Geostorm | เมฆาถล่มโลก

Geostorm | เมฆาถล่มโลก

  • Genres: Action, Sci-Fi, Thriller
    Running Time: 109 min
    Release Date: October.20,2017
    MPAA Rating: PG-13 for destruction, action and violence
    Distributors: Warner Bros., Electric Entertainment, Jerry Bruckheimer Films
    Starring: Abbie Cornish, Jeremy Ray Taylor, Gerard Butler
    Directed by: Dean Devlin

    ใครคือผู้ควบคุม?

    หลังจากเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนได้เข้าคุกคามโลกอย่างต่อเนื่อง บรรดาผู้นำโลกจึงรวมตัวกันสร้างเครือข่ายดาวเทียมอันซับซ้อนเพื่อควบคุมสภาพอากาศโลกและช่วยให้ทุกคนปลอดภัย แต่บัดนี้เกิดความผิดปกติขึ้น ระบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องโลกกลับโจมตีโลก และเราก็ต้องแข่งกับเวลาเพื่อเปิดโปงภัยคุกคามที่แท้จริงก่อน จีโอสตอร์ม จะกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่าง…และทุกคนบนโลกใบนี้

    ดีน เดฟลิน (ผู้เขียนบท/ผู้อำนวยการสร้าง, “Independence Day”) มารับหน้าที่ผู้กำกับเป็นครั้งแรกในภาพยนตร์เขย่าขวัญระทึกขวัญ “Geostorm” นำแสดงโดยเจอราร์ด บัตเลอร์ (“Olympus Has Fallen”, “300”), จิม สเตอร์เจส (“Cloud Atlas”), แอบบี คอร์นิช (“Limitless”), อเล็กซานดรา มาเรีย ลารา (“Rush”), แดเนียล วู (“The Man with the Iron Fists”, “Warcraft: The Beginning”), ยูจีนิโอ เดร์เบซ (“How to Be a Latin Lover”) ร่วมด้วยนักแสดงผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ เอ็ด แฮร์ริส (“The Hours”, “Apollo 13”) และแอนดี การ์เซีย (“The Godfather: Part III”)

    บัตเลอร์รับบทเป็น เจค ลอว์สัน นักวิทยาศาสตร์ผู้รับหน้าที่แก้ปัญหาการทำงานผิดพลาดของโปรแกรมดาวเทียมร่วมกับน้องชาย แม็กซ์ ซึ่งรับบทโดยสเตอร์เจส คอร์นิชรับบทเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับ ซาราห์ วิลสัน, ลารารับบทเป็น ยูท ฟาสบินเดอร์ นักบินอวกาศผู้ควบคุมสถานีอวกาศนานาชาติ, วู รับบทเป็น เชง ลอง หัวหน้าฝ่ายโปรแกรมดาวเทียมในฮ่องกง, เดร์เบซเป็นเจ้าหน้าที่สถานีอวกาศ อัล เฮอร์นานเดซ ร่วมด้วยการ์เซีย ในบทประธานาธิบดีสหรัฐ แอนดรูว์ พัลมา และแฮร์ริส ในบทรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ลีโอนาร์ด เดคคอม นอกจากนี้ยังมีนักแสดง ได้แก่ ซาซี บีตซ์ (“Deadpool 2” ที่กำลังจะเข้าฉาย, ซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง “Atlanta”), แอดเดอเพโร โอดูเย (“The Big Short”, “12 Years a Slave”), แอมเมอร์ เวคท์ (“Lucy”, “Syriana”) และโรเบิร์ต ชีแฮน (“The Mortal Instruments: City of Bones”, “Season of the Witch”)

    ภาพยนตร์เรื่องนี้เขียนบทโดยดีน เดฟลินและพอล กีโยต์ อำนวยการสร้างโดยเดวิด เอลลิสันจาก Skydance, เดฟลิน และดานา โกลด์เบิร์กจาก Skydance โดยมีเฮอร์เบิร์ต ดับบลิว เกนส์, มาร์ค รอสคินจาก Electric Entertainment และดอน เกรนเจอร์จาก Skydance เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหาร เรเชล โอลส์แชนจาก Electric Entertainment และคลิฟฟ์ แลนนิง ร่วมอำนวยการสร้าง

    ทีมงานเบื้องหลัง ได้แก่ ผู้กำกับภาพ โรเบอร์โต เชเฟอร์ (“Finding Neverland”, “Quantum of Solace”), นักออกแบบงานสร้าง เคิร์ก เอ็ม เพทรุชเชลลี (“White House Down”), ผู้ตัดต่อ รอน โรเซน (“Godzilla”), ผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ คริส เลเบนซอน (“Crimson Tide”, “Top Gun”) และผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ จอห์น รีฟูอา (“Avatar”), นักออกแบบเครื่องแต่งกาย ซูซาน แมทเธอสัน (“The Big Short”, “Safehouse”) และผู้ควบคุมวิชวลเอฟเฟ็กต์ เจฟฟรีย์ เอ โอคุน (“Clash of the Titans”, “The Day the Earth Stood Still”) ดนตรีโดยลอร์น บัลฟ์ (“The LEGO® Batman Movie”)

    Warner Bros. Pictures และ Skydance ขอเสนอผลงานการสร้างของ Skydance และ Electric Entertainment ผลงานการกำกับของ ดีน เดฟลิน เรื่อง “Geostorm” ภาพยนตร์เรื่องนี้จะฉายในระบบสามมิติและสองมิติในโรงภาพยนตร์บางแห่งและในโรงภาพยนตร์ IMAX โดย Warner Bros. Pictures บริษัทในเครือ Warner Bros. Entertainment

    บางสิ่งก็ไม่ควรถูกควบคุม

    จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสภาพอากาศที่รุนแรงและภัยพิบัติทางธรรมชาติกลายเป็นเพียงอดีต ถ้านักวิทยาศาสตร์สามารถคิดค้นวิธีการแก้ปัญหา และผู้นำโลกต่างมารวมตัวกันเพื่อสร้างสันติสุขอย่างแท้จริงขึ้นมาบนโลกใบนี้ มันจะได้ผลหรือไม่ หรือถ้าจะให้พูดชัดขึ้นไปอีกก็คือ มันจะคงอยู่ได้นานแค่ไหน ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะฝืนความอยากที่จะเข้ายึดครองอำนาจได้จริงหรือ

    จะเกิดอะไรขึ้นเมื่ออำนาจสูงสุดตกอยู่ในมือของคนชั่วและถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นอาวุธสุดยอดที่สร้างนรกขึ้นมาบนพื้นโลก

    การเดินทางสุดระทึกที่จะทำให้คุณนั่งไม่ติดเก้าอี้ ด้วยเหตุลึกลับที่เต็มไปด้วยการสมคบคิดและความมันหลุดโลกในสเกลสุดอลังการ “Geostorm” มีทุกอย่างตั้งแต่ไฟบรรลัยกัลป์จากใต้ดินไปจนถึงพายุน้ำแข็งที่ปกคลุมทะเลทรายและทุกสิ่งที่อยู่ระหว่างนั้น

    ในหนังเรื่องนี้ ผู้เขียนบท/ผู้อำนวยการสร้าง/ผู้กำกับ ดีน เดฟลิน ได้จินตนาการถึงโลกที่ความร่วมมือทางการเมืองระดับโลกและเครือข่ายดาวเทียมขนาดใหญ่ที่ช่วยควบคุมสภาพอากาศและถูกติดตั้งไว้ในอวกาศนั้นได้ทำให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติกลายเป็นเพียงอดีต จนกระทั่งบางสิ่ง หรือบางคน สร้างความผิดพลาดขึ้น ซึ่งช่วยยืนยันว่าบางสิ่งก็ไม่ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์

    ด้วยเหตุนี้รัฐบาลสหรัฐต้องหันไปพึ่งชายผู้คิดค้น “เครือข่ายความปลอดภัย” ที่ล้อมรอบโลกอยู่ เพื่อแก้ปัญหาก่อนความล้มเหลวของระบบจะส่งผลสาหัสไปกว่านี้ จอมขบถผู้ไม่สนใจกฏเกณฑ์รายนี้เคยถูกสั่งห้ามไม่ให้มีส่วนร่วมกับโครงการอีก แต่คราวนี้เขากลับมาช่วยกู้โลกและกู้ชื่อเสียงของตนโดยไม่สนใจว่าจะได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษหรือไม่…แต่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าตนอาจต้องกลายมาเป็นแพะรับบาป

    เดฟลินเผยว่าแนวคิดของเรื่องมาจากตอนที่ลูกสาววัยหกขวบขอให้เขาอธิบายเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ “ลูกถามผมง่ายๆ เลยว่า ‘ทำไมเราไม่สร้างเครื่องจักรเพื่อแก้ไขมันล่ะคะ’ คำถามนี้จุดประกายความคิดให้ผมว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสร้างเครื่องจักรแบบนั้นขึ้นมา และจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีสิ่งผิดพลาด ก็เลยกลายเป็นเรื่องราวประเภท ‘จะเกิดอะไรขึ้น’ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเรารอนานเกินไปกว่าจะจัดการกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว แล้วถ้าเราไม่จัดการล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสร้างเครื่องจักรสุดเจ๋งเพื่อควบคุมสภาพอากาศทั่วโลก แล้วเราจะทำอย่างไรถ้าเกิดมันทำงานผิดปกติขึ้นมา”

    เรื่องราวในหนังเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปแล้วสองปีนับตั้งแต่เครือข่ายดาวเทียมอันซับซ้อนที่เชื่อมโยงถึงกันซึ่งมีชื่อว่าดัตช์บอยเริ่มต้นทำงาน ช่วงสองปีนั้นมีแต่ความสงบสุข จนกระทั่งบัดนี้การทำงานผิดพลาดที่อธิบายไม่ได้ในระบบอันซับซ้อนอย่างยิ่งกำลังสร้างสภาพอากาศที่อันตรายอย่างที่มนุษยชาติไม่เคยพบเห็นมาก่อน แทนที่จะช่วยป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำแข็งและหิมะในทะเลทรายของอัฟกานิสถาน ควันไฟคุกรุ่นใต้ถนนหนทางในฮ่องกง หรือพายุไซโคลนในอินเดีย

    ดัตช์บอยไร้การควบคุม และได้สร้างความพินาศให้เกิดขึ้นทั่วโลก

    “ดีนมีมุมมองที่ได้จากการทำงานในหนังสเกลใหญ่อย่าง ‘Independence Day’ ดังนั้นเมื่อเขามาศึกษาประเด็นเรื่องโลกร้อน เขาจึงนำเอาแนวทางคลาสสิกของหนังประเภทนี้มาดัดแปลงด้วยการให้ฉากหลังเป็นเหตุการณ์เขย่าขวัญทางการเมืองแล้วเสริมด้วยภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ” ผู้อำนวยการสร้างเดวิด เอลลิสันกล่าว “พูดได้อีกอย่างหนึ่งว่าในเรื่องนี้ วิทยาศาสตร์ถูกต้อง แต่คนควบคุมมันต่างหากที่เป็นตัวปัญหา”
    ผู้อำนวยการสร้าง ดานา โกลด์เบิร์ก เสริมว่า “ที่ Skydance เราชอบทำหนังไซไฟ แอ็คชันผจญภัย และแฟนตาซี นี่เป็นงานถนัดของเราค่ะ หนังที่สร้างโลกขึ้นมา ‘Geostorm’ เป็นเรื่องราวที่อาจนำไปสู่จุดจบของโลก เต็มไปด้วยความตื่นเต้น แอ็คชันที่เข้มข้น และเอฟเฟ็กต์สุดยิ่งใหญ่ มันจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับเรา”

    ผู้ร่วมเขียนบท พอล กีโยต์ รับแนวคิดเบื้องต้นมาพัฒนาต่อร่วมกับเดฟลิน “แนวคิดว่าด้วยการควบคุมสภาพอากาศเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาตินั้นย่อมเป็นเรื่องดี จนกระทั่งใครบางคนใช้มันเพื่อจุดประสงค์ชั่วร้าย ใช่ไหมล่ะครับ” เขาเสนอ “ในตอนแรกทุกอย่างไปได้สวยเพราะทุกคนทำงานร่วมกัน สหรัฐเป็นแกนนำ NASA สร้างมันขึ้นมา และสถานีอวกาศนานาชาติคอยควบคุมระบบ โลกสงบสุขอย่างแท้จริงอยู่ได้พักหนึ่ง จนกระทั่งใครบางคนได้เปลี่ยนดัตช์บอยให้กลายเป็นอาวุธ”

    เจอราร์ด บัตเลอร์รับบทเป็น เจค ลอว์สัน วิศวกรผู้ถูกปลดและผู้สร้างดัตช์บอยที่ไม่อยากเล่นเกมการเมืองเพื่ออยู่ต่อไปเมื่อระบบทำงานเรียบร้อยแล้ว “สิ่งที่ทำให้ผมสนใจเรื่องนี้คือมันผสมผสานทุกอย่างเข้าด้วยกันได้อย่างทรงพลัง” เขาเล่า “ผมชอบองค์ประกอบหลักในแง่การเป็นหนังแอ็คชันฟอร์มใหญ่และหนังเขย่าขวัญระทึกขวัญที่มีอารมณ์ขันแทรกอยู่ตลอด แต่ขณะเดียวกันมันก็พูดถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างตัวละครที่ผมเล่นกับน้องชาย มีความบันเทิงสำหรับคนทุกกลุ่มให้ผู้ชมสนุกเต็มที่ไปกับหนังได้”

    จิม สเตอร์เจส รับบทเป็น แม็กซ์ ลอว์สัน น้องชายของเจค และเรื่องราวก็กลับตาลปัตรตรงที่เขากลายเป็นเจ้านายของเจคด้วย เช่นเดียวกับบัตเลอร์ สเตอร์เจสส์สนใจขั้วตรงข้ามระหว่างพี่น้องในบทหนังเรื่องนี้ “เห็นได้ชัดว่ามีตัวละครสองตัวซึ่งมีบุคลิกโดดเด่นมาปะทะกันท่ามกลางการผจญภัยในอวกาศ ผสมผสานด้วยเรื่องราวดรามาทางการเมืองบนภาคพื้นดิน ฉากสองฉากซึ่งให้ภาพที่แตกต่างกัน และคนสองคนที่แตกต่างกันมากแต่ต้องมาช่วยกันแก้ปัญหาเพราะไม่อย่างนั้นก็อาจต้องสูญเสียทุกอย่าง ส่วนผสมนี้เป็นสิ่งดึงดูดให้ผมสนใจหนังเรื่องนี้ครับ”

    “นี่คือเรื่องราวของพี่น้องและความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง ผมเป็นลูกคนเดียว ขณะที่พอลเข้าใจความสัมพันธ์แบบนั้นอย่างถึงแก่น” เดฟลินกล่าว
    “ผมรู้จักการต่อสู้ระหว่างพี่น้องดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างพี่ชายน้องชาย ส่วนดีนก็สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและอนาคตของโลก” กีโยต์อธิบาย “แล้วเขายังเป็นคนบ้าเทคโนโลยีด้วย เขาเชี่ยวชาญเรื่องพวกนั้นมาก เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในการสร้างอิทธิพลต่อสภาพอากาศแทนที่จะไปควบคุมบงการ ทั้งนี้โดยอาศัยเทคโนโลยีดาวเทียมในปัจจุบันหรือในอนาคตอันใกล้”

    “สำหรับผม ความบันเทิงก็ควรจะสร้างความบันเทิง และไม่จำเป็นต้องยัดเยียดความหมายอะไรมากมาย” เดฟลินตั้งข้อสังเกต “แต่ผมก็มองว่านิยายวิทยาศาสตร์มักทำงานได้ดีกว่าและมีพลังมากกว่า เวลาที่คุณอยากสื่อสารอะไรบางอย่าง เราหวังว่าจะได้นำผู้ชมผจญภัยสุดตื่นเต้นไปทั่วโลกและออกไปยังอวกาศ ให้ผู้ชมได้พบช่วงเวลาอันน่าอัศจรรย์ และอาจอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับโลกรอบตัวเรามากขึ้นอีกนิด”

    เจค
    เราสร้างระบบดาวเทียมนี้เพื่อควบคุมสภาพอากาศ
    แต่ใครบางคนเปลี่ยนระบบนี้ให้กลับมาโจมตีเรา

    เดฟลินกล่าวว่าประเด็นแรกๆ ที่ทีมงานถกเถียงกันเกี่ยวกับการหานักแสดงมารับบทบาทในหนังเรื่องนี้ก็คือภาวะโลกร้อนนั้นเป็นเรื่องระดับโลก เดฟลินเล่าว่า “เราต้องการสร้างหนังที่พูดกับคนทั่วโลกโดยมีนักแสดงจากหลายประเทศมาช่วยสะท้อนประเด็นนี้”

    ผู้รับบทบาทในหนังเรื่องนี้จึงเป็นนักแสดงจากหลายชาติ ไม่ว่าจะเป็นเจอราร์ด บัตเลอร์ซึ่งเป็นชาวสก็อตแลนด์, จิม สเตอร์เจสจากอังกฤษ, แอบบี คอร์นิชจากออสเตรเลีย, ยูจีนิโอ เดร์เบซ จากเม็กซิโก, อเล็กซานดรา มาเรีย ลาราจากโรมาเนีย, ซาซี บีตซ์จากเยอรมนี, แอดเดอเพโร โอดูเยจากไนจีเรีย, แอมเมอร์ เวคท์จากอียิปต์, โรเบิร์ต ชีแฮนจากไอร์แลนด์, แอนดี การ์เซียจากคิวบา และเอ็ด แฮร์ริส, ทาลิธา เบตแมน และแดเนียล วูจากสหรัฐ โดยคนท้ายสุดนี้เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายจีนเซี่ยงไฮ้รุ่นแรก

    ทีมงานรู้มาตั้งแต่แรกว่าบัตเลอร์สนใจรับบทนี้ “ผมได้รับโทรศัพท์มาบอกว่าเจอร์รีสนใจและผมก็อยากพบเขามากเลยครับ” เดฟลินเล่า “เวลาที่คุณใช้เวลาร่วมกับเจอร์รี คุณจะได้รับพลังที่เขาส่งออกมา เขามีชีวิตชีวา ขี้เล่น สนุกสนาน กระตือรือร้น และมีเสน่ห์ เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ได้เขามาร่วมงานด้วย”

    “ผมกับดีนเห็นตรงกันว่า ถึงแม้ตัวละครตัวนี้จะเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่นี่ก็เป็นเรื่องราวการเติบโตก้าวพ้นวัยของเจค ลอว์สัน” บัตเลอร์ตั้งข้อสังเกต “เขามีคุณสมบัติที่มาผสมผสานกันอย่างไม่ธรรมดา เป็นเด็กเก่ง ไม่ตามกฎเกณฑ์ ขี้โมโห และสับสนในตัวเอง เขาทั้งฉลาดปราดเปรื่องและทำตัวเหมือนเด็กๆ ผมคิดว่าการรับบทนี้เป็นความท้าทาย โดยเฉพาะเมื่ออยู่ท่ามกลางแอ็คชันที่เข้มข้น”

    บัตเลอร์ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งในการรับบทเจคจากนักบินอวกาศชาวอเมริกัน ไมค์ แมสซิมิโน นักสำรวจอวกาศชาวอเมริกันผู้มีประสบการณ์มากมาย บัตเลอร์ได้ทราบว่าแมสซิมิโนเองก็คอยติดตามผลงานของเขาด้วยเช่นกัน “ผมเคยดูสารคดี IMAX เรื่อง ‘Hubble’ ผมทึ่งไปเลยครับ” บัตเลอร์ได้ทราบมาว่าการแสดงของเขาใน “300” ช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้แมสซิมิโนในแต่ละครั้งที่เขาออกไปสำรวจนอกยาน “ผมรู้เรื่องนี้ในสัปดาห์เดียวกันกับที่ผมได้รับบทหนัง ‘Geostorm’ เป็นเรื่องบังเอิญที่น่าทึ่งจริงๆ!”

    หลังจากได้ดูแลการก่อสร้างและติดตั้งระบบในฐานะผู้ประสานงานฝ่ายสภาพอากาศของสถานีอวกาศนานาชาติ เจคเป็นเพียงคนเดียวที่รู้จักดัตช์บอยอย่างทะลุปรุโปร่ง แม้ว่าต้องอาศัยการชักจูงโน้มน้าวจากแม็กซ์ น้องชายที่ห่างเหินกันไป แต่สุดท้ายเจคก็ตัดสินใจยอมเข้าร่วมปฏิบัติการนี้เพราะเชื่อว่าตนเองสามารถค้นหาและแก้ไขปัญหาได้ แต่เรื่องนี้มีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าที่เขาคิด ดังที่เขาจะได้พบเมื่อขึ้นไปอยู่บนสถานีอวกาศแล้ว และที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นเจคยังต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของน้องชายด้วย

    “แม็กซ์เป็นคนที่คิดทบทวนหาทางออกขณะที่เจคชอบทะลวงออกมาเลย” กีโยต์บรรยายถึงพี่น้องซึ่งมีความสัมพันธ์ลุ่มๆ ดอนๆ และอยากอยู่ห่างๆ กันเสียมากกว่า แต่กลับถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องมาร่วมมือกัน

    จิม สเตอร์เจส รับบทเป็นเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวซึ่งต้องมาคอยคุมพี่ชายหัวรั้น บัตเลอร์กล่าวว่า “ผมชอบฉากที่เล่นกับจิมครับ เขาทำให้ทุกช่วงเวลาน่าสนใจและทุ่มเทเต็มที่ให้การทำงาน เรื่องราวระหว่างพี่น้องเป็นส่วนที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้ สองคนนี้ต่างทำให้อีกฝ่ายโมโหตั้งแต่แรกเลยทั้งที่ไม่ได้คุยกันมาเป็นปีๆ แล้ว แต่พวกเขาเป็นพี่น้องกัน เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดพวกเขาก็ยอมตายแทนกันได้”

    หรือไม่พวกเขาก็อาจจำเป็นต้องทำอย่างนั้น

    “แม็กซ์ ลอว์สัน ไต่เต้าขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงของประเทศในทำเนียบขาว” สเตอร์เจสกล่าวถึงตัวละครของเขาซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ “เขามีความสามารถทางเทคนิค เก่งเรื่องคอมพิวเตอร์ และรู้จักเล่นเกมการเมือง แต่การควบคุมพี่ชายนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย

    “เขาได้รับมอบหมายอย่างเร่งด่วนให้เป็นผู้นำในการหาข้อผิดพลาดบนอวกาศ” เขากล่าวต่อ “ซึ่งก็ทำให้เขาต้องกลับมาพบกับสมาชิกในครอบครัวซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้อยากจะเจอหน้ากันสักเท่าไหร่ ความขัดแย้งระหว่างพี่น้องนั้นมีที่มาจากเรื่องเก่าเก็บ การแข่งขันกัน ความอิจฉา ความเกลียดชังกัน ซึ่งล้วนแต่ทำให้การทำงานร่วมกันกลายเป็นปัญหาสำหรับแม็กซ์ซึ่งกำลังพิสูจน์ตนเองในเรื่องหน้าที่การงาน เขาต้องการได้รับความร่วมมือจากเจคเพื่อจะได้ดูดีในสายตาของผู้บังคับบัญชา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือประธานาธิบดีสหรัฐ”

    เดฟลินเชื่อว่าพี่น้องคู่นี้ “มีคุณสมบัติคล้ายกันหลายอย่างแต่ต่างคนต่างไม่รู้ แม็กซ์มองว่าตัวเองเป็นคนใช้สมองขณะที่เจคออกจะเป็นคนใช้แรงงาน แต่ทั้งคู่ต่างก็มีคุณสมบัติของอีกฝ่ายอยู่ในตัวเองซึ่งนำไปสู่ความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดเมื่อเราเห็นคุณสมบัติที่เราไม่ชอบในตัวเองไปปรากฏในตัวอีกฝ่ายหนึ่ง”

    อย่างไรก็ดี แม็กซ์กลับชื่นชอบในตัวเจ้าหน้าที่หน่วยราชการลับ ซาราห์ วิลสัน และทั้งสองก็พัฒนาความสัมพันธ์ต้องห้ามแม้รู้ผลกระทบที่จะตามมา นั่นคือทั้งคู่จะต้องถูกไล่ออกหากมีใครรู้เข้า

    แอบบี คอร์นิช ผู้รับบทนี้กล่าวว่า “ซาราห์เป็นตัวละครที่สนุกมากเพราะเธอเข้มแข็ง เป็นนักกีฬา ฉลาด และมีความเป็นผู้หญิงด้วย เธอเป็นสาวแกร่งที่ปกป้องประธานาธิบดี แต่ก็มีด้านที่สนุก อ่อนไหว และละเอียดอ่อนอยู่ในตัว ซึ่งเราจะได้เห็นในความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแม็กซ์ และเมื่อความสัมพันธ์เกิดขึ้นระหว่างการทำงานที่ทำเนียบขาวก็ทำให้เกิดความยุ่งยากซับซ้อนตามมา บทนี้เป็นบทที่น่าเล่นและมีพลังมากค่ะ”

    “ซาราห์มีสำนึกถูกผิดที่แรงกล้าเกินกว่าการทำตามคำสั่ง” เดฟลินกล่าว “เมื่อปริศนาคลี่คลายออกมา เธอจึงได้ตระหนักว่าเธอต้องรับบทบาทสำคัญซึ่งอาจขัดกับหน้าที่ที่เธอได้ปฏิญาณตนเอาไว้ เธอจะต้องตัดสินใจและตัวตนที่เข้มแข็งก็จะปรากฏขึ้นมาจากการตัดสินใจนั้น”

    เพื่อเตรียมตัวรับบทนี้ คอร์นิชใช้เวลาอยู่กับอดีตเจ้าหน้าที่ รวมถึงกลับมาฝึกซ้อมการยิงเป้าด้วย “ถึงฉันจะเคยจับปืนมาบ้างจากหนังเรื่องก่อนๆ แต่ฉันก็ไปสนามซ้อมยิงปืนในลอสแองเจลีสกับอดีตเจ้าหน้าที่ FBI และเจ้าหน้าที่ตำรวจ LAPD เพื่อฝึกตัวเองให้คุ้นเคยกับอาวุธที่ตัวละครของฉันใช้ ซึ่งก็คือปืน 9 มม. SIG 226”

    ผู้หญิงที่มีจิตใจมุ่งมั่นและรับบทบาทสำคัญอยู่บนอวกาศห่างจากโลกนับหลายพันไมล์บนสถานีอวกาศนานาชาติ ก็คือผู้บัญชาการ ยูท ฟาสบินเดอร์ รับบทโดยอเล็กซานดรา มาเรีย ลารา

    “ยูทรับผิดชอบทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนสถานี เธอเป็นผู้หญิงที่ฉลาดและสุขุม” ลารากล่าว “เธอเป็นคนสงบเยือกเย็น ซึ่งก็เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นต่อการควบคุมทีมงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจค ลอว์สันขึ้นมาบนสถานีอวกาศ”

    “มีการต่อสู้กันอยู่บ้างว่ายานลำนี้จะเป็นของใครกันแน่” เดฟลินยอมรับ “แต่ทั้งคู่เป็นมืออาชีพ และการปล่อยให้ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยมาเป็นอุปสรรคในการจัดการกับสถานการณ์บนนั้นก็อาจส่งผลเสียหายร้ายแรงได้ และทั้งคู่ต่างก็รู้ดี พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในกันและกัน รวมทั้งเคารพการทำงานของอีกฝ่ายหนึ่ง”

    ลาราพบว่าสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในการรับบทนี้ก็คือปัจจัยแวดล้อม “ฉันเข้าถึงตัวละครที่ฉันเล่นผ่านทรงผมและการแต่งหน้า เสื้อผ้า และฉาก ซึ่งนับเป็นเหมือนโลกใบใหม่สำหรับฉัน สิ่งเหล่านี้ช่วยนำฉันออกจากความเป็นจริงและกระโดดเข้าไปอยู่ในตัวตนของคนอื่น เป็นสิ่งสำคัญสำหรับฉันในการหาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับบทยูท”

    ผู้นำที่โดดเด่นอีกรายหนึ่งก็คือประธานาธิบดีสหรัฐ แอนดรูว์ พัลมา รับบทโดยแอนดี การ์เซีย การ์เซียเองเป็นคนช่วยตั้งชื่อตัวละครนี้ “ชื่อแรกที่อยู่ในบทมันไม่เวิร์ค ดีนก็เลยขอให้ผมช่วยตั้งชื่ออย่างที่ผมสบายใจ” การ์เซียเล่า “ผมต้องการแสดงความเคารพต่อบ้านเกิด ก็เลยคิดชื่อพัลมาขึ้นมาโดยได้แรงบันดาลใจจากประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐคิวบา โธมัส เอสตราดา-พัลมา”

    เดฟลินรู้จักนักแสดงรายนี้มาได้พักหนึ่งแต่ไม่มีโอกาสได้ทำงานร่วมกัน เขายอมรับว่า “ที่จริงแล้วเดวิด เอลลิสันเป็นคนต้นคิดที่จะให้แอนดีมารับบทเป็นประธานาธิบดี และผมก็ว่าเป็นแนวคิดที่ดีมาก เรารู้ว่าแอนดีสามารถเดินบนเส้นแบ่งบางๆ ที่จำเป็นสำหรับบทนี้ได้”

    เช่นเดียวกับลารา การ์เซียสามารถเข้าถึงบทบาทได้ด้วยความช่วยเหลือของนักออกแบบเครื่องแต่งกาย ซูซาน แมทเธอสัน นอกเหนือจากเสื้อผ้าสั่งตัดที่เธอออกแบบให้เขาแล้ว การ์เซียยังได้ร่วมเลือกรองเท้า เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกายที่เขารู้สึกว่าเพิ่มความหนักแน่นให้ตัวละคร
    “นักแสดงมักใช้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ มาช่วยในการสวมบทบาท” เขากล่าว “สำหรับผมแล้วรองเท้าเป็นสิ่งสำคัญเพราะมันส่งผลต่อท่าเดินและการออกท่าทาง ลักษณะการยืนเมื่อคุณใส่รองเท้าผ้าใบนั้นแตกต่างจากเมื่อคุณใส่รองเท้าทางการหรือรองเท้าบู๊ต”

    ที่ปรึกษาใกล้ชิดของพัลมาคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลีโอนาร์ด เดคคอม ซึ่งรับบทโดยเอ็ด แฮร์ริส เขาคนซึ่งเคยนำประเทศต่างๆ ทั่วโลกมาร่วมมือกันเพื่อสร้างดัตช์บอย แต่ตอนนี้เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อซ่อมระบบก่อนที่ประเทศเหล่านั้นจะถูกระบบนี้ทำลาย

    “สภาพอากาศกลายเป็นอาวุธในเรื่องนี้” แฮร์ริสตั้งข้อสังเกต “แต่มนุษย์ก็ยังคงเป็นผู้ควบคุม ตรงจุดนี้เองที่เรื่องราวเริ่มซับซ้อนขึ้นมา การมีเครือข่ายดาวเทียมที่เชื่อมโยงถึงกันคลุมโลกเอาไว้เพื่อปกป้องโลกด้วยการสร้างสภาพอากาศขึ้นมานั้น มันก็…ถ้าสร้างสภาพอากาศที่ดีขึ้นมาได้ มันก็สร้างสภาพอากาศที่เลวร้ายได้เหมือนกัน เดคคอมดูแลทีมงานที่ต้องหาคำตอบว่าเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้น แล้วพวกเขาก็ไม่มีเวลามากนักด้วย”

    แม้ว่าตัวละครของเขาต้องรับความกดดันอย่างหนัก แต่ตัวแฮร์ริสเองสนุกกับการอยู่ในกองถ่าย โดยส่วนใหญ่แล้วเขาทำงานร่วมกับการ์เซีย คอร์นิช รวมถึงสเตอร์เจสซึ่งเคยร่วมงานกันมาก่อน “ตอนที่ผมได้ข่าวว่าจิมมีมาเล่นหนังเรื่องนี้ ผมยิ้มเลย เพราะเขาเป็นคนนิสัยดีจริงๆ” แฮร์ริสกล่าว “ผมชอบทำงานกับเขาและหลายส่วนที่ผมเล่นในหนังเรื่องนี้ก็เล่นคู่กับเขา”

    “ผมชอบทำงานกับแอนดีเหมือนกันครับ” แฮร์ริสกล่าวต่อ “เขากระตือรือร้นและมีอารมณ์ขัน ผมไม่เคยทำงานกับแอบบีมาก่อน แต่เธอเป็นคนน่ารักและผมก็ยินดีที่ได้ทำงานกับเธอครับ”

    เชง ลอง ผู้ช่วยเดคคอมและแม็กซ์จัดการสิ่งต่างๆ บนพื้นโลก เป็นผู้เชี่ยวชาญระบบดัตช์บอยในฮ่องกง รับบทโดยแดเนียล วู เชงเป็นคนแรกที่ค้นพบว่าความล้มเหลวของเครือข่ายอาจไม่ได้เกิดจากความผิดพลาด เขาจึงพยายามนำข้อมูลที่เขาพบมาเตือนแม็กซ์

    ส่วนผู้ที่มาช่วยแม็กซ์ถอดรหัสของเชงก็คือดานา ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่รับบทโดยซาซี บีตซ์ ตัวละครตัวนี้มีความสามารถเกินกว่าตำแหน่งของเธอในฐานะนักวิเคราะห์ข้อมูลของหน่วยงานรัฐบาล “ดานามีอารมณ์ขันเฉียบคมและขณะเดียวกันก็ทำตัวผ่อนคลายสบายๆ ซึ่งฉันคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อแม็กซ์ในสถานการณ์ต่างๆ” เธอกล่าว “ทั้งสองมีความสัมพันธ์คล้ายพี่น้องกัน แม้ว่าเธอจะทำงานอยู่ภายใต้คำสั่งเขา แต่เขารู้ว่าเธอมีความสามารถพอๆ กับเขาและมีมากกว่าด้วยซ้ำในเรื่องคอมพิวเตอร์”

    ในอวกาศ เจคและยูทได้ร่วมงานกับเฮอร์นานเดซ วิศวกรหุ่นยนต์ที่รับบทโดยยูจีนิโอ เดร์เบซ ซึ่งรับบทบาทในการปล่อยและเก็บกู้ดาวเทียม รวมถึงสร้างอารมณ์ขันเป็นครั้งคราวให้ทีมงานผู้เคร่งเครียดบนสถานีอวกาศ แอดเดอเพโร โอดูเย รับบทเป็นเอดิซา หัวหน้าวิศวกรโครงสร้าง โรเบิร์ต ชีแฮน รับบทเป็นโปรแกรมเมอร์ผู้เก่งกาจ ดันแคน และแอมเมอร์ เวคท์ รับบทเป็น เรย์ ดุสเซตต์ อดีตนายทหารสุดแกร่งที่รับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยบนสถานีอวกาศนานาชาติ

    เจคมีคนรออยู่ที่บ้านคือลูกสาว ฮานนาห์ ซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับแม่แต่มีความสนใจตรงกันกับพ่อในเรื่องวิทยาศาสตร์ ตัวละครตัวนี้ตั้งชื่อตามลูกของเดฟลินซึ่งเป็นเด็กช่างซักช่างถามเหมือนกัน และรับบทโดยทาลิธา เบตแมน นักแสดงคนอื่นๆ ในหนังเรื่องนี้ ได้แก่ นักแสดงมากประสบการณ์ ริชาร์ด ชิฟฟ์ ในบทวุฒิสมาชิกครอส และแมร์ วินนิงแฮม ในบท ดร. คาสซานดรา เจนนิงส์

    “ในหนังเรื่องนี้ คนจากทั่วโลกได้มารวมตัวกันเพื่อช่วยปกป้องโลกใบนี้เอาไว้ จึงเป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีนักแสดงจากหลายชาติ และเราก็ได้กลุ่มนักแสดงที่มีความหลากหลายน่าทึ่ง” โกลด์เบิร์กยืนยัน “เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากที่มีตัวแทนจากหลายส่วนของโลกมารับบทเป็นตัวละครจากทั่วทุกมุมโลก”

    เอลลิสันเห็นด้วย “ผู้คัดเลือกนักแสดง รอนนา เครส ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมมาก เธอรวบรวมทีมนักแสดงที่น่าทึ่งในหนังเรื่องนี้ ทั้งผม ดานา รวมถึงดีนด้วย รู้สึกพอใจกับผลงานที่ได้รับจากนักแสดงทุกๆ คน”

    เจค
    นี่คืองานที่ผมทำมาทั้งชีวิต ตอนคิดคนก็ว่าเพ้อฝัน
    สร้างขึ้นมาน่ะเหรอ? ใครๆ ก็บอกว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็ทำได้

    “ความรู้สึกครั้งแรกที่คุณก้าวเข้าไปในฉากมักเป็นความรู้สึกแปลกประหลาด น่าทึ่ง และชวนหวาดหวั่นเล็กน้อย…เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ” เดฟลินกล่าว “ตอนที่ผมเดินไปตามทางเดินในสถานีอวกาศซึ่งนักออกแบบงานสร้าง เคิร์ก เพทรุชเชลลี ได้สร้างขึ้นมา เป็นความรู้สึกที่สุดยอดครับ เขาสร้างมันขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ เราแทบจะหลงอยู่ในเขาวงกตและรู้สึกเหมือนอยู่บนโลกใบอื่น มันใหญ่กว่าเรือบรรทุกอากาศยานและทำให้เรารู้สึกได้ว่าจะเป็นอย่างไรถ้าคน 5,000 คนขึ้นไปอยู่บนนั้น ห่างไกลจากโลกเป็นเวลานานหลายเดือน มันส่งผลต่อตัวผมอย่างลึกซึ้ง และผมคิดว่าส่งผลต่อนักแสดงด้วย”

    บัตเลอร์กล่าวเห็นด้วย “ผมนึกว่าฉากส่วนใหญ่น่าจะเป็นซีจี แต่ฉากจริงที่ทีมงานสร้างขึ้นมาน่าทึ่งมากครับ ตอนได้เข้าไปในฉากสถานีอวกาศแล้วเห็นว่าฉากโรงเก็บกระสวยและศูนย์สั่งการของสถานีอวกาศนานาชาติมีรายละเอียดมากขนาดไหน ผมล่ะอึ้งไปเลย”

    เพทรุชเชลลีเคยทำงานกับเดฟลินมาหลายครั้ง เขาตั้งใจสร้างสถานีอวกาศนานาชาติให้มีรูปลักษณ์และบรรยากาศที่สมจริงเพื่อเป็นฉากให้เหตุการณ์มากมายในเรื่อง “หนังเรื่องนี้มีฉากขนาดใหญ่เก้าฉากในสถานีอวกาศนานาชาติ โดยแบ่งเป็นส่วนสำคัญๆ รวม 72 ส่วน” เขากล่าว “เราออกแบบมันให้เป็นเหมือนโรงงานที่คอยรองรับ สร้าง และควบคุมการทำงานของดาวเทียมนับพันๆ ดวงที่จัดการสภาพอากาศบนพื้นโลก เป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ที่คอยปกป้องโลกและทุกคนบนโลก”

    เพื่อให้เห็นภาพรายละเอียดซึ่งทีมออกแบบ รวมถึงหัวหน้าผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ เพจ บัคเนอร์ ได้ใส่ลงไปในฉากขนาดใหญ่นี้ เพทรุชเชลลีบรรยายว่า “ด้วยเทคโนโลยีการสร้างต้นแบบอย่างรวดเร็ว (rapid prototyping) เราสามารถผลิตขอเกี่ยวขนาดเล็ก 20,000 ชิ้นเพื่อล็อคชิ้นส่วนแผงที่เราติดตั้ง นั่นเป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งครับ”

    แน่นอนว่าตัวฉากนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากสถานีอวกาศนานาชาติของจริงที่ NASA สร้างเสร็จในปี 2000 หลังจากดำเนินการก่อสร้างอยู่ในวงโคจรอวกาศนาน 12 ปี โดยใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตบนโลกและขนส่งขึ้นไปยังจุดก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันอยู่เหนือพื้นโลกขึ้นไปราว 250 ไมล์และโคจรรอบโลกราว 15 รอบต่อวัน

    แน่นอนว่าฉากหนังจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบางส่วนเพื่อจุดประสงค์ในการใช้งาน อย่างไรก็ดี เพทรุชเชลลียืนยันว่า “มีเหตุผลอยู่เบื้องหลังทุกอย่างที่เราทำเพื่อสร้างองค์ประกอบทางเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และเครื่องกลในโครงสร้างพื้นฐานของยานลำนี้ เพื่อที่ว่าถึงแม้เราไม่ได้อยู่ในอวกาศ แต่อย่างน้อยก็จะได้ดูใกล้เคียง เราคิดเอาไว้ว่าตัวละครจะหายใจอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นกับอนุภาคที่ลอยอยู่ในอากาศ และอื่นๆ ระหว่างที่เราศึกษาข้อมูลจาก NASA เราได้รับโอกาสในการทำความเข้าใจว่าชีวิตในอวกาศนั้นเป็นอย่างไร และทาง NASA ก็คอยช่วยเหลือเราเป็นอย่างดี

    “สุดท้ายแล้ว” เขากล่าวต่อ “เราพยายามให้เกียรติสิ่งที่ NASA ทำมาและเคารพหลักการขั้นต้นทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานให้เรา ขณะเล่าเรื่องราวที่สนุกตื่นเต้นซึ่งบังเอิญมาเกิดขึ้นในอวกาศ”

    เดฟลินเสริมว่า “เมื่อคนจาก NASA มาช่วยดูอาร์ตเวิร์คและตรวจแบบฉากของเราในตอนแรก ผมใจเต้นตึกตักเลยล่ะครับ สำหรับผมการได้คนเหล่านี้มารับรองถือเป็นสิ่งสำคัญ ผมเชื่อมั่นเต็มที่ในผลงานของเคิร์กอยู่แล้ว แต่พอพวกเขามาบอกว่าเราทำได้ใกล้เคียงของจริงมากแค่ไหน ผมก็อดตื่นเต้นดีใจไม่ได้!”

    ฉากสถานีอวกาศทั้งหมดใน “Geostorm” ตั้งอยู่ในโรงถ่ายห้าโรงต่อกันที่สตูดิโอบิ๊กอีซีในนิวออร์ลีนส์ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของโรงงานผลิตของ NASA ทางฝั่งตะวันออกของเมือง โดยมีชื่อว่าโรงงานประกอบชิ้นส่วนมิชูด์

    “เราชอบการถ่ายทำในนิวออร์ลีนส์” โกลด์เบิร์กกล่าว “เมืองนี้ต้อนรับเราและทีมงานก็ยอดเยี่ยมมาก ยิ่งสำหรับหนังเรื่องนี้ นิวออร์ลีนส์ถือเป็นสถานที่ถ่ายทำที่สมบูรณ์แบบ”

    ด้วยความช่วยเหลือจากวิชวลเอฟเฟ็กต์ นิวออร์ลีนส์ถูกใช้เป็นฉากแทนวอชิงตันดีซี โตเกียว มอสโคว์ ดูไบ ออร์แลนโด ฟลอริดา ริโอเดอจาเนโร และมุมไบ ซึ่งผู้ควบคุมวิชวลเอฟเฟ็กต์ เจฟฟรีย์ เอ โอคุน เรียกฉากเหล่านี้ว่าเป็นส่วนภาคพื้นดินของหนัง เขาและทีมงานได้ใส่ภาพทำเนียบขาวและเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันลงในช็อตบลูสกรีนที่เดฟลินและทีมงานของผู้กำกับภาพ โรเบอร์โต เชเฟอร์ ถ่ายทำจากบริเวณรอบเมืองเครสเซนต์ซิตี้ รวมถึงถนนคาแนลสตรีทซึ่งเป็นทางสัญจรหลักสายหนึ่งในย่านใจกลางเมือง ถนนเส้นนี้ใช้เป็นฉากเมืองหลวงของสหรัฐ รวมถึงถนนในเมืองริโอด้วย
    สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีกฝั่งตะวันตกของทำเนียบขาว ทีมงานได้ตั้งกองถ่ายอยู่หนึ่งวันภายในอาคารศุลกากรสหรัฐที่ริมขอบของย่านเฟรนช์ควอเตอร์อันมีชื่อเสียง โดยอาศัยประโยชน์จากสถาปัตยกรรมอันงามสง่าของอาคารแห่งนี้

    ภัยพิบัติทางสภาพอากาศ หรือที่เรียกว่า จีโอสตอร์ม ในหนังเรื่องนี้ก็อยู่ภายใต้การดูแลของโอคุนเป็นหลัก “แนวคิดคือการสร้างเหตุการณ์ประเภทที่แฟนหนังภัยพิบัติคาดว่าจะได้เห็น แต่อยู่ในสเกลที่ยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นบนจอหนังมาก่อน” เขากล่าว “เราเคยเห็นหนังที่มีฟ้าแลบแปลบปลาบหรืออะไรพวกนั้นมาแล้ว แต่เราหวังว่าจะไม่มีใครเคยเห็นฉากไล่ล่าอย่างในหนังเรื่องนี้ เวลาที่ฟ้าผ่าลงมามากพอๆ กับสายฝน หรือดาวเทียมที่ทำงานผิดปกติสร้างทอร์นาโดขึ้นมากว่า 50 ลูกในที่แห่งเดียว เราหันไปหาความไม่เป็นธรรมชาติในภัยพิบัติทางธรรมชาติเหล่านี้ ด้วยความรุนแรงอย่างที่ผู้ชมไม่เคยเห็นมาก่อน”

    ในการเตรียมงานออกแบบวิชวลเอฟเฟ็กต์สำหรับหนังเรื่องนี้ โอคุนกล่าวว่า “เราศึกษาข้อมูลกันอย่างหนัก ฝ่ายศิลป์ของเคิร์กหาข้อมูลเจาะลึกและให้เราดูภาพและเทคโนโลยีปัจจุบันมากมาย เราได้พบว่าแทบทุกอย่างที่ดีนและพอลเขียนเป็นเรื่องราวไซไฟขึ้นมานั้นสามารถทำได้ด้วยดาวเทียม แล้วยังมีอะไรอย่างอื่นที่พวกเขาไม่ได้ใส่ลงไปในบทด้วย น่าสนใจจริงๆ ที่งานวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถทำได้ทุกอย่างที่เรากล่าวถึงในหนังเรื่องนี้”

    โอคุนทำความเข้าใจงานนี้โดยแบ่งออกเป็นสามส่วน “เรามีหนังภาคพื้นดิน หนังอวกาศ และหนังภัยพิบัติ ส่วนภาคพื้นดินมีงานวิชวลเอฟเฟ็กต์ที่มองไม่เห็นอยู่มาก ซึ่งผมชอบทำครับเพราะหมายความว่าไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นวิชวลเอฟเฟ็กต์” เขายิ้ม “ถัดไปเป็นฉากอวกาศซึ่งถ่ายทำในฉากและในโรงถ่าย ค่อนข้างอยู่ในพื้นที่จำกัด มีการใช้บลูสกรีนและเทคนิคใหม่ๆ เพื่อถ่ายทอดการแสดงที่สมจริงในชุดอวกาศ ซึ่งนักแสดงไม่มีทางทำสิ่งที่เราขอให้ทำ…แล้วยังมีชีวิตรอดกลับมาได้!”

    ส่วนที่สามของโอคุนซึ่งก็คือหนังภัยพิบัตินั้นเป็นส่วนที่ยิ่งใหญ่อลังการ “คือผมเป็นคนบ้าเรื่องอวกาศและฟิสิกส์นะครับ” เขายอมรับ “เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่ผมจะทำลายกฎของฟิสิกส์ตอนที่สร้างเอฟเฟ็กต์ขึ้นมา แต่ดีนยืนยันให้เราทำลายกฎนั้นเพื่อความสนุก หมายความว่าถ้ามันจะทำให้ผู้ชมดูช็อตนั้นได้สนุกมากยิ่งขึ้น เขาก็ไม่อยากให้เราผูกอยู่กับกฎฟิสิกส์เพราะเราไม่ได้ทำหนังสารคดี”

    ที่จริงแล้วการเสนอภาพปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างถูกต้องนั้นเป็นหลักสำคัญ เพียงแต่ต้องนำเสนอในระดับที่เกินธรรมชาติไปมาก “เราทำงานกับสภาพอากาศทุกรูปแบบและดูว่ามันสามารถส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานบนโลกของเราได้อย่างไรบ้าง แน่นอนว่าเราต้องยกระดับความรุนแรงขึ้นเพื่อแฟนหนังแนวนี้ บิดผันให้มันแตกต่างจากความเป็นจริงไปบ้างเพื่อสร้างภาพที่น่าตื่นตา” โอคุนกล่าว “ดังนั้นเมื่อสร้างทอร์นาโด เราจึงยึดหลักฟิสิกส์เพื่อตามใจผม แต่เราใส่ทอร์นาโดลงไปหลายๆ ลูกเพื่อตามใจดีน” เขาหัวเราะ

    ยูท
    เจค เกิดอะไรขึ้น? เจค? เจค!
    เจค
    ผมควบคุมชุดบ้านี่ไม่ได้!

    นอกจากเครื่องแต่งกายแบบคนทั่วไปที่ออกแบบมาเพื่อหนังเรื่องนี้โดยนักออกแบบเครื่องแต่งกาย ซูซาน แมทเธอสัน ทีมผู้สร้างหนังก็ยังได้ทำงานร่วมกับ Global Effects ในลอสแองเจลีส เพื่อสร้างแบบจำลองจากชุดอวกาศจริงของ NASA ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในฉากสำคัญสองสามฉาก บริษัทแห่งนี้มีประวัติการทำงานกับ NASA และวงการภาพยนตร์มายาวนาน รวมทั้งได้ทำชุดอวกาศตามแบบที่ใช้ในปฏิบัติการอพอลโล เจมิไน เมอร์คิวรี และปฏิบัติการอื่นๆ

    แม้ว่าชุดอวกาศได้รับการออกมาสำหรับภาวะไร้แรงโน้มถ่วง แต่ฉากที่ใช้ถ่ายทำนั้นไม่ได้อยู่ในภาวะไร้แรงโน้มถ่วง มีการใช้ลวดสลิงเพื่อเลียนแบบสภาพไร้น้ำหนัก แต่โชคร้ายที่มันไม่ได้ช่วยเรื่องน้ำหนักชุดซึ่งคิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของน้ำหนักตัวนักแสดง

    “ชุดนี้มีน้ำหนักราว 65 ปอนด์” บัตเลอร์เล่า “ยิ่งไปกว่านั้นเรายังต้องแขวนตัวอยู่บนอากาศโดยมีเครื่องรั้งและอุปกรณ์ต่างๆ มากมาย แต่คุณต้องทำตัวเหมือนผ่อนคลายเพราะอยู่ในสภาพไร้น้ำหนัก มันลำบากมากเลยครับ แต่ดูดีสุดๆ เมื่ออยู่บนจอ!”

    เดฟลินชื่นชมการทำงานอย่างทุ่มเทของทุกคนเพื่อสร้างภาพให้ออกมาเหมือนกับที่เขาจินตนาการไว้เมื่อจรดปากกาเขียนเรื่องราว โดยกล่าวว่า “ทุกๆ คนในทีมเทคนิคพิเศษและวิชวลเอฟเฟ็กต์ทำงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมในการสร้างสิ่งที่ผมหวังว่าจะเป็นฉากหลังที่เข้มข้นน่าตื่นเต้นให้เรื่องราวลึกลับชี้เป็นชี้ตายที่ตัวละครเหล่านี้จะต้องหาทางแก้ไขให้ทันเวลาทั้งบนพื้นดินและในอวกาศ”

    โกลด์เบิร์กกล่าวว่า “มีหนังบางเรื่องที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสบนจอภาพยนตร์จอใหญ่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พร้อมด้วยเสียงที่สะท้อนก้องจากทุกทิศทางซึ่งมีแต่ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น หนังภัยพิบัติมักตกอยู่ในหมวดนี้ แต่ฉันคิดว่าด้วยเอฟเฟ็กต์และแอ็คชันที่ทำให้อ้าปากค้าง หนังเรื่องนี้ยิ่งต้องจัดอยู่ในกลุ่มนี้อย่างไม่ต้องสงสัย”

    “หนังเรื่องนี้มีขอบเขตกว้างขวางและความยิ่งใหญ่ตระการตาพร้อมด้วยเอฟเฟ็กต์ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน” เอลลิสันเสริม “ยิ่งเมื่อรวมเข้ากับนักแสดงฝีมือเยี่ยมจากหลายชาติที่มาเล่าเรื่องราวเพื่อดึงคุณเข้าไปสู่เหตุการณ์ที่ขยายไปทั่วโลกและออกไปสู่อวกาศ คุณก็จะได้หนังเขย่าขวัญน่าติดตามที่เราหวังว่าแฟนๆ จะอยากชมซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

    นอกเหนือจากเพลิดเพลินไปกับภาพสุดล้ำใน “Geostorm” แล้ว เดฟลินหวังว่าผู้ชมจะได้ “ร่วมการเดินทางอันสนุกสนานและน่าตื่นเต้นสู่เรื่องราวไซไฟที่ตั้งคำถามจากเหตุการณ์สมมติ จะเป็นอย่างไรถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้น จะเป็นอย่างไรถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์นี้ ก็อย่างที่ผมพูดไปก่อนหน้านี้ ผมชอบให้งานไซไฟเป็นเรื่องสนุก และหนังเรื่องนี้ก็สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นความบันเทิงอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกันหนังเรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอทางออกของประเด็นในโลกความเป็นจริงหรือเลือกข้างทางการเมือง แต่พูดถึงเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้หรือในอนาคตอันใกล้ ดังนั้นมันจึงมีประเด็นอยู่ มีเรื่องให้คุณพูดถึง และมีสิ่งที่น่าสนใจสำหรับทุกๆ คน”

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *