The Purge: Anarchy | คืนอำมหิต : คืนล่าฆ่าไม่ผิด

The Purge: Anarchy | คืนอำมหิต : คืนล่าฆ่าไม่ผิด

  • Genres:Action, Horro, Thriller
    Running Time:103 min
    Release Date:July 18, 2014
    MPAA Rating:R for strong disturbing violence, and for language
    Distributors:Blumhouse Productions, Platinum Dunes, Universal Pictures
    Starring:Frank Grillo, Zoe Soul, Michael K. Williams
    Directed by:James DeMonaco

    ข้อมูลงานสร้าง
    ในปี 2013 ทั่วประเทศตอบสนองกับคอนเซ็ปต์ที่ปลุกเร้าความรู้สึก ที่ว่าในหนึ่งค่ำคืนของทุกปี อาชญากรรมทุกรูปแบบจะกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย ผู้ชมเนืองแน่นโรงภาพยนตร์ทำให้ The Purge กลายเป็นภาพยนตร์ม้ามืดประจำซัมเมอร์นั้น ด้วยการเปิดตัวอันดับหนึ่งบ็อกซ์ออฟฟิศด้วยรายได้เปิดตัวในอเมริกา 34.1 ล้านเหรียญ

    หลังจากได้เห็นถึงปฏิกิริยาที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้และได้ฟังบทสนทนาที่เกิดขึ้นตามมา เจมส์ เดอโมนาโก (มือเขียนบท/ผู้กำกับ The Purge และมือเขียนบท The Negotiator, Assault on Precinct 13) ก็ตัดสินใจหวนคืนสู่โลกสุดระทึกที่เขาสร้างขึ้นด้วยไอเดียที่น่าติดตามยิ่งขึ้นสำหรับซีเควล นั่นคือการพาผู้ชมผจญภัยในท้องถนนระหว่างพิธีชำระล้างประจำปี

    ทริลเลอร์เหตุการณ์สมมติที่แสดงให้เราได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่าง The Purge นอกเหนือจากอาณาเขตของย่านที่พักอาศัยชานเมือง The Purge: Anarchy นำเรากลับสู่อนาคตดิสโทเปียอีกครั้งหนึ่ง รัฐบาลของเรา ที่บัดนี้ถูกควบคุมโดยผู้ก่อตั้งอเมริกาใหม่ (เอ็นเอฟเอ) ได้ประกาศบังคับให้มีพิธีชำระล้างประจำปี 12 ชั่วโมงขึ้นเพื่อเป็นเครื่องรับประกันว่าอัตราการเกิดอาชญากรรมในช่วงเวลาที่เหลือตลอดทั้งปีจะอยู่ในระดับต่ำกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ การระงับความช่วยเหลือจากตำรวจและโรงพยาบาลทำให้มันเป็นค่ำคืนที่ชาวเมืองใช้กฎเกณฑ์ของตัวเอง โดยไม่ต้องคำนึงถึงบทลงโทษ หรือกลัวว่าจะถูกตัดสินความผิด

    ได้เวลานำความไร้กฎเกณฑ์นี้ออกสู่ท้องถนนแล้ว

    เรื่องราวใหม่นี้ติดตามกลุ่มคนห้าชีวิตที่ในค่ำคืนนั้นได้พบว่าพวกเขายอมทำถึงขนาดไหนเพื่อปกป้องตัวเอง และกันและกัน ในระหว่างที่พวกเขาสู้เพื่อเอาชีวิตรอดจากค่ำคืนที่เต็มไปด้วยการตัดสินใจที่เป็นไปไม่ได้

    เราเริ่มต้นเรื่องราวของเราด้วยลีโอ (แฟรงค์ กริงโลจาก Captain America: The Winter Soldier, Zero Dark Thirty) ชายรักสันโดษ นายสิบผู้สูญเสียลูกชายไปก่อนหน้าค่ำคืนนี้ เขาพกปืนและชุดเกราะด้วยความตั้งใจที่จะรอดชีวิตจวบจนรุ่งสางของเช้าวันใหม่ เขาเป็นชายผู้มีเป้าหมายในใจ…ด้วยภารกิจที่จะล้างแค้นคนที่ทำให้เขาต้องพบเจอกับความสูญเสียนั้น

    อีวา (คาร์เมน อีโจโก จาก Away We Go และ Selma) เป็นแม่ลูกติด ที่พยายามจะหาเลี้ยงชีพ และใช้ชีวิตอยู่ในย่านอาชญากรรมของเมือง เธออาศัยอยู่กับคาลี (โซอี้ โซลจาก Prisoners และซีรีส์ Reed Between the Lines) ลูกสาววันทีนเอจ และไม่มีเงินมากพอที่จะจัดหาระบบรักษาความปลอดภัยแบบพวกเศรษฐีมีเงินได้ เมื่อพวกเธอถูกจู่โจมในบ้านที่พวกเธอพยายามจะซ่อนตัว และกำลังจะถูกกลุ่มคนในหน้ากากจับตัวไป อีวาและคาลีก็ได้รับช่วยเหลือจากชายแปลกหน้าที่ชื่อลีโอ ทำให้พวกเธอรอดพ้นจากความตาย

    แม้ว่าเขาจะไม่ได้ต้องการจะเอาตัวเข้าไปพัวพันกับเรื่องที่จะทำให้ไขว้เขวจากแผนการล้างแค้นคนที่ทำร้ายครอบครัวเขา ในตอนที่ลีโอพบเห็นพวกเธอถูกลักพาตัว เขาก็ลั่นกระสุนเพื่อปกป้องอีวาและคาลีในทันใด ในขณะเดียวกัน คู่สามีภรรยาที่กำลังจะแยยกทางกัน เชน (แซ็ค กิลฟอร์ดจาก Devil’s Due, ซีรีส์ Friday Night Lights) และลิซ (คีล ซานเชซ จาก A Perfect Getaway, ซีรีส์ The Glades) ก็ตกเป็นเหยื่อของการถูกปล้นรถในตอนที่พิธีชำระล้างเริ่มต้นขึ้น พวกเขาหาที่หลบซ่อนตัวในรถหุ้มเกราะของลีโอ และได้ร่วมมือกับคนแปลกหน้าเหล่านี้ในการปกป้องตัวเองจากผู้ที่ต้องการจะใช้สิทธิในการก่อความวุ่นวายของพวกเขา

    ในตอนที่คนกลุ่มนี้ตั้งคำถามกับทุกสิ่งที่ผู้นำเคยบอกกับพวกเขา พวกเขาจะถูกไล่ล่าท่ามกลางเมืองใหญ่ ในสถานการณ์ที่ถ้าพวกเขาไม่ฆ่าก็จะเป็นฝ่ายที่ถูกฆ่า ซึ่งทำให้เส้นแบ่งระหว่างการแก้แค้นที่ได้รับการสนับสนุนและความยุติธรรมเลือนลางไป

    ผู้ที่กลับมาร่วมงานกับเดอโมนาโกอีกครั้งหนึ่งคือผู้อำนวยการสร้างของเรื่อง เจสัน บลูมจากบลูมเฮาส์ โปรดักชันส์ (Paranormal Activity, Insidious, Sinister), หุ้นส่วนจากแพลตินัม ดูนส์ ไมเคิล เบย์ (Pain & Gain, แฟรนไชส์ Transformers), แอนดรูว์ ฟอร์ม (The Texas Chainsaw Massacre, Friday the 13th) และแบรด ฟูลเลอร์ (The Amityville Horror, A Nightmare on Elm Street) ร่วมด้วยเซบาสเตียน เค. เลอเมอร์ซิเออร์ (The Purge, Assault on Precinct 13)

    สำหรับในภาคสองนี้ เดอโมนาโกได้รวมทีมงานเบื้องหลังที่ประสบความสำเร็จมากมาย ซึ่งรวมถึงผู้กำกับภาพ ฌาคส์ โจฟเฟร็ท (Lone Survivor, The Purge), ผู้ออกแบบงานสร้าง แบรด ริคเกอร์ (Solace และ Foxcatcher ที่กำลังจะเข้าฉาย), มือลำดับภาพ ท็อดด์ อี. มิลเลอร์ (Joy Ride, Exorcist: The Beginning) และวินซ์ ฟิลิปโปน (I Am Number Four, Disturbia) และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ฮาลา บาห์เม็ท (The Prize Winner of Defiance, Ohio, Bringing Up Bobby) ผู้ประพันธ์ดนตรี นาธาน ไวท์เฮ้ด (The Purge, ซีรีส์ The Last Ship) กลับมาแต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์ซีเควลเรื่องนี้อีกครั้ง

    The Purge: Anarchy ควบคุมงานสร้างโดยฌอนเน็ทท์ โวลเทอร์โน-บริล (The Boy Next Door) และลุค เอเตียง (Getaway)


    เปิดม่าน:
    The Purge: Anarchy เริ่มต้น

    จากความสำเร็จของ The Purge สรุปได้ว่าผู้ชมชื่นชอบคอนเซ็ปต์นี้และถามตัวเองว่า ‘ถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ในละแวกบ้านฉันจะทำยังไง’ แต่สำหรับมือเขียนบท/ผู้กำกับเจมส์ เดอโมนาโกและผู้อำนวยการสร้างเซบาสเตียน เค. เลอเมอร์ซิเออร์ เดิมทีพวกเขาตั้งใจสร้างทริลเลอร์เรื่องนี้ให้เป็นภาพยนตร์ฟอร์มเล็กที่ทำหน้าที่วิพากษ์สังคม

    เดอโมนาโกแปลกใจพอๆ กับทุกคนที่คอนเซ็ปต์นี้กลายเป็นที่ชื่นชอบอย่างสากล เขาบอกว่า “ตอนแรก ผมกับเซบาสเตียนคิดว่ามันคงจะเป็นหนังอินดีการเมืองที่จะฉายในโรงหนังอาร์ตเฮาส์เล็กๆ ในลอสแองเจลิสและนิวยอร์ก สำหรับผม ครอบครัวในภาคแรกไม่ได้สูงส่งอะไรเลย ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับหนังฮอลลีวูด เรามองว่า The Purge เป็นเหมือนละครสอนใจเกี่ยวกับเคราะห์ร้ายของครอบครัวนี้และบทเรียนที่พวกเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับความรุนแรง เงินตราและชนชั้น มันถูกสร้างขึ้นให้กระตุ้นความคิดมากกว่าจะทำรายได้เชิงพาณิชย์ แต่ตอนนี้มันกลับเป็นทั้งสองอย่าง”

    จริงๆ แล้ว เดอโมนาโกเป็นคนแรกที่ยอมรับว่า เขาไม่เพียงแต่ต้องการให้ภาพยนตร์ของเขาสร้างความบันเทิงเท่านั้น แต่เขายังอยากให้มันเป็นตัวจุดประกายให้เกิดการพูดคุยด้วย เขาเล่าว่า “กับแฟรนไชส์นี้ ผมหวังว่าจะสะท้อนให้เห็นอะไรบางอย่างในสังคมอเมริกัน เกี่ยวกับการที่เรามองดูความรุนแรง มันแตกต่างจากที่อื่นๆ ในโลกมากๆ เราพบว่าผู้ชมเดินออกจากโรงหนังแล้วพูดคุยถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเรากับความรุนแรงในฐานะสังคมน่ะครับ”

    ผู้กำกับรู้สึกว่าถ้าเขาจะกลับมาสู่ยุคสมัยและสถานที่นั้นอีกครั้งเพื่อสร้างภาคต่อ เขาก็จะสามารถต่อยอดจากคอนเซ็ปต์เดิมและเผยให้ผู้ชมเห็นได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกที่เขาจินตนาการขึ้น โลกที่อยู่นอกขอบเขตของสังคมชานเมืองในทริลเลอร์ภาคแรก เขาเล่าว่า “เราพูดเสมอว่าถ้าเราโชคดีได้ทำภาคสอง เราก็อยากจะแสดงให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นในท้องถนนในเมืองที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา เรานึกภาพของการสำรวจเมืองนั้นเพราะเรารู้สึกว่าผู้ชมจะอยากเห็นมากกว่าที่เราให้พวกเขาได้เห็นในภาคแรกน่ะครับ”

    สำหรับ The Purge: Anarchy เดอโมนาโกได้ขยายขอบเขตของเรื่องออกไป และเผยให้ผู้ชมได้เห็นว่าการได้ก้าวออกไปข้างนอกและสัมผัสกับพิธีชำระล้างในสายตาของพลเมืองชั้นล่าง ที่ไม่มีระบบความปลอดภัยซับซ้อนมาคุ้มครองตัวเองเป็นอย่างไร เดอโมนาโกล้วงลึกเข้าไปในไอเดียเบื้องหลัง The Purge “เบื้องหลังความคิดทั้งหมดนี้ เบื้องหลังสิ่งที่รัฐบาลกำลังชักจูงให้คุณปลดปล่อยความก้าวร้าวของคุณออกมา บอกคุณว่ามันทำให้คุณเป็นพลเมืองที่ดีขึ้น เป็นแผนลวงครับ จริงๆ แล้ว พิธีชำระล้างไม่ได้ทำแบบนั้น รัฐบาลมีอีกเป้าหมายหนึ่งต่างหาก”

    ทีมงานเบื้องหลังภาพยนตร์เรื่องนี้รู้ดีว่าสัญชาตญาณของมือเขียนบท/ผู้กำกับของพวกเขานำมาซึ่งความสำเร็จของภาคแรก และก็เชื่อมั่นว่าในภาคสองนี้ เขาจะผลักดันมันให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิมเสียอีก ในฐานะผู้ร่วมงานกับเขาเป็นประจำ เลอเมอร์ซิเออร์เล่าว่า เดอโมนาโกสนใจกับการดึงดูดความสนใจของผู้ชมเป็นหลัก เขาเล่าว่า “นักเล่าเรื่องที่ดีคือคนที่ฟังเรื่องราวแม้ว่าเขาจะเป็นคนที่บอกเล่ามันก็ตาม นั่นคือเจมส์ครับ เขารับรู้ทุกอย่างและอยากให้ผู้ชมเข้าถึงตัวละครและเข้าใจเรื่องราวครับ”

    การสานต่อเรื่องราวพิธีชำระล้างประจำปีของผู้ก่อตั้งอเมริกาใหม่ (เอ็นเอฟแอล) เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเลอเมอร์ซิเออร์ ผู้รู้ว่าผู้ชมจะตอบสนองต่อการขยายขอบเขตของโลกที่เดอโมนาโกได้จินตนาการเอาไว้ เขาเล่าถึงเหตุผลของทีมงานในการก้าวผ่านครอบครัวและละแวกที่พักอาศัยที่เราได้เห็นในภาคแรกว่า “The Purge เป็นไอเดียที่จะเวิร์คเมื่อมีการทำตัวแปลกไปจากปกติ มันเป็นคอนเซ็ปต์ที่จะเวิร์คในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่นำตัวละครกลุ่มเดิมกลับมา สิ่งที่เรากำลังทำกับคอนเซ็ปต์ของ The Purge คือพูดถึงประเด็นความรุนแรงที่อยู่ในสังคมครับ”

    ในภาคสองของเดอโมนาโก เอ็นเอฟเอยังคงโฆษณาพิธีชำระล้างว่าเป็นประโยชน์ต่อพลเมือง ด้วยการประกาศบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ 28 ที่เปิดโอกาสให้ชาวอเมริกันทุกคนมีสิทธิที่จะก่ออาชญากรรมได้ทุกรูปแบบในค่ำคืนที่บ้านเมืองไร้กฎหมายนี้ อย่างไรก็ดี มีกลุ่มเคลื่อนไหวใต้ดินที่เอ็นเอฟเอต้องการจะบดขยี้มาเนิ่นนาน ได้วางแผนและตั้งใจที่จะก่อการปฏิวัติเต็มรูปแบบขึ้น กฎเหล็กของเอ็นเอฟเอถูกต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพลเมืองจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งคำถามกับเหตุผลในการประกาศพิธีชำระล้าง

    เดอโมนาโกและเลอเมอร์ซิเออร์ ที่ได้ร่วมงานกับบลูมเฮาส์ โปรดักชันส์ของเจสัน บลูมและแพลตินัม ดูนส์ของไมเคิล เบย์อีกคั้ง สามารถต่อยอดจากภาพยนตร์ฟอร์มเล็กของพวกเขาได้ ในส่วนของตัวเขาเอง บลูม ในฐานะผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ทุนต่ำที่ได้รับความนิยมอย่างสูงอย่างแฟรนไชส์ Paranormal Activity และ Insidious รวมถึง Sinister ได้คิดอย่างรอบคอบกับโมเดลธุรกิจที่มีประสิทธิภาพของเขาและสร้างความฮือฮาให้กับแวดวงภาพยนตร์ ด้วยความที่เขาคอยจับตามองกระแสความสนใจของผู้ชมอยู่แล้ว เขาก็เลยก่อให้เกิดแนวภาพยนตร์ที่เรียกว่าแนวเฉพาะกลุ่มขึ้นมา

    บลูมมักเลือกทำงานกับผู้กำกับมากประสบการณ์ และเปิดโอกาสให้พวกเขามีอิสระในการสร้างสรรค์งานตามที่พวกเขาต้องการ แต่ในขณะเดียวกันก็คอยทำให้แน่ใจว่าการถ่ายทำจะอยู่ภายในงบประมาณจำกัดและภายในกำหนดเวลา จริงๆ แล้ว การร่วมงานระหว่างบลูม, เดอโมนาโก, เลอเมอร์ซิเออร์และผู้อำนวยการสร้างเบย์, แอนดรูว์ ฟอร์มและแบรด ฟูลเลอร์จากแพลตินัม ดูนส์ ก็เป็นอะไรที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับแฟรนไชส์นี้ บลูมให้ความเห็นว่า “ผมชื่นชอบทุกอย่างเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของเจมส์ เขามีความทุ่มเทอย่างเหลือเชื่อและมีมุมมองที่ชัดเจน แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ฟังคนอื่นด้วย สำหรับมือเขียนบทและผู้กำกับส่วนใหญ่ พวกเขาจะมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง คือพวกเขาจะฟังมากเกินไป หรือไม่งั้นก็จะหัวรั้นเกินไปจนไม่ฟังอะไรเลย แต่เจมส์อยู่ตรงกลางและเขาก็แคร์อย่างมากถึงสิ่งที่เขากำลังทำ มันสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่อยู่รอบด้านเขาครับ”

    ผู้อำนวยการสร้างยังได้พูดแบบเดียวกันนี้ถึงหุ้นส่วนในงานสร้างของเขา “แพลตินัม ดูนส์กลายเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดกับเราอย่างเหลือเชื่อในหนังเรื่องนี้ การที่ผมได้ร่วมงานกับผู้อำนวยการสร้างพรสวรรค์อย่างไมเคิล, แบรด และแอนดรูว์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการทำให้แน่ใจว่าเราจะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่เรามีสำหรับหนังแต่ละเรื่องให้ได้มากที่สุด” บลูมกล่าวต่ออีกว่า “เมื่อเราได้เห็นปฏิกิริยาที่ผู้ชมมีต่อ The Purge เราก็มุ่งมั่นกับการให้สิ่งที่เจมส์ต้องการเพื่อขยายความสามารถในการเล่าเรื่องของเขาให้เต็มที่สำหรับซีเควลครับ”

    สำหรับทีมงานทุกคน เป็นเรื่องสำคัญที่จะหวนคืนสู่ค่ำคืนนั้นและเปิดม่านของพิธีชำระล้างออก “หลังจากที่เรานำเสนอภาคแรก หลายคนก็บอกว่า ‘เราอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นตามท้องถนนหรือในสวนสาธารณะ ในประเทศ หรือกับคนรวย คนจนบ้าง’ น่ะครับ” บลูมกล่าว “ชาวอเมริกันทุกคนคงจะมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันไปในค่ำคืนชำระล้าง มีเรื่องราวมากมายให้ได้บอกเล่าระหว่างพิธีชำระล้างและนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราอยากจะสร้างภาคสอง และก็หวังว่าเราจะได้สร้างอีกหลายๆ ภาคด้วยนะครับ”

    เป็นเวลาหลายปีที่เบย์, ฟอร์มและฟูลเลอร์ได้สร้างภาพยนตร์ที่แปลกใหม่ ภายใต้งบประมาณที่เหมาะสม ภายใต้แบนเนอร์แพลตินัม ดูนส์ และทริลเลอร์เหนือธรรมชาติสุดลุ้นระทึกของพวกเขาก็เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมในวงกว้าง ด้วยการปลุกตำนานของภาพยนตร์ฮิตอย่าง A Nightmare on Elm Street, The Texas Chainsaw Massacre และ The Amityville Horror พวกเขาได้แนะนำให้ผู้ชมรุ่นใหม่ได้รู้จักคอนเซ็ปต์ที่กระตุ้นความกลัว แต่ก็ปัดฝุ่นเรื่องราวเหล่านี้ให้แฟนๆ ดั้งเดิมได้สนุกกันอีกด้วย และการที่พวกเขาตัดสินใจเสี่ยงกับ The Purge ก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

    ฟอร์มพูดถึงความจริงที่ว่า ความสำเร็จของภาคแรกเป็นเรื่องน่าประหลาดใจสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง “เรารู้ว่าเรามีไอเดียที่เหลือเชื่อ แต่เราก็ไม่รู้ว่าผู้ชมจะตอบสนองกับมันยังไง แม้แต่ตอนที่เรากำลังถ่ายทำหนังภาคแรก เราก็อยากจะนำไอเดียนั้นสู่พื้นที่ที่กว้างขวางกว่านั้น แต่เราไม่มีทรัพยากรเพียงพอ ดังนั้น พอมันไปได้สวย และผู้ชมก็มีเสียงตอบรับในแง่บวกสำหรับไอเดียของพิธีชำระล้าง เราก็เลยสามารถก้าวไปข้างหน้าแล้วขยายโลกใบนี้ออกไปได้น่ะครับ”

    สำหรับบทต่อไป ทีมผู้สร้างเห็นพ้องกันว่า หนทางเดียวที่จะมอบสิ่งที่ผู้ชมต้องการให้กับพวกเขาได้คือการขยายโลกใบนี้ออกไปนอกขอบเขตของบ้านหนึ่งหลัง ฟอร์มขยายความว่า “เรารู้ว่าเราอยากจะใช้ชีวิตอยู่ในโลกของสังคมเมือง ที่มีคนกลุ่มหนึ่งติดอยู่ข้างนอกบ้าน ที่ผู้ชมจะได้เห็นเรื่องราวบิดเบี้ยวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในค่ำคืนของพิธีชำระล้าง ว่าทำไมคนถึงออกไปข้างนอกเพื่อก่อเรื่องราว ทำไมคนส่วนหนึ่งถึงติดอยู่ข้างนอกนั่น และปล่อยให้ผู้ชมคาดเดาตลอดเวลา เจมส์ประสบความสำเร็จจริงๆ กับโปรเจ็กต์นี้ครับ”

    ฟูลเลอร์กล่าวเห็นพ้องด้วยกับเพื่อนผู้อำนวยการสร้างของเขาถึงความสามารถของเดอโมนาโกในการทำให้ผู้ชมรู้สึกได้จริงๆ ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในค่ำคืนของพิธีชำระล้าง “โดยแก่นแล้ว เจมส์เป็นศิลปินที่ตอบรับการสร้างหนังเชิงพาณิชย์ด้วยแฟรนไชส์นี้ และเขาก็ทำได้สำเร็จ การร่วมงานกับเขาเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ถ้าเราโชคดีได้สร้าง Purge อีกภาคล่ะก็ มันก็เป็นเรื่องสำคัญที่เขาจะต้องเป็นผู้กำกับครับ”


    คนเหมือนเรา:
    การคัดเลือกนักแสดงสำหรับทริลเลอร์เรื่องนี้

    ก่อนหน้าการคัดเลือกนันกแสดง ทีมผู้สร้างมีความคิดชัดเจนว่ามันจะไม่เป็นภาพยนตร์ตื่นเต้นที่จะมองข้ามความสำคัญของพัฒนาการตัวละคร ดังนั้น ก็เป็นเรื่องสำคัญในการใช้เวลา 20 นาทีแรกของ The Purge: Anarchy ไปกับการทำให้ผู้ชมได้สัมผัสถึงสถานการณ์ของตัวละครแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง เดอโมนาโกบอกว่า “ผมบอกว่า ‘ถ้าเราจะสร้างหนังเรื่องนี้ มารู้จักคนพวกนี้กันเถอะ’ น่ะครับ ผมคิดว่า ถ้าเราไม่แคร์พวกเขาเลย เราก็จะไม่แคร์ว่าใครจะอยู่หรือตาย ผมไม่อยากได้เหยื่อที่จะถูกฆ่าแบบสุ่มเลือกในค่ำคืนนี้หรอกนะครับ”

    ก่อนหน้านี้ เดอโมนาโกเคยร่วมงานกับแฟรงค์ กริลโลมาแล้วในมินิซีรีส์เรื่อง The Kill Point ดังนั้น การเลือกเขาให้มารับบท ลีโอ ชายหนุ่มแข็งกร้าวผู้มากความสามารถก็เลยเป็นเป้าหมายสำคัญ กริลโลเหมาะกับบทนี้มาก เดอโมนาโกบอกว่า “ผมชื่นชอบผลงานของแฟรงค์มาหลายปีแล้ว และผมก็ติดตามผลงานของเขาตั้งแต่ The Kill Point พอผมคิดตัวละครตัวนี้ขึ้นมา ผมก็โทรไปหาเซบาสเตียนแล้วบอกว่า ‘จะต้องเป็นแฟรงค์นะ’ แฟรงค์เป็นคนที่แข็งแกร่งในชีวิตจริง และเราก็อยากได้นักแสดงที่ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งเป็นคนแกร่งน่ะครับ”

    ฟูลเลอร์กล่าวเห็นด้วยกับผู้กำกับพลางหัวเราะว่า “ถ้าผมจะต้องออกไปข้างนอกในค่ำคืนพิธีชำระล้าง ผมก็อยากจะอยู่กับแฟรงค์ กริลโลครับ ผมรู้ว่าผมจะต้องรอดเพราะเขาจะพาผมไปให้รอดให้ได้น่ะครับ”

    สำหรับกริลโล บลูมรู้ว่าเดอโมนาโกเลือกคนที่เหมาะสมแล้ว “เจมส์ตั้งใจที่จะหาคนที่ให้ความรู้สึกเหมือนวีรบุรุษ แต่ก็รู้สึกเหมือนเป็นคนธรรมดา และนั่นคือสิ่งที่แฟรงค์ทำได้ดีที่สุด เขาให้ความรู้สึกเหมือนเขาอาจจะเป็นเพื่อนคุณ แต่ก็ไกลเกินเอื้อมตรงความเป็นวีรบุรุษของเขา นั่นเป็นตัวละครของเขาในหนังเรื่องนี้ คนที่ถือแต้มน้อยกว่าที่คุณคิดว่าเป็นคนช่างประชดประชันแต่จริงๆ แล้วเป็นคนที่มีจิตใจดีงามครับ”

    กริลโลพูดถึงการมาร่วมงานในทริลเลอร์สมมติเรื่องนี้ว่า “ผมกำลังเดินทางไปแอลเอ แล้วเจมส์ก็โทรหาผม บอกว่าเขากำลังจะสร้างซีเควลของ The Purge เขาเคยพูดถึงมันให้ผมฟังมาก่อนที่ผมจะได้อ่านบทเสียอีก และมันก็ฟังดูเหมือนหนังเวสเทิร์นยุคเก่า…เหมือนอย่าง The Outlaw Josey Wales ผมคิดว่ามันน่าสนใจและกระตุ้นความคิด และหลังจากที่เขาส่งบทให้ผมอ่าน ผมก็ตกลงเลยครับ”

    ในขณะที่ภาคแรกถูกบอกเล่าผ่านทางมุมมองของครอบครัวแซนดินที่ร่ำรวยในย่านชานเมือง เดอโมนาโกเลือกจะโฟกัส The Purge: Anarchy ในอีกฟากฝั่งหนึ่ง สู่กลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายในพิธีชำระล้างประจำปี กริลโลแสดงความสนใจไอเดียนี้เป็นพิเศษ เขาเล่าว่า “ในหนังเรื่องนี้ คุณจะได้เห็นจริงๆ ว่าพิธีชำระล้างคืออะไร แล้วทำไมมันถึงเกิดขึ้นมา มันทำให้คุณต้องครุ่นคิดว่าจุดยืนของสังคมเราอยู่ตรงไหนในเรื่องความรุนแรงและอคติ และสิ่งที่เราต้องรับมือกับมันในชีวิตประจำวันด้วยครับ”

    หลังจากได้ตัวกริลโลแล้ว ทีมผู้สร้างก็เลือกคาร์เมน อีโจโก มารับบท อีวา แม่ผู้มีคาลี ลูกสาวของเธอ เป็นแรงใจของเธอ เพียงไม่กี่นาทีก่อนที่พิธีชำระล้างประจำปีจะเริ่มต้นขึ้นตอนหนึ่งทุ่มของวันที่ 21 มีนาคม เราได้รู้จักกับอีวา ผู้ทำงานที่ร้านอาหารเพื่อหาเลี้ยงชีพไปวันๆ และเธอก็ออกจากที่ทำงานหลังจากที่เธอรวบรวมความกล้าขอขึ้นเงินเดือนแต่ก็ถูกปฏิเสธ

    อีโจโกเล่าถึงสิ่งที่ทำให้เธอสนใจตัวละครและภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “ฉันโตมากับการได้ดูหนังอย่าง The Parallax View, Soylent Green ที่เป็นหนังทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับรัฐบาลน่ะค่ะ และหนังเรื่องนี้ก็ดูเหมือนจะเข้าข่ายด้วย ฉันก็รู้เลยว่า ในแง่ของประเด็นแล้ว มันจะต้องเป็นเรื่องน่าสนใจสำหรับฉันแน่ๆ” นอกจากนี้ เธอยังชื่นชอบที่ว่าบทภาพยนตร์เรื่องนี้มีข้อคิดที่มีความหมาย “ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าสนใจที่ว่ามันเป็นการวิพากษ์สังคมในเรื่องความรุนแรงจากอาวุธปืนในอเมริกา ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันสนใจมากๆ และเป็นสิ่งที่ก่อเกิดปัญหาตามมามากมายในเชิงวัฒนธรรมสำหรับเราทุกคน นอกเหนือจากนั้น ตัวละครของฉันยังได้ผ่านความเปลี่ยนแปลงที่เหลือเชื่อ จากการเป็นคนที่ถูกกระทำ ต้องพึ่งพาลูกสาว กลายเป็นคนที่ลงมือก่อนและเชื่อมั่นในตัวเองค่ะ”

    ในตอนที่อีวามุ่งหน้ากลับอพาร์ทเมนต์เล็กๆ ของเธอในฝั่งที่ยากจนของเมือง เธอก็ถูกคุกคามโดยดิเอโก (รับบทโดยโนเอล กูกลีมีจาก Training Day) ก่อนที่เธอจะกลับเข้าบ้านนไปหาคาลี ลูกสาวผู้เข้มแข็งและกล้าพูดของเธอ เด็กสาววัย 16 ปีผู้นี้ เชื่อในคำสอนของคาร์เมโล (รับบทโดยไมเคิล เค. วิลเลียมส์จาก The Wire) ผู้ที่มีเป้าหมายในการโค่นล้มเอ็นเอฟเอ ในตอนที่อีวาและคาลีเตรียมตัวที่จะซ่อนตัวในบ้านระหว่างพิธีชำระล้าง ดิเอโกก็พังประตูเข้ามาและพยายามจะฆ่าทั้งคู่…นำมาสู่ค่ำคืนแห่งความหวาดสะพรึงสำหรับพวกเรา

    สำหรับคาลี ทีมผู้สร้างตัดสินใจเลือกโซอี้ โซล นักแสดงดาวรุ่งหน้าใหม่ หลังจากถ่ายทำ Prisoners ทริลเลอร์อีกเรื่องหนึ่ง โซลก็สนใจที่จะล้วงลึกเข้าไปในภาพยนตร์แนวนี้ เธอเล่าถึงมุมมองของเธอที่มีต่ออเมริกาใหม่นี้ว่า “หนังเรื่องนี้สำรวจสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอก ไม่ใช่ข้างในกับครอบครัวหนึ่งในบ้านหลังหนึ่งเท่านั้น ฉันสนใจที่จะได้เห็นว่ามันจะนำพาเราไปที่ไหน การรับบทคาลีสนุกมากค่ะเพราะเธอเป็นเด็กสาววัย 16 ปีที่เข้มแข็ง และเธอก็ทำให้ฉันนึกถึงตัวเองตอนที่อายุน้อยกว่านี้นิดหน่อยน่ะค่ะ”

    เดอโมนาโกเขียนตัวละครตัวนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นเข็มทิศด้านศีลธรรมของเรื่อง และช่วยดึงลีโอกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์ในตอนที่เขาเริ่มค่อยๆ เผชิญหน้ากับตัวตนในปัจจุบันของเขา เขาอธิบายว่า “คาลีเป็นคนที่พูดถึงพิธีชำระล้างตลอดทั้งคืนและคอยแหย่ลีโอถึงความถูกต้องทางศีลธรรมของพิธีนี้น่ะครับ”

    หลังจากนั้น ทีมผู้สร้างก็ออกตามหานักแสดงที่จะรับบทคู่รักที่กำลังจะแยกทางกัน เชนและลิซ ตัวละครสองคนที่อยู่คนละฝั่งเมืองจากตัวละครคนอื่นๆ เชนและลิซที่รวบรวมข้าวของของตัวเองก่อนที่พิธีชำระล้างจะเริ่มต้นขึ้นและปรึกษาหารือกันว่าจะบอกครอบครัวยังไงว่าพวกเขาจะแยกทางกัน ค้นพบว่าชายสวมหน้ากากบนรถมอเตอร์ไซค์ได้ตัดสายน้ำมันของพวกเขา ทำให้ทั้งคู่ไม่มีทางเลือกอื่น และจำต้องหาที่พักพิงก่อนที่พิธีชำระล้างจะเริ่มต้นขึ้น…โดยด่วน

    หลังจากสัมภาษณ์แซ็ค กิลฟอร์ดและคีล ซานเชซ ภรรยาของเขา แยกกัน ทีมผู้สร้างก็ตระหนักว่าพวกเขาสามารถนำความสัมพันธ์จริงๆ มาใช้กับความสัมพันธ์ของตัวละครได้ เดอโมนาโกเล่าว่า “การที่แซ็คและคีลเป็นคู่สามีภรรยากันจริงๆ ทำให้เกิดความสมจริงกับความสัมพันธ์ของพวกเขา มีฉากหนึ่งที่พวกเขาทะเลาะกันในรถ ซึ่งสมจริงมากๆ เพราะแน่นอนครับว่าพวกเขาเคยทำแบบนั้นมาก่อนในชีวิตจริง”

    เชนและลิซ ที่ค่อยๆ หาทางเข้ามาในเมือง บังเอิญเจอกับลีโอ ที่กำลังสาดกระสุนเข้าใส่กลุ่มชายสวมหน้ากากและผู้นำของพวกเขา บิ๊ก แด๊ดดี้ (แจ็ค คอนลีย์จาก Gangster Squad) เพื่อพยายามจะช่วยคาลีและอีวา เชนและลิซ ที่พบที่ซ่อนตัวในรถหุ้มเกราะของลีโอ พบความสงบชั่วครู่ ก่อนที่ลีโอ, อีวาและคาลีจะพบตัวพวกเขา เหตุการณ์ที่พลิกผันอย่างน่าสะพรึงกลัวทำให้พวกเขาพบว่า พวกเขาไม่มีทางรอดชีวิตหากเดินทางตามลำพัง และพวกเขาก็ร่วมผจญภัยในค่ำคืนนี้ด้วยกัน ด้วยความหวังว่าจะรอดชีวิตให้ได้

    สิ่งที่ทำให้กิลฟอร์ดสนใจภาพยนตร์เรื่องนี้คือคอนเซ็ปต์แปลกใหม่ เขาเล่าว่า “มันเป็นมุมมองที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงกับหนังภาคแรก ซึ่งผมคิดว่าสนุกมาก มันไม่ได้เป็นความจงใจที่จะให้ตัวละครจากภาคแรกสานต่อเรื่องราวของพวกเขา แต่มันเป็นการเล่าอีกเรื่องหนึ่งจากคืนนั้นครับ”

    ซานเชซชื่นชมมุมมองที่เดอโมนาโกมีต่อความหมายที่แท้จริงของพิธีชำระล้าง เธอเล่าว่า “ฉันกับเจมส์คุยกันว่าเราทั้งคู่กลัวปืนมากแค่ไหนและจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณอยู่ในสังคมที่มีวัฒนธรรมปืน ในหนังเรื่องนี้ เรามีพวกหัวคิดใหม่ที่มีคำตอบว่ารัฐบาลที่อยู่เบื้องหลัง ต้องการจะกำจัดคนจน ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงและน่าสนใจอย่างเหลือเชื่อค่ะ”

    สำหรับผู้ร้ายในภาคใหม่นี้ เดอโมนาโกคิดถึงการสร้างตัวแทนของเอ็นเอฟเอและวัตถุประสงค์ลับของพวกเขา ภาพที่เขาคิดไว้กลายเป็นจริงขึ้นมาด้วยบิ๊ก แด๊ดดี้ ที่รับบทโดยแจ็ค คอนลีย์ เดอโมนาโกเล่าว่า “บิ๊ก แด๊ดดี้ เป็นผู้นำที่ถูกเลือกของกลุ่มคนตามท้องถนน ที่ปฏิบัติตามเป้าประสงค์ของรัฐบาลครับ พวกเขามีรถบรรทุกสีดำที่จะคืบคลานไปรอบเมือง จากที่หนึ่งสู่อีกที่หนึ่ง เพื่อกำจัดผู้คนครับ”

    แฟรนไชส์ The Purge จะไม่สมบูรณ์หากขาดกลุ่มคนสวมหน้ากากที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกสำหรับทุกคนที่พบเจอ ใน The Purge: Anarchy คนสวมหน้ากากผีคือกลุ่มเด็กจากในเมืองที่ตระหนักว่า พวกคนรวยทำพิธีชำระล้างด้วยการประมูลเหยื่อของพวกเขาในการประมูล ผู้ชนะในการประมูลแต่ละครั้งจะได้สวมแว่นสายตากลางคืนและล่าเหยื่อของพวกเขาในโกดังมืดๆ ดังนั้น โอกาสที่เหยื่อจะรอดชีวิตก็มีน้อยมาก เดอโมนาโกเล่าว่า “ตลอดเรื่อง เราจะได้เห็นแก๊งนี้ลักพาตัวผู้คน และสงสัยว่าพวกเขาพาคนเหล่านั้นไปไหน แล้วเราก็ได้รู้ว่าพวกเขาขายคนกลุ่มนี้ให้กับคนรวยในการประมูล มันเป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัวและจุดประเด็นหักมุมใหม่ขึ้นในคอนเซ็ปต์ของเราครับ”

    ทีมนักแสดงสมทบใน The Purge: Anarchy รวมถึงจูดิธ แม็คคอนเนลในบทหญิงชราผู้สง่างาม ผู้ทำหน้าที่จัดการประมูล, จอห์น บีสลีย์ในบท ปาป้า ริโก พ่อของอีวาและตาของคาลี ผู้เสียสละตัวเองเพื่อครอบครัวของเขา และจัสตินา มาคาดู ผู้รับบท ทันยา เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานของอีวา

    ค่ำคืนอนธกาล:
    การออกแบบ โลเกชัน และเครื่องแต่งกาย

    เมื่อพร้อมจะขยายโลกที่เขาเคยสร้างขึ้น โลกที่พิธีชำระล้างปะทุขึ้นตามท้องถนนในเมืองใหญ่ เดอโมนาโกและทีมผู้อำนวยการสร้างก็ได้รวมทีมงานเบื้องหลังมากพรสวรรค์เพื่อเนรมิตโลกภายนอกที่พวกเขาได้จินตนาการเอาไว้ ผู้ออกแบบงานสร้าง แบรด ริคเกอร์และทีมงานของเขาได้ออกแบบลอสแองเจลิสแบบดิสโทเปีย ด้วยการใช้บ้านและท้องถนนรอบๆ เมืองเป็นหลัก และจะสร้างฉากขึ้นมาเมื่อจำเป็นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ฮันท์ คลับถูกสร้างขึ้นในโกดังแห่งหนึ่งในย่านดาวน์ทาวน์ของลอสแองเจลิสและอพาร์ทเมนต์ของอีวาและคาลีก็อยู่ในอาคารจริงๆ ที่อยู่ในย่านดาวน์ทาวน์ของลอสแองเจลิสด้วยเช่นกัน

    ผู้กำกับภาพฌาคส์ โจฟเฟร็ท ผู้กลับมารับหน้าที่เดิมอีกครั้ง ได้ถ่ายทำความวุ่นวายสุดระทึกและดิบเถื่อนให้ท็อดด์ อี. มิลเลอร์และวินซ์ ฟิลิปโปนได้ลำดับภาพ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายข ฮาลา บาห์เม็ท ได้จัดหาเครื่องแต่งกายสำหรับตัวละครเอกทั้งห้าคนที่ต้องสู้เพื่อเอาชีวิตรอดและนาธาน ไวท์เฮ้ดก็กลับมาแต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์ทริลเลอร์สมมตินี้อีกครั้งหนึ่ง

    การออกแบบและโลเกชัน
    ในการสร้างความรู้สึกสำหรับอเมริกา ที่อยู่ภายใต้การปกครองของเอ็นเอฟเอ ผู้ออกแบบงานสร้าง ริคเกอร์ เริ่มต้นด้วยการสร้างอนาคตดิสโทเปียที่น่าเชื่อขึ้นมา เขาเล่าว่า “ในการทำงานร่วมกับเจมส์ เราคุยกันถึงเรื่องราวว่ามันเกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณไหน แม้ว่ามันจะเป็นอนาคต แต่เราก็ไม่อยากจะบอกออกไปว่า ‘นี่คือหน้าตาของอนาคต’ เพราะมันเป็นโลกที่จำกัดมากๆ เรามีไอเดียว่าสิ่งต่างๆ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักในช่วง 10 ปี เพราะเราไม่อยากจะออกแบบโลกใบนี้ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดครับ”

    ริคเกอร์และทีมงานของเขาได้รับมอบหมายให้ออกแบบและเลือกสิ่งแวดล้อมตามที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการ นั่นคือท้องถนนและตรอกมืดๆ อพาร์ทเมนต์ของอีวา, ทันยาและลีโอ รวมถึงฮันท์ คลับ ที่เหล่าคนร่ำรวยไปเล่นเกมสุดอันตราย ริคเกอร์พูดถึงฮันท์ คลับว่า “เจมส์กับผมคุยกันถึงเรื่องการสร้างคอร์สเพนท์บอลหรูหรา ให้มีอุปสรรคบางอย่าง ผมคิดว่า ‘อะไรจะสนุกไปกว่าการล่ามนุษย์ในสวนที่มีการดูแลอย่างดีล่ะ’ เราก็เลยคุยกันว่าคุณอยากจะทำอะไรถ้าคุณสามารถทำได้ทุกอย่างตามต้องการ และคุณอยู่ในโลกแฟนตาซีสุดเพี้ยนน่ะครับ”

    ในขณะที่อพาร์ทเมนต์ของอีวาถูกเซ็ทในตัวอาคาร ริคเกอร์และทีมงานของเขาได้สร้างอพาร์ทเมนต์ของทันยาขึ้นบนซาวน์สเตจและฮันท์ คลับก็ถูกสร้างขึ้นในโกดังแห่งหนึ่ง เดอโมนาโกเล่าว่า “The Purge เกิดขึ้นในบ้านหลังเดียวและในละแวกที่พักอาศัยแห่งเดียว ซึ่งแน่นอนว่ามันก็มีความสะพรึงกลัวในระดับหนึ่ง แต่สำหรับซีเควล เราสามารถขยายขอบเขตของเราออกไปและสร้างเรื่องราวให้มีความน่าสะพรึงกลัวที่ต่างออกไปได้ครับ”

    ริคเกอร์ยินดีที่เดอโมนาโกชื่นชอบการออกแบบของเขา “เป็นเรื่องดีเสมอที่ได้ร่วมงานกับมือเขียนบท/ผู้กำกับ เจมส์รู้ว่าเรื่องราวนี้ควรจะเป็นยังไง เขารู้จักโลกใบนี้และมีภาพคิดเอาไว้อยู่แล้ว เขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีและเต็มใจที่จะรับฟังข้อเสนอแนะจำคนในสายงานอื่นๆ ครับ”

    การถ่ายทำในท้องถนนในย่านดาวน์ทาวน์ลอสแองเจลิสเข้ากันอย่างดีกับโลกดิบเถื่อนของ The Purge: Anarchy ฟูลเลอร์อธิบายเพิ่มเติมว่า “บางครั้งเมื่อคุณถ่ายทำในโรงถ่าย คุณจะเห็นได้ว่ามันสะอาดเกินไปนิด การได้ถ่ายทำบนท้องถนนเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยม พวกมุมโค้งอยู่ในมุมที่เหมาะสม ในตอนที่คุณถ่ายทำในย่านดาวน์ทาวน์ของแอลเอ มันเหมือนกับเป็นตัวละครที่มีชีวิต เราจะต้องคอยคำนึงถึงคนที่อาศัยอยู่ในที่ที่เรากำลังถ่ายทำเสมอ ทั้งเสียง แสงและเฮลิคอปเตอร์ที่บินวนเวียนรอบๆ ทั้งหมดช่วยเสริมสร้างความสมจริงให้กับหนังเรื่องนี้ครับ”

    การจัดหาเครื่องแต่งกายสำหรับทริลเลอร์
    ฮาลา บาห์เม็ท ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายมากประสบการณ์ ถูกนำตัวมาจัดหาเครื่องแต่งกายให้กับทีมนักแสดง เพื่อทำให้แน่ใจว่าเสื้อผ้าของพวกเขาจะตรงกับบุคลิกและสถานการณ์ของพวกเขา ด้วยความที่ลีโอ ตัวละครของกริลโลเป็นคนลึกลับ มันก็เลยไม่ชัดเจนว่าเขาเป็นทหารหรือเป็นผู้รักษากฎหมายรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งรึเปล่า แต่เขาก็มีคลังอาวุธที่เหลือเชื่อและรู้จักวิธีใช้อาวุธเหล่านั้นอย่างช่ำชองด้ว บาห์เม็ททำงานอย่างใกล้ชิดกับกริลโล แม้แต่ก่อนหน้าการถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้นเสียอีก

    เธออธิบายถึงกระบวนการของทีมงานเธอว่า “เป้าหมายของเราคือการสร้างภาพซิลูเอทที่เรียบง่ายให้กับเขา เราอยากให้ชุดของเขาเป็นแบ็คกราวน์ที่เป็นกลาง ให้เขาได้เผยตัวตนของเขาออกมาในระหว่างหนังเรื่องนี้ เราก็เลยสร้างภาพซิลูเอทที่เหมือนกับทหารให้กับเขา แต่ส่วนอื่นๆ ของชุดก็จะเป็นอะไรที่เรียบง่าย เช่นเสื้อยืดและกางเกงทำงานน่ะค่ะ” นอกเหนือจากนั้น บาห์เม็ทและทีมงานของเธอก็ได้สร้างชุดเกราะกันกระสุนแบบโลกอนาคตขึ้นมาด้วยไอเดียที่ว่า อีก 12 ปีข้างหน้า จะมีเนื้อผ้ากันกระสุนสุดไฮเทค

    ในขณะที่ลีโอเป็นคนลึกลับ ปราดเปรียวและรวดเร็ว อีวา ที่รับบทโดยอีโจโก กลับตรงกันข้าม เธอเป็นคนอ่อนโยนและเปราะบาง ในการถ่ายทอดความรู้สึกนี้ บาห์เม็ทได้ให้เธอสวมฮู้ดไหมพรมสีเทาอ่อน กางเกงยีนส์และเสื้อยืด เธอบอกว่า “ระหว่างหนังเรื่องนี้ อีวาต้องพบเจอกับเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวหลายต่อหลายครั้งที่เกิดขึ้นกับเธอในช่วงค่ำคืนนั้น แต่เธอก็พบกับการเปลี่ยนแปลงของตัวเองด้วยและสุดท้ายแล้ว เธอก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นค่ะ ฉันอยากแสดงให้เห็นถึงเรื่องนั้นด้วการให้เธอสวมชุดที่มีสีสันอ่อนโยนค่ะ”

    บาห์เม็ทได้หาเสื้อผ้าให้กับคาลี สาวน้อยแสบซ่าส์ ที่แสดงให้เห็นว่าแม้ว่าคาลีจะอายุน้อย แต่เธอก็มีความเป็นผู้ใหญ่และมั่นใจ ตรงข้ามกับอีวา บาห์เม็ทกล่าวว่า “เราให้คาลีมีลุคที่ได้แรงบันดาลใจจากแนวกรันจ์ เสื้อสักกหลาด และแจ็คเก็ตทหารแบบดัดแปลง ซึ่งช่วยบ่งบอกถึงบุคลิกของเธอที่เป็นคนกล้าพูด กล้าแสดงออกค่ะ”

    สำหรับลิซและเชน บาห์เม็ทอธิบายว่า พวกเขาแต่งตัวแบบคนที่ไม่คิดฝันว่าจะติดอยู่นอกบ้านในค่ำคืนของพิธีชำระล้าง “เราให้ลิซสวมชุดเดรสแบบผู้หญิงจ๋า และแจ็คเก็ตที่ออกทอมบอยหน่อยๆ เพราะเรารู้สึกเหมือนว่าตัวละครของเธอน่าจะเป็นพวกทอมบอยเซ็กซีน่ะค่ะ ส่วนเชนก็จะสวมเสื้อเชิ้ตลายตาราง กางเกงยีนส์และเสื้อกั๊ก พวกเขาแต่งตัวเหมือนคนที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะต้องร่อนเร่ข้างนอกในคืนของพิธีชำระล้างค่ะ”

    บิ๊ก แด๊ดดี้ ตัวร้ายคนสำคัญในค่ำคืนนี้ แต่งตัวเพื่อฆ่า เดอโมนาโกและบาห์เม็ทได้ร่วมกันเลือกเสื้อผ้าให้กับเขา บาห์เม็ทเล่าว่า “เราให้เขาสวมชุดแบบคุณพ่อยามบ่ายวันเสาร์ตามปกติ ซึ่งทำให้การเป็นหัวหน้ากลุ่มคนถือปืนที่น่ากลัวของเขายิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นไปอีกเพราะไม่มีใครคิดว่าคนที่สวมกางเกงผ้า และเสื้อเชิ้ตติดกระดุมธรรมดาจะเป็นหัวหน้ากลุ่มมือปืนน่ะค่ะ”

    เดอโมนาโกกล่าวสรุปว่า “ผมนึกภาพของบิ๊ก แด๊ดดี้ว่าเป็นคนย่านชานเมืองหน้าตาเป็นพวกอนุรักษ์นิยม ที่กลับกลายเป็นหัวหน้ากลุ่มนักฆ่า ผมคิดว่ามันน่าสะพรึงกลัวมากๆ ผมรักความคิดนั้นเลยล่ะ”

    ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานสร้างโดยแพลตินัม ดูนส์/บลูมเฮาส์/วาย น็อท The Purge: Anarchy นำแสดงโดยแฟรงค์ กริลโล, คาร์เมน อีโจโก, แซ็ค กิลฟอร์ด, คีล ซานเชซและไมเคิล เค. วิลเลียมส์ คัดเลือกนักแสดงโดยเทอร์รี เทย์เลอร์, ซีเอสเอ ออกแบบเครื่องแต่งกายโดยฮาลา บาห์เม็ท ดนตรีโดยนาธาน ไวท์เฮ้ด ลำดับภาพโดยท็อดด์ อี. มิลเลอร์ และวินซ์ ฟิลิปโปน ออกแบบงานสร้างโดยแบรด ริคเกอร์ และกำกับภาพโดยฌาคส์ โจฟเฟร็ท ทริลเลอร์เรื่องนี้ควบคุมงานสร้างโดยฌอนเน็ทท์ โวลเทอร์โน-บริล และลุค เอเตียง อำนวยการสร้างโดยเจสัน บลูม, พี.จี.เอ., ไมเคิล เบย์, แอนดรูว์ ฟอร์ม, แบรด ฟูลเลอร์, เซบาสเตียน เค. เลอเมอร์ซิเออร์, พี.จี.เอ. เขียนบทและกำกับโดยเจมส์ เดอโมนาโก © 2014 Universal Studios.

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *