INSIDE OUT | มหัศจรรย์อารมณ์อลเวง

INSIDE OUT | มหัศจรรย์อารมณ์อลเวง

  • Genres: Animation, Comedy, Drama
    Running Time: 94 min
    Release Date:June.04,2015 (Seattle International Film Festival)
    MPAA Rating:PG for mild thematic elements and some action
    Distributors:Pixar Animation Studios, Walt Disney Pictures
    Starring: Amy Poehler, Bill Hader, Lewis Black
    Directed by: Pete Docter, Ronaldo Del Carmen

    คุณเคยมองใครซักคน
    แล้วสงสัยมั้ยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในหัวของพวกเขา?

    ภาพยนตร์ใหม่จากดิสนีย์/พิกซาร์ “Inside Out”
    ล้วงลึกเข้าไปในหัวเราเพื่อหาคำตอบ

    ในศูนย์บัญชาการ ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมภายในความคิดของไรลีย์ เด็กหญิงวัย 11 ขวบ อารมณ์ทั้งห้ากำลังทำงานอย่างหนัก พวกเขานำทีมโดย ความสุข ผู้มองโลกในแง่ดี ภารกิจของเธอคือการทำให้แน่ใจว่าไรลีย์จะมีความสุขอยู่เสมอ ความกลัวคอยดูแลเรื่องความปลอดภัย ความโกรธคอยรับประกันความยุติธรรม และความรังเกียจที่คอยป้องกันไม่ให้ไรลีย์ต้องบอบช้ำ ทั้งทางร่างกายและสังคม ความเศร้าไม่ค่อยแน่ใจว่าหน้าที่ของเธอคืออะไร และพูดตรงๆ เลยว่า คนอื่นก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

    “อารมณ์พวกนี้เป็นเหมือนเสียงในหัวของเราน่ะครับ” ผู้กำกับพีท ด็อคเตอร์กล่าว “ตอนที่เราเริ่มต้นทำงานในหนังเรื่องนี้ เรามองไปรอบๆ ทั้งที่ลูกๆ เพื่อนๆ เพื่อนร่วมงาน และเราก็ตระหนักว่าทุกคนมีอารมณ์พื้นฐานของตัวเอง เราเคยผ่านช่วงเวลาของความสุข และความเศร้ามากันทั้งนั้น แต่คนบางคนก็มีแต่ความสุข ความโกรธ หรืออารมณ์อะไรก็ตาม ไรลีย์เป็นหนึ่งในเด็กที่มีความสุขพวกนั้น ดังนั้น ความสุขก็จะต้องเป็นอารมณ์แรกที่ปรากตัวขึ้น และเธอก็มีสายสัมพันธ์ที่พิเศษมากๆ กับไรลีย์ครับ”

    “จอยมีช่วงเวลา 33 วินาทีที่งดงามของการได้อยู่ตามลำพังค่ะ” เอมี โพห์เลอร์ ผู้พากย์เสียง ความสุข กล่าว “แล้วพอไรลีย์เริ่มร้องไห้ ความเศร้าก็จะปรากฏตัวขึ้น ความสุขตระหนักว่าเธอจะต้องแบ่งไรลีย์กับความรู้สึกและอารมณ์อื่นๆ ด้วย”

    ในตอนที่ครอบครัวของไรลีย์ย้ายไปอยู่เมืองใหม่ที่น่ากลัว อารมณ์ต่างๆ ก็ทำงานหนัก ด้วยความกระตือรือร้นที่จะช่วยนำทางเธอผ่านการปรับตัวที่ยากลำบาก แต่เมื่อความสุขและความเศร้าจับพลัดจับผลูไปอยู่ซอกหลืบไกลโพ้นในความคิดของไรลีย์ พร้อมทั้งนำพาความทรงจำสำคัญบางอย่างไปด้วย ความกลัว ความโกรธและความรังเกียจก็จำต้องออกหน้าแทน “ลองนึกดูสิครับ” ผู้ควบคุมงานสร้าง จอห์น แลสเซ็ทเตอร์กล่าว “เด็กอายุ 11 ขวบที่ไม่มีความสุขและความเศร้า มีแต่ความโกรธ ความกลัวและความรังเกียจ มันฟังดูเหมือนเด็กอายุ 11 ขวบที่คุณรู้จักรึเปล่าล่ะครับ”

    ความสุขและความเศร้าจะต้องบุกตะลุยผ่านดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ทั้งความทรงจำระยะยาว ดินแดนจินตนาการ ความคิดแอ็บสแทร็คและโรงงานผลิตฝัน เพื่อดิ้นรนหาทางกลับไปศูนย์บัญชาการและไรลีย์ให้ได้ ระหว่างทาง พวกเธอได้พบตัวละครหลากสีสัน ทั้งนักลืม ผู้ดูแลการแยกประเภทความทรงจำของไรลีย์ ไปจนถึงเพื่อนในจินตนาการของไรลีย์ที่ชื่อ บิง บอง ที่กำลังหาวิธีให้ไรลีย์จำเขาได้ “เขาเป็นเพื่อนคนโปรดในตอนที่ไรลีย์เป็นเด็กเล็กๆ ที่เปี่ยมด้วยจินตนาการครับ” ด็อคเตอร์กล่าว “แต่เดี๋ยวนี้ เขาเป็นเหมือนคนตกงานที่พยายามจะกลับมาอีกครั้งน่ะครับ”

    “Inside Out” ที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ตามแบบฉบับของพิกซาร์ นำเสนอตัวละครที่น่าจดจำ ช่วงเวลาสะเทือนอารมณ์และอารมณ์ขัน “เป้าหมายอันดับแรกของเราคือทำให้มันสนุกครับ” ผู้อำนวยการสร้างโจนาส ริเวรากล่าว “ลูกๆ ของผมได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว และพวกเขาก็พูดถึงแต่ความโกรธ พวกเขาคิดว่าเขาตลกดี และการเดินทางของความสุขและความเศร้าก็เป็นการผจญภัยครั้งใหญ่ที่เจ๋งจริงๆ ครับ”

    “ผมคิดว่าพวกผู้ใหญ่ ที่เป็นพ่อแม่ จะมองมันในอีกมุมหนึ่ง” ริเวรากล่าว “มันยังคงสนุกก็จริง แต่มันก็จะให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งกว่าด้วย มันเป็นสิ่งที่วอลท์ ดิสนีย์อยากจะทำมาโดยตลอดครับ”

    “ฉันชื่นชอบความอบอุ่นในหนังเรื่องนี้ค่ะ” โพห์เลอร์กล่าวเสริม “คุณจะเปลี่ยนจากร้องไห้ไปเป็นหัวเราะภายในเวลาไม่กี่นาที และมันก็ดูสวยงามอย่างเหลือเชื่อ มันเป็นเหมือนโลกที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยและมหัศจรรย์ในเวลาเดียวกันค่ะ”

    ผู้ที่ช่วยเนรมิตชีวิตให้กับตัวละครเหล่านี้คือทีมนักพากย์ผู้สร้างสรรค์และตลกขบขัน ซึ่งรวมถึงโพห์เลอร์ (“Parks and Recreation”) ในบท ความสุข, บิล เฮเดอร์ (“Saturday Night Live”) ในบท ควากลัว, มินดี้ คาลิง (“The Mindy Project”) ในบท ความรังเกียจ, ลูอิส แบล็ค (ทัวร์แสดง “The Rant is Due: Part Deux”) ในบท ความโกรธ และฟิลลิส สมิธ (“The Office”) ในบท ความเศร้า ไรลีย์พากย์เสียงโดยเคทลิน ดิแอสs (“The Shifting”) และผู้ที่พากย์เสียงแม่และพ่อคือไดแอน เลน (ละครเวทีเรื่อง “The Mystery of Love and Sex”) และไคล์ แม็คลัคแลน (“Marvel’s Agents of S.H.I.E.L.D.”) “เรามีทีมนักพากย์ในฝันครับ” ด็อคเตอร์บอก “เราสามารถนำเสนอเนื้อหา อธิบายว่าเราอยากได้อะไรจากฉากนั้นๆ แล้วก็ทำเวิร์คช็อปกับพวกเขาว่าพวกเขาจะพูดบทอย่างไร พวกเขาจะให้สิ่งที่เราเขียนกับเรา บวกกับบทอิมโพรไวส์มากมายเป็นทางเลือก มันสนุกมากครับ”

    “Inside Out” กำกับโดยด็อคเตอร์ (“Up,” “Monsters, Inc.”) อำนวยการสร้างโดยริเวรา (“Up”) ร่วมกำกับโดยรอนนี เดล คาร์เมน (“Dug’s Special Mission”) และควบคุมงานสร้างโดยแลสเซ็ทเตอร์ (“Toy Story,” “Cars”) และแอนดรูว์ สแตนตัน (“Finding Nemo,” “WALL•E”) บทภาพยนตร์เขียนโดยด็อคเตอร์, เม็ก เลอโฟฟและจอช คลูนีย์ จากเรื่องราวดั้งเดิมโดยด็อคเตอร์และเดล คาร์เมน ผู้ประพันธ์เพลงเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ไมเคิล จิอัคคิโน (“The Incredibles,” “Ratatouille,” “Up”) รับหน้าที่แต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้

    “Inside Out” ภาพยนตร์เรท PG จากดิสนีย์และพิกซาร์ เข้าฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 19 มิถุนายน ปี 2015

    จุดเริ่มต้นของความสุข
    พีท ด็อคเตอร์ ผู้กำกับรางวัลออสการ์พบแรงบันดาลใจที่บ้าน

    เธอกำลังคิดอะไรอยู่นะ

    มันเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในความคิดของพ่อแม่ทั่วโลกที่พยายามจะเลี้ยงลูกวัยรุ่นของตัวเอง และก็เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในความคิดของพีท ด็อคเตอร์ ผู้กำกับรางวัลออสการ์ ในตอนที่เขาเฝ้ามอง เอลลี ลูกสาวของเขาเติบโตขึ้นเช่นกัน

    “ลูกสาวผมเคยพากย์เสียง เอลลี วัยเด็กใน ‘Up’ เด็กซุกซนที่มีผมกระเซอะกระเซิงคนนั้นน่ะครับ แล้วตอนนั้นเธอก็เหมือนตัวละครตัวนั้นมาก” ด็อคเตอร์กล่าว “แต่ในตอนที่เราเริ่มต้นทำงานใน ‘Inside Out’ เอลลีโตขึ้นแล้ว ประมาณ 11 ขวบได้ แล้วเธอก็เริ่มเก็บตัวมากขึ้น เงียบขรึมมากขึ้น มันทำให้ผมคิดว่า ‘เธอกำลังคิดอะไรอยู่นะ แล้วทำไมเธอถึงเปลี่ยนไปล่ะ’ น่ะครับ”

    แต่ด็อคเตอร์ก็จำถึงช่วงเวลานั้นในชีวิตของตัวเองได้ “มันเป็นเรื่องใหญ่ครับ” เขาบอก “ฟองน้ำความใสซื่อบริสุทธิ์ของวัยเด็กจะแตกออก และคุณก็จะรู้สึกเหมือนว่าตัวเองต้องก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ที่คุณถูกตัดสินและถูกคาดหวังให้ทำตัวแบบใดแบบหนึ่ง คุณอยากทำตัวเจ๋ง แต่คุณก็ไม่ค่อยใจว่ามันหมายความว่าไงน่ะครับ”
    ได้เวลาที่อารมณ์จะทำงานแล้ว

    ตั้งแต่เริ่มต้น ด็อคเตอร์ชื่นชอบไอเดียของการล้วงลึกเข้าไปในจิตใจ และท้าทายจินตนาการของทีมผู้สร้างชุดเดียวกับที่เคยพาผู้ชมไปสู่เมืองมอนสโทรโพลิส ก่อนจะพาผู้ชมไปเยือนดินแดนอเมริกาใต้ด้วยบ้านที่ลอยตัวด้วยลูกโป่ง “ผมคิดว่ามันคงจะสนุกดี” ผู้กำกับกล่าว “ผมอยากจะสำรวจเวอร์ชันแอ็บสแทร็คของความคิด ไม่ใช่ส่วนสมอง ผมคิดว่ามันน่าจะเพอร์เฟ็กต์สำหรับอนิเมชัน และถ้ามันจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอารมณ์ ที่สร้างขึ้นโดยทีมงานชุดเดียวกับเรื่อง ‘Up’ ล่ะก็ มันคงจะสะเทือนอารมณ์น่าดูครับ”

    ท้ายที่สุดแล้ว ไอเดียของการทำให้อารมณ์เป็นตัวละครก็จุดประกายให้เกิดเรื่องราวของ “Inside Out” โดยมีไรลีย์ ลูกสาวของเขาเป็นแรงบันดาลใจสำหรับ ไรลีย์ เด็กหญิงชาวมิดเวสเทิร์นผู้ชื่นชอบฮ็อกกี้วัย 11 ขวบ ผู้ซึ่งชีวิตเธอเต็มไปด้วยความสุขจนกระทั่งครอบครัวของเธอย้ายไปอยู่เมืองใหญ่ที่ไม่คุ้นเคยอย่างซานฟรานซิสโก อารมณ์ของเธอ ที่นำทีมโดย ความสุข ผู้เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ก็เริ่มทำงาน ด้วยความกระตือรือร้นที่จะช่วยนำพาไรลีย์ผ่านการปรับตัวที่ยากลำบากนี้ แต่แม้ว่าชีวิตของไรลีย์จะเป็นสิ่งที่ทำให้อารมณ์ของเธอมีเป้าหมาย ทีมผู้สร้างก็บอกว่า “Inside Out” ไม่ใช่เรื่องราวของไรลีย์ซะทีเดียว

    “มันเป็นเรื่องราวที่เป็นส่วนตัวมากๆ เกี่ยวกับความหมายของการเป็นพ่อแม่ครับ” ผู้อำนวยการสร้างโจนาส ริเวรากล่าว “ฐานะพ่อแม่ มันมีช่วงเวลาเพอร์เฟ็กต์มากมายที่ผมอยากจะทำให้เวลาหยุดนิ่งชั่วนิรันดร์ แต่มันไม่ถูกต้อง นั่นไม่ใช่หน้าที่ของเรา หน้าที่ของเราคือการเป็นผู้นำทางให้กับพวกเขาครับ”

    “ในตอนที่ลูกๆ เราโตขึ้น เราก็มักจะนึกถึงวันเวลาที่พวกเขายังเล็ก และจะนั่งบนตักเรา กอดเรา” ด็อคเตอร์กล่าวเสริม “แม้ว่าพ่อแม่ทุกคนจะอยากให้ลูกๆ ออกไปสู่โลกกว้าง คือผมมีความสุขกับลูกๆ ของผมและไม่อยากได้อะไรอื่นนอกจากพวกเขาในตอนนี้ แต่มันก็เป็นเรื่องหวานปนขมและเศร้านิดๆ เมื่อวัยเด็กของพวกเขาผ่านพ้นไป นั่นเป็นองค์ประกอบสำคัญของหนังเรื่องนี้ครับ”

    ดังนั้น ทีมผู้สร้างก็เลยเลือก ความสุข ผู้ชื่นชอบการกระโดดโลดเต้นและมีรัศมีส่องสว่าง เต็มไปด้วยความคิดแง่บวก ให้รับหน้าที่แสนยุ่งยากในการเลี้ยงดูไรลีย์ ร่วมกับอารมณ์อื่นๆ ที่ช่วยนำเสนอมุมมองที่โดดเด่นของตัวเอง “ความสุขอยู่มานานที่สุด เพราะไรลีย์เกิดมาเป็นเด็กที่มีความสุขครับ” ริเวรากล่าว “แต่การย้ายบ้านข้ามประเทศเป็นเรื่องน่าเศร้าและความสุขก็พบว่าตัวเองมีเวลาควบคุมทุกอย่างน้อยลงๆ เรื่อยๆ เธอไม่สามารถปล่อยให้ความเศร้ามาทำลายงานหนักที่เธออุตส่าห์ทำมาตลอดหลายปีได้หรอกครับ”

    การเดินทางที่เกิดขึ้นระหว่างความสุขและความเศร้าเป็นประสบการณ์ที่ช่วยเปิดตาเธอ “ความสุขตระหนักว่าบางที ความเศร้าอาจมีความสำคัญในชีวิตของไรลีย์ก็ได้” ด็อคเตอร์กล่าว
    ด็อคเตอร์กล่าวว่า กุญแจไปสู่ความสุข ทั้งในภาพยนตร์เรื่องนี้และในชีวิตจริง อยู่ที่ว่าคุณให้คำนิยามมันอย่างไร “ความสุขสามารถเรียนรู้ เติบโตและมองในสิ่งที่เธอคิดว่าเป็นความสุขใหม่ได้” เขากล่าว “ในตอนเริ่มต้น ความสุขคือเสียงหัวเราะและไอศกรีม และมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรอกครับ แต่ชีวิตแสดงให้เราเห็นว่ามันเป็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น”

    “ในตอนที่ผมสร้างหนังเรื่องนี้ ผมตระหนักว่าครอบครัวและเพื่อนสนิทคือสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุข” เขากล่าวต่อ “แน่นอนครับพวกเขาคือกลุ่มคนที่ผมได้ใช้เวลาสนุกสนานเฮฮาด้วยกัน แต่พวกเขาก็เป็นคนที่ผมโกรธ กลัวและเศร้าไปกับพวกเขาด้วย ความลึกซึ้งและซับซ้อนของอารมณ์ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทำให้เกิดความผูกพันจริงๆ ระหว่างมนุษย์เราครับ”

    การทำการบ้าน

    ทีมงานพิกซาร์เป็นที่รู้จักจากการค้นคว้าข้อมูลของพวกเขา ไม่ว่าการกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบรถสำหรับ “Cars” หรือการเดินทางไปสก็อตแลนด์เพื่อสร้างแบ็คดร็อปที่ชวนตะลึงใน “Brave” ทีมนักวาดภาพและนักเล่าเรื่องเบื้องหลัง “Inside Out” อยากจะซึมซับกับเรื่องของความนึกคิด ด้วยการศึกษาความทรงจำ อารมณ์ของมนุษย์ และพัฒนาการของอารมณ์ในช่วงวัยรุ่น

    พวกเขาได้ร่วมงานกับนักวิทยาศาสตร์ นักประสาทวิทยา นักจิตวิทยา และผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ เพื่อทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้นว่าความนึกคิดมีการทำงานอย่างไร ดร.ดาเชอร์ เคลท์เนอร์ ผู้อำนวยการร่วมของศูนย์เกรทเทอร์ กู๊ด ไซเอนซ์ เซ็นเตอร์ เป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในเบิร์คลีย์ ที่ซึ่งเขาเป็นผู้ดูแลห้องแล็บเบิร์คลีย์ โซเชียล อินเตอร์แอ็กชัน “ผมใช้เวลา 25 ปีในการศึกษาอารมณ์ของมนุษย์” เขากล่าว “ผมสนใจว่าเราถ่ายทอดความรู้สึกผ่านทางใบหน้า เสียงและสัมผัสได้อย่างไร”

    นอกเหนือจากนั้น ความเชี่ยวชาญของเคลท์เนอร์ยังช่วยทีมผู้สร้างเลือกอารมณ์ที่พวกเขาจะนำเสนอด้วย “นักวิจัยมีไอเดียที่ต่างออกไปถึงจำนวนอารมณ์ที่เรามี มันมีตั้งแต่สี่ไปจนถึงยี่สิบเจ็ด ขึ้นอยู่กับว่าคุณคุยกับใครน่ะครับ” ด็อคเตอร์กล่าว “งานของดร.เคลท์เนอร์เสนอว่ามีอารมณ์ทั้งหมด 21 แบบ ซึ่งรวมถึงอารมณ์อย่างความเบื่อหน่าย ความเหยียดหยามและความอับอายด้วย มันมีความเป็นไปได้มากมายในแง่ของตัวละคร และการสำรวจเรื่องพวกนั้นก็สนุกมาก ท้ายที่สุดแล้ว เราก็ได้เลือกอารมณ์ห้าแบบที่อยู่ในลิสต์ของนักวิจัยแทบทุกคนครับ”

    นอกจากนี้ เคลท์เนอร์ยังได้ช่วยสร้างคำนิยามให้กับโลกแห่งความนึกคิดในแง่ที่ว่าอารมณ์ต่างๆ ทำงานร่วมกันอย่างไรเพื่อช่วยให้ไรลีย์สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตเธอได้ “ผมเพิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วผมก็ทึ่งมาก” เขาบอก “ผมคิดว่ามันยากสุดๆ ที่จะอธิบายออกมาว่าอารมณ์ในจิตใจคุณส่งผลต่อการประพฤติปฏิบัติตัวในโลกใบนี้ของคุณและมุมมองที่คุณมีต่อโลกอย่างไร หนังเรื่องนี้ทำได้สำเร็จอย่างงดงาม ผมชื่นชอบความสัมพันธ์ตึงเครียดระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นภายในความนึกคิดและสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกในโลกแห่งความเป็นจริงครับ”

    ทีมผู้สร้างได้ศึกษาช่วงวัยรุ่นและวิธีการที่เด็กช่วงก่อนวัยรุ่นจะรับมือกับเหตุการณ์สะเทือนใจ ดังนั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ความสุขและความเศร้าจะเป็นอารมณ์สองแบบที่หายไป “ทั้งหมดนั่นเกี่ยวข้องกับการเป็นวัยรุ่นครับ” ผู้กำกับร่วม รอนนี เดล คาร์เมนกล่าว “ไรลีย์เปลี่ยนไป เธอไม่รู้สึกมีความสุขอีกต่อไปแล้ว และเธอก็แสดงควาเห็นใจออกมาไม่ได้ด้วย เธอกลายเป็นวัยรุ่นขี้หงุดหงิดทั่วๆ ไปครับ”

    เคลท์เนอร์ ผู้มีลูกสาวสองคนที่ก้าวผ่านช่วงก่อนวัยรุ่นมาแล้ว กล่าวว่า “ส่วนหนึ่งของการเป็นวัยรุ่น ส่วนหนึ่งของการเติบโตขึ้น คือความสูญเสีย การสูญเสียเพื่อน สูญเสียวัยเด็ก มันเป็นสิ่งจำเป็นต่อพัฒนาการของมนุษย์ ลักษณะที่ ‘Inside Out’ นำเสนอความรู้สึกสูญเสียของไรลีย์และการที่ท้ายที่สุดแล้วครอบครัวของเธอก็ทำให้เธอถูกห้อมล้อมด้วยประสบการณ์นั้นก็เป็นสิ่งที่ทรงพลังจริงๆ”

    เคลท์เนอร์กล่าวว่า การยอมรับเป็นข้อคิดที่สำคัญจากทั้งภาพยนตร์เรื่องนี้และงานวิจัยวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องอารมณ์ “ผมเชื่อว่าอารมณ์ของเราจะแกว่งไปมาครับ” เขากล่าว “มันจะมีบางเวลาที่คุณเต็มไปด้วยความกลัว ซักวินาทีหรือสองวินาที ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเป็นความโกรธ หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงการยื้อแย่งแผงควบคุมที่ผมรู้สึกว่าเป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์ แต่หนึ่งในบทเรียนสำคัญก็คือคุณจะต้องยอมรับอารมณ์ทั้งหมดของคุณ คุณจะต้องตระหนักว่าทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของความนึกคิดตามปกติของคุณ และนั่นก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ”

    ใครเป็นใครใน “Inside Out”
    เรื่องราวสะเทือนอารมณ์ถูกบอกเล่าผ่านมุมมองของอารมณ์ทั้งห้า

    “Inside Out” นำเสนอเรื่องราวของอารมณ์ที่ช่วยนำทางไรลีย์วัย 11 ปีในช่วงที่เธอพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต แต่ขณะที่เรื่องราวนี้ถูกพัฒนาขึ้นมา ทีมผู้สร้างก็ไม่แน่ใจว่า อารมณ์ไหนที่ควรจะเก็บไว้บ้างดี “นักจิตวิทยาบางคนอ้างว่ามีอารมณ์มากมายถึง 27 แบบ” ผู้กำกับพีท ด็อคเตอร์บอก “เราพิจารณาการเพิ่มความภาคภูมิใจเข้าไป หรือความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น แต่มันเริ่มแออัดเกินไปแล้ว ท้ายที่สุด เราก็เลยเลือกเอาอารมณ์แค่ห้าแบบครับ”

    หลังจากนั้น ทีมผู้สร้างก็กำหนดลักษณะให้กับอารมณ์แต่ละแบบ ด้วยการมอบหมายหน้าที่ให้กับพวกเขาในความนึกคิดของไรลีย์ และเริ่มงานยากของการตามหาลุคที่เหมาะสมสำหรับอารมณ์แต่ละแบบ “ลุคและแบบดีไซน์ของอารมณ์เหล่านี้จะต้องทำให้คนนึกถึงว่าพวกเขาเป็นความรู้สึกที่เป็นคนขึ้นมาครับ” ด็อคเตอร์กล่าว “พวกเขาไม่ใช่คนตัวเล็กๆ แต่เป็นอารมณ์ พวกเขามีที่มาจากพลังงาน มาจากอนุภาคเล็กๆ นับพันๆ ชิ้น ซึ่งดูเหมือนพลังงาน เราอยากจะถ่ายทอดว่าอารมณ์พวกนั้นให้ความรู้สึกอย่างไร ทั้งรูปทรง สีสัน รวมถึงบุคลิกของพวกเขาครับ”

    แต่การหาลุคสำหรับอารมณ์เหล่านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายตัวละคร ซาจัน สกาเรียกล่าวว่า “มันอาจจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุดเท่าที่เราเคยต้องคิดในแผนกตัวละครก็ได้ครับ ตอนที่เราเริ่มต้น มันก็ไม่ชัดเจนว่าเราจะไปในทิศทางไหน พีท [ด็อคเตอร์] บอกว่า ‘สร้างสิ่งที่แม่ของผมไม่เคยเห็นมาก่อนขึ้นมาซิ’ เท่านั้นเอง นั่นคือสิ่งที่เรามีในตอนเริ่มต้นครับ”

    “พอเราเริ่มจะคิดดีไซน์เจ๋งๆ ที่สนุกสนานขึ้นมาได้” สกาเรียกล่าว “เราก็ต้องคิดว่าจะทำให้มันเกิดขึ้นได้ยังไง เราต้องทำให้แน่ใจว่าเรามีเทคโนโลยีที่จะสามารถเรนเดอร์สิ่งที่เราสร้างขึ้นมาได้น่ะครับ”

    สำหรับความสุขและอารมณ์อื่นๆ ทีมงานสร้างมุ่งมั่นกับการหาลุคที่ใช่ และทุ่มเททั้งทรัพยากร เทคโนโลยี จินตนาการและการค้นคว้าอย่างเต็มที่ “ทุกอย่างเป็นเรื่องของอารมณ์ พวกเขาเป็นตัวเดินโชว์ครับ” ด็อคเตอร์กล่าว “เราสามารถควบคุมว่าเราจะปฏิบัติอย่างไรได้ แต่เราเลือกไม่ได้ว่าเราจะรู้สึกอย่างไรครับ”

    “เราชื่นชอบไอเดียที่ว่าพวกเขามาทำงานทุกวัน” ผู้อำนวยการสร้างโจนาส ริเวรากล่าว “นี่เป็นงานและพวกเขาก็จะพยายามอย่างดีที่สุดเพราะพวกเขารักเด็กคนนี้ แน่นอนว่ากุญแจสำคัญคือพวกเขาต่างก็มีหน้าที่แตกต่างกันไป และหน้าที่ทั้งหมดก็สำคัญพอๆ กันครับ”

    “หนึ่งในแง่มุมที่ผมชื่นชอบเกี่ยวกับอนิเมชันคือการที่มันถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดีเหลือเกิน” ด็อคเตอร์กล่าว “คุณสามารถทำให้ตัวละครเคลื่อนไหวในแบบที่เป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง แต่กลับแสดงให้เห็นได้ว่าคุณรู้สึกอย่างไร เราสามารถผลักดันการเคลื่อนไหวในหนังเรื่องนี้ในแบบที่เราไม่เคยทำมาก่อนในหนังเรื่องอื่นๆ ครับ”

    โทนี ฟูซิล ผู้ซึ่งผลงานของเขารวมถึงภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง “The Lion King” และ “Aladdin” รับหน้าที่นักวาดภาพสเก็ตช์อนิเมชันสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ เขามีหน้าที่ในการนำอนิเมชันวาดมือที่ดีที่สุดมาสู่ภาพยนตร์ CG เรื่องนี้ ฟูซิลได้ชมภาพเดลีส์อนิเมชันและมักจะบันทึกโน้ตเป็นภาพวาดจริงๆ ที่สามารถบันทึกภาพได้ให้กับอนิเมเตอร์ “ผมทำงานร่วมกับทีมอนิเมชันเพื่อเติมสีสันให้กับท่าทางของตัวละครครับ” ฟูซิลกล่าว “ผมชื่นชอบการผลักดันท่าทางหรือสีหน้าของตัวละครให้มากกว่าเดิม ผมแทบไม่เคยเสนอให้มีการดึงมันลงมาเลยครับ”

    “อารมณ์ทุกแบบเป็นตัวละครที่มีความเป็นการ์ตูนและมีสไตล์ที่สุดเท่าที่เราเคยมีความพยายามสร้างขึ้นมาในหนังที่พิกซาร์” ซูเปอร์ไวซิง อนิเมเตอร์วิคเตอร์ นาโวนกล่าว “พวกเขาเป็นตัวละครแบบที่อาจจะวาดได้ง่ายกว่าบนกระดาษ แต่ยากที่จะสร้างให้เป็นแบบสามมิติ ตัวละครพวกนี้พิเศษสุดและมีเอกลักษณ์โดดเด่นมาก จนเราอยากจะทำโฮมรันให้ได้”

    บรรดาตัวละคร

    เป้าหมายของความสุขคือการทำให้แน่ใจว่าไรลีย์จะมีความสุขอยู่เสมอ “ในเวลาที่ไรลีย์ถือกำเนิดขึ้นมา ความสุขก็ปรากฏตัวขึ้น เธอเป็นคนแรกที่อยู่ที่นั่นครับ” ด็อคเตอร์กล่าว “เธอมีสายสัมพันธ์ที่พิเศษสุดกับไรลีย์และเธอก็เทิดทูนสายสัมพันธ์นั้น”

    ด็อคเตอร์กล่าวว่า พวกเขาเลือกความสุขเป็นอารมณ์หลักของไรลีย์เพราะพวกเขารู้สึกว่าไรลีย์เป็นคนแบบที่มีความสุขตามธรรมชาติ แม้จะเจอกับอุปสรรคระหว่างทางอยู่บ้าง นอกจากนี้ พวกเขายังรู้สึกว่ามันสะท้อนถึงความปรารถนาที่แท้จริงที่พ่อแม่มีต่อลูกๆ ของพวกเขาด้วย “เราอยากให้ลูกๆ ของเรามีความสุข มีชีวิตที่มีความสุขและยอมรับทุกอย่าง” เขากล่าว “ชีวิตไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไปและเราก็ต้องปรับตัว ซึ่งเป็นบทเรียนสำหรับพวกเราทุกคน รวมถึงความสุขด้วยครับ”

    ด้วยสีสันสดใส ความสุขเป็นตัวละครที่ร่าเริง มองโลกในแง่ดี และมุ่งมั่นที่จะหาความสนุกสนานในทุกสถานการณ์ เธอมองความท้าทายในชีวิตของไรลีย์ว่าเป็นโอกาส และมองช่วงเวลาที่ไม่ค่อยจะมีความสุขนักเป็นเหมือนความขรุขระบนเส้นทางไปสู่ความยิ่งใหญ่ ตราบใดที่ไรลีย์มีความสุข เธอก็มีความสุขเช่นกัน

    เอมี โพห์เลอร์ ได้รับหน้าที่ในการเนรมิตชีวิตให้กับความสุข “เธอเป็นเหมือนมอเตอร์ของหนังเรื่องนี้ เธอกางแขนออก ดวงตาเปิดกว้าง พร้อมเผชิญกับสิ่งที่จะเข้ามา” โพห์เลอร์กล่าวถึงตัวละครของเธอ “เธอเป็นคนสวยมาก และเธอก็มีความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์จริงๆ ค่ะ เธอได้สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นความท้าทายที่เจ๋งและน่าตื่นเต้นในฐานะนักแสดง”

    ชอว์น เคราส์ ซูเปอร์ไวซิง อนิเมเตอร์กล่าวว่า การได้โพห์เลอร์มาพากย์เสียงความสุขช่วยให้ทีมงานอนิเมชันสามารถคิดภาพตัวละครตัวนี้ออกมาได้ “พีท [ด็อคเตอร์] อยากให้ความสุขให้ความรู้สึกติดดิน มีความเป็นนักกีฬา เป็นทอมบอยนิดๆ เราไม่อยากให้ความสุขหวานแหววหรือเหมือนเชียร์ลีดเดอร์ การเลือกเอมีเป็นสิ่งที่ช่วยกำหนดรูปแบบการทำงานของอนิเมเตอร์ครับ”

    เคราส์กล่าวต่ออีกว่า “ความสุขเปี่ยมด้วยพลังงาน เธอชื่นชอบความสนุกสนาน ทำตัวคึกคักตลอด เธอชอบกระโดดโลดเต้น เป็นตัวแสบ แต่เธอก็ไม่ใช่คนใจร้าย เธอสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความสุข เธอทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนกัน เธอเต็มเปี่ยมด้วยพลังงานจริงๆ พอเราได้เอมีมา เราก็รู้ว่าเราจะสร้างอนิเมชันของความสุขขึ้นมาอย่างไร”

    อัลเบิร์ต โลซาดน ผู้กำกับศิลป์ฝ่ายตัวละคร ได้รับแรงบันดาลใจจากความพยายามช่วงแรกๆ ของผู้ออกแบบงานสร้างราล์ฟ เอ็กเกิลสตัน “ลักษณะที่ชอล์คกระจายตัวบนสีพาสเทลของราล์ฟทำให้ผมนึกถึงฟองสบู่ ความสุขเป็นสิ่งที่เหมือนฟอง สำหรับผม การเปิดขวดแชมเปญเพื่อเฉลิมฉลองให้ความรู้สึกเหมือนความสุข ผมทำงานคอลลาจไว้เยอะ ผมก็เลยเอาภาพของดอกไม้ไฟมาเพิ่มใบหน้า แขนขาเข้าไป และมันก็ให้ความรู้สึกเหมือนความสุขสำหรับผมเหมือนกัน ผมรู้ว่าเธอจะต้องเปล่งประกายความสุขออกมาครับ”

    “ความสุขเป็นตัวละครที่ไม่อยู่นิ่ง เกือบจะเหมือนดวงดาวครับ” ผู้อำนวยการสร้างโจนาส ริเวรากล่าว “เธอเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและพลังงาน ซึ่งนำไปสู่เมคอัพของอารมณ์ต่างๆ เราตัดสินใจว่าพวกเขาทุกคนน่าจะมีส่วนประกอบจากพลังงานครับ”

    ทีมผู้สร้างได้เลือกซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายเอฟเฟ็กต์ แกรีบรูอินส์และทีมงานของเขามาหาวิธีการนำเสนอพลังงานนั้น “พีทอยากให้ความสุขมีอนุภาคที่ส่องแสงและเปล่งประกายจากผิวของเธอตลอดทั้งเรื่อง” บรูอินส์กล่าว “นั่นหมายถึงการสร้างเอฟเฟ็กต์ที่จะปรากฏในช็อตหลายร้อยหลายพันช็อต ไม่เคยมีใครทำอะไรแบบนี้มาก่อนครับ”

    ในฐานะตัวละครหลักของเรื่อง ความสุขไม่เพียงแต่ปรากฏตัวในหลายๆ ฉากเท่านั้น แต่การเคลื่อนไหวของเธอยังมีมากมายด้วย ตั้งแต่การเดิน การวิ่ง การทำมือทำไม้อย่างกระตือรือร้น ทีมเอฟเฟ็กต์จะต้องพัฒนาวิธีการที่จะใช้ได้ผลในแต่ละสถานการณ์ขึ้นมา “ผมคอยจับตามองเสมอ พร้อมที่จะยกธงแดงขึ้นมา” บรูอินส์กล่าว “แต่แต่ละช็อตที่เราทดลองเวิร์คมากๆ จนเรารู้ว่าเราค้นพบบางอย่างเข้าแล้ว”

    กลไกที่พวกเขาพัฒนาขึ้น ซึ่งใช้การเปลี่ยนแปลงสีสันและความโปร่งแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของอนุภาคต่างๆ ไปได้สวยเกินกว่าความคาดหวังของพวกเขา “มันสนับสนุนไอเดียที่ว่าเธอเต็มไปด้วยความสุขจนพลังงานของเธอไม่สามารถถูกเก็บกักอยู่ได้” บรูอินส์กล่าว “แล้วเราก็มาต่อยอดจากไอเดียนั้น ด้วยการปลดปล่อยอานุภาคที่ล่องลอยในอากาศ ที่จะทิ้งร่องรอยในตอนที่เธอเดินหรือขยับเร็วๆ น่ะครับ”

    ความสุข ผู้ซึ่งดวงตาของเธอมีตัวควบคุมมากกว่าตัวละครพิกซาร์ตัวอื่นๆ ถึงสองเท่า ยังเป็นแหล่งที่มาของแสงด้วยเช่นกัน โดยตัวเธอจะเปล่งประกายสีเหลืองฟ้ารอบตัว บิล รีฟส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของโลกกล่าวว่า จะต้องมีการสร้างระบบทั้งหมดขึ้นมาเพื่อสร้างลุคตามที่ทีมผู้สร้างต้องการ “เราทดลองวิธีต่างๆ หลายสิบวิธีเพื่อสร้างแสงรัศมีของความสุขและลงเอยด้วยวิธีปริมาตร แต่ด้วยความที่เธออยู่ในฉากมากมาย เราก็เลยต้องคิดหาซอฟท์แวร์ที่จะมาประมวลผลมันได้น่ะครับ”

    หน้าที่หลักของความกลัวคือการคุ้มครองไรลีย์ให้ปลอดภัย เขามักคอยสอดส่องระวังหายนะที่อาจเกิดขึ้นอยู่เสมอ และใช้เวลาประเมินอันตราย อุปสรรค และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของไรลีย์ มีกิจกรรมและเหตุการณ์ไม่กี่อย่างหรอกที่ความกลัวคิดว่าไม่เป็นอันตรายและไม่เป็นพิษเป็นภัย

    จอช คูลีย์ นักเล่าเรื่องเล่าว่า ทีมผู้สร้างรู้สึกผูกพันกับความกลัวในทันที “เขาเป็นหนึ่งในตัวละครที่เขียนง่ายที่สุดเพราะวันๆ หนึ่ง ทุกคนก็มักจะรู้สึกเหมือนถูกผลักดันด้วยความกลัวอยู่แล้ว” คูลีย์กล่าว “เราไม่มีปัญหาในการจินตนาการว่าความกลัวจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อสถานการณ์นั้นๆ เพราะเขาจะมีปฏิกิริยาแบบสุดโต่งเสมอครับ”

    ทีมผู้สร้างพบความตลกขบขันมากมายในรูปร่างเพรียวบางสีม่วงของความกลัว นักวาดภาพตัวละคร คริส ซาซากิ เริ่มต้นสร้างลุคนี้ด้วยไอเดียที่เรียบง่ายมากๆ “ตอนแรก ผมแค่ถามว่า ‘ถ้าเขาเป็นแค่เส้นที่มีสองตาล่ะ’” เขาเล่า “มันสุดโต่งที่สุดเท่าที่เราทำได้และมันก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างจากความคิดนั้นครับ”

    ท้ายที่สุด ความกลัวก็ได้พัฒนาขึ้นเพื่อเอื้อต่อการเคลื่อนไหวต่างๆ แต่รูปร่างของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก “เขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น วุ่นวายใจครับ” ด็อคเตอร์กล่าว

    นาโวนกล่าวเสริม “เขามีรูปร่างแบบเส้นบะหมี่ ด้วยลำตัวยาวเพรียวบาง ที่เราสามารถบิด ยืด และกดได้ ลักษณะของเขาทำให้เราสามารถใส่การเคลื่อนไหวเข้าไปได้มากมาย เขาถูกเหยียบและบดขยี้ เขาเป็นคนขี้กลัว แต่ก็ขี้อวดด้วยนิดๆ คือเขาเป็นตัวฮาน่ะครับ”

    “ความกลัวมีผมโค้งงอที่สามารถปรับเปลี่ยนทรงได้มากมายเพื่อให้เข้าคู่กับทัศนคติที่เขาพยายามจะแสดงออกมา” นาโวนกล่าวต่อ “เราสามารถมองว่าผมของเขาเป็นเหมือนหางสุนัขได้ คือถ้าเขาเศร้า ผมเขาก็จะตกลงมา ถ้าเขาเจ็บปวด มันก็จะชูเหมือนสายฟ้าฟาดครับ”

    “สำหรับผม เขาจะเป็นคนตัวสีม่วงผูกเน็คไทที่พิลึกพิลั่นเสมอ” บิล เฮเดอร์ ผู้พากย์เสียงความกลัว กล่าว “ผมคิดว่าเขาเป็นเหมือนผู้จัดการระดับกลางที่ถูกกดดันอย่างหนัก และต้องคิดล่วงหน้าสำหรับทุกอย่าง เขาต้องประเมินทุกสถานการณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อคุ้มครองไรลีย์น่ะครับ”

    “สิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้” เฮเดอร์กล่าวต่อ “คือไดอะล็อคที่เรามีในฐานะอารมณ์เป็นเหมือนกับบทสนทนาที่คุณมีในหัวของคุณเลยครับ”

    ความโกรธมีความรู้สึกจริงจังมากกับการทำสิ่งต่างๆ เป็นเรื่องยุติธรรมสำหรับไรลีย์ เขาเป็นคนดุดันและมักจะระเบิด (จริงๆ) เมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เขามักด่วนแสดงออกและไม่มีน้ำอดน้ำทนกับความไม่สมบูรณ์แบบในชีวิตเลย “ตั้งแต่เริ่มต้น ผมนึกภาพความโกรธ ทั้งในลักษณะการบรรยายและการออกแบบได้เลย” ด็อคเตอร์กล่าว “เรารู้ว่าเราทำอะไรกับเขาได้บ้างและเขาจะตลกยังไงได้บ้างน่ะครับ”

    “สีแดงดูจะเหมาะสม” ผู้ควบคุมงานสร้างจอห์น แลสเซ็ทเตอร์กล่าว “เขาระเบิดด้วยความโกรธตลอดเวลา เราก็เลยตัดสินใจว่ามันคงตลกดีถ้าจะมีเปลวไฟพุ่งออกจากหัวของเขาในตอนที่เขาโกรธจริงๆ น่ะครับ”

    “ความโกรธเป็นตัวละครที่คิดขึ้นได้ง่ายมาก” นาโวนกล่าว “พอเราได้รูปทรงเหลี่ยมๆ และคิ้วกับตาที่โกรธขึ้งนั่นแล้ว เราก็รู้เลยว่าเขาเป็นใคร เขามีแขนและขาป้อมๆ และหันหัวไม่ได้เพราะเขาไม่มีคอ เราก็เลยให้เขามีพลังงานอย่างสม่ำเสมอด้วยการให้เขาตัวสั่นและบ่นงึมงำตลอด เขามักจะกระทืบเท้าอยู่เรื่อย เป็นรูปแบบลูอิส แบล็คมากๆ และการที่พวกเขาเลือกลูอิส แบล็คมาพากย์เสียงบทนี้จริงๆ ก็ช่วยผลักดันมันไปอีกระดับหนึ่งครับ”

    ไอเดียเริ่มแรกของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ยกตัวอย่างชื่อของนักแสดงตลกผู้นี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าเสียงที่มีเอกลักษณ์อย่างเสียงของแบล็คสามารถเนรมิตชีวิตให้กับตัวละครอย่างความโกรธได้อย่างไร “ผมใช้เขาเป็นตัวอย่างความสนุกสนานที่เราสามารถใส่เข้าไปในการคัดเลือกนักพากย์ได้ครับ” ด็อคเตอร์กล่าว

    แบล็ค ผู้เป็นแฟนผลงานทุกเรื่องของพิกซาร์ พูดถึงโอกาสนี้ว่าเป็นโอกาสทองที่สร้างชื่อได้เลยทีเดียว “ผมรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ามันจะต้องเป็นบทที่พิเศษสุด” เขากล่าว “ผมจะกลายเป็นที่จดจำในฐานะตัวละครสีแดงตัวน้อยๆ ที่ชอบตะโกน และหัวก็ลุกเป็นไฟน่ะครับ”

    บรูอินส์กล่าวว่า ลุคของไฟนั้นเกิดขึ้นหลังจากการทดสอบช่วงเริ่มแรกเผยให้เห็นว่าอะไรบ้างที่ไม่เวิร์ค “เราเริ่มต้นด้วยไฟตามแบบฉบับที่ดูสมจริงมากๆ ลุกขึ้นจากหัวของความโกรธ แต่ตัวละครนี้มีสไตล์มากๆ เพราะตัวเขาประกอบไปด้วยอนุภาค เขามีชีวิตอยู่ในศูนย์บัญชาการ ซึ่งทั้งสวยและเต็มไปด้วยสีสัน ไฟที่สมจริงเลยดูขัดหูขัดตามากๆ เราก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนแนวทางครับ”

    ในการอ้างอิงถึงอนุภาคต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นอารมณ์ ทีมเอฟเฟ็กต์ได้เพิ่มอนุภาคเข้าไปในไฟของความโกรธ และผสมผสานสีสันของตัวละครตัวนี้เข้ากับสีของไฟ “ไฟของเขาสวยมากๆ ครับ” บรูอินส์กล่าว “มันไม่ได้มีรายละเอียดตามแบบที่คุณมักจะเห็นในหนังไลฟ์แอ็กชันหรอกครับ”

    ความรังเกียจเป็นตัวละครที่มีความคิดเห็นชัดเจน ตรงไปตรงมาสุดๆ และคอยป้องกันไม่ให้ไรลีย์ต้องบอบบช้ำ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เธอคอยระมัดระวังผู้คน สถานที่และสิ่งต่างๆ ที่ไรลีย์ได้พบเจอ ไม่ว่าจะเป็นบร็อคโคลีหรือเทรนด์แฟชันปีที่แล้วก็ตาม “เธออยากทำให้แน่ใจว่าคนอื่นๆ จะไม่ทำให้ไรลีย์แปดเปื้อนด้วยพฤติกรรมที่เป็นพิษหรือคำแนะนำแย่ๆ เรื่องเสื้อผ้าของพวกเขา และคอยระวังเรื่องการกินอาหารผสมแบบไม่ผ่านการทดสอบน่ะครับ” ผู้กำกับร่วม รอนนี เดล คาร์เมนเล่า

    ความรังเกียจมักจะมีความปรารถนาดีเสมอและปฏิเสธที่จะลดมาตรฐานของตัวเองลง “เธอมีความคิดเห็นที่ชัดเจนมากๆ และไม่หวั่นที่จะแสดงมันออกมา” เดล คาร์เมนกล่าวเสริม

    ทีมผู้สร้างตัดสินใจว่า สีเขียวเป็นสีที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับความรังเกียจ ซึ่งไม่ใช่สิ่งเดียวที่อ้างอิงถึงผักที่พวกเขานึกถึงเป็นอย่างแรกในตอนสร้างตัวละครตัวนี้ขึ้นมา “เธอมีรูปร่างเหมือนบร็อคโคลีครับ” ด็อคเตอร์ ผู้เรียกทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอารมณ์ของเขาให้คิดเกี่ยวกับบุคลิกของความรังเกียจ กล่าว “เธอเกิดจากความขมขื่นครับ” เขากล่าวเสริม “ตอนที่คุณป้อนอาหารขมๆ ให้เด็กทารก พวกเขาก็จะทำหน้าเหยเก แลบลิ้นออกมาเพื่อพ่นอาหารทิ้ง นั่นเป็นรากเหง้าของความรังเกียจครับ”

    มินดี้ คาลิงกล่าวว่า เธอยินดีกับการรับบทนี้ “ฉันคิดว่านักแสดงส่วนใหญ่ก็เป็นเหมือนกัน ที่พอคุณได้รับโทรศัพท์จากพิกซาร์ คุณก็จะตื่นเต้นแล้ว หนังที่พิกซาร์สร้างขึ้นมันวิเศษมาก ฉันก็เลยตื่นเต้นจริงๆ สิ่งที่ทำให้ฉันแปลกใจเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้คือว่ามันสนุกมากแค่ไหน แม้ว่าโดยแก่นแท้แล้ว มันจะเป็นหนังที่ลึกซึ้งมากๆ ก็ตาม”

    คาลิงเข้าใจถึงแรงจูงใจของตัวละครของเธอในทันที “ความรังเกียจแค่อยากจะปกป้องไรลีย์น่ะค่ะ” เธอกล่าว “เธออยากปกป้องไรลีย์จากสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่เข้าท่า”

    ทีมผู้สร้างได้รับแรงบันดาลใจจากการตีความตัวละครตัวนี้ของคาลิง เคราส์กล่าวว่า “ความรังเกียจมีนิสัยจุกจิกและเคลื่อนไหวแบบไม่ค่อยแยแสอะไรนัก เธอเป็นอารมณ์แบบสุดท้ายที่เกิดขึ้น เธอเข้มแข็งและมั่นใจในตัวเอง ถ้าเธอเรียนไฮสคูลล่ะก็ เธอก็จะเป็นเชียร์ลีดเดอร์ยอดนิยมครับ”

    นาโวนกล่าวเสริมว่า “การเคลื่อนไหวของเธอสง่างาม การเยื้องย่างของเธอจะกระชับ มีการส่ายสะโพกชัดเจน ในบรรดาตัวละครทั้งหมด ความรังเกียจเป็นคนที่ไปเรียนหนังสือ เธอเดินไปมาโดยมีหนังสือทูนไว้เหนือหัวครับ”

    ไม่มีอารมณ์แบบไหนๆ ที่เข้าใจถึงบทบาทของความเศร้าเลย “ความเศร้าเองก็ตั้งคำถามกับบทบาทของตัวเธอเองเหมือนกัน” เดล คาร์เมนเล่า “เธอเก่งอะไรล่ะ เธอเป็นตัวละครที่ไม่มั่นใจในตัวเอง ที่อยากจะช่วย แต่ต้องเผชิญหน้ากับแนวคิดที่ว่าเธออาจเป็นผลเสียสำหรับไรลีย์ก็ได้น่ะครับ”

    ริเวรากล่าวเสริมว่า “เธอไม่อยากเห็นไรลีย์ไม่มีความสุขแต่ความเศร้าก็มีสัญชาตญาณที่เฉียบคม เธอสัมผัสได้ว่าเมื่อไหร่ที่เธอควรจะก้าวเข้าไป แม้ว่าเธอจะเป็นคนเดียวที่ตระหนักถึงเรื่องนั้นก็ตาม”

    ทีมผู้สร้างรู้สึกชื่นชอบอารมณ์นี้ แม้ว่าเธอมักจะเศร้าซึมเสมอ “ความเศร้ามีนิสัยลังเล ไม่เด็ดขาด แต่ก็น่ารักและอ่อนหวานมากๆ ครับ” ด็อคเตอร์กล่าว “เธอรักไรลีย์และอยากให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดกับเธอเสมอ”

    ฟิลลิส สมิธถูกเรียกตัวมาพากย์เสียงบท ความเศร้า “ฉันไม่เคยทำงานในหนังอนิเมชันมาก่อน ดังนั้น ตอนแรกฉันก็เลยพยายามทำตัวเศร้าดู” สมิธบอก “แต่พอจบเซสชันแรก ฉันก็พบเสียงของเธอ มันเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เธอไม่ใช่คนที่คึกคักมากนัก ทำให้ความสุขต้องลากเธอไปไหนต่อไหนด้วยน่ะค่ะ”

    เคราส์กล่าวว่า ความเศร้ามีคุณสมบัติบางอย่างเหมือนเด็กๆ และทีมงานอนิเมชันก็ต้องลดจังหวะให้ช้าลงสำหรับตัวละครตัวนี้ “เธอยับยั้งตัวเองมากกว่า ไม่ค่อยมีแรงจูงใจซักเท่าไหร่ สำหรับความเศร้า น้อยกว่าคือมากกว่าครับ”

    สีฟ้าและรูปร่างแบบหยดน้ำตากลับหัวเหมาะกับตัวละครตัวนี้อย่างดี และแม้ว่าความเศร้าจะอยากมองโลกในแง่ดีและช่วยทำให้ไรลีย์มีความสุข เธอก็พบว่าการมองโลกในแง่บวกเป็นเรื่องยากเหลือเกิน บางครั้ง มันดูเหมือนว่าสิ่งที่เธอทำได้ดีที่สุดคือการนอนร้องไห้อยู่กับพื้น

    บิง บองเป็นเพื่อนในจินตนาการของไรลีย์ (คุณต้องนึกเอาไว้ว่า ตอนที่ไรลีย์อายุ 3 ขวบ พวกสัตว์กำลังฮิตเลยล่ะ) แต่โชคร้ายที่เขาตกงานตั้งแต่ไรลีย์อายุครบสี่ขวบ และเขาก็ไม่อยากถูกทิ้งไว้เบื้องหลังในตอนที่ไรลีย์โตขึ้น

    ริชาร์ด คายด์ได้รับทาบทามให้พากย์เสียง บิง บอง “ก่อนที่ความคิดของพวกเขาจะพัฒนาเต็มที่ เด็กจำนวนมากสร้างเพื่อนที่พวกเขาสามารถคุยด้วยได้ในตอนที่พวกเขาโดดเดี่ยวหรือกลัวน่ะครับ” คายด์กล่าว “แล้วเพื่อนเหล่านั้นก็ให้ความรู้สึกว่ามีตัวตนจริงๆ เป็นเพื่อนจริงๆ ของพวกเขา มันเกิดขึ้นจากเหตุผลรึเปล่า ก็ไม่ แต่เพื่อนในจินตนาการทำให้คุณสงบใจได้และอยู่ข้างคุณเสมอในยามที่คุณต้องการครับ”

    บิง บองเดินซัดเซไปมาในความคิดของไรลีย์ซักพักแล้วตอนที่ความสุขและความเศร้าพบกับเขา “ทุกวันนี้ เขาเป็นเหมือนพวกคนพเนจร” คายด์กล่าว “เขาก็เลยยินดีที่จะนำทางให้กับพวกเธอครับ”

    เช่นเดียวกับเพื่อนในจินตนาการที่ดีคนอื่นๆ บิง บองมีความคิดสร้างสรรค์เปี่ยมล้นเลย “บิง บองทำมาจากสายไหมครับ” ด็อคเตอร์กล่าว “เขามีแกนกลางที่เราจะไม่ได้เห็น ส่วนรูปร่างของเขา เขาจะประกอบไปด้วยส่วนของแมว ช้างและปลาโลมา ซึ่งประหลาดนิดๆ เรียกได้ว่าร่างของเขามาจากของต่างๆ ที่เราชื่นชอบในวัยเด็กน่ะครับ”

    ในตอนแรก นักวาดภาพได้แรงบันดาลใจจากเพื่อนในจินตนาการของตัวผู้กำกับเอง ซึ่งมีส่วนหนึ่งเป็นช้าง ซาซากิกล่าวว่า “ตอนที่ผมเป็นเด็ก ผมชื่นชอบแคร็กเกอร์รูปสัตว์ คุณสามารถเอาหัวของชิ้นหนึ่งไปจับคู่กับตัวของอีกชิ้นหนึ่งได้ มันเป็นอะไรที่น่าสนุก และมันก็พัฒนาไปสู่แนวคิดที่ว่า ‘ทำไมมันถึงมีหนวดแบบแมวไม่ได้ล่ะ’ และ ‘เพิ่มหูแบบหมาและหางแบบแรคคูนให้เขาด้วยดีกว่า’ น่ะครับ”

    “เราทุกคนอยากทำงานกับบิง บองครับ” นาโวนกล่าว “เขาเป็นตัวละครแบบตัวตลกที่น่าขบขัน เขาเป็นคนที่เราทุกคนอยากจะเล่นด้วย ไอเดียของเราคือการคงเสน่ห์แบบเด็กๆ ของเขาเอาไว้ครับ”

    ทีมอนิเมชันได้อ้างอิงข้อมูลจากโอลิเวอร์ ฮาร์ดี้, แจ็คกี้ กลีสันและจอห์น แคนดี้ เพื่อช่วยสร้างตัวละครตัวนี้ให้สมบูรณ์ “แนวทางสำหรับบิง บองคือการหาลักษณะปากของเขาให้ได้” นาโวนกล่าว “ปากของเขาจะต้องมีขนาดใหญ่และริมฝีปากของเขาก็จะต้องกว้างออก เหมือนกับอาร์ตใน ‘Monster University’ นิดๆ ครับ มันเป็นความท้าทายในแง่ของการสร้างกลไกเพื่อคงความเรียบง่ายให้กับตัวละครตัวนี้ แล้วพอเพิ่มงวงของเขาเข้าไป มันก็กลายเป็นเรื่องยากขึ้นอีกเยอะเลยครับ”

    จริงๆ แล้ว ทีมงานได้ใช้เวอร์ชันเริ่มแรกของเทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับปลาหมึกในภาพยนตร์เรื่อง “Finding Dory” เพื่อจัดการกับงวงของบิง บองด้วย

    ไรลีย์ แอนเดอร์สัน เป็นเด็กที่มีความสุขอยู่เสมอ อย่างน้อยก็จนกระทั่งเธออายุได้ 11 ขวบ และพ่อของเธอได้งานทำที่อีกฟากหนึ่งของประเทศ ทำให้ครอบครัวของเธอต้องย้ายไปอยู่ซานฟรานซิสโก ในตอนที่เธอต้องพยายามปรับตัวกับบ้านหลังใหม่และโรงเรียนแห่งใหม่ ไรลีย์ก็ได้สัมผัสกับอารมณ์หลายอย่างที่ไม่คุ้นเคย

    “ถ้าคุณดูลูกๆ เพื่อนๆ หรือครอบครัวของคุณ ดูเหมือนว่าทุกคนจะมีอารมณ์พื้นฐานของตัวเอง” ด็อคเตอร์กล่าว “บางคนจะมีนิสัยเป็นคนเศร้าหรือโกรธขึ้ง แต่ไรลีย์เป็นเด็กที่มีความสุข ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วงอายุขนาดเธอก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่มากๆ”

    โลซาโนกล่าวว่า ลุคของไรลีย์ส่วนมากได้แรงบันดาลใจจากสถานะในชีวิตของเธอ “เธอกำลังอยู่ในช่วงอายุที่เธอเริ่มโตขึ้นครับ” เขากล่าว “เธอก็เลยยังไม่โตเต็มที่ ตัวเธอเก้งก้าง และออกจะงุ่มง่ามไม่น้อย”

    เคทลิน ดิแอส พากย์เสียง ไรลีย์ ตอนแรก ดิแอสได้รับเลือกให้มาบันทึกเสียงชั่วคราว และการพากย์ของเธอน่าประทับใจมากเสียจนทีมผู้สร้างตัดสินใจเลือกเธอสำหรับบทนี้ “เธอเพอร์เฟ็กต์สำหรับบทนี้จริงๆ” ริเวรากล่าว “เสียงของเธอมีความจริงใจอย่างมาก เธอเก่งเหลือเกินครับ”

    แม่จะทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว ดังนั้น เมื่อพวกเขาย้ายไปซานฟรานซิสโก เธอก็พยายามอย่างดีที่สุดที่จะช่วยให้พวกเขาปรับตัวให้เข้ากับโลกใบใหม่ที่แปลกประหลาดนี้

    โลซาโนกล่าวว่า นักวาดภาพต้องการจะใส่ประกายวูบวาบเล็กๆ เข้าไปในลุคของแม่ “เรารู้ว่าเธอเป็นคนแบบที่อาจจะตกหลุมรักนักขับเฮลิคอปเตอร์ชาวบราซิลหรือเนิร์ดที่สวมกางเกงลายตารางก็ได้ เราอยากบอกเป็นนัยๆ ว่าแม้ว่าเธอจะแต่งงานแล้ว เธอก็ยังคงมีจิตวิญญาณที่รักอิสระเสรีเหมือนเดิมครับ”

    ผู้ชมจะได้เห็นภายในความคิดของแม่ ที่ซึ่งอารมณ์แต่ละแบบของเธอสวมแว่นตาขอบแดงของเธอ นอกจากนี้ ทีมผู้สร้างยังได้ออกแบบฉากที่โดดเด่นสำหรับศูนย์บัญชาการในความคิดของแม่ด้วย

    ไดแอน เลนเป็นผู้พากย์เสียงแม่ “ในฐานะแม่ ฉันเข้าใจค่ะ ในตอนที่คุณเลี้ยงลูกๆ ของตัวเอง คุณจะนึกถึงขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ในวัยเด็กของคุณ ความทรงจำของคุณจะผุดขึ้นมาในตอนที่ลูกๆ ของคุณเจออุปสรรค ไรลีย์เป็นลูกคนเดียว เช่นเดียวกับประสบการณ์ของฉันในฐานะแม่และประสบการณ์ในวัยเด็กของฉัน ฉันก็เลยเข้าใจเธอในหลายๆ ระดับค่ะ”

    พ่อเป็นผู้ที่รักครอบครัว ฮ็อกกี้และการผจญภัยใหม่ๆ ดังนั้น เมื่อโอกาสเข้ามา เขาก็พร้อมรับมัน แม้ว่ามันจะหมายถึงการย้ายไปอีกฟากหนึ่งของประเทศก็ตาม เขายอมรับว่าตัวเขาไม่รู้หรอกว่าสาวๆ ในชีวิตเขาคิดอะไรกันอยู่บ้างแต่เขาก็รักพวกเธอสุดหัวใจ

    ในความคิดของพ่อ อารมณ์ของเขาก็เหมือนตัวเขาเองที่ไขว้เขวได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการแข่งขันฮ็อกกี้เปิดอยู่ พวกเขาทุกคนมีหนวดแบบเขาทั้งนั้น

    หนวดนั้นเริ่มต้นจากการเป็นเคราแพะ แต่ทีมผู้สร้างอยากจะเน้นว่าตัวพ่อเองก็ไม่ได้เข้ากับเมืองใหม่นี้ซักเท่าไหร่ “เราอยากทำให้พวกเขาแปลกแยกออกมาในฐานะครอบครัวอนุรักษ์นิยมที่จับพลัดจับผลูมาอยู่ในซานฟรานซิสโกครับ” ซาซากิ ผู้กล่าวเสริมว่าตัวละครฝูงชนในซานฟรานซิสโกค่อนข้างมีสไตล์ทีเดียว กล่าว “คุณสามารถเห็นครอบครัวจากมินนิโซตาของเราท่ามกลางฝูงชนได้อย่างชัดเจนครับ”

    ผู้เป็นพ่อพากย์เสียงโดยไคล์ แม็คลัคแลน ผู้มีลูกชายวัยหกขวบ “ผมยังไม่ถึงช่วงเวลานั้นในฐานะพ่อ ผมยังมีเวลาอีกหน่อยก่อนที่เขาจะก้าวเข้าสู่ช่วงก่อนวัยรุ่นน่ะครับ” แม็คลัคแลนกล่าว “แต่การผ่านช่วงเวลานั้นคงเป็นเรื่องน่าสนใจ ที่ผมจะต้องพยายามให้กำลังเขา และอาจจะมีอิทธิพลนิดๆ ต่อวิธีการรับมือมันของเขา ในฐานะคนเป็นพ่อแม่ คุณก็อยากให้ลูกๆ ของคุณหาทางของตัวเองให้ได้ แต่คุณก็อยากจะคอยสนับสนุนพวกเขาเหมือนกันครับ”

    พวกนักลืมมีหน้าที่ดูแลการลืม นักลืมพวกนี้เป็นคนงานในความทรงจำระยะยาว ที่คอยสอดส่องดูแลความทรงจำของไรลีย์และกำจัดความทรงจำที่พวกเขามองว่าไม่สำคัญทิ้งไป เช่นชื่อของประธานาธิบดีสหรัฐที่เธอเคยจำได้สมัยเรียนประถม หรือเพลงที่เธอเรียนเปียโนมา (เว้นแต่เพลง “Heart and Soul” และ “Chopsticks”)

    พอลลา พาวด์สโตนและบ็อบบี้ มอยนิฮัน ได้รับการทาบทามให้พากย์เสียง นักลืม

    โลเกชัน โลเกชันและโลเกชัน
    ทีมผู้สร้างล้วงลึกเข้าไปในแดนจินตนาการเพื่อสร้างโลกใหม่ที่ซับซ้อนขึ้นมา

    มันเป็นทั้งพรและคำสาปที่โลกของ “Inside Out” ไม่เหมือนกับสิ่งที่ใครๆ เคยเห็นมาก่อน “การตัดตัวเลือกว่าเราจะจินตนาการโลกใบนี้และอารมณ์พวกนี้ออกมาอย่างไรเป็นเรื่องที่สนุกจริงๆ ครับ” ผู้ควบคุมงานสร้างจอห์น แลสเซ็ทเตอร์กล่าว “แต่มันก็ท้าทายมากๆ ด้วย”

    แม้ว่าความเป็นไปได้จะไร้ที่สิ้นสุด ทีมผู้สร้างก็สามารถตัดตัวเลือกต่างๆ ได้ค่อนข้างเร็ว “หนังเรื่องนี้เกิดขึ้นในความคิด ไม่ใช่สมอง” ผู้กำกับพี ด็อคเตอร์กล่าว “เรามีแนวคิดอย่างเฉพาะเจาะจงมากๆ ตั้งแต่เริ่มต้น เราไม่อยากได้พวกเส้นเลือดหรือเส้นประสาท จิตใจเป็นการเปรียบเปรย เราจินตนาการถึงกระบวนการความคิด ความทรงจำและความรู้สึกของเราครับ”

    ผู้กำกับศิลป์ฝ่ายฉาก แดเนียล ฮอลแลนด์ กล่าวว่า ทีมงานได้ใช้ลักษณะของอวัยวะเป็นข้อมูลอ้างอิง “เราได้แรงบันดาลใจจากรูปทรง ทั้งต่อมไฮโปธาลามัส ต่อมพิทูทารี หรือเซลล์ที่อยู่ใต้กล้องจุลทรรศน์ครับ” เขากล่าว “ทุกอย่างถูกทำให้เป็นภาพล้อเลียนก็จริง แต่เราก็อยากจะเริ่มต้นจากสิ่งที่เมคเซนส์ครับ”

    ทีมงานสร้างต้องคำนึงถึงโลกทั้งสองใบ ซึ่งก็คือโลกแห่งความเป็นจริง ที่ไรลีย์ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต และโลกภายในความคิดเธอ ซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกอารมณ์ “มันเหมือนกับการสร้างหนังสองเรื่องครับ” ผู้ออกแบบงานสร้าง ราล์ฟ เอ็กเกิลสตันกล่าว “ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ อย่างหนึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงส่งผลต่อทุกอย่างในโลกความคิด และในทางกลับกันก็เช่นกันครับ”

    โลกความคิดมีสีสันอิ่มตัวที่สดใส “เรามองมันเหมือนกับมิวสิคัลบรอดเวย์จากยุค 50s ครับ” ด็อคเตอร์บอก “มันมีความรู้สึกของการล้อเลียน ในขณะที่โลกมนุษย์จะมีความสมจริงมากกว่า ไม้จะดูเหมือนไม้ ซีเมนต์เหมือนกับซีเมนต์ และสีก็ดูอิ่มตัวน้อยกว่าน่ะครับ”

    ทีมผู้สร้างได้กำหนดกฎที่เฉพาะเจาะจงสำหรับโลกแต่ละใบเพื่อรองรับมุมกล้อง “มันเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องสร้างสไตล์สองแบบที่โดดเด่นสำหรับกล้องในความคิดและในโลกแห่งความเป็นจริงเพื่อที่ผู้ชมจะสามารถบอกถึงความแตกต่างได้ทันที” ผู้กำกับภาพฝ่ายกล้อง แพทริค ลิน กล่าว “ในโลกความคิด ทุกอย่างเพอร์เฟ็กต์กว่า เลนส์ของเราจะมีความบิดเบี้ยวน้อยลงและการเคลื่อนไหวของกล้องก็จะคล้ายคลึงกับสไตล์ของสตูดิโอยุค 40s ที่มีแทร็คและบูม มันมีความเป็นกลไกมากกว่า ในโลกมนุษย์ เราอยากให้มันให้ความรู้สึกสมจริงมากกว่า ดังนั้น เลนส์ของเราก็เลยจะมีความบิดเบี้ยวมากกว่า และกล้องก็จะมีลุคแบบแฮนด์เฮลด์หรือสเตดิแคมมากกว่าด้วย”

    ทีมงานได้ใช้เทคโนโลยีการบันทึกภาพด้วยกล้องสำหรับโลกมนุษย์ เพื่อให้ได้ลุคแบบสมจริงมากกว่า ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นำเสนอออกมาได้อย่างดีที่สุดในภาพยนตร์ขนาดสั้นของพิกซาร์เรื่อง “The Blue Umbrella” ลินกล่าวว่า “เรามองการกำกับภาพโดยคำนึงถึงหนังเรื่องนั้นเสมอครับ”

    ด็อคเตอร์กล่าวว่าทีมนักออกแบบและนักวาดาพได้นำเสนอแนวทางต่างๆ หลายร้อยแบบผ่านทางภาพวาดนับพันเพื่อพัฒนาเป็นโลเกชันภายในความคิดของไรลีย์และนอกเหนือจากนั้น “ท้ายที่สุดแล้ว ตัวเลือกของเราก็มาจากความรู้สึกมากกว่าเรื่องทางวิทยาศาสตร์ เราเลือกในสิ่งที่เรารู้สึกว่าใช่ ว่าเป็นจริงน่ะครับ”

    การวางแผนผัง

    ศูนย์บัญชาการเป็นศูนย์ควบคุมในความคิดของไรลีย์ ที่ซึ่งอารมณ์ทั้งห้าใช้ชีวิตและทำงาน ด้วยการตรวจตราดูประสบการณ์ในแต่ละวันของไรลีย์และคอยนำทางให้กับเธอ

    “ไอเดียของศูนย์บัญชาการเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกครับ” ด็อคเตอร์กล่าว “เรารู้ว่ามันจะเป็นห้องทำงาน และจะมีแผงควบคุม แต่เราก็ได้ลองพิจารณาหลายแนวทางว่าแผงควบคุมพวกนั้นจะเป็นอะไร ท้ายที่สุด เราตัดสินใจทำให้มันเรียบง่ายเพื่อที่เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าไรลีย์ยังคงเป็นผู้ที่ควบคุมพฤติกรรมของตัวเองครับ”

    เอ็กเกิลสตันกล่าวเสริมว่า “รูปทรงภายในศูนย์บัญชาการมีที่ที่มาจากต่อมไฮโปธาลามัส ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว เป็นศูนย์เชื่อมโยงระบบประสาทครับ”

    เบิร์ท เบอร์รี ผู้กำกับศิลป์ฝ่ายเงา และทีมงานของเขา ได้รับมอบหมายให้ทำให้แน่ใจว่า ศูนย์บัญชาการจะให้ความรู้สึกที่น่าอยู่ “ราล์ฟ [เอ็กเกิลสตัน] และพีท [ด็อคเตอร์] อยากจะให้ศูนย์บัญชาการดูอ่อนโยนและเชิญชวน” เบอร์รีกล่าว “มันก็เลยไม่ค่อยมีพื้นผิวแข็งๆ หรือสะท้อนเงา แต่จะมีการปูพรม การใช้ผ้าและพื้นผิวโปร่งแสง ผนังบางทำจากวัตถุดิบแบบยางนีโอพรีนด้วยครับ”

    ทีมงานลงเงาได้เพิ่มองค์ประกอบที่เงาวับและสะท้อนเงาเพื่อทำให้ทุกอย่างมีสีสันขึ้นเล็กน้อย “ถ้าเราทำให้ทุกอย่างอ่อนโยนและเป็นสีด้านซะทั้งหมด มันก็ไม่มีพื้นที่ไหนให้แสงจับได้หรอกครับ” เบอร์รีกล่าว “เราต้องเติมความหลากหลายเข้าไปบ้างเพื่อทำให้มันดูมีความเคลื่อนไหวครับ”

    ภายในศูนย์บัญชาการเป็นที่ตั้งของชั้นวางของที่เก็บรวบรวมความทรงจำของไรลีย์นับตั้งแต่แรกเกิด ความทรงจำเหล่านั้นเป็นผลึกบอบบางที่สามารถฉายความทรงจำซ้ำได้ เอ็กเกิลสตันกล่าวว่า “ตอนแรก ผมพิจารณาหยดน้ำค้าง แล้วผมก็จินตนาการความทรงจำระยะยาวว่าเป็นเหมือนใยแมงมุมและความทรงจำเป็นเหมือนหยดน้ำค้างบนใยพวกนั้น แต่มันก็กลายเป็นรูปทรงแบบผลึกแก้ว เหมือนปลายของสารสื่อประสาท แล้วเราก็วางภาพเข้าไปภายในผลึกแต่ละอันเพื่อเป็นตัวแทนของความทรงจำ เหมือนวันสนุกๆ บนน้ำแข็งกับพ่อและแม่น่ะครับ”

    ความทรงจำแต่ละครั้งจะมีสีสันตามอารมณ์แต่ละแบบที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ ยกตัวอย่างเช่น วันสนุกๆ บนน้ำแข็งจะมีสีเหลืองของความสุข ที่ชื่นชอบผนังของความทรงจำสีเหลืองที่สุด

    ความทรงจำระยะยาวเป็นพื้นที่เก็บของที่มีเพดานสูงลิบลิ่ว ที่เก็บรวบรวมความทรงจำมากมายของไรลีย์เอาไว้ ความทรงจำระยะยาวมีผู้ดูแลเป็นคนงานในความคิด ซึ่งรวมถึงนักลืม ผู้ประเมินประโยชน์ของความทรงจำแต่ละครั้ง และกำจัดความทรงจำที่ดูไม่สลักสำคัญอีกต่อไปแล้ว

    “ระหว่างวัน” แลสเซ็ทเตอร์กล่าว “ความทรงจำทั้งหมดของคุณจะถูกรวบรวมอยู่ในความทรงจำระยะสั้น แต่พอตกกลางคืน ในตอนที่คุณหลับ ความทรงจำระยะสั้นของคุณจะถูกทิ้งและมีแต่ความทรงจำที่ตราตรึงด้วยอารมณ์เท่านั้นที่ถูกเก็บรักษาไว้ ความทรงจำอื่นๆ จะถูกทิ้งลงไปลานขยะความทรงจำ นั่นคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากนักวิทยาศาสตร์ครับ”

    ในการสร้างลุคของความทรงจำระยะยาว ทีมผู้สร้างได้ค้นคว้าโรงงานผลิตต่างๆ “เรามีความทรงจำนับล้านๆ และก็ไม่แน่ใจว่าเราจะเก็บรักษาและเคลื่อนย้ายมันอย่างไร” ผู้อำนวยการสร้างโจนาส ริเวรากล่าว “เราอยากให้มันให้ความรู้สึกน่าเชื่อ ด้วยน้ำหนัก การเคลื่อนที่และโครงสร้าง เราก็เลยไปเยี่ยมชมโรงงานขนมเจลลี เบลลี และใช้เวลาอยู่ที่โรงงานแปรรูปไข่ด้วยนะครับ”

    ฮอลแลนด์กล่าวว่า การทัวร์โรงงานเจลลี เบลลีเป็นมากกว่าการทัวร์ทั่วๆ ไป “เราต้องแต่งชุด ลงพื้นที่สำรวจ และดูหลายสิ่งหลายอย่าง” เขากล่าว “พวกเขามีเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์อัตโนมัติที่น่าสนใจและผมก็ชื่นชอบการมองสีสันต่างๆ เคลื่อนตัวผ่านท่อ มันเป็นแรงบันดาลใจจริงๆ ครับ”

    ฮอลแลนด์กล่าวว่า โรงงานแปรรูปไข่จะเป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับการขนย้ายลูกบอลความทรงจำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง “ไข่เป็นสิ่งที่บอบบาง แต่สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายถ้าใช้ระบบที่ถูกต้องน่ะครับ”

    โรงงานผลิตฝัน ซึ่งถูกสร้างและมีพนักงานเหมือนกับสตูดิโอฮอลลีวูดเต็มรูปแบบ เป็นที่ที่ความฝัน (และฝันร้าย) ของไรลีย์ ถูกผลิตขึ้น มือเขียนบทไม่เกรงกลัวกับการลองเสี่ยงและบ่อยครั้ง พวกเขาจะยืนอยู่บนเส้นแบ่งของความสมเหตุสมผลเมื่อพวกเขานึกถึงความฝันของไรลีย์

    “มันเป็นซาวน์สเตจขนาดใหญ่ที่มีฉากและอุปกรณ์ประกอบฉากครับ” ด็อคเตอร์ ผู้ได้รับเชิญจากบิล เฮเดอร์ ให้ใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ในการสังเกตการณ์เบื้องหลังของซีรีส์ “Saturday Night Live” “โรงงานผลิตฝันสามารถผลิตทุกอย่างที่มือเขียนบทคิดขึ้นมาได้ ไม่มีอะไรที่เพี้ยนหรือสุดโต่งเกินไป มันเหมือนกับ ‘SNL’ ผสมกับเวทมนตร์ของฮอลลีวูดครับ”

    ในดินแดนจินตนาการ ทุกอย่างมีแต่ความสนุกสนาน แลสเซ็ทเตอร์กล่าว “พีท ด็อคเตอร์และโจนาส ริเวราเป็นสองคนที่คลั่งไคล้ดิสนีย์แลนด์ที่สุดในโลก มันก็เลยเหมือนสวนสนุกมากๆ ครับ”

    มันเป็นไปในลักษณะนี้ คุณชอบเฟรนช์ฟรายมากจนคุณอยากจะสร้างป่าทั้งผืนที่สร้างจากมันไหม? ได้เลย คุณอยากใช้โซฟาล่องลอยอยู่ในห้องนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยลาวาไหลท่วมงั้นหรือ? ยินดีต้อนรับสู่ลาวาแลนด์

    “ดินแดนจินตนาการเป็นที่ที่ความเพ้อฝันหรือฝันกลางวันทุกอย่างของไรลีย์ถูกสร้างขึ้นให้มีขนาดเท่าของจริงและมีชีวิตขึ้นมาครับ” ด็อคเตอร์เล่า “มันเป็นที่ที่คุณไปเล่นได้”

    เช่นเดียวกับสวนสนุกที่ดีทุกแห่ง เครื่องเล่นบางชนิดก็อยู่คงกระพัน ในขณะที่บางชนิดก็ถูกแทนที่ ความเพ้อฝันเรื่องเจ้าหญิงอนุบาลถูกแทนที่ด้วยเครื่องผลิตแฟนหนุ่มในฝัน “ตั้งแต่เริ่มต้น” ด็อคเตอร์กล่าว “เราอยากแสดงให้เห็นถึงไอเดียของการเติบโต ดังนั้น เมื่อเธอโตเกินความเพ้อฝันบางอย่าง พื้นที่ในดินแดนจินตนาการก็จะถูกรื้อถอนครับ”

    สิ่งที่ถูกขังอยู่ภายในจิตใต้สำนึกคือความกลัวที่มืดดำที่สุดของไรลีย์ คิม ไวท์ ผู้กำกับภาพฝ่ายแสง กล่าวว่า การให้แสงในจิตใต้สำนึกเป็นการแสดงความเคารพต่อภาพยนตร์สยองขวัญ “มันมืดและเราก็ใช้สีสันสดใสเยอะแยะ” ไวท์กล่าว “มันเป็นอะไรที่โอเวอร์ไปนิด เพราะเราผลักดันมันจนมันให้ความรู้สึกสยองขวัญหน่อยๆ มันเป็นซีเควนซ์แบบที่คนจะจดจำ”

    ความคิดแอ็บสแทร็ค หนึ่งในสถานที่ที่ท้าทายและโดดเด่นที่สุดในความคิดของไรลีย์ เป็นพื้นที่ที่เปลี่ยนไอเดีย อารมณ์และเพื่อนในจินตนาการให้กลายเป็นเส้นสายและรูปทรงสองมิติ ด็อคเตอร์กล่าวว่า นี่น่าจะเป็นพื้นที่ใหม่ในความคิดของไรลีย์ “ความคิดแอ็บสแทร็คจะพัฒนาขึ้นในช่วงอายุประมาณ 10 ขวบครับ”

    แม้ว่าจะยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง แต่ความคิดแอ็บสแทร็คก็แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของไรลีย์จากเด็กสู่วัยเยาวชน ที่สามารถมองไกลเกินกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอได้

    รถไฟความคิดเป็นรถไฟตะลุยทุกหนทุกแห่งที่สามารถสร้างรางเองได้ โดยรถไฟขบวนนี้จะจัดส่งฝันกลางวัน ไอเดียและความคิดอื่นๆ ไปสู่ศูนย์บัญชาการ นอกจากนี้ รถไฟความคิดยังถูกใช้ขนส่งความทรงจำไปยังพื้นที่ต่างๆ ในความคิดของไรลีย์ด้วย เพียงแต่จำไว้ให้ดีว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ไรลีย์หลับ พนักงานขับรถไฟก็หลับด้วยเหมือนกัน

    นักออกแบบได้ไปศึกษาพิพิธภัณฑ์รถไฟเพื่อพัฒนาลุคของรถไฟความคิด และพวกเขาก็ได้ปรึกษากับแลสเซ็ทเตอร์ ผู้ชื่นชอบรถไฟมานาน และได้เยี่ยมชมคอลเล็กชันส่วนตัวของเขาอีกด้วย

    ด็อคเตอร์กล่าวว่า หมู่เกาะบุคลิกของไรลีย์เดินเครื่องด้วยความทรงจำหลัก ซึ่งเป็นความทรงจำเกี่ยวกับช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในชีวิตของไรลีย์ ด็อคเตอร์กล่าวว่า “หมู่เกาะแห่งนี้เป็นตัวแทนบุคลิกลักษณะของไรลีย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นเดิมพันของความสุขในหนังเรื่องนี้ ความทรงจำหลักเป็นสิ่งที่คุณจะนึกถึงหรือจำได้ตอนที่คุณใกล้จะตาย ความทรงจำสำคัญๆ เหล่านั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้ครับ”

    แต่ละเกาะในหมู่เกาะนี้นำเสนอแง่มุมต่างๆ ของไรลีย์:

    • เกาะฮ็อกกี้

    • เกาะมิตรภาพ

    • เกาะครอบครัว

    • เกาะตัวตลก

    • เกาะความซื่อสัตย์

    เอ็กเกิลสตันกล่าวว่า หมู่เกาะนี้ตั้งอยู่ห่างจากศูนย์บัญชาการประมาณ 7.3 ไมล์ “แต่ละเกาะมีสถานที่สำคัญไม่กี่แห่ง
    ที่ผู้ชมจะต้องสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน” เขาบอก “พวกมันจะใกล้เกินไปก็ไม่ได้ ไม่อย่างนั้น มันจะดูใหญ่เกินไป และมันก็จะไกลเกินไปก็ไม่ได้ ไม่อย่างนั้น มันก็จะเห็นได้ไม่ชัด เรามีเวลาน้อยมากที่จะนำเสนอภาพเหล่านั้นครับ”

    ลานขยะความทรงจำ ที่กว้างขวาง โอ่โถง เป็นพื้นที่รกร้างที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่เลือนรางและถูกหลงลืม จำรหัสเปิดล็อคเกอร์ไม่ได้รึ? รหัสที่ว่าอาจจะอยู่ที่นั่นก็ได้

    มินนิโซตา เป็นบ้านของไรลีย์ อย่างน้อยก็ก่อนที่เธอและครอบครัวจะย้ายไปอีกฟากหนึ่งของประเทศ ที่นั่นเองที่เธอตกหลุมรักฮ็อกกี้และที่ที่เพื่อนทุกคนของเธออาศัยอยู่

    ด็อคเตอร์ ผู้เติบโตในมินนิโซตา รู้สึกว่ามันจะเป็นตัวแทนวัยเด็กที่ดี “แม้กระทั่งในตอนนี้ เมื่อผมกลับไป ผมก็ยังแปลกใจที่สามารถยืนที่ไหนซักแห่ง แล้วมองไม่เห็นอะไรเลยตรงเส้นขอบฟ้า ไม่มีภูเขาหรืออาคารต่างๆ ผุดขึ้นมา แต่น่าแปลกที่ผมรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ใต้โดม มันให้ความรู้สึกปลอดภัย เหมือนได้รับการคุ้มครองน่ะครับ”

    การย้ายบ้านครั้งสำคัญนำมาสู่ฉากที่เต็มไปด้วยรายละเอียดมากมายที่ออกแบบมาเพื่อนำไรลีย์และผู้ชมไปสู่อีกสถานที่หนึ่งที่แตกต่างมากๆ ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายฉาก โรเบิร์ต โมเยอร์กล่าวว่า “ในตอนที่พวกเขาไปจากมินนิโซตา เราเห็นดอกทานตะวัน ทุ่งข้าวสาลี และช็อตสี่แยก ที่ตามมาด้วยช็อตภูเขา ทะเลทรายและมาริน เคาน์ตี้ เราโชว์ภาพสะพานโกลเดน เกท เอ็มบาร์คาเดโรและถนนลอมบาร์ด พอพวกเขาเข้าใกล้บ้านหลังใหม่ เราก็จะเห็นถนนไฮด์ มันเป็นภาพมอนเทจ 13 ช็อตที่นำเสนอโลเกชันที่มีเอกลักษณ์ต่างๆ กันไปครับ”

    สำหรับไรลีย์ และอารมณ์ของเธอ ซานฟรานซิสโกเป็นตัวแทนของสิ่งที่เธอไม่รู้จัก ซึ่งกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาใหญ่โตจากความกลัว ความโกรธ ความรังเกียจและความเศร้า ในขณะที่ความสุขพยายามที่จะทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลาย

    ทีมผู้สร้างเลือกเมืองแห่งนี้ด้วยคุณสมบัติที่มีเอกลักษณ์ของมัน “แทนที่จะทำให้มันเป็น ‘เมืองไหนก็ได้ในอเมริกา’ เราอยากให้มันเฉพาะเจาะจงครับ” ด็อคเตอร์กล่าว “ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่งดงามมาก”

    แต่พวกเขาก็ตั้งใจจะนำเสนอเมืองแห่งนี้จากมุมมองของไรลีย์ อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง “ซานฟรานซิสโกไม่ใช่บ้านสำหรับไรลีย์” เบอร์รีบอก “มันให้ความรู้สึกสกปรกและเสื่อมโทรมนิดๆ เราไม่อยากให้มันดูเก่าแก่เกินไป แต่เราก็อยากให้เมืองนี้ให้ความรู้สึกว่ามีประวัติยาวนานผ่านทางความสกปรกและคราบเกรอะกรังครับ”

    เอ็กเกิลสตันอยากจะนำเสนอสไตล์การลงสีซ้อนทับกันแบบหยาบๆ ของภาพยนตร์อนิเมชันดิสนีย์เรื่อง “101 Dalmatians” ด้วยเท็กซ์เจอร์ในซานฟรานซิสโก “เราไม่อยากจะเลียนแบบหนังเรื่องนั้น” เขาบอก “แต่เราใช้มันเพื่อหาวิธีง่ายๆ ในการเลียนแบบสิ่งที่เราเหไนในเมือง พวกหน้าต่างที่ก่ออิฐ ลายกราฟิตี้ที่ถูกพ่นทับ และสีสันซีดจาง ที่สามารถยกระดับขึ้นได้ด้วยแสงสลัวๆ ที่เราวางแผนจะใส่เข้าไปน่ะครับ”

    คุณจะให้แสงหลอดไฟอย่างไร
    ทีมงานแสงทำให้ความสุขโดดเด้ง และช่วยสร้างลักษณะเด่นให้กับโลกทั้งสอง

    ทีมผู้สร้างกระตือรือร้นในการนำผู้ชมเข้าสู่ความคิดของไรลีย์ หนูน้อยวัย 11 ขวบ ที่พวกเขาได้สร้างโลกใบใหม่ที่ไม่เคยมีใครจินตนาการขึ้นมาก่อน แต่โลกความคิดจะถูกนำเสนอคู่ไปกับโลก “แห่งความเป็นจริง” ภายนอก ซึ่งกลายเป็นความท้าทายเล็กๆ “เราจะต้องหาวิธีช่วยให้ผู้ชมรู้ว่าเมื่อไหร่ที่พวกเขาอยู่ในโลกแต่ละใบค่ะ” ผู้กำกับภาพฝ่ายแสง คิม ไวท์กล่าว “ข้างนอกจิตใจ เราใช้สีที่อิ่มตัวน้อย คอนทราสต์ต่ำ ในขณะที่ลุคภายในความคิดจะอลังการกว่า มันมีสีสันที่อิ่มตัวมากๆ และคอนทราสต์สูง สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้ในทันที ตอนที่หนังตัดสลับไปมา ว่าเราอยู่ในโลกใบไหน”

    แต่ในการสนับสนุนเรื่องราว ไวท์และทีมงานของเธอได้ใช้กฎทั่วๆ ไป ยกตัวอย่างเช่น ตั้งแต่เริ่มต้นเรื่อง ไรลีย์เป็นเด็กมีความสุข ทีมผู้สร้างเลือกที่จะทำให้โลกมนุษย์มีสีสันที่อิ่มตัวขึ้นสำหรับซีเควนซ์เหล่านั้น เกือบจะคล้ายๆ กับโลกความคิด “แล้วพอเธอย้ายไปซานฟรานซิสโก สิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงไป” ไวท์เล่า “สิ่งต่างๆ มันไม่ถูกไม่ควรสำหรับไรลีย์อีกต่อไปแล้ว โลกของเธอเริ่มมีสีสันจืดจางลงไป ในขณะที่โลกความคิดยังคงมีสีสันสดใสเหมือนเดิม มันเป็นความแตกต่างอย่างตั้งใจค่ะ”

    ไวท์กล่าวว่า ทีมงานได้ทำการปรับเปลี่ยนแสงในโลกความคิดในตอนที่โลกของไรลีย์เริ่มพังทลาย โลกความคิดเริ่มมีแสงและสีสันของพายุที่กำลังก่อตัว ความรู้สึกที่ขุ่นมัวและไม่ชอบมาพากลของแสงได้ช่วยขับเน้นเรื่องราว แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ร้ายแรงขึ้นแค่ไหน “แน่นอนว่าเราอยากให้ฉากของเรา ตัวละครของเราและโลกของเราดูมีเสน่ห์” ไวท์กล่าว “แต่เป้าหมายสำคัญอันดับแรกของเราสำหรับหนังทุกเรื่องคือช่วยสนับสนุนเรื่องราวในแบบที่ผู้ชมจะรู้สึกได้ แต่อาจจะไม่เคยตระหนักถึงน่ะค่ะ”

    เธอทำให้ห้องทั้งห้องสว่างไสวจริงๆ

    อย่างไรก็ดี ความท้าทายชิ้นใหญ่ที่สุดสำหรับการให้แสงใน “Inside Out” คือความสุข ผู้มองโลกในแง่ดี ทีมผู้สร้างรู้สึกว่า อารมณ์ที่เป็นตัวแทนของความสุขควรจะทำให้ทั้งห้องสว่างไสวได้จริงๆ ดังนั้น ความสุข ผู้ปรากฏตัวในเกือบจะทุกซีเควนซ์ในโลกความคิด ก็จะเป็นแหล่งกำเนิดแสงได้จริงๆ “ปัญหาก็คือถ้าคุณถ่ายรูปหลอดไฟ” ไวท์บอก “มันก็จะเป็นแค่สิ่งของแบนราบที่ส่องสว่าง มันไม่มีจุดเด่นใดๆ แต่เราอยากให้ใบหน้าของความสุขกลมและมีเสน่ห์ค่ะ”

    แองเจลิค ริสช์ ผู้รับหน้าที่หนึ่งในช่างเทคนิคคนสำคัญของทีมงานแสง ถูกนำตัวมาตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกของการถ่ายทำเพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ ริสช์ได้รับมอบหมายหน้าที่นี้จากผู้ออกแบบงานสร้างราล์ฟ เอ็กเกิลสตันและแผนกศิลป์ “มีสีพาสเทลอันหนึ่งที่ราล์ฟใช้ตั้งแต่เริ่มแรกที่น่าทึ่งมากๆ” เธอบอก “เขาสร้างรัศมีภายในที่สว่างไสวจริงๆ มันสว่างกว่ารัศมีภายนอกของเธอ และด้านหนึ่งเป็นสีชมพู ส่วนอีกด้านเป็นสีขาว มันสวยมากๆ ค่ะ”

    สีพาสเทลนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้ทีมงานใช้โทนสีแทนที่ค่าของสีเพื่อให้ได้รูปร่างของความสุขตามที่พวกเขาต้องการ การใช้สีสัน ซึ่งมั้งสีเหลืองอ่อน สีส้มเข้มหรือแม้กระทั่งสีแดง ส่งผลต่อความสุขในแบบที่การปรับค่าของสีมักจะส่งผลต่อตัวละครตามปกติ

    การที่ความสุขเป็นแหล่งกำเนิดแสงนำมาซึ่งความท้าทายบางอย่างที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่ “Inside Out” กลายเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ใช้แสงเรขาคณิต ริสช์กล่าวว่า “แทนที่จะใช้แสงตรงๆ หรือผลึกแสง เราได้นำชิ้นส่วนเรขาคณิตมาเปลี่ยนให้กลายเป็นแหล่งกำเนิดแสง ดังนั้น ในกรณีนี้ ความสุขก็จะเป็นแสงจริงๆ ค่ะ แล้วเราก็ได้แสงตามธรรมชาติ คือถ้าเธอแตะกระดาษ ตรงที่เธอแตะก็จะส่องสว่างขึ้นมา”

    สิ่งที่น่าสนใจคือความสุขไม่มีเงา ริสช์กล่าวว่า “เราคิดวิธีที่ต่างออกไปให้กับเธอ อามณ์อื่นๆ จะรับแสงแบบที่ตัวละครปกติตัวอื่นๆ เป็นกัน นั่นคือจะมีแสงหลักจากฉาก แล้วก็เสริมแสงพิเศษสำหรับรัศมีและปริมาตรของพวกเขา แต่ความสุขมีกลไกของตัวเอง เธอก็เลยเป็นคนที่สาดแสงใส่พวกเขา เธอไม่ได้รับแสง เช่นจากหน้าจอในศูนย์บัญชาการ แหล่งกำเนิดแสงอื่นๆ ไม่ได้ส่งผลต่อเธอเพราะเธอเป็นแหล่งกำเนิดแสงที่สว่างไสวที่สุดค่ะ”

    “แต่สิ่งที่ฉันชอบจริงๆ คือตอนที่เธอใช้เวลาอยู่กับตัวละครตัวอื่นๆ อย่างความเศร้า” ริสช์กล่าวต่อ “เราสามารถให้รัศมีของเธอส่องไปที่ความเศร้า เพื่อบ่งบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์นั้นได้”

    เช่นเดียวกับแก้วแชมเปญดีๆ ความสุขเองก็มีประกายชีวิตชีวา ภายใต้อนุภาคที่ก่อตัวขึ้นเป็นอารมณ์คือพื้นผิวของร่างกาย “เราใช้การลงเงากับพื้นผิวของเธอเพื่อสร้างลุคที่เปล่งประกายนั่น” ริสช์บอก “นอกจากนี้ เรายังได้หาเครื่องมือและการใช้แสง เพื่อที่ทีมให้แสงจะได้ทำงานกับความสุขเวอร์ชันพื้นผิวแข็งๆ และเวอร์ชันมีปริมาตรได้ มันจะทำให้การให้แสงเธอเป็นไปได้เร็วขึ้นน่ะค่ะ”

    ความสะเทือนอารมณ์

    ความสุขไม่ใช่อารมณ์เดียวที่มีรัศมี

    • ความเศร้ามีรัศมีสีฟ้าของตัวเอง ซึ่งอาจจะไม่สว่างเท่ากับรัศมีของความสุข แต่มันก็พิเศษสุดไม่แพ้กัน ริสช์กล่าว

    • ความรังเกียจและความกลัวก็มีรัศมี แต่ไม่สว่างเท่า และผมเส้นเดียวของความกลัวก็มีแสงของตัวเองเหมือนกัน

    • ความกลัวไม่มีรัศมี แต่เขาจะมีไฟลุกโชนในตอนที่เขาโกรธจริงๆ

    การเปิดดนตรีใน “INSIDE OUT”
    ไมเคิล จิอัคคิโน สร้างดนตรีที่บาดลึกถึงจิตใจ

    “Inside Out” ต้องอาศัยซาวน์แทร็คที่จะสามารถบันทึกอารมณ์ของเรื่องราวได้ และผู้กำกับพีท ด็อคเตอร์ก็รู้ว่าใครที่สามารถทำได้ “ไมเคิล จิอัคคิโนมีทั้งพรสวรรค์และความสามารถ และเขาก็เป็นคนที่ให้ความร่วมมืออย่างวิเศษสุดด้วยครับ”

    จิอัคคิโนเคยร่วมงานกับด็อคเตอร์มาก่อนใน “Up” (ที่ได้รับอคาเดมี อวอร์ดสาขาดนตรีประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยม) และเคยฝากผลงานมาแล้วในภาพยนตร์ดิสนีย์/พิกซาร์เรื่อง “Cars 2,” “Ratatouille” และ “The Incredibles” แต่ตัวผู้ประพันธ์เพลงเองก็บอกว่า “Inside Out” ต่างออกไป “พีท [ด็อคเตอร์] อยากให้ดนตรีของเรื่องให้ความรู้สึกเหมือนมันออกมาจากข้างใน จากความนึกคิดน่ะครับ” จิอัคคิโนกล่าว “เราต้องการสิ่งที่สร้างบรรยากาศ ที่ไม่เหมือนกับดนตรีประกอบภาพยนตร์ทั่วๆ ไปครับ”

    เขากล่าวว่า เป้าหมายของดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ก็สอดคล้องไปกับเป้าหมายของภาพยนตร์เรื่องนี้เช่นกัน “มันจะต้องให้ความรู้สึกสะเทือนอารมณ์” จิอัคคิโนกล่าว “ผมไม่แน่ใจว่าผมอยากให้มันมีเสียงออกมายังไง แต่ผมรู้ว่าผมอยากให้มันให้ความรู้สึกยังไง หนังเรื่องนี้มีความเป็นส่วนตัวครับ”

    เช่นเดียวกับด็อคเตอร์ จิอัคคิโนก็มีลูกสาววัยรุ่นเช่นกัน เขาได้เตรียมดนตรี 12 นาทีที่ถ่ายทอดถึงความสนิทสนมนั้นออกมา ภายในช่วงเวลา 12 นาทีนั้นคือเมโลดี้ที่เรียบง่ายแต่เป็นอมตะที่ทำให้เขานึกถึงความสุขมากที่สุด สำหรับความเศร้า เขาใช้เครื่องดนตรีอย่างเบสคลาริเน็ตหรือทูบา หรือไม่ก็เปียโนสำหรับช่วงเวลาที่สะเทือนอารมณ์เป็นพิเศษ “เธอไม่ได้ถูกจำกัดแค่เครื่องดนตรีชนิดเดียว” จิอัคคิโนบอก “อารมณ์อื่นๆ ก็ด้วย ความรู้สึกไม่ใช่เรื่องของโน้ตตัวเดียว แต่มันมีมิติและความลึกซึ้งครับ”

    ดนตรีประกอบเรื่องถูกบันทึกเสียงด้วยวงออร์เคสตราเครื่องดนตรี 70 ชิ้น ที่มีออร์แกนและส่วนของจังหวะที่ประกอบไปด้วยกลองและกีตาร์ “เมื่อมองแบบออร์เคสตรา มันก็แปลกนิดๆ แต่มันเข้ากันได้พอดิบพอดีเลยครับ” จิอัคคิโนกล่าว

    ผู้กำกับและผู้ประพันธ์เพลงได้คุยกันถึงเรื่องดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งแรกที่ไซต์ก่อสร้าง ที่ซึ่งด็อคเตอร์กำลังสร้างบ้านขึ้นมา “มันมีชิ้นส่วนโลหะเต็มไปหมดที่ไซต์ และลูกชายผมก็ถามว่าเราจะเอาพวกมันกลับบ้านได้มั้ย” จิอัคคิโนเล่า “เราเริ่มตีมันด้วยวัตถุต่างๆ และพบว่ามันมีเสียงที่เพราะดี เราก็เลยใช้มันในดนตรีประกอบเรื่องด้วย นักดนตรีในส่วนของเพอร์คัสชันเล่นโดยใช้แท่งเหล็กเล็กๆ คุณจะได้ยินมันในคิวแรก หลังจากที่ลูกบอลความทรงจำร่วงลงมาน่ะครับ”

    นอกจากนั้น จิอัคคิโนยังทดลองเล่นกับแบบหล่อโลหะขนาดใหญ่ที่ใช้ทำเครื่องหว่านเมล็ดด้วย “ในตอนที่คุณตีมัน มันก็จะดังกังวานอย่างวิเศษสุด เราบันทึกเสียงนั้นและลองเล่นมันแบบกลับหลังดู ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนความทรงจำกำลังย้อนกลับมา เราได้ทดลองอะไรสนุกๆ มากมายเบื้องหลังฉากเพื่อเพิ่มเท็กซ์เจอร์ให้กับดนตรีของเรื่องครับ”

    “ผมสนุกมากกับการแต่งดนตรีเรื่องนี้” จิอัคคิโนกล่าวต่อ “มันมีส่วนที่ออกไปทางแจ๊สยุค 30s ที่เราแต่งสำหรับพวกนักลืม และเราก็นำเสนอธีมสยองขวัญคลาสสิกในจิตใต้สำนึก หนังเรื่องนี้มีดนตรีที่หลากหลายจริงๆ แต่สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดคือการที่เราไม่ลืมว่ามันเป็นเรื่องราวสะเทือนอารมณ์ที่กำลังได้รับการถ่ายทอดน่ะครับ”

    ประวัติทีมนักพากย์

    เอมี โพห์เลอร์ (ความสุข)

    เป็นหนึ่งในนักแสดงที่มากความสามารถและเป็นที่ต้องการตัวสูงสุดในฮอลลีวูด เธออาจเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการแสดงนำในซีรีส์คอเดมีเอ็นบีซีที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีเรื่อง “Parks and Recreation” ซึ่งเริ่มออกอากาศซีซันที่เจ็ด ซึ่งเป็นซีซันสุดท้ายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2015 การแสดงในบทเลสลีย์ โน้ปของเธอทำให้เธอได้รับรางวัลลูกโลกทองคำปี 2014 สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในซีรีส์มิวสิคัลหรือคอเมดี ได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในซีรีส์คอเมดีจากเวทีอเมริกัน คอเมดี อวอร์ดปี 2014 และรางวัลเกรซี อวอร์ดปี 2013 ผลงานของเธอในซีรีส์เรื่องดังกล่าวทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงห้ารางวัลเอ็มมี สองรางวัลลูกโลกทองคำและสองรางวัลแซ็ก อวอร์ด

    โพห์เลอร์ได้กลับมาทำหน้าที่พิธีกรร่วมการประกาศผลรางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 72 เป็นครั้งที่สามและครั้งสุดท้าย ซึ่งบทบาทนี้ทำให้เธอได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมอย่างมาก นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้อำนวยการสร้างและเป็นพิธีกรรายการออนไลน์ที่ได้รับรางวัล “Smart Girls at the Party” ซึ่งนำเสนอเด็กสาวที่ “เปลี่ยนแปลงโลกด้วยการเป็นตัวของตัวเอง” หนังสือเล่มแรกของเธอ “Yes Please” ได้รับการตีพิมพ์ในเดือนตุลาคม ปี 2014 และเปิดตัวที่อันดับหนึ่งในลิสต์เบสต์เซลเลอร์ของนิวยอร์ก ไทม์

    เธอจะได้แสดงประกบทีนา เฟย์ในคอเมดียูนิเวอร์แซลเรื่อง “Sisters” ผลงานภาพยนตร์ล่าสุดของเธอ “They Came Together” เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ในเดือนมกราคม ปี 2014 ในปี 2013 เธอได้แสดงประกบอดัม สก็อตในภาพยนตร์เรื่อง “A.C.O.D.” ได้พากย์เสียง เจนนี ในภาพยนตร์อนิเมชันคอเมดีเรื่อง “Free Birds” และได้แสดงประกบโอเวน วิลสันและแซ็ค กาลิฟิอานาคิสในภาพยนตร์เรื่อง “Are You Here” ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอรวมถึง “Baby Mama,” “Blades of Glory,” “Mean Girls” และ “Wet Hot American Summer” ซึ่งเรื่องหลังนี้จะกลับมาฉายเป็นซีรีส์ทางเน็ตฟลิกซ์ในซัมเมอร์ปีนี้ นอกจากนั้น เธอยังได้พากย์เสียงในภาพยนตร์เรื่อง “Alvin and the Chipmunks: The Squeakquel,” “Monsters vs. Aliens,” “Horton Hears a Who!” และภาพยนตร์ยอดนิยมเรื่อง “Shrek the Third” อีกด้วย

    เธอได้แสดงบทบาทที่น่าจดจำในซีรีส์จอแก้วหลายเรื่องตั้งแต่ “Arrested Development” และ “Wonder Showzen” ไปจนถึง “Undeclared” นอกจากนี้ เธอยังได้พากย์เสียงในซีรีส์ “O’Grady” และ “The Simpsons” อีกด้วย โพห์เลอร์แบ่งเวลาอยู่ที่นิวยอร์กและลอสแองเจลิส

    ฟิลลิส สมิธ (ความเศร้า)

    เป็นชาวเซนต์หลุยส์ และเป็นหนึ่งในทีมนักแสดงของซีรีส์ยอดนิยมทางเอ็นบีซีเรื่อง “The Office”

    เธอเริ่มต้นทำงานในวงการบันเทิงด้วยการทำงงานกับเอเจนซีคัดเลือกนักแสดงที่มีลูกค้าอย่างซีรีส์ “Curb Your Enthusiasm,” “Arrested Development,” “Spin City” และตอนไพล็อตของซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง “The Office”

    เธอได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง “Bad Teacher,” “Butter” และ “Alvin and the Chipmunks 3: Chipwrecked” ผลงานอื่นๆ ของเธอรวมถึง “Arrested Development,” ภาพยนตร์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง “The 40-Year-Old Virgin” และภาพยนตร์อินดีเรื่อง “I Want Someone to Eat Cheese With”

    สมิธเคยเป็นเชียร์ลีดเดอร์ของเซนต์หลุยส์ คาร์ดินัลส์มาก่อน เธอได้รับทุนการศึกษาด้านการเต้นจากมหาวิทยาลัยแคนซัสและมหาวิทยาลัยทัลซา เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาการศึกษาปฐมวัยจากมหาวิทยาลัยมิสซูรี รัฐเซนต์หลุยส์ นอกจากนี้ เธอยังเป็นนักเต้นบัลเลต์ของคณะเซนต์หลุยส์ ซิวิค บัลเลต์และเซนต์หลุยส์ แดนซ์ เธียเตอร์ รวมทั้งยังเป็นนักเต้นแจ๊สอาชีพภายใต้ราอูล แอพเพลอีกด้วย เธอเข้าศึกษาที่คลีฟแลนด์ ไฮสคูล

    ริชาร์ด คายด์ (บิง บอง)

    ผู้ได้รับรางวัลดรามา เดสก์ อวอร์ดและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโทนีจากละครบรอดเวย์ยอดนิยมเรื่อง “The Big Knife” เป็นนักแสดงจอแก้ว จอเงินและละครเวที ที่เดินหน้าสร้างคำนิยามใหม่ให้กับคำว่า “นักแสดงสมทบ” อย่างไม่หยุดยั้ง

    คายด์ได้แสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปี 2013 เรื่อง “Argo” และ “Obvious Child” รวมไปถึงเซ็กเมนต์ “10×10” ของนีล ลาบู๊ท เขาได้แสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง “The Hereafter” ที่กำกับโดยคลินท์ อีสต์วู้ด การแสดงบทลุงอาร์เธอร์ของเขาใน “A Serious Man” ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากทั่วโลก ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึง “The Visitor” และ “The Station Agent” รวมถึงการพากย์เสียงในภาพยนตร์ดิสนีย์/พิกซาร์เรื่อง “A Bug’s Life” และ “Cars”

    บิลล์ เฮเดอร์ (ความกลัว)

    นักแสดง มือเขียนบท นักแสดงตลก ผู้อำนวยการสร้าง กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงตลกที่เป็นที่ต้องการตัวสูงสุดในฮอลลีวูด ในปี 2013 เขาเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำซีซันที่แปด ซึ่งเป็นซีซันสุดท้ายของเขาในฐานะหนึ่งในทีมนักแสดงซีรีส์คอเมดีที่โด่งดังทางเอ็นบีซี “Saturday Night Live” เฮเดอร์เดิมมาจากทัลซา รัฐโอกลาโฮมา เขาได้สร้างความประทับใจจากการได้ออกรายการ “SNL” ในปี 2005 ด้วยการเลียนแบบคนดังทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น อัล ปาชิโนและวินเซนต์ ไพรซ์ เฮเดอร์ ผู้ได้รับการยกย่องจากนิตยสารนิวยอร์ก ในฐานะ “อาวุธลับใหม่ของ SNL เฮเดอร์ได้นำเสนอการลอกเลียนแบบและการเสียดสีด้วยความชำนาญอย่างยิ่งยวด” ในปี 2012 เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในซีรีส์คอเมดีจากผลงานของเขาในซีรีส์ดังกล่าว ในปี 2013 เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีในสาขาเดียวกัน

    เฮเดอร์ได้ร่วมแสดงกับเอมี ชูเมอร์ในภาพยนตร์คอเดมีที่กำกับโดยจั๊ดด์ อพาโทว์ของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สเรื่อง “Trainwreck” ซึ่งเปิดตัวท่ามกลางเสียงวิจารณ์ชื่นชมในงานเทศกาลภาพยนตร์เซาธ์บายเซาธ์เวสต์ปี 2015 ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 17 กรกฎาคม เขาจะได้พากย์เสียงภาพยนตร์โดยโซนี พิคเจอร์สเรื่อง “Angry Birds” อนิเมชันที่สร้างจากเกมมือถือชื่อดัง นอกจากนี้ เขายังได้เซ็นสัญญาแสดงในภาพยนตร์โดยสตีเวน สปีลเบิร์ก ที่ดัดแปลงจากนิยายคลาสสิกของโรอัลด์ ดัห์ลเรื่อง “The BFG” อีกด้วย ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องมีกำหนดเข้าฉายในปี 2016

    เฮเดอร์เป็นอดีตนักแสดงจากเซคคันด์ ซิตี้ ลอสแองเจลิส เขาใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิสกับภรรยา แม็กกี้ แครีย์ คนทำงานเบื้องหลัง และลูกสาวสามคนของพวกเขา

    ลูอิส แบล็ค (ความโกรธ)

    ผู้เป็นที่รู้จักในฐานะราชันย์จอมพล่าม ใช้การตะโกนสุดฮาและการชี้นิ้วตามสไตล์ของเขาในการจัดการทุกอย่างและทุกคนที่ทำให้เขาหงุดหงิด ความเก่งกาจในการแสดงตลกของเขาอยู่ตรงความสามารถในการทำให้ผู้ชมหัวเราะความน่าขันของชีวิต ด้วยหัวข้อที่รวมถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน สื่อสังคม การเมือง และอื่นๆ ที่เปิดโปงการตีสองหน้าและความบ้าคลั่งที่เขามองเห็นในโลกใบนี้

    แบล็คได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมในฐานะนักแสดงสแตนด์อัพ นักแสดงและนักเขียน เขาเคยแสดงต่อหน้าผู้ชมทั่วทั้งยุโรป นิวซีแลนด์ แคนาดาและอเมริกามาแล้ว ในปี 2012 เขาได้แสดงในโชว์ที่บัตรขายหมดเกลี้ยงแปดครั้งที่โรงละครริชาร์ด ร็อดเจอร์ส เธียเตอร์ในบรอดเวย์

    เขาใช้ชีวิตอยู่ในทั้งแมนฮัตตันและชาเปล ฮิล รัฐนอร์ธแครอไลนา เขายังคงภักดีกับสถาบันการศึกษาเก่าของตัวเอง โดยเขาได้ร่วมงานกับนักศึกษายูเอ็นซี เพื่อจัดเทศกาลคอเมดีแครอไลนา ซึ่งเป็นเทศกาลประจำปีในรั้วมหาวิทยาลัยยูเอ็นซี ที่นำเสนอการแสดงและจัดเวิร์คช็อปและการบรยายให้กับนักแสดงตลก มือเขียนบทและนักแสดงหน้าใหม่ แบล็คยังคงทุ่มเทให้กับการศึกษาและงานศิลปะผ่านทางการมีส่วนเกี่ยวข้องกับยูเอ็นซี เขายังคงทัวร์แสดงอย่างต่อเนื่องในทุกปี และช่วยกระตุ้นให้เกิดการปลดปล่อยความโกรธและความผิดหวังสำหรับผู้ชมของเขา ในเวลาว่าง แบล็คชื่นชอบการเล่นกอล์ฟ แม้ว่ากอล์ฟจะเกลียดเขาก็ตาม

    มินดี้ คาลิง (ความรังเกียจ)

    เป็นนักแสดง นักเขียน ผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับ ปัจจุบัน เธอได้แสดงในซีรีส์คอเมดีทางฟ็อกซ์เรื่อง “The Mindy Project” ซึ่งเธอเขียนบทและควบคุมงานสร้างด้วย ซีรีส์นี้เล่าเรื่องของดร.มินดี้ ลาฮิรี สูตินารีแพทย์ผู้ประสบความสำเร็จ ผู้ซึ่งความรักในเรื่องโรแมนติกคอเมดีกำลังทำให้ชีวิตส่วนตัวของเธอดิ่งลงเหว ในปี 2013 ซีรีส์นี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์มือเขียนบทสาขาซีรีส์ใหม่ ในปี 2014 คาลิงและซีรีส์นี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์โทรทัศน์จากความสำเร็จส่วนบุคคลในคอเมดีและความสำเร็จยอดเยี่ยมในคอเมดี ตามลำดับ นอกจากนี้ เธอยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็นเอเอซีพี อิเมจ อวอร์ดจากการแสดงของเธอในซีรีส์นี้ในปี 2014 อีกด้วย

    ก่อนหน้า “The Mindy Project” คาลิงเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากผลงานของเธอในซีรีส์ดังที่ได้รับรางวัลเอ็มมี อวอร์ดทางเอ็นบีซีเรื่อง “The Office” นอกเหนือจากการกำกับ อำนวยการสร้างและรับบทเคลลี คาปูร์ ผู้คลั่งไคล้ดาราแล้ว คาลิงยังได้เขียนบท 18 เอพิโซดของซีรีส์นี้ รวมถึงเอพิโซด “Niagra” ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีอีกด้วย

    คาลิงเปิดตัวในโลกภาพยนตร์ด้วยบทหญิงสาวที่พอล รัดด์หมายปองในภาพยนตร์โดยจั๊ดด์ อพาโทว์เรื่อง “The 40-Year-Old Virgin” ล่าสุด เธอได้แสดงประกบนาตาลี พอร์ทแมนและแอชตัน คุทเชอร์ภาพยนตร์เรื่อง “No Strings Attached” และประกบเจสัน ซีเกลและเอมิลี บลันท์ใน “The Five-Year Engagement” นอกจากนั้น เธอยังได้พากย์เสียงภาพยนตร์อนิเมชันคอเมดีบล็อกบัสเตอร์เรื่อง “Despicable Me” และ “Wreck-It Ralph” อีกด้วย ล่าสุด เธอได้แสดงประกบเจมส์ ฟรังโก้และเซธ โรแกนในภาพยนตร์เรื่อง “This Is the End”

    นอกเหนือจากงานจอแก้วและจอเงินแล้ว คาลิงยังเป็นผู้เขียนอนุทินตลกในชื่อ “Is Everyone Hanging Out Without Me? (and Other Concerns)” ซึ่งยังคงติดลิสต์เบสต์เซลเลอร์ของนิวยอร์ก ไทม์และยูเอสเอ ทูเดย์อีกด้วย ปัจจุบัน เธอกำลังอยู่ระหว่างเขียนอนุทินเล่มที่สองในชื่อ “Why Not Me?” ที่มีกำหนดวางจำหน่ายในฤดูใบไม้ร่วงปี 2015

    เคทลิน ดิแอส (ไรลีย์)

    เป็นนักแสดงละครเวทีและภาพยนตร์มากความสามารถ ตอนอายุ 5 ขวบ เธอเริ่มร้องเพลงและแสดงในละครโรงเรียนและโบสถ์ ตอนนั้นเองที่เธอได้พบว่าการแสดงเป็นสิ่งที่เธอรัก และมันก็ยังคงเป็นแบบนั้นเรื่อยมา

    ดิแอสเกิดและเติบโตขึ้นทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย เธอได้เซ็นสัญญากับเอเจนท์ในท้องถิ่นและเริ่มทำงานในโฆษณา การพากย์เสียงและภาพยนตร์อินดี

    ในเวลาว่าง เธอชอบฟังเพลง ร้องเพลง อ่านหนังสือและใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนๆ

    ไดแอน เลน (แม่)

    หลังจากได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ด, รางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลออสการ์จากผลงานของเธอ ก็ได้แสดงในละครเวทีใหม่ของบาธชีบา โดแรนเรื่อง “The Mystery of Love and Sex” โปรดักชันของลินคอล์น เซ็นเตอร์ ที่กำกับโดยแซม โกลด์ เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งเสร็จจากการถ่ายทำภาพยนตร์ใหม่โดยเจย์ โร้คเรื่อง “Trumbo” ประกบไบรอัน แครนสตัน และกลับมารับบท มาร์ธา เคนท์อีกครั้งในซีเควลซูเปอร์แมนโดยแซ็ค สไนเดอร์ในชื่อ “Batman v Superman: The Dawn of Justice” ในปี 2012 เลนได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากการแสดงของเธอในละครโดยเทนเนสซี วิลเลียมส์เรื่อง “Sweet Bird of Youth”ที่โรงละครกู๊ดแมน เธียเตอร์ในชิคาโก้ ก่อนหน้านี้ เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี, รางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลแซ็ก อวอร์ดจากการแสดงนำในภาพยนตร์เอชบีโอที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมเรื่อง “Cinema Verite” ที่ร่วมแสดงโดยเจมส์ แกนดอลฟินีและทิม ร็อบบินส์ นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงประกบจอห์น มัลโควิชในภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง “Secretariat” ที่กำกับโดยแรนดัลล์ วอลเลซอีกด้วย หลังจากนี้ เธอจะได้แสดงในภาพยนตร์เรื่องแรกของนักสารคดีชื่อดังเอมี เบิร์กเรื่อง “Every Secret Thing” ภายใต้การอำนวยการสร้างของฟรานซิส แม็คดอร์มานด์

    เลนได้รับการยกย่องให้เป็นนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี 2002 โดยสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์นิวยอร์กและสมาคมนักวิจารณ์แห่งชาติและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดจากบทภรรยานอกใจในภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมโดยเอเดรียน ไลน์เรื่อง “Unfaithful” ผลงานภาพยนตร์มากมายของเธอรวมถึงภาพยนตร์สี่เรื่องที่เธอได้ร่วมงานกับฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา รวมถึงภาพยนตร์โดยจอร์จ ซี. วูลฟ์เรื่อง “Nights in Rodanthe” ประกบริชาร์ด เกียร์, ภาพยนตร์ยุค 50s โดยอัลเลน โคลเตอร์เรื่อง “Hollywoodland” ประกบเบน เอฟเฟล็คและเอเดรียน โบรดี้, คอเมดีเรื่อง “Must Love Dogs” ประกบจอห์น คูแซ็คและคริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์และดรามาเรื่อง “A Walk on the Moon” ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ด นอกจากนี้ ผลงานของเธอยังรวมถึงโรแมนติกคอเมดีโดยออเดรย์ เวลส์เรื่อง “Under the Tuscan Sun” ที่ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ, ภาพยนตร์แอ็กชันโดยวูลฟ์กัง ปีเตอร์สันเรื่อง “The Perfect Storm” ประกบมาร์ค วอห์ลเบิร์กและจอร์จ คลูนีย์, ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากอนุทินวัยเด็กของวิลลีย์ มอร์ริสเรื่อง “My Dog Skip,” บทนักแสดงหญิงพอลเล็ต ก็อดดาร์ดใน “Chaplin” สำหรับผู้กำกับเซอร์ริชาร์ด แอทเทนโบโรห์และภาพยนตร์ซูเปอร์แมนโดยแซ็ค สไนเดอร์เรื่อง “Man of Steel”

    งานการกุศลของเลนระยะหลังนี้รวมถึงไฮเฟอร์ อินเตอร์เนชันแนล, โอเชียนาและฮาล์ฟ เดอะ สกาย มูฟเมนต์

    ไคล์ แม็คลัคแลน (พ่อ)

    เป็นนักแสดงผู้ใส่เสน่ห์เหลือล้นและความพิลึกพิลั่นเข้าไปในบทบาทที่น่าจดจำมากที่สุดหลายบททั้งบนจอแก้วและจอเงิน

    ล่าสุด เขาได้แสดงในซีซันที่หกของซีรีส์ “The Good Wife” เขากลับมารับบททนายความนิสัยพิลึก จอช เพร็อตติ ผู้เคยสะดุดตาทัสซิโอนีมาแล้ว ปัจจุบัน เขาได้แสดงในซีซันที่สองของซีรีส์เอบีซีเรื่อง “Marvel’s Agents of S.H.I.E.L.D.” ในเอพิโซดล่าสุด มีการเปิดเผยว่าเขาคือคาลวิน ซาโบ หรือวายร้ายตัวเอ้ มิสเตอร์ไฮด์นั่นเอง

    แม็คลัคแลนได้แสดงในซีรีส์ดรามาทางเอ็นบีซีเรื่อง “Believe” ที่อำนวยการสร้างโดยเจ.เจ. อับรามส์ ซีรีส์นี้โฟกัสไปที่ความสัมพันธ์เหลือเชื่อระหว่างเด็กสาวพรสวรรค์และชายผู้ออกจากคุก ผู้ได้รับมอบหมายให้คุ้มครองเธอ เขารับบทสโครัส มหาเศรษฐีลึกลับ ผู้ไม่เปิดเผยวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของเขา

    แม็คลัคแลนกลับมารับบทรับเชิญของเขาในบทสารวัตรในซีรีส์ “How I Met Your Mother” อีกครั้งหนึ่ง เดิมที ตัวละครของเขาได้ปรากฏตัวในซีซันหกเป็นเวลาสามเอพิโซด สารวัตรผู้นี้เป็นสามีของโซอี้ (เจนนิเฟอร์ มอร์ริสัน) ผู้ที่เท็ด (จอช แร็ดเนอร์) หลงรัก บทนี้มีเค้าโครงจากฮีโรซิทคอมยุคเริ่มแรกบางคนของแม็คลัคแลน เช่นเธิร์สตัน โฮเวลล์ ที่สามและเจโธร โบดิน

    เขาชื่นชอบการบ่มไวน์ และเขาก็ร่วมมือกับอีริค ดันแฮมจากดันแฮม เซลลาร์ส ผลิตไวน์ของตัวเองในชื่อ เพอร์ซูด์ บาย อะ แบร์ โดยไวน์นี้เป็นคาเบอร์เน็ตที่ผลิตจากองุ่นที่ปลูกในและรอบๆ วอชิงตัน ซึ่งเป็นรัฐบ้านเกิดของแม็คลัคแลน เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้ผลิตไวน์ชนิดที่สองในชื่อ เบบี้ แบร์ ไวน์ไซราห์ที่ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ลูกชายของเขา แคลลัม ผู้เกิดในปี 2008 ซึ่งเป็นปีที่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรก

    แม็คลัคแลนแบ่งเวลากับการอยู่ที่ลอสแองเจลิสและนิวยอร์ก กับภรรยา เดสิรีและลูกชาย แคลลัม

    ประวัติทีมผู้สร้าง

    พีท ด็อคเตอร์ (กำกับโดย/เรื่องราวดั้งเดิมโดย/บทภาพยนตร์โดย

    เป็นผู้กำกับรางวัลออสการ์จาก “Monsters, Inc.,” และ “Up” และดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายครีเอทีฟที่พิกซาร์ อนิเมชัน สตูดิโอส์

    ด็อคเตอร์ ผู้เริ่มทำงานกับพิกซาร์ในปี 1990 ในตำแหน่งอนิเมเตอร์ลำดับที่สามของสตูดิโอ ได้ร่วมมือกับจอห์น แลสเซ็ทเตอร์และแอนดรูว์ สแตนตัน ในการพัฒนาเรื่องราวและตัวละครสำหรับ “Toy Story” ภาพยนตร์อนิเมชันขนาดยาวเรื่องแรกของพิกซาร์ ซึ่งเขารับหน้าที่ซูเปอร์ไวซิง อนิเมเตอร์ด้วยเช่นกัน เขาทำหน้าที่นักวาดภาพสตอรีบอร์ดในภาพยนตร์เรื่อง “A Bug’s Life” และได้เขียนทรีทเมนต์เรื่องราวเบื้องต้นสำหรับทั้ง “Toy Story 2” และ “WALL•E” นอกจากนี้ เขายังได้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง “Brave” และ “Monsters University” อีกด้วย

    ความสนใจของด็อคเตอร์ในเรื่องอนิเมชันเริ่มต้นตอนอายุ 8 ขวบเมื่อเขาสร้างหนังสือฟลิปบุ๊คเล่มแรกของตัวเอง เขาได้ศึกษาเรื่องอนิเมชันตัวละครที่แคลิฟอร์เนีย อินสติติวท์ ออฟ ดิ อาร์ท (แคลอาร์ท) ในวาเลนเซีย รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ซึ่งเขาได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ขนาดสั้นหลายเรื่อง ซึ่งเรื่องหนึ่งได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดนักศึกษา นับตั้งแต่นั้นมา ภาพยนตร์เหล่านั้นก็ได้เข้าฉายในเทศกาลอนิเมชันทั่วโลก และได้ถูกรวมอยู่ใน “Pixar Short Films Collection Volume 2” ด้วย หลังจากเข้าทำงานที่พิกซาร์ เขาก็ได้สร้างอนิเมชันและกำกับโฆษณาหลายชิ้น และได้รับการเสนอชื่อชิงหกรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ซึ่งรวมถึงการได้รับรางวัลภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยมจาก “Up” การได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยมจาก “Monsters, Inc.” และการได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมจาก “Up” และ “WALL•E”

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *