Rogue One: A Star Wars Story | โรกวัน: ตำนานสตาร์วอร์ส

Rogue One: A Star Wars Story | โรกวัน: ตำนานสตาร์วอร์ส

  • Genres:Action, Adventure, Sci-Fi
    Running Time: 134 min
    Release Date:December.10,2016 (Los Angeles, California) (premiere)
    MPAA Rating:PG-13 for extended sequences of sci-fi violence and action
    Distributors: Lucasfilm, Allison Shearmur Productions, Black Hangar Studios
    Starring: Felicity Jones, Diego Luna, Alan Tudyk
    Directed by: Gareth Edwards

    ลูคัสฟิล์ม ภูมิใจเสนอ “Rogue One: A Star Wars Story” เรื่องแรกของภาพยนตร์ Star Wars แบบตอนเดี่ยวที่จะทยอยออกมา ที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นในจักรวาลที่แฟนๆ รักและรู้จัก แต่ด้วยตัวละครและเนื้อเรื่องใหม่

    ในตอนที่แคธลีน เคนเนดี้ ประธานลูคัสฟิล์มและผู้อำนวยการสร้าง Star Wars ได้นั่งคุยกับจอร์จ ลูคัสครั้งแรกเมื่อเขาเกริ่นถึงแผนการที่จะสานต่อตำนาน Star Wars และสร้าง Episodes VII, VIII และ IX เขายังได้เผยถึงความทะเยอทะยานอีกอย่างหนึ่ง “จอร์จตัดสินใจว่าเขาจะสร้างหนังเกี่ยวกับตำนานนี้เพิ่มเติม แต่เขาบอกว่ามีโอกาสในการบอกเล่าเรื่องราวภายในจักรวาลนี้มากกว่านี้” เคนเนดี้อธิบาย “และการสร้างหนังที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของลุค สกายวอล์คเกอร์น่ะค่ะ”

    นั่นเองคือจุดกำเนิดไอเดียของการสร้างภาพยนตร์ที่จะเติมเต็มตำนานภาพยนตร์เรื่องนี้ให้สมบูรณ์ แต่ก็เปิดโอกาสให้เคนเนดี้และทีมงานที่ลูคัสฟิล์มได้สำรวจจักรวาลใบนี้และทดลองสไตล์และวิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่างออกไป

    “Rogue One” บอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มคนที่ไม่น่าจะเป็นวีรบุรุษ ผู้ที่รวมตัวกันในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งเพื่อปฏิบัติภารกิจในการขโมยแบบแปลนในการสร้างเดธ สตาร์ อาวุธทำลายล้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฝ่ายจักรวรรดิ เหตุการณ์สำคัญนี้ในไทม์ไลน์ของ Star Wars เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนธรรมดา ผู้เลือกที่จะทำในสิ่งที่พิเศษสุด และในการทำเช่นนั้น พวกเขาก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวพวกเขาเอง

    “Rogue One: A Star Wars Story” กำกับโดยแกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ (“Godzilla,” “Monsters”) และอำนวยการสร้างโดยแคธลีน เคนเนดี้, อัลลิสัน เชียร์เมอร์ (“The Hunger Games: Catching Fire,” “Cinderella”) และไซมอน เอ็มมานูเอล (“The Dark Knight Rises,” “Harry Potter and the Deathly Hallows Parts 1&2”) ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์จากไอแอลเอ็ม ผู้คร่ำหวอดในวงการ จอห์น นอลล์ (“Pirates of the Caribbean”) ผู้มีความหลังยาวนานกับแฟรนไชส์ Star Wars รับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างร่วมกับเจสัน แม็คแกทลิน (Star Wars: The Force Awakens, “The War of the Worlds”)

    นักแสดงหญิงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและบาฟตา อวอร์ด เฟลิซิตี้ โจนส์ (“The Theory of Everything,” “Like Crazy”) นำทีมนักแสดงประกบดิเอโก ลูน่า (“Milk,” “Elysium”) ผู้ที่ร่วมแสดงกับพวกเขาได้แก่เบน เมนเดลสัน (“Bloodline,” “Animal Kingdom”), แมดส์ มิคเคลเซ่น (“Casino Royale,” ซีรีส์ “Hannibal”), อลัน ทูดิกค์ (“Frozen,” “I Robot”), ริซ อาห์เมด (“Nightcrawler,” “Jason Bourne”) และนักแสดงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ฟอเรส วิธเทเกอร์ (“The Last King of Scotland,” “The Butler”) นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้ต้อนรับสองดาราใหญ่จากจีน ดอนนี่ เยน (“Ip Man,” “Blade II”) และเจียง เหวิน (“Let the Bullets Fly,” “The Sun Also Rises”) อีกด้วย

    ในการสร้างลุคร่วมสมัยที่โดดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ เอ็ดเวิร์ดส์ได้เลือกผู้กำกับภาพผู้ได้รับการยกย่อง เกร็ก เฟรเซอร์ ผู้ร่วมมือกับซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ เจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด นีล คอร์บูลด์ (“Black Hawk Down,” “Saving Private Ryan”) ดั๊ก เชียง ผู้คร่ำหวดในโลกของ Star Wars (Star Wars Episodes I และ II, “Forrest Gump”) และนีล ลามอนท์ (ผู้ควบคุมผู้กำกับศิลป์ใน The Force Awakens และแฟรนไชส์ “Harry Potter”) ร่วมมือกันในฐานะผู้ออกแบบงานสร้าง โดยที่นีล สแกนแลน (“Prometheus”) กลับมารับหน้าที่ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายเอฟเฟ็กต์สิ่งมีชีวิตอีกครั้ง หลังจากที่เพิ่งคว้ารางวัลบาฟตา มาได้จากผลงานของเขาในภาพยนตร์เรื่อง Star Wars: The Force Awakens ทีมงานสำคัญคนอื่นๆ รวมถึงผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เดฟ ครอสแมน (ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายเครื่องแต่งกายใน The Force Awakens และแฟรนไชส์ “Harry Potter”) และกลิน ดิลลอน (The Force Awakens และ นักวาดภาพคอนเซ็ปต์เครื่องแต่งกายใน “Kingsman: The Secret Service”) รวมถึงผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ ร็อบ อินช์ (The Force Awakens, “World War Z”)

    วิสัยทัศน์ของผู้กำกับ

    ก่อนที่ผู้กำกับแกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์จะสามารถโฟกัสไปที่งานสำคัญในการคัดเลือกนักแสดงของเรื่องได้ เขาจะต้องถอยหลังกลับและคิดหาคำตอบว่าเขาจะสร้างเอกลักษณ์ให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ภายในจักรวาลของ Star Wars และทำให้มันยืนหยัดได้ในฐานะภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง

    ในการนี้ เอ็ดเวิร์ดส์รู้สึกว่าเขาจะต้องวิเคราะห์ทุกอย่างที่เขารู้จักเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้และล้วงลึกเข้าไปในองค์ประกอบต่างๆ จนถึงรายละเอียดที่เล็กที่สุด เพื่อหาคำตอบว่าสุดท้ายแล้วอะไรที่ทำให้ภาพยนตร์ Star Wars สร้างความรู้สึกแบบนั้นได้ และที่สำคัญไม่แพ้กันคือเขาจะทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้แปลกใหม่และน่าตื่นเต้นได้ยังไง

    แคธลีน เคนเนดี้ ให้การสนับสนุนความปรารถนาของเอ็ดเวิร์ดส์ที่จะทดลองและสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างเต็มที่ “ตำนาน Star Wars มีความรับผิดชอบในการรักษาความต่อเนื่องในเรื่องของโทนและสไตล์เอาไว้ค่ะ เช่นแผงตัวอักษรในตอนเริ่มต้นเรื่องหรือวิธีการเปลี่ยนฉากแบบกวาดภาพ แต่สำหรับหนังสแตนด์อโลน เราได้ผ่อนคลายกฎพวกนั้นบางอย่างเพื่อที่เราจะสามารถทดลองในเรื่องของโทนและสไตล์ที่แตกต่างจากสิ่งที่เราได้เห็นมานิดๆ และน่าตื่นเต้นน่ะค่ะ”

    นอกจากนั้น เอ็ดเวิร์ดส์ยังอยากจะทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ของเขาให้ความรู้สึกสมจริงยิ่งขึ้นและทำให้ “Rogue One” มีความดิบสมจริงในแบบที่คล้ายกับสไตล์การถ่ายทำของเขาใน “Monsters” ด้วย “สิ่งที่ผมต้องการทำคือการทำให้ ‘Rogue One’ เป็นธรรมชาติมากขึ้น สมจริง และมีความไหลลื่นมากขึ้นอีกนิด ทำให้มันให้ความรู้สึกเหมือนโลกจริงๆ มากขึ้น นี่เป็นช่วงเวลาที่ไม่มีเจได ไม่มีพระเจ้ามาช่วยคนที่อยู่ภายใต้ภัยคุกคามใหญ่หลวงนี้ครับ” ผู้กำกับอธิบาย

    การคัดเลือกนักแสดง

    ทีมผู้สร้างได้เลือกหนึ่งในนักแสดงสาวที่มีพรสวรรค์สูงสุดของอังกฤษ เฟลิซิตี้ โจนส์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ให้รับบท จิน เออร์โซ ตัวเอกของเรื่อง หญิงสาวหัวรั้น หุนหันพลันแล่น ผู้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มพันธมิตรกบฏและเป็นผู้ลงมือปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายครั้งนี้

    โจนส์ให้ความเห็นเกี่ยวกับตัวละครของเธอว่า “ฉันอยากให้จินมีความเป็นมนุษย์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไป เธอแข็งแกร่งเมื่อยามจำเป็น เธอมีความมุ่งมั่นอย่างเหลือเชื่อและเธอก็ต้องเข้มแข็งแม้ในตอนที่เธอไม่ได้รู้สึกแบบนั้นก็ตาม แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีความเปราะบางอย่างยิ่งด้วยค่ะ”

    สำหรับบท แคสเซี่ยน แอนดอร์ เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของกลุ่มพันธมิตร ผู้ได้รับการนับถือ ต้องอาศัยนักแสดงที่มีพรสวรรค์และประสบการณ์ชนิดหาตัวจับยาก คนที่จะสามารถถ่ายทอดความเฉลียวฉลาด ความแข็งแกร่งและความมุ่งมั่น พร้อมกับความเปราะบางได้ และนักแสดงคนนั้นคือดิเอโก ลูน่า

    ลูน่ากล่าวถึงประสบการณ์ของเขาในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “หนังเรื่องนี้มีหลายเลเยอร์ครับ มันมีช่วงเวลาที่ลึกซึ้ง ดรามาและต้องอาศัยความใส่ใจอย่างมากในฐานะนักแสดง แล้วก็มีบางฉากที่สนุก และเหมือนกับการออกแบบท่าทาง คุณจะสนุกเพลิดเพลินไปกับจังหวะของมันครับ”

    เชอร์รุท อิมเว เป็นนักบวชตาบอด ผู้เป็นนักรบผู้เก่งกาจและชำนาญการศึก ทีมผู้สร้างเลือกดอนนี่ เยน ผู้เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้และหนึ่งในนักแสดงที่ได้รับความนิยมสูงสุดและได้รับการเคารพสูงสุดของจีน ให้มารับบทนี้

    “ดอนนี่ เยน มีความเฉลียวฉลาดอย่างมากเหมือนกับตัวละครของเขาและเขาก็มีอารมณ์ขันเป็นเยี่ยมด้วยค่ะ” ผู้อำนวยการสร้างอัลลิสัน เชียร์เมอร์กล่าว “เขามีเซนส์ด้านศิลปะและการแสดง ที่บอกเราถึงตัวตนของเขาได้เป็นอย่างดี ตัวเยนและเชอร์รุทมีทั้งความสง่างาม ความกล้าหาญและความสูงส่งค่ะ”

    เบซ มัลบัส ทหารหนุ่มผู้โตมากับเชอร์รุทและจะติดตามเพื่อนรักของเขาไปทุกหนทุกแห่ง เจียง เหวิน หนึ่งในดาราดังของจีน เป็นนักแสดงที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับการประกบคู่กับเชอร์รุท ที่รับบทโดยเยน และเป็นตัวเลือกที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับบท เบซ เจียง เหวิน พูดถึงตัวละครของเขาว่า “ที่สุดแล้ว เขาเป็นคนที่มีจิตใจงดงาม เขาซื่อสัตย์และภักดีกับเชอร์รุท เพื่อนของเขามากๆ และเพื่อนของเชอร์รุทก็คือเพื่อนของเขาครับ”

    โบดิ รุค เป็นนักบินขนส่งสินค้า ผู้ทำงานให้กับจักรวรรดิ แต่เขาก็เปลี่ยนข้างเมื่อเผชิญกับความจริงอันโหดร้าย ริซ อาห์เมด ผู้รับบท โบดิ พูดถึงตัวละครของเขาว่า “กาเร็ธพูดถึงโบดิว่าเป็นคนในหนังสงครามที่อยู่ผิดที่ ทุกคนในทีมเป็นทหารหรือนักรบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่เขาเป็นคนที่อยู่ที่นั่นโดยบังเอิญแต่ตระหนักว่าเขาจะต้องยืนหยัดและทำให้ตัวเองมีคุณค่า เขาเป็นคนธรรมดา ที่ผู้ชมสามารถเข้าถึงได้ครับ”

    “Rogue One” มีหุ่นยนต์ที่สร้างสรรค์และมีการออกแบบอย่างโดดเด่นของตัวเองในรูปแบบของ เค-ทูเอสโอ ทหารรักษาการณ์ที่ถูกป้อนโปรแกรมใหม่และในตอนนี้จงรักภักดีกับกลุ่มพันธมิตร เค-ทูเอสโอ เจ้าของร่างเจ็ดฟุตหนึ่งนิ้ว รับบทโดย อลัน ทูดิกค์ ผู้นำจังหวะและรูปแบบการแสดงตลกของเขามาสู่การเนรมิตชีวิตให้กับหุ่นยนต์ตัวนี้ด้วยเทคนิคโมชัน แคปเจอร์

    “อลันเป็นเหมือนนักแสดงตลกฝีมือเยี่ยมทุกคนตรงที่ว่า แม้ว่าเขาจะตลกแค่ไหน แต่เขาก็ยังสั่นคลอนหัวใจคุณด้วยครับ” แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์กล่าว “เราไม่อยากให้เคทูเป็นแค่ตัวตลกคลายเครียด มันมีอะไรบางอย่างที่น่าเศร้าเกี่ยวกับการที่เขาพยายามจะหาที่ทางของตัวเองในโลกใบนี้ มันมีช่วงเวลาตลกขบขันก็จริง แต่อลันมอบจิตวิญญาณให้กับเขาครับ”

    ซอว์ เกอร์เรร่าอาจจะเป็นตัวละครที่ซับซ้อนที่สุดในเรื่องนี้และแน่นอนว่าเขาไม่เหมือนกับตัวละครคนอื่นๆ ที่เราเคยเห็นในจักรวาลของ Star Wars มาก่อนด้วย ซอว์ ผู้ปรากฏตัวครั้งแรกในซีรีส์อนิเมชันเรื่อง “Star Wars: The Clone Wars” เป็นกบฏนอกกฎหมาย ผู้เชื่อว่าจักรวรรดิจะต้องถูกล้มล้างให้ได้ แต่มันต้องแลกมาด้วยอะไรล่ะ? มันเป็นเรื่องที่ยอมรับได้มั้ยกับการเสียสละชีวิตผู้บริสุทธิ์เพื่อส่วนรวม หรือว่ามันจะทำให้เขาเป็นคนผิดเหมือนกับพวกที่เขาต่อต้านกันล่ะ สำหรับบทซอว์ เกอร์เรร่า เอ็ดเวิร์ดส์เลือกนักแสดงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ฟอเรส วิธเทเกอร์ “ซอว์เป็นคนที่ชัดเจนในสิ่งที่เขาเชื่อครับ” วิธเทเกอร์พูดถึงตัวละครของเขา “เขาเต็มใจทำในสิ่งที่เขาคิดว่าจำเป็นเพื่อช่วยเหลือผู้คนครับ”

    เกเลน เออร์โซ รับบทโดย แมดส์ มิคเคลเซ่น เป็นพ่อของจินและเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่อง มิคเคลเซ่น พูดถึงการได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Star Wars ว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตำนานแห่งโลกภาพยนตร์เรื่องนี้ สิ่งที่น่าสนใจมากๆ สำหรับผมเกี่ยวกับ Star Wars คือมันมีความเป็นมนุษย์มากทีเดียว แม้ว่าเราจะมีทั้งหุ่นยนต์และสิ่งมีชีวิตหลากหลายประเภทที่ดูแตกต่างจากมนุษย์มากๆ ก็ตาม”

    ผู้บังคับการ เครนนิค มีบทบาทสำคัญในโลก Star Wars เขาเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังการสร้างเดธ สตาร์ อาวุธที่เขารู้ว่าจะทำให้จักรวรรดิสามารถควบคุมจักรวาลแห่งนี้ได้ด้วยความกลัว เบน เมนเดลสัน รับบทตัวละครที่ร้ายกาจตัวนี้

    แคธลีน เคนเนดี้ ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเลือกเมนเดลสันว่า “เบน เมนเดลสันเป็นหนึ่งในนักแสดงคนแรกๆ ที่แกเร็ธ [เอ็ดเวิร์ดส์] พูดถึงสำหรับบทเครนนิค เขาเป็นคนขี้วิตกแต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มีความเป็นเด็กอยู่ในตัวด้วย เขาเป็นคนที่คาดเดาไม่ได้มากๆ และฉันคิดว่าการหาผู้ร้ายที่จะมาประกบคู่กับดาร์ธ เวเดอร์เป็นความท้าทายจริงๆ แต่เบนได้สร้างตัวละครที่น่าทึ่งตัวนี้ ที่คุณไม่สามารถละสายตาไปได้เลยขึ้นมาค่ะ”

    การสร้าง “ROGUE ONE”

    นีล สแกนแลน ผู้ได้รับรางวัลบาฟตา อวอร์ดและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดจากผลงานของเขาใน Star Wars: The Force Awakens กลับมารับผิดชอบหน้าที่ในการสร้างสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในโลกของ “Rogue One” อีกครั้ง

    แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ได้ให้อิสระและโอกาสกับสแกนแลนและทีมงานของเขาในการพัฒนาตัวละครขึ้นมาในรูปแบบใหม่ เขาอยากให้ตัวละครมีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาขึ้นได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ผลที่ได้คือสิ่งมีชีวิตที่ถูกปฏิบัติเช่นเดียวกับนักแสดงคนอื่นๆ ในฉาก ถึงขั้นที่ว่าสแกนแลนขอให้ทีมช่างทำผมและเมคอัพเพิ่มเติมฝุ่น คราบ เหงื่อและรอยมันเข้าไปในสิ่งมีชีวิตพวกนี้ เหมือนกับที่พวกเขาทำกับนักแสดงคนอื่นๆ

    ด้วยความที่เขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลระดับแนวหน้าของโลกด้านวิชวล เอฟเฟ็กต์ ผู้ควบคุมงานสร้างจอห์น นอลล์จึงสามารถใส่เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นเข้าไปในการถ่ายทำ “Rogue One” ได้ นอลล์ได้นำวิชวล เอฟเฟ็กต์แบบเรียลไทม์มาใช้ในกองถ่าย เพื่อให้เอ็ดเวิร์ดส์สามารถจินตนาการได้ว่าโลกที่สมบูรณ์จะออกมาเป็นอย่างไรระหว่างที่เขาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่จริงๆ วิชวล เอฟเฟ็กต์แบบเรียลไทม์จะสร้างสภาพแวดล้อมขึ้นมาบนหน้าจอให้เอ็ดเวิร์ดส์ได้ดูระหว่างที่นักแสดงแสดงฉากนั้นๆ อยู่

    นอกจากนี้ นอลล์ยังได้ใช้เทคนิคใหม่ในตอนถ่ายทำภายในของยานอวกาศระหว่างที่พวกเขาต้องรับมือกับการโจมตีของฝ่ายจักรวรรดิ แต่ก่อน แม้ว่าตัวยานอาจจะถูกตั้งอยู่บนฐานทรงกลมเพื่อจำลองการเคลื่อนไหว และภายนอกมักจะใช้บลูหรือกรีนสกรีน แต่นอลล์และทีมงานก็ได้สร้างจอ LED ทรงโค้งขนาดใหญ่ ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 ฟุต และมีฐานตรงกลางสูง 20 ฟุต พร้อมกับมีการฉายภาพต่างๆ บนจอดังกล่าว วิธีการนี้ทำให้พวกเขาสามารถเพิ่มเติมเลเซอร์ที่จะถูกยิงกระหน่ำท่ามกลางสงครามอวกาศได้ ซึ่งเป็นการสร้างลุคที่สมจริงอย่างยิ่ง

    การถ่ายทำ ”Rogue One” เกิดขึ้นที่ไพน์วู้ด สตูดิโอส์เป็นหลักเช่นเคย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เป็นไปได้ เอ็ดเวิร์ดส์ก็ได้สร้างฉากขึ้นในโลเกชันจริงๆ ทั้งในอังกฤษ และสถานที่ไกลโพ้นอย่างไอซ์แลนด์ จอร์แดนและมัลดีฟส์ ตัวอย่างของฉากที่ถูกสร้างขึ้นมาจริงๆ รวมถึงฐานทัพของกบฏบนดาวยาวิน 4 ซึ่งเป็นฉากขนาดมหึมาที่มีความยาว 350 ฟุต กว้าง 200 ฟุต และฉากเดธ สตาร์ ที่กว้าง 58 ฟุต และสูง 21 ฟุต ที่ถูกจำลองขึ้นมาอย่างประณีตบรรจงจากการค้นคว้าข้อมูลและภาพถ่าย
    “Rogue One: A Star Wars Story” มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 15 ธันวาคม ปี 2016

    เกร็ดน่ารู้

    • “Rogue One: A Star Wars Story” เป็นภาคแรกในซีรีส์ภาพยนตร์เรื่องเดี่ยว ที่กำลังถูกสร้างขึ้นเพื่อเติมเต็มตำนานหน้าใหม่ของ Star Wars และเปิดโอกาสให้ทีมผู้สร้างได้สำรวจจักรวาลแห่งนี้และได้ทดลองกับสไตล์และวิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่างกันออกไป

    • “Rogue One” เป็นการกลับมาของตัวละครหลายตัวที่แฟนๆ คุ้นหน้าคุ้นตากันดี รวมถึงหัวหน้าสภากลุ่มปฏิวัติ มอน มอธมา ที่รับบทโดยเจเนเวียฟ โอ’ ไรลีย์ อีกครั้งหนึ่ง

    • ในการสร้างลุคและความรู้สึกที่พวกเขาต้องการสำหรับ “Rogue One” ผู้กำกับแกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์และผู้กำกับภาพเกร็ก เฟรเซอร์ ได้กลับไปใช้เลนส์กล้องแบบยุค 70s อีกครั้งหนึ่ง และผสมผสานมันเข้ากับเทคโนโลยีดิจิตอลสมัยใหม่

    • ในการสร้างลุคของตัวละครจิน เออร์โซสำหรับนักแสดงสาวเฟลิซิตี้ โจนส์ ทีมผู้สร้างได้รับอิทธิพลจากนักสู้หญิงเพื่ออิสรภาพชาวเคิร์ดและความเป็นญี่ปุ่น เสื้อด้านในของจินก็มีพื้นฐานการออกแบบแบบญี่ปุ่น

    • การสร้าง เค-ทูเอสโอ หุ่นยนต์รุ่นใหม่ ที่มีการแสดงผ่านเพอร์ฟอร์แมนซ์ แคปเจอร์และพากย์เสียงโดยอลัน ทูดิกค์ ต้อง
    อาศัยทักษะที่ผสมผสานกันของทีมงานที่อินดัสเทรียล ไลท์ แอนด์ เมจิค (ไอแอลเอ็ม) และนีล สแกนแลน และทีมงาน
    ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งมีชีวิตและหุ่นยนต์ เค-ทูเอสโอ ถูกสร้างขึ้นมาเป็นตัวแบบขนาดเท่าตัวจริงก่อนด้วยฝีมือทีมงานของสแกนแลน ก่อนที่จะถูกสร้างขึ้นภายหลังด้วยวิชวล เอฟเฟ็กต์

    • การจำลองลุคของดาร์ธ เวเดอร์ขึ้นมาเป็นความท้าทายสำหรับผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย กลิน ดิลลอนนและเดวิด ครอสแมน เพราะใน Star Wars แต่ละภาค จะมีความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในเครื่องแต่งกายของวายร้ายคนนี้ ยกตัวอย่างเช่น หมวกเกราะที่เวเดอร์สวมใน The Empire Strikes Back จะมีความเงาวาวกว่าในภาคก่อนหน้านั้น แต่หลังจากการปรึกษาหารือกัน ผู้กำกับก็ตัดสินใจว่าเขาชื่นชอบเวอร์ชันสีด้านอย่างที่ปรากฏใน A New Hope มากกว่า ผลก็คือการจำลองลุคของเวเดอร์ขึ้นอย่างตรงไปตรงมา โดยที่กล่องที่เข็มขัดของเวเดอร์จะตรงกับที่ปรากฏใน A New Hope แม้กระทั่งรอยขีดข่วนเล็กๆ และกล่องตรงหน้าอกก็จะเป็นไม้ทาสี ที่มีกระดุมติดเหมือนเดิม

    • นอกเหนือไปจากกลุ่มสตอร์มทรูปเปอร์ ที่โด่งดังแล้ว ผู้กำกับแกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ยังต้องการให้แฟนๆ ได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ที่น่าหวั่นเกรงด้วย นั่นเองจึงเป็นต้นกำเนิดของเดธ ทรูปเปอร์ พวกเดธ ทรูปเปอร์เป็นแบบดีไซน์ใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อ “Rogue One” โดยเฉพาะ พวกเขาเป็นกลุ่มนักสู้ชั้นสูงที่สวมชุดสีดำ ในขณะที่ชุดของสตอร์มทรูปเปอร์จะถูกสร้างขึ้นสำหรับทุกคนที่มีความสูงเกินกว่าห้าฟุตเก้านิ้ว เดธ ทรูปเปอร์ ผู้น่าสะพรึงกลัวแต่ละคนจะมีความสูงเกินกว่าหกฟุตทั้งนั้น

    • ผู้กำกับอยากให้สิ่งมีชีวิตใน “Rogue One” มีความเป็นธรรมชาติและเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้จริงๆ ในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว สิ่งมีชีวิตต่างๆ จึงถูกปฏิบัติราวกับเป็นนักแสดงในฉากด้วย ถึงขั้นที่ว่าทีมงานช่างผมและเมคอัพได้เพิ่มฝุ่น คราบ เหงื่อและรอยเปื้อนให้กับพวกเขา เหมือนกับที่เพิ่มให้กับนักแสดงคนอื่นๆ ด้วย

    • ฉากหนึ่งที่แฟนๆ จะคุ้นตากันดีคือฐานทัพของฝ่ายกบฏบนดาวยาวิน 4 ที่เราได้เห็นครั้งแรกใน Star Wars: A New Hope แต่ในขณะที่ลูคัสสามารถสร้างฐานทัพของฝ่ายกบฏได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ด้วยเหตุผลด้านงบประมาณ และอาศัยการทาสีเพื่อสร้างภาพลวงตาในเรื่องขนาด กองถ่าย “Rogue One” สามารถสร้างฐานทัพนั้นขึ้นมาได้ทั้งหมด นอกเหนือจากนั้น พวกเขายังสามารถไปเยือนโลเกชันเดิมที่ใช้ถ่ายทำฉากดาวยาวิน 4 ซึ่งก็คือสนามบินคาร์ดิงตันในอังกฤษได้ด้วย โรงเก็บเครื่องบินขนาดมหึมาทำให้ผู้ออกแบบงานสร้างมีโอกาสได้สร้างดาวยาวิน 4 ขึ้นมาจริงๆ ฉากที่เสร็จสมบูรณ์มีความยาวประมาณ 350 ฟุตและกว้าง 200 ฟุต

    • ฉากโรงเก็บยานบินบนดาวยาวิน 4 ถูกตกแต่งรอบด้าน แม้กระทั่งทีมงานก็ยังต้องสวมเครื่องแต่งกาย ฉากเจดาห์ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน และทีมผู้สร้างก็ถ่ายทำที่โลเกชันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อรักษาความสมจริงให้กับเรื่องและทำตามวิสัยทัศน์ของผู้กำกับแกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ แม้กระทั่งตอนที่จำเป็นต้องใช้บลูสกรีน ทีมงานก็ได้สร้างส่วนต่างๆ ของฉากขึ้นมาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่พวกเขาจะได้มีสิ่งอ้างอิงจริงๆ ในการช่วยบ่งบอกได้ว่าวิชวล เอฟเฟ็กต์ควรจะมีลุคและให้ความรู้สึกอย่างไร

    • สำหรับแรงบันดาลใจเบื้องหลังการสร้างนครศักดิ์สิทธิ์แห่งเจดาห์ ผู้ออกแบบงานสร้างได้มองไปที่เมืองเก่าแก่อย่างเยรูซาเล็มและป้อมปราการในทะเลทรายมาซาดาในประเทศอิสราเอล อีกหนึ่งอิทธิพลสำคัญในการสร้างเจดาห์คือกรุงปารีสระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

    • ด้วยเส้นขอบฟ้าที่เห็นได้ชัดเจนและความเข้าถึงได้ง่าย สนามบินโบวิงดัน ซึ่งเป็นฐานทัพเก่าของกองทัพอากาศ ที่ถูกทิ้งร้างไปเกือบครึ่งศตวรรษ เป็นสถานที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับการจำลองมัลดีฟส์ขึ้นมา สิ่งที่ขาดไปมีเพียงแค่ทรายและต้นปาล์ม ดังนั้น ทีมผู้สร้างจึงได้สั่งทราย 2,000 ตันและนำเข้าต้นปาล์มกว่า 60 ต้นจากสเปน รวมถึงพันธุ์ไม้ต่างๆ จากประเทศอังกฤษด้วย นอกจากนั้น พวกเขายังสร้างชายหาดและใช้น้ำรีไซเคิลจากแทงค์น้ำที่ไพน์วู้ดเพื่อไม่ให้เกิดความสิ้นเปลือง ตามความเป็นจริงแล้ว แผนกศิลป์ได้รีไซเคิลน้ำกว่า 211,000 แกลลอนเข้าสู่แทงค์น้ำขนาดใหญ่ที่มีขนาด 200×100 ฟุตด้วย

    • ในตอนที่ฉากมัลดีฟส์ที่สนามบินโบวิงดันเสร็จสมบูรณ์ มันก็มีขนาดกว้างใหญ่ถึง 700×500 ฟุต หรือประมาณแปดเอเคอร์ ภายหลัง ทีมงานกลุ่มเล็กๆ ได้ไปถ่ายทำที่มัลดีฟส์ด้วยเช่นกัน

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *