Happy Death Day | สุขสันต์วันตาย

Happy Death Day | สุขสันต์วันตาย

  • Genres: Horror, Mystery, Thriller
    Running Time:96 min
    Release Date: October.13,2017 (USA)
    MPAA Rating: PG-13 for violence/terror, crude sexual content, language, some drug material and partial nudity
    Distributors: Blumhouse Productions, Digital Riot Media, Vesuvius Productions
    Starring: Jessica Rothe, Israel Broussard, Ruby Modine
    Directed by: Christopher Landon

    บลูมเฮาส์ (Split, Get Out, Whiplash) เป็นผู้อำนวยการสร้างทริลเลอร์แปลกใหม่ แสนสร้างสรรค์ เรื่อง Happy Death Day เรื่องราวของนักศึกษามหาวิทยาลัย ทรี เกลบ์แมน (เจสสิกา ร็อธ จาก La La Land) ที่หวนรำลึกถึงวันที่เธอถูกฆาตกรรม ด้วยรายละเอียดที่เหลือเชื่อและจุดจบที่น่าสยดสยองจนกระทั่งเธอได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของคนที่ลงมือสังหารเธอ

    ทรีเป็นนักศึกษาสหศึกษาผู้สนใจแต่เรื่องของตัวเองและมองตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก หลังจากที่เธอตื่นขึ้นมาอย่างมึนงงในเช้าวันเกิดของเธอ บนเตียงของ คาร์เตอร์ (อิสราเอล บรูสซาร์ดจาก The Bling Ring) หนุ่มที่เธอน่าจะมีสัมพันธ์สวาทคืนเดียวด้วย ไม่นานนัก เธอก็ได้ค้นพบว่า วันนี้ห่างไกลจากคำว่าธรรมดาลิบลับ

    หลังจากที่เธอเดินโซซัดโซเซกลับห้องพัก และเจอกับคำเสียดสีทิ่มแทงจากรูมเมท ลอรี (รูบี้ โมไดน์ (ซีรีส์ Shameless)) และประธานของบ้าน แดเนียล (นักแสดงหน้าใหม่ ราเชล แมทธิวส์) ตามคาด เธอก็ดำเนินกิจวัตรประจำวันเหมือนกับนักศึกษาทั่วๆ ไป แต่เมื่อเธอได้สัมผัสกับเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่นักเคลื่อนไหวที่กำลังเดินขบวนไปจนถึงการมีสัมพันธ์ระหว่างเวลาทำงานกับศาสตราจารย์เกรกอรี (ชาร์ลส์ ไอท์เคนจากซีรีส์ The Knick) เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าเธอเคยเห็นและใช้ชีวิตแบบวันนี้มาก่อน

    ในตอนที่ทรีกำลังจะเตรียมกล่าวคำราตรีสวัสดิ์ให้กับวันเกิดที่แสนพิลึกในวันนี้ เธอก็ถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหดโดยคนแปลกหน้าภายใต้หน้ากาก…เพียงเพื่อจะตื่นขึ้นมาอย่างมีชีวิตอยู่ ในห้องของคนๆ หนึ่ง ผู้เชื่อว่าเธอกำลังเจอกับเรื่องบางอย่างที่เป็นไปไม่ได้

    ยิ่งเธอได้พบว่าตัวเองเข้าใกล้ตัวตนของฆาตกรตัวจริงมากขึ้นทุกวันๆ เธอก็ต้องกำจัดความกังวลของเธอเพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่ทุกคนกลัวที่สุด ถ้าเธอสามารถเผยโฉมหน้าของฆาตกรของเธอและหยุดยั้งเรื่องบ้าๆ นี้ได้ เธอก็หวังว่าจะสามารถยุติสิ่งที่กลายเป็นนรกส่วนตัวของเธอลงได้ แต่ถ้าเธอทำไม่ได้ เธอก็จะติดอยู่ในวงจรแสนพิลึก และต้องเจอกับฝันร้ายสุดสยองที่กลายเป็นวันตายของเธอตลอดไป

    ผู้ที่ร่วมงานกับผู้กำกับคริสโตเฟอร์ แลนดอน (Paranormal Activity: The Marked Ones) และผู้อำนวยการสร้างเจสัน บลูม (Split, Get Out) ในการทำงานเบื้องหลังได้แก่กลุ่มทีมงานมากพรสวรรค์ ซึ่งรวมถึงมือเขียนบทสก็อต ล็อบเดล, ผู้กำกับภาพ โทบี้ โอลิเวอร์ (Insidious: The Last Key), ผู้ออกแบบงานสร้าง เซซิลี เอ็ม. เดอ สเตฟาโน (ซีรีส์ Empire), มือลำดับภาพเกรกอรี พล็อตคิน (แฟรนไชส์ Paranormal Activity), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เมแกน แม็คลัฟลิน ลัสเตอร์ (10 Cloverfield Lane) และนักประพันธ์ แบร์ แม็คครีรี 10 Cloverfield Lane)

    ผู้ควบคุมงานสร้างของเรื่องได้แก่แองเจลา แมนคูโซ, จอห์น บัลเดชชี (Point Break), คูเปอร์ ซามวลสัน (Get Out), เจเน็ตต์ โวลเทอร์โน (แฟรนไชส์ The Purge) และเซธ วิลเลียม ไมเออร์ (The Bye Bye Man)

    Groundhog Day สุดสยอง
    Happy Death Day พบแรงบันดาลใจ

    การหักเหเส้นเวลาเป็นสิ่งที่ทำให้นักเล่าเรื่องราวหลงใหลมาเนิ่นนาน และการสร้างช่วงเวลาไม่รู้จบก็เป็นสิ่งที่มีเสน่ห์น่าติดตามเป็นพิเศษในแง่ของการเล่าเรื่อง ช่วงเวลาไม่รู้จบ ซึ่งมีชั่วโมงหรือวันดำเนินไปซ้ำๆ และตัวละครก็ต้องเผชิญกับช่วงเวลานั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้ตัวเอกมีความหวังอยู่บ้างในการที่จะหลุดจากวงจรที่ดำเนินมาซ้ำๆ ภาพยนตร์หลายเรื่องหลากแนวประสบความสำเร็จในการนำเสนอเรื่องนี้อย่างดงาม ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์โดยดั๊ก ลีแมนเรื่อง Edge of Tomorrow ไปจนถึงภาพยนตร์โดยริชาร์ด เคอร์ติสเรื่อง About Time และบทภาพยนตร์เรื่อง Happy Death Day ของสก็อต ล็อบเดล ก็นำเสนอเส้นเรื่องนี้ด้วยผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจ

    คริสโตเฟอร์ แลนดอน ผู้เคยเขียนบทภาพยนตร์ที่คาดไม่ถึงอย่าง Disturbia และ Paranormal Activity 2 มาแล้ว ได้ขยับสู่แท่นผู้กำกับ/มือเขียนบทสำหรับภาพยนตร์เรื่อง Paranormal Activity: The Marked Ones และ Scouts Guide to the Zombie Apocalypse แลนดอน ผู้กำกับผู้แสดงให้เห็นถึงความชำนาญในการหลีกเลี่ยงการสร้างภาพยนตร์สยองขวัญแบบดาษๆ รู้สึกหลงใหลในเรื่องราวที่สะท้อนสังคม แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความบันเทิงและความท้าทายให้กับผู้ชมอีกด้วย

    เมื่อเขาได้รู้ถึงเรื่องราว Happy Death Day ของล็อบเดล ผู้กำกับก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพยนตร์เกี่ยวกับช่วงเวลาไม่รู้จบสุดคลาสสิกในปี 1993 เรื่องหนึ่ง “ตอนที่ผมอ่านบทหนังเรื่องนี้ ผมก็มีปฏิกิริยาแบบเดียวกับทุกคนทันที ‘นี่มันเวอร์ชันสยองขวัญของ Groundhog Day! ทำไมไม่เคยมีการสร้างอะไรแบบนี้มาก่อนนะ’ น่ะครับ” เขาถาม “ตอนนั้นเองที่ผมเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมา เพราะแค่คอนเซ็ปต์เองก็โป๊ะเชะแล้ว มันชาญฉลาดจริงๆ ครับ”

    หลังจากเคยร่วมงานกันมาแล้วในแฟรนไชส์ Paranormal Activity แลนดอนก็ได้ร่วมงานกับเจสัน บลูมและบลูมเฮาส์ โปรดักชันส์ของเขา อีกครั้งใน Happy Death Day บลูม ผู้เป็นที่รู้จักจากการร่วมมือกับผู้กำกับผู้มีจินตนาการบรรเจิด ได้เป็นหัวหอกในการสร้างเรื่องราวที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ที่สุดในปี 2017 สองเรื่อง โปรเจ็กต์ล่าสุดของเขารวมถึงภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่อง Split จากมือเขียนบท/ผู้กำกับ/ผู้อำนวยการสร้างเอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ซึ่งติดอันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศสามสัปดาห์ซ้อนและ Get Out เรื่องราวฮิตม้ามืดแห่งปีจากมือเขียนบท/ผู้กำกับ/ผู้อำนวยการสร้างจอร์แดน พีล ซึ่งเปิดตัวที่อันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศและทำรายได้ไปกว่า 250 ล้านเหรียญทั่วโลก

    แลนดอนเล่าถึงความท้าทายของการมีตัวละครเอกที่ใช้ชีวิตในวันเดิมๆ ซ้ำๆ กันว่า “ในตอนที่คุณต้องเจอกับวันเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก การติดกับดักก็เป็นเรื่องง่าย เรากำหนดวันขึ้นมา แล้วเราก็ทำมันซ้ำ เพื่อที่ว่าผู้ชมและตัวละครจะได้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น พอเราทำสิ่งต่างๆ พวกนี้แล้ว เราก็นำทรีออกนอกเส้นทางทันที เธอพยายามจะแก้ไขการตายของตัวเอง และในการทำแบบนั้น เรื่องราวก็จะนำพาผู้ชมไปสู่สถานที่ที่แตกต่างและทำให้พวกเขาได้เจอกับประสบการณ์ที่คาดไม่ถึงครับ”

    ผู้กำกับสนใจนางเอกของเรื่องเป็นพิเศษ “ผมชื่นชอบไอเดียของตัวละครที่แข็งแกร่งเสมอ และผมก็ชื่นชอบการเปลี่ยนแปลงของตัวทรีเป็นพิเศษ” เขาเล่า “เธอเริ่มต้นจากการเป็นคนเห็นแก่ตัวที่น่ารังเกียจอย่างเหลือเชื่อ และผมก็มีความสุขที่ได้เห็นเธอเปลี่ยนไปเป็นคนที่คุณเริ่มแคร์และเอาใจช่วย บทหนังเรื่องนี้สามารถทำแบบนั้นได้ครับ”

    ล็อบเดล ผู้โด่งดังจากผลงานแปลกใหม่ของเขาในการ์ตูน X-Men จากมาร์เวล คอมิกส์ (“Daredevil,” “Fantastic Four”) เล่าว่าเป้าหมายของเขาคือการสร้างเรื่องราวที่ตัวเอกจะต้องไขคดีปริศนาฆาตกรรมของตัวเธอเอง มือเขียนบทอธิบายว่า “หนังฆาตกรรมวัยรุ่นส่วนใหญ่จะนำเสนอเรื่องราวที่เหยื่อคนแล้วคนเล่าถูกกำจัด ซึ่งพอคุณถูกคุกคามและฆ่า เราก็จะไม่ได้ยินเรื่องราวจากคุณอีกเลย ผมสนใจไอเดียของตัวละครที่ได้แสดงปฏิกิริยาต่อการตายของตัวเอง คนที่สามารถสะกดรอยฆาตกรของตัวเองและมีโอกาสได้ใช้ประโยชน์จากวันสุดท้ายของชีวิตเธอได้มากที่สุด”

    ล็อบเดลตั้งใจใช้นางเอกสาวสุดแสบนี้ในการหาวิธีที่จะทำให้ผู้ชมมพอใจไปกับการติดตามการผจญภัยของคนที่น่ารังเกียจแบบนี้ “เช่นเดียวกับแฟนหนังสยองขวัญส่วนใหญ่ ผมสังเกตเห็นแนวเรื่องที่สาวนิสัยเสียจะตายตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นเรื่อง ในขณะที่สาวแสนดีจะถูกทิ้งให้ต้องเผชิญหน้ากับฆาตกรตามลำพัง ผมสนใจความท้าทายของการเขียนบทหนังที่สาวนิสัยเสียและสาวแสนดีเป็นคนเดียวกัน พอเราได้รู้จักทรี และเธอได้รู้จักตัวเองผ่านประสบการณ์น่าสยดสยองของตัวเอง เราก็จะลุ้นไปกับการดิ้นรนของเธอ ดังนั้น พอถึงตอนสุดท้าย เราก็จะเอาใจช่วยเธอครับ”

    แลนดอนเล่าว่าสิ่งที่ทำให้เขาสนใจเกี่ยวกับการทำให้โปรเจ็กต์นี้เป็นงานต่อไปของเขาคือเรื่องราวนี้เป็นตัวแทนของทั้งอารมณ์ขันและความสยองขวัญ “เรื่องน่ากลัวของเราก็คือเรื่องน่ากลัว ที่จะทำให้คนสะดุ้งและร้องกรี๊ด แต่เสียงหัวเราะเราก็มีเหมือนกัน คอเมดีและเรื่องสยองขวัญมีอะไรหลายอย่างเหมือนกัน แม้ว่าอาจจะเป็นการจับคู่กันที่ประหลาดก็ตาม สิ่งที่ปูพื้นไปสู่ความน่ากลัวก็คล้ายคลึงกันมากๆ กับการปูพื้นไปสู่มุขตลก ถ้าคุณสามารถค้นพบจังหวะที่คุณสามารถทำให้ผู้ชมกลัวแล้วทำให้เกิดเสียงหัวเราะ และสับเปลี่ยนระหว่างสองสิ่งนี้ได้ล่ะก็ ผู้ชมก็จะสนุกสนานมากขึ้นไปอีกครับ”

    ผู้กำกับเล่าถึงงานแสนสาหัสในการรวมทั้งสองแนวที่แตกต่างกันนี้ให้อยู่ในโปรเจ็กต์เดียวว่า “ในตอนที่คุณสามารถสร้างให้ตัวละครที่เข้าถึงได้มีชีวิตอยู่ในโลกที่น่าเชื่อ ที่ผู้ชมสามารถจดจำได้ มันก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ ผมสามารถสร้างทั้งความน่ากลัวและเสียงหัวเราะได้เพราะผู้ชมเชื่อในเรื่องราวครับ”

    บลูมเล่าถึงเหตุผลของเขาที่ต้องการจะร่วมงานกับแลนดอนในครั้งนี้ว่า “ผมเคยร่วมงานกับคริสมาในหนังห้าเรื่องและผมก็ไว้ใจเขาในเชิงสร้างสรรค์จริงๆ เขาให้บทหนังเรื่องนี้กับผมและผมก็ชื่นชอบไอเดียนี้ แต่เหตุผลจริงๆ ที่ผมตกลงก็เพราะผมเชื่อในตัวเขาครับ”

    ผู้อำนวยการสร้างมากประสบการณ์ตรวจสอบแง่มุมที่น่าตื่นเต้นของเส้นเรื่องนี้ และแนวทางการนำเสนอว่า “ผู้ชมรู้ว่าตัวละรตัวนี้จะถูกฆ่า แต่คุณไม่รู้หรอกว่าด้วยวิธีไหน คริสให้ข้อมูลกับผู้ชมมากพอที่จะทำให้พวกเขารู้สึกกลัว แต่ไม่มากเกินไป วิธีที่ข้อมูลถูกนำเสนอออกมาทำให้หนังเรื่องนี้น่าสะพรึงกลัวและมีประสิทธิภาพครับ”

    ทำให้การตายทุกครั้งมีคุณค่า:
    การคัดเลือกนักแสดงสำหรับทริลเลอร์

    ทีมนักแสดงหลักของ Happy Death Day ประกอบไปด้วยตัวเอกของเรา รวมถึงคนที่เธอได้เจอซ้ำๆ ตลอดการผจญภัยในแต่ละวันของเธอ ด้วยความที่ภาพยนตร์ของบลูมเฮาส์ให้ความสำคัญกับความมีประสิทธิภาพในการถ่ายทำ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่นักแสดงจะต้องรับมือกับความท้าทายนั้นให้ได้

    สำหรับแลนดอน เขาไม่ได้ไตร่ตรองให้มากความเลยก่อนที่เขาจะเลือกเจสสิกา ร็อธให้รับบท ทรี ตัวละครที่อยู่ในแทบจะถูกฉากของเรื่อง ผู้กำกับอธิบายว่า “เจสสิกาเหลือเชื่อเลยเพราะเธอจะต้องแสดงอารมณ์ที่หลากหลายมาก เธอต้องเป็นตัวแสบที่เชิดหยิ่ง หลังจากนั้น เธอก็ต้องเป็นเด็กสาวเปราะบางที่พยายามจะหาคำตอบในชีวิตของเธอเอง เหนือไปกว่านั้น เธอก็ต้องรู้สึกตื่นกลัวเวลาถูกฆาตกรนิรนามไล่ล่า…ก่อนที่เธอจะรู้สึกเข้มแข็งและสู้กลับ อารมณ์หลากหลายของเธอเหลือเชื่อเลยล่ะครับ”

    บลูมเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันที่ได้ร็อธมาร่วมงานในโปรเจ็กต์นี้ ผู้อำนวยการสร้างกล่าวชื่นชมว่า “เจสสิกาเคยออดิชันกับเรามาหลายครั้งแล้ว และเราก็พยายามจะเลือกเธอให้แสดงในโปรเจ็กต์อื่นๆ เราโชคดีมากที่เธอตอบตกลงกับงานนี้”

    ล็อบเดลกล่าวเห็นพ้องด้วยกับเสียงชื่นชมของบลูม พลางตั้งข้อสังเกตว่า เขากังวลว่าใครกันจะสามารถรับมือกับตัวละครที่ชอบสั่งสอนคนอื่นแบบนี้ได้ “ผมไม่คิดว่าคนอื่นจะคิดว่ามีคนที่สามารถเนรมิตชีวิตให้ทรีจากหน้ากระดาษสู่หน้าจอได้จนกระทั่งเจสสิกาเดินเข้ามา เธอรับมือกับความสยองขวัญ คอเมดี ความแข็งแกร่ง ความเปราะบาง ความมุ่งมั่นและการมีปฏิกิริยาโต้ตอบฉับพลันได้อย่างยอดเยี่ยมครับ”

    ร็อธติดใจกับความสามารถของเรื่องราวในการเปิดโลกจินตนาการของเธอและทำให้เธอได้สัมผัสและแสดงออกซึ่งอารมณ์ที่หลากหลายแบบนี้ในทันที “ฉันชอบตอนที่ฉันได้อ่านบทหนังที่โดดเด้งขึ้นมาจากหน้ากระดาษจริงๆ มันดึงอารมณ์ของคุณออกมาและทำให้คุณสนใจใคร่รู้ไปกับชีวิตของตัวละคร และหนังเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในบทหนังพวกนั้น สมดุลที่น่าทึ่งระหว่างอารมณ์ขัน ความสยองขวัญ แอ็กชันและหัวใจอบอุ่นเป็นสิ่งที่คุณไม่ได้เจอบ่อยนักค่ะ”

    นักแสดงสาวพูดถึงชั่วขณะที่เธอมั่นใจว่าเธอจะต้องรับบท ทรี ให้ได้ว่า “ฉันรู้ว่าฉันจะต้องเล่นหนังเรื่องนี้ให้ได้ตอนที่ฉันได้อ่านว่า ‘ทรีตายด้วยวิธีต่างๆ ระหว่างที่ตามหาตัวฆาตกรของเธอและใช้ชีวิตเยี่ยงสาวแสบตามจังหวะของเพลงป๊อปที่คึกคัก’ น่ะค่ะ” เธอกล่าวกลั้วหัวเราะ “ประโยคนี้เป็นทุกอย่างที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ เราได้เห็นทรีกลายเป็นคนที่มีส่วนร่วมอย่างจริงจังในชีวิตเธอแทนที่จะเป็นเหยื่อ แต่มันก็สนุก และหลายครั้งก็น่ากลัว แต่ก็ไม่ได้จริงจังจนเกินไป ทรีเป็นราชินีเสียงกรี๊ดยุคสมัยใหม่ตัวจริง และการเปลี่ยนแปลงของเธอจากการเป็นเหยื่อตัวแสบไปเป็นนางเอกที่ร้ายกาจก็เป็นอะไรที่คุณไม่ได้เห็นบ่อยนัก ฉันรู้ว่าฉันจะต้องรับบทนี้ เข้าถึงตัวตนของเธอ เคลื่อนไหวและพาเธอออกไปซ่าส์ค่ะ”

    “หนังของเราโดดเด่นในแง่ที่ว่าช่วงเวลาของความลุ้นระทึกจนใจสั่นจะควบคู่อยู่กับอารมณ์ขัน ตั้งแต่มุขจิกกัดไปจนถึงมุขตีหัวเข้าบ้านค่ะ” ร็อธกล่าวต่อ “ฉันรู้สึกเสมอว่าหนังที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือหนังที่ใช้การจับคู่ของอารมณ์ที่ขัดแย้งกันเองมาส่งเสริมกันค่ะ”

    ตอนที่ทรีถูกปลุกด้วยเสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นในตอนเริ่มต้นเรื่อง ผู้ชมก็ได้รู้อย่างรวดเร็วว่าวันนี้เป็นวันเกิดของเธอ เธอไม่ได้ตื่นเต้นกับการที่วันนี้เป็นวันพิเศษของเธอเลย และเธอก็กำลังหลีกเลี่ยงการรับสายพ่อของเธอ…ด้วยเหตุผลที่จะทำให้เกิดความเห็นใจต่อตัวละครตัวนี้ในอีกไม่นาน ทุกอย่างกระจ่างอย่างรวดเร็วว่าเธอไม่ใช่คนดีเลย แต่เป็นคนที่มีศัตรูมากมายที่อาจจะทำให้เธออยากหายตัวไป แลนดอนเล่าถึงนิสัยของเธอว่า “ในตอนแรก ทรีเป็นสาวมหาวิทยาลัยตามแบบฉบับของคุณ โลกที่เธอมีชีวิตอยู่ให้ความสำคัญแต่เรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก เธอโฟกัสที่หน้าตา รูปร่างและอินสตาแกรมของเธอครับ” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “แต่คุณก็จะรู้สึกว่า ลึกลงไปแล้ว นั่นไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเธอ”

    ในตอนที่ทรี ผู้กำลังมึนงง มองไปรอบๆ เธอก็พบตัวเองอยู่ในห้องของคาร์เตอร์ ด้วยความที่เธอหลับไปบนเตียงของเขาหลังจากดื่มเหล้าทั้งคืน ทรี ที่จำอะไรเกี่ยวกับคืนก่อนหน้านี้ไม่ได้เลย และด้วยความตื่นตระหนกที่อยู่ในห้องเดียวกับผู้ชายที่อายุอ่อนกว่าเธอ คิดเอาเองว่าเธอคงมีแค่สัมพันธ์รักคืนเดียว ด้วยความร้อนรนที่จะไปให้พ้นจากเขา เธอมุ่งหน้าไปที่ประตูและเริ่มต้นวันที่ไม่รู้จบของเธอ ในตอนที่เธอตื่นมาในสถานที่เดิมและวันเดิม เธอก็เชื่อว่าคาร์เตอร์เป็นมิตรเพียงคนเดียวของเธอ

    แลนดอนเลือกอิสราเอล บรูสซาร์ด ให้รับบท คาร์เตอร์ และเขาก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันกับการที่คาร์เตอร์ยอมรับบทนี้ นักแสดงหนุ่ม ผู้เปิดตัวในโลกภาพยนตร์ด้วยคอเมดีดรามาเรื่อง Flipped ใส่เสน่ห์และความใสซื่อให้กับบทคาร์เตอร์ ผู้กำกับกล่าวชื่นชมฝีมือการแสดงของเขาว่า “อิสราเอลเป็นคนที่น่าติดตามมากในหนังเรื่องนี้เพราะเขาเป็นคนธรรมดาในอุดมคติ เขามีเสน่ห์ในแบบที่ทำให้คุณรักเขาในทันที”

    บรูสซาร์ดเล่าถึงการตีความตัวละครตัวนี้ ซึ่งมีทั้งเสน่ห์และความเนิร์ด “คาร์เตอร์ลงมือทำอะไรๆ ด้วยตัวเอง เขาเป็นคนพึ่งพาตัวเอง แต่ก็มีหัวใจงาม เขาแตกต่างจากหนุ่มมหาวิทยาลัยทั่วๆ ไป ที่สำคัญ เขาเป็นคนน่ารักที่มีความปรารถนาดีครับ”

    ตอนที่ทรีตื่นขึ้นมาครั้งที่สาม สี่หรือแม้แต่ห้า เธอก็ตระหนักว่าเธอติดอยู่ในช่วงเวลาสยดสยองและสารภาพกับคาร์เตอร์เพื่อให้เขาช่วยหาคำตอบให้กับเธอ พวกเขาร่วมกันคิดระบบที่จะไขปริศนาฆาตกรรมของเธอ เพื่อยุติความน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นและรักษาชีวิตทรีเอาไว้ให้ได้ แลนดอนขยายความว่า “คาร์เตอร์เป็นคนเดียวที่เชื่อทรี เขาพยายามจะช่วยเธอคลี่คลายคดีฆาตกรรมของตัวเธอเองและพยายามหาคำตอบว่าเธอติดอยู่ในสถานการณ์นี้ได้ยังไงด้วย”

    บรูสซาร์ดเล่าถึงแนวทางในการใช้ชีวิตวันเดิมซ้ำๆ กัน รวมถึงความท้าทายที่เกิดขึ้นตามมาว่า “คริสทำให้พวกเราเตรียมใจยอมรับตำแหน่งแห่งที่ของเราในแต่ละช่วงเวลา สำหรับตัวละครของผม มันเป็นสิ่งเดิมๆ ทุกครั้ง มันขึ้นอยู่กับทรีเพราะเธอเป็นคนที่มีประสบการณ์แตกต่างออกไป การตอบสนองของตัวละครของผมจะแตกต่างออกไปตามการกระทำของเธอ เพราะเธอเคยใช้ชีวิตผ่านวันนี้มาแล้ว ตอนแรก ผมได้พูดแค่ว่า ‘อ้าว คุณตื่นแล้วเหรอ’ น่ะครับ”

    บรูสซาร์ดเล่าถึงพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไปของนางเอกของเราเมื่อแต่ละวันผ่านไปว่า “ทรีเป็นคนที่คาดเดาไม่ได้ เธออาจจะเพี้ยน แต่คุณก็จะได้เห็นแง่มุมที่แตกต่างออกไปของเธอในแต่ละวันครับ”

    แลนดอนยกตัวอย่างถึงนิสัยที่น่าชื่นอกชื่นใจของเธอว่า “มีฉากหนึ่งที่ทรีกับคาร์เตอร์นั่งอยู่ในโรงอาหาร และเธอก็ทั้งเรอและตดต่อหน้าเขาเพราะยังไงเขาก็จะลืมเรื่องนี้อยู่ดี ด้วยความที่เธอทั้งเกร็งและวิตกเกี่ยวกับสิ่งที่คนคิดเกี่ยวกับเธอในภายนอก การสำรวจความเปลี่ยนแปลงพวกนี้ก็เลยน่าสนุกมากๆ ครับ”

    สำหรับบทลอรี รูมเมทผู้รับผิดชอบและขยันขันแข็งของทรี แลนดอนเลือกนักแสดงหญิงรูบี้ โมไดน์ ผู้ชมได้รู้จักโมไดน์ครั้งแรกจากการแสดงแจ้งเกิดของเธอในซีรีส์ดังทางโชว์ไทม์เรื่อง Shameless โมไดน์พูดถึงตัวละครของเธอให้เราฟังว่า “ลอรีอยู่ในสมาคมนักศึกษา และเป็นนักศึกษาพยาบาล เธอเองมีนิสัยพิลึกกว่าสาวคนอื่นๆ นิดหน่อย ทรีเป็นคนไม่เรียบร้อยและบ้าปาร์ตี้ และเธอก็มักจะกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ประจำ ดังนั้น ลอรีก็เลยมักจะพูดประโยคที่ว่า ‘กลับซะทีนะ…’ ใส่หน้าทรีประจำ”

    ร็อธชื่นชมการวิเคราะห์ที่ตรงกับความจริงของโมไดน์ว่า “ทรีเป็นคนไม่เรียบร้อย ส่วนลอรีเป็นพวกคลั่งความเป็นระเบียบ ลอรีทำคะแนนได้สูงสุดทุกวิชา ส่วนทรีทำได้แค่เอาตัวรอดไปวันๆ พวกเธอเป็นเหมือนเรือที่แล่นผ่านกันตอนกลางคืน เป็นรูมเมทที่ทนกันแต่ไม่ใช่เพื่อนสนิทอีกต่อไปแล้วน่ะค่ะ”

    นักแสดงหนุ่ม ชาร์ลส์ ไอท์เคน ผู้เพิ่งมีผลงานในซีรีส์ The Knick ได้รับเลือกให้รับบท เกรกอรี ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยผู้หว่านเสน่ห์ทรี เธอเข้าเรียนคลาสของเขาเพราะเธอคิดว่าเขาหล่อดี และพวกเขาก็ลงเอยด้วยการมีสัมพันธ์กัน ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งอื้อฉาวมากมที่ทรีจะยอมรับระหว่างกิจวัตรประจำวันของเธอ ร็อธเล่าว่า “เกรกอรีแต่งงานแล้ว ดังนั้น การมีความสัมพันธ์กับเขาก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีเท่าไหร่สำหรับทรี การตัดสินใจที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับเขาสอดคล้องกับนิสัยของเธอที่ชอบผลักดันข้อจำกัด…และมองว่าเธอสามารถทำอะไรได้มากแค่ไหนน่ะค่ะ” เธอเล่า “ฉันยังคิดด้วยว่า มีส่วนหนึ่งของตัวเธอที่เกลียดตัวเองและรู้สึกว่าตัวเธอสมควรที่จะเจ็บปวดแล้ว”

    สำหรับบทประธานสมาคมนักศึกษาผู้จริงจังและแข็งกร้าว แดเนียล ทีมงานเลือกนักแสดงหญิงราเชล แมทธิวส์ แมทธิวส์ชื่นชอบการได้สวมบทสาวใจร้ายผู้ตรงไปตรงมาใน Happy Death Day พลางกล่าวว่า “แดเนียลเป็นบทที่สนุกค่ะ ทรีเป็นทั้งเพื่อนและศัตรูของเธอ เธอเป็นเพื่อนรักของเธอ แต่มันก็เป็นความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งเกลียดค่ะ”

    “แดเนียลกับทรีไม่ไว้วางใจกัน และพวกเธอก็จิกกัดกันตลอดเวลา โดยเฉพาะแดเนียล” แลนดอนเล่า “คุณจะรู้สึกได้ว่ามีความริษยามาเกี่ยวข้องและทรีก็ได้ขโมยแฟนหนุ่มหรือคนที่เธอแอบปิ๊งมาจากแดเนียล พวกเธอทะเลาะกันตลอดแต่พวกเธอก็ต้องเสแสร้งที่จะเป็นเพื่อนรักกันด้วย”

    นักแสดงคนอื่นๆ ของเรื่องรวมถึงลอรา คลิฟตัน (Good Night) ในบทสเตฟานี ภรรยาผู้เกิดความสงสัยของเกรกอรี, ร็อบ เมลโล (The Magnificent Seven) ในบท ทูมบ์ ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรและเป็นคนไข้ผู้ได้รับบาดเจ็บในโรงพยาบาล, คาเล็บ สปิลยาร์ด (Evan’s Crime) ในบท ทิม หนึ่งในเดทมากมายที่ทรีบอกเลิก, ฟี วู (Pitch Perfect 2) ในบทรูมเมทปากมากของคาร์เตอร์และเจสัน เบย์เล (The Big Short) ในบทเดวิด เกลบ์แมน พ่อผู้เหนื่อยล้าของทรี

    ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยและฆาตกรในหน้ากากเด็ก:
    การออกแบบ Happy Death Day

    การถ่ายทำทริลเลอร์เรื่องนี้ดำเนินไปในนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยส์เซียนา ที่ซึ่งแลนดอนได้รวมทีมงานหลักที่นำทีมโดยผู้ออกแบบงานสร้าง เซซิลี เอ็ม. เดอ สเตฟาโน, ผู้กำกับภาพโทบี้ โอลิเวอร์, มือลำดับภาพ เกรกอรี พล็อตคิน, ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เมแกน แม็คลัฟลิน ลัสเตอร์และนักประพันธ์แบร์ แม็คครีรี

    เดอ สเตฟาโนได้ทำงานร่วมกับแลนดอนเพื่อเนรมิตชีวิตให้กับประสบการณ์ในรั้วมหาวิทยาลัยของทรี และพวกเขาก็เลือกมหาวิทยาลัยโลโยลาในนิวออร์ลีนส์เป็นโลเกชันหลักในการถ่ายทำ เธออธิบายถึงกระบวนการของเธอในการออกแบบงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “โลโยลากลายเป็นสถานที่ที่เป็นมิตรกับกองถ่ายมากที่สุดและเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของเรา ด้วยความที่เราถ่ายทำที่มหาวิทยาลัยจริงๆ เราก็เลยมีโครงหลักในการสร้างบรรยากาศที่สมจริงให้กับมหาวิทยาลัย เราเพิ่มสีสันเข้าไปตามแต่ที่จำเป็น ฉากบางฉากต้องใช้การตกแต่งฉากที่เฉพาะเจาะจง เช่นรถเข็นกาแฟในมหาวิทยาลัยหรือด้านนอกบริเวณที่รับประทานอาหาร และเราก็เพิ่มสีสันประจำโรงเรียนเข้าไปให้กับแบบดีไซน์ในยามจำเป็นค่ะ”

    สองโลเกชันที่ตัวละครไปเยือนบ่อยที่สุดใน Happy Death Day คือห้องของคาร์เตอร์และห้องของทรีและลอรีในสมาคมนักศึกษา ทีมผู้สร้างตั้งใจออกแบบแต่ละห้องเพื่อให้ตรงกับลักษณะนิสัยของเจ้าของห้อง พวกเขาระมัดระวังในการพิจารณาตัวละครแต่ละตัวและตรวจสอบเรื่องราวความเป็นมาของพวกเขาเพื่อสร้างพื้นที่ที่จะบ่งบอกถึงตัวตนของนักศึกษาแต่ละคนอย่างตรงไปตรงมา

    เดอ สเตฟาโนเล่าถึงห้องของคาร์เตอร์ว่า “คาร์เตอร์มาจากครอบครัวที่ดี แม่ของเขาเลี้ยงเขามาให้เป็นคนดี ซื่อสัตย์และอ่อนไหว เขาชื่นชอบหนังสือการ์ตูนและหนังคัลท์คลาสสิก เขาไม่อายที่จะตั้งภาพถ่ายของเขาและแม่ไว้บนโต๊ะ เราตกแต่งห้องของเขาด้วยโปสเตอร์หนังเจ๋งๆ และสติกเกอร์วงเท่ๆ ซึ่งคริสได้มีส่วนร่วมในการเลือกด้วย”

    สำหรับห้องของทรีในบ้านสมาคมนักศึกษาที่มีการดูแลอย่างดีนั้น ผู้ออกแบบงานสร้างได้ใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป “สไตล์อิสระและโบฮีเมียนของทรีถูกสะท้อนออกมาในฝั่งห้องนอนของเธอ แต่เราได้สร้างลุคที่สะอาดและเนี้ยบให้กับลอรี ซึ่งสะท้อนถึงนิสัยของเธอค่ะ”

    ด้วยความที่วันเดิมๆ ต้องดำเนินไปซ้ำแล้วซ้ำอีก แลนดอนเลยมอบหมายให้ผู้กำกับภาพโอลิเวอร์คอยดูให้แน่ใจว่าแต่ละฉากและแต่ละวันจะมีลุคที่แตกต่างกัน “โทบี้กับผมตัดสินใจว่าเราอยากจะทำให้แต่ละวันให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันทางด้านสไตล์น่ะครับ” แลนดอนกล่าว “เราเริ่มต้นหนังด้วยการเคลื่อนไหวกล้องที่มั่นคงมากๆ แต่เมื่อการดำเนินช่วงเวลาซ้ำๆ ของทรีเกิดขึ้น และเมื่อเธอลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันเดิมแต่ละครั้ง การเคลื่อนไหวกล้องก็จะเปลี่ยนไป มันเริ่มสั่นและไม่มั่นคงครับ”

    นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวของกล้องแล้ว แลนดอนยังรู้สึกว่าสีสันและลุคของภาพยนตร์เรื่องนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับแต่ละวันที่ดำเนินไปด้วย เขาเล่าว่า “ในวันแรก สิ่งต่างๆ สว่างไสว คมชัด แต่เมื่อหนังดำเนินไป สิ่งต่างๆ ก็เริ่มมืดหม่นขึ้น มีเงาทอดยาว หนังเริ่มมีบรรยากาศมาคุ ผู้ชมกำลังใช้ชีวิตอยู่ในฝันร้ายของทรี ดังนั้น ผมก็เลยอยากให้มันสะท้อนมุมมองของเธอครับ”
    แม็คลัฟลิน ลัสเตอร์เล่าถึงการออกแบบสไตล์ของนักแสดงว่า “คริสกับฉันช่วยกันคิดสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวละครแต่ละตัวขึ้นมา คริสเป็นคนติดตามแฟชัน การร่วมงานกับเขาเลยเป็นเรื่องสนุก เขามีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ฉันมีความสุขที่ได้เห็นเขาตื่นเต้นกับเรื่องเสื้อผ้า คุณไม่ค่อยจะเจอผู้กำกับแบบนี้บ่อยนักหรอก มันก็เลยเป็นเหมือนโบนัสค่ะ”

    หลังจากได้ดู Happy Death Day แบบตัดต่อหยาบๆ มาแล้ว แม็คครีรีก็รู้ว่าเขาอยากให้เสียงเป็นไปในทิศทางไหน ตัวนักประพันธ์อธิบายว่า “ผมพบว่าตัวเองยิ้มกว้าง หัวเราะและจับที่วางแขนแน่นด้วยความกลัว ในเวลาที่ถูกที่ควร ผมรู้ว่าผมจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องครับ ผมพยายามจะถ่ายทอดความมั่นใจและความหยิ่งยะโสของทรีออกมา เมื่อวันของเธอดำเนินไปซ้ำๆ กัน ดนตรีก็ถูกเล่นซ้ำ กลายเป็นอะไรที่เพี้ยน ตึงเครียดและชวนสติแตกมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ”

    แม็คครีรีคิดเสียงของฆาตกรที่สังหารทรีออกมาในรูปแบบที่ไม่ธรรมดาเลย “ผมอยากจะแต่งเพลงธีมที่โดดเด่นให้กับตัวร้ายของเรื่อง ซึ่งก็คือฆาตกรน่าขนลุกภายใต้หน้ากากเด็กทารก ผมเล่นกับเสียงที่ผ่านการดัดแปลงด้วยวิธีการทางดิจิตอลของลูกสาวตัวน้อยวัยสองขวบของผมเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม ซึ่งตอนแรก ผมก็เหมือนจะทดลองทำเล่นๆ แต่ผมก็ต้องทึ่งและสยองกับประสิทธิภาพของเสียงที่ถูกสร้างขึ้นมา ดนตรีของฆาตกรรายนี้กลายเป็นเสียงพูดที่แปลกประหลาด ไร้เดียงสาและน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน ทั้งหมดนี้มีที่มาจากลูกสาวของผมที่เล่นอยู่ตรงหน้าไมโครโฟน ตอนนี้ ลูกสาวของผมเป็นส่วนหนึ่งของฆาตกรน่าขนลุกภายใต้หน้ากากเด็กทารกไปซะแล้ว นี่ผมได้ปลดปล่อยความสยองอะไรสู่โลกใบนี้กันแน่นะ?”

    ****

    หลังจากปิดกล้องแล้ว ทีมงานก็กล่าวถึงความหวังของพวกเขาที่มีต่อประสบการณ์ที่ผู้ชมจะได้สัมผัสจาก Happy Death Day “บลูมเฮาส์ปล่อยให้คุณสร้างหนังอย่างที่คุณอยากจะสร้าง” แลนดอนกล่าวปิดท้าย “มันมีจิตวิญญาณจริงๆ ของการที่ทุกคนทำงานร่วมกันเพื่อพยายามจะสร้างหนังที่ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาสามารถทำได้ มันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเราทุกคนที่เราจะไม่ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังสยองขวัญแบบดาษๆ มันมีทั้งเรื่องรัก มีข้อคิดจริงๆ และมันก็มีความพิลึกด้วยครับ”
    ล็อบเดลกล่าวชื่นชมผู้กำกับของเรื่องว่า “ผู้กำกับคนอื่นๆ คงจะเลือกโทนหนึ่งมากกว่าอีกโทนหนึ่ง แต่คริสประสบความสำเร็จในการทำให้ส่วนที่ตลกตลกยิ่งขึ้น และส่วนที่น่ากลัวน่ากลัวยิ่งขึ้น” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “เหมือนอย่างทรีกับฆาตกรของเธอ ผมหวังว่าเราจะได้ร่วมงานกันซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีกนะครับ”
    ผู้อำนวยการสร้างบลูม ผู้มีผลงานสยองขวัญคอเมดีแสนสนุกเพิ่มขึ้นอีกเรื่อง กล่าวติดตลกปิดท้ายว่า “ผู้ชมน่าจะไปดูหนังเรื่องนี้เพราะมันเป็นหนังดีๆ ที่จะดึงเอาความฝันที่จะได้แก้แค้นของคุณออกมา มันทำให้ผมนึกถึงศัตรูของผม…”

    ****

    ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานสร้างโดยบลูมเฮาส์ ภาพยนตร์โดยคริสโตเฟอร์ แลนดอน Happy Death Day ที่นำแสดงโดยเจสสิกา ร็อธ, อิสราเอล บรูสซาร์ด คัดเลือกนักแสดงโดยเทอร์รี เทย์เลอร์, ซีเอสเอ ดนตรีโดยแบร์ แม็คครีรีและผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายคือเมแกน แม็คลัฟลิน ลัสเตอร์ ลำดับภาพโดยเกรกอรี พล็อตคิน และออกแบบงานสร้างโดยเซซิลี เอ็ม. เดอ สเตฟาโน ผู้กำกับภาพคือโทบี้ โอลิเวอร์, เอซีเอส ผู้ควบคุมงานสร้างได้แก่แองเจลา แมนคูโซ, จอห์น บัลเดชชี, คูเปอร์ ซามวลสัน, เจเน็ตต์ โวลเทอร์โน, เซธ วิลเลียม ไมเออร์ Happy Death Day อำนวยการสร้างโดยเจสัน บลูม ภาพยนตร์เรื่องนี้เขียนบทโดยสก็อต ล็อบเดลและกำกับโดยคริสโตเฟอร์ แลนดอน © 2017 Universal Studios.

    ****

    ประวัตินักแสดง
    เจสสิกา ร็อธ (Jessica Rothe) รับบท ทรี
    เจสสิกา ร็อธ เกิดและเติบโตในเมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด เธอสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองอย่างรวดเร็วในฐานะหนึ่งในนางเอกที่เป็นที่ต้องการตัวสูงสุดในฮอลลีวูด เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์มิวสิคัลของเอ็มจีเอ็มที่ดัดแปลงจากโรแมนติกคอเมดีปี 1983 เรื่อง Valley Girl ซึ่งเธอรับบทจูลี ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยราเชล โกลเดนเบิร์ก และร่วมแสดงโดยจอช ไวท์เฮาส์, จูดี้ กรีเออร์และเมย์ วิทเมน

    เธอจะได้แสดงประกบอเล็กซ์ โร (The 5th Wave, Rings) ในโรแมนติกดรามาเรื่อง Forever My Girl ซึ่งจะเข้าฉายในวันที่ 26 มกราคม ปี 2018 มิคกี้ ลิดเดลและแอลดี เอนเตอร์เทนเมนต์ได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งจะจัดจำหน่ายโดยโรดไซด์ แอทแทรคชันส์

    ล่าสุด เธอได้แสดงสมทบประกบเอ็มมา สโตนและไรอัน กอสลิงในภาพยนตร์โดยไลออนส์เกทเรื่อง La La Land ซึ่งคว้าหกรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและเจ็ดรางวัลลูกโลกทองคำมาครอง ภาพยนตร์เรื่องนี้ ภายใต้การกำกับของเดเมียน ชาเซลล์ เป็นภาพยนตร์เปิดงานเทศกาลภาพยนตร์เวนิสปี 2016 และกวาดรายได้ไปกว่า 443 ล้านเหรียญทั่วโลก ก่อนหน้านั้น ร็อธได้แสดงในซีรีส์คอเมดีทางเอ็มทีวีเรื่อง Mary + Jane จากผู้สร้างเด็บ แคปแลนและแฮร์รี เอลฟอนท์ ผลงานจอแก้วเรื่องอื่นๆ รวมถึงซีรีส์เอบีซีเรื่อง Happy Endings, ซีรีส์ซีบีเอสที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดเรื่อง Blue Bloods และซีรีส์ยอดนิยมทางซีดับบลิวเรื่อง Gossip Girl

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของร็อธรวมถึง Summertime จากผู้กำกับกาเบรียล มุชชิโน (Seven Pounds, The Pursuit of Happyness) ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์เวนิสปี 2016, บทสมทบประกบไมเคิล แชนนอนในภาพยนตร์โดยบาร์ท ฟรอยด์ลิชเรื่องWolves ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ไทรเบกาปี 2016, ภาพยนตร์โดยเบน เลอวินเรื่อง Please Stand By ประกบดาโกต้า แฟนนิงและโทนี คอลเล็ตต์, ภาพยนตร์อินดีเรื่อง Tater Tot & Patton และภาพยนตร์ไอเอฟซีเรื่อง The Preppie Connection นอกจากนี้ เธอยังเป็นที่รู้จักจากความสามารถการแสดงคอเมดีอีกด้วย โดยเธอได้แสดงในภาพยนตร์คอเมดีอินดีเรื่อง Lily & Kat ประกบฮันนาห์ เมอร์เรย์และได้รับบทประจำในซีรีส์เว็บยอดนิยมเรื่อง High Maintenance

    ปัจจุบัน เธออาศัยอยู่ในลอสแองเจลิส

    อิสราเอล บรูสซาร์ด (Israel Broussard) รับบท คาร์เตอร์
    อิสราเอล บรูสซาร์ด เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการแสดงที่ได้รับเสียงวิจารณ์ของเขาในบทนำของภาพยนตร์โดยโซเฟีย คอปโปลาเรื่อง The Bling Ring ประกบเอ็มมา วัตสันและไทซา ฟาร์มิกา ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2013

    หลังจากนี้ เขาจะได้แสดงประกบไมเคิล เพนยาและลิซซี แคปแลนในภาพยนตร์โดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สเรื่อง Extinction ภายใต้การกำกับของเบน ยัง ซึ่งมีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 26 มกราคม ปี 2018 เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์อินดีเรื่อง To All the Boys I’ve Loved Before และ Say You Will

    ผลงานก่อนหน้านี้รวมถึงการแสดงนำในมิวสิควิดีโอเพลง “Claudia Lewis” โดยเอ็ม83 ประกบลิลลี คอลลินส์และกำกับโดยไบรซ์ ดัลลัส โฮเวิร์ดสำหรับเอ็มทีวี, ภาพยนตร์อินดีเรื่อง H8RZ สำหรับผู้กำกับเดอร์ริส บอร์เต้, Jack of the Red Hearts ประกบแอนนาโซเฟีย ร็อบบ์และฟามเก้ เจนเซนและการแสดงนำในภาพยนตร์โดยคริส แม็คคอยเรื่อง Good Kids ประกบโซอี้ ดอยช์และนิโคลัส บรอน

    เขาเปิดตัวในโลกภาพยนตร์ในปี 2011 ในภาพยนตร์โดยร็อบ ไรเนอร์เรื่อง Flipped และหลังจากนั้น ก็ได้แสดงประกบแอเรียล วินเทอร์ในภาพยนตร์โดยสตีเฟน เฮเรคเรื่อง The Chaperone

    ปัจจุบัน เขาอาศัยอยู่ในลอสแองเจลิส

    ประวัติทีมผู้สร้าง
    คริสโตเฟอร์ แลนดอน (Christopher Landon)—กำกับโดย
    คริสโตเฟอร์ แลนดอนเป็นผู้กำกับที่ชื่นชอบเรื่องราวที่น่าติดตามและถูกขับดันด้วยตัวละคร ภาพยนตร์ของแลนดอนโฟกัสไปที่การบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครโดด ไม่ว่าจะเป็นแนวใดก็ตาม

    แลนดอนเปิดตัวผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกด้วยการเขียนบทริลเลอร์เรื่อง Another Day in Paradise ภายใต้การกำกับของแลร์รี คลาร์ค หลังจากนั้น เขาก็ได้เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Disturbia สำหรับดรีมเวิร์คส์และผู้กำกับดี.เจ. คารูโซ ผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาคือทริลเลอร์เรื่อง Burning Palms ซึ่งนำแสดงโดยโซอี้ ซัลดานา, ดีแลน แม็คเดอร์ม็อตต์และโรซามุนด์ ไพค์

    หลังจากเขียนบทและอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Paranormal Activity 2, 3 และ 4 เขาก็ได้เขียนบทและกำกับภาพยนตร์สปินออฟเรื่อง Paranormal Activity: The Marked Ones ซึ่งจัดจำหน่ายโดยพาราเมาท์ในเดือนมกราคม ปี 2014

    หลังจากเขาสร้างชื่อด้วยแฟรนไชส์ Paranormal Activity เขาก็ได้เขียนบทและกำกับภาพยนตร์เรื่อง Scouts Guide to the Zombie Apocalypse สำหรับพาราเมาท์ พิคเจอร์ส ซึ่งเข้าฉายในปี 2015

    ปัจจุบัน เขาอยู่ระหว่างการพัฒนาภาพยนตร์เรื่อง Liminal ซึ่งเป็นไอเดียออริจินอลที่เขาขายให้กับฟ็อกซ์ 2000 โดยมีนีนา จาค็อบสันเป็นผู้อำนวยการสร้าง

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *