Pitch Perfect 3 | ชมรมเสียงใส ถือไมค์ตามฝัน 3

Pitch Perfect 3 | ชมรมเสียงใส ถือไมค์ตามฝัน 3

  • Genres: Comedy, Music
    Running Time:
    Release Date: December.22,2017 (USA)
    MPAA Rating:
    Distributors: Gold Circle Films, Universal Pictures
    Starring: Ruby Rose, Hailee Steinfeld, Anna Kendrick
    Directed by: Trish Sie

    บัดนี้ หลังจากสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยและก้าวออกสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่พวกเธอจะต้องใช้มากกว่าเพลงอาคัปเปลาเพื่อเอาตัวรอด สาวๆ เบลลาส์ก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งใน Pitch Perfect 3 บทต่อไปของแฟรนไชส์ที่เป็นที่ชื่นชอบ ที่กวาดรายได้กว่า 400 ล้านเหรียญในบ็อกซ์ออฟฟิศ

    หลังจากความตื่นเต้นยินดีกับชัยชนะของตำแหน่งแชมเปี้ยนโลก สาวๆ เบลลาส์กลับพบว่าตัวเองต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศละทางและพบว่ามันไม่มีตำแหน่งงานสำหรับการสร้างดนตรีด้วยปากเลยซักนิด แต่เมื่อพวกเธอมีโอกาสได้กลับมารวมก๊วนกันอีกครั้งเพื่อแสดงในต่างประเทศ สาวเนิร์ดสุดเจ๋งกลุ่มนี้ก็จะมาจับมือกันเพื่อรังสรรค์งานดนตรี และทำการตัดสินใจที่น่ากังขาบางอย่าง เป็นครั้งสุดท้าย

    แอนนา เคนดริค, รีเบล วิลสัน, เฮลลีย์ สเตนเฟลด์, บริทนีย์ สโนว์, แอนนา แคมป์, ฮานา เมย์ ลี, เอสเตอร์ ดีน, อเล็กซิส แน็ปป์, คริสซี ฟิท, เคลลีย์ แจ็คเกิล, เชลลีย์ เร็กเนอร์, อลิซาเบธ แบงค์และจอห์น ไมเคิล ฮิกกินส์ ต่างก็กลับมาสู่แฟรนไชส์นี้อีกครั้ง โดยครั้งนี้ พวกเธอได้ร่วมแสดงกับนักแสดงใหม่อย่างจอห์น ลิธโกว์, ดีเจ คาเล็ดและรูบี้ โรส

    Pitch Perfect 3 อำนวยการสร้างโดยพอล บรู๊คส์จากโกลด์ เซอร์เคิล เอนเตอร์เทนเมนต์และแม็กซ์ แฮนเดลแมน และอลิซาเบธ แบงค์แห่งบราวน์สโตน โปรดักชันส์และกำกับโดยทริช ซี (Step Up All In)

    ซีได้ร่วมงานกับทีมเทคนิคมากประสบการณ์เบื้องหลังกล้องที่รวมถึงผู้กำกับภาพแมทธิว คลาร์ค รวมถึงผู้ออกแบบงานสร้างคนเดิม โทบี้ คอร์เบ็ตต์, ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ซัลวาดอร์ เปเรซ, มือลำดับภาพ เคร็ก อัลเพิร์ตและโคลิน แพตตัน, ผู้ออกแบบท่าเต้น แอโคมอน โจนส์, ผู้ควบคุมงานสร้าง จูลีแอนน์ จอร์แดนและจูเลีย มิเชลส์ ร่วมด้วยผู้อำนวยการสร้างฝ่ายเสียงและผู้เรียบเรียงเสียง ดีเค ชารอน, เอ็ด โบเยอร์และอลานา ดาฟอนเซก้า ดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้แต่งโดยคริสโตเฟอร์ เลนเนิร์ทซ์

    Pitch Perfect 3 สร้างจากหนังสือมิคกี้ แร็ปกินและกำกับจากบทภาพยนตร์โดยเคย์ แคนนอนและไมค์ ไวท์ และเรื่องราวโดยแคนนอน ควบคุมงานสร้างโดยเจสัน มัวร์, สก็อต นีไมเออร์และเดวิด นิคเซย์

    เกี่ยวกับงานสร้าง

    การเรียกครั้งสุดท้ายแล้ว เหล่าชะนี:
    Pitch Perfect 3 เริ่มต้น

    เป็นเรื่องธรรมดาที่ความสำเร็จยิ่งใหญ่ที่น่าตกตะลึงของสองภาคแรกในแฟรนไชส์ Pitch Perfect จะกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยเกี่ยวกับการสร้างภาคสาม พอล บรู๊คส์จากโกลด์ เซอร์เคิลและแม็กซ์ แฮนเดลแมนและอลิซาเบธ แบงค์แห่งบราวน์สโตน โปรดักชันส์ผู้อำนวยการสร้างแฟรนไชส์นี้ มั่นใจว่า ยังมีอีกเรื่องราวหนึ่งแต่พวกเขาก็มั่นใจอีกเช่นกันว่า พวกเขาจะต้องอดทนและนำเสนอมันออกมาอย่างเหมาะสม

    “เราพยายามอย่างหนักเพื่อสร้างเรื่องราวที่ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติในภาคสอง และเราก็อยากใช้เวลาคิดหาคำตอบว่า ขั้นตอนต่อไปที่สมจริงสำหรับสาวๆ เบลลาส์คืออะไร เราใช้เวลานานก็จริงแต่เราก็มาถึงจุดนี้ได้ครับ” บรู๊คส์อธิบาย “พวกเบลลาส์จบมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว และพวกเธอก็พยายามหาคำตอบว่าพวกเธออยากจะทำอะไรในระยะยาว และก็เหมือนกับหลายๆ คนที่อายุยี่สิบกว่าๆ…มันเป็นช่วงเวลาวิกฤติครับ”

    สำหรับแบงค์ ภาคนี้นำเสนอช่วงเวลาที่เป็นการกลับมาสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง เธอและเพื่อนผู้อำนวยการสร้างได้พัฒนาแฟรนไชส์นี้มาตั้งแต่เริ่มต้น และแบงค์ก็ก้าวสู่งานเบื้องหลังเพื่อกำกับภาพยนตร์เรื่อง Pitch Perfect 2 นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้แสดงบท เกล สาวผู้คลั่งไคล้ในอาคัปเปลา ผู้ไม่สามารถปล่อยวางจากสาวๆ เบลลาส์ได้ เช่นเดียวกับ จอห์น ผู้บรรยาย เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเธอที่แฟรนไชส์นี้จะต้องพัฒนาไปในทิศทางใหม่ “หนังเรื่องนี้ไม่เพียงแต่จะมีการร้องและเต้นมากกว่าสองภาคแรก แต่มันก็เป็นแอ็กชันผจญภัยเต็มรูปแบบด้วย” แบงค์กล่าว “เราตื่นเต้นกับไอเดียในการทำให้สาวๆ เบลลาส์เป็นแอ็กชันฮีโร โดยเฉพาะแฟท เอมีค่ะ”

    “Pitch Perfect 3 แนะนำให้สาวๆ เบลลาส์รู้จักกับโลกกว้างที่น่ากลัวรอบตัวพวกเธอ” แฮนเดลแมนกล่าวเสริม “เรายกระดับทุกอย่างขึ้นและอยากให้แฟนๆ ได้เห็นในสิ่งที่พวกเขารัก นั่นคือการร้อง เต้นและเสียงหัวเราะ รวมทั้งยังได้เห็นสาวๆ ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ใหม่ๆ ที่สนุกสนานและน่าตื่นเต้น นี่เป็นหนังที่หนักไปทางแอ็กชันมากขึ้น การเปิดตัวอย่างหนาวเย็นเป็นการประกาศในทันทีเลยว่า ทุกอย่างจะแตกต่างออกไปมากๆ ตัวละครเหล่านี้อายุมากขึ้น พวกเธอต่างก็อยู่บนเส้นทางที่แตกต่างกันไป คุณจะไม่ผิดหวังเลยครับ”

    ผู้ที่นั่งแท่นผู้กำกับ Pitch Perfect 3 คือผู้กำกับทริช ซี ผู้โด่งดังจากการออกแบบท่าเต้นที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมของเธอในมิวสิควิดีโอของโอเค โกที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรมมี อวอร์ดและภาพยนตร์ที่เรียกเสียงฮือฮาอย่าง Step Up All In ซีที่ตื่นเต้นสุดๆ ที่ได้เข้าร่วมงานนี้กล่าวว่า “ฉันเป็นแฟนหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ฉันได้ดูภาคแรกในโรงหนังแล้วค่ะ มันเป็นหนังที่ทำให้ฉันรู้สึกแค้นใจหน่อยๆ เพราะฉันหวังว่าฉันจะได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนั้นบ้าง…และก็คิดว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสนั้นหรอก”

    ในฐานะศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียเหมือนๆ กัน ซีจึงเข้ากันได้ดีกับแบงค์และแฮนเดลแมนตั้งแต่การพบกันครั้งแรก “ตอนที่ฉันได้ยินว่า Pitch Perfect 3 กำลังหาผู้กำกับ มันก็เป็นช่วงเวลาที่ดีจนไม่น่าจะเป็นเรื่องจริงได้น่ะค่ะ” เธอเล่า “ฉันไม่รู้จักพวกเขาระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย แต่ลิซ, แม็กซ์กับฉันก็เรียนที่นั่นในช่วงเวลาเดียวกัน ฉันหวังว่าเราจะมีอะไรเหมือนๆ กัน และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ มันให้ความรู้สึกเหมือนการจับคู่ที่ดีมากๆ ค่ะ”

    “แบ็คกราวน์ของทริชเริ่มต้นจากโอเค โก ผู้มีมิวสิควิดีโอที่น่าตื่นตาตื่นใจมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา” แบงค์กล่าว “เธอมีแบ็คกราวน์ด้านการออกแบบท่าเต้นและนำเสนอพลังงานแบบที่คุณต้องการจะเจอในหนัง Pitch Perfect เธอเข้าใจอารมณ์ขันพิลึกพิลั่นของเราด้วย ดังนั้น หลังจากพบกันหลายครั้ง เราก็รู้สึกว่าทริชเป็นตัวเลือกที่เพอร์เฟ็กต์ และเราก็เริ่มต้นกันค่ะ”

    มันเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กันที่ซีจะต้องมีความเชื่อมโยงกับทีมนักแสดงหลักของเรื่องด้วย แอนนา เคนดริค นักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและรางวัลโทนี อวอร์ด เป็นหัวใจสำคัญของแฟรนไชส์ Pitch Perfect ตั้งแต่เริ่มแรก และแฟนๆ ก็ได้ติดตามความเปลี่ยนแปลงของเบก้าจากการเป็นเด็กใหม่ผู้อึดอัดไปสู่การเป็นนักแสดงที่กำลังจะก้าวสู่อาชีพทางดนตรีที่รุ่งโรจน์ เคนดริคเผยว่าเธอตื่นเต้นที่ได้ซีมาเป็นเพื่อนร่วมงานในภาคนี้ของแฟรนไชส์ “เราคลั่งไคล้ทริชค่ะ เธอเป็นเพื่อนร่วมงานที่น่าทึ่ง ผู้ฟังและอยากจะฟังความคิดเห็นของพวกเรา “นอกจากนี้ เธอยังเป็นคนดนตรีที่มีแบ็คกราวน์ด้านการออกแบบท่าเต้นด้วย คุณได้แต่ไว้วางใจว่าเธอจะถ่ายทำหนังเรื่องนี้ออกมาอย่างเหมาะสมค่ะ”

    นอกจากนั้น นักแสดงหญิงยังชื่นชมความสามัคคีเบื้องหลังการเนรมิตชีวิตให้กับเรื่องราวที่สร้างขึ้นมาโดยเคย์ แคนนอน ผู้เขียนบทภาพยนตร์สองภาคแรก และร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Pitch Perfect 3 กับไมค์ ไวท์ “อารมณ์ขันเป็นสิ่งที่ทำให้หนังของเราโดดเด่นมาโดยตลอด และเราทุกคนต่างก็ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเวอร์ชันที่ดีที่สุดของบทหนังเรื่องนี้ขึ้นมา” เคนดริคกล่าว

    รีเบล วิลสัน หรือตัวแฟท เอมีเอง ผู้มองว่าตัวละครที่เธอสร้างขึ้นได้โลดแล่นมีชีวิตชีวาขึ้นมา ชื่นชมสิ่งที่ผู้กำกับของเธอมอบให้กองถ่ายนี้ “ทริชสร้างบรรยากาศเยี่ยมๆ ที่สนุกสนานทั้งในและนอกฉากขึ้นมาค่ะ ฉันรักพลังงานของเธอ เธอมีพลังงานล้นเหลือ ที่เป็นแง่บวกและสร้างแรงจูงใจมากๆ เรามีช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการร่วมงานกับเธอค่ะ”

    แบงค์ทุ่มเทความรักทั้งหมดของเธอให้กับภาคนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เธอภาคภูมิใจที่สุดในเส้นทางอาชีพที่น่าทึ่งของเธอ “เราตื่นเต้นมากที่มีผู้กำกับหญิงและทีมนักแสดงหญิงล้วน และได้ประชาสัมพันธ์เรื่องราวที่สนุกและน่าสนใจสำหรับผู้หญิงค่ะ” เธอเล่า “มันมีหนังไม่มากพอที่จะทำแบบนั้นได้ เราชื่นชอบข้อคิดสำหรับเด็กสาวเกี่ยวกับความสามัคคีที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับมิตรภาพและสิ่งที่พวกเธอใฝ่ฝันอยากจะทำในชีวิตของตัวเองได้ ทริชนำพลังงานล้นเหลือมาสู่การประชุมทุกครั้ง รวมทั้งความรัก และประวัติการทำงานที่เหมาะสมด้วย เรารู้สึกเหมือนว่าเราได้พบคนเก่งๆ ที่จะมาดูแลหนังของเราแล้ว และเธอก็บังเอิญเป็นผู้หญิงซะด้วย นั่นเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเธอค่ะ”

    การกลับมารวมตัวบนเวที:
    สาวๆ เบลลาส์กลับมาอีกครั้ง

    สาวๆ เบลลาส์ เว้นแต่เอมิลี สำเร็จการศึกษาจากบาร์เดนกันหมดแล้ว และกระจัดกระจายไปกันคนละทิศละทาง “พวกเธอเริ่มมองเห็นแล้วว่า อาคัปเปลาสมัยเรียนมหาวิทยาลัยจะไม่ยั่งยืนตลอดไปสำหรับพวกเธอ” ซีกล่าว “มันเป็นเรื่องสมัยมหาวิทยาลัย ที่อยู่ในฟองสบู่ของสถาบันศึกษา ความท้าทายของเราคือการทำให้พวกเธอโตขึ้นในแบบที่ดูสมจริง เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องส่งสาวๆ พวกนี้ออกไปให้พ้นรั้วมหาวิทยาลัย และเข้าสู่โลกจริงๆ ค่ะ”

    ผู้กำกับได้เล่าถึงความคืบหน้าของสาวๆ เบลลาส์ว่า “เบก้าพยายามทำงานในสายงานอำนวยการดนตรี เธอทำงานในค่ายเพลง ซึ่งให้เธอทำงานกับแทร็คฮิปฮ็อปธรรมดาๆ มากมาย แฟท เอมีมีการแสดงหญิงเดี่ยวของตัวเอง ที่เธอพยายามจะดันไปให้ถึงเวทีบรอดเวย์ ดังนั้น เธอก็เลยไปเตร่อยู่แถวไทม์สแควร์ด้วยชุดแบบนักแสดงข้างถนนของตัวเอง โดยมีพวกอันธพาลมาก่อกวนเธอทุกวี่วันน่ะค่ะ”

    วิลสันชื่นชอบการที่ผู้ชมได้เรียนรู้เกี่ยวกับแฟท เอมีมากมายในภาคนี้ ตัวละครตัวนี้ ที่ลึกลับเสมอ เผยอะไรมากมายให้เพื่อนสาวเบลลาส์ได้รับรู้มากกว่าที่พวกเธอคิดฝันว่าจะเป็นไปได้ (หรือคิดว่าเป็นเรื่องจริง) “คุณจะได้รู้จักแฟท เอมีมากขึ้นในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเจ๋งดีค่ะ” วิลสันกล่าวเสริม “ในตอนเริ่มต้นเรื่อง เธอพยายามจะไปให้ถึงบรอดเวย์ เธอสร้างการแสดงเล็กๆ ที่มีชื่อว่าแฟท เอมี ไวน์เฮาส์ ซึ่งเป็นการแสดงหญิงเดี่ยวที่ทั้งฮาและน่าทึ่ง ที่เธอแสดงบนท้องถนนขึ้นมา แต่เธอก็ได้รับการติดต่อจากคนที่ลึกลับมากๆ เป็นประจำ…”

    สำหรับโคลอี้ เธอพยายามจะสอบเข้าโรงเรียนสัตวแพทย์ให้ได้ แต่เธอก็โหยหาช่วงเวลาที่เรียบง่ายกว่านี้ “โคลอี้รักสัตว์ค่ะ แต่เธอก็รักพวกเบลลาส์ด้วย เธอก็เลยปล่อยวางไม่ได้” สโนว์อธิบาย “เธอใกล้ชิดกับเบก้าและแฟท เอมีมากๆ และพยายามจะเดินหน้าต่อไปช้าๆ ด้วยการกลายเป็นสัตวแพทย์ค่ะ”

    “มันเซอร์เรียลมากที่ได้กลับมาอยู่กับสาวๆ เบลลาส์อีกครั้ง แต่ฉันก็ชอบมันค่ะ” นักแสดงหญิงกล่าวเสริม “เราโชคดีมากๆ ที่ได้กลับมาแสดงหนังเรื่องนี้อีก ฉันได้เพื่อนรักหลายคนในสองภาคแรก และระหว่างการถ่ายทำภาคสาม ฉันก็ได้มองไปรอบๆ แล้วคิดว่า ‘ฉันได้รับเงินจากการอยู่กับคนที่ฉันอยากใช้เวลาอยู่ด้วยอยู่แล้ว’ มันเป็นเรื่องเยี่ยมทีเดียวค่ะ”

    “ฉันได้กลับมาเจอสาวๆ ทุกคนใน Pitch Perfect 3 และมันก็เจ๋งสุดๆ” แคมป์กล่าว “ออเบรย์เป็นคนที่เครียดและกังวลที่สุดเกี่ยวกับการร้องเพลงต่อหน้าทุกคนและเธอก็แสดงท่าทีเกร็งให้สาวๆ เบลลาส์คนอื่นๆ ได้เห็น แต่ระหว่างที่เรื่องราวดำเนินไป เธอก็เปิดกว้างขึ้นและผ่อนคลายมากขึ้น ตอนนี้ เธอกำลังบริหารงานเดอะ ล็อดจ์ แอท ฟอลเลน ลีฟส์ เธอกลับมาเพื่อโอกาสครั้งสุดท้ายที่จะได้ร้องเพลงร่วมกับสาวๆ เบลลาส์และแนะนำให้พวกเธอรู้จักกับทัวร์ยูเอสโอ ซึ่งเป็นวิธีให้เธอได้ตามหาพ่อของเธอด้วยเหมือนกันค่ะ”

    เราได้พบว่า ซินเธีย โรส ที่รับบทโดยอีสเตอร์ ดีน สาวพราวเสน่ห์ ได้เข้าเรียนโรงเรียนการบิน แต่เธอกำลังจะโดนไล่ออกเพราะเธอสอบตกอยู่ตลอด “ในตอนเริ่มต้น คุณจะได้เห็นว่าเรากำลังใช้ชีวิตของตัวเองและพยายามจะหาคำตอบว่าเราจะไปในทิศทางไหน เหมือนกับคนอื่นๆ ที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยน่ะค่ะ” ดีนกล่าว

    “ซินเธีย โรสกำลังพยายามเอาตัวรอดในโรงเรียนการบิน ฉันก็เลยไปที่พิพิธภัณฑ์การบินเดลต้าในแอตแลนตาและพวกเขาก็ขอให้ฉันบังคับเครื่องซิมูเลเตอร์นี้ให้ร่วง 20 ครั้ง” นักแสดงมากความสามารถกล่าวต่อ “แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องขอให้ฉันพยายามหรอกค่ะ…เพราะยังไงฉันก็ทำมันร่วงอยู่แล้ว ฉันคงจะต้องมอบหน้าที่นั้นให้คนอื่น ที่ไม่ใช่ฉันน่ะค่ะ”

    เฮลลีย์ สเตนเฟลด์ นักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์และแจ้งเกิดในวงการภาพยนตร์และดนตรีนับตั้งแต่การเปิดตัวที่น่าทึ่งของเธอต่อหน้าผู้ชมเมื่อหลายปีก่อน ผู้ที่กลับมารับบท เอมิลี สาวเบลลาส์ เป็นครั้งที่สองในแฟรนไชส์นี้ เล่าว่า “ฉันต้องใช้เวลาตลอดการถ่ายทำภาคสองถึงจะทำความเข้าใจได้ว่าฉันได้แสดงหนังเรื่องนี้จริงๆ ฉันเป็นแฟนพันธุ์แท้หนังภาคแรกมากจนการได้แสดงใน Pitch Perfect 2 เป็นเรื่องน่าอึ้งมากๆ จากนั้น การได้ยินว่าภาคสามกำลังจะสร้างก็เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกค่ะ”

    สเตนเฟลด์ ศิลปินชื่อดังและนักแสดงผู้น่าหลงใหล รู้สึกตื่นเต้นที่ได้กลับเข้าไปในสตูดิโออีกครั้ง “เราได้ปรากฏตัวขึ้นที่ค่ายฝึกอาคัปเปลาและตรงไปทำงานราวกับเวลาไม่ได้ผ่านไปเลย มันเป็นเรื่องเจ๋งเสมอเพราะพอคุณได้ไปซ้อมเต้นหรือเข้าสู่เซสชันบันทึกเสียง คุณก็จะกลับเข้าสู่วงจรเก่าๆ ทันทีค่ะ”

    นักแสดงหญิง คริสซีย์ ฟิท ผู้ขโมยซีนใน Pitch Perfect 2 ในบทนักศึกษาแลกเปลี่ยน โฟล ได้กล่าวเห็นพ้องด้วยกับความตื่นเต้นของสเตนเฟลด์ที่ได้กลับมาสู่บทของเธออีกครั้ง “ในตอนแรก คุณจะได้เห็นสาวๆ เบลลาส์ใช้ชีวิของตัวเองและพยายามหาที่ทางของตัวเองในโลกใบนี้หลังเรียนจบ ตอนที่เราได้พบโฟลอีกครั้ง เธอกำลังขับรถขายน้ำผลไม้และมีแผนการใหญ่โตสำหรับอนาคต”

    เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ โฟลยังเป็นเบลลาส์น้องใหม่อยู่เลย แต่อย่างไรก็ดี สำหรับฟิท เธอยอมรับว่า ตัวละครเหล่านี้พบว่าเวลาที่พวกเธออยู่กับทีมงานของเอมิลีเป็นเรื่องหวานปนขม “การได้เห็นเบลลาใหม่ๆ เป็นเรื่องเจ๋งเพราะพวกเธอเป็นนักร้องที่น่าทึ่งและมีพรสวรรค์” ฟิทกล่าว “สำหรับตัวละครของเรา มันเป็นเรื่องน่าหดหู่นิดๆ เพราะมันทำให้เรานึกถึงช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ที่เราสามารถร้องเพลงและสนุกด้วยกันได้ นั่นเป็นสิ่งที่ผลักดันพวกเราให้ตัดสินใจร่วมทัวร์กับยูเอสโอค่ะ”

    ฮานา เมย์ ลี ก็กลับมาสู่บท ลิลลี สาวผู้รู้สึกเคอะเขิน อีกครั้งหนึ่ง “เธอกำลังทำในสิ่งที่เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร เธอเย็บผ้าอยู่ในห้องใต้ดิน และหยิบเส้นผมออกมาใส่ตรงเสื้อผ้าของเธอ…ทำในสิ่งที่น่าขนลุกตามสไตล์ลิลลีน่ะค่ะ” ซีกล่าวกลั้วหัวเราะ “ส่วนสเตซีย์ก็ยังคงทำงานเป็นครูฝึกส่วนตัว แต่เธอก็ยังชื่นชอบหนุ่มๆ อยู่เหมือนเดิม เธออาจจะท้องหรือไม่ท้องก็ได้ ซึ่งทำให้เธอไม่สามารถเข้าร่วมการทัวร์ได้น่ะค่ะ”

    ทีมนักแสดงคงจะไม่ครบสมบูรณ์ถ้าไม่ได้สาวๆ เบลลากลับมาครบทุกคน โดยเฉพาะคู่หูที่ตัวติดกัน “เราได้เจอกับแอชลีย์และเจสสิกาและพวกเธอก็กำลังทำในเรื่องแบบแอชลีย์และเจสสิกาค่ะ” ผู้กำกับสาวกล่าว “สาวๆ ทุกคนกำลังพยายามหาที่ทางของตัวเองบนโลกใบนี้ แต่ก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งสำหรับงานคืนสู่เหย้าสาวๆ เบลลาส์ พวกเธอไม่สามารถปล่อยวางจากความปรารถนาที่จะแสดงด้วยกันได้ค่ะ”

    สุดท้าย มันคงจะไม่ใช่ภาพยนตร์ Pitch Perfect ถ้าปราศจากจอห์นและเกล “อีกครั้งหนึ่ง พวกเขามีโปรเจ็กต์ของตัวเองที่ดำเนินไปตลอดเรื่องราวของเรา” ซีตั้งข้อสังเกต “จอห์นและลิซฮามากๆ คุณสามารถเดินกล้อง จับภาพพวกเขาสองคนและดูพวกเขาแสดงไปเรื่อยๆ ได้ บางครั้ง ฉันลืมตะโกนสั่งคัทด้วยซ้ำ ท้ายที่สุด พวกเขาก็ถามว่า ‘คุณจะสั่งคัทมั้ยเนี่ย’ ระหว่างที่เราหัวเราะหนักมากจนแทบจะฉี่ราดน่ะค่ะ”

    “แบงค์กับจอห์นเป็นสองคนโปรดของฉันค่ะ” สโนว์กล่าวชื่นชม “เยี่ยมมากที่ได้พวกเขากลับมาอิมโพรไวส์อีกครั้ง เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาอยู่ในฉาก พวกเขาก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดเลยค่ะ”

    ขอต้อนรับสู่ครอบครัว:
    ดาราใหม่ก้าวเข้ามา

    เมื่อพูดถึงนักแสดงคนใหม่สำหรับครอบครัว Pitch Perfect ก็มีตัวเลือกอยู่หลายคน หนึ่งในนักแสดงหน้าใหม่ที่พิเศษสุดของกลุ่มคือนักแสดงเจ้าของรางวัลนับไม่ถ้วน จอห์น ลิธโกว์ ผู้รับบท เฟอร์กัส พ่อผู้น่าสงสัยของแฟท เอมี

    ผู้อำนวยการสร้างแฮนเดลแมนได้เล่าถึงที่มาที่ไปของเขาให้เราฟังเล็กน้อย “แฟท เอมีหนีจากพ่อผู้เป็นแก๊งสเตอร์ของเธอในออสเตรเลียเมื่อเจ็ดปีก่อน และเธอก็มาเรียนที่มหาวิทยาลัยบาร์เดนเพื่อหนีจากเขา เขาเป็นคนเลว เธอก็เลยสร้างตัวเองใหม่เป็นแฟท เอมี แทนที่จะใช้ชื่อเดิมของตัวเองว่าแพทริเซีย ตอนนี้เมื่อเธอออกจากอเมริกา เขาก็ตามหาตัวเธอและพยายามจะคืนดีกับเธอ ตอนแรก มันก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่แล้วแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่ของเขาก็ถูกเปิดเผยออกมาครับ”

    “ถ้าเราจะผลักดันให้ชีวิตสาวๆ พวกนี้เดินหน้าต่อไป เราก็ต้องรับมือกับอดีตและทำให้พวกเธอคลี่คลายปัญหาบางอย่างของตัวเองด้วยค่ะ ฉันสนใจการที่เราไม่เคยรู้อะไรเลยเกี่ยวกับแฟท เอมีมาโดยตลอด” ซีเล่า “เราเคยพบพ่อของเบก้ามาแล้ว เราเคยได้ยินออเบรย์พูดถึงพ่อของเธอ แต่เราไม่รู้ว่าแฟท เอมีเป็นใครหรือทำไมเธอถึงมาจากทัสมาเนียและมาลงเอยอยู่ที่บาร์เดนน่ะค่ะ”

    “แทนที่จะให้เป็นคนรักน่าขนลุกซักคน มันคงดูตลกดีถ้าคนที่ไล่ตามแฟท เอมีคือพ่อของเธอค่ะ” ซีกล่าวต่อ “เธอต้องรับมือกับความจริงที่ว่าเธอหนีจากชายคนนี้มาเมื่อหลายปีที่แล้ว และเขาก็ไล่ตามหาเธอ หนึ่งในความน่ายินดีของหนังเรื่องนี้คือการได้รู้จักและร่วมงานกับจอห์น ลิธโกว์ เพราะเขาเป็นนักแสดงในฝันเลยค่ะ เขาเป็นคนที่ใจดีและเอื้อเฟื้อมากๆ และเป็นมือโปรเต็มตัวด้วย เขามีอารมณ์ขันยอดเยี่ยมและเต็มใจที่จะทำงานนี้ร่วมกับเรามากๆ”

    วิลสันเล่าถึงสิ่งที่เราจะคาดหวังได้กับเฟอร์กัส “คุณจะรู้ว่าพ่อเธอตามหาตัวเธอเจอแล้ว เขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าอเมริกาเพราะเขาเคยทำเรื่องผิดกฎหมายบางอย่าง แต่พอสาวๆ ไปที่ยุโรป เขาก็เจอตัวแฟท เอมีและทั้งคู่ก็ได้พบกันเป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดปีค่ะ”

    สำหรับเพื่อนร่วมแสดงของเธอ นักแสดงสาวกล่าวชื่นชมในตัวเขาเช่นเดียวกับผู้กำกับของเธอ “ฉันมีแต่คำชมสำหรับเขาค่ะ” วิลสันกล่าว “อย่างแรกเลย ตอนที่พวกเขาบอกฉันว่า พ่อของคุณคือจอห์น ลิธโกว์นะ ฉันก็คิดว่า ‘เขาเคยแสดงทั้งหนัง ซีรีส์ และบรอดเวย์ และฉันก็โตมากับการดูเขาทางโทรทัศน์’ การได้เขามารับบทพ่อฉันและการให้เขามาเรียนสำเนียงออสเตรเลียนในเวลาสามวันเป็นเรื่องเหลือเชื่อค่ะ”

    หลังจากเคยร่วมงานกับลิธโกว์มาก่อนระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Accountant เคนดริคก็ตื่นเต้นที่เพื่อนร่วมแสดงคนอื่นๆ ของเธอจะได้ร่วมงานกับเขา “ตอนที่พวกเขาบอกฉันว่าจอห์นจะมาเล่นหนังเรื่องนี้ ฉันก็จำได้ว่าฉันดีใจมากๆ ที่คนอื่นๆ มีโอกาสได้ร่วมงานกับเขา การพูดคุยกับจอห์นทุกครั้งเป็นประโยชน์มากและเขาก็อินกับดนตรีและการเต้นมากจนทำให้เขาเป็นผู้ชมการแสดงที่ยอดเยี่ยมสำหรับการแสดงของเราค่ะ”

    ในการร่วมงานกับลูกสาวบนหน้าจอของเขา ลิธโกว์มีแต่คำพูดดีๆ สำหรับเธอ “รีเบลน่ารักมากครับ เธอเป็นคนตลกโดยไม่ต้องพยายา แต่ก็เป็นคนที่จริงใจและมีจิตใจดีงาม แฟท เอมีเป็นตัวละครที่ไม่เหมือนใครมากๆ และรีเบลก็พร้อมเหลือเกินกับการเป็นคนที่ใจจืดใจดำ แต่คุณก็จะรักเธอแบบนั้น เธอเป็นคนยิ่งใหญ่มากและเราก็ได้ร้องเพลงและเต้นด้วยกันด้วย การที่พวกเราสองคนได้ร้องเพลงและเต้นด้วยกันเป็นเรื่องสนุกสุดๆ เลยครับ”

    ตัวละครใหม่อื่นๆ ที่ได้เข้าร่วมกลุ่มรวมถึงชิคาโก้ ที่รับบทโดยแมทท์ แลนเตอร์ สโนว์และแลนเตอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันนอกจอ รู้สึกตื่นเต้นที่ได้ทำงานร่วมกันบนหน้าจอเป็นครั้งแรก “ในหนังเรื่องนี้ โคลอี้ได้พบกับคนพิเศษ ชื่อของเขาคือชิคาโก้ และเขาก็รับบทโดยแมทท์ แลนเตอร์ ผู้น่าทึ่งที่ฉันรักค่ะ” สโนว์กล่าว “พวกเขาเฟลิตกันตลอดการทัวร์ยูเอสโอเลย”

    สุดท้าย กาย เบอร์เน็ตต์ รับบท หนุ่มที่เฟลิตกับเบก้า ธีโอ ผู้บริหารค่ายเพลง ผู้เป็นส่วนสำคัญในทีมงานของดีเจ คาเล็ด เขามีความสามารถในการคัดเลือกคนที่มีพรสวรรค์ด้านดนตรี ระหว่างการด้นสดในช่วงเปิดเรื่อง เขาสามารถได้ยินเสียงเบก้าจริงๆ ท่ามกลางเสียงประสานได้

    ดรากอน, วิสกี้และเอฟเวอร์มอยส์:
    การด้นสดกับการประกวด

    ถ้ามีสิ่งหนึ่งที่สาวๆ เบลลาส์ขาดไม่ได้ นั่นคือคู่แข่งทางดนตรี “สาวๆ เบลลาส์ทุกคนกลับมาและเราก็กำลังจะไปร่วมทัวร์ยูเอสโอ ซึ่งเป็นเรื่องเจ๋งทีเดียว” วิลสันกล่าว “ตอนแรก เราไม่คิดหรอกว่ามันจะมีการประชันขันแข่งอะไร แต่ทายซิคะ มันกลับมีการแข่งขันด้วย ซึ่งเราชอบมันมาก”

    “สาวๆ เบลลาส์ได้ไปร่วมทัวร์และทุกคนที่เล่นเครื่องดนตรีก็ยังร้องอาคัปเปลลาเก่งกว่าเราอีกต่างหาก” เคนดริคตั้งข้อสังเกต “ในโลกของ Pitch Perfect ทุกคนร้องอาคัปเปลลาได้” เธอหยุดไปครู่หนึ่ง “เหมือนกับในโลกของคนอย่างเฉินหลงที่ทุกคนต่อยหมัดมวยเป็นน่ะค่ะ”

    อย่างไรก็ดี พวกเบลลาส์ก็แสดงความสามารถได้ดีที่สุดเมื่อพวกเธอเป็นไก่รองบ่อน “เราอยากจะนำเสนอทัวร์ยูเอสโอกับพวกเธอให้คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง เพราะยูเอสโอเองก็มีการแสดงหลายชุด” แบงค์กล่าว “มันคล้ายกับวาไรตี้ โชว์ เราก็เลยคิดเรื่องวงดนตรีอื่นๆ ขึ้นมา เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์สนุกสนานระหว่างพวกเธอน่ะค่ะ”

    การที่พวกเธอไม่เพียงแต่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ท้าทายด้านอาคัปเปลลาในตอนแรกทำให้สาวๆ เบลลาส์ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ “ครั้งนี้ การแข่งขันดุเดือดมาก” โบเยอร์ตั้งข้อสังเกต “ในตอนที่คุณมีวง คุณจะมีเครื่องดนตรีที่จะถูกปรับแต่งอัตโนมัติและมีระบบเสียงที่ดังสนั่น คุณมีกลองที่ตีกระหน่ำและเสียงเบสที่มีเสียงต่ำกว่าที่นักร้องหญิงสามารถร้องได้อยู่สองออคเตฟ นักดนตรีมากประสบการณ์เหล่านี้เล่นดนตรีและออกแสดงทัวร์มาทั้งชีวิต ในขณะที่สาวๆ เบลลาส์เพิ่งพ้นรั้วมหาวิทยาลัยมาเอง”

    อย่างไรก็ดี อย่าคิดว่าสาวๆ เบลลาส์จะแพ้ง่ายๆ วิลสันเล่าถึงแนวทางการแข่งขันในทัวร์นี้ว่า “มีวงใหม่ที่ชื่อเอฟเวอร์มอยส์ ที่นำทีมโดยรูบี้ โรส เพื่อนชาวออสเตรเลียนที่ทั้งเซ็กซีและชุ่มฉ่ำมากๆ ค่ะ แล้วก็มีแซดเดิล อัพ ซึ่งเป็นวงดนตรีคันทรีที่มีอยู่จริง มันก็เลยเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขา พวกเขาก็แค่ต้องร้องเพลงคันทรีเท่านั้นเอง แล้วก็มีดีเจ ดรากอน นัทส์และดีเจ ลูนนีย์ ที่แสดงฝีมืออย่างเต็มที่ในการทัวร์ครั้งนี้ค่ะ”

    ซีขยายความเรื่องคู่แข่งดุเดือดในนามของ เอฟเวอร์มอยส์ ซึ่งเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของเบลลาส์จนถึงปัจจุบัน เธอตั้งข้อสังเกตว่า “พวกเธอเป็นสาวๆ พรสวรรค์ที่เชิดหยิ่งและสวย ที่เล่นในวงดนตรีสาวล้วน ฉันอยากได้นักดนตรีจริงๆ ที่มีความชำนาญ เราก็เลยมีเวนเซลลา จอย วิลเลียมส์ ที่ทำหน้าที่มือกลองในการทัวร์ให้กับบียอนเซ, แอนดี้ อัลโล ที่เป็นศิษย์คนหนึ่งของปรินซ์ และเป็นมือกีตาร์และนักแต่งเพลงที่น่าทึ่งและฮันนาห์ แฟร์ไลท์ ที่เป็นทั้งร็อคสตาร์ นักร้อง นักแต่งเพลง ผู้เล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด และรูบี้ โรส นักร้องในฝันที่ร้องเพลงและเล่นกีตาร์ เธอตัวสูง หน้าตาสวยและเชิดหยิ่ง คุณจะแข่งกับสาวๆ ที่แสดงท่าทีเหนือกว่าแบบนั้นได้ยังไงล่ะคะ”

    “ฉันชอบสองภาคแรก และฉันก็เป็นแฟนผลงานของแอนนา, รีเบลและลิซค่ะ” โรส ผู้เล่าถึงเบื้องหลังการที่เธอได้รับบทนี้ กล่าว “ฉันได้คุยกับลิซ แต่เราก็ไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เราจะร่วมงานกันต่อไปเลย แล้วจู่ๆ เธอก็มองฉันแล้วถามฉันว่าฉันร้องเพลงได้มั้ยฉันบอกเธอว่าฉันไม่ได้ร้องเพลงมาตั้งแต่ตอนอยู่คณะประสานเสียงในโบสถ์ เธอถามฉันว่าเล่นกีตาร์เป็นมั้ย ฉันก็บอกเธอว่าฉันเคยเรียนมาบ้างตอนอายุ 16-17 แต่ก็ไม่เก่งนัก เธอบอกว่า ‘ไว้เจอกันนะ เราจะได้ร่วมงานกัน…’ แล้วหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง เธอก็โทรมาบอกว่าฉันต้องแสดงใน Pitch Perfect 3 น่ะค่ะ”

    โรสถูกเลือกมารับบท คาลามิตี้ (วิบัติ) นักร้องนำและมือกีตาร์ริธึม เธอเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับเพื่อนร่วมวงของเธอว่า ‘มีชาริตี้ เวราซิตี้และเซเรนิตี้’ เราได้เพลงที่เราเล่นในหนังเรื่องนี้ ที่นักแต่งเพลงพรสวรรค์แต่งให้กับเรา และมันก็ติดหูมากๆ ค่ะ” เธอเล่า “มันเป็นเพลงป็อปร็อคเกี่ยวกับการอกหัก และการได้ร้องเพลงนี้ต่อหน้าผู้คนมากมายก็เยี่ยมมากค่ะ พอจบเทค ทุกคนก็ร้องตามเราได้”

    นักแสดงหญิงกล่าวถึงการร่วมงานกับผู้กำกับว่า “ทริชวิเศษสุดค่ะ เธอเป็นหนึ่งในคนที่ทำให้คุณรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนเหลือเกินในกองถ่าย เธอเปิดกว้างต่อการร่วมมือกัน เธออยากจะได้ยินการแอดลิบของคุณ มุขตลกและไอเดียของคุณ ถ้าฉันรู้สึกเหมือนว่าคาลามิตี้อาจจะไม่ทำสิ่งนี้หรืออาจจะทำสิ่งนี้ ทริชก็พร้อมรับฟังเสมอ เธอปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ เสมอระหว่างที่เธอได้เห็นเราพัฒนาขึ้นเป็นวงดนตรี…และได้เห็นความสัมพันธ์เหล่านี้ผลิบานขึ้นน่ะค่ะ”

    เมื่อได้ตัวผู้ร้ายแล้ว ผู้อำนวยการสร้างก็ร่วมงานกับซีเพื่อหาวงคันทรีที่โดดเด่นมาร่วมทัวร์ การเลือกแซดเดิล อัพหมายถึงการค้นหาวงดนตรีจริงๆ และเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องได้ตัวศิลปินเจ๋งๆ ที่สามารถเล่นเครื่องดนตรีที่น่าสนใจได้ “วงดนตรีจริงๆ คือวิสกี้ ชิเวอร์สและทริช ที่เป็นเพื่อนกับสมาชิกวง ก็ได้เสนอพวกเขาให้กับเราค่ะ” แบงค์เล่า

    “หนุ่มๆ ในวงวิสกี้ ชิเวอร์สเป็นคนที่ตลก น่ารักและมีพรสวรรค์ที่สุดเลยค่ะ” โรสกล่าวเสริม “ตอนที่เรามีเวลาพัก ฉันก็จะลองเรียนรู้การตีกลอง พวกเขามีชุดกลองของตัวเอง เป็นกระเป๋าเสื้อผ้าที่มีกระดานและข้าวของที่พวกเขาทำขึ้นมาเอง แล้วพวกเขาก็จะเริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากฮันนาห์ มันเป็นกระบวนการร่วมมือกันที่สนุกสนานในการได้ทำงานร่วมกับนักดนตรีที่มีพรสวรรค์ และพวกเขาก็แสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติเหลือเกินค่ะ”

    “นอกเหนือจากดีเจ คาเล็ดและพวกเบลลาส์แล้ว ก็ยังมีวงดนตรีอีกสามวงที่ร่วมแสดงในทัวร์ยูเอสโอค่ะ” ซีอธิบาย “เรามีแซดเดิล อัพ ที่เป็นวงดนตรีคันทรี พวกเขาคิดว่าฉันล้อเล่น บ้า เสียสติหรือเมาตอนที่ฉันขอให้พวกเขามาร่วมงานกับเรา พวกเขาเล่นดนตรีเท้าเปล่าเกือบตลอดเวลาและไปไหนมาไหนด้วยรถตู้ พวกเขาเป็นคนประเภทติดดินที่ใช้กระเป๋าเสื้อผ้าแทนกลองใหญ่น่ะค่ะ”

    “แล้วเราก็มียัง สแปร์โรว์และดีเจ ดรากอน นัทส์” เธอเล่าต่อ “ซึ่งรับบทโดยศิลปินจริงๆ อย่างทรินิแดด เจมส์และดีเจ ลูนนีย์ พวกเขาตลกสุดๆ ฉันได้พบพวกเขาในแอตแลนตา แม้ว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่ในแอลเอก็ตาม ทรินิแดดเป็นแร็ปเปอร์ที่ค่อนข้างจะจริงจัง และฉันก็ไม่แน่ใจว่าเขาพร้อมที่จะทำตัวตลกรึเปล่า ฉันบอกเขาว่าเขาอาจจะต้องร้องเพลงของบลอนดี้หรือบียอนเซ ส่วนดีเจ ลูนนีย์ก็จะต้องทำเสียงอีกาและกินกระดาษแปลกๆ กับลิลลี ฉันแปลกใจมากๆ กับความพร้อมที่จะรับงานนี้ของพวกเขาค่ะ”

    เหล่านักแสดงพบว่าทรินิแดด เจมส์และดีเจ ลูนนีย์น่าทึ่งไม่แพ้กัน การถ่ายทำที่ยาวนานในช่วงค่ำคืนที่กินเวลาไปจนถึงรุ่งสางนำไปสู่ช่วงเวลาสร้างสรรค์ที่เหนื่อยล้า สำหรับวิลสัน มันทำให้เกิดเวทมนตร์ขึ้นมา “ในหนังเรื่องนี้ ดนตรียิ่งใหญ่กว่าเดิมเพราะไม่เพียงแต่เราจะมีเพลงอาคัปเปลลาเท่านั้น แต่เรายังมีการร้องเพลงคลอไปกับเครื่องดนตรีด้วย มันทำให้เกิดเสียงดังขึ้นในหลายๆ เพลง ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ๋งและแตกต่างมากๆ สำหรับเราทุกคน” เธอเล่า

    ด้วยพรสวรรค์ที่ล้นเหลือ การด้นสดเพลงสำคัญจึงก่อเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ “สิ่งสำคัญคือไอเดียที่ว่าตอนที่นักดนตรีนั่งกันอยู่ นั่นคือสิ่งที่พวกเขาทำค่ะ” แบงค์กล่าว “พวกเขาจะพรมนิ้วและร้องเพลง พวกเขารู้จักเพลงดังๆ และแนวดนตรีต่างๆ อย่างดี เมื่อถึงเวลาที่จะแต่งเพลงด้นสดขึ้นมา เราก็ไว้ใจว่านักดนตรีจริงๆ พวกนี้จะสามารถทำได้ และพวกเขาก็ทำได้จริงๆ ค่ะ”

    ระหว่างการถ่ายทำ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเดินเข้าไปในกองถ่ายแล้วได้ยินเซสชันการเล่นดนตรีร่วมกันที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันระหว่างสาวๆ เบลลาส์และสมาชิกวงอื่นๆ ระหว่างเทค “นี่เป็นการด้นสดครั้งที่สาม ซึ่งเป็นเรื่องสนุกเสมอที่ได้ถ่ายทำเพราะทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าค่ะ” แคมป์กล่าว “ในเรื่องนี้ มันไม่มีกฎใดๆ เหมือนอย่างการด้นสดครั้งก่อนๆ ครั้งนี้เป็นเหมือนเซสชันการร่วมแจมกันมากกว่า มันมีเครื่องดนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และมันก็ทำให้สาวๆ เบลลาส์ไม่ค่อยแฮปปี้นักค่ะ”

    “สำหรับเรื่องที่ว่าใครชนะ มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณถามใครค่ะ เอฟเวอร์มอยส์คิดว่าพวกเธอชนะ” โรสกล่าวเสริม “สาวๆ เบลลาส์คิดว่าเราไม่มีคุณสมบัติเพราะเราร่วมมือกับอีกวงหนึ่งและใช้เครื่องดนตรี แต่ฉันรู้สึกเหมือนว่าไม่มีใครสามารถแพ้ในการด้นสดได้เพราะมันน่าทึ่งมากๆ น่ะค่ะ”

    เตรียมเหล่าเบลลาส์ให้พร้อม:
    ค่ายฝึกอาคัปเปลลา

    สำหรับทั้งทีม Pitch Perfect หน้าเดิมและทีมนักแสดงใหม่และทีมงาน ค่ายฝึกอาคัปเปลลากลายเป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลง ซีแนะนำเราให้รู้จักกับทีมงานที่ขาดไม่ได้ของเธอ “เอเจ [เอโคอน “เอเจ” โจนส์”] เป็นคนดูแลด้านการออกแบบท่าเต้นร่วมกับลูกทีมของเขา บิงกี้เป็นผู้ช่วยเขา แล้วก็มีดีเค ชารอนและเอ็ด โบเยอร์ที่เป็นคนเรียบเรียงเสียงอาคัปเปลลา นอกจากนี้ เราก็มีอลานา ดา ฟอนเซกา ที่อำนวยการสร้างแทร็คต่างๆ มันเป็นกลุ่มนักดนตรี ช่างเทคนิคและนักเต้นกลุ่มใหญ่ที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำงานค่ะ เราทำหลายสิ่งหลายอย่างเสร็จลงได้ภายในเวลาอันรวดเร็วมากๆ และตารางการทำงานของเราก็ค่อนข้างจะเร่งรัดด้วย”

    ด้วยความที่เขาเป็นคนออกแบบท่าเต้นในสองภาคแรก ผู้อำนวยการสร้างก็เลยตื่นเต้นที่โจนส์จะกลับมาดูแลการแสดงในแต่ละครั้งใน Pitch Perfect 3 ร่วมกับคินดรา “บิงกี้” รีวีย์ “ห้า หก เจ็ด แปด!” โจนส์ตะโกนระหว่างการฝึกฝนที่เข้มงวดสามสัปดาห์ เมื่อได้รับคำสั่งเดินหน้า สาวๆ เบลลาส์ก็รู้ว่าต้องทำอะไร และกระโจนเข้าสู่การอุ่นเครื่อง การฝึกซ้อมทั้งวันทั้งคืนที่คุ้นเคย

    “ครอบครัวเรากลับมาอยู่กันพร้อมหน้าค่ะ” วิลสันตั้งข้อสังเกต “ตอนที่เรามา เราเห็นดีเคและเอ็ดในสตูดิโอและอลานา ที่ฉันร่วมงานด้วยมาหลายปี และจูเลียกับจูลีแอนน์ [ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายดนตรี มิเชลส์และจอร์แดน] นอกจากนั้น ฉันยังชื่นชอบการซ้อมเต้นด้วยเพราะมันสนุกมากค่ะ ทั้งบิงกี้และเอเจสอนท่าเจ๋งๆ ให้เราเสมอ เราได้ท่าเต้นใหม่ๆ จากพวกเขาเสมอ ฉันยังจำได้ถึงวันแรกของการฝึก มันเจ๋งมากๆ ที่ได้สาวๆ ทุกคนกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อทำในสิ่งที่เราทำน่ะค่ะ”

    ไม่ว่าพวกเธอจะคุ้นชินกับการเป็นสาวเบลลาส์มากน้อยแค่ไหน พวกเธอก็ใช้เวลาเพียงแค่อึดใจเดียวในการเรียกความทรงจำเก่าๆ กลับมา แคมป์อธิบายถึงความคิดของเธอว่า “ตอนที่เราไปซ้อมและเริ่มเรียนท่าเต้น ฉันก็ใช้เวลาเพียงแค่นาทีเดียว ฉันมีสีหน้าตื่นๆ นิดๆ เพราะฉันไม่ได้เรียนเต้นมานานแล้ว” เธอกล่าวกลั้วหัวเราะ “แต่พอเราหายใจเข้าและผ่อนคลาย ผู้ออกแบบท่าเต้นที่ยอดเยี่ยมของเรา เอเจและบิงกี้ ก็เตือนเราว่าพวกเขาเชื่อใจเรา การแสดงที่เราถ่ายทำทั้งน่าทึ่งและน่ารัก ใจหนึ่งฉันไม่อยากจะให้ทุกอย่างจบลงเลย เพราะการถ่ายทำมันสนุกมากค่ะ”

    เพื่อนๆ เบลลาส์ของแคมป์กล่าวเห็นด้วยอย่างหมดใจกับความชื่นชมที่เธอมีต่อทีมดนตรีและเต้น “ดีเค, เอ็ดและเอเจเป็นแกนสำคัญของหนังทั้งเรื่องค่ะ มันเจ๋งมากที่ได้ใช้เวลาอยู่กับพวกเขา ฉันไว้ใจพวกเขามากๆ” เคนดริคกล่าวชื่นชม

    สิ่งที่ทำให้โลกของ Pitch Perfect พิเศษสุดคือการที่ทุกคนมีพรสวรรค์ที่โดดเด่นเหลือเกิน สำหรับเบลลาส์บางคนที่มีประสบการณ์ด้านดนตรีและการเต้นน้อยกว่าเพื่อน สิ่งสำคัญคือการให้ครูสอนที่ประสบความสำเร็จมาช่วยทำให้กระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น “ฉันไม่ใช่สาวอาคัปเปลลาค่ะ” สโนว์ยอมรับ “แล้วฉันก็ไม่ได้โตมาด้วยการร้องเพลงเป็นอาชีพด้วย ดังนั้น พอฉันเข้าไปในห้องอัด ฉันก็ไม่เหมือนกับอีสเตอร์หรือเฮลลีย์ ที่เก่งมากๆ ฉันต้องรู้สึกมั่นใจและสบายใจ และทีมงานของเขาก็ทำได้ค่ะ”

    “ดีเคและเอ็ดเป็นอัจฉริยะทางดนตรีที่ยอดเยี่ยมค่ะ และพวกเขาก็ต้องสร้างสรรค์งานดนตรีจำนวนมากออกมาภายในระยะเวลาสั้นๆ” แคมป์กล่าวเสริม “พวกเขาเป็นคนที่มีความทุ่มเทและใส่ใจในรายละเอียด และพวกเขาก็สร้างงานดนตรีที่เหมาะกับสถานะของตัวละครออกมา มันเป็นความสัมพันธ์ที่ไร้ที่ติจริงๆ ค่ะ”

    หลังจากเริ่มต้นการผจญภัยอีกครั้งหนึ่ง สาวๆ ก็หัวเราะกันว่าพวกเธอจะต้องยืดเส้นยืดสาย “การออกแบบท่าเต้นและดนตรียากและดีกว่าแต่ก่อนอีกค่ะ” เคลลีย์ แจ็คเกิล ผู้กลับมารับบท สาวเงียบจอมขโมยซีน เจสสิกา กล่าว

    เมื่อสาวๆ เบลลาส์ก้าวออกไปยืนบนเวทีต่อหน้าผู้ชมหลายร้อยคน ผู้อำนวยการเสียงและผู้เรียบเรียงเสียง ชารอน ก็ได้อธิบายว่า ตอนนี้เองที่งานจริงๆ เริ่มต้นขึ้น “พวกเบลลาส์บันทึกเสียงทั้งหมดของตัวเอง แต่ในฉาก มันก็เป็นเรื่องง่ายที่จะถูกกลบความรู้สึกไปด้วยความตื่นเต้นของฝูงชน แถมยังมีเรื่องของท่าเต้นใหม่ๆ และกล้องที่ขยับไปรอบๆ อีก พวกเธอจะต้องจำให้ได้ว่าจะต้องลิปซิงค์ให้ตรงกับเสียงของพวกเธอและถือไมโครโฟนให้ชิดปาก อย่างที่นักร้องทำกันบนเวทีน่ะค่ะ”

    “ครั้งนี้ ดนตรีส่วนใหญ่จะเฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละฉากมากขึ้นและเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องราวส่วนตัวของสาวๆ เบลลาส์ แทนที่จะเป็นเพียงแค่เพลงที่เกี่ยวกับทหารน่ะครับ” โบเยอร์ อีกหนึ่งผู้เรียบเรียงเสียงคนเก่งของเรื่อง กล่าว

    สาวๆ เบลลาส์มั่นใจกับการสนับสนุนจากครูของพวกเธอ “ในตอนแรกที่เราได้รับดนตรีและท่าเต้นมา มันให้ความรู้สึกบ้ามากๆ” เคนดริคเล่า “แล้วดีเค, เอ็ดและดีเจก็บอกเราว่า ‘มันจะโอเค เราจะช่วยกันทำให้สำเร็จ’ มันให้ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่จัดการได้เพราะคุณมีตัวช่วยจากแผนกดนตรีและเต้นน่ะค่ะ”

    สำหรับท่าเต้นที่ซับซ้อนของเขา โจนส์ได้พยายามสร้างความแตกต่างระหว่างเบลลาส์ใหม่และเบลลาส์ที่สำเร็จการศึกษาแล้ว “เราอยากจะสร้างแนวทางที่มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นอีกนิด” เขาเล่า “เราต้องพิจารณาว่ามีเบลลาส์กลุ่มใหม่ที่ต้องขึ้นแสดง และพวกเธอก็จะต้องแตกต่างอย่างชัดเจนกับเบลลาส์กลุ่มดั้งเดิม แทนที่จะเป็นการหมุน ใช้ลูกเล่นหรือการเคลื่อนไหวที่อลังการ เราอยากให้ท่าเต้นของเบลลาส์กลุ่มดั้งเดิมมีรูปทรงที่ครบเครื่องและคลาสสิกมากกว่าครับ”

    โจนส์อธิบายถึงการร่วมงานกับซีว่า “ทริชให้ความร่วมมืออย่างมากครับ เราจะแลกเปลี่ยนไอเดียกันและคุยกันถึงแต่ละเพลงก่อนที่ผมจะเข้าไปในห้องกับสาวๆ หรือไม่งั้น เธอก็จะปล่อยให้ผมทำงานของผมแล้วค่อยเข้ามาให้ความเห็น เธอจะพูดว่า ‘ฉันต้องการช่วงเวลาสำหรับจังหวะตรงนี้จากตัวละครสองตัวนี้ คุณจะช่วยเพิ่มจังหวะเข้าไปตรงนี้ได้มั้ย’ มันทำให้เราทำงานร่วมกันได้เพื่อทำการปรับเปลี่ยนตามที่เราต้องการน่ะครับ”

    เมื่อถึงเวลาออกแบบท่าเต้นสำหรับลิธโกว์ โจนส์ก็รู้สึกประทับใจ “เราส่งเขาไปเปลี่ยนชุด แล้วเขาก็กลับออกมาพร้อมกับรองเท้าแจ๊ส กางเกงแจ๊งและเสื้อยืด โจนส์เป็นคนละครเวทีตัวจริง ที่พร้อมสำหรับการถ่ายทำเสมอ และเขาก็ออกสเต็ปได้อย่างแม่นยำจริงๆ เราคิดว่าเราจะค่อยเป็นค่อยไป แต่เขาก็พร้อม ในตอนที่เขาและรีเบลแสดงด้วยกัน มันก็วิเศษสุดครับ”

    ลิธโกว์ชื่นชอบเวลาในค่ายฝึกของเขา “เอเจเก่งมากๆ ในเรื่องการทำให้นักแสดงเต้นครับ เขาเป็นคนชัดเจนและทำให้คุณมั่นใจมากๆ” นักแสดงหนุ่มกล่าว “ผมภูมิใจกับตัวเองมาก สมัยก่อน ผมเคยทำงานในคณะบัลเลต์ของนิวยอร์ก และผมก็เคยแสดงบรอดเวย์ในละครมิวสิคัลเรื่อง Dirty Rotten Scoundrels ก่อนหน้านั้น ในเรื่อง Sweet Smell of Success ผมก็เคยได้รางวัลโทนีมาด้วยล่ะครับ”

    นักแสดงผู้เป็นที่รักชื่นชอบผู้นี้ชื่นชอบการได้รับบทผู้ร้ายและดีใจที่เขาเก็บชุดเต้นของตัวเองเอาไว้ “ผมยังดีใจที่มีเข็มขัดเต้น กางเกงแจ๊สและรองเท้าแจ๊สเก็บเอาไว้ ผมไม่ได้แตะต้องพวกมันมาหลายปีแล้ว แต่ผมก็เอาพวกมันมาแอตแลนตาด้วย ผมได้ไปเต้นกับเอเจและบิงกี้ด้วยนะครับ! หลังจากไม่ได้แตะต้องมันมา 12 ปี รองเท้าแจ๊สของผมก็แหลกละเอียดเลย แต่พวกเขาก็หารองเท้าผ้าใบสีแดงมาให้ผม เป็นการเตรียมพร้อมกว่าผมอีกครับ”

    เบลลาส์สายเลือดใหม่:
    น้องใหม่ขึ้นเวที

    สิ่งที่ทำให้สาวๆ เบลลาส์ของเราออกทัวร์คือความรู้สึกโหยหาของพวกเธอหลังจากได้เห็นเอมิลีและกลุ่มน้องใหม่จากบาร์เดนขึ้นเวที ผู้ออกแบบท่าเต้น โจนส์ อธิบายถึงความแตกต่างด้านเทคนิคว่า “สำหรับเบลลาส์ใหม่ คุณจะเห็นการก้าวเท้าและการออกแบบท่าเต้นที่มีพลังงานมากกว่า สำหรับเบลลาส์กลุ่มดั้งเดิม เราอยากให้สไตล์ของพวกเธอให้ความรู้สึกของความประณีตและความง่ายดาย เป็นสไตล์ที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของพวกเธอแต่ละคนและพัฒนาการของพวกเธอในฐานะศิลปินน่ะครับ”

    “เราได้ออกแบบท่าเต้นให้กับเบลลาส์ใหม่ที่จอร์เจีย อควอเรียม ซึ่งเจ๋งมาก ลองจินตนาการดูสิครับว่าผนังด้านหลังของเราเป็นตู้ฉลาม ที่มีฉลามยักษ์ว่ายน้ำผ่านไปทุกๆ สองสามวินาที” โจนส์กล่าวเสริม “เบลลาส์ใหม่ส่วนใหญ่เป็นแดนเซอร์ มันก็เลยทำให้เราใช้ท่าเต้นระดับสูงที่เข้มข้นได้ภายในระยะเวลาที่สั้นมากๆ เฮลลีย์ สเตนเฟลด์ ที่กลายเป็นแดนเซอร์และป็อปสตาร์ที่น่าทึ่ง ก็สามารถเต้นและนำทีมสาวๆ พวกนี้ได้ครับ”

    ตอนที่เราได้ทำความรู้จักกับกลุ่มของเอมิลี พวกเธอกำลังฝึกเต้นเพลง “Sit Still, Look Pretty” ของดายา โดยมีสเตนเฟลด์เป็นนักร้องนำ ทุกคนในทีมทึ่งกับการที่เสียงและพรสวรรค์ของเธอได้พัฒนาขึ้นนับตั้งแต่พวกเขาได้เห็นเธอเมื่อหลายปีก่อน “สิ่งที่งดงามเกี่ยวกับเพลงนี้คือเรามีโอกาสได้โฟกัสที่เสียงของเฮลลีย์ตลอดเพลง เธอช่างเป็นนักร้องสาวที่ยิ่งใหญ่อะไรแบบนี้” ชารอนกล่าวชื่นชม

    เพลงนี้กลายเป็นเหมือนเพลงปลุกใจสำหรับแฟรนไชส์นี้ ด้วยเนื้อเพลงอย่าง “ฉันไม่อยากจะเป็นหุ่นเชิดที่เธอเชิดด้วยเส้นด้าย ราชินีคนนี้ไม่ต้องการราชาหรอกนะ” มันให้ความรู้สึกราวกับเพลงนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อสาวๆ เบลลาส์ “ในตอนที่เราตัดสินใจใช้ ‘Sit Still, Look Pretty’ เราก็รู้ว่าเราต้องการเสียงที่ฟังดูทันสมัย เยาว์วัยและมั่นใจมากๆ นั่นเป็นลักษณะของเบลลาส์ใหม่ที่เราอยากให้เบลลาส์เก่าได้เห็น” โบเยอร์กล่าวเสริม

    การได้จอร์เจีย อควอเรียมเป็นแบ็คดร็อปสำหรับการแสดงของเบลลาส์ใหม่ทำให้ได้ภาพวิชวลที่น่าทึ่งมากมาย ชารอนกล่าวว่า “ที่จอร์เจีย อควอเรียม มันเป็นเวลาหลังทำการ เราก็เลยได้ครอบครองอควอเรียมทั้งหมด เราแสดงและบันทึกเสียงกันจนถึงรุ่งสาง ล้อมรอบไปด้วยน้ำและปลาที่มีจำนวนมากที่สุดในบรรดาอควอเรียมไหนๆ ก็ตามในซีกโลกตะวันตก มันเป็นค่ำคืนที่เจ๋งที่สุดใน Pitch Perfect 3 เลยล่ะครับ”

    การสร้างความบันเทิงให้กับโลก:
    ในทัวร์ยูเอสโอ

    หนึ่งในเป้าหมายของงานสร้างคือการฉีกหนีจากการแสดงในพื้นที่ปกติ แบงค์ให้ความเห็นว่า “เราจะสร้างลุคและความรู้สึกของหนังเรื่องนี้ให้แตกต่างจากที่เราเคยทำมาได้ยังไง ฉันโชคดีที่ได้ไปร่วมทัวร์ยูเอสโอเมื่อปีที่แล้วกับคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐอเมริกา ฉันได้ไปเยือนอัฟกานิสถาน, บาห์เรน, ดิบูติ, แอฟริกา และเราก็รู้สึกเหมือนว่ามันจะเป็นประสบการณ์ที่เจ๋งและมีความหมายที่เบลลาส์จะได้ไปร่วมทัวร์ด้วยเช่นกัน เรารู้ว่าเรื่องนี้จะเปลี่ยนแปลงแบ็คดร็อปของการแสดงทั้งหมดไปอย่างมากด้วยค่ะ”

    หลังจากที่หัวใจสลายจากการแสดงของสาวๆ เบลลาส์กลุ่มใหม่ ตัวเอกของเราก็ยิ่งมุ่งมั่นที่จะหาวิธีการดึงสมาชิกกลุ่มกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง “ออเบรย์รู้เรื่องทัวร์ยูเอสโอจากพ่อของเธอ ที่เป็นทหารระดับสูง” แคมป์อธิบาย “เธอปิ๊งไอเดียนี้ตอนที่เบลลาส์ทุกคนอยากจะร้องเพลงด้วยกันอีกซักครั้ง มันกำลังจะมีทัวร์ยูเอสโอเกิดขึ้นและมันก็น่าจะเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่พวกเธอจะได้รวมตัวกันแสดง เป็นครั้งสุดท้าย”

    ดีเจ คาเล็ดเป็นศิลปินคนสำคัญในทัวร์ยูเอสโอครั้งนี้ และเป็นตัวแทนของป็อปคัลเจอร์ที่คาดไม่ถึงใน Pitch Perfect ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมงานต้องการมาโดยตลอด เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้อำนวยการสร้างและซีที่จะต้องนำศิลปินที่ผู้ชมรู้จักแต่ก็คาดไม่ถึงนิดๆ ด้วย “ดีเจ คาเล็ดเป็นคนตลกมากๆ และเขาก็เป็นคนสดใหม่และแตกต่าง เป็นคนที่อยู่นอกกรอบของ Pitch Perfect นิดๆ ค่ะ” บรู๊คส์กล่าวชื่นชม

    ตัวผู้กำกับชื่นชมที่ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกผู้นี้พร้อมรับมือกับทุกอย่าง “เขาทุ่มเทให้กับอะไรก็ตามที่เขาทำอย่างสุดตัว” ซีกล่าว “เขากระโจนเข้าสู่ฉากนั้นๆ แล้วเขาก็บอกเลยว่า ‘เอาเลย ผมพร้อมแล้ว’ เขาจะทำทุกอย่างที่คุณขอให้เขาทำ แบบยิ่งใหญ่ซะด้วย เขารับคำสั่งอย่างดีและอิมโพรไวส์ได้คล่องสุดๆ นอกจากนั้น เขายังเป็นคนตลกด้วยค่ะ”

    “ตอนที่เราได้รับเชิญให้เข้าร่วมทัวร์ยูเอสโอ เราคิดว่าเราจะไปร้องเพลงให้สนุก แต่เราก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่ามันเป็นการแข่งขันค่ะ” ฟิทเล่า “ตอนจบทัวร์ ดีเจ คาเล็ดจะเลือกให้วงหนึ่งได้แสดงแบบไลฟ์ต่อหน้าผู้ชมทั่วประเทศ แน่นอนค่ะว่าพอสาวๆ เบลลาส์ได้ยินคำว่า ‘การแข่งขัน’ เราก็ตื่นเต้นและพร้อมที่จะแข่งเพื่อแย่งชิงตำแหน่งนั้นมาให้ได้”

    “ผมเชื่อในเรื่องการผลักดันโอกาสพวกนี้ไปอีกระดับและมันก็เป็นโอกาสดีเยี่ยมที่ได้ร่วมแสดงในหนังที่น่าทึ่งเรื่องนี้ ในภาคสาม” คาเล็ดกล่าว “ตัวละครของผมมาที่นี่เพื่อหาวงดาวรุ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เป็นศิลปินที่ขึ้นแสดงด้วย ไม่มีคำไหนสามารถอธิบายได้ คุณต้องเห็นมันเพราะพลังงานมันช่างน่าทึ่ง เป็นช่วงเวลาที่พิเศษจริงๆ”

    ทีมงานยินดีกับเกียรติที่ได้รับในการได้ร่วมงานกับฮีโรบางคนของพวกเขา “เราโชคดีที่ได้ร่วมมือกับกองทัพอากาศสหรัฐ กองกำลังพิทักษ์ชาติและองค์กรยูเอสโอค่ะ” ซีตั้งข้อสังเกต “เราถ่ายทำกันที่เคลย์ เนชันแนล การ์ด รวมถึงฐานทัพฟอร์ท แม็คเฟอร์สัน และทุกคนก็พยายามทำให้มันเป็นประสบการณ์ที่รื่นรมย์ ฉันได้เรียนรู้อย่างมากเกี่ยวกับการที่ยูเอสโอสนับสนุนกองทัพของเราและทำให้การอยู่ห่างจากครอบครัวของคุณเป็นเรื่องที่ง่ายดายขึ้นอีกนิด เราทุกคนต่างก็ซาบซึ้งกับบรรดาทหารที่ทำให้ประเทศของเราเป็นสถานที่ที่อิสระเสรี ดังนั้น การได้เห็นเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่พวกเขาทำและความหมายของมันก็เป็นเรื่องน่าประทับใจค่ะ”

    อเวนเจอร์สหญิง:
    แอ็กชันและงานสตันท์

    ถ้ามีธีมใดธีมหนึ่งสำหรับ Pitch Perfect 3 ธีมนั้นก็คือการแหกทุกกฎ “เราพูดเล่นกันว่าบาร์เดน เบลลาส์เป็นอเวนเจอร์สหญิงของเรา” แบงค์กล่าวกลั้วหัวเราะ “เราก็เลยตื่นเต้นที่ได้นำพวกเธอให้เจออันตรายจริงๆ ด้วยการพาพวกเธอออกจากรั้วมหาวิทยาลัย จากโลกที่สันโดษของพวกเธอค่ะ”

    ตัวผู้อำนวยการสร้างเป็นคนแรกที่ยอมรับว่าเธอประทับใจกับความกล้าหาญของทีมงานเธอ โดยเฉพาะวิลสัน “ในภาคที่แล้ว รีเบลได้ร่วมงานกับเซิร์ค ดู โซเลย เธอชื่นชอบผ้าไหม และได้ห้อยโหนตัวเหนือเวที 30 ฟุต” แบงค์กล่าว “เธอทั้งกล้าและมั่นใจมากๆ เธอสวมชุดและถูกพวกหมาจู่โจมเพราะเธอรู้ว่ามันจะตลก มันออกมาน่าทึ่งมากค่ะ นั่นเป็นจิตวิญญาณที่รีเบลนำเข้ามา ซึ่งเป็นแฟท เอมีเหลือเกิน คุณจะเชื่อว่าแฟท เอมีจะทำทุกอย่าง และนั่นคือสิ่งที่รีเบลพิสูจน์ให้เราได้เห็นค่ะ”

    “ในเรื่องนี้ รีเบลเปลี่ยนกลายเป็นดาราแอ็กชัน ซึ่งก็เหมาะกับเธอค่ะ เธอคล่องตัวมากเลย เธอแข็งแรง คล่องแคล่วและตลกมากๆ” ซีกล่าวต่อ “เธอยิ่งกว่าไร้ความกลัวอีก เพราะเธอเอาชนะความกลัวได้ เราให้เธอทะลุช่องแสงบนหลังคามาและซ้อมคนอย่างน้อยสี่คนจนน่วม เราให้เธอได้ต่อสู้แบบสุดเหวี่ยงในครัว ที่มีการใช้ไส้กรอกเป็นกระบองสองท่อนและวาซาบิเป็นตัวจิ้มตา เธอกระโดดออกจากเรือยอทช์ และก็มีฉากที่เธอใช้ถังดับเพลิงราวกับว่ามันเป็นปืนไรเฟิลอัตโนมัติค่ะ”

    “ระวังตัวไว้นะทอม ครูซ มาทำแบบนี้กัน” วิลสันกล่าวในตอนที่เธอได้แสดงแอ็กชันคอเมดีเรื่องแรกของเธอ “ฉันไม่เคยแสดงฉากต่อสู้ในหนังเรื่องไหนๆ เลย แต่ในเรื่องนี้ ฉันมีฉากต่อสู้สองฉากใหญ่ และมีฉากวุ่นวายโกลาหลเล็กๆ น้อยๆ อื่นๆ ด้วย มันเจ๋งสุดๆ ฉันเป็นแฟนของหนังแอ็กชันค่ะ ฉันรู้สึกเสมอว่าฉันมีคุณสมบัติที่จะบู๊ และในหนังเรื่องนี้ ฉันก็ได้แสดงทักษะพวกนั้นด้วย ฉันก็ได้แผลฟกช้ำมาบ้าง แต่มันก็สนุกที่สุดเลยค่ะ”

    อย่างไรก็ดี ความกล้านั้นก็มาพร้อมกับความวิตกด้วย “ฉากที่น่ากลัวที่สุดสำหรับฉันคือการกระโดดจากขอบเรือ ซึ่งสูง 20 ฟุต ฉันกลัวความสูงค่ะ แต่อย่างน้อยครั้งนี้ ฉันก็มีแอนนา เคนดริคคอยจับมือฉันตอนที่เรากระโดด ฉันโชคดีที่มีเธออยู่ด้วยเพราะฉันรู้สึกเหมือนหัวใจจะวายตอนที่เราแสดงฉากสตันท์นั้น” นักแสดงหญิงกล่าว

    การถ่ายทำที่พิพิธภัณฑ์อากาศมาเรียตต้า ห้อมล้อมไปด้วยเครื่องบินโบราณ รวมถึงเครื่องบินกองทัพอากาศที่ปลดประจำการแล้ว ที่เคยเป็นยานพาหนะของคนสำคัญอย่างจอห์น เอฟ. เคนเนดี้มาก่อน วิลสันและสาวๆ เบลลาส์คนอื่นๆ ได้มีส่วนร่วมในวิดีโอตัดต่อที่เกี่ยวกับทหาร…ที่มีทั้งการเต้นและสตันท์ “นอกเหนือจากการต่อสู้และกระโดดออกจากเรือยอทช์ที่กำลังระเบิด เราก็มีฉากกับหมาที่ฉันอาสาให้หมามาจู่โจมฉัน ฉากนั้นถ่ายทำในวันเกิดฉัน มันก็เลยทำให้ทุกอย่างพิเศษสุดยิ่งขึ้นไปอีก” วิลสันกล่าวกลั้วหัวเราะ

    ฉากหนึ่งในเรื่องมีเค้าโครงหลวมๆ จากเหตุการณ์จริงๆ แบงค์อธิบายว่า “ห้องสวีทเพนท์เฮาส์ได้แรงบันดาลใจจากสถานการณ์จริงในห้องสวีทของร็อคสตาร์ จริงๆ แล้ว เขามีคนผสมเครื่องดื่มของตัวเองและกำลังหาน้ำผึ้งสดๆ จากรังผึ้งที่อยู่บนหลังคาโรงแรมที่เราพักอยู่ ฉันคิดว่ามันเป็นอะไรที่ตลกและฮามากๆ ถ้ามีคนบอกว่าเรื่องผึ้งนั่นไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ฉันก็จะบอกพวกเขาว่า ‘ผิดแล้ว มันเกิดขึ้นได้!’ น่ะค่ะ”

    เมื่อสาวๆ เบลลาส์ทำพลาดในการด้นสด แผนการต่อไปของพวกเธอก็คือการเกลี้ยกล่อมให้ดีเจ คาเล็ดเชื่อว่าพวกเธอไม่ได้ไร้น้ำยานะ พอพวกเธอพบวิธีเข้าไปยังเพนท์เฮาส์ของเขา พวกเธอก็ไปบุกงานปาร์ตี้ของเขา ระหว่างที่พวกเธอรอให้เขาขึ้นมา สาวๆ ก็ทำในสิ่งที่ส่งผลกระทบให้เกิดหายนะครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นโดมิโน

    “เบก้าเจอกลไกในการอำนวยการสร้างของดีเจ คาเล็ดและเธอก็สร้างตัวอย่างเสียงของตัวเองขึ้นมา” ซีอธิบายถึงความโกลาหลที่เกิดขึ้น “ในขณะเดียวกัน ออเบรย์ก็ทำเทียนล้มใส่ผ้าม่าน ซึ่งทำให้เอมิลีหงายหลังไปชนกับแอชลีย์และเจสสิกา ผู้กระแทกกับโต๊ะกาแฟ พวกเธอทำโซฟาพลิกคว่ำ ผลักโคลอี้ไปชนกับโฟล ที่ไปชนเครื่องปั่นน้ำผลไม้ที่เต็มไปด้วยน้ำผลไม้ ซึ่งกระเด็นไปโดนลิลลีเต็มๆ หลังจากนั้น สาวๆ เบลลาส์ก็ไปชนถูกรังผึ้งที่ร่วงลงพื้น มันเป็นฉากที่วุ่นวาย โกลาหลสุดๆ ค่ะ เราพยายามจะถ่ายทำทุกอย่างให้ได้มากที่สุดภายในช็อตสเตดดี้ แคมยาวๆ หนึ่งช็อต ซึ่งสนุกมากค่ะ”

    หลังจากที่มีผ้าม่านถูกไฟไหม้และมีน้ำผลไม้ถูกพ่นออกมาแล้วจริงๆ ซีก็เผยว่า “เราต้องทดสอบน้ำผลไม้ทุกชนิดเพื่อดูว่าอะไรที่จะไม่ทำให้คุณแสบตา ฮานา เมย์ผู้น่าสงสารต้องยืนตรงมุมห้องเหมือนกับแคร์รีย์ แล้วต้องโดนน้ำผลไม้กระเด็นใส่หน้าอยู่หลายชั่วโมงในแต่ละครั้งค่ะ”

    การผสมผสานอาคัปเปลลากับซีเควนซ์แอ็กชันอาจเป็นเรื่องยาก และทีมงานก็รู้ว่าพวกเขาจะต้องเลือกดนตรีที่จะเข้ากับสถานการณ์ ระหว่างการถ่ายทำหนึ่งในซีเควนซ์ต่อสู้ โบเยอร์อาศัยบริทนีย์ “สิ่งแรกที่เราได้ยินในหนังเรื่องนี้คือ Toxic ซึ่งมันเกิดขึ้นเพราะนี่เป็นซีเควนซ์แอ็กชันแรกที่เราสร้างขึ้นมา” เขากล่าว “เราต้องการเพลงที่ฟังดูคล้ายๆ เจมส์ บอนด์ แต่ก็ยังเป็นเพลงป็อปและมีความพิลึกนิดๆ และ Toxic ก็ตรงตามนั้นเลยครับ”

    การจำลองภาพยุโรป:
    แอตแลนตารับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ

    เมื่อสาวๆ เบลลาส์คว้าโอกาสในการร่วมทัวร์ยูเอสโอทั่วโลก พวกเธอก็ได้เดินทางไปทั่วภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อให้กำลังใจกองทัพ หลังจากเริ่มต้นในสเปน พวกเธอก็มุ่งหน้าสู่กรีซ โปรตุเกส เยอรมนี โคโซโว ครีทและอิตาลี ระหว่างการผจญภัยที่เหลือเชื่อนี้ พวกเธอได้พบและแข่งขันกับวงอื่นๆ และรับมือกับผู้บริหารค่ายเพลงต่างๆ ไปด้วย

    ความท้าทายในการทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูราวกับว่าเกิดขึ้นในยุโรปคือการที่จริงๆ แล้ว ทีมงานอยู่กันในแอตแลนตา ซีกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “มันไม่ค่อยมีอะไรเหมือนกันนักหรอกค่ะระหว่างจอร์เจียในฤดูหนาวกับเมดิเตอร์เรเนียนที่ท้องฟ้าสดใส โทบี้ คอร์เบ็ตต์ ผู้ออกแบบงานสร้างของเรา ทำงานได้อย่างวิเศษสุด มันต้องอาศัยความพยายามในงานสร้างสรรค์มากมายเลยนะคะ”

    “มันควรจะต้องเป็นโลเกชันจากทางตอนใต้ของฝรั่งเศส สเปน ซิซิลี อิตาลีครับ” คอร์เบ็ตต์ ผู้กลับมาสู่ครอบครัว Pitch Perfect อีกครั้งกล่าว “ทุกฉากเกิดขึ้นในฐานทัพทหาร เราก็เลยสามารถใช้โลเกชันเยี่ยมๆ บางแห่งที่อยู่ที่นี่ได้ ฟอร์ท แม็คเฟอร์สันเป็นฐานทัพเก่าที่เราใช้ และเคลย์ เนชันแนล การ์ดด้วยครับ”

    ระหว่างการถ่ายทำช่วงกลางคืนที่เคลย์ สาวๆ เบลลาส์และทีมผู้สร้างสามารถกระโดดขึ้นเครื่องบินระหว่างเทคได้ด้วย “กระทรวงกลาโหมเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่สำหรับบทหนังเรื่องนี้ และพวกเขาก็มอบเครื่องบินมากมายให้เราใช้เป็นแบ็คกราวน์บนลานบินครับ” คอร์เบ็ตต์กล่าวเสริม
    “เราจะต้องยกย่องผู้ออกแบบงานสร้างของเรา” แฮนเดลแมนกล่าวชื่นชม “ทีมงานทำงานได้อย่างเหลือเชื่อในการสร้างให้หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นในแอตแลนตา มันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้แวดวงหนังได้เห็นว่า เราสามารถเข้าถึงอะไรได้มากมาย คนพวกนี้ทำงานหนักกันมากๆ และเราก็ยินดีกับผลลัพธ์ที่ออกมามากๆ ครับ”

    การจำลองฝรั่งเศสและสเปน รวมถึงอิตาลีภายในภูมิประเทศของแอตแลนตาไม่ใช่งานง่ายเลย “ทุกอย่างที่เราทำคือการพยายามจะสร้างสิ่งที่ยิ่งกว่าสมจริง และทริชก็มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากในการรักษาสีสันที่สดใสตลอดทั้งเรื่อง ตัวผมเองก็เป็นคนที่ชอบสีสัน และมันก็มีการประสานกันของสีที่ปรากฏตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งเธอก็อ่อนไหวกับเรื่องนั้น เธอใส่ทัศนคติแบบนั้นเข้าไปในงานออกแบบ และเธอก็ให้อิสระผมมากมายเพื่อทำในสิ่งที่ผมต้องการครับ” คอร์เบ็ตต์กล่าว

    หนึ่งในโลเกชันจริงๆ ที่ถูกใช้รวมถึงโรงภาพยนตร์ฟ็อกซ์ ซึ่งถูกจัดฉากให้เป็นคาซิโนแห่งหนึ่งในเมืองคาดิซ ประเทศสเปน ที่ซึ่งแฟท เอมีได้รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเฟอร์กัส “โรงหนังฟ็อกซ์เป็นโรงหนังเก่าแสนสวยในแอตแลนตา ที่สะท้อนถึงการออกแบบปลายยุค 20s ที่มีองค์ประกอบแบบมอร์ริสสวยๆ มากมาย ซึ่งมันก็มีอิทธิพลในสเปนด้วย” นักออกแบบตั้งข้อสังเกต “ด้วยป้ายสัญลักษณ์ เราได้รื้อเลเยอร์ต่างๆ ออกแล้วใส่องค์ประกอบต่างๆ ของคาสิโนเข้าไปครับ”

    อีกฉากหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นในโลเกชันจริงๆ คือสถานที่ที่โด่งดังของนีซ “สำหรับตลาดดอกไม้ในนีซ ที่สาวๆ ถูกลักพาตัว เราเจอพื้นที่เยี่ยมๆ ในละแวกนั้นที่เรียกว่า เกลนวู้ด ซึ่งมีจัตุรัสเล็กๆ กลางเมือง ผมสามารถตั้งเต็นท์ กระโจมและใส่ดอกไม้เข้าไปเป็นหมื่นดอกได้” คอร์เบ็ตต์เล่า “เราใส่สีสันและเท็กซ์เจอร์แบบตลาดในนีซเข้าไปครับ”

    ในการใช้พื้นที่ของสเตจที่แอตแลนตา เมโทร สตูดิโอส์ มีการใช้งานฝีมือที่น่าประทับใจในการสร้างฉากที่ไม่ได้อยู่ในโลเกชันจริง “ยกตัวอย่างเช่น เรือยอทช์ทั้งลำที่เราสร้างขึ้นถูกแกะสลักขึ้นจากโฟมทั้งหมด และเก็บงานด้วยแล็กเกอร์” ซีกล่าว “เหมือนกับฉากวิหารทั้งหมด พวกหินและเสาเก่าๆ ทั้งหมดพวกนั้นถูกเก็บงานด้วยเลเยอร์ต่างๆ ในการทำให้มันเก่าขึ้น รวมถึงเท็กซ์เจอร์และคราบต่างๆ ด้วย”

    นอกจากนั้น ทีมงานยังได้ใช้สิ่งของจากในท้องถิ่นมาตกแต่งฉากของพวกเขาด้วยความคำนึงถึงการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม “สิ่งที่แผนกศิลป์ของเราทำเป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก พวกเขาไปหาคนที่ต้องการกำจัดต้นไม้จากสวนหลังบ้านของพวกเขา” ซีเผย “พวกเขาลากต้นไม้ทุกต้นที่กำลังจะถูกทิ้งขยะออกมา แล้วทำให้พวกมันเป็นส่วนหนึ่งของฉากของเรา เพื่อทำให้ดูเหมือนกับว่าตัววิหารอยู่กลางแจ้ง แม้ว่ามันจะอยู่บนซาวน์สเตจก็ตาม ทีมงานของเราพยายามกันหนักมากเพื่อทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนว่าเราอยู่กันในยุโรปน่ะค่ะ”

    “หนึ่งในความท้าทายที่เราจะต้องหาทางออกคือการสร้างเรื่องราวในยุโรป แต่เราก็สร้างฉากทั้งหมดนี้ขึ้นมาในแอตแลนตา” บรู๊คส์กล่าวว “เราพบสถานที่ที่เรียกว่าวิหารทางตอนใต้ของฝรั่งเศส วิลเลฟรองเช ใกล้กับพรมแดนอิตาลี และเราก็จำลองมันขึ้นมาบนซาวน์สเตจในแอตแลนตา แล้วเราก็สร้างเรือยอทช์ขึ้นที่นี่ด้วย”

    “เรือยอทช์เป็นความท้าทายชิ้นใหญ่ที่สุดในหนังเรื่องนี้” ผู้อำนวยการสร้างกล่าวเสริม “เราใช้เรือยอทช์จริงๆ เป็นโครงสำหรับ อะบิลิตี้ เรือของเฟอร์กัส ซึ่งถูกออกแบบโดยสถาปนิกเรือที่โด่งดังที่ชื่อ ทอมมาโซ สปาโดลินี มันเป็นซูเปอร์ยอทช์ ที่มีความยาว 180 ฟุต มันมีความรู้สึกน่ากลัวที่วิเศษสุด ที่สะท้อนถึงบุคลิกของเขาได้เป็นอย่างดี”

    “มันมีเส้นสายโค้งเว้าเต็มไปหมด ดังนั้น การสร้างมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” คอร์เบ็ตต์ยอมรับ “มันมีพื้นผิวเรียบและเงาวับมากมายด้วย การจำลองภาพแบบนั้นด้วยโฟมเป็นเรื่องท้าทาย แต่ผมก็มีทีมงานที่น่าทึ่ง และเราก็สร้างแทงค์น้ำ 150,000 แกลลอนขึ้นมา มันมีส่วนของแพลทฟอร์มที่ยื่นออกเหนือน้ำ เพื่อที่เราจะสร้างซีเควนซ์ที่แฟท เอมีกับเบก้าพายเรือได้น่ะครับ”

    การอำพรางที่วิบวับ:
    การออกแบบเครื่องแต่งกาย

    การหาเครื่องแต่งกายให้กับทีมนักแสดงทุกคนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่แบงค์ก็ชื่นชมซัลวาดอร์ เปเรซ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายใน Pitch Perfect ทั้งสามภาคของเขาสำหรับความคิดสร้างสรรค์ที่มีมาอย่างต่อเนื่องของเขา “เขาเข้าใจหนังเรื่องนี้ และที่สำคัญกว่านั้น เขาเข้าใจสาวๆ ค่ะ ซัลรู้ว่าจะทำยังไงถึงจะให้รูปร่างทุกแบบและทุกคนนหนังเรื่องนี้ ดูและให้ความรู้สึกน่าทึ่งค่ะ”

    “ซัลเป็นนักออกแบบที่ยอดเยี่ยม มีความชำนาญและมีพรสวรรค์อย่างเหลือเชื่อค่ะ” ซีกล่าวเห็นด้วย “เขาเข้าใจเรื่องเสื้อผ้า เนื้อผ้า ชุดและตัวละครอย่างดี มีการพิจารณาและถ่ายทอดทุกรายละเอียดออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ เขาเข้าใจผู้หญิงและตัวละครเหล่านี้อย่างลึกซึ้งจนทุกอย่างให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติและง่ายดาย แม้ว่าฉันจะรู้ว่ามันต้องทุ่มเทแค่ไหนก็ตาม”

    เปเรซยอมรับว่าเขาเป็นคนกำหนดลุคในภาคแรก “มันสนุกมากที่ได้เติบโตขึ้นมากับตัวละครพวกนี้และได้เห็นว่าพวกเธอพัฒนาจากเด็กสาวไปเป็นสุภาพสตรีน้อยๆ ยังไงบ้าง” เขาตั้งข้อสังเกต “เบก้ายังคงเป็นสาวร็อค แต่ครั้งแรกที่คุณได้เห็นเธอบนหน้าจอ เธอจะเป็นผู้อำนวยการสร้าง ผมก็เลยให้เธอสวมสูท แต่เป็นสูทเวอร์ชันร็อคแอนด์โรลครับ”

    ในส่วนตัวเธอเองนั้น เคนดริคอธิบายถึงความสัมพันธ์ทั้งรักทั้งเกลียดที่เธอมีกับหนึ่งในนักออกแบบคนโปรดของเธอ “ซัลน่ารำคาญมากเพราะเขาถูกเสมอ และทุกครั้งที่เราสวมชุดพวกนี้ ฉันจะคิดว่า ‘มันดูดีจริง!’ ซัลก็บอกว่า ‘รอจนกว่าคุณจะได้เห็นมันแบบวิบวับสิ!’ ฉันก็ถามเขาว่า ‘ทำไมคุณต้องทำให้ทุกอย่างวิบวับด้วย’ แล้วพอคุณได้เห็นมันท่ามกลางแสง คุณก็จะคิดว่า ‘ให้ตายเถอะ ซัลพูดถูกอีกแล้ว!’ ฉันก็เลยทั้งรักและเกลียดเขา เพราะเขาไม่เคยผิดค่ะ”

    นอกจากนั้น เขายังชื่นชอบคติการทำให้ ‘มีสีเยอะกว่านี้!” ด้วย “ทริชมีพื้นเพจากมิวสิควิดีโอและโฆษณา เธอก็เลยชื่นชอบการใช้วิชวลและการบอกเล่าเรื่องราวผ่านเสื้อผ้า เธอเข้าใจว่าเสื้อผ้าเป็นกระบวนการเล่าเรื่อง และเธอก็ชอบสีสัน ผมมักถูกบอกว่าให้ลดทอนสีสันลง แต่เธอเป็นแบบ ‘ขอสีเยอะกว่านี้หน่อย’ เราก็เลยเข้ากันได้อย่างดีเลิศครับ” เปเรซกล่าวกลั้วหัวเราะ

    สำหรับเปเรซ เขาสนุกมากที่ได้เห็นสาวๆ เบลลาส์เวอร์ชันผู้ใหญ่ “ทริชชื่นชอบสีสัน ดังนั้น ตอนที่เราแต่งชุดให้โคลอี้เป็นสัตวแพทย์ มันก็เป็นชุดสัตวแพทย์ที่มีสีสันที่สุดเท่าที่คุณเคยเห็นมา เช่นเดียวกับโฟลในร้านขายน้ำผลไม้ ทริชกล่าวว่า ‘เราต้องการสับปะรด’ แล้วผมก็บอกว่า ‘โอเค ผมจะหาหมวกที่มีสับปะรดให้คุณ’ น่ะครับ”

    ในตอนนี้ที่พวกเธอออกทัวร์ สาวๆ เบลลาส์ก็ได้เสริมความสมจริงแบบทหารเข้าไปด้วย “พวกเธอแสดงความเคารพต่อพวกทหาร ดังนั้น มันก็เลยมีการพรางตัว มีการอ้างอิงถึงสไตล์ที่โด่งดังที่ใช้ลุคสีแดง สีขาวและสีน้ำเงิน” แบงค์กล่าว “เราอยากให้สาวๆ รู้สึกว่าอายุมากขึ้น พวกเธอก็เลยแต่งตัวในแบบที่เป็นสมัยนิยมมากขึ้นและเป็นวัยรุ่นน้อยลงน่ะค่ะ”

    เปเรซอธิบายถึงแรงบันดาลใจที่เขามีต่อเครื่องแต่งกายทหารว่า “ผมได้ดูรายการพิเศษยูเอสโอ และผมก็สังเกตว่าศิลปินทุกคนมีชุดอำพรางไม่แบบใดก็แบบหนึ่งด้วย แล้วในบทก็เขียนว่าพวกเธอมีชุดอำพรางที่วิบวับ ผมก็เลยใช้มันเป็นแรงบันดาลใจ และด้วยความรักที่มีต่อคริสตัลชวารอฟสกี้ของผม ผมก็เลยเติมคริสตัลหลายพันเม็ดเข้าไปในชุดด้วย ตอนเป็นเด็ก ผมได้ดูรายการพิเศษของบ็อบ แม็คกี้กับเด็บบี้ เรย์โนลด์ส พวกเขาทำให้ชุดทหารดูวิบวับ และนี่ก็เป็นเวอร์ชันสมัยใหม่ของมันครับ”

    สำหรับชุดของตัวประกอบทหารทุกคน เขาพบความท้าทายยิ่งใหญ่ครั้งใหม่ “ซัลต้องทำให้ทุกอย่างถูกต้อง” ซีอธิบาย “ยกตัวอย่างเช่น พวกเขามีรองเท้าบู๊ทที่แตกต่างกันสำหรับทหารแต่ละสาย และมันก็จะต้องถูกต้องเป๊ะๆ ซัลจะต้องเรียนรู้ว่าป้ายชื่อจะถูกเย็บติดตรงไหน คุณจะสวมชุดยังไงบ้างในแต่ละช่วงเวลาของปี และคุณจะสวมอะไรด้านใน ตอนไหนที่ต้องสวมหมวกหรือไม่ต้องสวมน่ะค่ะ”

    ทีมงานของเปเรซพบว่าการเก็บรายละเอียดสำหรับชุดทหารเป็นงานหนัก ตัวแทนจากกระทรวงกลาโหมได้มาประจำกองถ่ายด้วย และพวกเขาก็ใส่ใจในทุกรายละเอียด เปเรซกล่าวว่า “ถ้าแผ่นแปะนั่นสั้นไป ¼ นิ้ว หมวกนั้นก็จะสวมไม่ได้ในฉากนั้น ลำดับขั้นก็จะผิด เราก็เลยต้องทำให้แน่ใจว่าเรามีทุกอย่างครบถ้วนไม่ว่าพวกเขาจะร้องขออะไร เรามีเทรลเลอร์คันที่สองที่มีแต่เครื่องแบบที่พร้อมสำหรับทัวร์ยูเอสโอครับ”

    ในการแต่งตัวให้กับเอฟเวอร์มอยส์ วงร็อคสุดเซ็กซี เปเรซได้ผลักดันมันไปอีกระดับ “สาวๆ เบลลาส์มีเสน่ห์และเซ็กซีเสมอ แต่ก็ไม่เคยมากล้นเกินไป” เขากล่าว “พวกเอฟเวอร์มอยส์เซ็กซีมากเกินครับ พวกเธอก็เลยสวมเสื้อผ้าแบบซีทรู เผยเนื้อหนัง และพวกเธอก็จะต้องแสดงถึงความเป็นสาวร็อคให้ตรงข้ามกับพวกเบลลาส์ด้วยครับ”

    เพื่อนร่วมงานของเขาชื่นชมงานที่ประณีตของเขา “ทุกรายละเอียดสำคัญมากสำหรับซัล และเขาก็ภูมิใจในสิ่งที่เขาทำ ด้วยความที่เขาทุ่มเทให้กับมันเหลือเกิน เขาก็เลยทำให้ตัวละครทุกตัวเปล่งประกายและเซ็กซีในแบบของตัวเอง เขารู้ว่าจะทำยังไงให้ทุกคนรู้สึกเซ็กซีในแบบตัวละครของพวกเธอ และยังคงความเป็นตัวของตัวเองด้วย” โรสกล่าวชื่นชม

    ในตอนหาชุดให้กับวิสกี้ ชิเวอร์ส เปเรซมองว่า พวกเขานำเสนอเวอร์ชันแบบเกินจริงของตัวพวกเขาเองออกมา เขาเล่าว่า “ผู้จัดการของพวกเขาส่งภาพถ่ายพวกเขามาให้ผม และผมก็ไม่ได้อยากให้ชุดของพวกเขาออกมาเป็นคอสตูมมากเกินไป ความเห็นที่ดีที่สุดที่ผมได้จากพวกเขาคือ ‘เราดูเหมือนตัวเองแต่ในเสื้อผ้าที่ดีกว่าเดิม!’ น่ะครับ”

    ในการหาชุดให้กับสองดีเจ เปเรซได้เจอประเด็นคล้ายๆ กับตอนวิสกี้ ชิเวอร์ส “พวกเขาก็เล่นเป็นตัวเองเหมือนเดิมครับ” เขากล่าว “ทรินิแดด เจมส์ [ยัง สแปร์โรว์] ไม่กลัวการใช้สีสัน เขาสวมชุดลูบูแตงและดิออร์ และชุดของเขาก็ตัดเย็บขึ้นในลอนดอน ดีเจ ลูนนีย์ [ดีเจ ดรากอน นัทส์] ก็จะมีบุคลิกที่โฉ่งฉ่างน้อยกว่า เราได้สร้างเวอร์ชันที่ได้แรงบันดาลใจจากทหาร แต่ติดดินกว่าขึ้นมาครับ”

    เครื่องประดับแวววาว ส่วนเสื้อเชิ้ตเขาก็จะยับนิดๆ คุณอยากจะเห็นคนที่มีภาพลักษณ์ของการเป็นคนรวย…แต่ชีวิตเขากำลังพัง เน็คไทผูกได้ไม่เรียบร้อย และรองเท้าก็มีรอยขีดข่วน เพราะทุกอย่างเป็นแค่เปลือกครับ”

    การกล่าวอำลา:
    เพลงสุดท้าย

    เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักที่ภาพยนตร์จะถูกถ่ายทำตามลำดับ แต่บังเอิญว่าฉากสุดท้ายที่ถ่ายทำที่แอตแลนตาก็เป็นฉากสุดท้ายจริงๆ ซะด้วย ในช่วงเวลาสองสามสัปดาห์สุดท้ายของการถ่ายทำ ทีมผู้สร้าง นักแสดงและทีมงานต่างก็รู้สึกถึงความหนักอึ้งราวกับฟ้าถล่ม “การถ่ายทำฉากสุดท้ายเป็นตอนที่คุ้มค่าที่สุดของหนังทั้งเรื่องค่ะ” ซีกล่าว “เราใช้เวลานานเลยกว่าจะสร้างเพลงนี้ได้เพราะเรารู้ว่ามันสำคัญแค่ไหน มันจะต้องทำหลายๆ อย่าง ทั้งเป็นเพลงอำลา และเริ่มต้นบทใหม่ในฐานะเพลงที่ก้าวเดินไปข้างหน้า มันจะต้องเป็นเพลงเกี่ยวกับมิตรภาพและเกี่ยวกับการก้าวสู่อนาคตของตัวคุณเองค่ะ”

    การถ่ายทำฉากสุดท้ายเป็นเหมือนการชำระล้างจิตใจสำหรับทีมงานและนักแสดงทุกคน เคนดริคกล่าวสรุปว่า “ฉันร้องไห้อย่างเปิดเผยต่อหน้าเพื่อนร่วมงานแทบทุกคนของฉันประมาณเจ็ดครั้งได้แล้วค่ะ”

    “เรารู้จักกันมากว่าห้าปีแล้ว และซีเควนซ์สุดท้ายก็สะเทือนใจมากๆ เราพยายามจะซึมซับความรู้สึกของการเป็นเบลลาส์ค่ะ” วิลสันตั้งข้อสังเกต “หนังเรื่องนี้มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อชีวิตของเราและชีวิตการทำงานของเรา ตอนที่เราปิดกล้อง เราก็เลยร้องไห้และกอดกันกลมเลยค่ะ”

    ในการกล่าวคำอำลา ทีมงานเห็นพ้องต้องกันว่าเพลงสำเร็จการศึกษาจะต้องเป็นเพลง “Freedom! 90” ที่โด่งดังของจอร์จ ไมเคิล บรู๊คส์อธิบายถึงเหตุผลว่า “การพยายามคิดฉากสุดท้ายเป็นเรื่องซับซ้อนครับ มันจะต้องเป็นข้อคิดสำหรับผู้ชม และเป็นการประกาศด้วยว่าตัวละครของเบก้าจะไปในทิศทางไหน นอกจากนั้น เราต้องผสมผสานทั้งสองเรื่องนั้นเข้าด้วยกันด้วยบทส่งท้ายที่เป็นหนึ่งเดียวกันสำหรับสาวๆ เบลลาส์พวกนี้ครับ”

    “เพลงสุดท้ายเป็นเพลงที่เราใช้ความอุตสาหะอย่างมากครับ” โบเยอร์กล่าว “ฉากสุดท้าย เบก้าจะต้องเพลง ‘Freedom!’ ของจอร์จ ไมเคิลและเราก็ได้ยินเพลงนี้แบบนิดๆ มาก่อนหน้านี้แล้ว ตอนที่เธอเล่นเครื่องมือของเธอ แล้วอัดเสียงบางอย่างในห้องสวีทเพนท์เฮาส์ หลังจากนั้น เธอก็ร้องด้วยทำนองนี้อีก ซึ่งก็กลายเป็น ‘Freedom!’ ตอนที่เธอร้องเพลง มันเริ่มต้นด้วยแค่เสียงของเธอ ก่อนที่มันจะวนหลายรอบและเปลี่ยนกลายเป็นเสียงอลังการที่งดงามครับ”

    ระหว่างการหาสถานที่ ทีมงานตัดสินใจเลือกโลเกชันที่พวกเขาต้องการใช้สำหรับฉากสุดท้าย ซึ่งก็คือป้อมปราการ “มันเป็นป้อมเก่าทรงกลมบนหน้าผา ที่ได้รับอิทธิพลจากโรมันค่ะ” ซีตั้งข้อสังเกต “พวกเขาจัดไลฟ์โชว์กันที่นั่น และเราก็คิดว่ามันจะเป็นที่ที่เพอร์เฟ็กต์ เราก็เลยจำลองมันขึ้นที่นี่ เราได้แกะสลักทุกอย่างจากโฟมเพื่อสร้างเวทีนี้ขึ้นมา เราอยากให้แสงให้ความรู้สึกแบบร็อคแอนด์โรล และความคลาสสิกกับโลกเก่าในเวลาเดียวกัน เราอยู่ในฉากแบบยุโรปที่ไร้กาลเวลา งดงามและชวนฝัน เราก็เลยนำตัวนักออกแบบแสงร็อคแอนด์โรลพิเศษเข้ามาช่วยเราค่ะ”

    เมื่อสาวๆ เบลลาส์ขึ้นเวทีแล้ว พวกเธอก็รู้สึกถึงทุกอย่างที่อยู่เบื้องหลังพวกเธอ ซีเล่าว่า “มีคนมากมายที่แคร์หนังเรื่องนี้ ตัวละครเหล่านี้ และการเดินทางของพวกเธอ มันทรงพลังมากที่ได้สร้างฉากมหัศจรรย์นี้เพื่อนำทุกอย่างมาสู่ฉากไคลแมกซ์ที่ยิ่งใหญ่ อารมณ์ที่เกิดขึ้นทั้งมหาศาลและสมจริงมากๆ แม้กระทั่งในตอนซ้อม สาวๆ แทบจะไม่กลั้นน้ำตาระหว่างการถ่ายทำได้เลย พวกเธอเผยความรู้สึกทุกอย่างบนเวทีในค่ำคืนนั้น และทุกคนในห้องก็รู้สึกได้ค่ะ”

    แฮนเดลแมนเล่าถึงเหตุผลที่แฟรนไชส์นี้โดนใจผู้คนมากมายว่า “Pitch Perfect เวิร์คในหลายๆ ทาง แต่มันเวิร์คที่สุดในตอนที่มันเป็นการประสานกันที่สมบูรณ์แบบระหว่างความไร้สาระและความเจ๋ง สิ่งที่ตลกเสมอในโลกใบนี้คือการที่คนพวกนี้มองตัวเองอย่างจริงจังไหน แต่ผู้ชมก็ตระหนักได้ว่าพวกเธอมีพรสวรรค์แค่ไหน และพวกเธอเชื่อในตัวเองแค่ไหน ตัวละครเหล่านี้มารวมตัวกันเพื่อสร้างเสียงที่น่าประทับใจและน่าพึงพอใจ แม้ว่าหนทางที่พวกเธอไปถึงจุดนั้นได้มักจะเต็มไปด้วยความขำขันและไร้สาระก็ตาม”

    ซีชื่นชมที่ตัวละครเหล่านี้พบวิธีที่จะเดินอยู่บนเส้นกึ่งกลางระหว่างความพิลึกพิลั่นที่น่าขำขันและความสมจริง “เป็นเรื่องง่ายที่จะทำตัวพิลึกสุดขั้วไปเลย หรือไม่ก็ยึดติดกับสิ่งที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคย แต่สิ่งที่ยากก็คือการสร้างสมดุลระหว่างทั้งสองอย่าง Pitch Perfect มีความสมจริงแบบที่คุณสามารถใช้กับชีวิตคุณเองได้ ผู้หญิงพวกนี้เจอในสิ่งที่พวกเราทุกคนเจอ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นแกะดำ การอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่พยายามหาทางไปหลังเรียนจบน่ะค่ะ”
    “ผู้ชมจะรักแอ็กชันเพราะฉันพยายามอย่างมากที่จะทำให้มันออกมาเจ๋งค่ะ” วิลสันกล่าวหน้าตาย “ฉันก็เลยหวังว่าพวกเขาจะชอบมันและฉันก็หวังว่ามันจะน่าประหลาดใจเพราะหนังเรื่องนี้มีโทนที่ต่างออกไปเล็กน้อย เพราะเราไม่อยากจะทำอะไรเดิมๆ เราอยากจะไปอีกระดับสำหรับแฟนๆ ฉันหวังว่าพวกเขาจะชื่นชอบการได้รู้จักแฟท เอมีมากขึ้น นอกจากนั้น ฉันยังชอบเพลงในหนังเรื่องนี้ด้วย เราร้องเพลงพวกนี้ประจำ…แม้แต่ตอนที่เราไม่ควรจะร้องก็ตาม”

    เมื่อเรื่องราวบทนี้จบลง เราก็สรุปมันด้วยความคิดเห็นจากผู้อำนวยการสร้างที่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการเริ่มต้นทุกอย่าง “สำหรับแฟรนไชส์นี้ เรารู้สึกเหมือนว่าเราเข้าถึงอะไรบางอย่าง ซึ่งก็คือการเพิ่มพลังให้กับสาวๆ ไม่ใช่เพียงแค่ในฮอลลีวูด ในวงการของเรา และในหนังเท่านั้น แต่ยังเป็นในโลกใบนี้ด้วย” แบงค์กล่าว ถ้าพลังนั้นมาพร้อมกับความบันเทิงสำหรับผู้ชม ยิ่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เธอกล่าวปิดท้ายว่า “แล้วการร้องเพลง การเต้นและการทำให้คนหัวเราะก็ไม่มีทางเป็นส่วนผสมที่เลวร้ายหรอกค่ะ”

    ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สและโกลด์ เซอร์เคิลเอนเตอร์เทนเมนต์ ร่วมกับเพอร์เฟ็กต์ เวิลด์ พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานสร้างโดยโกลด์ เซอร์เคิล เอนเตอร์เทนเมนต์/บราวน์สโตน โปรดักชัน Pitch Perfect 3 นำแสดงโดยแอนนา เคนดริค, รีเบล วิลสัน, เฮลลีย์ สเตนเฟลด์, บริทนีย์ สโนว์, แอนนา แคมป์, ฮานา เมย์ ลี, อเล็กซิส แน็ปป์ ร่วมด้วยจอห์น ไมเคิล ฮิกกินส์และอลิซาเบธ แบงค์ ดนตรีประกอบภาพยนตร์แต่งโดยคริสโตเฟอร์ เลนเนิร์ทซ์ และผู้อำนวยการสร้างฝ่ายดนตรีคือจูลีแอนน์ จอร์แดน, จูเลีย มิเชลส์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายของเรื่องคือซัลวาดอร์ เปเรซ ลำดับภาพโดยเคร็ก อัลเพิร์ต, เอซีอี, โคลิน แพตตัน ผู้ออกแบบงานสร้างคือโทบี้ คอร์เบ็ตต์และผู้กำกับภาพคือแมทธิว คลาร์ค ผู้ควบคุมงานสร้างของเรื่องได้แก่เจสัน มัวร์, สก็อต นีไมเออร์, เดวิด นิคเซย์ คอเมดีเรื่องนี้อำนวยการสร้างโดยพอล บรู๊คส์, พี.จี.เอ., แม็กซ์ แฮนเดลแมน, พี.จี.เอ., อลิซาเบธ แบงค์,พี.จี.เอ. เรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้แต่งโดยเคย์ แคนนอน บทภาพยนตร์โดยเคย์ แคนนอนและไมค์ ไวท์ Pitch Perfect 3 กำกับโดยทริช ซี A Universal Picture. © 2017 Universal Studios.

    ประวัติทีมนักแสดง

    แอนนา เคนดริค (Anna Kendrick) รับบท เบก้า
    แอนนา เคนดริค มีความสำเร็จมากมายที่แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่น่าประทับใจของเธอ เธอได้รับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Pitch Perfect และ Pitch Perfect 2 ซึ่งทำลายสถิติในฐานะมิวสิคัลคอเมดีที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล เพลง “Cups” ซึ่งเธอร้องในภาพยนตร์เรื่อง Pitch Perfect ทำยอดขายได้ระดับมัลติแพลตินัม และกลายเป็นหนึ่งในเพลงอันดับต้นๆ ของบิลบอร์ดประจำปี 2013 เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งกลายเป็นนักเขียนเบสต์เซลเลอร์ของนิวยอร์ก ไทม์จากคอลเล็กชันรวมบทความอัตชีวประวัติขำขันของเธอในชื่อ“Scrappy Little Nobody” ที่ตีพิมพ์โดยไซมอน แอนด์ ชูสเตอร์ ปัจจุบัน เธออยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์วอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์สเรื่อง Noelle

    ล่าสุด เธอได้แสดงในภาพยนตร์โดยฟ็อกซ์ เสิร์ชไลท์เรื่อง Table 19 ซึ่งทำให้เธอได้ร่วมงานกับผู้กำกับเจฟฟรีย์ บลิทซ์จาก Rocket Science อีกครั้งหนึ่ง, คอเมดีดนตรีโดยดรีมเวิร์คส์ อนิเมชันเรื่อง Trolls ที่เธพากย์เสียงป็อปปี้ประกบจัสติน ทิมเบอร์เลค, The Hollars ประกบจอห์น คราซินสกี้ (ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน), Mike and Dave Need Wedding Dates ประกบแซ็ค เอฟรอน, แอ็กชันทริลเลอร์เรื่อง The Accountant ประกบเบน เอฟเฟล็ค

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ เมื่อเร็วๆ นี้ของเธอรวมถึงภาพยนตร์วอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์สเรื่อง Into the Woods ที่เธอรับบทซินเดอเรลลา ประกบเมอริล สตรีพและจอห์นนี เด็ปป์, ภาพยนตร์โดยเรเดียส/ไวน์สตีน คัมปะนีที่สร้างจากมิวสิคัลเรื่อง The Last Five Years, ภาพยนตร์อินดีเรื่อง Cake และ Happy Christmas, Drinking Buddies ประกบโอลิเวีย ไวลด์และรอน ลิฟวิงตัน, คอเมดีดราโดยซัมมิท เอนเตอร์เทนเมนต์เรื่อง 50/50 ประกบเซธ โรแกนและโจเซฟ กอร์ดอน-เลวิทท์ และดรามาอาชญากรรมเข้มข้นโดยเดวิด เอเยอร์เรื่อง End of Watch ประกบเจค จิลเลนฮัล นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงแฟรนไชส์บล็อกบัสเตอร์เรื่อง Twilight ซึ่งรวมถึง The Twilight Saga: New Moon, The Twilight Saga: Eclipse และ The Twilight Saga: Breaking Dawn—Part 1 ด้วย

    ในปี 2009 เคนดริคได้แสดงประกบจอร์จ คลูนีย์และเจสัน เบทแมนในภาพยนตร์โดยเจสัน ไรท์แมนที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงเรื่อง Up in the Air ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้รับการยกย่องจากสมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติให้เป็นนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมและได้รับรางวัลเอ็มทีวี มูฟวี อวอร์ด สาขาดาราแจ้งเกิดยอดเยี่ยมด้วย นอกจากนี้ เธอยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลคริติกส์ ชอยส์ มูฟวี อวอร์ด, รางวัลลูกโลกทองคำรางวัลบาฟตาและรางวัลสมาพันธ์นักแสดงอีกด้วย

    เธอได้แสดงในภาพยนตร์โดยพิคเจอร์ เฮาส์เรื่อง Rocket Science ที่กำกับโดยเจฟฟรีย์ บลิทซ์ การแสดงของเธอในบทสมาชิกทีมโต้วาทีของโรงเรียนที่ชื่นชอบการแข่งขันสุดๆ ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมอย่างมาก โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรนด์ จูรี ไพรซ์จากงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2007 ผลงานของเธอในเรื่องนั้นทำให้เคนดริคได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมอีกด้วย

    เคนดริคเปิดตัวผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกด้วย Camp โดยผู้กำกับท็อดด์ กราฟ ที่เป็นขวัญใจของงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2003 การแสดงของเธอในภาพยนตร์คัลท์เรื่องนั้นทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล โคลทรูดิส อวอร์ดปี 2004 สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

    เคนดริค นักแสดงละครเวทีผู้โด่งดัง เริ่มต้นจากการแสดงบทไดนาห์ ลอร์ดในมิวสิคัล บรอดเวย์ปี 1997 เรื่อง High Society ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโทนี อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมิวสิคัล เมื่ออายุได้ 12 ปี ซึ่งทำให้เธอเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโทนีที่มีอายุน้อยที่สุดเป็นอันดับสอง นอกจากนี้ เธอยังได้รับรางวัลดรามา ลีกและเธียเตอร์ เวิลด์ อวอร์ด และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลดรามา เดสก์และ เฟนี อวอร์ดอีกด้วย

    ละครเรื่องอื่นๆ ของเธอได้แก่บทนำในละครเรื่อง A Little Night Music โปรดักชันนิวยอร์ก ซิตี้ โอเปรา ที่นำแสดงโดยเจเรมี ไอรอนส์, My Favorite Broadway:The Leading Ladies Live at Carnegie Hall และเวิร์คช็อปบรอดเวย์ของ Jane Eyre และ The Little Princess

    รีเบล วิลสัน (Rebel Wilson) รับบท แฟท เอมี
    รีเบล วิลสัน เป็นที่รู้จักดีจากการแสดงบทแฟท เอมี ในภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สเรื่อง Pitch Perfect และ Pitch Perfect 2 การแสดงแจ้งเกิดของเธอใน Pitch Perfect ทำให้วิลสันได้รับรางวัลเอ็มทีวี มูฟวี อวอร์ดสาขาการแสดงแจ้งเกิดยอดเยี่ยมและทีน ชอยส์ อวอร์ดสาขานักแสดงหญิงยอดนิยมประเภทคอเมดี ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลเอ็มทีวี มูฟวี อวอร์ดสาขาช่วงเวลามิวสิคัลยอดเยี่ยม, รางวัลทีน ชอยส์ อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดนิยมประเภทคอเมดีและรางวัลอเมริกัน มิวสิค อวอร์ดสาขาซาวน์แทร็คยอดนิยม การแสดงของเธอในซีเควลเรื่องนี้ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงสามรางวัลเอ็มทีวี มูฟวี อวอร์ดสาขาการแสดงตลกยอดเยี่ยม, ทีมนักแสดงยอดเยี่ยมและจุมพิตยอดเยี่ยม และได้รับการเสนอชื่อชิงหลายรางวัลทีน ชอยส์ อวอร์ด รวมถึงสาขานักแสดงหญิงยอดนิยมประเภทคอเมดี, สาขาจุมพิตยอดนิยมจากจุมพิตบนหน้าจอระหว่างเธอกับอดัม เดอไวน์และสาขาดนตรียอดนิยมประเภทศิลปินหญิงสำหรับเหล่าสาวๆ บาร์เดน เบลลาส์ นอกจากนี้ เธอยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลพีเพิลส์ ชอยส์ อวร์ดสาขานักแสดงนำหญิงคอเมดียอดนิยมอีกด้วย

    Pitch Perfect 2 ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลทีน ชอยส์ อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดนิยมประเภทคอเมดี, ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลพีเพิลส์ ชอยส์ อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดนิยม และได้รับรางวัลมาในสาขาภาพยนตร์คอเมดียอดนิยม และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรมมี อวอร์ดสาขาอัลบัมรวมซาวน์แทร็คยอดเยี่ยมสำหรับวิชวล มีเดีย Pitch Perfect 2 ทำรายได้ไปกว่า 287 ล้านเหรียญทั่วโลก

    เมื่อเร็วๆ นี้ วิลสันเพิ่งได้แสดงประกบดาโกต้า จอห์นสันในภาพยนตร์โดยคริสเตียนดิตเตอร์เรื่อง How to Be Single ภาพยนตร์เรื่องนี้จัดจำหน่ายโดยวอร์เนอร์ บรอส. ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2016 และทำรายได้ไปกว่า 112 ล้านเหรียญทั่วโลก นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้แสดงในภาพยนตร์โดยซาชา บารอน โคเฮนเรื่อง The Brothers Grimsby ประกบเพเนโลเป้ ครูซและมาร์ค สตรองและรับบทคามีโอใน Absolutely Fabulous: The Movie ที่เขียนบทโดยเจนนิเฟอร์ ซอนเดอร์ส

    ในเดือนธันวาคม ปี 2014 วิลสันได้แสดงประกบเบน สติลเลอร์, โรบิน วิลเลียมส์, โอเวน วิลสันและริคกี้ เกอร์เวสในภาพยนตร์เรื่อง Night at the Museum: Secret of the Tomb ภาคสามของแฟรนไชส์ Night at the Museum โดยชอว์น เลวี ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ไปกว่า 363 ล้านเหรียญทั่วโลก

    วิลสันได้เปิดตัวในแวดวงภาพยนตร์อเมริกันด้วยภาพยนตร์คอเมดีโดยพอล ฟิ้กเรื่อง Bridesmaids ที่ร่วมแสดงโดยเคิร์สเตน วิ้ก ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่อำนวยการสร้างโดยจั๊ดด์ อพาโทว์ ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมโดยเอเอฟไอประจำปี 2011 ได้รับรางวัลคริติกส์ ชอยส์ มูฟวี อวอร์ดสาขาคอเมดียอดเยียมและทำรายได้ไปกว่า 288 ล้านเหรียญทั่วโลก ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึง Pain & Gain โดยไมเคิล เบย์ ที่ร่วมแสดงโดยมาร์ค วอห์ลเบิร์กและดเวย์น จอห์นสัน, Struck by Lightning, What to Expect When You’re Expecting และ Bachelorette ที่นำแสดงโดยเคิร์สเตน ดันส์, อิสลา ฟิชเชอร์และลิซซี แคปแลน

    นอกเหนือจากงานหน้ากล้อง วิลสันยังได้พากย์เสียง ราซ ในภาพยนตร์อนิเมชันเรื่อง Ice Age: Continental Drift ซึ่งทำรายได้ไปกว่า 877 ล้านเหรียญทั่วโลกอีกด้วย

    ในปี 2013 วิลสันได้เป็นพิธีกรและหัวหน้าทีมเขียนบทสำหรับรายการเอ็มทีวี มูฟวี อวอร์ด ซึ่งได้รับเรตติ้งสูงขึ้น 45% จากปีก่อน

    วิลสันสำเร็จการศึกษาสาขาศิลปะและกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์และได้ฝึกฝนการเป็นนักแสดงที่ออสเตรเลียน เธียเตอร์ ฟอร์ ยัง พีเพิล เธอเริ่มต้นจากการเขียนบทงานบันเทิงและแสดงบนเวทีละครในซิดนีย์และได้ร่วมแสดงในซีรีส์คอเมดีคัลท์ออสเตรเลียนยอดนิยมเรื่อง Pizza วิลสันได้เขียนบทและแสดงในซีรีส์สองเรื่องคือ The Wedge และ Bogan Pride ก่อนที่จะย้ายไปอเมริกา

    เธอสนับสนุนองค์กรเดอะ สคูล ออฟ เซนต์ จู๊ด ในแทนซาเนีย ซึ่งต่อสู้กับความยากจนผ่านทางการศึกษา

    เฮลลีย์ สเตนเฟลด์ (Hailee Steinfeld) รับบท เอมิลี
    ตอนอายุ 14 ปี เฮลลีย์ สเตนเฟลด์ แจ้งเกิดด้วยการแสดงที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดในภาพยนตร์เรื่อง True Grit นับตั้งแต่การเริ่มต้นตั้งแต่เล็กๆ เส้นทางอาชีพของสเตนเฟลด์ก็ส่งให้เธอปรากฏต่อสาธารณชนในฐานะหนึ่งในนักแสดงดาวรุ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของฮอลลีวูด

    ล่าสุด เธอได้แสดงในภาพยนตร์ชื่อดังของเอสทีเอ็กซ์ เอนเตอร์เทนเมนต์เกี่ยวกับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่เรื่อง The Edge of Seventeen สำหรับมือเขียนบทและผู้กำกับเคลลี ฟรีมอน เคร็ก นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังร่วมแสดงโดยวู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน, เบลค เจนเนอร์และไครา เซดจ์วิค และเล่าเรื่องของนักเรียนไฮสคูล (สเตนเฟลด์) ผู้อยู่ในภาวะอึดอัด เมื่อพี่ชายคนดังของเธอเริ่มเดทเพื่อนซี้เธอ การแสดงนำของเธอทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในมิวสิคัลหรือคอเมดี The Edge of Seventeen เปิดตัวครั้งแรกในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตปี 2016

    ในเดือนพฤษภาคม ปี 2015 เธอได้แสดงในภาพยนตร์ที่หลายคนรอคอย Pitch Perfect 2 ที่เธอร่วมกลุ่มบาร์เดน เบลลาส์ในบทเอมิลี ประกบแอนนา เคนดริคและรีเบล วิลสัน อลิซาเบธ แบงค์เป็นผู้กำกับซีเควลของภาพยนตร์ปี 2012 เรื่องนี้ ที่จัดจำหน่ายโดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส

    ในปี 2015 สเตนเฟลด์ได้แสดงประกบซามวล แอล. แจ็คสันและเจสสิกา อัลบาในภาพยนตร์เรื่อง Barely Lethal ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่จัดจำหน่ายโดยเอทเวนตี้โฟร์เล่าเรื่องของเมแกนวัย 16 ปี (สเตนเฟลด์) มือสังหารระดับโลก ที่โหยหาชีวิตวัยรุ่น “ปกติ” นอกจากนั้น ในปีเดียวกัน เธอยังได้พากย์เสียงเวอร์ชันภาษาอังกฤษของภาพยนตร์อนิเมชันที่ได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ดเรื่อง When Marnie Was There อีกด้วย

    ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2014 สเตนเฟลด์ได้แสดงใน The Homesman ประกบทอมมี ลี โจนส์, เมอริล สตรีพและฮิลลารี สแวงค์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องของชายคนหนึ่ง (โจนส์) ผู้ร่วมมือกับผู้หญิงนักบุกเบิก (สแวงค์) ในการนำตัวผู้หญิงสามคนข้ามทุ่งแพรีกลับสู่อารยธรรมเมืองอีกครั้ง โดยสเตนเฟลด์รับบททาบิธา ฮัทชินสัน วัยรุ่นเท้าเปล่าผู้เรียบง่ายและยากจน

    สเตนเฟลด์ได้แสดงประกบเคียรา ไนท์ลีย์และมาร์ค รัฟฟาโลในภาพยนตร์โดยจอห์น คาร์นีย์เรื่อง Begin Again เรื่องราวเกี่ยวกับดนตรีเรื่องนี้เล่าเรื่องของเกร็ททา (ไนท์ลีย์) ผู้ย้ายไปนิวยอร์กกับแฟนหนุ่มของเธอ แต่ก็ต้องอกหักเมื่อเขาทิ้งเธอเพื่อชื่อเสียงและเงินทอง สเตนเฟลด์รับบท ไวโอเล็ต ลูกสาวของตัวละครของรัฟฟาโล Begin Again เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต เดอะ ไวน์สตีน คัมปะนีนำภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 11 กรกฎาคม ปี 2014

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของสเตนเฟลด์รวมถึง Term Life ประกบวินซ์ วอห์น, The Keeping Room ประกบบริท มาร์ลิง, Ten Thousand Saints ประกบอีธาน ฮอว์ค, Hateship Loveship ที่เธอแสดงประกบกาย เพียร์ซ, คริสเตน วิ้กและนิค โนลเต้, 3 Days to Kill ประกบเควิน คอสท์เนอร์, เวอร์ชันปี 2013 ของละครคลาสสิกโดยวิลเลียม เชคสเปียร์เรื่อง Romeo & Juliet และ Ender’s Game ประกบแฮร์ริสัน ฟอร์ดและเบน คิงส์ลีย์

    ในปี 2010 สเตนเฟลด์ได้รับเลือกจากบรรดานักแสดงหญิงกว่า 15,000 คนให้รับบท แม็ตตี้ รอสในรีเมกโดยพี่น้องโคเอนเรื่อง True Grit ประกบเจฟฟ์ บริดเจส, แมทท์ เดมอนและจอช โบรลิน การแสดงของสเตนเฟลด์ทำให้เธอได้รับการยกย่องจากทั่วโลกและได้รับรางวัลจากนักวิจารณ์กว่าสิบรางวัล รวมถึงรางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์บรอดคาสต์, รางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชิคาโก, รางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์โตรอนโตและสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์แวนคูเวอร์ นอกเหนือจากการได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์แล้ว สเตนเฟลด์ยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม รวมถึงได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบาฟตาสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมอีกด้วย

    เธอได้เป็นนางแบบแคมเปญมิวมิวของ มิวเซีย ปราดาในฤดูใบไม้ร่วงปี 2011 และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิบหกวัยรุ่นผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2013 ของนิตยสารไทม์ นอกจากนั้น ในปี 2013 เธอยังได้รับรางวัลดาราหญิงแห่งอนาคตจากเวทีซีเนมาคอน อวอร์ด และแม็ก มารา เฟซ ออฟ เดอะ ฟิวเจอร์ในงานกาลาวีเมน อิน ฟิล์มประจำปีอีกด้วย

    ในปี 2015 สเตนเฟลด์ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวในวงการดนตรีกับรีพับลิค เรคคอร์ดส์ในฐานะศิลปิน ซิงเกิลเปิดตัวของเธอ “Love Myself” ซึ่งทำยอดขายได้ระดับแพลตินัมตามการรับรองของสมาพันธ์อุตสาหกรรมแผ่นเสียงแห่งอเมริกา (อาร์ไอเอเอ) ได้สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะศิลปินหญิงเดี่ยวที่เปิดตัวสูงสุดในชาร์ตวิทยุท็อป 40 นับตั้งแต่ปี 1998 หลังจากที่ปล่อยออกมา “Love Myself” ก็ติดอันดับท็อป 10 ในชาร์ตเพลงป็อป นอกจากนั้น มันยังติดอันดับหนึ่งในชาร์ตโกลบอล ไวรัล ชาร์ตของสปอตติฟาย และติดอันดับ 25 ในชาร์ตยูเอส ท็อป 100 ของชาแซมอีกด้วย จนถึงวันนี้ เพลงนี้ถูกเปิดผ่านทางสปอตติฟายกว่า 220 ครั้ง ในขณะที่วิดีโอของเพลงนี้ก็มียอดผู้ชมเกือบ 160 ล้านครั้ง และยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น ซิงเกิล “Starving” ที่เกรย์ฟีเจอริงกับเซ็ดด์ กลายเป็นเพลงยอดนิยมระดับโลกอีกหนึ่งเพลง “Starving” ซึ่งทำยอดขายได้ระดับแพลตินัมโดยอาร์ไอเอเอ ติดอันดับท็อปเท็นในชาร์ตวิทยุท็อป 40 เพลงนี้ติดอันดับท็อป 10 ของชาร์ตเพลงป็อปของไอจูนส์ ติดอันดับท็อป 10 ของชาร์ตยูเอส ท็อป 50 ของสปอตติฟาย ติดอันดับท็อป 20 ของขาร์ตโกลบอล ท็อป 50 ของสปอตติฟายและถูกเปิดผ่านทางสปอตติฟายกว่า 250 ล้านครั้ง

    สเตนเฟลด์ได้ทำงานในสตูดิโอเพื่อแต่งเพลงและบันทึกเสียงเพลงสำหรับอัลบัมเต็มรูปแบบของเธอ ที่มีกำหนดวางจำหน่ายในปี 2017 นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้เป็นแขกรับเชิญในทัวร์ “Untouchable” ของเมแกน เทรนเนอร์ภายในอเมริกาเหนือ ด้วยการแสดงในการแสดง 28 ครั้งระหว่างเดือนกรกฎาคม และเดือนกันยายน ปี 2016
    สเตนเฟลด์อาศัยอยู่ในลอสแองเจลิส

    บริทนีย์ สโนว์ (Brittany Snow) รับบท โคลอี้
    บริทนีย์ สโนว์ เป็นนักแสดง นักร้อง ผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับและนักเคลื่อนไหวมากความสามารถ ผู้มีผลงานหลากหลายตั้งแต่การแสดงนำในภาพนยตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างแฟรนไชส์ Pitch Perfect และ Hairspray ไปจนถึงภาพยนตร์อินดีรางวัลอย่าง Vicious Kind และ 96 Minutes และบทนำในซีรีส์โทรทัศน์หลายเรื่อง รวมถึง American Dreams และ Nip/Tuck สโนว์ ผู้เป็นนักเคลื่อนไหวผู้เรียกร้องความเปลี่ยนแปลง ได้สร้างโครงการไม่แสวงหาผลกำไรในชื่อ เลิฟ อิส ลาวเดอร์ ขึ้นกับเดอะ เจ็ด ฟาวน์เดชันในปี 2010 เมื่อปีที่แล้ว เธอได้เปิดตัวผลงานการกำกับเรื่องแรกและได้ร่วมก่อตั้งพัน อินเท็นเด็ด โปรดักชันส์

    เมื่อเร็วๆ นี้ เธอได้แสดงประกบเดฟ เบาติสต้าใน Bushwick ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ในวันที่ 21 มกราคม ปี 2017 ปลายปีนี้ เธอจะได้แสดงประกบอัล ปาชิโนในทริลเลอร์เกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องเรื่อง Hangman สโนวได้แสดงประกบจอห์นนี ซิมมอนส์และเจ.เค. ซิมมอนส์ใน The Late Bloomer รวมถึง Dial a Prayer ประกบวิลเลียม เอช เมซี ด้านจอแก้ว เธอได้รับบทประจำในซีซันที่สองของซีรีส์ดังเรื่อง Crazy Ex-Girlfriend

    ในปี 2013 สโนว์ได้แสดงให้เห็นถึงการแสดงอันทรงพลังของเธอใน Call Me Crazy: A Five Film ทางไลฟ์ไทม์ นอกจากนั้น เธอยังได้แสดงประกบเคลลัน ลูทซ์และแอมเบอร์ เฮิร์ดในภาพยนตร์เรื่อง Syrup และทริลเลอร์เรื่อง Would You Rather ซึ่งเธอรับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างด้วย เธอได้รับบทนำในภาพยนตร์ทริลเลอร์ลุ้นระทึกอินดีปี 2011 เรื่อง 96 Minutes นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงใน Janie Jones ประกบอาบิเกล เบรสลิน, Petunia ประกบธอรา เบิร์ชและภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดเรื่อง The Vicious Kind ซึ่งเปิดตัวท่ามกลางเสียงวิจารณ์ชื่นชมในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ในปี 2009

    ก่อนหน้านั้น เธอได้แสดงในภาพยนตร์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง Prom Night และภาพยนตร์อินดีที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเรื่อง Finding Amanda ประกบแมทธิว โบรเดอริค ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอได้แก่ภาพยนตร์นิวไลน์ ซีเนมาเรื่อง Hairspray ที่เธอรับบท แอมเบอร์ ฟอน ทัสเซิล ลูกสาวของเวลมา ฟอน ทัสเซิล ตัวละครของมิเชลล์ ไฟเฟอร์, ภาพยนตร์โดยทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์เรื่อง John Tucker Must Die ซึ่งเธอรับบทนำเป็นครั้งแรกและภาพยนตร์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศโดยดิสนีย์เรื่อง The Pacifier ประกบวิน ดีเซลในการเปิดตัวในโลกภาพยนตร์ของเธอ

    เธอได้ก้าวสู่แวดวงจอแก้วตอนอายุได้ 12 ปีในตอนที่เธอได้แสดงในดรามาช่วงกลางวันเรื่อง Guiding Light นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงในซีซันที่สองของซีรีส์ดรามาโดยไดเร็ค ทีวีเรื่อง Full Circle, ดราเมดีทางเอ็นบีซีเรื่อง Harry’s Law ประกบเคธี เบทส์, ซิทคอมฟ็อกซ์เรื่อง Ben and Kate และรับบทประจำเป็นนีโอนาซีในซีรีส์ออริจินอลยอดนิยมทางเอฟเอ็กซ์เรื่อง Nip/Tuck อีกด้วย

    ในเดือนกันยายน ปี 2010 สโนว์ได้ร่วมก่อตั้งเลิฟ อิส ลาวเดอร์ ร่วมกับเอ็มทีวีและเดอะ เจ็ด ฟาวน์เดชัน เพื่อสร้างชุมชนที่มีส่วนร่วมมากขึ้นและสนับสนุนใครก็ตามที่รู้สึกว่าถูกปฏิบัติด้วยอย่างทารุณ ถูกเข้าใจผิดหรืออยู่ตามลำพัง องค์กรนี้ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนหลายล้านคนทั่วโลกเรียบร้อยแล้ว งานการกุศลของเธอทำให้เธอได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงรางวัลสเปเชียล เร็คค็อกนิชัน อวอร์ดจากซับสแทนซ์ อบิวส์ แอนด์ เมนทัล เฮลธ์ เซอร์วิสเซส แอดมินิสเตรชัน (แซมซา), รางวัลอินสไปร์ อะ ดิฟเฟอร์เรนซ์ อวอร์ดจากนิตยสารกลาเมอร์และอัลลี อวอร์ดจากฮิวแมน ไรท์ แคมเปญ

    แอนนา แคมป์ (Anna Camp) รับบท ออเบรย์
    เมื่อเร็วๆ นี้ แอนนา แคมป์เพิ่งแสดงในดรามาเกี่ยวกับห้องข่าวในยุค 70s ที่โด่งดังของอเมซอนเรื่อง Good Girls Revolt ที่สร้างจากนิยายโดยลินน์ โพวิช

    เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งได้แสดงประกบเจสซี ไอเซนเบิร์กในภาพยนตร์โดยวู้ดดี้ อัลเลนเรื่อง Café Society ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2016 ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ รวมถึงภาพยนตร์อินดีเรื่อง Brave New Jersey ประกบโทนี เฮล, 1 Night ประกบจัสติน แชทวิน, Goodbye to All That ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ไทรเบกาปี 2014 และภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดเรื่อง The Help ประกบเจสสิกา เชสเทนและอ็อกตาเวีย สเปนเซอร์

    นอกจากนั้น เธอยังได้รับเสียงวิจาณ์ชื่นชมจากผลงานของเธอในการแสดงบทประจำ เดียร์เดร โรเบสเปียร์ในคอเมดีฮิตทางเน็ตฟลิกซ์เรื่อง Unbreakable Kimmy Schmidt ที่อำนวยการสร้างโดยทีนา เฟย์อีกด้วย ก่อนหน้านี้ทางจอแก้ว เธอรับบทซาราห์ นิวลิน ผู้เกลียดแวมไพร์ในซีรีส์เอชบีโอเรื่อง True Blood ซีรีส์เรื่องนี้และแคมป์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยมในซีรีส์ดรามา นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงในซีรีส์พีเรียดทางเนชันแนล จีโอกราฟิกเรื่อง Saints & Strangers เกี่ยวกับการเดินทางไปยังดินแดนโลกใหม่ของเหล่าผู้แสวงบุญบนเรือเมย์ฟลาวเวอร์อีกด้วย

    ผลงานจอแก้วเรื่องอื่นๆ ของเธอรวมถึงซีรีส์ How I Met Your Mother, The Good Wife, Glee, The Office,House of Lies และ Mad Men

    บนเวทีบรอดเวย์ แคมป์ได้แสดงประกบแดเนียล แรดคลิฟฟ์ในละครบรอดเวย์ปี 2008 ที่นำ Equus กลับมาแสดงใหม่ นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงประกบมอร์แกน ฟรีแมนและฟรานซิส แม็คดอร์มานด์ในละครเวทีเรื่อง The Country Girl โดยไมค์ นิโคลส์อีกด้วย
    แคมป์เติบโตในเซาธ์ แครอไลนาและปัจจุบัน เธอใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส

    ฮานา เมย์ ลี (Hana Mae Lee) รับบท ลิลลี
    ฮานา เมย์ ลี เป็นนักแสดงหญิง นักแสดงตลก ศิลปินและแฟชัน ดีไซเนอร์ ในปี 2013 เธอได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลทีน ชอยส์ อวอร์ด สาขาสาวแสบยอดเยี่ยมและจอมขโมยซีน (เป็นผู้หญิงคนเดียวในสาขานี้) จากบทลิลลีใน Pitch Perfect ซึ่งคว้ารางวัลภาพยนตร์คอเมดียอดเยี่ยมจากเวทีทีน ชอยส์ อวอร์ดมาได้ นอกจากนั้น เธอยังได้รับรางวัลโกลเดน ป็อปคอร์นสาขาช่วงเวลามิวสิคัลยอดเยี่ยมจากเวทีเอ็มทีวี มูฟวี อวอร์ดอีกด้วย

    นอกเหนือจากผลงานของเธอในแฟรนไชส์ Pitch Perfect ผลงานภาพยนตร์ของเธอยังรวมถึง Jem and the Holograms (ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส), The Babysitter (นิวไลน์), Love Beats Rhymes (ไลออนส์เกท) และภาพยนตร์อินดีเรื่อง Unleashed และ Frat Pack ด้านจอแก้ว เธอได้รับบทประจำใน Rebel Wilson’s Super Fun Night, Patriot ทางอเมซอน, คอเมดีเรื่อง No Tomorrow และ Those Who Can’t และได้ร่วมแสดงในซีรีส์ Californication, Better Things, Marry Me, Workaholics และ Mike & Molly

    เธอเริ่มต้นอาชีพเดินแบบเมื่ออายุได้ 16 ปี และได้แสดงในโฆษณาและมิวสิค วิดีโอ เธอได้แสดงแคมเปญโฆษณาทั่วประเทศกว่าสี่สิบชิ้น และเธอก็ได้เดินแบบให้กับแบรนด์ต่างๆ เช่นจี๊บ, ฮอนด้า, เวอไรซัน, แอปเปิ้ล, เซบาสเตียน, อเมริกัน เอ็กซ์เพรส, โนเกีย, มิโดริและฮิวเล็ตต์-แพ็กการ์ด เธอได้ร่วมงานกับผู้กำกับและช่างภาพโฆษณาชื่อดังระดับโลกหลายคน รวมถึงเอลเลน ฟอน อันเวิร์ธและมัลคอล์ม เวนวิลล์ เธอได้ลงนิตยสารมากมายเช่น ทีนโว้ค, โซมา, แอลล์, ไทม์, ไนลอน, ออเดรย์และโครีแอม

    ลีสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการออกแบบแฟชันจากโอทิส คอลเลจ ออฟ อาร์ต แอนด์ ดีไซน์ ในปี 2001 เธอเริ่มผลิตไลน์เครื่องประดับของตัวเองในชื่อ ฮานามาห์น (แปลว่า “เพียงหนึ่งเดียว” ในภาษาเกาหลี) ในปี 2010 เธอได้ขยายไลน์ออกสู่เสื้อผ้าและเครื่องประดับ เธอกล่าวว่างานออกแบบของเธอ “ท้าทายการสร้างแรงบันดาลใจ” แทนที่จะติดตามเทรนด์ที่มาและไปอย่างรวดเร็ว เครื่องประดับที่มีเพียงหนึ่งเดียวเหล่านี้ได้ถูกสวมโดยนักสะสม นักดนตรี นักแสดงและผู้คิดงานครีเอทีฟธุรกิจต่างๆ

    เธอได้ร่วมงานกับอัลเลน ลาฟาเย สำหรับฮี-ฮา ที่นำเสนองานศิลปะของพวกเขาไปทั่วโลก รวมถึงหมวกทรงก้นบุหรี่ ที่เป็นแรงบันดาลใจของบทความกว่าสองล้านชิ้นภายในชั่วเวลาข้ามคืน หมวกบุหรี่ของลีเป็นแฮ็ชแท็กระดับแนวหน้าของโลกระหว่างเวทีเอ็มทีวี มูฟวี อวอร์ดปี 2013

    ลีเริ่มต้นแสดงสแตนด์อัพคอเมดีในปี 2009 การแสดงตลกของเธอขึ้นชื่อในเรื่องความดุดัน แปลกใหม่ และบ้าบิ่น ในปีเดียวกัน เธอได้มีส่วนร่วมในการแจ้งเกิดให้กับ เก็ท เกย์เซียน คู่หูตลกที่มีสไตล์การแสดงตลกต่างๆ ซึ่งรวมถึงสแตนด์อัพ, สเก็ตช์, การเลียนแบบ, การสร้างตัวละครใหม่และการร้องเพลง เธอได้แสดงที่เดอะ คอเมดี สโตร์, แฟล็ปเปอร์ส, ธรี คลับส์, แอ็กบาร์และ ฯลฯ

    ในแวดวงการกุศล เธอได้มีส่วนร่วมกับงานอีเวนต์ที่สนับสนุนกลุ่มรักร่วมเพศมากมาย โดยเธอได้ยืนหยัดเพื่อความเท่าเทียมกัน และได้ร่วมงานกับแคมเปญต่อต้านการรังแก เช่นเฟรนด์ มูฟเมนต์ ซึ่งเธอจัดคอนเสิร์ตการกุศลเฟรนด์ มูฟเมนต์ ซึ่งมีลีแอนน์ ไรม์มาร่วมงานด้วย เป็นครั้งแรก

    รูบี้ โรส (Ruby Rose) รับบท คาลามิตี้ (วิบัติ)
    รูบี้ โรส นักแสดงหน้าใหม่ผู้โดดเด่นและกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เป็นนักแสดงหญิงรางวัลผู้ท้าทายตัวเองด้วยบทบาทใหม่ๆ และยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องในแต่ละโปรเจ็กต์ที่เธอทำงานด้วย

    โรสได้รับความสนใจจากผู้ชมจากการแสดงแจ้งเกิดในบทขาประจำซีรีส์ยอดนิยมทางเน็ตฟลิกซ์เรื่อง Orange Is the New Black ในเดือนมิถุนายนปี 2015 เธอได้เปิดตัวในซีซันที่สามของซีรีส์นี้ในบท สเตลลา คาร์ลิน นักโทษอันตราย ผู้ซึ่งเสน่ห์ของเธอไปสะดุดตาไปเปอร์ (เทย์เลอร์ ชิลลิง) ในปี 2016 โรสได้รับรางวัลแซ็ก อวอร์ดสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยมในซีรีส์คอเมดีจากการแสดงของเธอในเรื่องนี้

    เมื่อเร็วๆ นี้ เธอได้แสดงภาพยนตร์แอ็กชันสามเรื่อง ได้แก่ภาพยนตร์โดยวิน ดีเซลเรื่อง xXx: Return of Xander Cage ซึ่งเป็นภาคสามของแฟรนไชส์สุดยอดสายลับ, การแสดงประกบมิลลา โจโววิชและอาลี ลาร์เตอร์ใน Resident Evil: The Final Chapter และใน John Wick: Chapter 2 ประกบคีอานู รีฟส์, คอมมอนและเอียน แม็คเชน ภายใต้การกำกับของแช็ด สตาเฮลสกี้และเขียนบทโดยดีเร็ค โคลสแต็ด

    ในปี 2018 เธอจะเริ่มถ่ายทำภาพยนตร์แอ็กชันเรื่อง Three Sisters และภาคสี่ของแฟรนไชส์ xXx

    ในเดือนสิงหาคมปี 2018 เธอจะได้แสดงภาพยนตร์แอ็กชันโดยวอร์เนอร์ บรอส. เรื่อง The Meg ซึ่งสร้างจากนิยายปี 1997 โดยสตีฟ อัลเทนเรื่อง “Meg: A Novel of Deep Terror” ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องของโปรแกรมสำรวจใต้น้ำนานาชาติ ที่นำทีมโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวจีน ที่ตกอยู่ภายใต้การจู่โจมของภัยคุกคามปริศนา

    ผลงานการแสดงอื่นๆ ของโรสรวมถึงภาพยนตร์อินดีเรื่อง Around the Block ซึ่งร่วมแสดงโดยคริสตินา ริชชีและเปิดตัวที่งานเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโตในเดือนกันยายน ปี 2013 นอกจากนี้ เธอยังได้ร่วมงานในภาพยนตร์อนิเมชันเรื่อง Sheep & Wolves ซึ่งเล่าเรื่องราวของดินแดนเวทมนตร์ที่เหล่าแกะพบว่าวันเวลาเสรีของพวกมันถูกรบกวนโดยหมาป่าที่ย้ายมาอยู่ในหุบเขาใกล้ๆ

    ในปี 2015 โรสได้เขียนบท อำนวยการสร้างและนำแสดงในภาพยนตร์ขนาดสั้นเรื่อง Break Free ซึ่งอุทิศให้กับความไหลลื่นทางเพศสภาพที่กลายเป็นภาพยนตร์ยอดนิยม และมียอดผู้ชมกว่า 25 ล้านครั้งทางยูทูป

    พรสวรรค์ของโรส ผู้ทำหน้าที่หลากหลาย ยังครอบคลุมถึงเรื่องทางแฟชันและดนตรีอีกด้วย ในปี 2016 เธอได้เป็นนางแบบสำหรับเครื่องสำอางเออร์เบิน ดีเคย์และในปี 2017 เธอก็ได้เป็นนางแบบของชวารอฟสกี้และไนกี้

    โรสสนับสนุนองค์กรการกุศลมากมาย รวมถึงการกุศลที่มีความเป็นส่วนตัวสำหรับตัวเธอ เช่นการต่อต้านการกลั่นแกล้ง การกุศลเพื่อสตรีและสิทธิคนรักร่วมเพศ สวัสดิภาพของสัตว์และสุขภาพจิตของเยาวชน โรสได้รับรางวัลสตีเฟน เอฟ. โคลแซ็ค อวอร์ดจากเวทีแกลด มีเดีย อวอร์ดปี 2016 ซึ่งมอบให้กับผู้ทำอาชีพเกี่ยวกับสื่อรักร่วมเพศ ผู้สร้างความแตกต่างสำคัญในการสนับสนุนความเท่าเทียมและการยอมรับ

    ปัจจุบัน เธอใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส

    อเล็กซิส แน็ปป์ (Alexis Knapp) รับบท สเตซีย์
    ด้วยผลงานที่น่าตื่นเต้นและน่าประทับใจ อเล็กซิส แน็ปป์ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะนักแสดงที่เป็นที่ต้องการตัวอย่างสูงทั้งในแวดวงจอแก้วและจอเงิน

    เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งได้แสดงประกบแอชลีย์ กรีนและเพียร์ซ บรอสแนนในภาพยนตร์ทริลเลอร์โดยแอรอน คอฟแมนเรื่อง Urge ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นนบนเกาะสวรรค์ และเล่าเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มเพื่อนที่ไปเที่ยวช่วงวันหยุด ต้องพลิกผันไปในทางเลวร้ายหลังจากที่พวกเขาได้ทดลองยาเสพติดใหม่ที่เจ้าของคลับลึกลับเป็นผู้แนะนำ

    เธอได้แสดงประกบไมลส์ เทลเลอร์และโธมัส แมนน์ในภาพยนตร์ฮิตม้ามืดเรื่อง Project X ซึ่งเล่าเรื่องนักศึกษาปีสุดท้ายสามคนที่จัดงานวันเกิดเพื่อสร้างชื่อให้กับตัวเอง, ประกบเอียน โซเมอร์ฮัลเดอร์ในภาพยนตร์เรื่อง The Anomaly และโรแมนติกคอเมดีเรื่อง Cavemen ประกบคามิลา เบลล์, แชด ไมเคิล เมอร์เรย์และสกายลาร์ แอสติน ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอได้แก่ Couples Retreat และ Percy Jackson & the Olympians: The Lightning Thief

    ด้านจอแก้ว เธอได้แสดงในซีรีส์โดยบิล ลอว์เรนซ์ทางทีบีเอสเรื่อง Ground Floor ซีรีส์เรื่องนี้เล่าเรื่องของนักธนาคารหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จ ผู้ตกหลุมรักผู้หญิงที่ทำงานในแผนกซ่อมบำรุงในตึกของเขา แน็ปป์รับบท ทอรี ผู้หญิงที่เที่ยวคลับตอนกลางคืนและมานอนหลับที่ทำงาน

    แน็ปป์ได้กลับมาร่วมงานกับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งจาก Pitch Perfect ของเธอใน Rebel Wilson’s Super Fun Night สำหรับเอบีซี

    คริสซีย์ ฟิท (Chrissie Fit) รับบท โฟล
    คริสซีย์ ฟิท เกิดในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา เธอเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากบท ชีชี ในแฟรนไชส์ภาพยนตร์ออริจินอลทางดิสนีย์ แชนแนลเรื่อง Teen Beach Movie นอกจากนี้ เธอยังแสดงซีรีส์ต่างๆ เช่น General Hospital, Southland, House M.D., Mary + Jane, Milo Murphy’s Law และ Temporary อีกด้วย

    ฟิทเริ่มต้นร้องเพลงตอนอายุได้ห้าขวบและค้นพบโลกการแสดงตอนอายุได้ 12 ปี เธอได้แสดงในละครเวทีและมิวสิคัลนับไม่ถ้วนระหว่างเรียนอยู่และท้ายที่สุด เธอก็เริ่มทำงานร่วมกับคณะละครในบ้านเกิดของเธอในไมอามี นอกเหนือจากการแสดง เธอยังชื่นชอบการเขียนหนังสือและกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาโปรเจ็กต์ต่างๆ ด้วย

    ฟิทเป็นชาวคิวบา/อเมริกันรุ่นแรกและเชี่ยวชาญภาษาสเปน

    อีสเตอร์ ดีน (Easter Dean) รับบท ซินเธีย โรส
    นักร้อง นักแต่งเพลงและนักแสดงหญิง อีสเตอร์ ดีน ได้รับการยกย่องให้เป็น “เครื่องจักรเพลง ที่มีเสียงแบบเบ็ตตี้ บู๊ป” โดยเดอะ นิวยอร์กเกอร์ เธอเป็นหญิงสาวรวยเสน่ห์ หลากมิติ ผู้ได้ร่วมงานกับศิลปินและผู้อำนวยการสร้างระดับแนวหน้าในยุคของเราหลายคน ดีนได้สร้างสรรค์เพลงที่ติดหูมากที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมามากม รวมถึงการร่วมแต่งเพลง “Fireworks” ของเคที เพอร์รี, เพลง “Super Bass” ของนิคกี้ มินาจ, การร่วมมือกับเดวิด กูเอ็ตต้าใน “Turning Me On” รวมถึงเพลงฮิตของริฮันนาเพลง “Rude Boy,” “What’s My Name” และ “S&M” นอกเหนือจากนั้น เธอยังมีส่วนร่วมในการทำงานในอัลบัมของโรบิน ธิค, บียอนเซ, เคลลี คลาร์คสัน, อัชเชอร์, แมรี เจ. ไบลจ์และคริส บราวน์ ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรมมี อวอร์ดทั้งหมดห้าครั้งและได้รับรางวัลเป็นผู้ร่วมครองตำแหน่งนักแต่งเพลงบีเอ็มไอยอดเยี่ยมแห่งปี

    ศิลปินชาวโอกลาโฮมาผู้นี้ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถและทักษะหลากหลายของเธอในการสร้างสรรค์เพลงป็อปติดหูยอดนิยมในปี 2009 ด้วยการบันทึกเสียงและเปิดตัวซิงเกิลแรก “Drop It Low” ที่ฟีเจอริงคริส บราวน์ สำหรับสารคดีเรื่อง More Than a Game ของเลอบรอน เจมส์ เพลงนี้ขึ้นถึงอันดับที่ 38 ในบิลบอร์ด ฮ็อต 100 และกลายเป็นซิงเกิลที่ติดท็อป 40 ซิงเกิลแรกในอเมริกาของเธอ

    ความคิดสร้างสรรค์ของดีน ที่มีพื้นฐานด้านงานดนตรี ได้งอกเงยขึ้นมารวมถึงการแสดง โดยเธอได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Pitch Perfect และ Pitch Perfect 2 และการพากย์เสียงใน Ice Age: Continental Drift และ Rio

    ด้วยความสำเร็จมากมายที่ผ่านมาและกำลังจะผ่านไป ดีนเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นและกำลังตั้งตารอที่จะเข้าถึงผู้ชมในวงกว้างมากกว่าเดิม

    จอห์น ไมเคิล ฮิกกินส์ (John Michael Higgins) รับบท จอห์น
    ผู้ชมมักจะแปลกใจกับการพลิกบทบาทราวกับกิ้งก่าของจอห์น ไมเคิล ฮิกกินส์ ศิลปินมากพรสวรรค์ อยู่เสมอ นักแสดงผู้รับบทเดวิด เล็ตเตอร์แมนในภาพยนตร์เอชบีโอชื่อดังเรื่อง The Late Shift ผู้นี้เป็นคนเดียวกับที่รับบทเกย์ผู้ดูแลสุนัขชิสุในภาพยนตร์โดยคริสโตเฟอร์ เกสต์เรื่อง Best in Show จริงๆ นั่นแหละ

    ปัจจุบัน เขาได้แสดงในคอเมดีทางเอ็นบีซีเรื่อง Great News ประกบแอนเดรีย มาร์ตินและบริก้า ฮีแลน ล่าสุด เขาเพิ่งเสร็จจากการถ่ายทำเรื่อง #REALITYHIGH ประกบเคท วอลช์และเนสต้า คูเปอร์สำหรับผู้กำกับเฟอร์นานโ เลบริเจีย เขาได้แสดงในภาพยนตร์โดยเดวิด อี. ทัลเบิร์ตเรื่อง Almost Christmas ประกบคิมเบอร์ลี เอลิส, แดนนี โกลเวอร์, โอมาร์ เอพส์, โมนิคและโรมานี มัลโก้ ก่อนหน้านั้น เขาได้แสดงในภาพยนตร์โดยคริสโตเฟอร์ เกสต์เรื่อง Mascots ประกบเจน ลินช์, แซ็ค วู้ดส์และคริส โอ’ ดาวด์ นอกเหนือจากนั้น เขายังได้แสดงใน Shimmer Lake ประกบเรนน์ วิลสันและร็อบ คอร์ดดรายอีกด้วย

    ก่อนหน้านี้ เขาได้แสดงประกบแมทท์ เดมอน, สการ์เล็ตต์ โยฮันสันและโธมัส ฮาเดน เชิร์ชในภาพยนตร์ดราเมดีโดยคาเมรอน โครว์เรื่อง We Bought a Zoo นอกจากนั้น เขายังได้แสดงในคอเมดีโดยโคลัมเบีย พิคเจอร์สเรื่อง Bad Teacher ที่กำกับโดยเจค คัสแดนและร่วมแสดงโดยคาเมรอน ดิแอซ, เจสัน ซีเกลและจัสติน ทิมเบอร์เลค ก่อนหน้านี้ เขาได้แสดงประกบแคทเธอรีน ไฮเกลและเจอราร์ด บัตเลอร์ในภาพยนตร์เรื่อง The Ugly Truth โดยโคลัมเบีย พิคเจอร์ส และคอเมดีโดยยูนิเวอร์แซลเรื่อง Couples Retreat ประกบวินซ์ วอห์น, เจสัน เบทแมนและจอน แฟฟโรว์ ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึง Pitch Perfect, Pitch Perfect 2, Yes Man, Fired Up!, Fred Claus, Evan Almighty, The Break-Up, For Your Consideration, A Mighty Wind, Fun With Dick and Jane และ Blade: Trinity

    นอกจากนี้ เขายังคุ้นเคยกับจอแก้วเป็นอย่างดี โดยเขาได้แสดงใน Happily Divorced ทางทีวี แลนด์ ประกบฟราน เดรสเชอร์และนับตั้งแต่นั้นมา เขาก็ได้รับบทรับเชิญหลายครั้ง รวมถึงในซีรีส์ซีบีเอสเรื่อง Mike & Molly, ซีรีส์ทีบีเอสเรื่อง Sullivan & Son และดรามาชื่อดังทางซีบีเอส The Good Wife เขามีผลงานจอแก้วอีกหลายเรื่อง รวมถึง Raising the Bar, Arrested Development และ Ally McBeal
    ปัจจุบัน เขาใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิสกับภรรยาและลูกๆ สองคน

    อลิซาเบธ แบงค์ (Elizabeth Banks) รับบท เกล/อำนวยการสร้างโดย
    เส้นทางอาชีพของอลิซาเบธ แบงค์ ในฐานะนักแสดงหญิง ผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับ ยังคงเฟื่องฟูด้วยอีกหนึ่งปีข้างหน้าที่เต็มไปด้วยผลงาน เธอเป็นที่รู้จักดีจากบทบาทในคอเมดีและดรามา รวมถึงภาพยนตร์และโทรทัศน์ ด้วยการแสดงที่โดดเด่นในโปรเจ็กต์ต่างๆ รวมถึงแฟรนไชส์ The Hunger Games, Love & Mercy และ The Lego Movie เธอยังเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงสามรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดจากบทประจำของเธอในซีรีส์ 30 Rock และ Modern Family ด้วย ล่าสุด เธอได้แสดงในภาพยนตร์โดยไลออนส์เกทเรื่อง Power Rangers ในบทตัวร้าย ริต้า เรพัลซา

    ในปี 2015 แบงค์ได้กลับมารับบทเอฟฟี ทริงเก็ต ยอดนิยมของเธอ อีกครั้งใน The Hunger Games: Mockingjay – Part 2 นอกจากนั้น เธอยังได้รับบทคามีโอใน Magic Mike XXL อีกด้วย และในปี 2015 เธอยังได้เป็นพิธีกรเอพิโซดหนึ่งในรายการ Saturday Night Live ทางเอ็นบีซีอีกด้วย

    ในปี 2014 แบงค์ได้พากย์เสียงวิลด์สไตล์ในภาพยนตร์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง The Lego Movie ประกบคริส แพรทท์ ในปีเดียวกัน เธอได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากการแสดงบทเมลินดา วิลสันประกบพอล ดาโน และจอห์น คูแซ็ค ซึ่งรับบทไบรอัน วิลสันทั้งคู่ในภาพยนตร์เรื่อง Love & Mercy ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตและกำกับโดยบิล โพห์แล็ด นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงประกบคริส ไพน์ในดรามาเรื่อง People Like Us และในอินดีดรามาเรื่อง Every Secret Thing ที่เขียนบทโดยนิโคล โฮลอฟซีเนอร์และ Little Accidents นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงในคอเมดีเรื่อง Walk of Shame อีกด้วย

    ในปี 2008 แบงค์ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากการรับบทสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ลอรา บุช ประกบ จอช โบรลิน ในภาพยนตร์โดยโอลิเวอร์ สโตนเรื่อง W ทีมนักแสดงของเรื่องรวมถึงเจมส์ ครอมเวล, ริชาร์ด ดรายฟัส, เอลเลน เบิร์สตินและเจฟรีย์ ไรท์ ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอคือการแสดงแจ้งเกิดของเธอในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ดเรื่อง Seabiscuit ที่เธอรับบทมาร์เซลา โฮเวิร์ด ประกบเจฟฟ์ บริดเจสและโทบี้ แม็กไกวร์และภาพยนตร์โดยสตีเวน สปีลเบิร์กเรื่อง Catch Me If You Can นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง Walk of Shame, Little Accidents, Our Idiot Brother, The Details, Zack and Miri Make a Porno, What to Expect When You’re Expecting, People Like Us, Man on a Ledge, The Next Three Days, Role Models, Meet Dave, Invincible, The 40-Year-Old Virgin, Fred Claus, The Sisters, Slither, Heights, The Baxter, The Trade, Ordinary Sinner, The Uninvited, Daltry Calhoun, Sexual Life, ภาพยนตร์โดยจอห์น ซิงเกิลตันเรื่อง Shaft ประกบซามวล แอล. แจ็คสัน และ Wet Hot American Summer นอกจากนี้ เธอยังรับบทนักข่าว เบ็ตตี้ แบรนท์ในแฟรนไชส์ Spider-Man ทั้งสามภาคโดยโซนี พิคเจอร์ส ซึ่งนำแสดงโดยแม็กไกวร์อีกด้วย

    ด้านจอแก้ว แบงค์ได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดสาขาดารารับเชิญในซีรีส์คอเมดีจากบทเอเวอรี เจสซัพในซีรีส์ 30 Rock เธอได้เป็นดารารับเชิญขาประจำในซีรีส์เอบีซีเรื่อง Modern Family และรับบทประจำเป็นดร.คิม บริกส์ในซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง Scrubs
    แบงค์กลับมารับบท ลินด์ซีย์ อีกครั้งในซีรีส์เน็ตฟลิกซ์เรื่อง Wet Hot American Summer: First Day of Camp และ Wet Hot American Summer: Ten Years Later ผลงานละครเวทีมากมายของแบงค์รวมถึงบทบาทมากมายในละครเวทีโปรดักชันของอเมริกัน คอนเซอร์วาทอรี เธียเตอร์ รวมถึงละครเวทีเรื่อง Summer and Smoke โปรดักชันของกัธรีย์ เธียเตอร์ ภายใต้การกำกับของเดวิด เอสบยอร์นสัน ในปี 2006 เธอรับบทเชอรีย์ นางเอกในละครเวทีโดยวิลเลียม อิงเก้เรื่อง Bus Stop ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลวิลเลียมส์ทาวน์ เธียเตอร์ เฟสติวัล

    ด้านงานสร้าง แบงค์ได้เปิดตัวผลงานการกำกับเรื่องแรกในปี 2015 ด้วย Pitch Perfect 2 ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้เปิดตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์สำหรับมิวสิคัล เป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้เปิดตัวสูงสุดสำหรับผู้กำกับหน้าใหม่และเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้เปิดตัวสูงสุดเป็นอันดับสองสำหรับผู้กำกับหญิง นอกจากนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังทำให้เธอได้รับรางวัลซีเนมาคอน อวอร์ดปี 2015 ในสาขาผู้กำกับแจ้งเกิดแห่งปีอีกด้วย ล่าสุด เธอได้เปิดตัวผลงานโฆษณาชิ้นแรก ด้วยการกำกับโฆษณาซูเปอร์ โบว์ลปี 2017 ทางโทรทัศน์สำหรับแบรนด์ผงซักฟอก เพอร์ซิล เธอถูกวางตัวให้กำกับรีบู๊ท Charlie’s Angels สำหรับโซนี พิคเจอร์ส และภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายเยาวชนเรื่อง Red Queen

    ด้วยข้อตกลงด้านภาพยนตร์โดยรวมที่ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สและข้อตกลงด้านโทรทัศน์กับวอร์เนอร์ บรอส. ผลงานของบราวน์สโตน โปรดักชันส์ของเธอรวมถึงการร่วมงานด้านภาพยนตร์ โทรทัศน์และดิจิตอลกับเอชบีโอ, ซีดับบลิว, เน็ตฟลิกซ์, ฮูลู, พาราเมาท์ ดิจิตอลและตอนไพล็อตของซีรีส์เอบีซีเรื่อง The Trustee ที่เพิ่งมีการประกาศออกมาอีกด้วย ภาพยนตร์เน็ตฟลิกซ์ของพวกเขาเรื่อง The Most Hated Woman in America ที่นำแสดงโดยเมลิสซา ลีโอ เปิดตัวในเดือนมีนาคมที่เทศกาลภาพยนตร์เซาธ์บายเซาธ์เวสต์ โปรเจ็กต์อื่นๆ ของทางบราวน์สโตนรวมถึงสองโปรเจ็กต์ที่กำลังพัฒนาสำหรับไลออนส์เกท White Girl Problems และ Heist Society และ Dirty Rush สำหรับไทรสตาร์

    ในด้านดิจิตอล พวกเขาได้อำนวยการสร้าง Resident Advisors ซีรีส์คอเมดีดิจิตอลกับพาราเมาท์ ดิจิตอล ซึ่งเปิดตัวทางฮูลูในปี 2015 ในปี 2009 บราวน์สโตนได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ทริลเลอร์ไซไฟเรื่อง Surrogates ซึ่งนำแสดงโดยบรูซ วิลลิส

    แบงค์เป็นชาวแมสซาซูเซทส์ เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากอเมริกัน คอนเซอร์วาทอรี เธียเตอร์ เธอเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของฮิลลารี สแวงค์ และได้สนับสนุนเธอตลอดแคมเปญและได้ผลิตวิดีโอแคมเปญยอดนิยม “Fight Song” ให้กับเพลงฮิตของราเชล แพลทเทนด้วย เธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรการกุศลหลายแห่ง รวมถึงแอลเอส์ เบสต์, เทมเปิล อิสราเอล ออฟ ฮอลลีวูด, แพลนเน็ด พาเรนท์ฮู้ด, เดอะ เฟิร์ส เลดี้ รีช ไฮเออร์ อินิชิเอทีฟ, ไฮเฟอร์ อินเตอร์เนชันแนล, อินทรีพิด ฟอลเลน ฮีโรส์ ฟันด์และเทิร์นอราวด์ อาร์ตส์

    ปัจจุบัน เธออาศัยอยู่ในลอสแองเจลิส

    ประวัติทีมผู้สร้าง

    ทริช ซี (Trish Sie)—กำกับโดย
    ด้วยแบ็คกราวน์ด้านดนตรี การเต้นและการออกแบบท่าเต้น ทริช ซีได้นำแนวทางสดใหม่ สร้างสรรค์และเปี่ยมด้วยพลังมาสู่การสร้างภาพยนตร์ ความรักที่เธอมีต่อความสนุกสนานและนวัตกรรมนำมาสู่สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์โด่งดังของเธอ เธอเป็นที่รู้จักจากการไม่มองอะไรจริงจังจนเกินไป และได้นำแนวทางขำขัน เบาสมองมาสู่การเล่าเรื่อง ตัวละคร การเคลื่อนไหว จังหวะ ดนตรีและพื้นที่ว่าง

    หลังจากเป็นแดนเซอร์อาชีพ แชมป์นักเต้นบอลรูมและนักออกแบบเท่าเต้นมานานหนึ่งทศวรรษ ซีก็กระโจนเข้าสู่วงการสร้างในปี 2006 เมื่อเธอได้สร้าง กำกับและอำนวยการสร้างมิวสิควิดีโออย่างเป็นทางการเพลงแรกของเธอด้วย “Here It Goes Again” กับวงโอเค โก ซึ่งเป็นวงของพี่ชายเธอ หลังจากซ้อมบนเครื่องวิ่งนาน 10 วันที่สตูดิโอแดนซ์ของตัวเองในออร์ลันโด รัฐฟลอริดา เธอก็ได้ถ่ายทำวิดีโอเพลงนี้ภายในเทคเดียว ด้วยการใช้กล้องที่ยืมมาจากเพื่อน

    วิดีโอการวิ่งบนเครื่องวิ่งนี้ทำให้ซีและวงนี้ได้รับรางวัลแกรมมี อวอร์ดสาขามิวสิควิดีโอสั้นยอดเยี่ยม และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คอนเซ็ปต์แปลกใหม่อื่นๆ ของเธอและการกำกับร่วมกับวงร็อค โอเค โก ก็ได้นำไปสู่มิวสิควิดีโอที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดตลอดกาลหลายเพลง

    “Upside Down & Inside Out” ผลงานการร่วมงานกันครั้งล่าสุดระหว่างเธอกับโอเค โก ถ่ายทำแบบไร้น้ำหนักบนเครื่องบินที่จำลองสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง มิวสิคเพลงนี้มียอดผู้ชมกว่า 47 ล้านครั้งภายในสัปดาห์แรกที่ออนไลน์และได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์และแฟนๆ ว่าเป็นการถ่ายทำที่แปลกใหม่อย่างแท้จริง

    ความสำเร็จในฐานะผู้กำกับมิวสิควิดีโอนำไปสู่งานโฆษณาสำหรับซี เธอได้ถ่ายทำโฆษณาให้กับแบรนด์ต่างๆ เช่นลีวายส์, ฮาเกน-ดาซ, โซนี, โอลด์ นาวี, โดล, คาร์ลส์ จูเนียร์, ฮันท์, บิ๊ก ล็อทส์! และ ฯลฯ

    ผลงานของเธอได้รับการยกย่องและได้รับรางวัลจากนิตยสารสมิธโซเนียน, นิตยสารครีเอทีฟวิตี้, เทศกาลโฆษณาเมืองคานส์และนิว ไดเร็คเตอร์ โชว์เคสของซัทชิ แอนด์ ซัทชิ

    นอกจากนี้ เธอยังได้เขียนบทและสร้งาภาพยนตร์ขนาดสั้นและคอนเซ็ปต์ วิดีโอของตัวเองอีกด้วย ภาพยนตร์ขนาดสั้นของเธอเรื่อง Not Alone และ Being Dennis ประสบความสำเร็จในแวดวงงานเทศกาล โดยได้เข้าฉายในงานแบม, เฮนสันส์ พัพเพ็ทส์ ออน ฟิล์ม, เทศกาลภาพยนตร์แอตแลนตา, เทศกาลภาพยนตร์อาร์ตเฮาส์แอลเอ, เทศกาลภาพยนตร์อิสระนิวยอร์ก ซิตี้และเทศกาลแอลเอ พัพเพ็ต The Big Breakup ภาพยนตร์ขนาดสั้นเรื่องล่าสุดของเธอ เล่าเรื่องความสัมพันธ์พิลึกของอเมริกากับปืน

    นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้ร่วมงานและนักออกแบบท่าเต้นประจำให้กับพิโลโบลัส คณะเต้นระดับโลกอีกด้วย

    ภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ Step Up All In ถูกถ่ายทำในระบบ 3D และเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วโลกในปี 2014 ทำรายได้ไปกว่า 90 ล้านเหรียญทั่วโลก ลอสแองเจลิส ไทม์ยกย่องว่า “ซีได้สร้างฉากเต้นที่ผ่านการออกแบบและจัดฉากอย่างน่าตื่นตาตื่นใจให้อัดแน่นราวกับเม็ดลูกปัดบนสร้อยคอ” และนิวยอร์ก ไทม์ก็บอกว่าภาพยนตร์ของเธอ “มีมนต์เสน่ห์น่าติดตามเหมือนภาพยนตร์มิวสิคัลยุคเก่า”

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *