Girls Trip | ทริปเพื่อนซี้สาวซ่าส์

Girls Trip | ทริปเพื่อนซี้สาวซ่าส์

  • Genres: Comedy
    Running Time: 122 min
    Release Date: July.21,2017 (USA)
    MPAA Rating: R for crude and sexual content throughout, pervasive language, brief graphic nudity, and drug material
    Distributors: Universal Pictures, Will Packer Productions
    Starring: Regina Hall, Queen Latifah, Jada Pinkett Smith
    Directed by: Malcolm D. Lee

    Girls Trip คอมมิดี้ใหม่กิ๊กจากผู้กำกับ/ผู้อำนวยการสร้าง มัลคอล์ม ดี. ลี (แฟรนไชส์ The Best Man, Barbershop: The Next Cut) และผู้อำนวยการสร้างวิล แพ็คเกอร์ (แฟรนไชส์ (Ride Along และ Think Like a Man) เล่าเรื่องของสี่แก๊งชะนี ไรอัน, ดีนา, ลิซาและซาชา ระหว่างที่พวกเธอเดินทางไปร่วมงานเทศกาลเอสเซนส์ที่นิวออร์ลีนส์ ที่ซึ่งมิตรภาพแน่นแฟ้นระหว่างพวกเธอได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ ความแสบซ่าส์ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง และก็มีเรื่องของการแดนซ์ การดื่ม การทะเลาะตบตีและเรื่องรักๆ ใคร่ๆ มากพอจนเมืองนี้ถึงกับต้องอาย

    ทีมนักแสดงระดับแนวหน้าของเรื่องนำทีมโดยเรจินา ฮอล (When the Bough Breaks) ในบทไรอัน เพียร์ซ นักเขียนผู้ประสบความสำเร็จ ผู้กำลังอยู่ตรงทางแยกในชีวิตคู่, ทิฟฟานี แฮดดิช (Keanu) ในบท ดีนา สาวใจร้อน รักอิสระ ผู้ภักดีกับเพื่อนสุดๆ, จาดา พิงเก็ตต์ สมิธ (Bad Moms) ในบท ลิซา คูเปอร์ พยาบาลหัวเก่า คุณแม่ลูกสอง ผู้โหยหาวันพักพ่อนช่วงสุดสัปดาห์และควีน ลาติฟาห์ (Miracles from Heaven) ในบท ซาชา แฟรงค์ลิน บล็อกเกอร์ข่าวซุบซิบ ผู้อยากจะเริ่มต้นชีวิตใหม่

    ภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมแสดงโดยทีมนักแสดงสมทบมากความสามารถ ที่รวมถึงลาเรนซ์ เทท (Love Jones) ในบท จูเลียน สตีเวน์ เพื่อนๆ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยของสาวๆ, โคฟี ซิริโบ (ซีรีส์ Queen Sugar) ในบทมาลิค ผู้เข้าร่วมเทศกาลเจ้าเสน่ห์ ผู้ที่ลิซาสนใจ, ไมค์โคลเตอร์ (Luke Cage ทางเน็ตฟลิกซ์) ในบท สจวร์ต เพียร์ซ นักฟุตบอลเอ็นเอฟแอลที่อำลาวงการไปแล้ว และสามีเจ้าเสน่ห์ของไรอัน, เคท วอลช์ (ซีรีส์ Private Practice) ในบทอลิซาเบธ ดาเวลลี เอเจนท์ผู้กระตือรือร้นของไรอันและเด็บราห์ อยอรินด์ (Luke Cage) ในบทซิโมน เพื่อนของสจวร์ต ผู้เป็นตัวกวนใจในช่วงสุดสัปดาห์

    ผู้ที่ทำงานเบื้องหลังร่วมกับลีและแพ็คเกอร์คือทีมงานมากประสบการณ์ที่ร่วมงานกับพวกเขามานาน และนำทีมโดยผู้กำกับภาพเกร็ก การ์ดิเนอร์ (The Best Man Holiday, Elf), ผู้ออกแบบงานสร้าง คีธ ไบรอัน เบิร์นส์ (The Best Man Holiday, Hustle & Flow), มือลำดับภาพ พอล มิลส์พัฟ (The Best Man Holiday, Barbershop: The Next Cut), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แดเนียล ฮอลโลเวล (แฟรนไชส์ The Best Man, Undercover Brother) และนักประพันธ์ เดวิด นิวแมน (Welcome Home, Roscoe Jenkins, แฟรนไชส์ Nutty Professor)

    บทภาพยนตร์เขียนโดยเคนยา แบร์ริส (ผู้สร้างซีรีส์ Black-ish) และเทรซี โอลิเวอร์ (Barbershop: The Next Cut) จากเรื่องราวโดยเอริกา ริวิโนจา (ซีรีส์ The Last Man on Earth) ร่วมด้วยแบร์ริสและโอลิเวอร์

    เจมส์ โลเปซ (The Perfect Guy) หัวหน้าฝ่ายภาพยนตร์ของวิล แพ็คเกอร์ โปรดักชันส์และเพรสตัน โฮล์มส์ (Birth of a Nation) รับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้าง
    Girls Trip ถ่ายทำในนิวออร์ลีนส์

    เก็บกระเป๋าสิ:
    Girls Trip เริ่มต้นขึ้น

    คอมมิดี้รวมดาราเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับผู้อำนวยการสร้างวิล แพ็คเกอร์ ผู้สร้างแฟรนไชส์ Think Like a Man และ Ride Along รวมถึงคอมมิดี้และดรามาที่แฟนๆ ชื่นชอบอีกหลายเรื่อง ในตอนที่เขาครุ่นคิดถึงไอเดียสำหรับโปรเจ็กต์ถัดไป เขาก็ตัดสินใจว่าเขาอยากจะนำเสนอผู้หญิงผิวสีในแบบที่ไม่ค่อยมีใครเห็น นั่นคือในคอมมิดี้เรท R แบบไร้ขีดจำกัด “มันมีแนวคิดหรือข้อห้ามในคนบางกลุ่มที่ว่า พวกผู้หญิงไม่ได้สนุกกันแบบนั้น” แพ็คเกอร์กล่าว ผู้อำนวยการสร้างต้องการจะเปลี่ยนแปลงเรื่องนั้นและสะท้อนถึงความจริงของการสังสรรค์เฮฮาของสาวๆ ที่ควรจะถูกนำเสนอมาตั้งนานแล้ว…โดยมีการผสมคอมมิดี้สุดฮาเข้ามาซักหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติ

    ในตอนที่เขาเริ่มระดมความคิด แพ็คเกอร์ก็ติดต่อเพื่อนและนักแสดงหญิง ผู้ที่เขาเคยร่วมงานด้วยในภาพยนตร์หลายเรื่อง เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับพล็อตเรื่องที่กำลังก่อตัวขึ้น “ตอนที่ผมนึกถึงไอเดียสำหรับ Girls Trip หนึ่งในคนแรกๆ ที่ผมคุยด้วยคือเรจินา ฮอล แม้แต่ก่อนที่ผมจะคุยกับสตูดิโอด้วยซ้ำ ผมบอกว่า ‘ถ้าเราให้ผู้หญิงสี่คนไปร่วมงานเทศกาลเอสเซนส์ ทำตัวสนุกสุดเหวี่ยง แสบ ซ่าส์ รั่ว เอาตัวรอดได้แล้วรื้อฟื้นมิตรภาพระหว่างพวกเธอได้สำเร็จล่ะ’ เธอก็บอกว่า ‘ฟังดูเจ๋งเลย!’ แล้วผมก็รู้ว่าผมมีอะไรซักอย่างแล้ว”

    คนต่อไปที่เขาคุยด้วยคือผู้กำกับมัลคอล์ม ดี. ลี ผู้ซึ่งเขาชื่นชมผลงานมานานแล้วและได้ช่วยหล่อหลอมแนวดรามา คอมมิดี้ในฐานะมือเขียนบท/ผู้กำกับของภาพยนตร์ดังอย่างแฟรนไชส์ The Best Man รวมถึง Welcome Home, Roscoe Jenkins นอกเหนือจากนั้น ในฐานะผู้กำกับที่โด่งดังจาก Undercover Brother และ Barbershop: The Next Cut เอกลักษณ์ในงานภาพยนตร์ของเขาค่อนข้างจะโดดเด่นทีเดียว “เมื่อนึกถึงผู้กำกับสำหรับ Girls Trip ผมนึกถึงมัลคอล์มทันที ผมเพิ่งได้ดู The Best Man Holiday และผมก็ชื่นชอบการที่เขาผสมผสานดรามา หัวใจและคอมมิดี้เข้าด้วยกันได้อย่างแนบเนียน” แพ็คเกอร์กล่าวชื่นชม “ผมเสนอไอเดียของ Girls Trip กับเขาและเขาก็ตอบสนองในทันที ผมตื่นเต้นเพราะผมรู้ว่าผมต้องการคนที่จะสร้างคอมมิดี้สุดฮาให้กับเราและเป็นคนที่สามารถทำให้นักแสดงทุ่มเทใจให้กับหนังของเราได้ด้วย และนั่นก็เป็นสิ่งที่มัลคอล์มทำได้ดีมากๆ ครับ”

    ลีตอบสนองกับไอเดียของเพื่อนผู้อำนวยการสร้างของเขา “เราต่างก็ได้เห็นกระบวนทัศน์ของการที่หนุ่มๆ ทำตัวเลวร้าย แล้วก็ไปเที่ยวช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ทำเรื่องป่วนๆ ทั้งหลาย แล้วก็เอาตัวรอดได้…โดยที่ภรรยาของพวกเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย” เขาเล่า “วิลบอกว่า ‘มาทำแบบนั้นกับสาวๆ แล้วให้เรื่องเกิดขึ้นที่เอสเซนส์ดีกว่า’ ผมบอกเขาว่า ‘ผมเอาด้วย 100 เปอร์เซ็นต์เลย’ นี่เป็นที่ที่เพอร์เฟ็กต์ในการสร้างเรื่องราวเพราะมันเป็นการเฉลิมฉลองผู้หญิงผิวสีและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพวกเธอทุกรูปแบบครับ”

    ผู้กำกับยอมรับว่าตัวเขารู้สึกเชื่อมโยงกับความคิดอ่านและการใช้ภาพลักษณ์ของแพ็คเกอร์มากๆ “วิลคลั่งไคล้การใช้ภาพลักษณ์แบบแอฟริกัน/อเมริกันบนหน้าจอและอยากให้มันเปลี่ยนแปลงการเล่าเรื่อง ให้มีชีวิตชีวาและสมจริงครับ”

    ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างจังหวะเรื่องราวและบทภาพยนตร์ ที่เต็มไปด้วยตัวละคร พร้อมสำหรับการหนีเที่ยวที่สนุกสนาน เต็มไปด้วยความรักๆ ใคร่ๆ และสัปดนสุดๆ การเฉลิมฉลองที่เกินเวลามาห้าปีของพวกเธอไม่เพียงแต่จะทดสอบสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นของมิตรภาพที่ยาวนานของพวกเธอเท่านั้น แต่มันยังจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับพวกเธออีกด้วย แม้ว่าสี่สาวในเรื่องจะเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่กัน แต่พวกเธอก็ไม่ได้มาพบปะสังสรรค์กันมานานแสนนาน วันหยุดสุดสัปดาห์ที่เทศกาลเอสเซนส์ครั้งนี้จะไม่มีลูกๆ หรือกฎใดๆ มาเกี่ยวข้อง คดีเก่าหรือเรื่องทุกข์ใจต่างๆ จะถูกเปิดเผย และทุกคนจะทำตัวยังไงก็ได้

    ตลอดระยะเวลาการพัฒนาบทภาพยนตร์ จากมือเขียนบทเคนยา แบร์ริสและเทรซี โอลิเวอร์ จากเรื่องราวโดยเอริกา ริวิโนจา ร่วมด้วยแบร์ริสและโอลิเวอร์ แพ็คเกอร์ และลีตั้งใจที่จะเล่าเรื่องราวของสี่สาวแก๊งชะนีอย่างที่พวกเธอเป็น…นั่นคือการเผยจุดบกพร่องทุกอย่างของพวกเธอออกมา แม้ว่าบางคนอาจดูเพอร์เฟ็กต์ ในขณะที่คนอื่นๆ ดูเหมือนมีชีวิตยุ่งเหยิง ทีมผู้สร้างก็ยกย่องเส้นแบ่งเลือนรางที่ดึงให้ตัวละครเหล่านี้มารวมตัวกันและสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นตลอดชีวิตให้กับพวกเธอ คอมมิดี้และดรามาที่เกิดจากเรื่องนั้นเป็นอะไรที่สนุกที่สุด

    ผู้กำกับ/ผู้อำนวยการสร้างได้แนะนำให้เราได้รู้จักเรื่องราวของกลุ่ม “ฟลอสซี โพสซี” ตัวละครที่เขารู้สึกว่าพวกเราทุกคนสามารถมองเห็นตัวเราเองในนั้น “เรามีผู้หญิงกลุ่มนี้ที่เรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันและเป็นเพื่อนซี้กัน พวกเธอห่างเหินกันไปบ้างในช่วงสองสามปีนี้เพราะเรื่องราวในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าที่การงาน มิตรภาพ ลูกๆ หรือเวลาสำหรับครอบครัว”

    “พวกเธอเคยไปงานเทศกาลเอสเซนส์ทุกปี แต่พวกเธอก็ไม่ได้ไปมาหลายปี และถึงเวลาที่พวกเธอจะมาเจอกันอีกครั้งแล้ว” ลีกล่าวต่อ “เนื่องด้วยรอยร้าวฉานบางอย่างในความสัมพันธ์ของพวกเธอ มันก็มีคำพูดที่ไม่เคยได้พูดบางคำถูกเผยออกมาในบางช่วงเวลา ท่ามกลางความวุ่นวาย ความสนุกสนานและความมึนเมาที่ตามมา ผมเชื่อว่าทุกคน โดยเฉพาะสาวๆ มองเห็นตัวเองในตัวละครพวกนี้ครับ”

    ลีชื่นชมความเข้าถึงได้ของตัวละครเหล่านี้ ผู้เป็นตัวแทนของผู้ใหญ่จำนวนมากที่ดิ้นรนกับการเหนี่ยวรั้งส่วนที่ดีที่สุดในวัยเยาว์ของพวกเขา ในขณะที่ปล่อยวางจากอดีตและยอมรับบทต่อไปในชีวิตของพวกเขาอย่างเต็มตัว “เราต่างก็รู้จักคนแบบซาชา ที่แฟชันจ๋า และอยู่ตรงทางแยกในหน้าที่การงานของเธอ เรารู้จักคนอย่างไรอัน คนที่ประสบความสำเร็จและพึ่งพาตัวเองได้ แต่อาจจะซ่อนบางอย่างไว้” เขากล่าว “คล้ายๆ กัน เรารู้จักคนอย่างดีนา ที่จะคอยหนุนหลังคุณ คนที่สามารถปรากฏตัวขึ้นในงานปาร์ตี้แล้วทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นได้ คุณอยากให้เธออยู่ด้วย แต่คุณก็จะคิดว่า ‘เธออาจจะสร้างปัญหาให้กับเราได้นะเนี่ย’ แล้วก็มีคนอย่างลิซา ที่รู้สึกหลงทางและต้องค้นหาความเป็นผู้หญิงของตัวเองใหม่ ครั้งหนึ่ง เธอเคยเป็นสาวพราวเสน่ห์ ที่ตอนนี้ถูกรั้งไว้ด้วยกางเกงยีนส์แบบคุณแม่ครับ”

    ไรอัน, ซาชา, ดีนาและลิซา หรือกลุ่ม “ฟลอสซี โพสซี” มุ่งหน้าไปยังนิวออร์ลีนส์ เพื่อร่วมงานเทศกาลเอสเซนส์ ด้วยแผนการที่จะอยู่โต้รุ่งเพื่อดื่ม แดนซ์ ปลดปล่อย ทำตัวแสบซ่าส์ สุดโต่งและสร้างความทรงจำ ด้วยพลังงานที่ล้นเหลือของถนนเบอร์เบินเป็นแบ็คกราวน์ พวกเธอจะต้องรับมือกับประเด็นบางอย่างที่จะถูกเปิดเผยออกมา จาดา พิงเก็ตต์ สมิธ ผู้รับบทลิซา ได้อธิบายถึงที่มาของคำนี้ว่า “มันเป็นช่วงเวลาที่พวกสาวๆ จะชอบตั้งชื่อกลุ่มก๊วนของตัวเองค่ะ”

    พบกับกลุ่มฟลอสซี โพสซี:
    ทีมนักแสดงของคอมมิดี้

    ไรอัน เพียร์ซ นักเขียนและนักธุรกิจที่สร้างตัวเองขึ้นมา ผู้รู้ว่าคุณมีทุกอย่างได้พร้อมมูล ถ้าคุณเพียงแต่ทำงานหนักพอ กำลังพยายามประคับประคองชีวิตคู่ของเธอกับสจวร์ต ซาชา แฟรงค์ลิน ทำบล็อกซุบซิบ และมาถึงจุดที่เธอกำลังสงสัยว่า การตัดสินใจที่จะพยายามไปให้ถึงจุดสูงสุดของเธอเป็นสิ่งคุ้มค่ารึเปล่า สำหรับดีนา เธอเป็นคนหุนหันพลันแล่น ที่เปลี่ยนแปลงอารมณ์ได้อย่างรวดเร็วและจะพูดโพล่งอะไรก็ตามที่เธออยากจะพูด เธอเป็นคนที่คุณแอบหวังว่าอยากเป็นเหมือนเธอและเธอก็ภักดีกับเพื่อนสาวของเธอมากๆ ลิซา คูเปอร์เป็นพยาบาลสาวหัวโบราณ ม่ายสาวผู้มีลูกสองคน เธอต้องการวันหยุดสุดสัปดาห์ครั้งนี้มากกว่าที่ใครๆ ในนิวออร์ลีนส์จะคิดหวังไว้

    ในการถ่ายทอดพลังงานความวุ่นวายของกลุ่มสาวๆ ที่แปลกแยกกันกลุ่มนี้ แพ็คเกอร์และลีได้ค้นหาไปทั่วโลกของสแตนด์อัพ คอมมิดี้และภาพยนตร์ โชคดีที่การมารวมตัวกันของนักแสดงหญิงที่พวกเขาพบก็ยอดเยี่ยมพอๆ กับกลุ่มฟลอสซี โพสซีเลย

    ในตอนที่ทีมผู้สร้างจินตนาการถึงสาวๆ ที่จะมารับบทตัวละครเหล่านี้ พวกเขาก็ได้นึกว่าใครกันที่จะสามารถถ่ายทอดแก่นแท้ของตัวละครแต่ละตัวออกมาได้ ในการทาบทามเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่ พวกเขาพบผู้มีเอกลักษณ์โดดเด่นสำหรับตัวละครเหล่านี้ ทั้งแพ็คเกอร์และลีต่างก็เคยร่วมงานกับเรจินา ฮอลมาก่อนและรู้ว่าเธอเพอร์เฟ็กต์สำหรับบทไรอัน แพ็คเกอร์เล่าถึงเหตุผลที่เขาเลือกเธอว่า “เรจินามีหลายเลเยอร์ ที่เธอสามารถใส่เข้าไปในตัวละครตัวนี้ได้ เธอมีเสน่ห์เหลือเกิน ตลกมากๆ และมีไหวพริบ นอกจากนั้น เธอยังแสดงให้คุณเห็นถึงความลึกซึ้งของเธอด้วย”

    ลี ผู้ที่จริงๆ แล้วเลือกฮอลให้แสดงในผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอด้วย (ในบทขโมยซีน แคนดี้ นักเต้นระบำเปลื้องผ้าหัวใจงามใน The Best Man) เห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้ชมต้องการมานานแล้ว “ผมอยากเห็นเรจินาเปลี่ยนแปลงตัวเองจากการเป็นนักแสดงสมทบไปเป็นนางเอก เธอตลกและมีความสามารถมาก ผมมั่นใจว่าเธอจะสามารถใส่อารมณ์ขันเข้าไปให้กับบทนี้ในแบบที่นักแสดงหลายคนทำไม่ได้ แม้ว่าไรอันจะเป็นแกนหลักด้านอารมณ์ของเรื่อง ผมก็รู้ว่าเรจินาจะนำอะไรมากมายมาสู่หนังเรื่องนี้ได้”

    ตัวฮอลเองก็นับถือลีเช่นกัน เธอเล่าว่า “นี่เป็นครั้งที่สี่แล้วที่ฉันได้ร่วมงานกับมัลคอล์ม เราเป็นเหมือนครอบครัวค่ะ การได้พูดคุยโต้ตอบกับผู้กำกับของคุณเป็นเรื่องเยี่ยมมากเพราะคุณสามารถคุยกับเขาได้เกี่ยวกับความรู้สึกที่คุณมีต่อตัวละครของคุณและสำรวจมันด้วยกัน ฉันได้ร่วมงานกับมัลคอล์มในหนังเรื่องแรกของฉันและฉันก็อาจจะเป็นหมายเลขสิบในแผ่นรายชื่อนักแสดงในตอนนั้น แต่เขาก็ยังเห็นคุณค่าของฉันเมื่อ 18 ปีที่แล้วมากพอๆ กับที่เขามองเห็นคุณค่าของฉันในปัจจุบันนี้ การพูดอะไรแบบนี้ได้เป็นเรื่องที่น่าทึ่งทีเดียวค่ะ”

    แม้ว่าฮอลจะเป็นหนึ่งในคนแรกๆ ที่แพ็คเกอร์ปรึกษาหารือด้วยสำหรับคอมมิดี้เรื่องนี้ เธอก็ชื่นชอบการที่มือเขียนบทของเรื่องได้เนรมิตชีวิตให้กับตัวละครของเธอและสมาชิกกลุ่มฟลอสซี โพสเซคนอื่นๆ นักแสดงหญิงเล่าว่า “ฉันคิดว่าเรื่องราวนี้ตลกมากๆ แต่ก็มีความอบอุ่นมากมายด้วย มันมีข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับความเป็นพี่น้ออง การสนับสนุนกันและสายสัมพันธ์ที่ยาวนานตลอดชีวิตค่ะ” ด้วยความคำนึงถึงมุมมองที่แพ็คเกอร์และลีนำมาสู่โลกภาพยนตร์ ฮอลชื่นชอบการที่ Girls Trip ได้นำพาผลงานของพวกเขาไปอีกระดับ “สิ่งที่ฉันรักมากที่สุดคือการได้เห็นผู้หญิงผิวสีสี่คนสนุกกันสุดเหวี่ยงบนจอเงิน ตัวละครพวกนี้มีหลายมิติมากๆ ค่ะ”

    ไรอัน สมาชิกเพียงคนเดียวของฟลอสซี โพสซีที่แต่งงานแล้ว ดูเหมือนจะมีพร้อมทุกอย่างที่สาวๆ ใฝ่ฝันถึงตอนที่พวกเธอเรียนด้วยกัน อย่างไรก็ดี ฮอลเล่าว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นเลย “ไรอันแต่งงานตั้งแต่ตอนเรียนวิทยาลัยและกลายเป็นต้นแบบของคู่รัก เธอและสจวร์ตทำให้ความฝันกลายเป็นจริง พวกเขาเชื่อในความฝันที่พวกเขาได้นำเสนอและมันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของเธอ ฉันคิดว่าไรอันไม่รู้หรอกว่าจะใช้ชีวิตโดยขาดมันยังไง”

    สมาชิกคนถัดไปของสี่สาวที่ได้ถูกคัดเลือกให้ร่วมแสดงใน Girls Trip คือจาดา พิงเก็ตต์ สมิธ ในบท ลิซา คูเปอร์ และควีน ลาติฟาห์ นักแสดงมากความสามารถ ในบท ซาชา แฟรงค์ลิน ผู้เคยแสดงร่วมกันได้อย่างวิเศษสุดในภาพยนตร์โดยเอฟ. แกรี เกรย์เรื่อง Set It Off

    แพ็คเกอร์ยอมรับว่า เขาตื่นเต้นกับการได้นำซูเปอร์สตาร์ระดับโลกทั้งสองคนมาเจอกันในภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่ง “นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่คุณจะได้เห็นควีน ลาติฟาห์และจาดา พิงเก็ตต์ สมิธแสดงคู่กัน ตอนที่เราคัดเลือกนักแสดงสำหรับหนังเรื่องนี้ มันเป็นสิ่งที่เราคิดขึ้นได้ทีหลัง ควีน ลาติฟาห์เหมาะกับบทซาชา เหมือนกับที่จาดา พิงเก็ตต์ สมิธเพอร์เฟ็กต์สำหรับบท ลิซา ตอนนั้นเองที่เราตระหนักได้ว่า มันจะเยี่ยมแค่ไหนถ้าเราได้ตัวพวกเธอทั้งคู่มาแสดงด้วยกัน พอเรารู้ว่าทั้งคู่สนใจ ซึ่งทั้งคู่ก็ได้คุยกันเพราะพวกเธอคงความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมายาวนานครับ เราก็รู้ว่าเรามีบางสิ่งที่พิเศษสุด ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้วครับ”

    แพ็คเกอร์กล่าวชื่นชมเกี่ยวกับ ลิซา ตัวละครในเรื่องว่า “ผมเป็นแฟนผลงานของจาดามานานแล้ว เธอเป็นคนที่ผมชื่นชมในฐานะนักแสดง นี่เป็นบทที่ผมคิดว่าเธอจะตอบสนองกับมันจริงๆ ผมก็เลยส่งมันไปให้เธอได้พิจารณา เธอชื่นชอบบทนี้ทันทีและมีความคิดบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อทำให้ตัวละครตัวนี้ดียิ่งขึ้นไปอีกครับ”

    พิงเก็ตต์ สมิธเล่าถึงความสนใจของเธอในการร่วมทำงานใน Girls Trip และกล่าวสรุปด้วยคำสั้นๆ ว่า นั่นคือ ‘ทีมนักแสดง’ เธอเล่าว่า “ฉันอยากมีโอกาสได้ร่วมงานกับลาติฟาห์อีกครั้ง ฉันไม่เคยได้ร่วมงานกับเรจินา ฮอลมาก่อนและเธอก็ฮาสุดๆ เลย และแน่นอนว่า ฉันโชคดีที่ได้พบกับทิฟฟานี แฮดดิชและได้ร่วมงานกับเธอค่ะ”

    นักแสดงมากประสบการณ์ผู้นี้สนใจตัวละครของเธอเพราะเธอมองเห็นแสงสว่างในตัวของเธอ แม้ว่าแสงนั้นจะมัวหมองลงไปบ้างตามกาลเวลา แต่มันก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของตัวเธอ “ลิซาวุ่นอยู่กับการเป็นแม่ค่ะ” พิงเก็ตต์ สมิธกล่าว “สมัยเรียน เธอเคยเป็นตัวแสบ แต่ตอนนี้ เธอเป็นแม่ศรีเรือนเหลือเกิน เธอไม่ได้มีสไตล์แบบนั้นอีกต่อไปแล้วเพราะเธอสนใจแต่ลูกๆ กับงาน การเดินทางกับเพื่อนสาวครั้งนี้ของเธอจะช่วยทำให้เธอมีชีวิตชีวาอีกครั้งค่ะ”

    สำหรับการคัดเลือกลาติฟาห์ แพ็คเกอร์มีความยินดีไม่แพ้คนอื่นๆ ในทีมนักแสดงหรือทีมงานที่จะได้นำสมิธและอดีตเพื่อนร่วมแสดงของเธอกลับมาเจอกันอีกครั้ง “ควีน ลาติฟาห์เป็นคนที่รู้ว่าจะแสดงคอมมิดี้ และดรามายังไง และเราก็รู้ว่าเธอแสดงได้เก่ง” เขากล่าว “มันก็เลยเป็นบทที่เราสร้างขึ้นจากตัวเธอเพื่อทำให้มันเข้ากับบุคลิกลักษณะของเธอครับ”

    ควีน ลาติฟาห์กล่าวถึงความผูกพันของครอบครัวในภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นพี่น้อง เราก้าวเข้ามาในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน และเราต่างก็หยิบยื่นสิ่งที่คนอื่นขาดให้กับพวกเขา บางครั้ง คุณก็ต้องการแค่อ้อมกอดค่ะ บางครั้ง ก็ต้องมีใครมาตรวจสอบคุณบ้าง บางครั้ง ก็ต้องมีคนมาหยุดคุณ หรือคุณต้องการไหล่ให้ซบร้องไห้ สิ่งสำคัญคือเราอยู่เคียงข้างกันเสมอ มันไม่สำคัญหรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะหยุดทุกอย่างเพื่ออยู่เคียงข้างกัน และผู้หญิงก็เข้าใจเรื่องแบบนั้น พวกเธอจำเป็นต้องได้เห็นเรื่องนั้น ดังนั้น เราก็จะแสดงให้พวกเธอได้เห็นในรูปแบบต่างๆ ที่มากกว่าพวกเธอจะคาดคิดอีกค่ะ”

    นักแสดงหญิงกล่าวชื่นชมการที่เธอต้องเข้าถึงอารมณ์ที่มืดหม่นกว่ากับตัวละครของเธอ เพราะซาชาอาจจะกำลังพบกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตมากที่สุดในบรรดาสี่สาว เธออธิบายว่า “ตอนนี้ ซาชาเป็นบล็อกเกอร์ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธออยากจะทำ เธอเรียนการเป็นนักข่าวมาและเธอก็คาดหวังเสมอว่าเธอกับไรอันจะทำงานนั้นด้วยกัน แต่พวกเธอก็ไปคนละทางเมื่อไรอันเริ่มทำงานกับสามีเธอและทิ้งซาชาไว้ให้พยายามคิดหาหนทางเอาเองว่าจะทำอะไรต่อไป เธอหลงไปเขียนพวกเรื่องราวสัปดนที่เธอไม่ได้ชื่นชอบเลย และสถานการณ์การเงินเธอไม่ได้ดีนักค่ะ”

    บทสุดท้ายที่ได้นักแสดงมาคือ ดีนา ผู้เป็นตัวตลกคลายเครียดประจำกลุ่ม หลังจากการออดิชันนักแสดงหญิงหลายคน ทีมผู้สร้างก็เลือก ทิฟฟานี แฮดดิช ผู้มีพื้นเพจากวงการสแตนด์อัพ ลีเล่าถึงกระบวนการนั้นว่า “เราออดิชันนักแสดงหลายคนทีเดียวสำหรับบท ดีนา ผมเพิ่งได้ดูทิฟฟานีในรายการ The Carmichael Show มาและรู้ว่าเธอมีอะไรบางอย่างที่มีชีวิตชีวา เธอทำให้คนอื่นๆ มีปฏิกิริยาตอบสนองกับเธอ เมื่อถึงเวลาดูเทปออดิชัน สิ่งหนึ่งที่ผมคิดคือ ‘ใครจะทำให้ผมหัวเราะได้มากที่สุด’ และคนๆ นั้นคือทิฟฟานีครับ เธอเป็นเหมือนอีเนอร์ไจเซอร์ บันนี เธอติดเครื่องเสมอและเธอก็ตลกเสมอด้วย เธอมักจะพูดอะไรเฉียบๆ เสมอ และผมก็ชื่นชมเธอในเรื่องนั้นครับ”

    แฟนพันธุ์แท้ของแฮดดิชในกลุ่มทีมงานไม่ใช่ใครเลยนอกจากผู้ควบคุมงานสร้างเจมส์ โลเปซ “ตอนที่ทิฟฟานีร่วมทำงานกับเรา เรก็รู้ว่าเรากำลังจะเจอกับความสนุกสนานสุดเหวี่ยง ผู้หญิงคนนี้สุดๆ ครับ เธอทั้งตลกและเป็นสีสันของงานปาร์ตี้” โลเปซกล่าว “นี่จะเป็นงานแจ้งเกิดสำหรับเธอ เธอเคยแสดงหนังมาบ้างก็จริง แต่ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้จะเผยให้เห็นถึงความสามารถของเธอจริงๆ ครับ”

    นักแสดงหญิงกล่าวชื่นชมโอกาสแจ้งเกิดของเธอ และเธอก็เล่าถึงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครของเธอ โดยเธอเล่าถึง ดีนา ตัวละครอับโชคที่ไม่เคยออกจากเกมว่าเป็น “ดอกไม้ไฟ” “ดีนาอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ที่เธออยากจะมีช่วงเวลาสนุกสนานเท่านั้นเอง เธอเครียด และเพิ่งตกงาน เธอยังไม่ได้บอกใครแต่เมื่อถึงเวลาปลดปล่อยความเครียด เธอก็พร้อมเสมอ นี่เป็นโอกาสที่เธอจะได้ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงและได้อยู่กับเพื่อนๆ ของเธอที่ทำให้เธอมีความสุขเสมอ เธอไม่ต้องนึกถึงว่าจะจ่ายบิลพวกนั้นยังไงน่ะค่ะ”

    แฮดดิชมีคำตอบที่ดีที่สุดถึงเหตุผลที่สาวๆ กลุ่มนี้เป็นที่รู้จักในนามของ “ฟลอสซี โพสเซ” ตามสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอ เธอกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “พวกเธอเรียนวิทยาลัยกันอยู่ พวกเธอดูดี อวดสัดส่วนและมีความสดใสเสมอ สาวๆ พวกนี้มีท่าเต้นที่เลิศที่สุด ทรงผมและเสื้อผ้าที่เลิศที่สุด พวกเธอผมฟูฟ่องและรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เหมือนกับพวกสาวก นั่นเป็นที่มาของคำว่า ‘โพสเซ’ เพราะพวกสาวกอยู่ภายใต้พระเยซูค่ะ” เธอหยุดไปครู่หนึ่ง “ใครจะรู้ล่ะคะ ดีนาอาจจะเป็นพระเยซูของสาวๆ กลุ่มนี้ก็ได้! นั่นคือที่มาของชื่อกลุ่ม ฟลอสซี โพสเซค่ะ”

    สามี เอเจนท์และคนรัก:
    ทีมนักแสดงสมทบ

    บุคคลอื่นๆ ในโลกของสาวๆ รวมถึงสจวร์ต เพียร์ซ ที่รับบทโดย ไมค์ โคลเตอร์ ผู้โด่งดังจากผลงานน่าจดจำในซีรีส์เน็ตฟลิกซ์เรื่อง Luke Cage และ Jessica Jones สจวร์ต สามีเจ้าเสน่ห์ของไรอัน ผู้เป็นนักฟุตบอลที่อำลาวงการไปแล้ว อยากให้ธุรกิจที่เขาทำร่วมกับภรรยาเดินหน้าต่ออย่างประสบความสำเร็จ แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าเขาห่างเหินกับเธอมากขึ้นเรื่อยๆ “เขามีภรรยาที่ดีเคียงข้างเขา แต่ตอนนี้ เขาได้แค่อยู่ข้างๆ เธอเพราะตอนนี้ เธอกลายเป็นจุดสนใจในแบบที่เขาเคยได้รับในฐานะนักฟุตบอลครับ” นักแสดงหนุ่มกล่าว

    แพ็คเกอร์อธิบายถึงความสำคัญที่นักแสดงหนุ่มมีต่อเรื่องราวนี้ว่า “ไมค์สวมบทนี้ด้วยระดับความลึกซึ้ง ตามที่จำเป็นต่อตัวละครตัวนี้ เขาเป็นคนที่มีอีโก้ล้นเหลือ และอีโก้ของเขาก็ถูกทำลายย่อยยับ เขาพยายามจะตอบโต้ผ่านทางการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่น สจวร์ตเป็นผู้ชายเพอร์เฟ็กต์ที่คุณรัก แต่รักที่จะเกลียดน่ะครับ เขามีภรรยาที่เพอร์เฟ็กต์ แต่นั่นก็ยังไม่พอสำหรับเขาครับ”

    ซิโมน ที่รับบทโดย เด็บราห์ อยอรินด์ ที่โด่งดังจาก Luke Cage คือผู้หญิงอีกคนของเขา เธอกำลังตกที่นั่งตรงกลางระหว่างการรักสจวร์ตและการหาคำตอบว่าเธอต้องการอะไรจากชีวิต

    อลิซาเบธ ดาเวลลี ที่รับบทโดยเคท วอลช์จาก Private Practice และ Bad Judge รับบทเอเจนท์ของไรอันและสจวร์ต สุดสัปดาห์นี้สำคัญกับพวกเขาทั้งสามคน เพราะอลิซาเบธจะต้องเกลี้ยกล่อมให้นักลงทุนเชื่อว่า ทั้งคู่เป็นต้นแบบทั้งในเรื่องของความรักและความสัมพันธ์ โชคร้ายสำหรับเธอ…ทุกอย่างไม่ได้ราบรื่นเลย “ตัวละครของฉันพยายามจะปิดดีลยักษ์ใหญ่ให้กับพวกเขา และความอลหม่านทั้งหลายก็เกิดขึ้นค่ะ” วอลช์กล่าว

    ลาเรนซ์ เทท ผู้โด่งดังจากบท โอ-ด็อกใน Menace II Society และปัจจุบัน แสดงในซีรีส์ Power รับบท จูเลียน สตีเวนส์ เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยของสาวๆ ผู้เฟลิตกับไรอันอย่างไม่คาดฝัน จูเลียน นักดนตรีมากฝีมือที่ทำงานเป็นมือเบสให้กับศิลปินอาร์แอนด์บี เน-โย ดูเหมือนจะเป็นทุกอย่างที่ไรอันไม่เคยรู้ว่าเธอต้องการ

    เททอธิบายถึงความสำคัญของตัวละครของเขาในเรื่องราวนี้ว่า “จูเลียนเป็นผู้ชายที่มาดเท่ เขาเป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของสาวๆ และสายสัมพันธ์ระหว่างเขากับไรอันก็แน่นแฟ้นเสมอ พวกเขามีความพึงพอใจซึ่งกันและกันที่ไม่เคยเอ่ยออกมาเสมอ แต่พวกเขาไม่เคยล้ำเส้น ด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม แต่สถานการณ์ไม่ได้ดึงให้พวกเขามาอยู่ด้วยกัน เขาเป็นคนที่ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรซ่อนเร้นและเขาก็เป็นคนที่ไรอันสามารถไว้วางใจได้จริงๆ และในทางกลับกันก็เช่นกันครับ”

    สุดท้ายคือโคฟี ซิริโบ ผู้ปัจจุบัน รับบทราล์ฟ แองเจล บอร์เดลอนในซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเรื่อง Queen Sugar ผู้เป็นน้องใหม่ในทีมออลสตาร์ เขารับบท มาลิค หนุ่มรูปงามผู้ทำให้ลิซารับรู้ถึงความจริงที่ว่าเธอหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเองนานเกินไปแล้ว…และช่วยให้เธอตระหนักว่าถึงเวลาจะทำตามสิ่งที่เธอชอบแล้ว “มาลิคเป็นชายหนุ่มจากนิวออร์ลีนส์” นักแสดงหนุ่มกล่าว “เขาเป็นเด็กมหาวิทยาลัยที่สนุกสนานกับวันหยุด และเพื่อนๆ ของเขาก็ออกไปเที่ยวถนนเบอร์เบินและเจอกับสาวๆ พวกนี้เขา เขาและลิซาเข้ากันได้ดี และพอคุณรู้ตัวอีกที ทุกอย่างก็งอกเงยขึ้นจากตรงนั้นครับ”

    เวกัสแห่งแดนใต้:
    การถ่ายทำในนิวออร์ลีนส์

    คอมมิดี้เรื่องนี้ถ่ายทำในโลเกชัระหว่างช่วงสุดสัปดาห์ของเทศกาลเอสเซนส์ในนิวออร์ลีนส์ แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องท้าทายในการควบคุมทีมนักแสดงผ่านผู้เข้าร่วมชมงานเทศกาลนับหมื่นๆ คน ไม่นับรวมถึงบรรดาคนที่มาปาร์ตี้ท่ามกลางกระแสคึกคึกของถนนเบอร์เบินอยู่เป็นประจำ แต่ทีมนักแสดงก็สามารถสร้างความผูกพันกับคนเหล่านั้นได้อย่างพิเศษสุด

    แม้แต่นักแสดงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดใน Girls Trip ก็ยังทึ่งกับการถ่ายทำในนิวออร์ลีนส์ ในตอนที่มีการจัดงานเทศกาลที่โด่งดังนี้ขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว การรวมตัวกันเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเธอผ่านงานนี้มาได้

    “พลังงานของเทศกาลเอสเซนส์เป็นอะไรที่เหลือเชื่อและไม่มีอะไรเทียบได้ค่ะ” ลาติฟาห์เล่า “คุณมีผู้คนนับหมื่นนับแสนในเมืองนี้ และมันก็แน่นเอี้ยดไปหมด นักแสดงทุกคน กับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่กำลังเกิดขึ้น และคุณก็ต้องพยายามถ่ายหนังท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น คุณกำลังรับบทตัวละคร แต่ในชีวิตจริง คุณคือควีน ลาติฟาห์, จาดา พิงเก็ตต์ สมิธ, เรจินา ฮอลและทิฟฟานี แฮดดิช พวกเราคิดกันว่า ‘เราจะทำสำเร็จได้ยังไง’ เราไม่ได้แค่ต้องถ่ายทำในสเตเดียม แต่เราต้องถ่ายทำในซูเปอร์โดม ซึ่งเป็นราชันย์แห่งสเตเดียม ที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนระหว่างที่มีการจัดคอนเสิร์ต แต่พลังงานและความคลั่งไคล้ในสิ่งที่เราต้องทำคือสิ่งที่ผลักดันให้เราผ่านพ้นมันไปได้ค่ะ”

    แฮดดิชเล่าถึงหนึ่งในช่วงเวลาพิเศษสำหรับเธอ ซึ่งคงจะติดตรึงในใจเธอไปอีกนานหลายปี “การถ่ายทำที่เทศกาลเอสเซนส์ทั้งน่าทึ่งและเจ๋งมากค่ะ มีฉากหนึ่งที่ไรอันนคุยกับผู้คนเต็มโรงละคร ตอนที่เราถ่ายทำฉากนั้น ทั้งห้องเต็มไปด้วยผู้คนตั้งแต่หน้าห้องจรดท้ายห้อง เราต้องเดินไปที่หลังห้องและผ่านผู้คนผิวสีหน้าตาดีทั้งหมดนั่นค่ะ”

    “ฉันต้องรวบรวมสติเพื่อไม่ให้ร้องไห้ออกไปเพราะการได้เห็นคนผิวสำนวนมากขนาดนั้นใส่ใจและสนับสนุนพวกเราเป็นสิ่งที่งดงามที่สุดในโลกใบนี้” นักแสดงหญิงกล่าวต่อ “มันทรงพลังมาก ฉันเคยอยู่ในสเตเดียมที่เต็มไปด้วยผู้คนมาก่อนและฉันก็ไม่เคยรู้สึกภูมิใจแบบในห้องนั้นมาก่อน พวกเขาทุกคนต่างก็ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่างและได้อยู่ด้วยกันค่ะ”

    การถ่ายทำเต็มไปด้วยการผจญภัยแสนสนุกสนานสำหรับกลุ่มฟลอสซี โพสเซและทีมงาน ไฮไลท์สำคัญคือตอนที่ทีมงานเจอกับไอเดียของการเหาะเหินเหนือท้องถนน ไอเดียในการใส่ซิปไลน์เข้าไปใน Girls Trip มาจากผู้อำนวยการสร้างแพ็คเกอร์ “มีคนในออฟฟิศเล่าให้ผมฟังว่าในลาสเวกัส มีผู้ชายคนหนึ่งขึ้นซิปไลน์ไป แล้วจงใจฉี่ลงมารดคนอื่นๆ และเขาก็ถูกจับ นั่นเป็นการกระทำที่เลวร้ายและน่ารังเกียจครับ เขาตั้งใจทำมันและมันก็เป็นเรื่องราวที่เลวร้าย” ผู้อำนวยการสร้างหยุดครู่หนึ่ง “แน่นอนว่า…ตอนที่ผมได้ยินเรื่องนี้ ผมบอกว่า ‘นั่นเป็นเรื่องตลกที่สุดเท่าที่ผมได้ยินมาทั้งวันและมันคงจะเยี่ยมมากถ้าอยู่ในหนังเรื่องนี้! เราต้องลงมือทำมันก่อนที่คนอื่นจะทำ’ น่ะครับ”

    ลีและแพ็คเกอร์ ที่ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่น้อย ได้สร้างฉากนี้ ที่สาวๆ เที่ยวกันอยู่ในถนนเบอร์เบิน เพื่อดื่มสังสรรค์ “พวกเธอได้เห็นซิปไลน์จริงๆ” แพ็คเกอร์เล่า “หลังจากนั้น เราก็ให้ทีมงานขึ้นซิปไลน์เพื่อข้ามระหว่างกลางของเฟรนช์ ควอเตอร์ ที่อยู่ตรงข้ามถนนเบอร์เบิน ฉากนี้เป็นทุกอย่างที่เราคิดว่ามันจะเป็น เราคุยกันเรื่องนี้ในตอนเริ่มต้นและสงสัยว่านักแสดงหญิงของเราจะยินดีแสดงมั้ย คุณคิดไอเดียสุดโต่งพวกนี้ขึ้นมาได้ก็จริง แต่คุณก็ต้องหานักสดงที่เต็มใจจะทำสิ่งที่ไร้สาระที่สุดเท่าที่คุณจะคิดออกมาได้ด้วยครับ”

    จาดา พิงเก็ตต์ สมิธเป็นนักแสดงหลักในฉากนี้ และเธอก็มีความกล้ากว่าคนส่วนใหญ่ที่จะอยู่ในสถานการณ์นี้…และพร้อมรับความท้าทาย “ฉันคิดเสมอว่า การเล่นซิปไลน์จะเป็นเรื่องสนุกและเป็นไอเดียที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับถนนเบอร์เบิน มันเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะกับความสนุกสุดเหวี่ยง ดังนั้น ฉันก็เลยไม่ต้องอาศัยการเกลี้ยกล่อมอะไรเลย ฉันก็รู้แล้วว่ามันจะสนุกมากๆ” นักแสดงหญิงกล่าว

    อย่างไรก็ดี การถ่ายทำฉากซิปไลน์ก็เป็นเรื่องท้าทายทีเดียว แพ็คเกอร์อธิบายว่า “เราต้องปิดถนนเบอร์เบิน ซึ่งถนนเบอร์เบินไม่เคยถูกปิด มันเปิดตลอด 24 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน ตลอด 365 วันของปี มันจะเต็มไปด้วยผู้คนที่เมาหัวราน้ำ สนุกสนานไปกับการปาร์ตี้ เราต้องติดตั้งกลไกให้สามารถข้ามซิปไลน์ขนาดใหญ่ไปได้ และเราก็มันต้องติดกับอาคารที่ตั้งอยู่แล้ว และทำให้แน่ใจว่านักแสดงสตันท์ของเราจะข้ามไปเพื่อทดสอบน้ำหนักเรียบร้อยแล้ว พอทุกอย่างเข้าที่ เราก็ทดสอบมัน ทำให้แน่ใจว่าทุกอย่างปลอดภัย แล้วเราก็ปล่อยให้มันขาดครับ!”

    ****

    หลังจากปิดกล้องแล้ว ผู้กำกับลีก็เล่าว่าสิ่งที่ทีมงานของเขาทำได้สำเร็จคือการสร้างความขบขันให้กับตัวละครที่ซับซ้อนและตลกอย่างเหลือเชื่อบางตัว เขากล่าวสรุปว่า “มันมีความใกล้ชิดระหว่างสาวๆ ที่คุณจะสังเกตเห็น แม้ว่าพวกเธอจะไม่พูดอะไรซักคำ ในหนังเรื่องนี้ เราบันทึกภาพพวกเธอเต้นด้วยกัน นอนบนเตียงด้วยกัน กินข้าวและหัวเราะด้วยกัน ผู้หญิงทุกคนจะสนุกไปกับหนังเรื่องนี้ แต่ผู้หญิงผิวสีจะได้ครองหนังเรื่องนี้จริงๆ ครับ พวกเธอจะบอกว่า ‘นั่นคือฉัน และนั่นคือเพื่อนสาวของฉัน’ ไม่เคยมีใครสร้างหนังที่ยกย่องพวกเธอในแบบนี้มาก่อนเลยครับ”

    ****

    ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ร่วมกับเพอร์เฟ็กต์ เวิลด์ พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานสร้างโดยวิล แพ็คเกอร์ โปรดักชันส์ ภาพยนตร์โดยมัลคอล์ม ดี. ลี Girls Trip นำแสดงโดยเรจินา ฮอล, ทิฟฟานี แฮดดิช, ลาเรนซ์ เทท, ไมค์ โคลเตอร์, เคท วอลช์ ร่วมด้วย จาดา พิงค์เก็ตต์ สมิธและควีน ลาติฟาห์ ผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์คือเดวิด นิวแมนและผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายคือแดเนียล ฮอลโลเวล มือลำดับภาพคือพอล มิลส์พัฟ และผู้ออกแบบงานสร้างคือคีธ ไบรอัน เบิร์นส์ ผู้กำกับภาพคือเกร็ก การ์ดิเนอร์ และผู้ควบคุมงานสร้างได้แก่เพรสตัน โฮล์มส์, เจมส์ โลเปซ คอมมิดี้เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดยวิล แพ็คเกอร์, พี.จี.เอ., มัลคอล์ม ดี. ลี, พี.จี.เอ., จากเรื่องราวโดยเอริกา ริวิโนจาและเคนยา แบร์ริส ร่วมด้วยเทรซี โอลิเวอร์ บทภาพยนตร์โดยเคนยา แบร์ริสและเทรซี โอลิเวอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยมัลคอล์ม ดี. ลี © 2017 Universal Studios

    ประวัตินักแสดง
    เรจินา ฮอล (Regina Hall) รับบท ไรอัน เพียร์ซ
    เรจินา ฮอล เริ่มต้นอาชีพนักแสดงของเธอในช่วงปลายยุค 90s ระหว่างที่ศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ด้วยผลงานจอแก้วและจอเงินมากมายฮอลได้สร้างชื่อในฐานะหนึ่งในนักแสดงตลกที่เป็นที่ต้องการตัวสูงสุดของฮอลลีวูด

    ฮอลถูกวางตัวให้แสดงใน Naked รีเมกภาพยนตร์สวีดิชปี 2000 เรื่อง Naken ประกบมาร์ลอน วายันส์สำหรับเน็ตฟลิกซ์ โรแมนติกคอมมิดี้เรื่องนี้มีกำหนดเปิดตัวทั่วโลกทางเว็บไซต์สตรีมปีนี้

    ล่าสุด เธอได้แสดงประกบมอร์ริส เชสต์นัทและแจซ ซินแคลร์ในภาพยนตร์โดยสกรีน เจมส์เรื่อง When the Bough Breaks ทริลเลอร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวของคู่รักที่ต้องการจะมีลูกแต่ก็ไม่สามารถมีได้ หลังจากหมดหนทาง พวกเขาก็จ้างแม่อุ้มบุญที่เกิดหลงรักสามีเธอเข้า

    เมื่อเร็วๆ นี้ เธอได้แสดงภาพยนตร์โดยวอร์เนอร์ บรอส. เรื่อง Barbershop: The Next Cut ซึ่งนำแสดงโดยไอซ์ คิวบ์, เซดริค ดิ เอนเตอร์เทนเนอร์, คอมมอน, อีฟและนิคกี้ มินาจ นอกจากนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ เธอยังได้แสดงในคอมมิดี้โดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สเรื่อง The Best Man Holiday ซึ่งเป็นซีเควลของภาพยนตร์สุดฮาเรื่อง The Best Man ประกบเทอร์เรนซ์ โฮเวิร์ด, เทย์ ดิ๊กส์และซานาลาธาน เธอได้แสดงประกบเทอร์เรนซ์ เจนกินส์, กาเบรียล ยูเนียน, ทาราจิ พี. เฮนสันและไมเคิล อีลีใน Think Like a Man Too ซีเควลของภาพยนตร์โดยสกรีน เจมส์เรื่อง Think Like a Man คอมมิดี้เกี่ยวกับสงครามระหว่างสองเพศที่สร้างจากหนังสือโดยสตีฟ ฮาร์วีย์เรื่อง “Act Like a Lady, Think Like a Man” นอกจากนั้น เธอยังได้แสดงประกบเควิน ฮาร์ทใน About Last Night ซึ่งสร้างจากละครเวทีปี 1974 โดยเดวิด มาเม็ตเรื่อง Sexual Perversity in Chicago และเป็นรีเมกของภาพยนตร์ชื่อเดียวกันในปี 1986 ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอรวมถึง Scary Movie และซีเควลสามภาค, Paid in Full, Malibu’s Most Wanted และ First Sunday นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงประกบเจมี ฟ็อกซ์และเจอราร์ด บัตเลอร์ในทริลเลอร์อาชญากรรมเรื่อง Law Abiding Citizen และคอมมิดี้เรื่อง Death at a Funeral ซึ่งนำแสดงโดยคริส ร็อคและมาร์ติน ลอว์เรนซ์ นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้แสดงสมทบใน Love & Basketball และ Disappearing Acts อีกด้วย

    ด้านจอแก้ว ล่าสุด เธอได้รับบทรับเชิญในซีรีส์ฟ็อกซ์เรื่อง Grandfathered และซีรีส์เอบีซีเรื่อง Black-ish ในเดือนมกราคม ปี 2015 เธอได้แสดงในภาพยนตร์โดยไลฟ์ไทม์เรื่อง With This Ring ผลงานจอแก้วเรื่องอื่นๆ รวมถึงบทรับเชิญในซีรีส์เอฟเอ็กซ์เรื่อง Married รวมถึงบทเอฟเวอลิน ไพรซ์ในซีรีส์ Law & Order: LA และคอเร็ตตา ลิปป์ใน Ally McBeal

    ฮอลเป็นชาววอชิงตัน, ดีซี ปัจจุบัน เธออาศัยอยู่ในลอสแองเจลิส

    ทิฟฟานี แฮดดิช (Tiffany Haddish) รับบท ดีนา
    ในตอนที่ทิฟฟานี แฮดดิชเดินเข้าไปในห้อง เธอจะรู้เลยว่าเธอเป็นคนที่ถ่ายทอดพลังงานออกมา ภายในเวลาไม่กี่นาที เธอจะทำให้คุณหัวเราะจนน้ำตาไหล แล้วคุณก็อาจจะร้องไห้ด้วยซ้ำไปตอนที่คุณได้ยินว่าเธอมาถึงจุดที่วิเศษสุดในชีวิตเธอ ทั้งบนและนอกเวทีได้อย่างไร

    มันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าคนเดียวที่เธอยกย่องว่านำมาซึ่งความสำเร็จของเธอนั้นคือนักสังคมสงเคราะห์ของเธอ ซึ่งก็บ่งบอกอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับชีวิตเธอได้เยอะ ด้วยความที่เธอโตมากับบ้านรับเลี้ยงเด็กในเซาธ์ เซ็นทรัลของลอสแองเจลิส การพูดไม่หยุดและเพื่อนในจินตนาการของเธอเป็นสิ่งที่ผลักดันให้นักสังคมสงเคราะห์ที่หงุดหงิดมากขึ้นเรื่อยๆ ของเธอส่งเสริมให้เธอแสดงสแตนด์อัพ คอมมิดี้ด้วยการส่งเธอเข้าค่ายลัฟ แฟคทอรี คอมมิดี้ แคมป์สำหรับเด็กด้อยโอกาส ตอนที่เธอกลับมาและถูกส่งตัวไปอยู่กับครอบครัวคนผิวขาวที่อาศัยอยู่ในซาน เฟอร์นันโด วัลลีย์ เธอคิดว่าเพื่อนร่วมชั้นใหม่ของเธอ ซึ่งเป็นชาวคอเคเชียน เป็นคนดังจากโทรทัศน์ เธอถึงกับขอลายเซ็นจากพวกเขาด้วยซ้ำไป ตอนเป็นเด็ก คนที่เธอได้เห็นทางโทรทัศน์มีแต่คนผิวขาว

    ปัจจุบัน แฮดดิชได้รับบทเนเคชา ผู้จริงจังและกล้าพูดในซีรีส์คอมมิดี้ทางเอ็นบีซีเรื่อง The Carmichael Show ประกบเจอร์ร็อด คาร์ไมเคิล นักแสดงและผู้สร้างของซีรีส์ ช่วงต้นปีนี้ เธอได้แสดงประกบคีแกน-ไมเคิล คีย์, จอร์แดน พีลและนีอา ลองในภาพยนตร์เรื่อง Keanu

    ปัจจุบัน นักแสดงหญิง/นักแสดงตลกผู้นี้ได้แสดงให้เห็นถึงพรสวรค์ของเธอในหลายๆ พื้นที่ของโลก และนำเสนอให้เห็นถึงมุมมองที่ไม่ธรรมดาของเธอที่มีต่อชีวิต ความรักและเสียงหัวเราะมากมาย หลายคนรู้จักเธอจากโปรเจ็กต์อื่นๆ สองงานคือ Tiffany Haddish: She Ready! From the Hood to Hollywood และ The Last Black Unicorn คอมมิดี้ของเธอทำให้เธอได้ร่วมแสดงไปกับทัวร์คอมมิดี้ Dirty Sexy Funny ของเจนนี แม็คคาร์ธี เธอได้ปรากฏตัวในรายการ @midnight, The Tonight Show with Jay Leno, Chelsea Lately และ The Arsenio Hall Show เธอเป็นที่สนใจในช่วงเริ่มแรกหลังจากที่ได้ออกรายการเอชบีโอ Def Comedy Jam, Bill Bellamy’s Who’s Got Jokes? สำหรับทีวี วันและรายการ Reality Bites Back ทางคอมมิดี้ เซ็นทรัล

    ไม่เพียงแต่เธอจะเป็นนักแสดงตลกเท่านั้น เธอยังพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นนักแสดงหญิงที่หาตัวจับยากอีกด้วย ด้วยการแสดงในโปรเจ็กต์หลากหลายตั้งแต่คอมมิดี้เรื่อง Meet the Spartans และดรามาทางไลฟ์ไทม์เรื่อง Racing for Time และเธอยังได้แสดงประกบไอซ์ คิวบ์ใน The Janky Promoters อีกด้วย ผลงานจอแก้วเรื่องอื่นๆ รวมถึง Real Husbands of Hollywood โดยเควิน ฮาร์ททางบีอีที, ซีรีส์ฟ็อกซ์เรื่อง New Girl และบททประจำในซีรีส์โดยไทเลอร์ เพอร์รีทางโอนเรื่อง If Loving You Is Wrong

    เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งกลับจากการแสดงในทัวร์คอมมิดี้ยูเอสโอในญี่ปุ่นสำหรับกองทัพอเมริกา เธอมักจะทัวร์ตามคลับคอมมิดี้และวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ หนึ่งในสิ่งที่เธอชื่นชอบเป็นพิเศษคือการแสดงในรายการคอมมิดี้ “Chuckles Not Knuckles” ซึ่งเธอพัฒนาขึ้นสำหรับนักเรียนไฮสคูลในเมืองเพื่อประชาสัมพันธ์การไม่ใช้ความรุนแรง

    เธอมองตัวเองว่าเซ็กซีเหมือนฮัลลี เบอร์รี ตลกเหมือนจิม แคร์รีย์ บริสุทธิ์เหมือนริชาร์ด ไพรออร์ มีจังหวะการแสดงตลกแบบลูซิลล์ บอล พลิ้วไหวเหมือนเอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ เป็นยิวแบบวู้ปปี้ โกลด์เบิร์ก และหวังว่าซักวันจะรวยเหมือนโอปราห์

    ลาเรนซ์ เทท (Larenz Tate) รับบท จูเลียน สตีเวนส์
    ไม่ว่าจะเป็นในภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ ลาเรนซ์ เททก์สามารถทำตามภารกิจส่วนตัวของเขาในการมุ่งสู่ความเป็นเลิศได้เสมอ เขายังคงสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมและนักวิจารณ์ด้วยความติดดินและความเข้าถึงได้ในบทบาทที่หลากหลายของเขา เททเกิดและเติบโตทางฝั่งตะวันตกของชิคาโก เขาได้รับการยกย่องในฐานะนักแสดง นักเขียนและนักเคลื่อนไหว และเมื่อเร็วๆ นี้ ความสำเร็จของเขาก็ยังรวมถึงการเป็นผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับเข้าไปด้วย

    เททเปิดตัวในวงการภาพยนตร์ด้วยภาพยนตร์คลาสสิกโดยอัลเลนและอัลเบิร์ต ฮิวจ์เรื่อง Menace II Society ซึ่งการแสดงที่น่าทึ่งของเขาในบทโอ-ด็อกทำให้เขาได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักแสดงหนุ่มที่อนาคตไกลที่สุดในฮอลลีวูด หลังจากนั้น เขาก็ได้ร่วมมือกับพี่น้องฮิวจ์อีกครั้งในดรามาอาชญากรรมดิบเถื่อนเรื่อง Dead Presidents

    หลังจากนั้น เททก็ได้แสดงใน Love Jones ภาพยนตร์ขวัญใจผู้ชมอีกเรื่อง ประกบนีอา ลอง ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึง The Inkwell, Why Do Fools Fall in Love, A Man Apart, Waist Deep และ Biker Boyz นอกจากนั้น เขายังได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์รางวัลอคาเดมี อวอร์ดเรื่อง Crash และภาพยนตร์ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงเรื่อง Ray ประกบเจมี ฟ็อกซ์และเคอร์รี วอชิงตัน

    ผลงานจอแก้วองเขารวมถึงการแสดงนำใน Rush, Rescue Me และภาพยนตร์ออริจินอลทางบีอีทีเรื่อง Gun Hill เขาได้รับบทประจำในซีรีส์ยอดนิยมเรื่อง House of Lies ประกบดอน ชีเดิลและได้แสดงในซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง Game of Silence

    เมื่อเร็วๆ นี้ เททและลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์นได้ร่วมมือกันในฐานะผู้อำนวยการสร้างและนักแสดงของซีรีส์ออดิโอดรามา 10 ตอนเรื่อง “Bronzeville” ที่ออกอากาศในปีนี้

    เททเมน เอนเตอร์เทนเมนต์ บริษัทโปรดักชันของเทท ได้ร่วมมือกับฟลาวา ยูนิท เอนเตอร์เทนเมนต์ของควีน ลาติฟาห์ในการสร้างภาพยนตร์ดรามาอาชญากรรมเรื่อง Deuces ซึ่งเขาแสดงประกบเมแกน กู๊ด

    ปัจจุบัน เขาได้แสดงในคอมมิดี้ตลกร้ายเรื่อง Business Ethics ที่เขาและหุ้นส่วนของเขารับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างของเรื่องด้วย

    หนึ่งในความสนใจส่วนตัวของเททคือเดอะ เทท บรอส ฟาวน์เดชัน องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่เขาและพี่น้องของเขา แลร์รอนและลาห์มาร์ด ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยกระตุ้นการรับรู้ในเรื่องเด็กๆ ที่ป่วยเป็นโรคเม็ดเลือดจางจากเม็ดเลือดแดงรูปเคียว นอกจากนั้น พวกเขายังเป็นผู้สนับสนุนด้านการศึกษาอีกด้วย เขาเป็นครูและอดีตโฆษกของบลูม องค์กรทางสังคมที่ช่วยเหลือเยาวชนที่ตกอยู่ในความเสี่ยง

    นักแสดงและนักเคลื่อนไหวผู้ประสบความสำเร็จผู้นี้ใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิสกับภรรยาและลูกๆ สามคน

    ไมค์ โคลเตอร์ (Mike Colter) รับบท สจวร์ต เพียร์ซ
    ไมค์ โคลเตอร์ มีบทบาทที่น่าจดจำในซีรีส์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมสูงสุดทางจอแก้วและภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของฮอลลีวูดหลายเรื่อง ความทะเยอทะยานอยากจะเป็นนักแสดงของเขาเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อยหลังจากได้ดูภาพยนตร์ปี 1984 ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดเรื่อง A Soldier’s Story ระหว่างอยู่ไฮสคูล เขาได้ทำตามความฝันของเขาด้วยการขึ้นเวทีละครและเริ่มรับบทบาทที่ท้าทายต่างๆ ความตัดสินใจที่จะยึดอาชีพนักแสดงของเขาชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเขาได้กล่าวสุนทรพจน์ในบทมัลคอม เอ็กซ์ในละครสองคนที่ชื่อ The Meeting การแสดงครั้งนี้ทำให้เขาตระหนักถึงผลกระทบทางอารมณ์ที่ศิลปะมีต่อผู้ชมและเขาก็อยากจะเนรมิตชีวิตให้กับตัวละครที่ซับซ้อนอย่างต่อเนื่อง

    เมื่อรู้ว่าโอกาสในการแสดงอาชีพในเซาธ์ แครอไลนาหาได้ยาก โคลเตอร์ก็หาทางเรียนรู้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เกี่ยวกับศิลปะแขนงนี้ เขาเข้าศึกษาที่เบเนดิคท์ คอลเลจและศึกษาเรื่องการละครและดรามาภายใต้ศาสตราจารย์ชื่อดัง สก็อต แบลงค์ ไม่นานนัก เขาก็ย้ายไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยเซาธ์ แครอไลนา ที่ซึ่งเขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาการละครและเขาก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากเมสัน กรอส สคูล ออฟ ดิ อาร์ตส์ ภายใต้มหาวิทยาลัยรัทเกอร์สที่โด่งดัง ภายใต้การสอนของครูสอนการแสดงชื่อดัง วิลเลียม เอสเปอร์และแม็กกี้ ฟลานิแกน

    หลังสำเร็จการศึกษา โคลเตอร์ก็ย้ายไปลอสแองเจลิส ที่ซึ่งการได้บทมาไม่ได้ง่ายเลย การทำงานหนักและความอดทนส่งผลในที่สุด ทำให้เขาได้แสดงประกบชาร์ลีย์ ชีนในซีรีส์ Spin City ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ได้รับเลือกให้แสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปี 2005 โดยคลินท์ อีสต์วู้ดเรื่อง Million Dollar Baby ประกบอีสต์วู้ด, มอร์แกน ฟรีแมนและฮิลลารี สแวงค์ นับตั้งแต่นั้นมา เขาก็ได้ทำงานในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์อย่างต่อเนื่อง เช่น Salt (ประกบแองเจลินา โจลี) และ Men in Black III ที่เขารับบทผู้พันเจมส์ เอ็ดเวิร์ดที่สอง พ่อของเอเจนท์ เจ ตัวละครของวิล สมิธ บทนี้กลายเป็นบทสำคัญในเรื่อง เพราะมันเป็นสิ่งที่ร้อยโยงตัวละครและเนื้อเรื่องของทั้งสามภาคไว้ด้วยกัน

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งเสร็จจากการรับบท ชาร์ลีย์ วอล์คเกอร์ใน America Is Still the Place ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่เขียนบทและกำกับโดยแพทริค กิลลีส์ (Olive) สร้างจากหนังสือชื่อเดียวกันโดยชาร์ลีย์ วอล์คเกอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในชีวิตของวอล์คเกอร์ในตอนที่เขาได้รับการว่าจ้างจากทาวเวอร์ ออยล์ให้ทำความสะอาดคราบน้ำมันบนหาดสตินสันหลังจากเรือบรรทุกน้ำมันชนใกล้สะพานโกลเดน เกทและความตึงเครียดด้านเชื้อชาติที่ตามมระหว่างยุค 70s

    นอกเหนือจากงานภาพยนตร์ โคลเตอร์ยังมีงานจอแก้วอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน เขาได้แสดงในซีรีส์เน็ตฟลิกซ์/มาร์เวล ที่เป็นที่ฮือฮาเรื่อง Luke Cage เขาได้เปิดตัวในโลกมาร์เวลในบทลุค เคจใน Jessica Jones สองในสี่ซีรีส์ดรามาที่ได้รับการสานต่อโดยเน็ตฟลิกซ์ ก่อนที่จะมีการสปินออฟที่ลุค เคจเป็นตัวเอก ซึ่งแพร่ภาพในวันที่ 30 กันยายน ปี 2016 Luke Cage เล่าเรื่องราวความเป็นมาของตัวละรตัวนี้ในฐานะคนที่ถูกจำคุกโดยไร้ความผิด และได้เข้ารับการทดลองอย่างลับๆ ที่ทำให้เขามีผิวหนังกันกระสุนและพลังที่แข็งแกร่ง เมื่อได้ออกจากห้องขัง เขาก็พยายามใช้ชีวิตธรรมดาในฮาร์เล็มก่อนที่อดีตจะล่อลวงให้เขาก้าวสู่สปอตไลท์ในฐานะฮีโรรับจ้างและผู้ปกปักษ์รักษาประชาชน มาร์เวลและเน็ตฟลิกซ์ได้ร่วมมือกันดัดแปลงเรื่องราวทั้งสี่ของมาร์เวล ได้แก่ Daredevil, Jessica Jones, Luke Cage และ Iron Fist ให้เป็นซีรีส์ 13 เอพิโซดความยาวหนึ่งชั่วโมงสี่เรื่อง และมีบทสรุปเป็นมินิซีรีส์ครอสโอเวอร์เรื่อง The Defenders ซึ่งจะนำตัวละคร “ระดับท้องถนน” เหล่านี้มารวมตัวกัน

    โคลเตอร์อาจเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากบทราชายาเสพติด ลีมอนด์ บิช็อประหว่างหกซีซันของซีรีส์ The Good Wife ผู้ชมตกอยู่ในอาการลุ้นระทึกหลังจากตอนจบของซีซันที่หก ด้วยความสงสัยว่าบิช็อปจะถูกจับขังคุกเสียทีรึเปล่า นอกจากนั้น เขายังได้ร่วมแสดงในมินิซีรีส์รางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ด ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำเรื่อง American Horror Story: Coven ที่เขารับบทผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่และหัวหน้านักล่าแม่มดประกบเจสสิกา เลนจ์และแองเจลา บาสเซ็ทท์ นอกจากนี้ เขายังเป็นที่รู้จักจากบทประจำของเขาใน The Following (ประกบเควิน เบคอน) และบทขาประจำซีรีส์ของเขาในซีรีส์อายุสั้นเรื่อง Ringer ประกบซาราห์ มิเชลล์ เกลลาร์

    บนเวทีละคร เขาได้แสดงในละครเวทีโดยอดัม บ็อคเรื่อง The Drunken City ซึ่งเปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกในโรงละครเพลย์ไรท์ ฮอไรซันส์ในนิวยอร์ก นอกจากนี้ เขายังได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากบท ซีเจ เมมฟิส นักร้องบลูส์เล่นกีตาร์ในละครรางวัลพูลิทเซอร์ที่ถูกนำกลับมาสร้างใหม่ในปี 2005 เรื่อง A Soldier’s Play ที่ดัดแปลงจากละครเวทีเรื่อง A Soldier’s Story ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้โคลเตอร์มาเป็นนักแสดง ละครออฟบรอดเวย์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงและเป็นการนำอาชีพนักแสดงของเขาไปสู่จุดสูงสุด

    เคท วอลช์ (Kate Walsh) รับบท อลิซาเบธ ดาเวลลี
    เคท วอลช์ เป็นหนึ่งในนางเอกจอแก้วที่เป็นที่รักมากที่สุดจากการรับบท ดร. แอดดิสัน มอนท์โกเมอร์รีในซีรีส์ดรามายอดนิยมทางเอบีซีเรื่อง Private Practice ซึ่งเป็นสปินออฟจาก Grey’s Anatomy ความสำเร็จยิ่งใหญ่ของตัวละครของเธอใน Grey’s Anatomy ที่เธอปรากฏตัวครั้งแรกในปี 2005 ทำให้เอบีซีและมือเขียนบท/ผู้สร้าง ชอนดา ไรม์ส สร้างซีรีส์สปินออฟจากตัวละครของวอลช์ขึ้นมา Private Practice เปิดตัวในเดือนกันยายน ปี 2007 ในฐานะซีรีส์ใหม่ที่มีเรตติ้งสูงสุดประจำซีซันนั้นและเป็นซีรีส์อันดับหนึ่งในค่ำคืนวันพุธด้วย ซีรีส์นี้ประสบความสำเร็จตลอดหกซีซัน ก่อนที่มันจะอำลาจอไปในเดือนมกราคม ปี 2013

    ระหว่างการแสดงสองซีซันใน Grey’s Anatomy ของวอลช์ ซีรีส์นี้ได้รับรางวัลสมาพันธ์นักแสดงสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยมในปี 2007 และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลทีมนักแสดงยอดเยี่ยมจากทั้งสมาพันธ์นักแสดงและสมาพันธ์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศในฮอลลีวูดในปี 2006 และ 2008 ตามลำดับ Grey’s Anatomy ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำสาขาซีรีส์ยอดเยี่ยมประเภทดรามาในปี 2007 และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอีกครั้งในปีถัดมา นอกจากนี้ ซีรีส์นี้ยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดสาขาซีรีส์ดรามายอดเยี่ยมในปี 2006 และ 2007 และได้รับรางวัลเอ็นเอเอซีพี อิเมจ อวอร์ดสาขาซีรีส์ดรามายอดเยี่ยมสามครั้งติดในปี 2006, 2007 และ 2008

    แม้ว่า Private Practice จะเลิกถ่ายทำไปแล้ว วอลช์ก็พบเวทีอื่นๆ ที่จะแสดงความสามารถของเธอออกมา นอกเหนือจาก Girls Trip เธอได้ร่วมแสดงในซีรีส์ดรามา 13 เอพิโซดของเน็ตฟลิกซ์ ที่กำกับโดยทอม แม็คคาร์ธีย์เรื่อง 13 Reasons Why ที่สร้างจากหนังสือขายดีโดยเจย์ แอชเชอร์ ซีรีส์เรื่องนี้เล่าเรื่องของเด็กชายที่ชื่อเคลย์ ผู้เจอกับเรื่องสะเทือนอารมณ์เมื่อเขาได้รับกล่องใส่รองเท้าที่เต็มไปด้วยเทปคาสเซ็ตต์จากเพื่อนร่วมชั้นผู้ล่วงลับที่เขาแอบปิ๊ง ฮันนาห์ หลังการฆ่าตัวตายของเธอ วอลช์รับบทแม่ของฮันนาห์ ผู้เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง นอกเหนือจากนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ เธอยังเพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์ดรามารวมดาราโดยปีเตอร์ แลนเดสแมนเรื่อง The Silent Man ที่นำแสดงโดยเลียม นีสัน ในบทเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ มาร์ค เฟลท์ ผู้กลายเป็น “ดีพ โทรท” แหล่งข้อมูลนิรนามสำหรับนักข่าวบ็อบ วู้ดเวิร์ดและคาร์ล เบิร์นสไตน์และช่วยพวกเขาเปิดโปงคดีวอเตอร์เกทที่อื้อฉาวในปี 1974

    ในปี 2014 เธอได้ร่วมแสดงในซีรีส์เอฟเอ็กซ์ท่ได้รับรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดและลูกโลกทองคำเรื่อง Fargo ประกบบิลลี บ็อบ ธอร์นตันและมาร์ติน ฟรีแมน ในปีนั้น ซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง Bad Judge ได้เปิดตัว โดยวอลช์ได้แสดงและควบคุมงานสร้างซีรีส์คอมมิดี้ครึ่งชั่วโมงเรื่องนี้ ซีรีส์นี้เล่าเรื่องตัวละครของวอลช์ ซึ่บงเป็นหนึ่งในผู้พิพากษาศาลอาญาผู้แข็งแกร่งและได้รับการยกย่องสูงสุด ที่มีชื่อเสียงจากพฤติกรรมนอกกรอบในศาลและชีวิตส่วนตัว หนึ่งปีก่อนหน้านั้น เธอได้แสดงใน Full Circle โดยนีล ลาบู๊ทสำหรับไดเร็ค ทีวี

    ผลงานภาพยนตร์ก่อนหน้านี้รวมถึง Just Before I Go ที่กำกับโดยคอร์ทนีย์ ค็อกซ์, Staten Island Summer ที่อำนวยการสร้างโดยลอร์เน ไมเคิลส์, ภาพยนตร์โดยสตีเฟน ชบอสกี้เรื่อง The Perks of Being a Wallflower ประกบพอล รัดด์, เอ็มมา วัตสันและโลแกน เลอร์แมน, Legion ประกบพอล เบตตานีและเดนนิส เควด, Angels Crest ประกบมิรา ซอร์วิโน, Kicking And Screaming ประกบวิล เฟอร์เรล, Under The Tuscan Sun ประกบไดแอน เลน, ภาพยนตร์โดยเบรท แรทเนอร์เรื่อง After the Sunset และภาพยนตร์โดยแรทเนอร์เรื่อง The Family Man ประกบนิโคลัส เคจ

    ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2010 วอลช์ได้เปิดตัว บอยเฟรนด์ บริษัทความงาม ขึ้นมาด้วยเงินทุนของตัวเอง ในการเปิดตัวร่วมกับโฮม ช็อปปิง เน็ตเวิร์ค (เอชเอสเอ็น) น้ำหอมบอยเฟรนด์ขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาแค่ 30 นาทีเท่านั้น ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 201 บอยเฟรนด์ได้วางจำหน่ายในร้านเซโฟราทั่วประเทศในฐานะพันธมิตรการค้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟ บอยเฟรนด์ไต่เต้าขึ้นมาเป็นหนึ่งในสิบผลิตภัณฑ์เบสต์เซลเลอร์ บิลเลียนแนร์ส บอยเฟรนด์ น้ำหอมตัวที่สองของเธอ เปิดตัวทางเอชเอสเอ็นและร้านเซโฟราเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2012 นอกเหนือจากไลน์ของตัวเองแล้ว เธอยังเป็นนางแบบให้กับแบรนด์ชื่อดังต่างๆ รวมถึงการ์นิเยร์และคาดิลแล็คด้วย

    วอลช์เริ่มต้นอาชีพนักแสดงของเธอในชิคาโก ที่ซึ่งเธอศึกษาที่พิเวน เธียเตอร์ เวิร์คช็อปที่โด่งดัง เธอได้แสดงในละครเวทีหลายเรื่องที่เชคสเปียร์ รีเพอร์ทอรี รวมถึงละครเวทีที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมเรื่อง Born Guilty, Moon Under Miami และ Troilus and Cressida หลังจากย้ายไปนิวยอร์กและได้แสดงซีรีส์โทรทัศน์หลายเรื่อง รวมถึงการแสดงบทประจำใน The Mike O’Malley Show (เอ็นบีซี), The Mind of the Married Man (เอชบีโอ) และ The Drew Carey Show (เอบีซี) เธอก็หวนคืนสู่เวทีละครอีกครั้งในปี 2010 เพื่อแสดงในละครออฟบรอดเวย์ที่กำกับโดยแซม โกลด์เรื่อง Dusk Rings a Bell ประกบพอล สปาร์คส์

    ปัจจุบัน เธออาศัยอยู่ในลอสแองเจลิส

    โคฟี ซิริโบ (Kofi Siriboe) รับบท มาลิค
    โคฟี ซิริโบ กำลังสร้างเสียงฮือฮาในวงการบันเทิงและกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงหนุ่มระดับแนวหน้าที่เป็นที่ต้องการตัวสูงสุดในฮอลลีวูด เขาเกิดและเติบโตในลอสแองเจลิส เขาเป็นชาวเวสต์แอฟริกันรุ่นแรกและเป็นเหลนของหัวหน้าเผ่าจัวเบน/อาชันติของกานา ที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง

    การได้พบกับเอเจนท์ในห้างสรรพสินค้าที่เบเวอร์ลี ฮิลส์เป็นจุดเริ่มต้นอาชีพของซิริโบตอนที่เขาอายุได้เพียงหกขวบ เขาได้สร้างประวัติผลงานที่น่าประทับใจไว้แล้ว ด้วยการสร้างชื่อเสียงในฐานะ “นักแสดงของผู้กำกับ” ความสามารถที่ไม่ธรรมดาของเขาในการแสดงดรามา แอ็กชันและคอมมิดี้ที่ท้าทายปรากฏชัดในผลงานจอเงินเรื่องแรกของเขา ที่เขารับบท เจวี ฮอลในภาพยนตร์โดยไอซ์ คิวบ์เรื่อง The Longshots นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็ได้แสดงในภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง รวมถึง ภาพยนตร์รางวัลอคาเดมี อวอร์ด ขวัญใจงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตเรื่อง Whiplash

    ปัจจุบัน เขากำลังสร้างเสียงฮือฮาในวงการจากการเป็นนักแสดงน่าจับตามองด้วยบทฟลาโก้ในภาพยนตร์เออร์เบินเกี่ยวกับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่เรื่อง Kicks ซึ่งเข้าฉายในวันที่ 9 กันยายน ปี 2016

    ด้านจอแก้ว เขาได้แสดงความสามารถของเขาออกมาในซีรีส์ยอดนิยมหลายเรื่อง รวมถึง CSI, Lincoln Heights และบทประจำในซีรีส์คอมมิดี้วัยรุ่นยอดนิยมทางเอ็มทีวีเรื่อง Awkward นอกจากนี้ เขายังได้รับการยกย่องจากบท ราล์ฟ แองเจิลในซีรีส์โดยเอวา ดูเวอร์เนย์เรื่อง Queen Sugar ที่ร่วมควบคุมงานสร้างโดยโอปราห์ วินฟรีย์อีกด้วย ซีรีส์เรื่องนี้ ที่เป็นที่นิยมของทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์ เป็นซีรีส์ดรามาอันดับหนึ่งทางโอน

    ในตอนที่เขาไม่ได้มีงานแสดง ตามปกติแล้ว ซิริโบจะแต่งเพลง เดินแบบให้กับวิลเฮลมินา นิวยอร์กหรือร่วมมือกับคนอื่นๆ ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ เขาเป็นคนใจบุญที่ทำงานการกุศล และเขาก็มุ่งมั่นกับการทำงานร่วมกับองค์กรการกุศลหลายแห่งทั่วโลก เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและเปิดโอกาสให้กับผู้ที่ไร้หนทาง

    จาดา พิงเก็ตต์ สมิธ (Jada Pinkett Smith) รับบท ลิซา คูเปอร์
    จาดา พิงเก็ตต์ สมิธ ใช้ชีวิตด้วยความสง่างามและความหลากหลายอย่างที่สุด ในฐานะนักแสดงและผู้ทำการกุศล เธอได้ให้การสนับสนุนองค์กรต่างๆ ในหลากหลายประเด็น รวมถึงความหลากหลาย การศึกษาและความยุติธรรม

    เธอได้ร่วมมือกับสามีของเธอ วิล สมิธ ในการก่อตั้งวิล แอนด์ จาดา สมิธ แฟมิชี ฟาวน์เดชัน (ดับบลิวเจเอสเอฟเอฟ) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนเยาวชนและครอบครัวในตัวเมือง เมื่อเร็วๆ นี้ พวกเขาเพิ่งก่อตั้งโครงการแคเรียร์ส อิน เอนเตอร์เทนเมนต์ (ซีไออี) เพื่อสนับสนุนโครงการมาย บราเธอร์ส คีพเพอร์ของประธานาธิบดีโอบามา ทัวร์ซีไออีทั่วประเทศจะกระตุ้นคนหนุ่มสาวที่มีความสนใจในโอกาสการทำงานและการทำธุรกิจภายในวงการบันเทิงผ่านทางเครือข่าย การสอนและการพัฒนาอย่างมืออาชีพ

    พิงเก็ตต์ สมิธได้ให้การสนับสนุนกับองค์กรสำคัญๆ มากมายเพื่อสร้างพันธมิตรและความเปลี่ยนแปลง งานของเธอในการเพิ่มอำนาจให้กับผู้หญิงและเด็กสาวยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องผ่านทางโครงการต่างๆ เช่น เอเอฟไอ คอนเซอร์วาทอรี ไดเร็คติ้ง เวิร์คช็อป ฟอร์ วีเมน ซึ่งให้การศึกษา การสอน และทรัพยากรสำคัญแก่ผู้หญิงที่ทำงานกำกับภาพยนตร์ นอกจากนี้ เธอยังสนับนุนงานเทศกาลภาพยนตร์ทิสช์ ฟิวชัน ซึ่งเป็นเทศกาลภาพยนตร์นักศึกษาของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และมีเป้าหมายในการนำเสนอผลงานของผู้กำกับหญิงดาวรุ่งโดยเฉพาะ

    ในฐานะนักเขียน หนังสือสำหรับเด็กของสมิธเรื่อง “Girls Hold Up This World” ได้ติดอันดับนิวยอร์ก ไทม์ เบสต์เซลเลอร์ ลิสต์ ในปี 2011 ด้วยความช่วยเหลือของ วิลโลว์ ลูกสาวของเธอ เธอได้เข้าร่วมการต่อต้านการค้ามนุษย์ สนับสนุนผู้รอดชีวิตและรณรงค์ให้มีการรับรู้เรื่องนี้ในชุมชนท้องถิ่น เธอร่วมกับเดอะ ซีเอ็นเอ็น ฟรีดอม โปรเจ็กต์ อำนวยการสร้างสารคดีโทรทัศน์ที่ได้รับรางวัลเรื่อง Children for Sale: The Fight to End Human Trafficking ซึ่งเล่าเรื่องการค้ามนุษย์ในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย

    พิงเก็ตต์ยังคงเดินหน้าต่อต้านการค้าทาสยุคปัจจุบันผ่านทางโครงการด็อนท์ เซล บอดีส์ (ดีเอสบี) ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลสำหรับการรับรู้ในเรื่องการค้ามนุษย์ โครงการนี้ยังคงสนับสนุนและร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เช่นเกิร์ลส์ เอดดูเคชันแนล แอนด์ เมนเทอริง เซอร์วิส (จีอีเอ็มเอส) ที่ก่อตั้งโดยนักเคลื่อนไหวและนักเขียนที่ได้รับรางวัล ราเชล ลอยด์และโคอัลลิชัน ทู อะบอลิช สเลฟเวอรี แอนด์ ฮิวแมน ทราฟิกกิ้ง (ซีเอเอสที) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุดสำหรับผู้รอดชีวิตจากการค้ามนุษย์ในอเมริกา นอกจากนั้น เธอยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาของโครงการไชม์ ฟอร์ เชนจ์ของกุชชี ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการศึกษา สุขภาพและความยุติธรรมสำหรับผู้หญิงและเด็กสาวทั่วโลก

    นอกเหนือจากนั้น เธอยังลงทุนในจัสต์ บริษัทที่ผสมผสานพลังงานที่แสวงหากำไรและแรงจูงใจที่ไม่แสวงหาผลกำไร ด้วยเป้าหมายในการผลิตผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันที่ราคาย่อมเยาและส่งผลกระทบต่อผู้ใหญ่ ผลิตภัณฑ์แรกของพวกเขาคือน้ำจัสต์ น้ำแร่บริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ในขวดที่สร้างจากพืชและกระดาษ ที่ได้มาจากการเป็นพันธมิตรการค้ากับเมืองเกลนส์ ฟอลส์ รัฐนิวยอร์ก ที่ซึ่งน้ำมีเหลือเฟือ

    การทัวร์ในประเทศเริ่มต้นขึ้นในเมืองบรู๊คลิน รัฐนิวยอร์ก หุ้นส่วนสำหรับการเริ่มต้นในนิวยอร์กรวมถึงเดอะ ร็อคเฟลเลอร์ ฟาวน์เดชัน, สำนักงานสื่อและความบันเทิงของสำนักนายกเทศมนตรีเมืองนิวยอร์ก ซิตี้และสำนักงานบริหารงานธุรกิจขนาดเล็กของอเมริกา งานอีเวนต์นี้รวบรวมเยาวชนเกือบ 600 คนจากโรงเรียนรัฐและวิทยาลัยในนิวยอร์ก ซิตี้ ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับมุมมองเปิดใหม่ในเรื่องอาชีพทางเลือกภายในวงการบันเทิงผ่านทางการพูดคุยและประสบการณ์อินเตอร์แอ็กทีฟด้วยเวิร์คช็อปทดลองที่เสริมสร้างประสบการณ์ ที่รวมถึงผู้บริหารระดับสูง ผู้อำนวยการสร้าง ผู้ให้การศึกษา นักแสดง นักดนตรีและทีมงานในกองถ่าย

    พิงเก็ตต์ สมิธเกิดและเติบโตในแมรีแลนด์ เธอได้ศึกษาด้านการเต้นและการแสดงจากบัลติมอร์ สคูล ฟอร์ ดิ อาร์ตส์และสคูล ออฟ ดิ อาร์ตส์แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ธ แครอไลนา ความรอบรู้และความมุ่งมั่นของเธอนำไปสู่โอกาสด้านอาชีพมากมาย ซึ่งที่โดดเด่นที่สุดคือซีรีส์ A Different World ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นอาชีพนักแสดงของเธอ ในปี 1993 เธอได้รับบทแสดงนำครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง Menace II Society (ประกบซามวล แอล. แจ็คสัน) และภายหลัง เธอก็ได้แสดงประกบเอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ในภาพยนตร์เรื่อง The Nutty Professor ในปี 1996

    พิงเก็ตต์ สมิธได้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Secret Life of Bees ซึ่งนำแสดงโดยควีน ลาติฟาห์และดาโกต้า แฟนนิงสำหรับฟ็อกซ์ เสิร์ชไลท์ พิคเจอร์ส นอกจากนี้ เธอยังได้เป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ปี 2010 เรื่อง The Karate Kid (ซึ่งนำแสดงโดยจาเดน ลูกชายของเธอ) และสารคดีปี 2014 เรื่อง Free Angela and All Political Prisoners ซึ่งเล่าเรื่องของการไต่สวนและพ้นโทษของแองเจลา เดวิส นักเคลื่อนไหวทางสังคมคนดังอีกด้วย หลังจากนั้น เธอก็ได้ควบคุมงานสร้างรายการทอล์คโชว์ทางซีบีเอสเรื่อง The Queen Latifah Show

    นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้อำนวยการสร้างมิวสิคัลบรอดเวย์ที่ได้รับรางวัลโทนี อวอร์ดเรื่อง Fela! และภาพยนตร์ที่รีเมกจากมิวสิคัลปี 1982 เรื่อง Annie ร่วมกับสมิธ สามีของเธอ และเจย์-ซี ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเพลง ในซัมเมอร์ปี 2015 เธอได้แสดงประกบแชนนิง ทาทัมใน Magic Mike XXL ในบท โรม เจ้าของและเอ็มซีของคลับระบำเปลื้องผ้าชายล้วน

    นักแสดงหญิง/ผู้ทำการกุศลผู้นี้ ล่าสุด ได้รับบท เพื่อนปากร้ายในคอมมิดี้เรื่อง Bad Moms ปัจจุบัน เธอได้รับบทประจำ ฟิช มูนนีย์ในซีรีส์ฟ็อกซ์เรื่อง Gotham

    ควีน ลาติฟาห์ (Queen Latifah) รับบท ซาชา แฟรงค์ลิน
    ควีน ลาติฟาห์ เป็นนักดนตรี นักแสดงจอแก้วและจอเงินชื่อดัง ประธานค่ายเพลง นักเขียนและนักธุรกิจ ลาติฟาห์ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่งในฮอลลีวูดและในปี 2006 เธอกลายเป็นศิลปินฮิปฮ็อปคนแรกที่มีดวงดาวประดับบนฮอลลีวูด วอล์ค ออฟ เฟม เธอได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชม ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็กอ อวอร์ดจากบทมามา มอร์ตันในภาพยนตร์โดยมิราแมกซ์เรื่อง Chicago นอกจากนั้น เธอยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ด รางวัลลูกโลกทองคำและแซ็ก อวอร์ดจากการแสดงใน Life Support อีกด้วย

    ในเดือนพฤษภาคม ปี 2015 เธอได้กลับสู่จอแก้วและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ด รางวัลลูกโลกทองคำและแซ็ก อวอร์ด สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์หรือมินิซีรีส์จากการแสดงใน Bessie ภาพยนตร์เอชบีโอที่เธออำนวยการสร้างและเล่าเรื่องราวชีวิตของเบสซี สมิธ นักร้องผู้เป็นที่รู้จักในนามของ “จักรพรรดินีแห่งบลูส์”

    ลาติฟาห์แสดงให้เห็นว่าเธอมีความสามารถหลากหลาย ดารามากความสามารถผู้นี้ได้รับรางวัลแกรมมี อวอร์ดสาขาการแสดงแร็ปเดี่ยวยอดเยี่ยมในปี 1994 และได้รับการเสนอชื่อชิงเจ็ดรางวัลแกรมมี อวอร์ด ในปี 2003 เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลการแสดงแร็ปเดี่ยวหญิงยอดเยี่ยมจาก “Go Head” ในปี 2004 เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอัลบัมแจ๊สยอดเยี่ยมจาก The Dana Owens Album และในปี 2007 เธอก็ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอัลบัมป๊อปดั้งเดิมยอดเยี่ยมจาก Trav’lin’ Light

    ล่าสุด เธอได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง Miracles from Heaven ประกบเจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ในดรามาที่สร้างจากเรื่องราวเกี่ยวกับศรัทธาโดยโซนี พิคเจอร์ส เอนเตอร์เทนเมนต์เรื่องนี้ นอกจากนั้น เธอยังได้แสดงละครเวทีและจอแก้วในบทนำของซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง The Wiz Live! ประกบอูโซ อาดูบา, แมรี เจ. ไบลจ์, เน-โย, คอมมอน

    และเดวิด อลัน กรีเออร์ นอกจากนี้ เธอยังกลับมาพากย์เสียงแมมมอธขนฟู เอลลี อีกครั้งใน Ice Age: Collision Course อีกด้วย เธอได้ร่วมแสดงในซีรีส์ฟ็อกซ์โดยลี แดเนียลส์เรื่อง STRA
    เธอเปิดตัวผลงานจอเงินเรื่องแรกในภาพยนตร์ปี 1991 โดยสไปค์ ลีเรื่อง Jungle Fever เธอได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง Set It Off และได้แสดงประกบฮอลลี ฮันเตอร์และแดนนี เดอวีโต้ในภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง Living Out Loud หลังจาก Chicago เธอได้แสดงและควบคุมงานสร้างภาพยนตร์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง Bringing Down the House ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอ

    รวมถึง The Secret Life of Bees (ประกบเจนนิเฟอร์ ฮัดสัน, อลิเซีย คีย์สและดาโกต้า แฟนนิง), ภาพยนตร์โดยนีล เมรอนและเคร็ก ซาดานเรื่อง Hairspray, Mad Money (ประกบไดแอน คีย์ตันและเคที โฮล์มส์), Just Wright, Joyful Noise, Last Holiday และ Beauty Shop นอกจากนั้น เธอยังได้แสดงและควบคุมงานสร้างภาพยนตร์เคเบิลเรื่อง Life Support และภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ที่ดัดแปลงจากเรื่อง Steel Magnolias อีกด้วย

    ระหว่างปี 1993-1998 เธอได้แสดงในคอมมิดี้เน็ตเวิร์คเรื่อง Living Single ระหว่างปี 2013-2014 เธอเป็นพิธีกรรายการ The Queen Latifah Show ซึ่งเธออำนวยการสร้างกับหุ้นส่วน ชาคิม คอมแปร์และวิล สมิธ, จาดา พิงค์เก็ตต์ สมิธและเจมส์ แลสซิเตอร์จากโอเวอร์บรู๊ค เอนเตอร์เทนเมนต์

    ฟลาเวอร์ ยูนิท เอนเตอร์เทนเมนต์ เป็นบริษัทโปรดักชันที่ลาติฟาห์และคอมแปร์เป็นเจ้าของและผู้บริหาร บริษัทนี้กำลังสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะหนึ่งในบริษัทโปรดักชันที่สำคัญที่สุดในวงการภาพยนตร์ พวกเขาเริ่มต้นจากการควบคุมงานสร้างภาพยนตร์ดิสนีย์ที่ก้าวถึงอันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง Bringing Down the House ตามมาด้วย Beauty Shop สำหรับเอ็มจีเอ็มและ The Perfect Holiday สำหรับพาราเมาท์ พิคเจอร์ส นอกจากนั้น พวกเขายังได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Cookout สำหรับไลออนส์เกทและ Just Wright สำหรับฟ็อกซ์ เสิร์ชไลท์อีกด้วย ด้านจอแก้ว พวกเขาได้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์ชื่อดังทางเอชบีโอเรื่อง Life Support ซึ่งได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงการได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดและรางวัลลูกโลกทองคำ

    สำหรับลาติฟาห์ นอกจากนั้น พวกเขายังได้ร่วมอำนวยการสร้างภาพยนตร์ออริจินอลของเอชบีโอเรื่อง Bessie อีกด้วย ล่าสุด พวกเขาได้อำนวยการสร้าง The Real MVP: The Wanda Durant Story, The Best Place to Be, Curvy Style with Timothy Snell, The Rap Game และภาพยนตร์เรื่อง The Perfect Match เมื่อเร็วๆ นี้ ฟลาเวอร์ ยูนิท เอนเตอร์เทนเมนต์ยังได้อำนวยการสร้างรายการพิเศษหนึ่งชั่วโมงทางวีเอชวัน Dear Mama ซึ่งเปิดตัวในวันแม่ และเป็นเรื่องเกี่ยวกับแม่ทั้งหลาย เมื่อเร็วๆ นี้ วีเอชวันเพิ่งผลักดันให้ Dear Mama เป็นรายการพิเศษประจำปี
    ลาติฟาห์เป็นชาวนิวอาร์ค รัฐนิวเจอร์ซีย์ ปัจจุบัน เธออาศัยอยู่ในลอสแองเจลิส

    ประวัติทีมผู้สร้าง
    มัลคอล์ม ดี. ลี, พี.จี.เอ. (Malcolm D. Lee, p.g.a.)—กำกับโดย/อำนวยการสร้างโดย
    มัลคอล์ม ดี. ลี, พี.จี.เอ. สร้างภาพยนตร์มาตั้งแต่อายุ 12 ทั้งในรูปแบบอนิเมชัน วิดีโอและซูเปอร์ 8 เขาทำงานในอาชีพนี้มาตั้งแต่อายุ 17 ปีในตำแหน่งผู้ช่วยงานสร้าง มือลำดับภาพฝึกงาน ผู้ช่วยฝ่ายคัดเลือกนักแสดง ผู้ช่วยผู้กำกับ และผู้ช่วยของผู้กำกับ

    หลังจากสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีสาขาภาษาอังกฤษจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ในปี 1992 ลี ผู้เรียนโทศิลปกรม ก็เข้าศึกษาหลักสูตรเขียนบทภาพยนตร์นานหนึ่งปีกับวอลท์ ดิสนีย์ สตูดิโอส์ หลังจากประสบการณ์ช่วงเริ่มแรกในฮอลลีวูด เขาก็ขัดเกลาทักษะของเขาในฐานะผู้กำกับและมือเขียนบทที่ทิสช์ สคูล ออฟ ดิ อาร์ตส์แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และภายหลัง เขาก็ได้สร้างภาพยนตร์ขนาดสั้นที่ได้รับรางวัลเรื่อง Morningside Prep

    ลี เปิดตัวผลงานการกำกับเรื่องแรกด้วยบทภาพยนตร์เรื่องที่หกของเขา The Best Man ซึ่งเปิดตัวท่ามกลางเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากนักวิจารณ์และผู้ชม และทำรายได้เป็นอันดับหนึ่งของบ็อกซ์ออฟฟิศในเดือนตุลาคม ปี 1999 หลังจากนั้น เขาก็ได้กำกับภาพยนตร์แอ็กชันคอมมิดี้เรื่อง Undercover Brother ซึ่งนำแสดงโดยเอ็ดดี้ กริฟฟิน, เดฟ แชปเปลและนีล แพทริค แฮร์ริสในเดือนพฤษภาคม ปี 2002 ซึ่งก็ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมอีกเช่นเคย Roll Bounce ภาพยนตร์เรื่องที่สามของเขา เปิดตัวในเดือนกันยายน ปี 2005

    ภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมของเขาเรื่อง Welcome Home, Roscoe Jenkins (นำแสดงโดยมาร์ติน ลอว์เรนซ์) และ Soul Men (นำแสดงโดยซามวล แอล. แจ็คสันและเบอร์นีย์ แม็ค) เปิดตัวในปี 2008 ทั้งสองเรื่อง ผลงานที่ทำรายได้สูงสุดในบ็อกซ์ออฟฟิศของเขาคือซีเควลของภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา ที่เข้าฉายในเดือนพฤศจิกายน ปี 2013 โดยที่ The Best Man Holiday ทำรายได้ไป 30.5 ล้านเหรียญในสุดสัปดาห์แรกที่เปิดตัว

    โปรเจ็กต์หลังจากนี้ของเขาคือ The Best Man Wedding ภาคใหม่ของแฟรนไชส์ยอดนิยม Best Man ที่เขาจะเขียนบทและกำกับ นอกเหนือจากนั้น เขายังจะรับหน้าที่ผู้กำกับและผู้ควบคุมงานสร้างในตอนไพล็อตซิทคอมสำหรับครอบครัวทางฟ็อกซ์ เกี่ยวกับอดีตไลน์แมนของเนชันแนล ฟุตบอล ลีค ที่ต้องรับมือกับความท้าทายของการเป็นพ่อ

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *