Spy | สปาย

Spy | สปาย

  • Genres: Action, Comedy
    Running Time:120 min
    Release Date:June.4,201
    MPAA Rating:
    Distributors:Feigco Entertainment, Twentieth Century Fox
    Starring: Melissa McCarthy, Rose Byrne, Jude Law
    Directed by:Paul Feig

    ซูซาน คูเปอร์ (เมลิสซา แม็คคาร์ธีย์) เป็นนักวิเคราะห์ CIA ผู้ถ่อมเนื้อถ่อมตนและได้แต่นั่งอยู่กับโต๊ะ เธอเป็นวีรสตรีที่ไม่มีใครกล่าวขวัญถึงเบื้องหลังภารกิจสุดอันตรายขององค์กรสายลับแห่งนี้ แต่เมื่อเพื่อนร่วมงานของเธอ (จู๊ด ลอว์) หายสาบสูญไปและสายลับระดับสูงอีกคนหนึ่ง (เจสัน สเตแธม) ก็ถูกเปิดเผยตัว เธอจึงอาสาปลอมตัวเข้าไปแทรกซึมในวงการนักค้าอาวุธซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายและป้องกันไม่ให้หายนะระดับโลกเกิดขึ้น

    ด้วยการร่วมทีมกับเมลิสซา แม็คคาร์ธีย์เป็นครั้งที่สามหลังจากหนังฮิตของทั้งสองอย่าง Bridesmaids และ The Heat มาคราวนี้ผู้เขียนบท/ผู้กำกับ พอล ฟีก ได้เพิ่มแอ็คชั่นเต็มพิกัดลงไปในหนังตลกอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวและกำหนดให้เรื่องราวเกิดขึ้นในฉากอันสวยงามของยุโรป บรรยากาศอันคึกคักแปลกใหม่ของเมืองหลวงอันมีชื่อเสียงอย่างโรม ปารีส และบูดาเปสต์ ช่วยเสริมความรู้สึกงุนงงสับสนของซูซานเมื่อต้องเข้ามาสู่งานภาคสนามอันลับลวงพรางในแวดวงสายลับระดับโลก

    ฟีกกล่าวว่า “ผมเป็นแฟนตัวยงของหนังสายลับ และผมต้องการสร้างหนังแอ็คชั่นคอเมดีแบบทะลึ่งตึงตังในแนวนั้น ความตลกมาจากตัวละคร ไม่ใช่การล้อเลียนหรือเสียดสี มีความอันตรายและแอ็คชั่นอยู่จริงๆ เราต้องการให้มันมีโทนของหนังสายลับแต่ก็ยังคงตลกมากเท่าที่เราจะทำได้

    “ผมต้องการสร้างเรื่องราวที่เข้าถึงได้ซึ่งทำให้เราทุกคนคิดขึ้นมาว่า ‘ถ้าฉันได้รับคัดเลือกเป็นสายลับและถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจ ฉันจะทำอย่างไร’ เมลิสซาเหมาะกับบทนี้มากเพราะนอกเหนือจากมีความสามารถล้นเหลือแล้ว เธอยังรับบทเป็นคนธรรมดาๆ และดึงเอาความเห็นอกเห็นใจและความรู้สึกอยากเอาใจช่วยออกมาได้ด้วย”

    ฟีกระบุว่าเขาและแม็คคาร์ธีย์มีอารมณ์ขันและความปรารถนาร่วมกันที่จะค้นหาหัวใจของเรื่องและไม่ใช่เพียงเสียงหัวเราะ โดยกล่าวว่าทั้งสองสามารถผลักดันอีกฝ่ายหนึ่งไปยังจุดที่ต่างคนต่างไม่สามารถไปถึงได้ตามลำพัง

    ผู้อำนวยการสร้าง เจนโน ท็อปปิง กล่าวเห็นด้วยว่า “พอลและเมลิสซาเชื่อใจกันและกัน ดังนั้นเธอจึงไม่กลัวที่จะเสี่ยง เธอทำให้ผู้ชมรู้สึกซาบซึ้งได้ และผู้ชมก็คอยเอาใจช่วยให้เธอเอาชนะคนที่ใจร้ายหรือไม่ยุติธรรมกับเธอ”

    แม็คคาร์ธีย์กล่าวว่าเคล็ดลับความสำเร็จของพวกเขานั้นมาจากการที่ “พอลเก่งมาก เขาทำหนังดีๆ ออกมามากมาย และฉันก็เกาะติดเขาเหมือนตัวเพรียงเลยล่ะ”
    ในการปฏิบัติภารกิจสายลับครั้งแรกของเธอ ตัวละครซูซาน คูเปอร์ที่แม็คคาร์ธีย์รับบทต้องขจัดความรู้สึกไม่มั่นคงและความสงสัยในตัวเองพร้อมกับรวบรวมความกล้าเพื่อลุกจากโต๊ะของเธอที่แลงลีย์ (ศูนย์บัญชาการใหญ่ของ CIA) เพื่อต่อสู้กับเหล่าวายร้ายขี้เมาชาวยุโรป

    แม็คคาร์ธีย์กล่าวว่า “ซูซานมีความสามารถและเก่งทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงกลยุทธ์ แต่เธอขาดความมั่นใจ มาตอนนี้ประสบการณ์ภาคสนามรวมถึงความจริงใจที่เธอมีต่อแบรดลีย์ ไฟน์ ตัวละครที่จู๊ดเล่น ก็เริ่มช่วยให้เธอดึงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ เธอค้นพบความสามารถที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าเธอมีอยู่”

    ซูซาน คูเปอร์ อาจต้องมาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย ทว่าก็ไม่เกินความสามารถของเธอ

    พอล ฟีก กล่าวว่า “ผมเคยอ่านเจอว่าผู้หญิงเป็นสายลับที่ดีกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงอ่านท่าทางคนได้เก่งกว่า รวมทั้งยังทำให้คนตายใจและใช้สัญชาตญาณได้ดีกว่า นี่ล่ะซูซาน คูเปอร์ เธอไม่ได้พึ่งความแข็งแกร่งทางร่างกาย เธอต้องหาหนทางไปเรื่อยๆ ระหว่างทำภารกิจ ผมชอบการทำงานกับผู้หญิงที่มีพลังและสนใจแนวคิดเรื่องการสร้างตัวละครหญิงสามคนที่เป็นตัวเอก คู่หู และศัตรู”

    ในการพัฒนางานภาพให้หนังเรื่องนี้ ฟีก รวมถึงผู้กำกับภาพ โรเบิร์ต โยแมน และนักออกแบบงานสร้าง เจฟเฟอร์สัน เซจ ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังบอนด์ พวกเขาตั้งใจที่จะทำหนังตลกให้มีรูปแบบภาพเหมือนกับหนังอันทรงอิทธิพลเหล่านี้ โดยการใช้ช็อตกวาดภาพ ฉากหลังอันงดงาม และคิวแอ็คชั่นที่สมจริง

    โยแมนกล่าวว่า “โดยทั่วไปแล้วในหนังตลก การจัดแสงจะสว่างและแบนราบ แต่พอลต้องการให้ภาพออกมามืดกว่านั้นและมีความเปรียบต่างมากกว่านั้น เพื่อเน้นให้เห็นถึงอันตรายและความเสี่ยงที่อยู่ในเงามืดของวงการสายลับ และมีการใช้ภาพจากสถานที่ถ่ายทำที่หลากหลาย”

    SPY ถ่ายทำฉากส่วนใหญ่ในกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนโรมและปารีสด้วย สถาปัตยกรรมอันงดงามและหลากหลายของเมืองนี้ช่วยให้เซจได้ใช้ประโยชน์จากสถานที่สำคัญอันน่าสนใจและความเป็นเอกลักษณ์ของย่านต่างๆ เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างเมืองหลวงทั้งสามเมือง บูดาซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำดานูบ มีสภาพพื้นที่เป็นเนินเขา พร้อมด้วยถนนกรวดอันคดเคี้ยวซึ่งใช้แทนภาพของโรมได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันต้นไม้และพืชพันธุ์ตามธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ก็ช่วยสร้างความนุ่มนวลให้ฉากหลังที่ใช้แทนปารีสซึ่งทีมทำหนังต้องการให้มีโทนที่สว่างกว่าและเปิดกว้างมากกว่า

    แต่โอกาสที่น่าตื่นเต้นมากที่สุดสำหรับเซจคือการปล่อยให้เมืองนี้รับบทเป็นตัวของมันเอง

    “บูดาเปสต์มักถูกใช้เป็นตัวแทนสถานที่อื่นๆ แต่เมื่อพอลสำรวจเมืองนี้เขาก็ประทับใจมากและปรับให้เรื่องราวส่วนใหญ่มาเกิดขึ้นที่นี่ เช่นเดียวกับที่เขาตัดสินใจให้บอสตันรับบทเป็นตัวมันเองแทนที่จะใช้แทนนิวยอร์กใน The Heat บูดาเปสต์มีความยิ่งใหญ่และมีส่วนผสมที่พอเหมาะในแง่รูปแบบสถาปัตยกรรม รวมถึงความน่าค้นหาในแบบยุโรปตะวันออกซึ่งช่วยให้อารมณ์ลึกลับในหนังเรื่องนี้”

    เรื่องราวและตัวละคร

    “ให้ฉันปลอมตัวเป็นคนขายของทางโทรศัพท์ที่ตกงานเนี่ยนะ ทำงานแบบนี้แล้วฉันยังหางานไม่ได้อีกเหรอ”
    – ซูซาน คูเปอร์

    ซูซาน คูเปอร์เป็นคนขาดความมั่นใจอย่างไม่ต้องสงสัย เธอได้รับการเลี้ยงดูมาโดยแม่ผู้คอยปลูกฝังความคิดที่ว่า “ไม่มีทาง ลูกทำไม่ได้หรอก” เท่าที่ผ่านมาความหวังที่ว่างานใหม่กับ CIA จะช่วยกระตุ้นความมั่นใจในตนเองและทักษะทางสังคมของเธอนั้นพังไม่เป็นท่าเช่นเดียวกับเค้กวันเกิดที่เธอทำให้เพื่อนร่วมงาน

    ด้วยความทรงจำอันขมขื่นนี้ คูเปอร์ทำงานหนักอยู่ในสำนักงานชั้นใต้ดินอันชวนหดหู่ ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาให้ (และหวังว่าจะได้ครองใจ) สุดยอดสายลับ แบรดลีย์ ไฟน์ หนุ่มเจ้าสำอาจที่มีเสน่ห์แต่หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ซึ่งสามารถทำภารกิจจนสำเร็จได้โดยผมไม่กระดิกแม้สักเส้น

    จู๊ด ลอว์ กล่าวว่า “สำหรับไฟน์ เขากับซูซานเป็นทีมงานที่สมบูรณ์แบบ สุขุมหนักแน่น และเป็นหัวกะทิใน CIA เขามองว่าความสัมพันธ์นี้เป็นแค่ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนร่วมงาน แม้มีการหว่านเสน่ห์ใส่กันบ้างเป็นบางครั้ง ซึ่งบางครั้งก็อาจทำให้เธอเข้าใจผิดหรือแอบหวังว่ามันจะพัฒนาไปเป็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น เขาไม่เคยคิดว่าเธออยากออกไปจากชั้นใต้ดินนั่นจริงๆ แต่คุณอาจพูดได้ว่าเขาอยากให้ซูซานอยู่ที่นั่นต่อไปเพราะถ้าไม่มีเธอ เขาก็คงไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน”

    แม็คคาร์ธีย์เห็นด้วย “ไฟน์อาจหาประโยชน์จากคนอื่นแต่ก็อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจได้ ถ้าคุณทำงานภาคสนาม คุณก็คงอยากได้คนที่ดีที่สุดมาร่วมทีมและต้องการให้คนเหล่านั้นควบคุมสถานการณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

    ซูซานอาจเพ้อฝันถึงไฟน์ แต่สายลับผู้หลงตัวเองมีสายตาให้กระจกเงาเท่านั้น หรือไม่ก็เป็นสาวๆ ที่เขาได้พบบนเส้นตัดอันดึงดูดใจระหว่างอันตรายกับความงาม
    แม็คคาร์ธีย์กล่าวว่า “ฉันชอบที่จู๊ดถ่ายทอดไฟน์ให้ออกมาเป็นคนมีเสน่ห์แต่ก็เป็นจอมกะล่อนด้วย”

    “จู๊ดดูเรียบหรู หล่อเหลา และมีแววตาเป็นประกาย เหมือนกับว่าเขาเกิดมาเพื่อใส่สูททักซีโด” ผู้อำนวยการสร้าง เจนโน ท็อปปิงเสริม

    ลอว์ยอมรับว่าน้อยครั้งที่เขาจะได้รับบทที่สนุกเช่นนี้ และเน้นว่าสำหรับไฟน์ สิ่งสำคัญคือต้อง “มีคุณสมบัติเฉพาะบางอย่างและสามารถดึงดูดผู้ชมไปสู่อันตรายเดิมพันสูงของการเป็นสายลับ เป็นหนึ่งในตัวละครทางจอเงินไม่กี่ตัวที่เด็กผู้ชายหลายคนอยากเป็น อย่างนักบินอวกาศ ทหาร สายลับ…

    “ผมกับพอลคุยกันว่าเราไม่อยากให้ไฟน์เป็นคนใจร้าย เขาชอบซูซานจริงๆ แล้วก็ยังมีผลประโยชน์ส่วนตัวในแง่การรวมทีมด้วย การหาจุดสมดุลในเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ”
    แต่ความพยายามของแบรดลีย์ในการเดินอยู่บน ‘เส้นแบ่งบางๆ’ กับซูซานเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในสายตาเพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานของเธออย่างแนนซี (มิแรนดา ฮาร์ต) ด้วยความที่อยากปกป้องเพื่อนเต็มที่ เธอโทษว่าเขาขัดขวางซูซานไม่ให้ได้รับความก้าวหน้าทางอาชีพและล้อเล่นกับความรู้สึกของเธอ

    “แนนซีเป็นเจ้าหน้าที่สวมหูฟังเช่นเดียวกับซูซาน” ฮาร์ตกล่าว “เธอมีไหวพริบ ฉลาด และทำงานเก่ง แต่เข้าสังคมไม่เป็น เธอกับซูซานเป็นปลาสองตัวที่ขาดน้ำอยู่ในอ่างปลาเปล่าๆ อ่างเดียวกัน คุณจะว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์แบบ ‘ผู้หญิงผู้หญิง’ ก็ได้”

    ฟีกสร้างบทแนนซีให้ฮาร์ตโดยเฉพาะด้วยความที่เขาชื่นชมนักแสดงรายนี้มานานหลายปี “ผมอยากได้เธอมาทำงานด้วยในหนังเรื่องอื่นๆ แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นจริงเสียที เพราะฉะนั้นผมจึงยินดีมากเลยครับที่ได้มาร่วมงานกับเธอ”

    ท็อปปิงกล่าวว่าฟีกชอบผู้หญิงที่ไม่ตามแบบฉบับและฮาร์ตก็ตรงกับสิ่งที่เขากำลังมองหาพอดี ถ้าเผื่อว่าส่วนสูง 6 ฟุต 1 นิ้วของเธอจะรวมอยู่ในรายการได้ด้วยล่ะก็ ด้วยความเชี่ยวชาญในการใช้ร่างสูงเก้งก้างและท่าทางการเดินเพื่อสร้างความขำขัน ดาราอังกฤษจากซิตคอมชื่อเดียวกับเธอเองยังรับบท ‘ชัมมี’ ในซีรีส์ฮิตของ BBC เรื่อง “Call the Midwife” ซึ่งมีฉากเป็นยุคทศวรรษ 1950 อีกด้วย

    เมื่อปรากฏว่าซูซานทำเกินขอบเขตในภารกิจของเธอ แนนซีจึงถูกส่งมาโดยเจ้านายของเธอ อีเลน คร็อกเกอร์ (แอลลิสัน แจนนีย์) เพื่อค้นหาว่าสายลับฝึกหัดรายนี้กำลังทำอะไรอยู่ เธอค้นพบโดยทันทีว่าเพื่อนสนิทของเธอออกตะลุยงานอย่างเต็มตัวไปแล้ว

    “ในฐานะหญิงสาวผู้ปฏิบัติตาม ‘ข้อกำหนดและกฎระเบียบ’ อย่างเคร่งครัด แนนซีทั้งตกตะลึงและเกรงขามเมื่อเห็นซูซานต่อต้านคำสั่งประเภท ‘สังเกตและรายงานเท่านั้น’ ของอีเลน” ฮาร์ตอธิบาย “แนนซีหวาดกลัวโลกภายนอกและเริ่มทำทุกอย่างพังไม่เป็นท่า เธอทำให้ทุกสิ่งสับสนวุ่นวายซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ความขำขันบังเกิดขึ้น”

    ความสัมพันธ์แบบคู่หูคู่ฮาของซูซานและแนนซีไม่ใช่เรื่องตลกในสายตาของผู้ตกเป็นเป้าในการสืบความลับของทั้งสอง หญิงสาวนักวางแผนลับผู้โก้หรู เรย์นา โบยานอฟ
    เรย์นาผู้งดงามและสูงส่ง พร้อมทรงผมอลังการจนแทบจะมีรหัสไปรษณีย์เป็นของตัวเอง หญิงสาวผู้ร่ำรวยและจบการศึกษาจากอ็อกซ์ฟอร์ดเป็นลูกสาวของนักค้าอาวุธที่เพิ่งเสียชีวิตไป เรย์นาเป็นเจ้าของมรดกที่ไม่ธรรมดาอย่างอาวุธนิวเคลียร์ระยะสั้นขนาดเล็ก มีอานุภาพเพียงพอที่จะทำลายเมืองทั้งเมืองได้ แต่ไม่ถึงขนาดรัฐทั้งรัฐ เดี๋ยวจะหาว่าทำอะไรเกินตัวกันจนเกินไป

    เรย์นาใส่ชุดสุดหรูเดินเข้าโถงโรงแรมชั้นแนวหน้า ด้วยความเบื่อหน่ายและไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เธอขาดอารมณ์ขันและมีวิธีการพูดจาแบบขวานผ่าซาก โรส เบิร์นกล่าวว่าสิ่งสำคัญในตัวละครของเธอก็คือยศถาบรรดาศักดิ์

    “ฉันเปรียบเธอกับราชนิกุลหรือสมาชิกราชวงศ์ที่ฉ้อฉล เธอวางตัวสูงส่งและพูดราวกับหลุดมาจากอีกยุคหนึ่งเพื่อพยายามชดเชยชาติกำเนิดที่เป็นคนจนจากบัลแกเรีย”
    แม้ว่าเธอจะเย็นชา เรย์นากลับรู้สึกเห็นอกเห็นใจและอยากรู้จักซูซานผู้ทำให้เธอนึกถึง “ตัวตลกบัลแกเรียผู้น่าเศร้า”

    แม็คคาร์ธีย์กล่าวถึงเบิร์น ซึ่งแสดงร่วมกับเธอใน Bridesmaids ด้วยว่า “ให้ฉันทำงานกับโรส 300 ล้านครั้งก็ยังได้ค่ะ เธอสามารถเล่นเป็นตัวละครที่ชั่วร้ายแต่คนรักได้ซึ่งไม่ใช่ว่าจะถ่ายทอดออกมาได้ง่ายๆ คุณมองไม่ออกว่าเบื้องหลังการแสดงเธอทำงานอย่างไร คุณเห็นแต่ตัวละครที่น่าทึ่งและพลิกผันเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว”
    เรย์นา โบยานอฟ สมรู้ร่วมคิดกับอาชญากรผู้ร่ำรวยอีกรายหนึ่ง เซอร์จิโอ เด ลูกา ผู้หลงตัวเอง (บ็อบบี แคนนาวาล) ซึ่งเทียบชั้นกับเธอได้ในแง่ความใส่ใจในภาพลักษณ์และ

    ความต้องการสถานะทางสังคม ในฐานะตัวกลางซึ่งถูกจ้างมาให้ขนย้ายนิวเคลียร์ เด ลูกา พยายามทำข้อตกลงกับผู้ทรงอิทธิพลชาวรัสเซีย ดูดาเอฟ (ริชาร์ด เบรก) ตัวละครซึ่งได้รับการกล่าวถึงแต่ไม่เห็นตัวจนกระทั่งองก์สุดท้ายของหนัง

    บ็อบบี แคนนาวาล ได้รับคำชมอย่างท่วมท้นจากบทบาทการแสดงของเขาใน Blue Jasmine และซีรีส์ “Boardwalk Empire” ทางช่อง HBO เขากล่าวว่าเขาใช้ผู้กำกับ ฟีก เป็นแบบอย่างในการสร้างสไตล์บางส่วนของเด ลูกาด้วย ด้วยความที่ทราบกันดีว่าผู้กำกับรายนี้มีสัญชาตญาณอันไร้ที่ติในเรื่องเสื้อผ้าและแฟชั่น

    “พอลเป็นผู้ชายคนเดียวที่ผมรู้จักที่ถือไม้เท้า ผมก็เลยยืมท่าทางแบบนั้นมาจากเขา” แคนนาวาลพูดแหย่ “ผมอยากถ่ายทอดภาพเด ลูกา ว่าเป็นชายหนุ่มเจ้าสำอางที่ทาเครื่องสำอางหนาเตอะ รอบตัวเข้าเต็มไปด้วยคนโหดๆ เพื่อปกปิดจุดอ่อนและความรู้สึกไม่มั่นคงของตัวเอง และเมื่อสุดท้ายเขาต้องทำงานสกปรก ม่านก็ถูกเปิดออก แล้วเขาก็ถูกเปิดโปงในสภาพที่เป็นคล้ายตัวตลก”

    แคนนาวาลเสริมว่า “เขาพยายามพลิกกระดานในความสัมพันธ์กับซูซาน และตระหนักว่าเขาประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไปโดยสิ้นเชิง เขาเทียบกับเธอไม่ได้เลย”

    แล้วริค ฟอร์ดก็เข้ามา…

    ริค ฟอร์ด ผู้คิดว่าตัวเองกล้าท้าประลองกับทุกคน ใครก็ได้ เข้ามาพร้อมกันเลย

    ด้วยรูปลักษณ์แบบแรมโบ้ผสมกับคลูโซ (ตัวละครตำรวจใน Pink Panther) เจ้าหน้าที่ริค ฟอร์ดเป็นตัวแทนของคำว่ากล้าหาญ ไม่กลัวใคร และไม่รู้เรื่องอะไรเลย ความมั่นใจของฟอร์ดนั้นล้ำหน้าเกินความสามารถไปหลายขุม

    เจสัน สเตแธมบรรยายว่าบทนี้ “แตกต่างจากทุกบทที่ผมเคยเล่นมา และการรับบทนี้ก็สนุกมาก ฟอร์ดเป็นคนจริงจัง แต่ไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าตัวเองกำลังทำตัวเซ่อซ่าอยู่”
    เรย์นาและเด ลูกา รู้ตัวตนที่แท้จริงของฟอร์ด แต่สายลับผู้ดื้อรั้นก็โกรธจัดอยู่ดีที่อีเลนตัดสินใจส่งซูซานไปแทนเขา

    ฟอร์ดประท้วงด้วยการลาออกจากซีไอเอและไม่ขึ้นกับกฎระเบียบอีกต่อไปด้วยความตั้งใจที่จะเข้าร่วมภารกิจนี้ด้วยตัวของเขาเอง

    พอล ฟีก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยากเป็นสตันท์แมนก็เป็นแฟนหนังของสเตแธม เช่นเดียวกับบทแนนซีที่มิแรนดา ฮาร์ตเล่น เขาได้ปรับบทฟอร์ดให้เข้ากับตัวนักแสดง เมลิสซา แม็คคาร์ธีย์กล่าวว่า “ตัวละครริค ฟอร์ด ที่เจสันเล่นจะทำให้คุณตะลึงไปเลย เขาเป็นคนต่อต้านสังคม แต่เจสันรับบทนี้ด้วยความเชื่อมั่นจริงจัง เขาไม่ขยิบตาให้กล้องหรือทำให้มันเป็นเป็นเรื่องล้อเล่นซึ่งทำให้มันขำสุดๆ ไปเลยล่ะ”

    หลังจากแนนซีและฟอร์ดเข้ามาพัวพันในภารกิจของซูซาน ผู้บุกรุกอีกคนก็เข้ามา – อัลโด (ปีเตอร์ เซราฟิโนวิช) คนขับรถผู้ช่างพูดและเจ้าชู้ของซูซาน อัลโดหลงรักซูซานแต่แรกเห็น ทว่าเขาแสดงความปรารถนาต่อซูซานได้ด้วยเพียงการทำตัวเป็นเสือผู้หญิงเท่านั้น

    ทีมงานในหนังเรื่องนี้มีนักแสดงหลายคนซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งในทีมงานประจำของฟีก ซึ่งรวมถึงเจมี เดนโบ, เจสซิกา แชฟฟิน และเคที ดิพโพลด์ รวมถึง ‘หน้าใหม่ในทีมงานของฟีก’ อย่างเคอร์ติส แจ็คสัน หรือ ‘50 Cent’ ดาราบอลลีวู้ดที่เกิดในอเมริกา นาร์กิส ฟาครี และนักแสดงเก่าจาก “The West Wing” แอลลิสัน แจนนีย์

    ในบทบาทของผู้คุมทีมงาน CIA อีเลน คร็อกเกอร์ ซึ่งรับบทโดยแจนนีย์ ใส่ใจกับการดูแลให้สายลับของเธอมีชีวิตรอด พร้อมกับหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับซูซานโดยตรงเพราะเธอเชื่อว่าซูซานเป็นโรคตาแดง

    “ดูเหมือนฉันมักจะได้รับบทที่ตรงข้ามกับตัวเองโดยสิ้นเชิง” แจนนีย์กล่าว เธอชนะรางวัล Emmy® สองรางวัลในปี 2014 จากบทบาทของเธอใน “Mom” และ “Masters of Sex “ฉันไม่รู้หรอกว่าการเป็นคนฉลาดที่สุดในห้องเป็นอย่างไร ฉันก็เลยเลือกที่จะเล่นให้อีเลนเป็นผู้หญิงที่ดูจริงจังและพูดสั้นกระชับ แล้วก็หวังว่าคนจะเห็นว่าฉันฉลาด”
    แจนนีย์พบเมลิสซา แม็คคาร์ธีย์เป็นครั้งแรกเมื่อฝ่ายหลังเป็นสมาชิกคณะละครตลกในลอสแองเจลีสที่ชื่อ The Groundlings และนับจากนั้นก็แสดงร่วมกับเธอในหนังมาแล้วสี่เรื่อง

    “ฉันรู้มาตลอดว่าเธอเก่งแค่ไหน แถมยังเป็นคนน่ารัก ใจดี และติดดินด้วย” แจนนีย์กล่าวชม “สมองคนเราทำงานเร็วขนาดนั้นได้ยังไงกัน”

    ในงานภาคสนาม ตัวละครซูซาน คูเปอร์ ที่รับบทโดยแม็คคาร์ธีย์ต้องอาศัยไหวพริบปฏิภาณของตนเอง รวมถึงการฝึกฝน สัญชาตญาณ และวิกผมที่เชยที่สุดเท่าที่จินตนาการได้
    “ซูซานต้องแสร้งทำเป็นเชี่ยวชาญในสิ่งที่ตัวเองทำก่อนที่เธอจะตระหนักว่าเธอเชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำอยู่จริงๆ” ฟีกกล่าว

    หัวใจของ SPY คือเรื่องราวของผู้หญิงที่ถูกคนรอบตัวประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงจนสุดท้ายเธอก็ประเมินตัวเองต่ำไปด้วย เป็นเรื่องของคนที่หลบอยู่หลังฉากเงียบๆ และไม่มีใครสังเกตเห็น แต่กลับสร้างความประหลาดใจเมื่อได้รับโอกาสให้ออกโรง หรือในกรณีของริค ฟอร์ด มันเป็นเรื่องของคนที่ทำให้เราสงสัยว่า “คนพวกนี้มีชีวิตอยู่นานขนาดนี้ได้ยังไงกัน”

    ว่าด้วยงานสร้าง

    จู๊ด ลอว์ กำลังวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอดในชั้นใต้ดินลึกลงไป 25 ฟุต นี่เป็นวันแรกของการถ่ายทำ นักแสดงและทีมงานมารวมตัวกันอยู่ในเขาวงกตหินปูนยาวราว 23 ไมล์ เบื้องล่างโรงกลั่นเบียร์ในบูดา ฮังการี ตัวละครที่จู๊ดรับบท แบรดลีย์ ไฟน์ กำลังพยายามหลบหลีกแก๊งโจรติดอาวุธโดยอาศัยข้อมูลที่ส่งผ่านหูฟังจากซูซาน คูเปอร์ ในแลงค์ลีย์ ห่างออกไป6,000 ไมล์จากสถานที่เกิดเหตุการณ์ ไฟน์ใส่คอนแท็คเลนส์พิเศษของ CIA ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกล้องซึ่งคอยส่งภาพกลับไปยังคูเปอร์ (ผู้กำกับภาพ โรเบิร์ต โยแมน ใช้กล้อง GoPro ขนาดเล็กเพื่อจำลองภาพที่ส่งมาจากกล้องคอนแท็คเลนส์นี้ เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นว่าซูซานมองอะไรอยู่บนจอมอนิเตอร์)

    ลอว์กล่าวว่า “เมื่อไฟน์อยู่แนวหน้า คูปจะคอยบอกว่าเขาควรไปทางไหน ใครตามเขาอยู่ ทางหนีที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน ชีวิตของเขาอยู่ในมือเธอ”

    ถ้ำดังกล่าวนั้นเดิมถูกขุดเพื่อทำเหมืองในยุคศตวรรษ 1700 แล้วต่อมาก็ได้รับการดัดแปลงเพื่อใช้เป็นที่เก็บเบียร์ หลายครั้งมันถูกใช้เป็นที่หลบภัยฉุกเฉินและแม้กระทั่งโรงเก็บเครื่องบินลับของพวกนาซี เวลานี้เป็นช่วงปลายเดือนมีนาคม และแม้ว่าอุณหภูมิเหนือพื้นดินจะอบอุ่น แต่ในความลึกชั้นใต้ดินเราหายใจออกมาเป็นควันและทีมงานก็ต้องใส่ชุดแจ็คเก็ตและหมวกสำหรับฤดูหนาว

    มันเป็นงานที่สมบุกสมบันแม้กระทั้งกับลอว์ผู้มีร่างกายฟิตเต็มร้อย เขาต้องวิ่งผ่านอุโมงค์ยาวและต่อสู้ด้วยมือเปล่า ผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ เจ เจ เพอร์รี กล่าวว่า “จู๊ดมีชื่อเสียงว่าเก่งเรื่องฉากบู๊ แต่เขาเป็นมากกว่านั้น เขาคือสัตว์ร้ายที่กำราบฉากนั้นเสียอยู่หมัดเลยล่ะ”

    “ฉันถูกโจมตีด้วยผักผลไม้”

    การปะทะที่ไม่ธรรมดายิ่งกว่านี้เกิดขึ้นในช่วงหลังของสัปดาห์เดียวกันที่ครัวร้านอาหารในบูดาเปสต์ซึ่งซูซานและนักฆ่า (นาร์กิส ฟาครี) ต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยผลไม้ ผัก ขาไก่งวง และเครื่องครัว เพอร์รีกับทีมสตันท์ใช้เวลานานหลายสัปดาห์ในการออกแบบท่าทางการต่อสู้และฝึกซ้อมรวมถึง “สร้างภาพจำลองล่วงหน้า” ของการต่อสู้ครั้งนี้ในคอมพิวเตอร์ อาหาร หม้อ และกระทะปลิวกันให้ว่อน ขณะที่รอยฟกช้ำตามตัวแม็คคาร์ธีย์และฟาครีก็เพิ่มขึ้นในแต่ละเทค

    “ใครจะไปรู้ล่ะว่าสลัดก็เป็นอาวุธได้” ฟาครีกล่าว เธอเป็นลูกสาวของชาวเชคและปากีสถานที่เติบโตมาในย่านควีนส์ของนิวยอร์ก “เมลิสซาเล่นงานฉันด้วยมันฝรั่งแต่ฉันตอบกลับด้วยเบรดสติ๊ก ฉากแบบนี้ยากนะ แต่พอเป็นพอล ฟีก คุณก็ต้องยอมทำเพื่อทีมนั่นล่ะค่ะ”

    การต่อสู้นี้มีทั้งความขำขันและความอันตรายแถมยังสยดสยองในตอนจบอีกด้วย อย่าคิดนะว่าฉันฆ่าเธอด้วยแคร์รอตนี่ไม่ได้

    เพอร์รีกล่าวว่า “การต่อสู้ในครัวใช้เวลาสองวันในการถ่ายทำและแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพอลที่จะยกระดับฉากแอ็คชัน เขาชอบหนังของแจ็คกี ชานช่วงปี 1980 เช่นเดียวกับฉันค่ะ ดังนั้นฉันจึงเข้าใจดีว่าเขาต้องการอะไร ซึ่งก็คือช็อตปะทะที่เป็นภาพมุมกว้างและต่ำพุ่งตรงเข้ามาที่เลนส์ มันทั้งตลก รวดเร็ว และรุนแรง”

    สัปดาห์ถัดมากองถ่ายย้ายออกไปนอกกรุงบูดาเปสต์ห่างออกไปครึ่งชั่วโมงที่โรงไฟฟ้ายุคทศวรรษ 1930 ซึ่งมีรูปลักษณ์สะดุดตาและมีห้องควบคุมที่นักออกแบบงานสร้าง เจฟเฟอร์สัน เซจ เทียบกับ “หอบังคับการยานอวกาศสุดเก๋ใน ‘Flash Gordon’” ด้วยเพดานสเตนกลาสรูปวงรีและแผงควบคุมเรียงเป็นแถวๆ มันดูย้อนยุคและล้ำอนาคตในเวลาเดียวกัน

    ความสะดุดตาของห้องควบคุมในโรงไฟฟ้านำไปสู่การปรึกษากันในประเด็นการสร้างสรรค์ระหว่างฟีก, เซจ และผู้กำกับภาพโรเบิร์ต โยแมน ว่าพวกเขาต้องการผลักดันขอบเขตด้านภาพของหนังเรื่องนี้ออกไปไกลแค่ไหน

    เซจกล่าวว่า “เรารู้ว่าถ้าเราใช้ที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำ มันจะช่วยยกระดับโทนและสไตล์ของหนัง รวมถึงส่งผลต่อการตัดสินใจหลายๆ เรื่องในแง่ฉากและสถานที่ถ่ายทำอื่นๆ เราต้องการให้มันไปไกลขนาดนั้นหรือเปล่า แล้วพอลก็บอกว่า ‘ใช่ ผมต้องการให้ภาพมันยิ่งใหญ่ไปเลย’”

    ที่อีกส่วนหนึ่งของโรงไฟฟ้าในห้องเก็บสารเคมีซึ่งมีขนาดเล็กลงมา ซูซานและอัลโดถูกจับเป็นตัวประกัน มัดด้วยเชือกซึ่งพวกเขาต้องหาทางปลดพันธนาการออกมาให้ได้ นั่นเป็นวันแรกที่เซราฟิโนวิชมาที่กองถ่าย และเขาก็ต้องมานอนอยู่ด้านบนและด้านข้างของแม็คคาร์ธีย์เทคแล้วเทคเล่า “ผมแทบจะแกว่งของลับผมตรงหน้าเธออยู่แล้วครับ” เขาว่า “ ‘ไง ยินดีที่ได้รู้จกนะ’ มันช่วยละลายพฤติกรรมได้ดีทีเดียวล่ะ”

    สถานที่ถ่ายทำลำดับต่อไปเป็นโครงสร้างเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมได้ที่และมีชื่อว่าตึก Express Building มันตั้งอยู่ตรงข้ามสถานทูตอเมริกันที่อีกฟากหนึ่งของสวนสาธารณะ รูปปั้นเรือและเครื่องหมายด้านการเดินเรือภายนอกอาคารอายุ 130 ปีแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงสถานะดั้งเดิมในฐานะโกดังส่งของแหล่งสำคัญสำหรับการสัญจรทางเรือในแม่น้ำดานูบที่อยู่ติดกัน

    ด้วยหน้าตาคล้ายแมนชั่นผีสิงที่อาจมีผีคริสต์มาสตามแบบนิยายของดิกเคนส์โผล่มาเมื่อไหร่ก็ได้ สภาพแวดล้อมอันสยองขวัญชวนขนลุกของอาคารแห่งนี้และบันไดเวียนเป็นภาพแทนอุปสรรคที่อันตรายซึ่งซูซานจะต้องฝ่าฟันไปให้ได้ ขณะกล้องตามเธอขึ้นไปผ่านบันไดอันคดเคี้ยว ความน่าสะพรึงกลัวก็บังเกิดขึ้นจากเสียงของเซจที่ว่า “ ‘ซูซาน นั่นคุณจะไปไหนน่ะ ออกไปจากตรงนั้นเลย!’”

    หลังการถ่ายทำผ่านไปได้สองวัน กองถ่ายก็ออกจากจุดนั้นเพื่อย้ายไปยังร้าน Gundel ร้านอาหารในตำนานของบูดาเปสต์ ซึ่งมีผู้นำระดับโลก พระสันตะปาปา และเชื้อพระวงศ์เดินทางมาเยือนตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่ฉากหลังเป็นเสาหินอ่อนและวงออร์เคสตราเครื่องสาย แม็คคาร์ธีย์และลอว์ก็ถ่ายทำฉากพูดยาวซึ่งเรื่องราวปรากฏชัดแล้วว่าคูเปอร์และไฟน์ไม่ได้มีใจให้อีกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

    วันถัดมา ในฉากที่ถ่ายทำตามถนนย่านการค้าอันหรูหราของบูดาเปสต์ ซูซานซื้อชุดราคาแพงเพื่อเตรียมเข้าไปสืบ เด ลุกกา ในคาสิโนหรูหราที่โรม ชุดสีดำวาวนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากชุดปอนๆ และวิกผมเชยๆ ที่เธอใส่เมื่อปลอมตัวในรูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น แครอล เจนคินส์ คุณแม่ที่เลี้ยงลูกตัวคนเดียวและชอบเลือกเสื้อสเวตเตอร์สีสดๆ เพนนี มอร์แกน พนักงานขายหย่าร้างจากไอโอวา แอมเบอร์ วาเลนไทน์ คู่กรณีปากเสียซึ่งชุดและผ้าคลุมดำถูกเรย์นาดูถูกว่าเป็น “ชุดแมวขโมย”
    “สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดใจฉันในหนังเรื่องนี้คือการได้ใส่วิกผมและเสื้อผ้าที่แตกต่างกันไปค่ะ” แม็คคาร์ธีย์กล่าว “ฉันชอบการสร้างตัวละครตั้งแต่เส้นผมลงไป” แม็คคาร์ธีย์และทีมทำ

    ผม/แต่งหน้า/เครื่องแต่งกายของเธอใช้เวลาสองชั่วโมงทุกๆ เช้าเพื่อสร้างรูปลักษณ์และเสื้อผ้าให้เข้ากับการปลอมตัวในวันนั้นๆ

    ซูซาน คูเปอร์ ที่แต่งองค์ทรงเครื่องและแสร้งทำเป็นมั่นใจ ก้าวเข้าไปในคาสิโนสำหรับนักพนันมือหนักเพื่อไปแอบดู เด ลุกกา วันนั้นเป็นการทำงานวันแรกของบ็อบบี แคนนาวาล และเขาก็ต้องแต่งตัวเต็มยศในชุดทักซิโดหวีผมเรียบแปล้ อีกคนที่เล่นในฉากนี้คือนักแสดงขาประจำของฟีกอย่างเจมี เดนโบ ในบทผู้จัดการคาสิโนที่เข้ามาขัดขวางความพยายามของคูเปอร์ในการนั่งที่โต๊ะเล่นไพ่ส่วนตัว

    จากนั้นกองถ่ายก็ย้ายไปยังสถานที่สำคัญของบูดาเปสต์ที่ชื่อพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วรรณา (Ethnographic Museum) ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามฝั่งถนนกับรัฐสภา โครงสร้างอันสวยงามนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งฉากภายในและภายนอกของ ‘คลับโนแมด’ สถานที่เต้นรำสุดฮิพของเหล่าคนหนุ่มสาวในเมืองนี้ ที่ฉากนี้เองตัวละครในเรื่องมาพบกันท่ามกลางฝูงชนในคลับราว 500 คนที่กำลังสนุกกับคอนเสิร์ตโดยเคอร์ติส แจ็คสัน หรือ ‘50 Cent’

    เดิมทีมงานตั้งใจจะถ่ายทำฉากนี้ภายในบาร์ตามซากอาคารอันโด่งดังของบูดาเปสต์ ซึ่งก็คือสถานบันเทิงที่ถูกสร้างขึ้นชั่วคราวตามลานกว้างหรือชั้นล่างของตึกเก่าผุพังที่รอการรื้อถอนหรือสร้างใหม่ แต่ไม่มีสถานที่เช่นนั้นที่ใช้งานได้ในเชิงลอจิสติกส์ ทีมงานจึงเปลี่ยนแผนมาเลือกความยิ่งใหญ่ของพิพิธภัณฑ์และพื้นที่ภายในอันโอ่โถงงดงามแทน

    คูเปอร์แทรกซึมเข้าไปในโลกของเหล่าร้ายจนได้ และเรื่องราวส่วนต่างๆ ก็เริ่มมาบรรจบเข้าด้วยกันที่คลับโนแมด ที่ซึ่งเธอต้องพยายามกันไม่ให้คนบางกลุ่มมาเจอกัน และเมื่อถึงคราวจำเป็น เธอก็ต้องขอให้แนนซีช่วยเบี่ยงเบนความสนใจ แล้วเธอก็ทำตามนั้น

    มิแรนดา ฮาร์ต อธิบายว่า “แนนซีจำเป็นต้องเรียกความสนใจคนออกจากฟลอร์เต้นรำ เธอจึงรุดไปที่เวทีและกระโจนเข้าใส่ 50 Cent จนเขาหงายผึงไปเลย”
    50 Cent เองยืนยันว่าในเทคแรก “มิแรนดาชนผมเหมือนเป็นไลน์แบ็คเกอร์ ผมเตรียมตัวจะแกล้งทำเป็นล้มตอนเธอเข้ามา แต่ผมไม่ต้องแกล้งทำอะไรเลยครับ ผมลงไปกองอยู่กับพื้นเลย”

    50 (Cent) Shades of Gray…

    หลังได้รับเสียงเชียร์จากฝูงชน แจ็คสันก็ร้องเพลงใหม่ของเขาที่ชื่อ “Twisted” ซึ่งเขาบรรยายว่าเป็น “การชนแก้ว การเฉลิมฉลองความก้าวหน้าในชีวิต”

    แจ็คสันประทับใจสถานที่ของคลับโนแมดซึ่งช่วยเสริมการถ่ายทำได้เป็นอย่างดีและมองว่ามันสถานที่ซึ่งเหมาะมากสำหรับการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ เขาประทับใจฟีกไม่แพ้กัน โดยกล่าวว่า “พอลรู้ว่าเขาต้องการอะไรและคาดหวังให้คุณถ่ายทอดมันออกมา เขาแต่งตัวได้อย่างภูมิฐานมีระดับ คนที่ใส่นาฬิกาข้อมือดีๆ ก็แสดงให้เห็นว่าเขาเห็นคุณค่าในเวลาของผมด้วย”

    มิแรนดา ฮาร์ต กล่าวว่า เธอพอใจที่ได้ใช้เวลาสองวันเกาะก่ายอยู่บนตัว “มิสเตอร์เซ็นต์ผู้หล่อล่ำ” เธอพบเขาก่อนการถ่ายทำเพียงไม่นาน

    รอยฟกช้ำดำเขียวตามลำตัวเธอหลังจากนั้นดูขัดแย้งกับความกล้าหาญที่มิแรนดาแสดงให้เห็นในฉากนั้น “ฉันโถมขึ้นไปทับบนตัวเขาหลังจากเข้าชนซึ่งทำให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยต้องมาลากตัวฉันออกไป เรานอนทับกันอยู่เป็นชั่วโมงๆ ระหว่างถ่ายทำ ซึ่งทำให้การทักทายกันในวันต่อไปออกจะอึดอัดใจอยู่นิดนึงค่ะ”

    ในวันจันทร์ที่ 28 เมษายน กองถ่ายได้ย้ายต่อไปยังฉากภายในที่หรูหราไม่แพ้กันที่โรงแรม Four Season’s Gresham Palace ในบูดาเปสต์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในโรงแรมที่หรูหราที่สุดในยุโรป มันตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำดานูบ มองออกไปเห็นสะพาน Chain Bridge และ Castle Hill ที่ฝั่งบูดา วัง Gresham Palace นี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1906 และยังคงเป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมแบบอาร์ตนูโว/Secessionist ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง พระราชวังแห่งนี้ได้รับความเสียหายในปี 1944 เมื่อฝ่ายนาซีซึ่งกำลังถอนกำลังทหารได้ระเบิดสะพาน Chain Bridge แล้วมันก็ตั้งอยู่โดยไร้การบูรณะมาหลายทศวรรษ The Four Seasons ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการซ่อมแซมตัวอาคารรวมถึงชิ้นงานโมเสกอันงดงาม โดยใช้วัสดุจากเวนิซผสมผสานกับวัสดุดั้งเดิม และเปิดเป็นโรงแรมหรูชั้นแนวหน้าในปี 2004

    SPY เป็นหนังเรื่องแรกที่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำภายในโรงแรมและทางกองถ่ายก็ใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้อย่างเต็มที่ ด้วยการนำเสนอโคมไฟระย้าคริสตัลและโถงต้อนรับเพดานสูงอันงดงามที่ซึ่งเรย์นาปรากฏตัวอย่างยิ่งใหญ่พร้อมด้วยซูซานและบอดี้การ์ดที่ตามมา ทางเดินเลียบพระราชวังก็ได้ใช้ในการถ่ายทำด้วย รวมถึงในฉากที่ซูซานกระโดดขึ้นรถมอเตอร์ไซค์เล็กและออกไล่ล่าคนที่มาเป็นนักฆ่าไปตามถนนสายต่างๆ ในบูดาเปสต์

    การขี่มอเตอร์ไซค์ ไล่ล่าเหล่าร้าย การห้อยตัวจากเฮลิค็อปเตอร์ และการต่อสู้ด้วยมือเปล่าทำให้บทบาทนี้ “สมบุกสมบันมากที่สุดเท่าที่ฉันเคยเล่นมา ทั้งการวิ่ง กระโดด และล้มตัว ฉันหัวแตก ได้แผลและรอยฟกช้ำมาเพียบ จนสุดท้ายแล้วฉันเหมือนตกลงมาจากช่องลิฟต์ แต่ฉันก็รับรอยแผลและรอยฟกช้ำพวกนั้นมาด้วยความภาคภูมิใจนะ” แม็คคาร์ธีย์กล่าว

    เจ เจ เพอร์รี ผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์กล่าวว่าเธอสมควรได้รับความภาคภูมิใจนั้น “เรามีนักแสดงสตันท์ที่เก่ง (ลูซี แรมเบิร์ก) มาเล่นแทนเมลิสซา แต่เมื่อเราเห็นว่าเมลิสซาทำได้ดีขนาดไหน เราก็ให้เธอเล่นเองได้มากขึ้น” เพอร์รีชื่นชมความสามารถอันน่าประทับใจของแม็คคาร์ธีย์ในการเรียนรู้และแสดงท่าทางการต่อสู้ต่างๆ ด้วย โดยกล่าวว่า “เธอเล่นร่วมกับดาราแอ็คชั่นขาโหดซึ่งอาจดูน่ากลัว แต่ก็ยังรับมือได้ วินัยในการทำงานของเธอยอดเยี่ยมมากครับ”

    เมื่อผ่านไปได้ราวครึ่งทางของตารางการถ่ายทำนาน 12 สัปดาห์ กองถ่ายก็ได้ย้ายไปยังทะเลสาบ Balaton อันงดงาม ทะเลสาบในแผ่นดินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป ตั้งอยู่ห่างจากบูดาเปสต์เป็นระยะขับรถราวชั่วโมงครึ่ง วิลลาริมทะเลสาบสองแห่งทำหน้าที่เป็นสถานที่ถ่ายทำอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับหนังเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี แห่งแรกซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งทางทิศเหนือของทะเลสาบถูก “จัดฉากตามเรื่อง” ให้อยู่บนทะเลดำในบัลแกเรีย ที่ซึ่งไฟน์ต้องหลบหนีมือปืนหลังปฏิบัติภารกิจล้มเหลวและต้องหาทางไปยังเรือสปีดโบ๊ตที่ใช้หลบหนี ส่วนวิลลาแห่งที่สองซึ่งหรูหรายิ่งกว่านั้นรับบทเป็นตัวมันเอง และตั้งอยู่ห่างออกไป 40 นาทีใกล้หมู่บ้าน Balatonfured ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว

    ทีมทำหนังลาดตระเวนทางอากาศโดยรอบพื้นที่ทะเลสาบเพื่อสำรวจพื้นที่แห่งนี้ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่เหนือสนามหญ้าอันสวยงามกว้างหลายเอเคอร์และเป็นแนวลาดไปยังชายฝั่ง วิลลายุคศตวรรษที่ 19 นี้เคยเป็นโรงแรมก่อนกลายมาเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ประตูหน้าเปิดสู่ทางบันไดขนาดใหญ่ที่เหมาะสมกับเชื้อพระวงศ์ หรือในกรณีนี้ก็คือเด ลุกกา ซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่ในเวลาที่ไม่ได้ไปเยือนคาสิโนในอิตาลี

    บ็อบบี แคนนาวาล กล่าวว่า “บ้านหลังนี้ช่วยให้ผมเข้าถึงตัวละครได้มากยิ่งขึ้น ผมคิดว่า ‘ฉันเป็นเจ้าของที่นี่’ ราวกับว่าเด ลุกกาไปเจอซุ้มบันไดอลังการนี้เข้าแล้วก็สั่งให้คนสั่งบ้านรอบบันไดนี้ เขาไม่เคยพอใจ เขาไม่เคยยอมแบ่งของเล่นกับใครและต้องการมากกว่าเดิมเสมอ”

    คฤหาสน์อันกว้างขวางนี้ใช้เป็นฉากในการลงจอดและการบินขึ้นของเฮลิคอปเตอร์ในฉากไคลแม็กซ์ฉากหนึ่งของหนัง

    ที่สนามหญ้าด้านหน้าอันกว้างใหญ่ เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่นักแสดงหลักทั้งหมดมาเล่นในฉากเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเมลิสซา มิแรนดา โรส จู๊ด เจสัน ปีเตอร์ และ 50 Cent ทะเลสาบอันงดงาม แสงแดดสดใส และความรื่นเริงจากการที่ทุกคนได้มารวมตัวกันช่วยให้การทำงานครั้งนี้มีบรรยากาศเหมือนค่ายฤดูร้อน ทีมนักแสดงโพสท่าเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกและยินดีที่ได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุยกัน

    เจสัน สเตแธมกล่าวว่า “ผมพบจู๊ดครั้งแรกเหมือนหลายปีก่อนผ่านกาย ริทชี และการได้เล่นร่วมฉากกับเขาก็เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เวลาคนถามผมว่าการทำงานกับเขาเป็นอย่างไร หรือเขาทำงานกับผมเป็นอย่างไร เราคงมีแค่วันนี้ให้นึกถึง”

    50 Cent ซึ่งทำงานกับสเตแธมในหนังเรื่องหนึ่งที่นิวยอร์กเมื่อหลายปีก่อน ได้ถ่ายรูปร่วมกับเขาและนักแสดงคนอื่นๆ ในฉากวันนั้นที่ Balaton หน้าเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวของเขา เป็นภาพถ่ายหมู่เพียงภาพเดียวของทีมนักแสดงหลักทั้งหมด

    เมื่อความสนุกสนานและแสงแดดที่ส่องอยู่บนทะเลสาบ Balaton ผ่านพ้นไปแล้ว นักแสดงและทีมงานก็กลับไปยังบูดาเปสต์เพื่อเริ่มถ่ายทำฉากแอ็คชันที่ซับซ้อนและช็อตเฮลิคอปเตอร์ที่ต้องใช้ฉากเขียวในโรงถ่ายและลานถ่ายทำภายนอกสตูดิโอ Fot และ Origo โดยที่สตูดิโอแห่งหลังนี้เอง เมลิสซา แม็คคาร์ธีย์จะต้องห้อยตัวสูง 15 ฟุตจากพื้น เกาะขาเจสัน สเตแธม ซึ่งเกาะอยู่กับส่วนลงจอดของเครื่องเฮลิคอปเตอร์อีกที ใบพัดอันใหญ่ยักษ์เป่าลมปะทะหน้าของทั้งสอง พวกเขาห้อยอยู่ตรงนั้นมาเป็นชั่วโมงๆ แสดงฉากแอ็คชั่นที่ท้าทายและทำให้ทีมงานต้องขำด้วยมุกตลกและบทสนทนาของทั้งสอง ฉากเฮลิคอปเตอร์เป็นตอนสำคัญตอนหนึ่งในหนังและต้องอาศัยการทำงานของกองสองเพิ่มอีกหนึ่งสัปดาห์จึงสำเร็จลงได้

    แม็คคาร์ธีย์และโรส เบิร์น เปลี่ยนโหมดมาสู่รูปแบบที่หรูหรากว่าของการเดินทางทางอากาศในการถ่ายทำฉากบนเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของเรย์นา ซึ่งสมบูรณ์พร้อมด้วยสไตล์ที่เป็นตัวเธออย่างเต็มที่ ซึ่งก็คือผ้าบุลายเสือดาวที่ดูเตะตาและวอลล์เปเปอร์สีแดงทองของ Versace ด้วยความที่เติบโตมากับความน่าเบื่อหน่ายในโรม เรย์นาได้ฉกตัวเพื่อน “ตัวตลกบัลแกเรียผู้เศร้าสร้อย” ไปยังบูดาเปสต์เพื่อดื่มสังสรรค์กัน เหตุวุ่นวายเกิดขึ้นระหว่างเที่ยวบินนั้น และผู้โดยสารบนเครื่องบินก็ต้องเผชิญการดิ่งลงสู่เบื้องล่างและภาวะไร้น้ำหนักจากการไร้แรงโน้มถ่วง

    เพื่อเอาชนะความท้าทายในการถ่ายทำฉากนี้ ผู้ควบคุมสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ อีฟส์ เดอ โบโน ให้ตัวฉากเครื่องบินตั้งอยู่บนแกนหมุน 20 องศา ช่วยให้มันสามารถเอียงและหมุนไปยังทิศทางใดก็ได้ การเคลื่อนไหวได้รับการควบคุมด้วยเครื่องไฮดรอลิกจากพื้นด้านล่าง โดยนักแสดงและทีมสตันท์ถูกผูกอยู่กับสายเคเบิลเพื่อให้ดูคล้ายกำลังลอยตัวอยู่ โรส เบิร์น ฝึกควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายในสระว่ายน้ำเพื่อเตรียมตัวสำหรับฉากนี้ ซึ่งต้องใช้เวลาถ่ายทำอยู่หนึ่งสัปดาห์

    ทั้งแม็คคาร์ธีย์และเบิร์นหัวเราะคิกคักกันในหลายๆ ช่วงของฉาก โดยเมลิสซาพูดแซวว่า “ต้องเป็นเพราะระดับความสูงแน่ๆ” ขณะที่เครื่องบินโงกเงกตามแกนหมุน เธอก็พูดติดตลกกับฟีกว่า “ถ้าเครื่องบินเขย่าอยู่ ก็อย่าเพิ่งมาเคาะประตูล่ะ’”

    เมื่อถึงปลายเดือนพฤษภาคม กองถ่ายก็ย้ายไปยังจัตุรัสภายนอกศูนย์การค้าที่ดูสะดุดตาในบูดาเปสต์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘The Whale’ ชื่อนี้ได้มาจากรูปทรงอาคารที่หุ้มด้วยกระจกและที่ตั้งซึ่งอยู่ริมแม่น้ำ ด้วยตัวประกอบกว่า 300 คน ศิลปินสาวประเภทสองผู้โดดเด่น เวอร์กา เซอร์ดุชกา และวงของเธอ บรรเลงเพลงฮิตสากล “Dancing Lasha Tumbai” บนเวทีขนาดใหญ่ทางทิศเหนือของจัตุรัส ขณะที่เหล่าผู้ชมที่กำลังเริงร่าก็เต้นรำตามจังหวะอันเร้าใจ ซูซาน คูเปอร์ ซึ่งติดอยู่ในฝูงชน พยายามอย่างสุดชีวิตที่จะเตือนริค ฟอร์ด ว่าเขาได้ทำให้ตัวเองและผู้อื่นต้องตกอยู่ในอันตรายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อีกแล้ว

    “ผมคิดว่ามันเป็นฉากที่ขำที่สุดฉากหนึ่งเท่าที่ผมเคยเห็นเมลิสซาเล่นมา” เจสัน สเตแธมกล่าว ในบรรดาแขกที่แวะมายังกองถ่ายในช่วงเวลาสองวันนั้นมีทูตอังกฤษประจำฮังการี ซึ่งได้พูดคุยกับสเตแธมและทีมนักทำหนังพร้อมกับดูเวอร์กาขับร้องเพลง “Lasha Tumbai” ติดต่อกันหลายเทค

    ในเดือนมิถุนายน กองถ่ายได้กลับไปยังโรงถ่ายในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายของการถ่ายทำ รวมถึงฉากที่เกิดขึ้นภายในห้องพักโรงแรมเมื่อซูซาน คูเปอร์เพิ่งมาถึงเพื่อเริ่มต้นปฏิบัติการภาคสนาม เจฟเฟอร์สัน เซจ นักออกแบบงานสร้างอธิบายว่า เขาตั้งใจให้ห้องนั้นสว่างจ้าและมีสีสันตัดกันอย่างฉูดฉาดเพื่อสะท้อนถึงความรู้สึกไม่มั่นคงและความหวาดระแวงเมื่อคูเปอร์เพิ่งเดินทางมาถึง

    “เมื่อโลกและชีวิตของซูซานเปิดกว้างขึ้นในยุโรป ภาพของหนังก็เปิดกว้างขึ้นด้วย”

    แน่นอนว่าความงามและสีสันของปารีสเป็นความแตกต่างอันน่าตื่นตะลึงจากห้องอันคับแคบน่าเบื่อในชั้นใต้ดินของ CIA ซึ่งซูซานและแนนซีทำงานอยู่ โครงสร้างที่สร้างขึ้นจากการเทคอนกรีตและมีอายุหลายทศวรรษได้รับการปรับปรุงใหม่แบบทำๆ หยุดๆ มานานหลายปีจนเกิดโพรงเป็นชั้นๆ และที่ว่างเหล่านี้ก็กลายเป็นที่อยู่อาศัยของ…ค้างคาว!

    จู่ๆ เจ้าสัตว์ร้ายมีปีกก็บินออกจากหลังคามาเกาะที่หัวของซูซานในฉากชวนขนลุกซึ่งถ่ายทำกันตลอดสองสัปดาห์ในฉากสร้างใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คือห้องสื่อสารของ CIA อันเป็นสถานที่ถ่ายทำช่วงสิบวันสุดท้ายของการถ่ายทำหลัก พอล ฟีก หลบอยู่ใต้โต๊ะเพื่อบังคับค้างคาวที่ติดอยู่บนก้านและควบคุมด้วยเครื่องกลให้มันโฉบไปมาอยู่รอบหัวของเมลิสซา

    “ผมนี่ล่ะแบ็ตแมน” เขาว่า

    สำหรับนักแสดงและทีมงาน ฟีกเป็นมากกว่าแบ็ตแมน เขาเป็นนักมายากลผู้สุขุม สง่างาม และแต่งตัวภูมิฐานซึ่งเล่นกลอยู่ในกองถ่ายทุกๆ วัน ด้วยความมีชื่อเสียง (และบางครั้งก็น่าหวั่นเกรง) ในเรื่องการโยนบทพูดและเพิ่มบทสนทนาใหม่ให้นักแสดงระหว่างเทคซึ่งอาจยาวกว่า 20 นาที แนวทางของเขาสามารถเรียกปฏิกริยาโต้ตอบอย่างฉับพลันจากนักแสดงซึ่งต้องคอยตามให้ทันเกมอยู่ตลอดเวลา

    เจสัน สเตแธม กล่าวว่า “พอลเสนอบทสนทนาใหม่ในกองถ่ายทุกวัน บางส่วนเขาก็จดไว้ในกระดาษโพสต์อิต คุณต้องตื่นตัวเต็มที่เพราะบทพูดหลายส่วนไม่ได้อยู่ในตัวบทแต่แรกและเขาก็สนับสนุนให้คุณด้นสดด้วย ผมไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อนแล้วก็กังวลเรื่องนี้อยู่บ้างเหมือนกัน แต่เอาเถอะ เมื่อเข้ามาแล้วเราก็ต้องลุยให้ถึงที่สุด ผมเปิดรับการสร้างสรรค์ของพอลแล้วมันก็ออกมาดีมากเลยล่ะครับ”

    เพื่อให้เหมาะกับระยะเวลาที่ฟีกต้องการในแต่ละเทค ผู้กำกับภาพโรเบิร์ต โยแมน จึงตกลงถ่ายทำด้วยระบบดิจิตัลเป็นครั้งแรกและได้เห็นประโยชน์จากความยืดหยุ่นซึ่งมีอยู่แล้วในการถ่ายทำรูปแบบนี้

    “ผมก็ยังคงชอบฟิล์มอยู่นะ แต่กล้อง Arri Alexa ก็เยี่ยมมากและช่วยให้เราไม่ต้องหยุดเปลี่ยนตลับฟิล์มและทำให้จังหวะต้องสะดุด” เขากล่าว (เขาบอกว่ามีเทคหนึ่งที่ยาวถึง 32 นาที!) และเนื่องจากกล้องนี้ช่วยให้โยแมนได้ภาพตรงตามที่ต้องการ มันจึงช่วยให้เขากล้ามากขึ้นและทดลองกับการจัดแสงได้มากขึ้นด้วย

    ด้วยความมั่นใจในงานภาพที่เขาเห็นบนจอมอนิเตอร์ ฟีกจึงสามารถมุ่งความสนใจไปยังการแสดงด้วยการผลักดันให้แต่ละเทคไปให้สุดขอบมากยิ่งขึ้น ปรับเปลี่ยนและทดลองบทพูดแต่ละประโยค ทั้งหมดนี้ช่วยให้วัตถุดิบที่พร้อมสรรพแก่มือตัดต่ออย่างเบรนต์ ไวต์ ซึ่งทำงานกับผู้กำกับรายนี้มาแล้วสี่ครั้ง

    “หนังของพอลหลายเรื่องสร้างขึ้นในห้องตัดต่อ เรามีองค์ประกอบและตัวเลือกมากมายจนกระทั่งการคัดกรองออกเป็นส่วนสำคัญของงานนี้” ไวต์กล่าว “เขาไม่บอกบทนักแสดงไว้ล่วงหน้าเพราะเขาต้องการการตอบสนอง ‘ณ เวลานั้น’ ช่วยให้นักแสดงได้ตอบสนองในแบบที่คล้ายคลึงกับผู้ชม”

    ไวต์ยังกล่าวด้วยว่าฟีกคอยระมัดระวังไม่ให้ความตลกนั้นทะลึ่งตึงตังหรือไร้สาระเกินไปจนกระทั่งไปบั่นทอนฉากอารมณ์ของตัวละคร “เขามองหาความเป็นมนุษย์ที่เชื่อมโยงคุณเข้ากับตัวละครภายในกรอบของหนังตลก”

    เมลิสซา แม็คคาร์ธีย์ สรุปง่ายๆ ว่า “งานนี้คือวิสัยทัศน์ของพอลตั้งแต่ต้นจนจบค่ะ เป็นเรื่องยากมากที่จะทำสำเร็จออกมาได้ แต่เขาก็ทำออกมาได้ดีอย่างน่าทึ่ง”
    การถ่ายทำหลักจบลงในบูดาเปสต์ โดยมีการถ่ายทำเพิ่มเติมนอกสถานที่ในโรมและปารีส

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *