JAP CLUB

Hitman: Agent 47 | ฮิทแมน : สายลับ 47

Hitman: Agent 47 | ฮิทแมน : สายลับ 47

  • Genres: Action, Crime, Thriller
    Running Time: 96 min
    Release Date:August.21,2015
    MPAA Rating:R for sequences of strong violence, and some language.
    Distributors:Twentieth Century Fox Film Corporation, TSG Entertainment, Fox International Productions
    Starring:Rupert Friend, Hannah Ware, Zachary Quinto
    Directed by:Aleksander Bach

    HITMAN: AGENT 47 เล่าเรื่องราวของนักฆ่าชั้นยอดที่ได้รับการตัดต่อทางพันธุกรรมมาแต่กำเนิดเพื่อเป็นเครื่องจักรสังหารอันสมบูรณ์แบบ และมีชื่อเรียกตามเลขสองหลักสุดท้ายของบาร์โค้ดซึ่งสักไว้ที่หลังคอ เขาเป็นผลลัพธ์ขั้นสุดยอดหลังจากการวิจัยนับหลายทศวรรษและสายลับมนุษย์โคลนอีกสี่สิบหกคนก่อนหน้า ทำให้เขาได้รับความแข็งแกร่ง ความรวดเร็ว ความอึด และความฉลาดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป้าหมายล่าสุดของเขาคือองค์กรขนาดใหญ่ที่วางแผนไขความลับในอดีตของสายลับ 47 เพื่อสร้างกองทัพนักฆ่าที่มีพลังยิ่งกว่าตัวเขาเอง ด้วยการร่วมทีมกับหญิงสาวที่อาจกุมความลับในการเอาชนะศัตรูที่มีพลังแข็งแกร่งและลึกลับ 47 เผชิญหน้ากับความจริงอันน่าตื่นตะลึงเกี่ยวกับที่มาของตนเอง และชี้ชะตาในการต่อสู้ครั้งใหญ่กับศัตรูที่อันตรายที่สุด

    หนังเรื่องนี้แสดงโดย รูเพิร์ต เฟรนด์ (Homeland) ในบทนำ, ฮานนาห์ แวร์ (Boss) ในบทคาเทีย ซึ่งปฏิบัติภารกิจค้นหาคนที่ถือกุญแจเพื่อไขสู่อดีตและอนาคตของเธอ, แซกคารี ควินโต (Star Trek) ในบทจอห์น สมิธ ชายผู้กุมความลับสำคัญและแข็งแกร่งเกินจินตนาการ, เคียรอน ไฮนด์ส (Game of Thrones) ในบทนักวิทยาศาสตร์เจ้าของงานวิจัยลับเปลี่ยนแปลงโลกซึ่งเป็นที่ต้องการของกองกำลังอันทรงอำนาจ, ธอมัส เครทช์แมนน์ (Avengers: Age of Ultron) ในบท เลอเคลิร์ก มันสมองเบื้องหลังแผนร้ายระดับโลกที่คุกคาม 47 และคาเทีย รวมถึงดาราดังจากเอเชีย แองเจลาเบบี้ ในบทไดอานา ผู้คอยระบุลูกค้า เป้าหมาย และข้อมูลให้ 47

    HITMAN: AGENT 47 กำกับโดย อเล็กแซนเดอร์ บาค ผู้กำกับโฆษณาที่มีผลงานโดดเด่นและมากำกับหนังยาวเป็นครั้งแรก จากบทภาพยนตร์โดย สคิพ วู้ดส์ (The A-Team) และไมเคิล ฟินช์ (Predators) และเนื้อเรื่องโดยวูดส์ อำนวยการสร้างโดย ชาร์ลส์ กอร์ดอน (Field of Dreams), เอเดรียน แอสคารีห์ (Hitman), อเล็กซ์ ยัง (Unstoppable) และสคิพ วู้ดส์

    เบื้องลึกของมือสังหาร

    HITMAN: AGENT 47 นำตัวละครแอนตี้ฮีโรอันโด่งดัง ตัวเอกฝ่ายหญิงผู้มีพลังอันน่าประหลาดใจ และตัวร้ายที่ดูแข็งแกร่งเกินต้านทาน มารวมกันในเรื่องราวชวนระทึกที่ขยายวงไปทั่วโลก อิทธิพลและความสำคัญของตัวละครนำต่อบรรดาแฟนๆ ที่ติดตามเรื่องราวของเขาผ่านสื่อมากมายไม่ได้เล็ดรอดสายตาของผู้อำนวยการสร้าง เอเดรียน แอสคารีห์ ผู้เริ่มต้นแนวคิดที่จะนำสายลับ 47 และวิดีโอเกม Hitman มาสู่จอเงิน “ในหนังที่สร้างขึ้นใหม่นี้ เรายังคงเก็บรักษาตัวละครและโลกของเขาเอาไว้ พร้อมกับขยายโลกใบนั้นออกไปอย่างหนักแน่นสมจริง” เขาอธิบาย “เราใช้แนวทางที่สมบุกสมบันเพื่อนำ 47 มายัง ‘โลกแห่งความเป็นจริง’ จะว่าอย่างนั้นก็ได้”

    “หนังเรื่องนี้เป็นการสร้างใหม่ทั้งหมดครับ” ผู้อำนวยการสร้าง อเล็กซ์ ยัง เสริม “เราต้องการการเริ่มต้นครั้งใหม่และมุมมองใหม่เอี่ยมต่อตัวละครผู้เป็นตำนานนี้”

    นั่นหมายถึงสายลับ 47 ซึ่งในหนังเรื่องนี้มีความแตกต่างเกินคาดหมายนอกเหนือจากอาชีพการเป็นนักฆ่าชั้นยอด แน่นอนว่าเขายังเป็นบุคคลอิสระที่เคลื่อนไหวอยู่ในเงามืดและมีอาวุธยุทโธปกรณ์อันน่าทึ่งให้ใช้งาน แต่คุณสมบัติอันโดดเด่นประจำตัวของเขากลับไม่ใช่ทักษะการต่อสู้ แต่คือความเป็นมนุษย์

    ตัวหนังสำรวจคำถามที่ว่า “เป็นไปได้หรือไม่ที่จะตัดทิ้งความรู้สึกอย่างความรักและความกลัวซึ่งทำให้เราเป็นมนุษย์” ผู้กำกับ อเล็กแซนเดอร์ บาค ระบุ

    รูเพิร์ต เฟรนด์ เสริมว่าคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ 47 เป็นตัวละครที่น่าหลงใหลอย่างยิ่งสำหรับเขา “ผมมักสนใจสิ่งที่ไม่ได้เปิดเผยอย่างชัดเจนในตัวละคร” เขาระบุ “ดังนั้นถ้าคุณรับบทเป็นนักฆ่าอย่าง 47 อะไรคือด้านที่เป็นมนุษย์ของเขา เราต้องการนำเสนอคนที่มีเปลือกนอกเป็นเครื่องจักรสังหารอย่างสมบูรณ์แบบ แล้วจากนั้นจึงไปสำรวจคุณสมบัติอื่นๆ ของเขา ประเด็นนี้น่าสนใจมากสำหรับผมครับ

    “แน่นอนว่า เมื่อมองผิวเผิน 47 ดูเหมือนไร้เทียมทานและเป็นเครื่องจักรสังหารที่สมบูรณ์แบบ” เฟรนด์กล่าวต่อ “แต่ที่จริงแล้วเขาก็เป็นคนคนหนึ่งที่บาดเจ็บได้และรู้สึกได้ เพียงแต่เขาแอบซ่อนสิ่งเหล่านี้ได้เก่งมากเท่านั้นเอง”

    เฟรนด์ย่อมคุ้นเคยกับการนำเสนอส่วนลึกที่คาดไม่ถึงในตัวละครที่เราคิดว่ารู้จักดีอยู่แล้ว เขาถ่ายทอดบทบาทของเจ้าหน้าที่ซีไอเอ ปีเตอร์ ควินน์ ในซีรีส์เรื่องเยี่ยมช่อง Showtime อย่าง “Homeland” ซึ่งเขาได้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางที่มีเสน่ห์อยู่ในตัว

    “รูเพิร์ตมีสายตาที่ค่อนข้างเย็นชาแต่ก็มีบางสิ่งอยู่ในดวงตานั้น” บาคกล่าว

    “รูเพิร์ตเป็นสายลับ 47 ได้อย่างไม่มีที่ติครับ” อเล็กซ์ ยังกล่าว “เขาถ่ายทอดความฉลาด ความช่างคิด และความสามารถที่จะจัดการกับภัยคุกคามอันน่าเหลือเชื่อซึ่งมีแต่ 47 เท่านั้นที่จะทำได้”

    ผู้อำนวยการสร้าง ชาร์ลส์ กอร์ดอน เปรียบเทียบผลงานของเฟรนด์ในหนังเรื่องนี้ว่าคล้ายกับนักแสดงหนุ่มในหนังแอ็คชันเรื่องดังที่กอร์ดอนเคยอำนวยการสร้างเมื่อหลายปีก่อน “ใน ‘Die Hard’ การแสดงของบรูซ วิลลิซและเรื่องราวส่วนตัวของตัวละคร จอห์น แม็คเคลน ที่เขาเล่นเพิ่มมิติให้กับตัวละครได้เป็นอย่างดี” เขาอธิบาย “สำหรับสายลับ 47 เรามักนึกภาพว่าเขาเป็นมากกว่านักฆ่าเลือดเย็น เราต้องการขยายเรื่องราวและเพิ่มความเป็นมนุษย์ลงไป และรูเพิร์ต รวมถึงฮานนาห์ แวร์ และ
    แซกคารี ควินโต ก็เป็นตัวการสำคัญที่ช่วยทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้น”

    หญิงผู้มองหาคำตอบและชายผู้ลึกลับ

    ตัวละครคาเทียที่แวร์เล่นเป็นหัวใจสำคัญของ HITMAN: AGENT 47 ในหลายๆ ด้าน เมื่อเราได้พบคาเทีย เธอหลงทาง แยกตัวอยู่โดดเดี่ยว และตั้งใจออกค้นหาคนที่เธอจำแทบไม่ได้แต่อาจมีกุญแจที่ไขสู่ความลับอันน่าเหลือเชื่อเกี่ยวกับวัยเด็กและครอบครัวของเธอ ฮานนาห์ แวร์ กล่าวว่า “คาเทียใช้ชีวิตร่อนเร่และไม่สนใจการเข้าสังคมหรืออะไรทำนองนั้นที่จะทำให้เธอหันเหออกจากเป้าหมาย เธอไม่เข้ากับใครหรือที่ไหนเลย”

    การเดินทางและการค้นหาคำตอบของคาเทียเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นไม่ลดละซึ่งแวร์เปิดรับเต็มที่ “เธอไม่ทำตัวกลมกลืนไปกับสังคม ในขณะเดียวกันก็มีความดุดันและกล้าหาญ” นักแสดงหญิงรายนี้กล่าว “ฉันมองเห็นตัวเองอยู่ในความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นของเธอ”

    เมื่อเรื่องราวดำเนินไป คาเทียได้ค้นพบความเกี่ยวข้องกับ 47 อย่างไม่คาดคิดและน่าสนใจอย่างยิ่ง ซึ่งยิ่งเพิ่มความน่าตื่นเต้นให้ภารกิจนี้และเพิ่มโอกาสในการสำรวจตัวละครให้มากขึ้นอีก

    เธอได้รู้ว่าทั้งสองเหมือนกันยิ่งกว่าที่เธอคาดไว้ 47 กลายเป็นครูของเธอ สอนท่าต่อสู้อันเป็นเอกลักษณ์ของเขาให้เธอ แม้ว่าอาจหมายถึงการทำให้เธอต้องตกอยู่ในอันตราย “มันเป็นพิธีกรรมในการเติบโตซึ่งสำคัญมากสำหรับตัวละครนี้ค่ะ” แวร์กล่าว “47 สอนคาเทียและช่วยให้เธอเป็นอิสระในหลายๆ แง่ ซึ่งในตอนแรกเกินความเข้าใจของเธอ เขาทดสอบเธอซึ่งเป็นการเผยธรรมชาติที่แท้จริงของคาเทียออกมา เป็นการปลดปล่อยเธอในท้ายที่สุด”

    คาเทียเป็นตัวละครที่ซับซ้อนซึ่งทำให้เราต้องคาดเดาอยู่ตลอดเวลา และเพื่อนนักแสดงของแวร์ก็กล่าวว่า แวร์สร้างตัวละครนี้ให้มีชีวิตขึ้นมาในแบบที่ไม่คาดฝัน “ฮานนาห์นำความไร้เดียงสาในทางที่ดีมาสู่บทนี้ครับ” รูเพิร์ต เฟรนด์กล่าว “คาเทียเรียนรู้เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับตัวเอง ซึ่งต้องอาศัยนักแสดงที่ไม่กลัวการเปิดรับความไร้เดียงสานั้น เพื่อจะได้นำเธอไปสู่การแปรสภาพอันน่าทึ่งในเวลาต่อมา”

    แซกคารี ควินโต เสริมว่า “ฮานนาห์ไม่เพียงแต่สวยสะดุดตา เธอยังได้ถ่ายทอดความเปราะบางที่แอบซ่อนอยู่ภายในซึ่งเหมาะกับตัวละครนี้มาก
    เลยครับ”

    ในเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความลับและการเปิดเผยความจริง ตัวละครจอห์น สมิธ ที่ควินโตเล่นอาจเป็นผู้กุมความลับสำคัญที่สุด ในตอนแรกเขาดูกระตือรือร้นที่จะช่วยคาเทียค้นหาคำตอบ และระหว่างการพบกันครั้งแรกของทั้งสอง เขาปรากฏตัวอย่างปุบปับที่สถานีรถไฟใต้ดินอเล็กแซนเดอร์พลาทซ์ในเบอร์ลินเพื่อช่วยเธอจากคนที่เหมือนจะเข้ามาจู่โจม บาคกล่าวว่า ‘สมิธโผล่มาจากที่ไหนก็ไม่รู้ บอกคาเทียว่า ‘ผมมาที่นี่เพื่อปกป้องคุณ และผมรู้ว่าคุณมองหาใครอยู่’’

    ควินโตผูกพันกับความลึกลับของตัวละครนี้ “ในองก์แรกของหนัง คุณไม่รู้ว่าสมิธมาจากไหน เขาโผล่เข้ามาหาคาเทีย ระหว่างช่วงเวลาสำคัญในการเดินทางของเธอ แล้วก็เหมือนกับมี ‘โครงข่ายสามเหลี่ยม’ อยู่ระหว่างสมิธ คาเทีย และ 47

    สมิธไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่เห็นจนกระทั่งเขาเผยแรงจูงใจที่แท้จริงออกมา”

    “สมิธเป็นตัวละครที่มีมิติซับซ้อนน่าสนใจครับ” แอสคารีห์เสริม “ในครึ่งแรกของหนัง เขาเป็นตัวเอกที่คอยปกป้องคาเทีย แต่ในไม่ช้าเราก็รู้ว่าสมิธกำลังใช้เธอเพื่อจุดประสงค์บางอย่างที่มีเลศนัย”

    ยิ่งกว่านั้น สมิธยังมีความแค้นฝังแน่นกับ 47 และสุดท้ายกลายมาเป็นศัตรูที่น่าเกรงกลัวและโด่งดังมากที่สุดรายหนึ่งของ Hitman “ความแค้นที่เขามีต่อ 47 เป็นเรื่องส่วนตัวมาก” แอสคารีห์กล่าว “สมิธรู้สึกต้อยต่ำกว่า 47 ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการแข่งขันกันสำหรับเขา”

    ไม่ว่าตัวละครทั้งสองจะเป็นปฏิปักษ์ต่อกันอย่างไร เฟรนด์ก็ชื่นชมการแสดงของควินโตในบทตัวละครที่แปรเปลี่ยนได้อย่างทันทีทันควัน “แซคเล่นได้น่าสนใจและกล้ามากในบทสมิธ เมื่อเราพบเขาครั้งแรก เขายังเป็นชายคางเหลี่ยมนิสัยดีที่ดูน่าเชื่อถืออยู่เลย” เฟรนด์กล่าว “ผู้ชมต้องเชื่อสมิธเพราะพัฒนาการส่วนหนึ่งของตัวละครนี้คือการพลิกความคาดหมายของผู้ชมต่อสิ่งที่เขาเป็น แล้วสุดท้ายเราจะไว้ใจใครได้ล่ะ”

    ผู้กุมบังเหียน

    เฟรนด์ ควินโต แวร์ และทีมนักแสดงรวมถึงทีมงานเบื้องหลังที่เหลือมอบความไว้วางใจให้ผู้กำกับ อเล็กแซนเดอร์ บาค ซึ่งควินโตกล่าวว่า “มีวิสัยทัศน์อย่างแท้จริง เขาเข้าใจภาคอารมณ์ของเรื่องนี้ เช่นเดียวกับงานแอ็คชันและงานภาพอันน่าทึ่ง” เฟรนด์เสริมว่า “เอลมเข้าใจจิตวิญญาณของแอ็คชันอย่างแท้จริง สำหรับเขาแล้วมันไม่ใช่แค่ภาพที่วูบไหวฉูดฉาด”

    บาคได้รับงานนี้ซึ่งเป็นงานกำกับหนังยาวเรื่องแรก หลังจากส่งวิดีโออันน่าตื่นเต้นซึ่งสรุปวิสัยทัศน์ที่เขามีต่อ HITMAN: AGENT 47 “เราประทับใจงานโฆษณาของเอลอยู่แล้วและอยากคุยกับเขาเรื่องการกำกับหนัง” ชาร์ลส์ กอร์ดอน เล่า “จากนั้นวิดีโอตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมก็ช่วยให้เราบรรลุข้อตกลง งานตัวอย่างนี้ไม่เพียงแค่ใส่ใจในแอ็คชัน แต่ยังรวมถึงตัวละครและอารมณ์ด้วย เป็นเครื่องมือปิดการขายได้ดีเลยล่ะครับ เราทุกคนพูดพร้อมกันเลยว่า “เลือกคนนี้เถอะ!”

    ตามความเห็นของ อเล็กซ์ ยัง งานตัวอย่างนี้ “ตรงกับสิ่งที่เราหวังไว้เป๊ะ และเมื่อการถ่ายทำเริ่มต้นขึ้น เอลก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นนักเล่าเรื่องมือหนึ่ง รวมถึงเป็นนักจัดวางสไตล์ภาพชั้นเยี่ยมด้วย”

    วิสัยทัศน์ที่บาคมีต่องานภาพของหนังเรื่องนี้ครอบคลุมการผสมผสานสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความคมกริบและดิบเถื่อน” “ความคมกริบ” หมายถึงงานฉากแอ็คชันอันชวนตื่นตาของหนัง อันได้แก่ ฉากเฮลิคอปเตอร์บินเข้าไปในอาคาร ฉากการขับรถไล่ล่าอันชวนระทึก และฉากระเบิดเครื่องยนต์เจ็ต เขากล่าวว่า “ความดิบเถื่อน” มาจากการได้สัมผัสความแข็งแกร่งของตัวละคร “เวลาที่ตัวละครต่อสู้กัน พวกเขาสู้กันจริงๆ” เขาอธิบาย “ผู้ชมจะสัมผัสได้อย่างแท้จริง เหมือนคุณได้ไปอยู่ท่ามกลางการต่อสู้เลยล่ะ”

    แอ็คชัน!

    เพื่อให้การต่อสู้และคิวบู๊ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทีมงานสร้างได้ทำงานร่วมกับผู้กำกับกองแอ็คชัน แชด สตาเฮลสกี และเดวิด เอ็ม ลีทช์ ผู้ประสานงานสตันท์ โจนาธาน ยูเซบิโอ และผู้ประสานงานการต่อสู้ จอน วาเลรา โดยทั้งหมดมาจาก 87-11 Action Design ทีมสตันท์ชั้นหนึ่งของวงการ 87-11 เพิ่งได้ดูแลคิวบู๊และฉากแอ็คชันให้ Jurassic World, The Hunger Games: Catching Fire และ John Wick โดยเรื่องหลังนี้สตาเฮลสกีเป็นผู้กำกับและลีทช์เป็นผู้อำนวยการสร้าง

    คนหนึ่งที่ติดตามงานของบริษัทนี้ก็คือรูเพิร์ต เฟรนด์ เขากล่าวว่า “87-11 ไม่ได้คิดรูปแบบการต่อสู้ตามอำเภอใจ ตัวละครแต่ละตัวจะมีรูปแบบเฉพาะของตัวเอง”

    ในแง่ดังกล่าว ยูเซบิโอ วาเลรา และผู้ประสานงานสตันท์ คริส โอ ฮารา ได้กำหนดให้จอห์น สมิธ เป็นนักสู้หมัดหนักเอะอะตึงตัง เขาเป็นคนประเภทที่จะทำลายข้าวของไปทั่ว ขณะที่ 47 เป็นนักสู้ที่เน้นชั้นเชิงกว่ากันมาก

    การเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายของทั้งสองเน้นให้เห็นรูปแบบการต่อสู้และความแข็งแกร่งของแต่ละคน “มีการยิงปืนกันในพื้นที่ปิดแบบที่คุณไม่เคยเห็นบนจอหนังมาก่อน” วาเลรากล่าว “เราพยายามทำฉากแบบนี้มาตลอดสองสามปีที่ผ่านมา เป็นการต่อสู้มือเปล่าด้วยรูปแบบที่ขัดแย้งกัน สมิธแข็งแรงกว่า แต่ 47 พยายามเอาชนะด้วยไหวพริบ”

    “สมิธใช้ความแข็งแกร่งของร่างกายล้วนๆ” ยูเซบิโอเสริม “เทคนิคของเขามาจากคาราเต้แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น รวมถึงเทคนิคของมวยเตะ โดยใช้การชกวงกว้างที่หนักและแข็งแรง

    “ส่วน 47 นั้นตรงกันข้าม เขามีท่วงท่าที่เป็นแนวตรงและมีประสิทธิภาพมากกว่า” ยูเซบิโอกล่าวต่อ ดังนั้นเราจึงฝึกศิลปะการต่อสู้มือเปล่าอย่างการต่อสู้แบบสีลัตของมาเลเซียและการต่อสู้แบบคาลีของฟิลิปปินส์ให้รูเพิร์ต”

    รูปแบบการต่อสู้ที่ตรงกันข้ามกันเอื้อให้ฉากต่อสู้มีพลังมากยิ่งขึ้น “การต่อสู้ที่ดีเป็นผลมาจากรูปแบบที่ขัดแย้งกัน” อเล็กซ์ ยัง กล่าว โดยยกตัวอย่างจริงจากการชกอันเป็นตำนานระหว่างมูฮัมหมัด อาลีกับโจ เฟรเซียร์

    เฟรนด์และควินโตกระตือรือร้นที่จะได้เตรียมตัวฝึกศิลปะการต่อสู้ แต่เนื่องจากปัญหาในการจัดตารางงาน ทั้งสองจึงต้องฝึกซ้อมแยกกันก่อนที่ตัวละครทั้งสองจะได้ร่วมฉากต่อสู้ครั้งใหญ่ที่สถานีรถไฟใต้ดินอเล็กแซนเดอร์พลาทซ์ในเบอร์ลิน

    โอ ฮารา เล่าว่า เฟรนด์ทำได้มากกว่าท่าที่ทีมสตันท์และผู้ประสานงานการต่อสู้กำหนดไว้ให้ “รูเพิร์ตมาถึงแล้วพูดว่า ‘ผมจะเล่นตาม [คิวบู๊] เท่าที่ทำได้ละกัน’ โดยปกติแล้วการฝึกซ้อมแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงเพราะเราไม่อยากให้นักแสดงเหนื่อยเกินไปและต้องรับข้อมูลมากเกินไป แต่รูเพิร์ตเล่นฉากนั้นอยู่นานกว่าห้าชั่วโมง และแสดงให้เห็นว่าเขาชอบการเล่นฉากต่อสู้จริงๆ”

    ยูเซบิโอเสริมว่า “เวลารูเพิร์ตจับอาวุธ เขาเหมือนเคยใช้อาวุธนั้นมานาน ผมไม่ได้พูดถึงแค่อาวุธประจำตัวของ 47 อย่างปืนพกซิลเวอร์บอลเลอร์นะครับ เราต้องการให้รูเพิร์ตสามารถใช้อะไรก็ตามที่เขาหาได้ อย่างเช่น ขวดแตก จาน ปากกา หรือโคมไฟ มาเปลี่ยนให้กลายเป็นอาวุธที่อันตราย”

    แต่เฟรนด์ต้องแน่ใจว่าเขาใช้ปืนซิลเวอร์บอลเลอร์ได้อย่างคล่องแคล่ว “ผมใช้เวลาหลายสัปดาห์กับทีมงานฝ่ายอาวุธที่เก่งมาก พวกเขาช่วยฝึกผมจนถึงจุดที่ผมสามารถวางกระเป๋าไว้บนหัวแล้วถอดปืนออก จากนั้นก็ประกอบมันกลับเข้าด้วยกัน” (หัวหน้าผู้ดูแลอาวุธในกองถ่ายคือ ลัทซ์ ซีดเลอร์ และผู้ดูแลอาวุธคือ มาริโอ อูอี)

    ชุดสูท

    ถ้าเราจะตัดสินคนกันด้วยเสื้อผ้า อย่างน้อย 47 ก็สร้างตัวตนบางส่วนขึ้นมาจากเครื่องแต่งกายประจำตัวอย่างสูทสีดำ เสื้อเชิ้ตสีขาว และเนคไทสีแดง เฟรนด์ทำงานร่วมกับนักออกแบบเครื่องแต่งกาย บินา ไดเจเลอร์ (Che) อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าชุดสูทที่เขาใส่นั้น “โดดเด่น คลาสสิก และเป็นอมตะ ชุดนี้ต้องได้รับการตัดเย็บอย่างดีโดยไม่มีการแต่งเติมที่ไม่จำเป็น” เธอระบุ

    เฟรนด์พูดติดตลกว่า 47 กับชุดสูทนั้นผูกพันกัน “เหมือนทอม แฮงค์สกับลูกวอลเลย์บอล วิลสัน ใน Cast Away”

    ไดเจเลอร์เดินทางไปยังห้องเสื้อแทบทุกแห่งในเยอรมนีและนิวยอร์ก ก่อนที่จะจ้างช่างตัดเสื้อจากแมดริดซึ่งได้ตัดเย็บเครื่องแต่งกายสีดำสนิททำจากผ้าฝ้ายทอพิเศษอย่างดี เธอและเฟรนด์เห็นตรงกันว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่ากับการค้นหา

    “มันเป็น ‘แค่’ สูทดำ แต่พอผมใส่สูทนี้แล้ว ผมรู้สึกเหมือนเป็นนักฆ่าที่ได้ค่าจ้างเป็นเงินหลายล้านเหรียญ” เฟรนด์กล่าว “น่ามหัศจรรย์ดีนะครับ”

    “ชุดสูทนี้เข้ากับตัวเขาได้พอดีเลย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับรูเพิร์ต” ไดเจเลอร์เสริม

    สำหรับตัวละครจอห์น สมิธ ของควินโตนั้น ไดเลเจอร์ได้ออกแบบสูทสีเทาซึ่งช่วยเสริมบุคลิกของตัวละครนี้ที่ไม่ชัดเจนในตอนแรก “ตอนที่เราพบสมิธ เราบอกอะไรเกี่ยวกับเขาไม่ได้เลย” ไดเจเลอร์กล่าว “สิ่งสำคัญคือคุณไม่รู้ว่าเขาเป็นใครหรือเขามาจากไหน เขาต้องดูเป็นคนดีมีอัธยาศัยแบบที่คุณอยากได้มาเป็นเพื่อนบ้าน”

    จากเบอร์ลินถึงสิงคโปร์

    การถ่ายทำ HITMAN: AGENT 47 เริ่มต้นในเบอร์ลิน โดยบาค ผู้กำกับภาพอ็อตตาร์ กู๊ดนาซัน และนักออกแบบงานสร้าง เซบาสเตียน คราวิงเคล ใช้สภาพอากาศอันโหดร้ายในช่วงฤดูหนาวของเบอร์ลินอย่างเต็มที่เพื่อเสริมเหตุการณ์ดรามาและฉากแอ็คชันอันเร้าใจหลายฉาก

    หลังถ่ายทำในมหานครของเยอรมนีอยู่หลายสัปดาห์ กองถ่ายหนังเรื่องนี้ก็ย้ายไปยังอีกฟากโลก โดยนับเป็นกองถ่ายใหญ่จากสหรัฐกองแรกที่ไปถ่ายทำในสิงคโปร์

    บาคระบุว่า “สิงคโปร์แตกต่างจากเบอร์ลินโดยสิ้นเชิงครับ เป็นโลกไฮเทคสมัยใหม่ที่มีกลิ่นอายความเป็นเอเชียและอารมณ์แบบเขตร้อน ซึ่งช่วยเสริมงานภาพให้หนังของเรา”

    ในแง่ดังกล่าว กองถ่ายได้ใช้ประโยชน์จากภาพอันแปลกแตกต่างที่ Gardens by the Bay ในสิงคโปร์ สุดยอดต้นไม้แห่งโลกอนาคตสูง 50 เมตร ท่ามกลางอากาศร้อนชื้นแบบเขตร้อน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ อย่าง Marina Sands และ Botanic Gardens ด้วย

    ในบางกรณี สถานที่ถ่ายทำซึ่งน่าประทับใจอยู่แล้วได้รับการยกระดับด้วยวิชวลเอฟเฟ็กต์ ทีมงานวิชวลเอฟเฟ็กต์ซึ่งนำโดยผู้อำนวยการวิชวลเอฟเฟ็กต์ ริช ธอร์น สร้างทิวทัศน์เมืองอันมหึมาในแบบดิจิตัลด้วยมุมมอง 360 องศา รวมถึงสำนักงานใหญ่องค์กร Syndicate International ของเลอเคลิร์กผู้ชั่วร้าย และสร้างฉากการชนของเฮลิคอปเตอร์ซึ่งทำลายโครงสร้างส่วนใหญ่ของอาคาร

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Photo Gallery

    The Angry Birds Movie
    Log in | Designed by Gabfire themes