Hotel Transylvania 2 | โรงแรมผี หนีไปพักร้อน

Hotel Transylvania 2 | โรงแรมผี หนีไปพักร้อน

  • Genres: Animation, Comedy, Family
    Running Time:
    Release Date:September.25,2015
    MPAA Rating:PG for some scary images, action and rude humor
    Distributors: Columbia Pictures, LStar Capital, Sony Pictures Animation
    Starring:Adam Sandler, Selena Gomez, Andy Samberg
    Directed by:Genndy Tartakovsky

    ข้อมูลงานสร้าง
    ก๊วนแดร็คคูลากลับมาอีกครั้งเพื่อร่วมในการผจญภัยสุดฮาของเหล่ามอนสเตอร์ในภาพยนตร์โดยโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชันเรื่อง Hotel Transylvania 2! ดูเหมือนทุกอย่างที่โรงแรมทรานซิลวาเนียกำลังจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น…ในที่สุด กฎเหล็กเรื่องการรับแต่แขกที่เป็นมอนสเตอร์ของแดร็คคูลาก็ผ่อนคลายลง และโรงแรมแห่งนี้ก็เปิดประตูต้อนรับแขกที่เป็นมนุษย์เสียที แต่เบื้องหลังฝาโลงศพ แดร็คกำลังกังวลว่า เดนนิส หลานชายลูกครึ่งมนุษย์/แวมไพร์ที่แสนน่ารักของเขา ไม่ได้แสดงลักษณะอะไรที่บ่งบอกถึงการเป็นแวมไพร์เลยซักนิด ดังนั้น ระหว่างที่เมวิสกำลังวุ่นอยู่กับการไปเยี่ยมพ่อแม่สามีกับจอห์นนี ซึ่งทำให้เธอเจอกับเรื่องน่าช็อคทางวัฒนธรรมเข้าให้ “แวมพา” แดร็คก็เลยขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ของเขา ที่ประกอบไปด้วยแฟรงค์, เมอร์เรย์, เวย์นและกริฟฟิน จับเดนนิสเข้าค่าย “ฝึกมอนสเตอร์” แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า วลาด พ่อขี้หงุดหงิดและหัวโบราณสุดๆ ของแดร็คกำลังจะมาเยือนโรงแรมของเขา และเมื่อวลาดได้พบว่าเหลนชายของเขาไม่ใช่สายเลือดบริสุทธิ์ และตอนนี้ โรงแรมทรานซิลวาเนียเปิดต้อนรับมนุษย์แล้ว เรื่องวุ่นๆ ก็กำลังจะเกิดขึ้น!

    ตัวอย่างแรก Hotel Transylvania 2 (ซับไทย HD) มาแล้ว! คุณพร้อมไปหัดบินกับท่านแดร็กแล้วหรือยัง? เตรียมพบกับความป่วนของพวกเขาอีกครั้ง 1 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

    Posted by Sony Pictures on 13 มีนาคม 2015

    โคลัมเบีย พิคเจอร์ส ร่วมกับแอลสต์ แคปิตัล ภูมิใจเสนอภาพยนตร์โดยโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชัน Hotel Transylvania 2 พากย์เสียงโดยอดัม แซนด์เลอร์, แอนดี้ แซมเบิร์ก, เซเลนา โกเมซ, เควิน เจมส์, เดวิด สเปด, สตีฟ บุสเชมี, คีแกน-ไมเคิล คีย์, มอลลี แชนนอน, ฟราน เดรสเชอร์และเมล บรู๊คส์ กำกับโดยเกนน์ดี้ ทาร์ทาคอฟสกี้ อำนวยการสร้างโดยมิเชลล์ เมอร์ด็อกก้า เขียนบทโดยโรเบิร์ต สมีเกลและอดัม แซนด์เลอร์ ผู้ควบคุมงานสร้างได้แก่อัลเลน โคเวิร์ท, โรเบิร์ต สมีเกลและเบน ไวส์เบรน ดนตรีโดยมาร์ค มาเธอร์สบัฟ ภาพและอนิเมชันโดยโซนี พิคเจอร์ส อิเมจเวิร์คส์, อิงค์ เครดิตยังไม่เป็นที่สิ้นสุด

    Hotel Transylvania 2 ได้รับเรท PG โดยสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งอเมริกาสำหรับภาพน่ากลัว แอ็กชันและมุขตลกหยาบคาย

    เกี่ยวกับภาพยนตร์
    “แดร็คคูลาอาจจะเป็นปีศาจที่โด่งดังระดับโลกก็จริง แต่จริงๆ แล้ว เขาก็เป็นแฟมิลีแมนครับ” ผู้กำกับเกนน์ดี้ ทาร์ทาคอฟสกี้ ผู้ช่วยแปลงโฉมปีศาจคลาสสิกอย่างแดร็คคูลา แฟรงค์เกนสไตน์ มนุษย์หมาป่า และ ฯลฯ ในภาพยนตร์อนิเมชันคอเมดียอดนิยมเรื่อง Hotel Transylvania กล่าว ภาพยนตร์ออริจินอลปี 2012 ทำรายได้ไปกว่า 350 ล้านเหรียญทั่วโลก และยังคงครองสถิติการเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้เปิดตัวสูงสุดในเดือนกันยายนของอเมริกา

    บัดนี้ คณะแก๊งของแดร็คกลับมาแล้ว โดยมีทาร์ทาคอฟสกี้กลับมานั่งแท่นผู้กำกับอีกครั้ง เพื่อการผจญภัยใหม่เอี่ยมใน Hotel Transylvania 2 ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมนุษย์และมอนสเตอร์เริ่มเรียนรู้ที่จะอาศัยอยู่ร่วมกันเสียที “ในโลกของแดร็ค ทุกอย่างกำลังได้สวย” ทาร์ทาคอฟสกี้กล่าว “โจนาธานกับเมวิสแต่งงานกันแล้ว แล้วพวกเขาก็มีลูกชายตัวน้อยคือเดนนิส ทั้งหมดนั้นนำไปสู่คำถามสำคัญในหนังเรื่องนี้ที่ว่า เดนนิสเป็นแวมไพร์หรือมนุษย์กันแน่ เมวิสกับจอห์นนีพร้อมที่จะยอมรับในตัวลูกชายตัวเองไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม แต่แน่นอนว่าแดร็คคูลาก็แอบหวังไว้ว่าเดนนิสจะเป็นแวมไพร์ เขากลัวว่าถ้าเดนนิสเป็นมนุษย์ เมวิสจะอยากเลี้ยงดูเขาในโลกที่ไร้มอนสเตอร์แทนที่จะเป็นที่โรงแรม ดังนั้น แดร็คก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้เดนนิสเขี้ยวงอกให้ได้”

    เช่นเดียวกับแม่ที่รักลูกทุกคน เมวิสก็ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกของเธอ แม้ว่าเธอจะรักโรงแรมนี้ ซึ่งเป็นบ้านหลังเดียวที่เธอรู้จัก มากแค่ไหน เธอก็รู้สึกว่า ถ้าเดนนิสเป็นมนุษย์ ที่ที่ดีที่สุดสำหรับเขาคือการเติบโตกับมนุษย์คนอื่นๆ ดังนั้น เพื่อตรวจดูว่าชีวิตเช่นนั้นจะเป็นอย่างไร เมวิสก็ขอให้พ่อเธอคอยดูแลเดนนิสระหว่างที่เธอกับจอห์นนีไปเยี่ยมพ่อแม่สามีในบ้านเกิดของเขาที่ซานตาครูซ ระหว่างที่เธอกำลังค้นพบวิถีชีวิตมนุษย์ที่น่าตื่นเต้น ตั้งแต่น้ำปั่น 48 รสไปจนถึงตลาดเล็กๆ ที่เปิด 24 ชั่วโมง แดร็คที่อยู่ที่โรงแรมก็เริ่มประสาทกินเมื่อจินตนาการถึงชีวิตที่ปราศจากลูกสาวของเขา ซึ่งทำให้เขามุ่งมั่นยิ่งกว่าเดิมที่จะทำให้เขี้ยวของเดนนิสตัวน้อยงอกขึ้นมาให้ได้ เพื่อทำให้เมวิสมีเหตุผลในการไม่ไปจากโรงแรมทรานซิลวาเนีย

    วิธีของแดร็คคือการออกเดินทางโร้ดทริป ซึ่งแดร็คและเพื่อนพ้องทำทุกวิถีทางเพื่อนำ “มอนสเตอร์ฝึกหัด” น้อยๆ คนนี้เข้าสู่ค่ายฝึกมอนสเตอร์ แต่แล้วแผนการต่างๆ ก็ต้องพังพินาศเมื่อวลาด พ่อของแดร็ค มาเยี่ยมพวกเขาอย่างไม่คาดคิด

    วลาดเป็นแวมไพร์หัวเก่าครับ” ทาร์ทาคอฟสกี้กล่าว “แดร็คกับพ่อของเขามีความสัมพันธ์แบบทะเลาะทุ่มเถียงกันมากๆ เพราะพวกเขาท้าทายกันตลอดเวลา วลาดตัดสินเขา ส่วนแดร็คก็แก้ต่างให้ตัวเองครับ”

    “วลาดเป็นคนฮาร์ดคอร์จนน่าขัน เขาแข็งแกร่งและหัวรั้นมากๆ” ผู้อำนวยการสร้างมิเชลล์ เมอร์ด็อกก้ากล่าว “เขาไม่ยอมอ่อนข้อให้แดร็คเลย คุณจะได้เห็นว่าทำไมแดร็คถึงเป็นคนแบบนี้ค่ะ”

    ตัวอย่างแรกของ Hotel Transylvania 2 – โรงแรมผี หนีไปพักร้อน 2 ในภาคนี้ท่านเคาท์แดร็คคิวล่าของเราจะต้องเจอกับท่านพ่อที่มาเยี่ยมเยือนโดยมิได้นัดหมาย จะสนุกและป่วนขนาดไหนติดตามได้ 1 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ (สำหรับซับไทย แอดมินจะลงให้เร็วๆนี้นะครับ)

    Posted by Sony Pictures on 12 มีนาคม 2015

    วลาดพากย์เสียงโดยเมล บรู๊คส์ ตำนานแห่งวงการคอเมดี หนึ่งในอีก็อทเพียงไม่กี่คนของโลก (หมายถึงการที่เขาได้รับรางวัลเอ็มมี แกรมมี ออสการ์และโทนี) “เขาเป็นหนึ่งในเสาหลักของวงการคอเมดี เขาอยู่ในวงการนี้มานานแสนนาน เขาเป็นคนขัดเกลาความคิดอ่านด้านคอเมดีของผมและเขาก็ยังคงเฉียบคมและไหวพริบดี ผมก็เลยประหม่ามากๆ ในการกำกับเขา เขาน่าทึ่งมาก ไม่ใช่ว่าเขาจะต้องการกำกับซักหน่อยนี่ครับ” ทาร์ทาคอฟสกี้กล่าว “แต่ผมจำได้ว่าในตอนหนึ่ง เขาอยากจะได้ยินว่าผมคิดว่าเขาควรจะพูดประโยคหนึ่งออกมายังไง ผมจะบอกอะไรเมล บรู๊คส์ดีล่ะ? แต่เขาอยากฟังผม ผมก็เลยบอกเขาไป และเขาก็ชอบมัน เขาพูดประโยคนั้นออกมาอย่างที่ผมบอก นั่นเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์สำหรับผม ผมจะไม่มีวันลืมเลยครับ”

    ในช่วงเปิดและปิดเรื่อง ทีมผู้สร้างได้เลือกฟิฟธ์ ฮาร์โมนี หนึ่งในศิลปินดาวรุ่งที่มาแรงที่สุด ผู้ซึ่งซิงเกิลฮิต “Worth It” ติดชาร์ตตลอดทั้งซัมเมอร์ พวกเขาเริ่มต้นภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยเพลง “I’m in Love with a Monster”

    ไม่ว่าจะอย่างไร ทาร์ทาคอฟสกี้กล่าวว่า ทีมผู้สร้างไม่เคยลืมในสิ่งที่ทำให้ Hotel Transylvania พิเศษสุดเหลือเกิน “เราได้สร้างคำนิยามใหม่ให้กับมอนสเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นแดร็คคูลา แฟรงค์เกนสไตน์ มนุษย์ล่องหน และมัมมี่ มันเป็นพื้นที่วิเศษสุดในการทำในสิ่งที่เป็นการ์ตูนจริงๆ และสนุกสนาน ไม่เคร่งเครียดเกินไป และสร้างหนังที่สนุกจริงๆ ขึ้นมา สำหรับหนังเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่ามันยังมีความผูกพันกับตัวละครเหล่านี้ และคงเป็นเรื่องสนุกน่าดูที่ได้กลับไปสู่โลกใบนี้อีกครั้งเพื่อดูว่าการผจญภัยครั้งต่อไปเป็นอย่างไร นั่นคือเป้าหมายของเราครับ การทำให้มันเบาโหวง ไร้สาระ แปลกใหม่ และสนุกสนาน แต่ก็ยังคงรักษาหัวใจด้านอารมณ์ของเรื่องเอาไว้เหมือนเดิม”

    ทาร์ทาคอฟสกี้กล่าวว่า ท้ายที่สุด ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นความบันเทิงสำหรับครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ “เราสนุกสุดๆ ในหนังเรื่องนี้ ด้วยการที่มีแดร็คคูลาสี่รุ่นอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน และตอนนี้ มนุษย์ได้รับการต้อนรับเข้าสู่โลกมอนสเตอร์แล้ว แต่มันก็ยังมีข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับการยอมรับกันและกันอย่างที่เป็นอยู่ด้วย นั่นเป็นบทเรียนที่พวกเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือลูก ต้องการในทุกวันครับ”

    เกี่ยวกับตัวละคร
    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แดร็คคูลา เป็นจอมบงการ ผู้ไม่เพียงแต่ใช้เสน่ห์และความแข็งแกร่งของเขาในการสร้างโรงแรมสำหรับมอนสเตอร์ ที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวในโลกเท่านั้น แต่เขายังกลายเป็นคุณพ่อเฮลิคอปเตอร์ที่เลวร้ายที่สุดของโลกจนกระทั่งวันเกิดครบรอบปีที่ 118 ของลูกสาวเขาด้ว ตอนนี้ เขาดีขึ้นแล้วล่ะ รึเปล่านะ? ตอนนี้ เขาเป็นคุณตา “แวมพา” แล้ว ไม่มีใครสุขมากไปกว่านี้อีกแล้ว…แต่เมื่อเดนนิส หลานชายของเขา ดูเหมือนว่าอาจจะเป็นมนุษย์แทนที่จะเป็นแวมไพร์ แดร็คก็สติแตก และเขาก็มุ่งมั่นที่จะกระตุ้นให้เขี้ยวของ “เด็กเขี้ยวงอกช้า” คนนี้ขึ้นให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อดัม แซนด์เลอร์ พากย์เสียง คุณพ่อสุดเพี้ยนคนนี้
    แซนด์เลอร์กล่าวว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สานต่อจากภาคแรก แต่แดร็คคูลาก็ยังคงมีพื้นที่ในการเติบโตขึ้น “เขายอมรับมนุษย์แล้ว และลูกสาวของเขาก็ตกหลุมรักมนุษย์ เพียงแต่เขาไม่ค่อยปลื้มที่หลานชายเขาอาจเป็นมนุษย์น่ะครับ” เขากล่าว “เขาอยากให้หลานเป็นแวมไพร์มากกว่านี้อีกนิด และเขาก็พยายามดึงความเป็นแวมไพร์ออกมาจากตัวหลานเขาตลอดทั้งเรื่อง แดร็คต้องเปิดตาตัวเองให้มากกว่านี้อีกซักนิดครับ”

    จอห์นนี
    จอห์นนีไม่อยากจะเชื่อโชคของตัวเอง ตั้งแต่เขาบังเอิญเข้าไปที่โรงแรมทรานซิลวาเนีย ซึ่งเขาเป็นมนุษย์คนแรกที่ก้าวเท้าเข้าไปที่นั่นในรอบ 200 ปี เขาอายุ 28 ปีแล้ว เขาเจอผู้หญิงที่รัก แต่งงานแล้ว มีลูกแล้ว แถมมีงานในฝันในการทำให้โรงแรมมีความเป็นมิตรต่อมนุษย์มากขึ้น สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงแค่อยู่ที่โรงแร แต่เมื่อภรรยาของเขาเสนอที่จะนำลูกชายของพวกเขากลับสู่โลกมนุษย์ เขาและเมวิสก็เดินทางไปแคลิฟอร์เนียเพื่อสำรวจที่ที่เขาเติบโตมา แอนดี้ แซมเบิร์กกลับมาพากย์เสียงบทนี้อีกครั้ง

    “จอห์นนียังคงเป็นคนมองโลกในแง่ดีและรักในกิจกรรมกลางแจ้งครับ” แซมเบิร์กกล่าว “เขาเริ่มปรับตัวได้ในการรับมือกับชีวิตแต่งงานและการเป็นพ่อ แต่โดยรวมแล้ว เขาก็ยังเป็นคนตลกคนเดิมครับ”

    เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าจอห์นนี ผู้ร่าเริง จะรู้สึกกังวลอย่างที่เมวิสและแดร็คกังวลว่าเดนนิสจะเป็นแวมไพร์รึเปล่า และแซมเบิร์กก็บอกว่า จริงๆ แล้ว เขาก็ไม่ได้กังวลซักนิด “ด้วยธรรมชาติสบายๆ ของเขา เขาโอเคกับทั้งสองแบบ ไม่ว่าลูกจะเป็นมนุษย์ แวมไพร์หรือลูกผสมทั้งสองแบบน่ะครับ” แซมเบิร์กกล่าว

    เมวิส
    เมวิส ลูกสาววัย 125 ปีของแดร็คคูลา หลงใหลในโลกมนุษย์มาโดยตลอด และตอนนี้ มันก็กลายเป็นเรื่องจริงยิ่งไปใหญ่เมื่อเธอได้แต่งงานกับจอห์นนี และกลายเป็นแม่ของเด็กชายวัยสี่ขวบครึ่ง เช่นเดียวกับแม่ทุกคน เธอเองก็ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกของเธอ แม้ว่าเธอจะรักเดนนิสเหมือนเดิมไม่ว่าเขาจะเป็นแวมไพร์หรือมนุษย์ เธอก็รู้ว่าถ้าเขาเป็นมนุษย์ ชีวิตเขาจะง่ายดายกว่าเยอะถ้าเขาจากโรงแรมไปใช้ชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ เซเลนา โกเมซ กลับมาพากย์เสียงบทนี้อีกครั้ง

    “ในภาคแรก เซเลนาได้พากย์เสียงเมวิสอย่างอบอุ่นและเปิดกว้าง มันเป็นตอนที่ตัวละครเป็นเด็กสาวที่พบรักครั้งแรกของเธอค่ะ” เมอร์ด็อกก้ากล่าว “ตอนนี้ ตัวละครตัวนี้เป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้วและเป็นแม่คน ความอบอุ่นและอารมณ์ของเซเลนาก็ปรากฏชัดอีกครั้ง เธอถ่ายทอดความรักแบบที่แม่มีให้กับลูกได้จริงๆ มันเป็นการพากย์เสียงที่ยอดเยี่ยมเกินอายุของเธอครับ”

    โกเมซกล่าวว่า แม้ว่าเมวิสจะอายุมากขึ้นอีกนิดและตอนนี้เป็นแม่คนแล้ว เมวิสก็ยังคงเป็นเด็กสาวอ่อนหวานคนเดิมกับภาคแรก “เธอเป็นคนชื่นชอบการผจญภัยและมีความแสบซ่าส์ในตัวค่ะ” เธอกล่าว “ในภาคแรก ในที่สุด เธอก็ได้คว้าสิ่งที่เธอต้องการเสียที และพ่อก็คอยสนับสนุนเธอ ตอนนี้ ในหนังเรื่องนี้ เธออายุ 125 ปี แต่งงาน มีลูกแล้ว มันก็เลยเป็นอีกขั้นตอนชีวิตสำหรับเธอ เพียแงต่เธอก็ยังคงให้ความรู้สึกแบบเมวิส เธอยังคงเป็นลูกสาวตัวน้อยของพ่อ ความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้นดึงคุณสมบัติที่ดีที่สุดในตัวเธอออกมาครับ”

    “สิ่งที่ฉันชื่นชอบเกี่ยวกับ Hotel Transylvania คือการที่แดร็คคูลานำทุกคนมาอยู่รวมกันใต้หลังคาเดียวกัน” โกเมซกล่าวเสริม “ตัวละครพวกนี้เป็นครอบครัวขย่าย ไม่ว่าเขาจะเป็นแฟรงค์เกนสไตน์หรือมนุษย์หมาป่า ฉันคิดว่านั่นเป็นเรื่องน่ารักละอ่อนหวานค่ะ”

    การนำทุกคนมารวมตัวกันคือเรื่องราวของเดนนิส โกเมซกล่าว “เขาเป็นเด็กน่ารัก และพวกเขาก็พยายามหาคำตอบว่าเขาเป็นหรือไม่เป็นมอนสเตอร์ค่ะ หนังเรื่องนี้บอกว่าไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง ก็โอเคทั้งนั้น แดร็คมีความต้องการที่จะควบคุมทุกอย่างได้ นั่นเป็นความหวงแหนแบบที่เรารักเขา แต่มันก็เป็นนิสัยที่น่าอึดอัดได้ด้วยเหมือนกัน แดร็คพยายามจะหาคำตอบ คือเขาอยากให้เดนนิสรู้สึกเหมือนว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว แต่บางที เขาอาจใช้วิธีที่ไม่ดีนัก หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องของการที่แดร็คเรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่างเหล่านั้น และสนับสนุนและรักเขาโดยไม่พยายามจะบีบบังคับในสิ่งที่ไม่ควรน่ะค่ะ”

    แฟรงค์
    เพื่อนรักคือคนที่คุณสามารถไว้วางใจได้ไม่ว่ายังไง และแฟรงค์ก็คือเพื่อนรักของแดร็ค ทุกคนต้องการใครซักคนมานั่งข้างหน้าด้วยกัน…ในตอนที่คุณอยู่ระหว่างการเดินทางโร้ดทริปแบบลับๆ…เพื่อหาคำตอบว่าหลานชายคุณเป็นแวมไพร์รึเปล่า หรืออาจจะไม่ และตอนนี้ งานนี้อาจจะยิ่งยุ่งเหยิงเข้าไปใหญ่เมื่อใบหน้าของแฟรงค์เป็นที่รู้จักทุกหนทุกแห่งในโลกมนุษย์ แต่แฟรงค์ก็จะยังคงอยู่เคียงข้างแดร็คและหลีกหนีให้ไกลจากไฟให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เควิน เจมส์ กลับมาพากย์เสียง แฟรงค์ อีกครั้ง

    “เกนน์ดี้เยี่ยมมากเพราะเขาช่วยผมเรื่องระดับในการเป็นมอนสเตอร์และการทำให้การพากย์เสียงของผมมีความเป็นมนุษย์ ซึ่งสนุกมากครับ” เจมส์บอก “ผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับตัวละครเหล่านี้ พวกเขาเป็นมอนสเตอร์ก็จริง แต่เมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกัน มันก็ให้ความรู้สึกผ่อนคลายมากๆ เลย”

    กริฟฟิน
    กริฟฟิน มนุษย์ล่องหน มีความสุขมากที่ได้พบรัก ก็ทำนองนั้นล่ะ เพราะที่รักของเขาก็ล่องหนเหมือนกัน จริงๆ แล้ว คนอื่นๆ ไม่ค่อยแน่ใจด้วยซ้ำว่าเธอมีตัวตนอยู่จริงรึเปล่า เดวิด สเปด กลับมาพากย์เสียงบทนี้

    เวย์น
    เวย์น มนุษย์หมาป่ามีลูกเป็นโหลๆ กับแวนด้า ภรรยาของเขา และเขาก็มี “ช่วงเวลาส่วนตัว” น้อยเกินไป ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลให้เขากระโจนใส่โอกาสที่จะช่วยแดร็คแก้ปัญหาเรื่องหลานชายเขา สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงคือการที่วินนี ลูกสาวคนสุดท้องของเขา แอบปิ๊งเดนนิสน้อย เรียกได้ว่ามันเป็น “ปั๊ปปี้ เลิฟ” จริงๆ เลยล่ะ สตีฟ บุสเชมี กลับมาพากย์เสียงบทนี้

    “เวย์นเป็นเหมือนมนุษย์หมาป่าที่ปรับตัวแล้ว” บุสเชมีกล่าว “เขาถอดเขี้ยวเล็บแล้ว แต่ก็ยังคงมีความเป็นมนุษย์หมาป่าในตัว เขามีจิตใจงาม เขาปล่อยให้ลูกๆ กลิ้งบนตัวเขา และเขาก็ไม่รู้ว่าในการเป็นพ่อ เขาจะต้องทำอะไรบ้าง ภรรยาเขาเป็นคนทำทุกอย่างเองทั้งหมดในขณะที่เขาได้แต่ปล่อยให้มันเป็นไปตามยถากรรมครับ”

    ค่อยๆวิ่งก็ได้นะเด็กๆ! โรงแรมผี หนีไปพักร้อน 2 (Hotel Transylvania 2) 1 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

    Posted by Sony Pictures on 21 กันยายน 2015

    เมอร์เรย์
    มัมมี่ เมอร์เรย์ เป็นผีดิบแห่งงานปาร์ตี้ มัมมี่ที่ถูกพันร่างผู้นี้พร้อมจะมีช่วงเวลาดีๆ เสมอ ดังนั้น เขาก็เลยกระโจนใส่โอกาสที่จะช่วยทำให้เดนนิส มอนสเตอร์น้อยฝึกหัด เขี้ยวงอกให้ได้ คีแกน-ไมเคิล คีย์ พากย์เสียงบทนี้
    “เมอร์เรย์เป็นตัวละครที่ชื่นชอบความสนุกสนาน และผมก็ได้ทำอะไรหลายๆ อย่างกับเขา” คีย์กล่าว “เขาสนุกมาก แต่เขาก็กลัวบางสิ่งบางอย่างด้วย ผมชอบที่เขาดูไม่เหมือนผมเลย คือเขาตัวอ้วนกลมก็จริงแต่เขากลับมีเสียงสูง ดังนั้น การได้ทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับขนาดตัวของเขาก็เป็นเรื่องสนุกครับ”

    แวนด้า
    ระหว่างที่เวย์นร่วมเดินทางไปกับพรรคพวกของเขา แวนด้าก็มีหน้าที่ดูแลลูกๆ ของพวกเขา แต่มันก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่คุณแม่ผู้น่ารักผู้นี้อยากอยู่มากไปกว่านี้ มอลลี แชนนอน กลับมาพากย์เสียงคุณแม่ผู้เอื้ออาทรอีกครั้ง

    ยูนิซ
    ภรรยาของแฟรงค์คือยูนิซ เธอยังคงเป็นคนช่างติ มีทัศนคติเหมือนเดิมและยังคงรักสามีเธอไม่เปลี่ยน บทนี้พากย์เสียงโดยฟราน เดรสเชอร์

    วลาด
    ไม่มีใครตัดสินใจได้ว่า วลาด พ่อของแดร็ค เป็นคนหัวโบราณหรือแค่คนโบราณกันแน่ แต่ก็ช่างเถอะ เขาเป็นปีศาจระดับตำนาน ที่หวาดระแวงพวกมนุษย์จนเขาไม่แม้แต่จะย่างเท้าออกนอกรังของเขาด้วยซ้ำ แดร็คคูลามีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับพ่อของเขาและไม่ได้เจอเขามาหลายปีดีดักแล้ว จนกระทั่งเมวิสแอบเชิญเขามาร่วมงานเลี้ยงวันเกิดลูกชายของเธอ แต่เมื่อวลาดพบว่าแวมไพร์และมนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกันที่โรงแรม ชะตากรรมของโรงแรมทรานซิลวาเนียก็ไม่แน่นอนเสียแล้ว เมล บรู๊คส์ ตำนานแห่งวงการคอเมดี พากย์เสียงบทนี้

    สำหรับบรู๊คส์ การพากย์เสียงบทนี้เป็นเหมือนเรื่องของครอบครัว “ผมมองเห็นอะไรหลายๆ อย่างของพ่อแดร็คคูลาในตัวผม ลูกๆ ผมจะบอกคุณแบบนั้น ผมก็แค่ต้องจำวิธีที่ชมูเอล ปู่ของผมเคยใช้เรียกแท็กซี่ในนิวยอร์กน่ะครับ” การเลียนแบบปู่ของบรู๊คส์ก็คือวลาด เขากล่าวว่า “ผมได้อะไรหลายอย่างมาจากท่านและผมก็รู้ว่าผมสามารถพากย์บทนี้ได้”

    เดนนิส
    แวมไพร์ทุกคนมีเวลาจนถึงวันเกิดครบรอบปีที่ห้าที่เขี้ยวจะงอกขึ้นมา และรู้อะไรมั้ย…เดนนิส ลูกชายวัยสี่ขวบครึ่งของเมวิสและจอห์นนี ยังไม่มีเขี้ยวงอกเลย ด้วยความหวังที่จะพิสูจน์ว่าเด็กคนนี้เป็นแวมไพร์ แดร็คและเพื่อนๆ ก็เลยจับหนูน้อยคนนี้เข้าค่ายฝึก “มอนสเตอร์ฝึกหัด” เพื่อดึงเอาความเป็นแวมไพร์ในตัวเขาออกมา

    เกี่ยวกับงานสร้าง
    เการสร้างอนิเมชันตามสไตล์ “ผลักดัน” ของเกนน์ดี้ ทาร์ทาคอฟสกี้

    เช่นเดียวกับในภาคแรก ลุคของ Hotel Transylvania 2 ก็เป็นผลผลิตของวิสัยทัศน์และสไตล์ของเกนน์ดี้ ทาร์ทาคอฟสกี้ ผู้กำกับของเรื่อง ความชื่นชอบของทาร์ทาคอฟสกี้ ผู้คร่ำหวอดในแวดวงอนิเมชันจอแก้ว (Dexter’s Laboratory, Samurai Jack, Star Wars: Clone Wars) ก่อนที่เขาจะเปิดตัวในวงการภาพยนตร์ด้วย Hotel Transylvania ที่มีต่อท่าทางและแอ็กชันแบบการ์ตูน ทำให้การกระโจนเข้าสู่จอเงินของเขาประสบความสำเร็จ และทำให้ผลงานภาพยนตร์ CG ของเขามีความโดเด่น “ตามปกติในหนัง CG สิ่งสำคัญคือการทำให้ตัวละครดูเหมือนโมเดลหรือดีไซน์พื้นฐาน แต่สำหรับตัวละครหลายๆ ตัวใน Hotel เกนน์ดี้ชื่นชอบการถอยห่างจากเรื่องพวกนั้นเพื่อสร้างมุขทางสายตาและสีหน้าที่น่าขบขันครับ” ซูเปอร์ไวเซอร์อาวุโสฝ่ายอนิเมชัน อลัน ฮอว์กินส์ กล่าวถึงสไตล์อนิเมชันแบบ “ผลักดัน” ของเรื่อง “นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากภาคแรก คือเราไม่อยากจะทำงานกับแค่สิ่งที่คอมพิวเตอร์ให้กับเราและสิ่งที่เราสร้างไปแล้วว เราต้องการจะขยายขอบเขตความเป็นไปได้ออกไปอีกครับ”

    มันเป็นความท้าทายเสมอ แต่ก็เป็นความท้าทายที่ทีมอนิเมเตอร์พร้อมเผชิญด้วย “อนิเมเตอร์ทุกคนได้ไปเยือนโลกของเกนน์ดี้ในตอนที่เราทำงานในหนังของเขาครับ” ฮอว์กินส์กล่าว “เราพยายามอย่างหนักที่จะมองสิ่งต่างๆ อย่างที่เขามอง เพราะสิ่งที่คอมพิวเตอร์ต้องการจะทำช่างแตกต่างจากสิ่งที่เขาคิดเอาไว้และสิ่งที่เราได้สร้างขึ้นในที่สุด นั่นเป็นความท้าทายชิ้นใหญ่ที่สุด การทำให้ทุกอย่างเข้ากันได้น่ะครับ และแม้ในตอนที่เราคิดว่าเราทำได้แล้ว เขาก็ทำให้เราแปลกใจทุกวัน เราได้เรียนรู้อะไรมากมายจากเขา การร่วมงานกับเขาเหมือนการเข้าเรียนในโรงเรียนอนิเมชันทุกวันเลยครับ”

    หลังจากผ่าน “โรงเรียนอนิเมชัน” ในภาคแรกมาแล้ว กระบวนการในซีเควลเรื่องนี้ก็เดินหน้าไปได้รวดเร็วมากขึ้น “เราสร้างคลังของสีหน้าต่างๆ ซึ่งย่นเวลาเราได้ประมาณหนึ่งครับ” ฮอว์กินส์กล่าวต่อ “นอกเหนือจากนั้น เรารู้ว่าเกนน์ดี้ไม่ค่อยชอบเห็นอะไรแบบเดิมๆ ซ้ำสอง เราก็เลยต้องใช้รูปทรงหรือสีหน้าแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน หรือเล่นกับสัดส่วนในแบบที่ตัวละครไม่มีในภาคแรก มันเป็นขอบเขตแบบใหม่ โดยที่แดร็คคูลาเป็นกรณีที่สุดโต่งที่สุด ลดระดับไปตามตัวละครอื่นๆ ครับ”

    สวัสดียามค่ำคืน เรามาดูการทักทายกันของผีคู่ซี๊คู่นี้กันดีกว่า แล้วพบกันในโรงแรมผีหนีไปพักร้อน 2 เข้าฉาย 1 ตุลาคมนี้ #HotelT2

    Posted by Sony Pictures on 8 สิงหาคม 2015

    ตอนนี้เมื่อพวกเขาคุ้นเคยกับสไตล์ของทาร์ทาคอฟสกี้แล้ว ทีมงานของโซนี พิคเจอร์ส อิเมจเวิร์คส์ ก็สามารถใส่ความเปลี่ยนแปลงเข้าไปเพื่อทำให้วิสัยทัศน์ของผู้กำกับเป็นจริง ตัวอย่างหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงวิธีที่ทีมซิมูเลชันจัดการกับผมและเสื้อผ้า “ซอฟท์แวร์ซิมูเลชันทั้งหมดของเรา ‘กลไก’ ที่จัดการเรื่องเสื้อผ้า ผมและเอฟเฟ็กต์อื่นๆ ขึ้นอยู่กับสัดส่วนของตัวละคร และเราก็สร้างเสื้อผ้าสำหรับตัวละครตามสัดส่วนพวกนั้น แต่สไตล์ของเกนน์ดี้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงสัดส่วน ไม่ใช่เพียงแค่จากช็อตหนึ่งไปยังอีกช็อตหนึ่งเท่านั้น แต่บ่อยครั้งที่มีการเปลี่ยนจากเฟรมหนึ่งไปยังอีกเฟรมหนึ่งด้วยความเร็วสูง ถ้าสัดส่วนพวกนั้นไม่ได้คงที่หรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปกว่านี้ เสื้อผ้าถ้าไม่คับก็จะใหญ่เกิน มันอาจให้ความรู้สึกเหมือนของปลอมหรือดูเหมือนจะหลุดจากตัวของตัวละครได้ ยิ่งไปกว่านั้น กลไกตัวละครทำได้เพียงแค่ในระดับหนึ่งในแง่ของการนำเสนอการแสดงแบบที่เกนน์ดี้ต้องการน่ะครับ” ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ คาร์ล เอ็ดเวิร์ด เฮิร์บส์กล่าว “ดังนั้น ในหลายๆ กรณี นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวพื้นฐานที่พวกเขาสร้างขึ้นจากกลไกที่ว่าแล้ว พวกเขายังต้องปรับแก้มันแบบเฟรมต่อเฟรมด้วย ในหนังเรื่องนี้ เรานั่งคุยกับทีมเสื้อผ้าและทีมพัฒนาของเราเพื่อคิดหาทางออกในการปรับเสื้อผ้าให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโมเดลพื้นฐาน และผสมผสานระหว่างอนิเมชันและซิมูเลชัน พวกอนิเมเตอร์ชื่นชอบสไตล์ของเกนน์ดี้ และอยากจะทำตามแนวทางนั้นจนถึงที่สุด และตอนนี้ เราก็สามารถจัดการกับมันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการสร้างซิมูเลชันเสื้อผ้า ไม่ว่าเขาจะผลักดันมันไปยังไง ทีมอนิเมเตอร์ก็อยากจะทำตามครับ”

    นอกจากนี้ ทีมงานยังได้พัฒนากระบวนการขอความเห็นชอบจากผู้กำกับ ทำให้ทีมอนิเมเตอร์ได้รับฟังความคิดเห็นจากตัวผู้กำกับเองเสมอ “ตอนนี้ เกนน์ดี้สามารถวาดทับไปบนฉากของเราได้เลย และเราก็สามารถนำข้อมูลนั้นไปใช้ในเซสชันทำงานของเราได้” ฮอว์กินส์กล่าว “เราสามารถแกะรอยการกำกับของเกนน์ดี้ด้วยการใส่สิ่งที่เขาวาดลงไปในฉากนั้นเลยแทนที่จะมองตามหรือพยายามนึกให้ออกว่าภาพที่เขาวาดเป็นยังไงน่ะครับ”

    นอกจากนั้น ก่อนที่จะเริ่มต้นฉาก ทีมอนิเมเตอร์จะใช้กล้องสองตัวในการถ่ายทำทาร์ทาคอฟสกี้เพื่อสร้างวิดีโอแบบประกบข้าง ในขณะที่ทาร์ทาคอฟสกี้จะวาดลายเส้น และคุยถึงสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นบนหน้าจอ “เกนน์ดี้จะพูดว่า ‘เส้นนี้ไปตรงนี้’ แล้วคุณก็จะได้เห็นเขาลากเส้น และเห็นภาพวาดปรากฏบนหน้าจอในเวลาเดียวกัน มันเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นประโยชน์มากสำหรับอนิเมเตอร์ครับ” ฮอว์กินส์กล่าว “เราต้องการอะไรแบบนั้นจากเขาจริงๆ เพราะเขาพูดพร้อมกับวาดรูปได้วย บางครั้ง เขาก็พูดแนะนำเรา แต่ในฐานะนักวาดภาพแล้ว เขาจะสื่อสารด้วยรูปทรงและเส้นสายมากกว่าครับ”

    เโลกมอนสเตอร์ที่สดใส มีสีสันกว่าเดิม
    ในตอนเริ่มต้นงานสร้าง Hotel Transylvania 2 ทีมผู้สร้างโชคดีตรงที่ว่า โลกใบนี้ถูกสร้างขึ้นในคอมพิวเตอร์ไปเยอะแล้ว ไมเคิล คูรินสกี้ ผู้ออกแบบงานสร้างของเรื่อง เล่าว่าโรงแรมแห่งนี้และบรรดาตัวละครได้ถูกออกแบบมาแล้ว และแม้ว่าต้องมีการปรับเปลี่ยน แปลงโฉมบ้าง แต่พวกเขาก็สามารถถูกนำมาใช้งานได้อีกครั้ง “มันถูกออกแบบมาอย่างงดงาม และผมก็ไม่อยากจะยุ่มย่ามกับมันครับ” คูรินสกี้กล่าว “ผมแค่อยากทำให้มันสวยที่สุดเท่าที่ทำได้ในหนังใหม่เรื่องนี้ ด้วยการใช้ความงามทั้งหมดที่มีอยู่แล้ว ผมก็แค่นำมันมาใส่กล่องอีกครั้งในแบบใหม่น่ะครับ”

    ในการสร้างซีเควล ทีมผู้สร้างต้องการสร้างภาพยนตร์ที่จะเข้ากับโลกที่เคยถูกนำเสนอมาแล้วในภาคแรกอย่างลงตัว แต่ภาพยนตร์เรื่องนั้นก็ต้องให้ความรู้สึกแปลกใหม่และอยู่ได้ด้วยตัวเอง เมื่อคำนึงถึงเรื่องนั้น คูรินสกี้ก็ได้อ่านดราฟท์แรกของบทภาพยนตร์เรื่องนี้และแบ่งโลเกชันต่างๆ ออกเป็นสองประเภท นั่นคือสิ่งใหม่ และสิ่งเก่าที่ใหม่

    “มีหลายฉากที่เกิดขึ้นในโลเกชันที่เรามีอยู่แล้ว เช่นโรงแรมและล็อบบี้ครับ” คูรินสกี้กล่าว โชคดีที่ฉากเปิดเรื่อง ซึ่งก็คือฉากงานแต่งงานระหว่างจอห์นนีและเมวิส เป็นโอกาสงามในการช่วยให้บรรดานักออกแบบสร้างโลกมอนสเตอร์ใน Hotel Transylvania 2 ให้สดใส มีสีสัน และสนุกสนานกว่าในภาคแรก “มันเป็นงานแต่งงานในโรงแรม ซึ่งทุกวันในโลกแห่งความเป็นจริง พวกเขาก็จะเปลี่ยนห้องบอลรูมพื้นๆ ของโรงแรมให้กลายเป็นห้องมหัศจรรย์ในค่ำคืนเดียว เราทำแบบนั้นได้ เราสามารถตกแต่งล็อบบี้และให้แสงมันใหม่ในแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ผมชอบการทำงานกับสีและแสง นั่นเป็นความชำนาญของผม มันเป็นวิธีการยอดเยี่ยมในการใช้โครงของสิ่งที่ถูกออกแบบมาแล้ว และปรับโฉมมันเสียใหม่ในหนังเรื่องนี้ครับ”

    ผู้กำกับฝ่ายเทคนิคแสงก็ได้แสดงฝีมือด้วยเช่นกัน ในฐานะส่วนหนึ่งของแนวทางของทาร์ทาคอฟสกี้ในการนำเสนอโลกมอนสเตอร์ที่สดใสและมีสีสันมากกว่าเดิม เฮิร์บส์พบว่า มีองค์ประกอบต่างๆ พร้อมสำหรับการนำเสนออยู่แล้ว เพียงแค่ต้องนำเสนอฉากพวกนี้ในรูปแบบใหม่เท่านั้นเอง “มันขึ้นอยู่กับแสงครับ” เฮิร์บส์กล่าว “เรามองหาวิธีที่จะให้แสงหนังเรื่องนี้ใหม่ เพื่อให้มีคอนทราสต์มากขึ้นและใช้สีสันที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งมันเข้ากับเรื่องราวในแบบที่เกนน์ดี้และไมค์ต้องการ ท้ายที่สุดแล้ว คำถามก็คือเราจะให้แสงฉากนี้ยังไงถ้ามันมีอยู่จริง ถ้าเราถ่ายทำแบบไลฟ์แอ็กชันน่ะครับ” เพราะในภาพยนตร์อนิเมชัน “แสง” สามารถวางได้ทุกหนทุกแห่งเพื่อให้ได้แสงที่ “เพอร์เฟ็กต์” ในการใช้แสงแบบสมจริงในเวลาที่ต้องการ พวกเขาก็สามารถนำเสนอฉากที่งดงามและสีสันสดใสที่มีอยู่แล้วได้ “เราสามารถใช้ประโยชน์จากการใช้บรรยากาศในการทำให้แบ็คกราวน์เรียบง่ายมากขึ้นและโฟกัสไปท่การแสดง เราเรียกมันว่าความสมจริงแบบหลอกๆ ครับ”

    อีกสิ่งหนึ่งของ “สิ่งเก่าที่ใหม่” คือโรงแรมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กน้อย เมวิสกลายเป็นแม่ผู้หวงแหนลูก (ที่แดร็คจะบอกว่าโอ๋ลูกเกินไป) และทำให้โรงแรมแห่งนี้ปลอดภัยสำหรับลูกของเธอให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เผื่อว่าเขาจะเป็นมนุษย์ “นั่นเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องเจอเมื่อเรากลายเป็นพ่อแม่คนน่ะครับ” คูรินสกี้กล่าว “ผมเป็นพ่อและผมก็ตรวจดูความปลอดภัยทุกอย่างในตอนที่ลูกสาวผมคลานไปมา การเปลี่ยนแปลงโรงแรมแห่งนี้ของเมวิสก็เพื่อทำให้มันเป็นที่ที่ปลอดภัยสำหรับเดนนิส ซึ่งเป็นเรื่องตลกนะครับ เพราะเขาอาจเป็นมอนสเตอร์ก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ทั้งหมดนี่ก็จะไม่เป็นอันตรายต่อเขาอยู่แล้วครับ”

    เวลาดและเดนนิส

    วลาด พ่อของแดร็ค และเดนนิส หลานชายของแดร็ค สองตัวละครหลักตัวใหม่ เป็นผลงานของสองนักออกแบบตัวละคร เคร็ก เคลแมนและอังเดร เมดินา เสียเป็นส่วนใหญ่ “วลาดเริ่มต้นจากการเป็นมอนสเตอร์แบบเก่าที่เย็นชามากๆ” คูรินสกี้กล่าว “พอเมล บรู๊คส์มาร่วมงานกับเรา มันก็ช่วยทำให้แบบดีไซน์ตัวละครและบุคลิกของเขาเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริงๆ เรามีหนังทุกเรื่องของเมล บรู๊คส์ในการเก็บข้อมูลสีหน้า และลักษณะใบหน้าของเขา และเราก็วาดภาพและท่าโพสที่ดูเหมือนปฏิกิริยาของเมล บรู๊คส์ ในหนังเรื่องนี้ เมล บรู๊คส์แสดงความรู้สึกตื่นเต้น โกรธและเศร้าครับ”

    เมื่อตัวละครได้รับการออกแบบแล้ว คูรินสกี้ก็เติมแต่งอะไรบางอย่างลงไปเพื่อให้มันเสร็จสมบูรณ์ “ด้วยความที่เขาอาศัยอยู่ในถ้ำ เขาก็เลยเป็นแวมไพร์ชราที่ฝุ่นเกาะครับ” คูรินสกี้อธิบาย “เรารู้ว่าแดร็คเป็นคนเนี้ยบ สะอาดและพิถีพิถันกับรูปร่างหน้าตามาก แต่วลาดจะตรงกันข้าม เขาปล่อยปละละเลยตัวเอง เขาสกปรกกว่า หยาบกระด้างกว่า เขามีใยแมงมุมติดอยู่ที่ด้านหลังและเราก็ทำให้ผ้าคลุมของเขาเปื้อนฝุ่นด้วยครับ”

    อนิเมชันก็ได้รับอิทธิพลจากบุคลิกและการแสดงของบรู๊คส์ด้วยเช่นกัน “การพูดของเมลมีจังหวะจะโคนในแบบที่เกนน์ดี้ใช้เป็นจุดเริ่มต้นถึงวิธีที่เขากำกับเราในการสร้างการเคลื่อนไหว” เขากล่าว พลางตั้งข้อสังเกตว่าตัวละครหลายตัวในภาพยนตร์เรื่องนี้เคลื่อนตัวเร็วมาก พวกเขาจะโผล่เข้าออกเฟรมอย่างรวดเร็ว แต่การเคลื่อนไหวของวลาดจะแตกต่างออกไปทีเดียว “เราให้เวลา เพื่อให้เขาเคลื่อนตัวช้ากว่านิดหน่อย ตัวละครตัวนี้ควบคุมตัวเองได้มากกว่า เราก็เลยทำให้เขามีลักษณะการเคลื่อนไหวที่ต่างออกไป แทนที่จะเป็นการเคลื่อนไหวที่โฉ่งฉ่าง และยืดหด การเคลื่อนไหวเขาจะไหลลื่นและสง่างามกว่าหน่อยน่ะครับ”

    อย่างไรก็ดี ในแง่มุมอื่นๆ การสร้างอนิเมชันของวลาดก็เหมือนกับตัวละครตัวอื่นๆ ซึ่งนำมาซึ่งความท้าทายสำหรับผู้กำกับฝ่ายเทคนิคแสง “ในอดีต เรามักจะหลีกเลี่ยงการใช้เท็กซ์เจอร์หนาๆ เช่นริ้วรอยบนใบหน้า จุดกระ หรืออะไรแบบนั้น ในกรณีนี้ เกนน์ดี้ต้องการจะผลักดันเรื่องพวกนั้นออกไปอีก เขาอยากให้วลาดมีริ้วรอยเยอะๆ บนใบหน้า เพื่อบ่งบอกถึงความสูงอายุครับ” เฮิร์บส์กล่าว เขากล่าวว่า การสร้างริ้วรอยเป็นเรื่องยากเพราะลักษณะที่ผิวหนังจะขยับเวลาที่เขายิ้ม “รอยยิ้มของเขาจะกว้างอย่างเหลือเชื่อ มันต้องอาศัยปริมาตรจำนวนมากของแก้มเขาและบีบให้มันอยู่ในพื้นที่ที่เล็กมากๆ ริมฝีปากเขาจะต้องเหยียดออก ริ้วรอยจะต้องขยับในลักษณะที่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวพวกนั้น ในการสร้างเขา มีคำถามที่ว่า เราจะสร้างอนิเมชันโดยที่พวกเท็กซ์เจอร์ทั้งหมดนี้ยึดติดกับตัวละครได้ยังไง โชคดีที่ระหว่างการออกแบบวลาด เราได้พบริ้วรอยในแบบที่เวิร์คกับการยืดแบบนั้น ผมอยากจะบอกว่าทุกอย่างถูกวางแผนมาแล้ว แต่จริงๆ แล้ว ส่วนหนึ่งมันเกิดขึ้นจากความบังเอิญครับ”

    วลาดอาศัยอยู่ในถ้ำ ซึ่งเป็นโลเกชันใหม่สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ “เดิมที ในบทเขียนไว้ว่า ‘ปราสาทของวลาด’ เราก็เลยเริ่มนึกถึงการที่เขาใช้ชีวิตในปราสาท เหมือนกับที่เรามักจะเชื่อมโยงกับแวมไพร์แบบเก่า แต่เกนน์ดี้ก็เสนอขึ้นมาว่า ‘เรามาสร้างเขาให้แตกต่างออกไปดีกว่า เพราะเขาเป็นคนรักสันโดษนิดๆ’ น่ะครับ” คูรินสกี้เล่า “คุณจะรู้สึกว่าวลาดทำตัวเหินห่างจากทุกคน ทั้งโลกมนุษย์และโลกมอนสเตอร์ เราก็เลยคิดว่า ทำไมไม่ทำให้เขาเป็นเหมือนฤาษีในถ้ำล่ะ ปราสาทก็เลยกลายเป็นถ้ำครับ แล้วพอผมหาข้อมูลอ้างอิงเรื่องถ้ำ ผมก็ยิ่งมั่นใจ เพราะพวกมันดูเจ๋งจริงๆ เลย”

    ตัวละครใหม่ที่สำคัญอีกตัวหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้คือเดนนิส ลูกชายของเมวิสและจอห์นนี แบบดีไซน์ตัวเขาผ่านการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง โดยที่ในแบบดีไซน์ตอนแรกที่ทุกคนชื่นชอบ เดนนิสมีผมสีแดงกระเซอะกระเซิงเหมือนพ่อเขา

    แม้แต่แฟรงเกนสไตน์ยังน่ารักขนาดนี้ แล้วเราจะกลัวดีมั้ยนะ? โรงแรมผี หนีไปพักร้อน 2 พบกัน 1 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์! #HotelT2Thailand

    Posted by Sony Pictures on 13 กันยายน 2015

    “ตอนนั้นเองที่การเปลี่ยนแปลงจาก 2D ไปเป็น 3D สร้างประสบการณ์ใหม่” คูรินสกี้กล่าว “เคร็กวาดปอยผมให้กับเดนนิสและเราก็ชื่นชอบมัน แต่ผมบอกว่า ‘ต้องมีใครซักคนหาทางออกได้’ และคนๆ นั้นก็คือผมที่สามารถคิดกลไกสำหรับปอยผมหยักศกพวกนั้นได้ ผมก็เลยออกแบบทรงผมในตอนแรก โดยผมวาดเดนนิสให้สมจริงที่สุดเท่าที่สมองของผม ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ สามารถทำได้ แล้วเราก็ค่อยสร้างมันลงคอมพิวเตอร์ตามข้อมูลนั้น ปรากฏว่าปริมาตรของผมเขาใหญ่เกินไปจนดูเหมือนว่าหัวไม่น่าจะรับน้ำหนักผมของเขาได้ มีผมมากเหลือเกินจนไม่มีใครน่าจะอุ้มเขาไหว เพราะแขนของพวกเขาคงจะต้องยาวกว่าเดิมสองเท่า แล้วปอยผมตรงด้านหน้าก็บังแสงอยู่เรื่อง จนทำให้การให้แสงเขาจะต้องทำมาจากด้านล่าง เห็นได้ชัดเจนว่าเราต้องลดสเกลมันลง และตัดผมใหม่ให้เขา แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ยังคงรักษาจิตวิญญาณของแบบดีไซน์ดั้งเดิมที่เรารักมากเอาไว้ด้วยครับ”

    ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาของเดนนิสก็เป็นแบบเดียวกับตัวละครตัวอื่นๆ และทางแก้ปัญหาก็เหมือนกันด้วย “สัดส่วนหัวของเดนนิสเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย และซอฟท์แวร์ซิมูเลชันผมก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงในกรณีแบบนั้น” เฮิร์บส์กล่ว “ดังนั้น ในตอนเริ่มต้นแต่ละช็อต ผู้กำกับฝ่ายเทคนิคผมจะดูว่าหัวของเขาเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน แล้วก็ค่อยปรับขนาดของผมหยักศกของเขาเพื่อที่พวกมันจะได้มีขนาดเท่าเดิมเมื่อเทียบกับใบหน้าของเขาน่ะครับ”

    เการออกแบบ “แคมป์แวมพ์”

    หนึ่งในฉากสำคัญที่เกิดขึ้นที่แคมป์วินนิพากาก้า หรือ “แคมป์แวมพ์” ที่ซึ่งแวมไพร์เด็กจะได้สัมผัสกับประสบการณ์แบบแคมป์ฤดูร้อนแบบกอธิค “นั่นเป็นแบบดีไซน์ที่ผมชื่นชอบครับ เพราะผมได้ออกแบบมันตั้งแต่เริ่มแรกในโลกมอนสเตอร์” คูรินสกี้กล่าว บทภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ให้แนวทางใดๆ มากไปกว่าคำบรรยายที่ว่า “แคมป์มอนสเตอร์กลางป่า” ดังนั้น สนามเด็กเล่นของคูรินสกี้จึงเปิดกว้าง

    “ตอนที่ผมเริ่มออกแบบ ถ้าผมไม่รู้คำตอบในทันที ผมก็จะเริ่มสร้างเรื่องราวเบื้องหลังขึ้นมา” คูรินสกี้อธิบาย “ผมถามตัวเองว่า ‘ผมรู้อะไรเกี่ยวกับแคมป์นี้บ้าง’ ผมรู้ว่าแดร็คบอกว่าเขาเคยไปที่นั่นตอนเด็กๆ ซึ่งหมายความว่ามันมีมานานอย่างน้อยๆ ก็ 900 หรือ 1,000 ปี แล้วแคมป์นี้จะซ่อนตัวอยู่เป็นพันปีโดยไม่มีมนุษย์คนไหนรู้เรื่องนี้ได้ยังไง”

    ในขณะเดียวกัน คูรินสกี้เริ่มนึกถึงอุทยานแห่งชาติโยเซมิตี “ในตอนที่คุณอยู่บนพื้นหุบเขาในโยเซมิตี คุณจะถูกห้อมล้อมไปด้วยเอลกัปปิตันและโครงสร้างหินอื่นๆ และคุณจะได้เห็นยอดของมันที่อยู่เหนือขึ้นไปประมาณ 3,000 ฟุต แล้วถ้าโครงสร้างหินพวกนั้นสูง 30,000 ฟุตหรือ 100,000 ฟุตล่ะ มันจะดูเหมือนว่าคุณถูกห้อมล้อมด้วยกำแพงขนาดใหญ่ และคุณก็จะได้รับการคุ้มครองและถูกกำบังอย่างดีครับ”

    มันฟังดูน่าสนทีเดียวล่ะ แล้วคูรินสกี้ก็ได้พบเรื่องเกี่ยวกับเมืองในภูเขาที่ทำให้เขาตัดสินใจได้ “มีเมืองในนอร์เวย์ที่ถูกสร้างขึ้นลึกลงไปในหุบเหวมากเสียจนระหว่างฤดูหนาว มันไม่เคยได้รับแสงสว่างโดยตรงเลย” เขากล่าว “พวกเขาก็เลยสร้างกระจกขึ้นบนกำแพงด้านหนึ่ง เพื่อให้มันสะท้อนแสงอาทิตย์ลงไปที่จัตุรัสกลางเมืองครับ”

    คูรินสกี้นำองค์ประกอบทุกอย่างมารวมกัน “เมืองที่อยู่ในเงามืดตลอดเวลา เพราะมีหน้าผาสูง 50,000 ฟุตล้อมรอบ แวมไพร์สามารถเดินไปมาได้ตลอดทั้งวัน โดยไม่ต้องเจอกับแสงแดด พวกเขาได้รับการคุ้มครองและซ่อนตัวจากมนุษย์ได้ เพอร์เฟ็กต์เลยครับ!”

    เมื่อเขาได้โลเกชันแล้ว คูรินสกี้ก็พร้อมที่จะออกแบบแคมป์ “เกนน์ดี้กล่าวว่ามันควรจะเป็นลูกผสมระหว่างเคบินไม้คลาสสิกและเคบินมอนสเตอร์กอธิค เราก็เลยต้องหาสมดุลที่เหมาะสม มันจะต้องเป็นเคบินไม้แบบมอนสเตอร์ครับ”

    และนั่นก็คือสิ่งที่คูรินสกี้และทีมงานของเขาได้ออกแบบ เริ่มตั้งแต่บ้านหลักของแคมป์ “บ้านหลักจะเป็นเคบินไม้กอธิคที่มีสองชั้น ซึ่งพอเราได้ลุคนั้นมาแล้ว เราก็สร้างเคบินเล็กๆ ในแนวทางเดียวกัน แล้วเราก็สามารถก้าวพ้นจากดีไซน์เหล่านั้นไปได้ด้วยการทำให้เคบินทุกหลังเป็นสีดำ ซึ่งเป็นอะไรที่กอธิคจริงๆ ครับ”

    เการเดินทางไปโลกมนุษย์

    นอกเหนือจากองค์ประกอบใหม่ในโลกมอนสเตอร์แล้ว เหล่ามอนสเตอร์ก็ได้ออกเดินทางสู่โลกมนุษย์เป็นครั้งแรกใน Hotel Transylvania 2 ด้วย “เราได้เห็นโลกมนุษย์นิดๆ ในภาคแรก ไม่ว่าจะเป็นเมืองทรานซิลวาเนีย งานเทศกาลมอนสเตอร์ และเครื่องบิน” คูรินสกี้เล่า “แต่มันก็ไม่ได้มีส่วนของโลกมนุษย์มากมายซักเท่าไหร่ ในภาคนี้ เราเปิดกว้างครับ เราไปที่เมืองซานตาครูซ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และเราจะได้พบกับพ่อแม่ของจอห์นนี นี่เป็นโอกาสที่เราจะได้ทำในสิ่งที่เราไม่ได้เห็นมาก่อนในภาคแรกครับ”

    คูรินสกี้ตั้งใจที่จะสร้างความแตกต่างระหว่างโลกมนุษย์กับโลกมอนสเตอร์ที่สว่างไสวและสีสันสดใส ทุกอย่างที่โลกมอนสเตอร์เป็น โลกมนุษย์ก็จะเป็นในทางตรงกันข้าม “ถ้าคุณดูที่โรงแรม มันจะประกอบด้วยเส้นแนวตั้ง ทุกอย่างจะสูงและเพรียวบาง แสงของโรงแรมมาจากด้านล่าง และมันก็มีสีสันสดใสมากๆ มันเป็นสีสดๆ ที่มาจากมุมที่ไม่ธรรมดา แล้วอะไรล่ะที่ตรงข้ามกัน? เราก็เลยสร้างโลกมนุษย์ให้ประกอบด้วยเส้นแนวนอน มีการให้แสงอย่างเท่าๆ กัน ด้วยแสงสีขาวและสีสันที่จืดชืดมากๆ ครับ”

    คูรินสกี้กล่าวว่า การออกแบบที่เรียบง่ายเหมาะกับธีมของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างดี “มันเป็นเรื่องราวของการที่จอห์นนีกลับบ้านไปพร้อมกับเมวิสและได้พบว่าเขาเป็นตัวประหลาดของครอบครัว” เขาอธิบาย “ผมอยากสร้างสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาทั้งคู่จะเป็นตัวประหลาดในโลกมนุษย์ บ้านและการตกแต่งภายในบ้านของพ่อแม่จอห์นนีจะใช้สีสันแบบกลางๆ ในตอนที่จอห์นนีและเมวิสเดินเข้ามา เสื้อเชิ้ตและเดรสสีดำของเธอ รวมถึงทรงผมเรียบแปล้ของเธอก็โดดเด้งขึ้นมา ผมให้พ่อแม่ของจอห์นนีสวมชุดสีกลางๆ มากๆ ไม่มีมนุษย์คนไหนที่ใช้สีสันสดใสเท่ากับพวกมอนสเตอร์เลยครับ”

    ความท้าทายอย่างหนึ่งคือร้านสะดวกซื้อ “ของพวกนั้นโดยธรรมชาติแล้วมีสีสันสดใสมากๆ” เขาตั้งข้อสังเกต “วิธีแก้ปัญหาคือการใช้แสงที่เท่าๆ กันสำหรับร้านค้าพวกนั้น แต่ทำให้มันติดสีเขียวนิดๆ แบบที่หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์จะมีในบางครั้ง มันจะช่วยทำให้บางสีลดความอิ่มตัวลง ในขณะเดียวกัน เราก็สามารถควบคุมได้ทุกอย่าง เช่น ในตอนที่เมวิสตื่นเต้นกับชั้นวางมันฝรั่งทอด เราก็สามารถทำให้แน่ใจได้ว่าสีเขียวจะไม่ลดทอนสีนั้นมากเกินไป เพื่อที่ว่ามันจะได้สว่างสำหรับช็อตนั้น เราทำแบบเดียวกันสำหรับตู้น้ำปั่นที่เธอตื่นเต้นกับมัน เราทำให้มันมีสีสันจัดจ้านจริงๆ แค่เพียงชั่วขณะน่ะครับ”

    โลกมนุษย์คือที่ที่ผู้ชมได้พบกับไมค์และลินดา พ่อแม่ของจอห์นนี ที่พากย์เสียงโดยคู่สามีภรรยาในชีวิตจริง นิค ออฟเฟอร์แมนและเมแกน มัลลาลี

    วิธีหนึ่งที่ทีมผู้สร้างสามารถบอกเป็นนัยๆ ได้ว่าจอห์นนีเข้ากับครอบครัวไม่ได้คือการออกแบบ “เราสร้างลินดา แม่ของจอห์นนี ขึ้นมาจากจอห์นนีครับ” คูรินสกี้อธิบาย “เราสร้างพ่อของเขาให้มีรูปร่างบึกบึน ตัวหนาเต้อะ ตรงข้ามกับจอห์นนี ส่วนพี่ชายสองคนของจอห์นนีก็เหมือนพ่อของพวกเขาครับ เราก็เลยออกแบบพ่อ แล้วก็ทำให้แบบดีไซน์นั้นผอมลงมาเพื่อสร้างพี่ชายสองคนจากแบบโมเดลนั้น ในขณะเดียวกัน ลินดาและพี่สาวของจอห์นนีเป็นตัวละครที่สร้างจากแบบโมเดลของจอห์นนี เราทำให้จอห์นนีแตกต่างจากผู้ชายคนอื่นๆ ในครอบครัวครับ”

    การต่อสู้ครั้งสุดท้าย

    การต่อสู้ครั้งสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวลาด ลูกสมุนของเขาและครอบครัวมอนสเตอร์มาประจันหน้ากันในการต่อสู้สุดขำขัน ฮอว์กินส์กล่าวว่า มันเป็นแอ็กชันที่แตกต่างจากที่เคยปรากฏมาในภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ “ภาคแรกมีซีเควนซ์แอ็กชันที่เปิดกว้างกว่า ในแง่ของการเคลื่อนไหวที่อลหม่าน เช่นการที่จอห์นนีวิ่งวุ่นไปทั่วโรงแรมในตอนที่เขารู้ว่าโรงแรมนี้เป็นอะไรน่ะครับ” ในภาคใหม่นี้ การต่อสู้ครั้งสุดท้ายเป็นซีเควนซ์ต่อสู้จริงๆ แต่ฮอว์กินส์ก็บอกว่า มันยังคงเข้ากับโลกของ Hotel Transylvania ได้อย่างลงตัว “มันเป็นการต่อสู้ที่ออกแบบมาได้ดีมากๆ และสนุกที่ได้เห็นด้วย ตัวละครทุกตัวในการต่อสู้ครั้งนี้ได้ทำอะไรสนุกๆ และสร้างสรรค์จริงๆ มันไม่ใช่แค่การที่คนมาสู้กันท่าเดียว มันเป็นการใช้พื้นที่อย่างสร้างสรรค์และตัวละครแต่ละตัวก็มีท่าพิเศษที่ไม่เหมือนใครด้วย มันติงต๊องนิดๆ ออกจะน่าขันด้วยซ้ำไป แต่เกนน์ดี้ก็ชื่นชอบอะไรแบบนั้นครับ”

    “ซีเควนซ์การต่อสู้มีภาพที่โดดเด่นมากๆ และมันก็ใกล้เคียงกับอนิเมชันที่เกนน์ดี้เคยทำมาในอดีตมากกว่าซีเควนซ์อื่นๆ ในหนังเรื่องนี้อีกครับ” เฮิร์บส์กล่าว “ป่าในตอนจบเป็นฉากที่ซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อ เราถามตัวเราเองอีกครั้งหนึ่งว่า เราจะทำยังไงถ้ามันเป็นไลฟ์แอ็กชัน เราจะใส่ควันลงไป แล้วก็ให้แสงจากด้านหลัง และเราก็ทำแบบนั้นจริงๆ เราฟังความเห็นจากผู้กำกับภาพว่าเกนน์ดี้ชอบอะไร แล้วไมค์ก็จะพลิกดูภาพของหนังที่เขาชื่นชอบ ซึ่งเราก็จะผสมผสานมันเข้ากับสีสันที่เราใช้และให้แสงมันในแบบนั้นครับ”

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *