JAP CLUB

Les Miserables

Les Miserables | เล มิเซราบล์

  • Genres:Adaptation, Drama, Musical/Performing Arts
    Running Time:2 hours 32 minutes
    Release Date: December 25, 2012
    MPAA Rating: PG-13 (for suggestive and sexual material, violence and thematic elements)
    Distributors: Universal Pictures
    Starring:Hugh Jackman, Hugh Jackman, Anne Hathaway, Eddie Redmayne, Amanda Seyfried, Helena Bonham Carter
    Directed by:Tom Hooper

    เล มิเซราบล์ เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากละครเพลงที่ดังก้องโลก มีผู้ชมมาแล้วทั่วโลกกว่า 60 ล้านคน ใน 42 ประเทศ และแปลงเป็น 21 ภาษา แต่ยังคงทำรายได้ทุบสถิติทุกหนแห่งในการเปิดการแสดงปีที่ 28 ของละครเพลงเรื่องนี้

    ภาพยนตร์กำกับโดยทอม ฮูเปอร์ ผู้กำกับรางวัลออสการ์จาก The King’s Speech สร้างโดยเวิร์คกิ้ง ไตเติ้ล ฟิล์มส์ และคาเมรอน แม็คอินทอช โปรดักชั่น นำแสดงโดย ฮิวจ์ แจ็คแมน(The Prestige และ The Wolverine ที่กำลังจะเข้าฉาย), นักแสดงรางวัลออสการ์ รัสเซล โครว์ (Gladiator, A Beautiful Mind), แอน แฮทธาเวย์ (The Dark Knight Rises, The Devil Wears Prada), อแมนดา ไซย์ฟรีด (Mamma Mia!, Dear John), เอ็ดดี้ เรดเมย์น (My Week With Marilyn, The Other Boleyn Girl), แอรอน ทเวทท์ (ซีรี่ส์ทางทีวีชุด Gossip Girl, Premium Rush) และดาวรุ่งดวงใหม่ ซาแมนธา บาร์กส์ ร่วมด้วยเฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ (ภาพยนตร์ชุด Harry Potter, Sweeney Todd) และซาชา บารอน โคเอน (Hugo, Borat)

    ฉากหลังของ Les Misérables เป็นฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 บอกเล่าเรื่องราวอันตราตรึงของความฝันที่แตกสลาย ความรักที่ไม่หวังผลตอบแทน ความปรารถนา การเสียสละ และการไถ่บาป อันเป็นข้อพิสูจน์อมตะถึงการอดทนของจิตวิญญาณมนุษย์ แจ็คแมนรับบทเป็นอดีตนักโทษชื่อว่าฌอง วัลฌอง ที่ถูกตามล่าตัวร่วมนับสิบปีโดยตำรวจจอมโหดชื่อว่าฌาแวร์ (โครว์) หลังจากเขาหนีทัณฑ์บน เมื่อวัลฌองตกปากรับคำจะดูแลโคเซ็ตต์ ลูกสาวตัวน้อยของคนงานโรงงานที่ชื่อฟองทีน (แฮทธาเวย์) ชีวิตของพวกเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

    ด้วยเรื่องราวที่พูดถึงกลุ่มคนที่ถูกริดรอนสิทธิ์ ได้ผนึกกำลังกันท้าทายการฉ้อราษฎร์บังหลวง และเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ละครเพลงที่ได้แรงบันดาลใจจากบทประพันธ์ที่มีอายุกว่า 150 ปี ของวิคเตอร์ อูโก้ ซึ่งเล่นมายาวนานที่สุดของโลกเรื่องนี้ไม่เคยล้าสมัยไปเลย บัดนี้ Les Misérables ได้นำพลังของมันมาขึ้นสู่จอใหญ่ ด้วยการตีความอันครอบคลุมและน่าตื่นเต้นของฮูเปอร์ต่องานมหากาพย์อันคลาสสิคชิ้นนี้ ด้วยซูเปอร์สตาร์ระดับอินเตอร์และบทเพลงอันเป็นที่รักมากมาย เช่น “I Dreamed a Dream,” “Bring Him Home,” “One Day More” และ “On My Own” สุดยอดของการแสดงได้ถือกำเนิดใหม่ในฐานะประสบการณ์การชมภาพยนตร์เพลงแบบที่ชั่วชีวิตนี้หาดูยากมาก

    จากละครเพลงฉบับดั้งเดิมของอัลเลง บูบลิล และ คล้อด-มิเชล โชนเบิร์ก อำนวยการสร้างเป็นละครเวทีโดยคาเมรอน แม็คอินทอช Les Misérables ได้ถูกดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดยผู้เขียนบทสองรางวัลออสการ์ วิลเลียม นิโคลสัน (Gladiator, Shadowlands) ร่วมกับบูบลิลกับโชนเบิร์ก และเฮอร์เบิร์ท เครทซเมอร์ (Les Misérables in Concert: The 25th Anniversary) ประพันธ์ดนตรีโดยโชนเบิร์ก และแต่งคำร้องโดยเครทซเมอร์

    ทิม บีแวน และ เอริก เฟลล์เนอร์ (Atonement, Notting Hill, Pride & Prejudice, Frost/Nixon) ของเวิร์คกิ้ง ไตเติ้ล ฟิล์มส์ ได้อำนวยการสร้างหนังเรื่องนี้ร่วมกับเดบรา เฮย์เวิร์ด (ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหารของภาพยนตร์เรื่อง Tinker Tailor Soldier Spy, Anna Karenina) และคาเมรอน แม็คอินทอช (ผู้อำนวยการสร้างละครเพลง Miss Saigon, The Phantom of the Opera, Cats)

    ทีมงานเบื้องหลังอันเชี่ยวชาญ ก็ยังเป็นการรวมเอาเหล่ามือฉมังระดับแถวหน้าของวงการมาช่วยสร้างสรรค์งานสร้างครั้งนี้ นำโดยผู้กำกับภาพที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์ แดนนี่ โคเอน (The King’s Speech, This Is England), ผู้ออกแบบงานสร้างที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์ อีฟ สต๊วร์ต (The King’s Speech, Topsy-Turvy), ผู้ตัดต่อ เมลานี แอน โอลิเวอร์ (Anna Karenina, Jane Eyre) และผู้ตัดต่อรางวัลออสการ์ คริส ดิคเคนส์ (Slumdog Millionaire, Paul), เช่นเดียวกับนักออกแบบเครื่องแต่งกาย พาโค เดลกาโด (Biutiful, Bad Education) อำนวยการด้านดนตรีและออร์เคสตรา โดย แอนน์ ดัดลี่ย์ (The Full Monty, Tristan + Isolde), ขณะที่ควบคุมวงออร์เคสตรา โดย สตีเฟ่น เม็ทคาลฟี (Les Misérables in Concert: The 25th Anniversary) และบันทึกเสียงการร้องสด โดยผู้ควบคุมการมิกซ์เสียงของงานสร้าง ไซมอน เฮย์ส (Mamma Mia!, Prometheus)

    เรื่องย่อภาพยนตร์และลำดับเพลง
    ปี 1815 ที่เมืองตูลง และดีญ หลังจาก 19 ปี ที่ถูกล่ามโซ่จองจำ (เพลง “Look Down”) ฌอง วัลฌอง (แจ็คแมน) นักโทษหมายเลข 24601 ได้รับการปล่อยตัวโดยฌาแวร์ (โครว์) ผู้คุมที่ดูแลการใช้แรงงานนักโทษ เมื่อวัลฌองดิ้นรนระหว่างเดินทางจากตูลงไปดีญ (เพลง “Freedom Is Mine”) ทั้งการหาอาหาร หาที่พัก และหางานทำ เขาได้พบว่าตัวเองได้กลายเป็นคนนอกรีต ถูกผลักไสจากผู้คนทั่วไป มีเพียงบิชอปมีเรียลแห่งดีญ (คอล์ม วิลกินสัน นักแสดงคนแรกที่สวมบทวัลฌองในละครเพลงที่ลอนดอน และบรอดเวย์) ที่ปฏิบัติต่อเขาอย่างเมตตา แต่เพราะวัลฌองมีชีวิตที่ขมขื่นเนื่องจากตกระกำลำบากมานาน เขาจึงตอบแทนบิชอปด้วยการขโมยเครื่องเงินของโบสถ์ ไม่ช้าวัลฌองก็ถูกจับตัวได้ และถูกนำตัวกลับมา แต่แล้วเขาก็ถึงกับประหลาดใจเมื่อท่านบิชอปปฏิเสธตำรวจว่าเขาเป็นหัวขโมยเพื่อช่วยเขาไว้ ดังนั้น วัลฌองจึงตัดสินใจที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ (เพลง “What Have I Done?”)

    ปี 1823 ที่เมืองมองเตย-ซุค-แมร์ แปดปีผ่านไป วัลฌองหนีทัณฑ์บนและหายสาปสูญ เขาได้ใช้เงินที่ได้จากการขายเครื่องเงินของท่านบิชอปสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่เป็นเมอซิเออร์มาดเลน นายกเทศมนตรีและเจ้าของโรงงานที่เป็นที่นับหน้าถือตา ฟองทีน (แฮทธาเวย์) หนึ่งในคนงานของเขามีลูกนอกสมรสอยู่อย่างลับๆ ชื่อว่าโคเซ็ตต์ ซึ่งฟองทีนต้องส่งเงินทุกฟรังก์ที่หายได้ไปให้ผู้ที่คอยดูแลลูกสาว คนงานหญิงคนอื่นรู้เรื่องนี้เข้า และเมื่อคิดว่าฟองทีนทำตัวเหนือพวกตนที่ไม่ยอมเปลืองตัวให้หัวหน้าคนงาน ก็เลยยุยงให้ไล่ฟองทีนออกไป (เพลง “At the End of the Day”) ฟองทีนถูกไล่ออกอย่างไร้ความปราณี เธอไปขอให้วัลฌองช่วย แต่วัลฌองก็มัวไปสนใจเรื่องอื่นอยู่

    ฌาแวร์ซึ่งตอนนี้เป็นสารวัตรตำรวจแล้ว ได้มายังโรงงานเพื่อพบมาดเลน แม้ว่าฌาแวร์รู้สึกว่าเคยพบกันมาก่อน แต่วัลฌองก็รีบบอกไปว่าเขาจำคนผิด ทั้งคู่ถูกขัดจังหวะเพราะมีเกวียนล้มอยู่ด้านนอกโรงงาน และต้องรีบวิ่งออกไป แล้วฌาแวร์ก็มองอย่างตะลึงที่เห็นวัลฌองยกเกวียนหนักขึ้นได้ ซึ่งล้มทับชายคนขับที่ชื่อโฟเชอเลอวองต์ (สตีเฟ่น เทต ผู้รับบทเป็นเตนาร์ดิเยร์ อยู่หลายปีในละครฉบับลอนดอน) การแสดงพลกำลังครั้งนี้ทำให้ฌาแวร์นึกถึงนักโทษวัลฌอง แต่เขาก็ไม่มั่นใจมากพอที่จะกล่าวว่าใช่

    เมื่อหมดหนทางหาเงินไปจ่ายค่ายาให้ลูกสาว ฟองทีนจึงไปยังเขตโคมแดงของเมือง (เพลง “Lovely Ladies”) เพื่อเอาล็อคเก็ตสุดที่รักไปขาย รวมถึงขายเส้นผมและฟัน จากนั้นก็ไปร่วมเป็นโสเภณีขายตัว (เพลง “I Dreamed a Dream”) เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เธอเกิดไปทะเลาะกับลูกค้าที่ใช้ความรุนแรง และกำลังจะถูกฌาแวร์จับกุม แต่นายกเทศมนตรีผ่านมาแล้วขอให้พาเธอไปยังโรงพยาบาลแทน ฟองทีนเล่าให้วัลฌองฟังว่าเธอถูกหัวหน้าคนงานของเขาไล่ออก วัลฌองไม่ได้ช่วยเหลือเธอเลย และเธอมีลูกสาวที่ใกล้ตาย ด้วยความตกใจ วัลฌองจึงรับปากที่จะไปยังโรงแรมในเมืองมองต์แฟร์เมล์ ที่ซึ่งลูกสาวของเธออยู่ เพื่อพาตัวมาพบแม่ของเธอ

    ต่อมา ฌาแวร์ได้ยินข่าวว่านักโทษวัลฌอง ที่เขาตามล่าตัวมาแปดปี ได้ถูกจับกุมอีกครั้ง ฌาแวร์จึงไปขอโทษมาดเลนที่สงสัยเขา วัลฌองปกปิดความตกใจ แล้วรีบกลับไปบ้าน เตรียมตัวหนีก่อนที่ความจริงจะเปิดเผยว่าเป็นการเข้าใจผิด แต่เพราะไม่อาจเห็นคนบริสุทธิ์ต้องติดคุก วัลฌองบุกเข้าไปในศาลเพื่อสารภาพความจริงว่าเขาคือวัลฌอง นักโทษ 24601 ตัวจริง (เพลง“Who Am I?”) จากนั้น วัลฌองก็ไปที่โรงพยาบาลที่ซึ่งเขาได้รับปากฟองทีนที่ใกล้ตายว่าจะหาโคเซ็ตต์ให้พบและเลี้ยงดูเธอเหมือนลูกของเขาเอง (เพลง “Take My Hand”) เมื่อฟองทีนสิ้นใจ ฌาแวร์ก็มาถึงเพื่อจับกุมวัลฌอง ทั้งสองคนต่อสู้กัน (เพลง “The Confrontation”) แต่วัลฌองหนีไปได้

    Les Miserables Les Miserables

    ในเมืองมองต์แฟร์เมล์ (เพลง “Castle on a Cloud”) เด็กน้อยโคเซ็ตต์ (นักแสดงหน้าใหม่ อิซาเบลลา อัลเลน) อาศัยอยู่กับเมอซิเออร์ และ มาดาม เตนาร์ดิเยร์ (บารอน โคเอน และ บอนแฮม คาร์เตอร์) ซึ่งทารุณเธออย่างเลวร้าย ขณะเดียวกันก็ตามใจลูกสาวของตัวเองที่ชื่อ เอโปนีน (นักแสดงหน้าใหม่ นาทัลยา วอลเลซ) ในการดูแลโรงแรม ทั้งคู่เปิดซ่องโสเภณีไปด้วย แล้วแอบฉกเงินลูกค้าเป็นประจำ (เพลง “Master of the House”) วัลฌองพบโคเซ็ตต์หนาวอยู่ในป่าใกล้กับโรงแรม แล้วพาเธอกลับมาพบผู้ดูแล ซึ่งเขาได้จ่ายเงินให้สามีภรรยาเตนาร์ดิเยร์เพื่อให้เขาเอาตัวโคเซ็ตต์ไปปารีส (เพลง “The Bargain”)

    คล้อยหลังจากที่วัลฌองกับโคเซ็ตต์จากไป ฌาแวร์ก็มาถึง และโมโหที่วัลฌองหนีรอดเขาไปได้อีกครั้ง เมื่อทั้งคู่เดินทางไปยังปารีส วัลฌองตื้นตันเพราะความรักที่เขามีให้แก่โคเซ็ตต์ (เพลง “Suddenly” เพลงใหม่ที่เขียนขึ้นเพื่อฉบับภาพยนตร์) แต่ก็ไม่มีเวลาให้เขาได้แสดงความรู้สึกของพ่อออกไป ฌาแวร์ไล่ตามเขามาติดๆ และเมื่อไปถึงยังปารีส วัลฌองกับโคเซ็ตต์ก็หลบเข้าไปแอบอยู่ในคอนแวนท์ พวกเขาพบว่าได้วิ่งตรงไปหาโฟเชอเลอวองต์ ชายผู้ที่วัลฌองเคยช่วยให้พ้นความตาย คืนนั้นเอง ฌาแวร์ได้สาบานต่อเมืองที่หลับไหลว่าเขาจะล่าตัววัลฌองให้กลับมาเข้าคุกให้ได้ (เพลง “Stars”)

    ปี 1832 ที่ปารีส เก้าปีต่อมา เกิดความระส่ำระสายขึ้นในเมืองเพราะการใกล้เสียชีวิตของนายพลลามาร์ก ผู้นำที่เป็นที่นิยม และชายผู้เดียวในรัฐบาลที่ให้ความสงสารแก่ประชาชนคนยากไร้ที่กำลังล้มตายอยู่ตามท้องถนน เราติดตามเด็กข้างถนนหัวโจกชื่อว่ากัฟรอช (แดเนียล ฮัทเทิลสโตน จากละครเวที Les Misérables ฉบับเวสต์เอ็นด์) ขณะที่เขาโดดจากรถม้าคันหนึ่งไปยังอีกคัน เต้นรำอยู่บนหัวของเหล่าผู้คนที่ร่ำรวย (เพลง “Look Down”) และกลุ่มนักศึกษาหัวการเมืองที่นำโดยมาริอุส (เรดเมย์น) และ อองฌอลราส์ (ทเวท) ขณะที่พวกเขาชุมนุมกันบนท้องถนน อองฌอลราส์ได้ระดมฝูงชนเพื่อการสนับสนุน เด็กสาวข้างถนนหน้าตาดีซึ่งก็คือเอโปนีน (บาร์กส์) ที่ตอนนี้โตแล้ว ชำเลืองมองมาริอุสด้วยหัวใจปรารถนา ตกหลุมรักเขาอย่างเห็นได้ชัดและอย่างที่สุด

    ต่อมาในวันเดียวกันนั้นเอง แก๊งต้มตุ๋นข้างถนนที่นำโดยเมอซิเออร์กับมาดามเตนาร์ดิเยร์ หมายชิงทรัพย์วัลฌองและหญิงสาวแสนสวย ซึ่งก็คือโคเซ็ตต์ (ไซย์ฟรีด) ที่บัดนี้โตแล้ว ที่กำลังให้เงินขอทานอยู่ มาริอุสมองเห็นโคเซ็ตต์และไม่อาจละสายตาจากเธอได้เลย เป็นรักแรกพบนั่นเอง ทันใดนั้น ฌาแวร์ก็มายุติการทะเลาะวิวาท แต่กลับจำวัลฌองไม่ได้จนกระทั่งอดีตนักโทษหายตัวไป ส่วนเอโปนีนก็ลังเลที่จะช่วยมาริอุสตามหาโคเซ็ตต์ หญิงผู้เดียวที่เขามอง

    เมื่อข่าวการตายของลามาร์กแพร่ไปทั่วปารีส นักศึกษาได้รวมตัวกันอีกครั้งเพื่อเดินขบวนสนับสนุนการปฏิวัติ (เพลง “Red and Black”) อย่างไรก็ตาม มาริอุสวอกแวกเพราะคิดถึงโคเซ็ตต์ เช่นเดียวกับโคเซ็ตต์เองก็คิดถึงมาริอุส (เพลง “In My Life”) เอโปนีนพามาริอุสไปหาโคเซ็ตต์ (เพลง “In My Life”/“A Heart Full of Love”) ขณะที่พ่อผู้ชั่วช้าของเธอพยายามจะปล้นบ้านของวัลฌอง วัลฌองเข้าใจว่าฌาแวร์มาตามล่าเขา เขาจึงบอกโคเซ็ตต์ว่าต้องเดินทางออกนอกประเทศ โคเซ็ตต์แอบเขียนจดหมายถึงมาริอุส เพื่อที่เขาจะได้รู้ว่าจะตามหาเธอได้ที่ไหน เธอเห็นเอโปนีนและขอให้นำจดหมายไปให้มาริอุส เอโปนีนรับจดหมายแล้วเดินไปอย่างท้อแท้บนถนนของปารีส (เพลง “On My Own”) ไปถึงยังอพาร์ทเมนท์ที่มาริอุสอยู่ แต่เพราะหัวใจสลาย เธอเก็บจดหมายไว้แล้วบอกมาริอุสว่าโคเซ็ตต์เดินทางไปอังกฤษ

    เมื่อภาพยนตร์เข้าสู่ฉากเพลงร้องกลุ่ม “One Day More” เราได้ติดตามหลายเส้นเรื่องไปพร้อมกัน วัลฌองกับโคเซ็ตต์ขณะที่กำลังจะหลบหนี ขณะที่มาริอุสเสียใจเรื่องโคเซ็ตต์ และอาโปนีนโศกเศร้าในความรักที่เธอไม่มีวันได้รู้จัก อองฌอลราส์กับเหล่านักศึกษาเตรียมกระสุนปืนสำหรับการลุกฮือ ขณะที่ฌาแวร์ปลุกเร้ากองกำลังและรับปากว่าจะเอาชนะให้ได้ มาริอุสนำขบวนนักศึกษาเดินออกสู่ท้องถนน และได้รับการสนับสนุนจากฝูงชน พวกเขาเข้ายึดงานศพของลามาร์ก (เพลง “Do You Hear the People Sing?”) และเรียกร้องให้ประชาชนลุกฮือ ทหารนายหนึ่งยิงกระสุนมา งานศพได้บานปลายกลายเป็นจลาจล นักศึกษาหนีแยกออกไปแล้ววิ่งกลับไปยังที่มั่น ที่ซึ่งพวกเขาได้เตรียมสร้างสิ่งกีดขวาง เพื่อใช้เป็นที่มั่นสุดท้าย เอโปนีนปลอมตัวเป็นผู้ชายและตัดสินใจเข้าร่วมกับมาริอุสที่นั่น และฌาแวร์ซึ่งปลอมตัวแอบสืบข่าวตลอดงานศพก็ไปยังด่านกีดขวางที่กำลังถูกสร้างขึ้น แต่ไม่ช้า กัฟรอชก็ฉีกหน้ากากเผยตัวตนที่แท้จริงของฌาแวร์ และก็ถูกนักศึกษาจับเป็นตัวประกันในฐานะสายลับ

    ด่านกีดขวางยังคงสูงใหญ่ขึ้น และเหล่านักปฏิวัติปฏิเสธคำเตือนของทหารที่สั่งให้ล้มเลิก เอโปนีนถูกฆ่าขณะช่วยปกป้องมาริอุส (เพลง “A Little Fall of Rain”) แต่เธอก็ยังพอมีแรงเอาจดหมายของโคเซ็ตต์ให้เขาก่อนที่จะสิ้นลม มาริอุสได้ขอให้กัฟรอชเอาจดหมายไปให้โคเซ็ตต์ ซึ่งถูกสกัดโดยวัลฌอง เขาจึงได้เข้าใจว่ามาริอุสกับโคเซ็ตต์รักกัน และเพราะรู้ว่าเหล่านักศึกษาคงไม่มีโอกาสรอด เขาจึงไปตามหามาริอุส วัลฌองเข้าไปในด่านกีดขวางได้และก็พบฌาแวร์ถูกคุมตัวไว้ หลังจากเตือนนักศึกษาให้หลบพลซุ่มยิงและยืนยันการเป็นพันธมิตร วัลฌองก็ขอให้อองฌอลราส์ปล่อยตัวฌาแวร์ให้เขาควบคุม วัลฌองได้โอกาสที่จะฆ่าฌาแวร์ แต่ได้แสดงความเมตตาและปล่อยตัวไป เหล่านักศึกษานั่งพักผ่อนในคืนอันยาวนานที่ด่านกีดขวาง (เพลง “Drink With Me”) และในความเงียบงันนั้น วัลฌองก็ภาวนาต่อพระเจ้าให้ไว้ชีวิตมาริอุส (เพลง “Bring Him Home”)

    Les Miserables Les Miserables

    วันรุ่งขึ้น ขณะที่กัฟรอชอาสาไปหากระสุนปืนมาเพิ่ม (เพลง “Little People”) เด็กน้อยก็ถูกทหารฆ่าตาย ฝ่ายกบฏถูกทหารระดมยิงใส่อย่างหนักในการโจมตีเพียงครั้งเดียว มาริอุสถูกยิงบาดเจ็บ วัลฌองแบกมาริอุสที่ไม่ได้สติหนีจากการฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ไปตามอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดิน อองฌอลราส์กับนักศึกษาที่เหลืออยู่ไม่กี่คนถูกฆ่า ฌาแวร์เดินสำรวจศพ มองดูชัยชนะของกฎหมายที่อยู่เหนือฝ่ายต่อต้านอย่างเคร่งขรึม แต่เจ้าหน้าที่ไม่พบวัลฌองจนกระทั่งเขาเห็นฝาท่อระบายน้ำถูกเปิดออก…

    วัลฌองดึงมาริอุสไปตามท่อระบายน้ำ และหลังจากพบเตนาร์ดิเยร์กำลังปลดทรัพย์จากศพฝ่ายกบฏ เขาก็ออกจากอุโมงค์ระบายน้ำได้ แต่ก็ต้องพบฌาแวร์รอเขาอยู่อีกครั้ง วัลฌองร้องขอเวลาให้เขาพพามาริอุสไปส่งโรงพยาบาล แต่ฌาแวร์ขู่ที่จะฆ่าเขาหากเขาพยายามจะหนี วัลฌองยังเดินต่อไป แต่ฌาแวร์ก็ไม่กล้าเหนี่ยวไกปืน ฌาแวร์ปล่อยให้วัลฌองหนีไป แต่ไม่อาจทนอยู่ได้ที่หลักการความยุติธรรมของเขานั้นถูกทำลายลง เขาจึงโดดลงจากสะพานฆ่าตัวตาย

    มาริอุสไม่ทราบตัวตนแท้จริงถึงผู้ที่ช่วยชีวิตของเขา ตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายในบ้านของชีเยอนอร์มองด์ คุณตาของเขา (แพทริค ก็อดฟรีย์ จาก The Remains of the Day) ขณะที่ยังอ่อนล้าอยู่ มาริอุสไปยังคาเฟ่ที่ที่เหล่านักศึกษาวางแผนการประท้วง และโศกเศร้าให้แก่สหายที่ตายเพื่ออุดมการณ์ (เพลง “Empty Chairs at Empty Tables”) เมื่อกำลังจะกลับ เขาพบโคเซ็ตต์รออยู่ เมื่อกลับมาที่บ้านของคุณตา มาริอุสค่อยหายเป็นปกติเพราะการดูแลของโคเซ็ตต์ และไปหาวัลฌองเพื่อฟังคำสารภาพเกี่ยวกับอดีตของเขา เพราะรู้ว่าเขาจำต้องหนีไปเพื่อไม่ให้โคเซ็ตต์ต้องเสื่อมเสียหากเขาถูกจับได้ (เพลง “Who Am I?”) วัลฌองให้มาริอุสสาบานว่าจะไม่ให้โคเซ็ตต์รู้ที่มาที่แท้จริงของตน

    มาริอุสและโคเซ็ตต์แต่งงานกัน และในงานเลี้ยงวิวาห์นั้น คู่สามีภรรยาเตนาร์ดิเยร์ก็พยายามขู่กรรโชกทรัพย์จากมาริอุส เพื่อแลกกับการปกปิดตัวตนแท้จริงของวัลฌอง แต่เมื่อมาริอุสพบแหวนของเขาที่เตนาร์ดิเยร์ขโมยไปในคืนนั้นที่อุโมงค์ระบายน้ำ มาริอุสก็ได้เข้าใจว่าวัลฌองนั่นเองที่ช่วยชีวิตของเขา เขาชกเตนาร์ดิเยร์แล้วสั่งให้จับโยนสามีภรรยาคู่นี้ออกไปขณะที่ทั้งคู่ร้องเพลงประท้วง (เพลง “Beggars at the Feast”) โคเซ็ตต์ไปกับมาริอุส เร่งรุดสู่คอนแวนท์เพื่อเธออาจได้รู้เกี่ยวกับประวัติแท้จริงของเธอ ทั้งสองอยู่กับวัลฌองขณะที่เขากำลังจะตาย และมีวิญญาณของฟองทีนกับท่านบิชอปมาอยู่ร่วม (เพลง “Take My Hand”)

    หลายปีต่อมา ประชาชนชาวปารีสลุกฮือขึ้นเป็นพันคน สาธารณรัฐใหม่ได้กำเนิดขึ้นมา มีด่านกีดขวางขนาดมหึมาที่มีผู้คนอยู่นับพัน (เพลง “Do You Hear the People Sing?”) ในหมู่คนเหล่านั้น เราเห็นวิญญาณของอองฌอลราส์กับเหล่านักศึกษา กัฟรอช เอโปนีน ฟองทีน และวัลฌอง ต่างร้องเพลงฉลองชัยชนะร่วมกัน

    ว่าด้วยงานสร้าง

    การต่อสู้ ความฝัน ความหวัง ความรัก
    จากนิยายสู่เวทีและสู่จอภาพยนตร์

    เรื่องราวของละครเพลง Les Misérables เริ่มต้นในปี 1978 เมื่อนักประพันธ์เพลงชาวฝรั่งเศส อัลเลง บูบลิล และ คล้อด-มิเชล โชนเบิร์ก เริ่มต้นดัดแปลงงานของวิคเตอร์ อูโก้ เป็นบทเพลง แรงบันดาลใจครั้งนั้นเกิดขึ้นช่วงที่บูบลิลเดินทางมาลอนดอน ขณะที่เขาชมละครเพลงเรื่อง Oliver!ของคาเมรอน แม็คอินทอช ที่เอากลับมาแสดงใหม่ในปี 1977 แม้ว่าแม็คอินทอชไม่ทราบเรื่องในตอนนั้น บูบลิลก็ได้พบว่าตัวละครด็อดเจอร์ยอดนักล้วงทำให้เขานึกถึงกัฟรอช เด็กข้างถนนที่ร่วมมือกับเหล่านักศึกษาปฏิวัติในเรื่องราวของอูโก้ เมล็ดแห่งละครเพลง “Les Misérables” จึงได้ถูกเพาะปลูกในตอนนั้น แล้วอัลบั้มเพลงจากแนวคิดของบูบลิลและโชนเบิร์กก็ถูกวางจำหน่ายในปี 1980 และขายได้มากกว่า 260,000 ตลับ เดือนกันยายนของปีนั้น ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส โรเบิร์ต ฮอสเซน ได้นำงานของพวกเขาออกมาทำเป็นการแสดงเล่นที่ปาเลส์ เดส์ สปอร์ต ในปารีส และมีผู้คนกว่าห้าแสนคนได้ชม

    สองปีต่อมา ผู้กำกับชาวฮังกาเรียนชื่อว่าปีเตอร์ ฟาราโก ได้เอาอัลบั้มเพลงแนวคิดนี้ไปให้แม็คอินทอช และดูว่าเขาอยากจะทำ Les Misérables เป็นละครเพลงฉบับภาษาอังกฤษไหม แม็คอินทอชรู้ในทันทีเลยว่านี่เป็นงานชิ้นพิเศษ จึงได้ตามหาตัวบูบลิลและโชนเบิร์ก แม้ว่าแม็คอินทอชจะไม่เก่งภาษาฝรั่งเศส แต่เขาก็ต้องมนตร์ ผู้อำนวยการสร้างอธิบายว่า “ดนตรีถือเป็นปรากฏการณ์อย่างมากในการเล่าเรื่องราว ผมฟังไปแค่สี่เพลงของอัลบั้ม ก็ตื่นเต้นจนรู้เลยว่าอยากสร้างละครเพลงเรื่องนี้”

    แม็คอินทอชอยากให้บูบลิลกับโชนเบิร์กยังคงเป็นกลไกหลักของขั้นตอนทำงาน และเขาตั้งทีมงานสร้างสรรค์อันสุดยอดขึ้นมาที่มีเทรเวอร์ นันน์ กับ จอห์น แคร์ด เป็นผู้กำกับ พร้อมด้วยเจมส์ เฟนตันเป็นผู้ประพันธ์คำร้อง ภายหลังเฮอร์เบิร์ต เครทซเมอร์มาทำหน้าที่แทนเฟนตัน แต่เขายังได้เครดิตว่าได้ช่วยให้ละครเพลงเรื่องนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

    ที่เหลือก็เป็นประวัติของการสร้างละครเวที

    แรกเริ่มดั้งเดิม Les Misérables เปิดแสดงในลอนดอนที่บาร์บิแคน เธียเตอร์ วันที่ 8 ตุลาคม 1985 แล้วย้ายไปแสดงที่พาเลซ เธียเตอร์ วันที่ 4 ธันวาคม 1985 และหลังจาก 19 ปี ก็ย้ายไปแสดงยังบ้านปัจจุบันที่ควีนส์ เธียเตอร์ วันที่ 4 เมษายน 2004 เมื่อ Les Misérables ฉลองปีที่ 21 ที่ลอนดอน วันที่ 8 ตุลาคม 2006 มันก็กลายเป็นละครเพลงที่แสดงกันต่อเนื่องยาวนานที่สุดของโลก เอาชนะสถิติเก่าที่ Cats ครองไว้ในการแสดงที่ย่านเวสต์เอ็นด์ของลอนดอน ในเดือนมกราคม 2010 งานสร้างละครเรื่องนี้ที่เวสต์เอ็นด์ก็ทำลายอีกสถิติ นั่นก็คือการฉลองครอบรอบการแสดงรอบที่ 10,000 รอบ จากการที่มีผู้ชมได้ชมมาแล้วว่า 60 ล้านคนทั่วโลก ใน 42 ประเทศ แปลงเป็น 21 ภาษา Les Misérables ได้กลายเป็นหนึ่งในละครเพลงที่เป็นที่นิยมสูงสุดของโลกอย่างไม่มีข้อกังขา และยังคงมีงานสร้างใหม่ๆ เปิดแสดงอยู่ทั่วโลกเรื่อยๆ

    แม็คอินทอชอธิบายถึงปรากฏการณ์ครั้งนี้เพื่อสะท้อนให้ฟังว่า “‘Les Misérables’ เป็นหนึ่งในนิยายว่าด้วยเรื่องราวทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยเขียนมา อูโก้สร้างตัวละครและเขียนถึงสถานการณ์ที่ทั้งไม่มีวันเก่าและเป็นสากล และเมื่อยิ่งได้ดนตรีของคล้อด-มิเชลเข้าไปใส่ รวมถึงคำร้องภาษาฝรั่งเศสดั้งเดิมของอัลเลง บูบลิล กับงานประพันธ์คำร้องอันยอดเยี่ยมและไม่เคยตกยุคของเฮอร์เบิร์ท เครทซเมอร์ ความสำเร็จของละครจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้”

    กว่าหลายปีที่แม็คอินทอชถูกทาบทามโดยนักสร้างหนังมากมายในการแปลงละครเวทีเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ ที่จริงแล้ว มีการซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างเป็นหนังเมื่อ 25 ปีก่อนแล้วด้วยซ้ำ หลังจากละครเปิดตัวที่บรอดเวย์และได้รับการตอบรับอย่างยิ่งใหญ่ แต่อายุของลิขสิทธิ์หมดไปแล้วถูกส่งคืนกลับมาให้แม็คอินทอช ผู้อำนวยการสร้างผู้นี้จึงรอ และเลือกที่จะร่วมงานกับเวิร์คกิ้ง ไตเติ้ล บริษัทสร้างหนังที่มีผลงานเด่นและได้รับการยกย่องมากที่สุดของสหราชอาณาจักร ในส่วนของบริษัทสร้างหนัง ทิม บีแวน และ เอริค เฟลล์เนอร์ มีความสนใจที่จะสร้างหนังเพลงมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่เป็นเพราะการพบกันทางงานสังคมระหว่างเฟลล์เนอร์และนิโคลัส ออลล็อทท์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการของคาเมรอน แม็คอินทอช ลิมิเต็ด ที่จุดประกายให้พวกเขาสนใจ Les Misérables ไม่นานหลังจากนั้น บีแวนกับเฟลล์เนอร์ก็ได้พบกับแม็คอินทอช แล้วการพูดคุยเรื่องการสร้างหนัง Les Misérables ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง

    “มันเป็นงานที่หนักอึ้ง” เฟลล์เนอร์เล่า “ในการแปลงละครเพลงเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างไม่มีข้อกังขาให้กลายเป็นภาพยนตร์เพลง แต่มันก็มาพร้อมกับความรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้สืบสานงานอันที่เป็นที่รักอย่างมาก และได้มีโอกาสร่วมงานกับผู้คนที่ได้สร้างละครเพลงนี้ขึ้นมา”

    บีแวน, เฟลล์เนอร์ และแม็คอินทอช ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า มันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้พลังสำคัญที่สร้างงานฉบับละครเวทีจนประสบความสำเร็จอย่างสูง มาเป็นหัวใจของการสร้างหนังเรื่องนี้ บูบลิล, โชนเบิร์ก, แม็คอินทอช และเครทซเมอร์จึงยังคงอยู่ร่วมกับขั้นตอนงานสร้างหนังตั้งแต่ต้น

    จนกระทั่งได้มีการเลือกผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้อำนวยการสร้างไม่รู้ว่าทีมงานดั้งเดิมจะยังคงอยู่ร่วมกับงานสร้างมากแค่ไหน แต่ก็มีการตัดสินใจว่าจะต้องมีการนำผู้เขียนบทมาดัดแปลงงานของพวกเขาเป็นหนัง ไม่นานหลังจากการประชุมของทีมผู้สร้างหนังในครั้งแรก วิลเลียม นิโคลสัน ก็ได้รับมอบหมายให้เป็นคนเขียนบทหนัง เดบรา เฮย์เวิร์ด อดีตหัวหน้าฝ่ายงานภาพยนตร์ที่เวิร์คกิ้ง ไตเติ้ล ฟิล์มส์ ได้กลับมาร่วมงานกับบริษัทในการอำนวยงานสร้าง Les Misérables ร่วมกับบีแวน, เฟลล์เนอร์ และแม็คอินทอช ได้อธิบายเหตุผลว่า “เรารู้โดยทันทีว่าบิลเป็นคนที่เหมาะสม เราทำงานกับเขามาหลายครั้งแล้ว เราจึงรู้จักงานของเขาเป็นอย่างดี นอกจากการเป็นนักเขียนบทที่ยอดแล้ว เขายังเป็นผู้ที่เข้าใจดนตรีดีอย่างมาก”

    นิโคลสันเคยเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้วสองครั้ง จากการเขียนบทหนังให้ Gladiator และ Shadowlands และเคยร่วมงานกับเวิร์คกิ้ง ไตเติ้ล ฟิล์มส์ ในงานภาพยนตร์ย้อนยุคมหากาพย์อย่าง Elizabeth: The Golden Age นิโคลสันเล่าว่า “ผมมาช่วยในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียนบทภาพยนตร์ เพื่อดัดแปลงฉบับละครเพลงและปรับให้เป็นงานภาพยนตร์ เป็นงานที่วิเศษมากๆ เพราะผมได้ดูละครเพลงมาหลายครั้ง และรักมันสุดๆ ฉบับละครเวทีนั้นทรงพลังมาก ขับเคลื่อนไปด้วยเพลง แต่ฉบับภาพยนตร์จะเป็นธรรมชาติมากขึ้น มุ่งให้เกิดความสมจริงและความน่าเชื่อถือมากขึ้น เป็นหน้าที่ของผมที่จะสร้างความแข็งแรงให้แก่โครงเรื่อง”

    แม็คอินทอชสั่งการชัดเจนเลยตั้งแต่ต้นว่า เขาไม่อยากได้ละครเพลงขึ้นไปอยู่บนจอ เขาอยากให้มันมีชีวิตของมันเอง เฟลล์เนอร์เสริมว่า “งานของเราก็คือการประเมินค่าสิ่งที่มีอยู่แล้วแล้วนำส่งให้ผู้ชมที่อยากดู แต่การคงแก่นของละครเรื่องนี้เอาไว้ คือหัวใจสำคัญของทุกเฟรมในหนังเรื่องนี้ เราหวังว่าจะยังคงสิ่งที่คาเมรอนเรียกว่า “ดีเอ็นเอของละครเรื่องนี้” เอาไว้ได้ และคงสิ่งที่มันทำให้ผู้คนทั่วโลกหลงใหลเอาไว้ได้”

    ทุกอย่างเข้าทางอย่างเหมาะเจาะในช่วงการหาตัวผู้กำกับ ยกเว้นแต่ในกรณีนี้ ผู้กำกับทอม ฮูเปอร์ก็เสาะหาโครงการหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนที่ The King’s Speech หนังรางวัลออสการ์ที่ประสบความสำเร็จระดับโลกของเขา จะออกฉายโดยทั่วไป เมื่อฮูเปอร์ได้ข่าวว่านิโคลสัน ซึ่งเขากำลังร่วมงานกันอยู่ในอีกโครงการ กำลังดัดแปลงบท Les Misérables อยู่ด้วย เขาก็พร้อมที่จะเข้ามาทำทันที ผู้กำกับฮูเปอร์บอกว่า “เกิดประกายไฟปิ๊งขึ้นในหัวของผมเลย ผมคิดว่ามันเป็นแนวคิดที่น่าสนใจจริงๆ” ฮูเปอร์ยังไม่เคยดูละคร แต่รู้จักบทเพลงเป็นอย่างดี และหลงใหลยุคสมัยตามท้องเรื่องนั้น เขาจึงรีบไปดูละครโดยทันที “ผมไปดูในวันที่ร้อนมากๆ ของเดือนสิงหาคม มีอยู่ 3-4 ช่วงในละครที่ทำให้เส้นประสาทในไขสันหลังของผมลุกเป็นไฟ และมันสะเทือนอารมณ์อย่างสุดๆ ผมทึ่งกับท่วงทำนองเพลงที่ติดหูอย่างเหลือเชื่อ ได้ชมเพียงครั้งเดียว ผมลืมออกไปจากในหัวไม่ได้เลย คล้อด-มิเชลได้สร้างงานที่ตราตรึงอย่างที่สุด ด้วยท่วงทำนอง รูปแบบ โครงสร้าง และแนวเรื่องของมัน”

    ช่วงเวลานั้นเอง ฮูเปอร์ได้พบกับเฮย์เวิร์ด ซึ่งยังเป็นหัวหน้าฝ่ายงานสร้างอยู่ที่เวิร์คกิ้ง ไตเติ้ล ฟิล์มส์ “มันเป็นความบังเอิญที่วิเศษมากตอนที่ทอมมาพบเรา ขณะที่นิโคลสันเอาบทหนังมาส่งพอดี เขาอ่านมัน รักมัน และรู้เลยว่าเขาอยากทำ” เธอเล่า

    เฟลล์เนอร์ก็เห็นพ้อง “ทอม ฮูเปอร์ เป็นตัวเลือกแรกของเรา เขาเป็นผู้กำกับคนเดียวที่เราเอาบทหนังให้ และตั้งแต่เขาเอาด้วย มันก็กลายเป็นการผจญภัยอันน่าตื่นเต้น เขาหลงใหล หมกมุ่นในรายละเอียด ทำงานอย่างหนัก และเต็มที่กับงานอย่างที่สุด”

    ฮูเปอร์เล่าให้ฟังว่า เขาสนใจวัตถุดิบที่เอามาสร้างในหลายระดับด้วยกัน “อย่างหนึ่งที่น่าตื่นเต้นของการทำ The King’s Speech ก็คืออารมณ์ที่ปลุกเร้าผู้ชมทั่วโลก มันทำให้ผมอยากทำหนังเรื่องถัดไปที่มีเนื้อหาที่จะปลุกเร้าอารมณ์ได้แรงกล้ายิ่งขึ้นไปอีก” เพราะซาบซึ้งจนน้ำตาไหล ระหว่างที่อ่านบทหนังของนิโคลสันอยู่บนเครื่องบินจากลอนดอนไปลอส แอนเจลีส ฮูเปอร์รู้เลยว่าเขาได้ค้นพบผลงานหนังชิ้นใหม่แล้ว “จากความรู้สึกที่ได้จากละครเพลงผสมกับผลกระทบที่บทหนังมีต่อผม ผมจึงคิดว่านี่เป็นโอกาสอันน่าทึ่งที่จะได้ทำงานในงานที่สะเทือนอารมณ์มากๆ ผมสนใจส่วนผสมของเรื่องราวอันแสนพิเศษนี้ กับความเป็นเลิศและพลังของเพลง”

    แม้ว่าจะได้วัตถุดิบที่ทรงพลังมา ผู้สร้างหนังจำเป็นต้องย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาดั้งเดิมเพื่อเติมส่วนที่ขาดหายไปที่อาจดูไม่ออกในฉบับละครเวที แต่จะมองเห็นได้หากถูกสร้างเป็นหนัง เฮย์เวิร์ดเล่าว่า “ฉบับนิยายเป็นแรงบันดาลใจอย่างมากให้แก่ทอม มันเป็นการดัดแปลงที่ยาก และเมื่อไหร่ที่เราพบปัญหา เราก็จะกลับไปหาฉบับนิยาย แล้วก็จะเจอคำตอบที่นั่น การเอาองค์ประกอบทางเนื้อเรื่องอันยอดเยี่ยมมาเติมเต็มช่องว่างโดยไม่ให้กระทบโครงสร้างโดยรวม และความสมบูรณ์ของเพลงประกอบ เป็นหนึ่งในความท้าทายที่สนุกอย่างที่สุดในการดัดแปลงงานชิ้นนี้”

    ฮูเปอร์เห็นด้วย “มันเป็นงานยักษ์และต้องอาศัยความชำนาญอย่างมาก และเป็นอะไรที่สนุกอย่างยิ่งที่ได้มีข้ออ้างในการอ่านนิยายแล้วย้อนกลับไปหามันในการดัดแปลงบทประพันธ์ ละครเพลงเรื่องนี้ได้ถูกตีความเป็นหนังด้วยวิธีที่พิเศษ มันเป็นอำนาจที่คาเมรอน, คล้อด-มิเชล และอัลแลงให้ผมได้ทำตั้งแต่ต้น พวกเขาไม่ได้แค่ต้องการละครเพลงที่ถูกถ่ายทำเป็นหนัง พวกเขายังอยากให้ผมตีความใหม่เพื่อให้มันเหมาะสมสำหรับฉบับภาพยนตร์ นั่นเป็นอย่างหนึ่งที่น่าตื่นเต้น เพลงของคล้อด-มิเชลนั้นดีเลิศสุดๆ และคำร้องของอัลแลงกับเฮอร์บี้ก็มีความแข็งแรงจนยอมให้มีการตีความเช่นนั้นได้ มันมีความยืดหยุ่นอย่างสูงในงานชิ้นนี้ และเหมือนวรรณกรรมชั้นเลิศทั้งหลาย ภาษาเปิดโอกาสให้เราได้เล่นกับความหมายและจังหวะในการเล่าเรื่อง”

    บทร่างแรกที่นิโคลสันเขียน มีการแบ่งเป็นบทพูดกระจายอยู่ในเพลง ฮูเปอร์เล่าให้ฟังว่า “วัตถุดิบใหม่ๆทางเนื้อเรื่องที่บิลคิดขึ้นมา และที่ผมอยากให้เติม ล้วนมาจากหนังสือ บิลเขียนขึ้นในรูปแบบของบทสนทนาเป็นคำพูด แต่ตัวละครเพลงเป็นแบบร้องทั้งเรื่อง หลังจากได้ครุ่นคิดและไต่ตรองอย่างหนัก ผมก็ตัดสินใจว่าผมอยากที่จะให้เคารพรูปแบบที่เป็นละครเพลงร้องทั้งเรื่องไว้ ผมอยากสร้างโลกความเป็นจริงอีกแบบบนภาพยนตร์ที่ผู้คนสื่อสารกันผ่านบทเพลง ณ จุดนั้น เราจึงต้อนรับทีมสร้างสรรค์ดนตรีดั้งเดิม อันประกอบด้วยคล้อด-มิเชล โชนเบิร์ก, อัลเลง บูบลิล และเฮอร์บี้ เคิร์ทซเมอร์ สู่ขั้นตอนการสร้างภาพยนตร์ของเรา เมื่อเราขอให้พวกเขาเขียนคำร้องขึ้นมาใหม่ และสร้างโครงสร้างบทลงครเพลงขึ้นมาใหม่ รวมถึงแต่งเพลงใหม่ [“Suddenly”] ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากบทสนทนาที่บิลเขียนขึ้น เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างมากตอนที่เราสร้างสภาวะดั้งเดิมของการสร้างละครเพลงขึ้นมาใหม่ เพื่อที่จะตีความมันใหม่ลงบนแผ่นฟิล์ม”

    มีเสน่ห์สำคัญอีกอย่างสำหรับฮูเปอร์ตอนที่เขาพิจารณาดัดแปลงละครเพลงร้องทั้งเรื่องเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ เขาอธิบายว่า “ผมอยากเสี่ยง และอยากทำอะไรที่แตกต่างในหนังแต่ละแนว ตั้งแต่เริ่มแรก สิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นก็คือแนวคิดของการถ่ายทำโดยใช้วิธีร้องสด ผมไม่คิดว่าผมจะกำกับถ้าการกำกับหนังที่ร้องสดไม่อาจทำได้ เพราะไม่ว่าจะนักแสดงจะร้องออกมาได้สอดคล้องกับการเปิดเพลงได้เนียนแค่ไหน ผู้ชมสามารถดูออกได้ว่ามันมีบางอย่างที่ไม่จริง มันจะไม่รู้สึกเชื่อมต่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนจอภาพยนตร์”

    เมื่อฮูเปอร์หมายมั่นอย่างแรงกล้าว่านักแสดงจะต้องร้องสด แม็คอินทอชมั่นใจเลยว่าพวกเขาได้พบผู้กำกับที่เหมาะกับงานแล้ว เขาให้ความเห็นว่า “ทางเดียวที่จะให้เพลงออกมาดีได้ต้องจับเอาอารมณ์ตอนนั้นจริงๆ นั่นเป็นสิ่งหนึ่งในอย่างแรกที่ทอมพูดตอนที่ให้เหตุผลว่าทำไมอยากถ่ายทำในลักษณะนี้ อีกอย่าง เขารัก Les Misérables ของเรื่องราวนี้ ผู้กำกับส่วนใหญ่ที่ผมคุยด้วยหลายปีมานี้ พวกเขาจะบอกว่า ผมรู้ว่าจะกำกับเพลงนั้นเพลงนี้ออกมายังไง แต่สิ่งที่ผมไม่รู้ก็คือจะให้ Les Misérables ร้องออกมายังไง แต่นั่นคือสิ่งที่นิยายของวิคเตอร์ อูโก้ ต้องการจะบอก มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเราทุกคน มันไม่ใช่แค่เรื่องราวของวัลฌองกับฌาแวร์ ผมรู้เลยตอนที่ทอมเข้าใจเรื่องนี้ นี่คือบุคคลที่จะหาทางสร้างเรื่องราวนี้และทำออกมาสำเร็จได้”

    พายุความสมบูรณ์แบบของนักแสดง:
    การคัดเลือกนักแสดงสำหรับภาพยนตร์เพลงมหากาพย์

    ผู้สร้างหนังเตรียมที่จะหาสิ่งที่ฮูเปอร์มักเรียกว่า “พายุความสมบูรณ์แบบของนักแสดง” เฟลล์เนอร์อธิบายให้ฟังว่า “เราต้องการสามสิ่งจากคณะนักแสดงของเรา นั่นก็คือพลังดารา การเป็นนักแสดงที่มีพรสวรรค์ และการเป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จ และเราโชคดีที่อยู่ในช่วงที่มีกลุ่มนักแสดงเช่นนั้นอยู่จริง คณะนักแสดงในหนังเรื่องนี้ เกือบทุกคนล้วนเป็นคนที่เราทาบทามตั้งแต่เริ่มต้น”

    ศูนย์กลางของเรื่องราวนี้คือความสัมพันธ์ระหว่างฌอง วัลฌอง กับสารวัตรฌาแวร์ ซึ่งซับซ้อนกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกับผู้ร้ายโดยทั่วไป หลังจากติดคุกยาวนาน 19 ปี เพราะการทำความผิดเพียงเล็กน้อย วัลฌองก็ได้รับทัฑณ์บน แต่ต้องถูกตีตราเป็นพวกนอกรีต ถูกขับไล่ไสส่งจากทุกที่ที่ไป สองทศวรรษจากการต้องใช้แรงงานหนักได้ทำให้เขากลายเป็นคนที่เกลียดโลก และที่สำคัญกว่านั้นก็คือเกลียดตัวเอง ความเมตตาจากท่านบิชอปผู้ที่วัลฌองพบตอนที่เพิ่งออกจากคุก ได้นำเขาสู่หนทางของการไถ่บาป แต่วัลฌองก็ยังต้องใช้ชีวิตด้วยการวิ่งหนีฌาแวร์ สารวัตรตำรวจที่อุทิศตนและเถรตรง ซึ่งตามไล่ล่าเขาไม่ลดละ “มันเป็นเรื่องราวของผู้ชายฉกรรจ์โดยเฉพาะ” เฮย์เวิร์ดสะท้อนใฟ้ฟัง “การปะทะกันของชายสองคนนี้ผ่านช่วงเวลา คือกลไกหลักที่ขับเคลื่อนหนังทั้งเรื่อง” การคัดเลือกผู้มารับบทสองตัวละครศูนย์กลางของเรื่องให้ได้อย่างแม่นยำจึงเป็นหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จของการพยายามสร้างหนังเรื่องนี้

    Les Miserables Les Miserables

    ทั้งแม็คอินทอชและฮูเปอร์ต้องการให้มีการทดสอบบทนักแสดงทั้งคณะ ผู้กำกับคุยกับฮิวจ์ แจ็คแมน ร่วมเก้าเดือนก่อนที่จะเริ่มเดินกล้องถ่ายนักแสดงหลัก ฮูเปอร์เล่าถึงการพบปะให้ฟังว่า “มันเป็นการทดสอบบทนักแสดงที่ตื่นเต้นที่สุดที่ผมเคยทำมา การถ่ายทอดการแสดงผ่านการร้องเพลงของฮิวจ์เป็นสิ่งที่พิเศษอย่างที่สุด เขาเข้าถึงชีวิตด้านอารมณ์ในตัวเขาผ่านบทเพลงได้แทบจะลึกซึ้งกว่าการใช้บทสนทนาตามปกติเสียอีก เขาคล่องและผ่อนคลายมากเวลาร้องเพลงที่เขาเชื่อสนิทใจว่าเป็นทางเลือกการสื่อสารแรกของเขา เขาเป็นเหมือนจอกศักดิ์สิทธิ์สำหรับผม อัจฉริยะทั้งด้านการแสดงและร้องเพลง”

    ฮิวจ์ แจ็คแมน นักแสดงผู้มีเสน่ห์เหลือร้ายทั้งบนเวทีและบนจอ เจ้าของรางวัลโทนี่และรางวัลเอ็มมี่ อยากที่จะเล่นหนังเพลงมาสักระยะแล้ว นักแสดงชาวออสเตรเลียผู้นี้ได้เล่าถึงการทดสอบบทกับฮูเปอร์ให้ฟังว่า “มันใช้เวลาร่วมสามชั่วโมงได้ เป็นการทำงานครั้งแรกของทอมกับบทประพันธ์นี้ แล้วมันก็กลายเป็นเวิร์คชอป เป็นการทดสอบบทที่ทำให้ผมเหนื่อยที่สุดในชีวิต แต่ผมก็ต้องบอกทอมในที่สุดว่าผมต้องกลับบ้านไปพาลูกเข้านอนแล้ว”

    แจ็คแมนเป็นแฟนของฉบับละครอยู่แล้ว เคยดู Les Misérables มาสามครั้ง และยังเคยร้องเพลง “Stars” ในการไปคัดตัวนักแสดงครั้งแรกๆ ตอนที่เพิ่งจบจากโรงเรียนการละคร “วัลฌองเป็นหนึ่งในตัวละครทางวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล” เขาบอก “เราติดตามเรื่องราวของเขาผ่านเวลา 20 ปี ถูกปล่อยตัวโดยได้รับทัณฑ์บนในฐานะอดีตอาชญากร กลายเป็นนายกเทศมนตรีของเมือง แล้วกลายเป็นคนนอกรีตอีกครั้ง ตลอดช่วงเวลานั้น คุณได้เห็นชีวิตที่มีขึ้นมีลง ความเจ็บปวด และความปิติที่ชีวิตนำมาให้ เขาเป็นมนุษย์ที่เหลือเชื่อ ปลงตกกับชีวิต และมีพลัง และให้แรงบันดาลใจอย่างสุดยอด ชีวิตของเขาเป็นมหากาพย์โดยแท้”

    นอกจากนี้ แจ็คแมนยังชอบในแก่นอันเป็นสากลว่าด้วยการไถ่บาปที่เรื่องราวของอูโก้ปลุกเร้าด้วย แจ็คแมนบอกว่า “วัลฌองเป็นผลลัพธ์จากความดีอันงดงามและน่าซาบซึ้งใจที่สุดของท่านบิชอป และในช่วงเวลาที่ละอายใจนั้น เขาจึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีของตัวเอง และอุทิศชีวิตกับดวงวิญญาณให้แก่พระเป็นเจ้า และการรับใช้สังคม เขาพยายามที่จะเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิมอยู่ตลอด เพื่อให้เป็นไปตามสิ่งที่เขาคิดว่าพระเป็นเจ้าอยากให้เขาเป็น”

    แจ็คแมนเป็นที่รู้จักในฐานะดารานักบู๊ ต้องฝึกฝนร่างกายอย่างหนักในการรับบทเป็นเจมส์ ฮาวเล็ตต์ หรือที่รู้จักกันดีในหมู่แฟนๆ ด้วยชื่อของโลแกน หรือวูล์ฟเวอรีน แต่เมื่อพูดถึงการเตรียมร่างกายเพื่อรับบทเป็นวัลฌองแล้ว แจ็คแมนเล่าว่า “ผมไม่เคยได้บทที่ต้องให้ผมทุ่มเทร่างกายและอารมณ์เท่านี้มาก่อนเลย วัลฌองต้องการทุกอย่างที่ผมเคยทำมา ทุกอย่างที่ผมเคยทำมานำมาสู่บทบาทนี้ ไม่ว่าจะบนเวทีหรือในหนัง ผมรู้สึกว่ามันมารวมกันอยู่ในบทนี้ มันเป็นบทของชั่วชีวิตนี้เลย”

    แจ็คแมนอ้าแขนรับความท้าทายทางร่างกาย และการเปลี่ยนแปลงของตัวละครจากนักโทษไปเป็นคนนอกรีตและเป็นนายกเทศมนตรีตลอดช่วงเวลาหลายปี ผู้สร้างตัดสินใจถ่ายทำฉากนักโทษวัลฌองตั้งแต่เริ่มต้นการถ่ายทำ เพื่อไม่ให้แจ็คแมนต้องลดน้ำหนัก แต่แค่ไว้หนวดเครา “มันสำคัญมากที่ต้องเล่าเรื่องราวที่เขาเคยอยู่ในคุกมา 19 ปี” แจ็คแมนบอก “ผมต้องเอาตัวรอดจากการมีอาหารจำกัด แต่วัลฌองเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของพละกำลัง ผมจึงต้องเข้ายิมครั้งละสามชั่วโมง มันโหดมากในช่วงเริ่มต้น” ในการทุ่มเทเพื่อรับบทนั้น ก่อนการถ่ายทำฉากเปิดเรื่อง แจ็คแมนยอมอดน้ำเป็นเวลา 36 ชั่วโมง เพื่อให้ตัวเขาแห้งและผอมเกร็งสอดคล้องกับบทนักโทษของยุคนั้น

    ในฐานะนักแสดงนำของเรื่อง แจ็คแมนยอมออกสงครามร่วมกับฮูเปอร์ และเพื่อนนักแสดและทีมงานเบื้องหลัง และเขายอมรับด้วยว่าเขาคิดไม่ออกว่าจะมีผู้กำกับคนไหนที่เขาจะยอมทุ่มเทขนาดนี้ให้ “ทอมเป็นคนที่เหมาะสมกับงานชิ้นนี้ที่สุด เขาหมุกมุ่นกับรายละเอียดและประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับอูโก้ เขาฉลาดอย่างเหลือเชื่อ เข้าใจบทประพันธ์อย่างถ่องแท้ และมั่นใจกับรูปแบบของละครเพลง ผมคิดว่าเขาเป็นยอดผู้สร้างหนัง เขากล้าเผชิญการสร้างหนังที่ยากเหมือนปีนภูเขาเอเวอเรสต์ เขาเป็นผู้นำที่ไม่เกรงกลัวอะไรของเรา”

    เมื่อได้ผู้มารับบทวัลฌองแล้ว ผู้สร้างหนังตัดสินใจหานักแสดงที่มีพลังมากพอที่จะประชันบทบาทกับแจ็คแมนในบทของฌาแวร์ แล้วพลันก็คิดถึงนักแสดงรางวัลออสการ์ รัสเซล โครว์ ขึ้นมา เขาย้อนความให้ฟังว่า “ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่ารัสเซลเป็นนักร้องที่มีพลังขนาดนั้น หรือเขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการแสดงละครเพลงมาก่อน เขามีความปรารถนาอันเร่าร้อนที่จะเล่นหนังเพลง เราไม่อยากเชื่อว่าจะโชคดีที่หนึ่งในดาราหนังยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก และหนึ่งในยอดนักแสดงของโลกเป็นคนที่หลงใหลละครเพลงและมีภูมิหลังด้านดนตรีมาก่อน”

    โครว์นั้นต่างจากดาราสมทบโดยส่วนใหญ่ของเขา โครว์ไม่เคยได้ดูละครเรื่องนี้มาก่อน จนกระทั่งหลังจากผู้สร้างหนังได้ทาบทามเขา แต่เขาก็เข้าใจถึงอายุอันยาวนานของมันเลยทันที “มันมีเพลงที่ทรงพลังมากมาย และแก่นเรื่องที่เป็นสากล” เขาเล่า โครว์ตื่นเต้นกับความท้าทายอย่างรวดเร็ว “มันเป็นอะไรที่ผมอยากทำ ผมอยากได้ใช้ช่วงเวลาในชีวิตกับเพลง ได้มีเพลงมาห้อมล้อม ซึ่งชีวิตของผมได้ผ่านแบบนั้นมามาก”

    โครว์เช่นเดียวกับแจ็คแมน ยินดีที่จะเข้ารับการทดสอบบทกับฮูเปอร์ และผู้อำนวยการสร้าง และมีการเรียกตัวมาสองเดือนหลังจากการพูดคุยกับผู้กำกับในครั้งแรก เฟลล์เนอร์อธิบายว่า “นักแสดงเข้าใจดีว่าการทดสอบบทมีประโยชน์ต่อพวกเขาเองพอๆกับต่อพวกเรา เราอยากแน่ใจว่าพวกเขาร้องเพลงและแสดงได้อย่างผ่อนคลาย และมั่นใจว่าพวกเขาจะทำงานได้ในช่วงเวลาการถ่ายทำ 12 สัปดาห์”

    รัสเซล โครว์ยอมรับว่ายอมรับว่าเขาใช้แนวทางที่พิศดารในการติดตาม “ผมมีความคิดอย่างหนึ่งในวันที่ทดสอบบทว่าผมควรเดินไปตรงนั้น เป็นสิ่งที่ผมน่าจะทำตอนที่เริ่มต้น เมื่อการทดสอบบทเป็นตัวกำหนดว่าจะได้กินหรือไม่กิน จะได้เงินจ่ายค่าเช่าบ้านหรือไม่ได้ จุดที่ผมอยู่นั้นห่างไป 28 ช่วงตึกและมีฝนตกหนัก ผมได้รับโอกาสให้โดดขึ้นแท็กซี่ แต่ผมรู้ว่าถ้าผมขึ้นแท็กซี่ การทดสอบบทจะออกมาไม่ดีแน่ๆ” เพื่อให้ทีมผู้อำนวยการสร้างทึ่ง โครว์ไปถึงสถานที่นัดทดสอบบทโดยที่ตัวเปียกโชก “ผมไม่คิดว่าผมเคยตื่นเต้นในการสวมบทตัวละครเท่านี้มาก่อน นับจากจอห์น แนช ใน A Beautiful Mind”

    กุญแจสำคัญสำหรับโครว์ในการสวมบทตัวร้ายที่เป็นตำนานก็คือ เพิ่มแรงจูงใจให้ฌาแวร์ในการตามล่าวัลฌองกว่าสิบปี และทำไมเขาถึงเสียสละตัวเองเพื่อกฎหมายและความเป็นระเบียบ เฮย์เวิร์ดสะท้อนให้ฟังว่า “มันจำเป็นต้องใช้นักแสดงที่มีทักษะสูงในการสร้างความลึกให้ตัวละครเช่นที่รัสเซลทำ เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมชายผู้นี้ถึงยอมปลิดชีวิตตัวเอง”

    โครว์เสริมมุมมองในต่อปมของตัวละครที่เฮย์เวิร์ดกล่าวถึง “ฌาแวร์เป็นคนที่มีหลักศีลธรรมเฉพาะ และเข้าใจวิถีของโลกเฉพาะอย่าง นั่นก็คือโลกมีแค่ความดีกับความชั่วเท่านั้น เมื่อเขาพบว่าเขาเข้าใจผิด เมื่อชายที่เขาเชื่อว่าเป็นคนเลวกลายเป็นคนดี ฌาแวร์ก็แตกสลาย”

    เช่นเดียวกับความซื่อตรงต่อตัวละครวัลฌอง ฌาแวร์ของฮูเปอร์ก็ทุ่มเทเต็มที่ให้ตัวละครนี้ออกมามีชีวิต “การเตรียมตัวของรัสเซลเพื่อรับบทนี้นั้นสุดยอดมาก และเขาก็เป็นคนที่น่าทึ่งมากที่ได้ร่วมงานด้วย” ฮูเปอร์ชมเชย “เขามีความรอบรู้ดี และช่วยเพิ่มเติมให้การเล่าเรื่องได้อย่างมาก ซึ่งผมทั้งสนุกและได้ประโยชน์จากเขา”

    สอดรับกับแจ็คแมน โครว์จำได้ถึงความท้าทายอันยิ่งใหญ่ที่ฮูเปอร์ให้แก่เขา “ทอมทุ่มเททั้งชีวิตให้งานนี้ เขาทำงานสัปดาห์ละเจ็ดวัน แต่ก็ยังรักษาความสมดุลให้ตัวเองได้ เขาเป็นคนที่แกร่งมาก เมื่อเขาต้องการอะไร เขาก็จะต้องได้มันมา แต่นั่นแหละเป็นผู้กำกับที่เราอยากร่วมงานด้วย”

    ความผูกพันของแอน แฮทธาเวย์ต่อโครงการหนังเรื่องนี้มีมายาวนานก่อนที่ผู้สร้างหนังจะทาบทามให้เธอมารับบทเป็นฟองทีนเสียอีก ตอนที่แฮทธาเวย์อายุเจ็ดขวบ แม็คอินทอชเคยเลือกแม่ของเธอรับบทเป็นสาวโรงงานใน Les Misérables ฉบับที่เดินสายแสดงทั่วสหรัฐ แม่ของเธอยังเคยรับบทเป็นฟองทีนหลายครั้งขณะที่ร่วมงานกับคณะละครนี้ แฮทธาเวย์เติบโตมากับเพลงในละครเรื่องนี้และรักมันมาก ฮูเปอร์เล่าว่า “แอนนี่คือฮิวจ์ในฉบับผู้หญิง ในแง่ของการมีความสามารถอันพิเศษในการรู้จักที่จะแสดงผ่านการร้องเพลง และไม่เพียงแค่แสดงผ่านการร้องเพลงเท่านั้น มันเป็นการแสดงแบบโคลสอัพผ่านเพลงด้วย มันต้องใช้ทักษะแตกต่างจากการแสดงบนเวทีมากเลยทีเดียว”

    นักแสดงสาวผู้นี้เข้าขากับแจ็คแมนเป็นอย่างดี แฮทธาเวย์ยังต้องใช้เวลากว่าสามชั่วโมงในการทดสอบบทกับฮูเปอร์ และรออีกหนึ่งเดือนก่อนที่จะได้รู้ว่าเธอได้บทของตัวละครที่อาจจะรันทดที่สุดในเรื่องราวของอูโก้ จำยอมเป็นโสเภณีหลังจากถูกไล่ออกจากโรงงาน ความตกต่ำอย่างที่สุดของเธอน่าสะเทือนใจอย่างมาก “เธอเพียงต้องการความรัก และมีอิสระที่จะรัก” แฮทธาเวย์อธิบาย “แต่หัวใจที่เธออยากแบ่งปันกลับกลายมาถูกทำลายและถูกย่ำยี ระดับความทุกข์ของฟองทีนให้ชีวิตแก่ความรักที่คุณได้พบตลอดหนังทั้งเรื่อง”

    การทุ่มเทของแฮทธาเวย์ที่มีให้บทนี้ก็เป็นสิ่งที่สุดยอด การเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและอารมณ์ก็เข้มข้นไม่แพ้แจ็คแมน ไม่เพียงแต่เลือกให้ตัดผมของเธอในฉากที่ฟองทีนขายเส้นผม นักแสดงสาวผู้ผอมบางผู้นี้ยังยอมลดน้ำหนักตัวลงอีกเยอะมาก เพื่อให้ฟองทีนดูซูบผอมจนน่าเชื่อ เพราะเจ็บป่วยและต้องตายด้วยวัณโรค

    “ตลอดเวลาการถ่ายทำห้าสัปดาห์ ฉันต้องลดน้ำหนักลง 25 ปอนด์” แฮทธาเวย์เล่าให้ฟัง “มันเข้มข้นและหนักหนาสาหัสสุดๆ และพูดตามตรง ถ้าฉันหยุดคิดถึงสิ่งที่ทำอยู่ มันคงไม่ได้รู้สึกว่ายากเกินไป ฉันรู้ว่าจะต้องถึงจุดที่ยุติ ฉันก็แค่ต้องมีกำลังใจเข้าไว้ และเล็งไปที่เป้าหมาย ฉันไม่ใช่นักแสดงแนวเมทธอด แต่ฉันรับบทเป็นผู้ที่ทุกข์ทรมานทางกาย ความทุกข์ยากใดๆ ที่เผชิญอยู่ ฉันคงไม่รู้สึกว่าเป็นความทุกข์ยาก ฉันน่าจะรู้สึกแบบเดียวกับเธอ ซึ่งจะเป็นการแปลงร่างกายในทันที”

    ขณะที่ละครเพลงหลายเรื่องจะมีบทพูดร่วมด้วย แต่ Les Misérables เป็นละครเพลงที่ต้องร้องเกือบตลอดเรื่อง ซึ่งถือเป็นความท้าทายใหญ่หลวงสำหรับคณะนักแสดงและทีมงานเมื่องานสร้างดำเนินไป แฮทธาเวย์กับฮูเปอร์คุยกันว่าเธอจะร้องสด และเธอก็เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจนี้ “ฉันสนับสนุนแนวคิดเรื่องการร้องสด” นักแสดงสาวบอก “มีหนังเพลงบางเรื่องที่มีคุณสมบัติเฉพาะในตัวมัน ที่การร้องสดจะไม่ค่อยทำให้แตกต่างกันเท่าไหร่ มันคงง่ายกว่าถ้าจะเปิดเพลงและลิปซิ้ง แต่เมื่อมีเรื่องราวที่สะเทือนอารมณ์ขนาดนี้ ไม่มีบทสนทนามาช่วยเรา และทุกอย่างต้องอยู่ในช่วงเวลานั้นทั้งหมด มันเป็นความกดดันมากที่ต้องร้องตลอดเวลา แต่มันก็ยังปล่อยให้เป็นไปเองตามธรรมชาติได้ เราสามารถที่จะรักษาตรงนั้นไว่ได้ และเคารพมัน และตีแผ่มันออกมา มันเป็นการเสี่ยง แต่ประโยชน์ที่จะได้มานั้นเหนือกว่าที่ต้องแลกไปมาก”

    ผู้สร้างหนังมีแนวคิดเฉพาะว่านักแสดงคนไหนควรสวมบทเป็นโคเซ็ตต์กับมาริอุส และอแมนดา ไซย์ฟรีดกับเอ็ดดี้ เรดเมย์น ทีมผู้สร้างเห็นว่าเหมาะสมต่อบทคู่รักหนุ่มสาวนี้ “ผมค้นหาอยู่นานและหนักมากสำหรับโคเซ็ตต์ของผม” ฮูเปอร์เล่า เธอเป็นที่รู้จักจาการสวมบทเป็นโซฟี ว่าที่เจ้าสาวที่ตามหาพ่อที่แท้จริงในหนังเพลงฮิตระดับโลก Mamma Mia! และเมื่อเร็วๆนี้กว่านั้นก็คือการรับบทนำใน Dear John และ Letters to Juliet ไซย์ฟรีดได้ส่งเสียงการขับร้องอันน่าทึ่งจนโดดเด่นกว่าคนอื่น ฮูเปอร์ให้ความเห็นว่า “อแมนดามีความสามารถอันน่าทึ่งในการบับคับทักษะทั้งสองอย่าง และเหนือยิ่งกว่านั้น เธอยังขึ้นจอมากๆ”

    ไซย์ฟรีดได้ชม Les Misérables ครั้งแรกตอนที่มีการเดินสายไปแสดงที่ฟิลาเดลเฟียตอนเธออายุ 11 ปี แล้วตอนอายุ 15 เธอก็ได้สวมบทเป็นโคเซ็ตต์ในงานของโรงเรียน “โคเซ็ตต์เป็นแหล่งหลักของแสงสว่าง ความหวัง และความรักในเรื่องราวนี้” นักแสดงสาวบอก “มันเป็นหน้าที่สำคัญในการนำด้านบวกของบทบาทนี้ออกมา เพราะมันน่าเศร้าในหลายๆ ทาง มันเป็นตัวละครที่วิเศษมากที่จะได้เล่น เธอเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและอนาคต”

    เอ็ดดี้ เรดเมย์นเป็นเพื่อนกับฮูเปอร์มาก่อน ตั้งแต่ฮูเปอร์กำกับเขาในซีรี่ส์ทางทีวีเรื่อง Elizabeth I จากการยุยงของโชนเบิร์กซึ่งรู้จักเรดเมย์นมาก่อน เขาจึงตัดสินใจสมัครการคัดเลือกด้วยการส่งเทปให้ทีมผู้สร้างหนัง ในการทดสอบบทนั้น เขาร้องเพลง “Empty Chairs and Empty Tables” อันเป็นเพลงประจำตัวของมาริอุส เรดเมย์นขยายความให้ฟังว่า “ผมได้ยินว่าทอมจะทำหนังเรื่องนี้ ผมอยู่ในรถเทรลเลอร์ในนอร์ธคาโรไลนา สวมบทเป็นคาวบอยอยู่ แล้วผมใช้ไอโฟนอัดเพลง นั่นเป็นจุดเริ่มของขั้นตอนการทดสอบบทที่เข้มข้นที่สุด มันน่ากลัวสุดๆ”

    ฮูเปอร์ยอมรับว่าเขาตื่นเต้นที่ได้ยินข่าวจากอดีตนักแสดงของเขา “เทปที่ส่งมาทดสอบบทครั้งแรกนั่นทำให้ผมตื่นเต้นอย่างสุดๆ เอ็ดดี้เป็นนักแสดงในฝันของผม และการได้รู้ว่าเขาร้องเพลงได้ในระดับนั้นเป็นการได้รู้ที่วิเศษสุดๆ”

    เช่นเดียวกับไซย์ฟรีด เรดเมย์นรู้จัก Les Misérables มานานก่อนที่จะรู้ว่าฮูเปอร์จะทำหนังเรื่องนี้ “ผมเคยดูละครเรื่องนี้ตอนเป็นเด็ก และผมหมกมุ่นที่จะเป็นกัฟรอชมาก” เขาหัวเราะ” ตอนเก้าขวบ ผมเคยอยากเป็นเด็กข้างถนนที่โดดเข้าออกตามด่านกีดขวางมาก” เขายิ่งกว่าตื่นเต้นเมื่อได้บทมาริอุส นักศึกษาหัวการเมืองผู้ที่ปรารถนาให้เกิดความเสมอภาคในฝรั่งเศส และพร้อมที่จะต่อสู้เพื่ออุดมคติ ตอนที่ตกหลุมรักโคเซ็ตต์ เรดเมย์นบรรยายถึงเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “ช่วงเวลาของโรมิโอกับจูเลียต ที่ส่งให้เขาหมุนติ้ว มันรู้สึกพิเศษอย่างที่สุดที่ได้มีส่วนร่วมกับหนังเรื่องนี้”

    สาวงามผู้อาภัพเอโปนีน รับบทโดยนักแสดงสาวชาวอังกฤษ ซาแมนธา บาร์กส์ ซึ่งหนังเรื่องนี้เป็นการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ บาร์กส์เคยสวมบทเป็นเอโปนีนมาก่อนใน Les Misérables ฉบับละครที่ลอนดอน (จากมิถุนายน 2010 ถึงมิถุนายน 2011) และยังถูกแม็คอินทอชเลือกให้สวมบทนี้ในคอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 25 ปี ของ Les Misérables ที่เปิดแสดงที่โอทู อารีน่า หลังจากเขาเห็นเธอแสดงบทนี้ในคืนเปิดการแสดงที่ควีนส์ เธียเตอร์ ในย่านเวสต์เอ็นด์ของลอนดอน ผู้อำนวยการสร้างผู้นี้รู้ทันทีเลยว่าเธอเหมาะกับการสวมบทเอโปนีนในงานนั้น แต่ความจริงแล้ว แม็คอินทอชสนใจเธอมาก่อนตั้งแต่ตอนที่เธอแข่งขันในรายการเรียลลิตี้ทีวีชื่อว่า I’d Do Anything แล้ว ซึ่งเธอเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายในการค้นหาช้างเผือกที่จะมารับบทเป็นแนนซี ในละครเพลงOliver! ของแม็คอินทอช

    บาร์กส์ได้ที่สาม แต่ท้ายที่สุด เธอก็ได้สวมบทเป็นแนนซีระหว่างการเดินสายเปิดการแสดงของละครในสหราชอาณาจักร เดือนธันวาคม 2010 และปัจจุบัน เธอก็ยังรับบทนำใน Oliver! ที่เดินสายแสดงทั่วสหราชอาณาจักรอยู่ แล้วได้รับอนุญาตให้ลามาแสดงใน Les Misérables ที่บนเวทีตอนจบของการแสดงในแมนเชสเตอร์นั่นเอง ที่แม็คอินทอชประกาศว่าเธอได้บทเอโปนีน ในฉบับหนังของ Les Misérables เธอทวีตข้อความว่า “มันช่วงเวลาที่เหลือเชื่อที่สุดในชีวิตของฉัน” บาร์กส์เล่าให้ฟังถึงความสัมพันธ์ต่อตัวละครอันคลาสสิคนี้ว่า “ฉันได้ฟังดนตรีนำแค่สองห้องแรกของ ‘On My Own’ ก็ทำให้หัวใจสลายแล้ว ฉันรู้สึกสนิทกับเอโปนีนมาก ฉันได้เดินทางไกลมาร่วมกันกับเธอ มันทำให้ฉันภูมิใจที่ได้เล่นเป็นเธอ เพราะเธอเป็นตัวละครที่ถูกเขียนออกมาอย่างงดงามมาก”

    ฮูเปอร์และเพื่อนผู้อำนวยการสร้างของแม็คอินทอชรู้ว่าแม็คอินทอชได้พบนักแสดงที่มีพรสวรรค์อันพิเศษ เฟลล์เนอร์เล่าให้ฟังถึงตอนที่บาร์กส์อยู่ในกองถ่ายว่า “ซาแมนธาเป็นนักร้องสำหรับละครเวทีที่ได้รับการฝึกฝนมาดีมาก คุณนั่งอยู่ในโรงถ่ายและฟังเธอร้อง ‘On My Own’ ได้ทั้งวัน

    ผู้ที่เป็นตัวเลือกอันน่าทึ่ง และนำความอัจฉริยะด้านการแสดงบทตลกอย่างน่ายกย่องมาใส่ในบทของเจ้าของโรงแรมขี้ฉ้อที่กลายเป็นโจรอาชีพ เมอซิเออร์กับมาดาม เตนาร์ดิเยร์ ก็คือซาชา บารอน โคเอน และ เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ หนังเรื่องนี้เป็นการร่วมงานกันอีกครั้งของฮูเปอร์และบอนแฮม คาร์เตอร์ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งที่สอง จากบทพระราชินีอลิซาเบธ ใน The King’s Speech และก็ยังเป็นการร่วมแสดงกับบารอน โคเอน อีกครั้ง หลังจากบทไพเรลลี ในหนังเพลง Sweeney Todd ของผู้กำกับทิม เบอร์ตัน

    เฮย์เวิร์ดเล่าถึงผลกระทบของสองตัวละครนี้ต่องานสร้างให้ฟังว่า “เมอซิเออร์กับมาดามเตนาร์ดิเยร์เป็นตัวที่ปล่อยมุขตลกที่หนังต้องมี ด้วยบทประพันธ์ที่เข้มข้นขนาดนี้ เราจำเป็นต้องมีช่วงเวลาที่เบาๆบ้าง และคาเมรอนกับผู้สร้างละครเวทีชุดดั้งเดิมรู้เรื่องนี้ดี ‘Master of the House’ เป็นหนึ่งในเพลงอันเป็นที่รักของละครเพลงเรื่องนี้ เราไม่จำเป็นต้องไปหานักแสดงคนอื่นนอกเหนือจากเฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ กับ ซาชา บารอน โคเอน ก็พบว่าเราได้คู่ตลกที่เหมาะเหม็ง และการที่ทั้งคู่มีเสียงดีก็ยิ่งยอดเยี่ยมเข้าไปอีก”

    ทีมนักแสดงหลักของ Les Misérables ยังประกอบด้วยแอรอน ทเวท นักแสดงอเมริกันและนักแสดงบรอดเวย์ดาวรุ่ง ผู้รับบทเป็นอองฌอลราส์ นักศึกษาผู้เป็นนักปฏิวัติอันเร่าร้อน สมทบด้วยแดเนียล ฮัทเทิลสโตน (ผู้เคยสวมบทกัฟรอชในละครเวทีที่เวสต์เอ็นด์ และปัจจุบันสวมบทด็อดเจอร์ จอมนักล้วงประกบกับบาร์กส์ ในละครเพลง Oliver! ที่เดินสายแสดงอยู่) ในบทของกัฟรอช, อิซาเบลล์ อัลเลน (ซึ่งสวมบทในฉบับละครเวทีที่ลอนดอนด้วย) รับบทเป็นโคเซตต์วัยเด็ก และนาทัลยา วอลเลซ รับบทเป็นเอโปนีนวัยเด็ก

    นักแสดงที่มาร่วมรับบทสมทบก็เป็นดาราดารดาษจากละครเวทีของลอนดอน เป็นต้นว่าคอล์ม วิลกินสัน ผู้รับบทเป็นวัลฌองคนแรกใน Les Misérables ฉบับละครปี 1985 ที่ลอนดอน และฉบับบรอดเวย์ในปี 1987 มารับบทสำคัญเป็นท่านบิชอปแห่งดีญ, ฟรานเชส รัฟเฟลล์ ผู้เคยรับบทเอโปนีนคนแรก ซึ่งทำให้เธอได้รางวัลโทนี่ มารับบทเป็นหนึ่งในโสเภณีเพลง Lovely Ladies, เบอร์ที คาร์เวล เจ้าของรางวัลโอลิเวียร์ จากการสวมบทเป็นมิสทรันช์บูล ใน Matilda: The Musical (ซึ่งกำลังจะกลับมาเล่นอีกที่บรอดเวย์) รับบทเป็นบามาตาบัวส์, ไมเคิล จิบสัน ดาราที่เป็นที่รู้จักทั้งจากละครเวทีและหนัง รับบทเป็นหัวหน้าคนงาน, แดเนียล เอแวนส์ เจ้าของสองรางวัลโอลิเวียร์สาขานักแสดงนำยอดเยี่ยมสองสมัย ล่าสุดจาก Sunday in the Park With George รับบทเป็นแมงดา, เคที่ ซีโคมบ์ ที่รับบทเป็นมาดามเตนาร์ดิเยร์หลายครั้งในการแสดงที่ควีนส์ เธียเตอร์ รับบทเป็นมาดามฮูเชลูป, กิลเลียน ดอนเนลลี ผู้เคยสวมบทเป็นอองฌอลราส์ในฉบับละครที่ควีนส์ เธียเตอร์ มาสวมเป็นนักศึกษากงเบอแฟร์, ฟรา ฟี ผู้ที่แสดงใน Les Misérables ที่ควีนส์ เธียเตอร์ ไม่นานนี้ รับบทเป็นนักศึกษากูร์เฟย์ราก, แคโรไลน์ ชีน ผู้รับบทเป็นฟองทีนในฉบับละครที่ควีนส์ เธียเตอร์ ไม่นานนี้ และเคต ฟลีทวู้ด ที่รับบทเป็นเลดี้แม็คเบธในการแสดงที่เนชั่นแนล เธียเตอร์ และฮันนาห์ แวดดิงแฮม ดาราจาก A Little Night Music และ Kiss Me Kate ร่วมรับบทเป็นสาวโรงงาน, เอเดรน สคาร์โบโรห์ นักแสดงเจ้าของรางวัลโอลิเวียร์ รับบทเป็นคนซื้อฟัน

    เมื่อได้ทีมนักแสดงอันน่าทึ่งแล้ว และทีมงานอันเชี่ยวชาญที่พร้อมอ้าแขนรับวิสัยทัศน์ของฮูเปอร์ และนำความกระตือรือร้นและความรักมาใส่ในโครงการหนังเรื่องนี้ ก็ถึงเวลาที่การถ่ายทำพร้อมนักแสดงหลักที่ไพน์วู้ด สตูดิโอ จะเริ่ม รวมถึงฉากสำคัญในที่ตั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ในอังกฤษและฝรั่งเศสด้วย

    การร้องสด:
    บทเพลงแห่ง Les Misérables

    ผู้สร้างของหนึ่งในบทเพลงประกอบละครเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลได้รับการต้อนรับให้ไปที่กองถ่ายได้ตลอดเวลาการถ่ายทำ ชื่นชมการฟื้นคืนชีพใหม่ของผลงานชิ้นเอกของพวกเขาเอง สำหรับคณะนักแสดงแล้ว การมีโชนเบิร์กและบูบลิลไปอยู่ร่วม ช่วยยกระดับความคาดหวังของตัวเอง แฮทธาเวย์พูดแทนทีมนักแสดงว่า “เราย่อมอยากที่จะเอาใจพวกเขา สร้างความประทับใจให้ และสร้างวิสัยทัศน์ของพวกเขาให้มีชีวิต และพวกเขาก็ให้การสนับสนุนตลอดกระบวนการ และเข้าใจดีถึงการดัดแปลงบางอย่างที่ต้องมี”

    การแปลงงานจากละครเวทีเป็นภาพยนตร์นั้นเป็นงานที่ท้าทายเสมอ แต่วิสัยทัศน์ของฮูเปอร์ที่ให้นักแสดงทุกคนต้องร้องสดได้เพิ่มความท้าทายขึ้นอีกขั้น เฟลล์เนอร์ถ่ายทอดให้ฟังว่า “ทอมอยากดึงผู้ชมให้เข้ามาอยู่ใกล้ให้มากที่สุด และผู้ชมจะเข้าถึงได้ดีที่สุดก็ด้วยการแสดงสด แต่มันเป็นการเสี่ยง ไม่ใช่ในแง่ของเทคนิคเท่านั้น แต่เพราะต้องให้นักแสดงต้องร้องเพลงทั้งวันด้วย”

    ผู้อำนวยการด้านดนตรี สตีเฟ่น บรูกเกอร์ เป็นหนึ่งในวาทยากรและบุคคลชั้นนำประจำโรงละครของอังกฤษ และหัวหน้าทีมดนตรีที่ทำงานมาทั่วโลกของแม็คอินทอช ได้เป็นผู้กำกับและดูแลงานดนตรีหลายงานให้ละครของแม็คอินทอช บรูกเกอร์ได้ให้ความคิดเกี่ยวกับการตัดสินใจให้นักแสดงร้องสดว่า “มันเป็นทางเลือกที่ถูกต้องอย่างไม่ต้องคิด มันให้โอกาสนักแสดงอย่างแท้จริงที่จะรู้สึกไปกับบทเพลงได้อย่างถึงอารมณ์มากๆ”

    ฮูเปอร์ขยายความเพิ่มในประเด็นนี้ว่า “ปัญหาเวลาที่เราร้องลิปซิ้งก์กับเพลงที่เปิดก็คือมันเป็นการไม่ให้นักแสดงไม่อยู่กับช่วงเวลานั้นจริงๆ เพราะพวกเขาต้องยึดตามแผนทุกวินาทีที่วางล่วงหน้ามาเป็นหลายเดือน ต่างจากการร้องสด นักแสดงมีอิสระที่จะสร้างมายาของตัวละครที่กำลังแสดงอยู่ในช่วงเวลานั้น ซึ่งจะมีผลอย่างใหญ่หลวงต่อพลังและความสมจริงทางการแสดง ใน Les Misérables มีการที่ต้องถ่ายทอดอารมณ์เยอะมาก และผมอยากให้นักแสดงมีทางเลือกที่อาจจะสร้างขึ้นผ่านการแสดง ทางเลือกที่ไม่ค่อยมีทางได้จากห้องอัดเสียงเมื่อหลายเดือนก่อน” แล้วโบนัสพิเศษน่ะหรือ แปลว่าการแสดงของนักแสดงจะไม่ถูกจำกัดและถูกบังคับให้เป็นไปตามจังหวะของการบันทึกเสียงก่อนหน้านี้

    แม้ว่าไซมอน เฮย์ส ผู้มิกซ์เสียงระหว่างการถ่ายทำ จะต้องรับภาระอย่างหนักในการบันทึกเสียงสด แต่เขาก็สนับสนุนวิสัยทัศน์ของฮูเปอร์เต็มที่ เขาให้ความเห็นว่า “ผมรู้เลยตอนที่ทอมเริ่มพูดกับผมเรื่องโครงการนี้ วิสัยทัศน์ของเขาในการบันทึกเสียงสดนั้นถูกต้อง หนังเรื่องนี้มีบทพูดเพียง 15-20 ประโยคได้ ตลอดทั้งเรื่อง ผมไม่คิดว่าผู้ชมจะยอมรับนักแสดงที่ลิปซิ้งก์ตลอดหนังทั้งเรื่อง”

    นักแสดงได้รับการช่วยเหลือจากโค้ชด้านการร้องเพลงที่จะช่วยพวกเขาอุ่นเครื่องทุกวันก่อนเข้าฉาก เมื่ออยู่นอกโรงถ่าย นักแสดงก็จะได้หูฟังซึ่งจะช่วยให้ได้ยินเสียงเปียโนในฉากเล่นในหูของพวกเขา นักดนตรีจะชมการแสดงสดผ่านทางจอมอนิเตอร์ เพื่อให้นักแสดงกำหนดผ่านการเคลื่อนไหวได้ว่าทำนองกับความเร็วของจังหวะของเพลงควรมาตอนไหน เสียงร้องจะถูกบันทึกโดยไม่มีเสียงเปียโนประกอบ ซึ่งจะช่วยให้วงออเคสตราใส่ดนตรีเข้าไปอย่างถูกต้องในขั้นตอนหลังการถ่ายทำ

    เฮย์สบรรยายว่ามันไม่เคยง่ายเลย “ในวันแรกของการถ่ายทำ เรามีฮิวจ์อยู่บนภูเขา เราอยู่บนที่สูงมาก และอากาศก็บางเบา เราต้องใช้เวลาถึงชั่วโมงครึ่งในการขนอุปกรณ์ขึ้นไป สิ่งที่ประจักษ์ต่อผมทันทีในการบันทึกเสียงสดก็คือ ฮิวจ์เดินข้ามภูเขา คุณจะได้ยินเขากำลังขาดหายใจเลย เขามีร่างกายฟิต ออกกำลังกายมาหนัก แต่คุณจะได้ยินเขาหอบเพราะขาดอ๊อกซิเจนเลย และมันเข้ามาในเสียงของเขาด้วย เขาร้องได้อย่างไพเราะมาก แต่เขาเดินข้ามภูเขามาไกล มันเป็นแสดงที่สุดยอดมาก เมื่อผมเข้าใจวิสัยทัศน์ของทอม และรู้ดีว่ามันจะต้องออกมาดี มันมีบางอย่างที่เราเชื่อมต่อกับความเป็นมนุษย์ผ่านการร้องเพลงได้ ซึ่งเขาจะแสดงออกมาไม่ได้ถ้าเขาลิปซิ้งค์กับเพลงที่อัดมาก่อน”

    เช่นเดียวกัน นักแสดงก็ชื่นชอบการตัดสินใจที่ไม่ธรรมดานี้ของผู้กำกับ การตัดสินใจที่น่าจะถูกหาว่าบ้าถ้ามีใครสักคนร้องเพลงเพี้ยนทั้งวันนั้น แจ็คแมนตั้งข้อสังเกตว่า “มันเป็นการตัดสินใจที่บ้าบิ่น แต่ก็ถูกต้อง และน่ากลัวสำหรับนักแสดง แต่มันให้อิสระแก่เราที่อาจไม่ได้ในการแสดง ผมอาจแสดงต่อไป และไม่ต้องให้เป๊ะตามที่ทำมาในห้องอัดสามเดือนก่อนก็ได้ มันทำให้ผมรู้สึกจริง และทันทีทันใด”

    โครว์เห็นด้วย “ข้อดีของการบันทึกเสียงสดก็คือเราไม่ถูกจำกัดทางอารมณ์ การที่ได้แสดงออกไปตามช่วงเวลานั้นจริงๆ ทำให้เราค้นพบสิ่งที่น่าสนใจและน่าทึ่งเกี่ยวกับตัวะลคร และความสัมพันธ์ของพวกเขา ผมคิดว่ามันเป็นเหตุผลว่าทำไมประสบการณ์นี้จึงมีพลังเต็มที่”

    แฮทธาเวย์ ผู้ที่แสดงเพลง “I Dreamed a Dream” ได้อย่างดีเลิศและเศร้าเข้าไปถึงทรวง เสริมว่า “ไม่เพียงได้เปิดตัวเองทำสิ่งที่ไม่เคยได้ทำมาก่อน แต่เรากับนักแสดงคนอื่นๆ ที่ไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ทีมงานที่ไม่เคยถ่ายหนังแบบนี้มาก่อน และผู้กำกับที่ไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน แม้ว่าเราจะมีประสบการณ์แตกต่างกันหลายระดับในอาชีพของเรา เราล้วนต่างเท่าเทียมกันเมื่อต้องทำแบบนี้

    “มันเป็นความวิเศษมากที่ได้มีระดับของความไม่ชำนาญเดียวกัน แต่ก็รู้สึกมีกำลังใจ และให้กำลังใจกันและกันด้วย” แฮทธาเวย์เล่าต่ออีกว่า “ฉันได้ฝึกฝนเพลงจนทะลุปรุโปร่ง แล้วใส่ความเป็นจริงของฉากนั้นเข้าไป ความเป็นจริงที่ว่าฟองทีนหัวใจแหลกสลาย และเพิ่งกลายเป็นโสเภณี เพลงนี้แตกต่างจากในละครเพลง ในละครเพลง จะเป็นตอนหลังจากที่เธอเพิ่งถูกไล่ออกจากโรงงาน มันจึงยังมีความหวังนิดหน่อย แต่ในหนัง เธออยู่ที่ก้นบึ้งของขุมนรกเลย และมองขึ้นไปโดยรู้ว่าเธอไม่มีวันปีนออกไปไม่ได้ ฉันรู้สึกว่ามันค่อนข้างเห็นแก่ตัวที่จะพยายามร้องแบบไพเราะออกไป ฉันตัดสินใจใส่ความเป็นจริงเข้าไปในท่วงทำนองด้วย มันน่ากลัวในการใส่ความดิบนี้เข้าไปในเพลง ซึ่งร้องสุดยอดนักร้อวมากมายที่เคยร้องสดมาก่อน แต่จากการสนับสนุนของทอม, คาเมรอน, คล้อด-มิเชล และอัลแลง เราจึงทำกันเลย”

    ในส่วนของไซย์ฟรีด เธอเล่าถึงประสบการณ์อัมโหดหินนี้ว่า “ไม่มีทางเลยที่จะเตรียมตัวเพื่อร้องสดในหนังได้ ตอนที่ฉันเล่น Mamma Mia! เราใช้เวลาสองวันในห้องอัด เราฟังเสียงของเราให้มากที่สุดโดยไม่ให้คลั่ง เพื่อจำจังหวะและการหายใจ…เพื่อที่เราจะได้ลิปซิ้งค์ได้ แต่ใน Les Misérables ประสบการณ์เหมือนการได้ใช้ชีวิตเป็นนักร้องเลย”

    แม้ว่าบาร์กส์จะมีประสบการณ์ของการแสดงบนเวทีมาก่อน เธอเองก็พบว่าการร้องสดในหนังเป็นภาระอันเหน็ดเหนื่อย เธอเล่าว่า “ตอนที่ฉันร้อง ‘On My Own’ ฉันร้องเพลงนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ เทคแล้วเทคเล่าราว 15 ครั้งได้ เป็นประสบการณ์ที่ใหม่มาก ในโรงละคร ฉันแสดงแค่คืนละครั้ง แปดรอบต่อสัปดาห์ แต่ในการถ่ายทำหนัง เราทำมันทุกวัน และทั้งวัน มันต้องอาศัยวินัยอีกอย่าง เราต้องดูแลตัวเองให้ดีจริงๆ และทุกคนก็ลงเรือลำเดียวกันหมด”

    ความสมจริงอันมีมนตร์ขลัง:
    การถ่ายทำกับฉากและทำเลสถานที่
    เปิดกล้องในฝรั่งเศส

    หลังจากฝึกซ้อมบทกันหลายอาทิตย์ รวมถึงลองเสื้อผ้า แต่งหน้า ทดสอบหน้ากล้อง การถ่ายทำ 12 สัปดาห์ ของ Les Misérables ก็เริ่มขึ้น ด้วยกองถ่ายย่อยในเมืองกูร์ดอง ตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ในท้องที่นี้ ฮูเปอร์กับอีฟ สต๊วร์ต ผู้ออกแบบงานสร้างคนประจำของเขา ได้พบภูมิทัศน์ที่เป็นภูเขาสูงตระหง่าน สำหรับเป็นฉากหลังฉากที่วัลฌองเดินสู่เสรีภาพ สต๊วร์ตเล่าว่า “มันมีความสำคัญทางจิตใจมากในการไปถ่ายทำในฝรั่งเศส และกูร์ดองให้สิ่งที่พิเศษ และไม่มีอะไรเทียบแก่เรา”

    ผู้สร้างหนังรู้ว่าความท้าทายอันใหญ่หลวงอย่างหนึ่งในการแปลงงานจากละครเวทีให้กลายเป็นหนังใหญ่ ก็คือฉากเปิดเรื่องที่ต้องให้ดูเป็นภาพยนตร์ เฮย์เวิร์ดชี้แจ้งว่า “มีเรื่องราวทั้งหมดในหนังสือ การเดินทางผ่านช่วงเวลา ความยิ่งใหญ่ของภูมิทัศน์ ปารีสในศตวรรษที่ 19 ทั้งหมดล้วนมีภาพที่เหลือเชื่อ และยากที่จะแปลงให้เห็นในฉบับละครเวที เราใช้ข้อได้เปรียบใหญ่หลวงในแง่องค์ประกอบด้านภาพที่มีเหนือละครเวทีและหนังสือแล้วขยายมันออกมา เราตั้งใจที่จะสร้างประสบการณ์ที่มีความยิ่งใหญ่ด้านภาพ เช่นเดียวกับด้านดนตรี”

    ด้วยการดึงแรงบันดาลใจจากแหล่งข้อมูลที่มีมากล้น ผู้ออกแบบงานสร้างผู้นี้เข้าสู่โลกของการค้นคว้า เพื่อบอกเล่าวิสัยทัศน์ที่เธอกับฮูเปอร์มีร่วมกันในด้านภาพของหนัง “มันสำคัญที่จะต้องมีการคาราวะต่อฉบับละครเพลง ซึ่งเราเลือกที่จะทำด้วยการสร้างฉากให้เหมือนโรงละคร และการใช้สี และการใช้พื้นผิว” สต๊วร์ตบอก “แต่เราก็รู้สึกว่าสำหคัญพอๆกัน ในการสร้างโลกความเป็นจริงนี้ให้ดูน่าเชื่อ ไม่เช่นนั้น โศกนาฏกรรมและความทุกข์ทรมานของสถานการณ์ที่ตัวละครอาศัยอยู่ จะไม่สะเทือนอารมณ์ และน่าสะเทือนใจ”

    Les Misérables เป็นการร่วมงานกันครั้งที่สี่ของฮูเปอร์กับสต๊วร์ต ผู้กำกับรับรู้ดีถึงการร่วมงานกันบ่อยระหว่างพวกเขา ฮูเปอร์เล่าว่า “อีฟทำงานได้อย่างโดดเด่น มีความยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งของการร่วมงานด้านความคิดสร้างสรรค์ ที่มันจะแนบแน่นมากขึ้นในแต่ละครั้งที่ร่วมงานกัน อีฟรู้วิธีการถ่ายทำของผม และเธอสร้างโอกาสให้ผมได้ถ่ายทำในสิ่งที่เธอรู้ว่าจะทำให้ผมตื่นเต้น ผมถูกชักนำให้ต้องถูกต้องแม่นยำทางประวัติศาสตร์อย่างสุดโต่งในงานของผม อีฟช่วยให้ผมเป็นอิสระจากโครงสร้างเหล่านั้นได้บ้าง ขณะที่ยังสร้างโลกที่สมจริงมากๆขึ้นมา”

    ชีวิตที่อู่ต่อเรือ
    เมื่อทีมถ่ายทำกลับจากฝรั่งเศสมาที่อังกฤษ การถ่ายทำกับนักแสดงหลักก็เดินหน้าเต็มตัว ทำเลที่ใช้ทำให้คณะนักแสดงและทีมงานได้เที่ยวชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในสหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับให้หนังได้มีโอกาสถ่ายทำเรื่องราวอันอมตะโดยมีฉากหลังที่ให้แรงบันดาลใจจริงๆ

    อู่ต่อเรือพอร์ทสมัธโบราณทางใต้ของเกาะอังกฤษ สถานที่ท่องเที่ยงระดับโลก และฐานทัพเรือที่ยังคงใช้งานอยู่ ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยว 500,000 คน ต่อปี และที่ที่เรือรบหลวงเอชเอ็มเอส วิคทอรี จอดอยู่ ได้ให้ฉากหลังที่เกือบเหมือนยุคตามพระคัมภีร์ที่ฮูเปอร์ต้องการสำหรับฉากเปิดเรื่อง เราได้พบวัลฌองเป็นครั้งแรกพร้อมนักโทษคนอื่นๆ ขณะที่กำลังลากเรือลำใหญ่มาซ่อม ไม่ช้าฌาแวร์ก็ส่งตั๋วให้วัลฌองได้ออกไป

    การถ่ายทำใช้อู่แห้งของกองทัพเรือ ซึ่งปกติเอาไว้ซ่อมเรือ และทีมงานได้เติมน้ำเข้าไปเพื่อให้ดูว่าเหล่านักโทษกำลังลากเรือรบขึ้นมาจากน้ำ เพื่อให้เป็นหนึ่งในความท้าทายทางตรรกะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหนัง เครนที่ติดตั้งกล้อง เครื่องสร้างคลื่นและลม และอุปกรณ์ที่ติดเข้ากับเชือกลากจูงเรือ ต้องติดตั้งเข้ากับอู่เรือในช่วงที่มีเวลาเตรียมการที่สั้นมาก ทำให้งานสร้างต้องเลือกหนึ่งในอู่ที่ใช้การได้ที่ใหญ่ที่สุด ในวันถ่ายทำ คณะนักแสดงและทีมงานต้องลงไปตามบันไดที่สูงชันและเปียกแฉะมากที่เสียวจนขนหัวลุก ถือเป็นปาฏิหาริย์เล็กๆ ที่กองถ่ายออกจากที่นั่นโดยไม่มีใครบาดเจ็บเลย

    ในเมื่อได้ฉากทะเลแล้ว กองถ่ายก็ย้ายไปที่แชแธม เป็นอู่ต่อเรือโบราณอีกแห่งที่ยังใช้งานอยู่ และพิพิธภัณฑ์ในเคนท์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ สถานที่ถ่ายทำที่สวยงามทำเลใหม่นี้จะให้งานสร้างได้ฉากที่ใหญ่โตหลายฉาก ซึ่งมีการเตรียมการกว่าหนึ่งเดือนล่วงหน้าการถ่ายทำ ฉากนี้จะใช้เป็นทั้งฉากโรงงานของฟองทีน สร้างขึ้นในทาร์ริง ยาร์น เฮาส์ ซึ่งถูกก่อสร้างระหว่างปี 1786 ถึง 1791 และเคยถูกใช้เป็นที่ย้อมเชือกสำหรับการถนอมรักษาแบบโบราณ สต๊วร์ตค้นพบที่แห่งนี้ เป็นตึกเก่าสวยงาม ให้พื้นที่ที่เหมาะ มีสีและพื้นผิวที่เหมาะ สจ๊วร์ตกับลูกทีมแค่มาแต่งฉากเท่านั้น เธอเล่าให้ฟังว่า “มันเป็นโรงทำเชือกสำหรับถักเชือกให้เรือของเนลสันในการออกรบกับนโปเลียน มันค่อนข้างมีมนตร์ขลัง และอาจตลกที่เชื่อมต่อกับเรื่องราวของเรา”

    ต่อไป คณะนักแสดงและทีมงานจะไปถ่ายทำกันที่โรงพยาบาลสำหรับฉากตายของฟองทีน และเป็นฉากการเผชิญหน้าของวัลฌองกับฌาแวร์ ผู้สร้างถ่ายทำฉากนี้ในห้องใต้หลังคาของโรงทำเชือกแห่งนั้น อยู่สูงขึ้นไปสี่ชั้นของพื้นราบ เท่ากับราวหนึ่งส่วนสามไมล์ เป็นครั้งแรกที่มีการอนุญาตให้ใช้ตึกอันเก่าแก่ที่งดงามหลังนั้นในการถ่ายหนัง ซึ่งเป็นตึกแบบเดียวที่เหลืออยู่ในโลก ทีมงานต้องระวังอย่างมาก ไม้เก่าของตึกบางส่วนมีอายุตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 ดูดซับเอาเขม่าที่เป็นผลจากการทำเชือกเอาไว้ ทำให้ฉากแห่งนี้ติดไฟง่าย การใช้เปลวเพลิงหรือควันเอฟเฟล็คห้ามเด็ดขาด ทีมงานจึงต้องหาวิธีสร้างเปลวไฟกระพริบกับควันเทียมสำหรับตกแต่งฉาก

    แชแธมยังใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำสำหรับฉากถนนมองเตย-ซุค-แมร์ และย่านโคมแดงของเมืองซึ่งสต๊วร์ตกับทีมของเธอได้ผสมผสานกับฉากเพลง Lovely Ladies อันน่าตื่นตาที่สร้างขึ้นในโรงถ่ายไพน์วู้ด (ที่ซึ่งจะย้ายกองกันมาหลังจากแชแธม ฉากนี้ได้แรงบันดาลใจจากงานของศิลปินชาวฝรั่งเศส กุสตาฟ เดเร่ ผสมกับท่าเรือและโรงโสเภณีที่มีอยู่จริงในตูลง และท่าเรือโบราณในแชแธม ซึ่งสต๊วร์ตใช้เวลาร่วมแปดสัปดาห์ในการสร้างฉากอันน่าตื่นตานี้ ในการสร้างพื้นที่ที่เป็นอุปมาอุปมัยทางภาพและกายภาพถึงการตกต่ำของฟองทีน จำเป็นต้องใช้ช่างฝีมือหลากหลายแขนง ทั้งช่างปูน ช่างไม้ ช่างแกะสลัก นักจัดสวน ผู้เชี่ยวชาญงานก่อสร้างใต้น้ำ และนักวาดภาพฉาก งานก่ออิฐใช้การก่อแผ่นปลาสเตอร์ที่วางบนฐานซึ่งเป็นท่อนซุง ส่วนตัวเรือก็เป็นการแกะสลักจากโพลีสไตรินบนกรอบโลหะ แล้วปกปิดด้วยปูนปลาสเตอร์

    หัวรูปปั้นขนาดยักษ์ซึ่งแกะสลักจากโพลีสไตริน ช่วยทำให้ฉากเป็นเหมือนโรงละคร องค์ประกอบอันวิจิตร แต่ยังสมจริงเหล่านี้เป็นงานระดับมืออาชีพที่มาจากทีมงานช่างวาดภาพของสต๊วร์ต บนผนัง ทีมงานจะวาดเอฟเฟ็คตะไคร่น้ำและราลงไป และถมด้วยสาหร่ายทะเลร่วมเก้าตัน ที่ขนมาจากเอาเตอร์ ฮีบริดจ์ ในสก็อตแลนด์ นอกจากนี้ยังมีการเติมทรายสีเขียวและโคลนเข้าไปในฉากด้วย รวมถึงปลาแม็คเคเรลและปลาเฮคที่บรรทุกมาจากตลาดบิลลิงส์เกตของลอนดอนตอนตีสองทุกเช้า (และกำจัดออกทุกคืน) คณะนักแสดงและทีมงานซึ่งค่อนข้างอึดอัดเห็นพ้องกันว่า มันมีกลิ่นเหมือนท่าเรือจริงๆ มากกว่ามีหน้าตาเหมือน

    การที่ต้องยืนตรงเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก โดยเฉพาะเมื่อทีมงานได้การตรวจสอบการทำงานของเครื่องมือ การทำผม แต่งหน้า และเครื่องแต่งกายของนักแสดง แอน ลินช์ โรบินสัน ผู้ตกแต่งฉากเล่าว่า “ฉากต้องดูเป็นนรกให้มากที่สุด เราต้องให้เห็นว่าฟองทีนได้มาถึงจุดต่ำสุดของชีวิตเธอ” การจัดฉากเพลง “I Dreamed a Dream” ในซากเรือเก่าที่เน่าผุเกยอยู่บนโคลนของมองเตย-ซุค-แมร์ ช่วยขยายให้เห็นถึงความทรมานของการที่ชีวิตตกต่ำ ท่ามกลางสถานที่ที่เหน็บหนาว มืด และเสื่อมโทรมนั้น ทีมงานได้ทึ่งกับการร้องสดของแฮทธาเวย์ ท่ามกลางฉากที่ชวนเชื่อมากๆ

    คชสารแห่งบาสตีย์
    สถานที่ต่อไปที่จะยกกองกันไปถ่ายทำก็คือที่ราชวิทยาลัยราชนาวี ในกรีนนิช สถาปัตยกรรมโดมแฝดริมแม่น้ำอันงดงามของคริสโตเฟอร์ เรน สถานที่สัญลักษณ์สำคัญของเซาธ์ อีสต์ ลอนดอน ที่นั่น สต๊วร์ตได้จัดวางช้างแห่งบาสตีย์ อนุสาวรีย์ของกรุงปารีสที่นโปเลียนเคยสร้างไว้ และกลายเป็นเป็นอมตะอยู่ในงานของวิคเตอร์ อูโก้ ในฐานะที่พักพิงของกัฟรอชในปลาซ เดอ ลา บาสตีย์ รูปปั้นนี้เป็นศูนย์กลางสำหรับฉากงานศพของลามาร์ก การเริ่มต้นลุกฮือของเหล่านักศึกษา และฉากจบของหนัง รูปปั้นช้างนี้สูง 40 ฟุต แกะสลักจากโพลีสติรีน ทำล่วงหน้าไว้ที่ไพน์วู้ดหนึ่งเดือน เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ก็ถูกขนย้ายไปยังสถานที่ถ่ายทำ โดยแยกชิ้นส่วนไปแล้วนำไปประกอบใหม่ ช้างยังเป็นฉากหลังของด่านกีดขวางขนาดยักษ์ที่อยู่ในฉากจบของหนังด้วย เป็นงานช้างอีกงานสำหรับทีมงานของฝ่ายออกแบบ แม็คอินทอชชอบมันมากจนเก็บไว้ทันทีหลังถ่ายทำจบแล้วย้ายไปไว้ที่บ้านของเขาทางตะวันตกของอังกฤษ

    เพื่อให้ครอบคลุมฉากสุดท้ายของการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ประสบความสำเร็จในปี 1848 ซึ่งในตอนนั้น ฝ่ายปฏิวัติได้เก่งกาจการสร้างด่านกีดขวางแล้ว สต๊วร์ตกับฮูเปอร์รู้ว่าพวกเขาต้องทำฉากให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในการเสาะหาเฟอร์นิเจอร์มานับร้อยชิ้น ทั้งประตู ม้านั่ง ผนังบุห้อง เก้าอี้ และโต๊ะ ทั้งจากเวลส์, เบลเยียม และจากหลายบริษัทเก็บกวาดบ้าน ทีมของสต๊วร์ตกับโรบินสันมีเวลาเพียงสองสัปดาห์ในการสร้างด่านกีดขวางไว้บนรถพ่วง เพื่อที่จะได้ขนไปกรีนนิชล่วงหน้าการถ่ายทำได้ เมื่อต้องบรรทุกสิ่งที่ใหญ่และแปลกประหลาดมาก จึงต้องมีการขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษในการขนส่งด่านกีดขวางไปที่กรีนนิช เช่นเดียวกับรูปปั้นช้างด้วย เมื่อประกอบช้างเข้ากับด่านกีดขวางแล้ว สิ่งก่อสร้างทั้งหมดยาวถึง 100 ฟุต และสูงถึง 40 ฟุต

    ถนนกรุงปารีสปี 1832
    หลังจากกลับไปถ่ายทำสั้นๆที่แชแธมอีกครั้ง และไปวินเชสเตอร์เพื่อถ่ายฉากการตายของวัลฌองในโบสถ์อันงดงามและเรียบหรูของวินเชสเตอร์ คอลเลจ ทีมงานได้ใช้ถนนพื้นก้อนหินของวินเชสเตอร์เพิ่มเติมในการถ่ายฉากที่ฌาแวร์ไล่ล่าวัลฌองกับเด็กน้อยโคเซ็ตต์ผ่านถนนของปารีส กองถ่ายกลับไปยังไพน์วู้ดเพื่อเติมที่โรงถ่ายย่อยที่สร้างขึ้นใหม่ชื่อริชาร์ด แอทเทนโบโรห์ สเตจ ซึ่งที่นี่ ผู้ออกแบบงานสร้างได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากโรงถ่ายย่อยที่สูงที่สุดที่ไพน์วู้ด ซึ่งสูงถึง 50 ฟุต เธอต้องการพื้นที่ในการสร้างฉากปารีสปี 1832 ซึ่งเธออ้างอิงส่วนใหญ่จากงานของชาร์ลส์ มาร์วิลล์ ช่างภาพที่เก็บภาพเมืองเอาไว้ก่อนถูกรื้อทำลายระหว่างแปลนเมืองใหม่ของเอาส์มันน์กลางศตวรรษที่ 18

    เพียงไม่ถึงสิบสัปดาห์ ด้วยกองกำลังคนงานที่ประกอบด้วยช่างไม้ ช่างแกะสลัก และช่างทาสีกว่า 200 คน ถนนของปารีสปี 1832 ก็ผงาดขึ้นสูงราว 40 ถึง 45 ฟุต เมืองปารีสส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันไม่ได้มีอยู่ตามยุคสมัยของท้องเรื่อง และก็มีตึกยุคกลางเหลืออยู่ไม่กี่หลังที่คล้ายกับในภาพถ่ายของมาร์วิลล์ สต๊วร์ตกับลูกทีมจึงต้องอ้างอิงเป็นหลักจากหนังสือ ภาพพิมพ์ และภาพวาดเก่าๆของปารีส พิพิธภัณฑ์ฝรั่งเศส และเว็บไซต์ประวัติศาสตร์ “อาคารสูงกันขนาดนั้นจริงๆ” สต๊วร์ตอธิบาย “และเราตัดสินใจสร้างให้สูงเพราะเราไม่อยากให้หนังต้องพึ่งคอมพิวเตอร์กราฟฟิกมากเกินไป เราอยากเก็บลักษณะความเป็นโรงละครไว้ แต่รวมถึงพื้นผิวและความสมจริงของโลกที่เราพยายามสร้างด้วย มันเป็นอะไรที่สนุกสุดๆ ตามหาร้านค้า และสร้างขึ้นมาโดยให้มีสีตรงกับความเป็นจริงอันยุ่งเหยิง”

    ผู้กำกับยอมรับว่าเขายืนตะลึงขณะที่ทีมงานสร้างฉากขึ้นมา ฮูเปอร์บอกว่า “การสร้างฉากใหญ่ยักษ์แบบนี้สนุกสุดยอด ผมพยายามที่จะทำการผสมความสมจริงอย่างสุดโต่งให้ออกมาสำเร็จ เพื่อให้หนังรู้สึกถึงความเป็นจริงทั้งส่วนที่รับรู้ได้จากภายในและสวนที่เป็นมนตร์ขลัง มันมีองค์ประกอบที่ดูเป็นโอเปร่าในงาน ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะสร้างสไตล์ที่สูงเหนือความเป็นจริงนิดๆ”

    สต๊วร์จเล่าว่าความท้าทายอันยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งก็คือการให้ช่างไม้ของเธอสร้างมันออกมาเป็นเส้นคดเคี้ยว เธอหัวเราะ “ฉันต้องยึดไม้บรรทัดออกจากมือของพวกเขาเลย เพราะพวกเขานึกไม่ออกว่าจะสร้างหน้าต่างให้เบี้ยวไปทางขวาได้ยังไง” มันมีความสำคัญสำหรับฮูเปอร์และสต๊วร์ตที่คาเฟ่มูซอง ที่ซึ่งเหล่านักศึกษาหัวปฏิวัติมาชุมนุมกัน และที่ที่มาริอุสร้องเพลง “Empty Chairs and Empty Tables” มีความรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย เพื่อถ่ายทอดความสันโดษ เปราะบาง และเน้นลักษณะของการปฏิวัติที่ถูกมองข้ามของพวกเขาออกมา

    ฮูเปอร์อธิบายเหตุผลว่า “ที่นี่เป็นที่ที่เหล่านักศึกษาวางแผนการปฏิวัติ ที่ที่พวกเขาสร้างด่านกีดขวาง และที่นี่ส่วนใหญ่ต้องถูกฆ่า ผมอยากสร้างบ้านของพวกเขาให้สะท้อนความเปราะบางออกมา ตัวตึกต้องดูไร้เดียงสา การที่ลักษณะทางกายภาพต้องแสดงความอ่อนแอของฝันอันยิ่งใหญ่ของพวกเขาออกมา มีความสำคัญสำหรับผมมาก”

    หนึ่งในช่วงที่ระห่ำและคาดไม่ถึงที่สุดระหว่างการถ่ายทำ เกิดขึ้นตอนที่เหล่านักศึกษาซึ่งนำโดยเรดเมย์นและทเวท คือช่วงที่กำลังสร้างด่านกีดขวาง ฮูเปอร์เล่าว่า “แผนของเราคือสร้างด่านกีดขวางส่วนหนึ่งขึ้นมาในจอ แล้วอีฟกับทีมของเธอจะสานต่อให้เสร็จ ซึ่งเตรียมการไว้ที่โรงถ่ายใกล้ๆ แต่ในการถ่ายทำวันนั้น ในช่วงที่ไม่ได้มีใครใส่ใจ ผมปล่อยให้กล้องเดินไป แล้วนักศึกษากับประชาชนก็ฉีกทึ้งเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น ทุกประตู ทุกหน้าร้านที่พวกเขาจะหาได้ออกมาแล้วสร้างสิ่งกีดขวางในช่วงเวลานั้นจริงๆ มันได้พลังและวิญญาณของการปฏิวัติอย่างที่ผมต้องการให้ได้ภาพเลย”

    เรดเมย์นเห็นด้วยว่าการร้องสดที่ด่านกีดขวางไม่ใช่แค่ความสมจริงเดียวที่เกิดขึ้นในตอนนั้น “มีนักศึกษาราว 40 คน และตัวประกอบอีก 50 คน และทอมมีเวลาสำหรับถ่ายฉากนั้นราว 10 นาที เขาบอกว่า สร้างด่านกีดขวางเลย แอ็คชั่น แล้วก็เกิดความอลหม่านในช่วงสิบนาทีนั้นจริงๆ เราโยนเฟอร์นิเจอร์ลงมา เปียโน และลัง มีของถูกโยนลงมาจากข้างบนจริงๆ เรากลัวมาก ปฏิกิริยาของทุกคนเป็นของจริงหมด”

    กองถ่ายเหลืออีกสถานที่ที่ต้องไปถ่ายทำก่อนกลับไปที่ไพน์วู้ด นั่นก็คือโบตันเฮาส์ ที่พำนักในเมืองนอร์ทแธมตันไชร์ของดยุคแห่งบุคคลอยช์ ที่ถูกเรียกอีกชื่อว่า “อิงลิช เวอร์เซลเลส” ส่วนใหญ่ของตึกนี้เป็นผลงานของราล์ฟ มอนเตกู ดยุคแห่งมอนเตกูท่านแรก ซึ่งได้บ้านเป็นมรดกมาในปี 1683 มองเตกู อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำฝรั่งเศส เป็นผู้หลงใหลในงานก่อสร้าง และอุปถัมภ์ศิลปิน ช่างฝีมือ และนักแตกแต่งต่างๆ และการแปลงโฉมบ้านที่ได้รับสืบทอดมาคือความฝันของเขาที่จะนำความงามและสไตล์แบบฝรั่งเศสมาผสมเข้ากับทิวทัศน์ของอังกฤษ มันเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นฉากคฤหาสน์ตระกูลของมาริอุส ปงต์แมร์ซี ที่ซึ่งวัลฌองได้นำมาริอุสที่บาดเจ็บกลับมาหาคุณตา และที่ที่โคเซ็ตต์กับมาริอุสแต่งงานกัน

    สำหรับการถ่ายทำในช่วงสองสามอาทิตย์สุดท้าย กองถ่ายได้ยกกันกลับมาที่ไพน์วู้ด ที่ซึ่งส่วนหนึ่งของริชาร์ด แอทเทนโบโรห์ สเตจ ถูกตกแต่งใหม่ให้กลายเป็นมองต์แฟร์เมย์ โรงแรมที่วัลฌองมาช่วยเด็กน้อยโคเซ็ตต์ให้พ้นจากชีวิตลำเค็ญกับครอบครัวเตนาร์ดิเยร์ และใช้ถ่ายทำฉากเพลงฮิต “Master of the House” ซึ่งแสดงโดยบอนแฮม คาร์เตอร์ และ บารอน โคเอน มีการเพิ่มเติมหนึ่งช็อตสำหรับฉากที่ฌาแวร์โดดลงแม่น้ำแซนเพื่อฆ่าตัวตาย ถ่ายทำที่เขื่อนอันน่าตื่นตาบนแม่น้ำเอวอน กลางเมืองบาธ

    รวมพลังนานาชาติ:
    งานออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับภาพยนตร์

    เมื่อพาโค เดลกาโด ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายของฮูเปอร์ และ Les Misérables ได้เริ่มแปลงโฉมตัวละครจากเวทีสู่จอใหญ่ มันยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพวกเขาอย่างยิ่งที่จะต้องแสดงเสื้อผ้าออกมา ไม่ใช่เครื่องแต่งกายตัวละคร เขาได้แรงบันดาลใจจากศิลปินที่เคยทำงานในยุคสมัยนั้น เช่น ยูจีน เดลาครูซ และ ฟรานซิสโก เดอ โกยา เป็นต้น เดลกาโดต้องสะท้อนรูปแบบของเสื้อผ้าทั้งหมดที่ใส่กันในทุกชนชั้นของสังคม ตลอดเรื่องราวที่กินเวลา 33 ปี เขาสะท้อนให้ฟังว่า “เราต้องทำชุดให้หลายอย่างมาก เรามีทั้งเสื้อผ้าของนักโทษ โสเภณี และแม่ชี เรามีคนจน คนรวย มันงานที่สนุกมากๆ”

    การที่ได้ทำงานใกล้ชิดกับผู้ออกแบบงานสร้างและทีมแต่งหน้าทำผม เดลกาโดได้สร้างโฉมอันน่าทึ่งสำหรับตัวละครแต่ละตัว สิ่งที่สำคัญสำหรับนักออกแบบที่เป็นที่รู้จักจากงานอันยอดเยี่ยม เช่นในหนังสเปนเรื่อง Biutiful ของอินาร์ริตู และ Bad Education และ The Skin I Live In ของอัลโมโดวาร์ก็คือการเติมความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ด้วยความเหนือจริงนิดๆ เพื่อให้เกียรติต่อความหยาบกร้านของยุคนั้น ขณะที่ยังให้หลุดออกจากปลายยุคนโปเลียนด้วย เขาสรุปให้ฟังว่า “เมื่อต้องทำงานกับหนังย้อนยุค ส่วนใหญ่แล้วเราจะสร้างความเป็นจริงขึ้นมาใหม่โดยให้ถูกต้องตามยุคเยอะๆ แต่เพราะนี่เป็นหนังเพลง และมีสถานการณ์ที่ไม่สมจริงในชีวิต เราต้องใส่ความแฟนตาซีลงไปบ้าง เรารู้ว่าต้องเดินอยู่บนเส้นของความสมจริงและแฟนตาซี”

    เมื่อพูดถึงการแต่งกายที่เปลี่ยนไปตลอดช่วงอายุของตัวละครหลัก เดลโกโดเล่าว่า “ฌอง วัลฌองเริ่มต้นจากชีวิตที่ลำบาก ตอนต้นเรื่องเป็นนักโทษโดยแทบไม่ต้องคาดคิด และเขาก็มีความหยาบอยู่ในทุกความรู้สึก เช่นเสื้อผ้าที่หยาบ และหนวดเครา เขาคือคนตายในเสื้อผ้าของเขา แล้วทันใด เขาก็เริ่มค่อยๆมีความซับซ้อนมากขึ้น ได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้น เราลดความหยาบแล้วใช้วัตถุดิบที่ดีขึ้น ในแง่ของสี เขาก็มาในสีที่ซับซ้อนขึ้น”

    จากคำแนะนำของแจ็คแมน เดลกาโดจัดเสื้อผ้าให้วัลฌองเพื่อเน้นให้เห็นถึงการกลับกลายจากนักโทษไปเป็นเมอซิเออร์มาดเลน แม้ว่าวัลฌองจะยังสำนึกผิดต่อบาป แต่เขาก็ประสบความสำเร็จอย่างดี และแจ็คแมนรู้สึกว่าเครื่องแต่งกาย (และน้ำหนักตัว) ต้องสะท้อนความเติบโตด้วย

    ขณะที่การที่วัลฌองอ้าแขนรับการเปลี่ยนแปลงจากนักโทษถูกทำให้เด่นชัดขึ้น ฌาแวร์นั้นตรงกันข้าม เดลกาโดอธิบายว่าชายคนนี้เหมือน “สองด้านของเหรียญเดียวกัน” และบอกว่าฌาแวร์จะดูแข็งมากขึ้น เขาให้ความเห็นว่า “เราให้ฌาแวร์ใส่เสื้อผ้าโทนมืดมากๆ จากสีน้ำเงินสว่างจนกลายเป็นมืดเกือบดำ” เดลกาโดบอกว่าการปรากฏของฌาแวร์คล้ายกับงานสร้างของละครเวทีเรื่องหนึ่งเปลี่ยนไปอีกงานหนึ่ง “มันเหมือนกับว่าตัวละครขอให้เราแต่งตัวแบบนั้น”

    ขณะที่เสื้อผ้าของ Lovely Ladies คนอื่นจะโปร่งนิดๆ เพื่อการถ่ายภาพ เสื้อผ้าของฟองทีนจะถูกกำหนดโดยการเปลี่ยนสถานะอย่างยิ่งยวดแบบเดียวกับของวัลฌอง ตอนที่เราได้รู้จักเธอในโรงงาน เธอจะแต่งในชุดผ้าฝ้ายเรียบๆ เธอดูเนียบและบริสุทธิ์เท่าที่ผู้หญิงในสถานะแบบเธอจะเป็นได้ แต่เมื่อทางเลือกของเธอเริ่มน้อยลง เธอค่อยๆตกต่ำสู่ความโสมม เพื่อให้ฟองทีนที่ผอมอยู่แล้วซูบลงไปอีก เดลกาโดใช้เส้นใยที่เหนียวหนืด และพ่นสีด้านข้างเสื้อผ้าของแฮทธาเวย์ด้วยสีที่เข้มขึ้น เพื่อให้ภาพของหญิงสาวหายไปจากการถูกใช้

    ตอนที่พบเด็กน้อยโคเซ็ตต์ครั้งแรก เธอจะผอมซูบ มอมแมม ทำงานเป็นเด็กรับใช้ในโรงแรมของเตนาร์ดิเยร์ ตรงกันข้ามกับเอโปนีน ลูกสาวของพวกเขา ที่แต่งตัวน่ารัก เดลกาโดอธิบายว่าทั้งหมดนั้นเปลี่ยนแปลงยังไง “สิบปีต่อมา มันเป็นอะไรที่ตรงข้ามเลย มันเหมือนอลิศในโลกกระจก แต่พวกเขาได้สลับทิศทางกัน” ส่วนผู้ดูแลเด็กน้อย เดลกาโดเรียกเตนาร์ดิเยร์ว่าเป็น “สีสันของภาพยนตร์เรื่องนี้” คู่เจ้าเล่ห์คู่นี้จะคอยหลบซ่อนเสมอ และเป็นกิ้งก่าเปลี่ยนสีแห่งยุค

    มันจำเป็นต้องอาศัยทีมงานชุดใหญ่ในการทำเสื้อผ้าร่วม 2,200 ชุด สำหรับตัวประกอบจำนวนมากมาย และใช้ทีมงานออกแบบอันยอดเยี่ยมจากทั้งฝรั่งเศส, สเปน, อิตาลี และอังกฤษ แต่น่าเสียดายสำหรับทีมเครื่องแต่งกายที่งานของพวกเขาต้องถูกทำลาย เพื่อให้เสื้อผ้าออกมาดูเป็นของขอทานและคนยากจนให้มากที่สุด ทีมงานของเดลกาโดต้องฉีก ทึ้ง และตัด (แม้แต่ใช้ไฟเผา) ตลอดทั้งชุด แต่ถ้าใครสังเกตให้ดี จะพบว่าทีมออกแบบได้ถักสีของธงชาติฝรั่งเศสซ่อนเอาไว้ตลอดหนังทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นสีแดงบนเสื้อนอกของอองฌอลราส์ที่ด่านกีดขวาง สีน้ำเงินในชุดของฟองทีนที่โรงงาน หรือสีขาวในชุดแต่งงานของโคเซ็ตต์ และเสื้อผ้าของวัลฌองขณะที่เขากำลังจะตาย ทุกการตัดสินใจนั้นเป็นเจตนา ฝรั่งเศสจงเจริญ

    ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ —ด้วยความร่วมมือกับรีเลติวิตี้ มีเดียและเวิร์คกิ้ง ไตเติ้ลส์ ฟิล์มส์/แม็คอินทอช โปรดักชั่น ภาพยนตร์โดยทอม ฮูเปอร์ นำแสดงโดยฮิวจ์ แจ็คแมน, รัสเซล โครว์, แอน แฮทธาเวย์, อแมนดา ไซย์ฟรีด ใน Les Misérables สมทบโดยเอ็ดดี้ เรดเมย์น ร่วมด้วยเฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ และ ซาชา บารอน โคเอน คัดเลือกนักแสดงสำหรับภาพยนตร์ โดยนีนา โกลด์ ผู้ตัดต่อมหาภาพย์ภาพยนตร์เพลงเรื่องนี้ ได้แก่ เมลานี แอน โอลิเวอร์ และ คริส ดิคเคนส์, ผู้ออกแบบงานสร้าง ได้แก่อีฟ สต๊วร์ต, ผู้กำกับภาพ ได้แก่ แดนนี่ โคเอน, ผู้ควบคุมงานดนตรีได้แก่เบคกี้ เบนแธม และผู้อำนวยการวงออเครสตา ได้แก่ แอน ดั๊ดลี่ย์ และสตีเฟ่น เมทคาลฟี, ผู้อำนวยการดนตรีของภาพยนตร์ ได้แก่สตีเฟ่น บรูกเกอร์, โปรดิวเซอร์ดนตรี ได้แก่อัลเลง บูบลิล, คล้อด-มิเชล โชนเบิร์ก และแอน ดั๊ดลี่ย์, ผู้ร่วมอำนวยการสร้างภาพยนตร์เบอร์นาร์ด เบลลิว และผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร ได้แก่ แอนเจลา มอริสัน, ลิซ่า ชาซิน, นิโคลัส แอลล็อทท์, เอฟ. ริชาร์ด แพพพาส, ดนตรี โดย คล้อด-มิเชล โชนเบิร์ก, คำร้อง โดยเฮอร์เบิร์ท เครทซเมอร์, บทภาพยนตร์โดย วิลเลียม นิโคลสัน, อัลเลง บูบลิล, คล้อด-มิเชล โชนเบิร์ก และเฮร์เบิร์ท เครทซเมอร์ Les Misérables อำนวยการสร้างโดยทิม บีแวน, เอริค เฟลล์เนอร์, เดบรา เฮย์เวิร์ด และคาเมรอน แม็คอินทอช, ภาพยนตร์สร้างจากงานสร้างของคาเมรอน แม็คอินทอช ที่ดัดแปลงมาจากละครเพลงเวทีดั้งเดิมของบูบลิลและโชนเบิร์ก เรื่อง Les Misérables, มหากาพย์ภาพยนตร์เพลงเรื่องนี้ กำกับโดยทอม ฮูเปอร์ © 2012 Universal Studios.

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Photo Gallery

    The Angry Birds Movie
    Log in | Designed by Gabfire themes