JAP CLUB

The Mummy | เดอะ มัมมี่

The Mummy | เดอะ มัมมี่

  • Genres:Action, Adventure, Fantasy
    Running Time:
    Release Date: June.9,2017 (USA)
    MPAA Rating:
    Distributors: Sean Daniel Company, Secret Hideout, Universal Pictures
    Starring: Sofia Boutella, Tom Cruise, Annabelle Wallis
    Directed by:Alex Kurtzman

    เกี่ยวกับภาพยนตร์

    ทอม ครูซ รับบทนำในภาพยนตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งนำตำนานที่หลายวัฒนธรรมทั่วโลกต่างหลงใหลนับแต่ก่อกำเนิดอารยธรรม มาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Mummy

    เจ้าหญิงจากยุคโบราณกาล (รับบทโดย โซเฟีย บูเทลล่า จาก Kingsman: The Secret Service และ Star Trek Beyond) ที่คนคิดกันว่าถูกฝังอย่างปลอดภัยอยู่ในสุสานที่ซ่อนลึกอยู่ใต้ทะเลทรายที่แสนกันดาร ผู้ซึ่งชะตากรรมถูกกระชากไปจากเธออย่างไม่เป็นธรรม ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในยุคปัจจุบัน และเธอพกพาความแค้นที่สะสมมานานกว่าสหัสวรรษ และความสยดสยองซึ่งท้าทายต่อความเข้าใจของมนุษย์มาด้วย

    จากเม็ดทรายในตะวันออกกลาง ผ่านเขาวงกตลับภายใต้นครลอนดอนยุคปัจจุบัน The Mummy ได้นำความจริงจังระดับที่สร้างความประหลาดใจ และสมดุลระหว่างความมหัศจรรย์และความตื่นเต้นมาผสมรวมกันในรูปแบบใหม่ที่เต็มไปด้วยจินตนาการ ซึ่งนำพาเหล่าเทพและอสูรกายมาสู่โลกยุคใหม่

    ครูซได้นักแสดงมาร่วมสมทบมากหน้าหลายตา อาทิเช่น แอนนาเบลล์ วอลลิส (King Arthur, ผลงานทางทีวีเรื่อง Peaky Blinders), เจก จอห์นสัน (Jurassic World), คอร์ตนี่ย์ บี แวนซ์ (ผลงานทางทีวีเรื่อง American Crime Story: The People V. O.J. Simpson), มาร์แวน เคนซารี (The Promise) และเจ้าของรางวัลออสการ์ รัสเซลล์ โครว์ (Gladiator)

    ทีมผู้สร้างสรรค์ที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์แอ็กชั่นผจญภัยเรื่องนี้ นำทีมโดยผู้กำกับ/ ผู้อำนวยการสร้าง อเล็กซ์ เคิร์ตซ์แมน และผู้อำนวยการสร้าง คริส มอร์แกน ผู้เป็นบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์แฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เขาเคยร่วมงานกับเคิร์ตซ์แมนที่ทำหน้าที่ผู้เขียนบทหรือผู้อำนวยการสร้าง ในภาพยนตร์เรื่อง Transformers, Star Trek และ Mission: Impossible s นอกจากนี้ มอร์แกนยังมีส่วนร่วมในความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์ชุด
    Fast & Furious ที่เริ่มเติบโตแบบหยุดไม่อยู่ตั้งแต่ภาพยนตร์ภาคที่ 3 ฌอน แดเนียล ซึ่งเคยอำนวยการสร้างภาพยนตร์ไตรภาค Mummy และซาร่าห์ แบรดชอว์ (Maleficent) ทำหน้าที่อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมกับเคิร์ตซ์แมนและมอร์แกน

    เดวิด โคปป์ (Mission: Impossible, War of the Worlds) และคริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รี่ (The Usual Suspects, ภาพยนตร์ชุด Mission: Impossible) และเคิร์ตซ์แมน ร่วมกันเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Mummy ซึ่งมาจากเรื่องที่เขียนขึ้นโดย จอน สไปต์ส (Prometheus, Doctor Strange) และแม็คควอร์รี่

    เจ๊บ โบรดี้ (Little Miss Sunshine, Source Code) และโรเบอร์โต้ ออร์ซี่ (Transformers, ภาพยนตร์ชุด Star Trek) ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้

    เบื้องหลังงานสร้าง

    ทั้งรักและหวาดกลัว:
    ปลุกชีพอสูรกาย

    อสูรกายของแฟรงเกนสไตน์ สัตว์ประหลาดจากแบล็คลากูน มนุษย์หมาป่า มนุษย์ล่องหน มัมมี่
    ที่ว่ามาทั้งหมดนี้คืออสรูกายชื่อดัง ทั้งจากยุคอดีตและปัจจุบันของยูนิเวอร์แซล ซึ่งเคยเป็นภาพที่ตามหลอกหลอนคนดูจนยากจะลืมเลือน และยังติดค้างอยู่ในใจของคุณไปชั่วชีวิต

    เมื่อพวกเขาตัดสินใจว่า The Mummy ควรจะเป็นบทแรกในภาพยนตร์ชุดใหม่ของพวกเขา ผู้กำกับเคิร์ตซ์แมน และผู้อำนวยการสร้าง คริส มอร์แกน แน่ใจว่าพวกเขาจะต้องนำเสนอโทนและอารมณ์ออกมาให้แม่นยำที่สุด “สิ่งที่เราพยายามสร้างกันในที่นี้ก็คือ รายละเอียดและโทนของเรื่องที่ฝังรากลึกในงานคลาสสิกสยองขวัญของยูนิเวอร์แซล ขณะที่เท้าอีกข้างก็ต้องวางอยู่ในโลกยุคใหม่ด้วย” เคิร์ตซ์แมนบอก “นี่ถือเป็นการให้เกียรติกับงานคลาสสิกเหล่านั้น ขณะที่ปลุกอสูรกายเหล่านี้ให้ฟื้นคืนชีพในยุคใหม่สำหรับคนดูทั่วโลก”

    เคิร์ตซ์แมนและมอร์แกนรู้สึกเชื่อมั่นว่า The Mummy ต้องวางเรื่องราวเอาไว้ในโลกสมัยใหม่ พวกเขาสงสัยว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามัมมี่หญิงที่เป็นตัวร้าย ที่คุกรุ่นไปด้วยการโดนทรยศที่ให้อภัยไม่ได้ และความหิวกระหายที่จะได้แก้แค้นนานหลายร้อยปี ถูกปล่อยให้เป็นอิสระในโลกยุคปัจจุบัน” สำหรับทีมผู้สร้างทั้งหมด เป็นเรื่องสำคัญมากที่ภาพยนตร์ The Mummy เวอร์ชั่นนี้จะต้องยิ่งใหญ่ จริงจัง และอัดแน่นไปด้วยฉากแอ็กชั่น เต็มไปด้วยความตึงเครียดและความสนุกที่สุด

    “ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องน่ากลัวครับ” เคิร์ตซ์แมนเปิดเผย “น่ากลัวมากด้วย แต่เราก็อยากจะแสดงให้เห็นถึงด้านที่เป็นมนุษย์ของอสูรกายเหล่านี้ครับ และมีอารมณ์ร่วมไปกับพวกเขา สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในตัวอสูรกายเหล่านี้ก็คือ เราพบหนทางที่จะรักพวกเขา ขณะที่กลัวพวกเขาไปด้วย”

    นักแสดงผู้เป็นตำนานอย่าง ทอม ครูซ ผู้รับบทเป็นนายทหาร นิค มอร์ตัน บอกว่าเขาเติบโตมากับการดูภาพยนตร์อสูรกายสมัยที่เขายังเด็ก และนั่นก็คือพลังที่ผลักดันให้เขาตัดสินใจมาร่วมงานกับภาพยนตร์เรื่องนี้ “ผมชอบเรื่อง The Wolf Man, Dracula, The Mummy มาก สมัยเด็ก มันน่ากลัวมากครับที่ได้ดูภาพยนตร์เหล่านี้ แต่มันก็มีทั้งความยิ่งใหญ่และความงดงามของบรรดาภาพยนตร์ต้นฉบับเหล่านี้ด้วยครับ”

    ในการพูดคุยกันช่วงแรกเริ่ม ครูซ, มอร์แกน และเคิร์ตซ์แมน ทำข้อตกลงกันว่าจะให้เกียรติกับรูปแบบของภาพยนตร์อสูรกายเหล่านี้ และต่อความหมายของตัวละครตัวนี้ด้วย ครูซอธิบายว่า “คุณคงอยากเห็นพวกอสูรกายชนะ นั่นคือสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิธีที่เรื่องเหล่านี้ถูกเล่าออกมา พวกเขาทั้งทำให้เราหวาดกลัว และทำให้เรารู้สึกเห็นใจไปด้วย มันดีมากเลยครับ”

    ครูซและเคิร์ตซ์แมน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่อง Mission: Impossible III มีวิสัยทัศน์ที่คล้ายกันเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง The Mummy ผู้กำกับเคิร์ตซ์แมนบอกว่า “เราต่างรู้สึกถึงมรดกที่ต้องสืบทอดและความรู้สึกว่าเราต้องรับผิดชอบ ทอมคิดว่าคนดูจะคิดอย่างไร และนำทุกอย่างให้ลุกขึ้นมามีชีวิตในแบบที่โดดเด่นและน่าตื่นเต้นอย่างมาก”

    ขณะที่พวกเขาทำงานด้วยกัน เคิร์ตซ์แมน, ครูซ และผู้อำนวยการสร้าง คริส มอร์แกน ได้สร้างสิ่งที่ทั้งน่ากลัวและดูงดงาม พอๆ กับที่ดูกล้าและท้าทาย ทั้งอาจหาญและคาดไม่ถึง เราตื่นเต้นกันมากที่ได้นำมันมามอบให้คนดู ขณะที่ภัยคุกคามเป็นสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ แต่เดิมพันสำหรับมนุษย์นั้นยังคงอิงกับเรื่องจริง จังหวะเวลานั้นถือว่าลงตัวที่สุดในการนำเสนอตัวละครเหล่านี้สู่จอภาพยนตร์ เป็นตัวละครที่ท้าทายวายร้ายที่ดูเหมือนการ์ตูน และวีรบุรุษที่ดูราบเรียบ นี่คือภาพยนตร์ที่เหมาะกับเวลาปัจจุบันนี้จริงๆ ครับ”

    ขณะที่ผู้คนมองเห็นถึงองค์ประกอบที่เป็นหัวใจของโลกอสูรกายของยูนิเวอร์แซล โดยภาพยนตร์ของเราได้เฉลิมฉลองให้กับตำนานคลาสสิกเหล่านั้น เหล่าตัวละครของ The Mummy ต่างต้องดิ้นรนต่อสู้กับชีวิตของพวกเขาเอง ขณะที่มัมมี่ก้าวเข้าสู่โลกยุคปัจจุบัน

    การคัดเลือกตัวนักแสดง The Mummy

    ทีมนักแสดงเข้าที่เข้าทางอย่างรวดเร็วหลังจากที่ครูซเข้ามาร่วมงานด้วย เคิร์ตซ์แมนและครูซเป็นผู้ตัดสินใจเลือกสองดารานำหญิงของเรื่อง “เมื่อได้ โซเฟีย บูเทลล่า มารับบทมัมมี่อาห์มาเน็ต และแอนนาเบลล์ วอลลิส มารับบทเป็น เจนนี่ นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญเรื่องของอียิปต์” ครูซบอก “ผู้หญิงในภาพยนตร์เรื่องนี้ทั้งแข็งแกร่ง ทรงพลัง ฉลาด และมีความมุ่งมั่น”

    “เมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้มีความคืบหน้า คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ความดีหรือความร้ายของนิคกันแน่ที่จะถูกแสดงออกมาในความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจนนี่และอาห์มาเน็ต เมื่อทั้งสามคนพบตัวเองติดอยู่ในรักสามเส้าที่แสนประหลาดนี้” เคิร์ตซ์แมนอธิบาย
    เมื่อถึงเวลาต้องเลือกนักแสดง เคิร์ตซ์แมนรู้ดีว่านักแสดงคนใดที่เขาต้องการเพื่อมารับบทนำของภาพยนตร์เรื่องนี้ “ผมเคยเห็นโซเฟียในภาพยนตร์เรื่อง Kingsman นับจากนั้น ผมก็เฝ้าไล่ตามเธอ จนเธอยอมตอบตกลงแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ เธอนำความเป็นมนุษย์จริงๆ ใส่ลงไปในตัวละคร และคนดูก็มีความรู้สึกร่วมกับเธอ แม้ตอนที่เธอทำเรื่องน่ากลัวๆ คุณก็ยังรู้สึกว่ามันจะต้องถูกทำโดยคนที่อยู่ไม่ไกลจากตัวพวกเรา และเป็นคนที่เดินข้ามเส้นในแบบที่เราอาจไม่ยอมเดินข้าม”

    เมื่อถึงเวลาเลือกตัวนักแสดงนำหญิงอีกคนของภาพยนตร์เรื่องนี้ ทางผู้กำกับพรั่งพรูคำชมออกมาไม่หยุด “แอนนาเบลล์นำทั้งความงดงาม เสน่ห์ และความมีอำนาจมาสู่บท เจนนี่ เธอเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีมากครับ เธอยินดีทำทุกอย่าง เธอเป็นคนตลกและมีเสน่ห์” เขาหยุดพูดไปชั่วครู่ “เธอเป็นคนประหลาดด้วย ซึ่งถือว่าเป็นคู่ปรับที่เหมาะกันทีเดียว”

    เจก จอห์นสัน รับบทเป็น เวล เพื่อนทหารของนิค และยังเป็นผู้ร่วมก่ออาชญากรรมกับเขาด้วย ครูซพูดถึงการเลือก เจก จอห์นสัน มารับบทนี้ว่า “เจกเก่งมากครับ เขาเป็นนักแสดงบทดราม่าที่สุดยอดไปเลยครับ และยังเข้าใจในความตลกของตัวละครด้วย มันเป็นธรรมชาติมากครับ และผมก็ประทับใจเขามาก”

    ที่ล้อมรอบทีมนักแสดงหลักของเรื่องอยู่ ก็คือ คอร์ตนีย์ บี แวนซ์ รับบทพันเอกกรีนเวย์ และมาร์แวน เคนซารี รับบท มาลิก

    คนสุดท้ายที่มาร่วมทีมนักแสดง ก็คือ นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ รัสเซลล์ โครว์ ผู้รับบท ดร.เจกิลล์ เคิร์ตซ์แมนเล่าว่า “ทอมกับรัสเซลล์รู้จักกันมานานหลายปีแล้วครับ แต่พวกเขาไม่เคยได้มีโอกาสทำงานด้วยกันเลย พวกเขาอยากแสดงแบบ Butch and Sundance มันบ้ามากเลยครับที่มีนักแสดงที่ผมชื่นชมถึงสองคนมาอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้”

    เคิร์ตซ์แมนบอกว่า “เจกิลล์ เป็นคนที่มีหลายบุคลิก เป็นสุภาพบุรุษชาวอังกฤษที่ต้องสุ่มตัวอยู่ในโลกสมัยใหม่ ซึ่งรัสเซลล์ได้รวบรวมลักษณะนั้นขึ้นมา”

    เคิร์ตซ์แมนกล่าวเสริมว่า “การพัฒนางานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้เวลาสามปี และมันต้องผ่านขั้นตอนซ้ำๆ กันหลายรอบมาก เนื้อเรื่องที่ดีที่สุดนั้น จำต้องผ่านการอบการปรุง และผ่านมาหลายมือที่แตกต่างกัน เพื่อให้คุณได้สำรวจว่ามันต้องเป็นอย่างไร ตอนนี้ ทุกอย่างลงตัวเพื่อจะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมา ภาพยนตร์เรื่อง The Mummy ถือเป็นงานแฟรนไชส์ที่เป็นที่รัก แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้แต่ละเรื่องถูกสร้างออกมาในเวลาที่แตกต่างกัน เป็นภาพยนตร์แอ็กชั่นที่มีพัฒนาการไปในแนวทางหนึ่งครับ”

    โครว์ได้พูดถึงเรื่องราวของตัวละครของเขาว่า “การจะหาให้ได้ว่าดร.เจกิลล์ จะเข้ามาอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร คือสิ่งแรกที่ผมเป็นห่วง เมื่อตอนที่ผมเริ่มพูดคุยกับอเล็กซ์ และทีมเขียนบทเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับจุดกำเนิดของเขา มีหลายคำถามมากมายที่ยังไม่ได้รับคำตอบ เพราะเห็นได้ชัดว่าเขามาจากยุคสมัยอื่นที่แตกต่างไปจากปัจจุบัน แต่เขาก็มาอยู่ในโลกร่วมสมัยนี้แล้วครับ”

    โครว์ยังพูดถึงความเป็นไปได้ในการขยายเรื่องราวนี้ออกไป “เรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับโอกาสครั้งนี้ก็คือในระยะยาว คุณจะเห็นว่ามันมีความเกี่ยวพันกันระหว่างดร.เจกิลล์ และตัวละครตัวอื่นๆ ที่มีความชั่วร้าย”

    “ดร.เจกิลล์ มีบางอย่างภายในตัวเขา ซึ่งเขาต้องพยายามกดมันเอาไว้” โครว์อธิบายต่อ “ผมคิดว่าคงไม่ต้องพูดอะไรมากในเรื่องนั้น เพราะเขามีสิ่งนั้นอยู่ภายในตัว เขาจึงเข้าใจชัดเจนถึงเรื่องของความชั่วร้าย”

    โครว์ยังพูดถึงความเกี่ยวพันของเขากับกลุ่มโพรดิเจี้ยม “มีหลายอย่างมากมายเกี่ยวกับตัวเจกิลล์ ที่ต้องค้นหาให้พบ มันคือการเดินทางที่มีความซับซ้อนเพื่อมาถึงจุดที่เขาอยู่ตรงจุดนี้ เขาเป็นผู้ดูแลกลุ่มโพรดิเจี้ยม ซึ่งก็คือองค์กรที่คอยหาตำแหน่งของความชั่วร้ายและพยายามที่จะปราบมัน”

    อสูรผู้เป็นอมตะและเหยื่อ
    นิค มอร์ตัน (ทอม ครูซ):

    ทหารรับจ้าง นิค มอร์ตันหากินด้วยการปล้นจุดที่มีความขัดแย้งเพื่อค้นหาโบราณวัตถุที่ไร้กาลเวลา เขาได้ขายวัตถุชิ้นหนึ่งให้กับผู้ที่ประมูลให้ราคาสูงสุด เมื่อนิคและมือขวา (คริส เวล) ถูกโจมตีโดยพวกผู้ก่อการร้ายในตะวันออกกลาง ขณะกำลังสู้รบอยู่นั้น พวกเขาบังเอิญไปพบสุสานฟาโรห์อียิปต์ที่ต่อมาพวกเขารู้จักในชื่ออาห์มาเน็ต นิคไม่ใช่เพียงคนที่ต้องรับผิดชอบต่อการปล่อยอาห์มาเน็ตให้เป็นอิสระ เขายังเติมเต็มโชคชะตาที่เขาเองก็คาดไม่ถึง บัดนี้ เขาเป็นเพียงคนเดียวที่จะหยุดเธอจากการครองโลก และทำให้มนุษย์ทั้งหมดกลายเป็นทาส

    อาห์มาเน็ต (โซเฟีย บูเทลล่า):

    เมื่อหลายร้อยปีก่อน อาห์มาเน็ตถูกเลี้ยงดูให้เติบโตมาเป็นนักรบผู้ไม่หวั่นเกรงสิ่งใด และเป็นรัชทายาทบัลลังก์ของพระบิดา เธอถูกวางตัวให้เป็นฟาร์โรห์หญิงคนแรก แต่สุดท้ายเมื่อฟาร์โรห์ได้ลูกชาย อาห์มาเน็ตถูกทอดทิ้ง ด้วยความแค้นที่เหมือนโดนทรยศ เธอถูกฝังเพื่อให้มีชีวิตนิรันดร์โดยผู้คนที่สาบานว่าจะภักดีกับเธอ แล้วชะตากรรมของเธอเป็นเช่นไร อาห์มาเน็ตเหมือนถูกลบจากประวัติศาสตร์ และบังเอิญถูก นิค มอร์ตัน ปลุกให้ฟื้นขึ้นมา อสูรร้ายที่ทรงพลังผู้นี้จึงมุ่งมั่นที่จะช่วงชิงอาณาจักรที่เคยถูกขโมยไปจากมือของเธอ และเพื่อให้ได้รับตำแหน่งอันชอบธรรมในฐานะฟาโรห์ ด้วยอำนาจที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาห์มาเน็ตได้สร้างความเกี่ยวพันที่ยากจะทำลายกับนิค และโชคชะตาของเขาและเธอได้ถูกผูกพันเกี่ยวร้อยเข้าด้วยกัน

    เจนนี่ ฮัลซี่ย์ (แอนนาเบลล์ วอลลิส):

    เจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษขององค์กรมรดกทางวัฒนธรรม เจนนี่ ฮัลซี่ย์ ได้รับการติดต่อจากนิคให้มาช่วยจัดการเรื่องการขนส่งหีบศพที่ทำจากหิน แม่ของนักโบราณคดีด้านอียิปต์ผู้นี้แน่ใจมานานแล้วว่าเคยมีฟาโรห์หญิงที่ถูกลบออกจากประวัติศาสตร์ บัดนี้ เจนนี่ได้พบเจ้าหญิงที่เธอเคยได้ยินชื่อมาจากตำนานและเรื่องเล่าขาน เมื่อเจนนี่, นิค และเวล ไต่ลงไปยังห้องขนาดใหญ่ที่เผยตัวออกมาเนื่องจากสงคราม พวกเขาได้ปลดปล่อยเจ้าหญิงอาห์มาเน็ตให้เป็นอิสระ จนทำให้เกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติมากมาย

    เฮนรี่ เจกิลล์ (รัสเซลล์ โครว์):

    ดร.เฮนรี่ เจกิลล์ ที่แสนลึกลับ เป็นผู้ดูแลกลุ่มโพรดิเจี้ยม องค์กรลับที่คอยตามหา ทดสอบ กักกัน และทำลายปีศาจในโลกของเรา สุภาพบุรุษชาวอังกฤษผู้นี้แฝงตัวอยู่ในโลกสมัยใหม่ เขาไม่เพียงแต่ปกป้องโลกจากอสูรกาย แต่เขายังปกป้องอสูรกายจากโลกนี้ด้วย ตกลงแล้วเจกิลล์ คือเพื่อนหรือศัตรูกันแน่ เช่นเดียวกับตัวละครหลักของเรื่องทุกตัว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับมุมมองของคุณ และเป้าหมายของพวกเขา…

    คริส เวล (เจก จอห์นสัน):

    ถึงแม้เวลจะชอบคิดว่าตัวเองเป็น “ผู้กอบกู้วัตถุโบราณล้ำค่า” แต่คนอื่นๆ มักเรียกพวกเขาว่าเป็น “โจรปล้นสุสานยุคใหม่” ขณะที่นิคชอบผจญภัย เพราะเขาชื่นชอบความตื่นเต้น แต่เวลไม่อยากจะยอมรับว่าเขาทำเพื่อเงินเท่านั้น เวลและนิคร่วมงานปล้นด้วยกันมานานหลายปี แต่ก็ไม่เคยมีสิ่งใดที่จะเตรียมพวกเขาให้พร้อมเผชิญปีศาจที่พวกเขาปลุกให้ตื่นขึ้นมา

    พันเอกกรีนเวย์ (คอร์ตนี่ย์ บี แวนซ์):

    นายทหารประจำกองทัพสหรัฐฯ ผู้ได้รับมอบหมายให้มาปฏิบัติหน้าที่ในตะวันออกกลาง เขาทำทุกอย่างตามตำรา เขามี “ความแน่วแน่” เมื่อเขาพบความวุ่นวายที่นิคและเวลก่อขึ้น เขาจับตัวทั้งคู่มาสอบถาม อย่างไรก็ดี เมื่ออาห์มาเน็ตฟื้นคืนอำนาจ ผู้พัน รวมถึงมนุษย์ทุกคน ต้องหวังพึ่งนิค ให้เขาเป็นผู้นำการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของมวลมนุษย์

    ออกแบบงานสร้าง

    จอน ฮัทแมน โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ของภาพยนตร์เรื่อง The Mummy เล่าว่า “เมื่อตอนที่ผมยังเด็ก ผมเชื่อว่าแม่มดร้ายจาก Wizard of Oz อาศัยอยู่ในตู้เสื้อผ้าของบ้านเรา ทุกคืน แม่ผมจะเข้ามาและบอกผมว่าเธอกดชักโครกไล่แม่มดหายไปแล้ว มันน่ากลัวมากเลยครับ แล้วคุณจะสร้างตำนานนั้นอย่างไร นั่นก็คือหนังเหล่านี้จะต้องให้ความรู้สึกเหมือนตามหลอกหลอนครับ”

    “ถ้าเราทำงานของเราได้อย่างถูกต้องในภาพยนตร์เรื่องนี้ คนดูจะรู้สึกถึงความเป็นไปได้ว่าข้างนอกนั่นมีสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ว่าคืออะไร และมีอันตราย และลึกลับ พวกเขาจะเดินออกจากความสบายของโรงหนังพร้อมความรู้สึกหวาดกลัวและเนื้อตัวสั่นเทา”
    เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเคิร์ตซ์แมนและทีมออกแบบหลักๆ ของเขา รวมถึงโปรดักชั่นดีไซเนอร์ จอน ฮัทแมน และดอมินิค วัตกิ้นส์ ที่จะต้องทำให้ทุกอย่างสมจริงที่สุด เรื่องราวนี้ถูกวางเอาไว้ในโลกจริงๆ ราวกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกขณะ ฮัทแมนและวัตกิ้นส์ได้สร้างฉากขึ้นมามากถึง 50 ฉากรอบโลก ตั้งแต่อังกฤษ จนถึงนามิเบีย และฝรั่งเศส กว่าครึ่งหนึ่งของฉากเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นที่โรงถ่ายเชพเพอร์ตัน สตูดิโอส์ โรงถ่ายที่เป็นประวัติศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่นอกกรุงลอนดอน

    ครูซเล่าว่า “ฉากเหล่านี้ยิ่งใหญ่มากครับ ทั้งสวยและดูหลอน ทั้งงาน ทักษะ และฝีมือที่ถูกใส่ลงไปในทุกแง่มุมของภาพยนตร์เรื่องนี้ น่าประทับใจจริงๆ และให้แรงบันดาลใจด้วย ผมไม่อยากให้มันออกมาให้ความรู้สึกเหมือนการ์ตูน ทุกการตัดสินใจเลือกต้องพิถีพิถันเพื่อทำให้รู้สึกเหมือนจริง”

    ช่างเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะที่จะเริ่มต้นการถ่ายทำนานห้าเดือน ในเดือนเมษายน ปี 2016 การถ่ายทำในเวลากลางคืน ณ สถานที่ที่มีประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งในอังกฤษ นั่นก็คือ เมืองแห่งมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติอย่าง อ็อกซ์ฟอร์ด

    ถนนปูก้อนหินอายุเก่าแก่ ตะเกียงน้ำมันที่ให้แสงสว่างผ่านหมอกในอากาศ และงานสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นที่ไม่สามารถสร้างเลียนแบบได้ในโรงถ่าย โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ จอน ฮัทแมน บอกว่า “หมู่บ้านอังกฤษจำนวนมากจะสร้างจากอิฐ แต่เมื่อเราไปที่อ็อกซ์ฟอร์ด และเห็นถนนที่ปูด้วยก้อนหินที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ และมองเห็นตรอกที่ดูมืดๆ อเล็กซ์กับผมต่างมีปฏิกริยาเดียวกันเลยครับ นี่แหละคือสิ่งที่พวกเราตามหาอยู่”

    อ็อกซ์ฟอร์ดช่วยกำหนดโทนให้กับครูซ ในบท นิค ในยามที่เขาได้เห็นมัมมี่อาห์มาเน็ตครั้งแรก ภายในตรอกมืดๆ ที่อยู่ติดกับสะพาน Bridge of Sighs ซึ่งทุกคนรู้จักกันดี และอยู่ใกล้ๆ กับเฮิร์ตฟอร์ด และนิวสคูล คอลเลจ

    อเล็กซ์เล่าว่า “คืนแรกของการถ่ายทำที่อ็อกซ์ฟอร์ด กับการแสดงของ โซเฟีย ในบทอาห์มาเน็ต ที่กำลังเดินอย่างเชื่องช้าไปหาทอม แมงมุมและการเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนปูของเธอ กับกองทัพหนูหนึ่งร้อยตัวที่วิ่งไปตามตรอกที่มีแสงสลัว มันคือโทนแบบภาพยนตร์คลาสสิกอสูรกายของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สจริงๆ”

    นักออกแบบอย่างฮัทแมนและวัตกิ้นส์ และทีมศิลปกรรมของพวกเขา ยังรวมถึงแฟรงก์ วอลช์ ซึ่งเป็น ซูเปอร์ไวซิ่ง อาร์ต ไดเร็คเตอร์ที่ดูแลโรงถ่ายเชพเพอร์ตัน สตูดิโอส์ในอังกฤษ และโรงถ่ายที่ใช้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Mummy นี้

    ฝ่ายศิลปกรรม แผนกอุปกรณ์ประกอบฉาก และแผนกตกแต่งฉาก เหมือนกับเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ภายในโรงถ่าย โดยพวกเขาจ้างคนมาทำงานมากกว่า 150 คน ส่วนงานพลาสเตอร์จะเป็นส่วนที่รับผิดชอบงานโมเดล ขณะที่แผนกปฏิมากรรมจะสร้างวัตถุต่างๆ จากโฟมและไฟเบอร์กลาส นี่คือการทำงานแบบ 24 ชั่วโมงต่อวันและอาทิตย์ละ 7 วัน เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการถ่ายทำ นี่ยังไม่พูดถึงแผนกก่อสร้างที่มีบุคลากรกว่า 200 ชีวิต ซึ่งนำทีมโดยผู้จัดการฝ่ายก่อสร้าง ไบรอัน เนห์เบอร์ ซึ่งอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่เริ่มต้นงานสร้างทั้งหลาย

    เคิร์ตซ์แมนกล่าวต่อไปว่า “จอน ฮัทแมน และดอมินิค วัตกิ้นส์ โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ของเราสร้างทีมที่สุดยอดมาก และได้ออกแบบฉากที่น่าทึ่งที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ผมเคยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย”

    หนึ่งในฉากที่น่าประทับใจที่สุดสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือโพรดิเจี้ยม ฉากนี้เป็นพื้นที่ใต้ดินลับขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในกรุงลอนดอน ที่ซึ่งดร.เจกิลล์ และกองทัพช่างเทคนิคของเขา ไม่เพียงแต่ปกป้องโลกจากเหล่าอสูรกายเท่านั้น แต่ยังปกป้องเหล่าอสูรกายจากโลกนี้ด้วย

    เมื่อบทภาพยนตร์เรื่อง The Mummy ถูกพัฒนาไปในขั้นตอนของการเตรียมงานสร้าง ฉากโพรดิเจี้ยมก็เช่นกัน “ฉากนี้ต้องดูน่ากลัว และนับวันก็ยิ่งน่ากลัวมากขึ้น” เคิร์ตซ์แมน เล่า “ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือฉากขนาด 15,000 ตารางฟุตสองชั้น ซึ่งให้ความรู้สึกชวนขนลุก ฉากโพรดิเจี้ยมจะเต็มไปด้วยสนิม ดูเก่า และเหมือนอยู่ใต้ดินไปครึ่งทาง เพื่อให้แสงอาทิตย์ตามธรรมชาติคืบคลานเข้ามาได้”

    ในระดับชั้นล่างของโพรดิเจี้ยมก็คืออุปกรณ์การค้นคว้าที่กองทัพของเจกิลล์ ต้องการนำมาใช้ในการค้นคว้าอสูรกายที่พวกเขาจับมาได้ ซึ่งในกรณีนี้ก็คืออาห์มาเน็ต

    และที่ตั้งอยู่ภายใต้อิฐและเหล็กที่ผ่านการใช้งานมานาน ในโพรดิเจี้ยม ก็คือ เต้นท์ป้องกันการติดเชื้อสำหรับการแยกชิ้นส่วน คอมพิวเตอร์ที่ใช้วิเคราะห์อุปกรณ์สำคัญๆ อย่างเช่นโลงศพและกริช และห้องทรมานทรงกลมที่อาห์มาเน็ตถูกล่ามโซ่จองจำไว้อย่างเจ็บปวดเพื่อเฝ้าสังเกตและซักถาม

    เคิร์ตซ์แมนบอกว่า “บทของโซเฟียในฉากโพรดิเจี้ยมเป็นบทที่ต้องใช้ร่างกาย โซเฟียถูกล่ามโซ่เอาไว้วันแล้ววันเล่าโดยเป็นการล่ามแบบมัดแขนไปไว้ด้านหลัง ซึ่งเธอไม่เคยบ่นเลยสักคำ”

    เคิร์ตซ์แมนกล่าวต่อไปอีกว่า “ในโพรดิเจี้ยม เจกิลล์ ฉีดยาเพื่อทำให้เธออ่อนกำลังลง นี่คือจุดสำคัญจุดหนึ่งในเรื่องของเรา เมื่อแผนการที่แท้จริงของเจกิลล์ ถูกเปิดเผยว่าเขาต้องการที่จะฆ่าและแยกร่างเธอ แต่เจนนี่ไม่รู้ว่าเขาจะคิดทรยศเช่นนี้ หนึ่งในสิ่งที่น่าติดตามเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ คุณไม่มีวันรู้ได้เลยเมื่อเรื่องดำเนินไปว่าใครกันที่โกหกใครอยู่”

    ฮัทแมนกล่าวว่า “เราอยากสำรวจถึงสภาพเทคโนโลยีในโพรดิเจี้ยม แต่ขณะเดียวกัน เราก็อยากทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของสถานการณ์เฉพาะหน้าทั้งหมด”

    ฮัทแมนกล่าวต่อไปอีกว่า “มีลอนดอนในยุคโรมัน ลอนดอนในยุคกลาง และลอนดอนในยุควิคตอเรี่ยนสมัยใหม่ ความท้าทายก็คือการนำทั้งหมดนี้ใส่ลงไปในภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมจะปล่อยให้เป็นหน้าที่คนดูที่จะเดาว่าฉากไหนได้รับอิทธิพลจากตรงไหน”
    ในโรงถ่าย ที่อยู่ติดกับฉากโพรดิเจี้ยม ก็คือ ฉากห้องทำงานของเจกิลล์ โต๊ะแล็คเกอร์ขนาดใหญ่ และเก้าอี้หนังตั้งอยู่ข้างๆ เครื่องมือค้นคว้าทางการแพทย์ที่ชวนขนลุก ถูกจัดวางแสดงเอาไว้อย่างภาคภูมิใจในตู้กระจกที่ติดไว้กับกำแพง และวัตถุโบราณโชว์อวัยวะคนที่ให้ความรู้สึกชวนขนลุก

    เคิร์ตซ์แมนกล่าวว่า “คุณรู้สึกได้ถึงความมีอำนาจภายในห้องทำงานของเจกิลล์ และฉากนี้ก็คือสถานที่ที่การต่อสู้แห่งศตวรรษบังเกิดขึ้นระหว่างเจกิลล์ และนิค”

    ฉากแรกที่ตั้งอยู่ที่โรงถ่ายเชพเพอร์ตัน สตูดิโอส์ ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำกัน ตั้งอยู่ที่บริเวณลานจอดรถของโรงถ่าย ที่ซึ่งฝ่ายศิลปกรรมต้องสร้างท่าเรือที่อยู่ในสภาพทรุดโทรมขึ้นมา นี่คือฉากที่เราได้เห็นอาห์มาเน็ตครั้งแรก โดยเธอคลานออกมาจากหีบศพ และกลืนกินเหยื่อของเธอ โครงสร้างอาคารขนาดใหญ่นี้เสร็จสมบูรณ์ลงด้วยเรือเก่าจากยุค 70 ลำหนึ่ง กับน้ำเพื่อจำลองพื้นที่ส่วนหนึ่งของเขื่อนที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำเธมส์

    จากตรงนั้น ณ โรงถ่ายเชพเพอร์ตัน ทีมผู้สร้างถลำลึกสู่ฉากสุสานที่จำต้องมีเพื่อใช้ในการเล่าเรื่อง นั่นก็คือฉากห้องโถง ส่วนของถ้ำ และส่วนของสุสานปรอท ฉากสุสานเหล่านี้จำต้องเชื่อมโยงถึงกันในเรื่องนี้ เมื่อตัวละครเริ่มต้นการผจญภัยด้วยการค้นพบหีบศพของอาห์มาเน็ต

    เคิร์ตซ์แมนเล่าว่า “ในเรื่องของเรา จะมีมิสซายโดรนโจมตีอยู่เหนือพื้น ซึ่งเป็นตัวไปเปิดพื้นทะเลทราย และเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใต้ นั่นก็คือสุสานอียิปต์โบราณอายุกว่า 3 พันปี ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนดูเคยเห็นในฉากอิรักยุคสมัยใหม่ คนดูจะอยู่ในสภาพที่เหมือนไม่เชื่อ เช่นเดียวกับตัวละครในเรื่อง ว่าทำไมสุสานแห่งนี้ถึงมาโผล่กลางทะเลทรายด้วยระยะห่างมากกว่า 900 ไมล์เช่นนี้”

    อเล็กซ์อธิบายต่อไปว่า “จะมีปริศนามากมายเกิดขึ้นรอบๆ ฉากสุสานเหล่านี้ และเราต้องการให้มันดูเป็นฉากที่สร้างความน่าเกรงขาม เพราะนี่คือการเปิดตัวมัมมี่”

    ชั้นแรกของฉากสุสาน คือที่ตั้งของห้องโถง และเป็นจุดที่คุณเห็นเมื่อนิค, เวล และเจนนี่ลื่นไถลลงมาสู่หลุมลึกที่เกิดจากแรงระเบิด

    ฮัทแมนกล่าวว่า “ฉากสุสานเหล่านี้ก็คือครั้งแรกที่คนดูได้เห็นฉากเหล่านี้ และตั้งคำถามว่า หลังเกิดระเบิดครั้งใหญ่ ที่แห่งนี้มันคืออะไรกันแน่ ปริศนานี้ได้นำพาเราให้เดินลึกลงไปใต้ดินมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้น่าตื่นเต้นขึ้นด้วย”
    นิค, เจนนี่ และเวลไม่รู้ว่าจะเจออะไรเมื่อพวกเขาพบฉากห้องโถง ที่มีเทวรูปเฝ้าอยู่ 16 ตัว โดยเป็นเทวรูปครึ่งคน ครึ่งสัตว์ หรือที่เรียกว่า “อานูบิส” ซึ่งเป็นเทพเจ้าอียิปต์โบราณที่เกี่ยวพันกับการทำมัมมี่ โลกอเวจี และชีวิตหลังความตาย กำแพงอักษรอียิปต์โบราณภายในห้องโถงของสุสานนี้คือสิ่งที่บอกเล่าเรื่องราวของอาห์มาเน็ต และในที่สุด มันถูกระเบิด จนทั้งสามคนสามารถสำรวจสุสานในขั้นต่อไปได้

    การเผยตัวของหีบศพเกิดขึ้นในฉากสุสานปรอท งานสร้างฉากนี้ที่ใช้เวลานานแปดอาทิตย์ ต้องใช้ช่างฝีมือหลายร้อยคนให้เข้ามาจัดการ นี่คือจุดที่โลงศพตั้งอยู่ในสระปรอทซึ่งสร้างด้วยเทคนิคซีจีไอ และโลงถูกตรึงเอาไว้ที่จุดตรงกลางด้วยโซ่งู จอน ฮัทแมนพูดถึงฉากสุสานปรอทนี้ว่า “เราอยากให้ฉากนี้เป็นตัวกำหนดโทนของภาพยนตร์ทั้งเรื่อง มันต้องให้ความรู้สึกเหมือนจริง เต็มไปด้วยรายละเอียด และดูดิบ เหมือนคุณอยู่ใต้ดินมานานจริงๆ”

    เมื่อคุณลองพิจารณาดูฉากสุสานปรอท มันยากจะเชื่อว่าด้านหลังฉากนั้นคือโครงไม้ ช่างไม้และช่างปูนเป็นคนที่สร้างก้อนหินขึ้นมา จากนั้นช่างสีจะเดินเข้ามาและใช้สีเทาในเชดต่างๆ เพื่อทำให้ก้อนหินเหล่านั้นออกมาดูเหมือนจริง แฟรงก์ วอลช์ ผู้กำกับศิลป์ของภาพยนตร์เรื่องนี้บอกว่า “เราทำแม่พิมพ์จากผิวของหินจริงๆ เราไม่ได้พยายามจะปั้นมันขึ้นมา พวกมันดูเหมือนจริงมากครับ”

    แผนกต้นไม้เป็นคนเข้ามาตกแต่งฉากขั้นตอนสุดท้าย ด้วยการติดหินดินดานจำนวน 30 ตันเอาไว้เหนือฉากที่สร้างเสร็จแล้ว โดยพวกเขาขนหินพวกนี้มาจากเหมืองในนอร์ธเวลส์

    ในวันถ่ายทำ พวกอุปกรณ์ประกอบฉาก และงานสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ทั้งหลาย ช่วยเพิ่มความเหมือนจริงด้วยการแต่งแต้มฉากด้วยละอองฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ รวมถึงยักไย่ด้วย

    ฮัทแมนเล่าว่า “ในเรื่องของเรา คุณจะรู้เลยเมื่อคุณมองดูฉากสุสานปรอทใกล้ๆ ว่ามันไม่ใช่สุสาน แต่มันคือคุก รูปปั้นอานูบิสยืนหันหน้าเข้าไปด้านในสุสาน เพื่อให้แน่ใจว่าอาห์มาเน็ตจะไม่สามารถหลบหนีจากสุสานนี้ได้ อาห์มาเน็ตถูกขังอยู่นาน 3 พันปีเพื่อไม่ให้เธอก่อเรื่องร้ายๆ และไม่ควรมีใครหาเธอพบ คนอียิปต์เชื่อว่าปรอทคือตัวป้องกันที่ต้านปีศาจได้อย่างทรงอำนาจ โดยปล่อยให้โลงศพหินลอยอยู่ในปรอทนั้น”

    ฉากใหญ่อีกฉากหนึ่งที่ตั้งอยู่ในโรงถ่ายเชพเพอร์ตันก็คือ ห้องครูเซเดอร์สที่ดูน่าประทับใจ มันคือสุสานโบราณที่พวกอัศวินถูกฝังร่างเอาไว้ ฉากใหญ่ฉากนี้ถูกตกแต่งด้วยน้ำตก และแผนที่จากโลกโบราณ มันให้ความรู้สึกเหมือนจริง มีแม่น้ำไหลผ่าน และกำแพงหินก็ดูเหมือนมันผุกร่อนจากกาลเวลาที่ผ่านไป

    แกรี่ ครอสบี้ หัวหน้าทีมช่างสี เล่าว่า “ต้องใช้ช่างสีถึง 60 คนเพื่อตกแต่งฉากห้องครูเซเดอร์สนี้ มันมีขนาดใหญ่มากครับ เราใช้เม็ดสีและชอล์กเพื่อให้เกิดความสมจริง ควบคู่กับมอสส์สีเขียวและสีน้ำตาลที่เราใช้ตกแต่งตามชั้นหิน มันต้องใช้เวลาและฝีมือจากทีมงานของเราครับ แต่นั่นคือสิ่งที่จะทำให้ฉากนี้ดูเหมือนจริงสำหรับคนดู มันคุ้มค่าทุกวินาทีที่ใช้ไปจริงๆ ครับ”

    ฉากอียิปต์โบราณที่ถูกสร้างขึ้นที่โรงถ่ายแห่งนี้ ก็คือห้องของอาห์มาเน็ต ที่ซึ่งอาห์มาเน็ตล่อลวงนิค ต่อมามันกลายเป็นห้องของฟาโรห์ และต่อมา มันถูกนำมาปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นห้องสำหรับทำมัมมี่

    จิลล์ อาซิส ผู้ตกแต่งฉากเล่าว่า “อียิปต์โบราณคืองานออกแบบที่ฉันรู้สึกว่าเหมือนได้รางวัล เพราะฉันชอบประวัติศาสตร์ และฉันก็สนใจในงานโบราณคดีอยู่แล้ว ฉันพยายามจะสร้างอียิปต์โบราณเวอร์ชั่นใหม่ขึ้นมา เป็นสิ่งที่แปลกใหม่และน่าสนใจสำหรับคนดู และฉันก็ได้ทำงานกับที่ปรึกษาหลายคน ผู้ช่วยให้ฉันเกิดความเข้าใจถึงรายละเอียดของยุคสมัย ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีไหดินเผาอยู่ในฉากนั้น มันจะบอกคุณว่ามีอะไรถูกเก็บเอาไว้ในไหในยุคอียิปต์โบราณ ถึงแม้คนดูจะมองไม่เห็น แต่รายละเอียดมันอยู่ในนั้นค่ะ”

    เคิร์ตซ์แมนบอกว่า “ช่างฝีมือในอังกฤษสุดยอดมากเลยครับ และทีมศิลปกรรมของเราก็ใส่ใจในรายละเอียดสูงมาก นั่นคือสิ่งที่จะทำให้คนดูเชื่อในโลกที่เรากำลังสร้างขึ้นมาครับ”

    งานแต่งหน้าและออกแบบทรงผม

    ลิซซี่ จิออร์จิอู ผู้ออกแบบการแต่งหน้าและทรงผมให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Mummy และทีมของเธอเริ่มต้นเตรียมงานก่อนการถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้นนานถึงห้าเดือน

    ประการแรก ลิซซี่ออกแบบโทนสีการแต่งหน้าให้กับมัมมี่ ซึ่งทำให้อาห์มาเน็ตเปลี่ยนแปลงจากภาพลักษณ์ของเธอจากอียิปต์โบราณ มาสู่ภาพลักษณ์ของการเป็นมัมมี่

    ลิซซี่เล่าว่า “อาห์มาเน็ตต้องผ่านอะไรมาเยอะมากในชีวิตของเธอ และจากส่วนหนึ่งของการค้นคว้าของเรา เราใช้มิวสิควิดีโอจากศิลปินอย่าง FKA twigs มาเป็นแรงบันดาลใจ และอเล็กซ์ก็ทุ่มเทให้กับงานนี้มาก”

    ภาพย้อนอดีตที่แสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของอาห์มาเน็ตในยุคอียิปต์โบราณ มีความสำคัญในการออกแบบทรงผมและการแต่งหน้าให้กับเธอ ลิซซี่อธิบายว่า “เรามองเรื่องราวความเป็นมาของอาห์มาเน็ต และดูว่าเธออยู่ในอียิปต์ยุคสมัยใด และสัญลักษณ์ใดที่จะเหมาะกับเธอ”

    ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ตัวอักษรรูนบนตัวอาห์มาเน็ตเริ่มปรากฎให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ บนตัวของเธอ เมื่อเธอยิ่งถล้ำลึกสู่ด้านมืดมากขึ้นเรื่อยๆ รอยสักอักษรรูนที่วาดด้วยมือนี้ ถูกสักลงบนใบหน้าของอาห์มาเน็ตทีละตัว และตามร่างกาย มันคือการทำงานที่ต้องใช้เวลาเยอะมากในแต่ละวัน แต่เมื่อคุณได้ดูรอยสักใกล้ๆ มันถูกเขียนขึ้นบนผิวหนัง และดูราวกับพวกมันเกิดมาจากชีวิตที่เจ็บปวดและถูกทรมาน

    กระบวนการแต่งหน้าให้อาห์มาเน็ต ต้องใช้เวลานานสามถึงห้าชั่วโมง มันคืองานที่มีความจริงจังอย่างมาก และบ่อยครั้งที่ทีมแต่งหน้าและนักแสดงสาว โซเฟีย บูเทลล่า ต้องตื่นขึ้นมาเพื่อทำผมและแต่งหน้าตั้งแต่ตีสาม เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการถ่ายทำ

    สำหรับลิซซี่และทีมงานของเธอ เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องทำให้ภาพลักษณ์ของอาห์มาเน็ตดูทันสมัย ทรงผมของเธอก็เช่นกัน พวกเขาใส่ความเป็นฮิปปี้เข้าไปในวิกผมของเธอซึ่งดูเข้ากันกับยุคปัจจุบัน
    สำหรับการสร้างพวกผีดิบ ลิซซี่ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์ เพื่อทำให้พวกซอมบี้ดูผอมและเน่าเปื่อย หลังจากนั้น ทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์จะเข้ามาสานงานต่อจากตรงนั้น

    ลิซซี่เล่าว่า “เราได้สร้างพวกซอมบี้ขึ้นมาหลายแบบด้วยกัน พวกซอมบี้จะอยู่ใต้ดินของลอนดอน และจะโผล่ออกมาจากพื้นดิน พวกเขาคืองานสร้างที่สนุกมาก เพราะไม่มีข้อกำจัดเลยค่ะ พวกผีดิบเหล่านี้ฟื้นขึ้นมาพร้อมกับอาห์มาเน็ตเมื่อเธอฟื้นคืนชีพ เธอนำคนอื่นๆ ให้ลุกขึ้นมาจากสุสานเพื่อช่วยเธอ เมื่อภาพลักษณ์นี้สมบูรณ์แล้ว มันจะน่ากลัวมากเลยค่ะ”

    ลิซซี่และทีมของเธออยากทำให้ทรงผมและการแต่งหน้าของนักโบราณคดีอย่างเจนนี่ ซึ่งรับบทโดย แอนนาเบลล์ วอลลิส ดูจริง แต่ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นมาของเธอด้วย ลิซซี่เล่าว่า “เจนนี่เป็นคนฉลาด และสวยมากค่ะ เราจึงอยากดึงเอาลักษณะเช่นนั้นออกมาเพื่อรักษาความเป็นธรรมชาติเอาไว้ และคงด้านความสวยเอาไว้ด้วย เราเน้นการแต่งหน้าเพื่อให้ดูเป็นคนช่างคิด มากกว่าจะแต่งหน้าเพื่อให้เธอสวยอย่างเดียวค่ะ”

    ลิซซี่หายใจเข้าออกเป็นรายละเอียดในการออกแบบการแต่งหน้าและทรงผมให้กับตัวละครแต่ละตัวในภาพยนตร์เรื่อง The Mummy สำหรับเวล ซึ่งรับบทโดย เจก จอห์นสัน เขามีชีวิตอยู่ในองก์แรกของเรื่อง จากนั้น ในส่วนเนื้อเรื่องที่เหลือ เขาฟื้นมาจากความตาย ลิซซี่อธิบายว่า รอยโดนแมงมุมกัดของเวลเป็นงานที่เราเล่นกันสนุกมากเลยค่ะ เราอยากจะรู้ว่าเราจะผลักดันงานไปได้ไกลแค่ไหนกับข้อจำกัดของเรท PG ฉันคิดว่ามันมีผลกระทบมากเลยค่ะ”

    ลิซซี่กล่าวว่า “อเล็กซ์เป็นเพื่อนร่วมงานที่วิเศษมากค่ะ เราอยากทำให้เขาภูมิใจ และทำให้งานออกแบบแต่งหน้าและทรงผมให้ความรู้สึกแตกต่างกันไป เราไม่อยากให้มันดูเหมือนภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่อ้างอิงถึงอียิปต์ เพราะภาพยนตร์ของเราสมควรมีอะไรที่เฉี่ยวๆ มากกว่านั้น”

    ลิซซี่สรุปว่า “ฉันรักอสูรกายค่ะ แต่ฉันรักอสูรกายที่ไม่ได้มีความชัดเจนขนาดนั้น”

    งานออกแบบเครื่องแต่งกาย

    เมื่อเคิร์ตซ์แมนและ เพนนี โรส ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เห็นพ้องต้องกัน เพนนีและทีมเสื้อผ้า พยายามที่จะหนีให้ห่างจากเสื้อผ้าอียิปต์โบราณแบบที่เห็นในภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ เพนนีเล่าว่า “นั่นคือสิ่งที่ถือว่าไม่เป็นธรรมชาติเลยค่ะ และเราก็พยายามที่จะไปให้ถึงความเป็นธรรมชาตินั้น”

    โรสบอกว่า “ฉันไม่รู้หรอกว่าคุณรู้เรื่องนี้ไหม แต่ในงานแฟชั่นโชว์ พวกเขามักจะทำเสื้อแต่ละชุด 20 รอบก่อนที่จะได้เวอร์ชั่นที่ขึ้นไปอยู่บนแค็ทวอล์กได้ มันเริ่มต้นด้วยอาห์มาเน็ตต้องการชุดมากมาย และตอนนี้เธอก็ถูกลดทอนจนเหลือแค่ห้าชุดเท่านั้นในภาพยนตร์เรื่องนี้”

    เพนนีออกแบบภาพลักษณ์ของอาห์มาเน็ตด้วยการใช้ภาพวาดและหุ่นขนาดเล็ก หุ่นถูกนำมาใช้เพื่อทดลองในเรื่องของสีและรูปทรงในแบบสามมิติ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือชุดทั้งหมดบนตัวหุ่น จะต้องถูกทำจากวัสดุเหมือนกัน โดยเพนนีได้ทำการทดลองในการห่อหุ้มหุ่นด้วยเนื้อผ้าแบบเดียวกัน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับชุดของอาห์มาเน็ต

    เพนนีเล่าว่า “เพราะสีและผิวของโซเฟีย เราจึงใช้โทนสีครีมค่ะ เราต้องระวังกันมากเพราะมันจะดูคล้ายกับชุดราตรีที่ใส่ไปงานออสการ์ได้ ซึ่งจะทำให้มันดูไม่เหมือนยุคอียิปต์ เราพบวิธีที่จะทำให้งานนี้ดูดี และมันจะต้องดูสวยเมื่ออยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เป็นเนินทรายของนามิเบียด้วย”

    เพนนียังทำเครื่องประดับแบบอียิปต์ขึ้นมาอีกด้วย เธอให้ข้อมูลอ้างอิงและแรงบันดาลใจกับทีมงานของเธอ ซึ่งเธอค้นคว้ามาเองในช่วงของการเตรียมงาน พวกเขาทำให้เครื่องประดับทุกชิ้นดูหนักเป็นตัน ทั้งๆ ที่มันไม่ได้หนักอะไรเลย เช่นเดียวกับเครื่องประดับทุกชิ้นที่ถูกทำมาเพื่องานสตั๊นต์ด้วย

    การสร้างชุดจริงๆ ให้กับมัมมี่คืองานที่ท้าทายอย่างมาก เพนนีและลูกทีมของเธอลองสร้างชุดขึ้นมา แต่มันใช้ได้ไม่ดีนักในระยะยาว และไม่สบายตัวเมื่อใส่ในการถ่ายทำ ดังนั้น เดวิด ไวท์ ผู้ออกแบบการตกแต่งด้วยอวัยวะปลอม และทีมแต่งหน้าสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ของเขา เริ่มทำสิ่งที่พวกเขาถนัดมากที่สุด และออกแบบชุดของมัมมี่ขึ้นมา

    แผนกแต่งหน้าสเปเชียลเอฟเฟ็กต์เกิดไอเดียแสนฉลาดว่า อาห์มาเน็ตถูกทำมัมมี่ในชุดที่เธอใส่อยู่เลย โดยการพันผ้าหุ้มตัวเธอเอาไว้ จนเธอถูกทำมัมมี่ทั้งเป็น ถ้าคุณมองดูใกล้ๆ คุณจะเห็นถึงการย่อยสลายของชุดภายใต้ผ้าพันแผลที่ห่อหุ้มตัวมัมมี่เอาไว้
    ทีมแต่งหน้าเอฟเฟ็กต์เริ่มต้นเตรียมงานทำชุดให้กับอาห์มาเน็ตก่อนการถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้นสองสามเดือน พวกเขาออกแบบชุดมัมมี่ให้เป็นสองชิ้น โดยมีซิปที่ถูกทำขึ้นและถูกเย็บเข้าด้วยกันด้วยผ้าและซิลิโคน ผ้าพันแผลแต่ละชิ้นถูกทำขึ้นด้วยมือ และดูต่างไปจากผ้าชิ้นอื่นๆ นี่คืองานหนักมาก ด้านหลังของชุดมีแนวกระดูกสันหลังโผล่ออกมา เดวิด ไวท์เล่าว่า “เรารู้ดีว่าโทนของสีชุดไม่สามารถที่จะดูเป็นสีเขียวหรือเทา เราจึงใส่ใจรายละเอียดส่วนนั้นเยอะมาก”

    ทีมแต่งหน้าสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ยังทำให้มือและเท้า และเล็บดำๆ ของมัมมี่ผันแปรไปตามสภาพการเปลี่ยนแปลงขั้นต่างๆ ของอาห์มาเน็ต เช่นเดียวกับเครื่องประดับอื่นๆ บนตัวมัมมี่ ซึ่งรวมถึงเครื่องประดับอย่างห่วงเจาะจมูก และต่างหูที่ดูคล้ายกับงู
    ห้องทำงานของทีมแต่งหน้าสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ ต้องซ่อมชุดมัมมี่ของอาห์มาเน็ตอยู่เป็นประจำ และสร้างชิ้นส่วนสำรองสำหรับมือและเท้า ไม่ใช่แค่สำหรับโซเฟียเท่านั้น แต่ยังต้องทำขึ้นมาสำหรับนักแสดงที่เป็นตัวแสดงสตั๊นต์แทนเธอด้วย เรียกว่าเป็นกระบวนการซ่อมที่ไม่มีหยุดเพื่อทำให้ชุดของมัมมี่ดูเหมือนจริง ซึ่งในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ มีการทำชุดมัมมี่มากกว่า 30 ชุด

    เพนนีพูดถึงการแต่งตัวให้กับแอนนาเบลล์ วอลลิสในบทนักโบราณคดีว่า “ฉันยืนกรานว่าเราจะไม่ให้เจนนี่ดูไร้สาระในชุดสวยหรู เราอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานภาคสนาม ดังนั้นเธอจึงสวมใส่เสื้อกั๊ก ติดอุปกรณ์ ใส่รองเท้าบู้ทสำหรับเดินในทะเลทราย แอนนาเบลล์ยังใส่เข็มขัดแนววินเทจเอาไว้ เธอใส่เครื่องประดับน้อยมากค่ะ”

    เพราะเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ เจนนี่จึงมีโอกาสเปลี่ยนเสื้อผ้าน้อยมาก แต่ถึงกระนั้น ทีมเสื้อผ้าก็ยังหาทางที่จะเพิ่มเสื้อผ้าเข้าไป และในบางจุด เธอทำเสื้อกั๊กหายไป จากนั้น เจนนี่ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้งเมื่อแรงจูงใจที่แท้จริงของเธอถูกเปิดเผย

    สำหรัลนิคและเวล ถึงแม้พวกเขาจะทำงานให้กับกองทัพอเมริกัน แต่พวกเขาก็เป็นโจร เพนนีอธิบายว่า “พวกเขาโผล่ไปยังที่ต่างๆ และขโมยข้าวของอย่างพวกวัตถุโบราณ สองหนุ่มอาจไม่ใช่คนดี แต่พวกเขาเป็นคนกล้าหาญ และสามารถไปได้ทุกที่ ผลก็คือ ทั้งสองคนนี้จึงไม่ได้แต่งชุดแบบทหารอเมริกัน แต่เป็นชุดที่เกิดจากการผสมข้าวของที่พวกเขาขโมยมาจากกองทัพของชาติอื่นๆ เป็นของที่พวกเขาชอบ”

    เพนนีต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่จะไม่ให้ ทอม ครูซ ใส่เสื้อผ้าชุดเดิมไปตลอดทั้งเรื่อง เพนนีเล่าว่า “เมื่อ นิค ตัวละครของทอม ฟื้นขึ้นมาจากความตายในห้องเก็บศพ เขาควานหาเสื้อผ้าจากกล่องเสื้อผ้าเก่ามาใส่ และเขาก็เจอแต่เสื้อเชิ้ตหนัง เราทำเสื้อเชิ้ตแบบนั้นขึ้นมา 50 ตัว ทุกตัวถูกทำให้เก่าในสภาพที่ต่างกันไปเมื่อเรื่องราวดำเนินไป มันเป็นการแก้ปัญหาที่ดีมากค่ะ”

    รัสเซลล์ โครว์ ผู้รับบทเป็นวายร้ายที่มีการศึกษาอย่าง เฮนรี่ เจกิลล์ แต่งกายในชุดสูท Savills Row และแต่งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบไม่มีที่ติ

    กองทัพของเจกิลล์ ซึ่งเป็นกลุ่มช่างเทคนิคโพรดิเจี้ยม 80 คน ต้องดูเนี๊ยบตามคำสั่งของเจกิลล์ เจ้านายของพวกเขา เพนนีให้พวกเขาแต่งชุดสีเทา สีชา และสีดำที่ดูสะอาดตา โดยไม่มีสีสันอื่นในชุดพวกเขาเลย

    เพนนีเล่าว่า “เราบอกว่าเราจะไม่ทำชุดยูนิฟอร์มของโพรดิเจี้ยม แต่จะเป็นชุดที่ดูเท่ แต่อย่าเข้าใจผิดคิดว่าคนเหล่านี้คือนักฆ่า เราหาวิธีแปลกๆ ในการแต่งตัวให้พวกเขา แต่คนเหล่านี้คือเครื่องจักรนักสู้ พวกเขามีห้องทดลองอยู่ใต้ดิน เราพยายามทำให้ห้องแล็บนั้นมีโทนสีเย็นๆ และพยายามทำให้ห้องทดลองของพวกเขาขึ้นอยู่กับงานที่พวกเขาทำอยู่”

    ของประกอบฉาก

    ทีมผู้สร้างต้องตกแต่งพิพิธภัณฑ์ของอังกฤษที่กำลังจัดงานแสดงวัตถุโบราณจากอียิปต์ โดยเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ถูกจัดขึ้นนอกเมืองไคโรได้อย่างไร งานนี้เป็นเรื่องไม่ยากสำหรับหัวหน้าแผนกอุปกรณ์ประกอบฉากอย่างเดฟ ชีสแมน และทีมงาน 40 คน ขณะที่พวกเขาทำความค้นคว้าเพื่อมาทำงานกับภาพยนตร์เรื่องนี้

    ทีมอุปกรณ์ประกอบฉากต้องทำงานล่วงหน้าแปดเดือนก่อนการถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้น ศิลปินสุดยอดฝีมืออย่างช่างปั้น ช่างสี ช่างไม้ และผู้ออกแบบงาน 3-D คนแตกแต่งฉาก วิศวกร ช่างทำแบบจำลองจิ๋ว ช่างทำแม่พิมพ์ และอื่นๆ อีกมากมาย ทำงานแข่งกับเวลาเพื่อเตรียมข้าวของที่ต้องทำด้วยมือให้พร้อมสำหรับการเริ่มต้นถ่ายทำ

    อุปกรณ์ประกบฉากที่ดูน่าประทับใจมากที่สุดชิ้นหนึ่ง ก็คือโลงศพหินของอาห์มาเน็ตที่มีความยาว 9 ฟุต และสูง 4 ฟุต มันถูกทำออกมาเป็นสองชิ้น เพื่อให้สามารถเก็บร่างที่ผ่านการทำมัมมี่ของอาห์มาเน็ตได้

    ชีสแมนเล่าว่า “งานออกแบบโลงศพพัฒนาไปมากครับ เราต้องใช้เวลาเยอะมากในการพัฒนาอุปกรณ์ประกอบฉากที่สำคัญเช่นนั้น ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ครั้งแรกที่คุณเห็นโลงศพหินและวัฒนธรรมอียิปต์ วางอยู่ตรงหน้าคุณ มันเป็นวินาทีที่สำคัญมากที่จะต้องแสดงให้เห็นถึงความมืดและความชั่วร้ายทันทึ”

    ในการสร้างโลงศพนี้ ชีสแมนและทีมของเขา ต้องใส่ใจในฉากที่แตกต่างกันไปที่โลงศพนี้ปรากฎอยู่ด้วย ทั้งภายในห้องเก็บสินค้าบนเครื่องบิน จนถึงตอนที่มันถูกลอยเอาไว้ในห้องสุสานปรอท และใต้ท่าเรือ ตอนถูกห้อยจากเฮลิคอปเตอร์ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแบบต่างๆ ต้องมีขึ้น เพื่อให้โลงศพมีน้ำหนักเบาขึ้นและสามารถให้คนเข้าไปภายในโลงได้ โลงศพหกแบบที่แตกต่างกัน ถูกทำขึ้นจากวัสดุที่แตกต่างกัน หลายโลงทำจากไฟเบอร์กลาส และอีกหลายโลงทำจากยาง

    เพื่อเริ่มต้นสร้างโลงศพ ทีมอุปกรณ์ประกอบฉากเริ่มต้นด้วยฉนวนโฟมธรรมดาที่คุณสามารถหาพบได้ในบ้าน จากนั้นก็แกะมัน ขึ้นทรง ใส่รายละเอียด และลงสี เทคนิคในการหุ้มด้วยซิลิโคนถูกนำมาใช้ และตกแต่งด้วยไฟเบอร์กลาสเพื่อให้เสร็จสมบูรณ์
    ผลก็คือโลงศพหนัก 300 ปอนด์สองชิ้นที่ดูเก่าแก่ และดูเหมือนทองสำริด แต่จริงๆ กลับมีน้ำหนักเบามากเมื่อเทียบกับโลงศพของจริงที่หนักกว่า 1 พันตัน ที่ผิวนอกของโลงศพ นอกจากรูปใบหน้าที่เปิดปากด้วยความตกใจแล้ว ยังมีการทำสัญลักษณ์เป็นตัวอักษรอียิปต์โบราณเพื่อเล่าเรื่องราวของอาห์มาเน็ต ที่บริเวณด้านข้างโลงศพที่ทำเลียนแบบเป็นรูปซี่โครงสัตว์ ตัวโลงศพอย่างเดียวใช้คนมากกว่า 40 คนเพื่อสร้างจากไอเดียแรกเริ่ม ซึ่งมีกลไกปิดล็อค โลงถูกตกแต่งขั้นสุดท้ายเพื่อให้ดูเหมือนหินแกรนิต และมีเวอร์ชั่นที่ดูเป็นสำริดด้วย

    นอกจากโลงศพเวอร์ชั่นไฟเบอร์กลาสแล้ว โลงศพยางยังถูกทำขึ้นเพื่อใช้สำหรับงานสตั๊นต์ ภายในห้องเก็บสินค้าของเครื่องบิน มีการสร้างโลงศพหลายโลง รวมถึงเวอร์ชั่นโลงศพที่มีน้ำหนักที่ถูกห้อยเอาไว้จากเฮลิคอปเตอร์

    ชีสแมน หัวหน้าทีมอุปกรณ์ประกอบฉากอธิบายว่า “อาห์มาเน็ตเป็นเจ้าหญิง ดังนั้นเราจึงทำโลงศพให้มีขนาดใหญ่ เราคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องอักษรโบราณอียิปต์ ผู้ทำตัวหนังสือที่เล่าเรื่องราวของอาห์มาเน็ตออกมาเป็นตัวอักษรอียิปต์โบราณ แล้วเราก็วาดมันลงไปที่โลง ดังนั้นถ้าคุณอ่านภาษาอียิปต์โบราณออก คุณจะเหมือนไปยืนอยู่ข้างๆ เจนนี่ ตอนที่เธออ่านรอยสลักข้างโลงศพในฉากบนเครื่องบิน และเข้าใจถึงความเป็นมาของอาห์มาเน็ต”

    ภายในสุสานปรอท โลงศพถูกตรึงเอาไว้ด้วยโซ่ที่มีลักษณะเหมือนงูที่ทำด้วยเหล็กหนาและยาว ซึ่งจริงๆ แล้ว เชือกนั้นทำจากยาง แผนกอุปกรณ์ประกอบฉากทำแม่พิมพ์ยางขึ้นมาแล้วหุ้มยางกับเชือกจริงๆ ชีสแมนเล่าถึงขั้นตอนนี้ว่า “เราออกแบบผิวงูขึ้นมาสองแบบ และทำโซ่จากเชือกยาว 720 นิ้ว แล้วหุ้มเชือกด้วยยางครั้งละ 15 นิ้ว จากนั้นก็ลงสีให้เหมือนเหล็ก”

    โซ่งู และข้าวของหลากหลายอีกหลายร้อยชิ้น อย่างเช่น กริช, คัมภีร์คนตาย ถูกสร้างขึ้นจากการสเก็ตช์ภาพ และค้นคว้าเพื่อเลียนแบบประวัติศาสตร์ของลอนดอน ตั้งแต่สุสานหินที่ตั้งอยู่ในฉากโบสถ์เวเวอร์ลี่ แอ๊บบี้ จนถึงสุสานของพวกผีดิบภายในห้องครูเซเดอร์ส จนถึงโลงศพที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดินในระหว่างลอนดอนเกิดพายุทราย ของแต่ละอย่างถูกออกแบบและทำด้วยมือภายในห้องทำงานของแผนกอุปกรณ์ประกอบฉากที่เชพเพอร์ตัน สตูดิโอส์

    งานวิชวลเอฟเฟ็กต์

    เอริค แนช วิชวลเอฟเฟ็กต์ซูเปอร์ไวเซอร์ และทีมผู้เชี่ยวชาญงานวิชวลเอฟเฟ็กต์ของเขาที่เอ็มพีซี ในโตรอนโต พบกับความท้าทายเมื่อพวกเขาก้าวเข้ามาสร้างงานวิชวลเอฟเฟ็กต์ให้กับ The Mummy
    แนชรู้ว่าอาห์มาเน็ตที่มีอายุ 5,000 ปี และกลายเป็นมัมมี่ ต้องมีภาพลักษณ์ที่ดูแปลกใหม่ และให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากภาพยนตร์มัมมี่เรื่องอื่นๆ เพื่อให้เธอโดดเด่นในฐานะมัมมี่หญิงที่เป็นตัวละครนำของเรื่องเป็นตัวแรก

    แนชเล่าว่า “จากจุดเริ่มต้น นอกเหนือจากความต้องการความสมจริงของอเล็กซ์แล้ว ถึงแม้ว่ามันจะเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับมัมมี่ แต่เขาก็อยากให้มันยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง”

    ภาพยนตร์เก่าหลายเรื่องใช้เทคนิคอย่างการกระโดดข้ามเฟรมภาพ การเดินถอยหลัง หรือการปล่อยภาพฟุตเตทวิ่งไปข้างหน้า นั่นเป็นเทคนิคแบบง่ายๆ กลเม็ดในงานสร้างภาพยนตร์แบบนี้เป็นสิ่งที่มีคนทำกันเป็นสิบๆ ปีแล้ว ย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของงานสร้างหนัง แนชรู้ดีว่ามันจะต้องใช้เทคนิคที่ซับซ้อนขึ้นมากในการจะทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาลงตัว

    “มันช่วยได้มากกับการได้นักแสดงหญิงที่มีความคล่องตัวอย่างโซเฟียครับ” แนชบอก “เพราะเธอมีแบ็คกราวน์ในการเต้นมาก่อน ทำให้เธอสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างที่คนส่วนใหญ่ดูว่าแปลกประหลาด”

    ทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์ได้สร้างอาห์มาเน็ตขึ้นมาหลายขั้น ซึ่งเธอจะเปลี่ยนไปเมื่อเธอได้กิน หมายถึงการดูดวิญญาณจากเหยื่อ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เธอจะต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงจากสภาพการเป็นโครงกระดูกที่สร้างจากซีจีไอ เมื่อเธอถูกปล่อยออกจากโลงศพครั้งแรก ไปเป็นมนุษย์ที่มีพัฒนาการอย่างเต็มตัวเมื่ออารมณ์ต่างๆ ของเธอทะยานขึ้นถึงขีดสุด

    แนชอธิบายว่า “มันคือเป้าหมายอันดับหนึ่งของพวกเราครับที่จะต้องสร้างสิ่งที่ทุกคนชื่นชมในศตวรรษที่ 21 เหมือนที่ภาพยนตร์อสูรกายในยุค 30 เคยทำเอาไว้”

    แนชบอก “อาห์มาเน็ตในช่วงแรกๆ จะดูไม่เหมือนมนุษย์ ในแง่ของการเคลื่อนไหว และร่างกายของเธอจะเป็นงานดิจิตอลล้วนๆ เธออยู่ในสภาพเน่าเปื่อยแห้งเหี่ยว ซึ่งไม่มีอะไรเลยที่เราจะทำได้ในกองถ่าย”

    มีอยู่หนึ่งฉากในช่วงที่อาร์มาเน็ตเพิ่งฟื้นคืนชีพในฐานะมัมมี่ ที่ทีมผู้สร้างใช้โซเฟียแสดงในชุดโมชั่นแค็ปเจอร์ หรือใช้นักดัดตนที่ต้องใส่ชุดโมชั่นแค็ปเจอร์เช่นกัน เพื่อจับท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นปกติ เพื่อถ่ายทอดการเคลื่อนไหวร่างกายให้กับมัมมี่ในช่วงแบเบาะ

    เมื่ออาห์มาเน็ตพัฒนาจนเข้าสู่ช่วงมัมมี่ขั้นสุดท้าย แทบไม่ต้องอาศัยงานซีจีไอเลย แนชเล่าว่า “หนึ่งในความท้าทายก็คืออาห์มาเน็ตในช่วงสมบูรณ์แล้วจะเปลี่ยนไปอย่างสุดกู่ เราต้องสร้างพัฒนาการที่เป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยไม่เป็นการก้าวกระโดดจนคนดูจำมัมมี่ที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ มันคือการเดินไปบนเส้นเชือกเพื่อสร้างขั้นตอนต่างๆ ระหว่างการเปลี่ยนแปลงไปทีละขั้น โดยไม่ให้แตกต่างมากเกินไปจนคุณรู้สึกเหมือนคุณพลาดอะไรไปสักอย่าง นั่นคืองานใหญ่ที่สุดสำหรับทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์ของเราครับ”
    แนชอธิบายต่ออีกว่า “อาห์มาเน็ตผ่านการเปลี่ยนแปลงหลายขั้นตอนจากครั้งแรกที่เราได้เห็นเธอภายใต้ท่าเรือ เมื่อเธอยังผอมและมีแต่กระดูกและผ้าพันแผล เมื่อเธอดูดวิญญาณจากเหยื่อ ทำให้เธอเริ่มมีกล้ามเนื้อ และเธอเริ่มแข็งแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ในองก์ที่ 3”

    นอกจากงานซีจีไอที่เอ็มพีซีสร้างขึ้นแล้ว ยังมีงานที่พวกเขาต้องสร้างขึ้นที่สำนักงานในแวนคูเวอร์ ไอแอลเอ็มจะเป็นผู้สร้างอาห์มาเน็ตในสภาพมัมมี่ในระยะแรกๆ

    ภาพลักษณ์ของมัมมี่อาห์มาเน็ตเป็นการสร้างโดยผสมผสานระหว่างการแต่งหน้า เสื้อผ้า ชิ้นส่วนอวัยวะปลอม และการแต่งแต้มด้วยงานดิจิตอล แต่ละขั้นตอนที่มีพัฒนาการนั้นต้องใช้ความร่วมมือที่แตกต่างกันไปจากเหล่าครีเอทีฟในภาพยนตร์เรื่องนี้
    พวกผีดิบในภาพนยตร์เรื่องนี้ถูกตกแต่งด้วยงานวิชวลเอเฟ็กต์ดิจิตอล เมื่อพวกเขาสร้างซอมบี้แต่ละตัวให้มีความรู้สึกแตกต่างกันไป ดวงตาโบว๋กลวง ชิ้นส่วนเนื้อที่หลุดหายไป ตาถลนออกมา กระดูกโผล่ให้เห็น และรายละเอียดที่น่ามองอื่นๆ จะทำให้พวกผีดิบแตกต่างกันไป เช่นเดียวกับแขนขาของพวกเขา ทีมผู้สร้างตัดส่วนของแขนออก หรือทำให้ผอมซีด หรือทำให้เนื้อหนังเน่า ดูแจ่มดีทีเดียว

    แนชเล่าว่า “สิ่งหนึ่งที่เราพบจากการค้นคว้าและพิจารณาศพก็คือ สิ่งแรกที่จะหายไปก่อนก็คือจมูก เราได้หลักเริ่มต้นจากตรงนั้น และเพราะว่าดวงตาเป็นของเหลว 80-90% คุณจะสังเกตเห็นว่าพวกผีดิบส่วนใหญ่ไม่มีลูกนัยน์ตา เพราะมันแห้งไปหมดแล้ว”
    สำหรับแนชและทีมซีจีไอ เป็นเรื่องสำคัญมากที่คนดูจะรู้ได้ในทันทีว่าไม่มีนักแสดงที่รับบทเป็นผีดิบคนใดที่สวมหน้ากากเลย แนชเล่าว่า “เหตุผลที่เราใช้การผสมผสานระหว่างงานแต่งหน้าและเอฟเฟ็กต์จากซีจีไอเพื่อสร้างผีดิบ ก็คือ มันทำให้อเล็กซ์และทีมผู้สร้างมีนักแสดงให้กำกับและถ่ายทำกันในกองถ่าย จากนั้น เราก็เข้าไปใช้คอมพิวเตอร์แต่งแต้มให้จากนักแสดงที่ใส่ชุดและแต่งหน้าแล้ว”

    คนดูจะได้รู้จักผีดิบสองประเภทใน The Mummy นั่นก็คือผีดิบที่ถูกฝังมานานหลายร้อยปี และถูกอาห์มาเน็ตปลุกขึ้นมา พวกนี้เป็นพวกผีดิบที่ร่างกายเน่าเปื่อยและผุพังไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ กับอีกพวกคือพวกผีดิบที่เมื่อสิบนาทีก่อนยังมีชีวิตอยู่ และโดนอาห์มาเน็ตฆ่าตาย และถูกสูบของเหลวไปจนหมด

    ผีดิบที่เพิ่งถูกฆ่าจะแสดงโดยนักแสดงที่เป็นนักเต้น พวกนักเต้นเหล่านี้ได้ทำการศึกษาผู้ป่วยที่เป็นโรคพาร์กินสัน และเหยื่อที่เกิดอาการช็อคหลังจากเกิดสงคราม ซึ่งการเชื่อมโยงระหว่างร่างกายและจิตใจถูกทำลายไป จากนั้นก็เลียนแบบท่าทางของพวกเขาให้เห็นบนจอ พวกเขาทำตัวสั่นๆ จนดูเหมือนแขนขาจะหลุดออกมาจากตัว

    นอกจากการปรับแต่งฉากด้วยงานวิชวลเอฟเฟ็กต์ และการขยายหลุมลึกในอิรักแล้ว การถ่ายทำกัน ณ โลเกชั่นในนามิเบีย จนถึงถ้ำที่ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นใน The Mummy ยังมีงานวิชวลเอฟเฟ็กต์อื่นๆ ให้คนดูได้ตื่นตาอีกด้วย เช่นแนวคิดเรื่องแยกรูม่านตา แนชอธิบายว่า “นี่คือไอเดียที่อเล็กซ์คิดมาตั้งแต่แรก และกลายเป็นไอเดียหลักที่เกิดขึ้นตลอดภาพยนตร์เรื่องนี้ เมื่ออาห์มาเน็ตก้าวเข้าสู่ด้านมืด ซึ่งบ่งบอกด้วยสภาพม่านจอตาแยกกัน”

    แนชอธิบายว่าความท้าทายในการสร้างจอตาที่แยกออกจากกันนั้น คือการจะต้องแทนที่ดวงตาของนักแสดงไปโดยสิ้นเชิง นี่คือสิ่งที่ต้องใช้ลูกเล่นเยอะมาก เพราะลูกตานั้นต้องดูมีชีวิตด้วยเงาสะท้อน และมีความชื้นและมีรายละเอียดอื่นๆ อีกเยอะ ขณะเดียวกัน เส้นแบ่งลูกตาก็ต้องมีอยู่ในรูม่านตาทั้งสอง ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำหรับทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์มากเลยครับ”

    ฉากการพบสุสานในภาพยนตร์เรื่องนี้ เมื่อทีมนักแสดงหลักลื่นไหลลึกเข้าไปในหลุมลึก ผ่านถ้ำและสุสานจนพวกเขาพบอาห์มาเน็ต นี่ก็เป็นงานหนักสำหรับทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์เช่นกัน

    แนชและทีมของเขาต้องเชื่อมโยงสภาพแวดล้อมทั้งสี่ฉากให้ดูไร้รอยต่อ เพื่อให้คุณเชื่อว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นเรื่องจริง จนในที่สุด คุณก็จะเห็นโลงศพลอยอยู่กลางสระปรอท สระปรอทนี้จะถูกสร้างโดยทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์เช่นกัน

    กองถ่ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในกรุงลอนดอนเพื่อถ่ายทำที่นั่นนานสองสามวัน นี่คือฉากไคลแม็กซ์เมื่ออาห์มาเน็ตปล่อยพายุทรายถล่มใส่ลอนดอน และกระจกทั้งหมดกลายเป็นทราย

    แนช ซึ่งเป็นวิชวลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ บอกขณะที่เขายืนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติของลอนดอนว่า “ความยิ่งใหญ่ของพื้นที่แห่งนี้คือสิ่งที่คุณไม่มีทางสร้างได้ในโรงถ่าย ในห้องแสดงแร่ธาตุภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ กระจกแก้วทั้งหมดระเบิดแตกออกเมื่อนิคและเจนนี่พยายามหนีออกจากพิพิธภัณฑ์ มันดูยิ่งใหญ่อลังการมากครับ”

    บริษัทวิชวลเอฟเฟ็กต์อย่าง ดับเบิ้ล เนกาทีฟ รับงานสร้างสองฉากในภาพยนตร์เรื่องนี้ นั่นก็คือฉากอิรักในยุคปัจจุบัน กับฉากพายุทรายที่เกิดขึ้นในลอนดอน ในองก์ที่ 3 ของเรื่อง

    ฉากห้องเก็บสินค้าบนเครื่องบินและสภาพไร้แรงดึงดูด

    นรกเริ่มแตกเมื่อโลงศพบินจากอิรักไปยังลอนดอน และอีกาเริ่มบินทะลุผ่านกระจกห้องนักบิน ทุกอย่างเริ่มดิ่งลงเหวนับจากตรงนั้น เมื่อเครื่องบินดิ่งลงเข้าหาพื้น และปัญหาเริ่มต้น

    เคิร์ตซ์แมนและครูซได้พูดคุยกับหัวหน้าแผนกสเปเชียลเอฟเฟ็กต์อย่าง ดอมินิค ทูโอไฮ ตั้งแต่แรกเริ่มว่าพวกเขาอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเหมือนจริง และงานไร้แรงดึงดูดก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

    สำหรับฉากเครื่องบินตก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องนักบินถ่ายทำกันที่โรงถ่ายในเชพเพอร์ตันสตูดิโอส์ โดยเหล่าอีกาจะถูกเพิ่มเข้ามาโดยคอมพิวเตอร์ในภายหลังในขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่นโดยทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์ อย่างไรก็ดี ทันทีที่ฉากดังกล่าวจะต้องเกิดขึ้นภายในเครื่องบินระหว่างที่เครื่องตก การเคลื่อนไหวทั้งหมดถูกแสดงอย่างปลอดภัยภายในโรงถ่าย

    ที่โรงถ่ายเอส ในเชพเพอร์ตัน สตูดิโอส์ ฉากห้องเก็บสินค้าบนเครื่องบิน โครงเหล็กหนักถึง 20 ตันถูกสร้างขึ้น และเชื่อมติดกับฐานไฮโดรลิคที่สามารถหมุนได้อย่างต่อเนื่องโดยมีนักแสดงอยู่ในฉาก และสามารถกระดกด้านหน้าและหลังทำมุม 15 องศาเพื่อเลียนแบบสภาพตอนเครื่องขึ้น และเริ่มดิ่งตก

    ฉากห้องเก็บสินค้าภายในเครื่องบินถูกสร้างขึ้นโดยทูโอไฮและทีมงาน 30 ชีวิตของเขา งานสเปเชียลเอฟเฟ็กต์เริ่มต้นขึ้นด้วยการสร้างเครื่องบินนาน 16 อาทิตย์ จากนั้นจึงเริ่มต้นทำงานสตั๊นต์ มีช่างเทคนิคที่มีฝีมือเข้ามาจัดการกับสลิง มีช่างทำโมเดล ช่างเทคนิคไฟฟ้า ช่างเทคนิคอาวุโส หลายคนเคยทำงานกับทีมของดอมินิคมานานกว่า 30 ปี

    ดอมินิคเล่าว่า “เราไม่อยากให้งานสตั๊นต์ออกมาดูเหมือนวางแผนมา เราอยากให้มันเป็นเรื่องของฟิสิกส์และเวลาจริง เท่าที่ผมทราบ นี่เป็นครั้งแรกที่งานแบบนี้ถูกทำเพื่อใส่ในภาพยนตร์ และเราก็ทำได้ครับ”

    เครื่องบินขนาด 20 ฟุตมีลักษณะคล้ายเครื่องบิน C130 ลำจริง ที่เหลือคือฉาก ฉากภายในเครื่องบินถูกสร้างให้ใหญ่กว่าเครื่องบินจริง เพื่อให้มีความคล่องตัวในการทำงาน

    ทุกอย่างบนเครื่องบินต้องถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยยางและโฟม เพราะเครื่องบินจะต้องเปลี่ยนจากสภาพนิ่งไปสู่สภาพสั่นไหว ทีมนักแสดงจะต้องลื่นไถลจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้าน เมื่อทีมสเปเชียลเอฟเฟ็กต์หมุนแท่นไฮโดรลิคไปด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน ทีมสเปเชียลเอฟเฟ็กต์สามารถที่จะเพิ่มหรือลดความเร็วของสั่นสะเทือน และมุมของฉากโดยการควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์

    เดฟ ชีสแมน หัวหน้าแผนกอุปกรณ์ประกอบฉากบอกว่า “เราต้องทำข้าวของทุกชิ้นเลียนแบบเครื่องบิน C130 ตั้งแต่กรอบหน้าต่าง จนถึงบันไดเพื่อควบคุมกล่อง และสร้างมันโดยใช้ยาง กำแพงและพื้นก็ทำจากยางเหมือนกันครับ ของประกอบฉากที่กระเด้งกระดอนจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้าน คือของจริงนะครับ ไม่ใช่งานซีจีไอ”

    แฟรงก์ วอลช์ ผู้กำกับศิลป์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ เล่าต่อไปว่า “การทำงานให้ตรงกับสภาพแวดล้อมที่มีอยู่แล้ว กับการทำให้มันก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่งคือความท้าทายครับ ในการค้นคว้า เราได้พูดคุยกับแผนกสอบสวนอุบัติเหตุเครื่องบินตกของกองทัพอากาศ เพื่อหาข้อมูลถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแบบเป็นขั้นเป็นตอนเมื่อเครื่องบินตก เพื่อจะพยายามจำลองมันออกมาให้เหมือนจริงที่สุดครับ”

    จิลล์ อาซิส ผู้ตกแต่งฉากเล่าว่า “ฉากเครื่องบินเป็นงานที่ซับซ้อนที่สุด และใช้เวลาสร้างนานสุดเลยค่ะ เราไปดูเครื่องบินลำจริงที่อ็อกซ์ฟอร์ดไชร์ และถ่ายภาพเครื่องบินมาเป็นข้อมูลอ้างอิง”

    เคิร์ตซ์แมนเล่าว่า “ทั้งงานฝีมือระดับสุดยอดและความใส่ใจในรายละเอียดกับฉากของเราในภาพยนตร์เรื่องนี้มันสุดยอดจริงๆ ครับ ฉากทุกฉากบอกเล่าเรื่องราว และเปิดเผยบางสิ่งเกี่ยวกับตัวละคร ฉากเหล่านี้คือของขวัญสำหรับผู้กำกับทุกคน ผมเดินเข้าไปในฉากเหล่านี้ และผมแทบอ้าปากค้าง ฉากห้องเก็บสินค้าบนเครื่องบินคือชัยชนะทางวิศวกรรมและศิลปะจริงๆครับ”

    ดอมินิคเล่าว่า “การเคลื่อนย้ายน้ำหนัก 20 ตันมันคนละเรื่องกับการหยุดของที่มีน้ำหนัก 20 ตันนะครับ เราต้องทำเช่นนั้นอย่างปลอดภัยและอยู่ในความควบคุม เราใช้หลักฟิสิกส์จริงๆ มาเป็นเครื่องมือ คุณไม่มีทางชนะมันได้ การหมุนแท่นทำให้เกิดภาวะไร้แรงดึงดูด”

    นี่คือสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครทำในภาพยนตร์มาก่อน ทางทีมผู้สร้างใช้เครื่องบินจริงที่สำนักงานใหญ่ของ Novespace ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองบอร์โด ประเทศฝรั่งเศส เข้ามาช่วยเพื่อถ่ายทำฉากไร้แรงดึงดูดนี้

    ที่ Novespace เครื่องบินแอร์บัส A310 ลำจริงขึ้นบิน โดยมีทีมงานและนักแสดงจำนวน 40 ชีวิตอยู่ภายในเพื่อสัมผัสประสบการณ์ไร้แรงดึงดูด ทีมนักแสดงต้องขึ้นบินถึง 16 ไฟลท์ภายในเวลา 2 ชั่วโมง วันละสองรอบตลอดช่วงเวลาสองวัน
    สภาพไร้น้ำหนัก Zero G นาน 20 วินาทีที่คนดูจะได้เห็นในภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของฉากเครื่องบินตก โดยมีนิคที่พยายามจะคว้าร่มชูชีพจากผนังเครื่องบิน และส่งมันให้เจนนี่ การถ่ายทำแต่ละเทกคาดเดาไม่ได้เลยเมื่อทั้งนักแสดงและทีมงานต้องลอยตัวอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักอยู่ภายในเครื่องบินและเป็นไปตามสภาพฟิสิกส์จริงๆ

    อีกครั้งที่ภายในฉากนี้ทำจากยางทั้งหมด โดยมีน้ำหนักและข้อจำกัดด้านความปลอดภัยสำหรับการเดินทาง ฉากเครื่องบินของจริงนี้กว้างน้อยกว่าเครื่องบินลำจริง 10% และมีความสูงน้อยกว่า ฉากห้องเก็บสินค้าของเครื่องบินที่ถูกสร้างขึ้นที่โรงถ่าย 40%
    แอนนาเบลล์ วอลลิสเล่าว่า “เราฝึกงานสตั๊นต์กันอยู่นานหลายเดือนภายในห้องที่มีการบุยาง ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายของเราพร้อมสำหรับฉากนี้ค่ะ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณสามารถที่จะเคลื่อนไหวได้ราวกับนักเต้น และสามารถเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่ลวดสลิงควบคุมและภาวะไร้แรงดึงดูดจะนำพาคุณไป”

    ทูโอไฮสรุปว่า “เราอยากให้ทุกอย่างดูจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้น กลเม็ดสำหรับพวกเราก็คือความพยายามทำสิ่งนั้นให้ไร้รอยต่อระหว่างการขึ้นบินในสภาพไร้แรงดึงดูด กับงานสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ที่เกิดขึ้นในโรงถ่าย”

    งานสตั๊นต์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่การทำงานในสภาพไร้แรงดึงดูดเท่านั้น ในฉากที่เขาต้องต่อสู้กับครูซ โครว์เล่าว่า “ทอมกับผมทำข้อตกลงกันเกี่ยวกับฉากการต่อสู้ของเรา จะมีทั้งศิลปะการต่อสู้ การชกมวย มีงานสลิง และมีท่าการเคลื่อนไหวแบบรักบี้ มีการยกตัวฟาดแบ็คสแลมกับโต๊ะซึ่งผมคิดว่าคงจะทำให้โรงหนังถึงกับสั่นสะเทือนเมื่อคุณได้ดูฉากนี้ และเพราะทอมเป็นนักกีฬาที่เก่งอยู่แล้ว คุณรู้ดีเสมอว่าเขาจะต้องออกจากประตูนั้นด้วยความเร็ว 100 ไมล์ต่อชั่วโมง คุณจึงต้องฟิตให้มากที่สุด คุณต้องผลักดันไปให้แรงกว่า และต้องหนักกว่าด้วยครับ”

    โลเกชั่น

    เคิร์ตซ์แมนกล่าวว่า “ประโยชน์สูงสุดจากการถ่ายทำกัน ณ โลเกชั่นที่อังกฤษก็คือ อังกฤษเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ครับ เรื่อง The Mummy ของเรา เดินทางจากทะเลทรายยุคโบราณ ไปยังโลกยุคใหม่ เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับทีมผู้สร้างที่คนดูจะต้องรู้สึกได้ว่าการเดินทางครั้งนี้มันเกิดขึ้นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และลอนดอนก็คือเมืองที่สามารถเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง”

    ครูซเห็นด้วย “ลอนดอนถูกสร้างขึ้นบนที่ฝังศพโบราณครับ ผมว่าไม่มีที่ไหนจะเหมาะกับธีมของภาพยนตร์เรื่องนี้เท่าที่นี่อีกแล้ว ลอนดอนคือตัวละครตัวหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ 100% เลยครับ”

    จากสถานีแชริ่งครอส ที่ซึ่งทีมงานและนักแสดงต้องป่ายปีนจากพื้นใต้ดินไปยังทางเดินของระบบรถไฟใต้ดิน เพื่อถ่ายทำฉากหนึ่ง จนถึงย่านการเงินบนถนนคอร์นฮิลล์ เมื่ออาห์มาเน็ตสร้างพายุทรายขึ้น จนถึงโรงเรียนศิลปะเซ็นทรัล เซนต์ มาร์ตินส์ ซึ่งกลายมาเป็นฉากที่เก็บศพ ทำให้ลอนดอนกลายเป็นโลเกชั่นที่น่าขนลุกใน The Mummy

    จากบรรดาหลายโลเกชั่นที่ถูกใช้ถ่ายทำในเซ็นทรัล ลอนดอน ยังรวมถึงผับ 1857 Warrington Hotel Pub ใน ไมดา เวล ซึ่งถูกแปลงสภาพให้กลายเป็นผับในอ็อกซ์ฟอร์ด ขณะที่ในความเป็นจริง มันเคยถูกใช้เป็นซ่องมาก่อน

    ทีมงานยังไปถ่ายทำที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ กรุงลอนดอนนานสามวัน The Mummy ถ่ายทำกันด้านนอกทางเข้าหลัก ภายในล็อบบี้ ในห้องแสดงแร่ และภายในห้องใต้ดินที่เก็บชิ้นงานตัวอย่างที่ชาร์ลส์ ดาร์วินพบในศตวรรษที่ 19 และเขาเขียนแปะชื่อเอาไว้ด้วยลายมือของเขาเอง

    มีห้องเก็บตัวอย่างจำนวน 8 ชั้น และมีตัวอย่างกว่า 25 ล้านชิ้นภายในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งนี้ อเล็กซ์ เคิร์ตซ์แมนอยากให้แผนกตกแต่งฉากเพิ่มของประกอบฉากเข้าไปภายในห้องเก็บชิ้นส่วนตัวอย่างเหล่านี้ จิลล์ อาซิสเล่าว่า “ห้องเก็บชิ้นตัวอย่างถือเป็นความท้าทายมากค่ะ เราต้องสร้างงานตัวอย่างเอาไว้ในโหล ซึ่งต้องดูเหมือนจริง อเล็กซ์อยากให้ในห้องนั้นมีโหลมากขึ้น เราซื้องูพลาสติค ปลาหมึกยักษ์พลาสติค และสร้างหัวมนุษย์ที่หดเล็กลง แขน หัวกระโหลกที่มีเขี้ยว และทำทุกอย่างให้เหมือนมันมีอายุเก่าแก่ด้วยฟอร์มัลดีไฮด์ เราได้สร้างโหลใส่ตัวอย่างกว่าหนึ่งร้อยโหลใส่วัตถุที่ดูเหมือนจริง แล้วผสมมันเข้ากับชิ้นตัวอย่างของจริงค่ะ”

    ผู้อำนวยการสร้าง ฌอน แดเนียลเล่าว่า “ห้องเก็บชิ้นส่วนเหล่านี้คือการผสมผสานอันยอดเยี่ยมระหว่างโลกของสัตว์ประหลาดของเรากับโลกวิทยาศาสตร์จริงๆ ครับ”

    หมึกยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการพบกันมา โดยมีความยาวมากกว่า 28 ฟุต ก็อยู่ในห้องเก็บชิ้นตัวอย่างที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ครูซเห็นมันตอนที่เขาเข้าไปซ้อมบทในฉาก และเขาบอกว่าอยากให้มันอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

    ณ โลเกชั่น ทีมงานและนักแสดงเดินทางไปที่เวเวอร์ลี่ แอ๊บบี้ ซึ่งเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ของอังกฤษในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 พื้นที่เหล่านี้ถูกเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อที่ว่าสิ่งที่ทีมงานปลูกสร้างเพิ่มเติมจะไม่ส่งผลต่อสิ่งที่ยืนยงมานานนับศตวรรษ ไม่มีสิ่งใดที่จะสร้างขึ้นที่นี่ได้โดยไม่ได้รับอนุญาต

    ฝ่ายศิลปกรรมสร้างซากปรักหักพังให้เข้ากับซากปรักที่มีอยู่แล้ว มันยากจะบอกได้ว่าอันไหนคือของเก่าและอันไหนคือของใหม่ เมื่อซากที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ ถูกทำให้ดูเก่าจนเนียนกลืนไปด้วยกัน

    ส่วนหนึ่งที่การแต่งแต้มเวเวอร์ลี่ แอ๊บบี้เป็นไปได้อย่างที่เห็นเกิดมาจากความช่วยเหลืออย่างมีศิลปะของทีมต้นไม้ พวกเขาเพิ่มต้นไม้ มอสส์ ดิน และหญ้าลงไปที่พื้นของเวเวอร์ลี่ แอ๊บบี้ เพื่อให้ฉากดูเหมือนจริง และผสมกลมกลืนระหว่างของเก่าและของใหม่

    ฉากกลางแจ้งที่ทรงพลังอีกฉากคือที่วินเทอร์โฟลด์ วู้ดส์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเชพเพอร์ตัน สตูดิโอส์ไปหนึ่งชั่วโมงในเซอร์รี่ย์ นี่คือที่ที่ฉากสตั๊นต์เมื่อรถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุ ถูกถ่ายทำ จากนั้นอาห์มาเน็ตโจมตีใส่เจนนี่และนิค และนิคกับอาห์มาเน็ตเริ่มต่อสู้กัน
    แกรห์ม เคลลี่ย์ ผู้ดูแลงานพาหนะให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ กล่าวว่า “สำหรับฉากรถพยาบาลคว่ำนั้น ตัวผมเองและทีมงาน 11 คน ซึ่งมาจากวงการรถแข่ง ได้เปลี่ยนรถพยาบาลให้กลายเป็นรถออฟโร้ดความเร็วสูง เราใช้รถพยาบาลถึงสามคันสำหรับฉากนี้ โดยมีอีกสองลำที่ต้องกลิ้งจากหุบเขา รวมทั้งหมดเราใช้รถพยาบาลไป 7 คัน รถที่ต้องตกหุบเขาจะถูกโยงด้วยสลิง และมีโครงโลหะที่เอาไว้ปกป้องคนขับด้วยครับ”

    นามิเบีย

    โลเกชั่นที่ใช้ถ่ายทำทำให้ทีมผู้สร้างต้องเดินทางไปทั่วโลก เพราะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทีมผู้สร้างที่ฉากแอ็กชั่นเปิดเรื่องนั้นจะต้องเกิดขึ้นที่อิรัก และให้ความรู้สึกสมจริงโดยไม่ใช้งานซีจีไอมากนัก ดังนั้นทีมนักแสดงและทีมงานของ The Mummy จึงต้องเดินทางจากอังกฤษไปยังนามิเบีย ในแอฟริกา เพื่อปักหลักถ่ายทำนานสองอาทิตย์ครึ่ง

    เคิร์ตซ์แมนเล่าว่า “เวลาคุณคิดถึง The Mummy คุณจะคิดถึงทะเลทราย คุณคิดถึง Lawrence of Arabia ในฐานะเมืองที่ถูกใช้จำลองเป็นอียิปต์โบราณ หรืออิรักยุคใหม่ คุณจะรู้สึกเหมือนตัวเล็กจ้อยเมื่อคุณมองไปรอบๆ ตัวขณะอยู่กลางทะเลทราย และเมื่อคุณตั้งกล้องและปล่อยนักแสดงไว้ที่นั่น โลกนั้นกลายเป็นจริงขึ้นมาทันที มันคือสภาพแวดล้อมที่คุณไม่สามารถสร้างได้ด้วยซีจีไอ”

    ในนามิเบีย ทีมผู้สร้างได้สร้างฉากโดรนโจมตีหมู่บ้านในอิรัก และยังสร้างภาพย้อนอดีตในอียิปต์ และภาพในฝันของนิค ทีมงานปักหลักกันอยู่ที่เมืองริมทะเลที่สวยงามอย่าง Swakopmund ในนามิเบีย

    สำหรับครูซและจอห์นสัน การถ่ายทำที่นามิเบียต้องใช้แรงกายเยอะมาก พวกเขาพบตัวเองต้องวิ่งไปตามดาดฟ้าบ้านเรือนขณะถ่ายทำ และต้องถลาไปตามคลื่นตึกที่พังพินาศ การวางแผนการขนย้ายคือสิ่งสำคัญเหนือเนินทรายและแนวเขา โดยมีเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินพร้อมเดินทางอยู่ตลอด

    จูลส์ คุก ผู้กำกับศิลป์ที่นามิเบีย เล่าว่า “เราเริ่มต้นด้วยการสร้างฉากของเราที่เคปทาวน์ ในแอฟริกาใต้ จากนั้นก็ขนย้ายมันไปที่นามิเบีย ที่ซึ่งมันถูกติดตั้งกลางทะเลทรายเวิ้งว้าง จากนั้น เราต้องทำงานใหญ่เพื่อเตรียมงานสร้าง เตรียมงานออกแบบ เตรียมตกแต่งฉาก ทั้งหมดถูกประสานเข้าด้วยกันด้วยระบบโครงนั่งร้าน มันทำให้ถึงกับอึ้งไปเลยนะเมื่อได้มาเห็นเนินทรายว่างเปล่าเหล่านั้นกลายมาเป็นฉากของเราครับ”

    หนึ่งในไฮไลท์ที่เกิดขึ้นในนามิเบีย ก็คือการที่แผนกสเปเชียลเอฟเฟ็กต์สร้างอาคารขนาดสามชั้นที่กำลังล้มพังครืนลงมา โดยมันถูกเชื่อมติดไว้กับพื้นที่เริ่มสั่นไหว จากนั้น นิคและเวล ตกลงไปในหลุมลึกเมื่อตึกพังครืนลง มันน่าทึ่งมากเมื่อได้เห็นตึกพังพินาศ แต่ที่น่าตื่นเต้นพอกันก็คือการได้มาเห็นอาคารที่มีการติดตั้งสลิงเอาไว้ ถูกดึงให้กลับเข้าสู่สภาพเดิมเพื่อเตรียมการถ่ายทำเทกต่อไปภายในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น

    ขณะอยู่ ณ โลเกชั่นในนามิเบีย ทีมงานชาวนามิเบียและแอฟริกาใต้ รวมถึงชาวอังกฤษ เริ่มเกิดความผูกพันกันเมื่อทีมงานทั้งหมด และทุกบริษัทต้องมาร่วมมือกันทำงาน

    ฉากใหญ่ในนามิเบียคือฉากหมู่บ้านในอิรักที่ทีมงานถ่ายทำกันที่เทือกเขารอสซิ่ง ไม่ไกลจากจุดถ่ายทำอีกจุดในนามิเบียที่เนินทรายซันไรส์ และเนินทรายฟีนิกซ์ วิวทิวทัศน์ในนามิเบียนั้นโดดเด่นไม่เหมือนที่ใดในโลก และทั้งทีมนักแสดงและทีมงานต่างได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นโดยคณะกรรมาธิการภาพยนตร์แห่งนามิเบีย รวมถึงชุมชนท้องถิ่นด้วย

    งานลำดับภาพ

    ขณะที่งานโพสต์โปรดักชั่นของ The Mummy ดำเนินไป นานหลังจากการถ่ายทำสิ้นสุดลง แผนกลำดับภาพจะเริ่มต้นตัดต่อภาพเข้าด้วยกันจนถึงวันเปิดตัวฉาย การถ่ายทำ The Mummy ที่ใช้ฟิล์มยาวเป็นล้านฟุต เป็นความต้องการของเคิร์ตซ์แมนและผู้กำกับภาพ เบน เซอเรซิน ที่ต้องการถ่ายทำโดยใช้ฟิล์มจริง ไม่ใช่ดิจิตอล

    นอกจากการถ่ายทำภาพยนตร์แล้ว เคิร์ตซ์แมนเล่าว่า “หนึ่งในความสุขสำหรับผมก็คือการถ่ายทำภาพให้ออกมาดูกว้างและยิ่งใหญ่อลังการ มันช่วยเพิ่มอารมณ์คลาสสิกให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ เหมือนกับการถ่ายทำภาพยนตร์จริงๆ ครับ”

    เซอเรซินบอกว่า “กระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์ยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเมื่อมันมีผลกระทบในเรื่องของระเบียบวิธีการ มีบางอย่างที่มหัศจรรย์มากเกี่ยวกับการเดินทางเพื่อจะไปค้นพบภาพที่น่าสนใจบนแผ่นฟิล์ม ซึ่งคุณจะยังไม่เห็นผลที่ได้จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น มันมีความมหัศจรรย์ที่งานดิจิตอลไม่มี มันคือความลึกลับและทำให้งานของคุณยากขึ้นด้วยครับ”

    พอล เฮิร์สช์ มือลำดับภาพเจ้าของรางวัลออสการ์ กล่าวว่า “เมื่อเราตัดต่อภาพให้กับ The Mummy เราต้องอาศัยสัญชาตญาณ และปล่อยให้บทภาพยนตร์เป็นตัวชี้นำทางให้เราครับ มีหลายฉากที่ถูกผสมรวมเข้าด้วยกันในแง่ของจำนวนฉากและมุมที่เราต้องการเพื่อนำมาสร้างฉากนั้นขึ้นมา หนึ่งในฉากเหล่านั้นก็คือห้องปรอทที่โลงศพของอาห์มาเน็ตถูกพบเจอครั้งแรกครับ”

    จิน่า เฮิร์สช์ มือลำดับภาพอีกคน กล่าวเสริมว่า “มีความชัดเจนในการเล่าเรื่องที่แสนคลาสสิก และมีความเรียบง่ายที่งดงามค่ะ ฉันรู้สึกว่าอเล็กซ์และทอมกำลังนำสิ่งที่พวกเขาเคยรู้สึกสนุกกับภาพยนตร์อสูรกายคลาสิกเหล่านั้นมา และใส่เข้าไปในเรื่องนี้ค่ะ”

    จิน่ากล่าวต่อไปว่า “ฉันสังเกตเห็นว่าความนิ่งเงียบของโซเฟีย กลับทำให้เหมือนว่าอาห์มาเน็ตพูดเยอะมากขึ้น ความนิ่งของเธอบ่งบอกอะไรได้มากมาย ความนิ่งเงียบนั้นพูดได้เสียงดังกว่าที่เธอมีบทพูดเยอะๆ เสียอีกค่ะ มันทรงพลังมากจริงๆ”

    ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานความร่วมมือกับ เพอร์เฟ็กต์ เวิลด์ พิคเจอร์ส ผลงานการสร้างของ ซีเคร็ท ไฮด์เอ้าท์/ คอนสไปเรซี่ แฟ็คตอรี่/ ฌอน แดเนียล คัมปานี เรื่อง The Mummy โดยมี ทอม ครูซ นำทีมนักแสดงอย่าง แอนนาเบลล์ วอลลิส, โซเฟีย บูเทลล่า, เจก จอห์นสัน, คอร์ตนี่ย์ บี แวนซ์, มาร์แวน เคนซารี และรัสเซลล์ โครว์ ผู้ทำหน้าที่คัดเลือกนักแสดงให้กับภาพนตร์แอ็กชั่นผจญภัยฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ ก็คือ ฟรานซีน ไมสเลอร์, CSA ดนตรีประกอบเป็นฝีมือของไบรอัน ไทเลอร์ ผู้ออกแบบเสื้อผ้าให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้แก่ เพนนี โรส และทีมผู้ลำดับภาพคือ พอล เฮิร์สช์, ACE, จิน่า เฮิร์สช์ และแอนดรูว์ มอนด์ชีน ACE ทีมโปรดักชั่น ดีไซเนอร์ของ The Mummy ได้แก่ ดอมินิค วัตกิ้นส์, จอน ฮัทแมน, และผู้กำกับภาพ ได้แก่ เบน เซอเรซิน, BSC, ASC ทีมผู้อำนวยการสร้างบริหาร ได้แก่ เจบ โบรดี้, โรเบอร์โต้ ออร์ซี่ ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย อเล็กซ์ เคิร์ตซ์แมน, คริส มอร์แกน, ฌอน แดเนียล และซาราห์ แบร็ดชวอ์ เนื้อเรื่องเป็นไอเดียของ จอน สไปต์ส และอเล็กซ์ เคิร์ตซ์แมน และบทภาพยนตร์เขียนโดย เดวิด โคปป์, คริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รี่ และดีแลน คัซแมน ส่วนผู้กำกับก็คือ อเล็กซ์ เคิร์ตซ์แมน © 2017 Universal Studios. www.themummy.com

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Log in | Designed by Gabfire themes