Pete’s Dragon | พีทกับมังกรมหัศจรรย์

Pete’s Dragon | พีทกับมังกรมหัศจรรย์

  • Genres: Adventure, Family, Fantasy
    Running Time:103 min
    Release Date:August.08,2016 (Los Angeles, California)(Premiere)
    MPAA Rating:PG for action, peril and brief language
    Distributors:Walt Disney
    Starring: Bryce Dallas Howard, Robert Redford, Oakes Fegley
    Directed by:David Lowery

    เรื่องราว

    หลายปีมาแล้วที่คุณมิชชั่ม (โรเบิร์ต เรดฟอร์ด) ช่างแกะสลักไม้ชรา ได้สร้างความเพลิดเพลินให้กับเด็กๆ ในเมืองมิลฮาเวนที่เงียบเหงา ด้วยนิทานเกี่ยวกับมังกรดุร้ายที่อาศัยลึกเข้าไปในป่าทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก สำหรับเกรซ (ไบรซ์ ดัลลัส ฮาเวิร์ด) ลูกสาวของเขาที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในป่าพวกนี้ เรื่องราวของเขาเป็นเพียงเรื่องราวเพ้อฝัน…จนกระทั่งเธอได้พบกับพีท (โอ๊คส์ เฟกลีย์) พีทเป็นเด็กชายลึกลับวัย 10 ขวบ ที่ไร้บ้านและครอบครัว เขาอ้างว่าตัวเองใช้ชีวิตอยู่ในป่ากับมังกรยักษ์สีเขียวที่ชื่อเอเลียต และจากคำบรรยายของเขา เอเลียตดูจะคล้ายกับมังกรตามเรื่องเล่าของคุณมิชชั่มเสียเหลือเกิน

    ระหว่างที่เกรซเริ่มจะได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากพีทมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เขาเปิดใจยอมรับความเป็นไปได้ที่ว่ามีโลกที่อยู่นอกเหนือป่าของเขา ตัวตนของเขาทำให้เกรซพิจารณาชีวิตของตัวเธอเอง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแจ็ค (เวส เบนท์ลีย์) เจ้าของโรงเลื่อยในท้องถิ่น แจ็คต้องการสนับสนุนความพยายามของเกรซในการศึกษาและปกป้องผืนป่ารอบด้าน แต่เขาก็ต้องการที่จะรักษาผลกำไรให้กับบริษัทไปด้วยในขณะเดียวกัน ซึ่งมันก็ได้สร้างรอยร้าวฉานระหว่างทั้งคู่

    ในตอนที่ชีวิตแสนสุขของพีทกับเอเลียตในป่ากำลังถูกคุกคาม เกรซ ด้วยความช่วยเหลือของนาตาลี (อูน่า ลอเรนซ์) ลูกสาววัย 11 ปีของแจ็ค ก็ออกเดินทางค้นหาความจริงเกี่ยวกับมังกรตัวนี้และคำตอบที่ว่าพีทมาจากไหน…และเขาควรอยู่ที่แห่งใด

    “Pete’s Dragon” ที่เป็นการเนรมิตชีวิตใหม่ให้กับภาพยนตร์ดิสนีย์สำหรับครอบครัวที่เป็นที่รักของทุกคน กำกับโดยเดวิด โลเวอร์รี่ จากบทภาพยนตร์โดยโลเวอร์รี่และโทบี้ ฮัลบรูคส์ เค้าโครงจากบทภาพยนตร์โดยมัลคอล์ม มาร์มอร์สไตน์และอำนวยการสร้างโดยจิม วิทเทเกอร์, พี.จี.เอ. ร่วมด้วยแบร์รี่ เอ็ม. ออสบอร์นในตำแหน่งผู้ควบคุมงานสร้าง

    จุดเริ่มต้น

    ในปี 1977 วอลท์ ดิสนีย์ สตูดิโอส์ ได้เปิดตัวมิวสิคัลไลฟ์แอ็กชัน/อนิเมชัน “Pete’s Dragon” เรื่องราวน่ารักๆ เกี่ยวกับเด็กชายตัวน้อยและมิตรภาพของเขากับมังกรอนิเมชันตัวเขียว ที่นำแสดงโดยมิคกี้ รูนีย์, เฮเลน เรดดี้, เรด บัททอน์และเชลลีย์ วินเทอร์ส ดิสนีย์ต้องการจะแนะนำ “Pete’s Dragon” ให้แฟนๆ ภาพยนตร์รุ่นใหม่ได้รู้จักมาได้ซักพักแล้ว และพวกเขาก็ได้นำผู้อำนวยการสร้างจิม วิทเทเกอร์ (“The Finest Hours,” “Friday Night Lights”) ผู้ซึ่งบริษัทของเขาตั้งอยู่ที่สตูดิโอแห่งนี้ มาเป็นหัวหอกของโปรเจ็กต์นี้ “มีคนมากมายที่โตมากับหนังต้นฉบับ และไอเดียของหนังเรื่องนั้นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับเรา” วิทเทเกอร์กล่าว “เรารู้ว่าไอเดียที่เรียบง่ายมากๆ เกี่ยวกับเด็กชายและมังกรของเขายังคงมีศักยภาพที่จะกลายเป็นหนังที่พิเศษสุดจริงๆ ได้ครับ”

    วิทเทเกอร์และสตูดิโอเริ่มมองหามือเขียนบทที่น่าจะมีมุมมองแปลกใหม่สำหรับเรื่องราวนี้และพวกเขาก็พิจารณามือเขียนบท/ผู้กำกับเดวิด โลเวอร์รี่ ผู้ซึ่งภาพยนตร์ขนาดสั้นที่ทรงพลังเรื่อง “Pioneer” ของเขา ได้เข้าฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2011 และทำให้เขาได้รับการยกย่องจากฝีมือของเขาในฐานะนักเล่าเรื่อง ในตอนที่ภาพยนตร์ของโลเวอร์รี่เรื่อง “Ain’t Them Bodies Saints” ดรามาเข้มข้นที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นในยุค 70s ของเท็กซัส และนำแสดงโดยเคซีย์ เอฟเฟล็ค, เบน ฟอสเตอร์และรูนีย์ มารา ได้เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ในปี 2013 และได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้ชมและนักวิจารณ์ พวกเขาก็เริ่มมองเขาในฐานะผู้กำกับที่อาจจะเป็นไปได้

    แม้ว่าโลเวอร์รี่อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ชัดเจนสำหรับงานเขียนบทและกำกับภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่สร้างจากภาพยนตร์ดิสนีย์ที่เป็นที่รักเรื่องนี้ แต่จริงๆ แล้ว มีความคล้ายคลึงกันบางอย่างระหว่างภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาและ “Pete’s Dragon” ตรงที่ทั้งสองเรื่องพูดถึงความรู้สึกของตำแหน่งแห่งที่ และในกรณีของพีท ความรู้สึกของครอบครัว วิทเทเกอร์กล่าวเสริมว่า “หนังทั้งสองเรื่องมีความบริสุทธิ์และความมหัศจรรย์ของการได้เห็นสิ่งต่างๆ ผ่านสายตาของเด็ก และเราคิดว่าเดวิดจะสามารถนำเสนอมุมมองใหม่ที่เรียบง่ายและบริสุทธิ์ของเรื่องราวนี้ได้ครับ”

    ตอนเป็นเด็ก โลเวอร์รี่เป็นแฟนของภาพยนตร์ดิสนีย์คลาสสิก (“Pinocchio” เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขาได้ดูในโรงภาพยนตร์) เพราะพวกมันถูกจริตความรักในการผจญภัยของเขา แต่ดิสนีย์ไม่ได้ต้องการให้ “Pete’s Dragon” ฉบับใหม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นฉบับ นอกเหนือไปจากชื่อเรื่องและโครงเรื่อง พวกเขาจึงต้องการคนที่จะคิดเรื่องราวและตัวละครใหม่ๆ ขึ้นมาได้

    โลเวอร์รี่และคู่หูการเขียนบทของเขา โทบี้ ฮัลบรูคส์ สนใจโปรเจ็กต์ที่มีความไร้เดียงสาและบริสุทธิ์ระดับหนึ่งเสมอ และพวกเขาก็ตื่นเต้นกับความเป็นไปได้นี้ “Pete’s Dragon” กลายเป็นเรื่องราวที่เหมาะกับความคิดอ่านของพวกเขาในฐานะมือเขียนบทพอดี “ผมชื่นชอบไอเดียของการสร้างหนังที่พูดถึงจินตนาการและมีระดับความแฟนตาซีน่ะครับ” โลเวอร์รี่กล่าว “เราไม่จำเป็นต้องคิดถึงการประดิษฐ์ล้อขึ้นมาใหม่เลยในเมื่อล้อนั้นทำงานได้สมบูรณ์แบบอยู่แล้วน่ะครับ”

    “มีกระบวนการในการพัฒนาหนังที่คุณจะต้องผ่านดราฟท์หลายต่อหลายครั้ง แต่บอกตามตรงนะครับ ตั้งแต่ดราฟท์แรก หรือจริงๆ แล้ว แค่ 20 หน้าแรก เราก็รู้ว่าหนังของเราเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว” วิทเทเกอร์กล่าว “เดวิดต้องการความรู้สึกของสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘ความสมจริงมหัศจรรย์” และความรู้สึกที่ว่าก็เกิดขึ้นได้เพราะเขายินยอมให้เวทมนตร์ซึมซาบเข้าไปในบทในรูปแบบที่คาดไม่ถึงครับ”

    ภาพยนตร์ดิสนีย์คลาสสิกจำนวนมากอย่าง “Dumbo” และ “Bambi” ถ่ายทอดประเด็นสำคัญให้กับเด็กๆ และช่วยเตรียมพร้อมพวกเขาด้วยเครื่องมือและคำแนะนำในการรับมือกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของพวกเขาเอง “เรื่องราวของเราตั้งคำถามสำคัญที่ว่า เรามีตำแหน่งแห่งที่อยู่ที่ไหน” โลเวอร์รี่กล่าว

    เมื่อได้บทภาพยนตร์ที่เสร็จสมบูรณ์มาอยู่ในมือแล้ว โลเวอร์รี่ก็เริ่มมองไปที่งานกำกับและสิ่งที่เขาจินตนาการไว้คือภาพยนตร์คลาสสิกที่จะถ่ายทอดความรู้สึกของความหมายของความเยาว์วัย “ตอนที่คุณอายุ 10 ขวบ ทุกสิ่งที่คุณทำจะดูเหมือนเป็นการผจญภัยยิ่งใหญ่” เขากล่าว “คุณไม่จำเป็นต้องขี่หลังมังกร…แต่เรื่องง่ายๆ อย่างการปีนต้นไม้ก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับเด็กๆ แล้วครับ”

    การคัดเลือกนักแสดง

    การผจญภัยของไบรซ์ ดัลลัส ฮาเวิร์ดกับ “Pete’s Dragon” ก็มหัศจรรย์พอๆ กับตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ นักแสดงหญิง เจ้าของผลงานเรื่อง include “The Village,” “The Help” และ “Jurassic World” ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เมื่อฤดูร้อนที่แล้ว มองภาพยนตร์เรื่อง “Pete’s Dragon” ว่าเป็นส่วนสำคัญในวัยเด็กของเธอ

    “มันเป็นหนึ่งในหนังเรื่องโปรดของฉันสมัยเด็กค่ะ” ฮาวาร์ดกล่าว “หนึ่งในความทรงจำแรกๆ ของฉันที่ได้ดูหนังคือการได้ดู ‘Pete’s Dragon’ นี่ล่ะ มันมีอะไรบางอย่างที่โดดเด่นเกี่ยวกับหนังเรื่องนั้น…ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่มันดึงดูดความเป็นเด็กในตัวฉันทันทีค่ะ”

    ดังนั้น เมื่อผู้อำนวยการสร้างจิม วิทเทเกอร์ ผู้ที่ฮาวาร์ดรู้จักมานานแล้วและมองว่าเป็นเพื่อนรักคนหนึ่ง โทรหาเธอเพื่อคุยถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ มันก็เป็นเรื่องวิเศษสุด วิทเทเกอร์นึกถึงเธอสำหรับบท เกรซ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ลูกสาวของคุณมิชชั่ม ผู้ที่ในตอนแรกรู้สึกเคลือบแคลงกับคำกล่าวอ้างของพีทที่ว่า เอเลียต เพื่อนของเขาเป็นมังกร และต้องการให้เธอได้พบกับผู้กำกับเดวิด โลเวอร์รี่

    ฮาวาร์ดคุ้นเคยกับผลงานของโลเวอร์รี่อยู่แล้ว เธอพูดถึง “Ain’t Them Bodies Saints” ว่าเป็น “หนังวิเศษสุด ที่เป็นหนังซับซ้อน ที่เปี่ยมไปด้วยรายละเอียดและความรู้สึกจริงๆ” และรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ยินว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับโปรเจ็กต์นี้ “แค่นึกถึงสิ่งที่คนอย่างเดวิดสามารถนำมาสู่เรื่องราวแบบนี้ก็ช่วยยกระดับทุกอย่างมากขึ้นไปอีกค่ะ” เธอกล่าว

    หลังจากได้พบกับโลเวอร์รี่ เธอก็ยินดีที่ได้รู้ว่า “Pete’s Dragon” จะไม่ใช่รีเมก แต่จะเป็นภาพยนตร์ที่จะมาเติมเต็มภาพยนตร์ต้นฉบับให้สมบูรณ์ “ฉันชอบโทนในบทหนังเรื่องนี้และเดวิดก็ไม่ได้ต้องการจะเหยียบไปบนความทรงจำที่ผู้คนมีต่อหนังต้นฉบับ แต่เขาต้องการจะสร้างหนังที่สามารถยืนเคียงคู่กับต้นฉบับได้ค่ะ” เธอกล่าว

    ฮาวาร์ดกล่าวต่ออีกว่า “มันเป็นหนังสำหรับครอบครัวที่เฉียบคม แต่ก็เป็นการผจญภัยที่น่าติดตามด้วยเช่นกัน ฉันเชื่อว่าผู้ชมต้องการหนังสำหรับครอบครัวที่เฉียบคมและน่าติดตาค่ะ หนังดิสนีย์ที่ดีที่สุดจะให้ความรู้สึกของการชำระล้างจิตใจและนำเสนอตัวละครที่เริ่มต้นจากศูนย์และลงเอยด้วยการได้รับมากกว่าที่พวกเขาหวังเอาไว้ หนังพวกนี้ทำให้เด็กๆ มีโอกาสได้ประมวลผลความรู้สึกที่ยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็เป็นแบบเดียวกันค่ะ”

    “สิ่งที่เดวิดเข้าใจเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้จริงๆ คือมันมีธีมที่ซับซ้อนร้อยเรียงอยู่ในเรื่อง และก็มีโครงเรื่องที่โดยเนื้อแท้แล้วไม่ได้มีแต่ความสนุกสนาน เสียงหัวเราะและเสียงดนตรีไปซะทั้งหมด” ฮาวาร์ดเล่า “แต่จากความสมจริงแบบนั้นและจากความสูญเสียที่พีทได้พบเจอ จะนำมาซึ่งการเยียวยา รวมถึงการเดินทางและการผจญภัยที่สนุกสนาน ที่มีทั้งความงาม มิตรภาพและครอบครัวอยู่ในนั้นค่ะ”

    ฮาวาร์ดได้พูดคุยกับโลเวอร์รี่หลายครั้งเกี่ยวกับการทำให้บทของเธอเข้าถึงได้และพวกเขาก็ตระหนักว่าแม้ว่าพีทจะอยู่ระหว่างการเดินทางของตัวเอง เกรซเองก็กำลังอยู่ในการเดินทางเช่นกัน การเดินทางเพื่อค้นหาตัวตนของตัวเองสมัยเด็กและกลับไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับช่วงเวลานั้นในชีวิตเธออีกครั้ง “พีทกำลังตามหาบ้าน แต่เขาก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ไหน และมิตรภาพระหว่างเกรซกับพีทก็ทำให้เธอได้กลับมาผูกพันกับพ่อและเริ่มคิดภาพตัวเธอกับครอบครัวของเธอเองค่ะ” เธอกล่าว “ซึ่งฉันคิดว่ามันเป็นสมดุลที่งดงามจริงๆ”

    สำหรับบทพีท เด็กชายที่ถูกพบในป่าหลังจากที่พรากจากพ่อแม่ของเขาเมื่อหกปีก่อน ทีมผู้สร้างต้องการเด็กชายที่มีความสามารถด้านการแสดงที่เป็นธรรมชาติ ผู้สามารถวางเกราะของตัวเองเพื่อเป็นแค่เด็กธรรมดาๆ คนหนึ่งได้ ผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกนักแสดง เด็บรา เซน (“Skyfall,” “The Hunger Games,” “American Beauty”) ได้ทำการคัดเลือกนักแสดงในทั่วโลกและได้พิจารณาเด็กเป็นพันๆ คน ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ก็นำเธอไปสู่โอ๊คส์ เฟกลีย์ เด็กชายวัย 12 ขวบจากเพนซิลวาเนีย

    นักแสดงตัวน้อยผู้นี้เคยผ่านงานแสดงมาบ้างแล้ว ซึ่งรวมถึงบทประจำในซีรีส์ “Boardwalk Empire” และ “Person of Interest” และภาพยนตร์เรื่อง “This Is Where I Leave You” แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้โลเวอร์รี่สนใจ

    “ผมเชื่อว่ามันมีช่วงเวลาและสถานที่ และหนังประเภทที่คุณอยากได้เด็กที่สามารถแสดงละครเชคสเปียร์หรือร้องไห้ได้ตามสั่ง” เขากล่าว “แต่หนังแบบที่ผมชอบสร้างจะเป็นเรื่องของการปล่อยให้เด็กได้เป็นเด็ก ผมก็เลยมองหาเด็กที่ไม่เสแสร้งหรือชื่นชอบการโอ้อวดหรือพยายามจะทำให้ผมประทับใจ แต่เป็นตัวของตัวเองครับ”

    เซนกล่าวชื่นชมเฟกลีย์มาก แต่โลเวอร์รี่ก็ลังเลที่จะตั้งความหวังไว้สูง เขาดูเทปของเขาและแม้ว่าเขาจะยังตัดสินใจไม่ได้ เขาก็ตกลงที่จะพบกับนักแสดงตัวน้อย โลเวอร์รี่เดินทางไปนิวยอร์กและทันทีที่เฟกลีย์เดินเข้าไปในห้อง เขาก็รู้ว่าพวกเขาได้พบพีทของพวกเขาแล้ว “เขามีอะไรบางอย่าง” โลเวอร์รี่กล่าว “ผมอธิบายไม่ได้หรอก แต่มันมีอะไรบางอย่างที่เป็นจริงเหลือเกินเกี่ยวกับตัวเขา”

    พีทคิดเอาเองเสมอว่าเขาเข้าใจวิถีของโลกใบนี้ ความทรงจำที่เขามีนั้นเชื่อมโยงกับหนังสือนิทานเก่าๆ ที่ขาดวิ่นเรื่อง Elliot Gets Lost ที่เขาอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่เมื่อเขาได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้ว โลกทั้งกว้างใหญ่และซับซ้อนกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้ เขาก็เริ่มตั้งคำถามเรื่องที่ทางของเขาในโลกใบนี้ และตัวละครตัวนี้คือสิ่งที่ดึงดูดใจเฟกลีย์ในทันที

    “พีทเป็นเด็กช่างสงสัยและเขาก็ชื่นชอบการถามคำถามต่างๆ เหมือนผม และแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีความเฉลียวฉลาดแบบเด็ก 10 ขวบทั่วๆ ไป แต่เขาก็ฉลาดในแบบอื่นๆ ครับ” เฟกลีย์อธิบาย “เขารู้ว่าจะเอาตัวรอดในป่ายังไงแต่ไม่รู้เลยว่าจะใช้ชีวิตในโลกศิวิไลซ์ยังไงน่ะครับ”

    เขากล่าวต่ออีกว่า “พีทไว้ใจแต่เอเลียต และในแง่หนึ่ง เอเลียตก็รู้ว่าตำแหน่งแห่งที่จริงๆ ของพีทอยู่ตรงไหน ตอนแรก พีทคิดว่าเขาควรจะอยู่กับเอเลียต แต่เมื่อเขาได้เห็นว่ามนุษย์ดีได้แค่ไหน เหมือนอย่างเกรซ เขาก็สับสนมากๆ แต่เขาไม่อยากจะจากเอเลียต เพราะเขารักเอเลียตเหมือนเป็นทั้งพ่อและพี่ชายน่ะครับ”

    มือเขียนบทร่วมโทบี้ ฮัลบรูคส์กล่าวว่า “เกรซเป็นตัวแทนของครอบครัวและความเป็นแม่และพีทก็มองว่าเธอเป็นคนอ่อนโยนและฉลาด ดังนั้น ถ้าใครจะสามารถเกลี้ยกล่อมพีทให้ออกจากป่าและเลือกที่จะมีครอบครัวมนุษย์ของตัวเองได้ล่ะก็ คนๆ นั้นคือเธอครับ”

    เช่นเดียวกับพีท โลเวอร์รี่ก็ต้องการคนที่จะสามารถแสดงได้อย่างน่าเชื่อและเป็นธรรมชาติในบทนาตาลี และพวกเขาก็พบคุณสมบัตินั้นในตัวของอูน่า ลอเรนซ์ วัย 14 ปี แม้ว่าเธอจะเป็นเจ้าของรางวัลโทนี อวอร์ดจากผลงานของเธอใน “Matilda the Musical” และเคยแสดงประกบเจค จิลเลนฮัลและราเชล แม็คอดัมส์มาแล้วใน “Southpaw” เธอก็ยังเป็นเด็กที่ทำตัวเหมือนเด็ก แม้กระทั่งในตอนที่กล้องไม่ได้ถ่ายทำ

    “เราไม่เคยรู้สึกเลยว่าอูน่าแสดงครับ” วิทเทเกอร์กล่าว “เธอมีความเป็นธรรมชาติมากๆ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็มีความเป็นมืออาชีพสูง ทั้งเธอและโอ๊คส์มักจะมากองถ่ายอย่างเตรียมพร้อมและเมื่อถึงเวลาทำงาน เธอก็จะมีสมาธิกับงานที่ทำครับ”

    ในตอนที่พีทได้พบกับนาตาลีในป่า เขารู้สึกได้ว่าเธอเป็นคนที่เขาสามารถไว้ใจได้ “พีทคิดว่าเธอน่ารักเพราะเธอแสนดีเหลือเกิน พวกเขาก็เลยกลายเป็นเพื่อนกันและได้ผจญภัยด้วยกันครับ” เฟกลีย์กล่าว

    ลอเรนซ์กล่าวเสริมว่า “นาตาลีไม่ได้มีเพื่อนเยอะแยะเหมือนเด็กส่วนใหญ่ ดังนั้น พอเธอเจอกับพีทและพวกเขากลายเป็นเพื่อนกัน เธอก็เลยตื่นเต้น เธอเป็นพวกเด็กเรียน ทอมบอยนิดๆ และโดดเดี่ยว เหมือนอย่างพีท แต่เธอก็เข้าใจเอเลียตด้วย เหมือนอย่างที่พีทเข้าใจน่ะค่ะ”

    ด้วยความที่โลเวอร์รี่มีความเชื่อมโยงกับเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์และสถาบันซันแดนซ์ในภาพยนตร์สองเรื่องแรกของเขา เขาก็เลยได้ร่วมงานกับโรเบิร์ต เรดฟอร์ด ผู้ก่อตั้งสถาบัน ในการพัฒนาโปรเจ็กต์ภาพยนตร์หลายเรื่องและพูดถึงบทคุณมิชชั่มกับเขา

    “มังกรเป็นสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์จากตำนานเทพปกรณัมและตอนผมเป็นเด็กเล็กๆ ตำนานเทพปกรณัมก็เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผม ผมก็เลยเชื่อในความสำคัญของมัน” เรดฟอร์ดกล่าว “ผมโตมาในสภาพแวดล้อมชนชั้นแรงงาน ที่ไม่ค่อยมีตัวเลือกด้านความบันเทิงมากนัก คุณก็เลยต้องสร้างความบันเทิงของตัวเอง และตำนานเทพปกรณัมก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกที่ยิ่งใหญ่กว่า ตัวละครที่ยิ่งใหญ่กว่าและสิ่งมีชีวิตทิ่ยิ่งใหญ่กว่าที่ผมรู้จัก ดังนั้น มันก็เลยน่าหลงใหลมากๆ สำหรับผม”

    ชาวเมืองมิลฮาเวนมองคุณมิชชั่มว่าเป็นคนนอกคอกนิสัยพิลึก ผู้ชื่นชอบการคุยกับทุกคนถึงเรื่องมังกรที่เขาเคยเห็นในป่า แต่เขาไม่ได้บ้า เรดฟอร์ดอธิบายว่า “เขาเป็นคนเดียวที่อ้างว่าเขาเคยเห็นมังกร…ไม่มีใครเชื่อเขา แต่พวกเขาชอบเขา และเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เขาเป็นคนแปลกแยก ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนนอกกฎหมายแต่เพราะเขาเชื่อในเรื่องเวทมนตร์ และผมคิดว่าเขาเป็นตัวละครที่วิเศษสุดที่เราจะมีได้ในหนังเรื่องหนึ่งน่ะครับ”

    เรดฟอร์ดกล่าวต่ออีกว่า “ผมเป็นนักเล่าเรื่องและผมเชื่อในการเล่าเรื่อง ดังนั้น ผมก็เลยเล่านิทานให้ลูกๆ ฟัง ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ล้ำค่าจริงๆ จริงๆ แล้ว ผมคิดว่า ‘กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว’ เป็นหนึ่งในวลีที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เราจะจินตนาการได้เลย ตอนเป็นเด็กแล้วคุณได้ยินคำว่า ‘กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว’ มันก็จะให้ความรู้สึกที่ว่า ‘ฉันจะได้สนุกแล้ว’ น่ะครับ”

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตำนานแห่งโลกภาพยนตร์ ผู้ได้แสดงในภาพยนตร์คลาสสิกอย่าง “Butch Cassidy and the Sundance Kid,” “The Way We Were,” “The Sting” และ “All the President’s Men” ค่อนข้างเลือกบทบาทที่เขาจะแสดง ดังนั้น โลเวอร์รี่และฮัลบรูคส์ก็เลยปรับทนี้ให้เหมาะกับจุดแข็งของเรดฟอร์ดในฐานะนักแสดง ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เขาเลือกที่จะรับบทนี้

    “ผมคิดว่าเรื่องราวที่ถูกเขียนขึ้นนี้มีความเป็นมนุษย์มากๆ และน่าสนใจทีเดียวครับ” เรดฟอร์ดกล่าว “มันเป็นเรื่องราวละเอียดอ่อนของพ่อ ลูกสาวและเด็กชายที่รอดชีวิตโดยบังเอิญและเข้าไปในป่า มันมีเวทมนตร์มากมาย แต่โดยเนื้อแท้แล้ว มันก็เป็นเรื่องราวที่มีความเป็นมนุษย์และอ่อนไหวมากๆ ครับ”

    โลเวอร์รี่ ผู้กล่าวยกย่องเรดฟอร์ดที่ช่วยบ่มเพาะพรสวรรค์ของเขาในฐานะคนทำงานเบื้องหลังกล่าวว่า “การได้ร่วมงานกับเขาและการได้เขามาแสดงในหนังของคุณถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งและมันเป็นสิ่งที่ผมจะไม่มีวันมองข้ามความสำคัญไป เขาผ่อนคลาย นิ่งและพร้อมสำหรับทุกกอย่าง เขาไม่เคยให้ความรู้สึกเสแสร้งแกล้งทำเลย เขาจะพับแขนเสื้อขึ้นและทำทุกอย่างที่ผมร้องขอครับ”

    เวส เบนท์ลีย์ (“American Horror Story: Hotel,” “The Hunger Games”) ได้รับเลือกให้รับบท แจ็ค เจ้าของโรงเลื่อยไม้ในท้องถิ่น ผู้มีความสัมพันธ์กับเกรซ ไอเดียของการที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้เดทกับคนที่ทำลายป่าไม้ที่เธอทำงาน รวมถึงความย้อนแย้งของเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจนักแสดงหนุ่ม เพราะมันกล่าวถึงประเด็นที่ปัญหาจริงๆ ในโลกใบนี้

    “ผมคิดว่ามันมีจุดตรงกลางระหว่างอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม และหนังเรื่องนี้ก็กล่าวอ้างถึงยุคสมัยที่การรับรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมกำลังเริ่มจะขยายตัวครับ” เบนท์ลีย์กล่าว

    คาร์ล เออร์บัน (แฟรนไชส์ “Star Trek,” “The Lord of the Rings”) นักแสดงชาวนิวซีแลนด์ มารับบท กาวิน น้องชายของแจ็ค ผู้ทำงานอยู่ในโรงเลื่อยไม้เช่นกัน เขาเป็นทั้งคนร้ายและตัวตลกของเรื่อง กาวินต้องการจะกอบโกยเงิน และนั่นหมายถึงการตัดไม้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เขามีความตั้งใจดีแต่กลับทำผิดวิธี ดังนั้น เมื่อเขาได้เห็นเอเลียตด้วยตาตัวเอง เขาก็คิดว่าเขาอาจจะพบหนทางแก้ไขปัญหาของเขาแล้ว

    “กาวินใช้ชีวิตอยู่ใต้เงาพี่ชายของเขา และคิดว่าการจับตัวเอเลียตจะเป็นสิ่งที่ทำเงินและชื่อเสียงให้เขาได้” เออร์บันกล่าว “แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาไม่รู้หรอกครับว่าจะทำอะไรกับมังกรดี”

    งานสร้าง

    เมื่อได้นักแสดงเรียบร้อยแล้ว ทีมผู้สร้างก็เริ่มต้นรวบรวมทีมงานเบื้องหลัง ที่ประกอบไปด้วยกลุ่มช่างฝีมือที่น่าประทับใจที่รวมถึง โบยัน บาเซลลี, เอเอสซี ในตำแหน่งผู้กำกับภาพ, เจด ฮีลลี ในตำแหน่งผู้ออกแบบงานสร้าง, อแมนดา นีล ในตำแหน่ง ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย, ลิซา เซโน เชอร์กิน, เอซีอี ในตำแหน่งมือตัดต่อ, แดเนียล ฮาร์ท ในตำแหน่งผู้ประพันธ์ดนตรีและอีริค เซนดอน ในตำแหน่งซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์

    ในฐานะภาพยนตร์ “Pete’s Dragon” มีความเป็นอมตะทั้งในด้านของเรื่องราวและภาพ มันไม่มีสิ่งที่บ่งชี้ว่าเรื่องราวนี้เกิดชึ้นเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นความตั้งใจของมือเขียนบท/ผู้กำกับเดวิด โลเวอร์รี่อยู่แล้ว “ผมพบว่าหนังที่ผมกลับไปดูและที่ผมรักที่สุดจะเป็นหนังที่ไม่ให้ความรู้สึกล้าสมัย…หนังที่เป็นอมตะเพราะพวกมันไม่ได้จำกัดอยู่ที่เวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น” เขากล่าว “ดังนั้น ในการกำหนดเรื่องราวนี้ให้เกิดขึ้นในอดีตโดยที่ไม่ไปเน้นย้ำถึงเรื่องนี้ มันก็ทำให้ทุกอย่างตกผลึกอยู่ในห้วงเวลานี้ ที่ไม่ได้มีเวลาเฉพาะเจาะจงแต่ให้ความรู้สึกเป็นแค่เมื่อวานนี้เองน่ะครับ”

    ในเมืองสมมติมิลฮาเวน มันไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีอินเทอร์เน็ตและไม่มีคอมพิวเตอร์ รถยนต์ เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์หรือกระทั่งอาหาร ล้วนแล้วแต่มาจากยุคอดีตของเรา แต่ทุกอย่างมีอายุยืนยาวทั้งในแง่ของการเก็บรักษาและความเป็นที่รู้จัก

    มันทำให้โลเวอร์รี่สามารถแนะนำเอเลียตได้ตั้งแต่เริ่มต้นเรื่อง โดยที่ไม่ต้องอาศัยโครงสร้างการเล่าเรื่องตามขนบ “มันทำให้คุณมีความคิดที่ว่า ‘โอเค นี่เป็นโลกที่มังกรอาศัยอยู่ในป่า’ และคุณก็จะยอมรับมันได้ หรือยอมรับได้ง่ายขึ้นน เพราะมันไม่มีภาพอะไรที่ทำให้ผู้ชมพูดได้ว่า ‘ทำไมไม่มีคนหยิบเอามือถือมาถ่ายรูปล่ะ’ น่ะครับ” โลเวอร์รี่กล่าว

    ในขณะที่ฉากใน “Pete’s Dragon” คือเมืองที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอเมริกา ทีมผู้สร้างกลับเลือกที่จะถ่ายทำในนิวซีแลนด์ เพราะพวกเขาพบว่ามันดูมหัศจรรย์มากกว่าหน่อย นิวซีแลนด์ ที่อยู่นอกชายฝั่งออสเตรเลีย ในมหาสมุทรเซาธ์แปซิฟิก ประกอบด้วยเกาะสองเกาะ นั่นคือเกาะเหนือและเกาะใต้

    นิวซีแลนด์มีภูมิประเทศที่หลากหลาย มีภูมิอากาศที่แตกต่างกัน และเต็มไปด้วยทีมงานถ่ายทำมากประสบการณ์ นอกจากนั้น ประเทศนี้ยังเป็นที่ตั้งของเวตา ดิจิตอล บริษัทวิชวล เอฟเฟ็กต์รางวัลอคาเดมี อวอร์ด ผู้ได้รับมอบหมายให้เนรมิตชีวิตให้กับเอเลียตบนหน้าจออีกด้วย

    สำหรับผู้ควบคุมงานสร้าง แบร์รี่ เอ็ม. ออสบอร์น ผู้ถ่ายทำ “The Lord of the Rings” ทั้งสามภาคในนิวซีแลนด์และได้รับรางวัลออสการ์จาก “The Lord of the Rings: The Return of the King” ซึ่งเป็นภาคสามของแฟรนไชส์ นี่เป็นโลเกชันที่เพอร์เฟ็กต์ “ทั้งทีมงานและผู้คนที่ผมได้ร่วมงานด้วย รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการและสาธารณูปโภคของนิวซีแลนด์ทำให้มันมีทุกอย่างที่เราต้องการครับ” เขากล่าว

    โลเวอร์รี่ชื่นชอบให้สิ่งต่างๆ เป็นของจริง และด้วยความที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะต้องมีมังกรยักษ์ CG อยู่แล้ว เขาก็เลยอยากให้สิ่งอื่นๆ ดูสมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ “หนังเรื่องนี้เกิดขึ้นในโลกที่สมจริงมากๆ แต่เรายกระดับมันขึ้นไปอีกนิดเพื่อถ่ายทอดเวทมนตร์จากมุมมองของเด็กที่มีต่อโลกใบนี้” โลเวอร์รี่กล่าว “เราอยากให้ต้นไม้ดูสูงขึ้นอีกนิด พระอาทิตย์สว่างไสวขึ้นอีกหน่อย และให้สายลมมีความมหัศจรรย์ ซึ่งเราพบทั้งหมดนั่นเพียงแค่เดินออกไปกลางแจ้งในนิวซีแลนด์น่ะครับ”

    เรื่องราวส่วนใหญ่เกิดขึ้นในป่า และต้นไม้ในนิวซีแลนด์ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับป่าที่พบทางตะวันตกเฉียงเหนือของแปซิฟิก ในช่วงเวลาหลายปีหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง โรงงานเลื่อยไม้หลายแห่งในอเมริกาได้ปิดตัวลงและถูกบูรณะขึ้นใหม่ในนิวซีแลนด์ ผลที่ตามมาคือต้นสนดักลาสและเรดวู้ดส์จากแคลิฟอร์เนียจำนวนมากถูกปลูกไว้ที่นั่น ตอนนี้ เกาะเหนือมีป่าสนเป็นบริเวณกว้างกว่า 200,000 เอเคอร์ ซึ่งทำให้ทีมงานสามารถสร้างภูมิประเทศแบบต่างๆ ได้

    การถ่ายทำ “Pete’s Dragon” เริ่มต้นขึ้นในเดือนมกราคม ปี 2015 ทั้งในและรอบๆ เมืองเวลลิงตันบนเกาะเหนือ ในกอนโกทาฮา ทางตอนเหนือของป่าโรโทรัว เรดวู้ด บ้านหลังเล็กๆ ที่เก่าแก่ ใจกลางย่านพักอาศัย ถูกใช้เป็นบ้านของคุณมิชชั่ม

    เป็นเรื่องบังเอิญและโชคดีที่บ้านหลังนี้เป็นของคนตัดไม้ชรา ที่บังเอิญเป็นช่างแกะสลักไม้ และเขาก็ได้ลับคมมีดเพื่อประดับบ้านของตัวเอง ซึ่งแผนกศิลป์ก็ได้เก็บรักษามันไว้ที่เดิมเพื่อใช้เป็นของตกแต่งฉาก

    ภายนอกของบ้านของแจ็คและนาตาลีถูกถ่ายทำในเขตเบิร์ชวิลล์ภายในอัปเปอร์ ฮัตต์ ทางตอนเหนือของเมืองเวลลิงตัน ส่วนภายในของบ้านถูกสร้างขึ้นบนซาวน์สเตจที่สโตน เซนต์ สตูดิโอส์ ที่อยู่ในเวลลิงตันเช่นเดียวกัน และมันถูกออกแบบให้ดูเหมือนว่าบ้านหลังนี้ถูกส่งมอบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น “สิ่งที่ผมคิดเกี่ยวกับการตกแต่งภายในบ้านคือมันเป็นบ้านที่ถูกสร้างขึ้นจากไม้ซุงจากโรงเลื่อยไม้ และปู่ย่าของแจ็คเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ ดังนั้น ข้าวของในบ้านก็เลยอยู่ในครอบครัวมานานหลายปีดีดักแล้ว” ฮีลลีกล่าว “ทีมงานจะเดินเข้าไปแล้วก็พูดทำนองว่า ‘อ้อ ย่าผมก็มี’ หรือ ‘พ่อแม่ผมก็มีแบบนี้’ มันเป็นการผสมผสานระหว่างสไตล์และยุคสมัยครับ”

    โลเกชันแห่งหนึ่ง ซึ่งก็คือน้ำตกแม็คลาเรนบนเกาะเหนือ อยู่ห่างไกลมากจนทีมงานต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ในการขนอุปกรณ์กล้องไปยังกองถ่าย ในขณะที่ทีมงานและนักแสดงก็ต้องเดินข้ามโขดหินกว่า 400 หลา เพื่อไปถึงกองถ่าย แต่แม้ว่าการเข้าถึงจะเป็นเรื่องยาก แต่สถานที่นี้ก็สวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ใจ จนทำให้โลเวอร์รี่ต้องใช้มันให้ได้

    ในการสร้างฉากสำหรับบ้านของพีทและเอเลียตใจกลางป่า ทีมงานได้ใช้สถานที่หลายแห่ง บางฉากถูกถ่ายทำในป่าโรโทรัว เรดวู้ด ในขณะที่ฉากอื่นๆ ถูกถ่ายทำใกล้กับจุดชมวิวบนภูเขาวิคตอเรียที่โด่งดัง ซึ่งเป็นป่าสวยงามที่เต็มไปด้วยต้นสนเก่าแก่ขนาดใหญ่ รวมถึงนอกเมืองโทโครัวในป่าคินเลธอีกด้วย นออกเหนือจากนั้น ฉากของป่า ที่รวมถึงป้อมต้นไม้ที่ซึ่งพีทและเอเลียตอาศัยอยู่ ก็ได้ถูกสร้างขึ้นภายในฉากกรีนสกรีนที่สโตน เซนต์ สตูดิโอส์

    ฮีลลีอธิบายว่า “พอเราเลือกโลเกชันแล้ว เราก็ต้องสำรวจสถานที่และสร้างโมเดล 3D ก่อนที่เราจะเริ่มสร้างฉากจริงๆ ขึ้นมาบนสเตจ เราได้สร้างป้อมต้นไม้ขึ้นเป็นสามชิ้นส่วนใหญ่ แล้วก็เคลื่อนย้ายมันไปที่ป่าเพื่อติดตั้งง มันก็เลยเป็นความท้าทายด้านเทคนิคครับ”

    “เราต้องกากรจะสร้างป้อมต้นไม้ที่จะทำให้เด็กทุกคนอยากมีป้อมต้นไม้ในสวนหลังบ้านของตัวเองน่ะครับ” ฮีลลีกล่าว “บางครั้ง คุณจะได้เห็นฉากมหัศจรรย์ ที่ไม่น่าจะเป็นความจริงจนไม่มีทางที่เด็กคนไหนจะจินตนาการได้ว่าจะมีของแบบนั้นในชีวิตจริง แต่เดวิดอยากให้ต้นไม้มีความเป็นธรรมชาติมากๆ จนมันกลายเป็นสิ่งที่พีทน่าจะสร้างขึ้นมาได้จริงๆ น่ะครับ”

    ท้ายที่สุดแล้ว ส่วนด้านบนของต้นไม้ถูกประกอบรวมเข้าด้วยกันโดยเวตา ดิจิตอล เพราะการสร้างสิ่งที่ใหญ่โตแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

    เมืองทาปานุย ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่ในแคว้นโอตาโก บนเกาะใต้ ซึ่งผู้ออกแบบงานสร้างเจด ฮีลลี (“Ain’t Them Bodies Saints”) เจอโดยบังเอิญ กลายเป็นเมืองสมตติมิลฮาเวนในเรื่อง และโรงเลื่อยไม้บลู เมาน์เทน ซึ่งอยู่ห่างออกไปห้าไมล์และเลิกกิจการไปแล้ว ก็กลายเป็นโรงเลื่อยไม้ของแจ็คและกาวิน

    “เราใช้โรงเลื่อยไม้เหมือนว่ามันเป็นโรงถ่ายของสตูดิโอครับ” ออสบอร์นกล่าว “มันมีทุกอย่างที่เราต้องการในที่เดียว แม้ว่าเราจะต้องตกแต่งฉากบ้าง แต่โลเกชันนี้ก็ทำให้เราสามารถ่ายทำซีเควนซ์แอ็กชันใหญ่ๆ ที่นั่นได้อย่างสะดวกสบายครับ”

    ผู้กำกับภาพโบยัน บาเซลลี (“The Lone Ranger,” “The Ring”) ได้ถ่ายทำด้วยกล้องอเล็กซา ระหว่างการถ่ายทำหลัก เพื่อที่เขาจะสามารถถ่ายทำต้นไม้สูงใหญ่ภายในนิวซีแลนด์ได้อย่างดีที่สุด “แสง ซึ่งมีลักษณะโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ฉากในป่าเรดวู้ดมีความงามสง่าในแบบที่เราจะไม่เจอที่ไหนอีก” เขากล่าว

    การถ่ายทำหลักของ “Pete’s Dragon” สิ้นสุดลงในเดือนเมษายน ปี 2015 และโลเวอร์รี่ก็กล่าวว่า มีบางสิ่งที่พิเศษสุดเกิดขึ้นระหว่างนั้น เขาอธิบายว่า “ตอนที่เราตัดต่อหนังเรื่องนี้ ผมได้ดูฟุตเตจที่พีทวิ่งอยู่ในป่า ซึ่งมันให้ความรู้สึกที่พิเศษสุดอย่างเหลือเชื่อ มันเกือบจะให้ความรู้สึกเซอร์เรียล แต่มันก็มหัศจรรย์และงดงามอย่างเหลือเชื่อครับ”

    การสร้างเอเลียต

    การมีตัวตนอยู่ของสิ่งมีชีวิตในตำนานที่เรียกว่ามังกรนั้นมีมาตั้งแต่ 4,000 ปีก่อนคริสตกาล เรื่องราวที่มีมังกรนั้นปรากฏอยู่ทั้งในเทพนิยาย ตำนานและเรื่องราวพื้นบ้าน และวัฒนธรรมส่วนใหญ่ก็มีความเชื่อของตัวเองเกี่ยวกับความหมายของมังกร

    ด้วยความที่มังกรมักถูกพูดถึงว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกิ้งก่า มีเกล็ด ดุร้าย และมันก็ไม่ค่อยจะถูกพูดถึงนักว่าเข้าถึงได้ง่าย เป็นมิตรหรือกล้าหาญ ลักษณะและนิสัยของเอเลียตจึงเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมกันหลายต่อหลายครั้งระหว่างทีมผู้สร้างและเวตา ดิจิตอล ซึ่งเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาเกือบปี

    แม้ว่าเอเลียตจะถูกสร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งหมด แต่เขาก็เป็นตัวละครที่มีเลือดเนื้อจริงๆ ในเรื่อง และเป็นตัวละครที่พีทห่วงใยเอาใจใส่อย่างมาก และทีมผู้สร้างก็หวังว่าผู้ชมจะรู้สึกเช่นเดียวกัน เอเลียตทำให้พีทสามารถหาคำตอบได้ว่าเขาต้องการอะไร ในแง่ของการดำเนินเรื่อง และเขาก็เข้าใจโดยสัญชาตญาณว่าอะไรที่ขาดหายไปในชีวิตของพีทและตำแหน่งแห่งที่ของเขาอยู่ที่อื่น

    วัตถุประสงค์สำคัญตั้งแต่วันแรกคือการทำให้ผู้ชมเชื่อในไอเดียของมิตรภาพระหว่างเด็กกับสิ่งมีชีวิตี้และแสดงให้เห็นว่าสายสัมพันธ์นั้นพิเศษสุดแค่ไหน แต่มือเขียนบท/ผู้กำกับเดวิด โลเวอร์รี่ก็อยากจะให้ผู้ชมรู้สึกไม่แน่ใจเกี่ยวกับเอเลียตและความตั้งใจของเขาในตอนแรก

    ไบรซ์ ดัลลัส ฮาวาร์ดกล่าวว่า “เอเลียตไม่เหมือนมังกรตัวอื่นๆ เขาขี้เล่น ไร้เดียงสา เป็นเพื่อนที่ดีที่สุด และสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ คือครอบครัว เขาตัวใหญ่มหึมาและมีท่าทีที่น่ากลัวจริงๆ เขาอาจทำตัวดุร้าย พ่นไฟและบินได้ก็จริง แต่เขาก็อ่อนโยน อบอุ่น เอื้ออาทรและมีความต้องการจะปกปักษ์รักษาด้วยค่ะ”

    สำหรับซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ อีริค เซนดอนจากเวตาดิจิตอล (แฟรนไชส์ “The Hobbit” และ “The Lord of the Rings”) มันนำมาซึ่งความท้าทายทีเดียว เขาอธิบายว่า “เป็นเรื่องง่ายที่จะทำให้มังกรดูน่ากลัวและทำให้มันดูเป็นการ์ตูน แต่เราไม่อยากให้มังกรตัวนี้เป็นแบบนั้น เราอยากให้เขามีลักษณะโดดเด่นเพื่อที่ทุกคนจะเดินออกจากโรงหนังด้วยความรักที่มีต่อเขาครับ”

    “เอเลียตมีลักษณะโดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับมังกรที่เราเคยเห็นบนหน้าจอมาก่อน” ผู้อำนวยการสร้างจิม วิทเทคเกอร์กล่าวเสริม “บางครั้ง เรามองเขาว่าอาจจะเป็นตัวอันตราย แต่บางครั้ง เขาก็น่ารักเหลือเกินครับ”

    แทนที่จะมีลุคแบบสัตว์เลื้อยคลานมีเกล็ด โลเวอร์รี่ก็อยากจะดำเนินไปในทิศทางตรงกันข้ามและขอให้เวตาคิดแบบดีไซน์สำหรับมังกรแบบใหม่ขึ้นมา “เดวิดอย่างได้มังกรที่คล้ายกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่า แม้จะมีขนาดใหญ่ยักษ์ก็ตาม” เซนดอนกล่าว

    เซนดอนและทีมงานที่เวตาเริ่มต้นกระบวนการสร้างสรรค์ของพวกเขาด้วยการพิจารณาสัตว์สายพันธุ์ต่างๆ เพื่อวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของพวกมัน “เราสร้างอนิเมชันของเราจากข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับสัตว์อย่างหมา แมว สิงโตและลิงครับ” เขากล่าว “แต่เราก็รู้สึกถึงความรับผิดชอบที่จะต้องให้เกียรติเอเลียตอนิเมชันจากหนังปี 1977 ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งด้วยครับ”

    “เอเลียตในหนังต้นฉบับมีลุคที่โดดเด่นมากๆ รวมถึงขากรรไกรขนาดยักษ์ด้วย” โลเวอร์รี่กล่าว “แล้วมันก็มีอะไรบางอย่างเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับแบบดีไซน์และลักษณะเด่นของเขา ที่ผมชอบจริงๆ และผมก็อยากให้เขามีขนปุกปุย…มากๆ ด้วยครับ”

    โลเวอร์รี่กล่าวต่อว่า “เขาทั้งมหัศจรรย์และมีความเกินจริง เขาไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตของโลกใบนี้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มีคุณสมบัติหลายอย่างที่เป็นที่จดจำได้ เพื่อที่คุณจะสามารถยอมรับเขาในฐานะตัวละคร สัตว์และสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ เขาเป็นทั้งหมดนั่น ดังนั้น แบบดีไซน์ของเขาก็เลยเป็นเรื่องของความเรียบง่าย เพื่อที่จะไม่มีอะไรมาขวางกั้นความรู้สึกที่ว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของโลกในหนังเรื่องนี้น่ะครับ”

    ในการสร้างมังกรขนฟู เวตาได้สร้างขนแต่ละเส้นบนตัวของเอเลียตขึ้นมาด้วยวิธีทางดิจิตอล “มันเป็นหนึ่งในอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดของเราในหนังเรื่องนี้ อย่างน้อยที่สุดก็จากจุดยืนทางด้านเทคโนโลยีครับ” เซนดอนกล่าว “ตัวละครขนฟูตัวอื่นๆ ที่เราเคยสร้างขึ้นมาจะมีขนประมาณหนึ่งล้านเส้น แต่เอเลียตเป็นมังกรยักษ์ขนฟูตัวสีเขียวที่มีเส้นขนประมาณ 15 ล้านเส้น ซึ่งมากกว่าขนของตัวละครตัวอื่นๆ ที่เราเคยสร้างมา 15 เท่าครับ”

    ท้ายที่สุด เอเลียตก็กลายเป็นมังกรขนฟูสีเขียวที่สูง 24 ฟุต เขาสามารถพ่นไฟ ล่องหนและหลอมละลายหัวใจของคุณได้ “เอเลียตเป็นมังกรตัวใหญ่ ร่าเริง ขี้เล่นครับ แต่เขาก็มีแง่มุมที่อ่อนไหวและเงียบขรึม ที่ปรากฏบนหน้าจอด้วยเหมือนกัน” โลเวอร์รี่กล่าว

    “เขาไม่ใช่มังกรตามปกติของคุณแน่ๆ” โอ๊คส์ เฟกลีย์กล่าว “เขาขนฟูจริงๆ ครับ และเขาก็มีฟันสองซี่ใหญ่ ที่ทำให้เขาดูน่ากลัวในเวลาเดียวกันด้วย”

    อูน่า ลอเรนซ์กล่าวว่า “เขาตัวเขียวและน่ารักทีเดียวค่ะ เพียงแต่เขาตัวใหญ่มากๆ และน่ากลัวมากๆ ด้วย เขาก็เลยเหมือนกับมีสองด้าน เขาอาจจะน่ากอดเหมือนลูกหมาตัวน้อย หรืออาจจะโมโหร้ายและน่ากลัวได้ตอนที่เขาคุ้มครองพีทน่ะค่ะ”

    การทำงานกับสิ่งมีชีวิต CG นำมาซึ่งความท้าทายหลายอย่างสำหรับทีมงานและนักแสดงระหว่างการถ่ายทำ ทีมผู้สร้างต้องทำให้แน่ใจว่าทุกอย่างที่ถ่ายทำระหว่างการถ่ายทำหลักจะผสมผสานกลมกลืนกับมังกร CG ที่ถูกเพิ่มเข้าไปในขั้นตอนโพสต์โปรดักชันได้อย่างแนบเนียน มังกรยักษ์เป่าลมที่มีขนาดพอๆ กับภาพเรนเดอร์เอเลียตของเวตาถูกใช้ในหลายๆ โอกาสเพื่อทำให้ทีมงานเข้าใจถึงสเกลและปริมาตรของเอเลียตได้ดียิ่งขึ้น

    ความท้าทายที่เพิ่มเติมเข้ามาคือการทำให้แน่ใจว่าจะมีการสบสายตาที่เพียงพอระหว่างตัวละครมนุษย์และมังกร และการสบสายตานั้นก็จะต้องดูน่าเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากของพีทและเอเลียต เพราะฉากเหล่านี้จะช่วยขับเคลื่อนองค์ประกอบทางด้านอารมณ์ของเรื่องราวนี้ ในการเสริมสร้างความรู้สึกดังกล่าวทีมงานได้สร้างหัวมังกร ที่สามารถควบคุมได้เหมือนกับหุ่นเชิด ขึ้นมา

    การบินเข้าสู่โรงภาพยนตร์

    ในตอนที่ภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง “Pete’s Dragon” โบยบินสู่โรงภาพยนตร์ในเดือนสิงหาคม ปี 2016 แน่นอนว่ามันจะทำให้ผู้ชมหลงเสน่ห์และตื่นเต้นไปกับมัน รวมทั้งทำให้เกิดแฟนๆ รุ่นใหม่ของเรื่องราวนี้อีกด้วย

    มันเป็นการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่มีเด็กเป็นตัวละครเอก และมีมังกรสีเขียวสุดเจ๋ง ซึ่งอูน่า ลอเรนซ์พูดว่า “เด็กคนไหนจะไม่อยากได้อะไรแบบนั้นล่ะคะ”

    แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเติบโตส่วนตัว การหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองในโลกใบนี้และพลังของมิตรภาพอีกด้วย “เอเลียตอ้างว้างมากๆ ก่อนที่เขาจะเจอกับพีท ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเอาใจใส่พีท ปกป้องและดูแลเขา” โอ๊คส์ เฟกลีย์กล่าว “สำหรับผม มันเป็นเรื่องราวที่เจ๋งเหลือเกินครับ”

    มือเขียนบท/ผู้กำกับเดวิด โลเวอร์รี่กล่าวว่า “เราทำอย่างดีที่สุดที่จะรักษาธีมสำคัญเหล่านั้นเอาไว้ตลอดการถ่ายทำและทำให้ทุกๆ ฉากพูดถึงธีมพวกนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมมองวัยเด็กว่าเป็นเหมือนการผจญภัยและผมก็อยากจะนำเสนอความรู้สึกนั้นบนหน้าจอในแบบที่เล็กที่สุด แต่ก็ยิ่งใหญ่ที่สุดด้วยครับ”

    นิวซีแลนด์

    ทิวทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ทีมงานคุณภาพสูงและความอบอุ่นของชาวนิวซีแลนด์ทำให้ประเทศนี้พัฒนากลายเป็นจุดหมายของกองถ่ายภาพยนตร์ระดับโลก

    ภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง “Pete’s Dragon” ถูกถ่ายทำในโลเกชันต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งเน้นย้ำถึงความสามารถของนิวซีแลนด์ในการเปลี่ยนเป็นดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของแปซิฟิกได้อย่างแนบเนียน โลเกชันต่างๆ รวมถึงเขตโรโทรัว เมืองทาปานุยในเวสต์ โอทาโกและเมืองเวลลิงตัน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของนิวซีแลนด์ การร่วมมือกับกองถ่ายนานาชาติได้ช่วยยกระดับนิวซีแลนด์ในฐานะโลเกชันถ่ายทำภาพยนตร์และนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กำลังเฟื่องฟูของประเทศอย่างใหญ่หลวงด้วย

    นอกจากนั้น การร่วมือกับกองถ่ายภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง “Pete’s Dragon” ยังได้ทำให้เกิดการจ้างแรงงาน รายได้จากการส่งออก การว่าจ้างทีมงานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในท้องถิ่นและแพลทฟอร์มในการประชาสัมพันธ์ประเทศนิวซีแลนด์อีกด้วย

    ประวัตินักแสดง

    ไบรซ์ ดัลลัส ฮาเวิร์ด (เกรซ)
    ยังคงแสดงถึงความเป็นนักแสดงผู้มีพรสวรรค์และมีชีวิตชีวา ทั้งบนจอเงินและเบื้องหลังกล้อง ในฐานะนักแสดง ล่าสุด เธอได้แสดงประกบคริส แพรทท์ในภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซลเรื่อง “Jurassic World” เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งปิดกล้องซีรีส์ใหม่ทางเน็ตฟลิกซ์เรื่อง “Black Mirror” ในเอพิโซดที่กำกับโดยโจ ไรท์และในฤดูใบไม้ร่วงที่จะถึงนี้ เธอยังจะได้แสดงประกบแมทธิว แม็คคอนนาเฮย์ในภาพยนตร์โดยสตีเฟน กาแกนเรื่อง “Gold” สำหรับไวน์สไตน์ คัมปะนีอีกด้วย

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ รวมถึงภาพยนตร์โดยคลินท์ อีสต์วู้ดเรื่อง “Hereafter” ประกบแมทท์ เดมอน, “50/50” ประกบเซธ โรแกนและโจเซฟ กอร์ดอน-เลวิทท์, ภาพยนตร์รางวัลโดยเทท เทย์เลอร์ที่ดัดแปลงจากเรื่อง “The Help,” “The Twilight Saga: Eclipse,” ภาพยนตร์โดยเทนเนสซี วิลเลียมส์เรื่อง “The Loss of a Teardrop Diamond,” ภาพยนตร์โดยแม็คจีเรื่อง “Terminator: Salvation,” ภาพยนตร์โดยแซม ไรมีเรื่อง “Spider-Man 3,” ภาพยนตร์โดยเอ็ม. ไนท์ ชยามาลานเรื่อง “Lady in the Water” และภาพยนตร์โดยลาร์ ฟอน เทรียเรื่อง “Manderlay” เธอเปิดตัวในโลกภาพยนตร์ด้วยภาพยนตร์โดยเอ็ม. ไนท์ ชยามาลานเรื่อง “The Village” ประกบวาคิน ฟินิกซ์ นอกจากนี้ เธอยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำปี 2008 จากการแสดงบทโรซาลินด์ของเธอในภาพยนตร์เอชบีโอที่ดัดแปลงจากละครเชคสเปียร์เรื่อง “As You Like It” ที่เขียนบทและกำกับโดยเคนเนธ บรานาห์

    ฮาเวิร์ดเป็นผู้ก่อตั้งไนน์ มิวเซส เอนเตอร์เทนเมนต์และปัจจุบัน เธออาศัยอยู่ในฝั่งเวสต์โคสต์กับสามีของเธอ เซธ กาเบล ลูกๆ สองคน ลูกสุนัขสุดฮาหนึ่งตัว แมวชราผู้สง่างามและแมลงอีกนับไม่ถ้วน

    โอ๊คส์ เฟกลีย์ (พีท)
    เพิ่งเสร็จสิ้นจากการแสดงภาพยนตร์ครั้งที่สองในบท เบน ในภาพยนตร์เรื่อง “Wonderstruck” ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่สร้างจากนิยายโดยไบรอัน เซลส์นิคและกำกับโดยท็อดด์ เฮย์เนส นำแสดงโดยจูลีแอนน์ มัวร์, มิเชลล์ วิลเลียมส์และมิลลิเซนต์ ซิมมอนด์ ก่อนหน้า “Pete’s Dragon” โอ๊คส์ได้ร่วมแสดงกับมิเชลล์ โมนาแกนและรอน ลิฟวิงสตันในภาพยนตร์เรื่อง “Fort Bliss” ที่กำกับโดยคลอเดีย ไมเออร์สและได้แสดงใน “This Is Where I Leave You” ที่กำกับโดยชอว์น เลวี ในบทวัยเด็กของตัวละครของเจสัน เบทแมนในฉากแฟลชแบ็ค

    ด้านจอแก้ว เขาได้รับบทประจำเป็นอีไล ธอมป์สัน น้องชายของนัคกี้ ในซีรีส์เอชบีโอยอดนิยมเรื่อง “Boardwalk Empire” และได้แสดงบท กาเบรียล ตัวแทนของปีศาจร้ายใน “Person of Interest” (ซีบีเอส) ความรักในการแสดงของเขาเริ่มต้นจากโรงละครเวทีท้องถิ่นใกล้กับบ้านของเขาในเมืองอัลเลนทาวน์ รัฐเพนซิลวาเนีย รวมถึงอาร์ต เควสต์ (เบเลแฮม รัฐเพนซิลวาเนีย), บัคส์ เคาน์ตี้ เพลย์เฮาส์ และซิวิค เธียเตอร์ ออฟ อัลเลนทาวน์ เขาได้แสดงใน “On Borrowed Time” โปรดักชันของทู ริเวอร์ เธียเตอร์ สำหรับนักแสดงและผู้กำกับรางวัลออสการ์ โจเอล เกรย์ โอ๊คส์ใช้ชีวิตกับครอบครัว ที่ประกอบไปด้วยพ่อของเขา ไมเคิล เฟกลีย์, แม่ของเขา เมอร์ซีดีส ทอนน์, พี่สาวของเขา ออกัสต์ เฟกลีย์และน้องชายของเขา วินสโลว์ เฟกลีย์

    เวส เบนท์ลีย์ (แจ็ค)
    ได้รับความสนใจครั้งแรกจากการแสดงในภาพยนตร์รางวัลออสการ์เรื่อง “American Beauty” ในบทริคกี้ ฟริทส์ เพื่อนบ้านรักศิลปะผู้เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณของเจน เบิร์นแฮม (ธอรา เบิร์ช) นอกจากนี้ เขายังรับบทซีเนก้า เครน ผู้ควบคุมการแข่งขันในภาพยนตร์เรื่อง “The Hunger Games” และได้ร่วมแสดงใน “Lovelace” ในบทช่างภาพโธมัส ล่าสุด เขาได้แสดงบทจอห์น โลว์ในภาพยนตร์โดยไรอัน เมอร์ฟีย์เรื่อง “American Horror Story: Hotel”

    ในปี 2014 เขาได้แสดงในภาพยนตร์โดยคริสโตเฟอร์ โนแลนเรื่อง “Interstellar,” ภาพยนตร์โดยเทอร์เรนซ์ มาลิคเรื่อง “Knight of Cups” ประกบเคท บลังเช็ตต์และคริสเตียน เบล, “Welcome To Me” ประกบคริสเตน วิ้กและวิล เฟอร์เรลและ “Unconscious” ประกบเคท บอสเวิร์ธ ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2014 ก่อนหน้าผลงานของเขาใน “Pete’s Dragon” เขาได้ถ่ายทำการแสดงประกบแซ็ค เอฟรอนใน “We Are Your Friends”

    คาร์ล เออร์บัน (กาวิน)
    มีผลงานการแสดงที่โด่งดังและสม่ำเสมอตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เขาอาจเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการแสดงที่เจิดจ้าของเขาในภาคที่สองและภาคที่สามของไตรภาค “The Lord of the Rings” โดยปีเตอร์ แจ็คสัน ที่ได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและทำรายได้ถล่มทลายในบ็อกซ์ออฟฟิศ ในบทอีโอเมอร์ ผู้นำคนกล้าจากอาณาจักรโรฮาน

    การแสดงของเขาในบทดร.เลียวนาร์ด แม็คคอยหรือโบนส์ในภาพยนตร์โดยเจ.เจ.อับรามส์ที่ปลุกชีพแฟรนไชส์ “Star Trek” อีกครั้งในปี 2009, ภาพยนตร์ปี 2013 เรื่อง “Star Trek: Into Darkness” และล่าสุด “Star Trek: Beyond” ในฤดูร้อนปีนี้ ได้สร้างความยินดีให้กับแฟนๆ และนักวิจารณ์ไม่ต่างกัน

    อูน่า ลอเรนซ์ (นาตาลี)
    เกิดวันที่ 1 สิงหาคม ปี 2002 และเริ่มต้นแสดงตั้งแต่อายุห้าขวบในภาพยนตร์ขนาดสั้นของพ่อเธอเรื่อง “Days Dance” และตั้งแต่นั้นมา เธอก็ได้แสดงทั้งในภาพยนตร์และละครเวที ในบทดรามาและคอเมดี เธอได้รับรางวัลโทนี อวอร์ดปี 2013 สาขาผลงานยอดเยี่ยมในละครเวทีจากการเป็นหนึ่งในสี่นักแสดงหญิงที่รับบทนำในละครเวทีเรื่อง “Matilda the Musical” และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรมมี และในปี 2015 เธอก็ได้แสดงเป็นลูกสาวของเจค จิลเลนฮัลและราเชล แม็คอดัมส์ในภาพยนตร์เรื่อง “Southpaw”

    ด้านละครเวที ในนิวยอร์กเธอได้รับบทลูกสาวของวู้ดดี้ใน “Woody Guthrie Dreams” และได้รับรางวัลออเดียนซ์ อวอร์ดในบทกล้วยช่างปรัชญาในละครเวทีเรื่อง “The Cosmic Fruit Bowl”

    โรเบิร์ต เรดฟอร์ด (มิชชั่ม)
    เป็นนักแสดงและคนทำงานเบื้องหลังคนดัง รวมทั้งเป็นนักอนุรักษ์และนักรักษาสิ่งแวดล้อมตัวยง เขาเป็นคนที่ยืนหยัดเพื่อความรับผิดชอบทางสังคมและการมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นศิลปินและนักธุรกิจ ผู้สนับสนุนการแสดงออกด้านความคิดสร้างสรรค์โดยไม่ประนีประนอม

    ความสนใจในการแสดงออกด้านความคิดสร้างสรรค์เริ่มต้นมานานก่อนที่เขาจะตั้งใจเป็นนักแสดงเสียอีก เรดฟอร์ดเกิดในเมืองซานตา มอนิกา รัฐแคลิฟอร์เนีย ความบันเทิงเพียงอย่างเดียวของเรดฟอร์ดสมัยเด็กคือการเข้าห้องสมุดประชาชน การฟังวิทยุและการดูภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ท้องถิ่น การ์ตูนเป็นแรงบันดาลใจให้เขาวาดรูปและระบายสีการ์ตูนของตัวเอง ภายหลัง เขาลาออกจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดและเดินทางไปปารีส เพื่อศึกษาที่สถาบันอีโกล เดอ โบ อาร์ตส์ เมื่อเขากลับอเมริกา เขาก็ได้ศึกษาที่โรงเรียนศิลปะในบรู๊คลินและสถาบันอเมริกัน อคาเดมี ออฟ ดรามาติค อาร์ตส์ เพื่อศึกษาด้านการแสดง เพื่อที่เขาจะได้เข้าใจถึงความต้องการของโรงละครมกขึ้น ครูสอนการแสดงของเขาเห็นถึงพรสวรรค์ของเขาและไม่นานนัก การแสดงก็กลายเป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากกว่าการออกแบบฉาก ในปี 2013 เรดฟอร์ดได้กำกับและแสดงใน “The Company You Keep” ทริลเลอร์ที่ให้ความสำคัญกับอดีตนักเคลื่อนไหวจากเวธเธอร์ อันเดอร์กราวน์ ปีถัดมา เรดฟอร์ดได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำจากการแสดงยอดเยี่ยมของเขาในภาพยนตร์เรื่อง “All is Lost” ในปี 2015 เขามีผลงานเป็นภาพยนตร์เรื่อง “A Walk in the Woods” ที่สร้างจากนิยายโดยบิล ไบรสัน และเขาได้แสดงประกบนิค โนลเต้ เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์โรแมนติกไซไฟเรื่อง “The Discovery” ที่เขาได้แสดงประกบเจสัน ซีเกลและรูนีย์ มารา ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเข้าฉายในปี 2017

    ประวัติทีมผู้สร้าง
    เดวิด โลเวอร์รี่ (ผู้กำกับ/มือเขียนบทร่วม)
    ได้รับความสนใจจากผู้ชมและแวดวงฮอลลีวูดเมื่อในปี 2013 เขาได้กำกับและเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง “Ain’t Them Bodies Saints” ที่นำแสดงโดยเคซีย์ เอฟเฟล็คและรูนีย์ มารา ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรนด์ จูรี ไพรซ์จากงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ในปีนั้น

    ภาพยนตร์เรื่องนั้นสะดุดตาโรเบิร์ต เรดฟอร์ด ผู้ก่อตั้งซันแดนซ์ ผู้ไม่นานหลังจากนั้นได้ตกลงที่จะร่วมพัฒนาภาพยนตร์เรื่อง “The Old Man and The Gun” กับโลเวอร์รี่ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงจากบทความเกี่ยวกับโจรชราที่ปล้นธนาคาร เมื่อถึงเวลาคัดเลือกนักแสดงสำหรับภาพยนตร์เรื่อง “Pete’s Dragon” โลเวอร์รี่ก็ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลเพราะเรดฟอร์ดตกลงรับบทคุณมิชชั่มอย่างรวดเร็ว

    โลเวอร์รี่เป็นชาวเท็กซัส ผลงานการกำกับของเขารวมถึง “Pioneer” และ “St. Nick” และภาพยนตร์ของเขาก็ได้เข้าฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์และเซาธ์บายเซาธ์เวสต์ ในฐานะมือลำดับภาพ เขาได้ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมถึง “Bad Fever,” “Sun Don’t Shine” และ “Upstream Color” ซึ่งเรื่องหลังนี้ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ด

    เขาใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาผู้เป็นนักแสดงและคนทำงานเบื้องหลัง ออกัสติน ฟริซเซล (หลานสาวของศิลปินเล็ฟตี้ ฟริซเซล) และลูกสาวในเมืองฟอร์ธเวิร์ธ

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *