Straight Outta Compton | เมืองเดือดแร็ปเปอร์กบฎ

Straight Outta Compton | เมืองเดือดแร็ปเปอร์กบฎ

  • Genres: Biography, Drama, Music
    Running Time: 147 min
    Release Date:August.14,2015
    MPAA Rating:R for language throughout, strong sexuality/nudity, violence, and drug use
    Distributors: Circle of Confusion, Cube Vision, Legendary Pictures
    Starring:O’Shea Jackson Jr., Corey Hawkins, Jason Mitchell
    Directed by:F. Gary Gray

    ขอเชิญเป็นประจักษ์พยานการพุ่งทะยานสู่ความโด่งดังของศิลปินกลุ่มที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก

    ในปี 1987 ห้าหนุ่มที่ประกอบไปด้วยไอซ์ คิวบ์ (โอ’เชีย แจ็คสัน, จูเนียร์), ดร.เดร (คอรีย์ ฮอว์กินส์จาก Non-Stop), อีซี-อี (เจสัน มิทเชลจาก Contraband), ดีเจ เยลลา (นีล บราวน์, จูเนียร์จาก Fast & Furious) และเอ็มซี เรน (อัลดิส ฮ็อดจ์จาก A Good Day to Die Hard) ได้ใช้ท่วงทำนองที่เสียดทะลุจิตใจและจังหวะฮาร์ดคอร์ เปลี่ยนแปลงความคั่งแค้นและความโกรธขึ้งที่มีต่อชีวิตในย่านที่อยู่อาศัยของพวกเขาในลอสแองเจลิสให้กลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดที่พวกเขามี นั่นคือเสียงดนตรี

    ในช่วงปลายยุค 80s ท้องถนนของเมืองคอมป์ตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นหนึ่งในสถานที่ที่อันตรายที่สุดในประเทศ การแพร่ระบาดของโคเคนพุ่งสูงขึ้นในอัตราที่น่าตื่นตะลึงพอๆ กับธุรกิจสีดำที่อันตรายของพวกแก๊งอิทธิพลที่ขับเคลื่อนการใช้ยาเสพติด กรมตำรวจแอลเอและหน่วยปราบปรามแก๊งอิทธิพลพิเศษนำทีมทำสงครามต่อต้านยาเสพติดอย่างไม่ประนีประนอม ส่งผลให้ประชาชนในชุมชนย่านเซาเธิร์น แคลิฟอร์เนียตกอยู่ในความตึงเครียด และตกตะลึง พวกเขาไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่รัฐ และรู้สึกขมขื่นอย่างมาก

    อีซี-อี พ่อค้ายามากเสน่ห์ ผู้ฉลาดเฉลียว มองเห็นอนาคตในวงการแร็ปที่กำลังเริ่มต้นของแอลเอ เขามีแผนการในใจแล้ว เมื่อตัดสินใจจะทิ้งชีวิตบนท้องถนนไว้เบื้องหลัง เขาก็ติดต่อดร.เดร เพื่อนของเขาที่เป็นดีเจในท้องถิ่น ผู้ทำหน้าที่เปิดแผ่นเสียงเป็นประจำตามคลับในคอมป์ตันร่วมกับดีเจ เยลลา พวกเขาเองก็เบื่อหน่ายกับทางตันและโหยหาความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน และอีซี-อีก็มีทั้งเงินและสายสัมพันธ์ที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ ผู้ที่ร่วมวงกับพวกเขาด้วยคือสองเอ็มซีหนุ่มในย่านนั้น เอ็มซี เรนและไอซ์ คิวบ์ เด็กหนุ่มมากพรสวรรค์วัย 16 ปี ผู้ซึ่งท่วงทำนองที่มีชีวิตชีวาของเขาเป็นที่สนใจของดร.เดร ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาจะใช้ความขุ่นเคืองเป็นเชื้อเพลิงผลักดันศิลปะของพวกเขาและมอบสิ่งหนึ่งที่คนของพวกเขาต้องการเหลือเกิน นั่นคือเสียง

    Straight Outta Compton ที่นำเราย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง บอกเล่าเรื่องจริงว่าหัวขบถทางวัฒนธรรมเหล่านี้ ที่ใช้เพียงแค่เนื้อเพลง ลีลาและพรสวรรค์ล้วนๆ ได้ยืนหยัดต่อต้านผู้มีอำนาจ ผู้มุ่งมั่นที่จะสยบพวกเขา และก่อตั้ง N.W.A ซึ่งเป็นศิลปินกลุ่มที่อันตรายที่สุดของโลกได้อย่างไร เมื่อพวกเขาพูดความจริงที่ไม่เคยมีใครเผยมาก่อนและตีแผ่ชีวิตในย่านนั้นออกมา เสียงของพวกเขาก็จุดประกายการปฏิวัติทางสังคม ที่ยังคงก้องดังมาจนถึงปัจจุบัน

    Straight Outta Compton เป็นโปรเจ็กต์แห่งความรักที่กำกับโดยเอฟ. แกรี เกรย์ (Friday, Set It Off, The Italian Job, Law Abiding Citizen) และสร้างจากเรื่องาวโดยผู้ร่วมควบคุมงานสร้างของเรื่อง เอส. ลีห์ ซาวิดจ์ (Welcome to Death Row) และอลัน เวนคัส (Private Resort) รวมถึงแอนเดรีย เบอร์ลอฟฟ์ (World Trade Center) บทภาพยนตร์ของเรื่องเขียนโดยโจนาธาน เฮอร์แมน มือเขียนบทหน้าใหม่และเบอร์ลอฟฟ์

    ภาพยนตร์ดรามาเรื่องนี้ ร่วมแสดงโดยนักแสดงรางวัลลูกโลกทองคำ พอล จิอาแมตติ (ซีรีส์เอชบีโอเรื่อง John Adams) อำนวยการสร้างโดยสมาชิกดั้งเดิมของวง N.W.A ไอซ์ คิวบ์และดร.เดร ผู้ร่วมทีมโดยเพื่อนผู้อำนวยการสร้างโทมิกา วู้ดส์-ไรท์, แมทท์ อัลวาเรซ (แฟรนไชส์ Ride Along), เกรย์และสก็อต เบิร์นสไตน์ (ภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้าฉายเรื่อง Ride Along 2)

    ทีมงานเบื้องหลัง Straight Outta Compton นำทีมโดยผู้กำกับภาพ แมทธิว ลิบาทิค (Black Swan, Iron Man 2), ผู้ออกแบบงานสร้างเชน วาเลนติโน (Beginners, ซีรีส์ The Normal Heart), มือลำดับภาพบิลลี ฟ็อกซ์ (Hustle & Flow, Four Brothers), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เคลลี โจนส์ (ซีรีส์ Sons of Anarchy, Homefront), ผู้ประพันธ์เพลง โจเซฟ ทราพานิส (Oblivion, The Raid 2) และซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายดนตรี โจโจ้ วิลลานิววา (Horrible Bosses 2, Black or White)

    วิล แพ็คเกอร์ (แฟรนไชส์ Think Like a Man) รับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้าง ร่วมกับอดัม เมริมส์ (ภาพยนตร์โดยลี แดเนียลส์เรื่อง The Butler), เดวิด เอนเกล (Saint John of Las Vegas), บิล สเตราส์ (The Last Rites of Joe May), โธมัส ทัลล์ (Jurassic World) และจอน จาชนี (Godzilla)

    เกี่ยวกับงานสร้าง

    “Straight from the Streets”:
    เรื่องราวที่ใช้เวลาบอกเล่าหลายทศวรรษ

    เรื่องราวของศิลปินกลุ่มวงN.W.Aมีหลากหลายมิติ ที่รวมเอาเรื่องราวส่วนตัวที่น่าติดตามของสมาชิกวง อีกทั้งยังร้อยเรียงภาพสะท้อนทางสังคม ซึ่งเป็นที่มาของดนตรีแปลกใหม่ของวงตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีอีกด้วย

    แม้กระทั่งระหว่างการทำงานที่ประสบความสำเร็จและยาวนานในฐานะศิลปินเจ้าของผลงานติดชาร์ต ผู้ทำงานหลากหลายในวงการบันเทิงทั้งในฐานะนักแสดง มือเขียนบท ผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับ ไอซ์ คิวบ์หรือโอ’เชีย แจ็คสัน มักรำลึกถึงเรื่องราวการเติบโตของN.W.Aในความคิดเสมอ

    ในปี 2009 ไอซ์ คิวบ์บังเอิญเจอกับบทภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่เย้ายวนใจเกินกว่าจะมองข้ามได้ และเป็นครั้งแรกที่เขาริเริ่มไอเดียของภาพยนตร์ชีวประวัติที่สร้างจากประสบการณ์ของศิลปินกลุ่มนี้ ที่เริ่มต้นเมื่อเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา

    สำหรับคิวบ์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเวอร์ชันภาพยนตร์ของเรื่องราวเกี่ยวกับ N.W.A. ต้องอุทิศให้กับอีริค “อีซี-อี” ไรท์ ผู้ก่อตั้งวง ผู้จากไปในปี 1995 คิวบ์เล่าว่า “ต้องขอบคุณอีซี ผู้มีวิสัยทัศน์และมองดนตรีแนวนี้ว่าเป็นอนาคต ว่าเป็นอัลบัมที่คนอยากจะฟัง เขาแน่วแน่มากๆ ที่จะทำให้ชื่อของคอมป์ตันปรากฏในแผนที่ เขาเคยพูดทำนองว่า ‘ทุกคนมาจากบรู๊คลิน ควีนส์ บรองซ์ อัพทาวน์ แต่ไม่มีใครในที่นี้มาจากคอมป์ตัน คอมป์ตันมันเป็นยังไงล่ะ?’ เขาตั้งใจมากๆ กับการทำให้คอมป์ตันอยู่บนแผนที่ไม่ว่าจะยังไงก็ตามครับ”

    ด้วยการมีส่วนร่วมของบุคคลสำคัญทั้งหลาย รวมถึงเพื่อนสมาชิกวงเอ็น.ดับบลิว.เอ ดร.เดรและภรรยาม่ายของอีซี-อี โทมิกา วู้ดส์-ไรท์ ผู้ร่วมงานนี้ด้วยในฐานะผู้อำนวยการสร้าง และสมาชิกดั้งเดิมของวง เอ็มซี เรนและดีเจ เยลลา ผู้ทำหน้าที่ที่ปรึกษา พวกเขาก็รู้ว่าพวกเขาสามารถนำเสนอเรื่องราวนี้อย่างเหมาะสมและแสดงความเคารพต่อเรื่องราวของพวกเขาได้

    บทภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่มีชื่อว่า Straight Outta Compton มีจุดเริ่มต้นจากบทสัมภาษณ์และการค้นคว้านานหลายปีโดยนักสารคดีเกี่ยวกับดนตรี เอส. ลีห์ ซาวิดจ์ (Welcome to Death Row) และมือเขียนบท อลัน เวนคัส ดราฟท์เริ่มแรกนั้นกลายเป็นรากฐานสำหรับสิ่งที่กลายเป็นเวอร์ชันที่ใช้งานของแอนเดรีย เบอร์ลอฟฟ์ ผู้ที่นำงานของมือเขียนบทของโจนาธาน เฮอร์แมน มาปรับรวมให้กลายเป็นบทภาพยนตร์ที่ใช้ถ่ายทำจริง

    ในการรวมเอาข้อมูลที่มีอย่างล้นเหลือ ที่เก็บรวบรวมจากทั่วสารทิศ ผลงานของมือเขียนบททุกคนได้กลายเป็นภาพสะท้อนชีวิตและช่วงเวลาของ N.W.A. สิ่งที่ทุกคนคิดเป็นอย่างแรกคือความเชื่อที่ว่าการบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขาจะเป็นสิ่งที่ยกย่องตำนานของอีซี-อี เพื่อนของพวกเขา ในฐานะผู้มีวิสัยทัศน์มากเสน่ห์อย่างที่เขาเป็น อีซี-อีเป็นแกนหลักในการก่อตั้งวงนี้ขึ้นมาและเขาก็จะได้รับการถ่ายทอดด้วยความเคารพ

    ตั้งแต่เริ่มต้น เป้าหมายของอีซีคือการนำเสนอชีวิตในย่านที่อยู่อาศัยนั้นด้วยเนื้อเพลงที่ตรงไปตรงมาของไอซ์ คิวบ์และจังหวะเร้าใจโดยดร.เดร และสร้างแนวทางใหม่ที่นำเสนอประสบการณ์ของพวกเขาในคอมป์ตันด้วยความตรงไปตรงมาอย่างที่ไม่เคยมีการถ่ายทอดมาก่อน

    ด้วยมุมมองลึกซึ้งของเธอที่มีต่อชีวิตส่วนตัวของอีซี-อี รวมถึงความเข้าใจที่มีต่อชายผู้อยู่เบื้องหลังดนตรีผู้นี้ วู้ดส์-ไรท์ เป็นผู้ที่ทรงคุณค่ายิ่งสำหรับงานสร้าง เธอได้พูดถึงสิ่งที่เธออยากให้แฟนๆ ของเอ็น.ดับบลิว.เอ.และผู้ชมที่ไม่เคยรู้จักเรื่องราวชีวิตของพวกเขามาก่อน ได้รู้จักกับอีซี-อี “อีริคเป็นผู้มองโลกตามความเป็นจริง ผู้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่าอดทน ตำนานของอีซีเป็นภาพสะท้อนที่น่าทึ่งของแก่นแท้เบื้องหลังคำเปรียบเปรยที่ว่า อย่าตัดสินหนังสือจากปก…และถ้ามีโอกาสได้อ่านทุกหน้า คุณจะได้รับความรู้และความคิดอ่าน ที่จะสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมค่ะ”

    อังเดร ยัง ผู้เป็นที่รู้จักของผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกในนามของดร.เดร รู้สึกลังเลมากกว่าคนอื่นๆ ในการนำเรื่องราวของพวกเขาขึ้นสู่จอเงิน สำหรับศิลปิน/โปรดิวเซอร์ ผู้ซึ่งอัลบัม “The Chronic” และ “2001” ยังคงส่งอิทธิพลต่อแวดวงแร็ปและฮิปฮ็อปฝั่งเวสต์โคสต์อย่างมาก วันเวลาในอดีตเหล่านั้นเป็นช่วงเวลาสำคัญ ที่มีความเป็นส่วนตัวอย่างเหลือเชื่อในชีวิตของเขา และเขาก็กังวลว่าช่วงเวลาเหล่านั้นจะได้รับการถ่ายทอดออกมาอย่างถูกต้องและสมศักด์ศรีหรือไม่

    หลังจากได้อ่านบทและได้พูดคุยหลายครั้งกับไอซ์ คิวบ์ และครอบครัวของเขาเอง ดร.เดรก็ตกลงเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อช่วยอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่จะทำให้คนทั้งโลกได้รู้จักกับเอ็น.ดับบลิว.เอ

    สก็อต เบิร์นสไตน์ ผู้สนับสนุนเรื่องราวนี้และผู้มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเรื่องราวนี้ที่ยูนิเวอร์แซล อดีตรองประธานบริหารฝ่ายโปรดักชันของสตูดิโอ ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็กต์นี้ในตอนที่เขาโบกมือลาสตูดิโอเพื่อเริ่มต้นบริษัทโปรดักชันของตัวเองและอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Straight Outta Compton เขาอธิบายถึงสิ่งที่ทำให้เขาสนใจเรื่องราวนี้ว่า “เรื่องราวของเอ็น.ดับบลิว.เอไม่เพียงแต่รวมธีมสากลเกี่ยวกับมิตรภาพ ความเป็นพี่น้องและชัยชนะเข้าด้วยกันเท่านั้น แต่มันยังแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบที่มืดหม่นกว่าของการหักหลังและโศกนาฏกรรมที่ห้อมล้อมศิลปินกลุ่มนี้ด้วย ผมทึ่งที่ว่าในขณะที่พวกเขากำลังไขว่คว้าอเมริกัน ดรีม พวกเขาก็ต้องประสบกับโศกนาฏกรรมแบบกรีก ในการนั้น อีซีเป็นตัวละครที่น่าสงสารที่สุดในเรื่องราวนี้ เขาเริ่มต้นด้วยเล่ห์เหลี่ยมและพลังงาน แต่ท้ายที่สุด เขาก็ถูกหักหลังจากอีโก้ของตัวเองและความเชื่อที่เขามีต่อเจอร์รี เฮลเลอร์ว่ารัธเลส เรคคอร์ดส์และอีซี-อีสำคัญกว่าวงนี้ พอถึงตอนที่เขาตระหนักได้ถึงความผิดพลาดของตัวเองและแก้ตัวใหม่ มันก็สายเกินไปแล้ว คิวบ์และเดรตั้งใจสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อยกย่องพี่น้องผู้จากไปและยกย่องตำนานการตอบโต้กลับของเขาครับ”

    แมทท์ อัลวาเรซ หุ้นส่วนงานสร้างของไอซ์ คิวบ์ ผู้ทำงานร่วมกับบริษัทโปรดักชันของคิวบ์มาตั้งแต่ Next Friday เห็นพ้องกับเพื่อนผู้อำนวยการสร้างของเขา โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า “คิวบ์กับผมทำงานร่วมกันมานานและเราก็ไม่เคยพัฒนาโปรเจ็กต์ที่มีความสำคัญและมีความเป็นส่วนตัวสำหรับเขามากขนาดนี้ การได้เห็นทั้งหมดนี้บรรจบสมบูรณ์สำหรับเขาและสมาชิกคนอื่นๆ ของวงเอ็น.ดับบลิว.เอ เป็นอะไรที่น่าประทับใจอย่างเหลือเชื่อ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการบอกเล่าเรื่องราวจริงๆ ของพวกเขาครับ”

    ชายผู้รับผิดชอบต่อการนำทีมงานสู่การนำเรื่องราวที่ซับซ้อนนี้สู่โรงภาพยนตร์คือผู้กำกับเอฟ. แกรี เกรย์ ผู้ซึ่งผลงานภาพยนตร์ของเขาครอบคลุมแนวต่างๆ ตั้งแต่แอ็กชันอย่าง The Italian Job และดรามาทริลเลอร์อย่าง The Negotiator ไปจนถึงคอเมดีอย่าง Be Cool แกรี ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโปรเจ็กต์นี้อย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่ปี 2011 มอง Straight Outta Compton ว่าเป็นภาพยนตร์ที่สำคัญที่สุดในอาชีพผู้กำกับที่ยาวนานหลายทศวรรษของเขา และเป็นผลงานที่รวมประสบการณ์และงานในชีวิตของเขาเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง

    ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำกับกับเรื่องราวที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้มีความเป็นส่วนตัวอย่างมาก และเป็นประเด็นที่เกรย์ตอบรับและรู้สึกถึงแก่นของมัน ตอนเป็นเด็ก เขาโตขึ้นมาในท้องถนนสายเดียวกับหนุ่มๆ ที่เราติดตามในเรื่องราวนี้ เขามองเห็นการแพร่ระบาดของโคเคน และอาวุธออโต้เมติคนำเข้าในยุค 80s ที่ทำลายครอบครัวและบ้านเรือนมากมาย เรื่องราวของพวกเขาก็เป็นเรื่องราวของเขาเช่นกัน มันเป็นเรื่องราวของการจดจำรายละเอียดของลักษณะและรุ่นของรถตำรวจนอกเครื่องแบบที่ขับเข้ามาในคอมป์ตัน การได้เห็นหน่วยจู่โจมของกรมตำรวจกวาดล้างบ้านเรือนต่างๆ ในย่านนั้น และการค้นพบว่าศิลปะของคุณอาจเป็นหนทางระบายความคั่งแค้นและความโกรธขึ้งในชีวิตประจำวันที่สมบูรณ์แบบได้

    เกรย์ ผู้รับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ดรามาเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เริ่มต้นทำงานในวงการภาพยนตร์เมื่อเขาอายุได้ 23 ปีด้วยภาพยนตร์ขนาดสั้นเรื่อง Legacy ซึ่งสำรวจผลเสียทางสังคมของความรุนแรงและเป็นจุดเริ่มต้นความหลงใหลของเขาในการใช้สื่อประเภทนี้ในการบอกเล่าเรื่องราวที่เขาและผู้คนที่เขารู้จักและรักเคยผ่านมาก่อน

    โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างเขากับไอซ์ คิวบ์และดร.เดรเต็มไปด้วยมิตรภาพและความนับถือที่มีให้กันมาเนิ่นนาน ในตอนเป็นผู้กำกับหนุ่ม เกรย์ได้กำกับมิวสิค วิดีโอให้กับศิลปินฮิปฮ็อปและอาร์แอนด์บีมากมาย รวมถึงไอซ์ คิวบ์และดร.เดร และเขาก็ใช้ประสบการณ์นั้นเป็นพื้นที่ฝึกฝนฝีมือสำหรับงานภาพยนตร์ที่กำลังเริ่มต้นขึ้นของเขา ผลงานของเขารวมถึง“It Was a Good Day” เพลงฮิตของไอซ์ คิวบ์ และผลงานการร่วมมือกันระหว่างไอซ์ คิวบ์และดร.เดร “Natural Born Killaz” ในความเป็นจริง เขาเปิดตัวผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาด้วยคอเมดีคลาสสิกปี 1995 เรื่อง Friday ที่เขียนบทและนำแสดงโดยไอซ์ คิวบ์ด้วยซ้ำไป

    ด้วยแรงจูงใจจากความหลังยาวนานที่เขามีร่วมกับศิลปินทั้งสอง เป้าหมายหลักของเกรย์คือการสร้างภาพยนตร์สมจริงที่บันทึกมิตรภาพที่ยั่งยืน และบอกเล่าว่าเงิน ชื่อเสียง อีโก้และโศกนาฏกรรมได้ท้าทายและเปลี่ยนแปลงความเป็นพี่น้องของศิลปินกลุ่มนี้อย่างไร นอกจากนี้ เขายังกระตือรือร้นที่จะแสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่ N.W.A. มีต่อวัฒนธรรมป็อปในปัจจุบัน และดึงเอาประสบการณ์ของตัวเองและความสัมพันธ์ภายในแวดวงดนตรีของเขา ซึ่งหลายคนรู้จักชีวิตแบบนี้อย่างลึกซึ้งไม่แพ้กัน

    “พอผมได้อ่านบทหนังเรื่องนี้ครั้งแรก มันให้ความรู้สึกเหมือนเรื่องราวการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงครับ” ผู้กำกับเล่า “มันให้ความรู้สึกเหมือนจุดเริ่มต้นสำหรับอดีตของพี่น้องทั้งห้าคน ผมไม่ได้คาดหวังถึงอารมณ์ที่ทำให้ผมอยากจะล้วงลึกลงไปอีก ดนตรีของเอ็น.ดับบลิว.เอยอดเยี่ยมก็จริง แต่ผมอยากจะนำเสนอความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ทุกคนรู้จักดร.เดร, ไอซ์ คิวบ์และอีซี-อี พวกเขาเป็นไอคอนก็จริง แต่พวกเขาก็เป็นคนธรรมดาด้วย ในบทสนทนาครั้งหนึ่งระหว่างผมกับไอซ์ คิวบ์ ผมบอกว่า ‘ถ้าคุณให้ผมได้รู้จักกับโอ’เชีย แจ็คสัน, อังเดร ยังและอีริค ไรท์ ผมก็สนใจที่จะบอกเล่าเรื่องราวนี้’ น่ะครับ”

    เกรย์อธิบายว่า สำหรับเขา มันเป็นมากกว่าภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง “Straight Outta Compton เป็นเรื่องราวที่ติดอยู่ในความคิดผมตั้งแต่ผมยังเด็กแล้ว และมันก็เป็นหนังที่ผมเกิดมาเพื่อสร้างมัน เมื่อผมมองดูใบหน้าของนักแสดงในหนังเรื่องนี้ ผมก็ได้เห็นเด็กๆ จากถนนของผมเมื่อ 30 ปีก่อน นี่เป็นเรื่องราวการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของเรา และคุณก็จะรู้สึกได้ถึงความรู้สึกเร่าร้อนของทุกคนที่เกี่ยวข้องและหัวใจที่เราใส่ลงไปในหนัง เรารู้ว่าเราจะต้องนำเสนอมันอย่างเหมาะสมเพื่อที่ผู้ชมที่ไม่ได้มาจากย่านนี้จะได้สัมผัสถึงสิ่งที่เราเคยผ่านมาและคนที่มาจากที่นี่จะรู้สึกว่าเรานำเสนอเรื่องราวของพวกเขาอย่างคู่ควรครับ ตั้งแต่หนังสั้นเรื่องแรกของผมมาจนถึงหนังเรื่องนี้ ผมรู้สึกเหมือนว่าผมเดินทางมาครบรอบแล้วและผมก็รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้บอกเล่าความจริงของเราครับ”

    นอกจากเนื้อเพลงของเอ็น.ดับบลิว.เอจะเป็นตัวแทนของชีวิตคนผิวสีในท้องถนนของย่านเซาธ์ลอสแองเจลิส พวกเขายังได้ก่อให้เกิดศิลปินสตรีทรุ่นใหม่ ผู้ซึ่งข้อคิดทางสังคมยังคงทรงพลังและเป็นจริงแม้หลายทศวรรษให้หลังอีกด้วย

    เรื่องราวเบื้องหลังดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปินกลุ่มนี้ครอบคลุมเวลากว่าหนึ่งทศวรรษใน Straight Outta Compton ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเอ็มซีวัยรุ่น ผู้กลายเป็นตัวแทนของผู้สิ้นหวังกับโลก ดีเจผู้มีทักษะและแรงขับดันที่จะกลายเป็นโปรดิวเซอร์คนดังและปลุกกระแสวงการแร็ป และสุดท้าย พ่อค้ายาผู้ซึ่งวิสัยทัศน์ของเขานำทุกคนมารวมตัวกัน ร่วมด้วยสองหนุ่มพรสวรรค์จากท้องถนนของคอมป์ตัน พวกเขาร่วมกันปลุกกระแสดนตรีแนวนี้ที่กลายเป็นที่ยอมรับจากผู้ชมทั่วโลกและยืนยงนานหลายทศวรรษ

    “เราอยากให้ทุกคนสนใจ ผมเรียกมันว่า ‘ช็อค-ฮ็อป’ ครับ” ดร.เดรอธิบาย ความตกตะลึงนั้นขยายไปถึงศัพท์เฉพาะสำหรับวง ที่เข้าคู่กับข้อคิดที่กระตุ้นอารมณ์ของพวกเขา “เราอยากจะประกาศศักดาด้วยชื่อและดนตรีของเรา ทำให้ทุกคนสนใจและฟังในสิ่งที่เราจะพูดครับ”

    จากจุดเริ่มต้นของวง สมาชิกวงเอ็น.ดับบลิว.เอ รู้ว่าพวกเขามีปฏิกิริยาเคมีเข้ากันได้และแต่ละคนก็ค้นพบบทบาทของตัวเอง และสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่กลมกลืนขึ้นในวงได้อย่างง่ายดาย ไอซ์ คิวบ์และเอ็มซี เรน มีความสามารถในการแต่งเพลง, ดร. เดรและดีเจ เยลลา ผู้เริ่มต้นจากการเป็นดีเจด้วยกันในวงเวิลด์ คลาส เร็คกิ้ง ครู เป็นผู้ดูแลซาวน์และการโปรดิวซ์ ส่วนอีซี-อีก้าวเข้ามาในฐานะผู้นำทั้งในและนอกเวที เขาได้ทำการตลาดจากลุคและซาวน์ที่โดดเด่นของพวกเขา ไม่เพียงแต่กับเพื่อนพ้องของพวกเขาเท่านั้น แต่ท้ายที่สุดเขาก็ได้เปิดตลาดสู่คอดนตรีเมนสตรีมทั่วโลกด้วย

    เอ็มซี เรน ศิลปินที่มีชื่อเดิมว่าลอเรนโซ แพทเทอร์สัน เป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่ร้องแร็ปในย่านนั้นในตอนที่เขาได้รู้จักกับอีซี-อี ผู้อยู่แถวย่านที่พักอาศัยของเขาเป็นประจำ เอ็มซี เรน พูดถึงช่วงเวลาเริ่มแรกของวงที่ได้แสดงตามเวทีเล็กๆ ในท้องถิ่นว่า “ผมอยากแสดง ผมอยากเป็นแร็ปเปอร์ อีทำให้ผมมีเวทีในการแสดงออกและทำมันในรูปแบบที่ต่างออกไปครับ”

    สำหรับตัวเขา หลังจากอังตวน “ดีเจ เยลลา” คาร์ราบี้ ได้เปิดแผ่นเสียงที่คลับต่างๆ เคียงข้างดร.เดรมาหลายปี ทั้งคู่ก็พร้อมที่จะขยับขยายเสียที ประกายวูบวาบของสาวสวยและการปาร์ตี้ถูกบดบังด้วยการขาดเงินและความปรารถนาที่จะสร้างดนตรีที่ดีขึ้นกว่าเดิม “ในยุค 80s มีแต่แร็ปฝั่งอีสต์โคสต์ เวสต์โคสต์กลับไม่มีอะไรเลย” เยลลาเล่า “เดรและผมเคยดูการแสดงของรัน-ดีเอ็มซีหลายครั้ง และมันก็ทำให้เรานึกถึงสิ่งที่เราอยากจะทำนอกเหนือจากเร็คกิ้ง ครู ผมคิดว่า ‘เราจะอยู่ถังแตกที่นี่หรือเริ่มต้นใหม่ล่ะ’ ตอนนั้นเองที่อีซีก้าวเข้ามาครับ”

    ถึงแม้ว่าเอ็น.ดับบลิว.เอจะมารวมตัวกันอย่างฉายแววอนาคตไกลแค่ไหน แต่จุดจบของศิลปินกลุ่มนี้ก็เป็นการแยกวงที่สับสนวุ่นวาย ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกไม่ไว้วางใจ การหักหลังที่ทำให้มิตรภาพของพวกเขาขาดสะบั้น ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างอีซี-อีและผู้จัดการวง เจอร์รี เฮลเลอร์ นำไปสู่จุดเปลี่ยนในเรื่องราวของ เอ็น.ดับบลิว.เอ และเร่งการล่มสลายของพวกเขาให้เร็วยิ่งขึ้น

    ความไว้วางใจระหว่างพวกเขาเริ่มสั่นคลอนเมื่อไอซ์ คิวบ์ตั้งคำถามเฮลเลอร์เกี่ยวกับสัญญาของเขากับรัธเลส เรคคอร์ดส์ ซึ่งเป็นค่ายเพลงที่เฮลเลอร์และไรท์ก่อตั้งขึ้นเพื่อจำหน่ายดนตรีของเอ็น.ดับบลิว.เอ และโบกมือลาวงในปี 1989 ไม่นานนัก ดร.เดรก็ก้าวตามเขาออกจากวงไป โดยเดรจะเริ่มต้นอาชีพนักร้องเดี่ยวที่มีเพลงฮิตติดชาร์ทที่เดธ โรว์ เรคคอร์ส์ ตามด้วยอัฟเตอร์แมธ เรคคอร์ดส์ ค่ายเพลงของเขาเอง

    มันเป็นเวลาหลายปีของความบาดหมางและความห่างเหิน แต่ท้ายที่สุด ไอซ์ คิวบ์, ดร.เดรและอีซี-อี ก็ได้ลืมอดีตที่เคยหมางใจกันไป การปรองดองกันที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่อีซี-อีจะป่วยเป็นข้อพิสูจน์สำหรับสมาชิกผู้ก่อตั้งวงว่าสายสัมพันธ์ของพวกเขาแน่นแฟ้นยิ่งกว่าความเป็นปรปักษ์ที่แยกพวกเขาจากกัน

    “ผมคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องของการเติบโตขึ้นเท่านั้นเอง” ดร.เดรพูดถึงการคืนดีกัน “โอเค ผมทำงานของผม ผมประสบความสำเร็จ ที่ผ่านมาก็แล้วกันไปก็แล้วกัน เราเป็นพี่น้องกัน เรามารวมตัวกัน เราเริ่มต้นวงนี้ด้วยกัน และผมก็จะไม่คิดแค้น เรากลับมาทำในสิ่งที่เราทำและสนุกกับสิ่งที่เรารักดีกว่าครับ”

    แม้ว่าการรวมตัวกันอีกครั้งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ก่อนหน้าที่อีซี-อีจะเสียชีวิต ดนตรีของพวกเขาก็ยังคงมีชีวิตยืนยาวและสร้างแรงบันดาลใจให้กับวัยรุ่นผู้ไร้สิทธิ์ไร้เสียงรุ่นใหม่ต่อไป ด้วยเพลงที่ไม่เพียงแต่ระบายออกถึงความคั่งแค้นและความโกรธขึ้งที่มีต่อผู้มีอำนาจเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงความสุขสม ความเยาว์วัยและความมุทะลุอีกด้วย

    ธุรกิจดนตรีเป็นธุรกิจที่สามารถกลืนกินผู้มีพรสวรรค์แต่ขาดประสบการณ์ได้ทั้งเป็น และโดยส่วนใหญ่แล้ว สมาชิกวงเอ็น.ดับบลิว.เอ ก็ไม่ต่างกัน เมื่อมองย้อนกลับไป พวกเขาเห็นพ้องกันว่าพวกเขาโฟกัสกับการใช้โอกาสในการทำงานดนตรีของพวกเขาให้ดีที่สุด การแสดงต่อหน้าผู้ชมและการเพลิดเพลินกับผลลัพธ์ความอุตสาหะของพวกเขามากเกินไปจนพวกเขามองข้ามแง่มุมด้านธุรกิจของมัน

    สำหรับดร.เดร ในเวลานั้น ทุกอย่างเป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ จนกระทั่งถึงตอนนั้น เขายังไม่เคยได้สัมผัสกับสตูดิโอบันทึกเสียงและอุปกรณ์แบบใหม่เอี่ยมมาก่อน และความเป็นไปได้ก็ไร้ขอบเขต เขาเล่าว่า “ผมโฟกัสกับดนตรีมากเสียจนผมไม่ค่อยได้สนใจธุรกิจที่เกิดขึ้น ผมอยากจะอยู่ในสตูดิโอ เพื่อรักษาพลังงานความคิดสร้างสรรค์ให้คงอยู่อย่างต่อเนื่อง เมื่อมองย้อนกลับไป ผมควรจะให้ความสนใจกับมัน แต่มันก็เป็นเรื่องของการเติบโตขึ้นครับ ตอนนั้น เรายังเด็กๆ กันอยู่ ผมก็แค่อยากเข้าสตูดิโอ ทำสิ่งที่เราทำ และสนุกกับเพลงฮิปฮ็อปที่เรารัก สำหรับผม มันเป็นเรื่องแค่นั้นเองครับ”

    ดีเจ เยลลากล่าวเห็นพ้องด้วยกับความเห็นของดร.เดร พลางตั้งข้อสังเกตว่า “เราทั้งอายุน้อย โง่เง่า และถูกเอารัดเอาเปรียบ พวกเราบางคนรู้ตัวเร็วกว่าคนอื่นๆ และท้ายที่สุด วงก็แตก มันน่าเสียดายก็จริง แต่บอกตามตรงนะครับ ผมรู้สึกว่าเอ็น.ดับบลิว.เอก่อตั้งมาเพื่อแยกวง นั่นเป็นหนทางเดียวสำหรับพวกเราในจุดๆ นั้นครับ”

    ศิลปินกลุ่มที่อันตรายที่สุดในโลก:
    การคัดเลือกพี่น้องต่างสายเลือด

    การคัดเลือกนักแสดงสำหรับสตรีทดรามาเกี่ยวกับชีวิตจริงที่สะเทือนอารมณ์และซับซ้อนอย่าง Straight Outta Compton เป็นเรื่องที่มีความเป็นส่วนตัวสูงสำหรับทุกคนและมันก็ต้องอาศัยความพยายามอย่างยิ่งยวดจากเกรย์, ไอซ์ คิวบ์, ดร.เดร, วู้ดส์-ไรท์และเพื่อนผู้อำนวยการสร้างของพวกเขา แน่นอนว่าเป้าหมายของพวกเขาในตอนที่คัดเลือกนักแสดงสำหรับบทสำคัญทั้งห้าคือนักแสดงที่มีความสามารถรอบด้าน ผู้ที่สามารถแสดงได้ มีรูปร่างหน้าตาเหมาะกับบท และแสดงออกด้วยความจริงจัง ที่จะถ่ายทอดความเป็นอีซี-อี, ไอซ์ คิวบ์, ดร.เดร, ดีเจ เยลลาและเอ็มซี เรนได้

    เกรย์พูดถึงกระบวนการของพวกเขาว่า “แง่มุมที่สำคัญที่สุดของการคัดเลือกนักแสดงสำหรับบทสมาชิกวงเอ็น.ดับบลิว.เอคือความสมจริง ฮิปฮ็อปเป็นเรื่องของความสมจริง และเมื่อคุณมีอีซี-อี, ดร.เดร, ไอซ์ คิวบ์, เอ็มซี เรนและดีเจ เยลลา ที่มาจากสถานที่ที่เฉพาะเจาะจงมากๆ มันก็เป็นความท้าทายมากขึ้นไปอีก” เมื่อถึงเวลาคัดเลือกนักแสดง ผู้กำกับและทีมผู้อำนวยการสร้างรู้ว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับอะไรเป็นอันดับแรกในเรื่องนักแสดง “ความตั้งใจของเราคือการแสดงต้องมาก่อน แล้วค่อยตามมาด้วยความน่าเชื่อและความเหมือนกับสมาชิกวงเอ็น.ดับบลิว.เอ ที่พวกเขาจะรับบท เรื่องราวของคุณจะต้องถูกต้อง ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับการแสดงครับ”

    สิ่งที่เริ่มต้นด้วยการคัดเลือกนักแสดงตามปกติในลอสแองเจลิสและนิวยอร์กกลับแตกแขนงกลายเป็นการเปิดคัดตัวทั่วประเทศในดีทรอยต์, ชิคาโก้, แอตแลนตา และ ฯลฯ

    บทอีซี-อีและไอซ์ คิวบ์เป็นสองบทแรกที่ได้นักแสดง ในตอนที่ขั้นตอนการพัฒนาเริ่มแรกของโปรเจ็กต์นี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ไอซ์ คิวบ์ก็สามารถจินตนาการภาพลูกชายของเขาที่ตอนนั้นอายุ 20 ปี ก้าวเข้ามารับบทตัวเขาในวัยหนุ่มได้ เมื่อมองโอ’เชีย แจ็คสัน, จูเนียร์ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาเป็นลูกพ่อแน่ๆ มันไม่ใช่เพียงแต่รูปร่างหน้าตาที่เหมือนกันอย่างชัดเจนของทั้งคู่เท่านั้น แต่มันยังมีรายละเอียดปลีกย่อยบางอย่างที่พันธุกรรมไม่อาจปฏิเสธได้ เช่นการเดินโฉบอย่างมั่นใจ ที่เกิดจากความมั่นใจในตัวเองอย่างชัดเจนและแรงกล้า

    อาจเป็นเพราะสัญชาตญาณความเป็นพ่อก็ได้ แต่ไอซ์ คิวบ์รู้ดีว่าลูกชายเจ้าเสน่ห์ของเขามีพรสวรรค์ เขาเพียงแค่ต้องการการฝึกฝนและเครื่องมือที่เหมาะสมในการได้รับการพิจารณาสำหรับบทบาทการแสดงอย่างจริงๆ จังๆ ด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการแสดงมาก่อน แจ็คสันยอมรับว่าเขาประหม่าที่จะได้แสดงบทไหนๆ ก็ตาม ไม่ต้องพูดถึงว่านี่เป็นบทที่มีความเป็นส่วนตัวและโด่งดัง จากการที่เขาต้องรับบทพ่อของเขาในภาพยนตร์ชีวประวัติเกี่ยวกับวงแร็ปชื่อดัง ที่หลายคนรอคอยมานาน

    ไอซ์ คิวบ์ตรงไปตรงมากับแจ็คสันเกี่ยวกับสิ่งที่เขาถูกคาดหวังในการเตรียมพร้อมสำหรับบทนี้ แต่ก็ทำให้เขามั่นใจว่าเขาจะคอยนำทางเขาตลอดกระบวนการ อย่างไรก็ดี แจ็คสันก็เป็นเหมือนพ่อเขาตรงที่ว่าเขายึดถือคติที่ว่า “ทำให้ยิ่งใหญ่ ไม่งั้นก็กลับบ้านไปซะ” และพอเขาตัดสินใจที่จะออดิชันสำหรับบทนี้ เขาก็ทุ่มให้มันอย่างสุดตัว

    “มันกลายเป็นความหมกมุ่นครับ” แจ็คสันกล่าว “ผมรู้ว่าผมไปดู Straight Outta Compton โดยที่มีคนอื่นรับบทนี้ไม่ได้ มันคงทำให้ผมคลั่งเพราะผมรู้สึกว่าไม่มีใครสามารถแสดงบทนี้ได้เหมือนผม พอคุณมานึกดู ก็เหมือนผมศึกษาสำหรับบทนี้มากว่า 20 ปีเชียวนะครับ” เขากล่าวกลั้วหัวเราะ “สำหรับบทนี้ ผมใช้สุดยอดวิธีเมธ็อดครับ”

    สำหรับแจ็คสัน การพัฒนาการแสดงแบบ “สุดยอดเมธ็อด” เริ่มต้นหลังจากการออดิชันหลายครั้งเพื่อพิสูจน์ตัวเองและคว้าบทนี้มาได้สำเร็จ ในการปลุกไฟในตัวเขาให้ลุกโชนขึ้นมา แจ็คสันได้เริ่มร่วมงานกับผู้กำกับเกรย์เป็นเวลาเกือบสองปีด้วยการเข้าคลาสการแสดงและการมีโค้ชฝึกสอนในลอสแองเจลิสและนิวยอร์ก เช่นเดียวกับเพื่อนนักแสดงส่วนใหญ่ นักแสดงหนุ่มก็ได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งข้อมูลสุดยอด นั่นคือสมาชิกดั้งเดิมของวงเอ็น.ดับบลิว.เอ ซึ่งเป็นตัวจริงของบทบาทที่พวกเขาแสดง ในตอนที่การถ่ายทำเริ่มต้นขึ้น การแลกเปลี่ยนความคิดทางศิลปะระหว่างพ่อลูกคู่นี้เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้แจ็คสันได้สวมบทไอซ์ คิวบ์วัยหนุ่มได้อย่างง่ายดาย

    “พ่อเล่าเรื่องพวกนี้ให้ผมฟังมาทั้งชีวิต ดังนั้น การได้จำลองเหตุการณ์พวกนั้นบนจอเงินเป็นสิ่งที่เจ๋งที่สุดในโลกเลย” แจ็คสันเล่า “พ่อเป็นคนที่เข้าถึงได้เสมอ พ่อจะโทรมาคุยกับผมและบอกให้ผมรู้ว่าในฉากนั้นๆ เขาคิดอะไรอยู่…ผมก็เลยสามารถใช้ความรู้นั้นมาทำให้ฉากนั้นโดดเด่นและสมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

    สำหรับแง่มุมด้านดนตรีและการแสดงของบทนี้ ดีเอ็นเอของแจ็คสันเริ่มทำงานและเขาก็สบายมาก…ไม่ว่าจะเป็นในการถ่ายทำฉากคอนเสิร์ตบนเวทีต่อหน้าผู้ชมนับพันๆ คน หรือการร้องเพลงในสตูดิโอบันทึกเสียง แจ็คสัน ผู้ร้องเพลงแร็ปเองใน Straight Outta Compton และมีเสียงที่คล้ายกับเสียงของพ่อเขาอย่างยิ่ง อ้างถึงช่วงเวลาหลายปีในการเดินทางและแสดงร่วมกับพ่อของเขาในทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกว่าทำให้เขารู้สึกสบายๆ เวลาแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ตอนนั้นเขาไม่รู้หรอกว่าในช่วงเวลาหลายปีนั้น เขาจะได้รับโอกาสทองในการซึมซับการแสดงบนเวทีของศิลปินแร็ปผู้นี้ ที่จะเป็นประโยชน์ในการรับบทบาทนี้ของเขา

    สำหรับบทอีซี-อี เจสัน มิทเชล ผู้อาศัยอยู่ในนิวออร์ลีนส์ขณะนั้น ได้ส่งเทปออดิชันที่สร้างความตื่นเต้นให้กับทีมผู้สร้างตั้งแต่เริ่มแรก รูปร่างหน้าตาของมิทเชล บวกกับความจริงจังของเขา ทำให้เกรย์และทีมผู้อำนวยการสร้างจับตามองเขา แม้จะมีผลงานการแสดงเพียงไม่กี่เรื่องและขาดการฝึกฝนอย่างเป็นทางการ นักแสดงวัย 28 ปีผู้นี้กลับสร้างความประทับใจมากทีเดียว เขาสามารถสวมบทชายผู้เป็นที่รู้จักในนามของเจ้าพ่อแห่งวงการแก๊งสตา แร็ปได้อย่างแนบเนียน

    “มันเป็นทั้งของขวัญและคำสาปที่อีซีไม่ได้อยู่ตรงนี้คอยแนะนำผมน่ะครับ” มิทเชลเล่า “ผมอยากใส่ความเป็นมนุษย์ลงไปในตัวเขาเสียใหม่ และเป็นในแบบที่คนจำเขาได้ แต่ความท้าทายสุดยอดในฐานะนักแสดงคือการได้จำลองและสวมบทเป็นคนๆ นั้นจริงๆ ถ้าผมสามารถดึงเอาแม้เพียงเสี้ยวน้อยนิดของสิ่งที่ครอบครัวหรือเพื่อนของเขาอาจจะจำได้ เท่านั้นก็เยี่ยมแล้วครับ”

    โครีย์ ฮอว์กินส์ ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันจูเลียร์ด สคูลอันทรงเกียรติ อาจเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากงานละครเวทีของเขา ซึ่งรวมถึงบททีบอลท์ ในละครบรอดเวย์เรื่อง Romeo and Juliet ประกบออร์ลันโด้ บลูมและคอนโดลา ราชัด และบทเล็กๆ ในภาพยนตร์แอ็กชันที่นำแสดงโดยเลียม นีสันเรื่อง Non-Stop เขาเป็นนักแสดงคนถัดไปที่ได้รับเลือกให้แสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ในบท ดร.เดร ผู้บุกเบิกแห่งวงการแร็ป

    ฮอว์กินส์เกือบจะถอดใจจากบทนี้ไปแล้วในตอนที่เขาได้รับการติดต่อให้ไปออดิชัน นักแสดงหนุ่ม ผู้เป็นแฟนตัวยงของวงเอ็น.ดับบลิว.เอ ตอนแรกเชื่อว่าเขาไม่มีเสียง รูปร่างหน้าตา หรือคุณสมบัติใกล้เคียงอะไรที่จะรับบทดร.เดรได้ และเขาก็ไม่อยากจะเข้าร่วมการคัดเลือกด้วยถ้าเขาไม่ได้เป็นผู้ที่ได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง ท้ายที่สุด เขาก็เลือกที่จะส่งเทปออดิชันไป และการออดิชันที่ทรงพลังของเขาก็ทำให้เขาได้รับบทสำคัญบทแรกของเขา

    “กระบวนการคัดเลือกนักแสดงเป็นไปอย่างเข้มข้นครับ” ฮอว์กินส์เล่า “แต่เดรก็เล่าอะไรให้ผมฟังเยอะและกลายเป็นครูคนสำคัญตลอดกระบวนการนี้ ผมจำได้ว่าเขาพูดว่า ‘คุณไม่จำเป็นต้องเลียนแบบผม คุณไม่จำเป็นต้องลอกผม ผมไม่ได้ต้องการให้คุณทำแบบนั้น ผมต้องการให้คุณเป็นตัวแทนของเอ็น.ดับบลิว.เอและสิ่งที่เรายืนหยัดเพื่อมัน ถ้าคุณให้ความสำคัญกับเรื่องนั้นเป็นอันดับแรก แล้วสิ่งอื่นๆ ก็จะตามมาเองแหละ’ น่ะครับ”

    หนึ่งในช่วงเวลาสำคัญสำหรับทีมผู้สร้างในการคัดเลือกนักแสดงสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้คือช่วงเวลาของการทดสอบปฏิกิริยาเคมีครั้งท้ายๆ ซึ่งนำตัวเก็งสำหรับบทไอซ์ คิวบ์, ดร.เดร.และอีซี-อีมารวมตัวกัน ต่อหน้ากล้อง แจ็คสัน, ฮอว์กินส์และมิทเชลมีปฏิสัมพันธ์ลื่นไหลในแบบที่ทำให้ทุกคนตื่นเต้น

    ทุกคนในห้องนั้นรู้สึกได้ชัดเจนขณะที่พวกเขามองทั้งสามคนสร้างบรรยากาศความเป็นพี่น้องที่เรียบง่าย ผ่อนคลาย เบื้องหลังกล้อง ว่าพลังงานนี้จะนำไปสู่การแสดงของทั้งสามบนหน้ากล้องได้อย่างแนบเนียนในที่สุด แม้ว่ากระบวนการนี้จะสั่นประสาทและยากเย็นมากแค่ไหน บรรดานักแสดงก็ยอมรับว่าพวกเขารู้สึกถึงมิตรภาพนั้น และความผูกพันนั้นเองที่หล่อเลี้ยงทั้งสามคนในตอนที่พวกเขาเริ่มต้นกระบวนการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นศิลปิน โปรดิวเซอร์ดนตรีคนดังและไอคอนในตำนาน

    ทีมผู้สร้างได้ไอซ์ คิวบ์, ดร.เดรและอีซี-อีแล้ว แต่พวกเขาก็ยังต้องเพิ่มความพยายามเพื่อคัดเลือกนักแสดงสำหรับบทเอ็มซี เรนและดีเจ เยลลาต่อไป เป้าหมายในขณะที่การค้นหาชิ้นส่วนท้ายๆ ของปริศนาการคัดเลือกนักแสดงดำเนินต่อไปคือการเติมเต็มความสัมพันธ์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเกิดขึ้นแล้วในการคัดเลือกนักแสดงสำหรับบทสมาชิกวงเอ็น.ดับบลิว.เอทั้งสามคน

    ไม่นานหลังจากนั้น อัลดิส ฮ็อดจ์และนีล บราวน์, จูเนียร์ ก็ได้ก้าวมารับบททั้งสองที่เหลือและทำให้ดรีมทีมของเกรย์สมบูรณ์ เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ฉันพี่น้องระหว่างนักแสดงให้เกิดขึ้นจริงๆ ฮ็อดจ์ ผู้อาจเป็นที่รู้จักดีที่สุดในบรรดาทีมนักแสดงหลัก เคยร่วมแสดงในซีรีส์ทีเอ็นทีเรื่อง Leverage และรับบทเอ็มซี เรน ในขณะที่ บราวน์ ผู้เคยได้รับบทเล็กๆ ใน Fast & Furious และ Battle: Los Angeles รับบทดีเจ เยลลา

    เช่นเดียวกับแจ็คสันและฮอว์กินส์ หนึ่งในโบนัสสำคัญที่ฮ็อดจ์และบราวน์ได้รับคือการได้ติดต่อกับตัวจริงของบทบาทของพวกเขา มีนักแสดงหนุ่มไม่กี่คนหรอกที่จะได้รับบทที่มีศักยภาพในการแจ้งเกิดให้กับเขา แถมด้วยการได้เบอร์โทรศัพท์และอีเมลส่วนตัวของคนดังแห่งวงการแร็ปอีกด้วย การมีส่วนร่วมกับวงเอ็น.ดับบลิว.เอของพวกเขาเป็นไปอย่างฉับพลันและครบถ้วน และทั้งห้าคนก็สานสายสัมพันธ์กันระหว่างกระบวนการนี้

    “ไม่บ่อยนักหรอกครับที่คุณจะได้ทีมนักแสดงที่คุณคลิกด้วยตามธรรมชาติและชื่นชอบจริงๆ น่ะครับ” ฮ็อดจ์กล่าว “เราทุกคนต่างก็มาร่วมงานในหนังเรื่องนี้ด้วยความนึกคิดแบบเดียวกับวงเอ็น.ดับบลิว.เอ นั่นคือการพึ่งพากันและกันเพื่อทำให้ความฝันเป็นจริง และเราก็จะทำแบบเดียวกันครับ” ฮ็อดจ์กล่าว “เราเป็นทีมเดียวกัน และมันก็เป็นแบบนั้นตั้งแต่วันแรก พวกเขาเป็นพี่น้องผมครับ”

    มิทเชลเองก็ใช้ประโยชน์จากการได้เข้าถึงสมาชิกวงเอ็น.ดับบลิว.เอที่มีชีวิตอยู่เช่นกัน แต่ที่สำคัญกว่านั้น เขาได้รับอภิสิทธิในการใช้เวลาร่วมกับวู้ดส์-ไรท์ สมาชิกครอบครัวไรท์และเพื่อนๆ ผู้แบ่งปันความทรงจำที่พวกเขามีต่ออีซี-อี ในทางกลับกัน ครอบครัวเขาก็ตอบรับคำเชิญของทีมผู้สร้างในการเยี่ยมชมกองถ่ายเพื่อดูการถ่ายทำบางฉากและได้เห็นด้วยตาตัวเองว่าเรื่องราวนี้ได้รับการบอกเล่าออกมาอย่างไร

    เอริก้า ลูกสาวของอีซี-อีและอีริค ไรท์ ลูกชาย (หรือลิล’อี) มีส่วนช่วยอย่างมาก และพวกเขาก็เดินทางไปที่กองถ่ายที่ลอสแองเจลิสหลายครั้ง “ผมพยายามหาวิดีโอทั้งหมดเท่าที่จะหาได้” มิทเชลอธิบาย “โทมิกาช่วยผมเรื่องนั้นได้มากเพราะเธอสามารถหาฟุตเตจที่ไม่มีใครเคยเห็นและอะไรต่อมิอะไรที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเบื้องหลังของเขาน่ะครับ นอกจากนั้น ยังมีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณจะได้รับรู้จากบทสนทนา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปะติดปะต่อตัวละครตัวนี้ด้วยครับ”

    เกรย์ ผู้ใส่ใจกับรายละเอียด เก็บรายละเอียดทุกเม็ดเท่าที่ทำได้จากวงเอ็น.ดับบลิว.เอ เพื่อจำลองโลกของพวกเขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในกองถ่าย มันทำให้เขาสามารถนั่งหันหลังให้มอนิเตอร์วิดีโอเพื่อถามไอซ์ คิวบ์หรือดร.เดร หรือภรรยาของพวกเขา คิมและนิโคล ตามลำดับ ว่าพวกเขาคิดยังไงกับฉากนั้นๆ หรืออารมณ์ ทรงผม ในขณะนั้น เช่นเดียวกัน ผู้กำกับได้ใช้กลยุทธในการสร้างสายสัมพันธ์ที่เขาได้พัฒนาขึ้นกับทีมนักแสดงในผลงานแอ็กชันเริ่มแรกของเขา ซึ่งทำให้ทีมนักแสดงหลักแต่ละคนของเขาสามารถสวมบทบาทได้ง่ายขึ้น และรู้สึกได้ถึงความเป็นพี่น้องที่พวกเขากำลังถ่ายทอดได้อย่างแท้จริง

    นอกเหนือจากไอซ์ คิวบ์, ดร.เดรและวู้ดส์-ไรท์แล้ว ทั้งดีเจ เยลลาและเอ็มซี เรนก็ได้มีส่วนร่วมในการแบ่งปันความทรงจำของพวกเขาและช่วยเหลือกระบวนการถ่ายทำและการออกแบบเครื่องแต่งกายเช่นกัน ด้วยการแสดงความคิดเห็นทั่วๆ ไปที่พวกเขามีต่อทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกหรือการแสดงที่สเก็ตแลนด์ ไปจนถึงความนัยที่ขับเน้นอารมณ์ในช่วงก่อนหน้าที่อีซี-อีจะได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อเอชไอวี…และการเสียชีวิตของเขาหลังจากนั้นไม่นาน แม้กระทั่งองค์ประกอบด้านการทำงาน เช่นลักษณะที่ดีเจ เยลลาใช้มิกซิง บอร์ด หรือสไตล์โดดเด่นของดร.เดรในการเปิดแผ่น ทุกอย่างล้วนแล้วแต่สำคัญ และบรรดานักแสดงก็ถูกฝึกซ้อมจนกระทั่งพวกเขาทำได้อย่างแม่นยำ

    เบิร์นสไตน์พูดถึงการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของสมาชิกดั้งเดิมของวงเอ็น.ดับบลิว.เอว่า “การที่พวกเขาอยู่ในกองถ่ายด้วยช่วยเสริมสร้างความสมจริงให้กับหนังเรื่องนี้ การได้เดรและคิวบ์มามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มแรก และการได้เรนและเยลลามาอยู่ในกองถ่ายระหว่างการถ่ายทำ ทำให้เราได้บันทึกอากัปกิริยาของพวกเขา มันทำให้นักแสดงได้มีเวลาส่วนตัวกับพวกเขาทุกคนและเข้าใจถึงแก่นแท้ความเป็นวงเอ็น.ดับบลิว.เอครับ”

    เมื่อได้ห้าสมาชิกหลักของวงเอ็น.ดับบลิว.เอแล้ว ก็ถึงเวลาคัดเลือกนักแสดงสมทบเสียที หนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สำหรับทีมผู้สร้างคือการเลือกพอล จิอาแมตติ นักแสดงเจ้าของรางวัลลูกโลกทองคำ มารับบท เจอร์รี เฮลเลอร์ ผู้จัดการวงเอ็น.ดับบลิว.เอ จิอาแมตติ ผู้ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกับผู้กำกับเกรย์ในทริลเลอร์ปี 1998 เรื่อง The Negotiator เป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเยลในตอนที่เขาได้ยินเพลงของเอ็น.ดับบลิว.เอครั้งแรก ดังนั้น ในตอนที่เขาได้รับโทรศัพท์เรื่องโปรเจ็กต์นี้ เขาก็รับรู้ถึงดนตรีที่แปลกใหม่และผลกระทบทางสังคมที่พวกเขาได้สร้างขึ้นอยู่แล้ว

    “ไม่มีใครเคยได้ยินเพลงอย่างของเอ็น.ดับบลิว.เอมาก่อน และการที่พวกเขาประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์ขนาดนั้นและกลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมในหน้าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่น่าทึ่งครับ” จิอาแมตติเล่า “พวกเขาเป็นคนที่น่าหลงใหล ดังนั้น พอผมได้อ่านบท ผมก็ไม่ผิดหวัง มันเป็นเรื่องราวที่น่าตื่นเต้น มันมีความยิ่งใหญ่ในแง่มุมต่างๆ ครับ”

    เช่นเดียวกับที่จิอาแมตติได้ทำในการแสดงบทบาทครั้งก่อนๆ ที่เขารับบทคนที่มีชีวิตอยู่จริง เขาเลือกที่จะอาศัยวัตถุดิบที่เขามีอยู่ในมือ และแสดงบทนี้ตามสัญชาตญาณตัวเอง เขาไม่อยากจะไขว้เขวจากเรื่องราวความขัดแย้งที่วนเวียนห้อมล้อมผู้จัดการศิลปินกลุ่มมากประสบการณ์ ผู้ทำหน้าที่ดูแลศิลปินคนดังอย่างเอลตัน จอห์น, แวน มอร์ริสัน, มาร์วิน เกย์, ไอค์ แอนด์ ทีนา เทิร์นเนอร์และเดอะ ฮู

    “ทีมผู้สร้างปฏิบัติต่อเฮลเลอร์อย่างค่อนข้างจะเท่าเทียมครับ” จิอาแมตติกล่าว “มันน่าสนใจที่ได้รับบทนี้เพราะเขาชื่นชอบดนตรีอย่างแท้จริงและได้ยินอะไรบางอย่างที่โดดเด่นและสำคัญจากเอ็น.ดับบลิว.เอจริงๆ เขาคิดว่านี่เป็นดนตรีที่สำคัญอย่างแท้จริงครับ”

    การสร้างการโต้ตอบระหว่างจิอาแมตติ นักแสดงมากประสบการณ์ ผู้มีผลงานจอแก้ว จอเงินและละครเวทีมานานหลายทศวรรษ และนักแสดงหน้าใหม่ มิทเชล ผู้ซึ่งฉากของพวกเขาได้เผยความจริงบางอย่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอีซี-อีและเฮลเลอร์ เป็นสิ่งสำคัญต่อเป้าหมายของทีมผู้สร้างในการสำรวจทุกแง่มุมของความสัมพันธ์นั้น เช่นเดียวกับนักแสดงที่เหลือ ทั้งคู่ได้สร้างความสัมพันธ์ในการทำงานที่ไหลลื่น แม้ว่าพวกเขาจะต้องทำงานกับเรื่องราวที่ตึงเครียดก็ตาม

    จิอาแมตติประทับใจในตัวมิทเชลตั้งแต่เริ่มแรก “ทันทีที่ผมได้จับมือกับเจสันในวันแรกที่ผมมาถึงลอสแองเจลิส ผมก็คิดว่ามันมีอะไรบางอย่างที่พิเศษมากๆ เกี่ยวกับเขา” จิอาแมตติกล่าวชื่นชม “เขาเป็นคนพิเศษสุดและผมก็ไม่รู้ว่าเจ้าตัวรู้ตัวรึเปล่า แต่เขาเป็นของจริง และการได้ดูเขาทำงานก็เป็นเรื่องน่าสนใจครับ”

    ในขณะที่ความเป็นพี่น้องของเอ็น.ดับบลิว.เอทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จัก บรรดาหญิงสาวที่อยู่เคียงข้างพวกเขาก็คอยเป็นหลักให้กับพวกเขาท่ามกลางช่วงเวลามรสุม คิม แจ็คสัน ภรรยาของโอ’เชีย และแม่ของโอ’เชีย, จูเนียร์ รับบทโดยอเล็กซานดรา ชิปป์ (Aaliyah: The Princess of R&B, X-Men: Apocalypse) แจ็คสันเดินทางมาเยี่ยมกองถ่ายพร้อมกับสามีของเธเป็นประจำ เธอเฝ้ามองลูกชายเธอจำลองช่วงเวลาจากอดีตร่วมกันของพวกเขาในภาพยนตร์ที่นำเสนอช่วงเวลาการจีบกันของพวกเขาไปจนถึงการถือกำเนิดของลูกๆ อย่างภาคภูมิใจ โทมิกา วู้ดส์-ไรท์ ภรรยาม่ายของอีซี-อี ผู้ดูแลตำนานที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลัง รับบทโดยคาร์ล แพทเทอร์สัน (Why Did I Get Married Too?) ในขณะที่นักแสดงหญิงเอเลนา กู๊ด (ซีรีส์ As the World Turns) รับบทนิโคล ยัง ภรรยาที่ครองคู่กับดร.เดรมานาน 19 ปี

    บทบาทสมทบในภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงโดยนักแสดงดาวรุ่งและนักแสดงมากประสบการณ์ ซึ่งรวมถึงคีธ พาวเวอร์ส (Yahoo!’s Sin City Saints) ในบทไทรี น้องชายของดร.เดร, ลาคีธ ลี สแตนฟิลด์ (Selma) ในบทสนู้ป ด็อกก์, เทท เอลลิงตัน (ซีรีส์ Quantico) ในบทไบรอัน เทิร์นเนอร์ อดีตผู้จัดการของไอซ์ คิวบ์, โครีย์ เรย์โนลด์ส ในบท ลอนโซ วิลเลียมส์ เจ้าของคลับ และเพื่อนสมาชิกวงเวิลด์ คลาส เร็คกิ้ง ครู ของดร.เดรและดีเจ เยลลาและอาร์. มาร์คัส เทย์เลอร์ (Life of Crime) ในบทชูจ ไนท์

    “Boyz-N-the-Hood”:
    ดนตรีของภาพยนตร์

    ในปลายยุค 80s วงการแร็ปฝั่งอีสต์โคสต์กำลังโด่งดังด้วยศิลปินอย่างรัน-ดีเอ็มซี, แอลแอล คูล เจ, บูกี้ ดาวน์ โปรดักชันส์, อีริค บี. & ราคิม และบีสตี้ บอยส์ ที่เดินสายทัวร์คอนเสิร์ตและมีเพลงเปิดทางวิทยุทั่วประเทศ

    สไตล์แร็ปแก๊งสตา/เรียลลิตี้แบบที่ไม่เคยมีใครได้ยินได้ฟังมาก่อนมีกลิ่นไอแบบเวสต์โคสต์อย่างชัดเจน ซึ่งถือกำเนิดและเติบโตขึ้นจากย่านที่พักอาศัยต่างๆ ทั่วเซาธ์ลอสแองเจลิส เนื้อเพลงของเอ็น.ดับบลิว.เอบวกกับจังหวะจะโคนที่มีสไตล์ของมันได้ปลุกกระแสความตื่นเต้นให้กับวงการเพลง สิ่งที่ทำให้เอ็น.ดับบลิว.เอแตกต่างจากแร็ปเปอร์ฝั่งอีสต์โคสต์คือการวิพากษ์สังคมที่ดุเด็ดเผ็ดร้อนและไม่ประนีประนอมของพวกเขา ซึ่งหลายครั้งผสมผสานการวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเข้ากับอารมณ์ขันหยาบโลนเกี่ยวกับชีวิตคนผิวสีในเมืองกรุง

    การผสมผสานที่แปลกใหม่นี้คือสิ่งที่ทำให้ไอซ์ คิวบ์ชื่นชมเกี่ยวกับวงของเขา “ในตอนนั้น ผมมองเพลงของเราว่าเป็นอาวุธเพียงอย่างเดียว เป็นหนทางเดียวที่จะดึงดูดความสนใจมาสู่ละแวกนี้น่ะครับ” เขาบอก “นอกเหนือจากการถูกเอ่ยถึงเล็กน้อยในข่าว ไม่มีใครรู้หรือแคร์เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับกรมตำรวจแอลเอหรือปัญหาสำคัญรอบตัวเรา แง่มุมด้านการเมืองของเพลงทำให้ผมตื่นเต้นมากพอๆ กับแง่มุมด้านแก๊งสเตอร์ของมัน และก็พอๆ กับจังหวะและท่วงทำนองที่ไหลลื่นด้วย แต่นอกจากนั้น เรายังจงใจร้อยเรียงความขำขันเข้าไปในดนตรีของเราด้วยเพราะเราหัวเราะกับเรื่องแย่ๆ ที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ร้องไห้ ทุกสิ่งที่เราทำทำให้ผมตื่นเต้นกับการได้เป็นส่วนหนึ่งของ เอ็น.ดับบลิว.เอครับ”

    ดนตรีของพวกเขาสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อคนในชุมชนของพวกเขา และก็ไม่มีใครแปลกใจมากไปกว่าทั้งห้าคนเมื่อดนตรีของพวกเขาได้รับการเปิดออกอากาศ “Boyz-N-the-Hood” และ “Straight Outta Compton” ซึ่งเป็นเพลงชื่อเดียวกับอัลบัมแรกของวงในปี 1988 เป็นสองเพลงแรกที่ทำให้ทั้งประเทศได้รู้จักเอ็น.ดับบลิว.เอ และมันก็กระตุ้นให้เกิดอารมณ์ตอบสนองที่หลากหลาย ตั้งแต่การรับรู้ สนใจ โกรธแค้นและกลัว

    ตัวอัลบัมเองใช้เวลาในการบันทึกเสียงกว่าหนึ่งเดือนในเมืองทอร์แรนซ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย และหลายทศวรรษให้หลัง มันก็ยังคงเป็นอัลบัมที่ทันสมัย ทั้งด้านดนตรี ด้วยการติดลิสต์อัลบัมแร็ปยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง และด้านสังคม เมื่ออเมริกายังคงต้องเผชิญกับตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ของวัยรุ่นผิวสีที่เสียชีวิตด้วยมือของตำรวจ

    แม้ว่าอัลบัมนี้อาจจะกระตุ้นให้เกิดความสนใจในวงเอ็น.ดับบลิว.เอ เพลง “F*ck tha Police” กลับเป็นการสาดเชื้อเพลิงสำหรับเอฟบีไอที่นำทีมจู่โจม โดยพวกเขากล่าวโทษว่าเนื้อเพลงนี้ปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ เพลงนี้ประท้วงความทารุณของตำรวจและการจัดประเภทคนตามเชื้อชาติที่สมาชิกวงเห็นในทุกหนทุกแห่งรอบตัว ในขณะที่ “Gangsta Gangsta” สะท้อนมุมมองของโลกที่มีต่อเยาวชนในเมืองที่ตกอยู่ท่ามกลางการต่อสู้ของพวกแก๊งอิทธิพล

    “ผมไม่คิดเลยครับว่า ‘F*ck tha Police’ จะส่งผลกระทบไปทั่วโลก” ไอซ์ คิวบ์บอก “ผมรู้ว่าคนในทุกย่านที่พักอาศัย ทุกชุมชน ทุกบริเวณยากจนรู้สึกแค้นเคืองอย่างเดียวกัน และพวกเขาจะเข้าถึงเพลงนี้ แต่ทั่วโลกน่ะหรือ? ผมคิดว่าทั้งหมดนี้มันเกี่ยวกับอเมริกาซะอีก”

    พวกเขาถูกกระแสโจมตีจากทั่วสารทิศ พวกเขาต้องรับมือกับผู้นำทางศาสนา เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายและพีเอ็มอาร์ซี (ศูนย์ข้อมูลดนตรีสำหรับพ่อแม่) กลุ่มดังกล่าวเป็นที่รู้จักดีจากสติกเกอร์ควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง หรือ “สติกเกอร์ทิปเปอร์” ซึ่งอ้างถึงทิปเปอร์ กอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มนี้และภรรยาของอัล กอร์ ซึ่งตอนนั้นดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิก ผู้ล็อบบี้คัดค้านเนื้อเพลงของเอ็น.ดับบลิว.เอ แต่เมื่อเอฟบีไอกล่าวโทษพวกเขา เอ็น.ดับบลิว.เอก็เต็มใจที่จะมีส่วนร่วมในการปกป้องเสรีภาพในการพูดและการแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา

    เอ็มซี เรนมองย้อนกลับไปในวันเวลาในอดีตเหล่านั้นว่า “‘F*ck tha Police’ ก็เหมือนกับเพลงอื่นๆ ในอัลบัมของเราครับ แต่พอมันจุดประกายให้เกิดความขัดแย้งขนาดนั้น มันก็พาเราไปอีกระดับหนึ่งเลย ทุกคนไม่พอใจมันมาก ทั้งเอฟบีไอ นักเทศน์ นักการเมือง ทุกคนเลย แต่เราไม่แคร์ เราก็แค่อยากจะทำงานดนตรี แต่พอผมอายุมากขึ้น ผมก็รู้สึกได้ว่ามันส่งผลกระทบใหญ่หลวงครับ”

    เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่มีรากฐานหยั่งลึกในเรื่องของซาวน์ ทีมผู้สร้างก็ต้องเผชิญกับการชั่งน้ำหนักทางเลือกของพวกเขาเมื่อพวกเขาพยายามจะถ่ายทอดงานดนตรีออกมาอย่างถูกต้อง สำหรับผู้กำกับเกรย์และผู้อำนวยการสร้างคนอื่นๆ มันอาจจะยากกว่าด้วยซ้ำเมื่อถึงเวลาต้องคัดเลือกผลงานและถ่ายทอดซาวน์หนึ่งเดียวจากผลงานมากมายของเอ็น.ดับบลิว.เอ

    ท้ายที่สุด พวกเขาก็ต้องการจะยกย่องดนตรีที่แปลกใหม่ของเอ็น.ดับบลิว.เอ และในการนั้น สิ่งจำเป็นคือพวกเขาจะต้องถ่ายทอดแทร็คออริจินอลออกมาให้เหมือนจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นักแสดงที่เหมาะกับบทเหล่านี้ที่สุดจะมีความสามารถด้านดนตรีพอที่จะสร้างสรรค์ซาวน์ที่เหมือนกับวงนี้ได้รึเปล่า ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายดนตรี โจโจ้ วิลลานิววา (American Reunion, Black or White) และโปรดิวเซอร์ดนตรี ฮาร์วีย์ เมสัน, จูเนียร์ (The Help, Dreamgirls) จะต้องดัดแปลงเสียงของนักแสดงด้วยวิธีทางดิจิตอล หรือนักแสดงจะสามารถแสดงและบันทึกเสียงของตัวเอง ก่อนจะซ้อนมันทับแทร็คออริจินอลได้รึเปล่า

    เสียงร้องของเอ็น.ดับบลิว.เอล้วนแล้วแต่มีเอกลักษณ์โดดเด่น และแน่นอนว่าไม่มีใครอยากจะลดทอนซาวน์ของพวกเขา ในตอนเริ่มแรก วิลลานิววาและเมสันยืนยันว่านักแสดงส่วนใหญ่ หากได้รับการฝึกซ้อมออกเสียงแล้ว จะสามารถร้องเพลงส่วนใหญ่ในอัลบัม “Straight Outta Compton” รวมถึงเพลงจากอัลบัมเดี่ยวของอีซี-อี, ไอซ์ คิวบ์และดร.เดรได้ ในบางเวลา เสียงของนักแสดงจะถูกผสมผสานเข้ากับเสียงร้องจริงเพื่อสร้างเสียงผสมที่สมดุล

    ทีมนักแสดงตระหนักดีถึงอิทธิพลของวงเอ็น.ดับบลิว.เอ ทั้งทางดนตรีและสังคม และอีกครั้งหนึ่งที่การสนทนาหลายครั้งกับบุคคลตัวจริงทำให้พวกเขาได้รับความเข้าใจเพิ่มเติมที่นำไปสู่มุมมองต่อการแสดงของพวกเขา แจ็คสันให้ความเห็นว่า “ดนตรีของ เอ็น.ดับบลิว.เอ เป็นเสียงของผู้คนครับ มันเป็นการที่พวกเขาบอกให้คนอื่นๆ รับรู้ถึงความจริงที่พวกเขาจะไม่ได้ยินผ่านทางสื่อ มันเป็นการที่พวกเขาเผยความจริงและกระชากสิ่งที่บดบังสายตาผู้คนออกไปครับ”

    นักแสดงมองงานของพวกเขาในการทำงานในสตูดิโออย่างจริงจังมากๆ นอกจากนี้ ฮอว์กินส์และบราวน์ก็ได้รับคำสั่งเพิ่มเติมถึงวิธีการใช้มิกซิง บอร์ดและเทิร์นเทเบิลจากโรเบิร์ต “ดีเจ ร็อบช็อต” จอห์นสัน ผู้เข้าร่วมงานนี้ด้วยในฐานะโค้ชดีเจ

    “โครีย์กับผมต้องเรียนรู้วิธีการเป็นดีเจครับ” บราวน์บอก “ผมอยากจะสแครทช์แผ่น ตัดต่อเพลง และสามารถมิกซ์เสียงได้ ผมบอกร็อบช็อตว่า ‘สอนผมทุกอย่างเลย’ และเขาก็ทำตามนั้นจริงๆ ตั้งแต่การเซ็ทอุปกรณ์ แยกชิ้นส่วนอุปกรณ์ และทุกอย่างระหว่างนั้น ผมทำมันจนมันกลายเป็นความเคยชิน เพื่อที่ผมจะรู้สึกเหมือนเป็นดีเจจริงๆ น่ะครับ”

    ไอซ์ คิวบ์ เป็นผู้เสนอแนะให้พวกเขานำแร็ปเปอร์ วิลเลียม “ดับซี” คัลฮูน จากเวสต์ไซด์ คอนเน็กชัน ซึ่งเป็นผู้ที่เคยร่วมงานกับไอซ์ คิวบ์อีกคนหนึ่ง มาฝึกสอนทีมนักแสดงในเรื่องสไตล์แร็ปและการแสดงบนเวทีของพวกเขา ดับซีใช้เวลาอยู่กับนักแสดงแต่ละคน แสดงให้พวกเขาได้เห็นกระบวนการละเอียดละออที่เจาะลึกเนื้อเพลงของแต่ละเพลง…รวมถึงสไตล์เอกลักษณ์ ท่วงทำนอง โทนและการนำเสนอของสมาชิกวงแต่ละคน

    การสอนของโค้ชนักร้องแร็ปผู้นี้ส่งผลกระทบต่อพวกเขาอย่างลึกซึ้ง “ผมเป็นนักแสดง ผมแร็ปไม่เป็นหรอก แต่ผมแสดงให้เหมือนกับว่าผมแร็ปเป็นได้” ฮอว์กินส์บอก “ดับเป็นผู้รับฟังที่ดีสำหรับพวกเราทุกคน เราต่างก็เข้าสตูดิโอและบันทึกเสียง และเราก็จะนั่งฟังคนอื่นแร็ป การมีคิวบ์และเดรคอยนั่งฟังและบอกเราว่าเราทำได้ดีเยี่ยม และอีซีจะภาคภูมิใจน่ะหรือ? มันเป็นความรู้สึกที่ทรงพลังครับ”

    ฉากการแสดงครั้งสำคัญทำให้นักแสดงได้สัมผัสถึงการพุ่งทะยานของวงเอ็น.ดับบลิว.เอและทำให้พวกเขาเกิดความผูกพันกันบนเวที ในฉากแรก ไอซ์ คิวบ์ได้ขึ้นเวทีกับดร.เดรและวงเวิลด์ คลาส เร็คกิ้ง ครูของดีเจ เยลลาที่คลับดู ทูส์ในคอมป์ตัน ที่เขาร้องเวอร์ชันหยาบๆ ของเพลง “Gangsta, Gangsta” ซึ่งดึงดูดความสนใจของอีซี-อี หนึ่งในผู้ชมที่อยู่ ณ ที่นั้นด้วย นั่นเป็นครั้งแรกที่แจ็คสันได้ยืนถือไมค์บนเวที รวมถึงฮอว์กินส์และบราวน์ ผู้เพิ่งจะรู้สึกผ่อนคลายกับการใช้เทิร์นเทเบิล สิ่งที่ทำให้พวกเขากดดันหนักขึ้นไปอีกคือการที่ดร.เดรอยู่ในกองถ่ายด้วยในวันนั้น

    หนึ่งในช่วงเวลาที่น่าจดจำในกองถ่ายคือฉากที่นำเสนอการแสดงครั้งแรกที่ได้รับการประชาสัมพันธ์ของวงเอ็น.ดับบลิว.เอ ที่สเก็ทแลนด์ ยู.เอส.เอ. สถานที่โด่งดังในคอมป์ตัน ซึ่งเป็นลานโรลเลอร์สเก็ต และเป็นสถานที่แสดงสำหรับศิลปินฮิปฮ็อปและแร็ปทั้งในท้องถิ่นและระดับประเทศ “ในคอมป์ตัน สเก็ตแลนด์เหมือนอพอลโลครับ” เอ็มซี เรนบอก

    ผู้ที่อยู่กับทีมงานและนักแสดงในวันนั้นด้วยคือดร.เดร, ดีเจ เยลลา, เอ็มซี เรนและเดอะ ดี.โอ.ซี. ผู้มักจะแต่งเพลงให้กับวงและร่วมทัวร์คอนเสิร์ตไปกับวงด้วย ผู้ที่เติบโตขึ้นในคอมป์ตันยอมรับว่ารู้สึกทึ่งกับความคล้ายคลึงกันระหว่างฉากและสเก็ตแลนด์จริงๆ (ทีมงานได้ถ่ายทำที่ริงค์สเก็ตในเกลนเดล) รวมถึงการที่นักแสดงสามารถจำลองการแสดงโชว์ครั้งแรกของพวกเขาได้มากแค่ไหน

    ฮอว์กินส์เล่าให้เราฟังว่า “เมื่อถึงวันที่เราต้องถ่ายทำโชว์ที่สเก็ตแลนด์ ผู้ชมมีจำนวนเยอะกว่าและทุกคนก็โยกตัวไปกับเพลง ‘Dopeman’ ผมตัดต่อเสียงอยู่ด้านหลัง และเราก็เริ่มรู้สึกเหมือนเป็นวงเอ็น.ดับบลิว.เอและรู้สึกกับคนอื่นๆ ในฐานะเพื่อนร่วมวง มีอะไรมากมายสำหรับตัวละครของเรา แต่มันก็มีอะไรมากมายสำหรับพวกเราด้วยที่จะแสดงให้เห็นว่าเราทำได้ครับ”

    เมื่อถึงเวลาที่วงเอ็น.ดับบลิว.เอบนหน้าจอจะต้องถ่ายทำฉากการแสดงทัวร์คอนเสิร์ต พวกเขาก็เข้าขากันได้ดีแล้ว ฉากเหล่านั้น ซึ่งเป็นภาพรวมวันต่างๆ ในการทัวร์คอนเสิร์ตนาน 40 วันครั้งเดียวของเอ็น.ดับบลิว.เอในปี 1988 รวมถึงวันในฮูสตัน รัฐเท็กซัส, หลุยส์วิลล์ รัฐเคนตั๊กกี้ และที่โดดเด่นที่สุดคือดีทรอยท์ รัฐมิชิแกน ที่ซึ่งเกิดเหตุการณ์ดังขึ้นเมื่อตำรวจท้องถิ่นพุ่งไปที่เวทีหลังจากมีการแสดงเพลง “F*ck tha Police”

    ฉากการแสดงเหล่านั้นเป็นช่วงเวลาที่ชวนให้รำลึกถึงความหลังสำหรับไอซ์ คิวบ์และดร.เดร เสียงชื่นชมที่มีต่อแจ็คสันเกิดขึ้นระหว่างการสนทนาในกองถ่ายหลายครั้งกับดร.เดร ผู้บอกเขาว่าการเคลื่อนไหว ท่วงท่าและการใช้เสียงของเขาเหมือนกับพ่อเขามากแค่ไหน แจ็คสันสรุปว่า “การที่เดรเกิดนึกถึงความหลังระหว่างที่ดูผมแสดงบนเวที ทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่าผมทำถูกแล้วน่ะครับ”

    ฉากเหล่านี้ ที่ถ่ายทำในช่วงเวลาสองวันที่ลอสแองเจลิส สปอร์ตส์ อารีนา และอีกวันหนึ่งที่ซานตา มอนิก้า ซิวิค ออดิทอเรียม เปิดโอกาสให้ตัวประกอบและแฟนพันธุ์แท้ของวงเอ็น.ดับบลิว.เอหลายพันคนร้องเพลง ส่งเสียงเชียร์และตบมือไปด้วยกันในอนที่แจ็คสัน, ฮอว์กินส์, มิทเชล, ฮ็อดเจสและบราวน์แสดงเพลง “F*ck tha Police,” “Straight Outta Compton” และ “Compton’s N the House” ระหว่างเทค คุณจะได้ยินเสียงแฟนๆ ตะโกนว่า “เรารักคุณ อีซี!” บอกมิทเชลขณะที่พวกเขาเตรียมงานสำหรับถ่ายทำเทคใหม่

    ไอซ์ คิวบ์, ดร.เดร, ดีเจ เยลลาและเอ็มซี เรนต่างก็ได้ชมการแสดงเหล่านั้นหลายครั้ง ซึ่งช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับทั้งนักแสดงและผู้ชม มันเป็นการทำงานที่ยาวนาน แม้กระทั่งสำหรับตัวประกอบมากประสบการณ์ แต่ในแต่ละคืนทุกคนก็รู้สึกเหมือนได้รับรางวัลเมื่อไอซ์ คิวบ์และดับซีกระโดดขึ้นเวทีและแสดงต่อหน้าผู้ชม ไอซ์ คิวบ์ถึงกับชวนลูกชายของเขาให้ร่วมร้องเพลงกับเขาด้วย ซึ่งก็ทำให้ผู้ชมโห่ร้องยกใหญ่

    โดยรวมแล้ว ทุกคนก็เห็นพ้องกันว่ามันเป็นวันที่ดีทีเดียว

    คอมป์ตัน, อเมริกา:
    โลเกชันและการออกแบบ

    แม้ว่าการค้นคว้าและการสนทนาเจาะลึกกับสมาชิกวงเอ็น.ดับบลิว.เอเป็นสิ่งจำเป็นต่อการแสดงของนักแสดงและเป็นสิ่งที่วางรากฐานให้กับวิสัยทัศน์ที่ผู้กำกับมีต่อ Straight Outta Compton การบอกเล่าเรื่องราวอย่างถูกต้องจะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีการล้วงลึกเข้าไปในฉากหลังของตำนานที่สับสนวุ่นวายของพวกเขา

    เมืองคอมป์ตันในกลางยุค 80s ที่มีประวัติศาสตร์รุนแรงและมีประชากรที่ภาคภูมิใจกับเมืองของพวกเขา มีบทบาทสำคัญต่อการเริ่มต้นของเอ็น.ดับบลิว.เอพอๆ กับองค์ประกอบอื่นๆ ชื่อที่ท้าทายของวง บวกกับเนื้อเพลงที่บาดลึกถึงใจ ได้พูดอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในย่านชนชั้นแรงงานคนผิวสี ที่เต็มไปด้วยแก๊งอิทธิพลและความรุนแรง เมื่อถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจนและเรียบง่ายโดยวงเอ็น.ดับบลิว.เอ เรื่องราวที่ซับซ้อนของเมืองที่ซับซ้อนแห่งนี้ก็ทะลุทะลวงถึงใจของผู้คนนับล้านๆ ทั่วประเทศ

    ที่สำคัญกว่านั้น ดนตรีของวงกลายเป็นเพลงแอนธีมเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเด็กหนุ่มผิวสีทุกหนแห่ง ทำให้พวกเขา เพื่อนๆ และครอบครัวของพวกเขาได้แสดงออกถึงความคั่งแค้นที่มีต่อความทารุณและความอยุติธรรมของตำรวจ แร็ปเรียลลิตี้ถือกำเนิดจากตรงนั้นเอง

    ด้วยความที่เขาเป็นผลผลิตจากยุคนั้นในลอสแองเจลิส เกรย์เองก็มีความทรงจำของตัวเองเช่นกัน “ผมโตมาในย่านเซาธ์เซ็นทรัลของแอลเอ และมันก็ค่อนข้างโหดทีเดียวในยุค 80s มันเป็นยุคเรแกน เศรษฐกิจตกต่ำมาก และมันก็มีความเปลี่ยนแปลงใหญ่โตในเรื่องวัฒนธรรมบนท้องถนน เอ็น.ดับบลิว.เอเผยทุกอย่างออกมาโดยไม่ต้องกลั่นกรองและไม่เซ็นเซอร์ บางครั้ง ชีวิตก็ดี บางครั้ง มันก็อันตราย และพวกเขาก็ถ่ายทอดเรื่องพวกนั้นออกมาในเพลงของพวกเขา เอ็น.ดับบลิว.เอและคอมป์ตันเป็นจุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ครับ”

    ก่อนหน้าที่การถ่ายทำหลักจะเริ่มต้นขึ้น มิทเชลได้เดินทางไปคอมป์ตันเพื่อทำความเข้าใจกับความเป็นอยู่ของเมืองแห่งนี้ “ตอนที่ผมมาแคลิฟอร์เนียครั้งแรก ซึ่งเป็นตอนที่ผมคว้าบทใน Straight Outta Compton มาได้ ผมได้ทำการค้นคว้ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้” นักแสดงหนุ่มกล่าว “ส่วนสำคัญในการเดินทางครั้งนั้นคือการได้เห็นด้วยตาตัวเองว่าเขามาจากไหน ดังนั้น ถ้าคุณได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคอมป์ตัน คุณก็จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับอีซีมากขึ้นอีกนิดครับ”

    เมืองคอมป์ตันเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นเอ็น.ดับบลิว.เอ และถ้อยคำที่มักจะถูกย้ำบ่อยๆ ว่า “คอมป์ตันเป็นสมาชิกคนที่หกของเอ็น.ดับบลิว.เอ” ถูกพูดอย่างมั่นใจโดยคนที่โตมาที่นั่น และเพราะเอ็น.ดับบลิว.เอ, การประกาศป่าวร้องจากแร็ปเปอร์ฝั่งเวสต์โคสต์อย่างสนู้ป ด็อกก์และทูปัค ชาคูร์และแร็ปเปอร์ที่ประสบความสำเร็จจากท้องถิ่นอย่างเดอะ เกมและเคนดริค ลามาร์ เจ้าของรางวัลแกรมมี อวอร์ด (ศิษย์ของดร.เดรทั้งคู่) ผู้มาจากที่นั่น เมืองเล็กๆ แห่งนี้ถึงยังคงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

    ในตอนนั้น แร็ปเปอร์ฝั่งอีสต์โคสต์ตะโกนหาเมืองเกิดของพวกเขา ไม่มีใครตะโกนหาคอมป์ตัน และนั่นก็เป็นสิ่งที่อีซี-อีตั้งใจจะเปลี่ยนแปลง ไอซ์ คิวบ์พูดถึงความสำคัญที่คอมป์ตันมีต่อพวกเขาว่า “มันเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของอีซี เขาอยากจะสร้างอัลบัมดีๆ ทำเงินได้เยอะๆ และทำให้ชื่อของคอมป์ตันอยู่บนแผนที่ คอมป์ตันอยู่ในความคิดของเขาเสมอ และมันก็มักเป็นหนึ่งในสิ่งแรกๆ ที่เขาอยากจะทำให้สำเร็จ มันสำคัญต่อเขามาก”

    การถ่ายทำในเซาธ์ลอสแองเจลิสดึงดูดเพื่อนบ้านผู้หวังว่าจะได้เห็นไอซ์ คิวบ์, ดร.เดร, ดีเจ เยลลาและเอ็มซี เรนบ้าง “ราชันย์แห่งคอมป์ตัน” กลับบ้านเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขา และพวกเขาก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี บราวน์เล่าถึงการถ่ายทำใน “บ้านเกิด” ว่า “มันก็เหมือนกับดนตรีของเอ็น.ดับบลิว.เอครับ…ถ้าคุณทำให้คอมป์ตันมีความสุข คุณก็จะทำให้ทั้งโลกมีความสุขด้วย”

    ที่ไหนก็ตามที่ทีมงานมีกำหนดจะถ่ายทำ ข่าวก็จะแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนจากย่านเก่าแก่จะโบกมือหรือตะโกนเรียกชื่อของไอซ์ คิวบ์และดร.เดร ผู้จะยืนอ้าปากค้างขณะที่ผู้คนมาแนะนำตัวและพูดให้พวกเขานึกถึงปาร์ตี้สุดสนุกหรือลูกพี่ลูกน้องของคนนั้นคนนี้จากสมัยก่อน

    การถ่ายทอดกลิ่นไอของเซาธ์เซ็นทรัลในช่วงปลายยุค 80s และต้นยุค 90s เป็นกุญแจสำคัญต่อแนวทางการสร้าง Straight Outta Compton ของเกรย์ ในการทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับทีมงานเบื้องหลังที่ประกอบไปด้วยผู้ออกแบบงานสร้างเชน วาเลนติโนและผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เคลลี โจนส์ พวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทุกอย่างเท่าที่ใช้ได้ ไอซ์ คิวบ์, ดร.เดร, วู้ดส์-ไรท์และครอบครัวของพวกเขาได้แบ่งปันภาพถ่าย วิดีโอและความทรงจำร่วมกันของการเติบโตขึ้นท่ามกลางการประกาศสงครามกับยาเสพติดของกรมตำรวจแอลเอ ในตอนที่ดูเหมือนกับว่าชายผิวสีทุกคนตกเป็นเป้า ผู้เสียหายจากการทำสงครามกับยาเสพติดและแก๊งอิทธิพลของดาริล เกทส์คือครอบครัวที่ทำงานหนัก ไปโบสถ์ ผู้อาศัยอยู่ในย่านนั้น และต้องตกอยู่ท่ามกลางเพลิงสงคราม

    แม้ว่าทีมนักแสดงจะต้องการสวมบทตัวละครของพวกเขามากแค่ไหน รายละเอียดเล็กน้อยที่ทำให้ลุคของพวกเขาสมบูรณ์เกิดขึ้นจากทรงผมและการแต่งหน้า เครื่องแต่งกายและการออกแบบงานสร้างต่างๆ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ท้องถนนที่ไร้ระเบียบของเมืองคอมป์ตันไปจนถึงบ้านหรูมูลค่าหลายล้านเหรียญในย่านคนร่ำรวยของลอสแองเจลิส

    แอนเดรีย แจ็คสัน (Dreamgirls, Alexander and the Terrible, Horrible, No Good, Very Bad Day) ถูกนำมาร่วมงานด้วยในฐานะหัวหน้าแผนกทรงผม เธอได้ดูแลวิกแบบสั่งทำที่ช่วยสร้างลุคให้กับแจ็คสัน, มิทเชลและจิอาแมตติ ในขณะที่แจ็คสันและมิทเชลใช้ทรงผมแอฟโฟรสไตล์หยิกหยอย ที่ชาวแอฟริกัน/อเมริกันจำนวนมากชื่นชอบระหว่างยุค 80s จิอาแมตติได้ใส่วิกทรงปอมปาดูร์สีเทาเพื่อสร้างลุคที่สมบูรณ์ของตัวเอง

    เครื่องแต่งกายเป็นขั้นตอนถัดไปในการเสริมสร้างลุคที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นสำหรับตัวละครทั้งหมด พวกเขาได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมจากโจนส์ ผู้รับหน้าที่ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายในซีรีส์เอฟเอ็กซ์เรื่อง Sons of Anarchy ผู้ซึ่งสุนทรียศาสตร์ของเธอได้รับอิทธิพลอย่างมากจากวัฒนธรรมเออร์เบินสตรีท ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของวงเอ็น.ดับบลิว.เอ อย่างไรก็ดี เธอได้ทำการค้นคว้าอย่างหนัก ซึ่งรวมถึงการศึกษาภาพนิ่งและวิดีโอในคลัง การตั้งคำถามกับเพื่อนสนิทและการอ่านแฟนบล็อกแฟนพันธุ์แท้วงเอ็น.ดับบลิว.เอ ด้วยความที่เธอรู้ว่าแฟนๆ ที่คลั่งไคล้ในตัวพวกเขายังคงมีจำนวนมาก เธอก็เลยอยากทำให้แน่ใจว่าการตัดสินใจด้านการออกแบบของเธอจะสมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในตอนที่เธอช่วยออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับเรื่องราวการไต่เต้าจากโคลนตมสู่ความสำเร็จของศิลปินกลุ่มที่อันตรายที่สุดในโลก

    กุญแจสำคัญสำหรับแนวทางของเธอคือการรักษาลุคที่สมจริงของยุคสมัยนั้นเอาไว้พร้อมกับการคงกลิ่นไอสมัยใหม่เอาไว้ด้วย โชคดีที่เธอได้เห็นตัวอย่างจากไอซ์ คิวบ์และดร.เดร ผู้ซึ่งการตัดสินใจด้านแฟชันในปัจจุบันของพวกเขายังคงสะท้อนถึงความผูกพันระหว่างพวกเขากับท้องถนน “เนื้อเพลงที่เด่นชัดของเอ็น.ดับบลิว.เอแสดงให้เห็นว่าพวกเขาร้ายกาจแค่ไหน และสไตล์ที่ตรงไปตรงมาของพวกเขาก็เหมือนกันค่ะ” เธอบอก “ความเรียบง่ายเป็นองค์ประกอบสำคัญ พวกเขาไม่จำเป็นต้องแต่งตัวฉูดฉาด สไตล์อีสต์โคสต์จะเน้นแบรนด์และความโอ้อวดมากกว่า และฉันก็อยากจะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างจริงๆ ค่ะ”

    ด้วยความที่เอ็น.ดับบลิว.เอเองก็ไม่สามารถต้านทานผลลัพธ์ของชื่อเสียงได้เช่นกัน ไม่นานนัก พวกเขาก็สวมสายโซ่สีทอง สร้อยข้อมือเส้นโต ซึ่งโจนส์เสริมเข้าไป อย่างไรก็ดี มีสิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือสตรีทแวร์ที่พวกเขาชื่นชอบยังคงมาเป็นอันดับแรก

    รองเท้าและเสื้อผ้าที่ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายผู้นี้เลือกให้กับทีมนักแสดงหลักคือไนกี้ แอร์ ฟอร์ซ วันส์และคอร์เทเซส, คอนเวิร์ส ชัค เทย์เลอร์ ออล สตาร์ส และกางเกงและเสื้อดิคกี้ส์ เธอได้เพิ่มลีวายส์ เสื้อยืดโปรคลับ กางเกงเพนเดิลตันและแจ็คเก็ตรูดซิป รวมถึงบรรดาของที่ระลึกของทีมแอลเอ. เรดเดอร์ส นอกจากนี้ เธอยังต้องจัดหาเครื่องแต่งกายสำหรับนักแสดงสมทบและตัวประกอบด้วยชุดยุค 80s และ 90s โดยไม่ใช้ลุคแบบไร้คุณภาพแบบที่บางครั้งจะถูกเชื่อมโยงกับยุคสมัยดังกล่าวด้วย

    ในความเป็นจริงแล้ว มีการนำตู้เทรลเลอร์เสื้อผ้าเพิ่มเข้ามาเพื่อเป็นที่เก็บเสื้อผ้านับพันๆ ชิ้น ที่นักแสดงตัวประกอบหลายร้อยชีวิตใช้สำหรับการถ่ายทำ “เรื่องดีก็คือแฟชันยุค 80s และ 90s กลับมาแล้วค่ะ” โจนส์กล่าวกลั้วหัวเราะ “ฉันเดินเข้าไปในร้านและเห็นทั้งผนังที่เต็มไปด้วยกางเกงยีนส์รัดรูปเอวสูงกัดสี และสิ่งที่อยู่ในกล่องเครื่องประดับของพวกเขาก็มีแต่ต่างหูไม้ไผ่ มันน่าทึ่งมาก มันช่วยได้มากในการจัดหาชุดให้กับตัวประกอบผู้หญิง เพราะบางคนจะมาด้วยชุดที่เหมือนกับว่าพวกเธอตรงมาจากมิวสิค วิดีโอยุค 80s และฉันก็แค่ปรับแต่งอะไรอีกแค่นิดๆ หน่อยๆ โชคดีที่สำหรับคนที่เหลือ เรามีรถบรรทุกที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าเจ๋งๆ ของยุค 80s และ 90s ที่เราซื้อไว้น่ะค่ะ”

    ผู้ออกแบบงานสร้างวาเลนติโนได้รับมอบหมายให้ดูแลการเนรมิตภาพสำหรับแง่มุมของการไต่เต้าจากโคลนตมสู่ความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการจำลองเมืองคอมป์ตันในยุค 80s ตั้งแต่บ้านระดับกลาง บ้านเสื่อมโทรมที่เป็นที่ขายโคเคน ไปจนถึงเวทีตามสถานที่ที่มีชื่อเสียงต่างๆ เช่นดู ทูส์และสเก็ตแลนด์ หรือการสร้างคฤหาสน์หรูที่บ่งบอกถึงความมีชื่อเสียงในย่านคนร่ำรวยในแอลเอ นักออกแบบผู้ประสบความสำเร็จผู้นี้จะต้องสร้างลุคที่หลากหลายเหล่านี้ให้สำเร็จ

    มีไม่กี่ฉากเท่านั้นที่จะถ่ายทำบนซาวน์สเตจ เพราะทีมผู้สร้างอยากใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากการถ่ายทำที่ลอสแองเจลิสของพวกเขา นอกจากนั้น พวกเขายังได้ถ่ายทำที่โลเกชันจริงอื่นๆ ทั่วทั้งบริเวณซานเฟอร์นันโด วัลลีย์ ย่านดาวน์ทาวน์และเวสต์ แอลเอ ผลงานที่ท้าทายสำหรับวาเลนติโนรวมถึงการเตรียมงานสร้างสำหรับฉากที่เกี่ยวกับการก่อความวุ่นวายในแอลเอปี 1992 แม้ว่าฉากพวกนั้นจริงๆ แล้วจะถ่ายทำภายในเวลาเพียงแค่หนึ่งวัน การเตรียมพร้อมกลับต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์

    วาเลนติโนพูดถึงสิ่งที่จำเป็นต่อการจำลองช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ในแอลเอนี้ว่า “ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการพยายามสร้างสิ่งแวดล้อมที่เวิร์คสำหรับการเล่าเรื่อง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยึดมั่นกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์จำนวนมหาศาลด้วย เมืองลอสแองเจลิสก็เป็นตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องเหมือนกัน ทั้งเท็กซ์เจอร์และโทนของฉากนี้จะต้องถ่ายทอดความรู้สึกคั่งแค้น ความสับสนและความเห็นแย้งของชุมชนออกมาให้ได้ เราต้องมีความรู้สึกอ่อนไหวอย่างชัดเจนต่อเรื่องราวนี้ และเราก็ต้องมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าและมีการประสานงานกันอย่างดีในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย เพราะเราไม่สามารถจะนำเสนอะไรผิดๆ ได้เลยครับ”

    ฉากเหล่านั้นถ่ายทำในพื้นที่ที่ครอบคลุมสี่บล็อกตามถนนลอเรล แคนยอน บูเลอวาร์ด ทางตอนเหนือของซานเฟอร์นันโด วัลลีย์ ที่ซึ่งอาคารยังคงมีลุคเหมือนกับในยุคสมัยนั้น ทีมงานของเกรย์ได้ออกแบบหน้าร้านที่พังยับเยินด้วยกระจกแตก และยานพาหนะที่พลิกคว่ำหลายคัน นักแสดงตัวประกอบหลายร้อยคนตะโกนว่า “ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีสันติภาพ!” ในขณะที่คนอื่นๆ ที่รับบทโจรวิ่งวุ่นไปทั่วและเจ้าของร้านก็ถือช็อตกันประจำการอยู่บนหลังคา รถดับเพลิง ที่ควบคุมโดยพนักงานดับเพลิงแอลเอตัวจริง ได้แล่นผ่านฉากเพื่อดับเพลิงที่ควบคุมไว้ได้ ที่สร้างขึ้นโดยแผนกสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมารวมตัวกันบริเวณที่พวกเขาปิดกั้นพื้นที่ และรู้สึกทึ่งกับสิ่งที่พวกเขาได้เห็น

    แง่มุมหนึ่งของการถ่ายทำที่ทีมงานและนักแสดงไม่อาจปฏิเสธได้คือความคล้ายคลึงกันอย่างชัดเจนระหว่างความขัดแย้งอย่างรุนแรง การจับกุม และการคุกคามชายหนุ่มผิวสีในกลางยุค 80s และการเสียชีวิตของชายผิวสีด้วยฝีมือของผู้รักษากฎหมายทั่วอเมริกา ในยุคปัจจุบัน ทั้งหมดนี้อยู่ในความนึกคิดของทีมงานในตอนที่พวกเขาได้จำลองฉากการเผชิญหน้ากันที่รุนแรง ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำหรับเพลงส่วนใหญ่ของเอ็น.ดับบลิว.เอ

    แม้กระทั่งในตอนที่การถ่ายทำเริ่มต้นขึ้นในโลเกชันย่านเซาธ์เซ็นทรัล จากคอมป์ตันสู่เลเมิร์ท ปาร์คและเครนชอว์ บูเลอวาร์ด ผู้คนจากอดีตได้หวนคืนเพื่อดูความหลังของพวกเขาโลดแล่นบนหน้าจอ หนึ่งในการทดสอบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ทั้งเรื่องคือการสร้างศิลปะที่มีเค้าโครงจากคนจริงๆ ผู้ซึ่งอาจจะจำอดีตในแบบที่ต่างออกไป

    แต่พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะเพื่อนเก่าหลายคนของพวกเขา ซึ่งรวมถึงจิมมี ไอโอวิน, ลอนโซ วิลเลียมส์, เดอะ ดี.โอ
    ซี., แอลเอ. ลอว์และดีเจ สปีด ผู้ร่วมรับบทสมทบในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย ได้แวะมาเยี่ยมกองถ่ายและพวกเขาก็ทึ่งกับนักแสดงที่รับบทเป็นพวกเขาบนหน้าจอ หลายคนเอ่ยปากว่ารู้สึกเหมือนว่าได้ย้อนเวลากลับไป…ไม่ใช่แค่ลักษณะของฉากเท่านั้น แต่ยังด้วยพลังงานและความมีชีวิตชีวาของการแสดงโชว์และการพบกันเหล่านี้

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คอมป์ตันได้ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนของการถือกำเนิดใหม่ภายใต้ผู้นำใหม่ ทั้งภายในและภายนอกโครงสร้างทางการเมือง แม้ว่าการสลัดคราบความรุนแรงและยาเสพติดที่ครอบงำชุมชนเล็กๆ นี้จะเป็นเรื่องยากแค่ไหน มันก็มีมรดกตกทอดที่ชัดเจนของเอ็น.ดับบลิว.เอ ทายาทจากท้องถิ่น ผู้ยืนหยัดอย่างภาคภูมิในบรรดาผู้คนในย่านที่อยู่อาศัยนั้น

    แม้ว่ามิตรภาพ พรสวรรค์และความทะเยอทะยานนำทั้งห้าคนมารวมตัวกัน ท้ายที่สุดแล้ว ความโลภที่มักจะมาพร้อมกับเงินทองที่ได้มารวดเร็ว ก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาต้องขาดสะบั้น เกือบ 20 ปีให้หลัง มิตรภาพระหว่างสมาชิกวงเอ็น.ดับบลิว.เอ ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาและแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเก่า ซึ่งปรากฏได้ชัดเจนระหว่างการถ่ายทำ ความสำเร็จและตำนานของวงนี้ได้รับการยกย่องอย่างสม่ำเสมอ เมื่อคิวบ์, เดร, เยลลาและเรน จดจำได้ถึงวันเวลาที่พวกเขามีร่วมกันเมื่อหลายปีก่อนกับอีซี-อี

    เมื่อปิดกล้องลง ดร.เดรก็ฝากความคิดเห็นทิ้งท้ายไว้ว่า “เอ็น.ดับบลิว.เอ เป็นจุดเริ่มต้นที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับเราที่จะได้พบปะและร่วมมือกันได้ มันเป็นรากเหง้าของต้นไม้แห่งชีวิตที่เหลือเชื่อ สำหรับผม สิ่งสำคัญอยู่ที่แรงบันดาลใจครับ เมื่อเร็วๆ นี้ ผมเพิ่งคุยกับคิวบ์ว่ากระบวนการถ่ายทำเป็นแรงบันดาลใจให้ผมกลับไปสตูดิโอยังไงบ้าง ผมอยากจะกลับไปสู่รากเหง้าของสิ่งที่ผมชื่นชม ทุกสิ่งเกี่ยวกับผมมาจากดนตรีทั้งนั้น แม้กระทั่งเฮดโฟน เมื่อมองย้อนกลับไป ผมก็ไม่คิดเปลี่ยนแปลงอะไรซักอย่าง ไม่ว่าดีหรือร้ายครับ”
    ****

    ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สและลีเจนดารี พิคเจอร์ส ร่วมกับนิวไลน์ ซีเนมา/คิวบ์วิชัน/ครูเชียล ฟิล์มส์ ภูมิใจเสนอ ผลงานสร้างโดยโบรคเคน แชร์ ฟลิคซ์ ภาพยนตร์โดยเอฟ. แกรี เกรย์ Straight Outta Compton นำแสดงโดยโอ’เชีย แจ็คสัน, จูเนียร์, โครีย์ ฮอว์กินส์, เจสัน มิทเชลและพอล จิอาแมตติ ดนตรีของดรามาเรื่องนี้โดยโจเซฟ ทราพานิสและซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายดนตรีคือโจโจ้ วิลลานิววา ภาพยนตร์เรื่องนี้ลำดับภาพโดยบิลลี ฟ็อกซ์, เอซีอี และผู้ออกแบบงานสร้างคือเชน วาเลนติโน ผู้กำกับภาพของเรื่องคือแมทธิว ลิบาทิค, เอเอสซี และผู้ร่วมควบคุมงานสร้างได้แก่เอส. ลีห์ ซาวิดจ์, อลัน เวนคัส ผู้ควบคุมงานสร้างของเรื่องได้แก่วิล แพ็คเกอร์, อดัม เมริมส์, เดวิด เอนเกล, บิล สเตราส์, โธมัส ทัลล์, จอน จาชนี และอำนวยการสร้างโดยไอซ์ คิวบ์, พี.จี.เอ., โทมิกา วู้ดส์-ไรท์, แมทท์ อัลวาเรซ, พี.จี.เอ., เอฟ. แกรี เกรย์, พี.จี.เอ., สก็อต เบิร์นสไตน์, พี.จี.เอ., ดร.เดร เรื่องราวโดยเอส. ลีห์ ซาวิดจ์ & อลัน เวนคัสและแอนเดรีย เบอร์ลอฟ บทภาพยนตร์โดยโจนาธาน เฮอร์แมนและแอนเดรีย เบอร์ลอฟ ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยเอฟ. แกรี เกรย์ © 2015

    ประวัตินักแสดง

    โอ’เชีย แจ็คสัน จูเนียร์ (O’Shea Jackson, JR.) รับบท ไอซ์ คิวบ์
    โอ’เชีย แจ็คสัน จูเนียร์ เปิดตัวผลงานการแสดงเรื่องแรกด้วย Straight Outta Compton ในบทพ่อของเขาเอง โอ’เชีย แจ็คสัน หรรือที่รู้จักในนามของไอซ์ คิวบ์

    อย่างไรก็ดี หนุ่มน้อยเจ้าเสน่ห์วัย 23 ปีผู้นี้ก็ไม่ใช่หน้าใหม่สำหรับเวที เพราะเขาเคยขึ้นเวทีมาแล้วหลายครั้งระหว่างออกเดินสายกับพ่อของเขา

    แจ็คสันอาศัยอยู่ในลอสแองเจลิสและวางแผนจะสานต่องานแสดงของตัวเองต่อไป

    โครีย์ ฮอว์กินส์ (Corey Hawkins) รับบท ดร.เดร
    โครีย์ ฮอว์กินส์ ล่าสุด ได้แสดงละครบรอดเวย์ในบททีบอลท์ในละครเรื่อง Romeo and Juliet โปรดักชันของเดวิด เลอโวซ์ ประกบออร์ลันโด้ บลูมและคอนโดลา ราชัด ผลงานละครเวทีล่าสุดเรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึงละครออฟบรอดเวย์เรื่อง Katori Hall’s Hurt Village โปรดักชันของซิกเนเจอร์ เธียเตอร์ กำกับโดยแพทริเซีย แม็คเกรเกอร์, ละครเรื่อง Suicide, Incorporated โปรดักชันของราวน์อเบาท์ เธียเตอร์ คัมปะนี และ Piece of My Heart: The Bert Berns Story โปรดักชันของนิวยอร์ก สเตจ แอนด์ ฟิล์ม

    ผลงานภาพยนตร์ของฮอว์กินส์รวมถึงภาพยนตร์โดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สเรื่อง Non-Stop ประกบเลียม นีสันและภาพยนตร์โดยมาร์เวล สตูดิโอส์เรื่อง Iron Man 3 ผลงานจอแก้วล่าสุดของเขารวมถึง Golden Boy และ Royal Pains

    ฮอว์กินส์สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรการละครของจูเลียร์ด สคูล การแสดงของเขาในบทวอลเตอร์ ลี ยังเกอร์ในละครเรื่อง A Raisin in the Sun โดยลอร์เรน ฮันส์เบอร์รี โปรดักชันของจูเลียร์ด ทำให้เขาได้รับเชิญให้กลับไปรับบทเดิมอีกครั้งในลอสแองเจลิส ประกบรูตินา เวสลีย์ เขาได้รับรางวัลจอห์น เฮาส์แมน ไพรซ์ ซึ่งมอบให้กับนักเรียนหนึ่งคนของจูเลียร์ดที่แสดงความสามารถพิเศษด้านละครคลาสสิก

    เจสัน มิทเชล (Jason Mitchell) รับบท อีซี-อี
    ด้วยบุคลิกที่ดึงดูดใจ เจสัน มิทเชลเป็นนักแสดงหน้าใหม่มากความสามารถ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองอย่างต่อเนื่องในฐานะนักแสดงดาวรุ่ง มิทเชล ผู้มีเสน่ห์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ภาคภูมิใจกับการรับบทตัวละครที่ซับซ้อนและมีมิติลึกซึ้ง

    มิทเชลเปิดตัวในโลกการแสดงด้วย Texas Killing Fields ซึ่งนำแสดงโดยแซม เวิร์ธติงตัน ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึงภาพยนตร์โดยบัลทาซาร์ คอร์มาคูร์เรื่อง Contraband ที่นำแสดงโดยมาร์ค วอห์ลเบิร์กและภาพยนตร์โดยอัลเลน ฮิวจ์เรื่อง Broken City ประกบวอห์ลเบิร์ก, รัสเซล โครว์และแคทเธอรีน ซีต้า-โจนส์

    นอกเหนือจากภาพยนตร์เกี่ยวกับศิลปินกลุ่มในนามเอ็น.ดับบลิว.เอ แล้ว เขายังจะได้แสดงประกบเอมิล เฮิร์สช์, โซอี้ คราวิทซ์และโซอี้ ดอยช์ในภาพยนตร์อินดีเรื่อง Vincent-N-Roxxy อีกด้วย นอกจากนั้น เขาจะได้แสดงประกบคีแกน-ไมเคิล คีย์, จอร์แดน พีลและวิล ฟอร์เตในคอเมดีเกี่ยวกับแมวที่ถูกขโมยเรื่องใหม่ของนิวไลน์อีกด้วย

    มิทเชลเกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทหารทั้งคู่ในเมืองเวิร์ซบวร์ก ประเทศเยอรมนี เขาตัดสินใจเป็นนักแสดงในปี 2010 และสมัครเข้าชั้นเรียนการแสดงในท้องถิ่น ปัจจุบัน เขาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลุยส์เซียนา รัฐนิวออร์ลีน์ กับลูกสาวสองคน

    นีล บราวน์, จูเนียร์ (Neil Brown, JR.) รับบท ดีเจ เยลลา
    นีล บราวน์, จูเนียร์ เป็นนักแสดงผู้เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการแสดงของเขาในภาพยนตร์โดยโจนาธาน ลีเบสแมนเรื่อง Battle: Los Angeles และภาพยนตร์โดยจัสติน ลินเรื่อง Fast & Furious ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึง Bad Blood, San Patricios, Scare Zone, Mr. 3000, Out of Time, Tigerland และภาพยนตร์อินดีขนาดสั้นเรื่อง Choices: The Good, the Bad, the Ugly

    บราวน์เกิดและเติบโตในย่านเสื่อมโทรมริชมอนด์ ไฮท์ในเมืองออร์ลันโด้ รัฐฟลอริดา เขาเกิดติดใจการแสดงเข้าหลังจากได้รับบทในรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ที่ฉายได้ไม่นาน WMAC Masters ผลงานจอแก้วอื่นๆ ของเขารวมถึงการแสดงใน NCIS: Los Angeles, Suits, NCIS, Weeds, Castle, The Walking Dead, Harry’s Law, Army Wives, Fear Clinic, Surface, South Beach และ MDs

    อัลดิส ฮ็อดจ์ (Aldis Hodge) รับบท เอ็มซี เรน
    อัลดิส ฮ็อดจ์ เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการแสดงในบทอเล็ค ฮาร์ดิสันในซีรีส์เรตติ้งสูงทางทีเอ็นทีเรื่อง Leverage ซึ่งคว้ารางวัลพีเพิลส์ ชอยส์ อวอร์ดในปี 2013 เขาได้แสดงในตอนไพล็อตทางอเมซอนเรื่อง The After จากคริส คาร์เตอร์ ผู้สร้างซีรีส์ The X-Files และปัจจุบัน เขาก็ได้รับบทประจำในซีรีส์เอเอ็มซีเรื่อง TURN: Washington’s Spies หลังจากนี้ ฮ็อดจ์จะได้แสดงในซีรีส์โดยโซนี พิคเจอร์ส เทเลวิชันเรื่อง Underground สำหรับดับบลิวจีเอ็น อเมริกา ประกบเจอร์นีย์ สมอลเล็ตต์-เบลและคริสโตเฟอร์ เมโลนีอีกด้วย

    ฮ็อดจ์ได้แสดงในทริลเลอร์เกี่ยวกับการก่อการร้ายด้านสิ่งแวดล้อมโดยฟ็อกซ์ เสิร์ชไลท์ พิคเจอร์สเรื่อง The East ซึ่งนำแสดงโดยอเล็กซานเดอร์ สการ์สการ์ด, เอลเลน เพจ, แพทริเซีย คลาร์คสันและบริท มาร์ลิง ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่กำกับโดยซัล แบทแมงกลี เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองซันแดนซ์ปี 2013 นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในภาพยนตร์โดยทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์เรื่อง A Good Day to Die Hard ภาคล่าสุดของแฟรนไชส์ Die Hard อีกด้วย

    ฮ็อดจ์เริ่มต้นทำงานตั้งแต่อายุสามขวบเมื่อเขาได้งานถ่ายแบบสำหรับเอสเซนส์ลงสิ่งพิมพ์กับพี่ชายของเขา เอ็ดวิน (The Purge, The Purge: Anarchy, Red Dawn, ซีรีส์ Chicago Fire) นอกจากนั้น เขายังคงทำงานเป็นนายแบบโฆษณาสื่อสิ่งพิมพ์อย่างต่อเนื่องก่อนที่เขาจะขยับขยายสู่จอเงินเมื่อเขาและพี่ชายได้รับเลือกให้ร่วมรายการ Sesame Street หลังจากนั้น พวกเขาก็ได้ร่วมแสดงละครบรอดเวย์รางวัลโทนีเรื่อง Show Boat ระหว่างนั้น เขาก็ได้แสดงภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมถึง Die Hard With a Vengeance, Bed of Roses, The Stone House, Edmond, The Ladykillers และ Big Momma’s House

    ผลงานจอแก้วของเขารวมถึงซีรีส์ดังเรื่อง Friday Night Lights, Supernatural, The Walking Dead, Girlfriends, American Dreamz, City of Angels, Bones, CSI: Crime Scene Investigation, ER, Cold Case, Charmed และ Boston Public
    ฮ็อดจ์เกิดในแจ็คสันวิลล์ รัฐแครอไลนา และเติบโตในนิวยอร์ก นอกเหนือจากการแสดงแล้ว เขายังได้เขียนบทจอแก้วและจอเงิน ออกแบบนาฬิกาหรู และเป็นศิลปินและจิตรกรที่จริงจังอีกด้วย
    ปัจจุบัน เขาใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส

    พอล จิอาแมตติ (Paul Giamatti) รับบท เจอร์รี เฮลเลอร์
    ด้วยผลงานการแสดงยอดเยี่ยมที่ได้รับรางวัลและได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมมากมาย พอล จิอาแมตติได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะหนึ่งในนักแสดงที่มีความสามารถหลากหลายที่สุดในรุ่นของเขา

    ล่าสุด เขาได้แสดงในภาพยนตร์โดยบิล โปห์แลดเรื่อง Love & Mercy และภาพยนตร์โดยโซฟี บาร์เธสเรื่อง Madame Bovary ซึ่งเขารับบทมงสิเออร์โอแมส์ นอกจากนี้ เขายังได้พากย์เสียงเวอร์ชันภาษาอังกฤษของภาพยนตร์อนิเมชันฝรั่งเศสที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์เรื่อง Ernest & Celestine รวมถึงภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจาก The Little Prince ที่หลายคนรอคอย ภายใต้การกำกับของมาร์ค ออสบอร์นอีกด้วย นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในซีรีส์ดรามาออริจินอลทางโชว์ไทม์เรื่อง Billions ที่เขาแสดงนำประกบเดเมียน ลูอิสและภาพยนตร์ดรามาอินดีเรื่อง The Phenom ที่เขียนบทและกำกับโดยโนอาห์ บุสเชลอีกด้วย

    ในปี 2014 จิอาแมตติได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมีจากการแสดงบทรับเชิญฮาโรลด์ เลวินัน พี่ชายนิสัยพิลึกชาวอเมริกันของคอรา ครอว์ลีย์ ตัวละครของอลิซาเบธ แม็คโกเวิร์น ในซีรีส์ดรามาชื่อดังเรื่อง Downton Abbey

    ก่อนหน้านั้น จิอาแมตติได้ควบคุมงานสร้างและนำแสดงในคอเมดีตลกร้ายโดยฟิล มอร์ริสันเรื่อง All Is Bright ประกบพอล รัดด์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องของเซลส์แมนขายต้นคริสต์มาสชาวฝรั่งเศสแคนาเดียนสองคน ที่คิดแผนการรวยทางลัดและเดินทางไปนิวยอร์กเพื่อขายต้นไม้ นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในดรามารางวัลออสการ์ของสตีฟ แม็คควีนเรื่อง 12 Years a Slave, ภาพยนตร์โดยจอห์น ลี แฮนค็อกเรื่อง Saving Mr. Banks และด็อคคิวดรามาโดยปีเตอร์ แลนเดสแมนเรื่อง Parkland เขารับบทเดอะ ไรโน คู่ปรับตัวฉกาจของสไปเดอร์แมนใน The Amazing Spider-Man 2 ภาคล่าสุดของแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโรบล็อกบัสเตอร์ ที่กำกับโดยมาร์ค เว็บบ์ ในปี 2013 จิอาแมตติได้แสดงในละครเวทีเรื่อง Hamlet โปรดักชันของเยล รีเพอร์ทอรี เธียเตอร์

    ในปี 2012 เขาได้แสดงในภาพยนตร์นิวไลน์ ซีเนมา ที่ดัดแปลงจากมิวสิคัลบรอดเวย์เรื่อง Rock of Ages ที่กำกับโดยอดัม แชงค์แมน ภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมแสดงโดยทอม ครูซ, แมรี เจ. ไบลจ์, อเล็ค บัลด์วิน, รัสเซล แบรนด์และจูลีแอนน์ ฮัฟ นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในภาพยนตร์โดยเดวิด โครเนนเบิร์กเรื่อง Cosmopolis ประกบโรเบิร์ต แพททินสันและจูเลียต บินอชอีกด้วย

    ในปี 2011 เขาได้แสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมเรื่อง Win Win ที่เขียนบทและกำกับโดยโธมัส แม็คคาร์ธีย์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ เขารับบทไมค์ ฟลาเฮอร์ตี้ ทนายความปลงตกกับชีวิตผู้หาลำไพ่พิเศษด้วยการรับหน้าที่โค้ชมวยปล้ำระดับไฮสคูลผู้บังเอิญเจอนักกีฬาดาวรุ่งผ่านทางข้อตกลงทางธุรกิจที่มีข้อกังขา นอกจากนี้ เขายังได้แสดงใน The Ides of March ซึ่งกำกับโดยจอร์จ คลูนีย์และร่วมแสดงโดยไรอัน กอสลิง, คลูนีย์และอีวาน ราเชล วู้ดอีกด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์ดรามายอดเยี่ยม

    นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในภาพยนตร์เอชบีโอโดยเคอร์ติส แฮนสันเรื่อง Too Big to Fail ซึ่งเขารับบท เบน เบอร์นันเก้ ประกบวิลเลียม เฮิร์ทและบิลลี ครูดัพอีกด้วย การแสดงของเขาทำให้เขาได้รับรางวัลแซ็ก อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์และมินิซีรีส์รวมถึงได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมีและรางวัลลูกโลกทองคำ

    การแสดงของเขาในภาพยนตร์ปี 2010 เรื่อง Barney’s Version ทำให้เขาได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่สร้างขึ้นจากนิยายเบสต์เซลเลอร์ชื่อเดียวกันโดยมอร์เดอไค ริชเลอร์ กำกับโดยริชาร์ด เจ. ลูอิสและร่วมแสดงโดยดัสติน ฮอฟแมน, โรซามุนด์ ไพค์และมินนี ไดรเวอร์ ในปี 2008 จิอาแมตติได้รับรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี, แซ็กและลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในมินิซีรีส์จากการแสดงบทนำในมินิซีรีส์เอชบีโอเจ็ดตอนที่ได้รับรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดเรื่อง John Adams ในมินิซีรีส์เรื่องนี้ ที่กำกับโดยผู้กำกับรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี ทอม ฮูเปอร์ เขาได้รับบทประธานาธิบดีจอห์น อดัมส์ ในฐานะส่วนหนึ่งของทีมนักแสดงที่รวมถึงนักแสดงรางวัลลอรา ลินนีย์, ทอม วิลคินสัน, เดวิด มอร์สและสตีเฟน ดิลเลน ในปี 2006 การแสดงของเขาในภาพยนตร์โดยรอน โฮเวิร์ดเรื่อง Cinderella Man ทำให้เขาได้รับรางวัลแซ็ก อวอร์ดครั้งแรกและรางวัลคริติกส์ ชอยส์ มูฟวี อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม รวมถึงได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและรางวัลลูกโลกทองคำในสาขาเดียวกัน

    การแสดงของเขาในภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมโดยอเล็กซานเดอร์ เพย์นเรื่อง Sideways ทำให้เขาได้รับรางวัลมากมายรวมถึงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดและรางวัลสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์นิวยอร์ก ตลอดจนได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลแซ็ก อวอร์ดอีกด้วย

    ในปี 2003 เขาได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมและได้รับรางวัลต่างๆ (ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม รางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติสาขาการแสดงแจ้งเกิดแห่งปี) จากบทฮาร์วีย์ ปีคาร์ในภาพยนตร์โดยชารี สปริงเกอร์ เบอร์แมนและโรเบิร์ต ปุลชินีเรื่อง American Splendor

    จิอาแมตติเป็นที่สนใจของชาวอเมริกาจากคอเมดียอดนิยมโดยเบ็ตตี้ โธมัสเรื่อง Private Parts นอกจากนี้ ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขายังรวมถึงภาพยนตร์โดยโจนาธาน อิงลิชเรื่อง Ironclad, ภาพยนตร์โดยท็อดด์ ฟิลลิปส์เรื่อง The Hangover Part II, The Last Station ประกบคริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์และเฮเลน เมอร์เรน, ภาพยนตร์โดยโทนี กิลรอยเรื่อง Duplicity, ภาพยนตร์โดยโซฟี บาร์เธสเรื่อง Cold Souls, ภาพยนตร์โดยเดวิด ด็อบคินเรื่อง Fred Claus, Shoot ’Em Up ประกบไคลฟ์ โอเวน, ภาพยนตร์โดยสปริงเกอร์ เบอร์แมนและปุลชินีเรื่อง The Nanny Diaries, ภาพยนตร์โดยเอ็ม. ไนท์ ชยามาลันเรื่อง Lady in the Water, ภาพยนตร์โดยนีล เบอร์เกอร์เรื่อง The Illusionist, ภาพยนตร์โดยไมลอส ฟอร์แมนเรื่อง Man on the Moon, ภาพยนตร์โดยจูเลียน โกลด์เบอร์เกอร์เรื่อง The Hawk is Dying, ภาพยนตร์โดยทิม ร็อบบินส์เรื่อง Cradle Will Rock, ภาพยนตร์โดยเอฟ. แกรี เกรย์เรื่อง The Negotiator, ภาพยนตร์โดยสตีเวน สปีลเบิร์กเรื่อง Saving Private Ryan, ภาพยนตร์โดยปีเตอร์ เวียร์เรื่อง The Truman Show, ภาพยนตร์โดยไมค์ นีเวลเรื่อง Donnie Brasco, ภาพยนตร์โดยท็อดด์ โซลอนด์เรื่อง Storytelling, ภาพยนตร์โดยทิม เบอร์ตันเรื่อง Planet of the Apes, Duets ประกบกวินเนธ พัลโทรว์, ภาพยนตร์อนิเมชันเรื่อง Robots, Big Momma’s House ซึ่งร่วมแสดงโดยมาร์ติน ลอว์เรนซ์, ภาพยนตร์โดยเจมส์ โฟลีย์เรื่อง Confidence และภาพยนตร์โดยจอห์น วูเรื่อง Paycheck

    ในฐานะนักแสดงละครเวทีที่ประสบความสำเร็จ จิอาแมตติได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลดรามา เดสก์ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในละครเวทีในบทจิมมี ทูมอร์โรว์ในละครบรอดเวย์โดยโฮเวิร์ด เดวีส์เรื่อง The Iceman Cometh ผลงานละครบรอดเวย์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึง The Three Sisters ที่กำกับโดยสก็อต เอลเลียต, Racing Demon ที่กำกับโดยริชาร์ด แอร์ และ Arcadia ที่กำกับโดยเทรเวอร์ นันน์ เขาได้แสดงละครออฟบรอดเวย์ประกบอัล ปาชิโนในละครเรื่อง The Resistible Rise of Arturo Ui

    ด้านจอแก้ว เขาได้แสดงประกบเจมส์ สเปเดอร์ใน The Pentagon Papers, ประกบสแตนลีย์ ตุชชีในซีรีส์เอชบีโอเรื่อง Winchell และเซ็กเมนต์ “1961” ของเจน แอนเดอร์สัน ใน If These Walls Could Talk 2 ให้กับเอชบีโอเช่นกัน

    เขาใช้ชีวิตอยู่ในบรูคลิน รัฐนิวยอร์ก

    ประวัติทีมผู้สร้าง

    เอฟ. แกรี เกรย์, พี.จี.เอ. (F. Gary Gray)—กำกับโดย/อำนวยการสร้างโดย
    เอฟ. แกรี เกรย์, พี.จี.เอ. ได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งในผู้กำกับที่มากความสามารถและโด่งดังที่สุดของวงการ ที่เป็นที่รู้จักจากการผลักดันขีดจำกัดอย่างต่อเนื่อง การเล็งเห็นเทรนด์และนักแสดงพรสวรรค์หน้าใหม่และการนำเสนอความบันเทิงแปลกใหม่ที่น่าตื่นเต้นให้กับผู้ชมในวงกว้าง

    กับบริษัทนิวเคลียส เอนเตอร์เทนเมนต์, อิงค์. บริษัทโปรดักชันของเขา เมื่อเร็วๆ นี้ เกรย์เพิ่งอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Sea of Trees สำหรับผู้กำกับกัส แวน แซงต์ ที่นำแสดงโดยแมทธิว แม็คคอนนาเฮย์ นักแสดงเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและนาโอมิ วัตส์ ดรามาเรื่องนี้ ที่เปิดตัวในสายประกวดของงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปีนี้ ติดตามเรื่องราวของชาวอเมริกันผู้อยากฆ่าตัวตาย ผู้ผูกมิตรกับชายชาวญี่ปุ่นผู้หลงทางในป่าใกล้กับภูเขาไฟฟูจิ และทั้งคู่ก็ร่วมกันหาทางออก

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเกรย์รวมถึง Law Abiding Citizen ที่นำแสดงโดยเจอราร์ด บัตเลอร์และนักแสดงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด เจมี ฟ็อกซ์, Be Cool ที่สร้างจากนิยายเบสต์เซลเลอร์โดยเอลมอร์ เลียวนาร์ด และนำแสดงโดยนักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ด จอห์น ทราโวลตาและอูมา เธอร์แมน, The Italian Job ทริลเลอร์สุดระทึกที่มีทีมนักแสดงชั้นนำ ซึ่งรวมถึงนักแสดงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ชาร์ลิซ เธอรอนและนักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด มาร์ค วอห์ลเบิร์ก, A Man Apart ที่นำแสดงโดยวิน ดีเซล, The Negotiator ซึ่งนำแสดงโดยนักแสดงเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด เควิน สเปซีย์และนักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ซามวล แอล. แจ็คสัน, ภาพยนตร์โจรกรรมที่ได้รับรางวัลเรื่อง Set It Off ประกบจาดา พิงเก็ตต์ สมิธและควีน ลาติฟาห์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ และ Friday ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแฟรนไชส์ยอดนิยม Friday ซึ่งนำแสดงโดยแร็ปเปอร์/โปรดิวเซอร์ ไอซ์ คิวบ์และคริส ทัคเกอร์

    นอกจากนี้ เกรย์ยังเป็นสมาชิกตัวอย่างของชุมชนและเป็นผู้สนับสนุนองค์กรต่างๆ ด้วยดีเสมอมา รวมถึงทอม แบรดลีย์ ยูธ แอนด์ แฟมิลี เซ็นเตอร์, มาย เฟรนด์ เฮาส์ ฟาวน์เดชันและเออร์เบิน คอมพาส เขาได้รับรางวัลมากมายจากนครลอสแองเจลิสจากงานการกุศลของเขา

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *