It | โผล่จากนรก

It | โผล่จากนรก

  • Genres:Drama, Horror
    Running Time: 135 min
    Release Date:September.05,2017 (Los Angeles, California) (premiere)
    MPAA Rating:R for violence/horror, bloody images, and for language
    Distributors:New Line Cinema, KatzSmith Productions, Lin Pictures
    Starring: Bill Skarsgård, Jaeden Lieberher, Finn Wolfhard
    Directed by:Andy Muschietti

    “IT” ภาพยนตร์สยองขวัญเขย่าขวัญเรื่องใหม่จาก New Line Cinema กำกับโดยแอนดี มุสเชตติ (“Mama”) โดยนำเค้าโครงมาจากนวนิยายยอดนิยมชื่อเดียวกันของสตีเฟน คิง ซึ่งสร้างความสะพรึงกลัวให้ผู้อ่านมานานหลายทศวรรษ
    หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องของเด็กไร้พวกพ้องเจ็ดคนที่เติบโตมาในเมืองเดอร์รี รัฐเมน พวกเขาเรียกตัวเองว่า “กลุ่มขี้แพ้” แต่ละคนถูกเนรเทศออกมาจากกลุ่มเพื่อนด้วยเหตุผลบางประการ โดยต่างถูกหมายหัวจากแก๊งค์เด็กเกเรเจ้าถิ่น…ทุกคนได้เห็นสิ่งที่ตัวเองกลัวอยู่ลึกๆ กลับมีชีวิตขึ้นมาในรูปของนักล่าแปลงกายจากยุคก่อน สิ่งที่พวกเขาได้แต่เรียกว่า ‘It’

    นับตั้งแต่เมืองเดอร์รีถือกำเนิดขึ้นมา มันก็ได้กลายเป็นสนามไล่ล่าของสิ่งสิ่งนี้ซึ่งโผล่ออกมาจากท่อระบายน้ำทุกๆ 27 ปีเพื่อสร้างความสะพรึงกลัวให้แก่เหยื่อที่มันเลือก นั่นก็คือเด็กๆ ในเมืองเดอร์รี หลังจากกลุ่มเด็กขี้แพ้มารวมตัวกันในช่วงฤดูร้อนสุดสยอง พวกเขาก็ได้สร้างสายสัมพันธ์อันเหนียวแน่นที่ช่วยให้พวกเขาเอาชนะความกลัวของตัวเอง และหยุดยั้งวงจรการฆ่าครั้งใหม่ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในวันฝนตกวันหนึ่ง เมื่อเด็กชายตัวน้อยวิ่งตามเรือกระดาษที่ถูกพัดลงไปในท่อระบายน้ำ…จนไปถึงมือของตัวตลกเพนนีไวส์

    “IT” รับบทโดย บิลล์ สการ์สการ์ด (“Allegiant”, ซีรีส์โทรทัศน์ “Hemlock Grove”) ในบทเพนนีไวส์ ตัวร้ายหลักของเรื่อง ส่วนกลุ่มนักแสดงเด็กในหนังเรื่องนี้ ได้แก่ เจเดน ลีเบอร์เฮอร์ (“Midnight Special”), เจเรมี เรย์ เทย์เลอร์ (“Alvin and the Chipmunks: The Road Chip”), โซเฟีย ลิลลิส (“37”), ฟินน์ วูลฟ์ฮาร์ด (ซีรีส์โทรทัศน์ “Stranger Things”), ไวแอตต์ โอเลฟฟ์ (“Guardians of the Galaxy”), โชสเซน เจค็อบส์ (ภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้าฉายเรื่อง “Cops and Robbers”), แจ็ค ดีแลน เกรเซอร์ (“Tales of Halloween”), นิโคลัส แฮมิลตัน (“Captain Fantastic”) และแจ็คสัน โรเบิร์ต สก็อตต์ ซึ่งมารับบทในหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก

    มุสเชตติกำกับ “IT” จากบทภาพยนตร์โดยเชส พัลเมอร์และแครี ฟูกูนากะ ร่วมด้วยแกรี โดเบอร์แมน จากนวนิยายของสตีเฟน คิง โดยมี รอย ลี, แดน ลิน, เซธ เกรแฮม-สมิธ, เดวิด แคตเซนเบิร์ก และบาร์บารา มุสเชตติ เป็นผู้อำนวยการสร้าง ในขณะที่ เดฟ นูสแตดเทอร์, วอลเตอร์ ฮามาดะ, ริชาร์ด เบรเนอร์, โทบี เอ็มเมอริช, มาร์ตี พี อิววิง, ดั๊ก เดวิสัน, จอน ซิลค์ และนิอิจา คายเคนดัลล์ รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหาร

    ทีมงานสร้างสรรค์ผู้อยู่เบื้องหลัง ได้แก่ ผู้กำกับภาพ ชุง-ฮุน ชุง (“Me and Earl and the Dying Girl”, “Oldboy”), นักออกแบบงานสร้าง โคลด พาเร (“Rise of the Planet of the Apes”), มือตัดต่อ เจสัน บัลแลนไทน์ (“Mad Max: Fury Road”) และนักออกแบบเครื่องแต่งกาย เจนี ไบรอันท์ (ซีรีส์ทางโทรทัศน์ “Mad Men”) ดนตรีโดยเบนจามิน วอลล์ฟิสช์ (“Annabelle: Creation”)

    New Line Cinema ขอเสนอผลงานการสร้างจาก Vertigo Entertainment/Lin Pictures/Katzsmith Production เรื่อง “IT” ภาพยนตร์เรื่องนี้จะจัดจำหน่ายโดย Warner Bros. Pictures บริษัทในเครือ Warner Bros. Entertainment

    คุณกลัวอะไร

    ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดใต้เตียง สิ่งที่ซ่อนอยู่ในความมืดหรือสิงสู่อยู่ในเงามืด คุณไม่มีทางหนีรอดสิ่งที่คุณกลัวที่สุดไปได้ในหนังเขย่าขวัญสุดสยอง “IT” ผู้กำกับฝีมือเยี่ยม แอนดี มุสเชตติ กล่าวถึงการนำหนังสือขายดีเรื่องสำคัญของสตีเฟน คิง มาสู่จอภาพยนตร์เป็นครั้งแรกว่า “ความกลัวเป็นสิ่งสากล เป็นสิ่งที่เราทุกคนสัมผัสได้ แล้วจะมีอะไรน่ากลัวไปกว่าปีศาจที่ไม่ใช่แค่โจมตีคุณ แต่โจมตีด้วยสิ่งที่คุณกลัวที่สุด”

    ชื่อเรื่องสั้นๆ อันทรงพลังเป็นคำที่ใช้เรียกตัวร้ายหลักของเรื่อง ปีศาจเก่าแก่แปลงกายได้ซึ่งปรากฏตัวในรูปของสิ่งที่เหยื่อกลัวที่สุดและจะออกจากภาวะจำศีลทุกๆ 27 ปี เพื่อหาอาหารจากกลุ่มประชากรที่อ่อนแอที่สุดในเมืองเดอร์รี รัฐเมน นั่นก็คือเด็กๆ ทว่าในคราวนี้เด็กเจ็ดคนที่ถูกขับไล่ออกจากกลุ่มและเรียกตัวเองว่า “กลุ่มขี้แพ้” จะร่วมมือกันต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตลึกลับซึ่งพวกเขาเรียกด้วยสรรพนามกว้างๆ ว่า ‘มัน’ แต่มันมีชื่ออีกชื่อหนึ่ง…ชื่อที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประวัติศาสตร์ของเรื่องราวสยองขวัญ นั่นก็คือ เพนนีไวส์ ตัวตลกนักเต้น

    หลังจากพิมพ์ครั้งแรกในปี 1986 นวนิยายเรื่อง IT ขึ้นแท่นเป็นผลงานคลาสสิกทันทีและเป็นหนังสือติดอันดับขายดีในปีนั้น จากที่สร้างความอัศจรรย์ใจให้ผู้อ่านมานานกว่าสามทศวรรษ หนังสือขายดีตลอดกาลเล่มนี้ยังคงถือว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดและทรงอิทธิพลที่สุดของนักเขียนชั้นเอกในงานวรรณกรรมสยองขวัญอย่างไร้ข้อโต้เถียง อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้ภาพยนตร์และผลงานทางโทรทัศน์หลายเรื่องในช่วงหลายปีนับจากนั้น

    เรื่องนี้เป็นความจริงอย่างยิ่งสำหรับผู้กำกับที่กุมบังเหียนหนังเรื่องนี้ “ผมเป็นแฟนตัวยงของสตีเฟน คิง ซึ่งเป็นนักเขียนที่ผมชอบมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้น ‘IT’ จึงเป็นโปรเจ็กต์ในฝันของผมเลยครับ” มุสเชตติกล่าว “ในฐานะคนรักหนังสยองขวัญ ผมหลงใหลความกลัวมาตลอด และช่วงเวลาที่คุณน่าจะกลัวมากที่สุดก็คือตอนเป็นเด็กแล้วได้ดูหนังสยองขวัญเป็นครั้งแรก เป็นความรู้สึกที่จะไม่เกิดขึ้นกับคุณอีกแล้วตลอดชีวิต ดังนั้นการนำความรู้สึกนั้นกลับมาจึงเป็นเป้าหมายที่ผมต้องการไปให้ถึง ความตั้งใจนี้ช่วยให้ผมสร้างสรรค์ได้ เพราะผมเชื่อว่าคุณจะทำให้คนอื่นกลัวได้ด้วยสิ่งที่ตัวคุณเองก็กลัวเหมือนกัน”

    เรื่องราวนี้ยังมีอีกมิติหนึ่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของ สตีเฟน คิง เราอาจกล่าวได้ว่าไม่มีนักเขียนคนใดเก่งไปกว่าเขาในแง่การนำเสนอเรื่องราวสยองขวัญอันเลวร้ายควบคู่ไปกับประสบการณ์ของการเติบโต และอาจไม่มีเรื่องใดที่เขาทำได้สมบูรณ์แบบไปกว่าเรื่องราวการก้าวพ้นวัยอันอ่อนโยนซึ่งเป็นหัวใจของ “IT” ผู้อำนวยการสร้าง เซธ เกรแฮม-สมิธ เน้นย้ำว่า “เรารู้มาตั้งแต่แรกว่า ‘IT’ เป็นมากกว่าแค่หนังสยองขวัญ และหนังเรื่องนี้ก็ต้องสะท้อนอารมณ์ที่แตกต่างกันเหมือนในนวนิยาย เรื่องราวเกิดขึ้นระหว่างช่วงหนึ่งในชีวิตของตัวละครเด็กเหล่านี้ ตอนที่พวกเขาเริ่มเติบโต ดังนั้นเราจึงต้องการให้หนังถ่ายทอดเสน่ห์ของช่วงเวลาที่ขับเคลื่อนผ่านตัวละคร แต่ก็เป็นเรื่องราวสุดสยองด้วยในขณะเดียวกัน”

    ผู้อำนวยการสร้าง เดวิด แคตเซนเบิร์ก เห็นด้วยว่า “ระหว่างเกิดเหตุการณ์ในหนัง มีบางช่วงที่องค์ประกอบเหล่านั้นโดดเด่นออกมา เพราะฉะนั้นเราจึงต้องหาสมดุลระหว่างความรู้สึก (ของการเติบโต) กับความกลัว โดยอาศัยจังหวะการดำเนินเรื่องและวิธีการเล่าเรื่องเพื่อนำเสนอทั้งสองส่วนนี้ให้ลงตัว”

    บาร์บารา มุสเชตติ น้องสาวและเพื่อนร่วมงานของ แอนดี มุสเชตติ มองว่าการค้นหาสมดุลเป็นผลงานของทีมผู้เขียนบท “เชส พัลเมอร์, แครี ฟูกูนากะ และแกรี โดเบอร์แมน สามารถถ่ายทอดแง่มุมอันน่าประทับใจว่าด้วยมิตรภาพระหว่างเด็กๆ ในกลุ่มขี้แพ้ ไปจนถึงแต่งแต้มด้วยความรักครั้งแรกของวัยรุ่น แต่อย่าเข้าใจผิดนะคะ คุณจะได้ขวัญผวาแน่ๆ ค่ะ” เธอยิ้ม

    ความสยองขวัญของ “IT” ปรากฏในรูปของตัวตลกผู้ชั่วร้าย เพนนีไวส์ ปีศาจจอมขม้ำเด็กและผู้เชี่ยวชาญด้านความกลัว บิลล์ สการ์สการ์ด ผู้รับบทตัวร้ายตัวนี้กล่าวว่า “ผมคุ้นเคยกับ IT และตัวละครเพนนีไวส์เป็นอย่างดีมาตั้งแต่เด็ก ส่วนตัวแล้วผมมองว่าเขาต้องการให้เด็กๆ เชื่อภาพที่ตัวเองเห็นและรู้สึกหวาดกลัว เพื่อที่เวลาเขากินเด็กๆ เข้าไป ความกลัวจะได้ช่วยให้เนื้อมีรสชาติดีขึ้น สำหรับผมแล้ว ทั้งตอนเป็นเด็กและแม้กระทั่งในตอนนี้ แนวคิดนี้น่ากลัวที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยล่ะครับ”

    นักแสดง เจเดน ลีเบอร์เฮอร์ ซึ่งรับบทเป็นตัวแทนของกลุ่มขี้แพ้กล่าวว่า “แน่นอนว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการก้าวพ้นความกลัวครับ เพราะถ้าเด็กๆ ไม่กลัวเพนนีไวส์ เด็กๆ ก็มีโอกาสที่จะเอาชนะมันได้ แต่การได้เห็นเรื่องราวเลวร้ายทั้งหมดเกิดขึ้นกับเด็กๆ ก็น่ากลัวมากครับ”

    ลีเบอร์เฮอร์รับบทเป็นผู้นำกลุ่มในทางปฏิบัติ บิลล์ เดนโบรห์ นักแสดงเด็กที่มารับบทเป็นตัวละครกลุ่มนี้ ได้แก่ ฟินน์ วูลฟ์ฮาร์ด ในบทริชชี โทเซียร์, โซเฟีย ลิลลิส ในบทเบเวอร์ลี มาร์ช, แจ็ค ดีแลน เกรเซอร์ ในบทเอ็ดดี แคสพ์แบรค, ไวแอตต์ โอเลฟฟ์ ในบทสแตนลีย์ ยูริส, เจเรมี เรย์ เทย์เลอร์ ในบทเบน แฮนส์คอม และโชสเซน เจคอบส์ ในบทไมค์ แฮนลัน

    ในการพัฒนาโครงการนี้ ทีมผู้สร้างหนัง ซึ่งรวมถึงผู้อำนวยการสร้างรอย ลี และแดน ลิน รู้ดีว่าการนำหนังสือที่เล่าเรื่องราวอย่างละเอียดและมีความหนากว่าพันหน้ามาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์จะต้องเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ ดังนั้นทีมงานจึงตัดสินใจมุ่งความสนใจไปยังครึ่งแรกของเรื่อง ตอนที่กลุ่มขี้แพ้ยังเป็นเด็กอยู่…และเป็นเหยื่อสำคัญของเพนนีไวส์ อย่างไรก็ดีโดเบอร์แมนกล่าวว่า “ความท้าทายประการสำคัญที่สุดในการดัดแปลงนวนิยายที่ผู้คนชื่นชอบอย่าง IT แม้จะเป็นเพียงครึ่งเดียวนั้น อยู่ที่การคัดเลือกเนื้อหาจากข้อความหลายส่วนที่น่าจดจำและฝังใจเรามาตลอดตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่านหนังสือ”

    เกรแฮม-สมิธกล่าวว่า “เราทุกคนต่างรู้สึกถึงความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงในการรักษาจิตวิญญาณของนวนิยายเอาไว้เพราะหนังสือเล่มนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อแฟนๆ ของสตีเฟน คิง ซึ่งก็รวมถึงทุกคนที่ทำงานอย่างหนักเพื่อนำเรื่องราวนี้มาสู่จอภาพยนตร์”
    “งานนี้เป็นกระบวนการที่เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง” โดเบอร์แมนเล่า “และแอนดีก็นำเสนอแนวคิดต่างๆ มากมาย สิ่งหนึ่งที่เราคุยกันมากที่สุดก็คือความกลัวที่เด็กขี้แพ้แต่ละคนได้พบบ่งบอกถึงตัวตนของเด็กคนนั้นอย่างไร เขาครุ่นคิดอย่างจริงจังว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยอธิบายการกระทำของตัวละครอย่างไร โดยสกัดทุกสิ่งทุกอย่างจากข้อมูลเริ่มต้นที่เขาพบในนวนิยาย”

    “แอนดีมีวิสัยทัศน์ที่แจ่มชัดสำหรับหนังเรื่องนี้” แคตเซนเบิร์กยืนยัน “เขารู้จักเรื่องราวสยองขวัญเป็นอย่างดี” ผู้อำนวยการสร้างกล่าวโดยอ้างถึงผลงานของมุสเชตติในหนังฮิตเรื่อง ‘Mama’ “แต่เขาก็ยังจัดวางโทนเรื่องที่แตกต่างกันได้อย่างลงตัวและรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะประสานสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ เขาจึงเป็นตัวเลือกที่วิเศษสำหรับการกำกับหนังเรื่องนี้ครับ”

    ยังมีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการหนึ่งซึ่งทีมผู้สร้างเห็นตรงกันในการดัดแปลงเรื่องนี้เป็นบทภาพยนตร์ แม้ว่าคิงได้กำหนดให้ส่วนแรกของนวนิยายเกิดขึ้นในยุคทศวรรษ 1950 แต่ทีมงานได้ตัดสินใจย้ายกรอบเวลาให้เรื่องราวไปอยู่ในยุคทศวรรษ 1980 บาร์บารา มุสเชตติ อธิบายว่า “ยุค 50 เป็นช่วงเวลาที่สตีเฟน คิงเติบโต ดังนั้นจึงเป็นเรื่องราวของคนยุคเขาและหนังสือก็สะท้อนความกลัวในช่วงที่เขาเติบโตมา สตีเฟนพูดเสมอว่า “เขียนสิ่งที่คุณรู้’ ดังนั้นเราจึงต้องการทำหนังเกี่ยวกับสิ่งที่เรารู้ นั่นคือการเติบโตมาในยุค 80 และดึงเอาสิ่งที่เรากลัวในเวลานั้นออกมา”

    แอนดี มุสเชตติกล่าวว่า “ในยุค 50 เด็กๆ กลัวสิ่งที่แตกต่างออกไปมาก อย่างเช่นสัตว์ประหลาดคลาสสิกที่เห็นจากหนังในเวลานั้น และเพนนีไวส์ก็แปลงกายเป็นสิ่งเหล่านั้นอยู่บ้างในเรื่องราวเดิม ความกลัวที่เราจินตนาการขึ้นมาใหม่ในหนังเรื่องนี้มีมิติซับซ้อนและลึกซึ้ง แม้กระทั่งแฟนหนังสือก็อาจต้องประหลาดใจเมื่อเห็นสิ่งที่เรานำเสนอในหนังเรื่องนี้”

    นักเขียน สตีเฟน คิง กล่าวว่า “ทีมผู้สร้างเลือกใช้แนวทางที่แตกต่างจากนวนิยายไปเล็กน้อย แต่สิ่งสำคัญคือพวกเขาได้เก็บแนวคิดหลักที่ว่าเพนนีไวส์จัดการเด็กพวกนี้ด้วยการค้นหาว่าเด็กกลัวอะไรมากที่สุดแล้วแปลงกายเป็นสิ่งนั้น แอนดีเข้าใจเรื่องนี้ดี เขาเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง และผมคิดว่าเขาก็ได้สร้างผลงานที่เราภาคภูมิใจ”

    กลุ่มขี้แพ้
    เกาะกลุ่มกันไว้ แล้วเราจะชนะ

    เด็กชั้นมัธยมต้นเจ็ดคนที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มขี้แพ้เป็นหัวใจสำคัญของ “IT” เด็กวัยรุ่นเหล่านี้ล้วนไร้ความสามารถที่จะรับมือกับเด็กเกเรประจำโรงเรียน และยิ่งยากเข้าไปใหญ่เมื่อต้องพบกับสิ่งมีชีวิตแปลงกายได้อันทรงพลัง แต่เมื่ออยู่ร่วมกันพวกเขาก็มีความกล้าหาญเป็นพิเศษอันเกิดจากมิตรภาพและความมุ่งมั่นที่จะช่วยปกป้องกันและกัน รวมถึงปกป้องเมืองของตน ด้วยการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามร้ายแรงที่ไม่เคยถูกท้าทายมานานนับหลายศตวรรษ

    ผู้กำกับรายนี้ยืนยันว่า “กลุ่มขี้แพ้ค้นพบความเข้มแข็งจากการอยู่ร่วมกัน เป็นเรื่องน่าสนใจที่ได้เห็นว่าความสัมพันธ์ภายในกลุ่มเปลี่ยนแปลงไปตลอดทั้งเรื่อง บทบาทการเป็นผู้นำและความเข้มแข็งของแต่ละคนก็เปลี่ยนแปลงไป ทุกคนล้วนมีช่วงเวลาสำคัญของตัวเอง นี่เป็นเรื่องราวที่งดงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาวิกฤติ คุณจะได้เห็นความเป็นมนุษย์ ความไว้วางใจ และความรักที่ปรากฏอย่างเด่นชัด”

    คิงเผยว่าเขามีเหตุผลเฉพาะที่ให้ตัวละครเด็กเป็นฮีโร่ในนวนิยายเรื่องนี้ “มีความก้ำกึ่งอยู่ในเด็กที่โตเกินกว่าจะเชื่อว่ามีแซนตาคลอสและกระต่ายอีสเตอร์ แต่ยังกลัวว่าอาจมีอะไรซ่อนอยู่ใต้เตียงเมื่อดับไฟ ผมอยากจับเด็กเหล่านี้มาอยู่ในสถานการณ์ที่เด็กๆ สามารถมองเห็นและต่อสู้กับสิ่งนี้ได้เพราะพวกเขายังคงเชื่อว่ามีปีศาจ แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็โตกว่าเด็กเล็กที่ไร้พลังโดยสิ้นเชิง ดังนั้นพวกเขาจึงลงมือทำบางสิ่งบางอย่างได้”

    เพื่อหานักแสดงมารับบทเป็นกลุ่มขี้แพ้ ทีมผู้สร้างได้ออกค้นหาเป็นการใหญ่โดยทดสอบผู้สมัครนับร้อยๆ ราย มุสเชตติกล่าวว่า “การคัดเลือกนักแสดงสำหรับหนังเรื่องนี้เป็นกระบวนการที่จริงจังมากและเราก็ได้พบนักแสดงมากมาย แต่ดีมากเลยครับเวลาที่เราได้พบนักแสดงซึ่งมีดีเอ็นเอตรงกับตัวละคร เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับผู้กำกับ เพราะการรวมนักแสดงที่ดีที่สุดเข้าไว้ด้วยกันเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างตัวละครให้มีชีวิตขึ้นมา”

    การเลือกนักแสดงมารับบทเป็นตัวละครที่มีชีวิตชีวาเหล่านี้ไมใช่แค่การหานักแสดงมารวมกัน แต่จะต้องแน่ใจว่านักแสดงเหล่านี้มีเคมีตรงกันเพื่อให้รวมกันเป็นกลุ่มก้อนได้อย่างน่าเชื่อถือ “ผู้คัดเลือกนักแสดงของเรา ริช ดีเลีย ทำงานได้อย่างน่าทึ่ง” บาร์บารา มุสเชตติกล่าว “เขานำเด็กเก่งๆ มาให้เรามากมายจนส่วนที่ยากที่สุดคือการตัดตัวเลือกให้เหลือน้อยลง การจัดเด็กเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้ได้ส่วนผสมที่ลงตัวเป็นเรื่องสนุกมาก และเมื่อเราได้เห็นความผูกพันที่เกิดขึ้นทันทีระหว่างนักแสดงที่ได้รับเลือก ก็เห็นได้ชัดเลยว่าเราเลือกถูกแล้ว”

    เกรแฮม-สมิธกล่าวว่ากลุ่มนักแสดงเข้าถึงบทบาทด้วยความทุ่มเทและทักษะที่เกินวัยไปมาก “ทุกคนมาทำงานด้วยความตั้งใจ เตรียมตัวมา และพร้อมที่จะทำงาน เด็กๆ เล่นได้ตามเป้าหมาย จำบทได้ดี และทุ่มเทเต็มที่ให้การแสดง น่าเหลือเชื่อที่ได้เห็นอะไรแบบนี้ครับ”

    เจเดน ลีเบอร์เฮอร์ รับบทเป็นเด็กติดอ่างขี้อาย บิลล์ เดนโบรห์ ซึ่งถูกหลอกหลอนด้วยความทรงจำเกี่ยวกับน้องชายที่มีชื่อว่า จอร์จ รับบทโดยนักแสดงหน้าใหม่ แจ็คสัน โรเบิร์ต สก็อตต์ การที่เด็กชายตัวน้อยที่ทุกคนเรียกว่าจอร์จีถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมกลายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดเรื่องราวและนำไปสู่การเดินทางของบิลล์ ลีเบอร์เฮอร์กล่าวว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้ทำให้ตัวละครของเขาเริ่มต้นภารกิจ “ในช่วงต้นเรื่อง คุณจะเห็นความสัมพันธ์อันอ่อนโยนระหว่างบิลล์กับจอร์จี เมื่อจอร์จีหายตัวไป บิลล์รู้สึกผิดเพราะเขาเป็นคนปล่อยให้น้องออกไปเล่นกลางฝนกับเรือกระดาษลำใหม่ ตอนนั้นเองที่จอร์จีหายตัวไป หลังจากนั้นชีวิตในครอบครัวเขาก็เริ่มลุ่มๆ ดอนๆ พ่อแม่ไม่ค่อยสนใจเขา ตั้งแต่จอร์จีตายไป พ่อแม่ก็เริ่มห่างเหินและเย็นชากับบิลล์ ดังนั้นเขาจึงเหลือแต่เพื่อนๆ เพื่อนเป็นคนกลุ่มเดียวที่เขาคุยด้วยได้”

    เพื่อนรักของบิลล์ก็คือริชชี โทเซียร์ เด็กพูดมากชอบปล่อยมุขที่ใส่แว่นหนาเตอะ ฟินน์ วูลฟ์ฮาร์ด ผู้รับบทนี้กล่าวว่า “ริชชีเป็นเด็กติงต๊องที่ชอบเล่นวิดีโอเกมและดูทีวีซึ่งเป็นส่วนที่ตรงกับผมครับ เขาพยายามเป็นคนสร้างความบันเทิงประจำกลุ่ม เพียงแต่ไม่มีใครคิดว่าเขาตลกเท่ากับที่ตัวเขาเองคิด คนอื่นๆ รำคาญเขาแล้วก็ตัดบทไม่สนใจ หลังจากจอร์จีหายไป สถานการณ์ชักจะร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ และริชชีก็เริ่มตระหนักว่ามีบางสิ่งผิดปกติในเดอร์รี…สิ่งที่ทำเอาเขาหัวเราะไม่ออก”

    โซเฟีย ลิลลิส รับบทเป็นเด็กหญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มขี้แพ้ เบเวอร์ลีย์ มาร์ช ซึ่งทำเป็นไม่รู้ว่าตัวเธอมีอิทธิพลอย่างไรต่อเพื่อนๆ ที่ใกล้จะโตเป็นหนุ่ม ถึงแม้ชีวิตครอบครัวของเธอจะเลวร้าย หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะอย่างนั้นก็ได้ จึงทำให้เบเวอรลีย์เป็น “หนึ่งในคนที่เข้มแข็งและกล้าหาญที่สุดในกลุ่ม” ลิลลิสกล่าว “เธอพึ่งพาตัวเองได้และทำเหมือนไม่สนใจว่าคนอื่นคิดอย่างไร แต่ที่จริงเธอต้องการมีเพื่อนและเป็นส่วนหนึ่งของอะไรสักอย่าง เธอต้องการสานสัมพันธ์กับคนอื่นๆ แต่เธอกลัวและไม่อยากต้องมาเจอคนแบบพ่อของเธอ ดังนั้นเธอจึงทิ้งระยะห่างจากคนอื่น…จนกระทั่งได้มาร่วมกลุ่มขี้แพ้”

    แจ็ค ดีแลน เกรเซอร์ รับบทเป็นเอ็ดดี แคสพ์แบรค เด็กตัวเล็กจิ๋วที่ชอบคิดว่าตัวเองป่วยและคาดกระเป๋ารัดเอวที่เต็มไปด้วยยา ยาพ่นแก้หอบหืด และน้ำยาฆ่าเชื้อโรคหลายประเภทเอาไว้ตลอดเวลา “เอ็ดดีเป็นเด็กขี้กังวล” เกรเซอร์ยอมรับ “เขาหวาดระแวงกลัวเชื้อโรคเพราะรับอิทธิพลมาจากแม่ ซึ่งทำให้เขาเข้าสังคมไม่ได้ แต่เขาไม่ได้อ่อนแออย่างที่ถูกคนอื่นพูดใส่หูมาตลอด การเผชิญหน้ากับเพนนีไวส์ร่วมกับเพื่อนๆ ทำให้เขารู้ว่าที่จริงแล้วตัวเองแข็งแกร่งขนาดไหน”

    บทสแตนลีย์ ยูริส เด็กขี้สงสัยที่สุดในจำนวนเจ็ดคน รับบทโดยไวแอตต์ โอเลฟฟ์ เขากล่าวว่า “สแตนเป็นพวกย้ำคิดย้ำทำ เขาไม่ชอบเวลาที่สิ่งของวางไม่เป็นระเบียบ สถานการณ์นี้ทำให้เขาเกิดความคิดที่ซับซ้อนเกินกว่าจะจัดการได้ เขาไม่ได้แค่กลัวเพนนีไวส์ แต่เขาสับสนปั่นป่วนจากเหตุการณ์นี้…เขาไม่สามารถรับมือได้เมื่อเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงเพราะมันดูไม่มีเหตุผลสัมพันธ์กัน” เมื่ออายุย่างเข้า 13 ปี สแตนลีย์ควรตั้งใจเตรียมตัวเข้าพิธีบาร์มิตซวาห์ ทว่ากลุ่มขี้แพ้ได้ถูกเพนนีไวส์บังคับให้เข้าร่วมพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง สิ่งนี้ก็มาดึงความสนใจทั้งหมดของเขาไป จนกระทั่งพ่อของเขาซึ่งเป็นพระแรบไบรู้สึกกังวล

    เจเรมี เรย์ เทย์เลอร์ รับบทเป็น เบ็น แฮนสคอม ซึ่งได้มาพบกลุ่มขี้แพ้หลังถูกทำร้ายอย่างหนัก ไม่ใช่จากเพนนีไวส์แต่เป็นแก๊งค์เด็กเกเรประจำถิ่น เบนอาจไม่ใช่เด็กที่มีร่างกายแข็งแกร่งที่สุด แต่เทย์เลอร์ก็ชี้ให้เห็นคุณสมบัติอื่นในตัวเขา “เขาเป็นคนหัวดีประจำกลุ่มและชอบใช้เวลาอยู่ในห้องสมุด…เราอาจเรียกเขาว่าเด็กเนิร์ดก็ได้” เขายิ้ม “เบนค้นพบประวัติศาสตร์อันดำมืดเกี่ยวกับการฆาตกรรมและคนที่หายตัวไปในเมืองเดอร์รี ซึ่งก็สร้างความประทับใจให้เด็กคนอื่นๆ เขาไม่เคยมีเพื่อนและคิดว่าการอยู่ในกลุ่มขี้แพ้เป็นสิ่งที่เยี่ยมที่สุดบนโลกใบนี้”

    คนสุดท้ายที่เข้ามาร่วมกลุ่มก็คือไมค์ แฮนลอน รับบทโดยโชสเซน เจค็อบส์ “ไมค์เป็นคนง่ายๆ ตรงไปตรงมา” เจค็อบส์กล่าว “เขาใช้ชีวิตอย่างสมถะอยู่นอกเมืองและอคติด้านเชื้อชาติก็ยังมีอยู่ ด้วยความที่เป็นชาวแอฟริกันอเมริกัน เขาจึงมักจะรู้สึกว่าถูกกีดกัน การเข้าร่วมกลุ่มขี้แพ้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อตัวไมค์เองเพราะมันเป็นมิตรภาพที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวเท่าที่เขาเคยรู้จักมา”

    ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความรักเป็นอาวุธอันทรงพลังของกลุ่มขี้แพ้ในการต่อสู้กับเพนนีไวส์ บาร์บารา มุสเชตติ ยืนยันว่า “หนทางเดียวที่เด็กๆ จะรอดได้ก็คือการเกาะกลุ่มกันไว้และเผชิญหน้ากับปีศาจทั้งภายในจิตใจและภายนอก”
    เหล่านักแสดงซึมซับแนวคิดนี้เข้าไปด้วย ความเป็นพี่น้องในหมู่เด็กขี้แพ้ปรากฏให้เห็นในความสัมพันธ์ระหว่างนักแสดงผู้รับบทบาทเช่นเดียวกัน ก่อนเริ่มการถ่ายทำหลัก ทีมงานได้จัดค่ายเตรียมความพร้อมขึ้นมา และเพราะรู้ดีว่าในยุคสมัยที่เป็นฉากของเรื่อง นักแสดงเด็กเหล่านี้ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ เกรแฮม-สมิธจึงได้ทำคู่มือเบื้องต้นเกี่ยวกับยุค 80 ให้เด็กๆ “ผมรวบรวมเรื่องของหนัง ดนตรี วิดีโอเกม เสื้อผ้า และสิ่งต่างๆ จากยุคนั้นมาทำเป็นหนังสือเล่มเล็ก มีแม้กระทั่งข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการพูดและภาพสิ่งของต่างๆ อย่างเช่นว่าโทรศัพท์มีหน้าตาเป็นอย่างไร นั่นเป็นส่วนที่ผมทำให้ค่ายฝึกนี้ครับ”

    การให้นักแสดงได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความผูกพันในหมู่นักแสดง แม้กระทั่งทีมผู้สร้างก็ยังทึ่งที่ได้เห็นว่าเด็กๆ สนิทสนมกันมากแค่ไหนเมื่ออยู่นอกกล้อง พวกเขาแยกจากกันไม่ได้เลย และชอบไปนอนค้างบ้านเพื่อน นอนดูหนังด้วยกัน แกล้งอำกัน รวมถึงมีการร้องเพลงคาราโอเกะ ซึ่งบรรดาทีมผู้สร้างและทีมงานก็มักไปร่วมวงด้วย

    “เด็กๆ กลายเป็นเพื่อนรักกัน” เกรแฮม-สมิธเล่า “ผมว่ามันช่วยยืนยันความพิเศษในตัวเด็กๆ ที่แอนดีเล็งเห็นระหว่างการคัดเลือกนักแสดง เหมือนได้เห็นช่วงฤดูร้อนที่สำคัญที่สุดในวัยเด็กของพวกเขาเกิดขึ้นต่อหน้าคุณทั้งบนจอและนอกจอ”

    มุสเชตติยืนยันว่า “เด็กๆ ผูกพันกันจริงๆ เป็นความผูกพันที่ลึกซึ้งและไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ช่วงเวลานี้ก็ยังเป็นช่วงเวลาพิเศษที่ผมคิดว่าเด็กๆ จะไม่มีทางลืม ผมต้องขอบคุณเด็กๆ มาก ไม่มีอะไรที่จะลงตัวไปกว่านี้อีกแล้ว”

    แม้ว่าเพนนีไวส์จะเป็นภัยร้ายแรงที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็ไม่ใช่ภัยคุกคามเดียวสำหรับเด็กๆ ที่เติบโตในเมืองเดอร์รี แก๊งค์บาวเวอร์ส กลุ่มนักเลงโหดที่มี เฮนรี บาวเวอร์ส เป็นหัวหน้า คอยออกล่าหาเหยื่อมารังแกเสมอ โดยมุ่งเป้าไปยังเด็กๆ ที่อ่อนแอและบอบบางที่สุดเท่าที่จะหาได้ นักแสดงชาวออสเตรเลีย นิโคลาส แฮมิลตัน ผู้รับบทเฮนรีกล่าวถึงตัวละครที่เขาเล่นว่าเป็น “คนงี่เง่าโรคจิตที่ไม่ใช่แค่ชอบรังแกคนอื่น แต่ยังมีจิตใจชั่วร้ายด้วย” เพื่อนร่วมแก๊งค์ของเฮนรีซึ่งโหดเหี้ยมไม่แพ้กัน ได้แก่ แพทริค ฮ็อคสเตทเทอร์ รับบทโดยโอเวน ทีก, วิกเตอร์ คริสส์ รับบทโดยโลแกน ทอมป์สัน และเบลช์ ฮักกินส์ รับบทโดยเจค ซิม

    แม้ว่ามีภัยร้ายแรงที่เด็กๆ ต้องเผชิญ แต่พวกผู้ใหญ่กลับดูเหมือนไม่เต็มใจหรือไม่สามารถที่จะช่วยเหลือเด็กๆ ได้ พวกผู้ใหญ่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องเด็กเกเร และถึงขั้นปิดหูปิดตาเรื่องปีศาจที่ออกอาละวาดในเมืองนี้มานับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมือง ความเฉยชาของพวกผู้ใหญ่แม้เมื่อได้พบเห็นการกระทำอันรุนแรงนั้นเป็นเครื่องยืนยันว่าเพนนีไวส์มีอำนาจครอบงำจิตใจคนทั้งเมือง เกรแฮม-สมิธ กล่าวว่า “คุณจะเห็นได้ว่าพวกผู้ใหญ่ซึ่งควรตอบสนองอย่างเร่งด่วนจริงจังกว่านี้ กลับเหมือนหลบหน้าหายไปและปล่อยให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้น คุณจะเห็นได้จากโปสเตอร์เด็กหายที่ถูกแปะทับๆ กัน แต่กลับไม่มีใครคิดจะจัดการกับเรื่องนี้ สุดท้ายพวกเด็กๆ ก็ได้ตระหนักว่าไม่มีผู้ใหญ่คนไหนที่จะมาช่วยแม้กระทั่งพ่อแม่ของตัวเอง พวกเขาต้องรับมือกับสถานการณ์นี้กันเอง และตอนที่คุณเป็นเด็ก นั่นคือสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่คุณจะจินตนาการได้”

    เพนนีไวส์
    มื้ออาหารสำหรับเพนนีไวส์ ความกลัวสุกฉ่ำ ความสยองสดดิบ…

    ทีมผู้สร้างรู้ว่านักแสดงที่จะมารับบทเป็นเพนนีไวส์ส่งผลสำคัญอย่างยิ่งต่อตัวหนังในทุกแง่มุม หลังจากค้นหาอย่างยาวนาน บิลล์ สการ์สการ์ด ก็ได้รับบทซึ่งเป็นที่ต้องการนี้ไป “สิ่งที่เราพบในตัวบิลล์” บาร์บารา มุสเชตติกล่าว “คือสัญชาตญาณของเขาสอดคล้องเป็นอย่างดีกับเพนนีไวส์ตามที่แอนดีนึกภาพไว้”

    ผู้กำกับยืนยันว่า “ผมหลงใหลการแสดงของบิลล์มาตั้งแต่ตอนทดสอบบท และนับจากนั้นก็เหมือนการได้เจอสิ่งใหม่ในทุกๆ วัน เขาไม่เพียงนำความลึกลับน่าค้นหามาให้ตัวละคร แต่ยังกล้าที่จะสำรวจการออกท่าออกทางซึ่งดูผิดเพี้ยนของเพนนีไวส์ เขามีความบ้าคลั่งอยู่ในแววตาและท่าทางที่แสดงออกก็ชวนให้เสียวสันหลัง บทนี้ต้องใช้ร่างกายอย่างสมบุกสมบัน แต่ผมต้องยอมให้บิลล์เลยในเรื่องนี้ เขามีพลังเต็มที่อยู่ตลอดเวลา”

    ส่วนสการ์สการ์ดนั้นกล่าวว่าเขาเชื่อมั่นในแนวทางที่ได้รับจากมุสเชตติและซาบซึ้งที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้กำกับ “แอนดีเชื่อมั่นในตัวผมและผมก็เชื่อมั่นในตัวเขา ผมรู้ว่าตัวเองอยู่ในมือของคนที่ไว้ใจได้ดังนั้นผมจึงเล่นได้เต็มที่ และเขาก็ตอบสนองต่อสิ่งที่ผมทำออกมา เราทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดีครับ”

    เกรแฮม-สมิธกล่าวว่า “คงยากที่จะบรรยายได้หมดว่าบิลล์ช่วยเพิ่มอะไรให้ตัวละครนี้บ้าง ทั้งในแง่รูปร่างหน้าตา ท่าทาง และการแสดงออกทางสีหน้า”

    ที่จริงแล้วนักแสดงรายนี้ได้ถ่ายทอดสีหน้าแบบหนึ่งที่ทำให้ผู้กำกับต้องประหลาดใจ มุสเชตติเล่าว่า “ผมคิดมาแต่แรกว่าจะให้เพนนีไวส์ทำตาเหล่ ผมอยากให้เขามีภาพลักษณ์ที่ดูวิปริตโดยให้ตาข้างหนึ่งมองเฉออกไปข้างนอกซึ่งตรงกันข้ามกับการทำตาเหล่เข้า ผมเอ่ยกับบิลล์ว่ามันน่าจะเป็นคุณสมบัติหนึ่งของตัวละคร โดยคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่เราทำกันในขั้นตอนหลังการถ่ายทำ แต่เขาพูดว่า ‘อ้อ ผมทำอย่างนั้นได้นะ’ แล้วเขาก็ทำตาแบบนั้นออกมาเลย ทำเอาผมสะดุ้งโหยงเลยล่ะ! คุณจะได้เห็นในหนังครับ น่าสยองเลยล่ะ แต่สิ่งหนึ่งที่บิลล์ทำไม่ได้ก็คือการเปลี่ยนดวงตาสีฟ้าให้เป็นสีเหลือง ส่วนนั้นเราทำกันในขั้นตอนหลังการถ่ายทำครับ แต่การทำตาเหล่นั่นมาจากเขาทั้งหมดเลย”

    เนื่องจากเพนนีไวส์กินเด็กเป็นอาหาร มุสเชตติจึงวาดภาพตัวละครนี้ว่าน่าจะมีใบหน้าคล้ายเด็ก โดยมีดวงตาโต จมูกแหลม ผมเส้นเล็กละเอียด และแก้มแดง “ผมมองว่าการให้เขามีหน้าตาคล้ายเด็กจะยิ่งทำให้เขาน่ากลัวมากขึ้น เพราะจะได้ให้ภาพตัดกันระหว่างคนที่ดูอ่อนโยนไร้เดียงสา แต่ขณะเดียวกันกลับทำสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว”

    ศิลปินนักแต่งหน้าเทคนิคพิเศษ อเล็ค กิลลิส และทอม วูดรัฟฟ์ ได้ออกแบบและสร้างกระโหลกขนาดใหญ่ที่ดูคล้าย “ผลแตงขนาดยักษ์ที่แตกเป็นรอย” กิลลิสกล่าว “ปกติเรามักออกแบบเองตั้งแต่แรก แต่แอนดีส่งแบบที่ค่อนข้างเป็นรูปเป็นร่างแล้วมาให้ผม พร้อมให้คำสั่งว่าตัวละครนี้ควรจะดูคล้ายเด็ก ซึ่งผมสะดุดใจตรงจุดนี้มากครับ” อีกส่วนหนึ่งบนใบหน้าของเพนนีไวส์คือฟันขนาดใหญ่คมเหมือนใบมีดซึ่งมักจะชุ่มไปด้วยน้ำลาย

    สำหรับการแต่งตัวให้ตัวละคร นักออกแบบเครื่องแต่งกาย เจนี ไบรอันท์ ได้นำเอาองค์ประกอบจากยุคกลาง ยุคเรอเนสซองส์ และยุคเอลิซาเบ็ธใส่ลงไปในชุดตัวตลก เพื่อสะท้อนความเป็นจริงที่ว่าเพนนีไวส์ได้ทรมานเมืองเดอร์รีมานับร้อยๆ ปี เธอยังได้ใส่จีบผ้าลงไปด้วย โดยไบรอันท์กล่าวว่า “รอยจีบที่ละเอียดช่วยเพิ่มความเป็นธรรมชาติคล้ายสัตว์เลื้อยคลานลงไปในเครื่องแต่งกายของเพนนีไวส์”

    นอกจากรูปร่างหน้าตา สการ์สการ์ดยังตั้งใจสร้างเสียงอันเป็นเอกลักษณ์และเสียงหัวเราะเพ้อคลั่งของเพนนีไวส์ด้วย ในเรื่องเสียงนั้น สุดท้ายเขาเลือกใช้เสียงที่เขาบรรยายว่า “ฟังดูแหลมสูงและแตกพร่า”

    เมื่อสการ์สการ์ดแต่งองค์ทรงเครื่องเพื่อสวมบทบาทเป็นตัวละครในตำนานเรียบร้อยแล้ว ทีมผู้สร้างก็ตั้งใจกันเพนนีไวส์ให้อยู่ห่างจากนักแสดงทั้งเจ็ดคนที่เล่นเป็นเด็กในกลุ่มขี้แพ้โดยเฉพาะในตอนแรก ทั้งนี้เพื่อเก็บปฏิกริยาตอบสนองครั้งแรกเอาไว้ แคตเซนเบิร์กกล่าวว่า “เรากันไม่ให้เด็กๆ เห็นเพนนีไวส์จนกระทั่งเด็กได้มาร่วมฉากกับเขาจริงๆ ผมคิดว่ามันช่วยเพิ่มมิติเข้าไปในกระบวนการทำงานเพราะเด็กๆ ค่อยๆ เรียนรู้ว่าเพนนีไวส์เป็นใครและรู้สึกกลัวเขาขึ้นมาจริงๆ”

    มุสเชตติไตร่ตรองเป็นอย่างดีว่าจะเผยภาพเพนนีไวส์บนจอภาพยนตร์เป็นครั้งแรกอย่างไร “มันเป็นช่วงเวลาสำคัญในหนังสือที่หลายคนรอคอยที่จะได้เห็น” ผู้กำกับรายนี้ยอมรับ “ฉากนั้นตรึงใจมาก การปรากฏตัวครั้งแรกของเพนนีไวส์นั้นมีแรงดึงดูดน่าค้นหา ขณะเดียวกันคุณก็รู้ว่าเขามีบางสิ่งผิดปกติ เขาถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเวทมนตร์บางอย่างที่ชวนให้หวาดหวั่น”

    ความรู้สึกหวาดหวั่นนั้นเป็นสิ่งที่บาร์บาราเองเข้าใจดี “แน่นอนว่าฉากที่เราได้เห็นเพนนีไวส์เป็นครั้งแรกนั้นเป็นฉากสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับตัวฉันเองมันเป็นฉากที่จำฝังใจ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉันอ่านหนังสือ เวลามองเข้าไปในท่อระบายน้ำ ฉันก็ยังอดไม่ได้ที่จะคิดว่าเพนนีไวส์ซ่อนตัวอยู่ในนั้น” เธอยิ้ม “เราต้องการสร้างภาพที่คุณจะไม่มีทางลืม”

    สร้างเมืองเดอร์รี
    เรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเมืองนี้มีต้นตอมาจากสิ่งเดียว สิ่งที่ชั่วร้าย

    แต่เดิมนั้นสตีเฟน คิงได้จินตนาการเมืองเดอร์รีขึ้นมาจากเมืองแบงกอร์ รัฐเมน ซึ่งเป็นรัฐบ้านเกิดของผู้เขียน เพื่อให้เข้าใจอารมณ์ของฉาก มุสเชตติได้เดินทางไปยังแบงกอร์ แต่ไม่สามารถถ่ายทำที่นั่นได้ด้วยเหตุผลด้านการจัดการ ทีมผู้สร้างจึงเลือกที่จะข้ามชายแดนไปและสร้างเมืองเดอร์รีขึ้นในเขตเทศบาลพอร์ตโฮพ รัฐออนแทริโอ ประเทศแคนาดา

    เนื่องจากเหตุการณ์ชวนระทึกมากมายในเมืองเดอร์รีปรากฏขึ้นในแสงจ้ายามกลางวัน ผู้กำกับภาพชุง-ฮุน ชุง จึงพบความท้าทายในการจัดแสง โดยจะต้องสร้างบรรยากาศความน่ากลัวขึ้นในเมืองที่งดงามและมีแสงแดดสดใส
    พื้นที่ป่าใกล้พอร์ตโฮพถูกใช้แทนทุ่งโล่งนอกเมืองเดอร์รีซึ่งเรียกกันว่าบ่อพักน้ำ “มันคล้ายบ่อพักน้ำตามที่บรรยายไว้ในหนังสือเลยล่ะครับ” มุสเชตติกล่าว

    ทีมงานพบสถานที่เพื่อนำมาใช้เป็นฉากสำคัญตามท้องเรื่องในส่วนอื่นๆ ของออนแทริโอ หรือบางแห่งก็สร้างขึ้นมาใหม่ รวมถึงบ้านหลังอันตรายที่แฟนนวนิยายรู้จักกันดี นั่นคือบ้านเลขที่ 29 ถนนนีโบลต์ บ้านที่ชำรุดทรุดโทรมและถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานานนั้นแท้จริงแล้วเกิดจากโครงสร้างสองส่วนมาผสมผสานกันคือฉากภายนอกที่สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด กับฉากภายในซึ่งถ่ายทำกันในบ้านที่ทีมงานพบและตั้งอยู่บนถนนที่มีชื่อพอเหมาะพอเจาะว่าบลีคสตรีท

    นักออกแบบงานสร้าง โคลด พาเร กล่าวว่า “เราได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้านให้ทำอะไรก็ได้ตามที่เห็นสมควร ดังนั้นเราจึงรื้อบ้านออกให้เหลือแต่สภาพดั้งเดิม ดึงรายละเอียดแบบวิกตอเรียนออกมาเน้นให้ชัดขึ้น จากนั้นจึงตกแต่งสถานที่ด้วยปูนที่ลอกออกมาจากผนัง ใบไม้แห้งซึ่งเข้ามาทางหน้าต่างที่แตก และมีฝุ่นคลุ้งไปทั่ว เราปิดส่วนหน้าต่างที่เหลือด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ยุควิกตอเรียนที่เราทำขึ้นและพิมพ์ทั้งหน้าหลัง เพราะแสงจะส่องให้เห็นสิ่งที่พิมพ์อยู่ด้านนอก”

    เพื่อสร้างฉากด้านนอกตัวบ้าน พาเรเล่าว่า “เรานำไม้ใหม่มาทำให้ดูเก่าด้วยการเผาและฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อให้มันดูเป็นสีเทาเงินเหมือนผ่านการใช้งานมานาน จากนั้นก็ทาสีเทาเงินให้มีเงาคล้ำคล้ายบานเกล็ดไม้ที่ผุไปนานแล้ว”

    นักออกแบบรายนี้รู้ดีว่าสิ่งสำคัญคือต้องทำให้ด้านในและด้านนอกบ้านดูเข้ากันโดยใช้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เข้ามาช่วย เขากล่าวว่า “เราได้เพิ่มเถาไม้เลื้อยที่ไต่จากระเบียงด้านหน้าเข้าไปทางหน้าต่าง ดังนั้นในฉากภายในผมจึงใช้ไม้เลื้อยแบบเดียวกันให้เข้ามาผ่านทางหน้าต่างขึ้นไปบนเพดานและห้อยอยู่เหนือห้องรับแขก”

    ทีมงานยังได้ใช้พื้นที่โรงถ่ายขนาดใหญ่สามแห่งที่ไพน์วู้ดสตูดิโอในโตรอนโต ในโรงถ่ายแห่งหนึ่ง ทีมงานของพาเรได้สร้างถังเก็บน้ำขนาดยักษ์ซึ่งใช้เป็นถ้ำใต้ดินของเพนนีไวส์ โดยทำขึ้นมาจากของเล่นและเศษผ้าหลอมรวมกับบรรยากาศของความตายและการผุพัง ส่วนสำคัญที่สะดุดตาและน่าสยองขวัญก็คือของเล่นที่กองเป็นภูเขา โดยหลายชิ้นเก่าแก่นานหลายศตวรรษ ของเล่นทุกชิ้นมาจากเหยื่อของเพนนีไวส์ พาเรอธิบายว่า “ของเล่นด้านล่างนั้นเปื่อยเน่าเป็นสีดำ เพราะมันอยู่ตรงนั้นมานานหลายร้อยปี ยิ่งสูงขึ้นไปด้านบน ก็ยิ่งเป็นของเล่นที่ใหม่ขึ้น”

    นอกจากนี้ในโรงถ่ายยังมีอุโมงค์และทางระบายน้ำที่คดเคี้ยวเป็นเขาวงกต ซึ่งกลุ่มขี้แพ้ได้บุกเข้าไปอย่างกล้าหาญ พาเรทำงานร่วมกับทีมสร้างฉากเพื่อหาวัสดุที่สร้างความรู้สึกว่าเขาวงกตนี้ถูกสร้างขึ้นมานานหลายปีแล้ว

    ฉากท่อระบายน้ำที่เพนนีไวส์ปรากฏตัวให้เราเห็นครั้งแรกนั้นถ่ายทำในสถานที่สองแห่ง คือส่วนด้านนอกตรงที่เราเห็นจอร์จีใส่เสื้อฝนสีเหลืองสะดุดตาและวิ่งตามเรือกระดาษที่ไหลไปตามน้ำฝนบนถนนของเมืองเดอร์รี บทสนทนาระหว่างเด็กชายกับเพนนีไวส์และบทสรุปอันน่าตื่นตะลึงนั้นถ่ายทำกันภายหลังในโรงถ่าย โดยใช้แท่นที่ยกขึ้นให้เพนนีไวส์จ้องขึ้นไปหาจอร์จี

    ฉากอื่นๆ ที่สร้างขึ้นในโรงถ่าย ได้แก่ ห้องน้ำเก่าในอพาร์ตเมนต์โทรมๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งเบเวอร์ลีย์จะต้องตัวเปียกชุ่มไปด้วยเลือดที่พุ่งออกมาจากท่อของอ่างล้างหน้า และฉากชั้นใต้ดินที่น้ำท่วมซึ่งเพนนีไวส์จะผุดขึ้นมาจากน้ำสีขุ่น โดยเขาจะกล่าวคำพูดชวนหลอนว่า “นายก็จะลอยด้วยเหมือนกัน” …เป็นการเผยความจริงอันโหดร้ายพร้อมกับคำขู่อันส่อเค้าลาง

    ในบรรดาสัญลักษณ์ประจำตัวเพนนีไวส์นั้น มีสิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจคนทุกรุ่น นั่นก็คือลูกโป่งสีแดง “คุณไม่มีทางสร้าง ‘IT’ โดยขาดลูกโป่ง” แอนดี มุสเชตติกล่าว “ครั้งแรกที่คุณเห็นเพนนีไวส์ถือลูกโป่ง ถ้าคุณมองเข้าไปใกล้ๆ คุณอาจเห็นว่ามันมีรูปร่างแปลกๆ เพราะลูกโป่งนั้นไม่ใช่ของจริง เขาสร้างมันขึ้นมา เขาเป็นนักแปลงกายและลูกโป่งก็เป็นส่วนหนึ่งในร่างกายของเขา ดังนั้นมันจึงดูเหนือจริงและชวนให้หวาดหวั่นเมื่อได้เห็นของที่คุ้นตาปรากฏในรูปทรงที่แปลกออกไป”

    คุณได้ยินหรือเปล่า
    ถ้ามันกลับมา เราก็จะกลับมาด้วย…

    เสียงและดนตรีเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งในการกำหนดและปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกและช่วยเพิ่มความตึงเครียดด้วย มือมิกซ์ในการบันทึกเสียงเพิ่มเติม คริส เจนคินส์และไมเคิล เคลเลอร์, ผู้ควบคุมการตัดต่อเสียง วิกเตอร์ เรย์ เอนนิส และนักออกแบบเสียง พอล แฮคเนอร์ ทำงานร่วมกับแอนดี มุสเชตติอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างบรรยากาศเสียงที่จะช่วยนำผู้ชมไปสู่ความสยองขวัญที่โอบล้อมเมืองเดอร์รีเอาไว้

    น่าประหลาดที่ความเงียบมักเป็นแนวทางหลักที่ฝ่ายเสียงเลือกใช้ เคลเลอร์อธิบายว่า “‘IT’ มีฉากหลายฉากที่แทบจะเงียบสนิท จากนั้นก็มีเหตุการณ์น่ากลัวเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน งานของเราก็คือการควบคุมเสียงไม่ให้บอกใบ้ความน่ากลัวที่กำลังจะเกิดขึ้น”

    รายละเอียดอันละเอียดอ่อนแต่ทรงพลังได้ถูกสอดแทรกเข้ามาในหนังตลอดทั้งเรื่องเพื่อผลในแง่การสร้างบรรยากาศ เช่น เสียงรบกวนที่สร้างบรรยากาศสยองขวัญในบริเวณบ้านที่ถนนนีโบลต์ ขณะที่อุโมงค์และท่อระบายน้ำแต่ละส่วนของเมืองเดอร์รีก็มี “กลิ่นอาย” ทางเสียงของตัวมันเอง ตามคำพูดของเคลเลอร์ “สำหรับอุโมงค์ขนาดเล็ก เราเลือกใช้เสียงแบบโมโน แต่เมื่อเข้าไปในถังเก็บน้ำขนาดยักษ์ของเพนนีไวส์ก็จะต้องมีเสียงก้องที่ดังมาจากทุกทิศทาง” เขาอธิบาย

    ฝ่ายเสียงยังได้นำเอาเสียงหัวเราะที่สการ์สการ์ดสร้างไว้สำหรับตัวละครนี้มาดัดแปลงต่อ โดยปรับแต่งเสียงหัวเราะของตัวตลกรายนี้ให้แตกต่างกันไปตลอดทั้งเรื่องเพื่อสร้างเสียงความถี่ต่ำ และในบางสถานการณ์ก็เป็นการเปล่งเสียงงึมงำที่เปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่ไม่คาดฝัน

    องค์ประกอบสุดท้ายของหนังคือดนตรีซึ่งแต่งโดยเบนจามิน วอลล์ฟิสช์ โดยเป็นการย้อนกลับไปหาแนวทางของดนตรีประกอบแบบคลาสสิกของหนังผจญภัยยุคทศวรรษ 1980 ซึ่งใช้การบรรเลงของวงซิมโฟนี อย่างไรก็ตาม เขารู้ว่าดนตรีจะต้องสะท้อนเอกลักษณ์บางอย่างออกมา “การสร้างดนตรีประกอบเพื่อเล่าเรื่องราวของสิ่งชั่วร้ายเกินจินตนาการที่แปลงกายได้ สิ่งที่สามารถเอาชนะได้ก็ต่อเมื่อคนกลุ่มหนึ่งมาร่วมมือร่วมใจกันนั้น จะต้องอาศัยเพลงธีมที่ปรับเปลี่ยนลื่นไหลได้ เสียงที่สุดขั้วไม่บันยะบันยัง ไปจนถึงเสียงที่แผ่วเบา และที่สำคัญที่สุดคือภาษาทางดนตรีที่สื่อสารออกมาจากอารมณ์อันลึกซึ้งซึ่งขับเคลื่อนตัวหนังอยู่ตลอดเวลา” เขากล่าว

    แม้ว่ามีเพลงธีมที่แตกต่างกันไปสำหรับเพนนีไวส์ กลุ่มขี้แพ้ จอร์จี และแม้กระทั่งเมืองเดอร์รีเอง วอลล์ฟิสช์ก็ต้องการให้ทุกเพลงประสานเข้าด้วยกัน “เพื่อถ่ายทอดแนวคิดที่ว่าเพนนีไวส์มีอิทธิพลต่อทุกสิ่งรอบตัวมัน” เขาอธิบาย

    ที่น่าสนใจคือ เพลงธีมของเพนนีไวส์เป็นเพลงจากเกมของเด็กๆ ในยุคศตวรรษที่ 17 ชื่อ “Oranges and Lemons” นักประวัติศาสตร์บางรายกล่าวว่าเพลงนี้เกี่ยวข้องกับการนำเด็กมาบูชายัญ “เนื้อเพลงช่วงสุดท้ายที่เราใช้ครั้งหนึ่งในหนังร้องว่า ‘นี่ไงเทียนส่องพาเธอไปเข้านอน/ นี่ไงมีดปังตอที่จะสับหัวเธอ!’” วอลล์ฟิสช์กล่าว “เพลงนี้ฟังเผินๆ เหมือนจะสนุกสนานแบบแปลกๆ และไร้พิษภัย แต่ก็มีด้านมืดและความชั่วร้ายแฝงอยู่เช่นเดียวกับตัวร้ายของเรา เราใช้เพลงนี้ทุกครั้งที่เพนนีไวส์กำลังโจมตีหรือครุ่นคิดถึงการโจมตีเหยื่อของมัน”

    มุสเชตติกล่าวว่าดนตรีของวอลล์ฟิสช์ช่วยเน้นย้ำ “ความมหัศจรรย์และความลึกลับในช่วงหน้าร้อนที่พิเศษสุดของกลุ่มขี้แพ้”

    สตีเฟน คิง ให้ความเห็นว่า “หนังสยองขวัญเป็นสิ่งทรงพลัง ผู้คนชอบที่ได้รู้สึกกลัวเมื่ออยู่ในโรงหนังเพราะมันเป็นสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และคุณสามารถดื่มด่ำกับอารมณ์ที่คุณไม่มีทางได้สัมผัสในชีวิตจริง ‘IT’ ทำมากกว่านั้น หนังเรื่องนี้ให้โอกาสผู้ใหญ่อย่างเรากลับไปหาอารมณ์ที่แรงกล้าเหมือนเมื่อตอนเป็นเด็ก ผมคิดว่านั่นเป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ประสบผลสำเร็จด้วยดี”

    มุสเชตติสรุปว่า “ผมอยากให้ ‘IT’ น่าสะพรึงกลัวแต่ก็น่าประทับใจ หนังเรื่องนี้เป็นหนังสยองขวัญ แต่ก็เป็นหนังเกี่ยวกับมิตรภาพ ความรัก และพลังความเชื่อที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เราต้องการนำผู้ชมไปสู่การเดินทางทางอารมณ์…แต่ก็เป็นการเดินทางที่สุดสยองด้วย!”

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *