Pixels | พิกเซล

Pixels | พิกเซล

  • Genres: Action, Comedy, Sci-Fi
    Running Time:106 min
    Release Date:July.24,2015
    MPAA Rating:PG-13 for some language and suggestive comments
    Distributors: 1492 Pictures, Columbia Pictures, Happy Madison Productions
    Starring: Adam Sandler, Kevin James, Michelle Monaghan
    Directed by:Chris Columbus

    ข้อมูลงานสร้าง

    เมื่อตอนเป็นเด็กยุค 80s แซม เบรนเนอร์ (อดัม แซนด์เลอร์), วิล คูเปอร์ (เควิน เจมส์), ลัดโลว์ ลามอนซอฟ (จอช แก็ด) และเอ็ดดี้ “ปืนกลไฟ” แพลนท์ (ปีเตอร์ ดิงค์เลจ) ได้กอบกู้โลกนับพันๆ ครั้ง ด้วยเงิน 25 เซนต์ต่อเกมในเกมอาร์เคด และตอนนี้ พวกเขาก็กำลังจะกอบกู้โลกจริงๆ ซะด้วย ใน Pixels เมื่อเอเลียนต่างดาวได้ค้นพบวิดีโอฟีดของเกมอาร์เคดคลาสสิกและตีความผิดๆ ว่ามันเป็นคำประกาศสงคราม พวกเขาก็เลยมาโจมตีโลกมนุษย์และใช้วิดีโอเกมเป็นตัวอย่างการโจมตีของพวกเขา และในตอนนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คูเปอร์จะต้องเรียกตัวเพื่อนผู้เคยร่วมเล่นเกมอาร์เคดกับเขามาช่วยกอบกู้โลกไม่ให้ถูกทำลายโดยแพ็คแมน, ดองกี้ คอง, กาลาก้า, เซ็นติพีดและสเปซ อินเวเดอร์ ผู้ที่ร่วมทีมกับพวกเขาคือพันโทไวโอเล็ต แวน แพทเทิน (มิเชลล์ โมนาแกน) ผู้เชี่ยวชาญที่คอยจัดหาอาวุธพิเศษให้กับเหล่านักเล่นเกมอาร์เคดในการต่อสู้กับเอเลียน

    โคลัมเบีย พิคเจอร์ส ร่วมกับแอลสตาร์ แคปิตัลและไชนา ฟิล์ม จำกัด ภูมิใจเสนอผลงานสร้างโดยแฮปปี้ เมดิสัน/1492 พิคเจอร์ส ร่วมกับฟิล์ม คร็อปเปอร์ส เอนเตอร์เทนเมนต์ Pixels นำแสดงโดยอดัม แซนด์เลอร์, เควิน เจมส์, มิเชลล์ โมนาแกน, ปีเตอร์ ดิงค์เลจ, จอช แก็ดและไบรอัน ค็อกซ์ กำกับโดยคริส โคลัมบัส อำนวยการสร้างโดยอดัม แซนด์เลอร์, คริส โคลัมบัส, มาร์ค แรดคลิฟฟ์และอัลเลน โคเวิร์ท บทภาพยนตร์โดยทิม เฮอร์ริฮีและทิโมธี ดาวลิง เรื่องราวภาพยนตร์โดยทิม เฮอร์ลิฮี จากภาพยนตร์ขนาดสั้นโดยแพทริค ฌอน ผู้ควบคุมงานสร้างได้แก่แบร์รี เบอร์นาดี้, ไมเคิล บาร์นาธาน, แจ็ค จิอาร์ราปูโต, สตีฟ โคเรน, ฮีทเธอร์ แพร์รี, แพทริค ฌอน, เบนจามิน ดาร์รัส, จอห์นนี แอลฟ์ส, แมเทียส โบการ์ด, เซธ กอร์ดอนและเบน ไวส์เบรน ผู้กำกับภาพคือเอเมียร์ โมครี ผู้ออกแบบงานสร้างคือปีเตอร์ เวนแฮม ลำดับภาพโดยฮิวจ์ วินบอร์น, เอซีอี ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายคือคริสติน วาดา ดนตรีโดยเฮนรี แจ็คแมน

    เริ่มต้นอย่างดองกี้ คอง

    Pixels เป็นภาพยนตร์แอ็กชันคอเมดีฟอร์มยักษ์ประจำซัมเมอร์นี้ภายใต้การอำนวยการสร้างของแฮปปี้ เมดิสันและ 1492 พิคเจอร์ส ซึ่งเอเลียนจะโจมตีโลกของเรา ด้วยการใช้วิดีโอเกมยุค 80s เป็นต้นแบบการโจมตี คริส โคลัมบัส ผู้กุมบังเหียนภาพยนตร์เรื่อง Pixels ได้ช่วยสร้างคำนิยามให้กับภาพยนตร์ยุค 80s ในฐานะมือเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Gremlins และ The Goonies ก่อนที่เขาจะได้กำกับภาพยนตร์คอเมดีคลาสสิกที่ผู้ชมชื่นชอบอย่าง Home Alone และ Mrs. Doubtfire และช่วยผลักดันแฟรนไชส์ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์อีพิคสเปเชียลเอฟเฟ็กต์อย่าง Harry Potter, Percy Jackson และ Night at the Museum ตัวโคลัมบัสเองกล่าวว่า Pixels ดึงดูดใจเขาด้วยแง่มุมหลากหลาย “ตอนที่ผมอ่านบทหนังเรื่อง Pixels มันให้ความรู้สึกแปลกใหม่และโดดเด่นมากๆ จนผมต้องสร้างมันให้ได้ครับ” เขากล่าว “ผมชื่นชอบการผสมผสานคอเมดีเข้ากับแอ็กชัน ซึ่งทำให้ผมมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ผมไม่มีโอกาสได้ทำตั้งแต่ Harry Potter มันทำให้ผมสามารถผลักดันคอเมดีให้ไปไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ก่อให้เกิดหนังแอ็กชันผจญภัยที่เข้มข้นด้วยเช่นกัน สำหรับผม มันเป็นเหมือน Gremlins ผสมกับ Goonies และ Harry Potter มันเปิดโอกาสให้ผมได้สร้างสิ่งที่แปลกใหม่ด้วยการใช้เครื่องมือที่ผมรวบรวมมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันน่าจะเป็นหนังซัมเมอร์ออริจินอลที่ทำให้หวนรำลึกถึงยุค 80s ได้นะครับ”

    โปรเจ็กต์นี้นำแสดงโดยอดัม แซนด์เลอร์ ผู้รับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย โคลัมบัสกล่าวว่าการควบทั้งสองหน้าที่ดังกล่าวส่งผลดีต่อโปรเจ็กต์นี้ “อดัมมีเซนส์ด้านคอเมดีที่ยอดเยี่ยมและเป็นผู้อำนวยการสร้างที่ชำนาญการมากๆ ครับ” โคลัมบัสกล่าว “มันเป็นส่วนผสมที่ยอดเยี่ยม เพราะยกตัวอย่างเช่น เขาเข้าใจดีเมื่อบางอย่างมันเวิร์คและเราสามารถเดินหน้าต่อไปได้หรือเมื่อบางอย่างมันไม่เวิร์ค และต้องใช้เวลาเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขมันน่ะครับ”

    รายชื่อของเพื่อนร่วมแสดงในรูปแบบพิกเซลดูแล้วราวกับทีมออลสตาร์ของยุค 80s ที่ประกอบไปด้วยแพ็คแมน, ดองกี้ คอง, เซ็นติพีด, กาลาก้า, ฟร็อกเกอร์, คิวเบิร์ทและสเปซ อินเวเดอร์“ตัวละครคลาสสิกพวกนั้นเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอของโปรเจ็กต์นี้ ดังนั้น มันก็เลยเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องร่วมมือกันในการใส่พวกมันเข้าไปครับ” อัลเลน โคเวิร์ท หนึ่งในผู้อำนวยการสร้างของเรื่อง อธิบาย “โชคดีที่พวกมันล้วนแล้วแต่ได้รับการตอบรับอย่างดีมากๆ เรามองเกมพวกนี้ด้วยความรักอย่างลึกซึ้งที่มีต่อตัวละครของพวกมันและความเคารพที่มีต่อองค์ประกอบที่ทำให้พวกมันโดดเด่นและเป็นที่จดจำ เราได้ร่วมมือกับบริษัทต่างๆ เพื่อใส่องค์ประกอบเหล่านั้นเข้าไปในหนังครับ” พันธมิตรของพวกเขารวมถึงอาตาริ อินเตอร์แอ็กทีฟ, อิงค์. (Asteroids, Breakout, Centipede, Missile Command), โคนามิ ดิจิตอล เอนเตอร์เทนเมนต์ (Frogger), บันได นัมโค เอนเตอร์เทนเมนต์ (PAC-MAN, Galaga, Dig Dug), นินเทนโด (Donkey Kong, Duck Hunt), โซนี คอมพิวเตอร์ เอนเตอร์เทนเมนต์ (Q*Bert), ไทโตะ คอร์ปอเรชัน (Arkanoid, Space Invaders) และวอร์เนอร์ บรอส. อินเตอร์แอ็กทีฟ (Paperboy, Joust, Defender, Robotron), จี-โหมด (BurgerTime) และเตตริส (Tetris)

    โคลัมบัสกล่าวเสริมว่า “ไม่มีทางเลยที่จะสร้างหนังเรื่องนี้ได้ถ้าปราศจากตัวละครในตำนานพวกนี้ พวกมันสำคัญต่อหนังเรื่องนี้พอๆ กับบทบาทของนักแสดงในเรื่อง มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นจริงๆ ที่ได้เห็นทุกอย่างมารวมตัวกันเป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เราจินตนาการไว้น่ะครับ”

    ผู้ควบคุมงานสร้างไมเคิล บาร์นาธาน ผู้ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท 1492 พิคเจอร์สของโคลัมบัส กล่าวเสริมว่า ทีมผู้สร้างยังได้พบแรงบันดาลใจจากยุค 80s ในแง่อื่นๆ ด้วย “ผมคิดว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ต่างก็มีความรักในหนังแอ็กชันคอเมดีเยี่ยมๆ ช่วงซัมเมอร์ของยุค 80s ครับ” เขากล่าว “เราต้องการหนังสำหรับผู้ชมปัจจุบันก็จริง แต่เป้าหมายของเราอย่างหนึ่งคือการนำเสนอสิ่งที่ให้ความรู้สึกแบบที่ทำให้หนังพวกนั้นพิเศษสุดเหลือเกิน การผสมผสานแอ็กชันและคอเมดีเข้าด้วยกันที่ทำให้หนังในยุคนั้นไปได้สวยเหลือเกินน่ะครับ”

    โคลัมบัสกล่าวเสริมว่า เหตุผลหนึ่งที่เขาสนใจโปรเจ็กต์นี้ก็เพราะโอกาสในการได้สร้างภาพยนตร์ที่จะเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมทุกวัยได้จริงๆ “แน่นอนว่าคนเป็นพ่อแม่จะจำได้ว่าเคยเล่นเกมพวกนี้ที่เกมอาร์เคด และลูกๆ ของพวกเขาก็จะทึ่งไปกับตัวละครพวกนี้เหมือนกัน มันจะมีมุขเป็นร้อยๆ มุขในหนังเรื่องนี้ที่เวิร์คสำหรับพ่อแม่ และอีกร้อยๆ มุขที่เวิร์คสำหรับลูกๆ ของพวกเขาน่ะครับ” เขากล่าว “แต่มันมีอะไรมากไปกว่านั้น ผมคิดว่าหลายคนคคิดถึงเกมพวกนี้และยุค 80s เป็นพิเศษ ผมได้ยินเรื่องพวกนี้ตลอดเวลาเลย ผมได้คุยกับเด็กนักศึกษาหลายคนที่หนังเรื่องโปรดของพวกเขาคือ The Goonies ตอนนี้ หลายคนชื่นชอบยุค 80s ครับ”

    เกี่ยวกับนักแสดง

    ในการนำเสนอคอเมดี ทีมผู้สร้างจากแฮปปี้ เมดิสันและ 1492 ได้นำทีมนักแสดงตลกระดับแนวหน้ามารวมตัวกัน อดัม แซนด์เลอร์ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย รวมถึงเควิน เจมส์, มิเชลล์ โมนาแกน, ปีเตอร์ ดิงค์เลจและจอช แก็ด ได้รวมทีมกันเป็นฮีโรผู้ถูกเรียกตัวมากอบกู้โลกใบนี้

    “พวกเขาทั้งห้าคนวิเศษสุดครับ” โคลัมบัสกล่าว “มันมีความเป็นพวกพ้องตามธรรมชาติและมีเสน่ห์จริงๆ ระหว่างพวกเขาทั้งห้าคนด้วย พวกเขาเป็นทีมกันจริงๆ ครับ”

    อดัม แซนด์เลอร์ เป็นผู้นำกลุ่มในบทแซม เบรนเนอร์ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแชมป์โลกวิดีโอเกม และตอนนี้ ยึดอาชีพพนักงานติดตั้งระบบโฮมเธียเตอร์ “ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ชีวิตไม่ได้เป็นไปตามที่เขาหวังไว้ซักเท่าไหร่” บาร์นาธานกล่าว “ชีวิตเขาไม่ก้าวหน้าไปไหน บอกตามตรงว่ามันเริ่มดูเหมือนว่าสิ่งเดียวที่เขาเก่งคือการเล่นเกม โชคดีสำหรับเราทุกคนที่สิ่งเดียวที่เขาเก่งกำลังจะมีประโยชน์แล้ว”

    เควิน เจมส์ ผู้แสดงประกบแซนด์เลอร์ในภาพยนตร์หลายเรื่อง ได้รับเลือกให้รับบทเพื่อนซี้ของแซนด์เลอร์ ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

    “สำหรับเควิน เราไม่ได้เล่นอะไรที่ขัดกับบท แต่เราเล่นสิ่งที่ขัดกับคอเมดีครับ” โคลัมบัสกล่าว “เควินจะต้องมีความองอาจ เขาจะต้องให้ความรู้สึกเหมือนประธานาธิบดี และเขาก็แสดงบทนี้ได้อย่างงดงาม ในตอนที่เขาแสดงฉากแรกจบในฐานะประธานาธิบดีคูเปอร์ ผมก็เชื่อเขาสนิทใจเลย เขาเป็นนักแสดงที่วิเศษสุดและสามารถแสดงได้ลึกซึ้งกว่าที่เคยทำได้ในอดีตครับ”

    ในภาพยนตร์เรื่องนี้ วิล คูเปอร์ ตัวละครของเจมส์ มาถึงจุดตกต่ำทางด้านการเมือง ทุกคนคิดว่านักการเมืองทุกคนเป็นพวกโง่เง่า แต่ชาวอเมริกันจะเชื่อคูเปอร์ในบทนี้จริงๆ “ผู้คนทั่วไปไม่ค่อยชื่นชอบตัวละครของผมซักเท่าไหร่” เจมส์อธิบาย “เขาไม่ได้ทำหลายสิ่งที่เขาบอกว่าเขาจะทำ และเขาก็ไม่แคร์ด้วย ในตอนที่เขาเห็นว่าโลกกำลังถูกโจมตีและมันดูเหมือนวิดีโอเกม เขาก็พาเพื่อนเข้ามาช่วย ซึ่งบังเอิญว่าเพื่อนของเขาเป็นนักเล่นเกมที่มีฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดซะด้วย”

    คุณอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องยากสำหรับเจมส์ที่จะแสดงประกบตัวละคร CG แต่นักแสดงตลกผู้นี้ก็เคยฝึกฝนมาบ่อยแล้ว “ผมแทนที่ครอบครัวของผมที่บ้านด้วยลูกเทนนิสเพื่อสร้างความเคยชินครับ” เขาเล่า “พวกเขาย้ายออกจากบ้านเป็นเวลาหนึ่งเดือน และผมก็แทนที่พวกเขาด้วยลูกเทนนิสในทุกหนทุกแห่ง ลูกหนึ่งเป็นสลาเซนเกอร์ ลูกหนึ่งเป็นวิลสัน ส่วนอีกลูกหนึ่งเป็นเพนน์ ในฐานะพ่อแม่ คุณมักจะตะโกนใส่ลูกๆ เกี่ยวกับอะไรบางอย่างเสมอ ไม่ว่าจะบอกให้กินข้าวหรือทำความสะอาด ผมก็เลยตะโกนใส่ลูกเทนนิส ผมเริ่มเชี่ยวชาญเรื่องนี้และทำตัวคุ้นเคยกับมันได้ไม่ยากครับ”

    เมื่อประธานาธิบดีคูเปอร์ได้ขอให้แซม เบรนเนอร์รวมทีมผู้เชี่ยวชาญเกมอาร์เคดมาช่วยต่อสู้กับเหล่าเอเลียน เบรนเนอร์ก็ได้ตามหาคนที่เคยเป็นแชมป์เกมสมัยเด็กที่ตอนนี้โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

    จอช แก็ดร่วมทีมนักแสดงในบทลัดโลว์ ลามอนซอฟ สมาชิกที่อายุน้อยที่สุดของทีม “เขาอายุน้อยกว่าคนอื่นๆ หน่อยครับ เพราะเขาเป็นเหมือนเด็กมหัศจรรย์” แก็ดเล่า

    ลัดโลว์ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเด็กอัจฉริยะในบรรดาคอเกม ตอนนี้กลายเป็นนักทฤษฎีสมคบคิดที่ยังคงหลงเสน่ห์เลดี้ลิซา ตัวละครเอกในเกม Dojo Quest ซึ่งเป็นเกมโปรดสมัยก่อนของเขา ไม่เสื่อมคลาย

    “ทิม เฮอร์ลิฮีและทิโมธี ดาวลิงได้เขียนตัวละครที่พิลึกจริงๆ ขึ้นมา ทั้งๆ ที่ผมเองก็คุ้นเคยกับตัวละครพิลึกอยู่แล้วนะครับ” นักแสดงละครบรอดเวย์เรื่อง “The Book of Mormon” และผู้พากย์เสียงตุ๊กตาหิมะโอลาฟในภาพยนตร์เรื่อง Frozen กล่าว “นี่เป็นโอกาสที่ผมจะได้รับบทคนพิลึก ที่มีอะไรบางอย่างเปราะบางอย่างวิเศษสุด เขากำลังไล่ตามคนที่เขารัก ซึ่งเป็นตัวละครในเกม มันทำให้เขาฟังดูเหมือนเป็นบ้า แต่เขาเชื่อในโลกที่เขาสามารถอยู่ร่วมกับเลดี้ลิซาและหนีไปกับเธอได้น่ะครับ”

    แก็ดตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานในโปรเจ็กต์นี้ ไม่เพียงเพราะโอกาสในการได้ร่วมงานกับโคลัมบัสและแซนด์เลอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะโอกาสที่ได้เล่นเกมดังจากวัยเด็กของเขาในสเกลที่ยิ่งใหญ่ด้วย “ผมเกิดปี 81 ในตอนที่อาร์เคดกำลังรุ่งสุดๆ พอดี” เขากล่าว “ผมมีพี่ชายสองคน ดังนั้น ผมก็จำได้ว่าเคยไปเกมอาร์เคดทางตอนใต้ของฟลอริดา มันมีชื่อว่ากรังด์ปรีซ์ และเราก็จะเล่นเกมกันไม่หยุดเลยในช่วงวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ โอกาสในการได้ไล่ตามตัวละครพวกนี้ที่ผมจำได้ว่าเคยสู้กับพวกมันสมัยเด็กเป็นเหมือนการได้เป็นเด็กอีกครั้งเลยครับ”

    ในชีวิตจริง เกมโปรดของแก็ดไม่ใช่ Dojo Quest “ผมเสพติดเกม Galaga ครับ” แก็ดกล่าวต่อ “มันเป็นหนึ่งในเกมที่ผมเล่นไม่เก่งซักที แต่ผมก็รักมันครับ”

    ปีเตอร์ ดิงค์เลจ เป็นนักแสดงคนสุดท้ายที่รับบทหนึ่งในทีมนักเล่นเกม เอ็ดดี้ แพลนท์ หรือปืนกลไฟ แม้ว่าเขาจะโด่งดังจากบทดรามาในซีรีส์ “Games of Throne” ดิงค์เลจก็มีความชำนาญในการแสดงคอเมดีไม่ต่างกัน อย่างที่เขาแสดงให้เห็นมาแล้วในการแสดงเรื่อง Living in Oblivion และ Death at a Funeral

    “เอ็ดดี้เป็นคู่ปรับตัวฉกาจในสมัยเด็กของพวกเขาครับ” ดิงค์เลจกล่าว “เขามีอีโก้ค่อนข้างสูง ในแง่ของตำแหน่งแชมป์ของเขา และเขาก็ชอบพร่ำบอกทุกคนว่าเขาเก่งแค่ไหน เขาถูกนำเสนอออกมาแบบนั้นในวัยเด็ก แล้วพอเรากระโดดมายุคปัจจุบัน ทัศนคติของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปซักเท่าไหร่”

    เอ็ดดี้ แพลนท์มีลุคที่โดดเด่นในภาพยนตร์เรื่องนี้ ด้วยทรงผมซอยปาดข้างและชุดเครื่องแบบไร้แขน “สภาพจิตใจและลุคของเขาเหมือนว่าติดอยู่ในยุคสมัยนั้นครับ” เขากล่าว “ผมเคยเห็นคนแบบนั้น พวกเขาไม่รู้หรอกว่าลุคนั้นมันล้าสมัยไปแล้ว แต่พวกเขาก็มีความสุขดีนะครับ เอ็ดดี้ไว้ผมซอยปาดข้าง มีรอยสัก ไม่ใช่รอยสักแบบสวยๆ ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันหรอกนะครับและเขาก็ติดนิสัยดึงแขนเสื้อออกจากเสื้อทุกชนิดที่เขาสวม ผมคิดว่าเขารู้สึกไม่มั่นใจเกี่ยวกับหลังคอ ไม่ใช่ปืนของเขาน่ะครับ”

    เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมแสดงของเขา ตอนสมัยเด็ก ดิงค์เลจเองก็ขลุกอยู่ในเกมอาร์เคดเช่นกัน “ผมสงสารเด็กสมัยนี้จังที่ต้องเล่นเกมคอนโซล เพราะการไปเกมอาร์เคดเป็นเหมือนการออกสังคมครับ” เขากล่าว “พอคุณไปเกมอาร์เคด คุณจะได้ใช้เวลากับเพื่อนๆ เหล่สาวๆ หรือสาวซักคนที่อาจจะอยู่ที่นั่นในวันนั้น พวกเขาเล่นเพลง มันเหมือนกับลานโรลเลอร์สเก็ต และมันก็สนุกกว่าเยอะเลยครับ”

    ทีมนักเล่นเกมอาร์เคดคงจะไปไหนไม่ได้ไกลหากปราศจากความช่วยเหลือของพันโทไวโอเล็ต แวน แพทเทิน ที่รับบทโดยมิเชลล์ โมนาแกน “เธอเป็นตัวละครที่แข็งแกร่งมากๆ ฉลาดมากๆ และแสบมากๆ ด้วยค่ะ” โมนาแกนกล่าว

    “ฉันต้องบอกว่าเธอมีความสัมพันธ์แบบเกลียดๆ รักๆ กับเบรนเนอร์” โมนาแกนกล่าว “เขาตรงข้ามกับไวโอเล็ตโดยสิ้นเชิง และเธอก็คิดว่าเขาเป็นคนหุนหันพลันแล่น ในการพยายามกอบกู้โลก เขาถึงสามารถเอาชนะใจเธอได้และทำให้เธอเชื่อได้ว่าเขามีอะไรมากกว่าที่ตาเห็นน่ะค่ะ”

    โมนาแกนอาจจะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่รับบทนำในภาพยนตร์เรื่องนี้ และเธอก็ชื่นชอบความรู้สึกนี้ “คุณล้อเล่นรึเปล่า ฉันชอบการเป็นผู้หญิงคนเดียวค่ะ” เธอกล่าว “พวกหนุ่มๆ เอาใจใส่ฉันและน่ารักมากๆ จริงอยู่ว่ามีเสียงล้อเลียนอยู่บ้าง แต่ฉันก็ถนัดกับการรับมือมันแล้วค่ะ”

    แอชลีย์ เบนสัน รับบทเลดี้ลิซา ไอคอนเกมจากยุค 80s ของเรื่อง ผู้เป็นตัวเอกในเกม Dojo Quest และเป็นผู้ที่ลัดโลว์แอบรักข้างเดียว “ฉันได้รับบทฮีโรในเกม ฉันได้ถือดาบสองเล่มและได้ออกอาละวาดด้วย” เบนสันอธิบาย “ฉันไม่เคยทำงานกับดาบมาก่อน มันก็เลยเจ๋งมาก แล้วการเตะต่อยจอชก็เป็นเรื่องสนุกอยู่แล้วล่ะค่ะ”

    “เราอยากให้ลัดโลว์ (ที่รับบทโดยจอช แก็ด) ตกหลุมรักตัวละครหญิงในเกมจากวัยเด็กของเขา เราคิดว่ามันเป็นเรื่องน่ารัก แต่ก็แสดงให้เห็นด้วยว่าเขาเป็นคนน่าสมเพชนิดๆ” โคเวิร์ทกล่าว “มันมีตัวละครในเกมไม่เท่าไหร่ที่ตรงกับคำนิยามนั้น เราก็เลยคิดเกม Dojo Quest และตัวละครเลดี้ลิซาขึ้นมา ส่วนที่ดีที่สุดคือเราได้สร้างมันขึ้นมาเป็นเกมจริงๆ ที่คุณสามารถเล่นได้ทางมือถือของคุณด้วยครับ”

    เกี่ยวกับผู้กำกับ

    หลังจากพัฒนาโปรเจ็กต็ที่แฮปปี้ เมดิสัน พวกเขาก็เริ่มมองหาผู้กำกับที่จะสามารถนำมันสู่จอเงินได้ “เราคิดว่าคริสน่าจะเป็นผู้กำกับที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับหนังเรื่องนี้ครับ” โคเวิร์ทกล่าว “เขาเคยกำกับหนังเอฟเฟ็กต์ฟอร์มยักษ์และคอเมดีเรื่องโปรดของพวกเราหลายเรื่องแล้วและ Pixels ก็เป็นส่วนผสมของทั้งสององค์ประกอบนั้น เขาถนัดในเรื่องการผสมผสานภาพวิชวลน่าทึ่งเข้ากับนักแสดงที่ฮาสุดๆ และการทำให้มันน่าเชื่อน่ะครับ”

    ผู้ควบคุมงานสร้างไมเคิล บาร์นาธานกล่าวเห็นพ้องด้วย พลางเสริมอีกองค์ประกอบหนึ่งว่า “ท้ายที่สุดแล้ว หนังก็เป็นเรื่องของเรื่องราว หนึ่งในพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของคริสในฐานะผู้กำกับคือการทำให้แน่ใจว่าองค์ประกอบอื่นๆ เหล่านี้ ทั้งคอเมดีและเอฟเฟ็กต์ จะผสมผสานกันอย่างลงตัวเพื่อผลักดันเรื่องราวไปข้างหน้าในรูปแบบที่น่าประทับใจและน่าพึงพอใจ เราต่างก็คิดว่า Pixels เป็นโอกาสในการผสมผสานเรื่องราวนี้เข้ากับทุกสิ่งที่คริสทำได้ดีในฐานะผู้กำกับครับ”

    การโจมตีของเกม: การออกแบบและเอฟเฟ็กต์

    พล็อตที่โดดเด่นและคอเมดีสุดฮาของ Pixels ไม่เพียงแต่ทำให้มันแตกต่างจากภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังดูแตกต่างจากภาพยนตร์ซัมเมอร์เรื่องอื่นๆ อีกด้วย “หนังวิชวล เอฟเฟ็กต์ส่วนใหญ่ รวมถึงหนังที่ผมเคยมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย จะตั้งใจสร้างวิชวล เอฟเฟ็กต์ที่สมจริงอย่างพิเศษสุด แม้ในตอนที่คุณสร้างมังกรหรือสัตว์ประหลาด คุณก็ต้องพยายามจะสร้างเท็กซ์เจอร์และผิวหนังแบบสิ่งมีชีวิตจริงๆ ให้กับพวกมัน” โคลัมบัสอธิบาย “ใน Pixels เราตั้งเป้าหมายในการสร้างสิ่งที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน ในตอนที่ตัวละครเกมพวกนี้มีชีวิตขึ้นมา พวกมันก็มีรูปทรงพิกเซลที่มีออราจากภายในและเคลื่อนไหวอยู่เสมอ มันเป็นเกม 8 bit ที่คุณเคยเห็นบนหน้าจอเกมอาร์เคดในเวอร์ชันสามมิติจริงๆ ครับ”

    ผู้ออกแบบงานสร้างปีเตอร์ เวนแฮม ผู้รับผิดชอบลุคโดยรวมของเรื่อง เป็นบุคคลแรกที่คอยดูแลแนวทางที่ลุคของตัวละครเกมดังจะเปลี่ยนแปลงจากตัวละคร 8 bit สุดคลาสสิกไปสู่ภัยคุกคามสามมิติเต็มรูปแบบ “มันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับค่ายเกมต่างๆ และสำหรับเราด้วย ที่เราจะต้องรักษาตัวตนของพวกมันเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าเราจะทำให้มันเป็นตัวละครสามมิติก็ตาม” เขากล่าว “ความสนุกอยู่ที่การแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน การที่สิ่งของในชีวิตประจำวันจะกลายเป็นภาพพิกเซล เราต้องกำหนดว่ามันจะเวิร์คได้ยังไง แล้วมันจะมีรูปร่างหน้าตายังไง ในตอนที่ระเบิด Space Invaders กระทบถนนยางมะตอย มันก็ทำให้เกิดหลุม แต่มันก็กลายเป็นภาพพิกเซล เพื่อที่ยางมะตอยนั้นจะเปลี่ยนกลายเป็นพิกเซลด้วย เราต้องตัดสินใจว่ามันจะออกมาเป็นยังไงน่ะครับ”

    เวนแฮมกล่าวว่า มีความเสี่ยงเสมอที่เวอร์ชันสามมิติของตัวละคร 8 bit จะดูเหมือนบล็อกสี่เหลี่ยมหรือไม่น่าสนใจ ตอนนั้นเองที่พวกเขาเกิดไอเดียในการเพิ่มออราให้กับตัวละครขึ้นมา มันเป็นไอเดียที่สามารถนำมาใช้ได้ในตอนที่พวกเขาทำให้ข้าวของในชีวิตประจำวันกลายเป็นภาพพิกเซล ไม่เพียงแต่ตัวละครจะมีเปล่งแสงแบบอินเตอร์แอ็กทีฟเท่านั้น แต่เวอร์ชันพิกเซลของเป้าหมายการโจมตีของพวกมันก็จะเปล่งแสงด้วยเช่นกัน ผลก็คือภาพดึงดูดใจที่แสดงให้เห็นถึงวิธีที่พวกเอเลียนใช้เกมโจมตีโลกมนุษย์

    เมื่อออกแบบตัวละครเสร็จแล้ว โคลัมบัสก็ทาบทามแมทธิว บัตเลอร์ ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ ให้นำเกมคลาสสิกยุค 80s มาสู่โลกของเรา “แมท บัตเลอร์เป็นอัจฉริยะสติเฟื่องที่คอยผลักดันสิ่งใหม่ๆ เพื่อทำให้แน่ใจว่าตัวละครพวกนี้จะให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกของเราจริงๆ และผู้ชมจะได้เห็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย เขาผลักดันทีมงานของเขาและพวกเรามากขึ้นกว่าแต่ก่อนอีกครับ” โคลัมบัสกล่าว

    บัตเลอร์อธิบายว่านอกจากทีมผู้สร้างจะพยายามเป็นพิเศษที่จะสร้างลุคของตัวละครอย่างตรงไปตรงมา สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันคือการนำเสนอวิธีการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมแบบดั้งเดิมของตัวละครเหล่านั้น “ถ้าคุณดูแพ็คแมน เขาจะขยับปากด้วยความเร็วระดับหนึ่งและเคลื่อนไหวด้วยความเร็วระดับหนึ่ง ดองกี้ คองเองก็มีการเคลื่อนไหวที่เฉพาะเจาะจง เช่นการก้าวครึ่งก้าวของเขา เราสร้างภาพอนิเมชันนั้นแบบลื่นไหลแต่ก็ยังคงรักษา ‘พื้นฐานรูปภาพสไปรท์’ เหมือนเดิมครับ”

    แน่นอนว่าทีมผู้สร้างได้สร้างประวัติศาสตร์สมมติขึ้นมาบ้าง ยกตัวอย่างเช่น ประวัติสมมติของเกม Galaga ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่ง “ข้อผิดพลาด” ในเกมเป็นประเด็นสำคัญในเรื่อง เป็นสิ่งที่แต่งขึ้นมาเพื่อความดรามาโดยแท้

    บัตเลอร์กล่าวว่า ถ้าคุณจะเจาะลึกเรื่องทางเทคนิคล่ะก็ ชื่อของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ไม่ถูกต้องซะทีเดียว “จริงๆ แล้ว พิกเซลสามมิติจะถูกเรียกว่า ‘โวเซล’” ซึ่งเป็นลูกบาศก์ในพื้นที่สามมิติ เขากล่าวว่า “เรานำแนวความคิดของลูกบาศก์ที่เรียบง่ายมาทำให้น่าสนใจและทันสมัยขึ้นด้วยการเพิ่มพลังงานแสงเข้าไป ยกตัวอย่างเช่น แพ็คแมนครับ” บัตเลอร์อธิบาย “ภาพสองมิติของเขาที่เป็นทรงกลมจะแบนราบ เราก็เลยเพิ่มปริมาตรให้เขาเพื่อสร้างเป็นลูกทรงกลมสามมิติที่ประกอบไปด้วยโวเซล แต่ละโวเซลจะมีพลังงานแสงของตัวเอง ที่มาจากเส้นใยประหลาดรูปทรงเรขาคณิต และสามารถบังคับได้แยกเป็นเส้นๆ เราก็เลยใช้โอกาสนี้ทำให้เกิดพลังงานแสงล้อมรอบตัวของแพ็คแมนที่เป็นทรงกลมครับ”

    ในฉากเกมสำคัญเกมแรกในภาพยนตร์เรื่องนี้ ทีมนักเล่นเกมอาร์เคดได้เผชิญหน้ากับเซ็นติพีด “ซีเควนซ์เซ็นติพีดในไฮด์ปาร์คเป็นภาพที่ชวนเคลิ้ม น่าสะพรึงกลัวและน่าขันในขณะเดียวกัน” โคลัมบัสบอก

    บัตเลอร์กล่าวว่าซีเควนซ์เซ็นติพีดแสดงให้เห็นแนวทางที่พวกเขารับมือกับความท้าทายชิ้นโตด้านวิชวล เอฟเฟ็กต์ นั่นคือการสร้างโทนที่เหมาะสม พวกเขาพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะใส่เอาความน่าขันของเรื่องเข้าไปในภัยคุกคามของตัวละครจากเกม “ตัวละครในเกมอาร์เคดพวกนี้เป็นตัวร้าย พวกเขาก็เลยจะต้องน่ากลัว แต่นี่เป็นหนังคอเมดี ดังนั้น มันก็เลยต้องมีความน่าขันด้วย” บัตเลอร์บอก “ยกตัวอย่างเช่น สำหรับเซ็นติพีด สัญชาตญาณแรกของเราคือการทำให้มันเป็นสัตว์ประหลาดที่น่ากลัว แต่ภายใต้การกำกับของคริส เราทำให้มันน่าขันมากขึ้น เหมือนอย่างฉากที่มันจะเต้นระบำอยู่ด้านหลังหญิงชราตอนที่เธอกำลังดูทีวีอยู่ แล้วการกระทำของมันก็ทำให้เราเข้าใจว่ามันน่าสะพรึงกลัวแค่ไหน เซ็นติพีดจะใช้ลำตัวขนาดมหึมาของมันสร้างความโกลาหลในทุกที่ที่มันไป คุณจะไม่กลายเป็นตัวพิกเซลจนกระทั่งมันกินคุณเข้าไปครับ”

    ในฉากแพ็คแมน เหล่าฮีโรอยู่ในรถมินิคูเปอร์หลากสี ซึ่งแทน “ผี” ที่ไล่ล่าแพ็คแมนสูง 30 ฟุตขณะที่มันกินดะไปเรื่อยในเมืองแมนฮัตตันที่เป็นราวกับเขาวงกต “ในเกมจริงๆ แพ็คแมนเป็นฝ่ายดี และพวกผีเป็นศัตรู แต่ในหนัง แพ็คแมนจะบินไปทั่วแมนฮัตตัน และทางเดียวที่ทีมนักเล่นเกมอาร์เคดจะเอาชนะมันได้คือใช้ผีครับ” โคลัมบัสกล่าว “เราใช้มินิคูเปอร์แทนผีของเรา และพวกมันก็เหมาะสมในแง่ของขนาด ความเร็วและสีสัน มินิ คูเปอร์เอื้อเฟื้อกับเรามากเพราะเราต้องทำการดัดแปลงรถพวกนี้เพื่อใส่อาวุธและสร้างความรู้สึกของพลังงานแสงเข้าไ แต่มันก็เหมาะกับหน้าที่นี้มากครับ”

    “วิชวล เอฟเฟ็กต์ทำให้เราเพิ่มสิ่งเจ๋งๆ จากเกมอาร์เคดดั้งเดิมเข้าไปได้ เช่นการที่แพ็คแมนกินเม็ดพลัง แต่เราก็เลือกที่จะเบี่ยงเบนไปจากเกมดั้งเดิมเพื่อเพิ่มสิ่งที่น่าตื่นเต้นเข้าไปเช่นการที่แพ็คแมนเขมือบรถดับเพลิง ซึ่งกลายร่างเป็นภาพพิกเซลน่ะครับ” บัตเลอร์กล่าว “มีอยู่ตอนหนึ่ง รถมินิคูเปอร์ขับเคลื่อนด้วยสองล้อหน้า ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นวิชวล เอฟเฟ็กต์ อีกส่วนหนึ่งเป็นมินิของจริง ด้วยช่วงท้ายที่ยื่นออกมา และถูกออกแบบมาให้พังในโลกแห่งความเป็นจริงน่ะครับ”

    ในการกำจัดภัยคุกคาม ทีมนักเล่นเกมอาร์เคดได้ขอความช่วยเหลือจากศาสตราจารย์อิวาทานิ ผู้สร้างแพ็คแมน แม้ว่าบทศาสตราจารย์อิวาทานิจะแสดงโดยนักแสดงเดนนิส อากิยามะ แต่ศาสตราจารย์อิวาทานิตัวจริงก็ได้รับบทคามีโอเป็นช่างซ่อมเกมที่เกมอาร์เคดในปี 1982 ด้วย “สิ่งที่น่าสนใจก็คือ” โคลัมบัสกล่าว “ก่อนหน้าที่ศาสตราจารย์อิวาทานิตัวจริงจะคิดแพ็คแมนขึ้นา เขาเคยซ่อมเกมจริงๆ ซะด้วยครับ”

    ในสงครามกับพวกเอเลียนครั้งสุดท้าย ทีมนักเล่นเกมอาร์เคดได้เผชิญหน้ากับดองกี้ คอง “เราสร้างคานขนาดยักษ์ขึ้นมา เป็นการจำลองลุคทั้งหมดของเกมดองกี้ คองครับ” โคลัมบัสกล่าว “เราให้ตัวเอกของเราไปอยู่ในแพลทฟอร์มขนาดใหญ่เท่าของจริง เพื่อเล่นเกมดองกี้ คองจริงๆ ครับ”

    “เราได้สร้างฉากมหึมานี้บนเมก้า สเตจที่ไพน์วู้ด โตรอนโต สตูดิโอส์ ซึ่งเป็นซาวน์สเตจขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ” เวนแฮมอธิบาย ท้ายที่สุดแล้ว ฉากของเวนแฮมก็เป็นโครงสร้างของเสาและคานขนาดสูง 70 ฟุต ซึ่งเป็นการจำลองเกมดองกี้ คองให้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

    “ตอนเป็นเด็ก ผมก็เคยเล่นดองกี้ คองเหมือนกัน มันเป็นหนึ่งในเกมโปรดของผม ดังนั้น ฉากนั้นก็เลยเจ๋งสุดๆ สำหรับผม” บัตเลอร์กล่าว “การผสมผสานสเปเชียล เอฟเฟ็กต์จริงๆ เข้ากับวิชวล เอฟเฟ็กต์ CG ทำให้เกิดซีเควนซ์การต่อสู้ที่สนุกสนานจริงๆ ซีเควนซ์นั้นใช้วิชวล เอฟเฟ็กต์ประมาณ 130 ช็อต แล้วเราก็อาศัยซาวน์เอฟเฟ็กต์เยอะเหมือนกัน เพื่อถ่ายทอดโทนจริงๆ ของการเล่นเกมออกมาน่ะครับ”

    “การถ่ายทำฉากนั้นเป็นเรื่องท้าทายมากๆ” มิเชลล์ โมนาแกนกล่าว “พวกเขาสร้างฉากกรีนสกรีนขนาดใหญ่ ที่ดองกี้ คองจะเป็นแค่ตัวเอ็กซ์ตัวใหญ่ตรงมุมของสเตจ เราต้องสวมบังเหียนที่ผูกติดกับรอก และเราก็จะวิ่งและกระโดดลงจากแพลทฟอร์ม ถูกผลักและดันไปทุกทิศทุกทาง แล้วคริสก็จะตะโกนสั่งเรา ‘กระโดดเลย!’ มันไม่มีถังกลิ้งแต่เราก็ต้องกระโดด คุณจะรู้สึกขำนิดๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็เวิร์คค่ะ”

    การเนรมิตชีวิตให้กับคิวเบิร์ทก็เป็นความท้าทายอีกรูปแบบหนึ่ง “เช่นเดียวกับตัวละครอื่นๆ ตัวมันประกอบขึ้นจากลูกบาศก์ที่มีเหลี่ยมคม แต่มันก็จะต้องน่ารักด้วย” บัตเลอร์บอก “โซนี พิคเจอร์ อิเมจเวิร์คส์ได้คิดวิธีการโปร่งแสงยอดเยี่ยมที่ทำให้มันมีลุคแบบขนฟูฟ่อง เหมือนคุณจะสามารถนอนซบมันได้ แม้ว่ามันจะเป็นตัวพิกเซลก็ตาม มันไม่มีมือหรือปาก ดังนั้น มันก็เลยเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องใช้แค่ดวงตาหรือท่าทางในการเนรมิตชีวิตให้กับคิวเบิร์ทน่ะครับ”

    นอกเหนือจากการออกแบบลุคให้กับตัวละครแล้ว ปีเตอร์ เวนแฮมยังรับผิดชอบดูแลฉากและโลเกชัน รวมถึงทุกแง่มุมสำหรับลุคของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย “หนังเรื่องนี้เป็นเกี่ยวกับการยกระดับความจริง ซึ่งเกิดขึ้นมาจากเกมอาร์เคด เราก็เลยพยายามจะใส่เอาความจริงเข้าไปในหนังเรื่องนี้ด้วย” เขากล่าว

    ไฮไลท์อย่างหนึ่งสำหรับเวนแฮมคือการสร้างปืนใหญ่แสงที่ทีมนักเล่นเกมอาร์เคดใช้ต่อสู้กับภัยคุกคามเกมจากต่างดาว “เป็นเรื่องเยี่ยมเสมอที่ได้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์ประกอบฉากและนักแสดง ในตอนที่แซนด์เลอร์หยิบมันขึ้นมา เขาก็เริ่มทำเสียงยิงปืน ปืนใหญ่พวกนั้นดึงความเป็นเด็กในตัวทุกคนออกมาครับ” เวนแฮมกล่าว “เป็นเรื่องสำคัญที่จะมีอะไรที่ทั้งสนุกและน่าขำ แต่ก็ไม่ธรรมดาด้วย ถ้าคุณมองปืนใหญ่แสงใกล้ๆ คุณจะเห็นว่ามันมีรายละเอียด เช่นจอยสติ๊กอันเล็กๆ หรือลูกบอลกลิ้งแบบที่คุณจะเห็นในเกมอาร์เคดเก่าๆ ส่วนในปืนใหญ่ที่ยาวกว่า มันก็จะมีปุ่มสีแดงและหน้าจอ LED เราต้องการให้มีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจนระหว่างเกมอาร์เคดคลาสสิกและอาวุธไฮเทคสมัยใหม่ครับ”

    นอกจากนี้ เวนแฮมยังเป็นผู้รับผิดชอบในการสร้างฉากอื่นๆ ของเรื่อง ซึ่งรวมถึงเกมอาร์เคดอิเล็คทริค ดรีมส์ แฟคทอรีในยุค 80s สถานที่จัดการแข่งขันชิงแชมป์โลก ที่ซึ่งแซม เบรนเนอร์, ลัดโลว์ ลามอนซอฟและเอ็ดดี้ แพลนท์ทำได้อย่างดีเยี่ยม และฉากดาร์พาที่ซึ่งไวโอเล็ต แวน แพทเทินได้สร้างอาวุธพิเศษของทีมนักเล่นเกมอาร์เคดขึ้นมา

    ในการสร้างเกมอาร์เคดสำหรับซีเควนซ์ชิงแชมป์โลก ทีมออกแบบงานสร้างได้เสาะหาตู้เกมอาร์เคดดั้งเดิมนับร้อยๆ ตู้จากทั่วประเทศ แต่ละตู้จะถูกยกเครื่องใหม่ เพราะหลายตู้จะมีภาพปรินท์ลวดลายติดสามหรือสี่ชั้นที่ทีมงานจะต้องดึงออก ทิโมธี ไวลส์ ผู้จัดหาอุปกรณ์ประกอบฉาก อธิบายว่า “มันเป็นความร่วมมือกันในการหาตู้เกมพวกนี้ แล้วเราก็ต้องหาภาพกราฟิกที่ถูกต้อง ปรินท์ลวดลายใหม่ และติดตั้งจอ LCD และระบบเกมใหม่เข้าไป เกมทุกเกมและกราฟิกทุกชิ้นจะต้องได้รับการยอมรับจากบริษัทพันธมิตรแต่ละแห่ง ดังนั้น มันก็เลยกลายเป็นความพยายามครั้งใหญ่ที่ทั้งสนุกและวิเศษสุดครับ”

    ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย คริสติน วาดา ใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการจัดหาชุดยุคนั้นให้กับนักแสดง 785 คน “โดยทั่วไปแล้ว ยุค 80s เต็มไปด้วยสีสันค่ะ” เธอบอก “แฟชันบางอย่างสมัยนั้นโอเวอร์สุดติ่ง แต่เพื่อรักษาวิสัยทัศน์ของคริสเอาไว้ เราก็เลยคอยรักษาระดับของเครื่องแต่งกายไม่ให้เป็นการ์ตูนมากเกินไป”

    สำหรับชุดของทีมนักเล่นเกมอาร์เคด วาดาเริ่มกระบวนการยาวนานของการตามหาลุคที่ใช่ “เราต้องการสิ่งที่จะทำให้พวกเขาให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง แต่ก็ทำให้พวกเขามีความเป็นตัวของตัวเองด้วย มันจะต้องน่าเชื่อและน่าจดจำ เราก็เลยเริ่มต้นจากการค้นคว้าจัมป์สูท ชุดนักบิน ชุดหนึ่งชิ้นและชุดสองชิ้นน่ะค่ะ”

    “เราอยากให้เครื่องแต่งกายพวกนั้นให้ความรู้สึกแปลกใหม่และโดดเด่น” โคลัมบัสกล่าว “คริสตินได้ออกแบบชุดที่เป็นไปได้หลายร้อยชุด ตั้งแต่สแปนเด็กซ์ ซึ่งคงจะดูน่าขันบนตัวของนักแสดงนำทั้งสามคนของผม ไปจนถึงชุดตามแบบฉบับของซูเปอร์ฮีโรที่มาพร้อมกับมัดกล้ามบิวท์อิน เราลงเอยด้วยการใช้ลุคที่อิงมาจากชุดนักแข่งรถ ซึ่งนั่นดูเหมือนจะเวิร์คสำหรับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวละครของปีเตอร์ ดิงค์เลจ เขายังคงไว้ผมทรงเดิมจากยุคแปดศูนย์ และเขาก็ติดคุกมาหลายปีแล้ว เราตัดแขนเสื้อจากชุดนักเล่นเกมอาร์เคดของเขาออก เพื่อที่รอยสักของเขาจะได้ปรากฏชัด แล้วเขาก็กลายเป็นเอ็ดดี้ในทันทีเลยครับ”

    แม้กระทั่งมีการตัดสินใจเรื่องชุดเรียบร้อยแล้ว งานเกี่ยวกับเครื่องแบบของวาดาก็ยังคงไม่เสร็จสิ้น “ฉันใช้เวลาหลายสัปดาห์กับโลโก้นักเล่นเกมอาร์เคดค่ะ” เธอเล่า “ฉันอยากให้มันเป็นอะไรที่น่าจดจำ แต่ก็ไม่ทำให้ผู้ชมเสียสมาธิ”

    ชุดนักแข่งรถมีข้อดีอีกอย่างหนึ่งสำหรับภาพยนตร์ที่ถ่ายทำท่ามกลางฤดูร้อนที่อากาศร้อนชื้น “นี่เป็นหนึ่งในเนื้อผ้าที่ไฮเทคที่สุดเท่าที่มีอยู่ มันถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้กับรถสูตรหนึ่งที่ไม่มีแอร์ ดังนั้น ผ้าพวกนี้ก็เลยถูกผลิตขึ้นมาเพื่อไม่ให้พวกนักซิ่งร้อนจนเกินไปน่ะค่ะ” เธอบอก “ชุดพวกนั้นเย็นที่สุดเท่าที่เย็นได้แล้วค่ะ”

    อีกหนึ่งความท้าทายชิ้นใหญ่ของวาดาคือการสร้างลุคของเลดี้ลิซา ซึ่งเป็นตัวเอกของ Dojo Quest เกมสมมติยุค 80s ในเรื่อง “ท้ายที่สุดแล้ว มีการออกแบบชุดและทรงผมของเธอ 222 แบบ” วาดาเล่า เหตุผลที่มันเป็นความท้าทายอย่างยิ่งก็เพราะเลดี้ลิซาต้องทำอะไรมากมาย “เธอเป็นตัวละครจากยุค 80s ดังนั้น แบบดีไซน์จะต้องให้ความรู้สึกล้าสมัย แต่ก็เวิร์คในบริบทสมัยใหม่ด้วย เธอจะต้องน่าจดจำ แต่ก็ต้องสามารถรับมือกับงานสตันท์ได้ด้วยเช่นกัน นอกจากนั้น แบบดีไซน์นี้จะต้องรับมือกับวิชวล เอฟเฟ็กต์ได้ ดังนั้น มันก็มีขอบเขตบางอย่างที่เราต้องคอยระวังค่ะ”

    แบบดีไซน์ของวาดาผสมผสานอิทธิพลต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยมีดีไซน์ชุดว่ายน้ำยุค 80s ผสมผสานกับแรงบันดาลใจจากเอเชีย “มันเป็นชุดที่แอชลีย์สามารถขยับและต่อสู้ในนั้นได้ แต่ก็เป็นชุดที่ทำให้เธอดูเหมือนตัวละครที่เด็กหนุ่มวัยรุ่นจะตกหลุมรักได้ด้วยค่ะ” เธอบอก

    “ฉันชอบชุดของเธอมากค่ะ” เบนสันบอก “คงเจ๋งดีถ้าได้เห็นสาวๆ แต่งชุดเลดี้ลิซาในวันฮัลโลวีนน่ะค่ะ”

    ประวัตินักแสดง

    อดัม แซนด์เลอร์ (เบรนเนอร์/ผู้อำนวยการสร้าง)
    ) ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ทั้งในฐานะนักแสดง มือเขียนบท ผู้อำนวยการสร้างและนักดนตรี

    ผลงานภาพยนตร์ของเขาทำรายได้รวมกันไปกว่าสามพันล้านเหรียญทั่วโลก และรวมถึงภาพยนตร์ที่ทำรายได้ถล่มทลายในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง Grown Ups 2, Just Go With It, Grown Ups, Bedtime Stories สำหรับวอลท์ ดิสนีย์ สตูดิโอส์, ภาพยนตร์โดยโซนี พิคเจอร์สเรื่อง You Don’t Mess With the Zohan และคอเมดีโดยยูนิเวอร์แซลเรื่อง I Now Pronounce You Chuck & Larry

    ล่าสุด แซนด์เลอร์ได้แสดงในภาพยนตร์โดยเจสัน ไรท์แมนเรื่อง Men Women and Children และภาพยนตร์อินดีเรื่อง The Cobbler ที่นำแสดงโดยสตีฟ บุสเชมีและดัสติน ฮอฟแมน นอกจากนี้ เขายังได้ร่วมงานกับดรูว์ แบร์รีมอร์อีกเป็นครั้งที่สามในภาพยนตร์เรื่อง Blended อีกด้วย

    นอกเหนือจาก Pixels ในปีนี้ แซนด์เลอร์ยังจะได้พากย์เสียงบทแดร็คคูลาในภาพยนตร์เรื่อง Hotel Transylvania 2 อีกด้วย เขาเพิ่งเสร็จจากการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Ridiculous 6 สำหรับเน็ตฟลิกซ์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่กำกับโดยแฟรงค์ โคราซีและเขียนบทโดยแซนด์เลอร์และทิม เฮอร์ลิฮีร่วมแสดงโดยวิล ฟอร์เต้, เทย์เลอร์ เลาท์เนอร์, สตีฟ บุสเชมี, แดนนี เทรโจ, เทอร์รี ครูว์สและจอร์จ การ์เซีย

    เมื่อเร็วๆ นี้ แซนด์เลอร์ได้กลับไปรับบท เลนนี เฟเดอร์อีกครั้งในคอเมดีเรื่อง Grown Ups 2 และ That’s My Boy ประกบแอนดี้ แซมเบิร์กและลีห์ตัน มีสเตอร์ นอกจากนี้ เขายังได้พากย์เสียงบทแดร็คคูลาในภาพยนตร์เรื่อง Hotel Transylvania ที่แฮปปี้ เมดิสัน บริษัทโปรดักชันของเขา อำนวยการสร้างด้วย

    ก่อนหน้านี้ เขาได้แสดงประกบเคที โฮล์มส์และอัล ปาชิโนในภาพยนตร์เรื่อง Jack and Jill แสดงประกบเจนนิเฟอร์ อนิสตันใน Just Go With It และพากย์เสียงคอเมดีโดยโซนีเรื่อง Zookeeper ร่วมกับเควิน เจมส์, จอน แฟฟโร, ซิลเวสเตอร์ สตอลโลนและโรซาริโอ ดอว์สัน นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในภาพยนตร์โดยโซนี พิคเจอร์สเรื่อง Grown Ups สำหรับผู้กำกับเดนนิส ดูแกน, ภาพยนตร์โดยยูนิเวอร์แซลเรื่อง Funny People ที่เขียนบทและกำกับโดยจั๊ดด์ อพาโทว์ และร่วมแสดงโดยเซธ โรแกน, เลสลีย์ แมนน์, เอริกา บานา, โจนาห์ ฮิลและเจสัน ชวอร์ทซ์แมน, การแสดงประกบดอน ชีเดิลในภาพยนตร์โดยโซนีเรื่อง Reign O’er Me สำหรับผู้กำกับไมค์ บินเดอร์, ภาพยนตร์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง Click ที่ร่วมแสดงโดยเคท เบคคินเซลและ The Longest Yard ที่ร่วมแสดงโดยคริส ร็อคและเบิร์ต เรย์โนลด์ ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึงภาพยนตร์โดยเจมส์ แอล. บรู๊คส์เรื่อง Spanglish ประกบที ลีโอนี, ภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดีเรื่อง 50 First Dates ที่ร่วมแสดงกับดรูว์ แบร์รีมอร์, Anger Management ที่ร่วมแสดงกับแจ็ค นิโคลสันและภาพยนตร์โดยพอล โธมัส แอนเดอร์สันเรื่อง Punch-Drunk Love ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ

    แซนด์เลอร์เกิดในบรู๊คลิน รัฐนิวยอร์ก และเติบโตขึ้นในแมนเชสเตอร์ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ เขาเริ่มชิมลางงานคอเมดีเป็นครั้งแรกเมื่ออายุได้ 17 ปี ด้วยงานแสดงที่คลับคอเมดีในบอสตัน นับตั้งแต่นั้นมา เขาก็ติดใจ และแสดงเป็นประจำในคลับคอเมดีทั่วอเมริกา พร้อมไปกับการเรียนสาขาศิลปกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ระหว่างที่เขาแสดงสแตนด์อัพ เขาก็ถูกเล็งเห็นโดยเดนนิส มิลเลอร์และได้รับเลือกให้เข้าร่วมทีม “Saturday Night Live” ที่เขาได้เป็นขาประจำนานห้าซีซัน

    แฮปปี้ เมดิสัน โปรดักชันส์ บริษัทโปรดักชันของแซนด์เลอร์ ร่วมก่อตั้งโดยแจ็ค จิอาร์ราปูโตและแซนด์เลอร์ และกลายเป็นมินิสตูดิโอที่แทบจะครบวงจร ด้วยการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของงานสร้างภาพยนตร์ แฮปปี้ เมดิสันได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Blended, That’s My Boy, Jack and Jill, Just Go With It, Click, The Benchwarmers, Deuce Bigalow: European Gigolo, Dickie Roberts: Former Child Star, The House Bunny, Paul Blart: Mall Cop, Grown Ups และ Grown Ups 2, Zookeeper และล่าสุด Pixels

    นอกจากนั้น แซนด์เลอร์ยังได้ร่วมงานกับมือเขียนบททิม เฮอร์ลิฮีในบทภาพยนตร์เรื่อง Happy Gilmore, Little Nicky, Billy Madison, Big Daddy, The Waterboy และ Grown Ups 2 และได้ควบคุมงานสร้างเรื่อง Hotel Transylvania, The Longest Yard, Grandma’s Boy, The Animal, Joe Dirt, The Master of Disguise, The Hot Chick และ Deuce Bigalow: Male Gigolo อีกด้วย

    นอกจากนี้ แฮปปี้ เมดิสันยังทำสัญญากับโคลัมเบีย ไทร-สตาร์ โดเมสติก เทเลวิชันเพื่อผลิตรายการโทรทัศน์ให้กับทางสถานี ซึ่งรวมถึงซีรีส์ “Rules of Engagement” ที่นำแสดงโดยเดวิด สเปดและโอลิเวอร์ ฮัดสัน และเพิ่งจบการแพร่ภาพนานหกปีด้วยความสำเร็จและซีรีส์ฮิตทางเอบีซีเรื่อง “The Goldbergs” อีกด้วย

    อัลบัมคอเมดีของแซนด์เลอร์ภายใต้สังกัดวอร์เนอร์ บรอส. เรคคอร์ดส์ทำยอดขายได้ถึงระดับมัลติแพลตินัม รวมแล้วอัลบัมของเขาทำยอดขายได้มากกว่าหกล้านก็อปปี้จนถึงปัจจุบัน เมื่อหลายปีก่อน แซนด์เลอร์ได้เปิดตัว AdamSandler.com โดยเว็บไซต์นี้จะทำการอัพเดททุกสัปดาห์ด้วยภาพยนตร์มินิที่นำเสนอแซนด์เลอร์และทีมงานแฮปปี้ เมดิสันขณะปฏิบัติภารกิจประจำวันของพวกเขา

    เควิน เจมส์ (คูเปอร์)
    ดารานำของคอเมดียอดนิยมเรื่อง Paul Blart: Mall Cop และ Zookeeper ล่าสุดได้แสดงในคอเมดียอดนิยมเรื่อง Paul Blart: Mall Cop 2

    เจมส์เริ่มต้นจากการแสดงตลกสแตนด์อัพในแวดวงคอเมดีของลองไอส์แลนด์ หลังจากถูกค้นพบในงานเทศกาลคอเมดีมอนทรีอัลปี 1996 เขาก็ได้เซ็นสัญญากับแผนกพัฒนาของสถานีเพื่อสร้างซิทคอมของตัวเอง

    “The King of Queens” ซึ่งเปิดตัวในปี 1998 แพร่ภาพเก้าซีซันทางซีบีเอส โดยมีเจมส์นำแสดงและควบคุมงานสร้าง และมันก็ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีในปี 2006 สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในซีรีส์คอเมดี ซีรีส์นี้จบลงในปี 2007 แต่ยังคงแพร่ภาพทุกวันในสถานีต่างๆ ทั่วประเทศและทั่วโลก

    ในปี 2001 เจมส์ได้นำเสนองานสแตนด์อัพของเขาบนจอแก้ว ด้วย “Sweat the Small Stuff” รายการพิเศษหนึ่งชั่วโมงสำหรับคอเมดี เซ็นทรัล ในปี 2005 เควิน เจมส์ และเรย์ โรมโนได้ควบคุมงานสร้างและนำแสดงในรายการพิเศษทางเอชบีโอ “Making the Cut: The Road to Pebble Beach” สารคดีเกี่ยวกับการแข่งขันกอล์ฟเพ็บเบิล บีช โปร แอม ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสปอร์ตส์ เอ็มมี เจมส์ได้เปิดตัวในโลกภาพยนตร์ในปี 2005 ด้วยการแสดงประกบวิล สมิธภาพยนตร์โดยโคลัมเบีย พิคเจอร์สเรื่อง Hitch นับตั้งแต่นั้นมา เจมส์ก็ได้นำแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Here Comes the Boom และได้แสดงประกบอดัม แซนด์เลอร์ในภาพยนตร์เรื่อง Grown Ups, Grown Ups 2 และ I Now Pronounce You Chuck and Larry

    นอกเหนือจากงานแสดงแล้ว เขายังได้พากย์เสียงในภาพยนตร์อนิเมชันเรื่อง Barnyard สำหรับนิค มูฟวีส์ รวมถึง Monster House (2006) และ Hotel Transylvania รวมไปถึงซีเควลของมันสำหรับโซนี พิคเจอร์ส อนิเมชันอีกด้วย

    มิเชลล์ โมนาแกน (ไวโอเล็ต)
    ด้วยบทบาทที่สะท้อนให้เห็นถึงพลัง เสน่ห์และความงามของเธอ มิเชลล์ โมนาแกน (ไวโอเล็ต) ทำให้ภาพยนตร์ทุกเรื่องของเธอสว่างไสวไปด้วยการแสดงที่มีทั้งความลึกซึ้งและความเป็นมนุษย์ ในปีนี้ โมนาแกนจะถ่ายทำภาพยนตร์โดยบาราน โบ โอดาร์เรื่อง Sleepless Night ประกบเจมี ฟ็อกซ์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่สร้างจากภาพยนตร์ฝรั่งเศสปี 2011 เรื่อง Nuit Blanche เล่าเรื่องราวของตำรวจนอกเครื่องแบบที่ล้วงลึกเข้าไปในโลกอาชญากรรมเพื่อตามหาลูกชายที่ถูกลักพาตัวไปของเขา โอเพน โร้ดจะนำภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในปี 2016

    ปัจจุบัน เธอได้แสดงประกบคริส อีวานส์ในภาพยนตร์โดยจัสติน เรียร์ดอนเรื่อง Playing It Cool และล่าสุด เธอก็ได้แสดงในภาพยนตร์ดรามาโดยไมเคิล ฮอฟแมนเรื่อง The Best of Me ที่สร้างจากนิยายเบสต์เซลเลอร์โดยนิโคลัส สปาร์คส์ นักเขียนชื่อดัง ก่อนหน้านั้น เธอได้แสดงภาพยนตร์โดยคลอเดีย ไมเออร์สเรื่อง Fort Bliss ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของทหารผ่านศึกอัฟกานิสถาน ผู้หลังจากปลดประจำการ ก็พยายามรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับลูกชายตัวน้อยอีกครั้ง

    นอกจากนั้น เมื่อปีที่แล้ว เธอยังได้แสดงในดรามาเอชบีโอเรื่อง “True Detective” ประกบแมทธิว แม็คคอนนาเฮย์และวู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน ซีรีส์ใหม่เรื่องนี้เล่าเรื่องของนักสืบที่พยายามไขคดีฆาตกรต่อเนื่องในหลุยส์เซียนาที่ดำเนินต่อเนื่องมานาน 17 ปี โมนาแกนรับบทภรรยาของฮาร์เรลสัน ผู้ต้องทำการตัดสินใจที่ส่งผลลัพธ์เลวร้ายและยาวนาน แอนโธโลจีแปดเอพิโซดเรื่องนี้เขียนบทโดยนักเขียนนิยายและอดีตมือเขียนบท “The Killing” นิค ปิซโซลัตโต้ และกำกับโดยแครี ฟุกุนากะ โมนาแกนได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำจากบทแม็กกี้ ฮาร์ทของเธอ

    ก่อนหน้านี้ เธอได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากการแสดงของเธอในภาพยนตร์อินดีปี 2008 เรื่อง Trucker ที่เธอควบคุมงานสร้างด้วย เธอรับบทไดแอน ฟอร์ด คนขับรถบรรทุกสาวผู้ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีของการทำงานนานๆ การมีสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนและการดื่มจนโต้รุ่ง จนกระทั่งลูกชายวัย 11 ปีมาปรากฏหน้าประตูบ้านเธอ นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงภาพยนตร์อีกหลายเรื่องรวมถึงภาพยนตร์โดยมาร์ค ฟอสเตอร์เรื่อง Machine Gun Preacher ประกบเจอราร์ด บัตเลอร์และทริลเลอร์ไซไฟที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเรื่อง Source Code ที่กำกับโดยดันแคน โจนส์และร่วมแสดงโดยเจค จินเลนฮัล

    ในภาพยนตร์แจ้งเกิดของเธอเรื่อง Kiss Kiss Bang Bang เธอได้แสดงประกบโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์และได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากการแสดงของเธอในภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยเรื่องนี้ ผลงานจอเงินเรื่องอื่นๆ ของเธอได้แก่ภาพยนตร์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง Eagle Eye ที่ร่วมแสดงโดยไชอา ลาบัฟ, ภาพยนตร์โดยโซเฟีย คอปโปลาเรื่อง Somewhere, ภาพยนตร์โดยนิกกี้ คาโรเรื่อง North Country ประกบชาร์ลิซ เธอรอนและฟรานซิส แม็คดอร์มานด์, Gone Baby Gone ที่แสดงประกบเคซีย์ แอฟเฟล็คและมอร์แกน ฟรีแมนและภาพยนตร์โดยเจ.เจ. อับรามส์เรื่อง Mission Impossible III ประกบทอม ครูซ นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงในคอเมดียอดนิยมเรื่อง Made of Honor ประกบแพทริค เดมป์ซีย์, The Heartbreak Kid ประกบเบน สติลเลอร์และ Due Date ซึ่งทำให้เธอได้ร่วมงานกับโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์อีกครั้ง

    โมนาแกนเป็นชาวไอโอวา ปัจจุบัน เธอใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิสกับสามี ลูกสาวและลูกชายของเธอ

    ปีเตอร์ ดิงค์เลจ (เอ็ดดี้)
    มีโอกาสสร้างคำนิยามใหม่ให้กับคอนเซ็ปต์ของพระเอกด้วยการแสดงนำในภาพยนตร์รางวัลซันแดนซ์ ออเดียนซ์ อวอร์ดเรื่อง The Station Agent ซึ่งผู้ชมยืนปรบมือให้ทั้งโรงภาพยนตร์ในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์และถูกซื้อสิทธิและนำเข้าฉายโดยมิราแมกซ์ในทันที

    หลังจากรางวัลดรามาติค ออเดียนซ์ อวอร์ด ดิงค์เลจก็ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, รางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมและได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในห้าดาราแจ้งเกิดแห่งปีโดยนิตยสารเอนเตอร์เทนเมนต์ วีคลี นับตั้งแต่นั้นมา เขาก็มีงานเข้ามาไม่ได้หยุดได้หย่อน

    ผลงานภาพยนตร์ของดิงค์เลจรวมถึงภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ใหม่ของฟ็อกซ์เรื่อง X-Men: Days of Future Past และภาพยนตร์โซนีเรื่อง Death at a Funeral ที่ร่วมแสดงโดยคริส ร็อคและมาร์ติน ลอว์เรนซ์ หลังจากนี้ เขาจะได้แสดงประกบเมลิสซา แม็คคาร์ธีย์ภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซลเรื่อง Michelle Darnell

    เมื่อย้อนกลับไปสู่เวทีละคร เขาได้รับบทนำในละครโปรดักชันของพับลิค เธียเตอร์เรื่อง Richard III, Theatre of the New Ear โดยชาร์ลี คอฟแมน ที่ร่วมแสดงโดยเมอริล สตรีพและโฮป เดวิสและ Knickerbocker ที่วิลเลียมส์ทาวน์

    ส่วนผลงานจอแก้วของเขารวมถึงการร่วมงานกับสถานีต่างๆ เช่นเอชบีโอ, ซีบีเอสและเอบีซี ปัจจุบัน เขาได้แสดงในซีรีส์ดังทางเอชบีโอเรื่อง “Game of Thrones” ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลเอ็มมีและรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

    จอช แก็ด (ลัดโลว์)
    ได้นำไหวพริบ อารมณ์ขัน และความลึกซึ้งอย่างเหลือเชื่อใส่ลงไปในบทบาททั้งหมดของเขา ตั้งแต่ตุ๊กตาหิมะผู้ชื่นชอบฤดูร้อน ไปจนถึงบาทหลวงมอร์มอน

    ปัจจุบัน เขาได้แสดงซีรีส์ใหม่ทางเอฟเอ็กซ์เรื่อง “The Comedians” เกี่ยวกับนักแสดงตลกผู้คร่ำหวอดในวงการ ที่จำใจต้องจับคู่กับนักแสดงตลกรุ่นน้องเพื่อแสดงในคอเมดีสเก็ตช์ช่วงกลางคืน เขาได้แสดงประกบบิลลี คริสตัล ที่เป็นมือเขียนบทของซีรีส์ดังกล่าวด้วย

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้แสดงประกบเควิน ฮาร์ทในคอเมดีเรื่อง The Wedding Ringer และในโปรเจ็กต์อินดีโดยแซ็ค บราฟฟ์เรื่อง Wish I Was Here ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2014 นอกจากนี้ เขายังได้รับทโอลาฟ ไซด์คิกผู้น่ารักในภาพยนตร์ดิสนีย์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเรื่อง Frozen อีกด้วย

    หลังจากนี้ แก็ดจะเริ่มถ่ายทำภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันของดิสนีย์เรื่อง Beauty and the Beast ในบทเลอ โฟ ไซด์คิกของแกสตอง ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 17 มีนาคม ปี 2017 นอกจากนี้ เขายังได้พากย์เสียงภาพยนตร์โซนีเรื่อง Angry Birds ภาพยนตร์อนิเมชันที่ดัดแปลงจากเกมยอดนิยมและได้เซ็นสัญญาแสดงภาพยนตร์วอร์เนอร์ บรอส. เรื่อง Gilligan’s Island และเขายังจะได้เขียนบทภาพยนตร์ร่วมกับเบนจี้ ซามิทและแดน เฮอร์นันเดซอีกด้วย

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ภาพยนตร์ชีวประวัติของสตีฟ จ็อบเรื่อง Jobs, Thanks for Sharing ประกบกวินเนธ พัลโทรว์, มาร์ค รัฟฟาโลและทิม ร็อบบินส์, ภาพยนตร์โดยชอว์น เลวีเรื่อง The Internship ประกบวินซ์ วอห์นและโอเวน วิลสัน, ภาพยนตร์โดยเอ็ด ซวิคเรื่อง Love & Other Drugs ประกบเจค จิลเลนฮัล, แอนน์ ฮาธาเวย์และแฮงค์ อาซาเรีย, ภาพยนตร์โดยชอว์น เลวีเรื่อง The Rocker ประกบเรนน์ วิลสัน, 21 ประกบเคท บอสเวิร์ธ, ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์นและเควิน สเปซีย์และ Crossing Over ประกบแฮร์ริสัน ฟอร์ด, ฌอน เพนน์, เรย์ ลิออตต้าและแอชลีย์ จัดด์ ผลงานการพากย์เสียงเรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ Ice Age: Continental Drift ร่วมกับเรย์ โรมาโน, ควีน ลาติฟาห์, เจนนิเฟอร์ โลเปซและจอห์น เลอกูซาโม

    เขารับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้าง ผู้ร่วมสร้างและดาราของคอเมดีสำหรับครอบครัวทางเอ็นบีซีเรื่อง “1600 Penn” โดยเขารับบท สคิป กิลไครส์ ลูกชายคนโตจอมซุ่มซ่ามของประธานาธิบดี (บิล พุลแมน) ผู้ซึ่งความพยายามอย่างจริงใจในการทำสิ่งที่ถูกต้องมักจะเกิดข้อผิดพลาดเสมอ นอกจากนี้ เขายังได้พากย์เสียงวู้ดดี้ในซีรีส์อนิเมชันของเอ็มทีวีเรื่อง “Good Vibes” และรับบทนำในซีรีส์ “Gigi: Almost American” ทางบีบีซี เวิลด์ไวด์ เขาได้รับบทดารารับเชิญในซีรีส์ยอดนิยมอย่าง “New Girl” และ “Modern Family”

    เขาได้สร้างเสียงฮือฮาในแวดวงบรอดเวย์ด้วยการรับบทเอลเดอร์ คันนิงแฮมในมิวสิคัลคอเมดีรางวัลโทนี อวอร์ดเรื่อง “The Book of Mormon” ซึ่งเขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโทนี, ดรามา ลีคและแอสแตร์ อวอร์ด และได้รับรางวัลสมาคมนักวิจารณ์ละครเวที เขาเปิดตัวบนเวทีบรอดเวย์ด้วยละครเรื่อง “The 25th Annual Putnam County Spelling Bee” โปรดักชันที่ได้รับรางวัลโทนี

    หลังจากสำเร็จการศึกษาจากคาร์เนจี้ เมลลอน สคูล ออฟ ดรามา เขาก็เริ่มแสดงละครเวที หลังจากนั้น เขาก็เริ่มหันไปสนใจงานคอเมดี ด้วยการร่วมก่อตั้งเดอะ ลอสต์ โนมัดส์ คอเมดี โทร้ป บริษัทของตัวเอง

    ไบรอัน ค็อกซ์ (นายพลพอร์ตเตอร์)
    เป็นนักแสดงละครเวที จอเงินและจอแก้วที่ได้รับรางวัล เขาได้แสดงละครเวทีหลายสิบเรื่องในลอนดอน นิวยอร์กและสก็อตแลนด์ ค็อกซ์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอเอฟไอและอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดจากผลงานของเขาในภาพยนตร์อินดีที่ได้รับคำวิจารณ์ยกย่องอย่างสูงเรื่อง L.I.E. และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดในฐานะส่วนหนึ่งในทีมนักแสดงของภาพยนตร์โดยสไปค์ โจนซ์เรื่อง Adaptation ผลงานภาพยนตร์ล่าสุดของเขารวมถึงการแสดงใน The Autopsy of Jane Doe, Red 2, Coriolanus, Rise of the Planet of the Apes, The Campaign และ Blood นอกเหนือจากนั้น เขายังได้แสดงใน The Good Heart, Tell-Tale, The Escapist, Troy, X2, Zodiac, 25th Hour, The Bourne Identity, The Bourne Supremacy, The Ring, Red, The Rookie, The Affair of the Necklace, For the Love of the Game, Rushmore, Desperate Measures, The Boxer, Kiss the Girls, Braveheart, Rob Roy, Manhunter, Hidden Agenda และ Nicholas and Alexandra อีกด้วย

    ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2015 เขาจะได้แสดงในโปรดักชันใหม่ของละครเรื่อง “Waiting for Godot” ในโอกาสครบรอบปีที่ 50 ของโรงละครรอยัล ลิเซียม เธียเตอร์ในเอดินเบิร์กห์ ค็อกซ์เป็นหนึ่งในนักแสดงชุดดั้งเดิมของ “The Servant o’ ‘Twa Maisters” ละครโปรดักชันแรกของลิเซียมในปี 1965 ตอนนั้น เขาอายุเพียง 19 ปีเท่านั้น

    ค็อกซ์ได้ร่วมงานกับนักเขียนบทละครเจ้าของรางวัล คอนเนอร์ แม็คเฟอร์สันในละครหลายเรื่อง ล่าสุดคือ “The Weir” ซึ่งค็อกซ์ได้แสดงที่ดอนมาร์ แวร์เฮาส์ นอกจากนี้ พวกเขายังได้ร่วมงานกันในละครเรื่อง “Dublin Carol” ที่ค็อกซ์รับบทสัปเหร่อขี้เหล้า จอห์น พลันเก็ตต์อีกด้วย

    ค็อกซ์ผู้ได้รับรางวัลหลายครั้งจากผลงานละครเวที ได้รับสองรางวัลโอลิเวียร์ อวอร์ดจากการแสดงของเขาในละครเรื่อง “Rat in the Skull” และ “Titus Andronicus,” รางวัลสมาพันธ์ละครเวทีอังกฤษดรามา อวอร์ดจากการแสดงใน “The Taming of the Shrew” และ “Strange Interlude” และรางวัลลูซิลล์ ลอร์เทล อวอร์ด รวมถึงการได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลดรามา เดสก์และรางวัลสมาคมนักวิจารณ์ละครเวทีจาก “St. Nicholas” เขาใช้เวลาแปดเดือนบนเวทีละครเวสต์เอนด์ในลอนดอน เพื่อรับบทแม็กซ์ในละครโดยทอม สต็อพเพิร์ดเรื่อง “Rock ‘n Roll” ซึ่งเป็นบทที่เขาได้กลับไปแสดงบนเวทีบรอดเวย์ด้วย นอกจากนี้ เขายังได้เล่นละครบรอดเวย์เรื่อง “The Championship Season” อีกด้วย ค็อกซ์ได้กำกับละครเวทีเรื่อง “I Love My Life,” “Mrs. Warren’s Profession,” “The Philanderer,” “The Master Builder” และ “Richard III”

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งเสร็จจากการถ่ายทำ “War and Peace” ให้กับบีบีซี ผลงานจอแก้วล่าสุดของเขารวมถึงซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง “The Slap” และซีรีส์บีบีซี อเมริกาเรื่อง “The Game” รวมถึง “Bob Servant,” มินิซีรีส์อังกฤษเรื่อง “The Sinking of the Laconia,” “The Day of the Triffids” และ “The Take” และบทรับเชิญในซีรีส์โชว์ไทม์เรื่อง “The Big C” เขาได้รับรางวัลเอ็มมี อวอร์ดปี 2001 จากบทเฮอร์มันน์ โกริงในมินิซีรีส์เรื่อง “Nuremberg” และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำและแซ็ก อวอร์ด นอกจากนี้ เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี อวอร์ดจากการแสดงรับเชิญในซีรีส์คอเมดีเรื่อง “Frasier” และร่วมแสดงในซีซันที่สามของซีรีส์ออริจินอลที่โด่งดังทางเอชบีโอเรื่อง “Deadwood”

    เขาได้เปิดตัวผลงานการกำกับจอแก้วเรื่องแรกด้วยดรามาเกี่ยวกับคุกทางเอชบีโอเรื่อง “Oz” เขาเป็นผู้เขียนหนังสือสองเล่มได้แก่ Salem to Moscow: An Actors Odyssey และ The Lear Diaries

    ในปี 2003 คุณูปการที่ค็อกซ์มีต่อแวดวงศิลปะทำให้เขาได้รับการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระดับชั้นคอมมานเดอร์ ออฟ เดอะ บริติช เอ็มไพร์จากสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่สอง ในปี 2006 นิตยสารเอ็มไพร์ได้มอบรางวัลเอ็มไพร์ ไอคอน อวอร์ดเพื่อยกย่องความสำเร็จในวงการภาพยนตร์ของเขาและในปี 2007 สภาภาพยนตร์อังกฤษก็ได้ยกย่องให้เขาเป็นหนึ่งในสิบสุดยอดดาราภาพยนตร์อังกฤษทรงอิทธิพลในฮอลลีวูดปัจจุบัน

    ประวัติทีมผู้สร้าง

    คริส โคลัมบัส (ผู้กำกับ/ผู้อำนวยการสร้าง)
    ได้เขียนบท กำกับและอำนวยการสร้างภาพยนตร์ฮิตที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในบ็อกซ์ออฟฟิศหลายเรื่อง ซึ่งส่งผลให้เขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลในฮอลลีวูดร่วมสมัย นอกเหนือจากการเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงภาพยนตร์แล้ว โคลัมบัสยังเป็นนักเขียนเบสต์เซลเลอร์ของนิวยอร์กไทม์อีกด้วย นิยายเรื่อง House of Secrets ของเขา ซึ่งเป็นเล่มแรกในซีรีส์อีพิคแฟนตาซีเรื่องใหม่ ได้รับการตีพิมพ์ในเดือนเมษายน ปี 2013 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ชื่นชมและติดชาร์ตอันดับต้นๆ อย่างรวดเร็ว

    โคลัมบัสเป็นผู้กำกับมือทองเบื้องหลังหนึ่งในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมที่ได้รับการยกย่องและประสบความสำเร็จสูงสุด Harry Potter ในฐานะผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์สามภาคแรกของแฟรนไชส์นี้ ในฐานะผู้กำกับ Harry Potter and the Sorcerer’s Stone ภาพยนตร์เรื่องแรกที่สร้างขึ้นจากแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ของเจ.เค. โรว์ลิง โคลัมบัสได้นำเสนอภาพยนตร์ที่สร้างความพึงพอใจให้กับทั้งผู้อ่านและแฟนๆ และในขณะเดียวกัน ก็สามารถถ่ายทอดแก่นสำคัญของตัวละครที่เป็นที่รักเหล่านี้ออกมาได้ด้วย เขาได้เลือกนักแสดงหน้าใหม่ แดเนียล แรดคลิฟฟ์, เอ็มมา วัตสันและรูเพิร์ต กรินท์มารับบทนำ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขาในการทะนุบำรุงนักแสดงพรสวรรค์รุ่นเยาว์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จด้านรายได้ และหลังจากนั้น เขาก็ได้กำกับและอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Chamber of Secrets ในปี 2002 และในฐานะผู้อำนวยการสร้างภาคที่สาม Harry Potter and the Prisoner of Azkaban ในปี 2005 ภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องทำรายได้ไปกว่า 2.6 พันล้านเหรียญทั่วโลก

    โคลัมบัสได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์คอเมดีผจญภัยสำหรับครอบครัวที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเรื่อง Night at the Museum และซีเควลสองภาค Night at the Museum: Battle of the Smithsonian และ Night at the Museum: Secret of the Tomb ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึง Rent ภาพยนตร์ปี 2005 ที่สร้างจากมิวสิคัลบรอดเวย์รางวัลพูลิทเซอร์, Stepmom ที่นำแสดงโดยจูเลีย โรเบิร์ตส์และซูซาน ซาแรนดอน, Nine Months ที่นำแสดงโดยฮิวจ์ แกรนท์ และจูลีแอนน์ มัวร์, Mrs. Doubtfire ที่นำแสดงโดยโรบิน วิลเลียมส์และแซลลี ฟิลด์, Only the Lonely ที่สร้างจากบทภาพยนตร์ดั้งเดิมของเขา รวมไปถึงภาพยนตร์ฮิตเรื่อง Home Alone และ Home Alone 2: Lost In New York อีกด้วย

    ในฮอลลีวูด โคลัมบัสเริ่มโด่งดังจากการเขียนบทภาพยนตร์ดั้งเดิมหลายเรื่อง ที่อำนวยการสร้างโดยสตีเวน สปีลเบิร์ก ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์ฮิตเรื่อง Gremlins และ The Goonies ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์ดังประจำทศวรรษ ที่ผสมผสานอารมณ์ขันสุดโต่งกับแบ็คดร็อปทริลเลอร์ผจญภัยคลาสสิกเข้าด้วยกัน ความสำเร็จในการเขียนบทนำโคลัมบัสไปสู่การกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Adventures in Babysitting ที่นำแสดงโดยอลิซาเบธ ชู

    โคลัมบัสเติบโตขึ้นนอกยังส์ทาวน์ รัฐโอไฮโอ เดิมเขาใฝ่ฝันจะเป็นศิลปินเชิงพาณิชย์ในตอนแรก และเขาก็ใช้เวลาหลายปีในการศึกษาศิลปะและสนใจในเรื่องการวาดการ์ตูน ท้ายที่สุด เขาก็ได้มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างหนังสือการ์ตูนและสตอรีบอร์ดภาพยนตร์ เขาสำเร็จการศึกษาจากทิสช์ สคูล ออฟ เดอะ อาร์ตส์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ที่ซึ่งเขาได้ขาย Jocks บทภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา

    ในปี 2011 โคลัมบัสได้มีผลงานเป็นภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ยอดนิยมเรื่อง The Help ที่นำแสดงโดยเอ็มมา สโตน, ไบรซ์ ดัลลัส โฮเวิร์ด, อัลลิสัน แจนนีย์, ซิสซี สปาเซ็ค, เจสสิกา เชสเทนและวิโอลา เดวิส ภายใต้แบนเนอร์ 1492 พิคเจอร์สของเขา ดรามาเรื่องนี้นำเสนอมุมมองของเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกฎระเบียบพฤติกรรมที่เป็นที่รู้กันของเมืองทางใต้ถูกทำลายด้วยผู้หญิงกล้าหาญสามคน ที่ผูกมิตรกันอย่างเหลือเชื่อ ในพิธีประกาศผลรางวัลอคาเดมี อวอร์ดครั้งที่ 8 The Help ได้รับการเสนอชื่อชิงสี่รางวัล รวมถึงสองรางวัลในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยม อ็อคตาเวีย สเปนเซอร์ได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากบทมินนี แจ็คสัน หนึ่งในสามตัวละครหลักของเรื่อง จนถึงวันนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ไปกว่า 212 ล้านเหรียญทั่วโลก

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *