว่าเธอเป็นคนทำงานเก่งมาก แต่เธอแต่งตัวไม่ค่อยเหมาะสม ผู้หญิงมากมายไม่ค่อยชอบเธอ เธอเป็นคนสดใส เธอโตเป็นผู้ใหญ่ เธอเป็นสาวสังคม เธอรู้ว่าจะทำตัวอย่างไรเมื่ออยู่ในสังคม เธอกับแอนามีฉากที่ได้เจอกันในภายหลังซึ่งเป็นฉากที่ดีมาก เป็นฉากประเภทที่นักแสดงพอใจอย่างมาก”

    อีแอล เจมส์รีบอธิบายทันที ไม่ใช่แค่การพูดถึงทีมนักแสดงชุดเดิมที่กลับมารับบทเดิมของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักแสดงหน้าใหม่สำหรับ Fifty Shades ด้วย “เรามีทีมนักแสดงที่เก่งมากเลยค่ะ ซึ่งบังเอิญเป็นคนหน้าตาดีมากด้วย เพราะว่า…ทำไมจะไม่ดีละคะ”

    งานแต่งงานและฉากรถไล่ล่า:
    การออกแบบ Freed

    เพราะ Fifty Shades Freed เดินตามเรื่องราวหลังเหตุการณ์ใน Darker ในทันที งานออกแบบส่วนใหญ่จึงถูกสร้างและใช้ในภาพยนตร์ภาคที่ 2 มาแล้ว อย่างไรก็ดี โลกของ คริสเตียนและแอนา ก็ยังห่างไกลจากความคงที่ และความเปลี่ยนแปลงที่ตัวละครของพวกเขาต้องเจอก็ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นในสภาพแวดล้อมของพวกเขา

    จอห์นสันตั้งข้อสังเกตว่า “ในตอนเริ่มต้นของ Fifty Shades of Grey หญิงสาวคนนี้ไม่เคยแต่งหน้า และไม่สามารถเลือกชุดใส่ให้เข้ากันได้ เธอใสซื่อและไม่ได้สนใจในเรื่องภาพลักษณ์ของตัวเอง เมื่อมาถึง Fifty Shades Freed คุณได้พบกับหญิงสาวสวยที่เป็นเจ้านายทั้งในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัว เธอเข้าใจในร่างกายตัวเองและเรื่องเพศ เธอเป็นคนตรงไปตรงมาและเชื่อมั่น ทุกอย่างนี้ถูกสื่อผ่านภาพลักษณ์ภายนอกของเธอออกมาค่ะ”

    เชย์ คันลิฟฟ์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย บอกว่า “ภาพยนตร์เรื่องนี้และโลกนี้ก็คือ Darker และ Freed มันเป็นการสร้างโทนอารมณ์และโทนสีใหม่สำหรับตัวละครเหล่านี้ ตอนที่ฉันได้พบกับ เจมส์ โฟลี่ย์ ครั้งแรก เพื่อพูดคุยถึงภาพลักษณ์ของภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้ เขาบอกว่า ‘คือ… Darker มันจะดูหดหู่กว่า และ Freed จะสดใส เจิดจ้า เป็นอิสระ’ เรานำเอาถ้อยคำหลักง่ายๆ เหล่านั้นมา และเดินหน้าทำงานไปพร้อมกับไอเดียเหล่านั้น แอนาและคริสเตียนต่างมีชีวิตที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะแอนา ในภาพยนตร์สองเรื่องนี้ และมันก็ส่งอิทธิพลต่อการออกแบบเสื้อผ้าที่ฉันทำให้กับเธอ”

    แคโรลิน “คัล” ลูคส์ ผู้ตกแต่งฉาก บอกว่า “นี่คือช่วงเวลาที่สนุกมากค่ะ แอนารู้สึกเชื่อมั่นในความเป็นตัวเองมากขึ้น ภาพยนตร์เรื่องนี้เดินหน้าไปสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ เริ่มต้นด้วยภาพย้อนเหตุการณ์ในวันแต่งงาน ดังนั้น จึงมีสิ่งที่ฉันจะเรียกว่า ‘สีสันที่แสนสบายใจ’”

    อย่างไรก็ดี ตัวละครหลายตัวอาจไม่สุขสบายนัก โดยเฉพาะคนที่มีหน้าที่คอยปกป้องคนทั้งคู่ นั่นก็คือสมาชิกในทีมรักษาความปลอดภัยอย่าง เทย์เลอร์ (รับบทโดย แม็กซ์ มาร์ตินี่ อีกเช่นเคย) และซอว์เยอร์ คันลิฟฟ์อธิบายต่อไปว่า “ฉันติดตามความเป็นจริงของสิ่งที่เทย์เลอร์, ซอว์เยอร์ และทีมรักษาความปลอดภัยเป็น ซึ่งก็คือการแต่งกายดี แต่ไม่ฉูดฉาด และไม่สะดุดความสนใจมากนัก พวกเขาทุกคนดูเท่ และพร้อมลุย ดังนั้นพวกเขาทุกคนจึงดูดี แต่อันที่จริง พวกเขาแค่ใส่สูทเรียบๆ ที่ดูดี เหมาะที่จะติดตามนักธุรกิจพันล้านและภรรยาของเขาค่ะ”

    โดเฮอร์ตี้ชื่นชมต่อข้อมูลและรายละเอียดในการสร้างตัวละครตัวนี้ “ซอว์เยอร์จำต้องเคลื่อนไหว ต่อสู้ และปกป้อง เขาต้องทำแบบนั้นอยู่ตลอดเวลา เจมี่จะอยู่ในชุดสูทที่สวยงาม เนี๊ยบ ซึ่งผมเองก็อยากจะใส่มากครับ แต่ผมคงไม่สามารถขยับตัวได้ในชุดพวกนั้นในแบบที่ผมควรจะทำ” โดเฮอร์ตี้ยอมไว้เคราและไว้ทรงผมที่ดูไม่ต้องจัดแต่งทรงมากเกินไป “ผมไม่อยากให้เขาดูเข้มงวดจนเกินไปครับ ผมอยากให้เขามีด้านที่อบอุ่นบ้าง เขาไม่ใช่ภาพล้อเลียนของคนนะครับ”

    ในส่วนงานออกแบบที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โปรดักชั่นดีไซเนอร์ เนลสัน โค้ทส์ ยังคงสร้างโลกที่ Fifty Shades Freed เกิดขึ้น ขณะที่การถ่ายทำ ณ โลเกชั่นจริงจะเกิดขึ้นตลอดการถ่ายทำหลัก แต่ก็มีอยู่บ่อยครั้งที่พวกเขาถ่ายทำกันภายในกำแพงของโรงถ่ายในแวนคูเวอร์ (แคนาเดี้ยน โมชั่น พิคเจอร์ พาร์ค ในเบอร์นาบี้ และที่นอร์ธ ชอร์ สตูดิโอส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของฉากเพนต์เฮ้าส์ทั้งหมด) สำหรับโค้ทส์ นี่คือสิ่งที่สมเหตุผลอย่างมาก “หนึ่งในเหตุผลที่เราสร้างฉากขึ้นมาก็เพราะบางครั้งการเข้าถึงโลเกชั่นได้นั้นเป็นเรื่องยากมาก และยังมีความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายกำแพง หรือทำให้บางอย่างระเบิดหรือพังพินาศลงมา หรือไม่ว่าคุณต้องการทำอะไรในฉากนั้น บ่อยครั้งคุณไม่สามารถทำในสภาพแวดล้อมจริงๆ ได้ คุณสามารถควบคุมได้มากกว่าเมื่อคุณสร้างฉากในโรงถ่าย และคุณก็จะได้ภาพลักษณ์อย่างที่ต้องการเป๊ะๆ เลยครับ”

    อะไรคือสิ่งที่ท้าทายมากขึ้นในการสร้างพื้นที่ใช้งานสำหรับนักแสดงและทีมงาน “สำหรับทุกฉาก คุณลงเอยด้วยการสร้างศูนย์การทำงานขึ้นมา เรามีรูปวาดที่เราสร้างขึ้นมาเป็นฉากติดเอาไว้ที่สำนักงานครับ” โค้ทส์อธิบายถึงรายละเอียด “ทุกแปลน ทุกจินตนาการ ช่างไม้ต้องรู้เลยว่าพวกเขาจะต้องทำอะไร ตัวอย่างเช่น เมื่อพวกเขาทำเหล็กสักชิ้นที่ต้องถูกดัดโค้ง คุณต้องแสดงให้พวกเขาเห็นเลยว่ามันทำงานยังไง ทุกรายละเอียดต้องผ่านการคิดคำนวณ ราวกับเรากำลังสร้างบ้านจริงๆ มีเครื่องตรวจจับควันจริงๆ ที่เชื่อมต่อกับระบบเตือนภัย มันคือสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยมากครับ นั่นเกิดจากงานออกแบบ ทุกสิ่งที่คุณเห็นบนจอภาพยนตร์ ผ่านการออกแบบมาเป็นอย่างดี และสร้างขึ้นโดยทีมงานที่เก่งที่สุดที่เรามีครับ”

    การพูดคุยระหว่างโปรดักชั่นดีไซเนอร์ และผู้กำกับ มีขึ้นตลอดเกี่ยวกับว่าพื้นที่ส่วนตัวของ คริสเตียนและแอนา จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และถูกออกแบบให้เข้ากับผู้อยู่อาศัยมากขึ้น โดยเฉพาะใน Freed กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพื้นที่นั้นๆ เมื่อคนเรามีเงินมากมาย

    สำหรับโค้ทส์ สรุปได้ด้วยคำๆ เดียว คือการเปลี่ยนแปลง เขาบอกว่า “พวกเขาเปลี่ยนหลายสิ่งหลายอย่างไปเยอะมาก พวกเขาอาจมีจุดที่พวกเขาชื่นชอบ ซึ่งเขาตั้งรูปวาดใหม่เอาไว้ ดังนั้น จึงมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ความคิดของเราก็คือ กฎต้องเปิดกว้าง คริสเตียนอาจเปลี่ยนสิ่งต่างๆ อยู่บ่อยๆ เขารู้สึกเบื่อหน่าย เขาอาจก่อสร้างใหม่ หรือตกแต่งใหม่ อาจนำหลายสิ่งออกมาจากห้องเก็บของ หรือหมุนเวียนเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ระหว่างที่ทำงานกับที่บ้าน เราพูดคุยกับเอริก้าบ่อยมาก และเธอก็ชอบไอเดียนั้น เราก็เลยสนุกกับการตัดสินใจเลือก ซึ่งอาจไม่ได้เห็นกันในหลายพื้นที่”

    สถานที่แห่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากนับแต่ปรากฏให้เห็นครั้งแรกใน Darker จนมาถึงใน Freed ก็คือห้องที่กลายมาเป็นห้องทำงานของแอนาที่ SIP (ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของ แจ็ค ไฮด์) ลูคส์ ผู้ตกแต่งฉาก เล่าว่า “เราทำให้ห้องนั้นสว่างขึ้น ใส่โซฟาสีเทาซีดๆ กับโต๊ะคอนกรีตตัวสวยเข้าไป เราแต่งมันด้วยแสง เปิดหน้าต่าง ใส่ดอกไม้สดเข้าไปทุกวัน เรายังใส่อารมณ์ขันลงไปด้วย เราทำให้มันเป็นห้องทำงานของผู้หญิง ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว มีสีฟ้า สีชมพู และสีม่วงลาเวนเดอร์”

    เช่นเดียวกับห้องทำงานของเธอ ภาพลักษณ์ในที่ทำงานของแอนาก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเมื่อเธอไต่เต้าในบริษัทแห่งนี้ ตามที่คันลิฟฟ์บอก ก่อนหน้านี้แอนาดูเป็นหญิงสาวที่เพิ่งทำงานที่แรก เธอใส่กระโปรงสั้น เสื้อโค้ทตัวเล็ก ไม่ค่อยดูเป็นผู้บริหารมากนัก ไม่กี่วันหลังจากได้รับการเลื่อนตำแหน่ง คันลิฟฟ์บอกว่า “เราเปลี่ยนไปใช้เดรสตัวงาม เราเริ่มให้เธอแต่งตัวแบบผู้หญิงที่ให้ความรู้สึกเป็นผู้บริหารมากขึ้น พอถึงเวลาที่เราต้องทำงานกับ Freed เมื่อเธอเป็นเจ้าของบริษัท เราสร้างภาพลักษณ์ที่ดูหรูหรามากขึ้น เป็นสูทสีดำตัวสวย กับเสื้อผ้าเรียบง่ายแต่ดูมีอำนาจ” แต่ก็ต้องคิดอยู่เสมอว่าเจ้าของบริษัทก็ยังเป็นหญิงสาว คันลิฟฟ์มองว่าการตัดสินใจเลือกต้องมีความเหมาะสมสำหรับผู้หญิงในวัย 20 กว่าๆ เพียงแต่ต้องให้ความรู้สึกเนี๊ยบมากกว่าเสื้อผ้าของเด็กสาว

    แทบไม่มีความยุ่งยากเลยในการตัดสินใจเลือกสำหรับหนึ่งในฉากที่เป็นไฮไลท์ของเรื่องราวทั้งในหนังสือและในภาพยนตร์ นั่นก็คืองานแต่งงานของคริสเตียนและแอนา โฟลี่ย์รู้ดีว่าฉากนี้จะต้องสวยงามสมความคาดหวังของแฟนๆ และต้องดูหรูหรางดงามด้วย “มันคืองานที่ต้องคิดเยอะมาก เพราะคริสเตียนเป็นมหาเศรษฐี ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของความหรูหราของงานนี้ แต่เราก็คิดด้วยว่างานแต่งงานของคริสเตียนและแอนาคงจะไม่ฉูดฉาดจนเกินไป เราอยากผสมผสานสิ่งที่ดูเป็นงานที่เป็นส่วนตัว แต่ก็ต้องหรูหราด้วย และเราก็พบสมดุลที่ดีครับ”

    ลูคส์เปิดดูหนังสืองานแต่งงานเป็นกองๆ และพบภาพลักษณ์มากมายที่ทำให้เธอรู้สึกสนใจ โดยเฉพาะจากงานเลี้ยงหรูหราในดูไบ เธอเลือกงานสองสามชิ้นเป็นแรงบันดาลใจ เธอติดต่อหาผู้จัดงานท้องถิ่นในแวนคูเวอร์ ซึ่งเชี่ยวชาญในการจัดงานแต่งงานแบบอินเดีย ตะเกียงที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษถูกนำมาตกแต่งสถานที่ ซึ่งเต็มไปด้วยดอกไม้ที่ทำจากผ้าไหม เมื่อการถ่ายทำเกิดขึ้นตลอดเวลาสามวัน ผ้าไหมทั้งหมดถูกพ่นด้วยสีสเปรย์ และต้นวิสทีเรียจากผู้ผลิตในอินเดียถูกนำมาติดตั้ง การสั่งและขนส่งของทุกอย่างนั้นใช้เวลานานกว่าสามเดือน

    คันลิฟฟ์พูดถึงการออกแบบชุดแต่งงานของแอนาว่า “ฉันได้ความเห็นจากเอริก้ามาตั้งแต่แรกว่าอะไรบ้างที่สำคัญสำหรับเธอ ซึ่งก็คือจะต้องมีกระดุมเม็ดเล็กๆ ไล่ไปตามด้านหลังของชุดนั้น ฉันรู้ว่าฉันอยากได้ชุดที่ให้อารมณ์โบราณ แต่วิธีตกแต่งต้องมีความสดใหม่ เหมือนตัว แอนา เอง จะต้องดูไร้กาลเวลา มีความน่ารัก โดยไม่ดูน่าเบื่อเกินไป ฉันร่วมงานกับนักออกแบบชุดแต่งงาน โมนิค ลูอิลเลียร์ (ซึ่งเคยร่วมกันออกแบบชุดราตรีให้กับ แอนา ในงานเลี้ยงสวมหน้ากากใน Darker มาแล้ว)” ในลอสแองเจลิส สองดีไซเนอร์ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับบุคลิกของแอนา คันลิฟฟ์ได้แบ่งปันรูปถ่ายชุดวินเทจที่เธอค้นคว้าเอาไว้ และที่ถูกใส่เข้ามาด้วยก็คือการบรรยายภาพชุดแต่งงานของนักเขียน อีแอล เจมส์ จากตัวนิยาย

    ลูอิลเลียร์ส่งภาพสเก็ตช์กลับไปให้คันลิฟฟ์ และได้พูดคุยกันต่อ จากนั้น คันลิฟฟ์ได้ดึงจอห์นสันเข้ามาร่วมงานด้วย โดยเธอคอยให้ความคิดเห็น เชย์อธิบายต่อไปว่า “มันเป็นความร่วมมือกันอย่างแท้จริงเลยค่ะ จากนั้น เราก็ส่งทั้งหมดกลับไปให้โมนิค แล้วฉันก็ได้ชุดแต่งงานที่สมบูรณ์แบบกลับมา มันคือทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันฝันถึง แทบจะเป็นวินาทีที่เราได้ลองชุดในคืนก่อนแต่งงาน ชุดนั้นเข้ากับดาโกต้าพอดีเลยค่ะ”

    ฉากไฮไลท์อีกฉากหนึ่งใน Freed ก็คือการที่คริสเตียนจัดการให้มีคนมาเยี่ยมแอนา หลังจากที่เจ้าสาวคนใหม่ของเขาบ่นว่าเธอไม่ได้เจอเพื่อนๆ สักเท่าไหร่ ว่าแต่เศรษฐีพันล้านเขาทำกันยังไงนะ เขาชวนทุกคนเดินทางไปเที่ยวที่คฤหาสต์บ้านพักสุดหรูของตระกูลเกรย์ในแอสเพน (เป็นรางวัลที่แอนาประมูลชนะที่งานเลี้ยงการกุศลสวมหน้ากากใน Darker ด้วยเงินที่คริสเตียนให้เธอ) เมื่อแอนาขึ้นเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว เธอได้พบกับเคท, เอลเลียต, มีอา และโฮเซ่ (วิคเตอร์ ราซุก)

    ที่ใช้ถ่ายทำฉากบ้านเกรย์แอสเพน ที่จริงแล้วคือบ้านของ ซาร่าห์ แม็คลาชแลน ศิลปินชาวแคนาเดี้ยนในวิสทเลอร์, บีซี เป็นบ้านที่มีเพียงเปียโนของแม็คลาชแลน กับงานศิลปะที่เธอเก็บเป็นการส่วนตัวแค่ไม่กี่ชิ้น ผู้ตกแต่งฉากอธิบายฉากนี้พร้อมเสียงหัวเราะ “ฉันใส่ของเข้าไปเพิ่มเพื่อคงไว้ซึ่งอารมณ์แบบเกรย์ ดังนั้น มันจึงมีโซฟาสไตล์โมเดิร์นที่มีสีครีมอ่อนๆ เยอะมากตรงด้านหน้าเตาผิงที่ทำจากหินสวยงาม บ้านหลังนี้มีวิวพาโนราม่าที่น่าทึ่ง เป็นวิวของเทือกเขา พวกเขาไปที่นั่นเพื่อเดินขึ้นเขากันในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่ฉันอยากแสดงให้เห็นว่านี่คือพื้นที่ที่เป็นสกีรีสอร์ต ดังนั้นฉันก็เลยใส่เฟอร์เอาไว้ตรงปลายเตียง แล้วก็ย้อนกลับไปใช้วิธีที่เราเริ่มต้นใน Darker ด้วยการทำให้สภาพแวดล้อมทั้งหมดเต็มไปด้วยรายละเอียด มันคือพื้นที่รีสอร์ตหรูหรา เรามีแม้กระทั่งอ่างอาบน้ำสุดเซ็กซี่ที่มองเห็นวิวภูเขา และเราก็ใช้เทียนเป็นตันๆ เลยค่ะ” สุดท้ายบ้านหลังนี้ก็มีห้องน้ำอาบที่มีอ่างที่เต็มไปด้วยน้ำที่ไหลตกลงมาจากเพดานห้อง และมีภาพวิวสุดโรแมนติคของทั้งยอดเขาวิสทเลอร์และแบล็คคอมบ์

    เซอร์ไพรส์อีกอย่างที่คริสเตียนจัดให้แอนาก็คือการซื้อบ้านหลังใหม่ของพวกเขา ซึ่งในเรื่องนี้มันก็คือแมนชั่นที่พวกเขาเห็นขณะไปล่องเรือในซาวน์ อันที่จริงแล้ว มันคือเซซิล กรีน พาร์คเฮ้าส์ บ้านหลังเก่าแก่ที่เป็นของมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย บ้านที่สร้างในปี 1912 หลังนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิค ซามวล แม็คเคลอร์ ให้กับเอ๊ดเวิร์ด เดวิส ทนายความแห่งแคนาเดี้ยน แปซิฟิก เรลเวย์ บ้านที่ถูกเปลี่ยนชื่อตามเจ้าของหลายต่อหลายคน สุดท้ายมันได้รับชื่อตามสามีภรรยาผู้บริจาคบ้านหลังนี้ให้กับทางมหาวิทยาลัย

    การตัดสินใจเลือกสถานที่แห่งนี้คือตัวอย่างที่บ่งชี้ให้เห็นถึงการใช้ “งานออกแบบที่ช่วยเล่าเรื่อง” โดยทุกอย่างที่ถูกเลือกมาใช้ล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องทั้งสิ้น ลูคส์ให้ความเห็นว่า “มันคือประเด็นที่น่าสนใจค่ะที่เพนต์เฮ้าส์ และแม้กระทั่งห้องแดง คือสิ่งที่คู่ชีวิตคู่นี้กำลังย้ายห่างออกมา มีชีวิตช่วงใหม่ของพวกเขา แอนามองดูส่วนต่างๆ ของบ้านหลังนี้ และมองว่ามันคือบ้านสำหรับครอบครัว คริสเตียนยอมให้เธอเป็นคนตัดสินใจ และมันน่าสนใจสำหรับเขา” มันยังเป็นที่ที่เกิดการเผชิญหน้าระหว่างแอนากับ เจีย แม็ททิโอ และเห็นได้ชัดว่าแอนาลุกขึ้นยืนในฐานะความเป็นเจ้าของ ในความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคริสเตียน

    อย่างไรก็ดี ในเทพนิยายทุกเรื่อง ผู้ร้ายอาจต้องแพ้ และ แจ็ค ไฮด์ ที่เห็นใน Freed ก็แตกต่างไปจากผู้บริหารที่มั่นใจในตัวเองในแบบที่เราเคยพบเขาครั้งแรกใน Darker การตัดสินใจในงานออกแบบยังรวมถึง “ทำให้เขาดูเถื่อนขึ้นนับแต่ที่เขาพลาดจากความงดงามหรูหรา การถูกจำคุกและถูกประกันตัวออกมา ภาพลักษณ์ของเขาจึงเป็นการผสมผสาน และเน้นที่การใช้งาน คันลิฟฟ์เล่าเสริมว่า “สุดท้ายแล้ว เขาดูแย่ลงมาก เขาไม่ได้นอนมาหลายวัน และดูเลอะเทอะ ซึ่งผิดไปจากภาพลักษณ์ตอนเปิดตัวที่มีสไตล์ของเขา”

    มีการเลือกเสื้อผ้าให้กับสองตัวละครใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา นั่นก็คือนักเขียนอย่างฟ็อกซ์ และสถาปนิคแม็ททิโอ ซึ่งเสื้อผ้าที่สวมใส่ช่วยอธิบายถึงตัวตนของผู้สวมใส่มันอยู่ คันลิฟฟ์บอกว่า “ฉันอยากให้บอยซ์ดูแตกต่างไปจากไฮด์ แตกต่างไปจากคริสเตียน เขาจะเน้นใส่แจ็คเก็ตผ้าสักหลาด เขาเป็นผู้ชายที่ไม่ได้มีเงินมากมาย แต่เขามีสไตล์ สำหรับเจีย แอรีลล์เหมือนตุ๊กตาบาร์บี้ของฉันค่ะ เราเห็นพ้องต้องกันว่าเธอคือผู้หญิงที่รู้ว่าจะทำตัวยังไงในทุกโอกาส เราให้เธอใส่ชุดที่ดูเลิศหรู แต่ก็ต้องเน้นหุ่น เสื้อผ้า ไม่ใช่ว่าจะดูไม่เหมาะสม เพราะเธอคือคนที่เจนโลกมากพอที่จะรู้ว่าจะสวมใส่ยังไงให้เหมาะสม แต่ต้องเน้นให้สะดุดตาเข้าไว้”

    เรื่องราวในโลกใหม่:
    การถ่ายทำ

    ในส่วนของเขา เอริค จอห์นสัน ชอบมากที่ได้ถ่ายทำ Fifty Shades Darker และ Fifty Shades Freed ไปพร้อมๆ กัน เขาอธิบายว่า “มันเหมือนการถ่ายทำมินิซีรีส์เลยครับ โดยตัวละครถูกวางรูปแบบเอาไว้ชัดเจนแล้ว ทำให้ผมสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอด และมีแนวทางที่ชัดเจน เมื่อใดที่คุณมีความชัดเจนขนาดนั้น มันดียิ่งกว่าการได้รับบทมาอาทิตย์ต่ออาทิตย์ การถ่ายทำแบบติดๆ กันแบบนี้ ทำให้ผมสามารถตัดสินใจในแบบที่ภาพยนตร์ภาคที่สอง ส่งผลต่อภาคที่สามได้ มันช่วยสร้างความลึกขึ้นมาได้หลายชั้นเลยครับ”

    สำหรับบรูเน็ตตี้ ขณะที่ภาพยนตร์สองเรื่องต่างมีเรื่องราวที่สมบูรณ์ในตัวมันเอง แต่เขารู้สึกว่ามันสามารถเดินไปด้วยกันได้ ผู้อำนวยการสร้างอธิบายว่า “ในภาพยนตร์แต่ละตอน ตัวละครหลักๆ ของเราต่างได้รับประสบการณ์ที่อาจต้องสูญเสียอีกฝ่ายไป ใน Darker คริสเตียนเข้าไปข้องเกี่ยวกับเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก ใน Freed แอนาต้องไปช่วยมีอา ทั้งสองเรื่องผสานกลมกลืนเข้าด้วยกันราวกับเป็นเนื้อเดียวกัน”

    สำหรับนักแสดงที่ถือว่าเป็นหน้าใหม่สำหรับโลก Fifty Shades อาจต้องมีการปรับตัวเหมือนกับเด็กที่เพิ่งไปโรงเรียนวันแรก แบรนต์ โดเฮอร์ตี้ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ในฐานะนักแสดง คุณมักกระโดดเข้าสู่โลกที่มีมาอยู่ก่อนแล้ว เช่นการไปเป็นนักแสดงรับเชิญให้กับรายการที่ทีมนักแสดงร่วมงานกันมาเจ็ดซีซั่นแล้ว ผมคงต้องยกความดีความชอบให้กับดาโกต้า เพราะเธอยินดีให้การต้อนรับทุกคนอย่างอบอุ่น เธอเป็นคนที่ใจดีที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมา

    ผมได้เจอเธอในวันแรกแค่แป๊บเดียว เธอเดินเข้ามาในวันรุ่งขึ้น และถามว่า ‘แบรนต์ วันนี้คุณเป็นไงบ้าง’ ตอนนั้นผมคิดว่า ‘ว้าว ท่าทางจะสบายแล้ว เราไม่เคยทำงานด้วยกัน แทบไม่เคยเจอกันเลย’ เธอใช้เวลาในการจดจำชื่อของทุกคน และให้การต้อนรับพวกเขา มันออกจะทำให้ใจสั่นได้นะ กับการเดินเข้ามาในโลกลับใบใหญ่แห่งนี้ แต่เธอกับ เจมส์ โฟลี่ย์ ทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องสุดยอดมากครับ”

    การถ่ายทำหลักเริ่มขึ้นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2016 และมีการแบ่งเวลา โดยมีเวลา 42 วันให้ Darker และ 44 วันให้ Freed และอีก 17 วันที่จะต้องถ่ายทำฉากจากทั้งสองภาคในวันเดียวกัน Freed ถ่ายทำกันทั้งเรื่องตามโลเกชั่นและโรงถ่ายในแวนคูเวอร์ โดยมีห้าวันที่ไปถ่ายทำกันในวิสทเลอร์ บีซี (สำหรับฉากในแอสเพน) และสามวันทางใต้ของฝรั่งเศส และสองวันในปารีส

    วันแรกของการถ่ายทำของ Freed จริงๆ แล้วเป็นการถ่ายทำวันที่ 6 โดยเป็นการถ่ายทำหลังจากฉากเริ่มต้นของ Darker ซึ่ง แอนากับแจ็ค ไฮด์ (ในวันชื่นคืนสุข) ในสำนักงานของ SIP ในวันที่ 1-3 ทางทีมงานจัดแสงให้กับพื้นที่สำนักงานชั้น 3 และให้บอดี้การ์ดของคุณนายเกรย์เดินเข้ามา และถ่ายทำหลายฉากที่แอนาได้ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการของ นิวฟิคชั่น

    เพื่อเตรียมฉากที่แอนาต้องหลบรถเอสยูวีที่ไล่ตาม จอห์นสันต้องใช้เวลาอยู่ที่ศูนย์ฝึก YPK Integrated Training Track เพื่อฝึกขับรถ Audi R8 V10 ปี 2017 ซึ่งเป็นรถคันหนึ่งในหลายคันที่คริสเตียนเพิ่งซื้อเอาไว้ล่าสุด เธอยังต้องฝึกใช้ปืน ในฉากที่เธอต้องเผชิญหน้าตัวต่อตัวกับไฮด์ ซึ่งจอห์นสันเล่าถึงฉากเหล่านั้นว่า “มีปืน มีงานสตั๊นต์ และมีการขับรถไล่ล่ากัน มันตรงกันข้ามกับชีวิตที่แสนเรียบง่ายของแอนาในภาพยนตร์ภาคแรกเลยค่ะ”
    วันที่ 11 เป็นการถ่ายทำฉากที่ SIP โดยครั้งนี้มีมิสเตอร์เกรย์เข้าฉากเพิ่มขึ้นมา (และเป็นการถ่ายทำวันแรกอย่างเป็นทางการของดอร์แนน) และโฮชลินในบทนักเขียนฟ็อกซ์

    ขณะที่กองถ่ายหลักยังคงยุ่งกับการถ่ายทำฉากจาก Darker กองถ่ายย่อยได้แยกตัวไปถ่ายทำที่ควีน เอลิซาเบธ เธียเตอร์ ในย่านดาวน์ทาวน์ของแวนคูเวอร์ โรงละครแห่งนี้ที่ถูกตกแต่งใหม่ในปี 2009 และมีที่นั่งมากถึง 2,765 ที่ ถือเป็นสถานที่จัดงานที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของแคนาดา ในครั้งนี้ กล้องถูกส่งไปเพื่อถ่ายทำการแสดงละครเรื่อง Madama Butterfly ในขณะที่บทภาพยนตร์เน้นไปที่โอเปร่าเรื่องนี้ แต่ผู้กำกับโฟลี่ย์เลือกที่จะถ่ายทำบางส่วนของละครที่คนดูจะได้เห็นคริสเตียนและแอนามาดูการแสดงที่ปารีส โอเปร่าเฮ้าส์ในช่วงฮันนีมูน

    วันที่ 19 เป็นการไปถ่ายทำกันที่อาคารหลังหนึ่งในเบอร์นาบี้ ซึ่งถูกสมมติให้เป็นห้องทำงานของดร.กรีน (นายแพทย์ไฮโซที่ทำงานกับผู้หญิงหลายคนของเกรย์) ต่อมา กองถ่ายไปปักหลักถ่ายทำกันที่ แอนวิล เซ็นเตอร์ เธียรเตอร์ ในนิวเวสต์มินสเตอร์ เพื่อถ่ายทำฉากศาล ซึ่งไฮด์จะต้องยืนอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษาเพื่อขอประกันตัว อีแอล เจมส์ได้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างหนังสือกับภาพยนตร์ในส่วนนี้ว่า “ไนออลล์ต้องการให้มีฉากนี้ เพื่อให้เราได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับไฮด์ เราจะได้เห็นถึงความเชื่อมโยงกับลินค์ สามีเก่าของเอลีน่า แอนามายืนอยู่ที่หลังห้องด้วย และเมื่อแจ็คถูกปล่อยให้เป็นอิสระด้วยการประกันตัว เธอรู้สึกป่วยทันที แต่มันอาจเป็นเพราะอีกเหตุผลหนึ่ง”

    จนถึงตอนนี้ การถ่ายทำหลายฉากของ Freed เกิดขึ้นในหลายโลเกชั่น แต่การถ่ายทำ Freed ถือว่ายังไม่ได้เริ่มต้นจนกระทั่งเสร็จสิ้นจากงานถ่ายทำ Fifty Shades Darker ซึ่งมีขึ้นจนถึงการถ่ายทำในวันที่ 32-34 ช่วงเวลาสามวันนั้น ทีมงานอุทิศให้กับการถ่ายทำฉากปิดที่โรงถ่ายในนอร์ธชอร์ สตูดิโอส์ ที่ซึ่งมีการสร้างห้องนอน ห้องแต่งตัว และห้องน้ำของคริสเตียนขึ้น รวมถึงห้องออกกำลังกายของเขาด้วย หลายวันต่อมา โรงถ่ายแห่งนี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้ว่างพอจะสร้างฉากของ Fifty Shades Freed ในวันที่ 35 เป็นวันที่แบ่งงานกัน โดยตัวละครที่ถือเป็นตัวละครหลักของทั้งสองภาค จะต้องถ่ายทำหลายต่อหลายฉากจากทั้ง Darker และ Freed

    การถ่ายทำวันที่ 36 มีขึ้นที่ร้านอาหารยอดนิยม เวสต์โอ๊ก ในเยลทาวน์, แวนคูเวอร์ ที่ถูกตกแต่งจนกลายเป็นบังเกอร์คลับ ที่ซึ่งแอนาไปพบเคท (โดยขัดความต้องการของคริสเตียน ซึ่งทำให้คู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันตราย) เพื่อพูดคุยกันถึงความเป็นกังวลของเคทว่า เอลเลียต จะกลับไปคืนดีกับคนรักเก่าอย่าง เจีย แม็ททิโอ ทางทีมงานได้ตกแต่งสถานที่แห่งนั้น รวมถึงยังดึงเชฟจากเวสต์โอ๊กให้มาทำงานด้วยห้าคน
    วันที่ 37-39 เป็นการถ่ายทำในฉากปิดที่เกิดขึ้นในฉากพาร์ตเม้นต์ของคริสเตียนที่นอร์ธ ชอร์

    สองวันต่อมา (วันที่ 40 และ41) ถ่ายทำกันที่เซซิล กรีน พาร์ค เฮ้าส์ แมนชั่นที่ คริสเตียน มอบให้ แอนา เป็นบ้านสำหรับครอบครัวในอนาคต เซซิล กรีน พาร์ค เฮ้าส์ ได้รับการดูแลรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี ดังนั้น ทางทีมผู้สร้างจึงต้องใช้เวทมนตร์ดลบันดาลให้เหมือนมันถูกทิ้งร้างมานานหลายปี ทีมออกแบบและแผนกต้นไม้มีงานล้นมือ โดยต้องย้อนเวลาทำให้กับบ้านที่ถือเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ดูเลอะเทอะตามแบบที่ในหนังสือและในบทภาพยนตร์ได้บรรยายเอาไว้ สิ่งที่พวกเขาต้องทำยังรวมถึงการใช้กรวดมาโรยตรงถนนที่ดูทันสมัย และหาวัชพืชมาใส่ โค้ทส์ต้องติดกำแพงเพื่อปกปิดรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ถูกทำให้ทันสมัยขึ้น ติดวอลเปเปอร์เก่า ทำให้พื้นผิวกำแพงอยู่ในสภาพแย่ ด้วยฝุ่น ใยแมงมุม นำเฟอร์นิเจอร์ที่เหมือนถูกทิ้งเอาไว้ในสภาพทรุดโทรมมาตั้งในบ้าน และตกแต่งหน้าต่างให้ดูเหมือนมีรอยลอกและสีถลอก

    และที่สร้างความประหลาดใจให้กับแอนาอีกอย่างก็คือ คริสเตียนได้ว่าจ้างสถาปนิคในพื้นที่ เจีย (ซึ่งแสดงตัวตนครั้งแรกที่งานแต่งงานของคริสเตียนและแอนา) ให้มายังบ้านหลังนี้เพื่อให้เธอชี้แจงถึงแผนการซ่อมแซมตกแต่งบ้านหลังนี้ให้แอนาและคริสเตียนฟัง เค็บเบลเล่าถึงฉากนี้ว่า “ความสนุกในฉากนี้ ก็คือการที่เธอต้องอธิบายถึงงานออกแบบของเธอไปพร้อมกับยั่วยวนคริสเตียน เธอคิดว่าแอนาคงจะขี้อาย และเธอก็เอาแต่เหล่มองคริสเตียน ซึ่งทำให้แอนาไม่ค่อยสบายใจนัก ขณะที่ฉากนี้ดำเนินไป ความตึงเครียดก่อตัวขึ้น มันคือเกมแมวจับหนู และเจียเชื่อว่าเธอถือไพ่เหนือกว่า จากนั้น เมื่อคริสเตียนเดินออกไปจากห้อง แอนาก้าวขึ้นมาปกป้องความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคริสเตียน เป็นเหตุให้เจียต้องปกป้องตัวเธอเอง และแน่นอน เธอปิดบังทุกอย่างด้วยรอยยิ้ม”
    การถ่ายทำของ Darker ติดตามมาอีกหลายวัน พร้อมกับการถ่ายทำหลายฉากของ Freed ที่เกิดขึ้นในสุสานแห่งหนึ่ง และร้านขายเสื้อผ้าในแอสเพน (ที่จริงแล้วเป็นการสร้างฉากหน้าร้านขึ้นในย่านแอมเบิลไซด์ วิลเลจ ในเวสต์แวนคูเวอร์) และฉากสำคัญที่แอนาอยู่ในห้องหนังสือของคริสเตียน กองถ่ายย่อยและกองถ่ายภาคอากาศยังต้องไปทำงานกันที่วิสทเลอร์ เพื่อถ่ายภาพวิวจากอากาศ

    กองถ่ายย้อนกลับมายังฉากสำนักงานในวันที่ 56 ซึ่งเป็นฉากที่ แจ็ค ไฮด์ ที่ปลอมตัวเป็นนักธุรกิจ และช่างบำรุงรักษาอาคาร เข้าไปในห้องเซิร์ฟเวอร์ที่เกรย์ เอนเตอร์ไพรซ์ และติดตั้งระเบิด (เป็นหนึ่งในการกระทำเพื่อแก้แค้น คริสเตียน เกรย์ และคนที่เขารัก) วันที่ 57 และ 58 เป็นการถ่ายทำฉากที่เกี่ยวกับการบิน โดยถ่ายทำกันที่บาวเดมี่ เบย์ แอร์พอร์ต (ถูกใช้ถ่ายทำฉากสนามบินนานาชาติซีแท็ค/ ซีแอตเติ้ล-ทาโคม่า) และบนเครื่องเกรย์ เจ็ท (ถ่ายทำกันบนเครื่อง Gulfstream G450) โดยเป็นการถ่ายทำฉากที่คริสเตียนพาเคท, เอลเลียต, มีอา และโฮเซ่ มาหาแอนาและพากันเดินทางไปแอสเพน

    วันที่ 60-62 ได้พาทีมงานและทีมนักแสดงเดินทางออกไปนอกเมืองแวนคูเวอร์ ไปยังวิสทเลอร์ บีซี บ้านของแม็คลาชแลน (ซึ่งใช้ถ่ายทำฉากเกรย์ลอดจ์ในแอสเพน) ซึ่งมองออกไปเห็นยอดเขาวิสทเลอร์และแบล็คคอมบ์ ทุกคนที่เดินทางไปที่นั่นต่างรู้สึกตื่นเต้นกับความงดงามของธรรมชาติ อีแอล เจมส์เล่าว่า “สิ่งที่วิเศษที่สุดคือตอนที่เราอยู่ในวิสทเลอร์ เราไปถ่ายทำกันที่บ้านที่สวยมากของซาร่าห์ และเราได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเธอมาหาเรา ตอนระหว่างพัก เธอนั่งลงที่เปียโน และพอพวกเรายุ เธอก็เล่นเพลง “Possession” มันเป็นเพลงที่ฉันใส่เอาไว้ในหนังสือเล่มที่ 2 เป็นเพลงที่คริสเตียนใส่เอาไว้ในไอแพ็ดที่เขาให้แอนา มันวิเศษมากค่ะ เป็นของขวัญพิเศษสำหรับทีมนักแสดงและทีมงานทุกคน”

    ขณะที่ลูคส์ ซึ่งเป็นคนตกแต่งฉาก ทำให้บ้านหลังนั้นว่างเปล่า โดยเหลือเพียงงานศิลปะเพียงไม่กี่ชิ้นและแกรนด์เปียโน 2004 Yamaha C75 ของแม็คลาชแลน เพราะมีอยู่ฉากหนึ่งที่คริสเตียนจะต้องเล่นเปียโนและร้องเพลงด้วย ดอร์แนนเกิดความรู้สึกหลากหลายที่ผสมผเสกันไปกับการที่เขาต้องมานั่งลงที่เปียโนหลังนี้ หลังจากที่ศิลปินตัวจริงเพิ่งจะบรรเลงเพลงในห้องนี้ไป “สิบนาทีต่อมา ผมนั่งอยู่ที่นั่น และแกล้งทำเป็นเล่นเปียโนและร้องเพลง ผมพยายามทำให้ซาร่าห์เดินออกไปจากห้องก่อนที่ผมจะเริ่มต้นเพลงครับ” ดอร์แนนหัวเราะ “ผมคิดว่าเธอน่าจะได้ยินผมซ้อมร้องอยู่สองรอบ และเธออาจตัดสินใจเดินออกไปเองก็ได้ ซึ่งผมก็ไม่โทษเธอหรอกครับ แต่ผมคิดว่าเธอคงไม่อยู่ตอนผมถ่ายทำ ซึ่งผมโอเคนะ เพราะผมว่าผมยังร้องไม่ดีเท่าไหร่”
    เพราะบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในเขตที่มีหมี ผู้มีส่วนร่วมในการถ่ายทำฉากดังกล่าวจึงได้รับคำเตือนเรื่องแม่หมีและลูกหมีที่อาจเดินเพ่นพ่านในพื้นที่นั้น และต้องคอยระวังเมื่อพวกเขาเดินออกมานอกบ้าน

    ต่อมาก็คือการถ่ายทำฉากแต่งงานของคริสเตียนและแอนา (วันที่ 66) ด้วยโครงสร้างอาคารที่ทำจากกระจกและไม้ของ ริเวอร์เวย์ คลับเฮ้าส์ ที่ริเวอร์เวย์ กอล์ฟ คอร์ส ในเบอร์นาบี้ มันได้รับการตกแต่งโดยลูคส์ ที่ประดับประดาสถานที่ด้วยดอกไม้ผ้าไหม และตะเกียงสั่งทำที่เปลี่ยนสถานที่แห่งนี้ไป เจ้าสาวที่อยู่ในชุดแต่งงานฝีมือของ โมนิค ลูอิลเลียร์ และมีอา ตัวละครของ ริต้า ออร่า ทางทีมผู้สร้างให้มอบงานแต่งงานอย่างที่แฟนๆ หนังสือเรื่องนี้หวังอยากจะได้เห็น

    ในงานเต็มไปด้วยใบหน้าที่คุ้นตา ซึ่งก็คือเพื่อนๆ และครอบครัวของคริสเตียนและแอนา ซึ่งรวมถึง เรย์ พ่อเลี้ยงของแอนา (คัลลั่ม คีธ เรนนี่), รอส ไบลี่ย์ (โรบินน์ ลี), เจีย แม็ททิโอ และคนอื่นๆ อีกมากมาย เสียงดนตรีในงานเป็นฝีมือของดีเจ คิสส์ (AMERICAN JAKISSA TAYLOR SEMPLE) สำหรับฉากโยนช่อดอกไม้ จอห์นสันอยู๋ในชุดแพนท์สูทฝีมือของ สเตลล่า แม็คคาร์ตนี่ย์ ซึ่งอีแอล เจมส์บอกว่า “มันสุดยอดจริงๆ ค่ะที่ได้มาเห็นทุกคนอยู่ในงานแต่งงานของพวกเขา และได้เห็นคริสเตียนมีความสุขมาก แอนาก็เช่นกันค่ะ”

    สำหรับจอห์นสัน ประสบการณ์ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกจริงๆ เธอเล่าว่า “วันนั้นฉันแต่งงานกับเจมี่ถึง 14 ครั้งค่ะ การถ่ายทำฉากแต่งงานเป็นเรื่องสนุกมาก ได้สวมชุดเจ้าสาว ได้พูดสิ่งที่ต้องพูดในงานแต่งงาน แต่มันยิ่งสนุกที่ได้แต่งงานกับเขาค่ะ เราทั้งคู่ต่างก็จำคำสาบานของเราไม่ได้ และเราก็หัวเราะกันระหว่างเทก มันดีจริงๆ นะคะที่มีนักแสดงทุกคนมาอยู่ในฉากวันนั้น มันสนุกมากจริงๆ ค่ะ”

    หลังจากถ่ายทำฉากสำคัญอีกหลายฉากของ Fifty Shades Darker (โดยเฉพาะฉากงานเลี้ยงการกุศลสวมหน้ากาก) ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จอห์นสันจะได้สัมผัสกับความเป็นฮีโร่นักบู๊ในตัวเธอเอง เมื่อการถ่ายทำวันที่ 74 และ 75 เป็นการถ่ายทำฉากที่ แจ็ค ไฮด์ วางแผนทำลายชีวิตที่น่าหลงใหลของคริสเตียน สำหรับผู้คนมากมาย นี่เป็นฉากที่พวกเขาตั้งตารอดูมากที่สุด

    เอริค จอห์นสัน เล่าว่า “ฉากเหล่านั้นมันตึงเครียดมากครับ เราถ่ายทำฉากสุดท้ายระหว่างแอนากับแจ็ค ไฮด์ เธอนำเงินค่าไถ่ไปช่วยมีอา แต่แจ็คไม่ได้ต้องการเงิน และผมก็เริ่มทำร้ายเธอ ผมเตะเธอที่ท้อง ผู้ชายคนนี้เลวมาก ในเทกแรก ผมจะต้องเตะเธอจริงๆ ผมแค่เตะใส่อากาศ และพูดว่า ‘แกคิดว่าจะทำฉันอับอายขายหน้าได้เหรอ’ จากนั้นผมก็เตะอากาศ และด้วยความกระตือรือร้นและความโกรธที่ปะทุออกมาจากภายในตัว แจ็ค ไฮด์ ขาอีกข้างของผมก็ลอยตามไปด้วย ทำให้ผมลงไปนอนหงายท้อง มันเป็นฉากที่เครียดมาก และกลับลงเอยด้วยการที่ผมลงไปนอนหงายท้อง ซึ่งทำให้ผมอายมากครับ”

    มีอาที่ตกเป็นหนึ่งในเป้าหมายของแผนการร้ายของไฮด์ ได้เปลี่ยนจากน้องสาวขี้เล่นของคริสเตียน ไปเป็นหญิงสาวที่ตกอยู่ในอันตราย ออร่ารู้สึกพอใจที่เธอสามารถใส่ความลึกลงไปในตัวละครตัวนี้ได้ “ฉันชอบประสบการณ์การแสดงในภาพยนตร์ชุดนี้มากค่ะ มันเป็นอีกโลกหนึ่งที่ต่างไปจากงานดนตรีของฉัน ฉันชอบความตื่นเต้นของเรื่องนี้ที่มีใน Freed และการถ่ายทำฉากพวกนั้นมันก็แตกต่างกันอย่างมาก เมื่อมีอาโดนแจ็คลักพาตัวไป เห็นได้ชัดว่ามันทำให้เธอหวาดกลัวอย่างมาก” แต่ออร่ายังคงหัวเราะ “ถึงแม้ แจ็ค ไฮด์ จะน่ากลัว แต่ตัวจริง เอริคเป็นคนน่ารักมากเลยค่ะ”

    หลายวันต่อมา กองถ่ายไปอยู่ภายในมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย ในอาคารฟาร์มาซูติคัล ไซแอนท์ ซึ่งถูกตกแต่งให้เป็นโรงพยาบาลที่แอนาเข้าไปรักษาตัวหลังจากปะทะกับไฮด์ ฉากต่างๆ เหล่านี้จะเกี่ยวพันกับครอบครัว และยังมีฉากสำคัญที่ คริสเตียน ยอมรับตัวเองได้ว่าเขาเป็นสามีและกำลังจะเป็นพ่อ

    วันที่ 82 จนถึง 93 เป็นการทำงานที่ต้องใช้ความคล่องแคล่วมากที่สุด โดยเป็นการถ่ายทำสลับไปมาระหว่างฉากในภาพยนตร์สองภาค โดยถ่ายทำ Darker สองวัน และถ่ายทำ Freed อีกสองวัน จากนั้นก็สับเปลี่ยนถ่ายทำภาพยนตร์ทั้งสองภาคสลับกันคนละวัน สุดท้าย ความตึงเครียดที่สุดของฉากใกล้ชิดในห้องแดงถูกวางกำหนดถ่ายทำเอาไว้ในการถ่ายทำช่วงท้ายในแวนคูเวอร์ (วันที่ 94 ถึง 97) โดยทีมงานปิดกล้องกันในแคนาดาในวันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม ปี 2016

    การเริ่มต้นและตอนจบ:
    สุดยอดฮันนีมูน

    เรื่องราวตอนสุดท้ายนี้ถือเป็นงานพลิกผันสำหรับการถ่ายทำ ผู้อำนวยการสร้างบรูเน็ตตี้บอกว่า “ใน Freed เราเปิดเรื่องด้วยภาพย้อนไปถึงงานแต่งงาน จากนั้นเราก็ไปฮันนีมูนกับคริสเตียนและแอนาทางตอนใต้ของฝรั่งเศส และจากนั้นก็ไปยังปารีส และได้สนุกไปกับจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ของพวกเขาด้วยกัน”

    ผู้อำนวยการสร้างวิสซิดี้ตั้งข้อสังเกตว่า “เราคงไม่สามารถวางแผนได้ดีไปกว่านี้แล้ว เหมือนเราได้ผ่านงานทั้งทางอารมณ์ และการถ่ายทำฉากที่มีความซับซ้อน และช่วงวินาทีอันยิ่งใหญ่ จากนั้น มันดีเหลือเกินที่ได้จบทุกอย่างนั้น ขึ้นเครื่องบิน และมายังที่นี่ และสามารถผ่อนคลายที่พาโลม่าบีช การถ่ายทำฉากฮันนีมูน พวกเขาวิ่งไปตามถนนในปารีส ไปยังเมืองชื่อ Roquebrune ฉากเหล่านี้ไม่ใช่แค่สร้างความสุขให้กับตัวละครเท่านั้น แต่ยังทำให้ทีมงานได้สนุกกับการหนีจากสายฝนของแวนคูเวอร์ และการถ่ายทำนานนับร้อยวันอีกด้วย”

    เจมส์ โฟลี่ย์ ก็สนุกเช่นกัน เมื่อเขาอธิบายว่า “สำหรับผม สิ่งที่พิเศษที่สุดก็คือการที่เจมี่และดาโกต้าหัวเราะกันและกัน เราถ่ายทำฉากบนระเบียงที่มองเห็นหอไอเฟลในวันที่ 103 และพวกเขาก็ยังหัวเราะคิกคักและสนุกด้วยกัน แน่นอน มันคือหัวใจของหนังเรื่องนี้ครับ และความจริงที่ว่าพวกเขามีเคมีที่เข้ากันได้ดี มันเป็นเรื่องที่น่ารักที่สุดเลยครับ”

    เมื่อยกความผ่อนคลายออกไป อันที่จริงแล้ว กองถ่ายเดินทางไปฝรั่งเศสเพื่อทำงาน โดยเริ่มต้นที่วันที่ 99 ซึ่งพวกเขาไปถ่ายทำกันที่ปาโลม่าบีช ซึ่งตั้งชื่อตาม ปาโลม่า ปิคัสโซ่ เมื่อพ่อของเธอและครอบครัวเคยเดินทางไปพักผ่อนที่นั่น ซึ่งเป็นสวรรค์น้อยๆ ที่เฟรนช์ ริเวียร่า หลายฉากที่ถ่ายทำกันที่นั่นก็คือฉากอาบแดดและการเล่นเจ็ทสกี (โอเค ก็อาจจะผ่อนคลายพร้อมกับทำงานหนักไปด้วย)

    วันที่ 100 เป็นการถ่ายทำฉากคู่รักบนเรือยอร์ชขนาด 164 ฟุตที่ชื่อ Malahne โดยเป็นงานอาร์ทเดโค่ที่สร้างในปี 1937 และถูกนำมาซ่อมแซมปรับปรุงในปี 2015 ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นของผู้อำนวยการสร้าง แซม สปีเกล จากฮอลลีวู้ด และเคยเป็นศูนย์กลางการทำงานระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Lawrence of Arabia และยังเคยเป็นที่ต้อนรับดาราดังอย่าง เอลิซาเบธ เทยเลอร์, เกรซ เคลลี่, แฟรง ซิเนตร้า, เคิร์ก ดักลาส และแจ็ค นิโคลสัน

    ทีมนักแสดงและทีมงานเดินทางจากโมนาโค ซึ่งพวกเขาถ่ายทำกันในหมู่บ้านริมทะเลระหว่าง นิซ และโมนาโค จากนั้น พวกเขาใช้เรือเพื่อขนนักแสดงและทีมงานจำนวน 35 คนออกไปยังทะเล และด้วยกระแสน้ำที่มีความแรง กัปตันจึงต้องขอลดจำนวนทีมงานลงเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทำภาพเรือยอร์ชแสนสวยจากท้องฟ้า รวมถึงฉากเจ็ทสกีอีกด้วย

    และในวันที่ 101 การถ่ายทำมีขึ้นที่หมู่บ้านเก่าแก่ตั้งแต่สมัยยุคกลาง Roquebrune-Cap-Martin ซึ่งย้อนเวลากลับไปปีค.ศ. 970 และตั้งอยู่ระหว่างโมนาโคและเมนตัน หลายฉากของคู่รักที่มาฮันนีมูนกัน คือฉากจูบระหว่างคริสเตียนและแอนาท่ามกลางสถาปัตยกรรมของหมู่บ้านริมทะเล ซึ่งรวมถึงภาพวิวแบบพาโนราม่าของริเวียร่า ที่มองเห็นจากจุดสูงสุดของหมู่บ้านแห่งนี้

    สำหรับดอร์แนน การถ่ายทำที่ฝรั่งเศสเป็นเหมือนการได้กลับบ้าน เขาอธิบายว่า “สมัยที่ผมยังเด็ก เราเคยมาตั้งแคมป์ทางใต้ของฝรั่งเศสครับ ผมแสดงหนังเรื่องแรกก็ที่นั่น และเราถ่ายทำกันอยู่นานสองเดือน ตอนยังเป็นนายแบบผมก็ทำงานอยู่ในปารีส ดังนั้น ผมจึงตั้งตารอคอยช่วงท้ายของการถ่ายทำ มีการทำงานนิดหน่อย แต่ก็มีการเล่นเจ็ทสกี และได้นอนบนชายหาด มันสุดยอดมากที่ได้มาถ่ายทำฉากเหล่านี้ ได้มีช่วงเวลาสุดโรแมนติคในที่ที่สวยที่สุดในโลกเลยครับ”

    ต่อมาในวันเดียวกันนั้น มีการถ่ายทำเกิดขึ้นในห้องชั้นที่สองของ Musée des Beaux-Arts De Carnolès ที่อยู่ไม่ไกลในเมนตัน ซึ่งมีหน้าต่างและระเบียงโค้ง และได้รับการตกแต่งใหม่โดยโค้ทส์และลูคส์ ให้กลายเป็นห้องในโรงแรมทางตอนใต้ของฝรั่งเศส Musée เป็นที่พักฤดูร้อนของเจ้าหญิงโมนาโค (วัง Carnolès) และตกแต่งด้วยภาพวาดจากศตวรรษที่ 13 จนถึงปัจจุบัน โดยเจ้าของเก่า เวกฟิลด์ โมรี่ ได้ทำพินัยกรรมยกให้กับเมืองเมนตัน

    วันเกือบสุดท้ายของการถ่ายทำหลัก วันที่ 102 เกิดขึ้นในโลเกชั่นที่ใหญ่ที่สุดที่พวกเขาใช้ถ่ายทำ นั่นก็คือ Palais Garnier หรือปารีสโอเปร่าเฮ้าส์ สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1861 ถึง 1875 และมีหลายจุดที่ทีมผู้สร้างของ Freed รู้สึกมีความสุขที่ได้มาเยือน อาทิเช่นความงดงามสุดโรแมนติคของบันไดหลักที่ทำจากหินอ่อนสีขาว (ซึ่งแอนาและคริสเตียนที่มาช้าใช้เป็นทางเดินไปยังที่นั่งของพวกเขา) ห้องโถง Grand Foyer ที่ตกแต่งด้วยกระจกจนน่าอัศจรรย์ (ทั้งคู่แค่เดินผ่าน แต่ต่อมา มันปรากฎอยู่ในฝันร้ายของแอนา) และ Auditorium (ซึ่งทั้งคู่เพลิดเพลินกับละคร Madama Butterfly)

    วันที่ 103 วันสุดท้ายของการถ่ายทำ และเป็นฉากสุดท้ายของงานสร้างภาพยนตร์ไตรภาคเรื่องนี้ คือหนึ่งในวันถ่ายทำที่ยาวนานที่สุด เริ่มต้นและจบลงด้วยการถ่ายชอตกลางแจ้ง กับภาพวิวแสนมหัศจรรย์ของนครแห่งแสงสี ซึ่งกลายมาเป็นฉากหลังให้กับคู่รัก บนระเบียงที่มองเห็นหอไอเฟล คริสเตียนมอบกำไลให้กับแอนา รวมถึงฉากที่พวกเขาวิ่งหลบฝนเข้าไปในคาเฟ่แห่งหนึ่ง และฉากที่พวกเขาขี่จักรยานผ่าน Arc de Triomphe และผ่านพิพิธภัณฑ์ลูฟร์

    นี่คืองานที่แสนสาหัสสำหรับผู้กำกับโฟลี่ย์ “ตอนเราถ่ายทำกันที่ลูฟร์ในช่วงเช้ามืด ตำรวจต้องหยุดการจราจรที่ผ่านตรงนั้น เพื่อให้เราได้ฉากที่ทั้งคู่ขี่จักรยานไปรอบๆ พื้นที่ของลูฟร์ ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย คริสเตียนกับแอนาเหมือนอยู่กันเพียงลำพังในปารีสเลยครับ”

    สำหรับชอตภาพบนระเบียง ซึ่งตามแผนจะต้องถ่ายทำกันเมื่อพระอาทิตย์เริ่มตก พวกเขาพบอพาร์ตเม้นต์ธรรมดาๆ แห่งหนึ่งที่มีภาพวิวระดับพันล้าน ลิฟต์ที่มีอยู่เพียงตัวเดียว และบรรทุกคนได้แค่สองคนเท่านั้น ต้องขนอุปกรณ์ในการถ่ายทำที่จำเป็นทั้งหมดขึ้นไป ซึ่งทำให้เสียเวลาอย่างมาก ส่วนการเซ็ตฉากเพื่อถ่ายทำฉากขี่จักรยานตอนพระอาทิตย์ขึ้น ก็เป็นงานแบบตรงไปตรงมา แต่การเฝ้ารอให้ดวงอาทิตย์ขึ้นต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง สำหรับทั้งสองชอตนี้ต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อจะได้ภาพมาอย่างที่เห็น

    โค้ทส์ สรุปว่า “สองวันสุดท้ายในตารางการถ่ายทำในปารีสของเราอยู่ในปารีสจริงๆ ครับ ทั้งโอเปร่าเฮ้าส์, ลูฟร์ และตามโลเกชั่นที่น่าทึ่งเหล่านี้ และแสงอันแสนมหัศจรรย์ในยามค่ำคืน มันช่างเป็นการจบภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ”

    มือเขียนบท เลนนาร์ด อาจพูดแทนทุกคนได้ดี เมื่อเขาเปิดเผยว่า “Fifty Shades คือเรื่องราวแห่งยุคสมัยเราจริงๆ ครับ มันเป็นเรื่องรักคลาสสิก เป็นความรักของชายผู้มีจิตใจแหลกสลายที่ถูกกู้กลับมาด้วยความรัก แต่มันยังเป็นเหมือนเรื่อง ‘Beauty and the Beast’ และมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ถูกเล่าออกมาด้วยความเป็นมนุษย์ปุถุชน และด้วยความตรงไปตรงมา ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้คนดูตอบสนองกับเรื่องนี้ ตอนนี้ ภาพยนตร์ไม่เหมือนกับหนังสือ มีความแตกต่างออกไปหลายอย่าง แต่เราก็ได้เล่าเรื่องที่เอริก้าได้เล่าเอาไว้ครับ”

    ผู้กำกับโฟลี่ย์บอกว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ผมถ่ายทำไปทั่วยุโรป แต่มันสนุกดีครับ สมัยที่ผมเรียนทำภาพยนตร์อยู่นั้น ผมจะมุ่งเน้นไปที่งานภาพยนตร์ฝรั่งเศสตั้งแต่พวกยุคนิวเวฟจนถึงปัจจุบัน ผมจึงได้ดูภาพยนตร์มากมายก่อนที่ผมจะไปเยือนฝรั่งเศส ผมยังคงมีไอเดียสุดโรแมนติคที่ได้ดื่มไวน์ในย่านชนบท แต่มันน่าตื่นเต้นมากเลยครับที่ได้มาที่นี่และไม่ใช่มาในฐานะนักท่องเที่ยว แต่ได้มาทำงานบนถนน มาทำหนัง เพราะภาพยนตร์ฝรั่งเศสมีอิทธิพลต่อผมเสมอมาเลยครับ”

    “ในตอนต้น” โฟลี่ย์กล่าวสรุป “ผมไม่อยากใส่ภาพปารีสแบบที่เห็นในโปสการ์ดมากนัก ผมคิดว่า ‘ไม่เอาหอไอเฟลนะ!’ แต่แล้ว มันก็ตั้งอยู่ตรงนั้น และมันสวยงามมาก เราเก็บภาพมันในความสูงที่เหมาะเจาะ และด้วยแสงที่สมบูรณ์แบบที่สุด พวกเราทุกคนแฮปปี้กันมากครับ”

    ****************************************************

    สำหรับคนที่อยู่กับเรื่องราวของ แอนัสเตเซีย สตีล และคริสเตียน เกรย์ มาตั้งแต่เริ่มต้น จากการถ่ายทำ Fifty Shades of Grey วันแรก จนถึงวันสุดท้ายของการถ่ายทำทั้ง Fifty Shades Darker และ Fifty Shades Freed ความสมบูรณ์ของภาพยนตร์ไตรภาคเรื่องนี้ทำให้เกิดความพึงพอใจจนประเมินค่าไม่ได้ บรูเน็ตตี้บอกว่า “ผมภูมิใจมากครับที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็กต์นี้ทั้งหมด และความจริงที่ว่ามันได้กลายเป็นปรากฏการณ์ทั่วโลก มันกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ทำให้มันยิ่งเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งและไม่มีวันเกิดขึ้นซ้ำสองแน่ครับ”

    อีแอล เจมส์ บอกได้ดีที่สุดเมื่อเธอกล่าวว่า “เหตุผลที่ฉันทำสิ่งนี้ก็เพราะบรรดาแฟนๆ ค่ะ หนังสือเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากแฟนๆ และฉันก็เข้าใจว่าการเป็นแฟนคลับนั้นเป็นอย่างไร ทั้งหมดที่ฉันอยากทำก็คือ ทำให้แฟนๆ ผลงานของฉันมีความสุข สำหรับฉัน จุดแข็งของเรื่องนี้ก็คือโฉมงามที่ลุกขึ้นเผชิญหน้ากับอสูร และเธอเป็นคนสุภาพ ใจดี และมีเมตตา เธอรักษาเขา ความรักเยียวยาได้ทุกอย่างค่ะ ฉันหมายถึงมันอาจฟังดูเป็นคำพูดที่ซ้ำซาก แต่ดูเหมือนมันจะใช้ได้ดีในกรณีนี้ค่ะ”

    เดอ ลูก้า ดีใจที่เจมส์ไม่เคยลืมเลือนคนดูที่ตอบรับ คริสเตียนและแอนา ในแบบฉบับของพวกเขาเอง เขากล่าวปิดท้ายว่า “สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งกับสิ่งที่เอริก้าทำ ก็คือความสามารถของเธอที่จะแปลงความรักและการอุทิศตัวให้กับแฟนๆ ของเธอ ทุกการตัดสินใจที่เรากระทำในภาพยนตร์ไตรภาคเรื่องนี้ เป็นเรื่องของการหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะนำเสนอเรื่องนี้ในแบบที่แฟนๆ อยากจะเห็นบนจอภาพยนตร์ครับ พวกเขาสำคัญกับเธอมากกว่านักเขียนเกือบทุกคนที่ผมรู้จักเลยครับ เอริก้าให้กลับต่อคนที่ให้เธอมาก่อนครับ”

    ดอร์แนน ผู้รับบท คริสเตียน เกรย์ กล่าวปิดท้ายว่าตัวละครตัวนี้และอธิบายว่าเรื่องราวเรื่องนี้มีความหมายกับคนมากมายสักแค่ไหน “โปรเจ็กต์นี้มีความยิ่งใหญ่ ทั้งตัวหนังสือและตัวละคร พวกมันมีความสำคัญกับผู้คนมากมายเลยครับ น่าตื่นเต้นมากที่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีความหมายมากขนาดนั้น อาจเป็นช่วงเวลาเดียวในอาชีพของคุณที่มันจะเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่มีความยิ่งใหญ่ มีคนสนใจสูงมาก และมีแฟนเยอะขนาดนี้ สำหรับผู้คนมากมายแล้ว ผมอาจไม่ใช่ภาพที่พวกเขานึกเอาไว้ในหัว แต่ผมชอบนะ ที่ได้ต่อสู้ไปทีละน้อย จนคุณรู้สึกว่าคุณมีบางสิ่งที่พิเศษมากๆ ที่คุณต้องพิสูจน์ มันเป็นบทที่มีความโดดเด่นมากเลยครับ ในความนับถือเช่นนั้น ที่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีความหมายอย่างมากกับแฟนๆ เป็นสิ่งที่มีความหมายกับผู้คนมากมายครับ”

    ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานความร่วมมือกับเพอร์เฟ็กต์ เวิลด์ พิคเจอร์ ผลงานการสร้างของ ไมเคิล เดอ ลูก้า จากงานกำกับของ เจมส์ โฟลี่ย์ Fifty Shades Freed นำแสดงโดย ดาโกต้า จอห์นสัน, เจมี่ ดอร์แนน, เอริค จอห์นสัน, ริต้า ออร่า, ลุค ไกรมส์, วิคเตอร์ ราซุก, เจนนิเฟอร์ เอห์ลี และมาร์เซีย เกย์ ฮาร์เด้น ดนตรีประกอบเป็นฝีมือของ แดนนี่ เอลฟ์แมน ส่วนมิวสิค ซูเปอร์ไวเซอร์ได้แก่ เดน่า ซาโน่ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับ Fifty Shades Freed ได้แก่ เชย์ คันลิฟฟ์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ลำดับภาพโดย ริชาร์ด ฟรานซิส-บรูซ, ACE, เดบรา นีล-ฟิสเชอร์, ACE โปรดักชั่นดีไซเนอร์ ได้แก่ เนลสัน โค้ทส์ และผู้กำกับภาพ ได้แก่ จอห์น ชวาร์ตซ์แมน, ASC ทีมผู้อำนวยการสร้าง ได้แก่ ไมเคิล เดอ ลูก้า, p.g.a., อีแอล เจมส์, p.g.a., เดน่า บรูเน็ตตี้, p.g.a., มาร์คัส วิสซิดี้, p.g.a. สร้างจากหนังสือนิยายของอีแอล เจมส์ จากฝีมือการเขียนบทภาพยนตร์ของ ไนออลล์ เลนนาร์ด Fifty Shades Freed กำกับโดย เจมส์ โฟลี่ย์ © 2018 Universal Studios

    ประวัตินักแสดง
    ดาโกต้า จอห์นสัน (DAKOTA JOHNSON) รับบท แอนัสเตเซีย สตีล
    ดาโกต้า จอห์นสันกลายมาเป็นหนึ่งในนักแสดงดาวรุ่งที่มาแรงที่สุดในฮอลลีวู้ด ด้วยการรับบท แอนัสเตเซีย สตีล ในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงบทมาจากหนังสือนิยาของ อีแอล เจมส์ และได้สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลกอย่างเรื่อง Fifty Shades of Grey

    หลังจากนั้น เธอได้รับบทบาทที่ได้รับคำชมสองบท ซึ่งไปเปิดตัวที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองเวนิส เรื่องแรกคือการประกบบทบาทกับ จอห์นนี่ เด๊ปป์ ในภาพยนตร์ชีวประวัติเรื่อง Black Mass ผลงานการกำกับของ สก็อตต์ คูเปอร์ อีกเรื่องหนึ่งคือบทนำในงานรีเมกของ ลูก้า กัวแด็กนิโน่ เรื่อง A Bigger Splash ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ ทิลด้า สวินตัน, เรล์ฟ ไฟนน์ และแมทเธียส โชนาร์ตส์

    เมื่อไม่นานมานี้ จอห์นสันเพิ่งจะกลับไปร่วมงานกับกัวแด็กนิโน่ เป็นครั้งที่ 2 ในภาพยนตร์ทริลเลอร์เรื่อง Suspiria ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวฉายในปี 2018 และเมื่อปีที่แล้ว จอห์นสันกลับไปรับบท แอนัสเตเซีย สตีล ในภาพยนตร์เรื่อง Fifty Shades Darker

    หลังจากแจ้งเกิดในฉากหนึ่งในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมของ เดวิด ฟินเชอร์ เรื่อง The Social Network จอห์นสันยังได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ตลกอย่าง The Five-Year Engagement; 21 Jump Street และ How to Be Single

    เจมี่ ดอร์แนน (JAMIE DORNAN) รับบท คริสเตียน เกรย์
    เจมี่ ดอร์แนน นักแสดงหนุ่มชาวไอร์แลนด์เหนือ ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมอย่างมากจากการรับบทเป็นฆาตกรต่อเนื่องในงานดราม่าของ BBC เรื่อง The Fall ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ จิลเลียน แอนเดอร์สัน และในเดือนมกราคม ของปี 2014 ดอร์แนนได้แสดงนำในมินิซีรีส์เรื่อง New Worlds

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของดอร์แนน ได้แก่ ภาพยนตร์เอพิครางวัลออสการ์ปี 2006 ของโซเฟีย คอปโปล่า เรื่อง Marie Antoinette ซึ่งเขารับบทเป็นชู้รักของมารี อังตัวเน็ตต์ ที่รับบทโดย เคิร์สเตน ดันสต์ ในปี 2009 เขาแสดงนำในภาพยนตร์อินดี้ของอังกฤษ เรื่อง Shadows in the Sun และในปี 2013 เขาแสดงในภาพยนตร์เบลเยี่ยมเรื่อง Racing Hearts

    ในปี 2016 ดอร์แนนแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The 9th Life of Louis Drax ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ แอรอน พอล และซาร่าห์ กาดอน ในปีเดียวกันนั้น เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Siege of Jadotville ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ Anthropoid ซึ่งนำแสดงโดย ซิลเลี่ยน เมอร์ฟี่, ภาพยนตร์ใหม่เรื่อง Untogether และ Robin Hood

    เอริค จอห์นสัน (ERIC JOHNSON) รับบท แจ็ค ไฮด์
    ปัจจุบัน เอริค จอห์นสัน อยู่ระหว่างถ่ายทำซีรีส์เรื่อง Vikings และเพิ่งจะปิดกล้องซีรีส์เรื่อง The Alienist

    จอห์นสันยังแสดงนำในซีรีส์ของซีนีแม็กซ์เรื่อง The Knick ซึ่งกำกับโดยผู้กำกับรางวัลออสการ์ สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก ผลงานทางทีวีเรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Orphan Black และ The Girlfriend Experience

    ริต้า ออร่า (RITA ORA) รับบท มีอา เกรย์
    ริต้า ออร่า นักแสดงสาวชาวโคโซโว ที่ไปเติบโตในลอนดอน กลายมาเป็นหนึ่งในศิลปินหญิงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในวงการบันเทิงปัจจุบัน เธอได้เซ็นสัญญากับบริษัท Roc Nation ของ เจย์ ซี ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น และมีผลงานขึ้นอันดับ 1 Ora (2012) ตอนอายุเพียง 18 ปี และมีซิงเกิลที่ขึ้นอันดับ 1 ติดต่อกันถึง 4 เพลง ได้แก่ “R.I.P”; “Doing It” และ “Black Widow” เธอยังได้รับบทแสดงในภาพยนตร์ไตรภาค Fifty Shades of Grey ภาพยนตร์เรื่อง Fast and Furious 6 และภาพยนตร์ของ อังตวน ฟูควา เรื่อง Southpaw

    ในเดือนมกราคม ปี 2018 ออร่าได้ร่วมงานกับ เลียม เพย์น ทำซาวน์แทร็คเพลง “For You” ให้กับ Fifty Shades Freed

    ลุค ไกรมส์ (LUKE GRIMES) รับบท เอลเลียต เกรย์
    ลุค ไกรมส์ยังคงตามล่าบทที่สร้างความท้าทายให้กับเขาอย่างไม่หวั่นเกรงใดๆ และกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงผู้เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดในฮอลลีวู้ด
    เมื่อเร็วๆ นี้ ไกรมส์ร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ อังตวน ฟูควา เรื่อง The Magnificent Seven โดยประกบบทกับ เดนเซล วอชิงตัน และคริส แพร็ตต์

    ไกรมส์ได้กลับมารับบท เอลเลียต อีกครั้งใน Fifty Shades Freed หลังความสำเร็จของภาพยนตร์ฮิต Fifty Shades of Grey และ Fifty Shades Darker

    ในปี 2015 ไกรมส์ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Freeheld โดยประกบบทกับ เอลเลน เพจ, จูลีแอนน์ มัวร์ และสตีฟ คาเรลล์

    ในปี 2014 เขาร่วมแสดงกับ แบรดลี่ย์ คูเปอร์ ในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ เรื่อง American Sniper

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา คือภาพยนตร์ทริลเลอร์เรื่อง All the Boys Love Mandy Lane ส่วนผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ได้แก่ Assassination of a High School President ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ บรูซ วิลลิส และ Shit Year ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เอลเลน บาร์กิ้น นอกจากนี้ ไกรมส์ยังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Wait ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ โคลอี้ เซวิกนี่; Squatters ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ ริชาร์ด ไดรย์ฟัสส์ และ Forever ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เดบอราห์ แอนน์ โวลล์ ไกรมส์ยังร่วมแสดงในภพายนตร์โกยรายได้เรื่อง Taken 2

    วิคเตอร์ ราซุก (VICTOR RASUK) รับบท โฮเซ่
    วิคเตอร์ ราซุกคือนักแสดงที่มีพรสวรรค์ เขาร่วมแสดงกับ ดาโกต้า จอห์นสัน และเจมี่ ดอร์แนน ในภาพยนตร์เรื่อง Fifty Shades of Grey และ Fifty Shades Darker เมื่อเร็วๆ นี้ เขายังถ่ายทำภาพยนตร์อินดี้ของ ซอนย่า ก็อดดี้ เรื่อง Holy New York

    ราซุกประเดิมงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกด้วยการรับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Raising Victor Vargas (2002) และรับบทเป็นนักสเกตบอร์ดผู้เป็นตำนานในภาพยนตร์ของ แคเธอรีน ฮาร์ดวิค เรื่อง Lords of Dogtown ในปี 2008 ราซุกร่วมแสดงกับ โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ และแชนนิ่ง ทาทั่ม ในภาพยนตร์ของ คิมเบอร์ลี่ เพียร์ซ เรื่อง Stop-Loss และร่วมแสดงกับ เบเนซิโอ เดล โทโร่ ในภาพยนตร์ของ สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก เรื่อง Che: Part One ผลงานเมื่อเร็วๆ นี้ของเขา ได้แก่ Being Flynn ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ โรเบิร์ต เดอ นีโร และจูลีแอนน์ มัวร์; Jobs ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ แอชตัน คุทเชอร์ และ Godzilla ซึ่งนำแสดงโดย แอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสัน และเอลิซาเบธ โอลเซ่น

    มาร์เซีย เกย์ ฮาร์เด้น (MARCIA GAY HARDEN) รับบท ดร.เกรซ เทรเวเลียน เกรย์
    มาร์เซีย เกย์ ฮาร์เดน ได้สร้างผลงานการแสดงที่น่าประทับใจในระดับคว้ารางวัล นับแต่การรับบทเป็น เอวา การ์ดเนอร์ ในภาพยนตร์เรื่อง Sinatra จนถึงบทศิลปิน ลี แครสเนอร์ ใน Pollock (ซึ่งเธอคว้ารางวัลออสการ์ดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยม) และบทบาทที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ในภาพยนตร์เรื่อง Mystic River เธอยังให้บทบาทการแสดงที่หลากหลายในภาพยนตร์อย่าง Miller’s Crossing, The First Wives Club, Meet Joe Black, Mona Lisa Smile, The Hoax และ Used People

    ฮาร์เดนกลับมารับบทเป็นแม่ของ คริสเตียน เกรย์ ในภาพยนตร์เรื่อง Fifty Shades Freed หลังจากภาพยนตร์เรื่อง Fifty Shades of Grey และ Fifty Shades Darker ทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $900 ล้าน ผลงานเมื่อเร็วๆ นี้ของเธอ ได้แก่ภาพยนตร์ของ พอล ไวตซ์ เรื่อง Grandma ซึ่งฮาร์เดน ร่วมแสดงกับ ลิลี่ ทอมลิน ในปี 2015 เธอรับบทนำในภาพยนตร์ผจญภัยเรื่อง After Words

    ผลงานเรื่องอื่นๆ ของฮาร์เดน ได้แก่ ภาพยนตร์ของ ไมเคิล แร็ดฟอร์ด เรื่อง Elsa & Fred ซึ่งนำแสดงโดยนักแสดงผู้เป็นตำนานอย่าง เชอร์ลี่ แม็คเลน และคริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์, ภาพยนตร์ของ วูดี้ อัลเลน เรื่อง Magic in the Moonlight ซึ่งนำแสดงโดย เอ็มม่า สโตน, โคลิน เฟิร์ธ และแจ็คกี้ วีเวอร์

    นอกจากนี้ ฮาร์เดนยังร่วมแสดงในผลงานการกำกับเรื่องแรกของ ดรูว์ แบร์รี่มอร์ เรื่อง Whip It; ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Maiden Heist โดยร่วมงานกับ วิลเลี่ยม เอช เมซี่ย์, มอร์แกน ฟรีแมน และคริสโตเฟอร์ วอล์กเก้น; ภาพยนตร์ของ โจเซฟ เกรโค่ เรื่อง Canvas; Rails & Ties โดยร่วมแสดงกับ เควิน เบคอน; The Mist ภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายของ สตีเฟ่น คิง และภาพยนตร์ของ ฌอน เพนน์ เรื่อง Into the Wild และภาพยนตร์เรื่อง Thomas Kinkade’s Christmas Cottage ซึ่งเธอร่วมงานกับ ปีเตอร์ โอทูล

    ประวัติทีมผู้สร้าง
    เจมส์ โฟลี่ย์ (JAMES FOLEY) – ผู้กำกับ
    เจมส์ โฟลี่ย์คือผู้กำกับชาวอเมริกัน ผลงานภาพยนตร์ในปี 1986 ของเขาเรื่อง At Close Range ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Berlin Bear Award ที่งานเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินครั้งที่ 36 ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Glengarry Glen Ross ซึ่งสร้างจากบทละครรางวัลพูลิตเซอร์ของ เดวิด มาเม็ต; Fear ซึ่งนำแสดงโดย มาร์ก วอห์ลเบิร์ก และรีส วิเธอร์สปูน; The Chamber ซึ่งสร้างจากนิยายขายดีของ จอห์น กริสแชม ผลงานภาพยนตร์เมื่อเร็วๆ นี้ของเขา ได้แก่ Fifty Shades Darkerเจมส์ โฟลี่ย์คือผู้กำกับชาวอเมริกัน ผลงานภาพยนตร์ในปี 1986 ของเขาเรื่อง At Close Range ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Berlin Bear Award ที่งานเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินครั้งที่ 36 ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Glengarry Glen Ross ซึ่งสร้างจากบทละครรางวัลพูลิตเซอร์ของ เดวิด มาเม็ต; Fear ซึ่งนำแสดงโดย มาร์ก วอห์ลเบิร์ก และรีส วิเธอร์สปูน; The Chamber ซึ่งสร้างจากนิยายขายดีของ จอห์น กริสแชม ผลงานภาพยนตร์เมื่อเร็วๆ นี้ของเขา ได้แก่ Fifty Shades Darker

    อีแอล เจมส์ (E L JAMES, p.g.a.) – เจ้าของนิยายต้นฉบับ/ ผู้อำนวยการสร้าง
    อีแอล เจมส์ คืออดีตผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ภรรยา และคุณแม่ลูกสอง เธอฝันจะเขียนเรื่องที่ผู้อ่านตกหลุมรักมาตั้งแต่ยังเด็ก แต่เธอต้องทิ้งความฝันนั้นไปเพื่อดูแลครอบครัว แต่สุดท้าย เธอเริ่มจดปากกาเขียนนิยายเรื่องแรกออกมา คือเรื่อง “Fifty Shades of Grey”

    หนังสือไตรภาคชุด “Fifty Shades of Grey” ทำยอดขายได้มากกว่า 150 ล้านเล่มทั่วโลก และได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือถึง 52 ภาษา

    แดนนี่ เอลฟ์แมน (DANNY ELFMAN) – ผู้แต่งดนตรีประกอบ
    ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา แดนนี่ เอลฟ์แมน ผู้เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงสี่รางวัลออสการ์ คือหนึ่งในผู้แต่งดนตรีประกอบที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการ เขาเคยร่วมงานกับผู้กำกับอย่าง ทิม เบอร์ตัน, เดวิด โอรัสเซลล์, กัส แวน แซนต์, แซม ไรมิ, พอล แฮ็กกิส, อัง ลี, ร็อบ มาร์แชลล์, กีลเลอร์โม่ เดล โทโร่, ไบรอัน เดอ พัลม่า และปีเตอร์ แจ็คสัน เขาเริ่มต้นทำงานดนตรีประกอบครั้งแรกกับภาพยนตร์ของเบอร์ตันเรื่อง Pee-wee’s Big Adventure เขาสร้างสรรค์งานดนตรีให้กับภาพยนตร์หลากหลายแนว รวมถึงภาพยนตร์สี่เรื่องที่ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ได้แก่ Milk, Good Will Hunting, Big Fish และ Men in Black

    เขายังแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์เรื่อง Edward Scissorhands, Wanted, Charlie and the Chocolate Factory, Mission: Impossible, Planet of the Apes, A Simple Plan, To Die For, Spider-Man, Spider-Man 2, Batman, Dolores Claiborne, Sommersby, Chicago, Dick Tracy, The Nightmare Before Christmas, Alice in Wonderland, Silver Linings Playbook, ภาพยนตร์ไตรภาค Fifty Shades, Marvel’s Avengers: Age of Ultron และภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ประจำปี 2017 เรื่อง Justice League

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *