Finding Dory | ผจญภัยดอรี่ขี้ลืม

Finding Dory | ผจญภัยดอรี่ขี้ลืม

  • Genres:Animation, Adventure, Comedy
    Running Time:
    Release Date:June.17,2016
    MPAA Rating:
    Distributors: Pixar Animation Studios, Walt Disney Pictures
    Starring: Idris Elba, Michael Sheen, Ellen DeGeneres
    Directed by:Andrew Stanton, Angus MacLane


    “แผนพวกนี้มีดีอะไรล่ะ? ฉันยังไม่เคยมีแผนด้วยซ้ำ
    ฉันวางแผนที่จะเสียพ่อแม่ตัวเองไปรึเปล่า ก็ไม่
    ฉันวางแผนที่จะเจอมาร์ลินรึเปล่า ก็ไม่
    ฉันกับเธอวางแผนที่จะพบกันรึเปล่า

    เดี๋ยวนะ…ใช่เหรอ”
    –ดอรี่พูดกับแฮงค์ใน “Finding Dory”

    กำกับแอนดรูว์ สแตนตัน มักคอยมองหาเรื่องราวใหม่ๆ เสมอ จินตนาการของเขาได้พาเขาดำดิ่งลงใต้ทะเล ไปไกลเหนือหมู่ดวงดาว แต่ในครั้งนี้ ตัวละครจากอดีตของเขาได้ว่ายตรงรี่สู่จิตใต้สำนึกของเขาอย่างไม่คาดฝัน

    “ผมรู้สึกได้ว่าผมเป็นห่วงดอรี่ครับ” เขาพูดถึงปลาขี้ลืม ขวัญใจของทุกๆ คน “เรื่องราวที่เธอเป็นโรคความจำสั้น และผลกระทบที่อาการนี้มีต่อเธอยังไม่ได้รับการคลี่คลาย จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเธอหลงทางอีกครั้ง เธอจะโอเครึเปล่า”

    ผู้อำนวยการสร้างลินด์ซีย์ คอลลินส์กล่าวเสริมว่า “ดอรี่ดูเหมือนจะมีความสุข แต่เธอก็ไม่เคยมีความสุขอย่างแท้จริงจนกระทั่งได้พบกับมาร์ลิน การพบกันโดยบังเอิญของพวกเขาและมิตรภาพที่เกิดขึ้นตามมานับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เล็กๆ ที่เธอมีครอบครัวค่ะ”

    ครอบครัวเป็นธีมสำคัญใน “Finding Dory” “ตอนเราพบกับดอรี่ครั้งแรก เราได้รู้ว่าเธอจำไม่ได้ว่าเธอมาจากไหน” สแตนตันเล่า “แต่เธอก็ต้องมีครอบครัว ความสับสนของเธอทำให้เกิดเสียงหัวเราะตอนที่เธอถามในภาคแรกว่า ‘พวกเขาอยู่ไหนนะ’ แต่มันก็เป็นความจริงที่น่าเศร้า ผมรู้ว่ามันมีเรื่องราวที่ควรค่ากับการบอกเล่าอยู่ครับ”

    ใน “Finding Dory” จากดิสนีย์และพิกซาร์ ดอรี่ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในแนวปะการังกับมาร์ลินและนีโมหลังจากการผจญภัยที่เปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขาหนึ่งปี เมื่อจู่ๆ ดอรี่ก็จำได้ว่าเธอยังมีครอบครัว ที่อาจกำลังตามหาเธออยู่ เธอก็ขอให้มาร์ลินและนีโมร่วมการผจญภัยเปลี่ยนแปลงชีวิต ข้ามมหาสมุทรกับเธอ ไปยังสถาบันชีวิตสัตว์น้ำ (เอ็มแอลไอ) ที่โด่งดังในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นศูนย์ฟื้นฟูและอควอเรียมชื่อดัง

    ในความพยายามที่จะตามหาพ่อและแม่ของเธอ ดอรี่ได้ขอความช่วยเหลือจากสามสหายที่น่าสนใจที่สุดจากเอ็มแอลไอ ได้แก่แฮงค์ ปลาหมึกขี้หงุดหงิด ผู้มักจะเล่นซ่อนแอบกับพนักงานของศูนย์เป็นประจำ, เบลลีย์ ปลาวาฬเบลูก้า ผู้เชื่อว่าทักษะการส่งสัญญาณเสียงของเขากำลังมีปัญหา และเดสตินี่ ปลาฉลามวาฬสายตาสั้น

    ดอรี่และเพื่อนของเธอ ผู้ท่องอยู่ในโลกของเอ็มแอลไอที่ซับซ้อน ได้ค้นพบความมหัศจรรย์จากข้อบกพร่อง มิตรภาพและครอบครัวของพวกเขา

    “สำหรับฉัน มันน่าทึ่งที่ดอรี่เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนจำนวนมาก” เอลเลน เดอเจเนเรส ผู้พากย์เสียงปลาน่าขบขัน เจ้าของคติพจน์ที่ว่า “ว่ายต่อไป” ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจและแรงจูงใจให้กับผู้ชมทั่วโลก กล่าว “ดอรี่เป็นส่วนสำคัญของ ‘Finding Nemo’ มากเสียจนทำให้คนอาจสงสัยเกี่ยวกับการเดินทางของเธอ เราอยากจะเห็นว่าเธอจะเป็นยังไงต่อไป ตอนนี้ มาร์ลินกับนีโมเป็นครอบครัวเดียวกับเธอแล้วรึยัง เธอมีครอบครัวของตัวเองรึเปล่า แล้วเธอจะจำพวกเขาได้มั้ย”

    ทีมผู้สร้างกระตือรือร้นที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับอดีตของดอรี่ “เธอมีความปรารถนาที่จะรู้ว่าตัวเองเป็นใครและมาจากไหนครับ” สแตนตันกล่าว “ผมมีไอเดียเกี่ยวกับความเป็นมาของดอรี่อยู่แล้ว และเราก็ตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะสำรวจเรื่องนั้นกับเธอครับ”

    “อาการความจำเสื่อมระยะสั้นของดอรี่ แม้มันจะเคยสร้างเสียงหัวเราะมาก่อน แต่ก็ส่งผลลัพธ์กับตัวเธอจริงๆ ด้วยค่ะ” คอลลินส์กล่าวเสริม “เธอใช้เวลาอยู่ตามลำพังเป็นส่วนใหญ่ก่อนที่เธอจะได้พบกับมาร์ลิน เธอมักจะมีท่าทีร่าเริงสดใสตลอด แต่ลึกๆ ลงไปแล้ว เธอกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากเธอหลงทางอีกรอบ ระหว่างที่เธอกำลังพยายามที่จะรับมือกับข้อบกพร่องของตัวเอง เธอก็ไม่มีปัญหาในการยอมรับทุกคนที่เธอได้พบ เธอไม่ได้ตระหนักด้วยซ้ำไปว่าเธอถูกห้อมล้อมไปด้วยตัวละคร ที่ต่างก็มีอุปสรรคให้ต้องฝ่าฟันเหมือนกันน่ะค่ะ”

    “เรื่องราวนี้เป็นเรื่องของการที่ดอรี่ค้นพบตัวเธอเอง ในทุกๆ ทาง” สแตนตันกล่าว “เธอเป็นตัวละครที่น่าติดตาม เปราะบาง และยังไม่ตระหนักถึงความเข้มแข็งของตัวเองครับ”

    “Finding Dory” พากย์เสียงโดยนักแสดงระดับแนวหน้า โดยได้เดอเจเนเรส (“The Ellen DeGeneres Show”) และอัลเบิร์ต บรู๊คส์ (“This is 40”) กลับสู่ท้องทะเลอีกครั้ง ในบทดอรี่และมาร์ลิน ปลาขวัญใจผู้ชม เอ็ด โอ’ นีลล์ (“Modern Family”) พากย์เสียงปลาหมึก แฮงค์, เคทลิน โอลสัน (“It’s Always Sunny in Philadelphia”) พากย์เสียงปลาฉลามวาฬ เดสตินี่ และที เบอร์เรล (“Modern Family”) พากย์เสียงปลาวาฬเบลูก้า เบลลีย์ ผู้ที่พากย์เสียงพ่อแม่ของดอรี่ ชาร์ลีย์และเจนนีคือยูจีน เลวี (“Schitt’s Creek”) และไดแอน คีย์ตัน (“Love the Coopers”) ร่วมด้วยเฮย์เดน โรเลนซ์ (“Beta Persei”) วัย12 ปี ที่ช่วยเนรมิตชีวิตให้กับนีโม

    ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยสแตนตัน (“Finding Nemo,” “WALL•E”) และร่วมกำกับโดยแองกัส แม็คเลน (“Toy Story OF TERROR!”) อำนวยการสร้างโดยคอลลินส์ (ผู้ร่วมอำนวยการสร้าง “WALL•E”) และควบคุมงานสร้างโดยจอห์น ลาสเซ็ทเตอร์ โดยมีวิคตอเรีย สเตราส์ (“October Road”) เขียนบทภาพยนตร์ร่วมกับสแตนตัน ดนตรีโดยผู้ประพันธ์มากประสบการณ์ ผู้ร่วมงานกับสแตนตันมาแล้วหลายครั้ง โธมัส นิวแมน (“Bridge of Spies,” “WALL•E,” “Finding Nemo”) “Finding Dory” พร้อมแหวกว่ายสู่โรงภาพยนตร์ในวันที่ 16 มิถุนายน ปี 2016

    ยังคงแหวกว่าย
    ทีมผู้สร้างดำดิ่งสู่ท้องทะเลอีกครั้งหลังจากการเปิดตัวใต้ท้องทะเลลึกของดอรี่ 13 ปี

    แม้ว่าบทสรุปของ “Finding Nemo” ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์ปี 2003 จะสร้างความพึงพอใจให้กับทั้งทีมผู้สร้างและแฟนๆ ผู้กำกับแอนดรูว์ สแตนตันกลับตระหนักว่า มันอาจมีปมบางอย่างเหลืออยู่ ที่คู่ควรกับการสำรวจเพิ่มเติม “ดอรี่เร่ร่อนไปทั่วมหาสมุทรเกือบทั้งชีวิต” สแตนตันเล่า “ความจำสั้นของเธอทำให้เธอจำคนที่เธอเคยพบไม่ได้ แต่เธอก็มีความทรงจำเกี่ยวกับอารมณ์ เธอจำได้ว่ามันรู้สึกยังไง และเธอก็มักจะรู้สึกถึงการพรากจากและความสูญเสียอยู่เสมอๆ ครับ”

    “การมองโลกในแง่ดีและนิสัยชอบช่วยเหลือคนอื่นของเธอเป็นการป้องกันตัวเองครับ” สแตนตันเล่า “มันเป็นเกราะที่เธอสร้างขึ้นโดยจิตใต้สำนึกด้วยความหวังที่ว่าคนอื่นๆ จะไม่เบื่อหน่ายกับสภาพของเธอและทิ้งเธอไป ตอนที่เราได้พบกับเธอใน ‘Finding Nemo’ หนึ่งในสิ่งแรกๆ ที่เธอพูดก็คือ ‘ฉันขอโทษ’ เธอคิดเอาเองว่าอาการความจำสั้นของเธอทำให้เกิดปัญหาและเธอก็รีบร้อนที่จะแก้ไขมัน สำหรับผม นั่นเป็นสีสันของเรื่อง เธอเป็นคนที่สมควรจะรู้สึกดีขึ้นเกี่ยวกับตัวเอง นั่นเป็นตัวละครหลักที่มีเรื่องราวจะบอกเล่าน่ะครับ”

    “มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวค่ะ” เอลเลน เดอเจเนเรส ผู้พากย์เสียง ดอรี่ กล่าว “มันเป็นเรื่องของการพบความกล้าหาญที่จะทำในสิ่งที่เธออยากจะทำมาโดยตลอด แม้ว่าเธอจะจำไม่ได้ว่าอยากจะทำก็ตาม”

    สแตนตันเล่าว่า เดิมที ทีมงานเรื่องราวได้นำเสนอดอรี่ว่าเป็นปลาร่าเริง สดใสและน่าขบขัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ตรงกับตัวละครตัวนี้ก็จริง แต่มันก็ทำให้เธอขาดความลึกซึ้งด้วย “เธอดูเหมือนจะแบนราบไปซักหน่อยครับ” ผู้กำกับกล่าว “ผมตระหนักได้ว่าแม้ว่าผมจะรู้เรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดของเธอ แต่คนอื่นไม่รู้ รวมถึงผู้ชมด้วย ทุกคนเดินกลับออกไปจาก ‘Nemo’ ด้วยความทรงจำดีๆ ว่าเธอตลกแค่ไหน แต่ผมมักมองว่ามันเป็นหน้ากาก ผมตระหนักว่าเราจะต้องเล่าให้ผู้ชมฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอตอนที่เธอยังเล็กน่ะครับ”

    “Finding Dory” เผยว่าดอรี่มีแม่ที่รักและพ่อที่เอาใจใส่ลูกสาวของพวกเขา และคอยช่วยเหลือเธอรับมือกับอาการความจำสั้นของเธออย่างมีน้ำอดน้ำทน “พวกเขาไม่พยายามจะเปลี่ยนเธอ” สแตนตันกล่าว “พวกเขาก็แค่อยากจะช่วยเธอตามที่เธอเป็น ด้วยความที่ผมก็เป็นพ่อคนและได้เห็นลูกของผมเติบโตขึ้นและก้าวสู่โลกกว้างใหญ่ ผมตระหนักได้ว่าเด็กๆ เกิดมาด้วยอารมณ์ ข้อบกพร่องและนิสัยพิลึกบางอย่าง และมันก็จะเป็นตัวตนของพวกเขาเสมอ คุณอาจจะใช้เวลาส่วนใหญ่ของคุณไปกับการเป็นพ่อแม่ที่กังวลใจกับเรื่องพวกนี้เหมือนกัน คุณคงจะไม่อดหลับอดนอนเพราะสิ่งที่พวกเขาทำได้ดีหรอกนะครับ คุณสมบัติที่ดีที่สุดที่ผมให้ได้กับพ่อแม่ของดอรี่คือพวกเขาไม่เคยสงสัยในตัวเธอครับ”

    แต่แม้ว่าพวกเขาจะพยายามแค่ไหน ดอรี่น้อยก็ยังหลงทาง “เธอร่อนเร่อยู่ในมหาสมุทรมาเกือบทั้งชีวิต” สแตนตันบอก “และเธอก็ค่อยๆ จะลืมว่าทำไม”

    การอพยพของฝูงปลากระเบนผ่านละแวกบ้านของพวกเขาเป็นสิ่งที่กระตุ้นความทรงจำของดอรี่ “ประสบการณ์นั้นคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่ทำให้เธอพรากจากพ่อแม่ของเธอเมื่อนานมาแล้ว” สแตนตันกล่าว “ความทรงจำเอ่อล้นพรั่งพรูออกมา และจู่ๆ เธอก็เกิดแรงจูงใจที่จะตามหาครอบครัวของเธอครับ”

    ในการรักษาแรงผลักดันของดอรี่ที่จะตามหาครอบครัวของเธอเอาไว้ ก่อนอื่นทีมผู้สร้างจะต้องเข้าใจประเด็นเรื่องความทรงจำของเธอเสียก่อน ผู้อำนวยการสร้างลินด์ซีย์ คอลลินส์กล่าว “แม้ว่าดอรี่จะลืมรายละเอียดต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเธอ เช่นชื่อของนีโม แต่ความทรงจำด้านอารมณ์ของเธอกลับไม่มีปัญหา เธอรู้ว่าเธอรักนีโมและมาร์ลิน และความรักที่เธอมีต่อพ่อแม่ของเธอก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของเธอเสมอมาค่ะ”

    “ปริศนาเรื่องความทรงจำเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อเรื่องราว” มือเขียนบทวิคตอเรีย สเตราส์กล่าว “ความทรงจำเป็นส่วนสำคัญของครอบครัว ปฏิสัมพันธ์ทั้งหมดที่ดูเหมือนธรรมดาสามัญและไร้ความหมายที่พวกเราได้พบเจอมาสมัยเด็กจะอยู่กับเราและก่อร่างสร้างตัวกลายเป็นนิสัยของเรา ดอรี่มีความทรงจำพวกนั้น ในระดับที่ลึกลงไป และการเข้าถึงความทรงจำพวกนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของการผจญภัยของเธอในการค้นพบว่า เธอไม่ได้สติไม่ดีซักหน่อยน่ะค่ะ”

    ผู้กำกับร่วมแองกัส แม็คเลนเล่าว่า เศษเสี้ยวความทรงจำเป็นจุดเริ่มต้นการผจญภัยครั้งใหม่ “มันเป็นตัวจุดประกายการเดินทาง ทั้งภายในและภายนอก ของความพยายามในการตามหาครอบครัวของเธอ” เขากล่าว “แต่ดอรี่รู้สึกว่าเธอไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เธอก็เลยชักชวนครอบครัวใหม่ของเธอ มาร์ลินและนีโม ให้ร่วมเดินทางไปกับเธอด้วย”

    ดอรี่หาทางไป “อัญมณีแห่งอ่าวมอร์โร” หรือสถาบันชีวิตสัตว์น้ำ (เอ็มแอลไอ) ที่ซึ่งเธอเชื่อว่าครอบครัวเธออาจจะอยู่ที่นั่น สถาบันเอ็มแอลไอเป็นศูนย์ฟื้นฟูและช่วยเหลือ และเป็นอควอเรียมระดับแนวหน้า

    ระหว่างการเดินทางไปเอ็มแอลไอ ดอรี่กลับพลัดหลงกับมาร์ลินและนีโม และต้องพึ่งพาสัญชาตญาณของตัวเอง รวมถึงตัวละครหลากสีสัน เพื่อขอร้องให้แต่ละตัวช่วยเหลือเธอในการเดินทางของเธอ “ผมพากย์เสียงปลาหมึกขี้โมโหชื่อแฮงค์ครับ” เอ็ด โอ’นีลล์ ผู้ได้รับการทาบทามจากทีมผู้สร้างให้เนรมิตชีวิตให้กับผู้ช่วยคนสำคัญของดอรี่ กล่าว “เขาไม่ชอบใครทั้งนั้นและอยากจะอยู่คนเดียวครับ”

    “เราตระหนักได้ว่าดอรี่ต้องการคู่หูครับ” สแตนตันกล่าว “ดอรี่ถูกสร้างขึ้นมาในภาคแรกเพื่อเป็นตัวแทนนีโม ความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของมาร์ลินเพื่อเป็นพ่อที่ดีกว่าเดิมจำเป็นต้องมีตัวละครอย่างดอรี่มาทดสอบเขา เด็กๆ และดอรี่ เป็นตัวละครที่ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน พวกเขาไม่คิดถึงอนาคตซักเท่าไหร่ พวกเขาชอบเสี่ยงและสนุกกับชีวิตครับ”

    “สำหรับหนังเรื่องนี้” สแตนตันกล่าวต่อ “เราต้องการตัวแทนของมาร์ลิน แฮงค์เป็นตัวละครขี้หงุดหงิด ชอบเก็บตัวเงียบ เขาไม่อยากจะได้รับการเยียวยาและถูกส่งกลับไปยังมหาสมุทร เขาอยากจะใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังในอควอเรียมมากกว่า เขาก็เลยพยายามจะทำตัวให้ได้อยู่ในที่อยู่ที่เป็นการถาวรมากกว่านี้ครับ”

    “แฮงค์เป็นคนฉลาด หัวดื้อและขี้หงุดหงิดมากๆ” เดอเจเนเรสกล่าว “เขาไม่แฮปปี้กับที่ที่ตัวเองอยู่ ในขณะที่ดอรี่กลับมีความสุขในทุกๆ ที่ที่เธออยู่ ตัวละครทั้งสองมีความแตกต่างกันมาก พวกเขาตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง มันเป็นการจับคู่ที่วิเศษสุดเพราะเธอไร้เดียงสาเหลือเกิน แต่ก็ช่วยผลักดันให้เขาเปิดใจได้ด้วย พวกเขาทั้งคู่ต่างก็เต็มไปด้วยความกลัวค่ะ แม้ว่าดอรี่จะไม่ทันรู้สึกตัวก็ตาม เธอได้แต่แหวกว่ายต่อไปเรื่อยๆ”

    คอยจับตามอง
    ตัวละครสำคัญดำดิ่งใต้ทะเลใน “Finding Dory”

    ดอรี่,มาร์ลินและนีโมออกผจญภัยครั้งใหม่ สู่ชายฝั่งทะเลแคลิฟอร์เนีย เพื่อออกตามหาครอบครัวที่ดอรี่คิดว่าเธอทิ้งไว้เบื้องหลัง การเดินทางของพวกเขานำพวกเขาไปสู่สถาบันชีวิตสัตว์น้ำ ที่ซึ่งพวกเขาได้พบกับสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลหลากหลายประเภท “ครั้งนี้ มันเหมือนกับเรื่องราวบทใหม่จริงๆ ครับ” ผู้กำกับแอนดรูว์ สแตนตันกล่าว

    ปลาสีฟ้าตัวน้อยออกสู่ทะเลกว้าง

    ดอรี่เป็นปลาขี้ตังสีฟ้าที่ร่าเริง สดใส เธอมีอาการความจำสั้น ซึ่งปกติแล้ว ก็ไม่ได้กระทบกระเทือนกับทัศนคติมองโลกในแง่บวกของเธอซักเท่าไหร่ จนกระทั่งเธอมารู้สึกตัวว่าเธอได้ลืมสิ่งที่สำคัญอย่างครอบครัวไป แน่นอนว่าเธอมองมาร์ลินและนีโมว่าเป็นครอบครัวใหม่ของเธอ แต่เธอก็ถูกครอบงำด้วยความเชื่อที่ว่ามีใครซักคนกำลังตามหาตัวเธออยู่

    เอลเลน เดอเจเนเรสถูกเรียกตัวให้มาพากย์เสียงตัวละครยอดนิยมตัวนี้สำหรับการกลับสู่จอเงินของดอรี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เดอเจเนเรสมักจินตนาการใน “The Ellen DeGeneres Show” เสมอ “ฉันรณรงค์ให้มีการสร้างซีเควลสำหรับ ‘Finding Nemo’ มา 13 ปีแล้วค่ะ” นักแสดงตลกและพิธีกรรายการทอล์คโชว์คนดังกล่าว “แต่ฉันไม่นึกไม่ฝันเลยว่ามันจะเป็น ‘Finding Dory’ ฉันก็เลยแปลกใจมากตอนได้รับโทรศัพท์”

    รายการทอล์คโชว์ที่ได้รับหลายรางวัลเอ็มมีของเดอเจเนเรสเปิดตัวเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่ “Finding Nemo” เข้าฉายในโรงภาพยนตร์เป็นครั้งแรก ส่งให้เธอโด่งดังไปอีกระดับหนึ่ง ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่จะนำเสนอตัวละครตัวนี้อีกครั้ง ทีมผู้สร้างก็ตระหนักว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปนับตั้งแต่ตอนที่เธอพากย์เสียงดอรี่ครั้งแรก แต่สแตนตันก็กล่าวว่า การกลับมาพบกันอีกครั้งของพวกเขาก็เป็นเหมือนสมัยก่อน มากกว่าทางหนึ่ง “ผมได้เห็นเอลเลนในสเตจบันทึกเสียงที่เดิมในดิสนีย์ สตูดิโอส์ กับวิศวกรคนเดิมและทีมงานทีมเดิมกับในวันสุดท้ายที่เราทำงานกันในปี 2003 เธอเดินเข้ามาและเราก็ทำงานต่อจากที่เราหยุดไปเลยล่ะครับ”

    เรื่องราวใหม่นี้นำเสนอแง่มุมที่ลึกซึ้งกว่าเดิมของปลาโลกสวยตัวนี้ และท้าทายให้เดอเจเนเรสแสดงอารมณ์ที่หลากหลายออกมา “การทำงานในหนังอนิเมชันเป็นเรื่องสนุกจริงๆ ค่ะ” เธอกล่าว “แต่มันก็ยากด้วยเพราะทุกอารมณ์จะต้องออกมาจากเสียงของคุณ คุณจะแสร้งทำเป็นร้องไห้ไม่ได้เพราะมันจะฟังเหมือนคุณแสร้งร้องไห้ ดังนั้น ทุกอย่างต้องเป็นของจริง เป็นบทสนทนาจริงๆ และอารมณ์จริงๆ ด้วยค่ะ”

    “สำหรับผม ดอรี่เป็นตัวละครที่น่าเศร้าครับ” สแตนตันกล่าว “การมีความจำสั้นคงไม่ใช่เรื่องสนุก ไม่ว่าเธอจะทำใจกล้าและพยายามทำตัวให้ดีที่สุดจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่มันก็ต้องเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดและน่ากลัว เพราะเธอไม่รู้เลยว่าเธอเป็นใคร มาจากไหนน่ะครับ”

    มือเขียนบทวิคตอเรีย สเตราส์กล่าวเสริมว่า “ฉันคิดว่านิสัยร่าเริงของเธอเป็นวิธีที่เธอชดเชยข้อบกพร่องของตัวเอง นิสัยชอบช่วยเหลือคนอื่นของเธอเป็นสิ่งที่เชิญชวนให้คนอื่นๆ อยู่กับเธอ เพื่อเป็นหลักประกันว่าเธอจะไม่ได้อยู่ตามลำพัง เธอมีความกลัวลึกๆ ว่าจะถูกทอดทิ้ง และมีความกลัวที่หยั่งรากลึกลงไปอีกเกี่ยวกับอาการความจำสั้นของเธอ ว่ามันอาจทำให้เธอแปลกแยกจากคนอื่นและทำให้พวกเขาทิ้งเธอไปน่ะค่ะ”

    ดอรี่อาจมีปัญหากับการจำได้ว่าเธอกำลังค้นหาอะไรหรือใคร แต่เธอก็จะไม่ยอมแพ้จนกว่าเธอจะได้ค้นพบอดีตของเธอรวมถึงค้นพบสิ่งอื่นๆ ระหว่างนั้น เช่นการยอมรับในตัวเอง “ในตอนเริ่มต้น เธอตระหนักดีว่าเธอต้องการความช่วยเหลือจากมาร์ลินและนีโม” ผู้กำกับร่วมแองกัส แม็คเลนกล่าว “ระหว่างเรื่อง เธอได้เรียนรู้ที่จะฟังสัญชาตญาณตัวเองอีกครั้ง และยอมรับตัวตนของตัวเองและวิธีการคิดและใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนใครของตัวเอง ซึ่งนั่นกลายเป็นกุญแจนำไปสู่ความสำเร็จของเธอครับ”

    “ฉันคิดว่าคนรักดอรี่เพราะเธอไม่เคยตัดสินอะไรใครเลยซักนิด” เดอเจเนเรสกล่าวเสริม “เธอไม่เคยใจร้าย ไม่ว่าเธอจะเจอกับอะไร เธอก็เดินหน้าต่อไป เธอทำในสิ่งที่ต้องทำค่ะ”

    แม็กซ์ เบรซ ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายเรื่องราว กล่าวว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งของดอรี่เกิดจากอาการความจำสั้นของเธอ “เธอใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันครับ” เบรซกล่าว “จริงๆ แล้ว เธอก็ไม่มีทางเลือกหรอกครับ ผลก็คือเธอไม่ได้คิดอะไรให้มากความ เธอคิดแต่เรื่องปัจจุบัน และยืดหยุ่นพอที่จะรับมือกับสารพัดเรื่องราวที่ชีวิตเตรียมไว้ให้เธอครับ”

    การรื้อฟื้นแบบดีไซน์ของดอรี่

    แม้ว่าดอรี่จะถูกออกแบบมาสำหรับ “Finding Nemo” ไว้แล้ว แต่ทีมผู้สร้างก็ถูกท้าทายให้ผสมผสานแบบดีไซน์เก่าของเธอกับเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน “พูดง่ายกว่าทำครับ” เจสัน ดีมเมอร์ ผู้กำกับศิลป์ฝ่ายตัวละครบอก “รูปเรขาคณิตที่เราใช้สำหรับตัวละครตัวนี้เมื่อ 13 ปีก่อนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก”

    “เธอถูกออกแบบไว้เมื่อนานมาแล้วด้วยซอฟท์แวร์ที่ตอนนี้เราไม่ใช้แล้วโดยทีมงานคนละกลุ่มครับ” เจเรมี ทัลบ็อท ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายตัวละครกล่าว “เธอเป็นตัวละครที่เป็นที่จดจำและสำคัญมากๆ สำหรับพิกซาร์ ดังนั้น พอเรานำเธอกลับมาอีกครั้ง เราก็เลยต้องทำให้แน่ใจว่าเราเคารพการตัดสินใจทุกอย่างที่นักวาดภาพทำในสมัยนั้น ทั้งสีของลักยิ้มเธอ กระของเธอ รูปทรงของตัวเธอ ไม่เพียงแต่ตอนที่คุณสร้างเธอขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทุกท่วงท่าที่เธอทำด้วยครับ”

    “มันมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตรงที่ตาและแก้มของดอรี่ทำปฏิสัมพันธ์กันเพื่อสร้างลุคที่อ่อนไหว น่าดึงดูดครับ” ทัลบ็อทกล่าว “เราสามารถดึงเอาโมเดล 3D จากซอฟท์แวร์เก่ามาใช้กับซอฟท์แวร์ใหม่ของเราเพื่อเปรียบเทียบสีหน้าของเธอได้ครับ”

    ทำตัวเหมือนปลา

    ในตอนที่อนิเมเตอร์เข้ามาทำงาน พวกเขาก็ได้รับมอบหมายให้ทำการทดสอบการว่ายน้ำของปลา ซึ่งเป็นแบบฝึกหัดที่ท้าทายให้พวกเขาจับคู่ภาพวิดีโอของปลาขี้ตังสีฟ้าจริงๆ ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ ไมเคิล สต็อกเกอร์ ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายอนิเมชันกล่าวว่า “มันยากกว่าที่คุณคิดอีกครับ”

    “หลังจากนั้น เราก็ขอให้พวกเขาใส่ท่าเคลื่อนไหวเข้าไปในช็อตบ้าง” สต็อกเกอร์กล่าวต่อ “สำหรับปลา คุณจะใช้ใบหน้าขนาดใหญ่ ปาก ตา คิ้ว ซึ่งปกติแล้ว ปลาไม่มี และครีบ หัวใจคือการล้อเลียนพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยการใช้ครีบแทนมือ แต่มันจะเป็นมือตลอดเวลาไม่ได้ เพราะมันจะต้องขยับไปมาเพื่อว่ายน้ำด้วย มันเป็นเรื่องของการหาสมดุลระหว่างการเป็นปลาและการทำท่าทางแบบมนุษย์ครับ”

    อย่างไรก็ดี สต็อกเกอร์ก็บอกว่า คุณสมบัติที่ทำให้ดอรี่เป็นดอรี่คือความจริงใจของเธอ “เธอสร้างความเชื่อมโยงกับคนอื่นได้ทันทีครับ” เขากล่าว “เธอไม่เคยทำอะไรส่งๆ มันเหมือนกับการอิมโพรไวส์ครับ เธอจะรับทุกอย่างที่ถูกส่งเข้ามาหาเธอและมีปฏิกิริยาโต้กลับอย่างจริงใจ มันบริสุทธิ์มากๆ นั่นคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับเธอครับ”

    นักผจญภัยจำเป็น

    มาร์ลินอาจจะเคยเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาอยากจะทำแบบนั้นซ้ำสอง อัลเบิร์ต บรู๊คส์มาพากย์เสียงปลาการ์ตูนผู้ตึงเครียดอีกครั้ง “ดอรี่จำได้ว่าเธอมีครอบครัวและเธอก็อยากจะตามหาครอบครัวของเธอครับ” บรู๊คส์กล่าว “แต่มาร์ลินไม่อยากจะไปผจญภัยครั้งใหญ่อีกและเขาก็ไม่อยากให้นีโมคิดว่ามันเป็นไอเดียที่ดีด้วย มาร์ลินเป็นคนรักบ้าน เขาอยากจะอยู่แต่กับบ้าน ผมพยายามจะเจรจาเรื่องนั้นกับ [ผู้กำกับ] แอนดรูว์ [สแตนตัน] แต่เขาก็ไม่ตกลง มาร์ลินก็เลยต้องช่วยดอรี่ครับ”

    แน่นอนว่ามาร์ลินรู้ว่าการสูญเสียครอบครัวเป็นความรู้สึกอย่างไร และดอรี่เองนั่นแหละที่ช่วยเขาตามหานีโมเมื่อไม่นานมานี้ ปลาการ์ตูนตัวนี้อาจไม่ตลก แต่เขาก็ซื่อสัตย์ และเขาก็ตระหนักว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเก็บความวิตกกังวลและความเคลือบแคลงใจของเขาไว้และออกเดินทางผจญภัยข้ามมหาสมุทรอีกครั้ง

    สแตนตันกล่าวว่า บรู๊คส์พากย์เสียงตัวละครตัวนี้ตามสไตล์ของเขา “เขาใส่อะไรมากมายลงไปในตัวละครตัวนี้ใน ‘Finding Nemo’ ผมไม่มีโอกาสได้เขียนบทให้เขา และผมก็ไม่รู้ว่าคุณจะทำแบบนั้นได้รึเปล่า อัลเบิร์ตมีความโดดเด่นในเรื่องอากัปกิริยาและการปล่อยมุขของเขา มุมมองทั้งหมดของเขา ไม่มีใครเหมือนเขา เขาอิมโพรไวส์ทุกอย่าง มันไม่ใช่ว่าเขาพยายามจะหลุดออกนอกบท แต่เขาก็แค่อยากจะเพิ่มทุกอย่างเข้าไป เขาจะไม่พอใจจนกว่าเขาคิดว่าคุณได้ในสิ่งที่คุณต้องการครบถ้วนทุกอย่างแล้ว เขาเป็นคนที่ตั้งใจทำงานมากจริงๆ ครับ”

    การอัพเดทลุคของมาร์ลิน

    เช่นเดียวกับดอรี่ มาร์ลินก็ต้องถูกสร้างด้วยซอฟท์แวร์สมัยใหม่ แต่ก็ต้องรักษาลุคที่ถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่กว่าสิบปีที่แล้วไว้ “หน้าของมาร์ลินจะมีถุงใต้ตาที่เห็นได้ชัดเจน” เจเรมี ทัลบ็อท ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายตัวละครบอก “นอกจากนี้ เขายังมีคิ้วที่โดดเด่นมากๆ อีกด้วย”

    “วิธีที่เราให้แสงตัวละครในปัจจุบันจะแตกต่างจากวิธีที่เราใช้สมัยก่อน” ทัลบ็อทกล่าวต่อ “ผิวหนังของเขาส่วนที่ยับย่นจะเด่นชัดมากๆ เราก็เลยต้องทำให้แน่ใจว่าวิธีการให้แสงของเขาจะออกมาและให้ความรู้สึกแบบเดียวกับที่นักวาดภาพกลุ่มเดิมตั้งใจเอาไว้น่ะครับ”

    ปลาเป็นความท้าทายที่แปลกพิเศษสำหรับอนิเมเตอร์ ผู้ติดตั้งตู้ปลาไว้ในแผนกอนิเมชันของพิกซาร์ “หน้าที่ของเราคือการขายความจริงที่ว่าพวกเขาอยู่ในของเหลวครับ” ไมเคิล สต็อกเกอร์ ซูเปอร์ไวซิง อนิเมเตอร์กล่าว “มันจะต้องให้ความรู้สึกของการเสียดสี แม้ว่าจริงๆ แล้ว พวกเขาจะลอยล่องอยู่ในพื้นที่ว่าง สำหรับโลกคอมพิวเตอร์ก็ตาม เราต้องทำให้ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังอยู่ในน้ำ และดำเนินไปตามความหนืดของน้ำ มาร์ลินผลักหางตัวเองไปทางหนึ่ง แล้วมันก็เด้งไปอีกทางหนึ่งน่ะครับ”

    อนิเมเตอร์ใช้เวลานานอยู่กับมอนท์รีย์ เบย์ อควอเรียม และพวกเขายังได้ปรึกษากับอดัม ซัมเมอร์ส หรือ “หนุ่มปลา” ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำอย่างละเอียดในเรื่องการเคลื่อนไหวของปลา “เขาสอนเราว่าจะแยกแยะปลาที่ขยับครีบเป็นแนวนอนกับแนวตั้งยังไง” สต็อกเกอร์กล่าว “ปลาแต่ละชนิดเคลื่อนไหวในลักษณะที่แตกต่างกันครับ”

    แม้ว่าทีมผู้สร้างจะกำลังเล่าเรื่องของดอรี่ สแตนตันกล่าวว่ามาร์ลินก็ยังคงมีพื้นที่พิเศษในโลกของเธอ “ผมอยากทำให้การเดินทางของเขามีส่วนสำคัญต่อการผลักดันการผจญภัยของดอรี่” ผู้กำกับกล่าว “พวกเขาเป็นครอบครัวที่เรารักอยู่แล้ว แม้ว่าเราจะอยากให้เธอหาพ่อแม่ของเธอบก็ตาม แต่มาร์ลินกับนีโมชนะใจเราได้ตั้งนานแล้ว มันเป็นเรื่องสำคัญที่ดอรี่, มาร์ลินและนีโมจะได้เรียนรู้ว่าพวกเขามีความสำคัญต่อกันและกันมากแค่ไหน ดอรี่มีครอบครัวที่ใหญ่กว่าที่ใครๆ คาดคิดอีกครับ”

    แฟนพันธุ์แท้ของดอรี่

    หนึ่งปีหลังจากการผจญภัยข้ามทะเลครั้งใหญ่ นีโมก็กลับมาเป็นปลาน้อยธรรมดาๆ เหมือนเดิม เขาไปโรงเรียนและใช้ชีวิตอยู่ในแนวปะการังกับพ่อของเขาและดอรี่ ปลาขี้ตังสีฟ้า เพื่อนบ้านของพวกเขา การผจญภัยหฤโหดข้ามน้ำข้ามทะเลของเขาดูเหมือนจะไม่ได้บั่นทอนจิตใจเขาให้สั่นคลอนไปเลย จริงๆ แล้ว ในตอนที่ดอรี่จำอดีตของเธอได้บางส่วนและอยากจะออกเดินทางข้ามมหาสมุทรเพื่อตามหาครอบครัวของเธอ นีโมก็เป็นคนแรกที่ขันอาสาช่วยเหลือเธอ เขาอาจจะเป็นปลาการ์ตูนตัวน้อยที่มีครีบไม่เหมือนใคร แต่นีโมก็เชื่อในตัวดอรี่เต็มหัวใจ เพราะเขาเข้าใจดีว่าการเป็นคนที่ไม่เหมือนใครมันเป็นยังไง

    ทีมผู้สร้างได้เลือกเฮย์เดน โรเลนซ์มาพากย์เสียงนีโมในครั้งนี้ “ผมชื่นชอบการได้ร่วมงานกับอเล็กซานเดอร์ กูลด์ภาคแรก” ผู้กำกับแอนดรูว์ สแตนตันกล่าว “แต่เวลาก็ล่วงเลยไป เขาเติบโตจากเด็กตัวน้อยน่ารักอายุ 6-7 ขวบไปเป็นหนุ่มน้อยอายุ 21 ปี ดังนั้น มันคงไม่ได้การแน่ ผมคิดว่าจะต้องเป็นเรื่องยากกับการหาคนที่มีเสียงเข้ากับเขา แต่เฮย์เดนไม่เพียงมีเสียงเหมือนเขาเท่านั้น เขายังพากย์ได้เก่งพอๆ กับอเล็กซานเดอร์ด้วยครับ”

    ผู้อำนวยการสร้างลินด์ซีย์ คอลลินส์กล่าวเสริมว่า “เขาเป็นมืออาชีพจริงๆ และพากย์ไม่หยุดได้ตลอดสี่ชั่วโมง…ผู้ใหญ่ส่วนมากยังทำแบบนั้นไม่ได้เลยค่ะ”

    สำหรับกูลด์ ทีมผู้สร้างรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว “เราให้เขาพากย์บทคามีโอครับ” สแตนตันกล่าว “เขามีบทพูดหลายประโยคในช่วงท้ายเรื่อง”

    คู่หูขี้หงุดหงิด

    แฮงค์เป็นปลาหมึก ซึ่งจริงๆ แล้ว เขาเป็นปลาหมึกที่ไม่สมประกอบซักเท่าไหร่ เพราะเขาเสียหนวดไปหนึ่งหนวด พร้อมกับอารมณ์ขันของเขา ที่ไหนซักแห่ง แต่แฮงค์ก็มีความสามารถไม่แพ้เพื่อนๆ แปดหนวดของเขาหรอกนะ แฮงค์ นักหลบหนีมากความสามารถ ที่มีทักษะในการอำพรางตัวเอง เป็นคนแรกที่ต้อนรับดอรี่ในตอนที่เธอมาถึงสถาบันชีวิตสัตว์น้ำ แต่อย่าเข้าใจผิดเชียวล่ะ เขาไม่ได้มองหาเพื่อน แฮงค์ต้องการเพียงอย่างเดียว นั่นคือตั๋วโดยสารรถขนส่งไปยังสถาบันสัตว์ทะเลที่คลีฟแลนด์ ที่ซึ่งเขาจะได้มีชีวิตสันโดษที่แสนเงียบสงบ

    “แฮงค์ทดสอบดอรี่ครับ” ผู้กำกับแอนดรูว์ สแตนตันกล่าว “เขาตั้งคำถามกับการมองโลกในแง่บวกและความกล้าหาญของเธอ เขาดึงเอาส่วนที่ดีที่สุดในตัวเธอออกมาและเธอก็ทำเช่นเดียวกันนี้กับเขา เขาเป็นคนใจดีอย่างไม่เต็มใจนัก เขามีจิตใจดีงามที่ดอรี่ดูเหมือนจะสัมผัสได้ตั้งแต่เริ่มต้นแล้วครับ”

    ทีมผู้สร้างตั้งใจพัฒนานิสัยของแฮงค์ให้แตกต่างจากท่าทีร่าเริงแจ่มใสของดอรี่ “เราสามารถสร้างเรื่องตลกขบขันได้มากมายจากการจับคู่คนที่มีนิสัยตรงกันข้ามกันครับ” แองกัส แม็คเลน ผู้กำกับร่วมกล่าว “แฮงค์พยายามจะถอยหนีจากการสร้างความสัมพันธ์ ในขณะที่ดอรี่พยายามที่จะสานสายสัมพันธ์ครับ”

    “แฮงค์ยินดีจะใช้ชีวิตอยู่ในอควอเรียมที่ปลอดภัยตัวคนเดียว” แม็กซ์ เบรซ ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายเรื่องราวของเรื่อง กล่าว “เขายินดีทำทุกกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงการกลับไปสู่มหาสมุทรอีกครั้ง แม้ว่ามันจะหมายถึงการติดตามดอรี่ไปทั่วสถาบันชีวิตสัตว์น้ำก็ตาม”

    “พวกเขาต้องอาศัยกันและกันครับ” เอ็ด โอ’ นีลล์ ผู้พากย์เสียงตัวละครขี้หงุดหงิดตัวนี้ กล่าว “แฮงค์ไม่เคยคิดว่าเขาจะมีเพื่อน แต่เขาก็ค่อยๆ ตกหลุมเสน่ห์ของดอรี่เข้า การผจญภัย อันตรายและความกลัวทำให้พวกเขาผูกพันกัน พวกเขากลายเป็นเพื่อนกันจากประสบการณ์ของพวกเขาครับ”

    สแตนตันกล่าวว่า โอ’ นีลล์ได้ถ่ายทอดตัวละครตัวนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ “เสียงของเขามีความคลุมเครือของการเป็นคนขี้หงุดหงิดและคนใจอ่อน” ผู้กำกับกล่าว “เอ็ดทำเสียงแบบหนึ่งไว้ใน ‘Married with Children’ และอีกแบบหนึ่งใน ‘Modern Family’ เราไม่เคยนึกถึงคนอื่นเลยครับ”

    โอ’ นีลล์ ผู้พากย์เสียงตัวละครตัวหนึ่งในภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง “Wreck-It Ralph” กล่าวว่า กุญแจสำคัญคือการเปิดใจให้กว้าง “มันไม่มีวิธีไหนที่จะเตรียมตัวสำหรับงานอนิเมชันได้จริงๆ หรอกครับ” เขากล่าว “ผมได้ทำอย่างหนึ่ง คือผมเสิร์ชกูเกิลคำว่า ‘ปลาหมึกลายเสือ’ และพบสิ่งมีชีวิตที่ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีตัวตนอยู่ ผมได้รู้ว่ามีปลาหมึกหลากหลายประเภท และตัวที่ผมพากย์เสียงก็เป็นตัวที่เปลี่ยนรูปร่างได้ มันบ้ามากๆ ครับ”

    ไม่ใช่งานง่ายๆ

    แม้ว่าปลาหมึกจะทำให้ทีมผู้สร้างได้เปรียบในแง่ของการเคลื่อนที่ระหว่างแผ่นดินและน้ำ แต่การสร้างตัวละครตัวนี้ก็กลายเป็นเรื่องซับซ้อนอย่างยิ่งยวด “มันทั้งน่ากลัวและน่าตื่นเต้นตั้งแต่เริ่มต้นครับ” สแตนตันกล่าว “เมื่อคุณทำงานที่พิกซาร์มาได้ซักพัก คุณก็จะตระหนักได้ว่าปัญหาสามารถแก้ไขได้ น้ำไม่ได้สร้างยากอีกต่อไป การสร้างเสื้อผ้าเป็นเรื่องง่ายขึ้น มนุษย์ไม่ได้สร้างยากอย่างที่แล้วๆ มา แต่สำหรับตัวละครหลักแบบนี้ ปลาหมึกที่มีหนวดหลายหนวด และมีการเคลื่อนไหวแบบที่คุณคาดหวังจะได้เห็นจากปลาหมึก เราไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน เรารู้ว่ามันจะต้องถูกพินิจพิจารณาเพราะแฮงค์อยู่บนหน้าจอบ่อยเหลือเกิน มันไม่มีที่ให้ซ่อนครับ”

    “เวลาที่เราใช้ในการทำให้เขาเวิร์คพอๆ กับการสร้างหนังอีกเรื่องเลย” สแตนตันกล่าว “ช็อตแรกของเราใช้เวลาหกเดือนครับ”

    การค้นคว้าข้อมูล

    ปลาหมึกลายเสือ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำหรับแฮงค์ มีความสามารถในการเปลี่ยนตัวเอง เลียนแบบสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นงูทะเล ปลาซีกเดียวหรือปลาสิงโต เพื่อขับไล่นักล่า เช่นเดียวกัน มันสามารถพรางตัวเองไปกับสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นปะการังหรือเนินทรายก้นทะเล มันสามารถบีบตัวและห่อตัวเอง หนวดของมันถูกห่อหุ้มไปด้วยตัวดูดนับร้อย ซึ่งสามารถยึดติดกับพื้นผิวได้แทบทุกชนิด ทำให้มันสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว และมีทักษะอย่างน่าทึ่งในการจัดการกับสิ่งของต่างๆ เช่นฝาเหยือกน้ำ

    ทีมผู้สร้างได้ศึกษาปลาหมึกจริงๆ ที่มอนท์รีย์ เบย์ อควอเรียมและแคลิฟอร์เนีย อคาเดมี ออฟ ไซเอนเซสแห่งซานฟรานซิสโก ที่ซึ่งสมาชิกหลายคนของพิกซาร์ได้รับเชิญให้ไปใกล้ชิดกับปลาหมึกตัวเป็นๆ “ปลาหมึกตัวหนึ่งพันตัวรอบแขนผมแล้วรัดผมไว้แน่นครับ” เจเรมี ทัลบ็อท ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายเรื่องราว กล่าว”มันบอบบางมาก แต่ก็แข็งแกร่งมากด้วยในเวลาเดียวกัน มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะดึงมันออก และเมื่อผมดึงมันออกได้ เสียงมันเหมือนกับตอนที่พรมอาบน้ำถูกดึงออกจากก้นอ่างน้ำเลยครับ”

    ทัลบ็อทกล่าวว่า ตัวดูดของปลาหมึกเหมือนกับเครื่องดูดฝุ่นตัวเล็กๆ ซึ่งมีหน้าที่ในการนำสิ่งของต่างๆ มาส่งที่ปาก “ถ้าคุณวางเหรียญไว้ที่ปลายหนวด ท้ายที่สุดแล้ว มันก็จะถูกส่งมาถึงปากด้วยการที่ตัวดูดพวกนี้ส่งมันต่อมาเรื่อยๆ ซึ่งบ้ามากๆ ครับ”

    ผู้อำนวยการสร้างลินด์ซีย์ คอลลินส์กล่าวว่า ทีมงานได้แรงบันดาลใจจากบันทึกจริงๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของปลาหมึก “ความสามารถของมันในการพรางตัวและความเชี่ยวชาญของมันในการเปิดพื้นที่ปิดและการเล็ดรอดผ่านช่องแคบที่เล็กที่สุดเป็นเรื่องเหลือเชื่อค่ะ” คอลลินส์กล่าว “เราได้ยินเรื่องเกี่ยวกับปลาหมึกที่หนีไปในกลางดึก ยามจะนึกว่ามันเป็นเศษขยะที่อยู่ตรงทางเดินจนกระทั่งเขาก้มลงหยิบมัน มันเป็นเหมือนหนังสยองขวัญเลยค่ะ”

    “ปลาหมึกพวกนี้ทั้งฉลาดและไม่เหมือนสัตว์ชนิดอื่นๆ” คอลลินส์กล่าวต่อ “แต่เมื่อถึงเวลาสร้างปลาหมึก CG ขึ้นมา มันก็เป็นทั้งความฝันและฝันร้ายเลยล่ะค่ะ”

    ลุคที่ดี

    แม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับปลาหมึกในชีวิตจริงจะมีมากมายแค่ไหน แต่มันก็ยังมีคุณสมบัติที่ทำให้ทีมผู้สร้างหนักใจได้ “พวกมันน่าขยะแขยงนิดๆ ค่ะ” คอลลินส์กล่าว “และพออยู่บนจอใหญ่ ความสมจริงแบบนั้นก็มักเป็นผลเสียกับเรา”

    นักวาดภาพพยายามจะสร้างลุคสำหรับสิ่งมีชีวิตที่แปลกพิสดารตัวนี้ “เราต้องหาสมดุลที่เหมาะสมในระดับเท็กซ์เจอร์ครับ” ผู้ออกแบบงานสร้าง สตีฟ พิลเชอร์ กล่าว “มันเป็นเรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นตุ๊กตาน่ารักถ้าเราทำอะไรเกินเลยไปในแง่หนึ่ง แล้วถ้าเราทำอะไรเกินเลยไปในอีกแง่หนึ่ง เขาก็จะขาดเสน่ห์ครับ”

    “แฮงค์อาจจะเป็นตัวละครที่ยากที่สุดเท่าที่ผมเคยทำงานมา” เจสัน ดีมเมอร์ ผู้กำกับศิลป์ฝ่ายตัวละคร กล่าว “แต่ก็เป็นตัวละครที่เจ๋งที่สุดด้วย ผมมองแฮงค์ว่าเป็นซูเปอร์ฮีโรจำเป็นเสมอครับ ผมรู้ว่าผมมาถูกทางแล้วตอนที่ทีมตัวละครเป็นลม พวกเขาคิดกันว่า ‘มันเป็นไปไม่ได้หรอก แต่เราก็แทบรอไม่ไหวที่จะลงมือทำ’ นี่เป็นทีมงานตัวละครของพิกซาร์ที่พร้อมทำงานเต็มที่ครับ”

    แบบดีไซน์ของดีมเมอร์นำเสนอแฮงค์จากทุกมุม และเดิมที แฮงค์ก็มีหนวดแปดหนวดเหมือนกับปลาหมึกจริงๆ “ผมได้ออกแบบหนวดปลาหมึกแยกจากส่วนตัว เพื่อเพิ่มรูปทรงเพรียวลู่ลมสวยๆ ให้กับมัน” ดีมเมอร์เล่า “แต่พอนักสร้างโมเดลของเราได้สร้างหนวดพวกนี้ขึ้นมาแบบสามมิติแล้วยึดมันเป็นวงกลมเพื่อติดมันกับลำตัว พวกเขากลับติดหนวดได้เพียงแค่เจ็ดหนวด พวกเขาเรียกผมเข้ามาแล้วถามว่าเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างของหนวดให้เป็นเหมือนท่อมากขึ้นได้มั้ย ผมไม่ชอบลุคนั้นแล้วเสนอให้เขามีหนวดแค่เจ็ดหนวด เราเสนอไอเดียนี้กับแอนดรูว์ [สแตนตัน] และเขาก็คิดว่า ไม่เพียงแต่มันจะตลกเท่านั้น แต่มันยังเมคเซนส์สำหรับตัวละครตัวนี้ ที่อยู่ในสถาบันฟื้นฟูและช่วยเหลืออีกด้วย มันเป็นเรื่องของโชคชะตาบันดาลครับ”

    สีสันของแฮงค์ถูกพัฒนาขึ้นจากการผสมผสานความชื่นชอบของนักวาดภาพและความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงสีสันสายรุ้งที่ปรากฏอยู่แล้ว แม้ว่าเฉดสีส้มแดงที่อบอุ่นของแฮงค์จะตัดกับดอรี่อย่างดี แต่นักวาดภาพก็ต้องระมัดระวังที่จะสร้างความแตกต่างระหว่างเขากับสีส้มของมาร์ลินและนีโม เช่นเดียวกัน ดวงตาของแฮงค์ ซึ่งเป็นสีเขียวและม่วงอย่างน่าทึ่ง จะต้องมีเฉดที่เหมาะสมด้วย “สีดวงตาของเขาจะต้องแตกต่างจากดอรี่ มันจะต้องออกไปทางเทอร์คอยซ์และสดใสครับ” พิลเชอร์กล่าว “สีสันที่ตัดกันของทั้งคู่จะต้องโดดเด่นและพิเศษสุด พวกเขาอยู่ในช็อตโคลสอัพด้วยกันหลายช็อตและดวงตาของแฮงค์ก็มีขนาดใกล้เคียงกับดวงตาของดอรี่ มันก็เลยเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องสร้างความแตกต่างระหว่างทั้งคู่ให้ได้ครับ”

    แน่นอนว่าแฮงค์ไม่มีความตั้งใจที่จะยึดติดกับสีเดิมของตัวเองอยู่แล้วเพราะความสามารถเหลือเชื่อในการพรางตัวของเขา “เขาสามารถเปลี่ยนแปลงเท็กซ์เจอร์และสีสันของเขาได้เหมือนกับปลาหมึกทั่วๆ ไป แม้ว่าเราจะเสริมแต่งอะไรเข้าไปเองอยู่บ้าง” พิลเชอร์กล่าว “แฮงค์ได้เดินทางผ่านสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ไม่มีปลาหมึกทั่วๆ ไปตัวไหนทำกัน ซึ่งทำให้เราเจอกับความท้าทายในการพรางตัวที่สนุกสนานและใช้ความคิดสร้างสรรค์เต็มที่ครับ”

    ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายเอฟเฟ็กต์ คริส แช็ปแมน เล่าว่า มีตัวแปรมากมายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างลวดลายพรางตัวของแฮงค์ “เราต้องควบคุมสีสันที่อยู่บนผิวหนังของเขาจากวัตถุที่เขาอยู่บนนั้นพร้อมกับควบคุมว่าแสงตรงสภาพแวดล้อมนั้นจะอยู่บนตัวเขามากน้อยแค่ไหนน่ะครับ”

    “เคล็ดลับก็คือการแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงจากโหมดปลาหมึกธรรมดาเข้าสู่โหมดปลาหมึกพรางตัว และกลับสู่สภาพเดิมอีกครั้งครับ” พิลเชอร์กล่าวเสริม “เราไม่อยากจะทำให้เขาดูเหมือนล่องหนได้ เราก็เลยต้องสร้างข้อมูลวิชวลที่มากพอสำหรับสิ่งของที่เขาจะพรางตัวกับมัน คุณจะยังคงสังเกตได้ถึงรูปทรงของเขา แต่เราก็อาจมองผ่านเขาไปก็ได้เพราะรูปแบบ เท็กซ์เจอร์และสีสันในการพรางตัวของเขา พอเราหาวิธีได้ มันก็ส่งผลให้เกิดช่วงเวลาที่น่าขบขันขึ้นมาครับ”

    “ถ้าคุณเห็นปลาหมึกจริงๆ พรางตัวกลืนไปกับก้อนหิน ก่อนจะกลับสู่สภาพเดิมอีกครั้ง มันจะดูเหมือนภาพอนิเมชันที่สร้างในคอมพิวเตอร์เลยครับ” แช็ปแมนกล่าว

    เขามีท่าเด็ด

    การสร้างหนวดที่จะเคลื่อนไหวเหมือนกับหนวดปลาหมึกจริงๆ เป็นหนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการถ่ายทำ “เราเคยสร้างอนิเมชันของหนวดมาแล้วใน ‘Monsters University’ กับตัวละครบรรณารักษ์และตัวละครแบ็คกราวน์บางตัว แต่มันก็อยู่ในขอบเขตที่จำกัดมากๆ” ทัลบ็อทเล่า “เราอยากจะเลียนแบบปลาหมึกจริงๆ แต่การเคลื่อนไหวของปลาหมึกไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน ส่วนหนึ่งของหนวดข้างหนึ่งสามารถยึดจับพื้น ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งสามารถถือถ้วย และอีกส่วนหนึ่งพันตัวคุณไว้ได้ครับ”

    “ปลาหมึกเป็นสัตว์ที่ยืดหยุ่นอย่างเหลือเชื่อครับ” จอห์น ฮัลสเตด หัวหน้าผู้กำกับฝ่ายเทคนิค กล่าวเสริม “พวกมันสามารถรอดรูไหนๆ ก็ได้ที่สามารถรองรับจะงอยปากของมันได้ เราต้องการหาสมดุลระหว่างการให้เครื่องมือกับอนิเมเตอร์ในการนำเสนอความยืดหยุ่นแบบนั้น และไม่ทำให้พวกเขางุนงงจนเกินไปกับการต้องควบคุมอะไรหลายอย่างมากเกินไปน่ะครับ”

    ทัลบ็อทเล่าว่า ความท้าทายอีกอย่างหนึ่งสำหรับแฮงค์คือความจริงที่ว่ามุมปากของเขาจะสัมผัสกับหนวดสองหนวดของเขา “เราต้องระมัดระวังการที่หนวดพวกนี้จะยุ่มย่ามกับใบหน้าและสีหน้าของเขา นักสร้างการเคลื่อนไหวของเราจะต้องพัฒนาระบบขึ้นมาเพื่อที่ว่าเมื่อไหร่ที่เขาขยับหนวด ตัวของเขาก็จะเอียงตามไปด้วย เพื่อที่ปากของเขาจะได้ไม่บิดเบี้ยวในแบบที่พิลึกๆ น่ะครับ”

    รูปร่างสมบูรณ์ของแฮงค์ทำให้ลำตัวและการเคลื่อนไหวของเขามีลักษณะโดดเด่น “ถ้าคุณเคลื่อนไหวจุดหนึ่ง” ทัลบ็อทเล่า “ส่วนเนื้อของเขาทั่วทั้งตัวก็จะมีปฏิกิริยา มากกว่าตัวละครตัวอื่นๆ ที่เราเคยสร้างมา ถ้าคุณขยับหนวดเขา ผิวหนังทั้งหมดไปจนถึงฐานใต้ขอบตาเขาก็จะขยับ เราต้องทำให้แน่ใจว่าทั้งหมดนี้จะสอดคล้องไปด้วยกันเพื่อที่อนิเมเตอร์จะได้มีความยืดหยุ่นมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

    แอ็กชัน!

    นอกเหนือจากปลาหมึกจริงๆ แล้ว ทีมงานของพิกซาร์ยังได้พบงู ที่กลายเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่วิเศษสุด โดยเฉพาะงูในรูปแบบอนิเมชัน “The Jungle Book” ภาพยนตร์คลาสสิกปี 1967 ของดิสนีย์ กลายเป็นแรงบันดาลใจตอนที่พวกเขาสร้างอนิเมชันสำหรับแขนของแฮงค์ ฮัลสเตดกล่าวว่า “มันมีซีเควนซ์เยี่ยมๆ ตอนที่คากำลังร่ายมนต์สะกดเมาคลี ลักษณะการเคลื่อนไหวร่างกายของเขาขณะที่เขาไถลตัวไปตามต้นไม้เป็นสิ่งที่ผู้กำกับต้องการสำหรับการเคลื่อนไหวของแฮงค์ครับ”

    “การสร้างอนิเมชันแฮงค์อาจจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุดเท่าที่เราเคยสร้างมา” ซูเปอร์ไวซิง อนิเมเตอร์ ไมเคิล สต็อกเกอร์ กล่าว “มนุษย์ หนู ตัวละครสี่ขาต่างก็มีข้อต่อ มันมีกฎสำหรับการเคลื่อนไหว แต่ปลาหมึกไม่มีกฎแบบนั้น มันไม่มีทางวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของมันออกเป็นขั้นตอนได้ มันทำได้ทุกอย่าง และในกรณีของเรา แฮงค์มีหนวดเจ็ดหนวด ซึ่งอาจจะดูยุ่งเหยิงได้ง่ายๆ ครับ”

    อนิเมเตอร์ใช้หนวดของแฮงค์เหมือนมือของมนุษย์ ทำให้เขาสามารถเปิดปิดสวิทช์และออกท่าออกทางได้ในแบบที่คุ้นตาและถ่ายทอดความรู้สึกได้ “เราพบว่าเราสามารถซ่อนหนวดได้หลายหนวด” สต็อกเกอร์กล่าว “และบอกเป็นนัยๆ ว่าพวกมันยังอยู่ตรงนั้น บางครั้ง เราจะมีช็อตที่หนวดทั้งเจ็ดหนวดออกมา ซึ่งช็อตพวกนั้นใช้เวลาสร้างหลายสัปดาห์ จนถึงหลายเดือนด้วยซ้ำครับ”

    เมื่อถึงเวลาที่ตัวละครพูด อนิเมเตอร์ได้พบปัญหาอีกข้อหนึ่ง ปากของปลาหมึกจริงๆ จะอยู่ระหว่างหนวดบริเวณด้านล่างลำตัว ทีมผู้สร้างได้เลื่อนปากของแฮงค์ขึ้นมาด้านบนเล็กน้อย แต่ตัดสินใจว่ามันคงจะน่าสนใจกว่าถ้าปากของเขาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจน “เราเลือกจะซ่อนมันครับ” สต็อกเกอร์กล่าว “เหมือนกับอยู่ใต้หนวดหรือใต้งวงช้างอย่างนั้นน่ะครับ เราโชว์เศษเสี้ยวของปากให้เห็น แต่เราไม่อยากจะทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่โตครับ”

    เดอแวนกล่าวเสริมว่า “ด้วยความที่ปากของแฮงค์ส่วนใหญ่ถูกปกปิดเอาไว้ เราก็เลยใช้การเคลื่อนไหวของหัวเขา เหมือนกับหุ่นเชิด ในการเน้นสิ่งที่เขาพูด ดวงตาและคิ้วของเขาจะต้องแสดงอารมณ์ออกมาอย่างโจ่งแจ้ง นอกจากนั้น พวกมันยังช่วยแสดงให้เห็นถึงพลังงานที่อยู่เบื้องหลังคำพูดของเขาอีกด้วย บางครั้ง เราใช้การกะพริบตาเป็นเหมือนการลิปซิงค์ของขอบตา เพราะเราไม่ค่อยจะได้เห็นปากเขาน่ะครับ”

    ตัวดูด

    การสร้างปลาหมึกสำหรับภาพยนตร์กลายเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยสมดุล “ส่วนสำคัญของแบบดีไซน์ของแฮงค์ ตั้งแต่การออกแบบตัวละคร มาจนถึงอนิเมชันและซิมูเลชัน คือการหาสมดุลที่ลงตัวระหว่างการเชื่อว่ามันเป็นปลาหมึกจริงๆ และการทำให้มันสมจริงจนมันไม่น่าดู” แพทริค โคลแมน ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายเทคโนโลยีโลกและซิมูเลชัน กล่าว “เราทำให้มันเรียบง่ายลงเยอะ ยกตัวอย่างเช่น ตัวดูดของปลาหมึกจริงๆ มักจะทำอะไรๆ และเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้เสียสมาธิเท่านั้น แต่มันยังดูน่าขนลุกนิดๆ ด้วย เราก็เลยไม่ได้ทำแบบนั้นในหนัง”

    โคลแมนกล่าวว่าตัวดูดของแฮงค์เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างเหลือเชื่อ เพราะพวกมันจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับพื้นดินอย่างสม่ำเสมอ “ปัญหาหนึ่งที่เรามีในช่วงเริ่มแรกคือการหาวิธีให้พวกตัวดูดดูดติดกับพื้นผิว เรารู้วิธีการจำลองภาพของเนื้อที่เคลื่อนไหวและมีปฏิกิริยาตอบสนองสิ่งต่างๆ แต่เราไม่รู้ว่าจะทำให้มันดูดติดกับบางสิ่งบางอย่างได้ยังไง เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก หนึ่งในการทดสอบการค้นคว้าและพัฒนาช่วงแรกๆ ของเราคือการนำแท่งเนื้อไปติดไว้บนโต๊ะ และทำให้มันติดเหนียวหนึบอยู่อย่างนั้นระหว่างที่เราดึงโต๊ะออกน่ะครับ”

    นอกจากนี้ ทีมงานของโคลแมนยังต้องพัฒนาระบบที่จะทำให้การซิมูเลชันเนื้อทำงานเร็วกว่าแต่ก่อน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะตัวดูดพวกนั้นอีกเช่นเคย

    ปลาตัวใหญ่

    เดสตินีอาจว่ายน้ำไม่เก่งก็จริง แต่เธอก็มีหัวใจดวงโต จริงๆ แล้ว เธอมีทุกอย่างใหญ่โตไปหมดนั่นแหละ เพราะฉลามวาฬเป็นปลาที่ใหญ่ที่สุดในท้องทะเล เดสตินีใช้ชีวิตอยู่ในสถาบันชีวิตสัตว์น้ำ ที่ซึ่งวันหนึ่ง ปลาขี้ตังสีฟ้าที่คุ้นหน้าคุ้นตาอย่างประหลาดชื่อดอรี่หล่นลงมาในสระของเธอ เดสตินียอมรับว่าตัวเองอับอายกับความไม่สง่างามของตัวเอง อันเป็นผลจากสายตาที่ย่ำแย่ของเธอ แต่ดอรี่คิดว่าเธอว่ายน้ำสวยมาก และดอรี่ก็ยินดีที่ได้เรียนรู้ว่าเพื่อนร่างยักษ์ของเธอพูดภาษาปลาวาฬได้ด้วย

    “เดสตินีมองไม่ค่อยชัดครับ” ผู้กำกับแอนดรูว์ สแตนตันกล่าว “เธอมักว่ายชนสิ่งต่างๆ และกลัวทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือจากสระของเธอเองที่เอ็มแอลไอ เธอกับดอรี่เคยเป็นเพื่อนท่อด้วยกัน คือพวกเธอจะคุยกันผ่านระบบท่อของเอ็มแอลไอ เหมือนเด็กๆ ที่จะมัดกระป๋องสองใบเข้าด้วยกันหรือคุยกันผ่านทางวอล์คกี้ ทอล์คกี้สมัยเก่าน่ะครับ”

    “มันเป็นตัวแทนของช่วงเวลาที่ไร้เดียงสาครับ” สแตนตันกล่าวต่อ “ผมชื่นชอบไอเดียที่ว่าปลาขี้ลืมตัวน้อยๆ ในห้องนอนปะการังของเธอจะสามารถคุยกับปลาอีกตัวหนึ่งที่พูดภาษาปลาวาฬได้ ซึ่งเป็นที่มาว่าทำไมดอรี่ถึงพูดภาษาปลาวาฬได้ไม่เก่งนัก เพราะเธอเรียนรู้มันจากฉลามน่ะเองครับ”

    “ความลับของการพูดภาษาปลาวาฬคือการทำให้คำพูดยืดยาวและน่าขันที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” เคทลิน โอลสัน ผู้พากย์เสียง เดสตินี กล่าว “พวกปลาวาฬพูดกันแบบนั้นใช่มั้ยล่ะคะ”
    “ผมเป็นแฟนของเคทลินตั้งแต่ผมได้ดูซีซันแรกของ ‘It’s Always Sunny in Philadelphia’ แล้วล่ะครับ” สแตนตันกล่าว “ทุกคนรู้จักคำพูดที่ว่า ‘กล้องรักเธอ’ ดี แต่ในอนิเมชัน เราชอบพูดกันว่า ‘ไมโครโฟนรักเธอ’ ซึ่งก็เป็นจริงสำหรับเคทลินด้วย เธอมีน้ำเสียงคุณภาพเยี่ยม มันทั้งมีเสน่ห์และอ่อนหวาน แต่เธอก็มีพลังงานล้นเหลือและรู้จังหวะตลกอย่างเหลือเชื่อครับ”

    ลุคมากมาย

    ผู้ออกแบบงานสร้างสตีฟ พิชเชอร์เล่าว่า เดสตินีมีส่วนเพิ่มเติมนอกเหนือความเป็นจริงมากกว่าตัวละครทั่วๆ ไป “ฉลามวาฬตัวจริงถูกล้อเลียนมามากอยู่แล้วครับ” เขากล่าว “ดวงตาของมันอยู่ห่างกันมาก และอยู่ใกล้กับส่วนจมูก จนทำให้มันดูเหมือนตะหลิวที่ด้านหน้าเป็นเหลี่ยมน่ะครับ”

    ผู้กำกับศิลป์ฝ่ายตัวละคร เจสัน ดีมเมอร์ เปรียบเทียบตัวละครตัวนี้กับพลั่วขนาดใหญ่หรือถุงมือจับของร้อน ตำแหน่งดวงตาและปากของเดสตินีเป็นสิ่งที่สร้างปัญหา “คุณไม่สามารถทำให้รอยยิ้มไปเกินกว่าระดับดวงตาได้” ดีมเมอร์กล่าว “มันจะดูไม่เหมือนรอยยิ้มสำหรับผู้ชม เราใช้เวลาสองสัปดาห์ไปกับการพยายามแก้ปัญหานั้น”

    “เดสตินีมาที่แผนกของเราในรูปแบบของภาพสเก็ตช์” เจเรมี ทัลบ็อท ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายตัวละคร กล่าว”ทีมงานของเรามีหน้าที่ในการสร้างแบบโมเดลที่สวยงามและมีเสน่ห์ ปากของเดสตินีให้ความรู้สึกเป็นมิตรและเหมือนการ์ตูน และแม้ว่ามันจะอยู่ระหว่างดวงตาทั้งสองข้าง แต่สุดท้ายแล้วมันก็เวิร์คครับ”

    นักวาดภาพจะต้องย่อส่วนขนาดของเดสตินีลงตัวฉลามวาฬตัวจริง เพื่อที่เธอจะได้อยู่ในช็อตร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นที่ตัวเล็กกว่ามากของเธอได้ เจเรมี ลาสกี้ ผู้กำกับภาพ เล่าว่า ทีมผู้สร้างเล็งเห็นถึงปัญหานี้อยู่แล้ว “ตั้งแต่เริ่มต้น เราทำการทดสอบหลายครั้งเพื่อหาคำตอบว่าจะวางตัวละครตัวเล็กๆ อย่างดอรี่ให้อยู่ร่วมกับตัวละครตัวใหญ่อย่างเดสตินีได้ยังไง” ลาสกี้กล่าว “คุณจะให้พวกเขาอยู่ในเฟรมเดียวกันในเวลาเดียวกันได้ยังไง ท้ายที่สุดแล้ว เราก็ตัดสินใจที่จะไม่ต่อสู้และยอมให้เดสตินีเป็นเพียงแค่ดวงตายักษ์ แล้วเราก็ปล่อยให้ดอรี่เป็นตัวละครตัวเล็กๆ เราตระหนักได้ว่าเราไม่สามารถจะบีบอัดเดสตินีให้อยู่ในเฟรมเดียวได้ แต่นั่นก็กลายเป็นที่มาของเสียงหัวเราะครับ”

    “มันทำได้ยากเมื่อคุณมองไม่เห็นตาทั้งสองข้างและปากในช็อตเดียวกันโดยไม่ขยับหัวของเธอน่ะครับ” ไมเคิล สต็อกเกอร์ ซูเปอร์ไวซิง อนิเมเตอร์กล่าว “แต่เราก็พบวิธีที่จะทำให้มันเป็นข้อได้เปรียบ จริงๆ แล้ว มันช่วยนำเสนอขนาดมหึมาของเธอด้วยซ้ำไป เธอจะต้องให้ความรู้สึกว่าตัวหนักมาก เธอเคลื่อนไหวช้าๆ ด้วยความตั้งใจ แม้ว่าเธอจะชนผนังก็ตาม และเธอก็เคลื่อนไหวเหมือนฉลาม สะบัดหางไปมา ไม่ใช่อย่างปลาวาฬ ที่จะขยับหางขึ้นลงน่ะครับ”

    นอกจากนี้ นักวาดภาพยังนำสีสันของเดสตินีมาจากธรรมชาติอีกด้วย “ฉลามวาฬจะมีลวดลายสีน้ำเงินที่สวยแปลกๆ ด้านบนครับ” ดีมเมอร์กล่าว “ส่วนหัวของพวกมันจะยุ่งเหยิงหน่อยๆ มีลักษณะเหมือนกล่องอยู่ตรงกลาง แล้วก็มีเส้นสายเรียบร้อยตรงใกล้ๆ กับส่วนหาง มันเป็นระเบียบมากๆ ครับ”

    พิลเชอร์กล่าวเสริมว่า “ดวงตาของเดสตินีออกไปทางสีฟ้าเทา และปากของเธอก็จะเหมือนหมากฝรั่ง ถ้าพูดถึงหลักความงามแล้ว เธอจะดูนิ่มนวลและเชื้อเชิญ เหมือนกับบ้านลมน่ะครับ”

    การเล่นเกมความคิด

    เบลลีย์เป็นปลาวาฬเบลูก้าประจำสถาบันชีวิตสัตว์น้ำ ผู้เชื่อว่ากระบวนการบอกระยะทางและทิศทางโดยใช้เสียงของเขามีปัญหา ข่าวดีก็คือหมอที่เอ็มแอลไอดูเหมือนจะไม่พบอะไรผิดปกติในตัวเขา ความชื่นชอบดรามาของเบลลีย์มักจะทำให้เพื่อนบ้านของเขาไม่พอใจอยู่เนืองๆ คำพูดของฉลามวาฬเดสตินีดูเหมือนจะเข้าไม่ถึงเขา ไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหนก็ตา งที เขาอาจจะฟัง ดอรี่ เพื่อนใหม่ที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยไอเดียเพี้ยนๆ ก็ได้

    ปลาวาฬเบลูก้าเป็นที่รู้จักจากความสามารถในการส่งสัญญาณของพวกมัน ซึ่งเหมือนกับโซนาร์ชีวภาพ ที่เอ็มแอลไอ มันเป็นที่รู้จักว่าเป็นแว่นตาที่ทรงพลังที่สุดของโลก “มันทำให้เบลลีย์เข้าคู่ได้พอดิบพอดีกับเดสตินี ผู้ซึ่งสายตาไม่ค่อยดีนัก” ผู้อำนวยการสร้างลินด์ซีย์ คอลลินส์กล่าว “พวกเขาเติมเต็มกันและกันได้อย่างเพอร์เฟ็กต์ แม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่ยอมรับก็ตาม”

    ที เบอร์เรลถูกเรียกตัวมาพากย์เสียงเบลลีย์ “ทีพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นเนิร์ดสุดฮาใน ‘Modern Family’ ครับ” ผู้กำกับแอนดรูว์ สแตนตันกล่าว “เขามารับบทที่คล้ายๆ กันนี้ด้วยบทเบลลีย์ ที่ออกจะเนิร์ดหน่อยๆ และดื้อดึงนิดๆ เขาเป็นคนอารมณ์แปรปรวนมากๆ จากการเป็นคนช่างสงสัย ไปเป็นคนน่ารำคาญและคนน่ารัก แบบไม่มีช่วงให้พักเลย และทีก็ถ่ายทอดคุณสมบัติทั้งหมดนั้นได้ ผมคิดว่าผมไม่เคยเจอนักแสดงคนไหนที่มีสัญชาตญาณด้านจังหวะตลกมากไปกว่าเขาอีกแล้ว เขามีพรสวรรค์จริงๆ ครับ”

    คอลลินส์กล่าวเสริมว่า “ทีทำให้เบลลีย์เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์มากๆ ในบททดสอบแรกที่เราทำกับเบลลีย์ เราให้ทีเล่นกับเสียงที่ตัวละครตัวนี้อาจจะเปล่งออกมาระหว่างที่กำลังทดลองกระบวนการบอกระยะทางและทิศทางโดยใช้เสียงของเขา เช่น อู้และอ้า ตั้งแต่วินาทีนั้น อนิเมเตอร์ทุกคนก็อยากจะสร้างอนิเมชันให้กับเบลลีย์ครับ”

    สมาชิกของทีมงานสร้างหลายคนได้เดินทางไปยังแวนคูเวอร์ อควอเรียม เพื่อดูปลาวาฬเบลูก้าอย่างใกล้ชิด”หัวของปลาวาฬเบลูก้าถูกเรียกว่าเมลอนครับ” แม็กซ์ เบรซ ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายเรื่องราว กล่าว “มันจะมีการกระเพื่อมในตอนที่มีการส่งสัญญาณเสียงออกไป มันดูน่ารักและเนิร์ดนิดๆ ซึ่งเพอร์เฟ็กต์สำหรับตัวละครตัวนี้ครับ”

    “เขาเหมือนกับแป้งโดในน้ำครับ” ผู้ออกแบบงานสร้างสตีฟ พิลเชอร์กล่าวเสริม “เขามีสีขาวนวล และแม้ว่าเขาจะมีฟัน เราก็ทำให้ฟันพวกนั้นโค้งมนเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นมิตรและน่ารักของเขาครับ”
    เดวิด เดอแวน ซูเปอร์ไวซิง อนิเมเตอร์ กล่าวเสริมว่า “เขามีลุคที่นิ่มนวล ขี้เกียจ แต่หลายๆ ฉากของเขาจะมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว เราต้องใช้เวลาซักพักถึงจะพบส่วนผสมที่ลงตัวของพลังงาน อารมณ์ขันและท่าทีสำหรับเบลลีย์น่ะครับ”

    เจเรมี ทัลบ็อท ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายตัวละคร กล่าวว่า นักสร้างโมเดลเจอความท้าทายที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างริมฝีปากและหัวเมลอนของเขา “อนิเมเตอร์อยากจะขยับริมฝีปากของเขาไปกับสีหน้าของเขา” เขากล่าว “การสร้างลุคที่สง่างามที่เคลื่อนไหวอย่างเหมาะสมเป็นความท้าทายจริงๆ ครับ”

    นอกจากนี้ อนิเมเตอร์ยังได้บันทึกการเคลื่อนไหวในส่วนหัวของปลาวาฬเบลูก้าจริงๆ เอาไว้ด้วย “คุณจะได้เห็นมันขยับกล้ามเนื้อตรงส่วนหัวของมันและชี้มันไปในทิศทางที่เฉพาะเจาะจง” ไมเคิล สต็อกเกอร์ ซูเปอร์ไวซิง อนิเมเตอร์ กล่าว “มันจะนุ่มนิ่มและสั่น เราก็เลยเพิ่มเสียงเข้าในส่วนหัวของเบลลีย์เพื่อบ่งบอกถึงเวลาที่เขาใช้กระบวนการบอกระยะทางและทิศทางโดยใช้เสียงของเขาน่ะครับ”

    การตามหาพ่อและแม่

    เจนนีและชาร์ลีย์ยินดีทำทุกอย่างเพื่อดอรี่ ลูกสาวตัวเดียวของพวกเขา พวกเขาชื่นชมและคุ้มครองเธอ อยากให้เธอมีทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตอยู่ได้ในโลกใบนี้แม้จะมีปัญหาเรื่องความทรงจำก็ตาม เจนนีอาจจะดูร่าเริงและโลเลไปบ้าง แต่เธอก็เป็นแม่ที่หวงแหนลูกและเป็นตัวอย่างที่ฉลาด ชาร์ลีย์ชื่นชอบการปล่อยมุข แต่ไม่มีอะไรที่สำคัญสำหรับเขามากไปกว่าการสอนลูกสาวที่มีปัญหาด้านความจำของเขาถึงวิธีการเอาตัวรอด “พ่อแม่ของดอรี่น่าจะเป็นคนที่มีเสน่ห์และพิลึกนิดๆ น่ะค่ะ” ผู้อำนวยการสร้างลินด์ซีย์ คอลลินส์กล่าว

    “สมัย ‘Finding Nemo’” ผู้กำกับแอนดรูว์ สแตนตันกล่าว “ผมมักจินตนาการเสมอว่า ถ้าดอรี่มีพ่อแม่ พวกเขาน่าจะเป็นไดแอน คีย์ตันกับยูจีน เลวี”

    “แต่ละครั้งที่ผมไปบันทึกเสียง พวกเขาก็จะโชว์อะไรบางอย่างให้ผมดู” เลวีกล่าว “ตอนแรก พวกเขามีแค่ภาพวาดลายเส้น เป็นตัวละครปลา แต่รายละเอียดของมันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละเซสชัน และอนิเมชันที่ปรากฏในท้ายที่สุดก็น่าทึ่งครับ”

    คีย์ตันกล่าวว่า “บางครั้ง เราไม่จำเป็นต้องยึดติดกับบท ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ค่ะ [ผู้กำกับ] แอนดรูว์ [สแตนตัน] ปล่อยให้ฉันทดลองหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ก็ปล่อยให้แอ็กชันเดินหน้าต่อไป ฉันชอบอะไรแบบนั้นเพราะฉันชื่นชอบพลังงานเยอะๆ น่ะค่ะ”

    ความคุ้นเคยที่ทีมงานมีต่อดอรี่อยู่แล้วเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสร้างพ่อแม่ของเธอขึ้นมา “ผมพยายามจะย้อน

    รอยดอรี่เพื่อสร้างพ่อแม่ของเธอขึ้นมาครับ” ผู้กำกับศิลป์ฝ่ายตัวละคร เจสัน ดีมเมอร์กล่าว “เจนนีมีดวงตาเหมือนดอรี่ เราดึงเอารูปทรงนั้นมาจากดอรี่ แล้ววางมันลงตรงตำแหน่งเดียวกันบนตัวเจนนี เราคิด
    ว่าดอรี่น่าจะได้ปากและจมูกมาจากชาร์ลีย์ พ่อของเธอ ผมคิดเสมอว่ารูปทรงของเขาเหมือนกับกระเป๋าสตางค์ของชายชราที่ถูกนั่งทับนานเกินไปน่ะครับ”

    “ผมดีใจที่พวกเขาไม่ได้ทำให้ชาร์ลีย์มีคิ้วหนา” เลวีกล่าวเสริม “เพราะผมคงจะรู้สึกแย่ไปกับเขาด้วยน่ะครับ”

    สองหนุ่มบนโขดหิน

    ฟลุคและรัดเดอร์ เป็นคู่สิงโตทะเลจอมขี้เกียจ ที่อาศัยอยู่ในสถาบันชีวิตสัตว์น้ำ มาร์ลินและนีโมพบพวกเขานอนอยู่บนโขดหินแสนอุ่น ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ด้านนอกสถาบัน สิงโตทะเลพวกนี้ดื่มด่ำกับช่วงเวลาพักผ่อนของพวกเขาและไม่อยากจะถูกรบกวนระหว่างพักงีบ แต่พวกเขาก็แค่บ่นไปอย่างนั้นเองแหละ “พวกเขามาจากแก๊ง ‘สุนัขแห่งท้องทะเล’ ที่พวกเขาค่อนข้างจะชอบต่อสู้ครับ” ผู้กำกับแอนดรูว์ สแตนตันกล่าว

    “เราผลักดันความแตกต่างด้านวิชวลของตัวละครพวกนี้ออกไปเพื่อรักษาเอกลักษณ์ของพวกเขาเอาไว้” ผู้ออกแบบ

    งานสร้าง สตีฟ พิลเชอร์กล่าว “ฟลุคมีสีค่อนข้างเข้ม ตัวใหญ่และหนัก ส่วนรัดเดอร์ก็จะตรงกันข้าม เขามีสีอ่อนกว่า ผอมกว่าและตัวเล็กกว่าครับ”

    อิดริส เอลบาและโดมินิค เวสต์ พากย์เสียง ฟลุคและรัดเดอร์ “พวกเขาเป็นนักแสดงที่น่าประทับใจและมีพรสวรรค์อย่างเหลือเชื่อ ที่สามารถแสดง ‘Hamlet’ ได้ เพราะฉะนั้น บทสิงโตทะเลจอมขี้เกียจ นิสัยพิลึกก็ไม่ครณามือหรอกครับ” สแตนตันกล่าว “เซสชันแรกที่พวกเขาบันทึกเสียงด้วยกันเป็นเหมือนการคืนสู่เหย้าหลังจากการร่วมงานกันใน ‘The Wire’ ของพวกเขา มันสนุกมากครับ”

    เต่าจริงๆ

    ครัชและสเควิร์ทอาจจะเป็นเต่าที่เจ๋งที่สุดในมหาสมุทรก็ได้ พวกเขามักยินดีที่จะช่วยเหลือปลาที่ตกทุกข์ได้ยากเสมอ การท่องมหาสมุทรกว่าร้อยปีก็มีข้อดีของมัน “เราไม่อยากให้ ‘Finding Dory’ เป็นหนังเดินทางเหมือนกับภาคแรก” ผู้กำกับร่วม แองกัส แม็คเลนกล่าว “เราก็เลยต้องหาวิธีให้ทุกคนไปถึงแคลิฟอร์เนียได้อย่างรวดเร็วครับ”

    “ในช่วงเริ่มแรกของการถ่ายทำ มีข้อกังวลที่ว่าครัชอาจจะให้ความรู้สึกซ้ำกับภาคแรก” แม็คเลนกล่าวต่อ “ในครั้งนี้ ผมได้ไปพักผ่อนวันหยุดที่ดิสนีย์แลนด์กับครอบครัว แล้วผมก็ได้ดู ‘Turtle Talk with Crush’ เป็นครั้งแรก ผมอึ้งกับปฏิกิริยาที่ผู้ชมมีต่อครัช ผมรู้ว่าเขาเป็นตัวละครยอดนิยม แต่ผมไม่ทันตั้งตัวกับความรู้สึกผูกพันที่ผู้ชมมีต่อส่วนต่อขยายจากหนังภาคแรกแบบนี้ ผมรู้ว่าการไม่มีครัชอยู่ใน ‘Finding Dory’ ด้วยคงเป็นเรื่องน่าผิดหวัง ดังนั้น พอผมกลับมาจากดิสนีย์แลนด์ ผมก็บอกทุกคนว่า ‘เราต้องหาทางใส่ครัชเข้าไปในหนังเรื่องนี้นะ’ การใช้เขาพาดอรี่, มาร์ลินและนีโมข้ามมหาสมุทรกลายเป็นวิธีแก้ปัญหาเรื่องราวที่เหมาะสมและเป็นวิธีการที่เป็นธรรมชาติและน่าพึงพอใจที่จะใส่เอาครัชและสเควิร์ทเข้าไปในหนังเรื่องนี้ด้วยครับ”

    พ่อเต่าตัวนี้พากย์เสียงโดยตัวผู้กำกับแอนดรูว์ สแตนตันเอง ในขณะที่เบนเน็ตต์ แดมแมนน์ ช่วยเนรมิตชีวิตให้กับสเคิวร์ท

    สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด

    มิสเตอร์เรย์ ที่พากย์เสียงโดยบ็อบ ปีเตอร์สัน หนึ่งในทีมงานของพิกซาร์ เป็นครูผู้รักในเสียงเพลงจากแนวปะการัง ผู้ดูแลเรื่องการเรียนของนีโม และเพื่อนร่วมชั้นใต้ทะเล อย่างจริงจัง ไม่มีใครสนุกไปกับชั้นเรียนของมิสเตอร์เรย์มากไปกว่าดอรี่ ผู้ทำตัวเป็นผู้ช่วยครูผู้สดใส แม้จะไม่จำเป็น ระหว่างการทัศนศึกษาหาความรู้

    เบ็คกี้ ที่พากย์เสียงโดยทอร์บิน บุลล็อค เป็นนกเป็ดน้ำนิสัยพิลึก ที่ชื่นชอบมาร์ลิน แม้ว่าเธอจะดูไม่น่าไว้วางใจ โดยเฉพาะจากมุมมองของปลาการ์ตูนขี้ระแวงตัวนี้ เธอก็อาจจะฉลาดกว่าที่เห็นก็เป็นได้ ตัวละครตัวนี้ได้ชื่อมาจากผู้จัดการงานสร้าง เบ็คกี้ นีแมน-ค็อบบ์ ผู้ยืนยันว่าเธอกับนกตัวนี้ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย

    นอกจากนี้ “Finding Dory” ยังได้บิล เฮเดอร์และเคท แม็คคินนอน มารับบทคามีโอเป็นคู่ปลาที่ดอรี่ได้พบระหว่างทาง รวมถึงฝูงนากด้วย ดีมเมอร์กล่าวว่า “พวกมันน่ารักอย่างเหลือเชื่อจนเราทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่านากพวกนี้จะต้องอยู่ในหนังเรื่องนี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หน้าที่ของผมคือไม่ทำลายพวกมัน อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้มันน่ารักพอๆ กับหรือน่ารักกว่านากจริงๆ โดยไม่เลยเถิดไปเป็นตุ๊กตาน่ะครับ”

    โลเกชัน
    การผจญภัยครั้งใหม่นำไปสู่โลกใหม่ที่น่าตื่นเต้น

    “Finding Dory” กลับสู่สิ่งแวดล้อมใต้ทะเลอันอุดมสมบูรณ์ ที่ผู้ชมรู้จักจาก “Finding Nemo” ในปี 2003 อีกครั้งหนึ่ง ผู้กำกับแอนดรูว์ สแตนตันเล่าว่า ทีมผู้สร้างเผชิญกับความท้าทายที่แปลกประหลาด “เทคโนโลยีของเราก้าวหน้าไปมาก” เขากล่าว “แต่เราก็ยึดติดกับการออกแบบงานสร้าง ลุคและความรู้สึกของหนังภาคแรก เราก็เลยต้องแอบสอดแทรกเอาของใหม่ๆ เข้าไป การให้แสงของเราซับซ้อนขึ้น และสัตว์และพืชใต้น้ำก็มีรายละเอียดมากขึ้นด้วยครับ”

    “โชคดีที่เราสามารถสร้างลุคนั้นในภาคแรกได้ แม้ว่าเราจะไม่มีเทคโนโลยีอย่างทุกวันนี้ก็ตาม” ผู้กำกับกล่าวต่อ “เราพบจุดที่ลงตัวในการทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกับว่าพวกเขาอยู่ใต้น้ำ และนั่นก็เป็นสิ่งที่เรายินดีจะจำลองขึ้นมาครับ”

    เจเรมี ลาสกี้ ผู้กำกับภาพ กล่าวว่า “ส่วนหนึ่งของการเดินทางของดอรี่พาเธอจากแนวปะการังไปสู่มหาสมุทร และสถาบันชีวิตสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นสถานที่ของมนุษย์มากๆ เราอยากจะสร้างความรู้สึกของปลาเล็กในโลกกว้างขึ้นมาจริงๆ เราไม่อยากจะลืมว่าปลาพวกนี้เป็นปลาตัวจิ๋วที่มีขนาดเพียงแค่สี่นิ้วน่ะครับ”

    เอียน เม็กกิ๊บเบน ผู้กำกับภาพฝ่ายแสง รู้ตั้งแต่แรกเริ่มแล้วว่า เป็นเรื่องสำคัญแค่ไหนที่จะต้องนำเสนอภาพน้ำที่เหมาะสมสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ “เรามีน้ำที่แตกต่างกันออกไปสำหรับแนวปะการัง มหาสมุทรเปิดและอควอเรียมครับ” เขากล่าว “แม้กระทั่งภายในแนวปะการัง น้ำอาจจะมีสีเขียวหรือฟ้ามากขึ้น ขึ้นอยู่กับแต่ละซีเควนซ์น่ะครับ”

    “ภายในสถาบันชีวิตสัตว์น้ำ” เม็กกิ๊บเบนกล่าวต่อ “น้ำกลายเป็นแหล่งกำเนิดแสง มนุษย์มักจะกลายเป็นเงาดำแบ็คกราวน์และมันก็ช่วยเน้นความรู้สึกที่ว่านี่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปลาจริงๆ”

    “Finding Dory” เริ่มต้นในแนวปะการัง บ้านของมาร์ลินและนีโม ที่เราคุ้นเคยกันดี ก่อนจะเคลื่อนย้ายไปยังชายฝั่งแคลิฟอร์เนียและใจกลางสถาบันชีวิตสัตว์น้ำ แม้ว่าทีมผู้สร้างจะรักษาความรู้สึกของโลกที่พวกเขาสร้างขึ้นเมื่อกว่าสิบปีที่ผ่านมาเอาไว้ แต่พวกเขาก็ได้สร้างสถานที่ใหม่ๆ ที่ผู้ชมยังไม่เคยสัมผัสขึ้นมาด้วย “หนังเรื่องนี้มีสถานที่หลายแห่ง ที่มีสโคปขนาดใหญ่” ผู้ออกแบบงานสร้าง สตีฟ พิลเชอร์กล่าว “เราได้ไปยังโลเกชันพวกนั้นในช็อตโคลสอัพระดับไมโคร ไปจนถึงช็อตไวด์ อีพิคและช็อตอากาศ บางช็อตก็มีแต่ธรรมชาติ บางช็อตก็มีแต่โครงสร้างล้วนๆ มันมีความท้าทายมากมายหลายระดับในหนังเรื่องนี้ครับ”

    นอกจากนี้ เทคโนโลยียังมีบทบาทสำคัญในการสร้างลุคที่แตกต่างกันของน้ำในภาพยนตร์เรื่องนี้ ตั้งแต่การผจญภัยข้ามมหาสมุทรที่ลงเอยในป่าสาหร่ายเคลป์ ไปจนถึงตู้กระจกหลากหลายรูปทรงและขนาดภายในเอ็มแอลไอ นอกจากนี้ ทีมผู้สร้างยังต้องพัฒนาลูกเล่นใหม่ๆ เพื่อให้ได้ลุคที่เหมาะสมอีกด้วย

    ดอรี่อยู่ไหนนะ

    แนวปะการังเกรท แบร์เรียร์ รีฟ เป็นบ้านที่สนุกสนาน อบอุ่นและแสนสบาย แนวปะการังสีสันสดใสและสาหร่ายทะเลพวกนี้เป็นที่พำนักของมาร์ลิน, นีโมและดอรี่ สมาชิกใหม่ล่าสุดของครอบครัวพวกเขา อย่างน้อยที่สุด ก็จนกระทั่งการผจญภัยครั้งใหม่ของพวกเขาเริ่มต้นขึ้น “แนวปะการังเป็นเวอร์ชันที่สวยงามกว่าและมีชีวิตชีวากว่าที่เราเห็นในภาคแรกครับ” สแตนตันกล่าว

    แม้ว่าแนวปะการังนี้จะเคยถูกสร้างมาแล้ว ทีมผู้สร้างก็ยังต้องเจอกับงานหนัก ดอน แชงค์ ผู้กำกับศิลป์ฝ่ายฉาก กล่าวว่า เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงมากจนไม่สามารถนำฉากเดิมกลับมาใช้ใหม่ได้อีก “เราแยกโมเดลปะการังออกเป็นชิ้นๆ แล้วประกอบมันเข้าไปใหม่” เขากล่าว “มันจะต้องเป็นโลกเดียวกับ ‘Finding Nemo’ แต่เราก็มีความต้องการที่แตกต่างออกไปสำหรับหนังเรื่องนี้ครับ”

    แนวปะการังทอดตัวเป็นแนวยาว และมีสีสันสดใส ทั้งสีเหลือง ส้ม แดงและม่วง แต่สีทั้งหมดนั้นก็มาพร้อมกับความท้าทายของตัวมันเอง “แม้ว่าเราจะมีสีสันให้เลือกมากม แต่หน้าที่ของเราคือการช่วยสร้างโฟกัสให้กับสายตาผู้ชมครับ” พิลเชอร์กล่าว “การกระจายสีกลายเป็นเรื่องสำคัญมากๆ มันต้องอาศัยการทำงาน การทำงานซ้ำ การกระจาย การกระจายตัวซ้ำของสีสันและรูปทรง เพื่อทำให้แน่ใจว่าผู้ชมจะเห็นในสิ่งที่เราอยากให้พวกเขาเห็นน่ะครับ”

    “Finding Dory” เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของพิกซาร์ที่ใช้ RIS หรือ RenderMan รุ่นใหม่ ผู้กำกับภาพฝ่ายแสง เอียน เม็กกิ๊บสันกล่าวว่า “RIS มีฐานจากฟิสิกส์ มันอยากจะทำทุกอย่างอย่างถูกต้อง ซึ่งโดยรวมแล้วก็เป็นเรื่องดี แต่เราก็อยากจะรักษาแนวปะการังเกรท แบร์เรียร์ รีฟ เวอร์ชันสวยงามจาก ‘Finding Nemo’ เอาไว้ เราก็เลยต้องหาวิธีทำมันให้ได้ครับ”

    ในตอนที่ “Finding Nemo” เปิดตัว หนึ่งในประเด็นใหญ่ในตอนนั้นคือการเพิ่มอนุภาคเข้าไปในน้ำ ซึ่งได้รับการยกย่องจากความสามารถของมันในการเพิ่มมิติให้กับน้ำและการสร้างความรู้สึกใต้น้ำที่สมจริงให้กับภาพยนตร์เรื่องนั้นได้ สำหรับ “Finding Dory” ทุกอย่างถูกยกระดับขึ้นไปอีก “ในหนังภาคแรก เราใช้นอยซ์ ซึ่งเป็นเทคนิคสำหรับสร้างการเคลื่อนไหว เพื่อทำให้มีการเคลื่อนไหวอยู่ด้านหลังปลาครับ” แพทริค โคลแมน ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายเทคโนโลยีโลกและซิมูเลชัน กล่าว “ครั้งนี้ เราได้ใช้งานซิมูเลชันน้ำที่ทำให้ปลาว่ายผ่านอนุภาคต่างๆ ได้ มันทำให้ลักษณะที่น้ำเคลื่อนไหวรอบตัวปลาเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นครับ”

    ผู้กำกับภาพฝ่ายเลย์เอาท์ เจเรมี ลาสกี้ กล่าวว่า ทีมผู้สร้างใช้สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ฟิชแคม” ระหว่างที่อยู่แนวปะการังกับดอรี่, มาร์ลินและนีโม “เราตัดสินใจถ่ายทำด้วยสิ่งที่เทียบเท่ากับกล้อง 16 ม.ม. ซึ่งเป็นส่วนเล็กๆ ของหนังที่สร้างลุคที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย” ลาสกี้กล่าว “ทุกอย่างให้ความรู้สึกปลอดภัยและเหมือนบ้าน บางครั้ง เราจะใช้กล้อง 35 ม.ม. เพื่อเปลี่ยนมุมมองไปเล็กน้อย เหมือนกับว่ามีคนกำลังมองพวกเขาระหว่างดำน้ำอยู่น่ะครับ”

    การผจญภัยสู่ชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย

    ดอรี่, มาร์ลินและนีโม ทิ้งบ้านแสนสุขของพวกเขาไว้เบื้องหลัง เพื่อออกผจญมหาสมุทร มุ่งหน้าสู่สถาบันชีวิตสัตว์น้ำ ระหว่างทาง พวกเขาได้พบกับเพื่อนเก่า และสิ่งมีชีวิตที่พวกเขาไม่อยากจะเจอะเจออีกครั้งด้วย

    ชิปปิ้ง เลนส์ เป็นผืนน้ำมืดหม่น ที่เต็มไปด้วยซากเรือและตู้คอนเทนเนอร์ ชิปปิ้ง เลนส์ ที่เป็นที่พักอาศัยของปูเสฉวนและสัตว์อื่นๆ เต็มไปด้วยเรื่องน่าประหลาดใจ แชงค์กล่าวว่า ฉากนี้ถูกออกแบบใหม่หลายครั้ง “ฉากนี้เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ ห้องน้ำ อุปกรณ์ของใช้ภายในบ้าน ของต่างๆ ที่ถูกขนส่งจากที่นี่ไปที่นั่น และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันกลับลงเอยไปอยู่ใต้ทะเลครับ” แชงค์กล่าว “ตัวละครของเราหาคำตอบไม่ได้เลยว่าทำไมมนุษย์ถึงเก็บสิ่งของพวกนั้นไว้ที่นั่นน่ะครับ”

    ยิ่งตัวละครออกห่างจากสิ่งที่พวกเขาคุ้นเคยมากเท่าไหร่ ลาสกี้และทีมงานของเขาก็ตอกย้ำความรู้สึกนั้นด้วยการเปลี่ยนจากกล้อง “ฟิชแคม” 16 ม.ม. ไปเป็น “ฮิวแมนแคม” 35 ม.ม. “แม้ว่าพวกมนุษย์จะยังไม่ปรากฏตัวในช่วงนี้ของการเดินทาง แต่เราก็น่าจะสัมผัสได้ถึงการมีตัวตนของพวกเขาครับ”

    ป่าเคลป์อยู่ด้านนอกของสถาบันชีวิตสัตว์น้ำ ป่าแห่งนี้มืดสลัว แต่ก็มหัศจรรย์ ด้วยแสงจากพระอาทิตย์ที่ส่องลงมากระทบกับส่วนด้านบนของสาหร่าย “เราชื่นชอบไอเดียของป่าเคลป์มาโดยตลอดครับ” สแตนตันกล่าว “มันงดงามจับใจ เหมือนกับป่าไม้แดงใต้น้ำเลยล่ะครับ”

    ผู้ออกแบบงานสร้างสตีฟ พิลเชอร์เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่นั่งเรือไปยังอ่าวมอนท์รีย์เพื่อศึกษาป่าเคลป์ที่นั่น “เราได้ติดกล้องกับเสายืดได้ แล้วส่งมันลงไปใต้ผิวน้ำครับ” เขากล่าว “เราสังเกตว่าสีของสาหร่ายเคลป์ที่ลอยอยู่บริเวณผิวน้ำจะจืดชืดและมีโทนเย็นกว่า แต่พอลงไปใต้น้ำ สีของสาหร่ายเคลป์และน้ำก็จะกลายเป็นสีทองและเขียวเจิดจ้า มันเป็นข้อสังเกตที่น่าแปลกใจที่เราอยากจะรักษาและถ่ายทอดออกมาในหนังเรื่องนี้ครับ”

    ผู้กำกับร่วมแองกัส แม็คเลนกล่าวว่า “การสร้างป่าเคลป์ในคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องที่ซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างเอฟเฟ็กต์น้ำจริงๆ รอบสาหร่าย มันคงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ในสมัย ‘Finding Nemo’ แต่ตอนนี้ด้วยเครื่องมือการให้แสงและการเรนเดอร์ใหม่ๆ เราก็เลยสามารถสร้างแสงที่สมจริงยิ่งขึ้นใต้ผิวน้ำ ที่ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อของป่าแห่งนี้ได้ครับ”

    เม็กกิ๊บเบนกล่าวว่า ระบบเรนเดอร์ใหม่เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างป่าเคลป์ “เคลป์มีลักษณะเหมือนวุ้นครับ มันเหนียวหนึบและหักเหแสงได้ในขณะเดียวกัน” เขากล่าว “ด้านหลังของป่าเคลป์จะถูกสาดส่องด้วยแสงจากพระอาทิตย์ เพื่อที่มันจะได้มีประกายเหมือนกับสาหร่ายเคลป์จริงๆ น่ะครับ”

    ผู้กำกับภาพเจเรมี ลาสกี้ กล่าวว่า “เราอยากจะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกของโบสถ์ด้วยดงสาหร่ายเคลป์และปลาตัวน้อยสามตัวที่กำลังหลงทางอยู่ในโลกใบนั้นครับ”

    ลาสกี้กล่าวเสริมว่า การจัดฉากและการวางตำแหน่งกล้องเป็นเรื่องสำคัญ “เราไม่อยากจะให้ตัวละครพูดกันตรงหน้าสาหร่ายเคลป์ครับ” เขากล่าว “เราจัดฉากให้ตัวละครของเราเคลื่อนที่ผ่านสาหร่ายเคลป์ แต่ไม่ได้อยู่ตรงด้านหน้า และเราก็นำกล้องผ่านดงสาหร่ายเพื่อสร้างความรู้สึกแบบสามมิติให้กับพื้นที่นั้น เหมือนกับว่าเราอยู่ในนั้นจริงๆ น่ะครับ”

    สถาบันชีวิตสัตว์น้ำ (เอ็มแอลไอ) เป็นศูนย์ช่วยเหลือและฟื้นฟูสัตว์น้ำและเป็นอควอเรียมขนาดใหญ่ด้วย เอ็มแอลไอมีพื้นที่กว้างขวาง ด้วยสระน้ำและส่วนจัดแสดงเพื่อการศึกษาหลายแห่งที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย “เช่นเดียวกับนักวาดภาพหลายคนในวงการอนิเมชัน เราเองก็ได้แรงบันดาลใจจากภาพวาดชายฝั่งทะเลแคลิฟอร์เนียของเอวินด์ เอิร์ลครับ” พิลเชอร์กล่าว “เราไม่อยากจะล้อเลียนภูเขาด้านนอกมากนักจนมันดูผิดที่ผิดทาง แต่เราชื่นชอบความเรียบง่ายและความสง่างามในผลงานของเอิร์ล เราก็เลยติดภาพพวกนั้นทั่วห้องเพื่อเตือนเราว่าเราจะต้องทำให้มันเรียบง่าย เรียบง่าย เรียบง่ายน่ะครับ”

    สแตนตัน ผู้โตมาทางฝั่งอีสต์โคสต์ อยากจะนำเช้าที่ปกคลุมไปด้วยหมอก ที่เขาจดจำได้ในวัยเด็ก มาปัดฝุ่นใหม่สำหรับชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย ทีมผู้สร้างทำเรื่องนี้สำเร็จได้ด้วยหลายวิธีด้วยกัน “วิธีหนึ่งในการสร้างลุคหมอกยามเช้าแบบนั้นคือการเพิ่มความขุ่นมัวหรือบรรยากาศคลุมเครือเข้าไป เหมือนกับว่าฉากนั้นถอยหลังไปอยู่ไกลๆ น่ะครับ” เม็กกิ๊บเบนกล่าว “นอกจากนั้น เรายังทำในสิ่งที่เราเรียกว่าการกระจายตัว ซึ่งเกี่ยวกับการที่เราเพิ่มระดับความชื้นให้กับฉาก มันเป็นการผสมผสานกันระหว่างการประมวลผลปริมาตรและภาพเพื่อให้ได้ลุคที่นุ่มนวล แบบมีหมอกน่ะครับ”

    สำหรับเอ็มแอลไอเอง ทีมผู้สร้างได้แรงบันดาลใจจากสถาบันวิทยาศาสตร์แคลิฟอร์เนียในอุทยานโกลเดนเกทในซานฟรานซิสโก รวมถึงมอนท์รีย์ เบย์ อควอเรียม เอ็มแอลไอประกอบไปด้วยฉากมากมายสำหรับทีมผู้สร้าง ซึ่งรวมถึงตู้ปลามาตรฐาน ร้านกาแฟ ถังใส่ปลา และสระน้ำขนาดใหญ่ ตัวละครจะแหวกว่ายผ่านระบบกรองน้ำ น้ำพุสำหรับเด็ก หรือกระทั่งสระน้ำวนจำลอง ซีเควนซ์เบื้องหลังภายในเอ็มแอลไอต้องอาศัยท่อน้ำและปั๊มน้ำที่ดูสมจริง รวมถึงโครงสร้างคอนกรีตและเหล็ก ที่อยู่ท่ามกลางอควอเรียมกระจกมากมายด้วย

    พิลเชอร์กล่าวว่า “ทุกอย่างถูกออกแบบและออกแบบใหม่หลายร้อยครั้งครับ มันมหึมามาก”

  • นักออกแบบได้ตกแต่งส่วนที่ปรากฏต่อหน้าสาธารณชนของสถาบันแห่งนี้อย่างงดงาม โดยเน้นไปที่องค์ประกอบเกี่ยวกับการศึกษาควบคู่กับความบันเทิง สีสันที่ใช้ ซึ่งรวมถึงสีเทามากมายเพื่อแทนคอนกรีตที่มักพบในสถาบันที่คล้ายคลึงกันนี้ มีหลากหลายเพื่อสร้างความรู้สึกที่แตกต่างกันให้กับเอ็มแอลไอ “เราได้เพิ่มกระจก ไม้และเหล็กเข้าไปเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมือนกับพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยครับ” แชงค์เล่า

    ด้วยมหาสมุทรที่เป็นแบ็คดร็อปและชายหาดที่เต็มไปด้วยโขดหิน เอ็มแอลไอก็ถูกรวมเข้ากับสไตล์แคลิฟอร์เนีย ภาพภายนอกจะมีทั้งท่าเรือ ท่าเทียบเรือ ต้นไซเปรสและไอซ์แพลนท์ รายละเอียดสุดท้าย ซึ่งรวมถึงม้านั่งในสวนสาธารณะ ป้ายต่างๆ ร้านขายของ ขอบทาง หรือแม้กระทั่งร้านขายของที่ระลึก ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับลุคภายนอก

  • ในตอนที่ดอรี่ตกไปอยู่ข้างในเอ็มแอลไอ เธอก็พบตัวเองอยู่ในสถานที่กักกัน ที่ซึ่งปลาหมึกเอาแต่ใจชื่อแฮงค์กำลังหมายตาป้ายของเธออยู่ ฉากนี้เป็นฉากสำคัญเพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์หลักในภาพยนตร์เรื่องนี้ “มันเป็นหนึ่งในฉากแรกๆ ที่เราสร้างเสร็จ” แชงค์กล่าว “มันกลายเป็นที่รวมของทุกสิ่งที่เราค้นพบจากทริปเดินทางค้นคว้าข้อมูลที่มอนท์รีย์ เบย์ อควอเรียมของเรา มันเป็นภาพคอลลาจสามมิติครับ”
  • ในตอนที่ดอรี่และแฮงค์เดินทางผ่านระบบต่างๆ ภายในสถาบัน แชงค์และทีมงานของเขาก็มีหน้าที่ในการเนรมิตชีวิตให้กับสถานที่ที่ไม่ได้เปิดต้อนรับสาธารณชน ทั้งส่วนของออฟฟิศ ห้องเดินท่อ ทางเดินและบันได นักวาดภาพสังเกตเห็นลวดลายฉลุบนระบบท่อที่ใช้ตกแต่งบริเวณเข้าคิวของเครื่องเล่น “Finding Nemo” ในดิสนีย์แลนด์และดึงลุคดังกล่าวมาใช้กับระบบท่อของ “Finding Dory” “มันเป็นหนึ่งในสถานการณ์มหัศจรรย์ที่ประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงที่เราค้นคว้าหาข้อมูลเป็นสถานที่เริ่มต้นที่เพอร์เฟ็กต์น่ะครับ”
  • เดสตินีและเบลลีย์อาศัยอยู่ในที่อยู่ติดๆ กัน ซึ่งถูกออกแบบมาเอื้อต่อการอาศัยแบบพึ่งพาอาศัยกัน และทำให้ผู้มาเยือนได้เห็นสิ่งมีชีวิตที่งดงามนี้อย่างใกล้ชิดอีกด้วย “คุณสามารถมองสัตว์เหล่านี้ได้จากทั้งด้านบน และด้านล่าง ผ่านพื้นที่ชมสัตว์ขนาดใหญ่ครับ” สแตนตันกล่าว

    เมื่อถึงเวลาให้แสงสภาพแวดล้อมเหล่านี้ เม็กกิ๊บเบนกล่าวว่า ยิ่งน้อยเท่าไหร่ยิ่งดี “เดสตินีและเบลลีย์เป็นตัวละครตลกครับ เราอยากทำให้แน่ใจว่าเราจะไม่รบกวนการแสดงของพวกเขา สระน้ำของพวกเขาเป็นสภาพแวดล้อมที่เรียบง่ายเมื่อเทียบกับป่าเคลป์และแนวปะการังเกรท แบร์เรียร์ รีฟ แต่มันก็ยังจะต้องให้ความรู้สึกเหมือนเราอยู่ใต้น้ำ เราสร้างความขมุกขมัวให้กับมัน ซึ่งเจ๋งจริงๆ ครับ”

  • มหาสมุทรเปิดเป็นส่วนแสดงภายในเอ็มแอลไอซึ่งคล้ายคลึงกับแนวปะการังที่มาร์ลินและนีโมอาศัยอยู่ “มันเป็นส่วนแสดงขนาดใหญ่ตรงกลาง ที่มีสิ่งมีชีวิตจากท้องทะเลมากมายครับ” สแตนตันกล่าว “มันจำลองชีวิตของปลาในมหาสมุทรครับ”

    นักออกแบบเอาใจใส่กับการสร้างความแตกต่างระหว่างส่วนแสดงนี้กับปะการังจริงๆ ในเรื่อง “มันจะเป็นปะการังแนวตั้ง ซึ่งแตกต่างจากปะการังแนวนอนของมาร์ลินและนีโมครับ” พิลเชอร์กล่าว “ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างและเอกลักษณ์ให้กับมัน ในส่วนแสดงมหาสมุทรเปิด จะมีสีเหลืองและสีส้มน้อยกว่า ไม่มีปะการังโต๊ะ เราใช้กัลปังหาที่มีขนาดสูงหกฟุต สีชมพูและม่วง เฉพาะในส่วนแสดงนี้เท่านั้น”

  • ไม่เพียงแต่อควอเรียมของเอ็มแอลไอจะกระจัดกระจายอยู่ทั่วสถาบันเท่านั้น ดอรี่ยังเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งในบรรจุภัณฑ์ใสอีกด้วย สำหรับแต่ละซีเควนซ์ ทีมผู้สร้างต้องหาวิธีนำเสนอกระจกและน้ำในแบบที่ดูเหมาะสมสำหรับผู้ชม “ผมถ่ายฟุตเตจน้ำที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์แบบต่างๆ กันด้วยกล้องโกโปร เพื่อศึกษามุมมองที่แตกต่างกันออกไปครับ” เม็กกิ๊บสันกล่าว “ความจริงทำให้เกิดผลลัพธ์ที่พิลึกบางอย่าง เราเลือกที่จะรักษาเอฟเฟ็กต์บางอย่างไว้ และลบเอฟเฟ็กต์บางอย่างออกไปครับ”

    เอชทูโอ

    ในตอนที่แผนการสำหรับ “Finding Dory” เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง แฟนๆ ก็ตื่นเต้นที่จะกลับมาพบกับหนึ่งในตัวละครขวัญใจของพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่ทีมงานเรื่องราวก็ตื่นเต้นที่จะได้สร้างการผจญภัยครั้งใหม่ แต่หัวหน้าผู้กำกับฝ่ายเทคนิค จอห์น ฮัลสเตดและซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายเอฟเฟ็กต์ คริส แช็ปแมน ก็นึกถึงวิธีที่ทีมงานของพวกเขาจะใช้รับมือกับมวลน้ำมหาศาลนั่นเอาไว้แล้ว “เดิมที การสร้างน้ำขึ้นมาเป็นคอมพิวเตอร์ กราฟิกก็เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว” ฮัลสเตดกล่าว “โชคดีที่เราพัฒนาขึ้นมากจาก ‘Finding Nemo’ ครับ”

    แช็ปแมนกล่าวเสริมว่า “หนังภาคแรกมีมวลน้ำขนาดใหญ่แหล่งเดียวเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในหนังเรื่องนี้ มันมีแหล่งน้ำเป็นสิบๆ แห่ง ตั้งแต่ถ้วยเล็กๆ ไปจนถึงตู้ปลา อ่าว และมหาสมุทร เราใช้ความพยายามอย่างมากในการคิดหาวิธีที่จะนำเสนอการเคลื่อนไหวของตัวละคร เช่น การหล่นลงไปในน้ำ เข้าไปในแหล่งน้ำแต่ละแห่งน่ะครับ”

    “ทุกคนรู้ว่าน้ำในชีวิตจริงเป็นยังไง” ฮัลสเตดกล่าว “เรามีความรู้สึกตามสัญชาตญาณว่าน้ำเคลื่อนไหวยังไง และการจำลองภาพแบบนั้นขึ้นมาในคอมพิวเตอร์ก็เป็นเรื่องซับซ้อนมากๆ ครับ”

    ผู้กำกับแอนดรูว์ สแตนตันกล่าวเสริมว่า “ในตอนที่คุณอยู่ในกล่องกระจกที่มีน้ำอยู่ข้างใน เงาสะท้อนก็จะบิดเบี้ยวอย่างแปลกประหลาด มันจะทำลายภาพครับ เราต่างก็คุ้นเคยกับผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นอย่างดี ผู้ชมคาดหวังว่าจะเห็นอะไรแบบนั้น แต่ก็ไม่ได้คิดถึงมันอย่างตั้งใจนัก โชคดีที่เราสามารถใช้เทคโนโลยีที่เรามีอยู่ในปัจจุบันมาสร้างเงาและภาพสะท้อนในแบบที่น่าเชื่อขึ้นมาได้น่ะครับ”

    ทีมผู้สร้างต้องการจะขยายขอบเขตการทำงานสร้างสรรค์ของพวกเขาให้ไปไกลเกินกว่าสิ่งที่เคยมีการสร้างมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่พวกเขาก็ต้องการทำมันอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วย

    การลงเงาและการเรนเดอร์

    ในการพัฒนาสิ่งที่เริ่มต้นมาก่อนแล้วใน “Inside Out” และ “The Good Dinosaur” ทีมผู้สร้างได้ใช้วิธีลงเงาน้ำที่มีรากฐานจากหลักฟิสิกส์ มันสามารถทำให้น้ำมีสีเข้มขึ้นเมื่อดำดิ่งลึกลงไป และสามารถจัดการกับเงาและภาพสะท้อนในน้ำได้ด้วย “มันใช้งานง่ายที่สุดเท่าที่เราจะสามารถทำได้ครับ” ฮัลสเตดกล่าว “เมื่อเราผสมผสานมันกับเครื่องมือเรนเดอร์ใหม่ของเรา เราก็สามารถสร้างน้ำที่สมจริงและน่าเชื่อขึ้นมาได้”

    “RIS ซึ่งเป็นเครื่องมือเรนเดอร์ใหม่ของเรา ช่วยจำลองลักษณะการทำงานของแสงในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น” ฮัลสเตดกล่าว “เรสามารถจำลองปฏิสัมพันธ์ของแสงที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นภายในปริมาตรของน้ำ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างแสงกับส่วนอื่นๆ ของฉากได้ ผลที่ได้คือเอฟเฟ็กต์น้ำที่ดูดึงดูดใจจริงๆ ครับ”

    นักวาดภาพยินดีกับเครื่องมือเรนเดอร์พาธ-เทรซซิงแบบใหม่เป็นพิเศษ เพราะมันทำให้พวกเขาสามารถสร้างสิ่งที่น่าเชื่อขึ้นมาได้ก่อนที่น่าจะเป็นไปได้ “เราเริ่มต้นจากสิ่งที่ชัดเจนอยู่แล้วในโลกความเป็นจริง” ฮัลสเตดกล่าว เขากล่าวเสริมว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้ฉากที่มีน้ำและกระจกหลากหลายรูปแบบกลายเป็นจริงได้เป็นครั้งแรก “เรมีซีเควนซ์ที่เรามองผ่านกระจกของตู้ปลา เข้าไปในน้ำ แล้วก็มองเข้าไปในหลอดทดลองแก้ว ออกไปที่อีกฝั่งหนึ่งของตู้ปลา ทุกครั้งที่คุณมองที่แก้ว คุณก็จะเห็นแสงสะท้อน มันจะสะท้อนอีกครั้งตอนที่มันกระทบกับน้ำ และอื่นๆ การสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างแก้ว น้ำ และแสงเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิมเยอะเลยครับ”

    จ๋อมแจ๋ม

    เครื่องมือเรนเดอร์ทำให้ทีมผู้สร้างสามารถสร้างเอฟเฟ็กต์น้ำ อย่าง การกระเซ็นของน้ำ ได้มากขึ้น แช็ปแมนกล่าวว่า มีสองวิธีในการสร้างคลื่นสูงให้ดูดีในมหาสมุทร “วิธีหนึ่งคือการทำตามขั้นตอน ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือการทำซิมูเลชัน ซึ่งก็เหมือนกับการใส่เอาอนุภาคต่างๆ ที่ทำตัวเหมือนน้ำลงไปในแทงค์น้ำขนาดใหญ่ คุณสามารถใส่ตัวละครเข้าไปข้างในแทงค์น้ำนั้น แล้วปล่อยให้พวกเขาว่ายจ๋อมแจ๋มไปมา แต่เราจะทำแบบนั้นได้ก็เฉพาะในพื้นที่ที่อยู่รอบๆ ตัวละครเท่านั้น ดังนั้น เราก็เลยใช้ทั้งวิธีตามขั้นตอนและวิธีการทำซิมูเลชันน้ำครับ”

    ก่อนหน้านี้ นักวาดภาพใช้ทั้งลูกเล่นและวิธีทางลัดมากมาย “ถ้าดอรี่กระโดดพ้นน้ำและตกกลับลงไป เธอก็จะทำให้เกิดน้ำกระเซ็นนิดๆ” ฮัลสเตดอธิบาย “จริงๆ แล้ว เราไม่มีกำลังในการประมวลผลมากพอที่จะรับมือกับมหาสมุทรทั้งหมดนั่นในซิมูเลชันสามมิติ น้ำปริมาณมหาศาลเกินไปอาจทำให้คอมพิวเตอร์เราพังได้เลยล่ะครับ เมื่อก่อน เราก็จะตัดรูเล็กๆ ตรงกลางมหาสมุทร แล้วใช้ส่วนตรงนั้นมาทำซิมูเลชันน้ำกระเซ็น 3D ขนาดจิ๋ว ซึ่งมันก็ใช้การได้จนกระทั่งเราต้องรวมเอาส่วนตรงนั้นกลับเข้าไปในรูที่เราสร้างขึ้นมาน่ะครับ”

    แต่ละส่วนจะต้องถูกเรนเดอร์แยกกัน ก่อนจะถูกนำมาประกบรวมกัน แพทริค โคลแมน ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายเทคโนโลยีโลกและซิมูเลชัน เป็นผู้ดูแลการค้นคว้าและพัฒนาแนวทางการสร้างน้ำใหม่ๆ ในช่วงเริ่มแรก “มันจะผสมผสานส่วนต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังฉากเข้าด้วยกันครับ” โคลแมนกล่าว “วิธีนั้นจะทำให้เรามีของอย่างเดียวที่ต้องเรนเดอร์”

    ในการมองว่าทั้งมหาสมุทรและซิมูเลชันการกระเซ็นของน้ำแบบ 3D ที่มีขนาดเล็กกว่าเป็นปริมาตรของน้ำทั้งคู่ ทีมผู้สร้างจึงสามารถผสมผสานน้ำทั้งสองแบบเข้าด้วยกันในแบบที่ก่อนหน้านี้เป็นไปไม่ได้ มันทำให้พวกเขาไม่ต้องเสียเวลาไปการทำงานกับน้ำปริมาตรน้อยกว่าใหม่อีกครั้ง

    ดำดิ่งลึกลงไป

  • เครื่องมือเรนเดอร์ใหม่ทำให้การสร้างฟองคลื่นเป็นไปได้มากขึ้น “เราได้ใส่เอาฟองอากาศเล็กจิ๋วเข้าไปในน้ำที่กระเซ็นออกมาและทำให้ลำแสงเล็กๆ กระเด้งกระดอนไปมาด้วย ซึ่งช่วยสร้างลักษณะฟองสีขาวให้เกิดขึ้นครับ” แช็ปแมนกล่าว

    ในการใช้ชุดคำสั่งที่เรียกว่า เท็กเซล-มาร์เซน-อาร์สโล ทีมผู้สร้างสามารถจำลองรูปทรงของคลื่นได้ “มันจะคำนึงถึงความลึกของน้ำ ความเร็ว ทิศทางลม และสร้างคลื่นที่สมจริงมากๆ ขึ้นมาครับ” ฮัลสเตดกล่าว

  • นอกจากนี้ ยังมีการใช้ความสามารถในการทำให้น้ำแยกออกจากกันเพื่อพัฒนาลุคที่สมบูรณ์แบบอีกด้วย

    เสียงแห่งท้องทะเล
    ผู้ประพันธ์เพลง โธมัส นิวแมน กลับสู่ท้องทะเลอีกครั้ง
    ในขณะที่นักร้อง/นักแต่งเพลง เซีย กลายเป็นคนที่ “ตราตรึงใจ”

    “Finding Dory” เป็นการกลับมาสู่จอเงินอีกครั้งของดอรี่ มาร์ลิน นีโม และผู้ประพันธ์เพลง โธมัส นิวแมน “สำหรับผม เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของ ‘Finding Nemo’ ครับ” ผู้กำกับแอนดรูว์ สแตนตันกล่าว “เรามีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดตั้งแต่นั้นมา และตอนนี้ที่เขาอยู่เบื้องหลังดนตรีประกอบ ‘Finding Dory’ มันก็ให้ความรู้สึกเหมือนว่าสมาชิกคนสุดท้ายของครอบครัวได้กลับมางานรวมญาติแล้วน่ะครับ”

    สแตนตันกล่าวว่า การแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์อย่าง “Finding Dory” ร่วมกับผู้ประพันธ์เพลงอย่างนิวแมน เป็นสิ่งที่ผลักดันภาพยนตร์ให้ไปสู่จุดหมายที่เขาเองก็ยังจินตนาการไม่ได้ “มันบีบให้ผมต้องอธิบายออกมาว่าความตั้งใจของผมคืออะไร มันอาจนำไปสู่การพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียดระหว่างเราสองคนก็ได้ แต่ผมก็ได้รับอะไรมากมายจากการทำงานนี้ สุดท้ายแล้ว ผมก็เข้าใจหนังของตัวเองดีกว่าเดิมสิบเท่า มันเกือบเป็นเหมือนการบำบัดสำหรับผม เราคลิกกันครับ”

    “ไม่มีทางที่ผมจะไม่ทำงานใน ‘Finding Dory’ ครับ” นิวแมน ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์จากผลงานของเขาใน “Finding Nemo” และได้รับรางวัลแกรมมี (สาขาเพลงยอดเยี่ยมที่แต่งขึ้นสำหรับภาพยนตร์ โทรทัศน์และสื่อวิชวลอื่นๆ) จากภาพยนตร์โดยสแตนตันเรื่อง “WALL•E” กล่าว “มันน่าขันที่หนังเกี่ยวกับปลา ที่บางครั้งก็อยู่ในอควอเรียม บางครั้งอยู่ในท้องทะเลเปิด จะมีความเป็นไปได้ทางอารมณ์ที่หลากหลายขนาดนี้ ตั้งแต่ขบขัน ไปจนถึงลึกซึ้ง และน่าสะพรึงกลัว มันเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่จะคิดงานดนตรีออกมาครับ”

    นิวแมนกล่าวว่า ดนตรีของเรื่องถูกออกแบบมาให้รองรับธีมสำคัญของเรื่องเกี่ยวกับความสูญเสียและความพยายามของตัวละครในการเอาชนะจุดบกพร่องของตัวเอง นอกจากนั้น มันยังเผยให้เห็นถึงแง่มุมที่ลึกซึ้งและสดใสน้อยกว่าของดอรี่ด้วย “ธีมของดอรี่มีความแปลกประหลาดและความเศร้าระดับหนึ่งซุกซ่อนอยู่ครับ” นักประพันธ์กล่าว

    นิวแมนกล่าวว่า เป้าหมายคือการเติมเต็มเรื่องราวให้สมบูรณ์ “ถ้ามันมีอารมณ์ขันหรือความน่าสมเพช ผมก็อยากจะดึงมันออกมา แต่ผมไม่อยากจะอธิบายมันซ้ำอีกรอบ ผมแค่อยากจะขับเน้นอารมณ์นัน ผมอยากจะทำให้มันเป็นมากกว่าที่เป็นอยู่แล้วน่ะครับ”

    “ผมมองว่าดนตรีเหมือนกับเมคอัพครับ” นิวแมนกล่าวเสริม “อย่างเลวร้ายที่สุด มันก็จะฉูดฉาดและหนาเกินไป หรืออย่างดีที่สุด คุณก็จะไม่สังเกตมันและมันจะดึงส่วนที่ดีที่สุดของคุณออกมาได้ครับ”

    ดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Finding Dory” มีทั้งแนวทางออร์เคสตราและอิเล็คทรอนิค ทำให้เขามีความยืดหยุ่นมากขึ้น เขาใช้กีตาร์ดัลซิเมอร์ กลองทิมพานีและไวเบรโฟนโซปราโนเพื่อรองรับการเล่าเรื่องในรูปแบบที่มีเอกลักษณ์ “ผมชอบสีสันเพอร์คัสชันครับ” เขากล่าว “ผมชอบจังหวะแบบไฮเมทัลและเสียงพิลึกๆ น่ะครับ”

    วงออร์เคสตราที่ทำงานในภาพยนตร์เรื่องนี้มีนักดนตรี 83 ชีวิต

    ตราตรึงใจ

    นักร้อง/นักแต่งเพลง เซีย ร่วมทำงานใน “Finding Nemo” ด้วยการร้องเพลง “Unforgettable” ซึ่งเป็นเอนด์เครดิตของเรื่อง นักร้อง/นักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เออร์วิง กอร์ดอน ได้แต่งเพลงนี้ขึ้นมาในปี 1951 และในปี 1992 เขาก็ได้รับรางวัลแกรมมีจากเพลงนี้ เมื่อนาตาลี โคล ได้ร้องเพลงนี้อุทิศให้กับพ่อผู้ล่วงลับของเธอในอัลบัมเพลงคู่ เพลง “Unforgettable” ยังคงได้รับการยกย่องจากทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

    เซีย ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงห้ารางวัลแกรมี และเริ่มต้นทัวร์คอนเสิร์ต “Nostalgic for the Present” ใน 22 เมืองของทวีปอเมริกาเหนือในวันที่ 29 กันยายนในซีแอตเติล ตกลงที่จะต้องเพลงนี้เมื่อเสียงของดอรี่ขอร้องเธอแบบนั้น “เรื่องราวของดอรี่ทำให้ฉันน้ำตาคลอค่ะ” เซียกล่าว “ตอนที่เอลเลนขอร้องฉัน ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้!”

    ผู้กำกับแอนดรูว์ สแตนตันเป็นแฟนผลงานของศิลปินชาวออสเตรเลียผู้นี้มานานแล้ว “ในแบบเดียวกับที่ร็อบบี้ วิลเลียมส์ได้ใส่เอกลักษณ์ของตัวเองลงไปในเพลงคลาสสิกสำหรับ ‘Finding Nemo’ เซียเองก็ได้ถ่ายทอดความจริงที่ลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณของเพลง ‘Unforgettable’ ซึ่งเป็นเพลงคลาสสิกของแนท คิง โคลออกมาและทำให้มันเป็นเพลงของเธอเองครับ” สแตนตันกล่าว “มันเป็นส่วนที่เติมเต็มกันและกันได้อย่างลงตัว เหมือนกับหนังสองเรื่องนี้เลยครับ”

    ซาวน์แทร็ค “Finding Dory” ที่มีดนตรีประกอบฝีมือโธมัส นิวแมนและเพลง “Unforgettable” ที่ขับร้องโดยเซีย จะวางแผงในวันที่ 17 มิถุนายน ปี 2016 โดยวอลท์ ดิสนีย์ เรคคอร์ดส์ ในทุกที่ที่มีดนตรีจำหน่าย

    และแน่นอน ผู้ที่จะมารับหน้าที่พากย์เสียงดอรี่ จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก เอเลน ดีเจเนอร์เรส พิธีกรสาวมากความสามารถเจ้าของรายการ “ดิ เอเลน โชว์” พร้อมด้วย อัลเบิร์ต บรูคส์, เอ็ด โอ’นีล, เคทลิน โอลสัน, ไทร์ เบอร์เรล, ยูจีน เลวี่, และไดแอน คีตัน “Finding Dory – ผจญภัยดอรี่ขี้ลืม” จะว่ายตรงไปสู่โรงภาพยนตร์ในวันที่ 16 มิถุนายน 2559

    ดอรี่ (พากย์เสียงโดย เอเลน ดีเจเนอเรส)
    ดอรี่ คือปลาขี้ตังเบ็ดฟ้าผู้สดใสและร่าเริง เธอมีปัญหาการสูญเสียงความทรงจำระยะสั้น ซึ่งปกติก็ไม่ได้มีปัญหาสำหรับความไฮเปอร์ของเธอ จนกระทั่งเธอนึกขึ้นได้ว่าได้ลืมบางอย่างที่ใหญ่หลวงไป ซึ่งก็คือครอบครัวของเธอ เธอพบครอบครัวใหม่จากมาร์ลินและนีโม แต่เธอก็ถูกหลอกหลอนจากความเชื่อที่ว่ามีบางคนข้างนอกนั่นที่ตามหาเธออยู่ ดอรี่อาจมีปัญหาอยู่บ้างในการทบทวนว่าอะไรหรือใครที่เธอกำลังตามหา แต่เธอก็ไม่เคยยอมแพ้จนกว่าจะได้คำตอบสำหรับอดีตของเธอและได้ค้นพบบางอย่างไปด้วย นั่นคือ การยอมรับตัวเอง

    มาร์ลิน (พากย์เสียงโดย อัลเบิร์ต บรู้ค)
    มาร์ลินอาจเคยผจญภัยข้ามมหาสมุทรมาครั้งหนี่ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาอยากจะทำมันอีกครั้ง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้กระโจนเข้าใส่โอกาสในการที่จะติดตามดอรี่ในภารกิจมุ่งหน้าสู่ชายฝั่งแคลิฟอร์เนียเพื่อตามหาครอบครัวของเธอ แน่นอน มาร์ลินเข้าใจดีถึงการสูญเสียครอบครัว และดอรี่ก็คือผู้ที่ช่วยเขาตามหานีโมเมื่อไม่นานมานี้ ปลาการ์ตูนอาจจะไม่ตลก แต่เขามีความยึดมั่น เขาพบว่าเขาไม่มีทางเลือกนอกจากเก็บความกังวลและความระแวงของเขาใส่กระเป๋า แล้วมุ่งหน้าสู่การผจญภัยครั้งใหม่ ที่ครั้งนี้ เพื่อช่วยเพื่อนของเขา

    นีโม (พากย์เสียงโดย เฮย์เดน โรแลนซ์)
    หนึ่งปีหลังจากการผจญภัยใต้สมุทรของเขา นีโม (พากย์เสียงโดย เฮย์เดน โรแลนซ์) กลับไปเป็นปลาน้อย ที่ต้องไปโรงเรียนและใช้ชีวิตอยู่ในแนวประการังกับพ่อของเขาและเพื่อนบ้านอย่างปลาขี้ตังเบ็ดฟ้าที่ชื่อ ดอรี่ การผจญภัยสุดตื่นเต้นที่ผ่านมาของเขายังคงอยู่ในจิตวิญญาณของเขาไม่เสื่อมคลาย อันที่จริง เมื่อดอรี่จำเศษเสี้ยวอดีตของเธอได้และต้องการจะออกเดินทางสู่หมาสมุทรกันกว้างใหญ่เพื่อตามหาครอบครัวของเธอ นีโมคือคนแรกที่เอ่ยปากที่จะช่วยเธอ เขาอาจเป็นเพียงปลาการ์ตูนตัวน้อยกับครีบนำโชค แต่นีโมเชื่อมั่นในดอรี่อย่างหมดใจ อย่างน้อยเขาก็เข้าใจว่าความแตกต่างจากคนอื่นมันเป็นอย่างไร

    แฮงค์ (พากย์เสียงโดย เอ็ด โอ’นีล)
    แฮงค์เป็นปลาหมึกยักษ์ จริงๆแล้วเขาเป็นปลาหมึก 7 หนวดมากกว่า เขาเสียหนวดไปหนึ่งอันพร้อมกับอารมณ์ขันเมื่อนานมาแล้ว แต่แฮงค์ก็ไม่ได้ด้วยไปกว่าเพื่อนๆ 8 หนวดของเขา ผู้ชำนาญเรื่องการหลบหนีที่มาพร้อมกับความสามารถในการพรางตัว แฮงค์คือคนแรกที่ได้พบกับดอรี่ เมื่อเธอเข้ามาอยู่ในสถาบันวิจัยชีวิตทางทะเล แต่อย่าคิดว่าเขาต้องการหาเพื่อนนะ เขากำลังตามหาบางสิ่งอยู่ – การเข้าไปอยู่บนรถขนส่งที่จะไปยังสถาบันวิจัยที่คลีฟแลนด์ ที่ซึ่งเขาจะสามารถใช้ชีวิตแบบสันโดษและสงบสุขได้

    เดสทินี่ (พากย์เสียงโดย เคธลิน โอลสัน)
    เดสทินี่อาจเป็นนักว่ายน้ำที่ซุ่มซ่าม แต่เธอก็ใจกว้าง จริงๆเธอก็กว้างไปซะทุกอย่างนั่นแหละ ฉลามวาฬคือปลาที่ตัวใหญ่ที่สุดในทะเล เดสทินี่อาศัยอยู่ในสถาบันวิจัยชีวิตทางทะเล ที่วันหนี่ง ดอรี่ ปลาขึ้ตังเบ็ดฟ้าที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาดได้ตกมาอยู่ในบ่อของเธอ เดสทินี่ยอมรับอย่างอายๆกับความไม่สง่างามของเธอที่สืบเนื่องมาจากปัญหาเรื่องสายตา แต่ดอรี่ก็คิดว่าเธอว่ายน้ำได้สวยงาม และดอรี่ก็ดีใจที่ได้เรียนรู้ว่าเพื่อนตัวโตของเธอพูดภาษาวาฬด้วย

    เบย์ลีย์ (พากย์เสียงโดย ไทร์ เบอร์เรล)
    เบย์ลีย์ คือวาฬเบลูก้าที่ใช้ชีวิตอยู่ในสถาบันวิจัยชีวิตทางทะเลผู้ที่ถูกทำให้คิดว่าระบบโซน่าร์ของเขามีปัญหา ข่าวดี-หรือข่าวร้าย อันนี้ขึ้นอยู่กับว่าใครถาม คือว่า เหล่านายแพทย์แห่งสถาบันวิจัยชีวิตทางทะเลไม่พบสิ่งผิดปกติในตัวเขา ความดราม่าหนักมากของเบย์ลีย์นำมาซึ่งความโมโหของเพื่อนบ้านของเขา เดสทินี่ ฉลามวาฬผู้ที่ไม่สามารถเข้าใจเขาได้เลยไม่ว่าเธอจะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม บางทีเขาอาจจะฟังเพื่อนใหม่อย่างดอรี่ ที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความคิดเพี้ยนๆ

    เจนนี่ (พากย์เสียงโดย ไดแอน คีตัน) และ ชาร์ลี (พากย์เสียงโดย ยูจีน เลวี่)
    เจนนี่และชาร์ลียอมทำทุกอย่างพื่อลูกของพวดเขา ดอรี่ พวกเขารักใคร่และปกป้องเธอ มุ่งมั่นที่จะสองเธฮเกี่ยวกับทักษะที่เธอต้องใช้ในการท่องโลกด้วยปัญหาเรื่องความจำ เจนนี่ดูมีความร่าเริงและขี้กลัวนิดๆ แต่เธอก็เป็นแม่ผู้ปกป้องและต้นแบบผู้ชาญฉลาด ชาร์ลีชอบปล่อยมุกไปเรื่อง แต่ไม่มีอะไรจะสำคัญสำหรับเขาไปกว่าการสอนลูกสาวที่มีความท้าทายด้านความจำถึงการเอาตัวรอด

    ฟลูค (พากย์เสียงโดย ไอดริส เอลบ้า) และ รัดเดอร์ (พากย์เสียงโดย โดมินิค เวสต์)
    ฟลูคและรัดเดอร์คือคู่หูสิงโตทะเลจอมขี้เกียจผู้ที่เคยถูกรักษาจากสถาบันวิจัยชีวิตทางทะเล มาร์ลินและนีโมได้พบกับพวกเขานอนงีบอยู่บนก้อนหินอุ่นๆที่ใครๆก็ต้องการจับจองภายนอกสถาบัน สิงโตทะเลทั้งสองตัวนี้มีความสุขกับชีวิตสโลว์ไลพ์ของพวกเขาและไม่ชอบการถูกขัดจังหวะเวลางีบ และเสียงคำรามของพวกเขายังแย่กว่าการกัดมากนัก

    มิสเตอร์ เรย์ (พากย์เสียงโดย บ๊อบ ปีเตอร์สัน)
    มิสเตอร์ เรย์ อาจารย์ผู้รักเสียงเพลงจากแนวประการัง ผู้จริงจังกับการศึกษาของนีโมและผองเพื่อนใต้ทะเลของเขา ไม่มีใครสนุกกับชั้นเรียนของมิสเตอร์ เรย์ ไปมากกว่าดอรี่ ที่ทำตัวเป็นครูผู้ช่วยอันร่าเริง แม้ว่าจะไม่จำเป็น ระหว่างการทัศนศึกษาอันน่าสนใจ

    เบ็คกี้ (พากย์เสียงโดย ทอร์บิน บุลล็อค)
    เบ็คกี้ คือนกน้ำสุดติงต๊อง ที่ลักษณะนิสัยคล้ายๆมาร์ลิน ถึงแม้ว่าเธอจะสร้างให้ความมั่นให้กับปลาการ์ตูนขี้กังวลได้เพียงน้อยนิด เธออาจจะฉลาดกว่าที่เห็นก็ได้

    ครัช (พากย์เสียงโดย แอนดรูว์ สแตนตัน) และ สเคิว์ต (พากย์เสียงโดย เบนเนตต์ ดามแมนน์ )
    ครัชและสเคิว์ต ลูกชายของเขาน้าจะเป็นเต่าที่เจ๋งที่สุดในมหาสมุทร พวกเขายินดีที่จะให้ความช่วยเหลือเหล่าปลาต่างๆอยู่เสมอ การล่องไปตามมหาสมุทรมากว่าร้อยปีย่อมมีข้อได้เปรียบแน่นอน

    ออตเตอร์ส
    ฝูงตัวนาก สุดน่ารักเกินต้านทาน จริงๆนะ ใครๆก็ต้องยอมใจกับหน้าตาหวานๆ ขนปุยๆของพวกเขา

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *