Jack Ryan: Shadow Recruit

Jack Ryan: Shadow Recruit

  • Genres: Action/Adventure, Action/Adventure, Thriller, Sequel
    Running Time:1 hour 45 minutes
    Release Date:January 17, 2014
    MPAA Rating:PG-13 (for for sequences of violence and intense action, and brief strong language)
    Distributors:Paramount Pictures
    Starring:Chris Pine, Kenneth Branagh, Kevin Costner, Keira Knightley, Peter Andersson, Nonso Anozie, David Paymer
    Directed by:Kenneth Branagh

    “คุณชายสิ่งนี้เสมือนงานสำนักงาน”
    — แจ็ค ไรอัน

    แจ็ค ไรอัน ตัวละครที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของ ทอม แคลนซี่ กลับคืนสู่จอภาพยนตร์อีกครั้งในภาพยนตร์ทริลเลอร์สุดตื่นเต้น ตึงเครียด เมื่อเครือข่ายก่อการร้ายระดับโลก เริ่มลงมือปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลของซีไอเอผู้ชาญฉลาด (คริส ไพน์ จาก “Star Trek”) ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องออกลุยภาคสนาม แต่เมื่อทุกคนที่น่าจะสามารถหยุดอภิมหาหายนะระดับโลกที่กำลังจะบังเกิดขึ้นนี้ ล้วนแต่มีสิ่งที่อาจทำให้พวกเขาต้องสูญเสียหรือมีบางสิ่งที่ต้องปิดบังแอบซ่อน แล้วไรอันจะไว้ใจใครได้?

    ณ ใจกลางนครมอสโคว์ที่หนาวเหน็บ ผู้มีอำนาจชาวรัสเซียวางแผนก่อการร้ายทางการเงินที่สามารถทำลายสหรัฐอเมริกาได้ ขณะเดียวกัน ที่วอลสตรีท เจ้าหน้าที่ซีไอเอหน้าใหม่ แจ็ค ไรอัน กำลังปฏิบัติภารกิจภาคสนามครั้งแรก เป็นภารกิจที่เขาไม่อาจแน่ใจได้อีกต่อไปว่าใครเป็นมิตร และใครเป็นศัตรู สิ่งเดียวที่เขาแน่ใจได้ก็คือในโลกนี้ ทุกแรงจูงใจล้วนน่าสงสัย โลกที่เต็มไปด้วยความลับและคำโกหก ทุกความเคลื่อนไหวที่เป็นอันตรายที่เขาต้องกระทำล้วนแต่มีเดิมพันที่อาจส่งผลทำให้โลกใบนี้ต้องเปลี่ยนแปลงไป

    “Jack Ryan: Shadow Recruit” ได้นำเจ้าหน้าที่ซีไอเอของแคลนซี่ ผู้จำใจต้องทำหน้าที่สายลับ และกลายมาเป็นหนึ่งในตัวละครที่ถูกจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมร่วมสมัย ในฐานะนักวิชาการที่ต้องเปลี่ยนทฤษฎีการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายของเขาให้กลายเป็นการออกลุยเหล่าร้าย ให้ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21

    พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส และสกายแดนซ์ โปรดักชั่นส์ ภูมิใจเสนอผลงานการสร้างของ ลอเรนโซ่ ดิ โบนาเวนทูร่า/เมซ นูเฟลด์ ซึ่งนำพา แจ็ค ไรอัน จากงานนั่งโต๊ะไปสู่การถลำลึกสู่ความมืดมิด “Jack Ryan: Shadow Recruit” กำกับโดย เคนเนธ บรานาห์ และเขียนบทโดย อดัม โคแซ็ด และเดวิด โคปป์ โดยอิงจากตัวละครที่เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของ ทอม แคลนซี่ ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดย คริส ไพน์, เควิน คอสต์เนอร์, เคนเนธ บรานาห์ และเคียร่า ไนท์ลี่ย์ ทีมผู้อำนวยการสร้าง ได้แก่ เมซ นูเฟลด์, ลอเรนโซ่ ดิ โบนาเวนทูร่า, เดวิด บาร์รอน และมาร์ก วาห์ราเดียน ขณะที่ทีมผู้อำนวยการสร้างบริหาร ได้แก่ เดวิด เอลลิสัน, เดน่า โกลด์เบิร์ก และพอล ชวาเก้

    แจ็ค ไรอันคือใคร?
    นับแต่ที่นักเขียนนิยายผู้เป็นปรมาจารย์เรื่องสายลับ ทอม แคลนซี่ ได้แนะนำ แจ็ค ไรอัน เป็นครั้งแรกในหนังสือนิยายแนวทริลเลอร์เกี่ยวกับเรือดำน้ำเรื่อง The Hunt for Red October จากนั้น ก็ติดตามมาด้วยพลอตเรื่องที่เกี่ยวพันกับไออาร์เอ อย่าง Patriot Games แจ็ค ไรอันได้กลายมาเป็นคำที่ใช้แทนความหมายของฮีโร่ที่มองไม่เห็นตัว ถ้าลองเอ่ยชื่อ ไรอัน กับแฟนผลงานของ แคลนซี่ ชื่อนั้นจะทำให้เกิดภาพของคนฉลาดที่ออกปฏิบัติภารกิจ ผู้ทุ่มเทและเด็ดเดี่ยวในโลกที่เต็มไปด้วยแผนการร้าย เป็นภาพของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ลุกขึ้นเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ผิดธรรมดา ในโลกของจารชน ไรอันหยัดยืนโดดเด่น แม้จะไม่ได้ถูกฝึกมาในแบบสายลับ แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดผสมรวมกับความกล้าหาญ เขาไม่เคยหวังพึ่งเครื่องมือไฮเทคหรือการใช้กำลังมากเท่ากับการใช้มันสมองและความกล้า จนทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่เป็นสมบัติล้ำค่าของสหรัฐฯ โดยเขามักนำหน้าคนที่คิดร้ายต่อชาติไปหนึ่งก้าวเสมอ

    ด้วยผลงานหนังสือเบสต์เซลเลอร์จำนวน 13 เล่มของแคลนซี่ กับการมีหนัง 4 เรื่อง ในไม่ช้า ไรอันก็ฝังรากลึกสู่วัฒนธรรมร่วมสมัย ขณะที่สงครามเย็นได้แปรเปลี่ยนไปเป็นยุคแห่งงานสายลับที่มีความซับซ้อนมากขึ้น แต่ทางทีมผู้สร้างภาพยนตร์ “Jack Ryan: Shadow Recruit” รู้สึกว่าตัวละครผู้เป็นที่รักตัวนี้ไม่ควรถูกผลักไสให้ติดอยู่ในอดีตเพียงเท่านั้น เหนือสิ่งอื่นใด เหล่านักวิเคราะห์ที่มีความกระตือรือร้นอย่างไรอัน ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของยุคสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน เป็นยุคของการจารกรรมผ่านสายเครือข่ายการเชื่อมต่อ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ทางทีมผู้สร้างได้รับแรงบันดาลใจที่ไม่ใช่แค่จะทำให้โลกของไรอันทันสมัยมากขึ้นสำหรับคนดูในยุคปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังเป็นการย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของเขา เพื่อบอกเล่าถึงเรื่องราวที่เป็นรากฐานว่าเขาได้กลายมาเป็นชายอย่างที่แคลนซี่ได้สร้างชื่อเอาไว้ได้อย่างไร

    “ผมคิดว่าการที่มี คริส ไพน์ มารับบท แจ็ค ไรอัน พวกเราได้ให้ความหมายใหม่กับตัวละครตัวนี้จริงๆ” ผู้อำนวยการสร้าง เมซ นูเฟลด์ ผู้มีบทบาทในตำนานของ แจ็ค ไรอัน มาตั้งแต่ปี 1990 เมื่อเขาได้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่องแรกที่นำเสนอเรื่องราวของตัวละครตัวนี้ ในภาพยนตร์เรื่อง “The Hunt For Red October” ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์ยอดนิยม และเป็นภาพยนตร์ที่คว้ารางวัลสำคัญมาได้ด้วย บอก “คริสและ เคน บรานาห์ ได้มอบชีวิตใหม่ให้กับแจ็คแล้ว”

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไพน์ได้เป็นผู้มอบชีวิตใหม่ให้กับตัวละครที่เป็นสมบัติล้ำค่า เพราะเมื่อไม่นานมานี้ เขาก็เคยสร้างจินตนาการให้กับตัวละครที่ทุกคนชื่นชอบอย่าง กัปตัน เจมส์ ที เคิร์ก มาแล้วในภาพยนตร์ชุดที่ได้รับคำชมของผู้กำกับ เจเจ อับรามส์ เรื่อง “Star Trek” ซึ่งถือว่าเป็นการทำให้ภาพยนตร์ไซไฟคลาสสิกเรื่องนี้ได้แจ้งเกิดในใจของคนรุ่นใหม่ แต่กับภาพยนตร์เรื่องนี้ ไพน์ได้นำตัวละครที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีตัวนี้มาสู่ความเป็นจริงในปัจจุบัน ไม่ใช่ในโลกอนาคต

    ลอเรนโซ่ ดิ โบนาเวนทูร่า ผู้อำนวยการสร้างที่ชื่อเสียงโด่งดังจากภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ชุด “Transformer” อธิบายว่า “เราตั้งใจที่จะสร้างเรื่องราวต้นฉบับที่ทันสมัยให้กับ แจ็ค ไรอัน ดังนั้นคุณจะได้เห็นเส้นทางของเขาตั้งแต่เป็นนักเรียน จนได้เข้าไปทำงานในซีไอเอ เพื่อจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์สะเทือนโลกเป็นครั้งแรก คุณได้เห็นการเติบโตของตัวละครของเขา ได้เห็นว่าเขาพัฒนาความรู้สึกผิดชอบชั่วดีไปอย่างไร และเขารับมือกับความสัมพันธ์ต่างๆ อย่างไร และเขารับมืออย่างไรกับคำถามที่ว่ามันมีความหมายเช่นไรกับการพาตัวเองไปอยู่ในเส้นทางอันตราย เขาไม่ใช่คนที่เป็นซูเปอร์ฮีโร่ แต่เขาคือคนที่เมื่อเวลาเรียกร้อง เขาพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ และยังมีฉากแอ็กชั่นที่น่าตื่นเต้นมากมายอยู่ในเรื่องนี้”

    ทีมผู้สร้างรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็น แจ็ค ไรอัน ที่ถูกทำให้ร่วมสมัยขึ้น ลุกขึ้นมามีเลือดมีเนื้อจริงๆ โดยในครั้งแรกก็คือในบทภาพยนตร์ที่สร้างความประทับใจให้จากฝีมือของ อดัม โคแซ็ด และเดวิด โคปป์ จากนั้นก็จากการแสดงของ ไพน์ และจากงานการกำกับที่เน้นความเป็นจริงของ เคนเนธ บรานาห์ “ผลลัพธ์ก็คือการเดินทางครั้งแรกเพื่อจะค้นพบแจ็ค ชายผู้ไม่เคยคาดหวังว่าจะกลายมาเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนาม เคนและคริสได้ร่วมมือกันสร้างมุมมองที่พวกเขามีต่อไรอันขึ้นมาซึ่งทั้งสนุกและร่วมสมัย” ผู้อำนวยการสร้าง เดวิด บาร์รอน ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีจากภาพยนตร์แฟรนไชส์ชุด “Harry Potter” กล่าว

    ผู้อำนวยการสร้าง มาร์ก วาห์ราเดียน กล่าวว่าขณะที่โปรเจ็กต์นี้พัฒนาไป รากฐานสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ “การสร้างเรื่องที่มีความสดใหม่ขณะที่ยังคงยึดมั่นอยู่กับเรื่องราวอย่างที่ ทอม แคลนซี่ ได้สร้างเอาไว้”

    นั่นหมายถึงการสำรวจว่าทำไม แจ็ค ไรอัน ถึงได้ยังคงมีเสน่ห์ที่โดดเด่นท่ามกลางเรื่องราวเกี่ยวกับสายลับที่มีอยู่อย่างมากมายทั้งในรูปแบบของวรรณกรรมและภาพยนตร์ “เขาได้สร้างพื้นที่ของเขาเองขึ้นมาในโลกของสายลับ” วห์ราเดียนอธิบาย “เขามีความเป็นสายลับในแบบที่เป็นคนธรรมดามากกว่า เขาไม่ใช่นักฆ่าที่ผ่านการฝึกมา เขาคือตัวแทนของคนที่ถูกสะกิดที่ไหล่และถูกถามว่า ‘คุณยินดีที่จะทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อประเทศชาติของคุณได้แค่ไหน’ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาน่าสนใจ เป็นความรู้สึกภายในที่ว่าเขาก็คือหนึ่งในพวกเรานี่แหละ”

    ทีมเขียนบท โคแซ็ด ซึ่งประเดิมงานเขียนบทเรื่องแรกด้วยภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งเขาร่วมงานกับ เดวิด โคปป์ ผู้มีผลงานเป็นภาพยนตร์แอ็กชั่นทริลเลอร์มากมายตั้งแต่ “Premium Rush” และ “Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull” จนถึง “Mission: Impossible” และ “Jurassic Park” ได้สรรค์สร้างบทภาพยนตร์ที่ให้ความสำคัญกับไอเดียที่ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งถูกผลักดันให้ต้องค้นหาความกล้าหาญและความทุ่มเทเสียสละในตัวเขาเองซึ่งเป็นสิ่งที่แคลนซี่สรรค์สร้างได้อย่างชำนาญ ขณะเดียวกัน พวกเขาได้สร้างเรื่องราวที่มีความตึงเครียดและไม่เหมือนใคร ที่เจาะลึกลงไปในกระแสอันตรายอย่างที่สุด นั่นก็คือการก่อการร้ายที่คืบคลานเข้าสู่อาณาจักรทางด้านการเงิน ที่มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ทั่วทั้งโลกต้องพบกับความวุ่นวายสับสนอย่างไม่เคยมีมาก่อน

    “มันเป็นบทภาพยนตร์ที่ดีเยี่ยมที่มีความยิ่งใหญ่ และยังเข้ากันได้ดีทีเดียวกับเคน บรานาห์” ดิ โบนาเวนทูร่า กล่าว

    เมื่อบรานาห์ตกลงใจที่จะร่วมงานด้วย ไม่เพียงแต่ในฐานะผู้กำกับของภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ยังรวมถึงการรับบทเป็นผู้ร้ายที่มีความซับซ้อนของเรื่องอย่าง วิคเตอร์ เชอเรวิน เขาได้จุดประกายให้กับโปรเจ็กต์นี้ บรานาห์ซึ่งเป็นทั้งนักแสดงและผู้กำกับที่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว เพิ่งจะเสร็จสิ้นจากงานกำกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่อง “Thor” และเขาก็พร้อมแล้วที่จะดำดิ่งสู่อีกสนามหนึ่งที่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เขาได้ก้าวเข้าสู่โลกของงานจารกรรม

    ประวัติการทำงานที่หลากหลายของบรานาห์ในฐานะหนึ่งในนักแสดงละครเช็คสเปียร์ระดับแถวหน้าของโลก ผสมรวมกับความชื่นชอบในงานทริลเลอร์ฉลาดๆ ดูจะเข้ากันได้ดีทีเดียวกับความน่าตื่นเต้นและธีมของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่พูดถึงอำนาจ ความรับผิดชอบ และความไว้วางใจ

    “หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดในภาพยนตร์ก็คือการสร้างงานขนาดใหญ่ขณะที่จะต้องยึดมั่นต่อความเป็นมนุษย์ของเหล่าตัวละครด้วย เคนมีความสามารถเช่นนั้น และเขาไม่เคยปล่อยให้แนวคิดนี้หลุดไปเลยตลอดภาพยนตร์เรื่องนี้ทั้งเรื่อง” ดิ โบนาเวนทูร่ากล่าว

    นูเฟลด์กล่าวเสริมว่า “เคนเดินเข้ามาโดยเขาได้อ่านหนังสือทุกเล่มของแคลนซี่หมดแล้ว และเขาก็เตรียมตัวมาพร้อมมาก เขารู้ดีว่าจะพูดคุยกับนักแสดงคนอื่นๆ อย่างไร เขาทำงานแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ในภาพยนตร์เรื่องนี้มีฉากแอ็กชั่นเยอะมากกว่าภาพยนตร์ไรอันเรื่องก่อนๆ มันยังคงมีความเป็นภาพยนตร์ทริลเลอร์สูง แต่เคนจินตนาการถึงฉากเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่และน่าตื่นเต้นมาก”

    สำหรับบรานาห์ เสน่ห์ดึงดูดใจเริ่มต้นด้วยบทภาพยนตร์ “มันออกจะเป็นภาพยนตร์ที่เขย่าประสาท” เขาเล่าถึงตอนที่เขาได้อ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งแรก “มันเป็นภาพยนตร์แอ็กชั่นทริลเลอร์ แต่ที่มากไปกว่านั้น มันยังมีส่วนของอารมณ์ที่ทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจ คุณห่วงใยในตัว แจ็ค ไรอัน และเขาก็เป็นตัวละครที่มีความโดดเด่นอย่างมาก”

    ก่อนหน้านี้ บรานาห์ได้อ่านหนังสือของแคลนซี่อยู่แล้วสองสามเรื่อง แต่ในไม่ช้า เขาก็ติดอกติดใจกับนิยายทั้ง 13 เรื่องของแคลนซี่ที่เกี่ยวพันกับไรอัน จนเขาทุ่มเทตัวเองให้กับเรื่องราวประวัติความเป็นมาและบุคลิกของไรอันอย่างเต็มตัว “ผมสนุกกับความขัดแย้งกันในตัวไรอันอย่างมาก” บรานาห์บอก “เขาเก่งที่สุด ฉลาดที่สุด เขามีมันสมองแบบนักวิเคราะห์ที่เก่งอย่างมาก แต่เขาก็รู้สึกลังเลในฐานะของซีไอเอ เขามีคุณลักษณะแบบผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งที่มีความอ่อนแอ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นตัวละครที่เรามีอารมณ์ร่วมด้วย”

    เขายังรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้พาไรอันก้าวเข้าไปสู่ความไฮเทคของงานสายลับ ที่กลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะปกป้องอนาคตให้ทันเวลา อเมริกาอาจกลายเป็นที่ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการโจมตีได้ในแง่ที่มันเป็นหัวใจของระบบการเงินที่มีการเชื่อมต่อทำงานแบบ 24 ชั่วโมง อาทิตย์ละ 7 วัน ซึ่งสามารถถูกแทรกซึมเข้ามาได้โดยอาจไม่มีใครมองเห็นเลย บรานาห์รู้สึกสนใจว่านี่คือที่ที่ทักษะฝีมือของไรอันซุ่มซ่อนอยู่ นั่นก็คือความสามารถของเขาที่จะสืบหาแผนการที่มีความรุนแรงที่ถูกซ่อนอยู่ภายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์จนกระทั่งพวกมันเริ่มลงมือปฏิบัติการ “ด้วยแบ็คกราวน์ที่เคยอยู่ในวอลสตรีทมาก่อน แจ็คจึงสามารถวิเคราะห์เครือข่ายการเงินระดับโลก และมีความเข้าใจดีว่าตรงไหนที่อาจกลายเป็นจุดอ่อนและก่อให้เกิดหายนะได้”บรานาห์อธิบาย

    ถึงแม้เขาจะมีความเฉลียวฉลาดในเรื่องของเทคโนโลยี และมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล แต่ไรอันไม่เคยเตรียมตัวเตรียมใจรับต่อภัยคุกคามส่วนตัวอย่างสุดกู่แต่อย่างใด และมากไปกว่านั้นก็คือความกังขาต่างๆ ที่เขาจะต้องเผชิญเมื่อเขาเดินหน้าปฏิบัติการอย่างเต็มตัว นี่คือสิ่งที่ทำให้บรานาห์รู้สึกทึ่งอย่างมาก
    “เมื่อเรื่องราวของแจ็คเปิดฉาก มันกลายเป็นเรื่องที่ว่าผู้ชายอย่างแจ็ครับมือกับความลับและคำโกหกที่ถือว่าเป็นหัวใจของการใช้ชีวิตลับๆ ได้อย่างไร” ผู้กำกับบรานาห์บอก “เขาไม่สามารถบอกคู่หมั้นที่เขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยว่าเขาทำอะไร ดังนั้นเราจึงเดินไปบนเส้นทางชีวิตส่วนตัวร่วมกับแจ็ค ขณะที่เขาคิดหาวิธีการที่เหมาะเจาะที่จะทำสิ่งที่เขารู้ว่าเขาต้องทำ”

    การเดินทางครั้งนี้ทำให้บรานาห์และทีมงานต้องเดินทางจากนิวยอร์กไปยังมอสโคว์ มุ่งหน้าสู่ลอนดอนและก้าวเข้าสู่ฉากแอ็กชั่นที่ได้รับการออกแบบคิวบู๊มาอย่างประณีตที่สุด เขาพอใจกับประสบการณ์ครั้งนี้มาก “การสร้างภูมิทัศน์ของภาพยนตร์ทริลเลอร์ที่เดินทางไปทั่วโลกถือเป็นเรื่องสนุกสำหรับผม” เขาสรุป “เหนือสิ่งอื่นใด เราอยากสร้างภาพยนตร์ที่จับคนดูไปวางเอาไว้ใจกลางเรื่อง ดังนั้นคุณจึงรู้สึกราวกับว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับแจ็คนั้น กำลังเกิดขึ้นในเวลานั้นจริงๆ”

    การคว้าตัว คริส ไพน์
    ความเป็น แจ็ค ไรอัน ใน “Jack Ryan: Shadow Recruit” เป็นการยึดมั่นกับเรื่องราวของ ทอม แคลนซี่ นั่นก็คือลักษณะของผู้ชายธรรมดาที่ถูกผลักดันไปจนถึงขีดสุดของเขาด้วยสถานการณ์วิกฤตที่สุดของโลก ขณะที่นำตัวละครตัวนี้พุ่งทะยานสู่โลกซีไอเอในโลกยุคปัจจุบัน เพื่อหลอมรวมคุณสมบัติของตัวละครตัวนี้ที่ทั้งคลาสสิกและมีความทันสมัย ให้กลายเป็นการแสดงบทบาทเดียว ทางทีมผู้สร้างจึงต้องมองหาตัวนักแสดงที่มีคุณสมบัติทั้งสองประการอยู่ในตัว และพวกเขาพบส่วนผสมแบบนั้นในตัว คริส ไพน์

    “คริสเป็นนักแสดงที่เป็นนักคิดจริงๆ เป็นคนที่มีคุณสมบัติด้านการวิเคราะห์” บรานาห์ให้ความเห็น “เขาเป็นคนที่คุณรู้สึกได้ตลอดว่าเขาตั้งคำถามว่าอะไรจริงและอะไรที่ถูกต้อง มันสำคัญกับภาพยนตร์เรื่องนี้มากที่จะต้องมีคนอย่างคริส เป็นคนที่รู้สึกสบายใจกับตัวเอง เป็นคนที่ดูสมาร์ทโดยไม่ต้องพยายาม แต่ก็มีความเซ็กซี่และมีความสามารถ ที่จะรับบทนี้ คริสยังมีด้านที่เหมือนชิงชังตัวเอง เขามีความสามารถที่จะหัวเราะตัวเอง และเขานำคุณสมบัติแบบนั้นมาใส่ตัวละครตัวนี้ และบางครั้งก็ใส่ลงไปในสถานการณ์ขำๆ ที่แจ็คต้องเผชิญ ซึ่งทำให้เขายิ่งมีเสน่ห์น่าติดตามมากขึ้น”

    ลอเรนโซ่ ดิ โบนาเวนทูร่า กล่าวเสริมว่า “โดยส่วนตัวแล้ว คริสเป็นพวกนักวิเคราะห์ เป็นพวกอยากรู้อยากเห็น และมักจะกระตุ้นถามว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรคือความจริง ผมคิดว่าคริสเป็นเช่นนั้นโดยธรรมชาติ และ แจ็ค ไรอัน ก็เป็นคนประเภทนั้นโดยธรรมชาติ พวกเขาจึงเข้ากันได้ดีมาก คริสยังกล้าหาญอย่างไม่น่าเชื่อในแง่ที่เขาแสดงฉากสตั๊นต์ด้วยตัวเอง และยังพาตัวเองไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ เขาทุ่มเทให้กับตัวละครตัวนี้ 100% เต็ม”

    สำหรับไพน์ แรงดึงดูดที่จุดประกายให้เกิดความทุ่มเทได้ขนาดนั้น ก็คือโอกาสที่จะได้สร้างมุมมองที่ติดดินมากขึ้นของสายลับในชีวิตจริง เขาชอบไอเดียที่ปล่อยให้คนดูได้เห็นถึงความไม่แน่ใจ ความกลัวของไรอัน แม้กระทั่งได้เห็นถึงความไม่ศรัทธาของเขาเมื่อเขาได้ก้าวเข้าสู่อันตรายอย่างสุดกู่ของงานนี้เป็นครั้งแรก

    “ในขอบเขตของพระเอกหนังแอ็กชั่น แจ็คถือว่าแตกต่าง” คริส ไพน์บอก “เขาเป็นคนที่คุณอาจรู้จักในชีวิตประจำวันของคุณ เป็นผู้ชายฉลาด แต่ตอนนี้เขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เขาไม่รู้ว่าเขาควรจะทำเช่นใด เขาต้องไปอยู่ในที่ที่เขาต้องคิดในแบบที่เขาไม่เคยต้องคิดมาก่อน”

    ไพน์เดินเข้ามารับบทนี้พร้อมกับความนับถือที่มีให้กับคุณสมบัติด้านบวกทั้งหมดที่ ทอม แคลนซี่ ได้ใส่เอาไว้ในตัวละครตัวนี้ “อย่างหนึ่งในหลายๆ อย่างที่ผมคิดว่าทำให้เขากลายเป็นตัวละครที่น่าสนใจและอยู่มาได้นาน ก็คือ แจ็ค ไรอันเป็นผู้ชายที่โอบอ้อมอารี” ไพน์กล่าว “มีคุณความดีอยู่ในจิตวิญญาณของเขา ดังนั้นเขาจึงเป็นผู้ชายประเภทที่คุณอยากเห็นว่าได้เรียนรู้ที่จะเป็นผู้นำ”

    ไพน์บอกว่าในทางหนึ่ง ไรอันก็คือภาพสะท้อนของตัวละครที่มีชื่อเสียงอีกตัวที่เขาเคยแสดงเอาไว้บนจอภาพยนตร์ นั่นก็คือ กัปตันเคิร์ก “เคิร์กเป็นคนที่ออกจะห้าว และยโส และมันก็เป็นเพราะข้อบกพร่องเหล่านี้ที่เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับการไม่เห็นแก่ตัว ในทางตรงกันข้าม แจ็คเดินเข้ามาปฏิบัติภารกิจนี้ในฐานะผู้ชายติดดิน” ไพน์ตั้งข้อสังเกต “แต่สิ่งหนึ่งที่แจ็คไม่รู้ เหมือนที่พวกเราทุกคนไม่รู้ ก็คือ เมื่อถึงเวลาต้องเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ เขามีสิ่งที่จำเป็นต้องใช้หรือไม่”

    เพื่อเตรียมตัวมาแสดงเป็น ไรอัน ไพน์ได้สำรวจเรื่องราวทุกอย่างที่รวมกันเป็นประวัติของไรอัน เขาใช้เวลาพูดคุยเจาะลึกกับทหารผู้มีประสบการณ์ เขาเดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ลอนดอน เขาทุ่มเทศึกษาระบบกลไกของธนาคาร การค้าขายและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และเขายังได้ทำความรู้จักกับเจ้าหน้าที่สำนักดูแลกำกับกิจการที่เป็นงานซึ่งเป็นฉากบังหน้าของไรอัน

    ที่สำคัญต่อการแสดงของเขาไม่แพ้กัน ก็คือการขยายเรื่องราวความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคระหว่างแจ็คกับผู้หญิงที่เขาอยากแต่งงานด้วย แต่มิอาจบอกความจริงได้ เธอก็คือ แคธี่ คู่หมั้นของเขา “แจ็คเป็นคนโดดเดี่ยว แต่เขาก็มีความผูกพันแน่นแฟ้นกับผู้หญิงคนนี้” ไพน์ตั้งข้อสังเกต “ผมคิดว่าเขามองเห็นจิตใจที่คล้ายกันในตัวแคธี่ และตลอดเรื่องราวนี้ เธอได้พิสูจน์ว่าเธอมีความกล้าหาญและความแข็งแกร่งเหมือนที่เขามีเช่นกัน”

    ไพน์มีความเชื่อมั่นว่า บรานาห์จะนำองค์ประกอบทั้งหมดเหล่านี้ใส่ลงไปในเรื่องนี้ได้ “เคนเป็นผู้กำกับที่มีการเตรียมงานได้สุดยอดมาก เมื่อเขาเดินเข้ามาในกองถ่าย จะไม่มีข้อสงสัยเลยว่าเขาต้องการจะทำอะไรให้สำเร็จ” ไพน์ให้ความเห็น “ผมไม่เคยแสดงภาพยนตร์เรื่องไหนที่งานเดินหน้าได้เร็วเท่าเรื่องนี้มาก่อน แต่เคนก็ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปเองเสมอ จากนั้นเขาจะกระโดดจากหลังกล้องมาอยู่หน้ากล้องได้อย่างสบายที่สุด”

    บรานาห์รู้สึกตื่นเต้นไม่แพ้กันที่ได้ร่วมงานกับไพน์ “คริสเดินเข้ามาและสร้างความรู้สึกที่ว่า แจ็ค ไรอัน ก็คือคนที่อยากนั่งอ่านหนังสือประวัติศาสตร์มากกว่าที่จะต้องไปวิ่งเอาชีวิตรอดอยู่ในมอสโคว์ จากนั้นเขาก็แสดงให้เห็นว่าเขาได้ค้นพบความลึกในตัวของเขา” ผู้กำกับบรานาห์สรุป

    ผู้ฝึกสอน
    ชายผู้ดึง แจ็ค ไรอัน เข้ามาอยู่ในซีไอเอ และชักนำเขาเข้าสู่ภารกิจที่จะทดสอบไรอัน ก็คือ เจ้าหน้าที่ผู้มีประสบการณ์ที่รู้ดีว่าจะเล่นเกมส์อย่างไร ในที่นี้ก็คือ โธมัส ฮาร์เปอร์ ซึ่งรับบทแสดงโดยนักแสดงและผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์ เควิน คอสต์เนอร์ ผู้หวนกลับคืนสู่จอภาพยนตร์หลังจากประสบความสำเร็จระดับคว้ารางวัลเอ็มมี่จากผลงานทางทีวีอย่าง “The Hatfields and McCoys”

    ช่างน่าแปลกอย่างมากที่แต่เดิมเริ่มที คอสต์เนอร์เคยได้รับข้อเสนอให้รับบท แจ็ค ไรอัน ในภาพยนตร์เรื่อง “The Hunt For Red October” แต่เขาปฏิเสธบทนี้ไปอันเนื่องมาจากต้องทุ่มเทเวลาให้กับภาพยนตร์เอพิครางวัลออสการ์เรื่อง “Dances With Wolves” ที่เขาทั้งกำกับและนำแสดงเอง

    บรานาห์รู้สึกพอใจมากที่คอสต์เนอร์สนใจจะมาเยือนเรื่องราวนี้ในการให้กำเนิดครั้งใหม่ และยังมารับบทสำคัญเป็นผู้คอยฝึกให้กับไรอันอีกด้วย “มันเป็นบทที่เหมือนถูกสร้างมาเพื่อเควิน” ผู้กำกับบรานาห์บอก “ฮาร์เปอร์เป็นผู้อาวุโสในซีไอเอ และเควินก็แสดงเป็นเขาได้อย่างงดงามโดยไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด เขานำพลังที่เขาสะสมจากทุกบทที่เคยแสดงเอาไว้ มาใส่ในบทนี้ ดังนั้น จึงมีความรู้สึกแบบอเมริกันอยู่ในตัวเขาที่มันดูจะเกินไปกว่าที่ปรากฏในตัวหนังสือ ขณะเดียวกัน เขาก็คือนักแสดงที่ฝีมือยอดเยี่ยมมาก”

    คริส ไพน์ ซึ่งเป็นแฟนหนังของคอสต์เนอร์มานานทั้งผลงานหน้ากล้องและหลังกล้อง รู้สึกตื่นเต้นมากกับการได้คอสต์เนอร์มาร่วมแสดงด้วย “มันจะมีพลังที่ทรงอำนาจที่ดาราดังๆ และผู้กำกับอเมริกันเก่งๆอย่างเควินมี เมื่อเขาเดินเข้ามาในกองถ่าย” ไพน์บอก “การทำงานกับเขาก็เหมือนกับการได้เข้าเรียนกับปรมาจารย์ และฮาร์เปอร์ก็กลายเป็นรากฐานสำคัญสำหรับแจ็ค เป็นผู้เตือนให้แจ็ครู้ว่าเขาเป็นใคร และทำไมเขาถึงได้เลือกเขาให้มารับภารกิจนี้ตั้งแต่แรก”

    สำหรับคอสต์เนอร์ ความจริงที่ว่าเรื่องราว แจ็ค ไรอัน เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่แรกเริ่ม ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาสนใจ “ภาพยนตร์สายลับเรื่องนี้เป็นเหมือนเรื่องราวหลัก แต่บ่อยครั้งที่คุณแค่เดินเข้าไปในตัวภาพยนตร์โดยไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นมันเป็นยังไง” คอสต์เนอร์กล่าว “ดังนั้นนี่คือโอกาสที่จะถามแล้วว่า ‘มันเกิดขึ้นได้อย่างไร’ ‘เจ้าหน้าที่ซีไอเอคนนี้เริ่มต้นได้อย่างไร’”

    ฮาร์เปอร์มีบทบาทสำคัญในจุดกำเนิดของไรอัน แต่คอสต์เนอร์มองว่าความสัมพันธ์ของเขากับแจ็คเป็นชิ้นส่วนหนึ่งในภาพที่ใหญ่กว่าของการปกป้องประเทศนี้ “คุณอาจบอกว่าเขาเป็นที่ปรึกษาให้กับแจ็คก็ได้ แต่ผมไม่คิดว่าฮาร์เปอร์หรือแจ็คจะมองแบบนั้น” คอสต์เนอร์ตั้งข้อสังเกต “สำหรับฮาร์เปอร์ แจ็คคือคนที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขา เขารู้ดีถึงทักษะความสามารถของเขา และเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเขาที่แจ็คทำได้ดี แจ็คเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินมากกว่า เป็นนักวิชาการปริญญาเอก หมายความว่าเขาไม่มีปืนด้วยซ้ำเมื่อตอนที่เขามาถึงมอสโคว์ แต่ฮาร์เปอร์ก็รู้ว่าแจ็คมีความมุ่งมั่นอยู่ภายในตัวเขา”

    แรงผลักและดันระหว่างคอสต์เนอร์และไพน์ในบท ฮาร์เปอร์และไรอัน กลายมาเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ในกองถ่าย ผู้อำนวยการสร้าง เดวิด บาร์รอน กล่าวว่า “กับคริส คุณมีดาราหนังรุ่นใหม่ และกับเควิน คุณมีดาราดังที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักดี การจับพวกเขาสองคนมาอยู่ด้วยกันมันเหมือนกับแก๊งค์ปราบอาชญากรรม เรารู้สึกว่าเราโชคดีมากที่ได้พวกเขาทั้งสองคนมา”

    ดิ โบราเวนทูร่า ผู้เคยทำงานกับคอสต์เนอร์มาแล้วหลายครั้ง กล่าวเสริมว่า “ผมมีโอกาสได้ดูเควินแสดงหนังมาแล้วมากมายหลายเรื่อง ซึ่งหนังเหล่านั้นประสบความสำเร็จอย่างมากในยุค 90 ผมคิดว่าสิ่งที่คุณมักจะได้เห็นจากเขาเสมอก็คือความรู้สึกถึงภารกิจที่ดี เป็นไอเดียที่ว่าตัวละครของเขามักรู้เสมอว่าพวกเขาอยากทำอะไร และทำไมพวกเขาถึงได้อยากทำ ความรู้สึกทุ่มเทของเขาประกาศออกมาอย่างชัดเจนจนคุณอยากติดตามเขาไป ข้อดีเกี่ยวกับบทนี้ก็คือ ฮาร์เปอร์เป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอที่มีประสบการณ์ที่จู่ๆ ก็ถูกผลักดันให้ไปอยู่กับเด็กใหม่สองคน อย่างแจ็คและแคธี่ และมันเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องทำให้แน่ใจว่าทั้งสองคนเหมาะจะรับงานนี้ เควินมีพลังบารมีที่ทำให้คุณเชื่อเลยว่าเขาสามารถชี้นำคนสองคนนี้ผ่านสถานการณ์สุดยอดครั้งนี้ได้”

    ศัตรูและคนรัก
    ในมอสโคว์ แจ็ค ไรอันต้องเผชิญกับหนึ่งในการก่อการร้ายที่หลากหลายและทันสมัย นั่นก็คือ นายธนาคารชาวรัสเซียที่ทรงอำนาจ ผู้พร้อมที่จะลงมือปฏิบัติการสร้างความหวาดกลัวให้กับคนทั่วโลกเพียงเพื่อสนองความต้องการล้างแค้นส่วนตัวของเขา และผู้ที่มารับบทเป็น วิคเตอร์ เชอเรวิน ผู้นี้ก็คือผู้กำกับของภาพยนตร์เรื่องนี้ เคนเนธ บรานาห์ ซึ่งไม่ได้แสดงหนังที่เขากำกับเองเลยตลอด 13 ปีที่ผ่านมา แต่เขารับบทเป็นเชอเรวินด้วยความกระตือรือร้น

    “มันดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติที่ผมจะรับบท เชอเรวิน” บรานาห์เล่า “ผมรู้สึกทึ่งกับตัวละครตัวนี้ และมันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่เกินไป ไม่ใช่บทที่ใหญ่ขนาดแฮมเล็ต ขณะที่ต้องกำกับไปด้วย ผมคิดว่ามันคงจะสนุกมากที่ได้มาแสดงเป็นตัวละครด้านมืดตัวนี้ที่มีบางอย่างที่เป็นอิสระ และเป็นคนที่ถูกเติมเชื้อด้วยเรื่องราวโศกนาฏกรรมส่วนตัวของเขา เขาเป็นหนึ่งในคนที่คุณคงไม่อยากเผชิญ ซึ่งทำให้เขาดูน่าสนใจในฐานะที่ผมเป็นนักแสดง”

    ความรักชาติของเชอเรวิน รวมถึงความเคียดแค้นส่วนตัวของเขาต่อสหรัฐฯ ผลักดันให้เขาผนึกกำลังกับเครือข่ายปฏิบัติการที่มีทักษะทั้งทางด้านการเงินและระเบิด ในแผนการที่อาจเล็ดรอดสายตาคนอื่น แต่ไม่ใช่สำหรับแจ็ค ไรอัน แต่ไม่ใช่เพียงเพราะความเป็นอัจฉริยะด้านมืดของเขาเท่านั้นที่ทำให้ตัวละครตัวนี้ดูน่าสนใจน่าติดตาม แต่ยังเป็นเสน่ห์ที่ดูดีของเขาที่เขาใช้กับแจ็ค และสุดท้ายก็คือกับคู่หมั้นของเขา

    “วิคเตอร์อาจเป็นคนที่มีเสน่ห์จนน่ากลัว” บรานาห์ยอมรับ “แต่เขาก็เป็นคนที่อำมหิตมาก เขาสามารถตัดสินใจได้อย่างเลือดเย็นที่จะปลดปล่อยความชั่วร้ายของเขาออกมา จากนั้นเขาจะทำทุกอย่างที่เขาคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็น”

    ผู้กำกับบรานาห์สามารถสร้างสมดุลระหว่างงานแสดงกับงานกำกับภาพยนตร์อย่างพิถีพิถันที่สุด “ผมจะเน้นย้ำเป็นพิเศษกับวันที่ผมจะต้องเข้าฉากแสดงด้วย” บรานาห์อธิบาย “ผมอยากอยู่ในจุดที่ผมสามารถที่จะมีพลังและสมาธิมากที่สุด โดยไม่ต้องละทิ้งความต้องการของคนอื่นๆ สิ่งสุดท้ายที่คุณอยากทำก็คือการทำให้ทุกคนผิดหวัง”

    การเตรียมตัวคือหัวใจสำคัญ “เพื่อไปให้ถึงจุดที่บทบาทหนึ่งสามารถที่จะจุดไฟให้ติดได้ ผมมักรู้สึกเสมอว่าการเตรียมตัวคือวิธีที่ดีที่สูด” บรานาห์บอก ในกรณีนี้ นั่นหมายถึงการดำดิ่งสู่ประวัติศาสตร์รัสเซีย บทกวี และรูปแบบการพูด “ต้องใช้ความทุ่มเทอย่างมากที่จะค้นหาสำเนียงการพูดแบบวิคเตอร์โดยเฉพาะ” บรานาห์อธิบาย “สำเนียงแบบมอสโคว์มีอยู่หลายแบบ ดังนั้นมันจึงเริ่มต้นด้วยการใช้เวลานานหลายเดือนในการนั่งดูคลิปจากทีวีรัสเซียและการฟังเทปสอนในรถเพื่อให้ได้สัมผัสถึงความรู้สึกของเนื้อเสียง จากนั้นผมก็จะทำงานกับผู้เชี่ยวชาญภาษารัสเซีย และครูสอนเรื่องสำเนียง สุดท้าย มันก็คือความพยายามที่จะค้นหาเสียงดนตรีที่เหมาะกับบทนี้ โดยเฉพาะในเวลาที่วิคเตอร์เป็นสิ่งที่เพื่อนๆ ชาวอเมริกันของผมเรียกว่าเป็น ไอ้ตัวแสบ”

    คุณสมบัติที่ไม่ยอมผ่อนผันนั้นเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในกองถ่าย เช่นเดียวกับด้านที่เป็นปรัชญาและเป็นท่วงทำนองอันงดงามของตัวละครตัวนี้ “ผมคิดว่าเคนสนุกกับการแสดงเป็นเชอริวินนะ” ผู้อำนวยการสร้าง มาร์ก วาห์ราเดียน บอก “เขาสามารถเล่นเป็นผู้ร้ายในแบบที่เราเคยเห็นๆ กันก็ได้ แต่เขากลับไม่ทำแบบนั้น เขานำบทนี้ไปอีกทิศทางหนึ่ง เป็นผู้ชายที่มีอารมณ์สุนทรีย์ในตัว เป็นคนที่อยากแสดงให้โลกเห็นว่าการเป็นคนรัสเซียมีความหมายอย่างไรสำหรับเขา มันน่าสนใจเมื่อตอนที่เรากำลังทำการค้นคว้า เราพบว่ามีผู้คนมากมายที่พูดว่าสายลับรัสเซียนั้นพูดจาเหมือนกับพวกกวี พวกเขามีความโดดเด่น และได้รับการศึกษาสูง”

    เชอเรวินยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณสมบัติหลายอย่างของ แจ็ค ไรอัน แต่ในความรู้สึกที่เหมือนถูกบิดเบือนไป ดิ โบนาเวนทูร่า อธิบายว่า “พวกเขาไม่ใช่สองด้านของเหรียญอันเดียวกัน แต่มีความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่างพวกเขาเพราะเชอเรวินเชื่อว่าสิ่งที่เขาทำอยู่เป็นเรื่องที่ถูกต้อง และแจ็คก็เชื่อว่าสิ่งที่เขาทำอยู่เป็นเรื่องที่ถูกต้อง ดังนั้นคุณจึงมีตัวละครสองตัวนี้ที่มีความมั่นใจที่ตรงกันข้ามกัน”

    สำหรับ แจ็ค ไรอัน เชอเรวินไม่ใช่แค่ส่วนหนึ่งของปัญหาที่เขาต้องเจอในมอสโคว์ เขายังต้องเก็บความเป็นซีไอเอของเขาไว้เป็นความลับจากผู้หญิงที่เขารัก ซึ่งก็คือศัลยแพทย์สาว แคธี่ แต่เมื่อเธอตัดสินใจที่จะไปปรากฏตัวในรัสเซียโดยไม่บอกกล่าวเพราะอยากเซอร์ไพรส์เขา แจ็คต้องตัดสินใจว่าเขาจะบอกเธอได้มากแค่ไหน และเขาจะทำให้เธอต้องเสี่ยงชีวิตมากขนาดไหน

    ผู้มารับบทบาทอันซับซ้อนอย่างแคธี่ ก็คือ เคียร่า ไนท์ลี่ย์ นักแสดงหญิงชาวอังกฤษผู้เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว และยังเป็นที่รู้จักดีในหมู่คนดูในบท เอลิซาเบธ สวอนน์ ในภาพยนตร์ชุด “Pirates of the Caribbean” และในบท เอลิซาเบธ เบนเน็ต ในภาพยนตร์เรื่อง “Pride & Prejudice”

    “เคียร่านำทั้งความฉลาด ความสวย และความรู้สึกแบบแคธี่ที่เป็นคนที่ทัดเทียมกับแจ็คมาสู่บทนี้” บรานาห์ให้ความเห็น “ภารกิจของแจ็คในมอสโคว์คือจุดวิกฤตในความสัมพันธ์ของเขากับเธอ มีความสับสน และการเข้าใจผิดกันระหว่างพวกเขา ทั้งหมดนี้ต้องถูกแสดงออกมาในแบบที่เฉลียวฉลาดและแบบผู้ใหญ่โดยคนสองคนที่สามารถแสดงให้เห็นว่าพวกเขารักกัน เราพบว่ามีการแสดงที่เข้าขากันได้ดีเยี่ยมระหว่างคริสกับเคียร่า“

    “เคียร่ามีความเฉลียวฉลาดที่ว่องไว ซึ่งทำให้เธอดูมีเสน่ห์อย่างมาก” ไพน์พูดถึงไนท์ลี่ย์

    ไนท์ลี่ย์พอใจที่แคธี่อาจเริ่มต้นด้วยการดูเหมือนเป็นสาวคนรักทั่วๆ ไป แต่ในไม่ช้า เมื่อเริ่มเข้าสู่กลางเรื่อง เธอกลับกลายเป็นส่วนสำคัญในแผนการของแจ็คที่จะแทรกซึมแผนการของเชอเรวิน “จู่ๆ เธอก็เข้าไปอยู่ตรงกลางของภารกิจทั้งหมด” ไนท์ลี่ย์บอก “เธอมีความเหมือนแจ็คมากในแง่ที่ว่าเธอพบว่าตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ใหม่อย่างคาดไม่ถึง ต้องเผชิญหน้ากับชายที่อยากทำลายโลกอย่างที่เรารู้จักกัน”

    เธอยังตื่นเต้นที่จะได้ดำดิ่งสู่สถานการณ์นี้โดยมีบรานาห์เป็นผู้กำกับ “เรื่องแนวทริลเลอร์ต้องการคนเล่าเรื่องที่เก่ง และเคนก็เก่งเรื่องการเล่าเรื่องมาก กับการสร้างความตื่นเต้นผ่านการแสดงและฉากต่างๆ” ไนท์ลี่ย์บอก “เขาเข้าใจงานภาพยนตร์ และรู้วิธีที่จะสร้างสิ่งที่ให้ภาพที่พิเศษอย่างมาก แต่เขายังพิถีพิถันกับเรื่องรายละเอียดอีกด้วย”

    เมื่ออยู่ในกองถ่าย ไนท์ลี่ย์ยังพบสิ่งที่ช่วยเธอได้อย่างมากในตัว คริส ไพน์ “คริสนำความเป็นมนุษย์ใส่ลงไปในตัวแจ็ค ในฐานะชายที่กำลังต่อสู้กับตัวตนทั้งสองด้านของเขา” ไนท์ลี่ย์ตั้งข้อสังเกต “และยังต้องดิ้นรนกับการที่เขาไม่สามารถบอกคนที่เขารักที่สุดได้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่หรือทำไมเขาถึงทำ นั่นทำให้ตัวละครตัวนี้และความสัมพันธ์ระหว่างเราน่าสนใจมากจริงๆ”

    เมื่อแคธี่ตกลงที่จะช่วยดึงดูดความสนใจของเชอเรวินระหว่างงานเลี้ยงดินเนอร์อย่างเป็นทางการ หลายอย่างก็ยิ่งน่าสนใจมากขึ้น ไนท์ลี่ย์บอกว่าส่วนหนึ่งของความสนุกก็คือการได้เห็นบรานาห์ในบทเชอเรวิน พยายามที่จะล่อหลอกตัวละครของเธอ แล้วจู่ๆ ก็กลายเป็นร้ายใส่เธออย่างเลือดเย็น “เคนเป็นนักแสดงที่เก่งมาก” ไนท์ลี่ย์บอก “แต่เขาก็เหมาะที่จะเป็นผู้ร้ายที่ร้ายกาจจริงๆ และแคธี่ก็ต้องพยายามที่จะรู้ให้เท่าทันเขาอย่างเท่าเทียมกัน”

    ทางทีมผู้สร้างรู้สึกประทับใจกับความสมจริงที่ไนท์ลี่ย์นำมาสู่บทนี้มาก “แคธี่เป็นตัวละครที่มีความท้าทายมากนะ แต่เธอเหมาะกับคนที่มีความสามารถอย่างเคียร่าจริงๆ” วาห์ราเดียนบอก “เธอกับคริสพาคุณไปถึงจุดนั้นในความสัมพันธ์เมื่อคุณเริ่มสงสัยว่าคุณรู้จักคนๆ นั้นที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับคุณจริงหรือเปล่า ในกรณีของพวกเขา มันยิ่งตึงเครียดมากขึ้นไปอีกเพราะมีการหลอกลวงกำลังดำเนินไปอยู่”

    การไล่ล่าไปทั่วโลก
    การเดินทางของ แจ็ค ไรอัน ใน “Jack Ryan: Shadow Recruit” นำพาเขาไปตามเส้นทางทั่วโลกจากทางเดินสุดไฮเทคของวอลสตรีท ไปจนถึง “นิวมอสโคว์” ซึ่งพยายามจะสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจหลักของโลก ที่กำลังกลายเป็นย่านการเงินที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าส่งประกายระยิบระยับ ทางกองถ่ายได้ติดตามการเดินทางนั้น โดยถ่ายทำฉากกลางแจ้งท่ามกลางท้องถนนและตึกระฟ้าของแมนฮัตตัน และโดมที่มีสีสันของกรุงมอสโคว์ จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังลอนดอนและลิเวอร์พูล ที่ซึ่งหัวใจของโลกของ แจ็ค ไรอัน ได้ถูกสร้างขึ้นที่โรงถ่าย และตามโลเกชั่นที่ถูกสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน

    บรานาห์ยังได้รวบรวมทีมงานเทคนิคชั้นยอดเพื่อช่วยกันสร้างงานขนาดใหญ่ ซึ่งรวมถึงผู้กำกับภาพ แฮริส แซมบาร์ลูคอส ซึ่งเคยร่วมงานกันใน “Thor” และ “Sleuth”; โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ แอนดรูว์ ลอว์ส (“Yes Man”); ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย จิลล์ เทย์เลอร์ (“My Week With Marilyn,” “Match Point”) และมือลำดับภาพเจ้าของรางวัลออสการ์ มาร์ติน วอล์ช (“Wrath of the Titans,” “V for Vendetta,” “Chicago”)

    แทนที่จะมุ่งหน้าสู่โลกแฟนตาซีสุดเนี๊ยบของเหล่าสายลับแบบในนิยายส่วนใหญ่ แซมบาร์ลูคอส ได้ร่วมงานกับบรานาห์เพื่อสร้างความสมจริงขึ้นมา โดยเลือกที่จะถ่ายทำด้วยภาพแนวขยายแบบ 35 มม. และสะท้อนภาพลักษณ์รูปถ่ายในหนังสือพิมพ์แบบภาพยนตร์ทริลเลอร์ในยุค 70

    “เราถ่ายทำกันด้วยกล้องสามตัวเกือบจะตลอดเวลา และบ่อยครั้งที่เราถ่ายทำกันแบบไม่มีการซ้อม” บรานาห์อธิบายถึงที่มาที่ไปของภาพที่เห็นในภาพยนตร์เรื่องนี้ “ที่ทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ได้ภาพที่มีความดิบ เป็นความสุดโต่งในแบบที่ผมชอบมากในบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมไม่อยากได้ความรู้สึกที่ดูราบลื่นจนเกินไป ผมอยากให้หลายๆ อย่างถูกแสดงออกมาในแบบที่คนดูจะต้องก้าวให้ทันกับจังหวะของเรื่องในแบบที่สร้างความสนุกสนาน และเพื่อร่วมเดินทางไปกับแจ็คบนเส้นทางด้านอารมณ์ที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน ที่ซึ่งคุณจะมีความรู้สึกกลัวหรืออดรีนาลีนฉีดพุ่งอยู่เสมอ ดังนั้นเราจึงถ่ายทำหนังเรื่องนี้กันในแบบที่ใช้สัญชาตญาณเช่นนั้นนำทาง”

    ลอว์ส ซึ่งเป็นโปรดักชั่นดีไซเนอร์ ทุ่มเทให้กับการสร้างบรรยากาศให้กับแจ็ค ขณะทำงานกับโลเกชั่นที่มีการปรับเปลี่ยน และการสร้างฉากของเขาเองขึ้นมาใหม่หมดในโรงถ่ายที่มีชื่อดังเป็นตำนานของลอนดอนอย่างที่ ไพน์วู้ด สตูดิโอส์ (ซึ่งพวกเขาได้ไปถ่ายทำที่โรงถ่าย “007 Stage” ที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้วย)

    แต่เริ่มเดิมที ลอว์สสนใจโปรเจ็กต์นี้เพราะมันเน้นย้ำไปที่ตัวละครที่อยู่ภายในความตื่นเต้นของภารกิจจารกรรม “ในฐานะของนักออกแบบ ผมชอบที่ได้ทำงานจากตัวละคร และมีเนื้อหารายละเอียดมากมายในแง่ที่ว่าตัวละครเหล่านี้เป็นใคร และมันมีความหมายอย่างไรกับสภาพแวดล้อมที่เราสร้างขึ้นมา” ลอว์สอธิบาย “เพราะหนังเรื่องนี้ต้องเดินทางจากนิวยอร์กไปมอสโคว์ เราจึงมีโอกาสที่ดีที่จะสร้างสิ่งที่น่าตื่นเต้นและสวยงามขึ้น”

    ที่สอดประสานเป็นอย่างดีกับวิธีการทำงานของบรานาห์ ลอว์สมุ่งเป้าไปที่การสร้างความสมจริงในงานออกแบบของเขา “แรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่อยู่เบื้องหลังคอนเซ็ปต์ทั้งหมดของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ การทำให้ทุกอย่างดูติดดินเข้าไว้” ลอว์สอธิบาย “เราต้องการโลกที่เป็นจริง เพราะ แจ็ค ไรอัน ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นตัวละครที่ทุกคนรู้สึกผูกพันได้ เป็นคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นเรื่องที่เราคุ้นเคยและเข้าใจ และสิ่งที่เขาทำในสภาพแวดล้อมธรรมดาๆ เหล่านี้เองที่ทำให้เขาดูน่าตื่นเต้น ดังนั้นเราจึงใส่ความเหมือนจริงลงไปในทุกที่ ตั้งแต่พื้นของวอล สเตร็ทเทรดดิ้งที่เขาทำงาน จนถึงอพาร์ตเม้นต์ที่เขาอยู่กับแคธี่”

    ลอว์สออกแบบอพาร์ตเม้นต์ที่สะท้อนคู่หญิงชายที่ยังไม่ถึงขนาดใช้ชีวิตแต่งงานอยู่ด้วยกัน แต่ก็มีความเชื่อใจกันอย่างลึกซึ้ง “การออกแบบอพาร์ตเม้นต์แห่งนี้น่าสนใจอย่างมาก เพราะเรารู้สึกว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว แจ็คกับแคธี่คือคนที่แต่ละฝ่ายก็ยังมีชีวิตส่วนตัวที่แยกจากกัน ถึงแม้พวกเขาจะอยู่ด้วยกัน ดังนั้นจึงยังมีข้าวของๆเขาทางนี้ มีข้าวของๆเธออยู่ทางนั้น และคุณจะรู้สึกถึงบางสิ่งที่เหมือนยังไม่เสร็จสมบูรณ์อยู่” ลอว์สอธิบาย “ในขณะเดียวกัน การใช้ชีวิตของแจ็คและแคธี่ไม่มีการเสแสร้ง พวกเขาคือคนที่ประสบความสำเร็จ แต่เรื่องราวของพวกเขาก็มีความประนีประนอม จริง และเต็มไปด้วยรายละเอียด”

    ยังเป็นเรื่องสนุกสำหรับลอว์สที่ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปของมอสโคว์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงในแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นบนจอภาพยนตร์ “มอสโคว์ทุกวันนี้มีอะไรมากมายที่ผมคิดว่าคนนอกเมืองนี้ไม่รู้” ลอว์สบอก โดยเขายังพูดถึงศูนย์ธุรกิจแห่งใหม่ของเมือง International Business Center ซึ่งเป็นอาคารหรูหราที่อยู่ภายใต้การก่อสร้างที่ผสมรวมอาคารด้านการเงิน พื้นที่อยู่อาศัย และแหล่งความบันเทิง “มีความเคลื่อนไหวมากมาย และยังมีพัฒนาการใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เมื่อแจ็คไปที่นั่น เราอยากให้มันสะท้อนความรู้สึกที่คาดเดาไม่ได้”

    ลอว์สได้สร้างสำนักงานของเชอเรวินให้เป็นอาคาร 80 ชั้นที่ตั้งอยู่ใจกลางของ International Business Center “การใช้อาคารแห่งหนึ่งในลอนดอน กับการนำมาปรับแต่งภาพด้วยวิชวลเอฟเฟ็กต์ในช่วงโพสต์โปรดักชั่น ทำให้เราสามารถสร้างสิ่งที่มีความงดงามและยิ่งใหญ่เหมือนกับที่กำลังมีการสร้างกันในย่านการเงินแห่งใหม่ของมอสโคว์” เดวิด บาร์รอน บอก “มันเป็นเงาวาว หรูหรา และมันก็เข้ากับเชอเรวินอย่างมาก”

    โปรเจ็กต์นี้คืองานช้างสำหรับลอว์ส แต่เขาบอกว่าระบบการจัดการที่พิถีพิถันของบรานาห์ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ “ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ที่ดี ถึงแม้จะเป็นความท้าทายก็ตาม” ลอว์สกล่าว “มันเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเราถ่ายทำด้วยกล้องสามตัว ถ้าเราไม่มีผู้กำกับที่คิดได้เร็วและมีฝีมือแบบเคน ผมคิดว่ามันต้องเป็นงานยากมากๆ แน่ ยอดเยี่ยมจริงๆ ที่ได้มาทำงานกับเขา และได้เห็นอยู่เสมอว่ากัปตันเรือลำนี้ทุ่มเทและทำงานหนักเท่ากับพวกเราขนาดไหน”

    เมซ นูเฟลด์ พูดถึงการทำงานของลอว์สว่า “แอนดรูว์สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทุกอย่างที่เขานำมาแสดงให้เราได้ดูจากภาพวาดสาธิตของเขา ปรากฏให้เห็นตรงหน้าเมื่อเราเดินเข้าไปในฉาก เราได้เห็นรูปภาพพวกนั้นแล้ว แต่การได้เดินเข้าไปในฉากพวกนั้นจริงๆ อย่างเช่นการเดินเข้าไปในสำนักงานของเชอเรวิน มันเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราตื่นตะลึงมาก มันจริงเสียยิ่งกว่าที่เราเคยจินตนาการเอาไว้เสียอีก”

    ในการสร้างฉากแอ็กชั่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งถูกผสมเข้ากับตัวเนื้อเรื่องอย่างไร้รอยต่อ บรานาห์ได้ทำงานกับผู้ประสานงานสตั๊นต์ที่มีชื่อเสียงชาวอังกฤษ วิค อาร์มสตรอง ซึ่งเขาเคยร่วมงานด้วยมาแล้วใน “Thor” อาร์มสตรองได้ช่วยสร้างฉากที่ถึงกับทำให้ลืมหายใจมากที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ เมื่อการเดินทางไปมอสโคว์ของ แจ็ค ไรอัน เริ่มต้นอย่างชวนให้ช็อคด้วยการถูกโจมตีอย่างกระทันหัน

    “วิคมีส่วนสำคัญกับงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้มาก” วาห์ราเดียนบอก “เขานำพลังมาสู่กองถ่ายอย่างมหาศาล พร้อมกับทัศนคติที่ว่าเราทำได้ เขาสามารถทำสิ่งที่เคนต้องการอยากให้มีในฉากแอ็กชั่นได้เสมอ”

    สำหรับบรานาห์ ความใส่ใจในรายละเอียดทุกอย่างตั้งแต่งานสตั๊นต์ จนถึงงานกล้อง และการแสดง ทุกอย่างนี้ช่วยเสริมบรรยากาศที่ชวนให้นึกย้อนไปถึงสิ่งที่ผู้คนรักในตัว ทอม แคลนซี่ ในฐานะของนักประพันธ์ เป็นการผสมผสานที่โดดเด่นของความสมจริงทางด้านเทคนิค ภูมิศาสตร์ด้านการเมืองที่สมจริง และฉากตื่นเต้นที่เฉียบคม

    “ไอเดียเบื้องหลังภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือการทำให้คนดูถูกดึงให้เข้าไปอยู่ในโลกของ แจ็ค ไรอัน อย่างสมบูรณ์ ซึ่งก็เหมือนกับโลกของพวกเรานั่นแหละ แต่ก็มีความไม่แน่ใจและการหลอกลวงอยู่ด้วย” บรานาห์กล่าว “มันไม่ใช่แค่เรื่องราวของสายลับและฉากแอ็กชั่นเจ๋งๆ เท่านั้น แต่ยังมีการแสดงให้เห็นด้วยว่า แจ็ค ไรอัน เป็นใคร และเขาจะกลายมาเป็นใคร และนั่นก็คือสิ่งที่ผมหวังว่าเราได้ใส่ลงไปในภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว”

    ประวัตินักแสดง

    คริส ไพน์ (Chris Pine) รับบท แจ็ค ไรอัน
    คริส ไพน์ คือหนึ่งในนักแสดงที่มาแรงที่สุดของฮอลลีวู้ดยามนี้ ปัจจุบัน เขาแสดงนำในภาพยนตร์แฟรนไชส์ฟอร์มใหญ่ถึงสองเรื่อง ประวัติการทำงานของเขามีมากมายหลากหลาย

    เมื่อเร็วๆ นี้ ไพน์กลับไปรับบทเป็น เจมส์ ที เคิร์ก ในผลงานภาพยนตร์ภาคต่อของ พาราเม้าต์ เรื่อง Star Trek Into Darkness ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย เจเจ อับรามส์ และประสบความสำเร็จทั้งทางด้านคำวิจารณ์และรายได้ โดยสามารถทำเงินจากทั่วโลกไปมากกว่า $462 ล้าน คริสจะแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Jack Ryan ที่กำกับโดย เคนเนธ บรานาห์ และร่วมแสดงกับ เคียร่า ไนท์ลี่ย์ และเควิน คอสต์เนอร์ โดยอิงจากตัวละครที่สร้างสรรค์โดยนักเขียนเบสต์เซลเลอร์อย่าง ทอม แคลนซี่ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์แอ็กชั่นทริลเลอร์ร่วมสมัย โดยติดตาม แจ็ค ไรอัน ในวัยหนุ่ม ขณะที่เขาเปิดโปงแผนก่อการร้ายทางการเงิน ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเปิดตัวฉายในเดือนมกราคมปี 2014

    เมื่อเร็วๆนี้ ไพน์เพิ่งจะปิดกล้องภาพยนตร์เพลงแนวตลกของ ร็อบ มาร์แชลล์ เรื่อง Into the Woods ที่เขาร่วมแสดงกับ จอห์นนี่ เด๊ปป์, เมอริล สตรีพ และแอนนา เคนดริค และยังจะไปรับบทรับเชิญในภาพยนตร์ทริลเลอร์ปนตลกของ โจ คาร์นาแฮน เรื่อง Stretch ปัจจุบัน ไพน์อยู่ระหว่างการถ่ายทำภาคต่อของภาพยนตร์เรื่อง Horrible Bosses โดยร่วมแสดงกับทีมนักแสดงดั้งเดิมอย่าง เจสัน เบทแมน, ชาร์ลี เดย์, เจสัน ซูไดคิส, เจนนิเฟอร์ อนิสตัน, เจมี่ ฟ็อกซ์ และเควิน สเปซี่ย์ โดยคริสและคริสทอฟ วอล์ทซ์ จะมาแสดงเป็นคู่ปรับรายใหม่ที่ยืนขวางทางพวกหนุ่มๆ กลุ่มนี้กับความฝันของพวกเขา
     
    เมื่อปีที่แล้ว ไพน์ให้เสียงพากย์กับภาพยนตร์อะนิเมชั่นขนองดรีมเวิร์กส์ เรื่อง Rise of the Guardians โดยได้ร่วมงานกับ อเล็ค บอลด์วิน, ฮิวจ์ แจ็คแมน, อีสล่า ฟิสเชอร์ และจู้ด ลอว์ เขายังแสดงนำร่วมกับ มิเชลล์ ไฟฟ์เฟอร์, เอลิซาเบธ แบงก์ส และโอลิเวีย ไวลด์ ในภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง People Like Us และร่วมแสดงกับ รีส วิเธอร์สปูน และทอม ฮาร์ดี้ ในภาพยนตร์แอ็กชั่นตลกของค่ายทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ เรื่อง This Means War

    ก่อนหน้านี้ คริสแสดงนำร่วมกับ เดนเซล วอชิงตัน ในภาพยนตร์เรื่อง Unstoppable ที่กำกับโดย โทนี่ สก็อตต์ ในปี 2009 เขาแสดงนำในภาพยนตร์อิตของพาราเม้าต์ เรื่อง Star Trek ซึ่งกำกับโดย เจเจ อับรามส์ ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของพาราเม้าต์ แวนเทจ เรื่อง Carriers, ภาพยนตร์อะนิเมชั่นที่ให้ความรู้เรื่อง Quantum Quest: A Cassini Space Odyssey,Bottle Shock, ภาพยนตร์อินดี้เรื่อง SmallTown Saturday Night ผลงานของผู้กำกับ ไรอัน เคร็ก, ภาพยนตร์ดราม่ารวมดาราของ โจ คานาแฮน เรื่อง Smokin’ Aces, ภาพยนตร์เรื่อง Blind Dating ที่เขาร่วมแสดงกับ เอ๊ดดี้ เคย์ โธมัส และเจน ซีมัวร์, ภาพยนตร์ตลกโรแมนติคเรื่อง Just My Luck ที่เขาร่วมแสดงกับ ลินด์ซี่ย์ โลแฮน และภาพยนตร์เรื่อง The Princess Diaries 2: Royal Engagement ที่เขาร่วมแสดงกับ แอนน์ แฮ็ทธาเวย์

    เควิน คอสต์เนอร์ (Kevin Costner) รับบท วิลเลี่ยม ฮาร์เปอร์
    เควิน คอสต์เนอร์เริ่มต้นเข้าวงการด้วยการแสดงภาพยนตร์อินดี้มากมายหลายเรื่อง และได้รับบทเล็กๆ ในภาพยนตร์ดังๆ อีกหลายเรื่องเช่นกัน บทบาทในภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่เรื่องแรกของเขา ได้แก่ภาพยนตร์ตลกที่พูดถึงการก้าวข้ามเปลี่ยนวัย เรื่อง Fandango

    นับแต่เข้าวงการมา คอสต์เนอร์มีผลงานการแสดงที่หลากหลาย ทั้งหนังตลก แอ็กชั่น และดราม่า เขาเคยแสดงนำในภาพยนตร์ฮิตทำเงินมากมายอย่าง No Way Out, Bull Durham, Field of Dreams, The Bodyguard และ Wyatt Earp

    ความสามารถในงานสร้างภาพยนตร์ของคอสต์เนอร์ยังแสดงให้เห็นเด่นชัดในภาพยนตร์เรื่อง Dances with Wolves ซึ่งเขาทั้งกำกับ อำนวยการสร้าง และแสดงนำเอง จนภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเจ็ดรางวัลออสการ์ ซึ่งรวมถึงรางวัล “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” และ “ผู้กำกับยอดเยี่ยม”

    นอกจากจะนำแสดงในบทที่อยู่ในความทรงจำอย่างในภาพยนตร์เรื่อง JFK, The Untouchables และ Robin Hood: Prince of Thieves แล้ว เขายังได้กลับไปร่วมงานกับ รอน เชลตัน ที่เคยกำกับเขาในภาพยนตร์เรื่อง Bull Durham เพื่อทำงานร่วมกันในภาพยนตร์ฮิตเรื่อง Tin Cup

    คอสต์เนอร์ยังแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Thirteen Days โดยเป็นการร่วมงานที่ประสบความสำเร็จอีกครั้งกับ โรเจอร์ โดนัลด์สันที่เคยกำกับเขาในภาพยนตร์เรื่อง No Way Out ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ For Love of the Game, The War, 3,000 Miles to Graceland, Dragonfly และ The Postman ซึ่งเป็นผลงานการกำกับเรื่องที่ 2 ของเขา

    เควิน คอสต์เนอร์กำกับภาพยนตร์ฮิตโกยเงินและได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชม เรื่อง Open Range ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ โรเบิร์ต ดูวัลล์ และแอนเน็ตต์ เบนนิ่ง

    คอสต์เนอร์ยังร่วมแสดงกับ โจน อัลเลน ในภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง Upside of Anger, ร่วมแสดงกับเจนนิเฟอร์ อนิสตัน ใน Rumor Has It ซึ่งกำกับโดย ร็อบ ไรเนอร์, The Guardian ภาพยนตร์แอ็กชั่นดราม่าที่เขารับบทเป็นนักว่ายน้ำที่เป็นหน่วยกู้ภัยยามฝั่ง และภาพยนตร์ทริลเลอร์เรื่อง Mr. Brooks และเขายังแสดงนำในภาพยนตร์ตลกเกี่ยวกับการเมืองของทัชสโตน พิคเจอร์ส เรื่อง Swing Vote

    คอสต์เนอร์ยังแสดงนำในมินิซีรีส์เรื่อง The Hatfields and McCoys: An American Vendetta โดยเขาเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับซีรีส์เรื่องนี้ด้วย นอกจากนี้ เขายังเคยได้รับรางวัลเอ็มมี่ สาขานักแสดงชายยอดเยี่ยมจากมินิซีรีส์หรือภาพยนตร์

    เมื่อเร็วๆ นี้ คอสต์เนอร์ร่วมแสดงในภาพยนตร์ของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส เรื่อง Superman: Man of Steel โดยรับบทเป็น โจนาธาน เค้นท์ พ่อของซูเปอร์แมน เขาจะร่วมแสดงกับ คริส ไพน์ ในภาพยนตร์เรื่อง Jack Ryan: Shadow Recruit, ร่วมแสดงในภาพยนตร์ทริลเลอร์สายลับเรื่อง Three Days to Kill; ภาพยนตร์เรื่อง Draft Day ที่ได้แรงบันดาลใจจากกีฬาฟุตบอล กำกับโดย อิวาน ไรท์แมน และภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง McFarland ให้กับค่ายดิสนี่ย์ เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากงานถ่ายทำภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง Black & White ซึ่งเขาอำนวยการสร้างและร่วมแสดงกับ อ็อคเตเวีย สเปนเซอร์

    เคนเนธ บรานาห์ (Kenneth Branagh) รับบท วิคเตอร์ และทำหน้าที่ผู้กำกับ
    เคนเนธ บรานาห์ถือว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับและนักแสดงที่ได้รับคำชมมากที่สุด ผลงานของเขาโดดเด่นในเรื่องของคุณภาพ ความจริง และความรัก

    ปัจจุบัน บรานาห์กำลังจะเปิดตัวฉายภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายชุด แจ็ค ไรอัน ของ ทอม แคลนซี่ ซ฿งเขาร่วมแสดงกับ คริส ไพน์ และเคียร่า ไนท์ลี่ย์ และเขายังอยู่ระหว่างทำงานโพสต์โปรดักชั่นให้กับภาพยนตร์เรื่อง CINDERELLA เวอร์ชั่นที่ใช้คนแสดง ผลงานของดิสนีย์ ที่จะเปิดตัวฉายในเดือนมีนาคม ปี 2015

    ในปี 2011 บรานาห์รับบทเป็น เซอร์ลอว์เรนซ์ โอลิเวียร์ ในภาพยนตร์เรื่อง MY WEEK WITH MARILYN โดยเขาร่วมแสดงกับ มิเชลล์ วิลเลี่ยมส์ ภายใต้การกำกับของ ไซม่อน เคอร์ติส บทบาทนี้ทำให้บรานาห์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยม รวมถึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ และรางวัลจากสมาคมนักแสดง นี่เป็นครั้งที่ 5 แล้วที่บรานาห์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักแสดงคนแรกๆ ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล 5 ครั้งจากคนละสาขา (นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, นักแสดงชายสมทบยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม)

    ในเดือนพฤษภาคม ปี 2011 บรานาห์เปิดตัวผลงานภาพยนตร์แอ็กชั่นผจญภัยที่ทุกคนรอคอยเรื่อง THOR ที่เขากำกับ โดยมีทีมนักแสดงนำ ได้แก่ คริส เฮมส์เวิร์ธ, นาตาลี พอร์ตแมน และแอนโธนี่ ฮอปกิ้นส์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $448 ล้าน

    บรานาห์เริ่มประเดิมงานกำกับในครั้งแรกก็ประสบความสำเร็จในทันที ภาพยนตร์ปี 1989 ของเขา เรื่อง HENRY V ซึ่งเขาดัดแปลงมาจากบทละครเช็คสเปียร์ และตัวเขาเองยังทั้งกำกับและแสดงนำเองด้วย ได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย รวมถึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและดารานำชายยอดเยี่ยม ต่อมา เขาได้รับการติดต่อให้กำกับและแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง DEAD AGAIN ซึ่งประสบความสำเร็จไปทั่วโลก ต่อมาเขายังกำกับตัวตเองในภาพยนตร์รวมดาราเรื่อง PETER’S FRIENDS ซึ่งคว้ารางวัล Evening Standard Peter Sellers Award ภาพยนตร์เช็คสเปียร์เรื่องที่ 2 ของบรานาห์ที่สร้างความสำเร็จให้กับเขาทั้งในฐานะนักแสดง ผู้กำกับ มือเขียนบท และผู้อำนวยการสร้าง ได้แก่ MUCH ADO ABOUT NOTHING ซึ่งได้รับเชิญให้ฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และในปีเดียวกันนั้น ภาพยนตร์สั้นของเขาเรื่อง SWAN SONG ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
    เขายังได้กำกับ โรเบิร์ต เดอ นีโร ในภาพยนตร์ฮิตเรื่อง MARY SHELLEY’S FRANKENSTEIN และภาพยนตร์ที่เป็นหนังขาวดำของเขาเรื่อง A MIDWINTER’S TALE ได้ฉายเปิดงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ในปี 1996 และได้รับรางวัลเกียรติยศ Osellod’Oro ที่งานเทศกาลภาพยนตร์เวนิส ภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมของบรานาห์ เรื่อง HAMLET ที่ถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ 70 มม. ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 4 รางวัล ผลงานภาพยนตร์ที่เขาดัดแปลงมาจากบทละครเช็คสเปียร์เป็นเรื่องที่ 4 ได้แก่ LOVE’S LABOUR’S LOST เมื่อเร็วๆนี้ บรานาห์กำกับภาพยนตร์ของ HBO Films เรื่อง AS YOU LIKE IT, ภาพยนตร์โอเปร่าของโมซาร์ท เรื่อง THE MAGIC FLUTE และ SLEUTH ที่นำแสดงโดย จู้ด ลอว์ และไมเคิล เคน
     
    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ การร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ แพ็ท โอคอนเนอร์ เรื่อง A MONTH IN THE COUTRY; ภาพยนตร์ของ โอลิเวีย พาร์คเกอร์ เรื่อง OTHELLO; ภาพยนตร์ของ โรเบิร์ต อัลท์แมน เรื่อง THE GINGERBREAD MAN; ภาพยนตร์ของ วูดี้ อัลเลน เรื่อง CELEBRITY; ภาพยนตร์ของ แดนนี่ บอยล์ เรื่อง ALIEN LOVE TRIANGLE; ภาพยนตร์ของ พอล กรีนแกรสส์ เรื่อง THE THEORY OF FLIGHT; ภาพยนตร์ของ แบร์รี่ ซอนเนนเฟลด์ เรื่อง WILD WILD WEST; ภาพยนตร์ของ ฟิลิป นอยซ์ เรื่อง RABBIT PROOF FENCE; ภาพยนตร์เรื่อง HARRY POTTER AND THE CHAMBER OF SECRETS; ภาพยนตร์ตลกของ ริชาร์ด เคอร์ติส เรื่อง PIRATE RADIO และภาพยนตร์ของ ไบรอัน ซิงเกอร์ เรื่อง VALKYRIE

    เคียร่า ไนท์ลี่ย์ (Keira Knightley) รับบท แคธี่ มัลเลอร์
    เคียร่า ไนท์ลี่ย์ เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงทั้งรางวัลออสการ์ และรางวัลลูกโลกทองคำ จากการรับบท เอลิซาเบธ เบนเน็ท ในภาพยนตร์ของ โจ ไรท์ เรื่อง Pride & Prejudice ซึ่งสร้างจากนิยายของ เจน ออสติน สองปีต่อมา เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลบัฟต้า จากการรับบท ซีซิเลีย ทัลลิส ในภาพยนตร์เรื่อง Atonement ซึ่งกำกับโดย โจ ไรท์ อีกเช่นกัน ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2012 เธอแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Anna Karenina ซึ่งทำให้เธอได้กลับไปร่วมงานกับ ไรท์ อีกครั้ง

    ไนท์ลี่ย์ ซึ่งเป็นนักแสดงสาวชาวอังกฤษ เริ่มประเดิมงานแสดงตั้งแต่อายุ 6 ปีโดยร่วมแสดงในหนังทีวีเรื่อง Royal Celebration หลังจากนั้นเธอมีผลงานทางทีวีอีกมากมาย

    ไนท์ลี่ย์เริ่มงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกตอนอายุ 10 ปี ในภาพยนตร์ของ แพทริค เดอวูล์ฟ เรื่อง Innocent Lies จากนั้น เธอยังแสดงนำในภาพยนตร์ของ นิค แฮมม์ เรื่อง The Hole ที่เธอร่วมแสดงกับ ธอร่า เบิร์ช และภาพยนตร์ของ กิลลีส แม็คคินน่อน เรื่อง Pure และเธอยังร่วมแสดงกับ นาตาลี พอร์ตแมน ในภาพยนตร์ของ จอร์จ ลูคัส เรื่อง Star Wars: Episode I – The Phantom Menace

    บทบาทแจ้งเกิดของเธอ คือในภาพยนตร์เรื่อง Bend It Like Beckham ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปี จาก London Critics’ Circle Film Awards ทั่วทั้งโลกรู้จักเธอเมื่อเธอรับบท เอลิซาเบธ สวอนน์ ในภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl ซึ่งกำกับโดย กอร์ เวอร์บินสกี้ โดยเธอแสดงนำร่วมกับ จอห์นนี่ เด๊ปป์, ออร์แลนโด้ บลูม และเจฟฟรีย์ รัช จากนั้นเธอได้กลับไปร่วมทีมกับ เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ ผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์เรื่องนี้ ในภาพยนตร์ของ อังตวน ฟูควา เรื่อง King Arthur และเธอยังเป็นหนึ่งในทีมนักแสดงของภาพยนตร์เรื่อง Love Actually ของ ริชาร์ด เคอร์ติส

    ต่อมา ไนท์ลี่ย์แสดงนำร่วมกับ เอเดรียน โบรดี้ ในภาพยนตร์เรื่อง The Jacket ซึ่งกำกับโดย จอห์น เมย์บูรี่ และเธอยังรับบทเป็น โดมิโน่ ฮาร์วี่ย์ นักล่าหัวผู้ร้ายในภาพยนตร์ของ โทนี่ สก็อตต์ เรื่อง Domino ก่อนที่เธอจะกลับไปร่วมงานกับทีม Pirates of the Caribbean ในภาคต่ออีกสองภาค ได้แก่ Dead Man’s Chest และ At World’s End ซึ่งกำกับโดย กอร์ เวอร์บินสกี้

    ผลงานเรื่องต่อๆ มาของเธอ ได้แก่ The Edge of Love ซึ่งทำให้เธอได้กลับไปร่วมงานกับผู้กำกับ จอห์น เมย์บูรี่; ภาพยนตร์ของ ฟรานซิส กิราร์ด เรื่อง Silk; ภาพยนตร์ของ ซอล ดิ๊บบ์ เรื่อง The Duchess, ภาพยนตร์ของ มาร์ก โรมาเน็ก เรื่อง Never Let Me Go, ภาพยนตร์เรื่อง Last Night; ภาพยนตร์ของ วิลเลี่ยม โมนาแฮน เรื่อง London Boulevard; ภาพยนตร์ของ เดวิด โครเนนเบิร์ก เรื่อง A Dangerous Method และภาพยนตร์ของ ลอเรน สคาฟาเรีย เรื่อง Seeking a Friend for the End of the World ซึ่งไนท์ลี่ย์ร่วมแสดงกับ สตีฟ คาเรลล์

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *