JAP CLUB

Life | สายพันธุ์มฤตยู

Life | สายพันธุ์มฤตยู

  • Genres: Horror, Sci-Fi, Thriller
    Running Time:103 min
    Release Date:March.24,2017 (USA)
    MPAA Rating:R for language throughout, some sci-fi violence and terror
    Distributors: Columbia Pictures, Skydance Media, Sony Pictures Entertainment (SPE)
    Starring: Rebecca Ferguson, Ryan Reynolds, Jake Gyllenhaal
    Directed by:Daniel Espinosa

    Life เป็นทริลเลอร์ไซไฟสุดสยองเกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งบนสถานีอวกาศนานาชาติ ผู้ซึ่งภารกิจในการค้นพบของพวกเขากลับกลายเป็นความกลัวสุดขีดเมื่อพวกเขาพบสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว ที่เป็นต้นเหตุการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร และบัดนี้ มันก็กำลังคุกคามทีมงานและทุกชีวิตบนดาวโลก

    โคลัมเบีย พิคเจอร์สและสกายแดนซ์ ภูมิใจเสนอ ผลงานสร้างโดยสกายแดนซ์ ภาพยนตร์โดยแดเนียล เอสพิโนซาเรื่อง Life นำแสดงโดยเจค จิลเลนฮัล, รีเบ็กก้า เฟอร์กูสัน, ไรอัน เรย์โนลด์ส, ฮิโรยูกิ ซานาดะ, อาริยอน บาคาเร, โอลก้า ดิโฮวิชนายา กำกับโดยแดเนียล เอสพิโนซา อำนวยการสร้างโดยเดวิด เอลลิสัน, ดานา โกลด์เบิร์ก, บอนนี เคอร์ติสและจูลี ลินน์ เขียนบทโดยเร็ทท์ รีสและพอล เวอร์นิค ควบคุมงานสร้างโดยดอน เกรนเจอร์และวิคกี้ ดี ร็อค ผู้กำกับภาพคือซีมัส แม็คการ์วีย์, เอเอสซี, บีเอสซี ผู้ออกแบบงานสร้างคือไนเจล เฟลป์ส ลำดับภาพโดยฟรานซิส ปาร์คเกอร์, เอซีอีและมาร์ค โจ มาร์กี้, เอซีอี ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายคือเจนนี บีแวน ดนตรีโดยจอน เอคสแตรนด์

    Life ได้รับการจัดเรท R โดยสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งอเมริกา ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเข้าฉายทั่วประเทศในวันที่ 24 มีนาคม ปี 2017

    เกี่ยวกับภาพยนตร์

    แนวทางในการสร้าง Life คือการสร้างทริลเลอร์น่าสะพรึงกลัวที่ให้ความรู้สึกเหมือนว่ามันอาจจะอยู่ในพาดหัวข่าวยุคปัจจุบันก็ได้ “บทหนังเรื่องนี้มีระดับความสมจริงแบบนั้นและความรู้สึกตึงเครียดอย่างสม่ำเสมอครับ” ไรอัน เรย์โนลด์ส ผู้นำแสดงเรื่องนี้ร่วมกับเจค จิลเลนฮัลและรีเบ็กก้า เฟอร์กูสัน กล่าว “มันเริ่มต้นด้วยบรรยากาศของการค้นพบที่แปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดที่ครอบงำหนังทั้งเรื่อง ในตอนที่เราได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับเจ้าสิ่งนี้ที่เราพาเข้ามาในสถานีอวกาศนานาชาติน่ะครับ”

    ผู้กำกับแดเนียล เอสพิโนซากล่าวว่า ก่อนหน้าที่เขาจะได้รับการทาบทามให้กำกับ Life เขาได้ครุ่นคิดเกี่ยวกับแนวทางที่ขวัญใจในวงการภาพยนตร์ของเขาได้สร้างภาพยนตร์ไซไฟขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นริดลีย์ สก็อตใน Alien สแตนลีย์ คูบริคใน 2001 หรืออังเดร ทาร์คอฟสกี้ใน Solaris “ผมคิดว่าเหตุผลที่ผู้กำกับเก่งๆ จำนวนมากได้ชิมลางงานไซไฟก็เพื่อทำงานกับสิ่งที่ไม่รู้ ทั้งความกลัวและความหลงใหลในสิ่งที่เราไม่รู้น่ะครับ” เขากล่าว “เราใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ค่อนข้างธรรมดาสามัญ แต่ในอวกาศ คุณจะเข้าสู่การผจญภัย คุณไม่รู้หรอกว่ามันมีหน้าตาเป็นยังไง มันให้ความรู้สึกยังไง มันจะทำยังไงกับคุณได้บ้าง และมันอยู่ที่ไหน มันไม่ส่งเสียงเลยซักนิด และนั่นก็เป็นอะไรที่น่าสะพรึงกลัวครับ”

    หลังจากอ่านบทภาพยนตร์เรื่อง Life เอสพิโนซาก็มองเห็นวิธีในการดึงเอาผลงานของไอคอนโลกภาพยนตร์เหล่านั้นมาใช้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็สร้างภาพยนตร์ที่จะประทับลายเซ็นของตัวเขาเองไว้ได้ด้วย “บทหนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นไซไฟที่สมจริงมากกว่า มันอาจจะเป็นหนังความจริงทางวิทยาศาสตร์ก็ได้นะครับ” เขากล่าวพลางตั้งข้อสังเกตว่า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบถึงหลักฐานการมีอยู่ของน้ำบนดาวอังคาร มีดาวเคราะห์นอกระบบหลายพันดวงที่โคจรรอบดวงดาวอื่นๆ และมีกระทั่งเชื้อจุลินทรีย์ที่อายุเก่าแก่ 50,000 ปี ที่จำศีลอยู่ภายในคริสตัลด้วยซ้ำไป

    สิ่งเหล่านั้นสร้างความรู้สึกที่เป็นปัจจุบันให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ ตามที่ผู้อำนวยการสร้างและซีอีโอของสกายแดนซ์ เดวิด เอลลิสันกล่าวว่า “สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญตั้งแต่ริเริ่มโปรเจ็กต์นี้ขึ้นมาก็คือคุณจะต้องรู้สึกเหมือนว่าคุณสามารถเปิดฟังข่าวแล้วได้ยินว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในวันนี้น่ะครับ” เขากล่าว

    “เราไม่ได้สร้างหนังที่เกิดขึ้นหลังจากนี้เป็นร้อยๆ ปี” ผู้อำนวยการสร้างดานา โกลด์เบิร์กกล่าวเสริม “เราอยากจะสร้างหนังที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์มากกว่าเป็นเรื่องแต่งทางวิทยาศาสตร์”

    “การค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่นเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากๆ และผมคิดว่าพวกเราก็คงจะเข้าใจความรู้สึกแบบนั้นดี” พอล เวอร์นิค ผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมกับเร็ทท์ รีส คู่หูของเขา กล่าว (ล่าสุด ทั้งคู่ได้ร่วมงานกับไรอัน เรย์โนลด์ส พระเอกจาก Life ในภาพยนตร์ฮิตระดับโลกเรื่อง Deadpool “ผมคิดว่ามันทำให้หนังเรื่องนี้มีความสมจริงครับ”

    มันเป็นไอเดียที่อยู่คู่กับภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มต้น “ดานากับผมเกิดปิ๊งไอเดียนี้ในช่วงตอนที่ยานมาร์ส คิวริออสซิตี้กำลังลงจอดครับ” เอลลิสันกล่าว “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคิวริออสซิตี้ค้นพบสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวบนดาวอังคารและนำกลับมายังสถานีอวกาศนานาชาติเพื่อวิเคราะห์ แล้วพอมันเข้าสู่สภาพบรรยากาศที่เอื้อต่อการมีชีวิต มันก็เริ่มเติบโต…แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามันเป็นไปตามแบบที่มนุษยชาติทำตลอดเวลา คือมันถูกวิเคราะห์ด้วยความตั้งใจที่เป็นประโยชน์ ซึ่งทำให้มันแสดงความเป็นปรปักษ์ มันคงจะเปลี่ยนหนังเรื่องนี้ให้กลายเป็นหนังไซไฟสยองขวัญสุดตึงเครียดที่เกิดขึ้นในสถานีอวกาศนานาชาติ ท่ามกลางสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงน่ะครับ”

    “เรากำลังจะไปดาวอังคารเพื่อหาสิ่งมีชีวิตอื่น แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราพบมันเข้าจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้นในตอนที่เราสื่อสารกับมันหรือเจอมันเข้า” ผู้อำนวยการสร้างบอนนี เคอร์ติสกล่าว

    “สิ่งที่ฉันชื่นชอบเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้คือมันอยู่ในขอบเขตของความเป็นไปได้ค่ะ” ผู้อำนวยการสร้างจูลี ลินน์กล่าว “เราพยายามอย่างมากเพื่อรักษามันให้อยู่ในขอบเขตของความเป็นไปได้ เราได้คุยกับนักชีววิทยา นักศึกษาสิ่งมีชีวิตนอกโลก อดัม รูเธอร์ฟอร์ด…เราไม่อยากให้สิ่งมีชีวิตที่ว่าเป็นคนในชุดคอสตูมหรือเป็นหุ่นเชิด แต่เราอยากให้มันเป็นสิ่งที่สามารถวิวัฒนาการจากเซลล์เล็กๆ เซลล์เดียวได้ มันไม่ใช่ว่ามันปรากฏตัวด้วยความตั้งใจที่จะทำอันตรายใคร มันเป็นตัวของมันเอง และมันก็ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับมันค่ะ”

    “ผมคิดว่าสิ่งที่น่ากลัวเกี่ยวกับการค้นพบสิ่งมีชีวิตนอกโลกคือเราไม่รู้ว่ามันจะเป็นมิตรหรือศัตรู ไม่รู้ว่ามันจะมีความฉลาดมากน้อยแค่ไหน หรือมันจะใช้ประโยชน์เราหรือจะถูกใช้ประโยชน์จากเรา” รีสกล่าว “ผมคิดว่านั่นคือความกลัวที่แท้จริง สตีเฟน ฮอว์กิ้งได้ระบุว่าบางที สิ่งมีชีวิตนอกโลกอาจจะไม่เป็นมิตร และอาจจะวาดแผนการที่ไม่ค่อยจะสวยนักเกี่ยวกับมนุษยชาติเอาไว้ก็ได้”

    รีสและเวอร์นิคคิดไอเดียเรื่องสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่ไม่เหมือนใครขึ้นมา “เรามีความคิดเกี่ยวกับเอเลียนที่จะเริ่มต้นจากการเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ก่อนที่เซลล์นั้นจะแบ่งตัวหลายครั้งมากๆ จนมันกลายเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ที่ซับซ้อน ที่สามารถเคลื่อนตัวท่ามกลางสภาพแวดล้อมได้” รีสกล่าว “มันไม่ได้มีสติปัญญาสูงกว่าเรา มันเป็นการรวมตัวกันของเซลล์ที่ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก ร่างกายมนุษย์มีเซลล์ที่แตกต่างกันมากมาย ทั้งเซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท เซลล์เลือด และเซลล์ทั้งหมดนี้ก็มีหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป ในเอเลียนตัวนี้ ทุกเซลล์ทำหน้าที่ของตัวมันเอง ทุกเซลล์เป็นเซลล์ดวงตา เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท และอื่นๆ ทำให้สิ่งมีชีวิตตัวนี้ปรับตัวได้ง่ายมากๆ ครับ”

    “มันเป็นฝันร้ายที่สุดของเรา และเป็นฝันร้ายที่สุดของทีมงานด้วยครับ” เวอร์นิคกล่าว

    “เร็ทท์และพอลเขียนทริลเลอร์ที่น่ากลัวและมีจังหวะที่เฉียบคมมากๆค่ะ และด้วยความที่พวกเขาเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาก็เลยเขียนในสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากความชื่นชอบในตัวละครเหล่านี้ของพวกเขา” ลินน์กล่าว “นักบินอวกาศทั้งหกคนนี้ทั้งฉลาด ขยัน หัวรั้น ทำงานหนัก และแม้กระทั่งในตอนที่เกิดเรื่องโกลาหลขึ้น เราก็ยังแคร์สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาค่ะ”

    ทีมผู้สร้างมองว่าไม่มีโลเกชันไหนที่จะน่าสะพรึงกลัวและเหมาะกับเรื่องราวการสำรวจเรื่องสิ่งที่เป็นปริศนานี้มากไปกว่าสถานีอวกาศนานาชาติที่คับแคบ ไม่น่าอยู่และอยู่ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงอีกแล้ว “สถานีอวกาศนานาชาติเป็นหนึ่งในการกระทำตามอุดมคติอย่างท้ายๆ ที่มนุษยชาติสามารถร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้นมาได้ในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมาครับ” เอสพิโนซากล่าว “มันเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของมนุษยชาติ ทั้งการสำรวจ และการค้นพบสิ่งที่เป็นปริศนา หนังเรื่องนี้เป็นการคารวะและการยกย่องความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่รู้จักโดยปราศจากความกลัว แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ซ่อนความนัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเอาไว้ด้วย เพราะเราไม่ได้มีประวัติศาสตร์ชัดเจนนักว่าเราจัดการกับสิ่งที่เราไม่รู้จักนี้อย่างไร ดังนั้น คำถามอาจจะไม่ใช่ว่าสิ่งที่เราไม่รู้จักทำอะไรกับเรา แต่เป็นว่าเราทำอะไรกับสิ่งที่เราไม่รู้จัก ถ้าเราปฏิบัติต่อมันอย่างทารุณ คุณไม่คิดเหรอว่าสิ่งนั้นจะตอบโต้กลับอย่างทารุณเหมือนกัน และถ้าเราปฏิบัติต่อมันด้วยความกลัว คุณไม่คิดเหรอว่ามันจะตอบสนองต่อความกลัวนั้นน่ะครับ”

    “ผมคิดว่าแดเนียล เอสพิโนซาต้องการจะสร้างโลกที่น่าอึดอัดขึ้นมาครับ” เจค จิลเลนฮัล ผู้รับบท ดร.เดวิด จอร์แดน กล่าว “ในหนังเรื่องอื่นๆ คุณจะแยกตัวเองจากความเป็นจริงของสิ่งที่คุณกำลังเห็นอยู่ แต่แดเนียลอยากจะสร้างสภาพแวดล้อม ที่ซึ่งทุกอย่างมีชีวิตชีวาจริงๆ ไม่เพียงแต่ความรู้สึกที่มาจากสิ่งมีชีวิตนั้นเอง แต่เป็นความมีชีวิตชีวาในเชิงอารมณ์ด้วยครับ”

    ดร.เดวิด จอร์แดน ตัวละครของจิลเลนฮัล มีความเฉยชาและความห่างเหินในแบบของคนที่ใช้ชีวิต 473 วันอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ ไม่มีใครรู้จักบ้านหลังนี้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว สมาชิกทีมคนใหม่ที่เพิ่งได้ร่วมงานกับเขาอยู่ตรงนั้นเพื่อใช้บ้านของเขาในอวกาศเป็นฐานในการปฏิบัติภารกิจ นั่นคือการค้นหาหลักฐานการมีตัวตนของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

    จิลเลนฮัลไม่เพียงแต่สนใจความน่ากลัวในบทภาพยนตร์เรื่องนี้เท่านั้น แต่เขายังสนใจไอเดียที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นเบื้องหลังตัวละครทั้งหลายด้วย “มันเป็นบทหนังที่น่ากลัว ที่มีจังหวะการเดินเรื่องเหมาะสมครับ มันเป็นไอเดียที่สนุกสนาน ที่คุณคิดว่าคุณรู้ว่ามันจะเป็นยังไงต่อไป แต่มันกลับกลายเป็นสิ่งที่คุณไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น” เขากล่าว “เราหมายถึงสิ่งมีชีวิตนั้นก็จริง แต่มันก็ยังเป็นตัวเปรียบเทียบสำหรับสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วย ความสงสัยใคร่รู้เป็นหนึ่งในนิสัยที่สำคัญที่สุดของมนุษย์เรา แต่ผมคิดว่าการค้นหาไกลเกินไปอาจนำมาซึ่งหายนะได้ ในรูปแบบนั้น สิ่งมีชีวิตนี้เป็นผลสะท้อนกลับของความอยากรู้อยากเห็นนั้นครับ”

    ในขณะที่จิลเลนฮัลสนใจโปรเจ็กต์เพราะบทและตัวเรื่องราวเอง เขาก็ยังเห็นถึงแนวทางในการยกย่องบรรพบุรุษของเขาด้วยการแสดงบทของเขาด้วย “ปู่ผมเป็นหมอครับ และผมกับแดเนียลก็คุยกันถึงความคล้ายคลึงกันระหว่างตัวละครของผมกับปู่ของผม” เขากล่าว “มันเป็นการแสดงความเคารพต่อท่านนิดๆ ครับ”

    รีเบ็กก้า เฟอร์กูสัน รับบท ดร.มิแรนด้า นอร์ธ ที่ถูกยืมตัวมาจากศูนย์ควบคุมโรคระบาดเพื่อปฏิบัติภารกิจนี้ ด้วยความยึดมั่นในกฎระเบียบและความตั้งใจในการทำงาน เธอเป็นผู้ที่คอยดูแลให้ทีมงานทุกคนและคนบนโลกมีสุขภาพแข็งแรงดี ไม่ว่าพวกเขาจะเจอกับอะไรมาในอวกาศก็ตาม

    “มิแรนด้าเป็นนักจุลชีววิทยาที่ถูกส่งตัวขึ้นไปปกป้องทุกคนบนโลกจากอะไรก็ตามที่เราค้นพบค่ะ” เฟอร์กูสันอธิบาย ด้วยความที่เธอเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวด เธอจึงได้ตั้งระบบป้องกันภัยหลายชั้นเพื่อปกป้องตัวเองและโลกจากการปนเปือนที่อาจเกิดขึ้นได้ “ระบบป้องกันภัยชั้นแรกคือบรรจุภัณฑ์ของตัวอย่างสิ่งมีชีวิตนั้น ชั้นหลังจากนั้นก็จะเป็นห้อง และตัวสถานีอวกาศเอง เธอต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องโลกเพราะเราไม่รู้หรอกค่ะว่าสิ่งมีชีวิตนั้นเป็นอะไร”

    เฟอร์กูสันกล่าวว่าตัวละครแต่ละตัวต่างก็มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อช่วงเวลาแห่งการค้นพบและภัยคุกคามของมัน “เราทุกคนมีความสัมพันธ์ในแบบของเราเองกับสิ่งมีชีวิตตัวนี้ พวกเราบางคนรักมัน คอยหล่อเลี้ยงมัน แต่พวกเราบางคนอยากจะฆ่ามันตั้งแต่เริ่มแรก ซึ่งนั่นก็ก่อให้เกิดความตึงเครียดอย่างเหลือเชื่อขึ้นในกลุ่มค่ะ” เธอกล่าว

    “พวกเราบางคนตื่นเต้นมากกว่าคนอื่นหน่อย บางคนก็รุนแรงอย่างเหลือเชื่อ บางคนอาจจะถนอมท่าทีมากกว่า และไอเดียพวกนั้นก็ผสมปนเปเข้าด้วยกัน แต่ก็เหมือนกับการกระทำอื่นๆ ของมนุษย์ ที่เราผลักดันสิ่งต่างๆ ไปไกลเกินกว่าที่ควรจะเป็น” ไรอัน เรย์โนลด์ ผู้รับบท รอรี อดัมส์ ผู้เชี่ยวชาญประจำภารกิจนี้ กล่าว

    อดัมส์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องอวกาศ และเขาก็จะบอกคุณเลยว่ามันเจ๋งแค่ไหน (เจ๋งฝุดๆ) อดัมส์ที่มีเสน่ห์เพียงพอที่จะไม่ถูกเรียกว่ากวนประสาท และหล่อเกินความจำเป็น เป็นเหมือนร็อคสตาร์ประจำภารกิจนี้

    “ผู้เชี่ยวชาญประจำภารกิจเป็นคำพูดสวยหรูที่จะบอกว่าเขาเป็นช่างเครื่องที่เข้าใจระบบการทำงานของยานอวกาศ และรู้วิธีการซ่อมทุกอย่างที่เสียน่ะครับ” เรย์โนลด์สกล่าว “นอกจากนั้น เขายังเชี่ยวชาญด้านการท่องอวกาศ และเป็นผู้ควบคุมแคนาดาร์ม ซึ่งเป็นระบบที่พวกเขาใช้บันทึกภาพยานสำรวจดาวอังคารที่พุ่งทะยานอยู่ในอวกาศครับ”

    อาริยอน บาคาเร รับบท ฮิวจ์ เดอร์รี นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้มีหน้าที่วิเคราะห์สิ่งมีชีวิตต่างดาวนี้ ช่วงเวลานี้เป็นจุดสูงสุดในชีวิตของเขา ไม่เพียงแต่สำหรับหน้าที่การงานของเขา แต่มันยังเป็นความฝันที่อยู่ในใจเขาตั้งแต่สิบขวบเลยด้วย

    “เขาเป็นอัมพาตครึ่งท่อน โดยเขาไม่สามารถจะขยับขาทั้งสองข้างได้ตั้งแต่ตอนอายุสิบขวบครับ” บาคาเรอธิบาย “สิ่งมีชีวิตนี้เป็นตัวแทนของจุดเริ่มต้นการค้นพบของเรา มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่คุณสามารถค้นพบได้ด้วยการค้นพบตัวอย่างสิ่งมีชีวิตนี้ เราไม่รู้หรอกว่ามันจะมีความหมายอย่างไรต่อชีวิตบนโลก และเดอร์รีก็มีความผูกพันพิเศษกับมันในแบบนั้นครับ”

    การรับบทผู้ป่วยอัมพาตครึ่งท่อนในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงทำให้บาคาเรต้องเจอกับการถูกรัดด้วยสายรัดตัวมากกว่านักแสดงคนอื่นๆ “ตัวละครตัวอื่นๆ จะถูกรัดตัวด้วยลวดเส้นเดียว แต่ผมต้องใช้สามเส้น นั่นคือสำหรับลำตัว ตัวเดือยหมุนและเสื้อรัดตัว ซึ่งเป็นเหมือนเสื้อที่พวกคนไข้โรคจิตใส่กันครับ” เขากล่าว “เดอร์รีขยับขาไม่ได้ ดังนั้น ในฉากหนึ่ง ที่มือเขาถูกทับ ขาเขาก็จะต้องเหวี่ยงสะเปะสะปะอย่างไร้ทิศทางครับ”

    บาคาเรยอมรับว่า บทภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เขากลัวจนหัวหดก่อนที่เขาจะร่วมงานนี้ด้วยซ้ำ “ผมได้อ่านบทหนังเรื่องนี้ แล้วพอไปถึงหน้าหนึ่ง ผมก็อุทานออกมาจริงๆ” เขากล่าว “ผมตกใจกับการที่มันทำให้ตัวละครรู้สึกถึงความปลอดภัยหลอกๆ คุณจะคิดว่าทุกอย่างจะสงบสุขแล้ว แต่จู่ๆ เรื่องก็เปลี่ยนไปเป็นอีกทิศทางหนึ่งเลย”

    โช มุราคามิ ที่รับบทโดยฮิโรยูกิ ซานาดะ เป็นวิศวกรการบินและรัฐบุรุษอาวุโสสำหรับทีมงาน เขามีความวิตกกังวลสูงกว่าคนอื่นๆ ในที่นี้ แต่ไม่ใช่เพราะอันตรายในห้วงอวกาศ แต่เป็นเพราะหลังจากความพยายามมาหลายปี ในที่สุด เขาก็กำลังจะได้เป็นพ่อคน โดยที่ภรรยาของเขาที่กำลังใกล้คลอด อยู่ห่างไกลออกไปเหลือเกิน แน่นอนว่าในตอนที่สิ่งมีชีวิตนั้นเริ่มสร้างความวุ่นวาย ความวิตกกังวลนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น “เขาเริ่มเสียสติทีละนิดๆ เขาตื่นตระหนกครับ” ซานาดะกล่าว

    ภารกิจครั้งนี้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนักบินอวกาศชาวรัสเซีย แคทรินา โกลอฟกีนา ที่รับบทโดย โอลก้า ดิโอวิคนายา เธอเป็นคนที่มีความภักดีอย่างแรงกล้า กล้าหาญและแสดงให้เห็นถึงความใจเย็นของคนเป็นหัวหน้า ความปลอดภัยของลูกทีมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเธอ

    “ตัวละครของฉันแสดงให้เห็นถึงความกลัวในสิ่งใหม่ๆ และสิ่งที่เราไม่รู้จัก ในแบบมนุษย์ทั่วๆ ไปค่ะ” เธอกล่าว “ด้านหนึ่งของเธออยู่ภายใต้การควบคุม และแสดงถึงความเป็นผู้บังคับบัญชา แต่ก็ยังมีอีกด้านหนึ่งที่มีความกลัว ซึ่งทำให้เธอมักจะมีปฏิกิริยาของการป้องกันตัวเองน่ะค่ะ”

    ความจริงแบบวิทยาศาสตร์

    Life เป็นการเดินทางเพื่อการค้นพบด้วยการที่ทีมผู้สร้าง ที่ประกอบไปด้วยเอสพิโนซา, มือเขียนบทเร็ทท์ รีสและพอล เวอร์นิคและผู้อำนวยการสร้างเดวิด เอลลิสัน, ดานา โกลด์เบิร์ก, บอนนี เคอร์ติสและจูลี ลินน์ ได้ปรึกษากับนักชีวดาราศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์บนอวกาศและนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ไม่เพียงแต่เพื่อสร้างโลกภายใต้สภาวะไร้แรงโน้มถ่วงที่สมจริงสำหรับสถานีอวกาศนานาชาติที่เราคุ้นเคยกันขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังเพื่อสร้างสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ ที่ไม่เหมือนใครและแปลกใหม่ สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ภายใต้หลักการจริงๆ ทางชีววิทยาที่จะเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวนี้

    ในการค้นคว้าของพวกเขา พวกเขาหันไปปรึกษาที่ปรึกษาทางเทคนิคสองคนคือดร.เควิน ฟงและดร.อดัม รูเธอร์ฟอร์ด

    “อวกาศเป็นสภาพแวดล้อมที่สุดโต่ง เหมือนกับสภาพแวดล้อมสุดโต่งอื่นๆ ที่เราพยายามจะเอาชนะมันในศตวรรษที่ 20 ทั้งทะเลทราย ดินแดนขั้วโลก ยอดเขาที่สูงที่สุดของเรา” ฟง ผู้ซึ่งการฝึกฝนในฐานะนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์และแพทย์ทำให้เขาเหมาะอย่างยิ่งที่จะทำงานให้กับนาซาในแผนกของการปรับตัวและมาตรการรับมือของมนุษย์ กล่าว ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ในอวกาศ รวมถึงการรักษาชีวิตของนักบินอวกาศให้อยู่รอดปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรงดีในอวกาศ ทั้งเดวิด จอร์แดนและมิแรนด้า นอร์ธเองก็คงจะเคยผ่านการฝึกฝนแบบฟงมาเช่นกัน “สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมสุดโต่งคือคุณไม่สามารถไปที่นั่นนานๆ ได้ และการไปที่นั่นก็ส่งผลร้ายได้ด้วย เพราะคุณจะกลับมาด้วยสภาพที่ด้อยกว่าเดิมครับ”

    “ในฐานะหมอ ในตอนที่คุณหาวิธีที่จะคุ้มครองชีวิตมนุษย์ในสภาพแวดล้อมนี้ คุณจะตระหนักดีว่ามันเปราะบางแค่ไหน แล้วเมื่อคุณเพิ่มภัยคุกคามพิเศษเข้าไปในรูปแบบของเอเลียน ปัญหานั้นก็ยิ่งตอบได้ยากขึ้น” ฟงกล่าวต่อ “มันยากพออยู่แล้วที่ต้องประคองชีวิตให้อยู่รอดระหว่างการปฏิบัติภารกิจตามปกติที่ทุกอย่างราบรื่น แต่เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น คนก็จะเริ่มล้มตายกันค่อนข้างเร็วทีเดียวครับ”

    ฮิวจ์ เดอร์รีน่าจะผ่านการฝึกฝนที่ใกล้เคียงกับดร.รูเธอร์ฟอร์ด นักพันธุศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้ตีพิมพ์หนังสือทรงอิทธิพลเกี่ยวกับการสร้างชีวิตและการใช้การดัดแปลงทางพันธุกรรเพื่อสร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ขึ้นมา “ในตอนที่คุณเจอกับสายพันธุ์ที่คุณไม่รู้จักหรือสิ่งมีชีวิตที่คุณไม่รู้จัก และอาจจะมีอันตราย หรือมีโรคติดต่อ มันก็มีมาตรการหลายอย่างที่ถูกใช้เพื่อหยุดยั้งสิ่งที่อาจเป็นภัยคุกคามได้ครับ” รูเธอร์ฟอร์ดกล่าวอธิบายถึงห้องแล็บของเดอร์รี “คุณรู้อยู่แล้วว่ามาตรการพวกนี้ถูกใช้อย่างเข้มงวดกับโรคฝีดาษและอีโบลา มันมีกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดมากๆ ที่ถูกดูแลจัดการโดยองค์กรใหญ่ๆ อย่างซีดีซี ในกรณีนี้ มันถูกกักกันอยู่ในตู้อบ ซึ่งอยู่ภายในห้องแล็บปิด ภายในสถานีอวกาศนานาชาติ ที่อยู่ในวงโคจรต่ำของโลก ในตอนนั้น มันดูเหมือนจะเป็นมาตรการที่สมเหตุสมผลครับ…”

    “ผมได้ร่วมงานกับอาริยอนอยู่นานก่อนที่เราจะเริ่มถ่ายทำกัน” รูเธอร์ฟอร์ดกล่าวต่อ “เขาอยากจะทำความเข้าใจความคิดอ่านของนักวิทยาศาสตร์ การหาหลักฐานการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตนอกโลกเป็นการค้นพบที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ แต่ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ คุณก็ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าคุณกำลังจะทดสอบอะไรกันแน่ เพื่อที่คุณจะสามารถอธิบายได้ว่าสิ่งนี้คืออะไรน่ะครับ”

    ความชำนาญของฟงได้ช่วยทีมผู้สร้างทำความเข้าใจว่านักบินอวกาศจริงๆ จะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อภัยคุกคามบนสถานีอวกาศนานาชาติอย่างไร “ผมใช้เวลาหลายวันในการดูฉากต่างๆ ในหนังและคิดว่า ‘ถ้าคุณเป็นหมอในภารกิจนั้น จะเกิดอะไรขึ้น’ น่ะครับ” ฟงกล่าว “มันเป็นสถานการณ์ที่ผมนึกถึงทางทฤษฎี แต่พอคุณได้เห็นมันกลายเป็นภาพจริงๆ อย่างสมจริงแบบนี้…มันก็วิเศษสุดจริงๆ ครับ”

    ข้อเสนอแนะอย่างหนึ่งของฟงคือตอนที่จอร์แดนจะต้องออกไปข้างนอกสถานีอวกาศนานาชาติอย่างรวดเร็ว แต่การสวมชุดอีวีเออย่างถูกต้องจะใช้เวลาค่อนข้างนาน “เราต้องคิดทบทวนใหม่เกี่ยวกับชุดอวกาศที่เราใช้ครับ” ฟงเล่า “เราตัดสินใจใช้ชุดตอนทะยานขึ้น ซึ่งไม่ค่อยจะเหมาะกับการท่องอวกาศนัก ซึ่งช่วยเสริมสร้างความรู้สึกอันตรายในฉากนั้นมากขึ้นไปอีกครับ”

    ฟงและรูเธอร์ฟอร์ดกล่าวว่า แม้ว่าในตอนนี้ การค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารจะเป็นเรื่องแต่ง แต่ไอเดียนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินจริงขนาดนั้น “ดาวอังคารเป็นสิ่งที่เราหลงใหลมาช้านาน เพราะเมื่อประมาณสี่พันล้านปีก่อน สภาพบนดาวอังคารใกล้เคียงกับสภาพของโลกในเวลาเดียวกันมากๆ” ฟงกล่าว “คำถามสำคัญก็คือได้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นบนดาวอังคารรึเปล่า เพราะมันมีสภาพที่เอื้อต่อการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตครับ”

    ดาวอังคารในปัจจุบันกลับเป็นคนละเรื่อง “เราไม่คิดว่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่สามารถรอดชีวิตบนพื้นผิวดาวอังคารได้ ชั้นบรรยากาศมันบางเกินไปและมันก็คงจะถูกฆ่าเชื้อโดยรังสีอัลตราไวโอเล็ตด้วย” รูเธอร์ฟอร์ดตั้งข้อสังเกต อย่างไรก็ดี มันก็อาจมีหนทางที่ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้หลายล้านปีและรูเธอร์ฟอร์ดก็เสนอแนะถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งว่า “ไอเดียหนึ่งก็คือเอเลียนนั้นเข้าสู่ภาวะจำศีล และได้รับการป้องกันจากรังสีภายใต้พื้นผิวของดาวดวงนั้นครับ”

    การสร้างเคลวิน

    เป้าหมายของทีมผู้สร้างคือการสร้างเอเลียนรูปแบบใหม่ ที่ไม่เพียงแต่จะเป็นปริศนาสำหรับมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏบนจอเงินมาก่อนด้วย ในตอนนี้เองที่รูเธอร์ฟอร์ดมีอิทธิพลสำคัญอย่างยิ่ง “เราอยากจะสร้างเอเลียนที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนและเราก็อยากให้มันมีความน่าสนใจทางวิทยาศาสตร์ด้วย เราอยากให้ปฏิกิริยาออกมาในเชิงที่ว่ามันเป็นไปได้และน่าสะพรึงกลัวในขณะเดียวกันครับ” นักวิทยาศาสตร์คนดังกล่าว

    ก่อนอื่น รูเธอร์ฟอร์ดได้ระดมความคิดเกี่ยวกับที่มาของสิ่งมีชีวิตนี้ ไม่ใช่ตามความต้องการสำหรับเรื่องราว แต่เพื่อช่วยโฟกัสไอเดียของเขา “ผมสร้างที่มาที่ไปของสิ่งมีชีวิตนี้ว่าเกิดขึ้นบนโลกเมื่อประมาณสองพันล้านปีก่อน” เขากล่าว “แล้วมันก็กระเด็นออกจากโลก อาจจะด้วยแรงกระแทกจากอุกาบาต มันมาจากโลก แต่มันไม่ได้อยู่บนโลกมาหลายล้านหรือพันล้านปีแล้ว เรื่องนี้ทำให้เดอร์รีมีลู่ทางในการปลุกมันขึ้นมาครับ”

    สำหรับตัวสิ่งมีชีวิตนี้ จุดกำเนิดสำหรับแรงบันดาลใจของมันมาจากที่ต่ำต้อยเหลือเกิน ในการระดมความคิดเกี่ยวกับรูปร่างลักษณะของสิ่งมีชีวิตต่างดาว นักวิทยาศาสตร์ได้มองไปยังตัวราเมือก แม้ว่าจะมีสิ่งมีชีวิตเพียงไม่กี่ชนิดที่จะมีอันตรายน้อยกว่าราเมือก แต่โครงสร้างเซลล์ที่แปลกประหลาดของมันก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับทีมงาน ในขณะที่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ที่มีเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง (เซลล์สมอง, เซลล์เลือด, เซลล์ปอด และ ฯลฯ) ราเมือกรักษาความเป็นเซลล์เดียวและทำงานเป็นหนึ่งเดียว “มาถึงจุดๆ หนึ่งในวงจรชีวิตของพวกมัน เซลล์ต่างๆ ทั้งหมดจะมารวมตัวกันเพื่อสร้างโครงสร้าง 3D ที่เหลือเชื่อพวกนี้ ที่ดูคล้ายกับเห็ดครับ” รูเธอร์ฟอร์ดอธิบาย มีบางเซลล์ถึงกับสละชีวิตตัวเองเพื่อช่วยส่วนรวมในการสืบพันธุ์ต่อไป

    ด้วยแรงบันดาลใจจากราเมือกเหล่านี้ ทีมผู้สร้างได้ดัดแปลงไอเดียนี้ให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตจริงๆ เช่นเดียวกับราเมือก สิ่งมีชีวิตนี้เป็นเซลล์เดียวที่ทำงานร่วมกัน “นั่นทำให้เรามีสโคปในการกำหนดลักษณะที่มันเคลื่อนไหว กินและล่าเหยื่อครับ” รูเธอร์ฟอร์ดกล่าว “เราไม่ได้เจาะจงให้มันมีสองขาหรือสี่ขา มันจะมีกี่ขาก็ได้ตามที่มันต้องการในแต่ละสถานการณ์ มันเห็นมือของเดอร์รีและงอกนิ้วขึ้นมาห้านิ้วเพราะมันมองว่ามันมีประโยชน์ ทั้งหมดนี้ทำให้มันน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้นครับ”

    หลังจากนั้น เรื่องของชีววิทยาก็เข้ามามีบทบาท “เมื่อเดอร์รีกระตุ้นมัน มันก็อยากจะทำในสิ่งที่สิ่งมีชีวิตอยากจะทำ ซึ่งก็คือการกินอาหาร สืบพันธุ์และดำรงอยู่ต่อไปครับ” รูเธอร์ฟอร์ดอธิบาย

    ลุคของ ‘LIFE’

    ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของงานสร้าง Life คือการจำลองสถานีอวกาศนานาชาติและการนำเสนอภาพที่นักแสดงเคลื่อนไหวท่ามกลางสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงตลอดทั้งเรื่องอย่างสมจริง ในการนี้ ทีมผู้สร้างได้เลือกใช้ทีมงานที่ได้รับการยกย่องสูงสุดของวงการหลายคน ซึ่งส่วนมากเคยทำงานในภาพยนตร์อย่าง Gravity, Interstellar และ The Martian มาแล้ว

    ทีมออกแบบงานสร้างนำทีมโดยผู้ออกแบบงานสร้างไนเจล เฟลป์ส ผู้ออกแบบฉากสถานีอวกาศนานาชาติให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ และโดยผู้ควบคุมผู้กำกับศิลป์ มาร์ค โฮมส์ ผู้ดูแลงานสร้างฉากนี้และการเติมเต็มงานออกแบบของเฟลป์ส ตัวเฟลป์สเองโด่งดังจากผลงานของเขาในภาพยนตร์เรื่อง World War Z และ Transformers สองภาค ในขณะที่โฮมส์เคยรับหน้าที่ผู้ควบคุมผู้กำกับศิลป์ในภาพยนตร์เรื่อง The Martian และภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของริดลีย์ สก็อตมาแล้ว

    สำหรับเอสพิโนซา ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าพวกเขาจะต้องสร้างฉากสถานีอวกาศนานาชาติขึ้นมาจริงๆ เพื่อใช้ถ่ายทำ แทนที่จะสร้างมันขึ้นมาด้วย CG นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกเฟลป์ส “ปรมาจารย์พวกนี้ได้สร้างฉากที่นักแสดงแสดงในนั้นขึ้นมา มันไม่ใช่ CG ครับ สิ่งที่คุณกำลังเห็นคือสิ่งที่ถูกถ่ายทำจริงๆ สิ่งที่คุณมีห้อมล้อมพวกเขาจะส่งผลกระทบต่อตัวละครของพวกเขา” เขาอธิบาย “ผมต้องการคนที่สามารถสร้างยานอวกาศขึ้นมาได้ทั้งลำ คนที่มีแบ็คกราวน์อลังการแบบนั้น แต่ก็มีความแม่นยำด้วย คนๆ นั้นคือไนเจลครับ”

    “การออกแบบงานสร้างในหนังเรื่องนี้น่าทึ่งจริงๆ” ผู้อำนวยการสร้างเดวิด เอลลิสันกล่าว “เราอยากจะพาพวกเขาขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อที่คุณจะรู้สึกเหมือนว่าคุณอยู่ตรงนั้นจริงๆ น่ะครับ”

    ดร.อดัม รูเธอร์ฟอร์ดกล่าวเห็นพ้องด้วยว่า “คุณจะได้อยู่ในโรงจอดยานลำใหญ่ มีคนจำนวนมากเดินพลุกพล่านไปมา แล้วก็มีฉากสำคัญนั่น พอคุณเดินขึ้นบันไดไป มันเป็นไม้อัดด้านนอกก็จริงอยู่ แต่พอคุณเดินผ่านส่วนแอร์ล็อคเข้าไป คุณก็จะไปอยู่ในสถานีอวกาศอย่างน่าอัศจรรย์ครับ”

    การสร้างสถานีอวกาศนานาชาติ

    ในการสร้างสถานีอวกาศนานาชาติของเรื่อง เฟลป์สและทีมงานได้ใช้เวลานานในการค้นคว้าเกี่ยวกับสถานีจริงๆ ซึ่งโคจรเหนือดาวโลกด้วยความสูงเฉลี่ย 248 ไมล์ และหมุนครบวงโคจรทุกๆ 90 นาที

    แม้ว่าช่วงเวลาในเรื่องจะไม่ได้มีการระบุเฉพาะเจาะจงลงไป แต่ความตั้งใจคือการทำให้เรื่องราวเกิดขึ้นในยุคปัจจุบันหรืออนาคตอันใกล้ เมื่อคำนึงถึงข้อนี้ เฟลป์สได้ออกแบบสถานีอวกาศนานาชาติ ที่ใช้อุปกรณ์ในยุคปัจจุบัน ก่อนจะเสริมเครื่องมืออัพเกรดเข้าไปบางชิ้น

    มันเป็นโลเกชันเดียวของเรื่อง ซึ่งช่วยยกระดับความตึงเครียดของการเล่นแมวจับหนูกับสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ขึ้นไปอีก “พื้นที่นั้นมีความรู้สึกที่น่าอึดอัดอยู่ มันกว้างไม่เกินสองเมตรครึ่งครับ” โฮมส์กล่าว “มันอึดอัดมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยอุปกรณ์ชิ้นใหม่ พื้นผิวทุกด้านจะมีมือจับหรือประตูตู้ เพื่อที่คุณจะสามารถเข้าไปด้านหลังเพื่อเก็บสิ่งของได้ มันไม่มีพื้นหรือเพดาน ทุกอย่างสามารถเป็นที่เก็บของได้หมดครับ”

    องค์ประกอบของฉากเป็นการออกแบบแบบโมดูลาร์ ซึ่งทำให้เอสพิโนซาสามารถถ่ายทำลองเทคต่อเนื่องจากโลเกชันแห่งหนึ่งบนสถานีอวกาศนานาชาติไปยังโลเกชันอีกแห่งหนึ่งได้ ด้วยผนังและเพดานที่ถอดออกได้ ซึ่งทำให้เขาสามารถตั้งกล้องได้ในทุกที่ที่เขาต้องการ

    สถานีอวกาศนานาชาติของจริงประกอบด้วยบริเวณต่างๆ หลายแห่ง ทั้งแบบยุโรป รัสเซีย ญี่ปุ่นและอเมริกัน พื้นที่หลายแห่งคงอยู่มานานแล้ว ส่วนอีกหลายๆ แห่งก็จะทันสมัยกว่า สถานีอวกาศนานาชาติในเรื่องสร้างขึ้นจากเค้าโครงของโมดูลเหล่านี้

    คิโบะ

    คิโบะเป็นโมดูลวิทยาศาสตร์ที่ถูกสร้างและออกแบบโดยชาวญี่ปุ่น ชื่อนี้มีความหมายว่า “ความหวัง” แม้ว่าปัจจุบันในคิโบะของจริงจะมีการทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์หลายอย่าง แต่ในเรื่อง โมดูลแห่งนี้เป็นพื้นที่ตั้งสำหรับห้องแล็บของเดอร์รีเพื่อทำการทดลองกับสิ่งมีชีวิตนี้

    “คิโบะเป็นโรงละครของเดอร์รี ที่ซึ่งทุกคนเฝ้ามองเขาวิเคราะห์ตัวอย่างจากห้องด้านหลังน่ะครับ” อาริยอน บาคาเรกล่าว “มันมีตู้อบที่เขาสามารถสร้างสภาพบรรยากาศที่เหมาะสมเพื่อดูว่าตัวอย่างนี้จะทำอะไรบ้างน่ะครับ”

    ตู้อบนั้นเป็นปราการด่านแรกในการป้องกันการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ ส่วนปราการที่สองคือตัวคิโบะเอง ที่มีประตูปิดผนึกเพื่อป้องกันการหลบหนี ตามทฤษฎีแล้ว มันเป็นสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการตรวจสอบสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่พร้อมกับการคุ้มครองลูกทีมคนอื่นๆ และตัวสถานีเอาไว้

    ผู้จัดหาอุปกรณ์ประกอบฉาก แบร์รี กิ๊บส์ และที่ปรึกษา ดร.อดัม รูเธอร์ฟอร์ด ได้ร่วมงานกันเพื่อตัดสินใจว่าการทดลองของเดอร์รีจะออกมาในรูปแบบไหนในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง รูเธอร์ฟอร์ดอธิบายว่า “ปัญหาใหญ่ที่สุดในการทำเรื่องเกี่ยวกับจุลชีววิทยาในสภาวะที่มีแรงโน้มถ่วง ที่ทุกอย่างที่คุณทำจะลอยไปไกลๆ เราใช้เวลาไปกับการคิดว่าตัวอย่างสำคัญจะเป็นยังไง และจะหยุดสิ่งต่างๆ พวกนั้นไม่ให้เกิดขึ้นได้ยังไง” ถึงแม้ว่าวิธีการแก้ปัญหาของพวกเขาจะเป็นวิธีที่พวกเขาคิดขึ้นมา แต่มันก็มีพื้นฐานจากวิทยาศาสตร์จริงๆ และน่าจะใช้ได้ผล

    ทรานควิลิตี้

    มันเป็นโมดูลยุโรปที่ทำหน้าที่เป็นสถานที่ในการรักษาพยาบาลและออกกำลังกาย นักบินอวกาศต้องออกกำลังกายวันละสองถึงสามชั่วโมงทุกวันเพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อของพวกเขาถดถอยลง ดังนั้น ในทรานควิลิตี้จึงมีเครื่องออกกำลังกายหลายชิ้น นอกเหนือจากนั้น มันยังมีอุปกรณ์ทางการแพทย์หลายชิ้น ที่นักบินอวกาศจะทำการทดลองบางอย่างกับตัวพวกเขาเองเพื่อส่งกลับไปยังโลก และเพื่อรับประกันถึงสุขภาพที่แข็งแรงอย่างต่อเนื่องของพวกเขาบนสถานีอวกาศนานาชาติแห่งนี้

    ในภาพยนตร์ ทรานควิลิตี้เป็นฐานที่มั่นสำหรับดร.เดวิด จอร์แดน ตัวละครของเจค จิลเลนฮัล ทั้งด้วยความที่เขาเป็นหมอประจำภารกิจนี้และด้วยความที่เขาใช้เวลาอยู่ในอวกาศนานกว่าคนอื่นๆ ด้วย เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในโมดูลนี้และทำให้มันกลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเขาด้วยภาพถ่ายที่ตัวละครตัวนี้น่าจะเป็นคนถ่ายเอง รวมถึงคอลเล็กชันสแตมป์ (ด้วยสแตมป์อวกาศใหม่ล่าสุดที่ออกแบบโดยแผนกศิลป์)

    ซเวซด้า

    โมดูลควบคุมของรัสเซีย ซึ่งมาจากภาษารัสเซียที่มีความหมายว่า “ดวงดาว” เป็นโมดูลที่เก่าแก่ที่สุดของยาน มันเป็นที่ตั้งของแผงควบคุมและระบบพยุงชีพของสถานีอวกาศ

    ซาร์ยา

    อีกหนึ่งโมดูลจากรัสเซีย ที่มีความหมายว่า “พระอาทิตย์ขึ้น” ซาร์ยาเป็นพื้นที่เก็บของที่ซึ่งนักบินอวกาศเก็บทุกอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการใช้ในชีวิตประจำวันเอาไว้

    ยูนิตี้

    ในความเป็นจริงยูนิตี้เป็นโมดูลเทียบท่าที่ทำให้ยานพาหนะต่างๆ สามารถเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติได้ ตามวัตถุประสงค์ในเรื่อง โมเดลนี้เป็นที่ตั้งของครัว (ซึ่งในสถานีอวกาศนานาชาติจริงๆ จะตั้งอยู่บนซเวซด้า และไม่ได้หรูหราแบบในภาพยนตร์) ด้วยความที่มีหลายฉากที่ลูกทีมจะรับประทานอาหารพร้อมหน้ากัน ทีมผู้สร้างจึงเลือกที่จะขยายพื้นที่นี้ให้กว้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการเล่าเรื่อง

    นอกเหนือจากนั้น แบร์รี กิ๊บส์ ผู้จัดหาอุปกรณ์ประกอบฉาก และทีมงานของเขาก็ได้ผลิตซองอาหารขึ้นมา 5,000 ซอง “คุณสามารถดูวิดีโอเจ๋งๆ ที่นักบินอวกาศจะกินอาหารในอวกาศ ซึ่งพวกเขาจะหยิบมันออกมาจากแพ็ค พอมันลอยออกมา พวกเขาก็สามารถก้าวออกไปกินมันได้น่ะครับ” กิ๊บส์กล่าว แน่นอนว่ามันเป็นไม่ได้เมื่ออยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลก “เราตัดสินใจใช้ซองอาหารที่คุณจะตัดตรงด้านบนแล้วใช้ช้อนกินหรือบีบมันออกมาน่ะครับ”

    ฮาร์โมนี

    บนสถานีอวกาศนานาชาติจริงๆ นักบินอวกาศจะนอนหลับด้วยการติดถุงนอนไว้กับผนัง สำหรับเรื่องราวในภาพยนตร์ ทีมผู้สร้างได้สร้างห้องนอนที่มีพ็อดสำหรับแต่ละคนขึ้นในโมดูลฮาร์โมนี บางที มันอาจจะเป็นการออกแบบที่มีความเป็นไซไฟมากที่สุดก็เป็นได้ ทีมตกแต่งฉากได้เพิ่มเติมความเป็นส่วนตัวของตัวละครต่างๆ ให้กับพ็อดเหล่านี้ (ฮาร์โมนีจริงๆ เป็นโมดูลเทียบท่าอีกแห่งหนึ่ง และเป็นแหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้า)

    โซยุซ

    บนสถานีอวกาศนานาชาติจริงๆ จะมี “เรือชูชีพ” สามลำ มันเป็นยานอวกาศที่รัสเซียสร้างขึ้น และเป็นวิธีที่นักบินอวกาศใช้หลบหนีในกรณีที่เกิดวิกฤติการณ์ขึ้น

    ชุดนักบินอวกาศ

    นักบินอวกาศมีชุดนักบินอวกาศหลายชุดที่พวกเขาใช้ขึ้นอยู่กับความต้องการ ตามที่ดร.เควิน ฟงได้กล่าวไว้ ยกตัวอย่างเช่น ในการเดินออกไปท่ามกลางอวกาศบนทางเดินด้านนอกสถานีอวกาศนานาชาติ นักบินอวกาศก็จะต้องใช้ชุดเอ็กซ์ตรา เวฮิคูลาร์ แอ็กทิวิตี้ “ชุดอีวีเอเป็นเหมือนยานอวกาศขนาดมินิครับ” ฟงกล่าว “พวกมันอยู่ได้ด้วยตัวเองด้วยระบบสำรองชีพขนาดพกพา พวกมันทำทุกอย่างสำหรับนักบินอวกาศในแบบที่สถานีอวกาศหรือแคปซูลโซยุซทำ เพียงแต่ในปริมาตรที่น้อยกว่าเยอะ พวกมันสามารถป้องกันนักบินอวกาศจากแรงกดดันในการออกไปอยู่ในอวกาศได้ เช่นความเย็นหรือความร้อนแบบสุดขั้ว พวกมันมีชั้นเคฟลาร์กันกระสุนเพื่อป้องกันแรงกระแทกจากอนุภาคเล็กๆ ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ซึ่งสามารถก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงได้ นอกจากนั้น ชุดนี้ยังมีแว่นกันแสงแดด เพื่อป้องกันรังสีสุริยะที่เข้มข้นในอวกาศด้วยครับ”

    แต่ไม่ใช่ทุกกิจกรรมที่ต้องการการป้องกันอย่างเต็มที่จากชุดอีวีเอ “ชุดอิน เวฮิคูลาร์ แอ็กทิวิตี้ (ไอวีเอ) หรือชุดปล่อยตัวยาน จะป้องกันนักบินอวกาศจากความเป็นไปได้ของการที่ลำตัวยานอวกาศจะมีรอยรั่วในระหว่างการปล่อยยานหรือการกลับเข้าสู่วงโคจรของโลก ในตอนที่มีการลดความดันลงและชั้นบรรยากาศหายไป ถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น นักบินอวกาศก็จะขังตัวเองอยู่ในชุดนั้น แต่พวกมันก็ไม่ได้มีระดับการป้องกันเท่ากับชุดอีวีเอหรอกครับ”

    ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เจนนี บีแวน ได้รับมอบหมายในการออกแบบชุดทั้งสองแบบใน Life (ไม่ใช่เพื่อใช้ในอวกาศจริงๆ บีแวนกล่าวติดตลก) “แน่นอนว่าเราลักไก่เต็มที่กับชุดอีวีเอเพราะมันทำจากผ้าฝ้าย เพียงแต่มันก็มีจุดที่สวยมากๆ เช่นถุงมือ ซึ่งมีรายละเอียดที่วิจิตรจริงๆ และแบ็คแพ็คที่เป็นตัวพยุงชีพของชุด มีทุกอย่างที่จำเป็นต่อการเดินหลายชั่วโมงนอกสถานีอวกาศอยู่ในนั้น ตอนนี้ นาซามีแพ็คที่ทันสมัยกว่าเยอะอยู่ตรงด้านหน้าของชุด แต่ฉันรู้สึกว่ามันจะเป็นอะไรที่สร้างพลังให้กับนักแสดงได้มากกว่า ฉันก็เลยเปลี่ยนให้มันมีความล้าสมัยมากขึ้น และฉันคิดว่าภาพแบบนั้นเป็นภาพจำของนักบินอวกาศนะคะ นอกจากนั้นแล้ว เรายังมีเข็มขัดเครื่องมือขนาดใหญ่และเครื่องหมายต่างๆ ที่พวกเขาติดกับตัวด้วยแถบตีนตุ๊กแก ซึ่งเดิมทีพัฒนาขึ้นมาสำหรับนาซา แถบตีนตุ๊กแกเป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์วิเศษสุดที่เราเกลียดในชุดพีเรียด แต่ชื่นชอบในชุดอวกาศค่ะ!”

    “ชุดไอวีเอมีขนาดใหญ่กว่าและมีชูชีพซ่อนอยู่ในหมวก” บีแวน ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงสิบรางวัลออสการ์และคว้ารางวัลมาได้สองครั้งจากผลงานใน Mad Max: Fury Road และ A Room with a View “มันเป็นชุดรัสเซีย เพราะนักบินอวกาศขึ้นลงในยานโซยุสจากคาซัคสถานค่ะ”

    “ในตอนที่เราทาบทามเจนนี ฉันคิดว่าเธอจะคิดว่า ‘ชุดนักบินอวกาศ ไม่มีปัญหาหรอก’ เธอบอกว่ามันกลายเป็นหนึ่งในงานที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอมาในการทำงานของเธอเลย” ผู้อำนวยการสร้างบอนนี เคอร์ติสกล่าว “มันไม่ใช่แค่การออกแบบชุด แต่มันจะต้องสอดคล้องไปในทางเดียวกันกับอุปกรณ์ประกอบฉาก การตกแต่งฉาก งานลวดสลิง…ชุดจะต้องซ่อนสายรัดตัวให้ได้ค่ะ ตัววัสดุของชุดจะถูกกำหนดจากสิ่งที่จะดูน่าเชื่อในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง เราจะต้องใช้ผ้าที่จะไม่ห้อยลงมาค่ะ ทุกแผนกล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมกับงานนี้”

    “การใส่ชุดนักบินอวกาศน่าอึดอัด และมันก็หนักมากๆ แต่แบบดีไซน์ชุดนี้เหลือเชื่อมากๆ ทำให้การใส่ชุดนี้เป็นเรื่องที่ทำได้เพราะมันขยับเขยื้อนได้จริงๆ ค่ะ” รีเบ็กก้า เฟอร์กูสัน ผู้สวมชุดไอวีเอของบีแวน กล่าว “มันเป็นความรู้สึกที่เหลือเชื่อในตอนที่คุณอยากจะสวมถุงมือแล้วมันก็มีเสียง ‘คลิก’ คุณจะรู้สึกเหมือนว่าคุณกำลังเข้าสู่โหมดนักบินอวกาศจริงๆ เลยล่ะค่ะ”

    นอกจากนั้น บีแวนยังได้ทำการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ กับแบบดีไซน์ของหมวกของชุดอีกด้วย “ฉันเปลี่ยนแปลงรูปทรงของมันเพราะฉันอยากจะสร้างหมวกที่เป็นของ Life เอง ภายในหมวกจะมีส่วนของอุปกรณ์สื่อสารที่ทำจากหนัง และจะมีหูฟังที่นักบินอวกาศจริงๆ จะใช้สื่อสารกับโลกและกับกันและกัน เพราะพอพวกเขาสวมหมวกแล้ว พวกเขาจะไม่ได้ยินอะไรเลย สำหรับในเรื่อง มันเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานได้จริงเพื่อที่ผู้กำกับจะสามารถพูดคุยกับพวกเขาได้และนักแสดงก็จะสามารถคุยกันได้ด้วยค่ะ”

    การสร้าง “สภาวะไร้แรงโน้มถ่วง”

    (ในเชิงเทคนิคแล้ว ในสถานีอวกาศนานาชาติมีแรงโน้มถ่วง แต่การโคจรรอบโลกของสถานีอวกาศทำให้คนและสิ่งของลอยตัว…แต่โลกก็เรียกมันว่า “สภาวะไร้แรงโน้มถ่วง” อยู่ดีนั่นเอง)

    แม้ว่าบนสถานีอวกาศจะมีสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง แต่ Life ก็ถ่ายทำในลอนดอน ซึ่งในครั้งล่าสุดที่เราตรวจสอบ ก็ยังคงมีแรงโน้มถ่วงอยู่ ทีมผู้สร้างได้สร้างสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงสำหรับนักแสดงด้วยการใช้สายรัดตัวและเอฟเฟ็กต์อื่นๆ

    แดเนียล เอสพิโนซาได้ให้คำสั่งที่ชัดเจนมากๆ กับทมสตันท์และโค้ชการเคลื่อนไหวว่าเขาต้องการอะไรในช็อตของเขา ซึ่งรวมถึงกล้องลอย นักแสดงที่ลอยตัวเข้าและออกจากช็อต และเลี้ยวเข้ามาตรงหัวมุม ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการร่วมมือกันอย่างซับซ้อนระหว่างทีมสตันท์ ที่นำทีมโดยผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ แฟรงค์ลิน เฮนสัน, โค้ชการเคลื่อนไหว อเล็กซ์ เรย์โนลด์สและนักแสดง “มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ได้รู้ว่าอะไรบ้างที่เป็นไปได้บนกลไกและเราจะใช้กลไกแบบไหนน่ะค่ะ” อเล็กซ์ เรย์โนลด์สกล่าว “มันเป็นความรู้สึกที่อิสระเสรีมากๆ ที่ฉันและนักแสดงสามารถเคลื่อนไหวได้แบบ 360 องศาน่ะค่ะ”

    อเล็กซ์ เรย์โนลด์สและทีมสตันท์ของเฮนสันได้ฝึกนักแสดงวันละสองชั่วโมงก่อนหน้าการถ่ายทำ “สภาวะไร้แรงโน้มถ่วงเป็นสิ่งที่สร้างได้ยากเป็นพิเศษค่ะ” เธออธิบาย “มันเป็นเรื่องที่ท้าทายในเชิงกายภาพเพราะคุณพยายามจะเลียนแบบบางสิ่งบางอย่าง มันมีเครื่องมือช่วยหลายอย่างเช่นกลไก ลวดสลิงหรือแม้กระทั่งการเคลื่อนไหวนิดๆ ในขาของคุณในตอนที่คุณพยายามจะจับที่จับหรือสายรัด แต่คุณก็ยังจะต้องรักษาความรู้สึกของสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงนั้นไว้ให้ได้ มันเป็นเรื่องที่ทารุณร่างกายมากๆ และเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และปลูกฝังอยู่นาน เพื่อให้มันกลายเป็นธรรมชาติที่สองสำหรับนักแสดง เพื่อให้พวกเขาสามารถโฟกัสไปกับงานแสดงได้น่ะค่ะ”

    “การฝึกฝนใช้ระยะเวลาซักพัก และรวมถึงการร่วมมือกับทีมสตันท์บนลวดสลิงด้ว แต่เราก็คิดเครื่องมือหลายอย่างขึ้นมา เพื่อให้นักแสดงใช้ฝึกในชีวิตประจำวันได้ด้วยค่ะ” อเล็กซ์ เรย์โนลด์สกล่าวต่อ

    “ก่อนหน้าการถ่ายทำ เราฝึกกับลวดสลิงบ่อยๆ แต่เราก็ฝึกโดยไม่ใช้ลวดสลิงด้วย เพราะเราจะต้องสร้างความรู้สึกแบบสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงขึ้นมา มันเป็นเหมือนการยืดเส้นยืดสาย การฝึกกล้ามเนื้อ และผมก็มาถึงจุดที่ผมฝึกของผมเองในชีวิตจริงด้วยครับ” ฮิโรยูกิ ซานาดะกล่าว

    “ฉันฝึกการลอยตัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตอนนั่ง ตอนคุย ตอนกิน หรือตอนอื่นๆ” โอลก้า ดิโฮวิคนายา กล่าว “มันเป็นประโยชน์กับฉันเพราะระหว่างเทค ฉันก็จะสามารถคิดถึงเรื่องฉากนั้นๆ ได้ไม่ต้องคิดว่าจะทำยังไงให้ลอยตัวต่อไปได้น่ะค่ะ”

    นั่นเป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งของเธอ ส่วนอีกเคล็ดลับหนึ่ง เธอกล่าวว่า คือการพยายามเคลื่อนไหวให้เป็นธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ “เมื่อคุณพูดถึงสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง สัญชาตญาณของนักแสดงคือการเคลื่อนไหวให้ช้าลง แต่ฉันได้ดูวิดีโอมากมายของนาซา คุณจะต้องรักษาจังหวะตามปกติของคุณ หลีกเลี่ยงท่าบัลเลต์พิลึกๆ แบบนี้ ที่จะทำให้คุณดูเหมือนวิญญาณ แค่คุณทำกิจวัตรของคุณไปด้วยความเร็วตามปกติ แต่เผอิญว่าคุณกำลังลอยตัวอยู่ระหว่างทำกิจวัตรพวกนั้นก็เท่านั้นเองค่ะ”

    ไรอัน เรย์โนลด์สกล่าวว่า ระหว่างที่อยู่บนโลก เราต้องใช้แรงมากพอควรเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวหรือผลักวัตถุซักอย่างหนึ่ง แต่ในอวกาศ มันใช้เพียงแค่สัมผัสเท่านั้นเอง “ถ้าคุณไร้น้ำหนักจริงๆ แค่ใช้แรงดันที่น้อยที่สุดไปในทิศทางหนึ่ง มันก็จะส่งให้ตัวของคุณไปยังอีกทิศหนึ่งทันที” เขากล่าว “เคล็ดลับคือคุณจะต้องไม่ลงพื้นครับ แม้ว่าคุณจะยึดจับอะไรซักอย่างหนึ่งในตอนที่คุณหยุด เพียงแค่สัมผัสมันก็จะทำให้คุณหยุดได้แล้ว ผมคุยกับนักบินอวกาศหลายคนที่เคยผ่านเรื่องแบบนี้ พวกเขาบอกว่าคุณสามารถติดอยู่ตรงกลางห้องได้ และคุณก็จะจบเห่อยู่ตรงนั้นเว้นแต่จะมีคนมาผลักคุณให้ไปถึงที่จับน่ะครับ”

    โดยรวมแล้ว ไรอัน เรย์โนลด์สพบว่าสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงเป็นความท้าทายที่น่าตื่นเต้น “เราต้องทำการฝึกฝนอย่างมากครับ” เขาเล่า “เราได้ผ่านคอร์สอุปสรรคในช่วงเวลาหลายสัปดาห์ก่อนหน้าการถ่ายทำ ที่เราจะฝึกฝนกับลวดสลิงและเรียนรู้ว่าลวดสลิงพวกนี้ทำอะไรได้บ้างและเราสามารถขยับเขยื้อนได้มากน้อยแค่ไหน ไม่มีซีเควนซ์ไหนเลยในหนังเรื่องนี้ที่เราไม่ได้ไร้น้ำหนัก เราอยู่บนลวดสลิง ลอยตัวและเคลื่อนไหวนิดๆ อยู่ตลอดเวลา มันอาจให้ความรู้สึกที่พิลึก เพราะคุณจะอินไปกับฉากนั้นๆ จนทำให้คุณลืมเคลื่อนไหว ลืมที่จะลอย มันเป็นความท้าทายก็จริง แต่ก็สนุกด้วย ในการแสดงเป็นนักบินอวกาศน่ะครับ”

    แฟรงค์ลิน เฮนสัน ผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ของเรื่อง เป็นผู้นำทีมงานในการควบคุมสายรัดตัวและลวดสลิง เขาได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับอเล็กซ์ เรย์โนลด์สในเรื่องการเคลื่อนไหวแบบผาดโผนของนักแสดง “เราให้นักแสดงทุกคนอยู่บนลวดสลิง เพื่อที่พวกเขาจะสามารถลอยขึ้นและลงจากฉาก และสามารถควบคุมมันได้ด้วยตัวเอง” เขากล่าว “เรามีสายรัดตัวหลายเส้น ทั้งเสื้อรัดตัว สายรัดขา ตัวหมุน ซึ่งจะช่วยยกตัวนักแสดงขึ้นตรงสะโพก คุณจะต้องมีพลกำลังที่แข็งแกร่ง ถ้าคุณเริ่มเซ แรงโน้มถ่วงก็จะฉุดคุณลงมา มันเป็นงานที่ลำบาก แต่พอถึงเซสชันที่หกหรือเจ็ด พวกเขาก็ลอยได้อย่างงดงามแล้วล่ะครับ”

    เฮนสันเป็นอีกคนหนึ่งที่เคยทำงานในภาพยนตร์เรื่อง Gravity และกล่าวว่า Life ได้พัฒนาไปอีกขั้น “ใน Gravity เราใช้งานลวดสลิงก็จริง แต่เราก็ได้รับความช่วยเหลือจากพวกนักเชิดหุ่นด้วย ในหนังเรื่องนี้ พวกนักแสดงลอยกันได้เอง มันไม่มีอะไรคอยช่วยพวกเขานอกเหนือจากลวดสลิงที่คอยส่งให้พวกเขาไปยังที่ที่พวกเขาต้องไป เราไม่ได้ไปแตะต้องเนื้อตัวพวกเขา มันเหมือนกับว่าพวกเขาลอยตัวได้ด้วยตัวเองจริงๆ น่ะครับ”

    สภาวะไร้แรงโน้มถ่วงไม่ได้เป็นเรื่องของนักแสดงเพียงเท่านั้น แต่อุปกรณ์ประกอบฉากก็อยู่ในสภาวะนี้เช่นกัน ส่วนหนึ่งของความท้าทายที่ไม่ธรรมดาสำหรับแบร์รี กิ๊บส์ ผู้จัดหาอุปกรณ์ประกอบฉาก เกี่ยวข้องกับการสร้างชิ้นส่วนเครื่องจักรที่ซับซ้อน ที่จะต้องแลดูไร้น้ำหนัก เช่นเครื่องกำจัดขยะที่ถูกนักบินอวกาศตั้งกลไกให้เป็นเครื่องพ่นไฟ “เราต้องทำให้เครื่องจักรชิ้นใหญ่มีน้ำหนักเบาพอที่นักแสดงจะสามารถแบกมันเอาไว้และแลดูเหมือนไร้น้ำหนักได้” พวกเขาทำสำเร็จด้วยการใช้การเชิดหุ่น

    ฟงกล่าวชื่นชมการที่ทีมงานและนักแสดงสามารถสร้างความรู้สึกของสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงในภาพยนตร์ได้อย่างดีเยี่ยม “การพยายามแสดงให้เห็นถึงความไร้แรงโน้มถ่วงในตอนที่คุณอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยแรงโน้มถ่วงเป็นเรื่องยากมหาศาลเลยนะครับ” เขากล่าว “ผมคิดว่าทีมงานสร้างทำงานได้อย่างเหลือเชื่อเลยล่ะ”

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Log in | Designed by Gabfire themes