Sex Tape | เซ็กส์เทป เทปเอ็กซ์เซ็กส์ว้าวุ่น

Sex Tape | เซ็กส์เทป เทปเอ็กซ์เซ็กส์ว้าวุ่น

  • Genres:Comedy
    Running Time: 1 hour 34 minutes
    Release Date:July 18, 2014
    MPAA Rating:R for strong sexual content, nudity, language and some drug use
    Distributors:Sony Pictures Entertainment
    Starring: Jason Segel, Cameron Diaz, Jack Black
    Directed by:Jake Kasdan

    ข้อมูลงานสร้าง
    เจย์ (เจสัน ซีเกล) และแอนนี (คาเมรอน ดิแอซ) เป็นคู่สามีภรรยาที่รักกันหวานชื่น แต่เวลาสิบปีและลูกสองคนทำให้ความไฟรักของพวกเขาไม่เร่าร้อนเหมือนเก่า ในการปลุกไฟพิศวาสให้ลุกโชนอีกครั้ง พวกเขาตัดสินใจที่จะถ่ายวิดีโอขณะพวกเขากำลังทดลองทุกท่วงท่าลีลาในหนังสือคู่มือเซ็กส์สุขสมเป็นเวลาสามชั่วโมงต่อเนื่อง มันดูเหมือนเป็นไอเดียที่เข้าท่าอยู่หรอก จนกระทั่งพวกเขาค้นพบว่าวิดีโอลับสุดยอดของพวกเขาถูกเผยแพร่ออกไปเสียแล้ว ความตื่นตระหนกเป็นจุดเริ่มต้นให้พวกเขาออกผจญภัยยามค่ำคืน เพื่อเสาะหาเบาะแส ชักนำเพื่อนฝูง หลอกลวงเจ้านายของแอนนี ทั้งหมดนี้เพื่อกอบกู้วิดีโอ ชื่อเสียง สติสัมปชัญญะ และที่สำคัญที่สุด ก็คือชีวิตคู่ของพวกเขาเองนั่นแหละ

    โคลัมเบีย พิคเจอร์ส ร่วมกับเอ็มอาร์ซี และแอลสตาร์ แคปิตัล ภูมิใจเสนอผลงานสร้างโดยเอสเคพ อาร์ติสท์ ภาพยนตร์โดยเจค คัสแดน Sex Tape นำแสดงโดยคาเมรอน ดิแอซ, เจสัน ซีเกล, ร็อบ คอร์ดดราย, เอลลี เคมเปอร์และร็อบ โลว์ กำกับโดยเจค คัสแดน อำนวยการสร้างโดยท็อดด์ แบล็ค, เจสัน บลูเมนธัลและสตีฟ ทิสช์ บทภาพยนตร์โดยเคท แองเจโลและเจสัน ซีเกล ร่วมด้วยนิโคลัส สโตลเลอร์ เรื่องราวโดยเคท แองเจโล ควบคุมงานสร้างโดยเดวิด เฮาส์โฮลเตอร์, เจสัน ซีเกล, เจค คัสแดน, เดวิด บลูมฟิลด์และเบน ไวส์เบรน ผู้กำกับภาพคือทิม ซูห์สเตดท์, เอเอสซี ออกแบบงานสร้างโดยเจฟเฟอร์สัน เซจ ลำดับภาพโดยทารา ทิมโพน, เอ.ซี.อี. ออกแบบเครื่องแต่งกายโดยเด็บบรา แม็คไกวร์ ดนตรีโดยไมเคิล แอนดรูว์ส ควบคุมดนตรีโดยมานิช ราวัลและทอม วูลฟ์

    เกี่ยวกับภาพยนตร์
    “แอนนีและเจย์เป็นคู่สามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันมาสิบปีแล้ว พวกเขามีลูกสองคน และพบว่าตัวเองเดินมาถึงจุดหนึ่งในความสัมพันธ์ที่พวกเขาไม่ได้พยายามอย่างดีที่สุดที่จะประคับประคองมันให้อยู่รอด พวกเขามีชีวิตคู่ที่เปี่ยมสุขก็จริง แต่ก็เหมือนกับหลายๆ คู่ พวกเขาไม่มีเวลาจะมีเซ็กส์กันเลยน่ะค่ะ” คาเมรอน ดิแอซ ผู้กลับมาแสดงประกบเจสัน ซีเกล เพื่อนร่วมแสดงจาก Bad Teacher อีกครั้งในคอเมดีสุดฮาเรื่องใหม่ Sex Tape กล่าว “แอนนีก็เลยปิ๊งไอเดียที่ว่า มาอัดวิดีโอเซ็กส์กันดีกว่า มันคงจะน่าตื่นเต้นและสนุกดี แล้วเราค่อยลบมันทีหลัง น่ะค่ะ”

    “พวกเขาใช้ iPad ถ่ายวิดีโอไว้เพื่อดูซักครั้งแล้วค่อยลบมันทิ้ง” ซีเกลบอก “แต่เจย์ไม่ได้ลบมันในทันที แล้วระบบคลาวด์ก็ทำงานผิดพลาดจากการใช้ app ใหม่ของเจย์ ตอนนี้ก็เลยมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ควรจะได้วิดีโอเซ็กส์นี้แต่ดันได้มันไปน่ะครับ”

    นั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นของค่ำคืนแห่งการผจญภัยเมื่อแอนนีและเจย์พยายามจะส่งวิดีโอนี้ลงถังขยะที่ที่มันคู่ควร แต่ท่ามกลางความตึงเครียดของการวิ่งวุ่นนี้เอง ความจริงของความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็จะถูกเปิดเผยออกมา “หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับความท้าทายของชีวิตคู่ และการพยายามทำให้มันซู่ซ่าค่ะ” ดิแอซกล่าวต่อ “การทำวิดีโอเซ็กส์นั่นหลุดไปเป็นสิ่งที่อาจจะทำให้ความสัมพันธ์พวกเขาจบเห่ แต่มันกลับทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาแน่นแฟ้นขึ้น ทำให้พวกเขานึกได้ว่าพวกเขาเคยเป็นทีมเดียวกันมากแค่ไหนน่ะค่ะ”

    “เจย์และแอนนีทำการตัดสินใจที่น่าฉงนนิดๆ แต่ก็หวังว่าคุณจะเข้าใจได้ว่าทำไมพวกเขาถึงทำแบบนั้น” เจค คัสแดน ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าว “มีบางอย่างเกี่ยวกับคาเมรอนและเจสันที่ทำให้เรื่องนี้เข้าถึงได้ คุณจะสามารถเอาตัวเองไปแทนที่พวกเขาได้ครับ พวกเขาเป็นนักแสดงที่มีเสน่ห์และเข้าถึงได้อย่างมาก และพวกเขาก็ทำให้ชีวิตคู่ดูดีด้วย”

    ไอเดียสำหรับ Sex Tape เริ่มต้นขึ้นในออฟฟิศของผู้อำนวยการสร้างท็อดด์ แบล็คและเจสัน บลูเมนธัล ระหว่างการพบกับมือเขียนบท เคท แองเจโล หลังจากได้ร่วมงานกับแองเจโลในภาพยนตร์เรื่อง The Back-up Plan พวกเขาก็อยากจะร่วมงานกับแองเจโลอีกครั้ง ดังนั้น เธอก็เลยเข้ามาเพื่อคุยถึงไอเดียที่เป็นไปได้ต่างๆ “เราคิดไอเดียขึ้นมา แล้วเธอก็คิดไอเดียมา จากนั้น เจสันก็สงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคู่สามีภรรยาธรรมดาๆ อัดวิดีโอเทปการมีเซ็กส์ของพวกเขา แล้วพอตื่นเช้าขึ้นมา เทปนั้นก็หายไปน่ะครับ” แบล็คเล่า “ผมอ้าปากค้าง เคทก็อ้าปากค้าง แล้วเจสันก็นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ กลายเป็นว่าเรานั่งอยู่ในออฟฟิศของผมอีกหลายชั่วโมง เพื่อต่อยอดคอนเซ็ปต์ยอดเยี่ยมนี้น่ะครับ”

    สิ่งที่รวมกันเป็นไอเดียหนึ่งเดียวนี้คือเรื่องที่อาจเป็นได้ทั้งเซ็กส์คอเมดีแสบซ่าส์และโรแมนติกคอเมดีอบอุ่นหัวใจในขณะเดียวกัน “เรารู้ว่าเรามีเรื่องราวพิเศษในทันที คู่สามีภรรยาที่ยังรักกันหวานชื่น ที่ตัดสินใจลองสิ่งที่ท้าทาย แต่ก็เกิดเรื่องอลหม่านขึ้นน่ะครับ” บลูเมนธัลกล่าว “อะไรจะน่าพึงพอใจกว่าการได้ดูหนังเกี่ยวกับสามีภรรยาที่ถูกบีบให้ต้องผจญภัยสุดท้าทาย โดยเฉพาะการผจญภัยเพื่อยึดวิดีโอเซ็กส์ลับสุดยอดของพวกเขา และตกหลุมรักกันและกันมากขึ้นอีกล่ะครับ”

    “สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการอำนวยการสร้าง Risky Business ในต้นยุค 80s” ผู้อำนวยการสร้างสตีฟ ทิสช์กล่าว “คือคุณไม่สามารถมองข้ามผู้ชมได้ พวกเขาฉลาดและรู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร จอห์น แอฟเน็ต คู่หูอำนวยการสร้างของผมในตอนนั้น, มือเขียนบท/ผู้กำกับพอล บริคแมนและผมคิดกันว่า ‘มานำเสนอสิ่งที่เฉียบคมกว่าให้กับผู้ชมด้วยตัวละครที่ซับซ้อน และพล็อตที่ไม่ได้มีมิติเดียวดีกว่า ว่าจะเป็นยังไงบ้าง’ ผมคิดว่าเราก็ทำแบบเดียวกันกับ Sex Tape ครับ”

    แองเจโล เจ้าของผลงานซีรีส์ “Will and Grace” และ “Becker” กล่าวว่า “การเขียนบท ‘Sex Tape’ อาจจะเป็นงานที่สนุกที่สุดเท่าที่ฉันเคยเขียนบทมาเลยก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไอเดียของการอัดวิดีโอเซ็กส์ ก่อนจะทำมันหายไป เป็นอะไรที่ฮาและชวนสยองจริงๆ มันเป็นนตัวที่ขับเคลื่อนเรื่องราวไปข้างหน้า กุญแจสำคัญคือการสร้างคู่สามีภรรยาที่สมจริงและทำให้ชีวิตคู่ของพวกเขาเข้าถึงได้ คำตลกหยาบโลนในหนังเรื่องนี้เวิร์คเพราะถ้าคุณรักคู่รักคู่นี้และเข้าใจพวกเขา คุณจะเอาใจช่วยพวกเขาตลอดค่ะ”

    “ฉันคิดว่าทุกคนที่แต่งงานมาแล้วซักพักและมีลูกเล็กๆ จะเข้าใจถึงความรู้สึกที่ไฟรักเริ่มอ่อนแรงลง (ที่รัก ถ้าคุณอ่านตรงนี้อยู่ ก็ขอโทษด้วยนะ)” แองเจโลกล่าวต่อ “ฉันชอบไอเดียของการพยายามจะทำให้ไฟรักนั้นลุกโชนขึ้นหม่ด้วยค่ำคืนของแรงปรารถนาโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง การอัดวิดีโอเซ็กส์อย่างไม่คิดอะไร ก่อนจะตื่นขึ้นมาแล้วพบว่ามันหายไป สิ่งที่น่าแปลกใจคือการผจญภัยสุดฮาและไร้สาระเพื่อไล่ล่าเทปนั้นเองที่ทำให้ความรักของพวกเขากลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ในที่สุด พวกเขาก็รวมใจเป็นหนึ่งเดียวและกลับมาเป็นทีมเดียวกันเหมือนเดิมค่ะ”

    พอแองเจโลได้ส่งดราฟท์แรกของเธอ ผู้อำนวยการสร้างก็รู้ว่าพวกเขาเจอของดีเข้าให้แล้ว “มันเป็นไอเดียเฉียบคมที่มีชื่อเจ๋งๆ และถ้าเราไม่สร้างมันเป็นหนัง คนอื่นก็จะสร้างมันครับ” แบล็คกล่าว

    ในการสร้างโปรเจ็กต์นี้ให้เป็นรูปเป็นร่าง ผู้อำนวยการสร้างได้รวมทีมจาก Bad Teacher ซึ่งประกอบไปด้วยคาเมรอน ดิแอซและเจสัน ซีเกล สองดารานำและผู้กำกับเจค คัสแดน อีกครั้งหนึ่ง ซีเกลจะเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์ดราฟท์ใหม่กับนิโคลัส สโตลเลอร์

    “มันเป็นไอเดียที่ตลกอย่างเหลือเชื่อ” คัสแดนกล่าว “และเป็นไอเดียที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับเจสันและคาเมรอน ซึ่งผมรักการร่วมงานกับทั้งคู่มาก นอกจากนั้น มันยังเป็นโอกาสให้ได้สร้างคอเมดีสุดป่วนเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์จริงๆ เช่นความรัก เซ็กส์และชีวิตคู่ พอผมกับเจสันเริ่มขุดคุ้ยรายละเอียดของมัน ผมก็หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง และผมก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่เราต้องทำครับ”

    คอเมดีเรื่องนี้ยังตรงใจใครหลายๆ คนในตอนที่ความซวยมาเยือนเจย์และแอนนีด้วยความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ กับเทคโนโลยี ที่พวกเขาแทบไม่เข้าใจมันเลยซักนิด “ในหนังเรื่องนี้ เจย์ทำงานที่สถานีวิทยุ และแต่ละครั้งที่เขาได้ใช้ iPad รุ่นใหม่ เขาก็จะเลิกใช้ iPad เก่าที่มีเพลย์ลิสต์สุดวิเศษของเขาในนั้น iPad พวกนั้นจะเชื่อมต่อกันและกันด้วยระบบคลาวด์ นั่นเองที่ทำให้เรื่องวุ่นๆ เกิดขึ้นครับ” ซีเกลอธิบาย “ผมเป็นคนที่คลั่งเทคโนโลยี หลงใหลในเทคโนโลยี แต่ผมกลัวระบบคลาวด์มาก ไม่มีใครเข้าใจมันซะทีเดียวหรอกครับ ในหนังเรื่องนี้ เราได้ปล่อยมุขที่ว่าเรากลายเป็นวัฒนธรรมคลาวด์มากขึ้นเรื่อยๆ และเราก็พูดเหมือนกับว่ามันเป็นของที่จับต้องได้จริงๆ น่ะครับ”

    “แง่มุมตลกด้านเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ตลกมากๆ สำหรับผมเพราะผมรู้สึกเหมือนว่าผมทำเรื่องพวกนั้นพลาดตลอด” คัสแดนกล่าว “ผมส่งสิ่งต่างๆ ให้ผิดคนประจำ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมคิดว่าผมลบอะไรไปแล้ว แต่มันก็กลับไม่หายไป ผมส่งข้อความหาคนๆ หนึ่งจากอุปกรณ์หนึ่ง แต่มันก็กลับไปโผล่ที่อุปกรณ์อีกชนิดหนึ่ง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่น่าจะทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายขึ้นบางครั้งก็ทำเกินไปหน่อย จนคุณจะรู้สึกเหมือนว่าเครื่องมือพวกนี้กำลังเอาชนะคุณอยู่ ในตอนที่เรากำลังถ่ายทำหนังเรื่องนี้ เราก็พบว่าคนเข้าใจถึงความวิตกนี้เป็นอย่างดี เพราะหลายคนก็เคยเกิดปัญหาจากการซิงค์ข้อมูลหรือการส่งข้อความผิดพลาดน่ะครับ”

    คัสแดนกล่าวว่า การรักษาสมดุลย์ของโทนคอเมดีเป็นความท้าทายที่น่าสนใจ “คอเมดีที่ผมสนใจอาจจะโฉ่งฉ่าง ไร้สาระ และเปิดกว้าง” คัสแดนกล่าว “ในแบบเดียวกับชีวิตคนเรานี่แหละครับ และเรื่องที่ตลกที่สุดสำหรับผมคือเรื่องที่ให้ความรู้สึกสมจริงที่สุด ท้ายที่สุดแล้ว ปัจจัยสำคัญที่สุดคือนักแสดงที่รับบทดังกล่าว และทั้งเจสันและคาเมรอนต่างก็มีความซื่อตรงที่ลึกซึ้งกับสิ่งที่พวกเขาทำน่ะครับ”

    ซีเกลกล่าวว่า ทั้งสามคนมีความคุ้นเคยกันในแบบที่ทำให้โปรเจ็กต์ที่สุ่มเสี่ยงแบบนี้ปลอดภัยและมีความเป็นปกติมากขึ้น “ผมรู้จักเจคมาสิบห้าปีแล้ว เขากำกับตอนไพล็อตของ ‘Freaks and Geeks’ เราก็เลยเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว เราสนุกกันมากใน Bad Teacher มันเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งของผมเลยล่ะครับ การจับเราสองคนมาร่วมงานกับคาเมรอนเป็นเรื่องที่ไม่ต้องคิดนานเลยครับ” ซีเกลกล่าว “มันมีเรื่องที่ส่วนตัวมากๆ ในหนังเรื่องนี้ ที่ผมคิดว่าการที่พวกเรารู้สึกสบายใจเวลาอยู่ด้วยกันทำให้เรามีโอกาสอัพความฮาขึ้นไปอีก ผมโชคดีจริงๆ ที่ได้อยู่ตรงนั้น”

    “ฉันอยากมีโอกาสได้ร่วมงานกับเจคและเจสันอีกครั้งหนึ่งค่ะ” ดิแอซกล่าว “ประสบการณ์ใน Bad Teacher สนุกมาก แต่มันเกิดขึ้นเร็วมาก มันเป็นหนังที่จะต้องถ่ายทำให้เสร็จโดยเร็ว ทำให้ไม่มีเวลาได้เล่นกันเลย หนังเรื่องนี้แตกต่างมากๆ และมันก็เป็นประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวสำหรับเราสามคนเพราะเนื้อหาและอารมณ์ขันของมันน่ะค่ะ”

    แบล็คกล่าวว่า ท้ายที่สุดแล้ว ความเป็นส่วนตัวนั้นก็ส่งผลดีเมื่อคัสแดน, ดิแอซและซีเกลได้ถ่ายทำฉากที่เจย์และแอนนีถ่ายทำเทปของพวกเขา “ก่อนที่เราจะถ่ายทำฉากบันทึกวิดีโอเซ็กส์นั่น ผมวิตกจริงๆ ว่าคาเมรอนกับเจสันจะทุ่มทุนแสดงแค่ไหน เจคจะทุ่มทุนแค่ไหน สตูดิโอจะทุ่มทุนแค่ไหน” ผู้อำนวยการสร้างสารภาพ “มันทำให้ผมวิตกจนนอนไม่หลับ แต่เจคก็กำกับมันได้อย่างสวยงาม คาเมรอนและเจสันยอมทำทุกอย่าง ไม่มีเหตุผลให้ต้องกังวลเลย ฉากนั้นจะโฟกัสกับสิ่งที่ตลกและสิ่งที่เหมาะสมเสมอ ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นโดยไร้เหตุผลครับ”

    “มันฮาสุดๆ เลยค่ะ” ดิแอซพูดถึงการถ่ายทำฉากนั้น “เรื่องที่ตลกที่สุดคือเจคจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของมัน” เธอกล่าวกลั้วหัวเราะ “มันไม่ใช่แค่ฉันกับเจสันเท่านั้น แต่มันเป็นเจสัน ฉันกับเจค เรามีบางช่วงเวลาที่ฉันกับเจสันจะอยู่บนเตียง หรือทำท่าตลกๆ กัน พอเราเงยหน้าขึ้นไป เราก็จะเห็นเจคยืนอยู่เหนือตัวเรา พยายามจะนึกให้ออกว่าช็อตนั้นๆ จะออกมาเป็นยังไง แล้วเราก็จะถามว่า ‘เจค เป็นไงบ้าง’ ดังนั้น ส่วนที่ตลกที่สุดก็คือการที่เราสามคนใช้เวลากันอยู่ตรงนั้น โดยที่ฉันกับเจสันจะกึ่งเปลือย และเจคก็จะอยู่ตรงนั้นกับเรา คอยขอว่า ‘พวกคุณช่วยทำให้มันเร็วขึ้น เร็วขึ้น ช้าลง สูงขึ้น ต่ำลงหน่อยได้มั้ย’ เจคควบคุมท่าเซ็กส์ของเราอย่างเต็มที่เลยค่ะ”

    “มีแค่เราสามคน พยายามคิดช่วงเวลาที่เพี้ยนที่สุดเท่าที่เราจะคิดได้สำหรับวิดีโอเซ็กส์นั่นน่ะครับ” คัสแดนกล่าว “ผมถ่ายทำวิดีโอเซ็กส์เกือบทั้งหมดด้วยตัวเอง โดยใช้กล้องแฮนด์เฮลด์ แทนที่จะใช้ทีมงานเป็นร้อยๆ คน ดังนั้น วิดีโอนี้ก็เลยให้ความรู้สึกแบบถ่ายทำกันเองมากๆ ทั้งคู่แสดงความอิสระ กล้าหาญและตลกอย่างเหลือเชื่อ จนทำให้ผมอึ้ง ไอเดียและความเต็มใจของพวกเขาที่จะทดลองมุขทุกรูปแบบ…แม้แต่ตอนที่ผมดูหนังเรื่องนี้ในตอนนี้ มันยังมีหลายตอนที่ผมไม่อยากจะเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ แต่มันให้ความรู้สึกที่สมจริงมากๆ ในแบบฮาสุดๆ และเยี่ยมยอดสุดๆ น่ะครับ”

    แน่นอนว่าการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นงานที่ท้าทายในเชิงเทคนิคด้ว แต่ผู้กำกับภาพทิม ซูห์สเตดท์ก็กล่าวว่า คัสแดนดูแลทุกอย่างได้ “พรสวรรค์อย่างหนึ่งของเจค” ซูห์สเตด์กล่าว “คือความเต็มใจของเขาในการซักซ้อมฉาก ทำให้นักแสดงคุ้นเคยกับลักษณะการเคลื่อนไหวในฉากนั้นๆ แล้วค่อยเสนอแนะหรือปรับเปลี่ยนมัน พอเขาและนักแสดงพอใจแล้ว ก็จะมีการกำหนดตำแหน่งและการเคลื่อนไหวของกล้อง การเลือกเลนส์และสภาพแสงทีหลังครั้ง ด้วยความที่แทบไม่มีการตัดสินใจเลือกตามอำเภอใจเลย ผมก็เลยคิดว่าการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ยังคงซื่อตรงต่อความสมจริงในการแสดง และหวังว่ามันจะช่วยสร้างความตลกให้ฉากนั้นๆ ด้วยนะครับ”

    แอนนีและเจย์
    คัสแดนตั้งข้อสังเกตว่า บทแอนนีและเจย์ถูกเขียนขึ้นเพื่อคาเมรอนน ดิแอซและเจสัน ซีเกลเป็นพิเศษ “การร่วมงานกับคาเมรอนและเจสันใน Bad Teacher เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของผมเลย” คัสแดนกล่าว “และผมก็อยากจะค้นหาบางสิ่งเพิ่มเติมให้กับพวกเขา ผมรู้ว่าพวกเขาเวลาเล่นด้วยกันแล้วตลกมาก และผมก็รู้ว่าในบทที่แตกต่างออกไปแบบสุดขั้ว เราสามารถต่อยอดจากหนังเรื่องแรกแล้วทำในสิ่งที่แปลกใหม่โดยสิ้นเชิงได้ ผมมีลางสังหรณ์ว่าจะเกิดสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจขึ้นระหว่างพวกเขา ในการรับบทนี้ และพวกเขาก็ทำได้ดีกว่าที่ผมหวังและคาดคิดเอาไว้เสียอีก ในฐานะนักแสดง พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่คอยสนับสนุนเราและทุ่มเทให้กับงานอย่างมาก และในฐานะนักแสดงตลก พวกเขาก็เป็นคนใจกว้างและกระตือรือร้นที่จะรับส่งมุขกันเพื่อให้เกิดเสียงหัวเราะ พวกเขาส่งมุขให้กัน…และแน่นอนครับว่าพวกเขาทั้งคู่มีเสน่ห์มาก ทั้งเวลาอยู่ด้วยกันและเวลาอยู่ตามลำพังน่ะครับ”

    คัสแดนกล่าวว่า บทของทั้งสองใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของนักแสดงทั้งสอง “เจย์เป็นคนมองโลกในแง่ดี ที่มีความตั้งใจดี เขารักภรรยาและลูกๆ และต้องการที่จะแก้ไขให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย แต่ไม่รู้หรอกว่าจะต้องใช้วิธีไน” เขากล่าว “ผมคิดว่าแอนนีจะยึดหลักความเป็นจริงมากกว่า เธอเป็นคุณแม่บล็อกเกอร์ เป็นแม่ที่วิตกกังวล และรู้สึกเหินห่างจากอดีตที่มีอิสระเสรีของเธอ”

    “ทุกคนจะมีดวงตาเป็นประกายเมื่อนึกถึงการเลือกเจสันและคาเมรอนน่ะครับ” ผู้อำนวยการสร้างเจสัน บลูเมนธัลเล่า “สำหรับผม มันเหมือนกับการจับคู่ระหว่างโกลดี้ ฮอว์นและเชฟวี เชส เมื่อพวกเขาแสดงด้วยกัน เวทมนตร์จะบังเกิดครับ”

    สำหรับบทแอนนี คาเมรอน ดิแอซกล่าวว่า เธอชื่นชมคุณสมบัติความเป็นผู้หญิงธรรมดาของตัวละครของเธอ “แอนนีเป็นแม่คน เป็นภรรยา เป็นคนที่หายใจเข้าออกเป็นครอบครัว” ดิแอซอธิบาย “เธอรักชีวิตคู่กับสามีเธอ และมีความขี้เล่น รักการผจญภัย เธอพอใจกับชีวิตเธอและใช้บล็อกเธอเป็นเครื่องมือปลดปล่อย มันเป็นวิธีที่เธอพูดถึงสิ่งที่เธอรัก เพื่อถ่ายทอดมันออกมาให้ตัวเธอและผู้อ่านของเธอได้รับรู้ อย่างที่แอนนีได้พูดไปในบล็อกของเธอ คุณจะจดจำได้ว่าตอนเริ่มต้นความสัมพันธ์ ทุกอย่างเป็นอย่างไร และสงสัยว่าเราจะเรียกความรู้สึกเดิมๆ นั้นกลับคืนมาได้รึเปล่า เมื่อคุณอยู่กับใครนานๆ การรักษาชีวิตคู่ให้ซาบซ่าส์เหมือนเดิมก็เป็นเรื่องยาก คุณต้องพยายามจริงๆ น่ะค่ะ”

    ดิแอซกล่าวว่า เธอไม่เคยกลัวประเด็นนี้เพราะเธอรู้ว่าเธอจะได้ร่วมงานกับซีเกล “เมื่อนึกถึงว่านี่เป็นหนังที่เราจะต้องโป๊ด้วยกัน นี่คือเพื่อนร่วมงานที่ฉันจะรู้สึกปลอดภัย แต่ก็สนุกกับมันด้วย” เธอกล่าว “เราสามารถหัวเราะและค้นพบอารมณ์ขันในสิ่งที่เรากำลังทำ และในขณะเดียวกัน เราก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวของคนสองคนนี้ที่รักกันจริงๆ ได้ เราไม่ได้พยายามจะสร้างเรื่องน่าตกใจเพียงเพื่อให้เกิดความตกใจเท่านั้น แอนนีและเจย์กำลังทำในเรื่องเพี้ยนๆ ที่พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะทำ และพวกเขาก็ทำมันกับคนที่พวกเขารู้สึกปลอดภัยด้วย ฉันเองก็รู้สึกแบบนั้นกับเจสัน เขาเป็นคนที่คุณสามารถทำแบบนั้นด้วยได้ค่ะ”

    “คาเมรอนเปิดกว้างจริงๆ ครับ” ซีเกลบอก “เธอเป็นนักแสดงคอเมดี หนึ่งในสิ่งที่ผมไม่ชอบคือคนที่ยอมกับการทำตัวน่าพอใจแทนที่จะทำตัวตลก แต่คาเมรอนทำตัวตลกทุกครั้งเลยครับ”

    “เจสันมีความสามารถสองอย่างที่เราไม่ได้เห็นมานานแล้ว” บลูเมนธัลกล่าว “เขาเป็นนักแสดงและมือเขียนบทที่ยอดเยี่ยม มือเขียนบทหลายคนใช้ความตลกนำ แต่เจสันใช้ตัวละครนำ และเขาก็เป็นนักแสดงที่เข้าถึงได้ง่าย คุณจะเอาใจช่วยคนอย่างเขาครับ”

    ร็อบบี้และเทส
    หลังจากได้รับข้อความที่แจ้งพวกเขาว่า วิดีโอที่น่าจะลับของพวกเขาถูกซิงค์เข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ในมือของเพื่อนพ้องน้องพี่ หรือกระทั่งผู้ที่อาจจะเป็นเจ้านายในอนาคต เจย์และแอนนีก็รีบเร่งแข่งกับเวลาเพื่อนำ iPad ที่ซิงค์ข้อมูลที่ว่านั่นกลับคืนมา

    จุดหมายแรกของพวกเขาคือบ้านของเพื่อนซี้ ร็อบบี้และเทส (ร็อบ คอร์ดดรายและเอลลี เคมเปอร์) ผู้กลายเป็นผู้สมคบคิดในการติดตามหาอุปกรณ์ที่เหลืออยู่

    “ฉากที่แอนนีและเจย์มาบ้านของร็อบบี้และเทสเพื่อดูลาดเลาว่าพวกเขารู้อะไรเกี่ยวกับเทปนั่นรึเปล่าเป็นอะไรที่ถ่ายทำสนุกมากค่ะ” เคมเปอร์บอก “มันเป็นเกมวิเศษสุดที่เราสี่คนเล่นกัน โดยมีแอนนีและเจย์คอยอ่านอารมณ์ขำขันของร็อบบี้และเทส เหมือนกับว่าพวกเขาพยายามจะซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้ ความเข้าใจผิดและความอึดอัดก่อนหน้าที่ความจริงจะเปิดเผยเป็นอะไรที่สนุกจริงๆ ค่ะ”

    “กลายเป็นว่าเย็นวันนั้นเป็นวันครบรอบการแต่งงานปีที่ 12 ของร็อบบี้และเทส พวกเขาก็เลยตื่นเต้นที่จะได้ทำอย่างอื่นนอกเหนือจากการนั่งดูทีวีเฉยๆ” คอร์ดดรายกล่าว “พวกเขาสนใจเรื่องที่เกิดขึ้นจนเมื่อพวกเขามีโอกาสได้มีส่วนช่วย ด้วยการนำตัวเองไปพัวพันกับการผจญภัยครั้งนี้” เขาหัวเราะ “พวกเขาก็ตื่นเต้นสุดๆ”

    แน่นอนว่าร็อบบี้พบหนทางที่จะทำให้สถานการณ์นี้น่าอึดอัดกว่าเดิม “ตัวละครของผมค่อนข้างจะดีใจตั้งแต่นาทีแรกแล้ว” เขากล่าว “ตอนแรก เขามีความรู้สึกคาดหวัง แล้วเขาก็ชื่นชมความอึดของเจย์และชื่นชมแอนนี เขากลายเป็นแฟนผลงานเธอครับ”

    “สำหรับผม ร็อบบี้และเทสเป็นหนึ่งในสิ่งที่ตลกที่สุดในบทหนังเรื่องนี้” คัสแดนกล่าว “ผมรู้ว่าผมอยากได้คู่รักสองคู่มาเป็นคนที่คลุกคลีกันบ่อยๆ ทำให้เกิดความสนิทสนมกันจริงๆ และพวกเขาก็รู้สึกสบายๆ กับการพูดคุยกันเกี่ยวกับปัญหาเรื่องวิดีโอเซ็กส์นี่ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคู่เป็นตัวช่วยกำหนดโทนและความสมจริงของหนังทั้งเรื่องครับ”

    “ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะมีการจับคู่อะไรที่ดีกว่านี้อีก” บลูเมนธัลกล่าว “เทสและร็อบบี้เป็นคู่ที่แอนนีและเจย์รัก แต่มันก็ทำให้พวกเขาแทบคลั่ง มันเหมือนกับ ‘I Love Lucy’ ที่ลูซีและริคกี้จะเป็นคู่หลัก แต่พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับเฟร็ดและอีเธลที่พวกเขาใช้เวลาอยู่ด้วย และนั่นคือสิ่งที่ร็อบและเอลลีทำได้ครับ”

    แฮงค์ โรเซนบอม
    แค่การต้องเผชิญหน้ากับเพื่อนๆ ยังน่าสยดสยองไม่พอ เจย์และแอนนียังตระหนักได้ว่าอนาคตทั้งหมดทั้งมวลของพวกเขาอาจจะตกอยู่ในอันตราย งานอดิเรกของแอนนี ที่บันทึกความนึกคิดของเธอในฐานะภรรยาและแม่ผ่านทางบล็อกของเธอ อาจจะกลายเป็นงานทำเงินครั้งใหญ่ถ้าไปเปอร์ บราเธอร์ส บริษัทของเล่นนานาชาติตัดสินใจซื้อมัน การตัดสินใจนั้นขึ้นอยู่กับแฮงค์ โรเซนบอม ซีอีโอนิสัยอ่อนโยน ผู้เห็นคุณค่าของครอบครัว ผู้จะพิจารณาบล็อกของเธอในช่วงสุดสัปดาห์นี้ผ่านทาง iPad ที่แอนนีจัดหาให้

    “ด้วยความร้อนรน เจย์และแอนนีวิ่งพ้นประตูไปด้วยความตื่นตระหนก ทำนองว่า ‘เราจะเอามันกลับมาได้ยังไง’ น่ะค่ะ” ดิแอซอธิบาย “พวกเขาไปปรากฏตัวหน้าบ้านแฮงค์ โดยไม่มีแผนหรือคำอธิบายเลยว่าพวกเขาไปทำไมที่นั่น พวกเขาแค่อยากจะหา iPad เครื่องนั้นน่ะค่ะ”

    และแอนนีและเจย์ก็จะทำทุกกอย่างเพื่อหามันให้เจอ “ระหว่างที่เจย์กำลังรื้อค้นบ้านของผม” ร็อบ โลว์ ผู้รับบท แฮงค์ กล่าว “แฮงค์ก็ชักจำแอนนีเข้าสู่โลกที่น่าประหลาดใจและพิลึกอย่างเหลือเชื่อของเขา ที่ไม่มีใคร รวมทั้งเธอด้วย จะคาดคิด ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมอยากจะรับบทนี้ บวกกับความจริงที่ว่าบทหนังเรื่องนี้ทำให้ผมหัวเราะออกมาได้ ผมไม่อยากจะรับบทซีอีโอหน้าตาดี พูดจาคล่องแคล่ว บทแบบนี้เคยมีมาแล้ว แต่ผมมองว่าแฮงค์เป็น ‘คนผู้แสนดี’ เป็นเจ้าพ่อแห่งซิลิคอน วัลลีย์ ที่ซ่อนความลับไว้ ในตอนที่เขาเปิดเผยกับแอนนีว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นใครและเขาสนใจอะไร…ตอนนั้นเองที่มันทำให้ผมหัวเราะ มันเป็นทุกอย่างที่ผมมองหาสำหรับบทหนึ่งๆ น่ะครับ”

    “แฮงค์อาจเป็นตัวละครที่ก้าวร้าว มุทะลุกว่านี้ก็ได้ แต่ร็อบก็ทำในสิ่งที่ไม่คาดฝันด้วยการเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นคนร่าเริง ที่มีชีวิตซับซ้อน และต้องรับมือกับประเด็นบางอย่างน่ะค่ะ” ดิแอซกล่าว “เขามีความมีชีวิตชีวาที่แอนนีเข้าใจและรู้สึกถูกดึงดูดเข้าหา พวกเขามีค่ำคืนที่วิเศษสุดด้วยกันค่ะ”

    “ร็อบตตลกมากในหนังเรื่องนี้” คัสแดนกล่าว “เขามองเห็นวิธีการรับบทนี้ ที่สร้างแรงบันดาลใจเหลือเกิน เขาแสดงเป็นแฮงค์ ในฐานะซีอีโอที่สร้างแรงบันดาลใจ คนที่การนำเสนอของเขาถูกออกแบบมาให้สร้างความประทับใจให้กับผู้ถือหุ้น เขาพูดอย่างคล่องแคล่วเกี่ยกับคุณค่าและพันธกิจของบริษัทอเมริกันแห่งนี้ ซึ่งเป็นแบรนด์ครอบครัว และเขาก็พยายามจะถ่ายทอดภาพลักษณ์ตัวเองแบบนั้น เขาอยู่ในขั้นตอนที่กำลังตัดสินใจว่าจะซื้อบล็อกคุณแม่ของแอนนีดีรึเปล่า เขาก็เลยไม่ใช่คนที่คุณอยากให้มีวิดีโอเซ็กส์ของคุณหรอกครับ”

    เกี่ยวกับงานสร้าง
    เบื้องหลังฉาก เจค คัสแดนได้กลับมาร่วมงานกับเพื่อนร่วมงานคนสำคัญสองคน คือผู้ออกแบบงานสร้าง เจฟเฟอร์สัน เซจและผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เด็บบรา แม็คไกวร์ ซึ่งทั้งคู่เคยร่วมงานกับคัสแดนมาแล้วในภาพยนตร์หลายเรื่องและซีรีส์ “Freaks and Geeks” ทั้งคู่ได้ร่วมงานกับทิม ซูห์สเตด์ ผู้กำกับภาพของเรื่อง

    เซจกล่าวว่า ทีมงานทุกคนทุ่มเทให้กับการสร้างโลกที่สมจริง ที่จะเป็นฉากหลังสำหรับการผจญภัยสุดฮาและแสนอลหม่านนี้ “โลกที่ห้อมล้อมตัวละครจะต้องเป็นของจริง คุณจะต้องปล่อยให้ผู้ชมค้นพบเรื่องตลกผ่านทางตัวละคร ว่าพวกเขาเป็นใครและเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาบ้าง”

    ผลก็คือเซจนำเสนอฉากหลังอย่างตรงไปตรงมาเป็นส่วนใหญ่ “ฉากพวกนี้เกิดขึ้นจากตัวละครมากๆ ครับ สิ่งที่ผมสนใจคือการจัดฉากให้เหมาะกับตัวละคร โดยไม่ต้องพยายามทำให้มันตลกเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาคือสิ่งที่จะตลกอยู่แล้ว จริงๆ แล้ว ลุคของฉากอาจจะไม่ได้แตกต่างจากที่น่าจะเป็นถ้าหนังเรื่องนี้เป็นดรามาเกี่ยวกับครอบครัวที่คล้ายๆ กันนี้น่ะครับ”

    แน่นอนว่ามีข้อยกเว้นสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือแฮงค์ โรเซนบอม ซีอีโอของไปเปอร์ บราเธอร์ส ใช้ชีวิตอยู่ในคฤหาส์หลังใหญ่ในแอลเอ และที่พำนักของเขาก็ตกแต่งในลักษณะที่เผยให้เห็นถึงนิสัยบางอย่างที่สุดพิลึกของเขา “ในตอนแรก บทหนังเรื่องนี้พูดถึงภาพเขียน ‘Lion King’ ที่มีแฮงค์เป็นลิงบาบูน โชว์ตัวซิมบ้าให้สัตว์ตัวอื่นๆ ได้เห็น แต่เจคชื่นชอบไอเดียของการต่อยอดจากฉากนั้น มันก็เลยกลายเป็นซีรีส์ภาพเขียนสี่ภาพ คือแฮงค์ในฐานะเก็ปเพ็ตโต้ กำลังสร้างพิน็อคคิโอที่โต๊ะทำงานของเขา แฮงค์ในฐานะคนแคระกำลังถูกสโนว์ไวท์จุมพิต แฮงค์ในฐานะปีเตอร์แพนกำลังโบยบินเหนือกรุงลอนดอน เราได้จ้างศิลปินหลายคนมาสร้างแบ็คกราวน์และศิลปินพิเศษอีกคนเพื่อวาดรูปหน้าร็อบเข้าไปในภาพวาดพวกนั้นครับ”

    แม้กระทั่งการหาบ้านของแฮงค์ก็เป็นความท้าทาย ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำในบอสตัน แต่มีเรื่องราวเกิดขึ้นในลอสแองเจลิส “เราจะไปหาคฤหาสน์ของซีอีโอสไตล์ลอสแองเจลิสได้ที่ไหนในบอสตันล่ะครับ” เซจสงสัย “ท้ายที่สุดเราก็บังเอิญไปเจอหลังหนึ่งในย่านคนรวยทางฝั่งตะวันตกของเวสตัน มันเป็นบ้านฝันแบบเมดิเตอเรเนียน แคลิฟอร์เนียเลย มันมีการใช้หินอ่อน และหินแบบธรรมชาติ มีพื้นที่กว้างใหญ่ เราคิดว่ามันจะเป็นเหมือนเขาวงกตที่เจย์จะหลงทางในตอนที่เขาไปหา iPad คุณจะต้องเกิดความรู้สึกว่าตลอดการค้นหาที่ยาวนานและถูกหมาไล่ เขาจะไม่เจอคนอื่นเลย จริงๆ แล้ว ครั้งแรกที่เราไปสำรวจสถานที่แห่งนี้ ผมก็พบว่าตัวเองงุนงงไปหมด ประมาณว่า ‘ที่นี่มีกี่ห้องกันแน่’ น่ะครับ”

    ท้ายที่สุดแล้ว ฉากที่เซจคิดว่าเป็นฉากที่น่าสนใจที่สุดในมุมมองการออกแบบคือห้องนั่งเล่นในบ้านของเจย์และแอนนี ที่จะเป็นฉากสำหรับวิดีโอเซ็กส์ของพกวเขา “ผมเริ่มนึกถึงมันว่าเป็นเหมือนสังเวียนชกมวย ไม่ได้หมายความว่าให้เกิดการเผชิญหน้า แต่มันจะต้องเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่คุณจะไปในทิศทางไหนก็ได้ เราก็เลยอยากได้โซฟาตัวใหญ่ และเราก็ใช้เวลานานกว่าจะหาโซฟาที่ใช่ได้ เราใช้หมอนอิงจำนวนมากที่จะไปอยู่ไหนก็ได้ มันอาจอยู่บนพื้น หรืออยู่บนไหน่อไหนได้ มันจะต้องมีรูปร่างใหญ่ มีเหลี่ยมมุมที่ต้องดูดีเมื่อมองจากด้านบน เผื่อว่าเจคอยากจะถ่ายทำลงมา และมันก็เป็นตัวกำหนดลายกระเบื้องซอลท์ทิลโลบนพื้น ซึ่งเป็นเส้นสายตารางที่สวยงาม มันเป็นสถานที่ที่ยืดหยุ่น ในตอนที่ค่ำคืนรุดหน้า พวกเขาก็สามารถแยกโซฟาออกเป็นส่วนๆ ห้องนี้กลายเป็นห้องที่ไร้ระบียบ ก่อนที่มันจะเข้าสู่ฉากหลังจากที่พวกเขาถ่ายทำวิดีโอเซ็กส์นั่นไปแล้ว”

    สำหรับเครื่องแต่งกาย ผู้กำกับได้เลือกใช้งานผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เด็บบรา แม็คไกวร์ ผู้ซึ่งในการทำงานในซีรีส์ “Freaks and Geeks” ไม่เพียงแต่ได้ร่วมงานกับคัสแดนเท่านั้น แต่เธอยังได้ร่วมงานกับเจสันในตอนนั้นด้วยเช่นกัน “ฉันได้ร่วมงานกับเจสันในตอน ‘Freaks and Geeks’ เขายังเป็นเด็กอยู่เลยค่ะ!” เธอบอก “หลังจากนั้นก็ผ่านไปอีกหลายโปรเจ็กต์ ตัวละครของเขาจะมีความเป็นเด็ก สวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์ตลอด Sex Tape เป็นหนังที่ดีสำหรับเขาเพราะเขาได้รับบทคนที่มีภรรยาและลูก นี่เป็นครั้งแรกที่เจสันถูกพูดถึงว่าเป็น ‘ผู้ใหญ่’ ที่สวมเสื้อเชิ้ตมีปก เขามีรูปร่างดี ตัวสูงผอม ดังนั้น เสื้อผ้าของเขาก็เลยดูดี…และเขาเองก็เหมือนกัน! หล่อมากค่ะ!”

    แม็คไกวร์รู้สึกสนใจการที่ต้องหาเครื่องแต่งกายให้กับร็อบ โลว์ในบทแฮงค์ โรเซนบอม ไม่เพียงเพราะเรื่องเสื้อผ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะสิ่งที่อยู่ใต้เสื้อผ้าด้วย “มันเป็นสิ่งที่เจ๋งที่สุดสำหรับฉัน เพราะใต้เสื้อผ้าพวกนั้น เขามีรอยสักตลกๆ ซึ่งบ่งบอกถึงนิสัยของเขาได้มากยิ่งขึ้น” แม็คไกวร์กล่าว “ความท้าทายสำหรับเราคือการทำให้เขาดูเหมือนคนปกติจนกว่าเขาจะเปิดเผยตัวเอง มันวิเศษสุดค่ะ”

    “สำหรับหนังคอเมดี คุณจะต้องสนับสนุนอารมณ์ขันโดยไม่ทำให้ผู้ชมไขว้เขว” แม็คไกวร์บอก “เจคต้องการความสมจริง ไม่ใช่ความจริงที่ถูกยกระดับ แต่เป็นความจริง ‘จริงๆ’ คนจริงๆ ที่ทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ซับซ้อนที่ ‘ทุกคน’ สามารถเข้าถึงได้ ในฐานะนักออกแบบ ฉันไม่อยากให้แบบดีไซน์ของฉันเป็นอะไรที่ธรรมดา เว้นแต่นั่นเป็นสิ่งที่ตัวละครต้องการ มันเป็นเรื่องจำเป็นที่มันต้องเป็นแบบนั้น เพื่อไม่ให้ผู้ชมเกิดไขว้เขวจากประเด็นสำคัญของหนังเรื่องนี้น่ะค่ะ”

    “ผมกับเด็บบราทำงานด้วยกันมา 15 ปีแล้ว และเราก็มีกระบวนการทำงานที่ยอดเยี่ยมและเป็นทางลัดครับ” คัสแดนกล่าว “มันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผมจริงๆ ว่าตัวละครจะมีลักษณะอย่างไร และเด็บบราก็มีความเข้าใจตัวละครเป็นอย่างดีและรู้ว่าผมสนใจคุณค่าแบบไหนและผมน่าจะตอบสนองกับอะไรแบบไหนน่ะครับ”

    ประวัตินักแสดง

    คาเมรอน ดิแอซ (แอนนี)
    เปิดตัวผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกตอนอายุได้ 21 ปี โดยเธอร่ายมนต์สะกดผู้ชมในบท ทีนา คาร์ลิส สาวน้อยตัวแสบใน The Mask นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เธอก็ได้แสดงในภาพยนตร์ ที่ทำรายได้ไปกว่า100 ล้านเหรียญทั่วโลก เป็นจำนวนมากกว่านักแสดงหญิงคนอื่นๆ เธอได้แสดงภาพยนตร์อินดีหลายเรื่อง เช่น The Last Supper, Feeling Minnesota ที่ประกบคีอานู รีฟส์และภาพยนตร์โดยเอ็ดเวิร์ด เบิร์นเรื่อง She’s the One

    ในปี 1996 ดิแอซ ได้รับการยกย่องให้เป็นดาราหญิงแห่งอนาคตของโชเวสต์จากสมาพันธ์เจ้าของโรงภาพยนตร์แห่งชาติ และเธอก็ได้แสดงประกบจูเลีย โรเบิร์ตส์, เดอร์ม็อท มัลโรนีย์และรูเพิร์ต เอฟเวอร์เร็ตต์ในภาพยนตร์เรื่อง My Best Friend’s Wedding ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของปีนั้น ในภาพยนตร์โดยแดนนี บอยล์เรื่อง A Life Less Ordinary ดิแอซได้แสดงประกบยวน แม็คเกรเกอร์ ก่อนที่เธอจะไปรับบทนำในคอเมดีสุดฮาเรื่อง There’s Something About Mary หลังจากคอเมดีตลกร้ายโดยมือเขียนบท/ผู้กำกับปีเตอร์ เบิร์กเรื่อง Very Bad Things เธอก็ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากการแสดงของเธอในภาพยนตร์โดยสไปค์ โจนซ์เรื่อง Being John Malkovich ประกบจอห์น คูแซ็ค, แคทเธอรีน คีนเนอร์และจอห์น มัลโควิช และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ, แซ็ก อวอร์ดและบริติช อคาเดมี ออฟ ฟิล์ม อวอร์ด (บาฟตา)

    อาชีพนักแสดงของเธอรุ่งโรจน์ขึ้นด้วยเวอร์ชันภาพยนตร์ของซีรีส์โทรทัศน์ยุค 70s โดยโซนี พิคเจอร์สเรื่อง Charlie’s Angels ที่เธอแสดงประกบดรูว์ แบร์รีมอร์, ลูซี หลิวและบิล เมอร์เรย์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำลายสถิติรายได้ในประเทศช่วงสุดสัปดาห์ที่ไม่ใช่วันหยุด และซีเควลของภาพยนตร์เรื่องนี้ Charlie’s Angels: Full Throttle ลงโรงในปี 2003 และทำรายได้ไปกว่า 250 ล้านเหรียญทั่วโลก เธอได้พากย์เสียงเจ้าหญิงฟิโอนาเป็นครั้งแรกในภาพยนตร์อนิเมชันยอดฮิตทั่วโลกของดรีมเวิร์คส์เรื่อง Shrek และซีเควลอีกสามภาค ซึ่งทำรายได้ไปกว่า 3 พันล้านเหรียญทั่วโลก

    ดิแอซได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์โดยคาเมรอน โครว์เรื่อง Vanilla Sky ประกบทอม ครูซและเพเนโลเป้ ครูซ ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ, รางวัลเอเอฟไอ อวอร์ดและรางวัลแซ็ก อวอร์ด นอกเหนือจากที่เธอได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์บอสตันและสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชิคาโก เธอได้แสดงในคอเมดีสุดเซ็กซีเรื่อง The Sweetest Thing ประกบคริสตินา แอปเปิลเกทและเซลมา แบลร์ และได้รับการเสนอชื่อชิงอีกหนึ่งรางวัลลูกโลกทองคำจากการแสดงของเธอในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ดโดยมาร์ติน สกอร์เซซีเรื่อง Gangs of New York ประกบลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ, แดเนียล เดย์-ลูอิสและเลียม นีสัน

    ผลงานภาพยนตร์ของเธอยังรวมถึง In Her Shoes ประกบโทนี คอลเล็ตต์และเชอร์ลีย์ แม็คเลนสำหรับผู้กำกับเคอร์ติส แฮนสัน, The Holiday ประกบจู๊ด ลอว์, เคท วินสเล็ตและแจ็ค แบล็ค, What Happens in Vegas ประกบแอชตัน คุทเชอร์, My Sister’s Keeper ที่กำกับโดยนิค คาสซาเวทส์ และทริลเลอร์ไซไฟเรื่อง The Box เธอได้กลับมาร่วมงานกับครูซอีกครั้งในปี 2010

    สำหรับภาพยนตร์แอ็กชัน Knight and Day ซึ่งทำรายได้ไปกว่า 260 ล้านเหรียญทั่วโลก ในปี 2011 เธอได้แสดงในภาพยนตร์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศอีกเรื่อง ได้แก่ The Green Hornet โดยมิเชล กอนดรี้ ซึ่งเธอแสดงประกบเซธ โรแกน และทำรายได้ไปกว่า 227 ล้านเหรียญทั่วโลก เธอมีผลงานที่ครองอันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศอีกครั้งจากคอเมดีตลกร้ายเรื่อง Bad Teacher ที่กำกับโดยเจค คัสแดน และเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 17 ของเธอที่ทำรายได้เกินกว่าระดับ 100 ล้านเหรียญ เธอได้แสดงในคอเมดีรวมดาราเรื่อง What to Expect When You Are Expecting และได้แสดงประกบโคลิน เฟิร์ธและอลัน ริคแมในรีเมกภาพยนตร์อาชญากรรมเรื่อง Gambit ที่เขียนบทโดยโจเอล โคเอน และอีธาน โคเอน

    ในปี 2013 เธอได้แสดงในดรามารวมดาราโดยริดลีย์ สก็อตเรื่อง The Counselor ประกบแบรด พิตต์, ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์, ฮาเวียร์ บาร์เดมและเพเนโลเป้ ครูซ ล่าสุด เอได้แสดงประกบเลสลีย์ แมนน์และเคท อัพตันในคอเมดียอดนิยมเรื่อง The Other Woman และได้แสดงในภาพยนตร์ที่นำมิวสิคัลบรอดเวย์คลาสสิกเรื่อง Annie มาเล่าใหม่ของโซนี พิคเจอร์ส

    ในช่วงปี 2004 และต้นปี 2005 ดิแอซได้ออกผจญภัยทั่วโลกกับเอ็มทีวีด้วยรายการ “Trippin” สิบเอพิโซด ในปี 2014 เธอได้เพิ่มความเป็นนักเขียนเข้าไปในลิสต์ความสำเร็จของเธอด้วยการตีพิมพ์หนังสือเบสต์เซลเลอร์ของนิวยอร์ก ไทม์เรื่อง The Body Book เธอดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศิลป์ให้กับปูร์ ลา วิคทัวร์ แบรนด์รองเท้าและเครื่องประดับ และปัจจุบัน เธอก็เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับแท็ก ฮอยเออร์

    เจสัน ซีเกล (เจย์)
    ก่อนหน้า Sex Tape เจสัน ซีเกล และคาเมรอน ดิแอซ เคยแสดงร่วมกันมาก่อนในภาพยนตร์โดยผู้กำกับเจค คัสแดนเรื่อง Bad Teacher ที่ทำรายได้ไปกว่า 200 ล้านเหรียญทั่วโลก

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งปิดกล้องดรามาชีวประวัติโดยเจมส์ พอนโซลด์เรื่อง The End of the Tour ซึ่งเขานำแสดงในบทนักเขียน เดวิด ฟอสเตอร์ วอลเลซ ประกบเจสซี ไอเซนเบิร์ก ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวการเดินทางของนักข่าวนิตยสาร เดวิด ลิปสกี้ (ไอเซนเบิร์ก) และการสนทนาระหว่างเขากับวอลเลซระหว่างการเดินทางเพื่อประชาสัมพันธ์หนังสือ

    ซีเกลได้รับบทนำเป็นครั้งแรกคือบทปีเตอร์ในภาพยนตร์โดยนิโคลัส สโตลเลอร์เรื่อง Forgetting Sarah Marshall ซึ่งเขาร่วมเขียนบทด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในปี 2008 โดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส และทำรายได้ไปกว่า 100 ล้านเหรียญทั่วโลก ซีเกลได้เขียนมิวสิคัล Dracula ที่แสดงโดยเหล่าหุ่นเชิด โดยมันเป็นไอเดียและความชื่นชอบส่วนตัวที่เขาได้ใส่ลงไปในภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งทำให้เขากล้าที่จะเสนอคอนเซ็ปต์นี้สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Muppets

    เขาและสโตลเลอร์ได้เซ็นสัญญากับดิสนีย์เพื่อเขียนบทและให้ซีเกลได้นำแสดงใน The Muppets ซึ่งทำรายได้ไปกว่า 150 ล้านเหรียญทั่วโลก นอกเหนือจากนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดปี 2012 สาขาเพลงประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยมจาก “Man or Muppet” ที่แต่งโดยเบรท แม็คเคนซีย์และร้องโดยซีเกลอีกด้วย

    นอกจากนี้ เขายังได้ร่วมมือกับสโตลเลอร์ในปี 2010 เพื่อเขียนบทและร่วมอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Get Him to the Greek ที่โจนาห์ ฮิลและรัสเซล แบรนด์ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในฐานะนักแสดงในสปินออฟของ Forgetting Sarah Marshall ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ไปกว่า 90 ล้านเหรียญทั่วโลก และได้รับรางวัลทีนชอยส์ อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดนิยมประเภทคอเมดี

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งได้แสดงประกบพอล รัดด์และเลสลีย์ แมนน์ในภาพยนตร์โดยจัดด์ อพาโทว์เรื่อง This Is 40 สำหรับยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นคอเมดีออริจินอลที่ขยายเรื่องราวของพีท (รัดด์) และเด็บบี้ (แมนน์) จาก Knocked Up ที่เราจะได้เห็นว่าพวกเขารับมือกับสถานการณ์ในชีวิตปัจจุบันอย่างไร Knocked Up ทำรายได้ไปกว่า 300 ล้านเหรียญทั่วโลกและได้รับรางวัลพีเพิลส์ ชอยส์ อวอร์ดสาขาภาพยนตร์คอเมดียอดนิยม ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดสาขาภาพยนตร์คอเมดียอดเยี่ยมและติดหนึ่งในสิบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีโดยสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน นอกเหนือจากนั้น ภาพยนตร์เรื่อง This Is 40 ยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดปี 2013 ในสาขาภาพยนตร์คอเมดียอดเยี่ยมอีกด้วย

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ The Five-Year Engagement, I Love You, Man, Jeff Who Lives at Home, Gulliver’s Travels, Despicable Me, Slackers, The New Jersey Turnpikes, S.L.C. Punk, Can’t Hardly Wait, Dead Man และ ฯลฯ

    ด้านจอแก้ว ซีเกลได้นำแสดงในบทมาร์แชล ประกบอาลิสัน แฮนนิกัน, จอช แร็ดเนอร์, โคบี้ สมัลเดอร์สและนีล แพทริค แฮร์ริสในซีรีส์คอเมดียอดนิยมซีบีเอสเรื่อง “How I Met Your Mother” ระหว่างแพร่ภาพเก้าซีซัน ซีรีส์นี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีสาขาซีรีส์คอเมดียอดเยี่ยม, รางวัลพีเพิลส์ ชอยส์ อวอร์ดสาขาซีรีส์คอเมดียอดนิยมและรางวัลทีนชอยส์ อวอร์ดสาขาซีรีส์คอเมดียอดนิยม นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในซีรีส์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีโดยจัดด์ อพาโทว์เรื่อง “Freaks and Geeks” สำหรับเอ็นบีซี และซ๊รีส์ “Undeclared” โดยอพาโทว์ สำหรับฟ็อกซ์อีกด้วย

    นอกเหนือจากงานจอแก้วและจอเงินแล้ว เขายังจะเปิดตัวในฐานะนักเขียนด้วยไตรภาคหนังสือสำหรับเยาวชนเรื่อง Nightmares! ที่ตีพิมพ์โดยแรนดอม เฮาส์และร่วมเขียนบทโดยเคียร์สเตน มิลเลอร์อีกด้วย ภาคแรกของซีรีส์นี้จะตีพิมพ์ในวันที่ 9 กันยายน

    ร็อบ คอร์ดดราย (ร็อบบี้)
    เปิดตัวในรายการ “The Daily Show with Jon Stewart” ในฤดูใบไม้ผลิปี 2002 และกลายเป็นหนึ่งในผู้สื่อข่าวยอดนิยมที่สุดจากรายการทอล์คโชว์แปลกใหม่ดังกล่าว หลังจากที่เขาเสร็จสิ้นงานในฤดูใบไม้ร่วงปี 2006 เขาก็ได้กลับมารับหน้าที่เดิมเป็นครั้งคราวในช่วงเวลาหลายปีนับแต่นั้นมา

    คอร์ดดรายที่ยังคงเดินหน้าเขียนและสร้างคอนเทนท์คอเมดีของตัวเอง ได้เปิดตัว “Children’s Hospital” สำหรับอดัลท์ สวิม ซึ่งปัจุบันอยู่ระหว่างการถ่ายทำซีซันที่หก ซีรีส์นี้ได้รับสองรางวัลเอ็มมี อวอร์ด สาขาคลาสพิเศษ: รายการบันเทิงไลฟ์แอ็กชันขนาดสั้น ในปี 2012 และ 2013 นอกจากนี้ เขายังได้สร้างซีรีส์ “Newsreaders” ซึ่งกำลังจะแพร่ภาพซีซันที่สอง สำหรับอดัลท์ สวิมอีกด้วย

    ภาพยนตร์ของเขาได้แก่ Old School, Hot Tub Time Machine, Blades of Glory, Semi-Pro, Harold & Kumar Escape from Guantanamo Bay, Butter และ Seeking a Friend for the End of the World ในปี 2013 คอร์ดดรายได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง Pain and Gain, Warm Bodies, In a World…, Hell Baby, Rapture-Palooza และ The Way Way Back เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง Hot Tub Time Machine 2 ที่เขานำแสดง

    แอลลี เคมเปอร์ /b>(เทส)
    รับบท อีริน แฮนนอนในห้าซีซันล่าสุดของซีรีส์ “The Office” ทางเอ็นบีซี ในซีซันที่จะถึงนี้ เธอจะนำแสดงในซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง “Unbreakable Kimmy Schmidt” ที่เขียนบทและอำนวยการสร้างโดยทีนา เฟย์และโรเบิร์ต คาร์ล็อค หลังจากนี้ เธอจะได้แสดงคอเมดีโดยไลออนส์เกทเรื่อง They Came Together ที่กำกับโดยเดวิด เวนและนำแสดงโดยเอมี โพห์เลอร์และพอล รัดด์รวมถึงภาพยนตร์โดยลินน์ เชลตันเรื่อง Laggies ประกบเคียรา ไนท์ลีย์ เธอได้รับความสนใจเป็นครั้งแรกจากการแสดงเดี่ยว “Feeling Sad/Mad” ที่ยูซีบี เธียเตอร์ เธอได้ร่วมแสดงใน Bridesmaids (ยูนิเวอร์แซล) และได้ร่วมแสดงใน 21 Jump Street (โซนี), Identity Thief (ยูนิเวอร์แซล) และ Somewhere (โฟกัส ฟีเจอร์ส)

    ร็อบ โลว์ (แฮงค์ โรเซนบอม)
    เกิดชาร์ล็อตต์วิลล์, เวอร์จิเนีย และเติบโตในเดย์ตัน, โอไฮโอ ที่ซึ่งเขาเริ่มต้นแสดงในสถานีและโรงละครโทรทัศน์ในท้องถิ่นตั้งแต่อายุแปดขวบ หลังจากที่ครอบครัวของเขาย้ายไปลอสแองเจลิส เขาก็เริ่มอาชีพนักแสดงที่โด่งดังระดับประเทศด้วยซีรีส์เอบีซีเรื่อง “A New Kind of Family” ปัจจุบันนี้ พรสวรรค์ที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์และความสำเร็จที่โดดเด่นของโลว์ได้ก้าวไปไกลพ้นจากแวดวงจอแก้วเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ในปี 2013 ภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์เรื่อง “Killing Kennedy” ทำให้ผู้ชมมีโอกาสได้เห็นโลว์นำแสดงในบทประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ประกบจินนิเฟอร์ กู๊ดวิน (ในบทสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง แจ็คกี้) ในภาพยนตร์ที่เนชันแนล จีโอกราฟิก ดัดแปลงจากนิยายเบสต์เซลเลอร์เรื่อง “Killing Kennedy” โดยบิล โอ’ ไรลีย์

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งแสดงในภาพยนตร์เอชบีโอเรื่อง “Behind the Candelabra” ในบทดร.แจ็ค สตาร์ทซ์ ซึ่งแพร่ภาพในเดือนพฤษภาคม ปี 2013 ภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งได้รับสิบเอ็ดรางวัลเอ็มมี อวอร์ด รวมถึงสาขามินิซีรีส์หรือภาพยนตร์ยอดเยี่ยม กำกับโดยสตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์ และอำนวยการสร้างโดยเจอร์รี ไวน์ทร็อบ

    นอกเหนือจากนั้น โลว์ยังได้นำแสดงในภาพยนตร์ไลฟ์ไทม์เรื่อง “Imperfect Justice: Prosecuting Casey Anthony” ในบท เจฟฟ์ แอชตัน ทนายความของเคซีย์ แอนโธนี และเขายังได้รับบทนำในทริลเลอร์การเมืองเรื่อง Knife Fight ซึ่งเข้าฉายเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

    ในเดือนมกราคม ปี 2012 โลว์ได้แสดงบทนำ ผู้ถูกกล่าวหาว่าสังหารภรรยาตัวเองใน “The Drew Peterson Story” ภาพยนตร์ไลฟ์ไทม์เรื่องนี้มีเรตติ้งที่ทำลายสถิติ

    ในฤดูใบไม้ผลิปี 2011 โลว์มีผลงานเขียนเป็นอนุทินในชื่อ Stories I Only Tell my Friends นอกเหนือจากเรื่องเล่าวัยหนุ่มแล้ว เขายังได้แบ่งปันที่เป็นส่วนตัวอย่างน่าอัศจรรย์ใจ เมื่อเขาได้เล่าถึงการเผชิญหน้า ประสบการณ์และการออดิชันที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปตลอดกาล หนังสือเรื่องนี้ได้รับความนิยมในทันที และติดหนึ่งในสี่หนังสือขายดีของนิวยอร์ก ไทม์ ติดต่อกันหลายสัปดาห์ และติดอันดับหนังสือยอดเยี่ยมประจำปี 2001 ของนิตยสาร จีคิว ผลงานถัดมาของเขา Love Life ได้รับการตีพิมพ์โดยไซมอน แอนด์ ชูสเตอร์ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

    ในเดือนพฤษภาคม ปี 2010 โลว์ได้ร่วมแสดงในซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง “Parks and Recreation” ที่เขารับบท คริส แทรเกอร์ ผู้ตรวจสอบที่ต้องการฉุดแผนกสวนสาธารณะและสิ่งปลูกสร้างของเมืองพอว์นีย์ในอินเดียนา ให้ฟื้นจากหายนะทางการเงิน ผลงานจอแก้วล่าสุดของเขายังรวมถึงสามเอพิโซดของซีรีส์โชว์ไทม์เรื่อง “Californication” ที่โลว์รับบทเอ็ดดี้ เนโร ดาราดังที่คาดเดาไม่ได้
    ก่อนหน้า “Parks and Recreation” เขาได้แสดงในซีรีส์ยอดนิยมทางเอบีซีเรื่อง “Brothers & Sisters” ระหว่างปี 2007-2010 ในปี 2009 เขาได้แสดงประกบริคกี้ เกอร์เวส, เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์และทีนา เฟย์ในภาพยนตร์โดยวอร์เนอร์ บรอส. เรื่อง The Invention of Lying ในปี 2006 โลว์ได้แสดงในภาพยนตร์เสียดสียอดนิยมเรื่อง Thank You for Smoking การแสดงสุดฮาของเขาในบทเอเจนท์ฮอลลีวูดที่ยึดแนวเซน สวมกิโมโน ทำให้เขาได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชม ในปีเดียวกัน เขาเพิ่งเสร็จจากการถ่ายทำดรามาจิตวิทยาเรื่อง Stir of Echoes: The Dead Speak สำหรับไลออนส์เกท ฟิล์มส์ ในปลายปี 2006 โลว์ได้นำแสดงในภาพยนตร์ทีเอ็นทีเรื่อง “A Perfect Day”

    นอกเหนือจากนั้น สำหรับสี่ซีซัน (ปี 1999-2003) โลว์ได้แสดงบทแซม ซีบอร์นในดรามายอดนิยมทางเอ็นบีซีเรื่อง “The West Wing” ระหว่างนั้น ซีรีส์นี้สร้างสถิติด้วยรางวัลเอ็มมีติดต่อกันสี่ครั้งในสาขาดรามายอดเยี่ยม การแสดงของเขาในซีรีส์ดังกล่าวทำให้โลว์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี รวมทั้งได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำชายในซีรีส์ดรามา เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดสามครั้ง และได้รับรางวัลมาสองครั้ง

    นอกเหนือจากงานจอแก้วและจอเงินของเขาแล้ว โลว์ยังประสบความสำเร็จยอดเยี่ยมในแวดวงละครเวทีอีกด้วย ในเดือนกันยายน ปี 2005 โลว์ได้เปิดตัวบนเวทีเวสต์เอนด์ด้วยการแสดงในละครโดยแอรอน ซอร์กินเรื่อง “A Few Good Men” ที่รอยัล เฮย์มาร์เก็ตในลอนดอน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ชื่นชมล้นหลาม ผลงานละครเวทีของเขายังรวมถึงละครบรอดเวย์เรื่อง “Little Hotel on the Side” และ “Three Sisters” โดยมีโลว์รับบททูเซนบัค

    โลว์แจ้งเกิดในโลกภาพยนตร์ในปี 1983 เมื่อฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลาได้เลือกเขาให้แสดงใน The Outsiders ที่ดัดแปลงจากนิยายชื่อเดียวกันโดยเอส.อี. ฮินตันในปี 1967 หลังจากนั้น เขาก็ได้แสดงในดรามายอดนิยมหลายเรื่องเช่น St. Elmo’s Fire, About Last Night และ Bad Influence รวมถึงคอเมดีบล็อกบัสเตอร์เรื่อง Wayne’s World และ Tommy Boy หลังจาก Wayne’s World เขาก็ได้ร่วมงานกับไมเยอร์สในภาพยนตร์เรื่อง Austin Powers: The Spy Who Shagged Me ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ A View from the Top, Class, The Hotel New Hampshire, Oxford Blues, Youngblood, Square Dance, Masquerade และ Mulholland Falls นอกจากนั้น เขายังประสบความสำเร็จกับมินิซีรีรส์เรตติ้งสูงเช่น “Beach Girls” สำหรับไลฟ์ไทม์, “Salem’s Lot” สำหรับทีเอ็นที, “The Christmas Shoes” สำหรับซีบีเอสและ “The Stand” สำหรับเอบีซี

    ความรักและพรสวรรค์หน้ากล้องของโลว์ได้ถ่ายทอดถึงบทบาทของเขาในฐานะผู้อำนวยการสร้าง มือเขียนบท และผู้กำกับ ในปี 1994 เขาได้อำนวยการสร้างและนำแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Frank and Jesse สำหรับไทรมาร์ค พิคเจอร์ส สำหรับจอแก้ว เขาได้อำนวยการสร้างซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง “The Lyon’s Den” และซีรีส์ซีบีเอสเรื่อง “Dr. Vegas” นอกจากนี้ เขายังได้เขียนบทและกำกับภาพยนตร์ขนาดสั้นเรื่อง “Desert’s Edge” ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ซานตา บาร์บาราและเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติลอสแองเจลิส หลังจากนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้แพร่ภาพทางโชว์ไทม์ในปี 1997

    โลว์ ภรรยาของเขาและลูกชายสองคนปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ในแคลิฟอร์เนีย

    ประวัติทีมผู้สร้าง

    เจค คัสแดน (ผู้กำกับ/ผู้ควบคุมงานสร้าง)
    เปิดตัวในโลกภาพยนตร์ครั้งแรกในฐานะมือเขียนบทและผู้กำกับ Zero Effect ที่นำแสดงโดยบิลล์ พุลแมน และเบน สติลเลอร์ในปี 1998 ในปีถัดมา คัสแดนได้กำกับตอนไพล็อตของซีรีส์ชื่อดังที่อายุสั้นเรื่อง “Freaks and Geeks” ที่เขาได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างด้วย หลังจากนั้น เขาก็ได้กำกับตอนไพล็อตสำหรับซีรีส์ “Undeclared” ด้วย

    ผลงานการกำกับของเขารวมถึงภาพยนตร์เรื่อง Orange County ที่นำแสดงโดยโคลิน แฮงค์และแจ็ค แบล็ค, The TV Set (ที่คัสแดนเขียนบทและอำนวยการสร้างด้วย) ที่นำแสดงโดยเดวิด ดูคอฟนีย์และซิเกอร์นีย์ วีฟเวอร์ฟ, Walk Hard: The Dewey Cox Story (ที่เขาร่วมเขียนบทและร่วมอำนวยกาสร้าง) ที่นำแสดงโดยจอห์น ซี. ไรลีย์ และล่าสุด Bad Teacher ที่นำแสดงโดยคาเมรอน ดิแอซ, เจสัน ซีเกลและจัสติน ทิมเบอร์เลค

    ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เขายุ่งอยู่กับงานจอแก้ว โดยเขาได้กำกับตอนไพล็อตให้กับซีรีส์คอเมดีทางฟ็อกซ์เรื่อง “New Girl” ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี อวอร์ด และเขาก็เดินหน้าทำหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างของซีรีส์นี้อย่างต่อเนื่องด้วย นอกจากนี้ เขายังได้กำกับตอนไพล็อตของคอเมดีฟ็อกซ์เรื่อง “Ban and Kate” (ซึ่งเขาควบหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างด้วย) และดำรงตำแหน่งผู้ควบคุมงานสร้างซีรีส์คอเมดีทางเอบีซีเรื่อง “Fresh Off the Boat”

    เขาใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *