JAP CLUB

Ghost in the Shell | โกสต์ อิน เดอะ เชลล์

Ghost in the Shell | โกสต์ อิน เดอะ เชลล์

  • Genres: Action, Crime, Drama
    Running Time:120 min
    Release Date:March.31,2017 (USA)
    MPAA Rating:PG-13 for intense sequences of sci-fi violence, suggestive content and some disturbing images
    Distributors: Arad Productions, DreamWorks, Grosvenor Park Productions
    Starring:Scarlett Johansson, Juliette Binoche, Rila Fukushima
    Directed by:Rupert Sanders

    ในอนาคตอันใกล้ เมเจอร์ (สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน) คือลูกครึ่งมนุษย์ครึ่งหุ่นยนต์คนแรกของโลก เธอคือมนุษย์ผู้ถูกช่วยชีวิตเอาไว้จากอุบัติเหตุรุนแรง ถูกปรับแต่งด้วยไซเบอร์จนกลายเป็นทหารที่สมบูรณ์แบบผู้อุทิศตนให้กับการหยุดยั้งอาชญากรที่เป็นอันตรายที่สุดในโลก เมื่อการก่อการร้ายก้าวล้ำไปสู่ระดับใหม่ ซึ่งรวมถึงสามารถแฮ็คเข้าไปยังสมองของผู้คน และควบคุมพวกเขาได้ เมเจอร์มีคุณสมบัติอันโดดเด่นที่สามารถหยุดยั้งการก่อการร้ายแบบนี้ได้ ขณะที่เธอเตรียมตัวที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูรายใหม่ เมเจอร์พบว่าเธอถูกโกหกมาโดยตลอด ชีวิตเธอไม่ได้ถูกช่วยเอาไว้ แต่มันถูกขโมยไป เธอจึงไม่ยอมหยุดจนกว่าจะค้นหาอดีตของตัวเองพบ และค้นหาว่าใครเป็นผู้กระทำกับเธอเช่นนี้ และหยุดพวกเขาก่อนที่พวกเขาจะทำแบบเดียวกันนี้กับคนอื่นๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากมังงะญี่ปุ่นที่ได้รับคำชมไปทั่วโลกเรื่อง “The Ghost in the Shell”

    สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน (The Avengers, Lost in Translation) นำทีมนักแสดงนานาชาติ อาทิเช่น พิลู แอสเบ็ก (Ben-Hur, Lucy), “บีท” ทาเคชิ คิตะโน (Merry Christmas Mr. Lawrence, ซีรีส์ชุด Battle Royale), จูเลียต บีนอช (The English Patient, Chocolat), ไมเคิล คาร์เมน พิตต์ (“Hannibal,” “Boardwalk Empire”), ชิน ฮาน (Independence Day: Resurgence), ดานูเซีย ซามอล (“Tyrant”), ลาซารัส ราทูเอรี่ (“Terra Nova”), ยูทากะ อิซุมิฮาระ (Unbroken) และทาวันดา แมนยิโม่ (The Rover) รวมถึง แดเนียล เฮนแชลล์ (ซีรีส์ของ AMC เรื่อง “TURN: Washington’s Spies”) และคาโอริ โมโมอิ (Memoirs Of A Geisha)

    พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส, ดรีมเวิร์กส์ พิคเจอร์ส และรีไลแอนซ์ เอนเตอร์เทนเม้นต์ ภูมิใจเสนอ Ghost in the Shell สร้างจากมังงะชื่อดังของ โคดันชะ คอมิคส์ เป็นผลงานการประพันธ์และเขียนภาพประกอบโดย ชิโร่ มาซามูเนะ ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย อาวี อารัด, p.g.a. (X-Men, The Amazing Spider-Man 1 & 2, Iron Man), อารี อารัด, p.g.a. (Iron Man, Ghost Rider: Spirit of Vengeance), สตีเว่น พอล (Ghost Rider: Spirit of Vengeance) และไมเคิล คอสติแกน (Prometheus) โดยมี เท็ทสึ ฟูจิมูระ (A.Li.Ce), มิตซูฮิซะ อิชิคาวะ, เจฟฟรีย์ ซิลเวอร์ (Edge of Tomorrow) และโยชิโนบุ โนมะ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหาร โดยสร้างจากมังงะเรื่อง THE GHOST IN THE SHELL ผลงานของ ชิโร่ มาซามูเนะ บทภาพยนตร์เป็นฝีมือการสร้างสรรค์ของ เจมี่ มอสส์ และวิลเลี่ยม วีลเลอร์ และเอห์เรน ครูเกอร์ และกำกับโดย รูเพิร์ต แซนเดอร์ส (Snow White and the Huntsman)

    ผู้กำกับภาพ ได้แก่ เจสส์ ฮอลล์ (The Spectacular Now) โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ ได้แก่ แจน โรเอลฟ์ส (Fast & Furious 6, Gattaca) วิชวล เอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์ ได้แก่ กีโยม โรเชอรอน (Life of Pi, Godzilla) ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ได้แก่ เคิร์ต แอนด์ บาร์ท (The Hunger Games: Mockingjay – Parts 1& 2, Dallas Buyer’s Club) ผู้ลำดับภาพ ได้แก่ นีล สมิธ และบิลลี่ ริช ผู้แต่งดนตรีประกอบ ได้แก่ คลิ้นต์ แมนเซลล์ (Black Swan, Requiem for a Dream) ผู้ออกแบบการแต่งหน้าและทรงผม ได้แก่ เจน โอเคน (Pete’s Dragon, Guardians of the Galaxy) สเปเชียล เอฟเฟ็กต์ เป็นงานของ เซอร์ริชาร์ด เทย์เลอร์ ผู้เคยได้รับรางวัลออสการ์มาแล้วถึง 5 รางวัล และทีมของเขาที่วีต้า เวิร์กชอป (ภาพยนตร์แฟรนไชส์ชุด The Lord of the Rings และ Hobbit)

    เบื้องหลังงานสร้าง

    เรื่องราวนี้วางเหตุการณ์เอาไว้ในสังคมโลกอนาคตที่ไม่ไกล ที่ซึ่งเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีแทบจะเลือนหายไปแล้ว Ghost in the Shell ภาพยนตร์ล้ำจินตนาการเรื่องนี้เป็นการติดตามหาจุดกำเนิดของ เมเจอร์ มนุษย์ที่ผ่านการปรับแต่งด้วยไซเบอร์จนประสบความสำเร็จคนแรกของโลก และเธอคือผู้นำหน่วยต่อต้านอาชญากรรม เซ็คชั่น 9

    นับแต่ที่มีการตีพิมพ์มังงะของ ชิโร่ มาซามูเนะ ออกจำหน่ายในปี 1989 Ghost in the Shell ได้สร้างฐานผู้ติดตามจากทั่วโลก รวมถึงผู้กำกับที่ทรงอิทธิพลอย่าง สตีเว่น สปีลเบิร์ก, เจมส์ คาเมร่อน และพี่น้องวาซอว์สกี้ และก่อกำเนิดเป็นงานภาพยนตร์อนิเมะที่โดดเด่นถึงสองเรื่อง และซีรีส์ทางทีวีอีกสองเรื่อง รวมถึงนิยาย วิดีโอเกมส์ และโมบายเกมส์

    ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ความนิยมของ Ghost in the Shell ได้เติบโตขึ้น เช่นเดียวกับธีมของเรื่องที่ตรงประเด็นมากยิ่งขึ้น “มันคือเรื่องราวที่เป็นการเตือนเกี่ยวกับเทคโนโลยี” ผู้อำนวยการสร้าง อาวี อารัด อดีตประธาน, ซีอีโอ และผู้ก่อตั้งมาร์เวล สตูดิโอส์ กล่าว “Ghost in the Shell ได้สร้างคำถามเชิงปรัชญาที่น่าสนใจในฉากที่เป็นโลกอนาคต แต่ยังบังเอิญสอดคล้องกับปัญหาที่พวกเราเผชิญหน้าอยู่ในตอนนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ท้าทายเราในฐานะปัจเจกชน ประวัติความเป็นมาของเราซึ่งขัดแย้งกับการกระทำ และทั้งหมดนี้มีอยู่ในเนื้อหาของภาพยนตร์แอ็กชั่นฟอร์มใหญ่ที่น่าตื่นเต้น”

    ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มต้นการเดินทางอันแสนยาวไกลสู่จอภาพยนตร์ เมื่อ อาวี อารัด ได้เสนอไอเดียของโปรเจ็กต์นี้ให้กับ สตีเว่น สปีลเบิร์ก โดยได้รับความช่วยเหลือจากแหล่งข้อมูลที่ไม่คาดฝัน “ผมไปพบสตีเว่นกับลูกสาวของเขาที่ชายหาดในมาลีบู” อารัดเล่า “เธอรู้หมดทุกอย่างที่คุณจินตนาการเกี่ยวกับ Ghost in the Shell เธอเสนอไอเดียให้ผม นั่นคือจุดที่เราเริ่มแลกเปลี่ยนความคิดกัน”

    ในปี 2008 สปีลเบิร์กและดรีมเวิร์กส์ ได้ซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำ Ghost in the Shell มาสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดง โดยมี อาวี อารัด, อารี อารัด, สตีเว่น พอล และไมเคิล คอสติแกน ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้าง และเท็ทสึ ฟูจิมูระ, โยชิโนบุ โนมะ, มิทซูฮิสะ อิชิกาวะ และเจฟฟรีย์ ซิลเวอร์ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหาร เป็นเวลาเกือบ 8 ปีในความพยายามที่จะได้มาซึ่งบทภาพยนตร์ที่ลงตัวที่สุด รวมถึงการหาตัวผู้กำกับและนักแสดง

    ในการหาตัวผู้จะมาทำหน้าที่กำกับโปรเจ็กต์สุดทะเยอทะยานนี้ ทีมผู้อำนวยการสร้างเลือกผู้กำกับชาวอังกฤษ รูเพิร์ต แซนเดอร์ส ผู้เป็นที่รู้จักดีจากภาพยนตร์แอ็กชั่นเอพิคเรื่อง Snow White and the Huntsman “รูเพิร์ต แซนเดอร์สคือคนที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการ” อาวี อารัด บอก “เขาชอบโปรเจ็กต์นี้มาก และเขาก็รู้ว่ามันสำคัญแค่ไหน ความรักที่รูเพิร์ตมีต่อศิลปะและการเล่าเรื่อง ทำให้เขาเป็นผู้กำกับที่เหมาะกับภาพยนตร์เรื่องนี้มากที่สุด”

    แซนเดอร์สมีความคุ้นเคยกับหนังอนิเมะเรื่อง Ghost in the Shell เรื่องแรกอยู่แล้ว ซึ่งเขาเคยชมภาพยนตร์เรื่องนั้นว่าเป็นเหมือนหลักยุคสมัยในประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์ยุคใหม่ในแง่ที่ว่ามันคือการผสมผสานของสื่อญี่ปุ่นเข้ากับงานไซไฟยอดนิยม “งานแอนิเมชั่นแบบผู้ใหญ่มีความน่าตื่นตา” ผู้กำกับแซนเดอร์สบอก “มันวางมาตรฐานให้กับความงดงามของโลกอนาคต ตัวละครเมเจอร์ช่างน่าตื่นเต้น เธอทั้งทรงพลังและเซ็กซี่ เธอเป็นมนุษย์ เธอเป็นเครื่องจักร การผสมรวมของทุกองค์ประกอบเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมหลงใหลมากในฐานะคนทำหนัง”

    ไม่นานหลังจากแซนเดอร์สเซ็นสัญญากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม ปี 2014 เขาได้นำเอานิยายภาพจำนวน 110 หน้ามาเสนอให้ทีมผู้อำนวยการสร้างดู เพื่อวางรูปแบบงานที่เขาคิดจะทำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ “ผมอยากกลับไปหาโลกต้นแบบของ Ghost in the Shell ครับ” แซนเดอร์สอธิบาย “ภาษาภาพของมังงะเรื่องนี้มันสะดุดจินตนาการของผมมาก ดังนั้นผมจึงใช้หลายภาพจากมังงะต้นฉบับจับผสมรวมกันออกมาเป็นโครงเรื่องคร่าวๆ ครับ”

    Ghost In The Shell ได้รับความนิยมอย่างไม่มีใครทัดเทียมในญี่ปุ่น แต่ก็มีผู้คนมากมายในอเมริกาและทั่วโลกที่เคยได้ดูและรักงานอนิเมะเรื่องนี้ “ภาพมันสะดุดเส้นประสาทมากเลยครับ” แซนเดอร์สบอก “ภาพเหล่านั้นได้กลายมาเป็นหลักสำคัญให้กับเราในการพัฒนาภาพยนตร์เรื่องนี้ เราไม่ได้สร้างมันขึ้นมาใหม่จากศูนย์ แต่เราก็ไม่ได้ลอกแบบมาเฟรมต่อเฟรมหรอกนะครับ”

    เพราะรู้ดีว่าแฟนๆ ของงานแฟรนไชส์เรื่องนี้คงจะตั้งความหวังเอาไว้สูงทีเดียว ทางทีมผู้สร้างจึงพยายามอย่างเต็มที่ที่ไม่เพียงแต่จะต้องสนองความคาดหวังนั้น แต่จะต้องทำให้ได้มากเกินความคาดหวังด้วย “ก็ไม่ใช่ว่าขนบทั้งหมดของมังงะหรืออนิเมะจะถูกแปรงไปเป็นภาพที่ใช้คนแสดงแบบตรงๆ หรอกนะครับ แต่เราพยายามที่จะยึดมั่นกับจิตวิญญาณ ขณะที่นำมันไปสู่ดินแดนใหม่” ผู้อำนวยการสร้างบริหาร ซิลเวอร์ บอก “เมื่อคุณทำงานกับผลงานที่มีฐานแฟนอยู่ทั่วโลกแบบนี้ คุณต้องให้เกียรติแฟนๆ เหล่านั้น และให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาคาดหวัง จากนั้นก็ให้สิ่งที่เหนือไปกว่าความคาดหวังของพวกเขา”

    ความตั้งใจของแซนเดอร์สคือการสร้างภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ขึ้นจากเนื้อหาเรื่องราวต้นแบบ ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติกับหัวใจและแก่นเชิงปรัชญา รวมไปถึงภาพพิมพ์นิยมที่ทำให้เรื่องนี้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก “เราเก็บเกอิชาเอาไว้เป็นฉากเปิดเรื่องของเรา” แซนเดอร์สบอก “เราเก็บรถเก็บขยะเอาไว้ เราเก็บบริษัทแฮนก้า คอร์ปอเรชั่นเอาไว้ และยังสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อีกมากมายที่ผมเองก็เคยหลงใหลในฐานะของแฟนมังงะ” แซนเดอร์สคงไว้ซึ่งองค์ประกอบที่ทำให้เรื่องราวต้นฉบับได้รับความชื่นชม “ถึงแม้จะมีการพูดถึงมนุษย์ เทคโนโลยี การแบ่งแยกกัน แต่ภาพยนตร์ของเราก็คือการเดินทางไปสู่การค้นพบที่ถูกบอกเล่าผ่านเรื่องราวที่มีการสืบสวน เมเจอร์ไล่ตามคนร้าย ซึ่งนำไปสู่คำถามที่ว่า ผู้ชายคนนี้เป็นใคร เขาทำอะไร และทำไมเขาถึงทำ แต่เมื่อเธอเริ่มสืบเรื่องนี้ เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าเส้นทางของเขาและเส้นทางของเธอใกล้ชิดกันมากกว่าที่เธอคิดไว้”

    หนึ่งในความท้าทายที่ทีมผู้สร้างต้องเผชิญ ก็คือ การทำให้แน่ใจว่าองค์ประกอบเรื่องหลักมีความชัดเจนสำหรับคนดูที่อาจไม่คุ้นเคยกับเรื่องราวต้นฉบับ “เราใช้เวลาเพื่อจะพัฒนามัน คนดูจะได้เชื่อมโยงกับคำถามต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของเทคโนโลยีนี้ได้” อารี อารัดบอก

    ในโลกที่มนุษย์สามารถปลูกถ่ายอวัยวะด้วยการปรับแต่งด้วยไซเบอร์ ตั้งแต่การมองเห็นอย่างคมชัด จนถึงการสื่อสารผ่านโทรจิต จนถึงความสามารถในการเผาผลาญแอลกอฮอลได้เร็วขึ้น การแฮ็คข้อมูลกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงชนิดใหม่ “นั่นคือก้าวกระโดดก้าวใหญ่จากสิ่งที่สมาร์ทโฟน เครื่องช่วยฟัง หรือเครื่องกระตุ้นหัวใจสามารถทำได้ในปัจจุบันนี้” อาวี อารัดตั้งข้อสังเกต “เทคโนโลยีที่จะพัฒนาสภาพร่างกายของพวกเราให้ดีขึ้น มีให้เห็นอยู่ในวงการแพทย์ สิ่งน่าทึ่งต่างๆ กำลังเกิดขึ้น แต่ถ้าเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกตกไปอยู่ในมือคนไม่ดี มันอาจจะก่อความเสียหายได้”

    ในอนาคตของ Ghost in the Shell อาชญากรไม่เพียงแต่เข้าไปในบัญชีธนาคารของคุณได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเข้าถึงความทรงจำของคุณ และควบคุมพฤติกรรมของคุณได้ด้วย การจับกุมผู้ก่อการร้ายไซเบอร์เหล่านี้จำต้องมีหน่วยงานควบคุมกฎหมายกลุ่มใหม่ หน่วยต่อต้านการก่อการร้ายระดับหัวกะทิอย่าง เซ็คชั่น 9 ประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการปรับแต่งร่างกายด้วยเทคโนโลยีล่าสุด ซึ่งรวมถึงเมเจอร์ด้วย “ในโลกที่ข้อมูลคือราชา กุญแจที่ไขไปสู่การเอาชีวิตรอดก็คือการปกป้องความเป็นส่วนตัว” ผู้อำนวยการสร้าง ไมเคิล คอสติแกน อธิบาย “นั่นคือจุดที่เซ็คชั่น 9 ก้าวเข้ามา”

    ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ต่างรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบในการรักษาไว้ซึ่งความสมบูรณ์ของงานแฟรนไชส์เรื่องนี้ ตั้งแต่การเขียนบท การพัฒนางาน และการถ่ายทำ ทางทีมผู้สร้างต้องย้อนกลับไปหามังงะและอนิเมะเพื่อหาแรงบันดาลใจ นอกจากนี้ มาโมรุ โอชิอิ ผู้กำกับของภาพยนต์แอนิเมชั่นสองเรื่อง และเคนจิ คามิยามะ ผู้กำกับของซีรีส์ทางทีวี ยังได้รับเชิญให้เดินทางมาเยี่ยมกองถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ในระหว่างที่มีการถ่ายทำกันในฮ่องกงอีกด้วย

    “รูเพิร์ตมีจินตนาการของเขาเองกับเรื่องนี้ครับ” โอชิอิ บอก “นี่คือภาพยนตร์ที่งดงามที่สุดในภาพยนตร์ชุดนี้ก็ว่าได้ รูเพิร์ตเริ่มต้นด้วยการจัดวางองค์ประกอบ สีสัน และไอเดียในการจัดแสง ในฐานะที่ตัวผมเองก็เป็นผู้กำกับ ผมเชื่อว่ามันดีที่สุดสำหรับผู้กำกับที่จะทำตามสิ่งที่เขาได้จินตนาการเอาไว้ ดังนั้น ผมจึงอยากให้รูเพิร์ตได้ทำเช่นนั้น สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สันก็แสดงได้เกินความคาดหวังของผมในบทเมเจอร์ครับ”

    มากิ เทราชิม่า-ฟุรุตะ รองประธานฝ่ายโปรดักชั่นของ I.G. USA ซึ่งเป็นผู้ผลิตงานอนิเมะญี่ปุ่นเรื่อง Ghost in the Shell รวมถึงซีรีส์ทางทีวีด้วย กล่าวเสริมว่า “ผมรู้สึกนับถือภาพยนตร์ที่รูเพิร์ตกำกับไว้อย่างมาก Ghost in the Shell คืองานที่โดดเด่นอย่างมากในยุคสมัยของมัน และผู้คนยังคงทึ่งกับมัน แม้เวลาจะผ่านไปถึง 20 ปี หลังจากที่มันถูกสร้างออกมาเป็นครั้งแรก ผมแน่ใจว่าจะต้องมีภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้ออกมาอีกแน่”

    แซนเดอร์สรู้สึกภูมิใจที่ได้สืบสานตำนานของ Ghost in the Shell ต่อไป “เราทุกคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพวกเราที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมนั้น” แซนเดอร์สกล่าว “เรามีคนจากญี่ปุ่นที่คอยอยู่กับเราตลอดเวลาขณะที่เราถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้กันอยู่ เราอยากเป็นส่วนหนึ่งของนักเล่าเรื่องกลุ่มนี้ และเราก็อยากให้พวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานของพวกเราด้วยครับ”

    การเลือกตัวนักแสดงทั่วโลก

    องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของจินตนาการที่แซนเดอร์สมีให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ การสร้างโลกอนาคตที่มีความหลากหลายวัฒนธรรม มันเป็นไอเดียที่ถูกสะท้อนอย่างชัดเจนผ่านการเลือกตัวนักแสดงของเขา ทีมนักแสดงของภาพยนตร์เรื่องนี้มาจากหลายประเทศทั่วโลก อาทิเช่น ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส อังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ซิมบับเว เดนมาร์ก สิงคโปร์ โปแลนด์ ตุรกี ฟิจิ จีน โรมาเนีย และเบลเยี่ยม

    ผู้นำทีมนักแสดงที่มาจากหลากหลายชาตินี้ ก็คือ สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน ในบท เมเจอร์ โจแฮนส์สันได้ใส่ความรู้สึกภายในใจให้กับตัวละครหลักตัวนี้ ซึ่งแซนเดอร์สรู้สึกว่ามันเคยหายไปในตอนที่ตัวละครตัวนี้ถูกสร้างออกมาในเวอร์ชั่นอนิเมะ “ในอนิเมะ เมเจอร์ดูห่างเหินและลึกลับ” เขาบอก “แต่กับภาพยนตร์เรื่องนี้ เราต้องเข้าใจว่าเธอผ่านอะไรมา เรื่องของเราจึงนำคนดูก้าวเข้าไปสัมผัสสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเธอภายใน และปล่อยให้ตัวละครตัวนี้ได้เติบโต”

    “สการ์เล็ตต์นำคุณลักษณะที่เหมือนเด็กใส่ให้กับตัวละครตัวนี้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะว่าไป นี่ก็คือเรื่องพิน็อคคิโอ้นั่นเอง” ผู้กำกับแซนเดอร์สกล่าวต่อ “สการ์เล็ตต์ฉลาดมากที่ค่อยๆ ปล่อยวินาทีเล็กๆ ออกมาจนเราสามารถที่จะเข้าถึงตัวละครตัวนี้ได้ จากนั้นเธอก็ค่อยผลักเราออกมา สำหรับผม สการ์เล็ตต์คือราชินีไซเบอร์พั๊งก์จริงๆ ครับ”

    ผู้อำนวยการสร้าง อารี อารัด กล่าวว่าจากตัวละครทั้งหมดในภาพยนตร์เรื่องนี้ เมเจอร์คือตัวละครตัวเดียวที่ชีวิตถูกเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปมากที่สุด “เธอเป็นคนที่พิเศษที่สุดในโลก แต่ในขณะเดียวกัน คุณจะรู้สึกได้ถึงภาระที่เธอแบกเอาไว้ สการ์เล็ตต์สามารถเข้าถึงอารมณ์ต่างๆ อารมณ์ขัน และความจริงจังของเมเจอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบมาก”

    การต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายไซเบอร์ ทำให้เมเจอร์ต้องเดินไปบนเส้นทางที่นำไปสู่การค้นพบตัวเอง โจแฮนส์สันกล่าวว่า “รูเพิร์ตกับฉันได้คุยกันเยอะมากเกี่ยวกับการเดินทางค้นหาตัวตนของเธอ และความอยากที่จะรู้ความจริงว่าเธอมาจากไหน ตัวละครตัวนี้เชื่อว่าเธอมีทั้งชีวิตที่ถูกมอบให้กับเธอ และชีวิตที่เธอเลือกเอง นั่นคือเหตุผลที่แท้จริงที่ฉันอยากแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ การค้นหาตัวตนที่แท้จริงของคนๆ หนึ่ง ความรู้สึกแปลกแยกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ของมนุษย์ รวมไปถึงความผูกพันที่พวกเราทุกคนมีร่วมกัน นี่คือธีมที่เกี่ยวข้องกันเสมอค่ะ”

    โจแฮนส์สันรู้สึกสนใจในจินตนาการสุดแสนพิเศษที่แซนเดอร์สพัฒนาเพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ “นั่นคือสิ่งสำคัญสำหรับฉันค่ะ” โจแฮนส์สันบอก “สิ่งที่เขาสร้างขึ้นมา ไม่ใช่แค่การให้เกียรติกับแฟนๆ เท่านั้น แต่ยังมีความรู้สึกใหม่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ มันไม่ใช่อนาคตแบบเก่าที่บางครั้งเราก็จินตนาการขึ้นมา มนุษย์กลืนกินมันเอาไว้ เหมือนกับงูกินหาง เมืองต่างๆ ถูกสร้างทับเมืองเก่า ผู้คนเกิดมาจากคนอื่นๆ และคอมพิวเตอร์”

    คอสติแกนบอกว่าโจแฮนส์สันคือนักแสดงสาวเพียงคนเดียวที่เขานึกภาพเอาไว้ในบทนี้ “ตัวละครตัวนี้ต้องมีความเป็นมนุษย์ แต่ก็มีลักษณะที่แตกต่างอยู่ในตัวเธอด้วย” ผู้อำนวยการสร้างคอสติแกนบอก “เธอสามารถทั้งเชื่อมโยงกับคนดู และก็เหมือนกันคนดูออกห่างไปด้วย เราไม่สามารถนึกถึงใครได้อีกเลยนอกจากสการ์เล็ตต์ที่จะสามารถทำเช่นนั้นได้ เราพยายามดิ้นรนเพื่อให้ได้เธอมาแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ได้”

    มาโมรุ โอชิอิ ผู้กำกับอนิเมะเรื่อง Ghost in the Shell anime กล่าวชมถึงความสามารถของโจแฮนส์สันที่แสดงเป็นตัวละครที่จิตใจและร่างกายไม่สัมพันธ์กัน “เมเจอร์มีด้านที่เป็นนักต่อสู้ที่เกรี้ยวกราด แต่เธอก็มีความอ่อนไหวอ่อนแออยู่ในตัว เธอไม่ใช่มนุษย์สมบูรณ์ทั้งตัว แต่ก็ไม่ใช่หุ่นยนต์ สการ์เล็ตต์สื่อสารด้วยดวงตาได้มาก เธอมีความใกล้เคียงกับจินตนาการที่ผมนึกเอาไว้กับตัวละครตัวนี้ บทนี้คือบทสำหรับเธอจริงๆ ครับ และไม่มีใครอื่นอีกแล้วที่จะสามารถเล่นบทนี้ได้”

    นักแสดงชายชาวเดนมาร์ก พิลู แอสเบก ได้รับเลือกให้มารับบท บาตู มือขวาของเมเจอร์ ทางทีมผู้สร้างได้ดูผลงานของแอสเบกในภาพยนตร์ของเดนมาร์กเรื่อง A Hijacking and A War ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมประจำปี 2015 “เรารู้จักผลงานภาพยนตร์ยุโรปของพิลูอยู่แล้วครับ แต่การแสดงของเขานั้นถือว่าเป็นปาฏิหาริย์จริงๆ” คอสติแกนบอก “การค้นพบคุณสมบัติหลายอย่างในตัวนักแสดงคนหนึ่งในแบบที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อนนั้น ถือเป็นหนึ่งในหลายๆ สิ่งที่ทำให้งานสร้างหนังเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นครับ”

    รูปร่างสูงใหญ่กำยำของแอสเบกเหมาะกับบททหารผู้แข็งแกร่งผู้นี้อย่างมาก ตามที่แซนเดอร์สบอก “ตอนที่ผมนั่งลงคุยกับพิลูครั้งแรก ผมรู้เลยว่าเขาคือบาตู” ผู้กำกับหนุ่มบอก “เขามีอารมณ์ขัน และรูปร่างเหมือนหมี แต่ก็มีความอ่อนไหวที่ผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่บาตูต้องการ เช่นเดียวกับสมาชิกคนอื่นๆ ของเซ็คชั่น 9 บาตูถูกปรับแต่งด้วยไซเบอร์ แต่อาจไม่ถึงระดับเดียวกับเมเจอร์ เธอกลายเป็นหุ่นไซบอร์กไปแล้ว ขณะที่บาตูแค่เสียความเป็นมนุษย์ไปแค่เล็กน้อย ทุกครั้งที่เขาได้รับบาดเจ็บ อวัยวะจะต้องถูกหาอะไหล่มาแทนที่”

    บาตูเป็นประเภทที่ใช้กำปั้นในการเจรจา ตามที่แอสเบกบอก “เขาเชี่ยวชาญในการต่อสู้ระยะประชิด เป็นมือสังหาร แต่ในความเห็นที่แสนต่ำต้อยของผม เขาคือหัวใจและจิตวิญญาณของ Ghost in the Shell ครับ” แอสเบก ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วสำหรับแฟนๆ ซีรีส์แนวดราม่าการเมืองของเดนมาร์ก เรื่อง “Borgen” ในบทด็อกเตอร์แคสเปอร์ จูล บอก “เขากินพิซซ่า ดื่มเบียร์ รักหมา สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมมีความเกี่ยวพันโดยส่วนตัวอยู่แล้ว ผมหวังว่าคนดูก็คงจะรู้สึกแบบนั้นเช่นกัน โดยพื้นๆ แล้ว เขาก็เป็นคนง่ายๆ เป็นคนที่ไว้ใจได้ อบอุ่น และอ่อนหวาน”

    ซิลเวอร์บอกว่า ทัศนคติเช่นนั้นนำความสดใสอย่างคาดไม่ถึงมาสู่บทที่ต้องมีงานแอ็กชั่นจริงจัง “คุณคาดว่าเขาจะเป็นคนที่อึดทึกล้วนๆ แต่เขากลับแสดงเป็นบาตูที่มีประกายอยู่ในดวงตาที่ผ่านการปรับแต่งเป็นเครื่องจักรของเขา”

    บาตูเป็นเพียงหนึ่งในน้อยคนที่เมเจอร์ยอมลดเกราะป้องกันตัวเองลง “สการ์เล็ตต์กับพิลูแสดงเข้ากันได้ดีมากเมื่ออยู่บนจอ” แซนเดอร์สกล่าว “ความเป็นเพื่อนร่วมทีมของพวกเขาคือความสัมพันธ์ที่งดงามมาก และเกือบจะเป็นความรักที่ไม่มีการเรียกร้อง เขาเข้าใจเธอดี เพราะเขาเองก็เคยผ่านความเจ็บปวดมาเยอะ เธอเป็นไซบอร์ก พวกเขาจึงไม่สามารถมีสัมพันธ์ทางกายกันได้ แต่เขาเป็นผู้คอยปกป้องเธอ เป็นเรื่องของความรักที่ไม่มีการพูด เหมือนที่เป็นในมังงะ”

    โจแฮนส์สันเห็นด้วยว่าความสัมพันธ์ระหว่างเมเจอร์กับบาตูเป็นความสัมพันธ์ที่พิเศษมากจริงๆ “เวลาที่เธออยู่กับเขา คือช่วงเวลาที่เธอรู้สึกว่าเป็นมนุษย์มากที่สุด” โจแฮนส์สันบอก “เธอไม่ไว้วางใจใครมากนัก แต่กับบาตู เธอสามารถแบ่งปันช่วงเวลาอันเงียบสงบได้ เขาทำให้เธอนึกถึงชีวิตที่ครั้งหนึ่งเธออาจเคยมีมาก่อน”

    สำหรับคนที่มารับบท ไดสุเกะ อารามากิ หัวหน้าหน่วยเซ็คชั่น 9 ที่พูดเสียงอ่อนโยน ทางทีมผู้สร้างเลือกนักแสดงชื่อดังชาวญี่ปุ่นที่ทุกคนชื่นชมอย่าง “บีท” ทาเคชิ คิตาโน่ นักแสดงตลก นักแสดง ผู้กำกับภาพยนตร์ นักเขียน และผู้ออกแบบเกม ซึ่งเป็นที่รู้จักจากชื่อในวงการแสดงว่า บีท ทาเคชิ อารามากิมีความซื่อสัตย์กับสมาชิกในทีมของเขาอย่างมาก เขายินดีนำหน้าที่การงานไปเสี่ยงเพื่อให้แน่ใจว่าลูกทีมของเขาจะรอดชีวิต และเขาก็เป็นทั้งที่ปรึกษาและเป็นเหมือนตัวแทนพ่อให้กับเมเจอร์

    แซนเดอร์สเติบโตมาโดยมีความชื่นชมในผลงานของคิตาโน่ทั้งในฐานะนักแสดงและผู้กำกับ “เขาคือหนึ่งในคนกลุ่มแรกที่ผมอยากเลือกมาแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้” แซนเดอร์สบอก “ผมไม่อยากให้อารามากิเป็นเพียงสมาชิกของกลุ่มที่ไม่ได้ออกไปลุย เขาคือหนึ่งในคนที่ทรหดที่สุด และผ่านสงครามและการต่อสู้มาเยอะ เขายังคงใช้ปืนลูกโม่แบบเก่า เขาเป็นเหมือนพ่อให้กับครอบครัวแสนประหลาดอย่างเซ็คชั่น 9”

    คิตาโน่บอกว่าเขารู้สึกสนใจในโอกาสที่จะได้แสดงในผลงานที่โดยหัวใจมีความเป็นญี่ปุ่น แต่มีเสน่ห์แบบสากล “ตัวมังงะต้นฉบับนั้นเป็นที่นิยมอย่างมาก” คิตาโน่บอก “ผู้คนต่างคาดหวังว่าจะมีการดัดแปลงมันไปสร้างเป็นภาพยนตร์มานานหลายปีแล้ว รูเพิร์ตเป็นคนที่มีความสามารถและมีความแข็งแกร่งที่จะทำให้มันเกิดขึ้นได้ ความพากเพียรของเขาทำให้เขาเป็นผู้กำกับระดับโลกได้”

    แซนเดอร์สพูดถึงงานแสดงชิ้นแรกของคิตาโน่ในฮอลลีวู้ดว่า “ทาเคชิคือคนในฝันที่ผมอยากร่วมงานด้วย เขาเป็นนักแสดงที่เก่งมาก เป็นคนที่เข้าใจดีถึงพลังของความสามารถของเขา เขาไม่ใช่คนหวือหวา เขาเป็นคนที่แสดงออกน้อย แต่ภาพลักษณ์ของเขาดูน่าเกรงขามมาก จากนั้นเขาก็ปิดโหมดนั้น และกลายมาเป็นชายที่แสนสุภาพ อบอุ่น และตลกมากครับ”

    ด้วยทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษที่มีอยู่จำกัด ทำให้คิตาโน่มักจะพูดภาษาญี่ปุ่นเมื่ออยู่ในกองถ่าย และมักพูดบทของเขาเป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งก็เข้ากันได้ดีกับประเด็นเรื่องเทคโนโลยีในเรื่องนี้ เมื่อออกปฏิบัติภารกิจ สมาชิกทุกคนของเซ็คชั่น 9 จะสื่อสารกันผ่านโทรจิต และผ่านการปรับแต่งด้วยเครื่องมือเพื่อติดตั้งสิ่งที่เรียกว่าการสื่อสารผ่านจิต “การสื่อสารผ่านจิตทำให้ผมสามารถพูดภาษาญี่ปุ่น และคนอื่นๆ ก็เข้าใจในภาษาของพวกเขาได้ในทันที” คิตาโน่อธิบาย “มันสะดวกมากครับที่สามารถทำเช่นนั้นได้”

    ตัวละครดร.อูเล่ท์ นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของแฮนกะ และเป็นผู้สร้างเมเจอร์ขึ้นมา เคยเป็นผู้ชายในเวอร์ชั่นที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ แต่แซนเดอร์สรู้สึกว่ามันสำคัญมากที่จะต้องย้ำด้านของความเป็นแม่ของตัวละครตัวนี้ “ดร.อูเล่ท์เป็นแม่ของเมเจอร์” ผู้กำกับแซนเดอร์สบอก “เธอสร้างเมเจอร์ขึ้นมา มันเป็นสิ่งที่สะดุดความรู้สึกของผมอย่างมาก ดร.อูเล่ท์พยายามที่จะช่วยมนุษยชาติเอาไว้ เธอเชื่อว่าเราคงไม่อาจมีตัวตนอยู่ได้ถ้าเราไม่พัฒนาไปให้ไกลกว่าความเป็นมนุษย์ปุถุชนที่ตายได้เจ็บได้ แต่โชคไม่ดีที่งานของเธอได้รับทุนสนับสนุนจากกองทัพ ซึ่งมีแรงจูงใจอย่างอื่นแฝงอยู่”

    นักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศสเจ้าของรางวัลออสการ์ จูเลียต บีนอช ผู้รับบทเป็นดร.อูเล่ท์ ยอมรับว่าเธอรู้สึกงงนิดหน่อยเมื่อตอนที่ได้รับการติดต่อจากแซนเดอร์ส “งานไซไฟไม่ใช่งานถนัดของฉันเลยค่ะ แต่ลูกๆ ของฉันพยายามผลักดันให้ฉันแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ได้” บีนอชเล่า “ตอนที่ฉันได้อ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งแรก ฉันไม่เข้าใจอะไรเลย เพราะมันเหมือนเป็นโลกหนึ่งที่อยู่ในอีกโลกหนึ่ง มันเหมือนเวลาคุณอ่านเช็คสเปียร์เป็นครั้งแรก และไม่เข้าใจอะไรเลย เมื่อคุณได้เรียนรู้ถ้อยคำเหล่านั้น มันก็จะเริ่มสนุกและตื่นเต้นขึ้น”

    บีนอชสร้างความประทับใจให้กับทีมผู้สร้างด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเธอ คอสติแกนเล่าว่า “เธอถามคำถามยากๆ เกี่ยวกับตัวละครของเธอเยอะมาก ทำไมเธอถึงทำนั่นโน่นนี่ ทำไมเธอถึงเก็บความลับเหล่านี้เอาไว้ และในเรื่องนี้ศีลธรรมของเธอเป็นอย่างไร คำถามแบบนั้นเกิดมาจากนักแสดงที่ไม่กลัวที่จะดำดิ่งเข้าไปสู่บทที่แสดง”

    หลายต่อหลายฉากที่บีนอชสามารถสร้างความประทับใจให้ได้ “ในทุกวินาทีที่อยู่กับสการ์เล็ตต์ จะมีความไว้วางใจ ความสนุก และความทุ่มเททำงาน” บีนอชบอก “สการ์เล็ตต์มีความสามารถในการปรับตัวเธอเองให้เข้าได้กับทุกสถานการณ์ คุณมองเห็นบางสิ่งผ่านสายตาของเธอที่บ่งชี้ว่าเธออยากเชื่อว่าเธอคือมนุษย์ คุณมองออกว่าฉันแคร์เธอแค่ไหน แต่ก็มีข้อจำกัดในเกมที่เรากำลังเล่นอยู่ค่ะ”

    การทำงานกับแฮนกะ คอร์ปอเรชั่น ทำให้ดร.อูเล่ท์ได้รับประโยชน์มากมายในงานของเธอ แต่ก็มีราคาค่างวดที่เธอต้องจ่าย “ความตั้งใจของเธอนั้นดี แต่เธอเหมือนแต่งงานกับปีศาจร้าย” บีนอชบอก “จิตใจด้านวิทยาศาสตร์ของเธอมีความทะเยอทะยาน จนทำให้เธอลืมด้านที่เป็นมนุษย์ในตัวเองไป นักวิทยาศาสตร์คงอยู่ในโลกที่พวกเขาสร้างขึ้น ผลพวงที่ติดตามมานั้นไม่ได้แน่ชัดเสมอไป”

    ในช่วงต้นเรื่อง เมเจอร์ได้รับมอบหมายให้ค้นหาและกำจัดคูเซ่ วายร้ายที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีที่แสนอาจหาญต่อผู้บริหารระดับสูงของแฮนกะ คอร์ปอเรชั่น เขาคือแฮ็คเกอร์ที่แสนฉลาดที่ทำทุกอย่างเพื่อล้างแค้นคนที่เขาเชื่อว่าทำผิดต่อเขา คูเซ่ยินดีที่จะสละทุกคนที่เข้ามาขวางทางเขา คูเซ่ที่รับบทแสดงโดย ไมเคิล คาร์เมน พิตต์ มีทั้งความร้ายกาจและความเกรี้ยวกราด แต่เขาก็มีความอ่อนไหวอยู่ในตัวเช่นกัน

    “ไมเคิล คาร์เมน พิตต์คือศิลปินตัวจริงครับ” แซนเดอร์สบอก “ผมรู้จักเขาในฐานะเพื่อนมานานหลายปี เขาเป็นคนที่มีความคิดเป็นอิสระมาก และถือสันโดษอยู่ในโลกของศิลปิน”

    พิตต์กล่าวว่าเขารู้สึกชื่นชมในความทะเยอทะยานของโปรเจ็กต์นี้มาก รวมถึงความสอดคล้องที่อยู่คงทนนานของเรื่องราวต้นฉบับด้วย “มังงะเรื่องนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด งานศิลปะกราฟฟิค งานสัก และแม้แต่งานดนตรีแนวอินดัสเทรียล” พิตต์บอก “ผมได้ดูภาพยนตร์อนิเมะเรื่องแรกตอนเป็นวิดีโอสมัยผมอายุน่าจะสัก 14 หรือ 15 ปี ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นมาก่อนเลยครับ ขณะที่ผมเตรียมตัว ผมกลับไปดูภาพยนตร์ต้นฉบับอีกครั้ง และรู้สึกประหลาดใจที่มันยังคงดูร่วมสมัยอย่างมาก โลกใบนั้นช่างซับซ้อน น่ากลัว น่าตื่นเต้นที่สุด และเต็มไปด้วยความชั่วและความดี เหมือนโลกที่เราใช้ชีวิตอยู่เลยครับ”

    คูเซ่เป็นตัวละครที่เหมือนประกอบขึ้นจากสิ่งต่างๆ ที่ดึงมาจากหลายองค์ประกอบของโลก Ghost in the Shell ซึ่งทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นสำหัรบตัวละครผู้ร้ายที่มีความท้าทายลึกลับสำหรับเมเจอร์ “เขาเป็นผู้ร้ายจริงๆหรือเปล่า” พิตต์ตั้งคำถาม “ผมก็ไม่รู้นะ นั่นคือหนึ่งในหลายๆ เรื่องที่น่าสนใจและโดดเด่นอย่างมากเกี่ยวกับบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมทุ่มเทมากทีเดียวกับวิธีที่เขาพูด และผมก็ตั้งกฎขึ้นมาสำหรับตัวผมเองเกี่ยวกับวิธีการเคลื่อนไหวของเขา ผมเขียนเรื่องราวปูมหลังของเขาเอาไว้หลายหน้ามาก เขาเป็นตัวละครที่แปลกจนผมไม่รู้ว่าจะแสดงมันออกมาในแบบไหนดี”

    พิตต์มาถึงกองถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ในสภาพที่อินไปกับรูปร่างหน้าตาและความรุนแรงของตัวละครตัวนี้ ตามที่แซนเดอร์สบอก “เมื่อเขาเริ่มต้นงานถายทำ เขากินอาหารดิบๆ อยู่นานหลายเดือน เขาต่อยมวยและเล่นพีลาทีสทุกวัน เขาไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายผอมเพรียวเท่านั้น แต่เขายังพัฒนาตัวละครตัวนี้ไปอย่างลึกซึ้ง เขาสร้างบ้านหลังเล็กๆ ให้กับตัวเองในคอนเทนเนอร์ที่ตั้งอยู่ที่ด้านหลังกองถ่าย ที่ซึ่งเขามีกระสอบทรายและที่เขี่ยบุหรี่ สมุดโน้ตของเขาเต็มไปด้วยรูปวาดรูปแล้วรูปเล่าที่เกี่ยวกับคูเซ่ การได้ดูเขาถือว่าเป็นการเรียนรู้ระดับสุดยอดจริงๆ ครับ”

    คนดูอาจต้องตกใจไปกับการเปลี่ยนแปลงของพิตต์ ซิลเวอร์ได้เตือนเอาไว้ “ไมเคิลนำความลึกระดับที่เป็นปรากฏการณ์มาสู่บทคูเซ่ คุณไม่แน่ใจเลยว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ เขาปรับเปลี่ยนเสียงของเขา ดวงตา ทรงผม ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขามันดูหลุดขั้วไปหมดครับ”

    ความหวังที่พิตต์มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ มันจะเป็นภาพยนตร์ที่ให้ทั้งความบันเทิงและความตื่นเต้น จนสร้างความประทับใจให้กับคนดู “มันเป็นไปได้ที่จะสร้างความประทับใจให้กับคนดูได้ เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนที่กำลังค้นหาว่าตัวเธอเองเป็นใคร ความเป็นมนุษย์หมายถึงอะไร จากนั้นก็ถึงเวลาตัดสินใจว่าจะต่อสู้เพื่อความเป็นมนุษย์นั้น”

    ที่เข้ามาร่วมแสดงกับ โจแฮนส์สัน และแอสเบก ก็คือทีมนักแสดงห้าคนที่มาเติมเต็มกลุ่มเซ็คชั่น 9 ที่มีฝีมือดี พวกเขาคือหน่วยงานเทียบเท่าได้กับหน่วยซีล โดยต้องรับมือกับการก่อการร้ายไซเบอร์ พวกเขาได้รับเลือกเพราะทักษะฝีมือที่โดดเด่น และมีการปรับแต่งเป็นพิเศษ “เราคือกลุ่มที่เป็นปรากฏการณ์เพื่อมารับบทเป็นทีมที่แสนโกลาหลทีมนี้” ซิลเวอร์บอก “พวกเขานำพลังที่สุดแสนมหัศจรรย์มาให้ พวกเขามาจากหลากหลายชาติ จนทำให้เป็นภาพที่น่าดูมากเมื่อพวกเขาเริ่มแอ็กชั่น”

    ชิน ฮาน ซึ่งเป็นชาวสิงคโปร์ รับบทเป็นอดีตตำรวจ โทกุสะ “ผมเคยชอบมังงะเรื่องนี้มากสมัยที่ผมเป็นเด็ก” ชิน ฮาน ซึ่ง CNN ยกย่องให้เป็นหนึ่งใน 25 นักแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเอเชีย บอก
    “โทกุสะคือตัวละครตัวโปรดของผมนะครับ เขาเป็นสมาชิกคนเดียวในทีมที่ไม่มีการปรับแต่งด้วยไซเบอร์ ดังนั้นเขาจึงมีความกังขาในเทคโนโลยี และมักจะพกปืนลูกโม่ Mateba เอาไว้เสมอ เขายังอาศัยเทคนิคเก่าๆ ในการสืบสวนอีกด้วย”

    โทกุสะและบาตูมักจะเล่นบทตำรวจดีและตำรวจเลว เมื่อพวกเขาต้องพึ่งพากันและกันเพื่อไขคดีอยู่บ่อยๆ “พิลูเป็นคนที่นำอารมณ์ขันมา การถ่ายทำกับเขาเป็นงานที่สนุกมากครับ นี่ยังไม่พูดถึงความจริงที่ว่าเขามีทักษะในการกินพิซซ่าสูงมาก” ชิน ฮาน บอก

    แซนเดอร์สตอบรับความเห็นของ ชิน ฮาน ในการพัฒนาภาพลักษณ์ที่เป็นตัวบ่งบอกนิสัยของตัวละครตัวนี้ “เราสร้างตัวละคร โทกุสะ จากศูนย์ ค่อยๆ สร้างมาทีละน้อย” ชิน ฮาน เล่า “สไตล์ทรงผมของเขาผ่านการเปลี่ยนแปลงมามากมาย เรายังตัดสินใจเลือกเป็นพิเศษเกี่ยวกับวิธีการแต่งตัวของเขา เพื่อสะท้อนวิธีการคิดแบบคนยุคเก่าๆ ของเขา เขาจะใส่นาฬิกาคาสิโอรุ่นเก่าที่มีเครื่องคิดเลขติดอยู่ด้วย”

    นักแสดงและนักร้องหญิงชาวอังกฤษ ดานูเซีย ซามอล ประเดิมงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในบท ลาดริย่า สมาชิกหญิงอีกเพียงคนเดียวของทีม นอกเหนือจากเมเจอร์ “ลาดริย่าไม่มีตัวตนอยู่ในงาน Ghost in the Shell ก่อนหน้านี้ค่ะ” ซามอลบอก “ฉันร่วมงานกับรูเพิร์ต รวมไปถึงทีมแต่งหน้าและออกแบบเสื้อผ้าเพื่อหาว่าเธอเป็นใคร และเธอมีตำแหน่งอะไรในกลุ่มนี้ รูเพิร์ตอยากใช้คุณสมบัติที่นักแสดงนำมาสู่บทอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นฉันจึงใช้สำเนียงพูดของฉันเอง นั่นทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเธอ สาวตัวผอม หยาบคายคนนี้ที่มาจากลอนดอน มาลงเอยในหน่วยเซ็คชั่น 9 ได้อย่างไร”

    “ลาดริย่ายังคงรักษาอารมณ์ขันเอาไว้ได้แม้ในยามเคร่งเครียด แต่เธอเป็นคนประเภทที่ยิงก่อน แล้วค่อยถามทีหลังค่ะ” ซามอลบอก “เธอตัวเล็ก มีฝีมือ และว่องไว เธอคือคนที่สามารถดอดเข้าไปได้ในทุกที่ด้วยภารกิจ เธอเก่งในเรื่องการต่อสู้ด้วยมีด เธอเข้าไปและทำงานจนเสร็จ โดยรับมือกับภัยคุกคามจากศัตรูอย่างรวดเร็ว”

    ลาซารัส ราทูเอรี่ ชาวซิดนี่ย์ รับบทเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีข้อมูล อิชิกาว่า “เขาเชี่ยวชาญเรื่องการแฮ็ค และการยักย้ายข้อมูล” ราทูเอรี่บอก “เขาเก่งในการถอดรหัส จากโลกที่อิงเทคโนโลยีที่พวกเขาอาศัยอยู่ ทำให้ต้องพึ่งพาทักษะฝีมือของอิชิกาว่า แต่พวกเราทุกคนล้วนเก่งในเรื่องของการแก้ปัญหาอยู่แล้ว เมื่อเซ็คชั่น 9 ร่วมมือกัน เราคือหน่วยงานที่น่าเกรงขามอย่างมากครับ”
    ราทูเอรี่รู้สึกดีใจอย่างมากที่มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่สนิทสนมกันขนาดนี้

    “กับการฝึกฝนทุกวัน และการเตรียมตัวของพวกเรา เราจึงต้องอยู่ด้วยกันทุกวันครับ” ราทูเอรี่ บอก “จนง่ายมากที่จะไปเคาะประตูบ้านใครสักคนและไปดินเนอร์กับเขาเลย เวลาที่อยู่ด้วยกันบ่อยๆนั้นทำให้การแสดงเข้าขากันได้อีกระดับหนึ่ง ซึ่งมันถูกแสดงให้เห็นบนจอด้วยครับ”

    ยูทากะ อิซุมิฮาระ รับบท ไซโต้ ผู้เชี่ยวชาญในการยิงแม่นปืน “ไซโต้เป็นนักรบรับจ้างมาก่อน” นักแสดงชาวออสเตรเลียบอก “เขามีดวงตาที่คมดุจเหยี่ยว ซึ่งเชื่อมต่อกับดาวเทียม การติดอวัยวะปลอมนั้นต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงกว่าจะติดเสร็จ และใช้เวลาถอดออกครึ่งชั่วโมง มันทำให้คันยิกๆ และทำให้ผมต้องนั่งนิ่งๆ ซึ่งเป็นการเตรียมตัวที่ดีเลยครับ ในฐานะมือแม่นปืน ผมต้องนิ่งและสงบ และควบคุมทุกอย่างให้ได้”

    บทบาทนี้ทำให้อิซุมิฮาระมีโอกาสได้พบกับขวัญใจของเขาหลายคน ซึ่งรวมถึงมาโมรุ โอชิอิ ผู้กำกับภาพยนตร์อนิเมะญี่ปุ่น Ghost in the Shell ทั้งสองเรื่อง, เคนจิ คามิยามะ ผู้กำกับซีรีส์ และ “บีท” ทาเคชิ คิตาโน่ “การเติบโตมาในญี่ปุ่น ผมชอบหนังอนิเมะมากครับ” อิซุมิฮาระบอก “มันพูดถึงอนาคตของสังคมของเราและเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่มันก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตใจและจิตวิญญาณ คนญี่ปุ่นภูมิใจกับมันมากครับ”

    ทาวันดา แมนยิโม่ ซึ่งเป็นชาวซิมบับเว่ แต่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในนิวซีแลนด์ รับบทเป็น บอร์ม่า ผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิดของทีม “บอร์ม่าเคยทำงานในหน่วยป้องกันของญี่ปุ่น และผมก็อยากจะคิดว่าเขาเป็นผู้นำจากด้านหลัง” แมนยิโม่บอก “เขาคือเด็กโข่งที่มีความแข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ เขากับบาตูคือสองบิ๊กที่ตัวโตที่สุดในเซ็คชั่น 9 เขาเป็นทหารที่มีร่างกล ดังนั้นเขาจึงเสียบปลั๊กและรีชาร์จพลัง เหมือนกับเมเจอร์ มีจังหวะที่แน่นอนเกี่ยวกับตัวเขา และเขายังมีปืนกระบอกโตที่สุดด้วยครับ”

    ถึงแม้เซ็คชั่น 9 จะเป็นหน่วยที่อันตรายและน่าขนลุกที่สุดในโลก แต่พวกเขาก็ทำทุกอย่างอย่างอ่อนโยน แมนยิโม่เล่าว่า “เซ็คชั่น 9 ในด้านหนึ่งก็เป็นปฏิบัติการที่เป็นกองโจร เราสามารถตัดเทปแดงกั้นพื้นที่และเข้าไปทำงานให้เสร็จโดยไว”

    การหาทีมนักแสดงที่เหมาะกับโปรเจ็กต์หลากชนชาติอย่าง Ghost in the Shell คือความท้าทายที่ต้องทำให้สำเร็จ ตามที่คอสติแกนบอก “ผมยังไม่เคยเห็นทีมนักแสดงชายและหญิงที่มีความสามารถและมีความหลากหลายเท่านี้มาก่อนเลยครับ เราเดินทางไปทั่วโลก ไม่มีใครได้นอนเพราะเราต้องเลือกนักแสดงจากนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และยุโรป รวมถึงอเมริกา ประโยชน์ก็คือเราได้คนฝีมือดีที่สุดจากทั่วโลกเลยครับ”

    จินตนาการโลกอนาคต

    Ghost in the Shell ถ่ายทำกันในเวลลิงตัน, นิวซีแลนด์ และมีการถ่ายทำเพิ่มเติมในฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ นิวซีแลนด์ซึ่งเป็นบ้านของหนึ่งในอุตสาหกรรมผลิตภาพยนตร์และทีวีที่ดีเยี่ยมที่สุดในโลก มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะเป็นพื้นที่ที่ปีเตอร์ แจ็คสันเคยใช้สร้างภาพยนตร์แฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จมหาศาลอย่าง Lord of the Rings และ Hobbit, ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์อย่าง The Hunger Games, Maze Runner, Fantastic Four และ Avatar รวมไปถึงงานสร้างของภาพยนตร์อย่าง The Piano และซีรีส์เรื่อง “Top of the Lake”

    นิวซีแลนด์ยังมีทีมผู้ผลิตที่ผสมรวมกับฉากอันหลากหลายและมหัศจรรย์ กับโรงถ่ายที่วิเศษเลอเลิศ และบริษัทรับทำงานโพสต์โปรดักชั่นมากมาย ทีมงานที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก และบริษัทดิจิตอลและวิชวลเอฟเฟ็กต์ล้ำยุค

    “นิวซีแลนด์คือที่ที่สวยงามที่สุด และยังมีทีมงานที่ขยันทำงานอย่างมาก” ผู้อำนวยการสร้าง อาวี อารัด บอก “พวกเขารักในสิ่งที่พวกเขาทำ และพวกเขายังเก่งในเรื่องเทคนิค สำหรับพวกเราแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ พวกเขามาจากโลกของผู้คลั่งไคล้ พวกเขารู้สึกว่าการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้คือสิทธิพิเศษสำหรับพวกเขา เหมือนกับที่เรารู้สึกเลยครับ”

    ทางทีมผู้สร้างเริ่มต้นทำงานกับทีมออกแบบที่วีต้า เวิร์กช้อฟ ในเวลลิงตันอยู่นานก่อนจะตัดสินใจถ่ายทำกันในนิวซีแลนด์ เซอร์ริชาร์ด เทย์เลอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทวีต้า บอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจกันได้ที่ผู้คนมักจะคิดถึงหนัง Lord of the Rings เมื่อพวกเขาคิดถึงนิวซีแลนด์ ความรักในการสร้างหนังทุกแนวไหลลึกอยู่ในชุมชนนี้ “มันเป็นของความหลงใหลและทักษะฝีมือที่ทีมงานทุ่มใส่ให้กับความพยายามของพวกเขา” เทย์เลอร์กล่าว “โอกาสที่วงการภาพยนตร์นิวซีแลนด์ได้รับก็คือ การเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ภาพยนตร์เรื่องนี้คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงทักษะอันมหัศจรรย์ของช่างเทคนิคในเมืองนี้ครับ”

    การถ่ายทำส่วนใหญ่มีขึ้นที่ สโตน สตรีท สตูดิโอส์ โรงถ่ายที่ปีเตอร์ แจ็คสัน เป็นผู้สร้างขึ้นที่ใจกลางเวลลิงตัน ทำให้เขาสามารถไปดูทุกแง่มุมของกระบวนการสร้างภาพยนตร์ได้โดยไม่ต้องขึ้นรถด้วยซ้ำ “เขาพบโรงงานทำสีร้างแห่งหนึ่งตอนสร้างภาพยนตร์ Lord of the Rings ภาคแรก และเขาก็สร้างโรงถ่ายขึ้นมาครับ “แซนเดอร์สอธิบาย “นับแต่นั้น เขาก็สร้างโลกที่แสนยอดเยี่ยมขึ้นที่นี่ เจสส์ ฮอลล์ ผู้กำกับภาพของผม กับผมสามารถเดินไปที่สโตน สตรีท สตูดิโอส์ และพาร์ค โร้ด โพสต์ ซึ่งเราจะได้เห็นภาพที่ถ่ายทำแต่ละวัน หรือที่วีต้า เวิร์กช้อป เราทำงานออกแบบและสร้างของที่ใช้ในกองถ่ายเยอะมากครับ”

    เมื่อมาถึงกองถ่ายในเดือนสิงหาคม ปี 2015 คอสติแกนบอกว่าเขายังไม่แน่ใจว่าจะคาดหวังอะไรได้บ้าง เมื่อเริ่มต้นการถ่ายทำ มีการทำพิธีต้อนรับและอวยชัยตามแบบพื้นเมืองเพื่ออวยพรให้กับทีมนักแสดงและทีมผู้สร้าง โดยจัดขึ้นที่ เท ปาป้า พิพิธภัณฑ์แห่งนิวซีแลนด์ที่เวลลิงตัน “ความลึกลับของเวลลิงตันเริ่มคลี่คลายไปอย่างรวดเร็ว” ผู้อำนวยการสร้างคอสติแกน บอก “ในภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ขนาดนี้ ที่ซึ่งทุกคนต้องสื่อสารกันอยู่เสมอๆ การอยู่ใต้หลังคาเดียวกันก็คือประโยชน์อย่างมหาศาลครับ”

    เช่นเดียวกับทีมนักแสดง ทีมผู้สร้างระดับเวิลด์คลาสถูกเลือกมาจากทั่วโลกเพื่อให้มาร่วมกันสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ อาทิเช่น สหราชอาณาจักร จาไมก้า เนเธอร์แลนด์ส แคนาดา ออสเตรเลีย สหรัฐฯ นิวซีแลนด์ และอีกมากมาย “ผู้กำกับเก่งๆ ย่อมสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ร่วมงานและหัวหน้าแผนกเก่งๆ ได้” อารี อารัดบอก “เมื่อรูเพิร์ตเสนอไอเดียสุดสร้างสรรค์ไป พวกเขาจะรับฟังและผลักดันมันออกไปเกินกว่าที่พวกเราคาดหวังเอาไว้ครับ”

    โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ แจน โรเอลฟ์ส เคยทำงานกับผู้กำกับศิลป์ ริชาร์ด แอล จอห์นสัน และคนกว่า 250 คนจากทั่วโลกซึ่งแซนเดอร์สรู้สึกชื่นชมผลงานของพวกเขา “แจนเข้าใจเรื่องนี้ดีมากครับ และเธอก็มีแนวคิดแบบเรียบง่าย” ผู้กำกับแซนเดอร์สบอก “ในทุกฉาก คุณรู้สึกราวกับว่าคุณไปยังที่ที่แตกต่างออกไป แม้แต่กระดุมบนชุดเครื่องแบบของเซ็คชั่น 9 ก็ถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อเรื่องนี้ นั่นคือสิ่งที่แจนทำด้วยการใช้งบที่น้อยมากครับ”

    นอกจาก Ghost and the Shell ในเวอร์ชั่นมังงะและอนิเมะแล้ว แซนเดอร์สและโรเอลฟ์สยังได้แรงบันดาลใจมาจากหลายแห่ง อาทิเช่น ภาพยนตร์ของ สแตนลี่ย์ คูบริก และงานออกแบบในช่วงปลายยุค 80 และต้น 90 “พวกเขาย้อนกลับไปหาภาพยนตร์ ภาพ หรือแม้แต่แม็กกาซีน The Face ของลอนดอนจากยุค 80” คอสติแกนเล่า “รูเพิร์ตใช้วิธีนำเสนอภาพในหลายระดับ นับแต่เริ่มต้น เขารู้สึกว่าภาพยนตร์ไซไฟส่วนมากมักวางเรื่องให้เกิดขึ้นหลังยุคโลกถูกทำลายล้าง เป็นสีน้ำเงินและเทาเข้ม เป็นโลกที่สีหม่น แต่เขากลับมองต่างออกไปครับ นี่คือโลกที่เต็มไปด้วยสีสันซึ่งสะท้อนเรี่องราวส่วนตัวของเมเจอร์เกี่ยวกับความหวังและความเป็นไปได้ นี่คืออนาคตที่คุณอยากอยู่ ดังนั้นมันจึงมีลักษณะที่สนองความปรารถนา”

    การเดินทางไปดูลาดเลาที่ฮ่องกงหลายเดือนก่อนหน้าที่การถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้น ทำให้เกิดไอเดียเพิ่มมากขึ้นหลายอย่าง เมืองอันทันสมัยที่ซึ่งมีธรรมเนียมเก่าแก่ มาเผชิญหน้ากับโลกการเงินร่วมสมัย ฮ่องกงคือต้นแบบของนครในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่มีเส้นขอบฟ้าอันงดงาม และมีซากปรักหักพังของเมือง

    ภาพยนตร์เรื่องนี้วางเรื่องราวเอาไว้ในโลกที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา ตามที่แซนเดอร์สอธิบาย “เราไม่ได้อยู่ในญี่ปุ่น เราไม่ได้อยู่ในจีน เราสร้างโลกอนาคตขึ้นมาที่มีความรู้สึกแบบเอเชีย ผสมอิทธิพลจากตะวันตกและอาหรับ ผู้คนมาจากทั่วโลก และมาลงเอยที่เมืองใหญ่ และป้ายโฆษณาตามถนนแสดงให้เห็นถึงการยำรวมของวัฒนธรรมที่อีกหน่อยพวกเราก็คงจะเป็นกัน”

    “รูเพิร์ตให้ความสำคัญกับสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะอุปกรณ์ประกอบฉากและรายละเอียดของผิวสัมผัส” จอห์นสันบอก “จากทริปที่เราเดินทางไปฮ่องกง เราได้เห็นกำแพงกระเบื้องและนั่งร้านไม้ไผ่ เมืองที่ไม่มีชื่อแห่งนี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโลกเก่าและโลกใหม่ ผสมอนาคตเข้ากับอดีต มันคืออนาคตแบบย้อนยุคในแบบที่มีรถจากยุค ’70s และ ’80s และมีปืนกลจากยุค ’90s ไม่มีวันเดือนปีที่แน่นอน มันเกือบจะเป็นจักรวาลคู่ขนานด้วยซ้ำ”

    แซนเดอร์สและผู้กำกับภาพ เจสส์ ฮอลล์ ได้พบกันครั้งแรกสมัยยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่โรงเรียนศิลปะสถาบันเซ็นทรัล มาร์ติน ณ กรุงลอนดอน ฮอลล์ใช้เวลา 2 ปีในการค้นคว้า และพัฒนาเทคนิคที่จะเข้าถึงโลกที่แซนเดอร์สได้จินตนาการเอาไว้ “ผมโชคดีพอที่ได้เข้าไปทำงานกับรูเพิร์ตตั้งแต่เริ่มต้นครับ” ผู้กำกับภาพที่มีผลงานอย่าง Hot Fuzz จนถึง Brideshead Revisited บอก”นั่นทำให้ผมมีเวลาที่จะพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ ผมสร้างภาษาทางภาพ ปรับแต่งโทนสี และพัฒนาเลนส์พิเศษ และจัดแสงให้ได้ภาพลักษณ์ที่ให้เกียรติกับงานอนิเมะ โทนสีของอนิเมะจะดูหรูหรา ผมเลือกโทนที่เป็นสีอันดับสอง ซึ่งคุณไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักในภาพยนตร์”

    เพื่อให้ได้โทนสีนั้น เขาใช้แหล่งกำเนิดแสงด้วยไฟแอลอีดี ซึ่งควบคุมด้วยแผงหกช่อง “มันมีประสิทธิภาพมากครับ” ฮอลล์บอก “ผมสามารถดึงสีขึ้นไปบนจอทัชสกรีน และสร้างความหลากหลายของความเข้ม มันเป็นเครื่องมือชั้นยอดที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีภาพที่เป็นหนึ่งเดียวกันครับ”

    ฮอลล์ยังพบกล้องดิจิตอลที่มีความคมชัดเกินกว่าจะสร้างคุณสมบัติแบบอนิเมะได้ เขาจึงทำงานกับพานาวิชั่นเพื่อสร้างเลนส์ Arri Alexa 65 “เราใช้เลนส์มุมกว้างที่มีมุมมองที่ถูกบีบ เราจึงไม่มีภาพที่บิดไปจากความจริงมากนัก ซึ่งก็เป็นลักษณะของอนิเมะ พวกมันให้ภาพที่ดูอ่อนนุ่ม สีอ่อนโยนในแบบที่ผมชอบจริงๆ ครับ”

    สำหรับเหล่าศิลปินที่วีต้า เวิร์กชอป หลายคนเป็นแฟนมังงะอยู่แล้ว รวมถึงอนิเมะและซีรีส์ทางทีวีด้วย Ghost in the Shell จึงเป็นโปรเจ็กต์ในฝันของพวกเขา “เมื่อตอนที่เราพูดคุยกันเกี่ยวกับภาพยนตร์โลกอนาคต เรามักอ้างอิงกันถึงโลกนี้โดยเฉพาะครับ” เทย์เลอร์ ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบที่ดังไปทั่วโลก บอก “ในฐานะศิลปะและแฟนด้วย เราต้องเล่นหลายบทบาททีเดียวครับในโปรเจ็กต์นี้”

    เมื่อแซนเดอร์สเชิญพวกเขาไปพบที่ลอสแองเจลิส เทย์เลอร์กระโดดเข้าใส่โอกาสนี้ทันที เขาบอกว่า “ข้อมูลอ้างอิงของรูเพิร์ตได้แรงบันดาลใจมาจากงานต้นแบบ” เทย์เลอร์กล่าว “ทีมออกแบบของเราตอบรับมันอย่างหมดหัวใจ เพราะตัวงานต้นฉบับนั้นให้แรงบันดาลใจกับพวกเขาหลายคนมากมายครับ โอกาสที่จะยกตัวละครพวกนี้ออกมาจากอนิเมะ และสร้างพวกเขาให้เป็นตัวละครที่มีลมหายใจในภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดงนั้น เป็นโอกาสที่เกินจินตนาการที่โลดโผนที่สุดของเราแล้วครับ”

    แซนเดอร์สคือผู้ร่วมงานในอุดมคติ เทย์เลอร์บอกเช่นนั้น เขาไม่เพียงแต่ให้โอกาสวีต้า เวิร์กช้อปทำงานอย่างเต็มที่ในการออกแบบและสร้างอวัยวะปลอมต่างๆ เท่านั้น แต่เขายังเสนอไอเดียที่เป็นแนวคิดตั้งแต่ขั้นตอนการเขียนบท ในที่สุด วีต้าเวิร์กชอปก็สามารถสรุปงานออกแบบทั้งหมด และพัฒนาเรื่อง งานผ้า และการทำงานในกองถ่ายของเอฟเฟ็กต์ที่ต้องใช้กลไก งานแต่งหน้าสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ และการทำอวัยวะปลอมให้กับตัวละครมากมาย และแบบจำลองของเมืองนี้ รวมไปถึงงานออกแบบและผลิตชุดปรับอุณหภูมิที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเมเจอร์ด้วย

    “เซอร์ริชาร์ด เทย์เลอร์คือหนึ่งในไม่กี่คนในวงการสร้างภาพยนตร์ที่สามารถก้าวข้ามไปสู่เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และศิลปะได้” แซนเดอร์สบอก “ผมไม่เคยใช้คำนี้ง่ายๆ แต่เขาคืออัจฉริยะ ผมอยากมีส่วนร่วมกับเขา และทีมของเขาซึ่งเป็นคนที่มีพรสวรรค์และมีความคิดคล้ายกัน”

    ภาพยนตร์ที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว จะเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นสำหรับคนดูที่ได้มาสัมผัสเรื่องราวนี้ครั้งแรก เทย์เลอร์บอกว่า “พวกเขาจะได้เห็นโลกที่โดดเด่นที่เต็มไปด้วยตัวละครที่ดึงดูดใจ การสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นงานที่มีความลึกซึ้งเพราะความรักที่ผู้คนมีต่อเรื่องนี้ และมันมีความสำคัญเพียงใดในแง่ของจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่ในวัฒนธรรมของญี่ปุ่น แต่ทั่วโลก มันคือความหวังของเราที่ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะกลายเป็นงานสัมมนาสำหรับคนรุ่นนี้ มันอาจสร้างแรงบันดาลใจให้กับหลายคน มันอาจทำให้หลายคนกลัว แต่มันก็พิเศษมากครับ”

    เสื้อผ้าใน Ghost in the Shell ออกแบบโดย เคิร์ตและบาร์ต ทีมเจ้าของรางวัลที่รับผิดชอบภาพยนตร์ที่หลากหลายอย่าง The Hunger Games: Mockingjay, Parts 1 และ 2 และ Dallas Buyers Club. “ผมต้องการดีไซเนอร์ที่มาจากสตรีทแฟชั่น” แซนเดอร์สบอก “ผมอยากจะเข้าใจโลกด้วยการมองดูกลุ่มคนอย่างคุณทำสิ่งต่างๆ ในชีวิต”

    ขณะที่เสื้อผ้าในงานอนิเมะต้นแบบมีความเป็นยุค 1980s อย่างชัดเจน แซนเดอร์สอยากแน่ใจว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ดูเย็นชาแบบยุคที่ผ่านไปแล้ว “สำหรับรูเพิร์ต เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องนำภาพลักษณ์นี้ไปสู่ยุคปัจจุบัน และทำให้มันเชื่อมโยงถึงผู้คน” เคิร์ต สวอนสัน บอก “เขาชอบภาพยนตร์ไซไฟคลาสสิกมาก ดังนั้น มันจึงกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของเราครับ”

    “เรามองดูโลกอนาคตที่มีสไตล์จากเรื่องแนววิทยาศาสตร์ในยุค ’70s” บาร์ต มวลเลอร์ หุ้นส่วนของเคิร์ต กล่าว “รูเพิร์ตคอยให้ความช่วยเหลือในทุกแง่มุม โดยเฉพาะจากจุดยืนในด้านภาพ แม้กระทั่งก่อนช่วงเวลาเตรียมตัวของเรานานเจ็ดเดือนในนิวซีแลนด์จะเริ่มต้น ผมตื่นขึ้นมาตอนตีสามเพื่อจะได้รับข้อความจากเขาที่โยงไปถึงภาพต่างๆ เขาคอยให้ข้อมูลที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับทีมของเขาจริงๆ ครับ”
    ชุดส่วนใหญ่ของตัวละครชายถูกตัดเย็บโดยบริษัทที่ชื่อว่า เรมแบรนด์ ซึ่งเป็นบริษัทตัดสูทที่เก่าแก่ที่สุดในนิวซีแลนด์ “พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีมากครับ เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างมากมายที่พวกเราทำและไม่ได้ใช้วัสดุตามแบบที่ทำกัน” สวอนสันบอก “เราตัดสูทจากผ้าโอบิเก่า และผ้ากิโมโนเก่า พวกเขาเก่งมากในการลื่นไหลไปกับจุดที่เราจะไป จากนั้น พวกเขาก็ช่วยเราผลิตเสื้อผ้ามากมายภายในเวลาอันสั้นนิดเดียว พวกเขาเป็นแหล่งงานชั้นยอดจริงๆ ครับ”

    องค์ประกอบที่แฟนๆ อยากเห็นมากที่สุดอาจเป็นชุดที่ทำให้ล่องหนได้ของเมเจอร์ ชุดที่เป็นเหมือนผิวหนังที่สองที่ทำให้เธอหายตัว ชุดนี้ที่ออกแบบโดยเคิร์ตและบาร์ต กับวีต้า เวิร์กช้อป เป็นผลของการค้นค้าและพัฒนานานหลายเดือน “พวกเขาใช้เวลามากมายคิดว่ามันควรดูเป็นยังไง และจะสร้างมันอย่างไร” คอสติแกนบอก “การเห็นเธอหายตัว จากนั้นก็กลับมาเมื่อเธอเลือกที่จะกลับมา ทำให้ฉากแอ็กชั่นเหล่านี้ดูน่าตื่นเต้นมากขึ้น มันถูกใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ และอิงอยู่กับความเป็นจริง ดังนั้นเคิร์ตและบาร์ตจึงค้นคว้าเรื่องเนื้อผ้าไฮเทคที่สามารถสร้างได้จริงๆ”

    เช่นเดียวกับชุดสำหรับซูเปอร์ฮีโร่มากมายที่วีต้าเคยผลิตให้กับภาพยนตร์เรื่องอื่น พวกเขาไม่เคยทำชุดซิลิโคนเต็มตัวแบบนี้มาก่อนเลย “ริชาร์ดบอกว่าเท่าที่เขารู้ มันไม่เคยถูกสร้างมาก่อน ดังนั้น นี่คือเทคโนโลยีใหม่สำหรับงานเสื้อผ้า” สวอนสันบอก “ชุดนี้ใช้งานได้ดี มันดูสวยจริงๆ และสการ์เล็ตต์ก็ใส่มันได้อย่างน่าตื่นตะลึงมาก”

    เจน โอเคน ผู้ออกแบบการแต่งหน้าและทรงผม และทีมของเธอเป็นผู้รับผิดชอบใช้งานอวัยวะปลอมในภาพยนตร์เรื่องนี้ “ภายใต้การชี้นำของรูเพิร์ต เราทำงานประสานอย่างใกล้ชิดกับวีต้า เวิร์กช้อป ซึ่งออกแบบและผลิตอวัยวะปลอมทั้งหมด” โอเคนอธิบาย “แทบจะไม่มีตัวละครตัวไหนเลยในโลกนี้ที่ไม่ต้องใช้อวัยวะปลอม หรืออุปกรณ์เพิ่มเติม เราต้องใช้ตัวประกอบเป็นพันๆ คนนอกเหนือจากตัวประกอบหลัก สำหรับฉากท้องถนนในฮ่องกง เรามีกลุ่มคน 120 คนสำหรับแต่ละวันในช่วงสองสามวันสุดท้าย ซึ่งแต่ละคนจะต้องใส่วิก และแต่งหน้า มันยิ่งใหญ่มากค่ะ”

    ฉากต่อสู้แบบกายกรรม และฉากยิงปืนมากมายในภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกถ่ายทำโดยผู้กำกับกองถ่ายย่อยที่สอง กาย นอร์ริส ซึ่งเป็นมือฉมังในโลกสตั๊นต์ เจ้าของผลงานที่ได้รับคำชมอย่าง Mad Max: Fury Road “ผมตื่นเต้นมากเมื่อกาย นอร์ริสถูกจ้างให้เข้ามาทำงานกับเรา” ผู้กำกับภาพ ฮอลล์ บอก “วินาทีที่ดึงดูดใจใน Mad Max: Fury Road มันพิเศษมากเลย

    ครับ เราเริ่มคุยกันเกี่ยวกับว่าเราจะทำงานแอ็กชั่นให้ออกมาโดดเด่นไม่เหมือนใครได้อย่างไร ด้วยการรวมเทกยาวขึ้นซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนสการ์เล็ตต์เป็นคนแสดงท่วงท่าทั้งหมดนี้แบบร้อยเปอร์เซนต์”
    หนึ่งในความท้าทายที่นอร์ริสและทีมของเขาต้องเผชิญก็คือ กฎของโลกอนาคตของ Ghost in the Shell ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากภาพยนตร์แอ็กชั่นร่วมสมัย “ตัวละครที่ผ่านการปรับตัว โดยเฉพาะเมเจอร์ สามารถทำอะไรได้มากกว่ามนุษย์ปกติทำกัน” เขาอธิบาย “เธอวิ่งเร็วกว่า กระโดดได้สูงกว่า และต่อสู้ได้ดีกว่า แต่ไม่ใช่ในแง่ของการเป็นซูเปอร์ฮีโร่”

    สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สันใช้เวลามากกว่าหนึ่งปีในการเตรียมตัวมารับบทนี้ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในบทบาทที่โหดที่สุดของเธอ “ร่างกายของเมเจอร์นั้นถือว่าเป็นการสร้างที่มีความท้าทายมากค่ะ” โจแฮนส์สันยอมรับ “แต่มันคงจะไม่ใช่ Ghost in the Shell ถ้าปราศจากฉากต่อสู้บ้าๆ และฉากยิงปืนกัน ฉากพวกนั้นทำให้เหนื่อยมาก และทรงพลังในเวลาเดียวกัน ฉันเรียนรู้ที่จะใช้อาวุธ ต้องฝึกท่าการต่อสู้ทุกท่า และใช้งานสลิงโดยได้รับความช่วยเหลือจากทีมสตั๊นต์ ร่างกายถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับตัวละครตัวนี้ ดังนั้นฉันจึงผสมรวมกับไอเดียของการเป็นคนที่สามารถทำได้ทุกอย่าง”

    โจแฮนส์สันเริ่มต้นฝึกทักษะการต่อสู้พิเศษกับผู้เชี่ยวชาญศิลปะการป้องกันตัว และครูฝึกการต่อสู้ ริชาร์ด นอร์ตัน ในนิวยอร์ก และลอสแองเจลิสนานหลายเดือนก่อนการถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้น “งานของผมคือการทำให้ท่าการต่อสู้มีความชัดเจนให้มากที่สุดเท่าที่ผมจะทำให้กับสการ์เล็ตต์ได้” นอร์ตันบอก “ผมเห็นว่านักแสดงแต่ละคนทำอะไรได้บ้าง จากนั้นก็สอนท่าให้กับพวกเขา และนำเครื่องมือที่จำเป็นภายในการต่อสู้นั้นๆมาช่วย”

    โจแฮนส์สันกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการยั้งหมัดใส่คู่อริเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ผู้กำกับแซนเดอร์สกล่าวว่า “มันเป็นภาพที่น่าเกรงขามมาก เธอพบความโกรธที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ รวมถึงความเป็นมนุษย์ที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ของเมเจอร์ เธอเป็นหนึ่งในเพียงไม่กี่คนที่สามารถยิงปืนกลหนึ่งคลิปได้โดยไม่ต้องหลับตาเลย”

    การใช้งานคือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องมาก่อนเรื่องอื่นสำหรับอาวุธที่พวกเซ็คชั่น 9 ใช้ ซึ่งทั้งหมดเป็นการใช้กระสุนเปล่าเพื่อให้ได้ภาพแสงที่ถูกยิงออกมา ปืนส่วนใหญ่ถูกปรับแต่งเล็กน้อยเพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นอาวุธโลกอนาคตมากขึ้น ปืนล่องหนของเมเจอร์สร้างโดยอิงจากปืนกล๊อก 17, 9มม. ที่มีการปรับแต่ง บาตูใช้ปืน Kripes Precision และปืนกลมือที่เจ้าหน้าที่หน่วยเซ็คชั่น 9 พก สร้างจากปืน Hicker & Cock MP-5K ขณะที่อารามากิพกปืนลูกโม่แอนทีคอย่าง Smith & Wesson ที่มีซองที่สั่งตัดเย็บ ตกแต่งโดยงานออกแบบต้นซากุระและซามูไร

    ผู้ที่เข้ามาเสริมงานแอ็กชั่นก็คือ ผู้แต่งดนตรีประกอบ คลิ้นต์ แมนเซลล์ ซึ่งท่วงทำนองเรียบง่ายได้พัฒนาไปผ่านการเดินทางเพื่อค้นพบของเมเจอร์ “ผมรู้สึกว่าเราต้องการดนตรีประกอบที่จะช่วยให้เราเข้าใจถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเธอทางอารมณ์” แซนเดอร์สบอก “ผลงานที่ประสบความสำเร็จที่สุดของคลิ้นต์หลายชิ้นทำได้เช่นนั้นครับ คลิ้นต์เป็นผู้แต่งดนตรีประกอบที่มีความกล้าหาญ และงานดนตรีของเขาได้ขยายจักรวาลของภาพยนตร์เรื่องนี้ออกไป ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการเสียงที่เป็นแบบฉบับ และต้องการคนที่ไม่ได้คอยห่วงหนังสือแจ้งกฎ”

    Ghost in the Shell คือเรื่องที่ยากจะถ่ายทำได้ แซนเดอร์สบอกเอาไว้ แต่ก็ทำให้เขามีโอกาสได้นำโลกที่เขาเคยตกหลุมรักมาขึ้นจอภาพยนตร์ได้ “ผมคือผู้ใหญ่ที่มีอารมณ์แบบวัยรุ่นครับ” แซนเดอร์สยอมรับ “Ghost in the Shell เข้าไปเกาะกุมจินตนาการของผม ผมเฝ้ารอมานานมากแล้วที่จะหาโปรเจ็กต์เรื่องต่อไปที่ดูเหมาะเจาะ เพราะงานสร้างภาพยนตร์นั้นเป็นงานใหญ่มาก คุณต้องใช้ชีวิตและหายใจเข้าออกเป็นมันอยู่ทุกวัน ดังนั้นผมจึงต้องเลือกการเดินทางที่ผมอยากจะเดินไปจริงๆ ครับ”

    สุดท้าย Ghost in the Shell ก็คือเรื่องเกี่ยวกับว่าคนเราอาจต้องเปลี่ยนไปสักแค่ไหนเพื่อจะเอาชีวิตรอดในอนาคต ตามที่ อารี อารัดบอก “เทคโนโลยีคอยทิ่มแทงชีวิตเราในแบบที่แตกต่างกันไป ที่นี่ เรากำลังผสมผสานมนุษย์และจักรกลเข้าด้วยกัน แต่อย่างไรก็ดี ตัวตนเล็กๆ ของเมเจอร์ยังเหลืออยู่ เธอยังคงเป็นมนุษย์ แทนที่เรื่องจะพูดถึงความหวาดกลัวอนาคต มันคือภาพยนตร์ที่พูดถึงการค้นหาทางที่จะผ่านอนาคตที่ซับซ้อนไปให้ได้”

    แซนเดอร์สมองเห็นสารอันยิ่งใหญ่มากขึ้นในไอเดียที่ยากพอๆ กับที่เราพยายามนำเสนอ นักวิทยาศาสตร์ของแฮนกะ คอร์ปอเรชั่น ไม่สามารถทำลายความเป็นมนุษย์ของเมเจอร์ได้ “เทคโลโนยีไม่สามารถกดขี่จิตวิญญาณได้ ตัวตนของเรายังคงอยู่ในรูปแบบอื่น ตัวละครของเมเจอร์ต้องผ่านการเปลี่ยนแปลง กระบวนการที่จะเข้าใจ และมาถึงบทสรุปที่เกิดขึ้นกับเธอ ความดีและความชั่ว มันมีสารที่แข็งแกร่งอยู่ในนั้น และผมก็อยากจะแสดงมันออกไป ไม่ว่าเราจะเป็นใคร และไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเรา นั่นคือสิ่งที่สร้างเราขึ้นมา นั่นคือความแข็งแกร่งของเรา และนั่นคือพลังของเราครับ”

    ประวัตินักแสดง
    สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน (SCARLETT JOHANSSON) รับบท เมเจอร์
    สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน เจ้าของรางวัลโทนี่และรางวัลบัฟต้า และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำมาแล้วสี่รางวัล รับบทนำเป็น เมเจอร์ ในภาพยนตร์ใหม่เรื่อง Ghost in the Shell ซึ่งดัดแปลงบทมาจากมังงะญี่ปุ่น มีกำหนดเปิดตัวฉายวันที่ 31 มีนาคม 2017 เธอยังจะแสดงนำร่วมกับ เคท แม็คคินน่อน และโซอี้ คราวิทซ์ ในภาพยนตร์ตลกเรท R เรื่อง Rock That Body ซึ่งจะเข้าฉายในวันที่ 16 มิถุนายน 2017

    ในปี 2016 เธอกลับไปรับบท “นาตาชา โรมานอฟฟ์/ แบล็ค วิโดว์ ในภาพยนตร์เรื่อง Captain America: Civil War, ให้เสียงพากย์ตัวละครงูยักษ์ “คา” ในภาพยนตร์ของดิสนีย์ เรื่อง The Jungle Book จากฝีมือกำกับของ จอน แฟฟโรว์ และนำแสดงในภาพยนตร์ของพี่น้องโคเอนส์ เรื่อง Hail, Caesar! เมื่อเร็วๆ นี้ เธอยังให้เสียงพากย์กับภาพยนตร์แอนนิเมชั่นเรื่อง Sing ซึ่งเธอรับบทเป็นเม่นพั๊งก์ร็อคที่ชื่อว่า แอช ปัจจุบัน เธอได้ชื่อว่าเป็นนักแสดงหญิงที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล และเป็นนักแสดงที่ทำรายได้สูงสุดในปี 2016 โดยผลงานภาพยนตร์ของเธอสามารถทำรายได้ในปีนั้นได้มากกว่า $1.2 พันล้าน และทำรายได้รวมทั้งหมด $3.6 พันล้าน

    เธอแสดงนำในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่อง Avengers: Age of Ultron ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า 1.4 พันล้าน และรับบทนำในภาพยนตร์แอ็กชั่น ทริลเลอร์ที่ประสบความสำเร็จของ ลุค เบสซง เรื่อง Lucy และในภาพยนตร์ไซไฟสุดฮาร์ตของ โจนาธาน เกลเซอร์ เรื่อง Under the Skin เธอยังให้เสียงกับภาพยนตร์รักไซไฟที่ได้รับคำชมของ สไปก์ จอนซี่ เรื่อง Her ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลดารานำหญิงยอดเยี่ยมที่งานเทศกาลภาพยนตร์กรุงโรม

    โจแฮนส์สันได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชม และได้รับรางวัล Upstream Prize สาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยม จากงานเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ จากการรับบทนำประกบกับ บิลล์ เมอร์เร่ย์ ในภาพยนตร์เรื่อง Lost in Translation ผลงานภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ของ โซเฟีย คอปโปล่า

    ด้วยวัยเพียง 12 ปี โจแฮนส์สันได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมไปทั่วโลกจากบท เกรซ แม็คคลีน วัยรุ่นที่ประสบอุบัติเหตุจากการขี่ม้าในภาพยนตร์ของ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด เรื่อง The Horse Whisperer จากนั้น เธอได้สดงนำในภาพยนตร์ของ เทอร์รี่ ซไวคอฟฟ์ เรื่อง Ghost World จนเธอได้รับรางวัลดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก Toronto Film Critics Circle โจแฮนส์สันนยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ดราม่าเสียดสีของพี่น้องโคเอน เรื่อง The Man Who Wasn’t There โดยประกบบทบาทกับ บิลลี่ บ๊อบ ธอร์นตัน และฟรานเซส แม็คดอร์แมนด์

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอ ได้แก่ ภาพยนตร์ของ จอน แฟฟโรว์ เรื่อง Chef, The Avengers, Don Jon ซึ่งเธอประกบบทกับ โจเซฟ กอร์ดอน ลิววิตต์, Hitchcock ซึ่งเธอประกบบทกับ แอนโธนี่ ฮอปกิ้นส์; We Bought A Zoo ผลงานของ คาเมร่อน โครว์; ภาพยนตร์ฮิตโกยรายได้ เรื่อง Iron Man 2; ภาพยนตร์ของพี่น้องไวทซ์ เรื่อง In Good Company และร่วมแสดงกับ จอห์น ทราโวลต้า เรื่อง A Love Song for Bobby Long ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ และภาพยนตร์ของ วูดี้ อัลเลน เรื่อง Match Point ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำเป็นตัวที่สี่ติดต่อกันในเวลาสามปี ผลงานอื่นๆ ของเธอ ได้แก่ He’s Just Not That Into You, Vicky Cristina Barcelona, The Other Boleyn Girl, The Spirit, Girl with a Pearl Earring ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ โคลิน เฟิร์ธ; The Island ร่วมแสดงกับ ยวน แม็คเกรเกอร์, ภาพยนตร์ของ ไบรอัน เดอ พัลม่า เรื่อง The Black Dahlia; ภาพยนตร์ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่อง The Prestige และ The Nanny Diaries

    พิลู แอสเบก (PILOU ASBÆK) รับบท บาตู
    พิลู แอสเบก นักแสดงชายชาวเดนมาร์ก มีผลงานที่สร้างความประทับใจด้วยบทบาทที่หลากหลายมากมาย และเขายังพัฒนาผลงานของเขาอย่างไม่เกรงกลัวด้วยผลงานใหม่ๆ และยังพิสูจน์ตัวแล้วว่าเขาเป็นหนึ่งในนักแสดงที่มีคนต้องการตัวมากที่สุดทั้งในแวดวงภาพยนตร์และทีวี

    แอสเบกร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงบทมาจากอนิเมะสุดคลาสสิกเรื่อง GHOST IN A SHELL โดยประกบบทกับ สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน แอสเบกยังจะร่วมแสดงในผลงานการกำกับเรื่องแรกของ เคท และลอร่า มัลเลียวี่ เรื่อง WOODSHOCK ซึ่งนำแสดงโดย เคิร์สเตน ดันสต์ ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวฉายในช่วงปลายปี

    ปัจจุบัน เขาอยู่ระหว่างถ่ายทำซีซั่นที่ 7 ของซีรีส์บล็อกบัสเตอร์ของ HBO เรื่อง GAME OF THRONES ซึ่งทุกวันนี้กลายเป็นซีรีส์ที่คว้ารางวัลได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเอ็มมี่ โดยแอสเบกเปิดตัวเมื่อซีซั่นที่แล้วในบท ลอร์ดแห่งไอร์ออน ไอสแลนด์ที่เพิ่งได้รับแต่งตั้ง “ยูรอน เกรย์จอย”

    เมื่อปีที่แล้ว แอสเบก รับบทเป็น “พอนเทียส พิเลท” ในงานรีเมกของ ทิเมอร์ เบกแมมบีทอฟ เรื่อง BEN-HUR โดยเขาร่วมแสดงกับ แจ็ค ฮุสตัน และมอร์แกน ฟรีแมน ผลงานเรื่องนี้ออกมาหลังจากการได้กลับไปร่วมงานกันหลายครั้งระหว่างเขากับมือเขียนบท/ ผู้กำกับชาวเดนมาร์ก โทเบียส ลินด์โฮล์ม อาทิเช่น เรื่อง APRIL 9TH, HIJACKING และล่าสุด ก็คือ A WAR ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในปี 2015 ในสาขา “ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม” แอสเบกยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ ลุค เบสซง เรื่อง LUCY โดยเขาร่วมแสดงกับ สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกให้กับยูนิเวอร์แซล และซัมมิทไปมากกว่า $460 ล้านเหรียญ

    ทาเคชิ คิตาโน่ (TAKESHI KITANO) รับบท อารามากิ
    ทาเคชิ คิตาโน่ เกิดในโตเกียว เมื่อปี 1947 และเข้าสู่วงการบันเทิงในปี 1972 ในชื่อ บีท ทาเคชิ ซึ่งเป็นชื่อในการแสดงที่เขาใช้มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งต่างไปจากชื่อที่เขาใช้ในฐานะผู้กำกับ ในฐานะหนึ่งในสองคู่หูสุดฮา ทูบีท คิตาโน่จึงเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในความเป็นที่นิยมของ แมนไซ (สแตนอัพ คอมิดี้) ในช่วงปลายยุค 1970 ด้วยศิลปะในการพูดที่โดดเด่น ทำให้คิตาโน่กลายเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในญี่ปุ่นในยุค 1980s

    ในฐานะนักแสดง คิตาโน่เคยได้รับคำชมไปทั่วโลกจากบทบาทในภาพยนตร์ของ นากิสะ โอชิม่า เรื่อง MERRY CHRISTMAS, MR.LAWRENCE (83) เขาได้กลับไปร่วมงานกับโอชิม่าอีกครั้งในภาพยนตร์เอพิคซามูไร ปี 1999 เรื่อง TABOO (Gohatto) เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของโยอิจิ ไซอิ ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเบสเซลเลอร์ เรื่อง BLOOD AND BONES (04) และในภาพยนตร์สร้างกระแสปี 2001 ของ คินจิ ฟุกาสะกุ เรื่อง BATTLE ROYAL II (03) ผลงานการแสดงของเขา ยังรวมถึงภาพยนตร์ของ โรเบิร์ต ลอนโก้ เรื่อง JOHNNY MNEMONIC (US, 95) และภาพยนตร์ของ ฌ็อง-ปิแอร์ ไลโมซิน เรื่อง TOKYO EYES (ฝรั่งเศส, 98) คิตาโน่เริ่มประเดิมงานกำกับชิ้นแรกด้วยภาพยนตร์เรื่อง VIOLENT COP (89) ที่ซึ่งเขาแสดงนำด้วย เขายังกำกับภาพยนตร์ต่อมาอีกหลายเรื่อง ได้แก่ BOILING POINT (90), A SCENE AT THE SEA (91), SONATINE(93), GETTING ANY? (95) และ KIDS RETURN (96) เขาได้รับคำชมในฐานะผู้กำกับ ด้วยภาพยนตร์เรื่อง HANA-BI ซึ่งคว้ารางวัลสิงโตทองคำ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ปี 1997 ติดตามมาด้วยภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาที่ได้เข้าชิงรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์, KIKUJIRO (99) ภาพยนตร์แอ็กชั่นที่ร่วมสร้างหลายประเทศ, BROTHER (01) และ Dolls (02) ผลงานย้อนยุคเรื่องแรกของเขา ZATOICHI (03) ทำให้เขาได้รับรางวัลสิงโตเงิน (ผู้กำกับยอดเยี่ยม) อีกครั้งที่งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ผลงานสามเรื่องต่อมาของเขา คืองานไตรภาคที่สะท้อนตัวตนของเขา ได้แก่ TAKESHIS’ (05), GLORY TO THE FILMMAKER! (07) และ ACHILLES AND THE TORTOISE (08) หลังจากเปิดตัวฉายภาพยนตร์เรื่อง TAKESHIS’ คิตาโน่ได้รับรางวัล Special Culture Award จากงานแจกรางวัล 10th Galileo 2000 Awards ในอิตาลี และในปี 2007 คิตาโน่กำกับภาพยนตร์สั้นเรื่อง ONE FINE DAY ให้กับโครงการ “Chacun son cinema” ครบรอบ 60 ปี ของงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์

    ในปีเดียวกัน คิตาโน่กลายเป็นบุคคลแรกที่ได้รับรางวัลที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ “Glory to the Filmmaker!” จากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส เขายังได้รับรางวัล Lifetime Achievement Award ที่งานเทศกาลนานาชาติมอสโคว์ (08) และได้รับรางวัล Honorary Golden Alexander Award ที่งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ Thessaloniki (08)

    ภาพยนตร์ใต้ดินญี่ปุ่นสองเรื่อง OUTRAGE (10) และภาคต่อ OUTRAGE BEYOND (12) กลายเป็นความสำเร็จทางด้านรายได้ ผลงานเรื่องต่อมาของเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่ 17 RYUZO AND HIS SEVEN HENCHMEN (15) ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย และในปี 2010 เขาได้รับรางวัล Commander of the Order of Arts and Letters of France

    ปัจจุบัน คิตาโน่ยังคงมีงานแสดง รวมถึงปรากฎตัวในรายการทีวีประจำทุกอาทิตย์ รวมถึงยังมีการเขียนบทความ นอกจากนี้ เขายังจัดการแสดงตลกในโตเกียว ซึ่งตั๋วขายหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว

    จูเลียตต์ บีนอช (JULIETTE BINOCHE) รับบท ดร.อูเล่ท์
    จูเลียตต์ บีนอช นักแสดงหญิงชาวปารีเซียง เคยได้รับรางวัลออสการ์ รางวัลบัฟต้า และรางวัลยูโรเปี้ยน ฟิล์ม อวอร์ด จากภาพยนตร์ปี 1996 เรื่อง “The English Patient” บีนอชยังเป็นนักแสดงหญิงเพียงคนเดียวที่ได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในเทศกาลภาพยนตร์ยุโรปใหญ่ๆ ถึงสามเทศกาล ได้แก่ได้รับรางวัลปาล์มทองคำที่เมืองคานส์จากภาพยนตร์เรื่อง “Certified Copy (2010) และได้รับรางวัล Volpi Cup และ Pasinetti Award ที่เวนิส จากภาพยนตร์เรื่อง “Three Colors: Blue” (1993) และรางวัลหมีเงินจากกรุงเบอร์ลิน จากภาพยนตร์เรื่อง “The English Patient” (1996)

    บทบาทที่โดดเด่นที่สุดของเธอ ได้แก่ บทบาทในภาพยนตร์เรื่อง “Chocolat” ที่เธอร่วมแสดงกับ จอห์นนี่ เด๊ปป์ (ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ตัวที่ 2`), “The Unbearable Lightness of Being” ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ แดเนียล เดย์-ลูอิส, “Wuthering Heights” ร่วมแสดงกับ เรล์ฟ ไฟนส์, “Dan in Real Life” ร่วมแสดงกับ สตีฟ คาเรลล์ และภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ปี 2014 เรื่อง “Godzilla” ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $500 ล้าน

    เมื่อไม่นานมานี้ เธอร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง “Clouds of Sils Maria” (2015) โดยประกบบทกับ เคิร์สเตน ดันสต์ และในภาพยนตร์เรื่อง “The 33” (พฤศจิกายน ปี 2015) ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ แอนโรนิโอ แบนเดอรัส โดยสร้างมาจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงกับหายนะการทำเหมืองในปี 2010

    ไมเคิล พิตต์ (MICHAEL PITT) รับบท คูเซ่
    ไมเคิล พิตต์คือนักแสดง มือเขียนบท ผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง และนักดนตรีชาวอเมริกัน เขามีชื่อเนียงเป็นที่รู้จักดีจากหลายบทบาทที่ยากจะลืมเลือน โดยเขาเคยได้ทำงานกับผู้กำกับที่มีความสามารถมากที่สุดหลรายคน อาทิเช่น มาร์ติน สกอร์เซเซี่, กัส แวน แซนต์, เบอร์นาโด้ เบอร์โตลุคชี่, ไมเคิล ฮาเนกี้ และลาร์รี่ คล๊าร์ก

    เมื่อไม่นานมานี้ พิตต์แสดงในซีรีส์ของ HBO ที่คว้าทั้งรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลเอ็มมี่ เรื่อง “Boardwalk Empire” ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ สตีฟ บุสเซมี่, ไมเคิล แชนน่อน, ไมเคิล สตัห์ลบาร์, สตีเฟ่น แกรห์ม และเคลลี่ แม็คโดนัลด์

    ไมเคิล ฮาเนกี้ เลือก พิตต์ ให้มาร่วมแสดงในงานรีเมกภาพยนตร์เรื่อง “Funny Games” ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ ทิม ร็อธ และนาโอมี่ วัตต์ส เบอร์นาร์โด เบอร์โตลุคชี่ เลือกเขาให้มาแสดงภาพยนตร์คัลท์คลาสสิกเรื่อง “The Dreamers” ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม กัส แวน แซนต์เลือกพิตต์ให้แสดงนำและทำดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์เรื่อง “Last Days” ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลปาล์มทองที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

    เมื่อเร็วๆ นี้ พิตต์เพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการรับบทนำในภาพยนตร์ของ ซามวล เบนเช็ตริท เรื่อง “Asphalte” ในฝรั่งเศส และรับบทนำในภาพยนตร์ของ แจ็คกี้ เอิร์ล เฮลี่ย์ เรื่อง “Criminal Activities” ซึ่งเขาร่วมงานกับ แดน สตีเว่นส์ และจอห์น ทราโวลต้า และร่วมแสดงกับ เควิน คอสต์เนอร์ และไรอัน เรย์โนลด์ส ในภาพยนตร์ของ เอรีล วโรเมน เรื่อง “Criminal”
    ในปี 2015 พิตต์ประเดิมงานกำกับ ด้วยภาพยนตร์ความยาว 18 นาทีเรื่อง “The Driver” ปัจจุบัน เขาอยู่ระหว่างพัฒนางานสร้างภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา

    ชิน ฮาน (CHIN HAN) รับบท โทกุสะ
    ชิน ฮานร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่เปิดตัวฉายในปี 2016 สองเรื่องด้วยกัน ได้แก่ ภาพยนตร์ของฟ็อกซ์ เรื่อง “Independence Day Resurgence” และผลงานการร่วมสร้างระหว่างจีนและเยอรมัน เรี่อง “A Different Sun”

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ “The Dark Knight” (蝙蝠侠前传2), ภาพยนตร์ของ โรแลนด์ เอ็มเมอริช เรื่อง “2012” และภาพยนตร์ของ กัส แวน แซนต์ เรื่อง “Restless” ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่เปิดตัวฉายในส่วนนของ Un Certain Regard ที่เมืองคานส์ในปี 2011 ชิน ฮานยังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง “Contagion” ผลงานการกำกับของ สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก และร่วมแสดงกับ แม็ตต์ เดม่อน, มาริยง โกติยาร์ด, เคท วินสเลท และจู๊ด ลอว์ และมีบทรับเชิญใน “Captain America: The Winter Soldier”

    ดานูเซีย ซามอล (DANUSIA SAMAL) รับบท ลาดริยา
    ละครเวทีสองเรื่อง โดยรับบทนำในเรื่อง “Two Noble Kinsmen” และรับบท แอสเทรีย ในเรื่อง “The Rover”

    ในปี 2015 ซามอลมีบทบาทประจำในซีรีส์ของอเมริกันเรื่อง “Tyrant: Series 2” และยังเป็นนักแสดงเสียงให้กับผลงานทางวิทยุของ บีบีซี ด้วย

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซามอลเพลิดเพลินไปกับงานแสดงละครเวทีที่หลากหลาย ในปี 2015 เธอร่วมแสดงในละครเวทีเรื่อง “The Odyssey: Missing Presumed Dead” ซึ่งได้สี่ดาวทั้งจากเดอะไทม์ และเดอะการ์เดี้ยน และร่วมแสดงในละครของ ซินน์ แฮร์ริส เรื่อง “How to Hold your Breath”

    ส่วนในปี 2014 เธอรับบทเป็น มอด ลินน์ ในละครของ มาร์คัส การ์ดลี่ย์ เรื่อง “The House That Will Not Stand” และรับบทเป็น เดมี่ ในละครเวทีของ เรเชล เดอ-ลาเฮย์ เรื่อง “Circles” ส่วนในปี 2013 ซามอลรับบทนำใน “Billy The Girl;” รับบท ลูลู ในละครเวทีเรื่อง “The Birthday Party” และรับบท เกรซ ใน “Liar, Liar” รวมถึงในละครเวทีเรื่อง “1001 Nights”

    “Ghost in the Shell” คือผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของซามอล

    ลาซารัส ราทูเอรี่ (LASARUS RATUERE) รับบท อิชิกาว่า
    ลาซารัส ราทูเอรี่ นักแสดงชาวออสเตรเลีย ประเดิมงานแสดงภาพยนตร์อเมริกันเรื่องแรก ด้วย “Ghost in the Shell” ในปี 2017 เขายังมีบทประจำในซีซั่นที่ 2 ของซีรีส์เรื่อง “Cleverman” และงานดราม่าสุดลึกลับของ HBO เรื่อง “The Leftovers”

    ราทูเอรี่ร่วมแสดงในภาพยนตร์ตลก เรื่อง “The Mule” ซึ่งนำแสดงโดย ฮิวโก้ วีฟวิ่ง รวมไปถึงภาพยนตร์สั้นอีกหลายเรื่องในออสเตรเลีย

    ยูกาตะ อิซุมิฮาระ (YUKATA IZUMIHARA) รับบท ไซโต้
    ยูกะตะ อิซุมิฮาระ คือนักแสดงชาวออสเตรเลีย และยังเป็นนักแสดงสตั๊นต์ที่เคยสร้างความประทับใจมาแล้วกับการแสดงและการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางทหารให้กับทั้งภาพยนตร์ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอเมริกา รวมไปถึงมีผลงานทางทีวีด้วย

    ผลงานที่ถือเป็นไฮไลท์ของเขา ได้แก่ภาพยนตร์ใหม่ของฮอลลีวู้ด เรื่อง “Meg”, ภาพยนตร์ของ เมล กิ๊บสัน เรื่อง “Hacksaw Ridge,” ภาพยนตร์ของ แองเจลิน่า โจลี่ เรื่อง “Unbroken,” “The Wolverine” ซึ่งนำแสดงโดย ฮิวจ์ แจ็คแมน และ “Superman Returns” รวมไปถึงมินิซีรีส์ของ HBO ที่ได้รับคำชมเรื่อง “The Pacific” ผลงานเรื่องอื่นๆ ได้แก่ “A Place to Call Home,” ภาพยนตร์ของมิราแม็กซ์ เรื่อง “The Great Raid” และ “The Postcard Bandit” เขายังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางทหารและร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง “The Railway Man” ซึ่งนำแสดงโดย เจเรมี่ เออร์วิน, โคลิน เฟิร์ธ และนิโคล คิดแมน; ผลงานของเอบีซี เรื่อง “Sisters of War” และซีรีส์ของออสเตรเลีย เรื่อง “Kokoda”

    ทาวันดาแมนยิโน่ (TAWANDA MANYIMO) รับบท บอร์ม่า
    ทาวันดา แมนยิโม่ ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องใหม่ เรื่อง “Meg” และ “The Changeover” และมีบทนำในภาพยนตร์เรื่อง “Tropical Snow” ปัจจุบัน เขาร่วมแสดงอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง “Slow West” ซึ่งนำแสดงโดย ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์ และ “The Rover” ซึ่งกำกับโดย เดวิด มิชอด

    ผลงานในนิวซีแลนด์ของเขา ได้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “Rage” และหนังสั้นเรื่อง “Dancers,” “The Guardian,” ปัจจุบันเขาอยู่ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “The Seraphim Heresey” และ “Monkeys Don’t Mix” รวมไปถึงมินิซีรีส์ทางทีวีเรื่อง “Flat3” และซีรีส์เรื่อง “Girl vs. Boy” และภาพยนตร์ที่ฉายทางทีวีเรื่อง “Tangiwai”

    ประวัติทีมผู้สร้าง
    รูเพิร์ต แซนเดอร์ส (RUPERT SANDERS) – ผู้กำกับ
    รูเพิร์ต แซนเดอร์ส มีทั้งจินตนาการ การใส่ใจในรายละเอียด และความเป็นมนุษย์ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่มีคนต้องการตัวมากที่สุดในโปรเจ็กต์ฟอร์มยักษ์

    เขามีผลงานใหม่อย่าง Ghost in the Shell ซึ่งสร้างจากมังงะชื่อเดียวกันของญี่ปุ่น และนำแสดงโดย สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน ซึ่งใช้เวลาดำเนินงานสร้างอยู่นานสามปี

    แซนเดอร์สประเดิมงานกำกับชิ้นแรกด้วยภาพยนตร์ของ ยูนิเวอร์แซล เรื่อง Snow White and the Huntsman ซึ่งนำแสดงโดย คริส เฮมส์เวิร์ธ, คริสเตน สจ๊วร์ต และชาร์ลิซ เธียรอน ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวฉายในเดือนมิถุนายน ปี 2012 และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลต่างๆ ทั้งหมด 31 รางวัล รวมถึงได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึงสองรางวัลด้วยกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้จากทั่วโลกไปเกือบ $400 ล้าน

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Log in | Designed by Gabfire themes