Spider-Man: Homecoming สไปเดอร์แมน โฮมคัมมิ่ง

Spider-Man: Homecoming | สไปเดอร์แมน โฮมคัมมิ่ง

  • Genres: Action, Adventure, Sci-Fi
    Running Time:133 min
    Release Date:July.07,2017 (USA)
    MPAA Rating:G
    Distributors:Columbia Pictures, Marvel Studios, Pascal Pictures
    Starring: Tom Holland, Michael Keaton, Robert Downey Jr.
    Directed by: Jon Watts

    “ไอ้แมงมุมเป็นไอคอน เป็นหนึ่งในซูเปอร์ฮีโรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ในที่สุด เราก็สามารถนำเขากลับบ้านมายังโลกภาพยนตร์ของมาร์เวลได้แล้วครับ”
    –เควิน ไฟกี ประธานมาร์เวล สตูดิโอส์และผู้อำนวยการสร้าง Spider-Man: Homecoming

    ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์/ไอ้แมงมุม (ทอม ฮอลแลนด์) หนุ่มน้อยผู้เปิดตัวท่ามกลางเสียงฮือฮาในภาพยนตร์เรื่อง Captain America: Civil War ได้ก้าวเข้าสู่โลกภาพยนตร์มาร์เวลอย่างเต็มรูปแบบใน Spider-Man: Homecoming ไอ้แมงมุมที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกเป็นตัวการ์ตูนที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประวัติศาสตร์และเป็นเพชรเม็ดงามของการ์ตูนมาร์เวล บัดนี้ เขาได้กลับคืนสู่บ้านเดิมของตัวเองในภาพยนตร์ที่มีโทนสนุกสนาน แปลกใหม่และมุมมองใหม่ ภายใต้การอำนวยการสร้างของมาร์เวล สตูดิโอส์ ที่นำปีเตอร์ ปาร์คเกอร์จากหนังสือการ์ตูนเรื่องดังมาโลดแล่นบนจอเงินร่วมกับเหล่าฮีโรจากโลกภาพยนตร์มาร์เวลเป็นครั้งแรก

    ปีเตอร์ ผู้กลับบ้านด้วยความตื่นเต้นจากประสบการณ์กับพวกอเวนเจอร์ ได้กลับบ้าน ที่ซึ่งเขาใช้ชีวิตอยู่กับป้าเมย์ (มาริสา โทเม) ภายใต้สายตาระแวดระวังของครูคนใหม่ของเขา โทนี สตาร์ค (โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์) ปีเตอร์พยายามจะกลับไปใช้ชีวิตประจำวันแบบเดิมๆ ตามปกติของเขา แม้จะเสียสมาธิไปกับความคิดที่จะพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นมากกว่าไอ้แมงมุม ฮีโรบ้านใกล้เรือนเคียงผู้เป็นมิตรก็ตาม แต่เมื่อวัลเจอร์ (ไมเคิล คีย์ตัน) ได้เผยโฉมในฐานะผู้ร้ายคนใหม่ ทุกอย่างที่ปีเตอร์ให้ความสำคัญก็จะถูกคุกคาม ช่วงเวลาของเขามาถึงแล้วเมื่อเขาถูกท้าทายให้ผงาดขึ้นมาเป็นฮีโรอย่างที่เขาควรจะเป็น

    โคลัมเบีย พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานสร้างโดยมาร์เวล สตูดิโอส์/ปาสคัล พิคเจอร์ส Spider-Man™: Homecoming นำแสดงโดยทอม ฮอลแลนด์, ไมเคิล คีย์ตัน, จอน แฟฟโรว์, เซนดายา, โดนัลด์ โกลเวอร์, ไทน์ เดลี ร่วมด้วยมาริสา โทเมและโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ กำกับโดยจอน วัตส์ บทภาพยนตร์โดยโจนาธาน โกลด์สไตน์และจอห์น ฟรานซิส เดลีย์ จากการ์ตูนมาร์เวลโดยสแตน ลี และสตีฟ ดิตโก้ อำนวยการสร้างโดยเควิน ไฟกีและเอมี ปาสคัล ควบคุมงานสร้างโดยหลุยส์ ดิ’ เอสโปซิโต, วิคตอเรีย อลองโซ, แพทริเซีย วิทเชอร์, เจเรมี แลทแชม, สแตน ลี, อาวี อารัดและแมทท์ โทลมัค โดยมีมิทช์ เบล, อีริค เฮาเซอร์แมน แคร์รอลและราเชล โอ’ คอนเนอร์รับหน้าที่ผู้ร่วมอำนวยการสร้าง ผู้กำกับภาพคือซัลวาโทเร ต็อตติโน, เอเอสซี, เอไอซี ผู้ออกแบบงานสร้างคือโอลิเวอร์ สกอล มือลำดับภาพคือแดน เลเบนทัล, เอซีอีและเด็บบี้ เบอร์แมน ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์คือจาเน็ค เซอร์ส ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายคือหลุยส์ ฟร็อกลีย์ ดนตรีโดยไมเคิล จิอัคคิโน ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายดนตรีคือเดฟ จอร์แดน

    เกี่ยวกับภาพยนตร์

    ใน Spider-Man: Homecoming ปีเตอร์ใฝ่ฝันที่จะได้ร่วมทีมกับพวกอเวนเจอร์ส ในฐานะตัวละครที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประวัติศาสตร์หนังสือการ์ตูนที่ได้มายืนเป็นส่วนหนึ่งของโลกภาพยนตร์มาร์เวลอย่างที่เขาคู่ควร ไอ้แมงมุม เพชรยอดมงกุฎของมาร์เวล ได้เปิดตัวในบทคามีโอของโลกภาพยนตร์มาร์เวลใน Captain America: Civil War เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา กระแสตอบรับแง่บวกอย่างล้นหลามจากทั้งนักวิจารณ์และแฟนๆ ที่มีต่อเวอร์ชันใหม่ของตัวละครตัวนี้จะได้รับการตอบสนองแล้วเมื่อโซนี พิคเจอร์สและมาร์เวล สตูดิโอส์จับมือกันเพื่อสร้างการผจญภัยครั้งใหม่นี้

    ทอม ฮอลแลนด์ ผู้รับบทฮีโรชักใยหนุ่ม กล่าวเสริมว่า ก่อนที่ปีเตอร์จะสามารถร่วมทีมกับฮีโรของเขาได้ เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคมากมาย “จากการที่ปีเตอร์สนุกสุดเหวี่ยกับการสู้กับพวกอเวนเจอร์ใน Civil War ตอนนี้ จู่ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนว่าเขาไม่มีอะไรจะทำครับ” ฮอลแลนด์อธิบาย “โทนี สตาร์คมอบหมายให้เขาเป็นไอ้แมงมุม ฮีโรเพื่อนบ้านผู้เป็นมิตร ซึ่งหมายถึงการช่วยแมวลงจากต้นไม้ ช่วยหญิงชราข้ามถนและหยุดโจรกระจอก ไม่มีอะไรตื่นเต้นเกิน แต่แล้วเขาก็บังเอิญไปเจอกับอาวุธไฮเทค ซึ่งทำให้เขาไปสู่เส้นทางของการได้เรียนรู้และฝึกฝนความสามารถและพลังใหม่ของเขาครับ”

    และถ้าปีเตอร์จะพิสูจน์ตัวเองว่าคู่ควรกับการเป็นหนึ่งในอเวนเจอร์ล่ะก็ เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับอาจารย์ที่ไม่เหมือนใคร “โทนี สตาร์คยังคงสนใจในตัวปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ครับ” โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์กล่าว “เขาช่วยปีเตอร์ให้พัฒนาขึ้นด้วยชุดและเทคโนโลยีใหม่ แต่เขาก็คอยจับตามองดูเขาอย่างใกล้ชิดและทำให้แน่ใจว่าเขามีศักยภาพเพียงพอกับการที่จะเป็นอเวนเจอรใหม่น่ะครับ”

    สำหรับผู้อำนวยการสร้างและประธานมาร์เวล สตูดิโอส์ เควิน ไฟกี การนำตัวละครตัวนี้มาสู่โลกภาพยนตร์มาร์เวลรูปแบบแปลกใหม่ที่ผู้ชมภาพยนตร์ไม่เคยได้เห็นมาก่อนเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก “ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา เราได้สร้างโลกภาพยนตร์มาร์เวลขึ้นมาด้วยตัวละครและหนังจำนวนมาก และตอนนี้ เราก็มีโอกาสที่จะแนะนำปีเตอร์ ปาร์คเกอร์และแฟรนไชส์ Spider-Man เข้าไปในโลกใบนั้นเป็นครั้งแรกแล้ว” ไฟกีกล่าว “มันน่าตื่นเต้นเพราะเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในหนังสือการ์ตูน ตั้งแต่เริ่มต้น เขาไม่ได้ปรากฏตัวในโลกการ์ตูนในฐานะฮีโรคนเดียว เขาเข้ามาในโลกที่มีทั้งโทนี สตาร์ค, กัปตันอเมริกาและพวกอเวนเจอร์ และในตอนนี้ เราก็ได้ใส่เรื่องราวนั้นเข้าไปในหนังทั้งเรื่องเป็นครั้งแรก ซึ่งทำให้มันแปลกใหม่ครับ”

    ผู้อำนวยการสร้างเอมี ปาสคัลพูดถึงการร่วมมือกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนี้ว่า “หนังเรื่องนี้เป็นผลิตผลจากการที่โซนีและมาร์เวลทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดค่ะ” ปาสคัลกล่าว “มันเป็นหนังของโซนี ที่สร้างโดยมาร์เวล ทุกคนมารวมตัวกันและตัดสินใจว่าถ้าเราสามารถนำไอ้แมงมุมใส่กลับเข้าไปในโลกภาพยนตร์มาร์เวลได้ ซึ่งเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของมันในหนังสือการ์ตูนอยู่แล้ว ทุกคนก็จะชนะค่ะ และคนที่ได้รับชัยชนะยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือแฟนๆ เพราะในที่สุด พวกเขาจะได้เห็นสิ่งที่พวกเขารอคอยมานานแสนนานเสียที”

    “การนำไอ้แมงมุมใส่เข้าไปในโลกภาพยนตร์มาร์เวลเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในโลกสำหรับผมในฐานะคนเล่าเรื่องครับ” ผู้กำกับจอน วัตส์ ผู้รับหน้าที่ผู้กำกับของ Spider-Man: Homecoming กล่าว “ไม่เพียงแต่พวกเขาจะรับมือกับเรื่องราวความเป็นมาและงานหนักอึ้งใน Captain America: Civil War ซึ่งพวกเขาทำได้อย่างรัดกุมและงดงามเท่านั้น พวกเรายังไม่จำเป็นจะต้องใช้เวลาอธิบายด้วยว่าทำไมเด็กหนุ่มวัย 16 ปีคนนี้ถึงคิดไอเดียที่จะเป็นซูเปอร์ฮีโรขึ้นมาได้ เขาโตมาในโลกภาพยนตร์มาร์เวล ตอนที่ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์อายุได้แปดขวบ เขาได้เห็นโทนี สตาร์คพูดว่า ‘ผมคือไอรอน แมน’ ทางโทรทัศน์ ดังนั้น ไอเดียของการที่นี่เป็นโลกที่ซูเปอร์ฮีโรมีตัวตนอยู่หมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปพูดถึงประเด็นพวกนี้ เราตรงเข้าสู่เรื่องสนุกได้เลยน่ะครับ”

    ด้วยการยึดมั่นในปณิธานของความต้องการเรื่องราวและโทนที่สดใหม่สำหรับแฟรนไชส์นี้ ทีมผู้สร้างจึงเลือกวัตส์มากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ความมุ่งมั่นและผลงานก่อนหน้านี้ของวัตส์ทำให้ไฟกีและปาสคัลเชื่อว่าเขาเป็นคนที่เหมาะกับงานนี้ “เควินและฉันได้ดูหนังเล็กๆ ที่จอนเขียนบทและกำกับที่มีชื่อว่า Cop Car ค่ะ” ปาสคัลกล่าว “มันน่าประทับใจอย่างเหลือเชื่อ เขาดึงการแสดงที่เหลือเชื่อจากตัวเด็กสองคนที่ไม่ใช่นักแสดงออกมาได้ มันตึงเครียดจริงๆ คุณจะรักเด็กพวกนี้ เขาแสดงให้เห็นว่าเขามีคุณสมบัติพิเศษในการสามารถบอกเล่าเรื่องราวผ่านเด็กๆ ได้น่ะค่ะ”

    “สิ่งที่สำคัญสำหรับเราไม่ใช่ว่าเขาพิสูจน์ว่าเขาสามารถถ่ายทำซีเควนซ์แอ็กชันยักษ์ใหญ่ได้เพราะผู้กำกับหลายคนก็ทำได้” ไฟกีกล่าว “มันก็แค่ว่าทุกครั้งที่เขาให้เราดูอะไรบางอย่าง มันจะมาจากความคิดอ่านและอารมณ์ขันของปีเตอร์ ปาร์คเกอร์เองครับ”

    สำหรับวัตส์ การถูกทาบทามให้กำกับ Spider-Man: Homecoming เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าจะเป็นไปได้ตอนที่เขาได้พบกับเควิน ไฟกี ประธานมาร์เวล สตูดิโอส์ “ตอนที่มาร์เวลโทรมาขอคุยด้วย ผมคิดว่าเพื่อจะดูว่าผมเป็นคนยังไง” เขาเล่า “แล้วพวกเขาก็เริ่มคุยถึงสิ่งที่พวกเขาอยากจะทำกับ Spider-Man และโอกาสใหม่ที่วิเศษสุดที่โซนีกับมาร์เวลร่วมมือกัน ผมตื่นเต้นอย่างเหลือเชื่อตอนที่ผมเดินออกมาและใช้กำลังทำร้ายพวกเขาจนพวกเขายอมตอบตกลงน่ะครับ”

    ภาพยนตร์เรื่อง Cop Car ของวัตส์เป็นภาพยนตร์ทรงอิทธิพลในห้องประชุมและสตูดิโอสร้างสรรค์ของฮอลลีวูด “ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่คนตอบสนองด้วยใน Cop Car คือการแสดงให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสิ่งที่เด็กจริงๆ จะพูดและทำน่ะครับ” วัตส์อธิบาย “ผมจำได้ว่าสมัยอยู่ไฮสคูลเป็นยังไง ตอนที่สมองของคุณยังไม่ใช่สมองของผู้ใหญ่ คุณจะนึกคิดถึงสิ่งต่างๆ ในแบบที่บิดเบี้ยวและเฉพาะเจาะจง นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะใส่เข้าไปในเรื่องราวและหนังเรื่องนี้ครับ”

    นอกจากนั้น วัตส์ยังรู้สึกผูกพันกับปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ในแบบที่เป็นส่วนตัวมากๆ เมื่อเขาเทียบกับชีวิตของตัวเขาเอง “ผมเห็นใจปีเตอร์ ปาร์คเกอร์เสมอเพราะผมเป็นหนุ่มเนิร์ดที่ชื่นชอบวิทยาศาสตร์สมัยไฮสคูล เหมือนปีเตอร์ก่อนที่เขาจะโดนแมงมุมกัดน่ะครับ” เขาเผย “ผมชอบเคมีและตั้งใจไปเรียนเป็นวิศวกรเคมีที่มหาวิทยาลัย ผมจะขลุกอยู่ในห้องเคมีตอนพักเที่ยง เพื่อนๆ ผมก็เป็นคนที่ชื่นชอบพวกเคมี ฟิสิกส์…เราเป็นกลุ่มเด็กเนิร์ดสุดๆ เลยล่ะครับ”

    “ลองจินตนาการดูสิครับว่าถ้าคุณมีความสามารถแบบไอ้แมงมุม คุณก็คงจะใช้เวลาทั้งหมดที่มีในแต่ละวันไปกับการพยายามขยายเวลาที่คุณจะได้เป็นไอ้แมงมุม เพราะมันคงจะเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดในโลก” วัตส์กล่าวต่อ “แน่นอนครับว่ามันมีความรับผิดชอบทั้งหลายทั้งปวงที่มาพร้อมกับพลังไอ้แมงมุม แต่มันก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะจดจำว่าการได้ห้อยโหนตัวจากตึกหนึ่งไปยังอีกตึกหนึ่งเป็นเรื่องสนุกแค่ไหน มันเป็นผลกระทบแบบหยินหยางที่ยอดเยี่ยมครับ การต้องรับมือกับความยุ่งยากและความเครียดของการมีพลังพวกนี้ รวมถึงการพบกับความสนุกสนานและความตื่นเต้นที่เกิดขึ้นตามมาด้วย”

    “ฉันหวังว่าสิ่งที่เรากำลังทำคือการเล่าเรื่องราวไอ้แมงมุมที่เข้าถึงได้ค่ะ” ปาสคัลกล่าว “สิ่งที่ยอดเยี่ยมเสมอเกี่ยวกับตัวปีเตอร์ ปาร์คเกอร์คือเขามีความหวัง ความฝันและปัญหาแบบเดียวกับเราทุกคน ดังนั้น ผู้ชมก็จะเห็นอกเห็นใจปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ได้ในทันที แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะได้เห็นไอ้แมงมุมใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่เขาไม่เคยได้เป็นส่วนหนึ่งของมันมาก่อนด้วยค่ะ”

    “เราแนะนำไอ้แมงมุมใน Civil War และคุณก็จะได้เห็นการปะทะคารม ความสนุกสนานและความแตกต่างระหว่างเขาและฮีโรคนอื่นๆ ครับ” ไฟกีกล่าว “และตอนนี้ หลังจากวันหยุดพักผ่อนที่ยอดเยี่ยมที่สุด ที่เขาได้ใช้เวลากับร็อคสตาร์พวกนี้ เขาก็ต้องกลับไปเรียนเหมือนเดิม มันก็เลยทำให้ปัญหาของเขารุนแรงมากขึ้น ปัญหาที่ตัวผมเองก็มีและผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ที่เรียนไฮสคูลก็มี นั่นคือ ‘มันมีอะไรมากกว่านั้นสำหรับฉันรึเปล่าที่ข้างนอกนั่น’ แต่ปีเตอร์รู้ว่ามันมี เพราะเขาเพิ่งทำมันลงไป เขาคิดว่าเขาพร้อมแล้ว และแน่นอนครับตอนที่คุณอายุสิบห้าปี คุณก็มักจะคิดว่าคุณพร้อมสำหรับบางสิ่งก่อนที่คุณจะพร้อมจริงๆ นั่นคือความสนุกของหนังเรื่องนี้ นั่นคือความเข้าถึงได้ของปีเตอร์ ปาร์คเกอร์และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราอยากจะทำแบบนี้และแนะนำไอ้แมงมุมให้ผู้ชมรู้จักใหม่อีกครั้งผ่านทางมุมมองของโลกภาพยนตร์มาร์เวลครับ”

    ในการเลือกทอม ฮอลแลนด์มารับบทนี้ ทีมผู้สร้างเลือกนักแสดงที่มีความหนุ่มแน่นอย่างที่ตัวละครในเรื่องนี้ต้องการ “นั่นคือตัวละครอย่างที่เขาเป็นในหนังสือการ์ตูนครับ” ไฟกีกล่าว “การที่เราพบกับทอม ฮอลแลนด์เป็นปาฏิหาริย์เพราะเราได้พบคนที่มีลุคและแสดงเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบห้าได้ เราอยากจะรักษาความแตกต่างกับซูเปอร์ฮีโรคนอื่นๆ ที่ดูดี แต่ไม่ได้อายุสิบห้าเอาไว้น่ะครับ”

    และความเปลี่ยนแปลงของปีเตอร์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ในตอนที่เขาผงาดขึ้นมาเป็นฮีโร ก็เป็นในแบบที่เหมาะกับช่วงอายุของเขาอย่างเพอร์เฟ็กต์ “ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์รักในการเป็นไอ้แมงมุมแต่เขาก็ไม่ได้รักการเป็นปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ซักเท่าไหร่” ผู้กำกับจอน วัตส์กล่าว “ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์เป็นตัวแทนของทุกอย่างที่เขาเคยเป็น หนุ่มวิทยาศาสตร์เนิร์ดที่เฟอะฟะ แต่ตอนนี้ เขามีชีวิตใหม่รออยู่ข้างหน้าฐานะซูเปอร์ฮีโรผู้ขลุกอยู่กับโทนี สตาร์คและกัปตันอเมริกา และอเวนเจอร์คนอื่นๆ แต่แม้ว่าเขาจะมีพลังใหม่ๆ และคนรู้จักใหม่ๆ พวกนี้ เขาก็ยังไม่ตระหนักถึงตัวตนของตัวเองในฐานะปีเตอร์ ปาร์คเกอร์เสียที หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำหรับเขาคือการตระหนักว่าคุณไม่สามารถก้าวไปเป็นไอ้แมงมุมได้จนกว่าคุณจะหาคำตอบว่าคุณคือใครในฐานะปีเตอร์ ปาร์คเกอร์น่ะครับ”

    การรับบทไอ้แมงมุมเป็นความฝันที่ยาวนานสำหรับฮอลแลนด์ “เมื่อห้าปีก่อน ผมอยู่ที่งานเอ็มไพร์ อวอร์ดในกรุงลอนดอนและมีคนสัมภาษณ์ถามผมว่าถ้าผมจะเป็นซูเปอร์ฮีโร ผมอยากเป็นใคร” นักแสดงหนุ่มเล่า “ผมก็บอกว่า ‘ในสิบปี ผมอยากจะเป็นไอ้แมงมุมหลังจากแอนดรูว์ การ์ฟิลด์’ ผมไม่คิดฝันเลยว่ามันจะกลายเป็นจริงเร็วขนาดนี้”

    หลังจากการส่งเทปบันทึกภาพตัวเองหลายรอบ ฮอลแลนด์ก็เล่าถึงการทดสอบขั้นสุดท้าย ซึ่งก็คือการพบกับโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ แต่ก่อนที่เขาจะได้พบกับโทนี สตาร์ค เขาก็ได้พบกับสิ่งที่ดีรองจากนั้น “ผมได้พบกับสแตนด์อินของโรเบิร์ตก่อน เขาดูเหมือนโรเบิร์ตมากครับ ผมคิดในใจว่า ‘ว้าว ตัวจริงคุณดูแตกต่างมากๆ เลย’ แล้วผมก็เลิกประหม่ากับการได้พบกับเขา แล้วตอนที่โรเบิร์ตเข้ามา เราก็อิมโพรไวส์แล้วก็เริ่มต่อปากต่อคำกัน ซึ่งเป็นเรื่องเยี่ยมครับ”

    ตัวไอรอน แมนเองให้การยอมรับการคัดเลือกนักแสดงครั้งนี้ “ทอม ฮอลแลนด์เป็นคนที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับงานนี้ครับ” ดาวนีย์กล่าว “เขากระตือรือร้น สดใส และมีพรสวรรค์ แล้วเขาก็เป็นคนคล่องแคล่วด้วยแบ็คกราวน์ด้านการเต้นและกายกรรมของเขา เขามีคุณสมบัติรวมกันที่ลงตัวในการนำเสนอตัวละครตัวนี้ในมุมมองใหม่ครับ”

    “ทอมน่าทึ่งมากระหว่างกระบวนการคัดเลือกนักแสดงค่ะ” เอมี ปาสคัลกล่าว “เขาใส่อีกคุณสมบัติหนึ่งเข้าไปในปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ที่ตรงกับการ์ตูนมากๆ เราได้ทดสอบหน้ากล้องเด็กๆ หลายคน แต่ตั้งแต่วินาทีแรกที่เราได้เห็นเขาบนหน้าจอกับโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ เราก็รู้แล้วว่าเขาคือคนที่ใช่ค่ะ”

    “พลังงานของการที่ทอม ฮอลแลนด์ได้พบกับโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ครั้งแรกเป็นแบบที่เราต้องการจากการที่ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ได้พบกับโทนี สตาร์คครับ” เควิน ไฟกีกล่าว “ฉากออดิชันเป็นฉากในห้องนอนใน Captain America: Civil War และเราก็อยากจะสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างปีเตอร์ ปาร์คเกอร์และโทนี สตาร์คที่เราปูพื้นเอาไว้ในหนังเรื่องนั้นครับ”

    “ทอม ฮอลแลนด์มีความไร้เดียงสา เขาดูจะงุ่มง่าม ซุ่มซ่าม แต่คุณจะรู้สึกถึงความถูกต้องและความดีงามของเขา การได้เห็นเด็กคนนี้สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองและเนรมิตชีวิตให้กับฉากต่างๆ เป็นเรื่องน่าประทับใจครับ” วัตส์กล่าว “มันมีแค่พวกเขาสามคน มาริสา โทเม, โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์และทอม ฮอลแลนด์ ในฉากนี้ แต่มันก็ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาและน่าตื่นเต้นจนมันเปิดประตูโอกาสต่างๆ ที่ผมสามารถนำเรื่องราวใน Spider-Man: Homecoming ไปในทิศทางนั้นๆ ได้น่ะครับ”

    ฮอลแลนด์กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำกับและนักแสดงเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ จริงใจและเรียบง่าย “จอนเป็นเพื่อนร่วมงานที่ยอดเยี่ยม เขาปล่อยให้คุณใส่ความเป็นตัวเองเข้าไปในตัวละครครับ” เขากล่าว “เขาเป็นผู้กำกับที่เชื่อในนักแสดง เราต่างก็เจอกับเรื่องที่เราไม่เคยเจอ ผมไม่เคยแสดงนำในหนังสเกลแบบนี้มาก่อน ส่วนเขาก็ไม่เคยกำกับหนังสเกลแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน เราก็เลยช่วยกันและกันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเราก็มีมิตรภาพที่ดีต่อกันครับ”

    Spider-Man: Homecoming ดำเนินเรื่องต่อจากฉากสงครามครั้งใหญ่ใน Captain America: Civil War ด้วยการที่โทนี สตาร์ค นำ “เด็กใหม่” กลับบ้านที่ควีนส์ “ปีเตอร์เชื่อจริงๆ ว่าโทนี สตาร์คเป็นอาจารย์ของเขาและโทนีก็ชอบปีเตอร์จริงๆ แต่เขาจะมัวมาดูแลเด็กคนนี้ไม่ได้หรอก” ไฟกีอธิบาย “โทนีอธิบายให้ปีเตอร์ฟังนิดๆ ว่าเขาสามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเองบ้าง”

    ปีเตอร์เชื่อว่า “การฝึกงาน” กับสตาร์ค อินดัสทรีส์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นและการทดสอบเพื่อกลายเป็นสมาชิกพวกอเวนเจอร์แบบเต็มรูปแบบ แต่แมงมุมก็ต้องเรียนรู้ที่จะคลานก่อนที่มันจะบินได้ อย่างที่ฮอลแลนด์อธิบายว่า “เราได้ย้อนกลับไปเพื่อนำเสนอฉากการต่อสู้ใน Civil War จากมุมมองของปีเตอร์เล็กน้อย เราได้เห็นว่าเขาสนุกสุดเหวี่ยง เขาได้นั่งเครื่องบินเจ็ทส่นตัวกับแฮปปี้ เขาได้อยู่ในห้องโรงแรมแสนสวน แต่จู่ๆ เขาก็ต้องเบียดคนบนรถไฟใต้ดินเพื่อไปโรงเรียน ไม่มีใครโทรหาเขาเพื่อมอบภารกิจให้เขาเพิ่มเติม นั่นคือความแตกต่าง เด็กที่ไปค่ายฤดูร้อนมาจู่ๆ ก็ต้องกลับมาเรียนที่โรงเรียนน่ะครับ”

    “โทนีกลายเป็นเหมือนพ่อสำหรับปีเตอร์” ฮอลแลนด์กล่าว “ปีเตอร์พยายามพิสูจน์ตัวเองกับโทนีว่าเขาอายุมากพอและฉลาดพอที่จะรับงานที่ใหญ่กว่านี้ได้ แต่โทนีก็ยับยั้งเขาไว้แล้วบอกว่าเขายังไม่พร้อม ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้ปีเตอร์อาจเลือกเดินทางผิด ก่อนที่เขาจะเจอกับคำตอบและเราได้เห็นว่าทำไมปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ถึงเป็นซูเปอร์ฮีโรที่ทรงพลังและเป็นที่รักมากที่สุดในโลกภาพยนตร์มาร์เวลครับ”

    การมองโทนี สตาร์คเป็นพ่อก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่จริงๆ แล้ว เขามีคนในครอบครัวที่คอยดูแลเขา ที่ห่วงใยเขาอย่างลึกซึ้งอย่างป้าเมย์ ในขณะที่โทนี สตาร์คช่วยปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ให้เก่งขึ้นด้วยชุดและเทคโนโลยีใหม่และคอยจับตามองเขาระหว่างที่เขาฝึกฝนการใช้พลังซูเปอร์ฮีโรใหม่ของเขา เมย์ก็เป็นแสงที่คอยช่วยนำทางเขา

    “ป้าเมย์เป็นตัวละครที่สำคัญต่อปีเตอร์ ปาร์คเกอร์มากครับ” ผู้ร่วมอำนวยการสร้างอีริค เฮาเซอร์แมน แคร์รอลกล่าว “ในหนังเรื่องนี้ เราทุกคนเห็นพ้องกันว่าตัวละครตัวนี้น่าจะเหมือนกับพี่สาวหรือคนที่อายุใกล้เคียงเขามากกว่าน่ะครับ”

    “เราจะนำเสนอป้าเมย์ว่าเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวยังสาวที่พยายามดิ้นรนใช้ชีวิตของเธอเองได้ยังไงน่ะเหรอครับ” เควิน ไฟกีถาม “เห็นได้ชัดว่าเธอทำสิ่งที่น่าทึ่งในอดีตด้วยการรับปีเตอร์มาเลี้ยงดู เธอเคยผ่านโศกนาฏกรรมในชีวิตมา ซึ่งเราอนุมานเอาได้ แต่ท้ายที่สุด เธอก็เป็นผู้หญิงที่พยายามจะหาเส้นทางเดินของตัวเอง เหมือนกับปีเตอร์ มันทำให้ตัวละครของเธอมีความเปลี่ยนแปลงที่มีความร่วมสมัยมากขึ้นครับ”

    เมื่อคำนึงถึงข้อนั้น ทีมผู้สร้างจึงเลือกนักแสดงรางวัลออสการ์ มาริสา โทเม “เรามองดูจิตวิญญาณความเป็นป้าเมย์ เพราะในหลายๆ ทาง เธอเป็นเหมือนสติของปีเตอร์ และเราก็ได้เห็นเธอรับมือกับสิ่งต่างๆ ในแบบเดียวกับที่ปีเตอร์ทำ ผมคิดว่าการทำให้ตัวละครตัวนี้มีอายุน้อยลงและทันสมัยขึ้นเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการเน้นถึงความรู้สึกนั้นครับ” วัตส์กล่าว

    “ตามประวัติของไอ้แมงมุม ป้าเมย์จะรับหน้าที่แม่ผู้คอยแนะนำปีเตอร์” โทเมกล่าว “ในเวอร์ชันนี้ เราใช้ชีวิตอยู่ในควีนส์ และมีแค่เมย์กับปีเตอร์ เธอสนับสนุนให้เขาเลิกเก็บตัวซะบ้าง เขาเป็นคนขยันและฉลาดมากๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องเยี่ยม แต่เมย์ก็สนับสนุนให้เขาออกไปสนุกและมีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้นอีกนิดน่ะค่ะ”

    นี่คือป้าเมย์ที่เข้าถึงความเป็นวัยรุ่นของตัวเองมากขึ้นเพราะเธอได้เลี้ยงดูวัยรุ่นขึ้นมา “ความสัมพันธ์ของพกวเขาใกล้ชิดกันมากๆ และอ่อนโยนมากๆ ด้วย เธอเป็นคนที่ปลูกฝังความคิดต่างๆ ให้กับเขา แต่เธอก็รู้สึกได้ชัดเจนว่าเขากำลังปิดบังเรื่องบางอย่างจากเธอ” โทเมกล่าว”เธอกังวลถึงสิ่งที่เขากำลังคิดเพราะเธอรู้ว่าไฮสคูลอาจเป็นช่วงเวลาที่ยุ่งยากและน่าอึดอัดได้ แน่นอนค่ะว่าเธอไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เขาปิดบังอยู่คือการที่เขาเป็นซูเปอร์ฮีโร”

    โทเมกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเมย์และโทนี สตาร์คเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อน “เธอคิดว่าปีเตอร์ฝึกงานที่สตาร์ค อินดัสทรีส์และเธอก็ตื่นเต้นที่เขาได้ตำแหน่งนั้น โอกาสในการได้เรียนรู้และมีโทนี สตาร์คเป็นอาจารย์ เธอจับตามองโทนี สตาร์คซักระยะและได้เห็นว่าเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองจากการเป็นนายทุนใหญ่ไปเป็นคนที่ทำดีเพื่อไถ่บาป แต่เธอก็จับตามองอย่างใกล้ชิดถึงอิทธิพลที่เขามีต่อปีเตอร์ เพื่อที่เขาจะได้ไม่กลายเป็นแค่คนทำงานธรรมดา เขายังคงเป็นเด็กหนุ่มที่ยังไม่โตเต็มที่ เขายังต้องการพื้นที่ในการสำรวจตัวเองและเพื่อที่จะเป็นเด็กน่ะค่ะ”

    ดังนั้น ปีเตอร์ก็โหยหาอิสรภาพ และโทนีและเมย์ก็เต็มใจที่จะให้อิสรภาพกับเขาเล็กน้อยเพื่อดูว่าเขาจะทำยังไงกับมัน…และอิสรภาพนั้นก็นำเขาไปสู่เส้นทางของตัวร้ายใหม่สุดอันตราย วัลเจอร์ หรือเอเดรียน ทูมส์ ที่แสดงโดยนักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ด ไมเคิล คีย์ตัน “ผลงานของไมเคิลน่าทึ่งมากครับ” ไฟกีกล่าว “เขามีคุณสมบัติมากมายที่ทำให้เขาเพอร์เฟ็กต์สำหรับบทนี้ และมันก็มีความสนุกสนานในรูปแบบที่เขาแสดง Batman และ Birdman ด้วย เขามาถึงจุดที่เหลือเชื่อในอาชีพนักแสดงของเขาและเขาก็แสดงบทต่างๆ ด้วยความจริงจังในแบบที่ช่วยพัฒนาตัวละครตัวนี้ให้ไปไกลเกินกว่าความคาดหวังของเราครับ”

    ฮอลแลนด์เป็นแฟนผลงานของคีย์ตันมานานแล้ว แต่เขาก็พบว่า งานเป็นเรื่องที่มาก่อนเรื่องอื่นในตอนที่พวกเขาได้พบกันครั้งแรก “ผมเป็นแฟนเขาตั้งแต่เรื่อง Beetlejuice ครับ” ฮอลแลนด์กล่าว “ครั้งแรกที่ผมได้พบเขา เราถ่ายทำฉากที่เข้มข้นที่สุดในเรื่อง มันน่าหวาดหวั่นมากๆ และบอกตามตรงนะครับ ผมแทบไม่ได้แสดงเลย เพราะเขาใส่ความจริงจังเข้าไปในแบบที่ทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัวจริงๆ นอกจากนั้น เขายังเป็นนักแสดงที่ใจดีและเอื้อเฟื้อมากๆ และการได้เขามาแสดงหนังเรื่องนี้ก็ช่วยยกระดับความตื่นเต้นและแอ็กชันให้หนังได้จริงๆ”

    Spider-Man: Homecoming เริ่มต้นขึ้นด้วยผลลัพธ์ระดับล่างของภาพยนตร์ในโลกภาพยนตร์มาร์เวลที่ผ่านๆ มา นั่นคือถึงแม้ว่าการต่อสู้ของพวกอเวนเจอร์จะน่าตื่นเต้นแค่ไหน พวกเขาก็ทิ้งเรื่องวุ่นๆ ให้ชาวนิวยอร์กได้เก็บกวาดสะสาง ซึ่งก็ยังคงไม่เสร็จสิ้น ความพยายามในการฟื้นฟูสถานที่ต่างๆ เป็นเรื่องดีสำหรับเอเดรียน ทูมส์ ผู้ซึ่งบริษัทเก็บกู้ซากของเขาได้ทำสัญญาในการเก็บกวาดเศษวัตถุและอาวุธต่างๆ ที่ถูกทิ้งไว้ท่ามกลางซากปรักหักพัง…จนกระทั่งโทนี สตาร์คก้าวเข้ามาด้วยกันร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อก่อตั้งกระทรวงควบคุมความเสียหาย และกระชากธุรกิจไปจากมือของทูมส์

    “ทูมส์เป็นคนทำงานหนักผู้สร้างธุรกิจที่ไปได้สวย” คีย์ตันกล่าว “เขาไม่ได้ร่ำรวย แต่เขาก็ทำงานหนัก ด้วยการจัดการกับซากปรักหักพังที่เกิดจากการผจญภัยของพวกอเวนเจอร์ แต่พอมีคำสั่งลงมาว่างานนี้จะอยู่ภายใต้การควบคุมของโทนี สตาร์ค เขาก็คิดว่า มันไม่เห็นยุติธรรมเลย”

    นี่คือสิ่งที่แบ่งแยกฮีโรจากตัวร้าย ทูมส์ ผู้สิ้นหวังกับการทำธุรกิจเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว เริ่มขโมยเทคโนโลยีเอเลียนแปลกๆ และเขาก็ทำถึงขนาดสร้างชุดติดปีกที่เขาและทีมงานใช้เพื่อขโมยรถบรรทุกของกระทรวงควบคุมความเสียหาย และนำอาวุธเหล่านั้นมาขายในตลาดมืด

    “ผมอยากให้ Spider-Man: Homecoming เป็นหนังซูเปอร์ฮีโรระดับคนธรรมดาในโลกภาพยนตร์มาร์เวล ดังนั้น เราก็เลยต้องการตัวร้ายระดับคนธรรมดา” วัตส์กล่าว “ผมชื่นชอบไอเดียของการให้ผู้ร้ายมีปัญหาที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ มันไม่ใช่เรื่องของการยึดครองโลก มันไม่ใช่แผนการแก้แค้นสุดโต่ง แต่มันเป็นเรื่องของการไม่มีเงินเลี้ยงปากท้องและการต้องการมีที่ทางในโลกใบนี้ครับ”

    “สิ่งที่เจ๋งเกี่ยวกับวัลเจอร์คือสิ่งเดียวกับที่ผมคิดว่าเจ๋งเกี่ยวกับบรูซ เวย์น นั่นคือเขาสร้างชุด เกราะและสิ่งที่เขาต้องการขึ้นมาด้วยตัวเอง” คีย์ตันกล่าว “เขาไม่ได้มีพลังพิเศษอะไร เขาเป็นแค่คนธรรมดา แม้ว่าเขาเป็นคนที่เจอกับสารพัดเรื่องประเดประดังเข้ามาก็ตาม”

    นักแสดงหลายคน เมื่อถูกเรียกตัวมารับบทผู้ร้าย จะกล่าวว่าความท้าทายคือการหาแรงขับที่เป็นมนุษย์ในตัวละครและเกือบจะหลงเชื่อในแนวคิดแบบผิดๆ ของพวกเขา คีย์ตันเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น “สิ่งที่เจ๋งเกี่ยวกับเส้นเรื่องรองในเรื่องราวนี้คือปีเตอร์ไม่ได้มองเห็นภาพใหญ่ ทูมส์เป็นผู้ใหญ่ที่ได้สัมผัสแล้วว่าโลกใบนี้เป็นยังไง” เขากล่าว “เอเดรียน ทูมส์ได้มองเห็นโลกจริงๆ และได้สัมผัสถึงความไม่ยุติธรรมและความไม่เท่าเทียมกันด้วยตัวเอง วัลเจอร์คิดแบบนั้น และผมก็คิดว่าเขาก็คิดถูกอยู่บ้าง”

    ถ้าโทนี สตาร์คเป็นเหมือนพ่อสำหรับปีเตอร์ แฮปปี้ โฮแกนก็เป็นเหมือนพี่ชาย มือขวาของโทนี ผู้ฉุนเฉียวง่าย ขี้หงุดหงิด มีงานยุ่ง แต่ก็มีความเอื้ออาทร ได้ถูกวางตัวให้คอยดูแลความก้าวหน้าของปีเตอร์ระหว่างที่โทนีทำในสิ่งที่มหาเศรษฐีเพลย์บอยใจกุศลอัจฉริยะทำทั้งวัน

    “สำหรับปีเตอร์ แฮปปี้เป็นพี่ชายที่ทำให้คุณเจอกับเรื่องลำบากเสมอ” แคร์รอลอธิบาย “แฮปปี้คิดว่า ‘เดี๋ยวนะ คุณเจอกับเด็กใหม่คนนี้ คุณหาชุดสุดไฮเทคให้เขา แล้วเขาก็จะได้สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกอเวนเจอร์เนี่ยนะ’ เขาระบายความอิจฉาของตัวเองลงกับปีเตอร์นิดๆ น่ะครับ”

    แฟฟโรว์โตมาในควีนส์และเข้าศึกษาในโรงเรียนที่ไม่ต่างกับมิดทาวน์ ไซเอนซ์ ที่ปีเตอร์เรียน ด้วยเหตุผลเหล่านี้เอง เขาก็เลยกล่าวว่า Spider-Man: Homecoming เป็นเหมือนการคืนสู่เหย้านิดๆ สำหรับเขา “เพราะสิ่งที่เรามีเหมือนๆ กัน ผมก็เลยชื่นชอบตัวละครตัวนี้เสมอ” เขากล่าว “การได้เห็นมันได้รับการถ่ายทอดออกมาในหนังเหมือนอย่างในหนังสือทำให้ผมตื่นเต้นมากครับ”

    ปีเตอร์เองก็มีชีวิตธรรมดาๆ ที่ต้องรับมือ ซึ่งคนที่คอยช่วยเหลือเขาก็คือ เน็ด เพื่อนสนิทของเขา ที่แสดงโดยจาค็อบ บาตาลอน

    ในขณะที่นักแสดงหลายคนใน Spider-Man: Homecoming มีประสบการณ์กับงานเบื้องหลังในการช่วยประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ในโลกภาพยนตร์มาร์เวลมาแล้ว บาตาลอนเพิ่งจะเปิดตัวในโลกภาพยนตร์ (ซึ่งไม่ใช่จุดเริ่มต้นอาชีพที่เลวร้ายเลย) เขาเพิ่งได้สัมผัสกับประสบการณ์นั้นเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว ที่งานคอมิก คอน ซึ่งเป็นบทสรุปของกระบวนการคัดเลือกนักแสดงที่ยาวนาน “ผมไม่ได้ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของมันจนกระทั่งเราไปที่งานคอมิก คอนครับ” เขากล่าว “ผมได้เห็นว่าแฟนๆ รักตัวละครตัวนี้และคลั่งไคล้เขาแค่ไหน ผมไม่เคยรู้สึกถึงพลังงานแบบนั้นมาก่อน และการได้รู้ว่าพวกเขาสนับสนุนเราก็ทำให้ผมรู้สึกเยี่ยมจริงๆ หนังซูเปอร์ฮีโรเรื่องแรกที่ผมได้ดูคือ Spider-Man ภาคแรก และหนังพวกนั้นก็เป็นส่วนสำคัญในวัยเด็กของผม มันเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายออกมาได้ว่าคุณรู้สึกยังไงที่ได้รู้ว่าตอนนี้ คุณเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเรื่องราวนั้นขึ้นมาน่ะครับ”

    ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เน็ด ลีดส์เป็นเพื่อนซี้ของปีเตอร์ แต่ในตอนที่ปีเตอร์เริ่มเดินเส้นทางที่โดดเดี่ยวของการเป็นไอ้แมงุม มันก็ทำให้เน็ดออกอาการผิดปกติมากกว่าคู่หูของเขา “เน็ดเป็นคนน่ารัก จริงใจ แล้วผมคิดว่าคุณคงบอกได้ว่าเขาเป็นเด็กเนิร์ด” บาตาลอนกล่าว “เขารักเทคโนโลยี เขาฉลาดสุดๆ และสิ่งที่เขาต้องการคือการเป็นมือขวาของปีเตอร์ มันเป็นเรื่องลำบากใจสำหรับเขาที่ไม่รู้ว่าปีเตอร์ปิดบังเรื่องอะไรเขาอยู่ เขาพบว่ามันน่าหงุดหงิดมากๆ และคิดว่าปีเตอร์เจ๋งเกินไปสำหรับเขา เหมือนตอนที่คุณคิดว่าคุณอาจจะสูญเสียคนที่สำคัญมากๆ สำหรับคุณไปในจุดหนึ่งของชีวิตน่ะครับ ดังนั้น ในตอนที่เน็ดรู้ความลับของปีเตอร์ในที่สุด มันก็เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกสำหรับเขา มันเป็นเรื่องเจ๋งสุดๆ เลยที่มีไอ้แมงมุมเป็นเพื่อนซี้น่ะครับ”

    “ความสัมพันธ์ระหว่างปีเตอร์และเน็ดอาจจะเป็นความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดในหนังเรื่องนี้เพราะเน็ดเป็นคนเดียวที่ปีเตอร์บอกความลับให้ฟังและพูดให้ฟังเกี่ยวกับการเป็นไอ้แมงมุม” ทอม ฮอลแลนด์กล่าว “โทนี สตาร์คและแฮปปี้ โฮแกนดูจะห่างเหินไปซักนิด ดังนั้น เน็ดก็เป็นเหมือนจิตแพทย์ที่เขาสามารถระบายความในใจออกไปได้น่ะครับ”

    ฮอลแลนด์กล่าวว่า มันคล้ายกับความสัมพันธ์นอกจอของพวกเขาด้วยเช่นกัน “ตั้งแต่วันแรก ผมกับจาค็อบก็เข้ากันได้ดีในทันที จอนส่งให้เราไปทำงานบางอย่างเพื่อสร้างสายสัมพันธ์กัน แต่เราไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นหรอกครับ เราเป็นเพื่อนรักกันแล้วและเราก็เข้ากันได้ดี ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ครับ”

    แม้ว่าบาตาลอนจะไม่ใช่นักแสดงที่มีประสบการณ์สูงสุดสำหรับบทนี้ แต่แคร์รอลก็บอกว่าการเลือกเขาเป็นการตัดสินใจที่ง่ายดาย “เขามีความไร้เดียงสาแบบไฮสคูลที่สมจริงครับ” เขากล่าว “เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ตื่นเต้นกับทุกเรื่องจริงๆ มันปรากฏออกมาในการทดสอบหน้ากล้องและการออดิชันของเขา และมันก็กลายเป็นลักษณะที่เพอร์เฟ็กต์ที่เน็ด ลีดส์ตะตื่นเต้นเมื่อได้รู้ว่าเพื่อนรักเขาคือไอ้แมงมุม และเขาก็เป็นเน็ด ลีดส์ที่เพอร์เฟ็กต์ ทีมงานทุกคนรักเขา เขากอดทุกคนระหว่างทางที่เขาไปและมาจากฉากและเขาก็กลายเป็นมาสค็อทของการถ่ายทำอย่างไม่เป็นทางการครับ”

    ที่โรงเรียน ปีเตอร์และเน็ดได้เผชิญกับอุปสรรคที่ยากเย็นที่สุด นั่นคือสาวๆ ลิซ ที่รับบทโดยลอรา แฮร์เรียร์ เป็นเด็กสาวสวยผู้ทะเยอทะยาน ผู้เป็นที่หมายปองของปีเตอร์ ในขณะที่มิเชลล์ ที่รับบทโดยเซนดายา เป็นคนตรงไปตรงมา ผู้มองทะลุปรุโปร่งว่าปีเตอร์คิดอะไรอยู่

    “ลิซเป็นคนทะเยอทะยานและฉลาด เธอเรียนอยู่ปีสุดท้าย เธอก็เลยอายุมากกว่านิดหน่อย ในขณะที่ตัวละครตัวอื่นๆ เรียนอยู่ปีสอง” แฮร์เรียร์กล่าว “ในหนังเรื่องนี้ เธอผ่านความเปลี่ยนแปลงไปมากค่ะ ในตอนเริ่มต้นเรื่อง เธอมุ่งมั่นกับการเรียนต่อมหาวิทยาลัย การไปเอ็มไอที การได้รับรางวัลทางการศึกษา…แต่ท้ายที่สุดแล้ว หลังจากประสบการณ์ระหว่างเธอกับปีเตอร์ เธอก็มองทุกอย่างใหม่ มันมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าและสำคัญกว่าการสอบเคมีให้เธอได้ให้ความสำคัญกับมันอีกค่ะ”

    ในตอนเริ่มต้นเรื่อง ลิซมองไม่เห็นโอกาสในความรักระหว่างเธอกับปีเตอร์ จริงๆ แล้ว เธอไม่สังเกตถึงความหลงใหลที่เขามีต่อเธอด้วยซ้ำไป “แต่หลังจากเหตุการณ์คุกคามชีวิตที่อนุสาวรีย์วอชิงตัน เธอก็เริ่มปรับมุมมองของตัวเองใหม่และเริ่มเห็นว่าปีเตอร์เป็นคนฉลาด น่าสนใจและเจ๋งค่ะ” แฮร์เรียร์กล่าว

    “การแสดงฉากพวกนั้นเป็นเรื่องสนุกเพราะปีเตอร์มีตั๋ววิเศษที่เขาใช้ไม่ได้ เขาคงสามารถควงสาวได้ทุกคนบนโลกถ้าเขาพูดออกไปว่าเขาคือไอ้แมงมุม แต่เขาก็รู้ว่าเขาทำแบบนั้นไม่ได้” ฮอลแลนด์กล่าว “เขารู้ว่าเขาไม่เหมือนใครและรู้ว่าเขาสามารถทำทุกอย่างให้ดีที่สุดได้ แต่เขาก็ต้องมีความเป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะไม่ตัดสินใจผิดๆ และบอกความลับของเขาให้ทุกคนได้รับรู้น่ะครับ”

    ถ้าลิซเป็นอัจฉริยะคนสวยผู้ได้รับความนิยม มิเชลล์ ตัวละครของเซนดายาก็เลือกเดินอีกเส้นทางหนึ่ง “ตัวละครของฉันเป็นคนฉลาดมากๆ แต่ฉันก็จะไม่โกหกหรอกนะคะ เธอเป็นคนพิลึกมากๆ” เซนดายากล่าว “สำหรับฉัน เธอเจ๋งมากๆ เพราะเธอมักจะคิดอะไรต่อมิอะไรตลอดเวลา เธอจะนั่งสังเกตโน่นนี่และพูดไม่กี่คำ แต่สิ่งที่เธอพูดก็เป็นเรื่องจริงมากๆ ค่ะ”

    “แม้กระทั่งในตอนท้ายเรื่อง เราก็ไม่รู้หรอกครับว่ามิเชลล์คิดอะไรอยู่” ฮอลแลนด์กล่าว “แต่ดูเหมือนว่าเธอจะติดตามปีเตอร์และเน็ดอยู่นิดๆ ดังนั้น มันอาจชี้นำไปถึงมิตรภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตก็ได้”

    “ตัวเซนดายาเหมาะกับตัวละครตัวนี้จริงๆ” แคร์รอลกล่าวเสริม “ในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยเด็กฉลาดที่สร้างคอมพิวเตอร์ที่บ้านในเวลาว่าง เธอเป็นเด็กที่เดินไปรอบๆ โดยมีนิยายพกใส่กระเป๋า และพอมีเวลาว่าง เธอก็หยิบมันขึ้นมาอ่าน เธอเป็นเด็กศิลป์ในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยเนิร์ดครับ”

    สำหรับเซนดายา แม้มันจะฟังดูน้ำเน่า แต่การได้รับเลือกให้แสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเหมือนฝันที่เป็นจริง “ปฏิกิริยาแรกของฉันก็คือนี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่เจ๋งที่สุดเท่าที่ฉันได้มีส่วนร่วมเลย” เธอกล่าว “ทุกคนบอกว่า ‘ฉันเป็นแฟนไอ้แมงมุมนะ’ แต่มันเป็นเรื่องจริงสุดๆ เลยค่ะ ตัวละครตัวนี้เป็นตัวละครตัวโปรดของฉันตอนที่ฉันเล็กๆ อยู่เพราะฉันรู้สึกเสมอว่าเขาเป็นเหมือนซูเปอร์ฮีโรที่สมจริงที่สุด เขาไม่ได้เกิดมาพร้อมกับพลังพิเศษ แต่มันเกิดขึ้นกับเขาโดยบังเอิญ ฐานะการเงินเขาไม่ค่อยดี เขาต้องเจอกับโศกนาฏกรรมและปัญหาในชีวิตประจำวันทั่วๆ ไปเช่นการจ่ายเงินค่าเช่าห้องและการช่วยทำงานบ้าน ซึ่งฉันคิดเสมอว่ามันเป็นเรื่องเจ๋ง ฉันคิดว่านั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้คนจำนวนมากชื่นชอบไอ้แมงมุม คุณสามารถเชื่อมโยงกับเขาได้ ตอนฉันอายุ 16 ปี เดทแรกของฉันคือการไปดู Spider-Man และมาตอนนี้ ฉันก็ได้แสดงหนังเรื่อง Spider-Man แล้ว มันบ้าสุดๆ เลยค่ะ”

    เซนดายากล่าวว่า เธอชื่นชอบแนวทางการทำงานของทีมผู้สร้างเป็นพิเศษ ในการสร้างลุคที่สมจริง ตรงไปตรงมาและติดดินให้กับเรื่องราวซูเปอร์ฮีโร “หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยตัวละครจริงๆ ที่มีความแตกต่างกันค่ะ” เซนดายากล่าว

    ผู้ที่ขวางกั้นโอกาสในการเดทกับลิซคือแฟลช ธอมป์สัน ที่รับบทโดย โทนี เรโวโลรี ผู้ที่ผู้ชมจะจดจำได้ในบทศิษย์ของราล์ฟ ไฟน์ใน The Grand Budapest Hotel

    มันเป็นการเป็นปรปักษ์ที่มีความเป็นส่วนตัวมากๆ สำหัรบแฟลช “เขาทนปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ไม่ได้เพราะปีเตอร์ทั้งฉลาดและมีพรสวรรค์และไม่จำเป็นต้องขยันเพื่อให้ได้เกรดดีๆ แฟลชเรียนหนักและทำงานหัวหกก้นขวิด แต่ก็ยังเป็นรองเขาอยู่ดี” เรโวโลรีกล่าว “แฟลชไม่รู้หรอกว่าปีเตอร์คือไอ้แมงมุมและอาจจะไม่มีทางได้รู้เรื่องนั้นด้วยเพราะเขาไม่อยากให้ปีเตอร์มีตัวตนอยู่เลย มันไม่มีทางที่ทั้งสองคนจะกลายเป็นคนเดียวกันในความคิดของเขา”

    ในบรรดาผู้ร้ายของเรื่อง นักแสดงโบคีม วู้ดไบน์และโลแกน มาร์แชล-กรีน ร่วมทีมนักแสดงในบท ชูลซ์และไบรซ์ สมุนคนสำคัญของเอเดรียน ทูมส์

    “ภายในกลุ่มทีมงาน ไบรซ์อยากจะเข้าวงการซูเปอร์ฮีโรสุดๆ ซึ่งเป็นเหตุผลให้เขาเรียกตัวเองว่า ‘เดอะ ช็อคเกอร์’ ครับ” โลแกน มาร์แชล-กรีน กล่าวเสริม “นั่นเป็นไอเดียของเขา ผมคิดว่าเขาเป็นคนที่คิดอะไรเพ้อเจ้อเกินตัว เป็นคนที่ทูมส์อาจเอาใจด้วยการดึงเขามาร่วมทีมแต่ตอนนี้ เขากลับสร้างความสั่นคลอนให้กับทีมงาน ตัวเองและทูมส์ด้วยครับ”

    นักแสดงคนอื่นๆ ในเรื่อง Spider-Man: Homecoming ได้แก่แองกูรี ไรซ์ในบทเบ็ตตี้ แบรนด์ สมาชิกทีมผู้แข่งขันวิชาการ, ไมเคิล เชอร์นัสในบทเมสัน ช่างเทคนิคการเก็บกู้ซากของเอเดรียน ทูมส์, โดนัลด์ โกลเวอร์ในบทแอรอน เดวิส, ไทน์ เดลีในบทแอนน์ มารี โฮก หัวหน้าหน่วยควบคุมความเสียหาย, มาร์ติน สตาร์ในบทมิสเตอร์แฮร์ริงตัน โค้ชผู้ฝึกสอนสำหรับการแข่งขันวิชาการ, ฮันนิบาล บูเรสในบทโค้ชวิลสัน ครูสอนพละ, เคนเนธ ชอยในบทครูใหญ่มอริต้า, ทิฟฟานี เอสเพนเซนในบทซินดี้ สมาชิกทีมแข่งขันวิชาการ, อับราฮัม อัททาห์ นักแสดงหนุ่มผู้โด่งดังจากการแสดงใน Beasts of No Nation ในบท เอ๊บ สมาชิกทีมแข่งขันวิชาการและไมเคิล บาร์เบียรีในบท ชาร์ลส์ สมาชิกทีมแข่งขันวิชาการ

    “ในโรงเรียนของนิวยอร์ก มันไม่มีต้นแบบอะไรหรอกครับ มันมีเด็กทุกเชื้อชาติ รูปร่างและรูปแบบในโรงเรียนทุกแห่ง” แคร์รอลกล่าว “ดังนั้น มันก็เลยทำให้เรามีอิสระ เราไม่จำเป็นต้องเลือกเด็กในแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับบทไหนๆ ทั้งนั้น เราสามารถหานักแสดงที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละบท ไม่ว่าเขาจะสูงต่ำดำขาวหรือมีเชื้อชาติอะไรก็ตาม ขอแค่เป็นคนที่ดีที่สุดก็พอครับ”

    เกี่ยวกับงานสร้าง

    Spider-Man: Homecoming มีฐานทำการสำคัญที่ไพน์วู้ด สตูดิโอส์ แอตแลนตา แต่สำหรับสองสัปดาห์แรกของการถ่ายทำ จอน วัตส์ได้กำหนดโทนของเรื่องด้วยการถ่ายทำที่ไฮสคูลในย่านแอตแลนตาจริงๆ ซึ่งถูกใช้แทนมิดทาวน์ ไฮสคูล ออฟ ไซเอนซ์

    นี่ไม่ใช่ฉากจริงๆ เพียงฉากเดียวในเรื่อง ในทางกลับกัน แนวคิดของวัตส์ในฐานะผู้กำกับและแนวทางของเขาในการสร้าง Spider-Man: Homecoming ให้เป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโรที่ติดดินก็ทำให้การถ่ายทำจริงๆ เป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง

    “ผมมาจากแวดวงหนังอินดี ที่คุณไม่มีงบมากพอที่จะสร้างฉากบนสเตจได้ คุณจะต้องอยู่ในโลเกชันตลอดทั้งการถ่ายทำครับ” วัตส์กล่าว “การทำแบบนั้นในหนังฟอร์มยักษ์น่าตื่นตาตื่นใจเป็นเรื่องยากกว่ามาก ด้วยความที่มีเรื่องของแอ็กชันเยอะแยะและเรื่องของการเก็บเป็นความลับอีกแต่ทีมโลเกชันของเราก็สามารถคิดหาโลเกชันจริงๆ ที่ยอดเยี่ยมได้หลายแห่ง ที่ไม่เพียงแต่จะใช้แทนควีนส์และนิวยอร์กได้อย่างแนบเนียน แต่ยังทำให้เราไม่เป็นที่สะดุดตาเป็นส่วนใหญ่ได้ด้วยครับ ผู้ออกแบบงานสร้างของเรา โอลิเวอร์ สกอลทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในการรวมโลเกชันจริงๆ เข้าด้วยกันและการออกแบบและสร้างฉากขึ้นมาภายในโลเกชันจริงๆ น่ะครับ”

    “การถ่ายทำในฉากจริงๆ ทั้งหมดนั่นเป็นเรื่องที่วิเศษสุดจริงๆ สำหรับผม” ทอม ฮอลแลนด์กล่าว “คุณจะลืมว่ามีกล้อง ทีมงานและคนรอบตัว และคุณก็จะเข้าใจถึงสิ่งของที่จับต้องได้จริงๆ ทั้งหมดภายในสิ่งแวดล้อมนั้นที่คุณจะต้องแสดงและมีปฏิกิริยากับมันมากขึ้นครับ”

    สกอลสามารถสร้างความสมจริงให้กับรังลับของวัลเจอร์ได้ด้วยการยกระดับโกดังร้างเก่าๆ ขนาดมหึมา ที่เคยใช้เป็นที่พิมพ์สมุดโทรศัพท์มาก่อน “วัลเจอร์และแก๊งของเขาน่าจะมีรังอยู่ตรงข้ามฝั่งแม่น้ำของแมนฮัตตัน ที่มองไปเห็นหอคอยอเวนเจอร์น่ะครับ” สกอลอธิบาย “ไมค์ แฟนตาเซีย ผู้จัดการฝ่ายโลเกชันของเรา ไปเจอโลเกชันแห่งหนึ่งในแอตแลนตา ที่เคยเป็นของบริษัทพิมพ์สมุดโทรศัพท์มาก่อน มันมีพื้นที่ที่เชื่อมต่อกันหลายแห่งและมีสไตล์สถาปัตยกรรมที่เราสามารถปรับปรุงได้ พื้นที่หลักของมันเคยเป็นที่ตั้งของแท่นพิมพ์ ซึ่งตั้งอยู่บนฐานแพลทฟอร์ม เราได้เพิ่มบันไดอีกอันเข้าไปเพื่อให้ตรงกับสไตล์อุตสาหกรรมและสร้างเหล็กไอบีมสีเหลืองแท่งใหญ่แนวตั้งที่ใช้รองรับเครนขนาดใหญ่เพื่อกำหนดกรอบของวิชวลเอฟเฟ็กต์ในการเปิดหลังคา เพื่อที่วัลเจอร์จะได้บินเข้ามาได้ แพลทฟอร์มลงสู่พื้นของวัลเจอร์ยังมีแผ่นกันกระเทือนแบบบิวท์อินเพื่อลดแรงกระแทกในการลงสู่พื้นของเขาและระบายอากาศ เพื่อทำให้เกิดภาพที่สมจริงเวลามีน้ำหนักกดลงบนพื้น ผู้ตกแต่งฉากของเรา ยีน เซอร์ดีนา ได้พบและสร้างฮาร์ดแวร์ที่น่าสนใจที่เราใช้กับอุปกรณ์ประกอบฉากของเราเพื่อจำลองไลน์ประกอบและบรรจุลงหีบห่อสำหรับสิ่งประดิษฐ์สุดเพี้ยนของทิงเคอเรอร์ครับ”

    “วันแรกที่ผมเดินเข้าไปในฉากบริษัทกอบกู้ซาก ผมก็ประทับใจกับขนาดและสโคปของฉากนี้จริงๆ” ไมเคิล คีย์ตันกล่าว “มันเหนือกว่าที่ผมจินตนาการเอาไว้ในหัวซะอีก มันเป็นสภาพแวดล้อมในกรทำงานที่ยอดเยี่ยมและเพอร์เฟ็กต์สำหรับการสร้างวัลเจอร์และชุดของเขาจริงๆ ครับ”

    โกดังเก่าที่ใช้พิมพ์สมุดโทรศัพท์แห่งนี้ยังถูกใช้เป็นฉากสำหรับซีเควนซ์แอ็กชัน ที่มีที่มาจากหนึ่งในหนังสือการ์ตูน Spider-Man ที่คลาสสิกที่สุดตลอดกาลด้วย “ในหนังเรื่องนี้ วัลเจอร์ใช้ชุดติดปีกของเขาทำให้โกดังพังถล่มลงมา และไอ้แมงมุมก็ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง” แคร์รอลอธิบาย “มันมีที่มาจากหนังสือการ์ตูน ซึ่งเป็นหนึ่งในการ์ตูน Spider-Man ที่โด่งดังที่สุดตลอดกาล Amazing Spider-Man #33 ทุกคนที่มาร์เวลรู้สึกตื่นเต้นที่ได้นำเสนอซีเควนซ์นั้นบนจอเงินซะที และเราก็พยายามอย่างยิ่งที่จะจำลองลุคนั้นออกมาครับ”

    สกอลรับมือกับความท้าทายในการทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ “เราใช้พื้นที่อีกแห่งหนึ่งในโกดังแห่งนั้น ซึ่งเป็นสถานที่แพ็คของเก่าๆ ที่ว่างเปล่า ที่เราสามารถใช้แท่งไอบีมที่มีอยู่แล้วบางส่วนมาทำให้ดูเหมือนเสาคอนกรีต และใส่สเปเชียล เอฟเฟ็กต์สำหรับการระเบิดเข้าไป จาเน็ค เซอร์ส ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ของเราและแผนกพรีวิซได้คำนวณเส้นทางการบิน ที่เป็นตัวกำหนดตำแหน่งต่างๆ สำหรับการทำลายล้างสุดระห่ำเอาไว้ หลังจากนั้น ซากปรักหักพังที่เกิดขึ้นตามมาก็จะถูกสร้างขึ้นบนสเตจในรูปแบบของซากคอนกรีตที่ไพน์วู้ด สตูดิโอส์ครับ”

    อย่างไรก็ดี ผลประโยชน์ของการใช้ฉากและเอฟเฟ็กต์จริงๆ อาจปรากฏชัดเจนที่สุดในหนึ่งในซีเควนซ์แอ็กชันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรื่อง ซึ่งไอ้แมงมุมไปตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงอันตรายบนเรือเฟอร์รีสเตทเทน ไอแลนด์ “ไอ้แมงมุมตั้งใจจะพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นซูเปอร์ฮีโรตัวจริงครับ” จอน วัตส์อธิบาย “เขาต้องการให้ชื่อของไอ้แมงมุมอยู่เคียงข้างกับไอรอน แมน, กัปตัน อเมริกาและธอร์ เขาคิดว่าเขากำลังจะปราบวายร้ายอันตรายกลุ่มหนึ่ง ที่กำลังขายของตลาดมืดบนดาดฟ้าเรือเฟอร์รีสเตทเทน ไอส์แลนด์และเขาก็เริ่มคิดเพ้อเจ้อไปไกลเกิน แม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้คาดคิดว่าจะเจอกับเขา แต่อาชญากรพวกนี้ก็สามารถต่อกรกับเขาได้อยู่หมัด และไม่นานนัก วัลเจอร์ก็ปรากฏตัวขึ้นและเรือเฟอร์รีก็ขาดออกเป็นสองท่อน ซึ่งไอ้แมงมุมก็ได้แต่งหวังว่าจะรอดจากสถานการณ์นี้ไปได้โดยไม่มีใครบาดเจ็บน่ะครับ”

    สำหรับทีมผู้สร้าง การหาวิธีสร้างซีเควนซ์นี้ขึ้นมาเริ่มต้นมานานก่อนที่การถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้นเสียอีก ในตอนแรก ผู้อำนวยการสร้างคิดกันว่ามันน่าจะเป็นซีเควนซ์วิชวล เอฟเฟ็กต์ แต่พวกเขาก็ต้องแปลกใจกับทีมงานสร้าง “ทีมที่น่าทึ่งของเรา แผนกศิลป์ของโอลิเวอร์ สกอล, แผนกก่อสร้างของจอห์น ฮอสกินส์, ทีมสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ของแดน ซูดิค ทุกคนพูดกันว่าเราน่าจะสร้างส่วนตรงท้ายเรือเฟอร์รีขึ้นมา ยกให้มันสูงจากพื้นหกฟุต ติดตั้งกลไกไฮดรอลิค และแบ่งมันออกเป็นสองซีก นอกจากนั้น มันยังทำให้เราสามารถถ่ายทำฉากที่เรือแตกเป็นเสี่ยงได้จริงๆ แทนทที่จะถ่ายทำมันแบบติดกันแล้วหวังว่าทีมวิชวล เอฟเฟ็กต์จะสามารถทำให้มันดูเหมือนแยกจากกันได้น่ะครับ”

    สกอลเริ่มต้นด้วยการสร้างโมเดลเรือเฟอร์รีสเตทเทน ไอแลนด์ขึ้นมาจริงๆ พวกเขาหาสเกลโมเดลที่เป็นไม้ ถ่ายรูป และวัดขนาดเรือเฟอร์รีของจริงที่พวกเขาจะใช้ถ่ายทำ ซึ่งก็คือเรือสปิริต ออฟ อเมริกา หลังจากนั้น ผู้ออกแบบฉาก ริชาร์ด เมย์สและคิล วอน ยู ก็สามารถสร้างแบบโมเดลสามมิติและสร้างแบบพิมพ์เขียวสำหรับทีมงานก่อสร้างได้ ท้ายที่สุด ทีมงานก็ได้สร้างฉากขนาดมหึมา ที่มีความกว้าง 64 ฟุต สูง 45 ฟุตและยาว 100 ฟุต ที่มีขนาดประมาณหนึ่งส่วนสี่ของเรือเฟอร์รีจริงๆ ขึ้นมา แต่ละครึ่งของฉากนี้ถูกสร้างบนฐานเหล็กทรงกลม เพื่อที่จะสามารถแบ่งครึ่งเรือออกตามที่ถูกกำหนดเอาไว้ในโมเดลคอมพิวเตอร์และตรงกับสิ่งที่จะขยายต่อด้วยวิชวล เอฟเฟ็กต์ในขั้นตอนโพสต์โปรดักชัน ทีมเอฟเฟ็กต์ของซูดิคถึงขั้นต้องตัดคอนกรีตในโรงถ่ายออกเพื่อเสริมฐานพื้นคอนกรีตให้หนาขึ้น สำหรับให้กลไกไฮดรอลิคเอียงตัวได้

    ผลวุ่นวายที่ตามมาหลังจากเรือแตกเป็นสองเสี่ยง ด้วยน้ำที่ไหลบ่าและชาวนิวยอร์กผู้ตื่นตระหนก ก็เกิดจากเอฟเฟ็กต์จริงๆ เช่นกัน สกอลกล่าวว่า “แต่ละด้านของฐานทรงกลมและฉากมีน้ำหนักประมาณ 210,000 ปอนด์ บวกกับน้ำหนักเสริมอีก 25,000 ปอนด์สำหรับอุปกรณ์และทีมงาน แดน ซูดิคได้ใช้แม่แรงไฮดรอลิคขนาดใหญ่ในการทำให้ส่วนต่างๆ เอียงในขณะที่มีการเทน้ำจำนวน 40,000 แกลลอนลงไปตรงกลางส่วนจอดรถ การสร้างเรือเฟอร์รีอาจจะใช้เวลาประมาณห้าเดือน ทั้งการสร้างชิ้นส่วนเรือบนสเตจ การเตรียมแผ่นคอนกรีตในโรงถ่ายเพื่อรองรับฐานเหล็กทรงกลม จากนั้น เราก็มีการวางชิ้นส่วนเหล็กและไม้ของเรือกองไว้ในเฟรม ทาสี ตกแต่งและซ้อมการเทน้ำลงมา ผลที่ได้คือพื้นที่จริงๆ ขนาดใหญ่ในการให้เอฟเฟ็กต์ สตันท์และนักแสดงของเรานำเสนอฉากนี้และการที่เรือเฟอร์รีแตกเป็นสองเสี่ยงได้สมจริงยิ่งขึ้น”

    สำหรับทอม ฮอลแลนด์ ความพยายามของทีมงานนับว่าคุ้มค่าเมื่อเขาได้ขึ้นไปห้อยตัวบนลวดสลิงและถ่ายทำในหนึ่งในฉากพวกนี้ “วันที่เราถ่ายทำซีเควนซ์ในฉากเรือเฟอร์รีสเตทเทน ไอแลนด์เป็นหนึ่งในวันโปรดของผมครับ” เขากล่าว “เรือเฟอร์รีแตกเป็นสองเสี่ยงและตัวกระจายน้ำหนักและรถก็กระจัดกระจายไปทั่ว มีตอนหนึ่ง เรามีช็อตเยี่ยมๆ ที่ไอ้แมงมุมโหนตัวเข้ามา ลงสู่พื้น แล้วกล้องก็หมุนไปรอบตัวเขาเหมือนกับเขากำลังอยู่ในฉากต่อสู้ มันเป็นหนึ่งช็อตที่เหลือเชื่อเพราะทุกกอย่างหมุนติ้วไปหมด มันใช้เวลานานมากกว่าเราจะซ้อมและถ่ายทำมันจนเสร็จสมบูรณ์ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ทั้งเจ๋งและวิเศษสุด มันเป็นส่วนที่สุดยอดที่สุดของ Spider-Man เท่าที่ผมคิดว่าเคยเห็นมาเลยล่ะครับ”

    หลังจากนั้น ทีมงานก็ได้ถ่ายทำบางส่วนของซีเควนซ์ (พร้อมด้วยเรือเฟอร์รีที่ยังอยู่ดีอยู่) บนเรือเฟอร์รีของจริง “ไม่มีอะไรที่สามารถถ่ายทอดสเกลของเรือเฟอร์รีสเตทเทน ไอแลนด์ออกมาสู่จอเงินได้ดีไปกว่าการถ่ายทำบนเรือเฟอร์รีจริงๆ ครับ” แคร์รอลกล่าว “แม้ว่าเราจะได้สร้างส่วนหนึ่งของเรือเฟอร์รีที่น่าทึ่งขึ้นมาสี่ชั้นที่โรงถ่ายไพน์วู้ด สตูดิโอส์ ส่วนที่เราถ่ายทำบนเรือเฟอร์รีจริงๆ มาผสมผสานกันทำให้มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นซีเควนซ์แอ็กชันอีพิคที่ยิ่งใหญ๋ในหนัง เราโชคดีมากที่ทั้งตัวเมือง รัฐ คณะกรรมาธิการภาพยนตร์และกรมการขนส่งต่างก็ร่วมมือกับเราเพื่อช่วยให้เราถ่ายทำฉากนี้ได้น่ะครับ”

    มันเป็นซีเควนซ์ที่มีความเป็นส่วนตัวอย่างพิเศษสำหรับจอน วัตส์ “ผมมีความทรงจำวัยเด็กเยี่ยมๆ มากมายเกี่ยวกับการได้นั่งเรือเฟอร์รีสเตทเทน ไอแลนด์ครับ” จอน วัตส์กล่าว “ผมคิดว่าหลายคนจะเห็นด้วยว่ามันเป็นหนึ่งในวิธีที่สวยงามที่สุดในการเดินทางเข้ามายังนิวยอร์ก ซิตี้ ที่ทำให้เราได้เห็นทั้งเทพีเสรีภาพ เอลลิส ไอแลนด์และเส้นขอบฟ้าแสนตระการตาของแมนฮัตตัน มันเป็นเรื่องสำคัญที่หนังเรื่องนี้จะต้องใส่ภาพไอคอนเหล่านี้ของนิวยอร์กเข้าไปโดยไม่ได้เข้าไปในแมนฮัตตันจริงๆ ผมอยากจะรักษาแอ็กชันให้อยู่ในควีนส์น่ะครับ”

    นอกเหนือจากการถ่ายทำบนเรือเฟอร์รีสเตทเทน ไอแลนด์ ทีมงานยังได้ถ่ายทำในนิวยอร์กอีกสองสัปดาห์ ที่ครอบคลุมถึงโลเกชันต่างๆ ในควีนส์ ซึ่งรวมถึงโลเกชันต่างๆ ในแอสโทเรีย, ซันนีไซด์, ริชมอนด์ ฮิล, เลฟเฟิร์ทส์ บูเลอวาร์ด, จาไมกา อะเวนิวและควีนส์ บูเลอวาร์ด รวมถึงโคนีย์ ไอแลนด์, บรู๊คลิน, ลอง ไอแลนด์และสเตทเทน ไอแลนด์อีกด้วย

    “การถ่ายทำในนิวอร์กเป็นเรื่องสำคัญมากในหนัง Spider-Man ค่ะ” เอมี ปาสคัลกล่าว “ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์มาจากควีนส์และไอ้แมงมุมก็เป็นฮีโรแห่งนิวยอร์ก ซิตี้ พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันค่ะ”

    ชุดไอ้แมงมุม

    คุณอาจจะคิดว่าการสวมชุดไอ้แมงมุมครั้งแรกเป็นช่วงเวลาพิเศษที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นน่ะแหละ แต่ทอม ฮอลแลนด์ก็กล่าวว่า ความรู้สึกมหัศจรรย์นั้นไม่ได้เลือนหายไปเลย “การสวมชุดไอ้แมงมุมเป็นหนึ่งในสิ่งที่เจ๋งที่สุดเท่าที่เคยเกิดกับผมในชีวิตนี้เลยครับ จนถึงวันนี้ ผมยังไม่อยากจะเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ” เขากล่าว “มันมักจะมีช่วงเวลาพิเศษสุดจริงๆ ตอนที่ผมสวมชุดนี้ โดยเฉพาะต่อหน้าเด็กเล็กๆ พอพวกเขาได้เห็นชุดนี้ ดวงตาพวกเขาจะเป็นประกาย และมันก็จะทำให้คุณนึกได้ว่ามันเป็นเกียรติแค่ไหนที่ได้นำความสุขแบบนี้มาสู่ผู้คนน่ะครับ”

    “ในตอนที่ทอม ฮอลแลนด์สวมชุดไอ้แมงมุม เขาก็กลายเป็นไอ้แมงมุมในทุกแง่มุมของตัวละครตัวนี้ค่ะ” เอมี ปาสคัลกล่าว แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เกิดจากภายในของตัวนักแสดงเอง แต่ส่วนหนึ่งก็คือชุดไอ้แมงมุมที่เขาสวม ในตอนที่ฮอลแลนด์สวมชุดนี้ เธอกล่าวว่า “ท่าทางเขาจะเปลี่ยนไป เขาเดินไม่เหมือนเดิม และชุดนี้ก็ดูเพอร์เฟ็กต์สำหรับเขา ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายของเรา หลุยส์ ฟร็อกลีย์ทำงานได้อย่างวิเศษสุดในการสร้างชุดนี้ หรืออาจจะเรียกว่าจำลองชุดนี้ขึ้นมา เพราะเราทำในสิ่งที่เรียกว่าลักไก่น่ะค่ะ คือเรานำชุดที่ถูกสร้างขึ้นแบบดิจิตอลมาจาก Captain America: Civil War น่ะค่ะ แล้วบอกพวกเขาว่า ‘เราอยากให้คุณสร้างชุดนี้’ แล้วพวกเขาก็ทำได้เหมือนเป๊ะ”

    แม้กระทั่งสำหรับผู้ที่คร่ำหวอดในแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโรมากว่าหนึ่งทศวรรษ มันก็มีอะไรแตกต่างในการทำงานกับชุดไอ้แมงมุม “โดยที่ไม่เป็นการพูดเกินเลยไป ชุดไอ้แมงมุมอาจจะเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ผ่านการออกแบบอย่างดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของกราฟิก ดีไซน์ก็ได้ครับ” เควิน ไฟกีกล่าวอย่างตื่นเต้น “มันเป็นภาพที่ทำออกมาได้ดีอย่างเหลือเชื่อ ผมได้เห็นเด็กทารกและเด็กเล็กๆ ที่พูดไม่ได้เข้ามาในออฟฟิศของเราและพวกเขาทุกคนก็จะสนใจภาพวาดหรือของเล่นไอ้แมงมุม มันเป็นข้อพิสูจน์ที่ดีสำหรับแบบดีไซน์นี้ครับ ดังนั้น เมื่อคุณจะสร้างหนัง Spider-Man คุณก็คงไม่เริ่มคิดหรอกว่าคุณจะเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนกราฟิก ดีไซน์ที่เพอร์เฟ็กต์ที่สุดในประวัติศาสตร์หนังซูเปอร์ฮีโรยังไงบ้าง คุณจะนึกถึงว่าคุณจะสามารถนำเสนอมันออกมาในแบบที่ไม่เหมือนใคร และนำมันไปสู่ทิศทางที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อนในหนังเรื่องอื่นๆ พร้อมกับรักษาแก่นแท้ของภาพนั้นเอาไว้ได้ยังไงน่ะครับ”

    สำหรับผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย หลุยส์ ฟร็อกลีย์ มันหมายถึงการทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมคอนเซ็ปต์ ดีไซน์ของมาร์เวลและแหล่งข้อมูลต้นฉบับ “เราทุกคนต่างก็ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากผลงานของสตีฟ ดิทโก้ และพยายามอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ที่จะดำเนินตามรอยประทับที่เขาได้สร้างเอาไว้ค่ะ” ฟร็อกลีย์กล่าว “สำหรับชุดไอ้แมงมุม เราทำงานอย่างใกล้ชิดกับไรอัน เมนเนอร์ดิง หัวหน้าแผนกพัฒนาวิชวลของมาร์เวล ในการสร้างลุคนี้ขึ้นมา ไรอันถึงกับทำงานร่วมกับเราเพื่อกำหนดตำแหน่งที่จะวางเส้นสายบนชุดด้วยซ้ำไปค่ะ ส่วนโรบิน เก็บฮาร์ทก็เป็นคนที่มีหน้าที่ในการสร้างชุดนี้ขึ้นมา”

    แนวทางที่ทำให้ทีมผู้สร้างสามารถบรรลุเป้าหมายตามภารกิจในการยกย่องแบบดีไซน์ของชุดนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็นำพามันไปในทิศทางใหม่ ตามที่ผู้ชมได้เห็นมาแล้วใน Civil War คือการจินตนาการว่ามันเป็นสิ่งประดิษฐ์ฝีมือโทนี สตาร์ค “มันเป็นไอ้แมงมุมจริงๆ แต่ก็มีความไฮเทคและมีลูกเล่นแพรวพราวที่พอเหมาะด้วย ซึ่งคุณอาจจะจินตนาการได้สำหรับของทุกอย่างที่โทนี สตาร์คเป็นคนสร้างน่ะครับ” ไฟกีกล่าว

    ยกตัวอย่างเช่น “ตอนนี้ ชุดนี้มีปีกใยแมงมุมใต้แขนแล้ว ซึ่งแสดงความเคารพต่อหนังสือการ์ตูนยุคเริ่มแรก ใน Spider-Man เล่มแรก ตอนที่เขาห้อยโหนตัว เขามีปีกใยแมงมุมแบบนั้นครับ” ไฟกีกล่าว “สตาร์ค อินดัสทรีส์ได้ออกแบบปีกที่จะปรากฏขึ้นในตอนที่ไอ้แมงมุมต้องการจะร่อนตัวลงจากตึกสูง และปีกพวกนั้นก็สามารถหดกลับได้ในตอนที่เขาไม่ต้องการพวกมัน มันเป็นสิ่งที่เราเคยเห็นมาก่อนในการ์ตูน แต่ไม่เคยเห็นในหนังมาก่อนครับ”

    อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงใหม่สำหรับชุดไอ้แมงมุมคือดวงตาของเขา “ดวงตาใหม่ในชุดนี้เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ใน Spider-Man ทุกเล่มที่เคยมีการวาดขึ้นมา แต่เราไม่เคยสามารถทำได้ในหนังมาก่อน ซึ่งก็คือการสร้างความเคลื่อนไหวในดวงตาของเขาครับ” ไฟกีกล่าว “โทนีสามารถสร้างหน้ากากที่มีช่องตา ที่ทำให้ส่วนดวงตาของเขาสามารถเปิดปิดและเปิดกว้าง ซึ่งภายในเรื่องของเรา มันทำให้ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์สามารถโฟกัสเซนส์แมงมุมของเขาในตอนที่เขารับข้อมูลมหาศาลเข้ามาได้ นอกจากนั้น มันยังทำให้เราได้เห็นอารมณ์ระหว่างที่ปีเตอร์สวมชุดนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งในหนังสือการ์ตูน นักวาดมักจะทำแบบนั้น ในหนังสือการ์ตูน ถ้าปีเตอร์โกรธ ดวงตาเขาจะเล็กลงกว่าเดิม ถ้าเขาแปลกใจ ดวงตาเขาก็จะใหญ่กว่าเดิม คุณไม่สามารถทำแบบนั้นในหนังได้เว้นแต่มันจะมีเหตุผลและคำอธิบายในเชิงเทคโนโลยีว่ามันจะเป็นไปได้ยังไง และตอนนี้ เราก็มีข้อนั้นแล้วครับ”

    และนั่นก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น จริงๆ แล้ว มันยังมีส่วนต่างๆ ในชุดไอ้แมงมุมที่ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์เพิ่งเริ่มสำรวจเท่านั้น “ถ้าคุณนึกถึงการที่โทนี สตาร์คสร้างชุดขึ้นมาสำหรับเด็กหนุ่มวัย 16 ปี คุณก็คงอยากจะรวมเอาข้าวของต่างๆ เข้าไป ‘เผื่อว่า’ น่ะครับ” วัตส์กล่าว “ไอเดียที่ว่าชุดนี้อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีของสตาร์คเป็นการเปิดประตูไปสู่ความเป็นไปได้มากมาย เทคโนโลยีใหม่ๆ บางอย่างไม่เคยปรากฏในหนังสือการ์ตูนมาก่อน รวมถึงความสามารถที่โทนี สตาร์คใส่เข้าไปเพราะเขาคิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์ต่อปีเตอร์ในอนาคต แต่เขายังไม่พร้อมสำหรับมัน…และไอ้แมงมุมก็ต้องพิสูจน์ว่ามันไม่ใช่เลยน่ะครับ”

    การสร้างวัลเจอร์

    วัลเจอร์เป็นหนึ่งในตัวร้ายคลาสสิกของ Spider-Man เขาปรากฏตัวครั้งแรกในหนังสือการ์ตูน The Amazing Spider-Man #2

    “ในหนังสือการ์ตูน วัลเจอร์ถูกวาดขึ้นในชุดที่เป็นการ์ตูนมากๆ และมีปีกที่เกือบจะเหมือนปีกนกจริงๆ เลยครับ” แคร์รอลตั้งข้อสังเกต “เราถอยหลังกลับมาก้าวหนึ่ง แล้วมองดูตัวละครตัวอื่นๆ ที่บินได้ เพื่อดูว่าเราจะสามารถสร้างความแตกต่างให้กับวัลเจอร์แล้วทำให้เขาน่ากลัวขึ้นและอันตรายขึ้นได้ยังไงบ้าง”

    สำหรับตัวอย่างหนึ่ง พวกเขาไม่จำเป็นต้องมองไปไกลเลย “ฟัลคอนเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่บินได้ในโลกภาพยนตร์มาร์เวล แต่กลไกของวัลเจอร์ไม่ใช่แบ็คแพ็คเล็กๆ ที่เขาสะพายแล้วปีกจะโผล่ออกมา ขนาดของปีกบนชุดวัลเจอร์มีความกว้าง 36 ฟุต มันเป็นเหมือนยานพาหนะ เป็นเครื่องบินที่เขาห้อยตัวติดกับมัน มากกว่าจะเป็นเจ็ตแพ็คหรือปีกที่เขาสวมเอาน่ะครับ”

    สำหรับไมเคิล คีย์ตัน การได้เห็นชุดเต็มรูปแบบของวัลเจอร์เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากสำหรับนักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดผู้นี้ “มันดูเข้มข้นและเจ๋งจริงๆ ครับ” เขากล่าว “สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมอึ้งเกี่ยวกับการเป็นวัลเจอร์คืองานฝีมือที่น่าทึ่งจากกลุ่มคนที่สร้างชุดวัลเจอร์ขึ้นมาและมันก็น่าทึ่งสุดๆ ผมอึ้งกับพรสวรรค์ของคนพวกนี้จริงๆ ครับ”

    เช่นเดียวกับตัวละครใหม่ๆ ในโลกภาพยนตร์มาร์เวล และชุดไอ้แมงมุม คอนเซ็ปต์และลุคของวัลเจอร์ก็เริ่มต้นด้วยภาพวาดจากไรอัน เมเนอร์ดิง หัวหน้าฝ่ายพัฒนาวิชวลของมาร์เวล ผู้สร้างต้นแบบสำหรับการออกแบบเครื่องแต่งกายและชุดต่างๆ ให้กับผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายหลุยส์ ฟร็อกลีย์

    “มาร์เวลมีส่วนเกี่ยวข้องกับลุคของตัวละครอย่างมากค่ะ” ฟร็อกลีย์กล่าว “ในการนั้น พวกเขามีนักวาดภาพคอนเซ็ปต์/วิชวลไลเซชันที่น่าทึ่ง เราทำงานอย่างใกล้ชิดกับไรอันเพื่อสร้างลุคสำหรับวัลเจอร์ขึ้นมา ชุดวัลเจอร์เป็นคำถามในเรื่องของสัดส่วนบนตัวนักแสดง และพอไมเคิลได้รับเลือก ทุกอย่างก็ไหลลื่น เราใช้เนื้อผ้าสมัยสงครามโลกครั้งที่สองกับกางเกง ซึ่งจะมีความมันนิดๆ ในแบบที่จะกระทบกับแสงได้ดี โดยเฉพาะในตอนกลางคืน นอกจากนั้น เรายังทำส่วนคอเสื้อเฟอร์สำหรับแจ็คเก็ต เพื่อบ่งบอกถึงขนอีแร้งตัวจริงและเพื่อแสดงถึงความเคารพต่อวัลเจอร์ดั้งเดิมของสตีฟ ดิทโก้ด้วยค่ะ”

    เกี่ยวกับงานสตันท์

    ส่วนหนึ่งของการเสนอตัวเองเพื่อให้ได้บทนี้มาคือการที่ทอม ฮอลแลนด์ได้ส่งเทปภาพตัวเองแสดงลวดลายยิมนาสติกและปาร์กูร์ไปให้กับมาร์เวล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าฮอลแลนด์มีทักษะทั้งด้านการแสดงและกีฬา

    ฮอลแลนด์กล่าวว่า มันเป็นทักษะที่เขาได้ฝึกปรือมาะหว่างแสดงมิวสิคัลเวสต์เอนด์เรื่อง “Billy Elliot” “ผมคิดว่าหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้ผมได้มายืนอยู่ตรงนี้ในวันนี้เพราะผลงานของผมใน ‘Billy Elliot’ ครับ” ทอม ฮอลแลนด์กล่าว “การฝึกที่ผมได้รับจากการแสดงละครเวทีเรื่องนั้นเยี่ยมมากๆ พวกเขาฝึกผมในทุกอย่างที่ผมรู้เกี่ยวกับยิมนาสติก ไม่มีวันไหนเลยในหนังเรื่องนี้ที่ผมไม่ได้ใช้ความสามารถเชิงนักกีฬาซักอย่างน่ะครับ”

    ในตอนที่ฮอลแลนด์ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาสามารถรับมือกับอะไรได้บ้าง ทีมสตันท์ก็เริ่มนำนักแสดงผู้นี้มาอยู่ประจำที่เพื่อเผยทักษะเหล่านั้นออกมา “เป็นเรื่องเยี่ยมครับที่สามารถทำงานร่วมกับทีมสตันท์แล้วพูดได้ว่า ‘ผมคิดว่ามันคงจะเจ๋งกว่าถ้าผมจะกระโดดจากตรงนั้นแล้วลวดสลิงก็จะช้อนตัวผมขึ้นมาในตอนหลัง’ น่ะครับ” เขากล่าว “การที่ผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์และทีมงานไว้ใจผมให้เสนอความคิดเห็นและให้แสดงเองในภายหลังนับว่าเป็นเกียรติจริงๆ ครับ ผมคิดจริงๆ ว่า มันเป็นประโยชน์ต่อหนังเรื่องนี้ในการที่ตัวผมใส่ชุดแสดงฉากสตันท์พวกนั้น แล้วถอดชุดออกเพื่อที่คุณจะได้เห็นว่าผมเป็นคนทำจริงๆ คงไม่มีเพื่อนร่วมงานกลุ่มไหนจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว และ [ผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์] จอร์จ คอทเทิลและทีมงานของเขาก็ทั้งน่ารักและคอยให้การสนับสนุนผม พวกเขาหนุนหลังคุณตลอดเวลาเลยครับ”

    สำหรับฮอลแลนด์ การร่วมมือกันในกองถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ปรากฏชัดระหว่างซีเควนซ์ที่ไอ้แมงมุมกระโดดจากหลังคาลงมาที่สนามกอล์ฟ “ในบท มันควรจะเป็นการโหนตัวลงไปในสนามกอล์ฟ ซึ่งเราได้เห็นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว” เขากล่าว “ผมกับจอร์จ คอทเทิลคิดกันว่า มันคงจะน่าสนใจกว่าถ้าได้เห็นเขากระโดดลงมาในแบบที่ต่างออกไป ดังนั้น ในตอนแรกที่เราเริ่มถ่ายทำกัน เราก็กลับไปดูหนังเก่าๆ ที่ผ่านมา แล้วก็ถ่ายภาพการลงสู่พื้นทุกครั้งของไอ้แมงมุม จากนั้น ฮอลแลนด์ ดิแอซ สตันท์ดับเบิลของผมและผมก็ช่วยกันคิดท่าใหม่ๆ สิบท่าเพื่อที่เราจะใช้ผสมผสานเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา และโชคดีที่จอนชอบมันครับ”

    แม้ว่าทีมผู้สร้างจะต้องการนำเสนอซีเควนซ์แอ็กชันที่น่าตื่นเต้นของเรื่อง มันก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องจดจำตัวละครและโทนของเรื่องเอาไว้ “เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเรื่องเจ๋งๆ เกิดขึ้น เราก็จะเตือนผู้ชมว่าปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ไม่ใช่ตัวละครสุดเจ๋ง” ฮอลแลนด์กล่าว “ผมจะทำอะไรที่เจ๋งๆ แล้วหลังจากนั้น ผมก็อาจจะเดินชนอะไรซักอย่างหรือทำอะไรบางอย่างที่งี่เง่าจริงๆ แม้แต่ในตอนที่เราถ่ายทำฉากการต่อสู้ครั้งสุดท้ายบนชายหาด สิ่งที่เขากำลังคิดอยู่คือการไปทำการบ้าน มันมีวิธีการต่างๆ มากมายให้เราได้ทำให้แน่ใจว่าแม้ว่าฉากต่อสู้พวกนี้จะเจ๋ง เต็มไปด้วยแอ็กชันและน่ากลัวแค่ไหน แต่มันก็ยังสนุกมากอีกด้วย”

    คีย์ตันกล่าวว่า เขาประทับใจกับสิ่งที่ฮอลแลนด์สามารถนำมาสู่บทของเขา “ทอมมีพลังงานมากมายและเขาก็มีรูปร่างที่น่าทึ่งจริงๆ มันน่าประทับใจมากกับจุดเริ่มต้นของเขาและการที่เขาต้องเรียนเต้นสำหรับ ‘Billy Elliot’ แต่จากจุดยืนด้านการแสดงแล้ว เขาเป็นมือโปรและทุ่มเท 100% ครับ”

    ประวัตินักแสดง

    ทอม ฮอลแลนด์ (ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์/ไอ้แมงมุม)
    กำลังสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะหนึ่งนักแสดงหนุ่มมากความสามารถที่น่าตื่นเต้นที่สุดของฮอลลีวูดอย่างรวดเร็ว เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งเปิดตัวในฐานะไอ้แมงมุมในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง Captain America: Civil War

    ปัจจุบัน ผู้ชมสามารถเห็นเขาได้ในภาพยนตร์โดยเจมส์ เกรย์เรื่อง The Lost City of Z ที่เขาแสดงประกบชาร์ลีย์ ฮันแนม, ร็อบ แพททินสันและเซียนนา มิลเลอร์ นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในดรามาพีเรียดโดยอลองโซ โกเมซ เรจอนเรื่อง The Current War ประกบเบเนดิคท์ คัมเบอร์แบทช์ ซึ่งจะเข้าฉายในวันที่ 22 ธันวาคม ปี 2017 อีกด้วย

    เขาเปิดตัวผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกด้วยการแสดงประกบยวน แม็คเกรเกอร์และนาโอมิ วัตส์ในภาพยนตร์น่าประทับใจโดยฮวน แอนโทนิโอ บาโยนาเรื่อง The Impossible ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึงดรามาปี 2015 โดยวอร์เนอร์ บรอส. เรื่อง In the Heart of the Sea, Edge of Winter ประกบโจเอล คินนาแมน, How I Live Now และ Locke

    ในปี 2008 เขาเปิดตัวในแวดวงละครเวทีที่วิคตอเรีย พาเลซ เธียเตอร์ในกรุงลอนดอนที่เขารับบท บิลลีในละครเวทีเรื่อง Billy Elliot the Musical

    เขาได้รับรางวัลบาฟตา ไรซิง สตาร์ อวอร์ดปี 2017 นอกเหนือจากนั้น เขายังได้รับการยกย่องให้เป็นนักแสดงแจ้งเกิดแห่งปีโดยสมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลคริติกส์ ชอยส์สาขานักแสดงหนุ่ม/สาวยอดเยี่ยมจากการแสดงของเขาใน “The Impossible” อีกด้วย

    ปัจจุบัน เขาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงลอนดอน

    ไมเคิล คีย์ตัน (เอเดรียน ทูมส์/วัลเจอร์)
    ได้รับเสียงวิจารณ์และคำชื่นชมจากการแสดงในบท ริกแกน นักแสดงตกอับที่พยายามกอบกู้อีโก้และอาชีพนักแสดงของตัวเองด้วยการแสดงละครบรอดเวย์ ผลงานของเขาใน Birdman ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ, รางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริตและรางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม รามถึงได้รับรางการเสนอชื่อชิงรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงรางวัลแซ็ก อวอร์ดสาขาทีมนักแสดงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
    คีย์ตันได้รับความสนใจระดับประเทศเป็นครั้งแรกด้วยคอเมดียอดนิยมเรื่อง Night Shift ตามด้วยการแสดงนำในภาพยนตร์ยอดนิยมเรื่อง Mr. Mom, Johnny Dangerously และ Dream Team

    ในปี 1988 คีย์ตันได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์แห่งชาติจาก Clean and Sober และจากภาพยนตร์โดยทิม เบอร์ตันเรื่อง Beetlejuice คีย์ตันได้กลับมาร่วมงานกับเบอร์ตันอีกครั้งเพื่อรับบทนำในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่อง Batman และ Batman Returns

    นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในดรามาชีวิตจริงที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงโดยเอชบีโอเรื่อง Live From Baghdad ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำจากบทนักข่าวซีเอ็นเอ็น โรเบิร์ต วีนเนอร์ อีกด้วย เขาได้แสดงในทริลเลอร์โดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สเรื่อง White Noise และใน Game 6 ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2005

    คีย์ตันได้แสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่อง Spotlight เรื่องจริงน่าติดตามเกี่ยวกับการที่บอสตัน โกลบตีแผ่เรื่องอื้อฉาวภายในโบสถ์คาธอลิค ในปี 2016 เขาได้นำแสดงใน The Founder ซึ่งเขารับบท เรย์ คร็อก ผู้ก่อตั้งแม็คโดนัลด์ส

    หลังจากนี้ เขาจะได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง American Assassin สำหรับไลออนส์เกทและซีบีเอส ฟิล์มส์ ที่จะเข้าฉายในเดือนกันยายน คีย์ตันเป็นสมาชิกของอเมริกัน ริเวอร์ส องค์กรอนุรักษ์นิยมที่คุ้มครองและฟื้นฟูแม่น้ำ

    จอน แฟฟโรว์ (แฮปปี้ โฮแกน)
    เริ่มต้นทำงานในวงการด้วยการเป็นนักแสดงในภาพยนตร์กีฬาสร้างแรงบันดาลใจเรื่อง Rudy หลังจากนั้น เขาก็ได้สร้างชื่อในฐานะมือเขียนบทของภาพยนตร์คอเมดีฮิปสเตอร์ชื่อดัง Swingers หลังจากนั้น เขาก็เดินหน้าท้าทายตัวเองด้วโปรเจ็กต์ยอดเยี่ยมที่หลากหลาย

    เมื่อปีที่แล้ว แฟฟโรว์ได้กำกับและอำนวยการสร้างภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันของดิสนีย์ที่ดัดแปลงจากอีพิคผจญภัยเรื่องดังของรุดยาร์ด คิปลิงค์เรื่อง The Jungle Book ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมอย่างล้นหลามและเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดประจำปี 2016 ปัจจุบัน เขากำลังอยู่ระหว่างการทำงานกับดิสนีย์อีกครั้งเพื่อกำกับภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันที่สร้างจากอนิเมชันคลาสสิกเรื่อง The Lion King

    นอกจากนี้ เขายังได้ทำงานในแวดวงเวอร์ชวล เรียลลิตี้อีกด้วย โปรเจ็กต์ล่าสุดของเขาคือ Gnomes & Goblins โลกเวอร์ชวล เรียลลิตี้ อินเตอร์แอ็กทีฟ ที่ตั้งอยู่ภายในป่าเวทมนตร์

    ในฐานะส่วนสำคัญของการสร้างและการต่อขยายจักรวาลม์เวล เขาได้กำกับภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ยอดนิยมเรื่อง Iron Man และ Iron Man 2 ซึ่งทำรายได้รวมกันไป 1.3 พันล้านเหรียญทั่วโลก นอกจากนี้ เขายังรับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง Iron Man 3, Marvel’s The Avengers, and Avengers: Age of Ultron ซึ่งทำรายได้รวมกัน 4.1 พันล้านเหรียญทั่วโลก จนกลายเป็นสามในสิบภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล

    ในปี 2014 เขาได้เขียนบท กำกับอำนวยการสร้างและนำแสดงในภาพยนตร์อินดียอดนิยมเรื่อง Chef ที่ร่วมแสดงโดยโซเฟีย เวอร์การา, สการ์เล็ตต์ โจแฮนสันและโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ในปี 2011 เขาได้กำกับและอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Cowboys and Aliens ที่นำแสดงโดยแฮร์ริสัน ฟอร์ดและแดเนียล เคร็ก ก่อนหน้าการกำกับ “Iron Man สองภาคแรก เขาได้กำกับภาพยนตร์สำหรับเด็กเรื่อง Zathura: A Space Adventure ที่นำแสดงโดยทิม ร็อบบินส์ สำหรับเรดาร์ พิคเจอร์สและโซนี เอนเตอร์เทนเมนต์ ในปี 2003 เขาได้กำกับภาพยนตร์ฮิตช่วงรับปีใหม่เรื่อง Elf ที่นำแสดงโดยวิล เฟอร์เรล สำหรับนิวไลน์ ซีเนมา เขาได้เปิดตัวผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกด้วย Made ที่เขาเขียนบทและแสดงประกบวินซ์ วอห์นและฌอน คอมบ์สำหรับอาร์ทิซัน เอนเตอร์เทนเมนต์

    หน้ากล้อง เขาได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Wolf of Wall Street, Identity Thief และ People Like Us ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึง Couples Retreat, I Love You Man, Four Christmases, The Break-Up, Wimbledon, Something’s Gotta Give, Daredevil, Love and Sex, The Replacements, Very Bad Things และ Deep Impact นอกจากนี้ เขายังได้รับบทร็อคกี้ มาร์เซียโน แชมเปี้ยนมวยรุ่นเฮฟวีเวทในตำนาน ในภาพยนตร์ชีวประวัติโดยเอ็มจีเอ็มเรื่อง Rocky Marciano อีกด้วย

    ผลงานจอแก้วของแฟฟโรว์รวมถึงบทประจำใน “Friends” และการรับบทตัวเองในซีรีส์เอชบีโอเรื่อง “The Sopranos” นอกจากนั้น เขายังได้เพิ่มตำแหน่งผู้บริหารซีรีส์เข้าไปให้กับตำแหน่งที่มีอยู่แล้วมากมายของเขา ซึ่งรวมถึงผู้สร้าง ผู้อำนวยการสร้างและพิธีกรซีรีส์ไอเอฟซีที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี “Dinner for Five” นอกจากนั้น เขายังได้ควบคุมงานสร้างซีรีส์ “Revolution” ปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งผู้ควบคุมงานสร้างซีรีส์ “The Shannara Chronicles” ซึ่งเพิ่งได้รับการต่อสัญญาให้สร้างซีซันที่สอง

    เมื่อเร็วๆ นี้ ชื่อของเขาได้รับการบรรจุอยู่ในวาไรตี้ โฮม เอนเตอร์เทนเมนต์ แอนด์ ดิจิตอล ฮอล ออฟ เฟม จากคุณูปการที่เขามีต่อนวัตกรรมใหม่ในการสร้างคอนเทนท์

    เซนดายา (มิเชลล์)
    เริ่มต้นก้าวสู่ความเป็นดาราด้วยการแสดงในซีรีส์ยอดนิยมทางดิสนีย์ แชนแนลเรื่อง “Shake It Up” และล่าสุดใน “K.C. Undercover” ซึ่งเธอรับบทเค.ซี. คูเปอร์ อัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์ไฮสคูลและผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้ ที่เป็นสายลับระดับโลกด้วย

    นักแสดง นักร้องและแดนเซอร์สาวมากพรสวรรค์ผู้นี้ ได้รับการเสนอชื่อชิงหลายรางวัลเอ็นเอเอซีพี อิเมจ อวอร์ดสาขาการแสดงยอดเยี่ยมในรายการสำหรับเด็กและเยาวชน (ซีรีส์หรือรายการพิเศษ) จากการแสดงนำใน “Shake It Up” นอกจากนี้ เธอยังได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชม ทั้งเด็กและคนในครอบครัว เมื่อเธอเต้นไปจนถึงรอบสุดท้ายในซีซันสิบหกของรายการ “Dancing with the Stars” ทางเอบีซีและด้วยการแสดงนำของเธอในภาพยนตร์ฮิตทางดิสนีย์ แชนแนลเรื่อง “Zapped”

    ในแวดวงดนตรี เธอได้เปิดตัวอัลบัมชุดแรกภายใต้ฮอลลีวูด เรคคอร์ดส์ในปี 2013 อัลบัมชุดนี้มีซิงเกิลแพลตินัม “Replay” และทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็นเอเอซีพี อิเมจ อวอร์ดสาขาศิลปินใหม่ยอดเยี่ยมและรางวัลบีเอ็มไอ โซเชียล สตาร์ อวอร์ดในปี 2014 นอกเหนือจากนั้น มิวสิคของซิงเกิลนี้ยังมียอดผู้ชมสูงถึงกว่า 77 ล้านครั้งอีกด้วย

    ก่อนหน้าผลงานเดี่ยวของเธอ เธอได้มีซิงเกิลและมิวสิคมากมายร่วมกับผลงานเรื่อง “Shake It Up” ซึ่งรวมถึง “Swag It Out” และ “Something to Dance For” เซนดายาและเบลลา ธอร์น เพื่อนร่วมแสดงจาก “Shake It Up” ของเธอได้บันทึกซิงเกิลฮิต “Contagious Love,” “Fashion Is My Kryptonite” และ “Watch Me” ซึ่งติดชาร์ตฮ็อต 100 ซิงเกิลของบิลบอร์ดและมียอดผู้ชมออนไลน์กว่า 97 ล้านครั้ง

    ในปี 2013 เธอได้แต่งหนังสือเรื่อง Between U and Me: How to Rock Your Tween Years with Style and Confidence (ดิสนีย์ พับลิชชิง เวิลด์ไวด์)

    เซนดายา ซึ่งหมายความว่า “ขอบคุณ” ในภาษาโชนา (ภาษาบันตูที่คนโชนาในซิมบับเวใช้กัน) เกิดในวันที่ 1 กันยายน ปี 1996 ในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เธอโตมากับการมีแคลิฟอร์เนีย เชคสเปียร์ เธียเตอร์อยู่ใกล้ๆ ในโอรินดา ที่ซึ่งแม่ของเธอทำหน้าที่ผู้จัดการ นอกเหนือจากการฝึกฝนในหลักสูตรนักเรียนของที่นั่นแล้ว เธอยังได้แสดงละครเวทีหลายเรื่องและช่วยแม่เธอในการจัดหาที่นั่งให้กับผู้มีอุปการะคุณและขายตั๋วจับสลากเพื่อหาเงินเข้าโรงละครอีกด้วย

    ระหว่างเข้าศึกษาที่โอ๊คแลนด์ สคูล ฟอร์ ดิ อาร์ตส์ เธอได้รับบททีโมนวัยเด็กใน “Once on This Island” ที่โรงละครเบิร์คลีย์ เพลย์เฮาส์และบทแจ้งเกิดในฐานะ โจ ใน “Caroline, or Change” ที่โรงละครเธียเตอร์เวิร์คส์ในพาโล อัลโต้ นอกจากนี้ เธอยังได้ศึกษาหลักสูตรแคลเชคส์ คอนเซอร์วาทอรีและที่อเมริกัน คอนเซอร์วาทอรี เธียเตอร์อีกด้วย ผลงานละครเวทีของเธอรวมถึง “Richard III,” “Twelfth Night,” และ “As You Like It”

    นอกจากนี้ ศิลปินสาวยังทุ่มเทให้กับการตอบแทนสังคมอีกด้วย ปัจจุบัน เธอเป็นทูตให้กับคอนวอย ออฟ โฮป องค์กรที่อุทิศให้กับการให้ความช่วยเหลือและความหวังแก่ผู้ยากไร้ หิวโหยและบาดเจ็บ เธอฉลองวันเกิดครบรอบ 18 ปีของเธอด้วการสนับสนุนโครงการฟีด วัน ของคอนวอย ออฟ โฮปในการช่วยหาอาหารให้กับเด็กๆ ผู้หิวโหยอย่างน้อย 150 คนในเฮติ ทานซาเนียและฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ เธอยังได้ร่วมงานกับยูนิเซฟ ด้วยการทำหน้าที่โฆษกทริค ออร์ ทรีทปี 2014 เพื่อช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ระดมทุนให้กับโครงการช่วยชีวิตขององค์กร นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้ร่วมงานกับมูลนิธิเมค อะ วิช ฟาวน์เดชันและคีพ อะ ชายลด์ อะไลฟ์ และทำหน้าที่ทูตให้กับชิลเดรนส์ มิราเคิล เน็ตเวิร์คอีกด้วย

    เธอใช้ชีวิตอยู่ในเมืองลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนียกับครอบครัวและสุนัขพันธุ์ไจแอนท์ ชเนาเซอร์หนึ่งตัวชื่อ มิดไนท

    แดนนี โกลเวอร์ (แอรอน เดวิส)
    เป็นนักแสดงรางวัล ผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับนักแสดงตลก มือเขียนบทและศิลปินผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรมมี

    ล่าสุด เขาได้แสดงในซีรีส์คอเมดีชื่อดังที่ได้รับรางวัลของเอฟเอ็กซ์เรื่อง “Atlanta” ซึ่งเขาสร้างและนำแสดง ซีซันแรกกลายเป็นซีรีส์คอเมดีที่มีเรตติ้งสูงสุดในประวัติศาสตร์ของเอฟเอ็กซ์และได้รับการต่อสัญญาให้สร้างซีซันที่สองต่อ

    หลังจากความสำเร็จของ “Atlanta” โกลเวอร์ก็ได้ทำข้อตกลงกับเอฟเอ็กซ์ โปรดักชันส์ ที่ซึ่งเขาจะพัฒนาโปรเจ็กต์ใหม่ๆ สำหรับทางเอฟเอ็กซ์ เน็ตเวิร์คส์

    สำหรับแวดวงภาพยนตร์ ปัจจุบัน เขาอยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์แอนโธโลจี Han Solo Star Wars ซึ่งเขารับบทแลนโด้ ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถูกดิสนีย์นำเข้าฉายในช่วงฤดูร้อนปี 2018 นอกจากนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ เขายังได้รับบท ซิมบา ในรีเมกเรื่อง The Lion King ของดิสนีย์อีกด้วย ภาพยนตร์ที่สร้างจากภาพยนตร์คลาสสิกปี 1994 เรื่องนี้จะกำกับโดยจอน แฟฟโรว์

    เมื่อปีที่แล้ว เขาได้แสดงประกบแมทท์ เดมอนและเจสสิกา เชสเทนในภาพยนตร์โดยริดลีย์ สก็อตเรื่อง The Martian และประกบแชนนิง ทาทัม, โจ แมนกานีลโล, แมท โบเมอร์และแอมเบอร์ เฮิร์ดใน Magic Mike XXL

    ผลงานภาพยนตร์ที่ผ่านมาของเขารวมถึงภาพยนตร์โดยเดวิด เกลบ์เรื่อง The Lazarus Effect ประกบโอลิเวีย ไวลด์และมาร์ค ดูพลาส, ภาพยนตร์โดยมิเกล อาร์เททาเรื่อง Alexander and the Terrible, Horrible, No Good, Very Bad Day, ภาพยนตร์โดยแม็กกี้ แครีย์เรื่อง The To Do List ประกบออเบรย์ พลาซาและบิล เฮเดอร์และภาพยนตร์โดยเจมส์ โบบินเรื่อง The Muppets ด้านจอแก้ว เขาได้แสดงบททรอยตลอดห้าซีซันของซีรีส์ดังทางเอ็นบีซีเรื่อง  “Community” ที่สร้างโดยแดน ฮาร์มอน นอกจากนี้ เขายังได้รับบทรับเชิญในซีรีส์เอชบีโดยจั๊ดด์ อพาโทว์เรื่อง “Girls” และซีรีส์อนิเมชันคัลท์ยอดนิยมทางอดัลท์ สวิมเรื่อง “Adventure Time” อีกด้วย

    เขาเริ่มต้นการทำงานในแวดวงคอเมดีภายใต้การสอนของทีนา เฟย์ ด้วยการเขียนบทให้กับซีรีส์เอ็นบีซีที่ได้รับรางวัลเอ็มมีเรื่อง 30 Rock

    ในฐานะนักดนตรี เขาเป็นที่รู้จักจากความสำเร็จของเขาภายใต้ชื่อ ไชลด์ลิช แกมบิโน เขาได้ปล่อยอัลบัมชุดแรก “Camp” ในปี 2011 อัลบัมชุดที่สองของเขา “Because the Internet” ได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลแกรมมี อวอร์ด อัลบัมชุดที่สามของเขา “Awaken My Love!” วางจำหน่ายในเดือนธันวาคม ปี 2016 และเปิดตัวอันดับหนึ่งในชาร์ทอาร์แอนด์บี อัลบัมและเป็นอัลบัมที่ติดอันดับชาร์ทสูงสุดของเขา

    ไทน์ เดลี (แอนน์ มารี โฮก)

    เป็นนักแสดงละครเวทีและภาพยนตร์ชาวอเมริกันที่ประสบความสำเร็จ เธอเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากผลงานของเธอในซีรีส์ดังเรื่อง “Cagney & Lacey” ในบทนักสืบแมรี เบธ เลซีย์ ประกบชารอน เกลสในบทนักสืบคริสติน แค็กนีย์ ทั้งคู่ได้รับหกรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่มีใครเทียบได้จนถึงปัจจุบัน การแสดงของเดลีทำให้เธอได้รับสี่ในหกรางวัลเอ็มมี อวอร์ดดังกล่าว นอกจากนี้ เธอยังเป็นที่รู้จักทางจอแก้วจากบทนักสังคมสงเคราะห์ แม็กซีน เกรย์ แม่ของตัวละครเอกในซีรีส์ดรามาทางซีบีเอสเรื่อง “Judging Amy” (1999-2005) ล่าสุด เธอได้แสดงประกบแซลลี ฟิลด์ในภาพยนตร์เรื่อง Hello, My Name is Doris

    เธอได้แสดงละครบรอดเวย์ตั้งแต่ปี 1967 รวมถึงละครเวทียอดนิยมอย่าง “Gypsy” (1989) ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลโทนี อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในมิวสิคัลปี 1990, “The Seagull” (1992) และ “Rabbit Hole” (2006) ที่เธอรับบทแม่ของตัวเอก ที่รับบทโดยซินเธีย นิกสัน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอได้แสดงละครบรอดเวย์และออฟบรอดเวย์หลายเรื่อง ในปี 2012 เธอได้กลับมารับบท มาเรีย คัลลัสอีกครั้งในละครเวสต์เอนด์เรื่อง “Master Class”

    เธอเกิดในครอบครัวที่ทำงานสร้างสรรค์ในเมดิสัน รัฐวิสคอนซิน และเติบโตขึ้นมาในเวสต์เชสเตอร์ เคาน์ตี้ รัฐนิวยอร์ก พ่อของเธอคือนักแสดงเจมส์ เดลีและน้องชายของเธอคือนักแสดง ทิโมธี เดลี เธอเริ่มต้นทำงานในนิวยอร์กด้วยการแสดงในละครฤดูร้อนกับครอบครัวของเธอ เธอเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยแบรนเดสและเดอะ อเมริกัน มิวสิคัล แอนด์ ดรามาติก อคาเดมี

    มาริสา โทเม (ป้าเมย์)

    ยังคงประสานช่องว่างระหว่างการแสดงดรามาเปี่ยมอารมณ์และการแสดงตลกที่เฉียบคมอย่างต่อเนื่อง โทเมได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากบทโมนา ลิซา วิโต้ใน My Cousin Vinny หลังจากนั้น เธอก็ได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ดอีกจากการแสดงของเธอในภาพยนตร์เรื่อง In the Bedroom และ The Wrestler

    ปัจจุบัน เธอได้แสดงในละครเวทีเรื่อง “How to Transcend a Happy Marriage” ของโรงละครลินคอล์น เซ็นเตอร์ เธียเตอร์ ละครเวทีเรื่องใหม่นี้เขียนบทโดยซาราห์ รูห์ลและกำกับโดยรีเบ็กก้า ไทช์แมน และเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับขอบเขตของความรักแบบผัวเดียวเมียเดียวและขีดจำกัดของมิตรภาพ

    โทเมได้รับบทป้าเมย์ครั้งแรกใน Captain America: Civil War หลังจากนี้ เธอจะได้แสดงประกบชาร์ลีย์ พลัมเมอร์และทิโมธี โอลายแฟนท์ใน Behold My Heart เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งรับบทประจำในซีซันที่สองของซีรีส์ดรามาชื่อดังของฟ็อกซ์เรื่อง “Empire” ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ด เธอรับบท มีมี ไวท์แมน นักลงทุนธุรกิจร่วมทุนและมหาเศรษฐีที่ติดอันดับของฟอร์บส์ ผู้มีส่วนพัวพันกับเรื่องวุ่นๆ ของตระกูลลียง นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงประกบคริสเตียน เบล, สตีฟ คาเรล, ไรอัน กอสลิงและแบรด พิตต์ในภาพยนตร์รางวัลออสการ์เรื่อง The Big Short สำหรับผู้กำกับอดัม แม็คเคย์อีกด้วย

    โทเมได้แสดงในภาพยนตร์อินดีโดยอิรา แซ็คส์เรื่อง Love is Strange ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2014 และเข้าฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์ไทรเบกาปี 2014 Love is Strange ได้รับการเสนอชื่อชิงสี่รางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ด รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลก็อทแธม อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลแซทเทิลไลท์ อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลดอเรียน อวอร์ดสาขา “ภาพยนตร์รักร่วมเพศแห่งปี” และภาพยนตร์ที่ถูกมองข้ามแห่งปี และรางวัลเซบาสเตียน อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมระหว่างเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติซานเซบาสเตียน Love is Strange ได้รับรางวัลดับบลิวเอฟซีซี อวอร์ดสาขาภาพผู้ชายยอดเยี่ยมในภาพยนตร์จากเวทีสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์สตรีปี 2014

    ด้านจอเงิน เธอได้รับบทบาทหลากหลาย รวมถึงบทเคท แทฟเฟตี้ใน Crazy, Stupid, Love, ไอดา โฮโรวิคซ์ใน Ides of March, แม็กกี้ แม็คเฟอร์สันใน The Lincoln Lawyer และอลิซ ซัมมอนส์ใน Parental Guidance ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจของเธอรวมถึบง Trainwreck, Cyrus, Sidney Lumet’s Before the Devil Knows You’re Dead, What Women Want, Happy Accidents, Anger Management, Slums of Beverly Hills, Welcome to Sarajevo, Unhook the Stars, Four Rooms รวมถึง The Paper, Chaplin และ Loitering With Intent ที่โทเมอำนวยการสร้างด้วย

    ล่าสุด โทเมที่เป็นนักแสดงละครเวทีผู้มากประสบการณ์ ได้รับบทแม่ม่ายเซราฟินาในละครเวทีโดยผู้กำกับทริป คัลล์แมนเรื่อง “The Rose Tattoo” ที่เทศกาลละครเวทีวิลเลียมส์ทาวน์ในแมสซาซูเซทส์ ในปี 2014 เธอได้รับบทโพนี โจนส์ใน The Realistic Joneses โดยวิล อีโนที่เดอะ ลิเซียม เธียเตอร์ในปี 2014 โทเมและทีมนักแสดงได้รับรางวัลดรามา เดสก์ อวอร์ดปี 2014 ในสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยม ก่อนหน้านี้ เธอได้แสดงละครเวทีโดยคาริล เชอร์ชิลเรื่อง “Top Girls” ที่ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลดรามา เดสก์ อวอร์ดจากผลงานของเธอ ผลงานละครเวทีเรื่องอื่นๆ ของเธอรวมถึงละครเวทีโดยเอ็มซีซี เธียเตอร์เรื่อง “Beirut,” “Oh! The Humanity and Other Good Intentions,” “Salome,” “Marie,” “Design for Living,” “We Won’t Pay! We Won’t Pay!,” “Waiting for Lefty,” “Rocket to the Moon,” “Demonology,” “Dark Rapture,” “Slavs!,” “The Comedy of Errors,” “The Summer Winds,” “What the Butler Saw” และ “Daughters”  เธอเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของคณะละครเนคเค็ด แองเจิลส์ เธียเตอร์ คัมปะนีในนิวยอร์ก ซิตี้

    โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (โทนี สตาร์ค/ไอรอน แมน)

    ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ครั้งล่าสุดในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากผลงานของเขาในคอเมดีฮิตโดยเบน สติลเลอร์เรื่อง Tropic Thunder การแสดงของเขาในบทเคิร์ค ลาซารัส นักแสดงผิวขาวชาวออสเตรเลียที่รับบทตัวละครผิวดำชาวอเมริกัน ยังทำให้เขาได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ รางวัลบาฟตา อวอร์ดและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดอีกด้วย นอกจากนี้ เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ครั้งแรกในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากบทชาร์ลีย์ แชปลินในภาพยนตร์อัตชีวประวัติชื่อดังโดยริชาร์ด แอทเทนโบโรห์ปี 1992 เรื่อง Chaplin ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลบาฟตา อวอร์ดและรางวัลนักวิจารณ์ภาพยนตร์ลอนดอนและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ

    ในช่วงต้นปี 2010 ดาวนีย์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำอีกครั้งจากการแสดงนำของเขาในภาพยนตร์ฮิตปี 2009 เรื่อง Sherlock Holmes ภายใต้การกำกับของกาย ริทชี ในเดือนธันวาคม ปี 2011 ดาวนีย์กลับมาร่วมงานกับริทชีและจู๊ด ลอว์ เพื่อนนักแสดงอีกครั้ง ในการแสดงบทนักสืบคนดังในซีเควล Sherlock Holmes: A Game of Shadows

    ในซัมเมอร์ปี 2008 ดาวนีย์ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์และผู้ชมจากการแสดงของเขาในบทนำของภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ฮิต Iron Man ภายใต้การกำกับของจอน แฟฟโรว์ Iron Man ที่เนรมิตชีวิตให้กับซูเปอร์ฮีโรจากมาร์เวล คอมิกส์ ทำรายได้ไปกว่า 585 ล้านเหรียญทั่วโลก ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปีนั้น ดาวนีย์กลับมารับบทเดิมอีกครั้งในซีเควลที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเข้าฉายในเดือนพฤษภาคม ปี 2010 เขากลับมารับบทเดิมอีกในภาพยนตร์โดยจอส วีดอนเรื่อง The Avengers ที่เข้าฉายในเดือนพฤษภาคม ปี 2012 ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดระหว่างที่มันเข้าฉายและยังครองตำแหน่งภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลเป็นอันดับห้า ด้วยรายได้กว่า 1.5 พันล้านเหรียญทั่วโลก นอกจากนี้ เขายังได้แสดงใน Iron Man 3ภาคที่สามของแฟรนไชส์ ภายใต้การกำกับของเชน แบล็คอีกด้วย ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับสามของปีนั้น และในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ช่วงฤดูร้อนปี 2015 เรื่อง The Avengers: Age of Ultron และล่าสุด เขาก็ได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกเรื่อง Captain America: Civil War ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดประจำปี 2016

    นอกเหนือจากนั้น เขายังจะได้นำแสดงในภาพยนตร์โดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สเรื่อง The Voyage of Doctor Dolittle ซึ่งเขาจะอำนวยการสร้างภายใต้แบนเนอร์ทีม ดาวนีย์ บริษัทโปรดักชันที่เขาสร้างร่วมกับ ซูซาน ภรรยาของเขาอีกด้วย

    นอกเหนือจากผลงานมากมายในแวดวงมาร์เวลของเขาแล้ว ดาวนีย์ยังได้แสดงในภาพยนตร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องอาหาร Chef ที่กำกับโดยจอน แฟฟโรว์ และได้รับรางวัลออเดียนซ์ อวอร์ดจากงานเทศกาลภาพยนตร์ไทรเบกาปี 2014 อีกด้วย ในปีนั้น ดาวนีย์ได้แสดงและควบคุมงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Judge ที่นำแสดงโดยโรเบิร์ต ดูวัลล์และบิลลี บ็อบ ธอร์นตัน ภายใต้แบนเนอร์ทีม ดาวนีย์อีกด้วย

    ผลงานภาพยนตร์ล่าสุดเรื่องอื่นๆ ของดาวนีย์ได้แก่ Due Date ประกบแซ็ค กาลิฟิอานาคิสสำหรับผู้กำกับท็อดด์ ฟิลลิปส์, The Soloist ประกบเจมี ฟ็อกซ์สำหรับผู้กำกับโจ ไรท์, Zodiac ประกบเจค จิลเลนฮาลสำหรับผู้กำกับเดวิด ฟินเชอร์, A Scanner Darkly ประกบคีอานู รีฟส์สำหรับผู้กำกับริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์, Fur: An Imaginary Portrait Of Diane Arbus ประกบนิโคล คิดแมนสำหรับผู้กำกับสตีเวน เชนเบิร์กและ Kiss Kiss, Bang Bang ประกบวัล คิลเมอร์ สำหรับผู้กำกับเชน แบล็ค นอกจากนี้ เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ดในฐานะหนึ่งในนักแสดงของดรามาที่สร้างจากชีวิตจริงโดยจอร์จ คลูนีย์เรื่อง Good Night, and Good Luck และรางวัลสเปเชียล จูรี ไพรซ์ ที่มอบให้กับทีมนักแสดงของ A Guide to Recognizing Your Saints” ในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2006 อีกด้วย

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ Gothika, The Singing Detective, Wonder Boys, U.S. Marshals, One Night Stand, Home For The Holidays, Richard Iii, Natural Born Killers, The Gingerbread Man, Short Cuts, Heart And Souls, Soapdish, Air America, Chances Are, True Believer, Less Than Zero, Weird Science, Firstborn และ Pound ซึ่งเขาเปิดตัวภายใต้การกำกับของโรเบิร์ต ดาวนีย์ ซีเนียร์

    ด้านจอแก้ว ดาวนีย์ได้เปิดตัวในช่วงไพรม์ไทม์ในปี 2001 เมื่อเขาได้ร่วมแสดงในซีรีส์ “Ally McBeal” ผลงานของเขาในซีรีส์นั้นทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในซีรีส์ มินิซีรีส์หรือภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ รวมไปถึงรางวัลสมาพันธ์นักแสดงสาขานักแสดงชายยอดเยี่ยมในซีรีส์คอเมดี นอกเหนือจากนั้น เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในซีรีส์คอเมดีอีกด้วย

    ประวัติทีมผู้สร้าง

    จอน วัตส์ (ผู้กำกับ/มือเขียนบทร่วม)
    ด้เปิดตัวผลงานการกำกับเรื่องแรกในปี 2014 ด้วยภาพยนตร์อินดีเรื่อง Clown ซึ่งเขาร่วมเขียนบทและนำแสดงโดยปีเตอร์ สตอมาร์และลอรา อัลเลน หลังจากภาพยนตร์เรื่องนั้น เขาก็ได้เขียนบทและกำกับภาพยนตร์อินดีที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมเรื่อง Cop Car สำหรับโฟกัส ฟีเจอร์ส ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดยเควิน เบคอนและเล่าเรื่องของนายอำเภอเมืองเล็กๆ ผู้เดินทางตามหาเด็กสองคนที่เอารถของเขาออกไปขับเล่น

    วัตส์เกิดในเมืองฟาวน์เทน รัฐโคโลราโดในปี 1981 เขาได้ศึกษาที่คณะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก หลังจากสำเร็จการศึกษาในปี 2005 เขาก็เริ่มทำงานมิวสิควิดีโอ โฆษณาและทีมงานคนหนึ่งของเวอร์ชันเว็บของสำนักข่าวเสียดสี เดอะ อันยัน นิวส์ เน็ตเวิร์ค หลังจากได้ทำงานในภาพยนตร์ขนาดสั้นหลายเรื่องและภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์เรื่อง “Eugene!”(2012)

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *