INSIDE OUT

  • พิกซาร์ยังคงเลือกประเด็นหรือธีมของเรื่องที่จะนำเสนอได้อย่างน่าสนใจ ผ่านการเล่าเรื่องที่ลุ่มลึก(ในความคิดของผม) กับคำถามสั้นๆที่เรามักนึกอยู่ในใจว่า”(บุลคลที่สองหรือ บุลคลที่สาม)คิดอะไรอยู่” เพราะหนังจะผ่าเราไปรู้จักกับการประมวลผลของอารมณ์เหล่านั้น สดใส หมองเศร้า หวาดกลัว โกรธ และ เชิดหยิ่ง(ไม่แน่ใจว่าแปลถูกไหม แต่ส่วนตัวคิดว่าอารมณ์สุดท้ายนี่น่าจะไม่ทุกคนที่มี)

    ผ่านสายตาของครอบครัวตัวละครที่ต้องย้ายถิ่นฐานที่คุ้นเคยมายังสิ่งแว้ดล้งมใหม่ทั้งหมด และ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากตัวละครอารมณ์ที่ทำให้เกิดเป็นการผจญภัยของอารมณ์ที่ต่างกันของสองอารมณ์คือ ความสดใสและความหมองเศร้า ซึ่งเมื่อเราดูในตอนแรกเราจะรู้สึกหลงรักตัวความสดใส และเกลียดตัวความหมองเศร้าอยากมากเพราะเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด แต่เมื่อเรื่องราวกำเนินไปเรื่อยๆ แล้วเราก็จะได้เรียนรู้ว่าในความหมองเศร้าที่เราไม่อยากมีนั้นก็มีหน้าที่ของมันอยู่ในตัว แต่อยู่ที่ว่าเรานั้นจะทำให้สมดุลย์เกิดขึ้นอย่างใด เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะสายเกินแก้ไข เหมือนทำให้นึกถึงกรณีของนักแสดงอย่าง โรบิน วิลเลียม ที่เราเห็นเขาในแง่ของความสนุกสนาน จนไม่คิดว่าจะมีด้านที่หมองหม่นซ่อนอยู่ และเมื่อวันหนึ่งมันพลิกกลับเขามาเป็นหลักของชีวิต หนทางออกและการแก้ไขอาจจะเลวร้ายกว่าที่คิด

    โดยการนำเสนอนั้นก็ช่างอุปมาอุปไมยได้อย่างชัดเจละเห็นภาพ พร้อมที่จะมองในแบบของการเล่าเรื่อง หรือ เป็นวิทยาศาสตร์ก็ได้เพราะเราจะเห็นหอสั่งการเหมือนระบบประสาท คลังความจำมองจากมุมสูงคล้ายสมอง หรือ การเชื่อมต่อหยุดลงเมื่อเราหลับลง นี่คืออืกเหตผลที่ทำให้รู้สึกว่าหนังเรืองนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ดี

    แต่หากจะถามว่าเหมาะกับเด็กไหมผมว่าถ้าสิบปีขึ้นไปอาจจะสนุกไปกับภาพแต่เรื่องราวลึกๆอาจจะต้องให้ผู้ปกครองช่วยแนะนำ แต่อย่างน้อยก็ไม่เท่าที่ปมได้ยินตอนออกจากโรงที่เทียบเรื่องนี้กับภาพยนตร์เรื่อง TED ว่าไม่เหมาะสมกับเด็ก ที่รู้สึกตกใจคือ เรื่องของ TED นั้นผมว่าเรตคิ้งของภาพยนต์เมืองนอกนั้นเป็น “R” และผมยังไม่เคยเห็นภาพยนต์เด็กเรื่องไหนได้เรตนี้ ดังนั้นหากเป็นผู้ปกครองแล้วก็ควรจะดูที่โปสเตอร์หนัง โดยปกติหนังสากลแบบนี้จะมีการติดเรตติ้งของหนังอยู่บนตัวโปสเตอร์อยู่แล้ว หรือ เปิดกูเกิ้ลแล้วค้นหาชื่อหนัง ผมเชื่อว่าต้องมีลิงค์ภาพยนต์ตัวอย่างขึ้นมาให้คุณเลือกคลิกชมแน่นอน

    “LAVA” คืออนิเมชั่นช่วงต้นที่ดูแล้วรู้สึกเลยว่าพิกซาร์นั้นไปไกลจริงกับรายละเอียดของหาดทราย ผืนน้ำ และขุนเขาที่รายละเอียดนั้นสวยคมสมจริง จนก่อนจะตัดเขาหน้าของภูเขาไฟ แต่ส่วนหลังจากนี้แล้วความเด่นก็ไปอยู่ที่การเล่าเรื่องที่ใช้ทำนองเพลง “Over the Rainbow” มาใส่เนื้อหาใหม่ที่ไพเราะทั้งต้นฉบับ และ แปลไทย

    ดูดีไหม ถ้าลูกไม่เล็กจนเกินไปก็เหมาะที่จะไปดู หรือหนุ่มสาว คนทำงานก็ดูได้เพราะเรื่องราวนั้นก็คือเรื่องของการจัดการความสมดุลย์ในอารมณ์ของตัวเราเอง(ที่จะได้เห็นจากการพัฒนาสีของลูกแก้วอารมณ์ที่ท้ายสุดแล้วไม่มีสีใดเพียงสี(อารมณ์)เดียว แต่เะเป็นการผสมผสานกันของสี(อารมณ์มากกว่าหนึ่ง)

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *