Teenage Mutant Ninja Turtles: Out of the Shadows

Teenage Mutant Ninja Turtles: Out of the Shadows

  • Genres:
    Running Time:
    Release Date:
    MPAA Rating:
    Distributors:
    Starring:
    Directed by:

    ข้อมูลงานสร้าง

    ไมเคิลแองเจโล, ดอนนาเทลโล, ลีโอนาร์โดและราฟาเอลหวนคืนสู่โรงภาพยนตร์อีกครั้งในซัมเมอร์นี้เพื่อต่อกรกับวายร้ายที่ตัวใหญ่กว่า และร้ายกาจยิ่งกว่า ร่วมกับเอพริล โอ’นีล (เมแกน ฟ็อกซ์), เวิร์น เฟนวิค (วิล อาร์เน็ตต์) และเพื่อนใหม่ของพวกเขาภายใต้หน้ากากฮ็อกกี้ เคซีย์ โจนส์ (สตีเฟน อาเมล) หลังจากที่จอมวายร้าย ชเรดเดอร์ (ไบรอัน ที) ได้หลบหนีจากการถูกคุมขัง เขาก็ได้ร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง แบ็กซ์เตอร์ สต็อคแมน (ไทเลอร์ เพอร์รี) และสองวายร้ายสมองทึบ บีบ็อป (แกรี แอนโธนี วิลเลียมส์) และร็อคสเตดดี้ (ซูเปอร์สตาร์แห่งวงการมวยปล้ำ สตีเฟน “เชียมัส” ฟาร์เรลลี) เพื่อดำเนินแผนการร้ายในการยึดครองโลก ในตอนที่สี่เต่านินจาเตรียมตัวที่จะรับมือกับชเรดเดอร์และสมุนใหม่ของเขา พวกเขากลับพบว่าพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับ แครงก์ วายร้ายชื่อกระฉ่อน ผู้ร้ายกาจยิ่งกว่าที่มีความตั้งใจคล้ายคลึงกัน

    พาราเมาท์ พิคเจอร์สและนิคเคลโลเดียน มูฟวีส์ ภูมิใจเสนอ ผลงานสร้างโดยแพลตินัม ดูนส์, เอ กามา เอนเตอร์เทนเมนต์/เม็ดนิค โปรดักชัน/สมิธโรว์ เอนเตอร์เทนเมนต์ โปรดักชัน Teenage Mutant Ninja Turtles: Out of the Shadows ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยเดฟ กรีน (Earth to Echo) เขียนบทโดยจอช แอปเปิลบอมและอังเดร นีเม็ค (Teenage Mutant Ninja Turtles, Mission Impossible: Ghost Protocol) และอำนวยการสร้างโดยไมเคิล เบย์ (แฟรนไชส์บล็อกบัสเตอร์ Transformers, Teenage Mutant Ninja Turtles), แอนดรูว์ ฟอร์ม, แบรด ฟูลเลอร์, กาเลน วอล์คเกอร์และสก็อต เม็ดนิค ผู้ควบคุมงานสร้างได้แก่เดนิส แอล. สจวร์ต, แกรนท์ เคอร์ติส, อีริค คราวน์และนาโปเลียน สมิธ ที่สาม, อังเดร นีเม็คและจอช แอปเปิลบอม ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดยเมแกน ฟ็อกซ์, วิล อาร์เน็ตต์, ลอรา ลินนีย์, สตีเฟน อาเมล, โนเอล ฟิชเชอร์, เจเรมี โฮเวิร์ด, พีท พลอสเซ็ค, อลัน ริทช์สันและไทเลอร์ เพอร์รี ร่วมแสดงโดยไบรอัน ที, สตีเฟน “เชียมัส” ฟาร์เรลลี, แกรี แอนโธนี วิลเลียมส์, บริทนีย์ อิชิบาชิและเจน วู

    มิติใหม่

    “เรื่องราวของเราเริ่มต้นขึ้นจากตอนจบของภาคแรก ทั้งในชีวิตจริงและในหนังครับ” ผู้อำนวยการสร้างแอนดรูว์ ฟอร์มกล่าว “ในคืนเปิดตัว Teenage Mutant Ninja Turtles ในปี 2014 เราได้ยินว่าพาราเมาท์ให้ไฟเขียวกับการสร้างซีเควล มันเป็นฝันที่เป็นจริงครับ”

    ทีมผู้สร้างรู้ว่าพวกเขาต้องยกระดับความน่าตื่นเต้นในภาคสองจากการทำลายล้างนครนิวยอร์กไปสู่ความวินาศทั่วโลก เพื่อแผ้วถางทางให้กับตัวละครโปรดของแฟนๆ ที่ยังไม่ปรากฏตัวในภาคก่อน

    “เมื่อคุณสร้างแฟรนไชส์ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน คุณก็สามารถดึงอะไรจากมันได้มากมายครับ” ฟอร์มกล่าวต่อ “แต่คุณก็ไม่อยากจะบอกเล่าเรื่องราวเดิมๆ ที่เคยถูกบอกเล่ามาแล้วด้วย เราอยากจะรักษาแฟรนไชส์นี้ให้สดใหม่อยู่เสมอครับ”

    “เรารับฟังเสียงของแฟนๆ” หุ้นส่วนและผู้อำนวยการสร้างแบรด ฟูลเลอร์กล่าวเห็นพ้องด้วย “และพวกเขาก็ไม่ได้ขี้อายเลย หลังจากภาคแรก พวกเขาก็บอกเราว่าพวกเขาต้องการอะไรจากภาคสอง และเราก็เห็นพ้องต้องกัน พวกเขาอยากจะเห็นตัวละครและองค์ประกอบของเรื่องราวที่เราพยายามใส่เข้าไปในภาคแรก แต่หาที่ลงให้มันไม่ได้ เราก็เลยให้ความสำคัญกับการใส่องค์ประกอบพวกนั้นเข้าไปในครั้งนี้เป็นอันดับแรก นี่เป็นครั้งแรกที่เราจะได้เห็นแบ็กซ์เตอร์ สต็อคแมน, แครงก์, บีบ็อปและร็อคสเตดดี้ในหนัง และมันก็น่าตื่นเต้นที่ได้มีส่วนร่วมในการเนรมิตชีวิตให้กับตัวละครเหล่านี้ครับ”

    ผู้อำนวยการสร้างได้เลือกผู้กำกับเดฟ กรีน วัย 32 ปี ผู้เป็นแฟนพันธุ์แท้ของเต่านินจา มานั่งแท่นผู้กำกับซีเควลภาคนี้ กรีนได้ใช้ความรู้กว้างขวางที่เขามีเกี่ยวกับเต่านินจามาใช้ในการนำทางเรื่องราวและใส่รายละเอียดอ้างอิงต่างๆ เข้าไปในภาพยนตร์สำหรับแฟนพันธุ์แท้คนอื่นๆ

    “มีแฟนพันธุ์แท้เต่านินจาหลายรุ่นเหลือเกินครับ” กรีนกล่าว “ความสุขส่วนหนึ่งของการได้กำกับหนังเรื่องนี้คือโอกาสการได้ใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และตำนานที่ผู้คนรักลงไป เราเจาะลึกเข้าไปในหนังสือการ์ตูนและการ์ตูนทั้งหมดและนั่งดูหนังภาคแรกเพื่อพิจารณารายละเอียดในแต่ละเวอร์ชัน มันมีชิ้นส่วนของฉาก การตกแต่งฉาก เครื่องแต่งกาย หรือกระทั่งท่าโพสต์ของตัวละคร ที่เราหยิบยืมมาใช้ มันมีบางอย่างสำหรับทุกคนครับ” เขาเล่า

    “มันมีเนื้อเรื่องที่ให้ความสำคัญกับพวกเต่านินจามากขึ้น” กรีนเล่าต่อ “เราใช้เวลามากขึ้นในการทำความรู้จักกับเต่าแต่ละตัว และล้วงลึกเข้าไปในความสัมพันธ์ของพวกเขา แต่หนังเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับพลังของครอบครัวและสิ่งที่ครอบครัวสามารถทำได้เมื่อพวกเขาร่วมมือกัน เมื่อครอบครัวนั้นเกิดความร้าวฉาน พวกเขาก็ทำได้ไม่ดีเท่ากับตอนที่เป็นทีมเดียวกันครับ”

    “เดฟให้ความสำคัญกับตัวละครและความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องครับ” ฟูลเลอร์อธิบาย “เรารู้สึกว่าถ้าส่วนนั้นของหนังเวิร์คล่ะก็ ทุกอย่างก็จะเข้าที่เข้าทางของมันเองครับ”

    “วัยรุ่นทุกคนจะต้องเจอกับช่วงเวลาที่พวกเขาอยากจะเป็นใครที่ไม่ใช่ตัวเอง” กรีนกล่าว “ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เรียนรู้ที่จะยอมรับตัวเอง ซึ่งเป็นแนวคิดสะเทือนอารมณ์ของหนังเรื่องนี้ ถ้ามีโอกาส เต่านินจาพวกนี้อยากจะเป็นอย่างอื่นหรืออยากจะเป็นตัวเองเหมือนเดิมล่ะ เราได้เห็นพวกเขาเรียนรู้ว่าความแตกต่างของพวกเขาคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาโดดเด่นและมีพลัง สำหรับผม นั่นเป็นสิ่งที่กระทบใจผมจริงๆ”

    ระหว่างที่พวกเต่านินจากำลังเผชิญกับความหนักใจเรื่องตัวตนของตัวเอง ภัยที่ร้ายกาจยิ่งกว่ากำลังย่างกรายเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อชเรดเดอร์ร่วมมือกับผู้บัญชาการเหล่าร้าย แครงก์ ในการนำ เทคโนโดรม เครื่องจักรสงครามสุดอันตรายจากต่างดาว มาสู่โลกมนุษย์

    “แครงก์มาจากอีกมิติหนึ่งครับ” กรีนอธิบาย “เขาก็เลยมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อันตราย ซึ่งรวมถึงเมือกสีม่วงที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งมนุษย์กลายพันธุ์และมนุษย์ พวกเต่านินจาไม่เคยเผชิญหน้ากับศัตรูแบบนี้มาก่อนและมันก็ท้าทายพวกเขาทั้งทางร่างกายและอารมณ์ครับ”

    พ้นจากเงามืด

    เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีแล้วนับตั้งแต่ที่ฮีโรของเราได้กอบกู้สถานการณ์เอาไว้ได้ และเพื่อฝึกฝนวิชานินจา (และอำพรางรูปร่างหน้าตาที่ไม่ธรรมดาของพวกเขา) พวกเขาก็เลยเก็บตัวเงียบ ในขณะเดียวกัน เอพริล โอ’ นีล (เมแกน ฟ็อกซ์) ก็ได้ปลอมตัวเพื่อสืบเรื่องราวของแบ็กซ์เตอร์ สต็อคแมน (ไทเลอร์ เพอร์รี) นักวิทยาศาสตร์ผู้ชาญฉลาดและเป็นที่นับหน้าถือตา ผู้อาจจะมีความเกี่ยวพันกับชเรดเดอร์ (ไบรอัน ที)

    “ผมคิดว่าเอพริลอยากจะเป็นคนใหญ่คนโตที่นั่งทำงานอยู่กับโต๊ะ” ฟอร์มรำพึง “แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเธอจะสามารถละทิ้งความตื่นเต้นของการได้อยู่ในท้องถนน สืบเรื่องราวต่างๆ และร่วมงานกับพวกเต่านินจาได้รึเปล่า เธอรักงานของเธอ แต่เธอก็รักความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพวกเต่านินจามากกว่า เธอกลายเป็นเหมือนเต่านินจาตัวที่ห้าเลยครับ” เขากล่าว

    “หนังภาคแรกโฟกัสไปที่ความทะเยอทะยานของเอพริลค่ะ” ฟ็อกซ์กล่าว “แต่ในภาคนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพวกเต่านินจาและการมีชีวิตรอดของพวกเขาในฐานะครอบครัวเป็นสิ่งที่เธอให้ความสำคัญที่สุดค่ะ”

    “เมแกนมีความผูกพันอย่างเหลือเชื่อกับนักแสดงที่รับบทเต่านินจาครับ” กรีนตั้งข้อสังเกต “แม้กระทั่งในตอนที่ไม่ได้ถ่ายทำ พวกเขาก็มักจะคุยเล่นหัว หัวเราะ เล่นเกมกัน พวกเขาเป็นเหมือนพี่น้องของเธอจริงๆ ครับ”

    ผู้ที่กลับมารับบทสี่เต่านินจาได้แก่พีท พลอสเซ็ค ในบท ลีโอนาร์โด ผู้นำผู้นิ่งสงบและมีวินัยของสี่เต่านินจา, อลัน ริทช์สันในบท ราฟาเอล เต่าเลือดร้อนหัวดื้อ, เจเรมี โฮเวิร์ด ในบท ดอนนาเทลโล นักประดิษฐ์ผู้ชำนาญเทคโนโลยีและโนเอล ฟิชเชอร์ ในบท ไมเคิลแองเจโล ผู้รักความสนุกและมุทะลุ ผู้ใฝ่ฝนจะใช้ชีวิตแบบมนุษย์วัยรุ่น

    “สำหรับผม พวกเขากลายเป็นเหมือนตัวละครของพวกเขา จนเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมได้เห็นช็อตที่เสร็จสมบูรณ์ ผมก็ได้ยินและเห็นโนเอล, อลัน, เจเรมีและพีท” ฟอร์มกล่าว “ผมได้เห็นพวกเขาแต่ละคนลอยขึ้นมาจากการแสดงอนิเมชัน ผมคิดไม่ออกเลยว่าจะมีใครรับบทสี่เต่านินจาพวกนี้ได้อีก”

    Out of the Shadows ทำให้พลอสเซ็คได้พบกับความท้าทายใหม่ๆ ในการสวมบทลีโอนาร์โด “ลีโอโตขึ้นมากับเข็มทิศศีลธรรมที่แข็งแกร่งครับ” พลอสเซ็คกล่าว “แต่เขาจะน่าสนใจที่สุดในตอนที่เขาต้องทำการตัดสินใจที่ไม่ใช่สีดำหรือสีขาวโดยสิ้นเชิง เขาไม่เคยคิดถึงชีวิตที่อยู่นอกเหนือจากท่อระบายน้ำ และเมื่อพวกเขามีโอกาสจะได้อยู่ในโลกภายนอก เขาก็คัดค้าน เพราะเขาไม่อยากจะสลายกลุ่มครับ”

    “มันเป็นเรื่องยากที่ต้องเป็นวัยรุ่นที่นำวัยรุ่นคนอื่นๆ อีกที” กรีนกล่าว”โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทุกคนต่างก็มีบุคลิกที่โดดเด่นของตัวเอง ลีโออยากจะรักษาเสถียรภาพของกลุ่มเอาไว้ แต่มันก็มีความลับบางอย่างระหว่างพี่น้องที่อยู่เหนือการควบคุม โชคดีที่สปลินเตอร์คอยย้ำเตือนเขาว่าผู้นำที่ดีจะยอมรับความแตกต่างและมองเห็นความแข็งแกร่งของพวกเขาน่ะครับ”

    ต่างกับลีโอนาร์โด ราฟาเอลไม่ได้เติบโตขึ้นซักเท่าไหร่ในช่วงหลายเดือนนับตั้งแต่พวกเขาได้ก้าวสู่โลกภายนอกครั้งแรก “ราฟก็ยังคงเป็นราฟ” ริทช์สันกล่าว “ความคิดอ่านของเขายังไม่เปลี่ยนแปลงซักเท่าไหร่ เขามักจะไม่พอใจกับหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตครับ”

    “พูดตรงๆ ผมเหมือนกับราฟมากครับ” ริทช์สันกล่าวกลั้วหัวเราะ “เขาไม่ชอบคิดอะไรให้มากความเพราะการไม่ตัดสินใจอาจนำไปสู่การไม่เคลื่อนไหว เขายินดีที่จะเคลื่อนไหวแบบผิดๆ ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย คุณจะไปได้ไกลกว่าและเร็วกว่าถ้ายึดคติแบบนั้น ซึ่งผมก็เข้าใจดีครับ”

    นับตั้งแต่ที่เราได้เห็นเขาครั้งสุดท้าย ดอนนาเทลโล ผู้เชี่ยวชาญเทคนิค ได้ขยันขันแข็งอัพเกรดรังและพาหนะของทีม “ดอนนีงานยุ่งมากๆ” โฮเวิร์ดอธิบาย “ในภาคนี้ เขามีห้องแล็บสมบูรณ์ ที่มีกล้องวงจรปิดจำนวนมากขึ้นเป็นสองเท่า และมีโปรเจ็กต์ลูกรักอย่างรถเก็บขยะของนิวยอร์ก ซิตี้ ที่เขาตกแต่งอย่างอลังการ มันมีทั้งโซฟา จอทีวีขนาดใหญ่หลายจอ มีปืนใหญ่และแขนกลด้านนอก ปัญหาเดียวก็คือเขาไม่เคยทดสอบพวกมันเลย เขาก็เลยไม่มั่นใจว่าอะไรเวิร์คบ้าง”

    “ดอนนาเทลโลมีความคิดที่สูงส่งและเข้าใจเหตุผล” กรีนกล่าว “แต่ตัวละครของเขายังมีหน้าที่ในการให้ข้อมูลกับผู้ชมด้วย เจเรมีไม่เพียงแต่ชำนาญในการพูดเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหมือนอีกภาษาหนึ่งก็ไม่ปาน แต่เขายังเก่งในเรื่องการนำเสนอช่วงเวลาเหล่านั้นอย่างมีน้ำหนักเหมาะสมด้วย เราอาจจะไม่ได้รู้เสมอไปว่าเขาพูดเรื่องอะไร แต่เราก็จะเข้าใจดีถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องครับ”

    โฮเวิร์ดยินดีที่ได้เห็นอารมณ์และมิติที่ลึกซึ้งขึ้นในตัวของพี่น้องบนหน้าจอของเขา “มันน่าตื่นเต้นที่ได้เห็นพวกเขาทะเลาะและโกรธกัน และทำในสิ่งที่ครอบครัวทำกัน” เขากล่าว “เราได้เห็นว่าอะไรที่ทำให้พวกเขาแต่ละคนไม่พอใจครับ”

    ฟิชเชอร์ตื่นเต้นที่ได้กลับมารับบทไมเคิลแองเจโลอีกครั้ง “ไมกี้เป็นหัวใจและจิตวิญญาณของกลุ่ม” เขากล่าว “เขาเป็นตัวละครที่บริสุทธิ์มากๆ ที่ต้องการทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของทุกคน เขาเป็นคนตลกแต่เขาก็เป็นเหมือนกาวใจที่เชื่อมทุกคนเข้าหากันด้วยครับ”

    ในตอนเริ่มต้นเรื่อง ไมเคิลแองเจโลกำลังมีความสุขกับขบวนพาเหรดวันฮัลโลวีนและอิสรภาพของวันนี้ที่ทำให้เต่ากลายพันธุ์อย่างเขากลมกลืนไปกับบรรดาชาวนิวยอร์กทั้งหลาย

    “ไมกี้ได้ลิ้มรสชาติของการเป็น ‘คนปกติ’” ฟิชเชอร์กล่าว “เขาแสร้งทำตัวเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่สวมชุดประหลาด แต่เขารู้ว่าเขาไม่ใช่ เขารู้ว่าเขามีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างออกไป และความพยายามที่จะได้รับการยอมรับของเขาก็กลายเป็นธีมสำคัญของหนังเรื่องนี้”

    สปลินเตอร์ อาจารย์ในท่อระบายน้ำของสี่เต่านินจา คอยช่วยนำทางพวกเขาให้ผ่านพ้นวิกฤติการณ์เกี่ยวกับตัวตนที่คาดไม่ถึงของพวกเขา

    “สไตล์การเป็นผู้ปกครองของสปลินเตอร์เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยในหนังเรื่องนี้” กรีนกล่าว “เขาใช้การบังคับน้อยลงและเต็มใจที่จะปล่อยให้พวกเขาทำผิดพลาด เพราะเขารู้ว่าการปล่อยให้พวกเขาผิดพลาดบ้างอาจจะสอนบทเรียนที่สำคัญได้ดีกว่าการบอกพวกเขาว่าต้องทำอะไรน่ะครับ”

    เมื่อตัดสินใจว่าโลกภายนอกไม่พร้อมที่จะรับรู้ถึงวีรกรรมของพวกเขา สี่เต่านินจาก็ยอมให้เวิร์น เฟนวิค (วิล อาร์เน็ตต์) เพื่อนของพวกเขา รับเสียงชื่นชมเป็นของตัวเอง

    “เวิร์นเลือกที่จะรับเครดิตในการกอบกู้สถานการณ์ของนิวยอร์ก” อาร์เน็ตต์อธิบาย “และมันก็เปลี่ยนแปลงชีวิตเขา ตอนที่เราได้เห็นเวิร์นครั้งแรก เขานั่งอยู่ติดสนามในการแข่งขันของนิคส์กับซูเปอร์โมเดล (อเลสซานดรา แอมโบรซิโอ) มีความสุขกับชื่อเสียงของเขา แต่พอเขามองเห็นภัยคุกคาม เขาก็ไม่อยากจะไปข้องเกี่ยวด้วยมากกว่าในภาคที่แล้วอีกครับ”

    “เวิร์นชื่นชอบการเป็นคนดัง ที่ดื่มด่ำกับลาภยศสรรเสริญของการเป็นฮีโร” กรีนกล่าว “เขาใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้เต็มที่และเขาก็ใช้มันเป็นกุญแจนำไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดที่แมนฮัตตันนำเสนอ และพวกเต่านินจาก็หัวเสียนิดๆ กับเรื่องนั้น พวกเขาริษยาเขาและอยากจะได้รับความสนใจแบบนั้นบ้าง และความแตกต่างระหว่างทั้งสองข้างก็เป็นเรื่องน่าดูชมครับ”

    “ผมชอบที่เวิร์นพูดอะไรก็ตามที่เขารู้สึก” อาร์เน็ตต์กล่าว “ในสถานการณ์บางอย่าง เขาเป็นคนพูดสิ่งที่มีเหตุผลและการยับยั้งชั่งใจ โดยเขาเตือนเอพริลและสี่เต่านินจาว่าแผนการของพวกเขาเป็นอะไรที่บ้าบอสิ้นดี แต่ท้ายที่สุด เวิร์นก็เป็นเพื่อนผู้ภักดีครับ”

    “ทุกอย่างที่วิลทำมีความละเอียดอ่อนครับ” กรีนกล่าว “แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่เวิร์นแสดงท่าทีเชิดหยิ่ง การแสดงของวิลก็ทำให้คุณได้เห็นการขาดความมั่นใจของตัวละครตัวนี้ที่ซ่อนอยู่ข้างใน เวิร์นเรียนรู้ว่าการถูกเรียกว่าฮีโรยังไม่พ จริงๆ แล้ว เขาจะต้องทำตัวให้คู่ควรกับการถูกเรียกแบบนั้นด้วยครับ”

    เพื่อนใหม่ ศัตรูใหม่

    หลังจากที่ชเรดเดอร์หลบหนีจากการถูกคุมขังของตำรวจ สี่เต่านินจาก็พบมิตรใหม่เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยคุมความประพฤติที่กลายเป็นวีรบุรุษสวมหน้ากากฮ็อกกี้ เคซีย์ โจนส์ (สตีเฟน อาเมล)

    สตีเฟน อาเมล ผู้เป็นที่รู้จักของแฟนๆ Arrow ทั่วโลก เคยชินกับการรับบทแอนตี้ฮีโร

    “ผมชื่นชอบการรับบทตัวละครที่ยืนอยู่บนคมหอกคมดาบ และมักจะแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวออกมา” เขากล่าว “แต่เขาก็เป็นคนรักสนุก เขาใกล้เคียงกับนิสัยของผมมากกว่าตัวละครอื่นๆ ที่ผมเคยแสดงมาอีกครับ”

    “ตอนที่เราได้พบกับเคซีย์ในหนังเรื่องนี้ เขาเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยคุมความประพฤติที่ฝันจะเป็นนักสืบ” อาเมลอธิบาย “เขาไม่อยากจะเป็นฮีโรที่ควงไม้ฮ็อกกี้หรอกครับ แต่เขาจำเป็นต้องทำ”

    ฟูลเลอร์ยอมรับว่าเคซีย์เป็นตัวละครตัวแรกที่ทีมผู้สร้างพิจารณาในการเพิ่มเข้ามาในโลกของ TMNT “เราอยากจะให้เอพริลมีคู่เปรียบเทียบ” เขากล่าว “และเคมีระหว่างเอพริลและเคซีย์ก็เห็นได้ชัดเจน ซึ่งช่วยเพิ่มมิติให้กับทีมของเราครับ”

    “เรารู้ว่าเคซีย์อาจจะมีแววเป็นคนรักของเอพริล และมันอาจเกิดรักสามเส้าระหว่างเอพริลและเคซีย์ โดยมีเวิร์นข้องเกี่ยวเล็กๆ ก็ได้” เขากล่าวต่อ “นอกจากนั้น เรายังอยากได้คนที่จะสามารถรับมือกับแอ็กชันและอารมณ์ขันได้ และก็มีเสน่ห์น่าหลงใหล ซึ่งสตีเฟนก็เป็นแบบนั้น เราได้ทดสอบหน้ากล้องเมแกนกับสตีเฟน และเราก็รู้ทันทีว่าสตีเฟนคือเคซีย์ โจนส์ครับ”

    อาร์เน็ตต์ชื่นชมการเลือกอาเมลมารับบทนี้ด้วยเหตุผลที่แตกต่างออกไป “เป็นเรื่องดีที่มีนักแสดงแคนาดาอีกคนมาอยู่ในกองถ่ายครับ”

    ลอรา ลินนีย์ รับบท สารวัตรตำรวจรีเบ็กก้า วินเซนต์ เจ้านายของโจนส์ ตำรวจผู้จริงจัง ผู้ไม่มีน้ำอดน้ำทนกับพวกอาชญากรและฮีโรที่ทำตัวเป็นศาลเตี้ย

    “เธอเป็นหัวหน้าหน่วยปราบปรามแก๊งอาชญากรค่ะ” ลินนีย์อธิบาย “เมื่อเธอได้ยินเรื่องเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์พวกนี้ เธอก็ไม่ได้ปลาบปลื้มเลย เธอไม่ไว้ใจพวกเขา และเมื่อเธอได้พบพวกเขา เธอก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยค่ะ”

    สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างเคซีย์ โจนส์และหัวหน้าของเขา “ทุกอย่างเกี่ยวกับเขาทำให้เธอไม่พอใจค่ะ” ลินนีย์กล่าวกลั้วหัวเราะ “เธอคิดว่าเขาหยิ่งยะโสและไร้ความสามารถ แต่เขาก็พิสูจน์ว่าเธอคิดผิดค่ะ”

    “การแสดงของลอราช่วยเสริมสร้างความสมจริงให้กับหนังเรื่องนี้ ในแบบที่จะไม่เกิดขึ้นถ้าขาดเธอครับ” กรีนกล่าว “และโดยส่วนตัวแล้ว สำหรับผม เธอเป็นครูผู้วิเศษสุด ที่สอนผมเกี่ยวกับการทำงานร่วมกับนักแสดงครับ”

    ในตอนที่ทีมผู้สร้างทาบทามลินนีย์ให้มารับบทนี้ครั้งแรก พวกเขาก็ส่งบทไปให้เธอ พร้อมกับพิซซาชีสถาดโต

    “เราไม่ได้รับคำตอบกลับในทันที” ฟอร์มเล่าพลางระลึกถึงอาการปั่นป่วนในท้อง “เราคิดว่าบางทีพิซซาอาจจะไม่เข้าท่าก็ได้”

    แต่วันถัดมา เขาก็ได้รับข้อความตอบกลับพร้อมกับรูปของลินนีย์ที่นอนอยู่บนพื้น ดูเหมือนจะสลบไปใกล้ๆ กับกล่องพิซซาที่ว่างเปล่าและกระป๋องเครื่องดื่มออเรนจ์ ครัช

    “เราโชคดีครับ” ฟอร์มกล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างพอใจ “และพอเธอมาที่กองถ่าย มันก็เหมือนเวทมนตร์เลย”

    “มีบางสิ่งที่แปลกใหม่ในการแสดงหนังแบบนี้ค่ะ” ลินนีย์กล่าว “มันมีคำอนุญาตให้สนุกได้ ซึ่งเป็นเรื่องดีจริงๆ ตอนนี้ที่ฉันมีลูกแล้ว ฉันก็อยากให้เขาได้ดูหนังซักเรื่องของฉันที่จะไม่ทำให้เขากลัวก่อนที่เขาจะอายุ 25 น่ะค่ะ” เธอกล่าวติดตลก

    เช่นเดียวกับลินนีย์ ไทเลอร์ เพอร์รีก็อยากจะแสดงภาพยนตร์ที่ลูกชายของเขาจะชื่นชอบ เพอร์รี ผู้เป็นแฟนของแฟรนไชส์เรื่องนี้ กระโจนเข้าใส่โอกาสในการรับบท แบ็กซ์เตอร์ สต็อคแมน พันธมิตรที่ถูกมองข้ามของชเรดเดอร์

    “สิ่งที่ผมชื่นชอบที่สุดเกี่ยวกับตัวละครตัวนี้คือเขาทำงานทุกอย่าง แต่เขากลับถูกเมินเฉยและมองข้าม” เพอร์รีกล่าว “ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นเพราะผมโตมาเป็นคนที่ถูกมองข้าม ผมก็เลยเข้าใจเขาทันที โอกาสในการได้แสดงบทนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องผู้เพี้ยนหนักกว่าเดิมเป็นเรื่องสนุกมาก เขาเริ่มจากการเป็นคนที่ไม่ได้เลวร้ายซักเท่าไหร่กลายเป็นหนึ่งในคนที่เลวร้ายที่สุดน่ะครับ”

    “จริงๆ แล้ว มีฉากหนึ่งในภาคแรกที่มีแบ็กซ์เตอร์ สต็อคแมนอยู่ด้วย” ฟูลเลอร์เล่า “ผมบอกไม่ได้หรอกครับว่าฉากไหน แต่เขาอยู่ในภาคแรกแน่ๆ เราชื่นชอบตัวละครตัวนี้มาโดยตลอด ดังนั้น ตอนที่เราพัฒนาเรื่องราวนี้ขึ้นมา นักแสดงคนเดียวที่เรานึกถึงคือไทเลอร์ เพอร์รีครับ”

    เพอร์รีชื่นชอบการสร้างบุคลิกของตัวละครตัวนี้ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ทั้งท่าเดิน เสียง ไปจนถึงลักษณะที่เหมือนหนูของเขา เพอร์รีได้ผลักดันตัวละครตัวนี้ให้ไปไกลกว่าที่ปรากฏในหน้ากระดาษ

    “ไทเลอร์ได้ขุดเอาความหยิ่งยะโสและความภูมิใจที่อยู่ลึกๆ ในใจแบ็กซ์เตอร์ออกมา แม้ว่าเมื่อดูภายนอกแล้วเขาจะค่อนข้างถ่อมตนและเก็บความรู้สึกก็ตาม” กรีนกล่าว

    “ไทเลอร์ทำให้ตัวละครตัวนี้เป็นของตัวเองครับ” ฟอร์มกล่าว “พอเขาสวมแว่นตา เขาก็จะเปลี่ยนเป็นแบ็กซ์เตอร์ สต็อคแมนในทันที มันน่าทึ่งมาก”

    “เมื่อเขามากองถ่าย ทุกคนก็จะให้ความสนใจ” ผู้อำนวยการสร้างกล่าวต่อ “เขาเป็นตำนานครับ ความสำเร็จในอาชีพของเขาเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้น พอเขาถามว่าเราแฮปปี้กับฉากหรือช่วงเวลานั้นๆ รึเปล่า เราก็ต้องหัวเราะแล้วตอบว่า ‘คุณว่าไงล่ะ’ น่ะครับ”

    แครงก์ ตัวละครขวัญใจแฟนๆ สมองเอเลียนไร้ร่างกาย ผู้ซึ่งเมือกสีม่วงของเขาก่อให้เกิดความขัดแย้งหลักในเรื่อง ถูกเนรมิตชีวิตโดยทีมวิชวล เอฟเฟ็กต์ที่อินดัสเทรียล ไลท์ แอนด์ เมจิค

    “เราสร้างแบบดีไซน์แครงก์เบื้องต้นจากการ์ตูนครับ” โรเบิร์ต วีฟเวอร์ ซูเปอร์ไวเซอร์ร่วมฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์กล่าว “แล้วเราก็คอ่ยเพิ่มเติมอิทธิพลจากชีวิตสัตว์น้ำเข้าไป ดวงตาเขานำเค้าโครงมาจากฉลามปะการัง และเขาก็มีส่วนผสมของปลาบร็อบอยู่ในตัวด้วย ไมเคิล เบย์มีไอเดียในการทำให้เขามีขนาดใหญ่และเคลื่อนตัวเข้าๆ ออกๆ จากร่างหุ่นแอนดรอยด์ของเขาอย่างลำบากยากเย็นครับ”

    “แครงก์มีร่างหุ่นแอนดรอยด์ขนาดยักษ์ที่ค่อนข้างน่ากลัว” ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ พาโบล เฮลแมนกล่าว “แต่ภายใต้ร่างกายนั้น เขาก็เป็นแค่สมอง เขาทรงพลังก็จริง แต่ก็เปราะบางด้วยครับ”

    เมือกสีม่วงของแครงก์มีบทบาทสำคัญในการสร้างร็อคสเตดดี้และบีบ็อป สองตัวละครที่โด่งดังที่สุดของแฟรนไชส์ ที่เป็นที่รู้จักในนามของ “เดอะ นัคเคิลเฮดส์” ในกองถ่าย สตีเฟน ฟาร์เรลลีและแกรี แอนโธนี วิลเลียมส์ รับบท อันธพาลกระจอกที่กลายพันธุ์กลายเป็นมนุษย์แรด (ร็อคสเตดดี้) และมนุษย์หมูป่า (บีบ็อป) ตามลำดับ

    “มันน่าทึ่งมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้” ฟาร์เรลลีกล่าว “ผมเป็นแฟนการ์ตูนเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกผู้ร้ายครับ” เขากล่าว “ตัวละครทุกตัวมีความลึกซึ้ง แม้กระทั่งบีบ็อปหรือร็อคสเตดดี้ ผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และเป็นภาระให้กับชเรดเดอร์มากกว่าจะเป็นอย่างอื่น”

    ฟาร์เรลลาเป็นหนึ่งในคนแรกๆ ที่เข้าคิวรอชมภาพยนตร์ในปี 2014 แต่เขาก็อดทนรอตั้งแต่นั้นมาเพื่อให้ผู้ร้ายปรากฏตัวมากขึ้นอีก คงไม่เกินเลยไปถ้าจะพูดว่าเขากระโจนเข้าสู่โอกาสในการออดิชันเพื่อบทร็อคสเตดดี้

    “ผมกระโดดขึ้นรถ แล้วขับจากแทมปาไปออร์ลันโด” ฟาร์เรลลีเล่า “ผมไว้ผมทรงโมฮอว์คอยู่แล้ว ผมก็เลยแต่งทรงให้มันตั้งเหมือนกับนอ ผมสวมชุดอุปกรณ์ต่างๆ ในแบบที่คล้ายคลึงกับตัวละครที่ผมจำได้ และผมก็พยายามจะพูดไดอะล็อคให้ใกล้เคียงกับตัวละครตัวนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อแอนดรูว์ ฟอร์มถามผมว่าผมอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้รึเปล่า ผมก็ตอบว่า ‘แน่นอน! คุณบ้ารึเปล่า? ผมต้องไปไหน ผมจะเริ่มได้เมื่อไหร่’ คุณจะบอกผ่านโอกาสแบบนั้นไปได้ยังไง” เขากล่าวกลั้วหัวเราะ “มันเป็นฝันที่เป็นจริงครับ”

    แกรี แอนโธนี วิลเลียมส์ ก็เป็นแฟนการ์ตูนยุค 80s เรื่องนี้เช่นกัน

    “ผมอาจจะแก่เกินกว่าที่จะดูเต่านินจา แต่มันก็ไม่สำคัญครับ” เขาเล่าพลางหัวเราะ “คู่หูของผม เจอร์รีและผมนั่งดูทุกเอพิโซด ผมชอบที่เต่านินจาแต่ละตัวแตกต่างกัน คนที่ผมชอบที่สุดคือดอนนาเทลโลที่ฉลาดเป็นกรด ผมชอบอุปกรณ์ของเขาและการที่เขามีความคิดเฉียบแหลม” นักแสดงหนุ่ม ผู้เป็นอดีตนักเรียนดีเด่น กล่าว

    “ผมต่อสู้เพื่อบทนี้” วิลเลียมส์กล่าวต่อ “ตอนแรก ผมคิดว่าพวกเขาต้องการคนร่างใหญ่ กล้ามบึ้ก แต่กลายเป็นว่าไมเคิล เบย์ต้องการคอเมดีและความสามารถในการอิมโพรไวส์ และการอิมโพรไวส์ก็เป็นงานถนัดของผม”

    “บีบ็อปไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุดในโลก” เขากล่าว “พวกเขาไม่ได้เป็นแบบนั้นซักคน แต่บีบ็อปและร็อคสเตดดี้ต่างก็รักกันแบบพี่น้องและอยากจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในเรื่องของการทำชั่ว เราได้นำเสนอความสัมพันธ์โง่ๆ แบบนั้นครับ”

    “ร็อคสเตดดี้เป็นคนอิสระเสรี เหมือนกับเด็กตัวโต” ฟาร์เรลลีกล่าวเสริม “ผมเคยร่วมงานกับคนร่างใหญ่ กล้ามบึ้ก ที่ชอบพูดจาคุยโวโอ้อวด แต่ไม่กล้าทำตามที่พูดมาแล้ว ผมคิดว่าร็อคสเตดดี้และบีบ็อปก็เป็นแบบเดียวกัน พวกเขาอยากจะเป็นชเรดเดอร์ เป็นหัวหน้าใหญ่ แต่พวกเขาไม่รู้ว่าจะก้าวไปอีกขั้นยังไง ลองนึกถึงผู้นำที่ฉลาดที่สุดและใส่ใจรายละเอียดดู แล้วนึกถึงสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามนะครับ นั่นล่ะคือร็อคสเตดดี้และบีบ็อป”

    “สตีเฟนกับแกรีเคยหยุดเลยครับ” ไทเลอร์ เพอร์รีพูดถึงคู่หูอันตรายของแบ็กซ์เตอร์ “พวกเขาไม่เคยปิดสวิทช์ ตอนที่ผมได้พบกับแกรีครั้งแรก ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นคนอังกฤษหรือว่ามาจากบรองซ์กันแน่” เขากล่าวกลั้วหัวเราะ “เขาจะพูดด้วยสำเนียงสารพัดแบบ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวขำขัน และเมื่อพวกเขารับส่งมุขกัน มันก็เจ๋งจริงๆ ครับ”

    “เราอาจจะจ้างพวกเขาแยกกัน” กรีนกล่าว “แต่ตอนนี้ พวกเขาไม่แยกจากกันเลย จังหวะที่พวกเขามีร่วมกันเจ๋งจริงๆ ตอนที่เราบันทึกเสียงสำหรับตัวละครอนิเมชัน พวกเขาก็อยากจะอยู่ในห้องอัดเสียงด้วยกัน พวกเขามักจะพูดตามบท แต่เราก็มักจะปล่อยให้พวกเขาไหลไปเรื่อย แล้วเราก็จะได้กลับไปเข้าไปในห้องลำดับภาพพร้อมด้วยวัตถุดิบมหาศาลจากเซสชันพวกนั้นครับ”

    แม้ว่าประสบการณ์นี้จะสนุกขนาดไหน นักแสดงทั้งสองก็มองบทของพวกเขาอย่างจริงจัง “การแสดงบทที่โด่งดังแบบนี้มักนำมาซึ่งความกดดันเสมอครับ” ฟาร์เรลลีกล่าว “แน่นอนว่าตัวละครเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปและเมื่อคุณได้เห็นพวกเขาในร่างมนุษย์เป็นครั้งแรก พวกเขาก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณจำได้จากการ์ตูนอนิเมชัน แต่เราก็ยังพยายามที่จะนำชีวิตและคุณสมบัติแบบนั้นมาสู่ร็อคสเตดดี้และบีบ็อป และเพิ่มมิติให้กับพวกเขาเพิ่มขึ้นอีกนิดครับ”

    บริทนีย์ อิชิบาชิ ผู้รับบท คาไร มองบีบ็อปและร็อคสเตดดี้ว่าเป็นอันธพาลรับจ้างที่ช่วยทำงานของชเรดเดอร์และลูกสมุนให้สำเร็จลุล่วง “พวกเขาอาจจะตัวใหญ่และแข็งแรง แต่ก็ต้องได้รับการดูแลควบคุมค่ะ” เธอเล่า “มันเป็นเรื่องยากในการรับบทคนร้ายในตอนที่คุณพยายามจะไม่หัวเราะน่ะค่ะ” เธอยอมรับเกี่ยวกับเพื่อนร่วมแสดงของเธอ “พวกเขาเป็นคนตลกมาก และสำหรับแกรีแล้ว เขาก็ปล่อยมุขมาไม่ยั้งเลยค่ะ”

    อิชิบาชิ ผู้มีแบ็คกราวน์ด้านการเต้นและศิลปะการต่อสู้ ไม่เคยรับบท “ผู้ร้าย” มาก่อน

    “คาไรมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องหน้าที่และเกียรติยศค่ะ” เธออธิบาย “เธอบังเอิญอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตัวเอกของเรา แต่ฉันชื่นชอบคาไรค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนที่ฉันเล็กๆ เพราะชื่อของเธอแปลว่า ‘เผ็ด’ ในภาษาญี่ปุ่น และเธอก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เธอเป็นหญิงแกร่งที่มักควบคุมสิ่งต่างๆ และทำหน้าที่ให้ลุล่วงเสมอ”

    ในตอนที่นักแสดงสาวได้อ่านคำอธิบายเกี่ยวกับตัวละคร มันก็เขียนไว้เพียงแค่ว่า ทหารหญิง

    “ฉันจำได้ว่าฉันไปเข้ารับการคัดเลือกด้วยความคิดว่า ‘ขอให้เป็นคาไรเถอะ ขอให้เป็นคาไรเถอะ” เธอเล่า “แต่ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ ฉันก็อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้อยู่ดี ถ้าพวกเขายอม ให้ฉันชงกาแฟก็ได้ค่ะ!”

    แม้ว่าตัวละครของเธอจะเป็นคนร้าย อิชิบาชิก็เข้าใจความรู้สึกของพวกสี่เต่านินจา “ทุกคนสามารถมองเห็นเศษเสี้ยวของตัวเองในตัวพวกเขาคนใดคนหนึ่งค่ะ” อิชิบาชิกล่าว “ตอนเป็นเด็ก ฉันเป็นเหมือนลีโอนาร์โดเพราะฉันเป็นพี่คนโตสุด” เธอเล่า “มันเมคเซนส์ว่าฉันจะต้องเป็นผู้นำค่ะ” เธอกล่าวกลั้วหัวเราะ

    ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการรวมตัวของเหล่าร้ายในครั้งนี้คือชเรดเดอร์ ผู้นำของเหล่านินจาตัวร้ายนั่นเอง

    “ชเรดเดอร์เป็นจอมบงการครับ” ไบรอัน ทีอธิบาย “เขาเป็นผู้ร้ายตัวจริง และในฐานะแฟน ผมก็ชื่นชอบที่เรารวมตัวละครทั้งหมดนี้ ทั้งบีบ็อป ร็อคสเตดดี้ แบ็กซ์เตอร์ สต็อคแมน คาไรและแครงก์ มันเป็นการรวมตัวละครในตำนานทั้งหมดนี้มาอยู่ในหนังเรื่องเดียวครับ”

    ทีชื่นชอบเครื่องแต่งกายของเขาเป็นพิเศษและรู้สึกว่ามันช่วยให้เขาอินกับบทบาทของเขามากขึ้น “เครื่องแต่งกายเป็นหนึ่งในแง่มุมที่ผมชื่นชอบที่สุดในงานนี้” เขากล่าวพลางหัวเราะ “มันเป็นการแสดงออกภายนอกว่าชเรดเดอร์คือใคร มันเป็นชุดหนังสุดเนี้ยบที่มีจิตวิญญาณของซามูไร หมวกเกราะมีความสำคัญมากๆ เพราะคุณจะเห็นชเรดเดอร์กับหน้ากากนั้นเสมอ ชุดของเขาแสดงออกถึงความแข็งแกร่ง เห็นได้ชัดว่ามันพัฒนาขึ้นมากจากชุดชเรดเดอร์ที่ผมมีสมัยเด็กน่ะครับ”

    “ตอนแสดง ผมจะทำงานจากภายในสู่ภายนอก” ทีอธิบาย “มันมีความเป็นชเรดเดอร์ และพอคุณสวมชุดนั้นเข้าไป คุณก็จะมีการวางตัวและท่าทีบางอย่าง รวมทั้งสามารถสร้างตัวตนของเขาออกมาได้ในแบบที่เฉพาะเจาะจง เช่นเดียวกับเด็กจำนวนมาก ผมโตขึ้นมาด้วยความสงสัยว่าชเรดเดอร์มีหน้าตายังไงเบื้องหลังหน้ากากนั้น ตอนนี้ มันก็เลยเป็นความรู้สึกเซอร์เรียลที่ได้มาเป็นใบหน้าของตัวละครตัวนี้ครับ”

    “ไบรอันมีความจริงจังเงียบๆ ที่เต็มไปด้วยความหมายครับ” กรีนกล่าว “เขาสามารถแค่หันหน้าไปมอง มันก็ทำให้ทั้งกองถ่ายเงียบได้แล้ว ลักษณะที่เขาเดินอย่างทรงพลัง ท่าทางของเขา แม้กระทั่งอากัปกิริยาที่เล็กน้อยที่สุดก็จะมีความหมายมากกว่าบทพูดใดๆ เขาสยบคนได้ทั้งห้องจริงๆ ครับ”

    “ชเรดเดอร์จะต้องเป็นคนที่ทุกคนกลัวครับ” เขากล่าว “แต่เขาก็มีความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งเกลียดกับคาไร เธอเป็นหนึ่งในทหารที่ดีที่สุดของเขา และปกติแล้ว เธอก็เป็นคนที่เขาสามารถพึ่งพาได้ แต่กระทั่งเธอก็ทำให้เขาผิดหวัง สำหรับชเรดเดอร์ ทุกคนสามารถถูกเขี่ยทิ้งไปได้ครับ”

    แม้ว่าทีจะดูน่าหวั่นเกรงในหน้ากล้อง แต่เขาและลูกสมุนของเขาก็สร้างสายสัมพันธ์อันดีในกองถ่าย ที, อิชิบาชิ, วิลเลียมส์และฟาร์เรลลี ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ด้วยกัน พวกเขากลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ซึ่งช่วยเสริมสร้างอะไรบางอย่างให้กับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครของพวกเขา

    “มีแต่ตัวร้ายตลอดเวลาเลยค่ะ” อิชิบาชิกล่าวติดตลก

    การออกแบบท่าต่อสู้

    แอ็กชันเป็นคำสำคัญสำหรับพวกเต่านินจา แต่ทีมผู้สร้างก็ระมัดระวังในการใส่อารมณ์ขันเข้าไปสอดแทรก “พลังงานตลก” อย่างที่ผู้กำกับกรีนชอบเรียก “มันเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ชมจะรู้สึกว่าพวกเต่านินจาตกอยู่ในอันตรายเสมอ” เขาเล่า “แต่ในช่วงเวลาที่ซีเรียสหรือน่ากลัวที่สุด เราก็มักจะแทรกมุขตลกเข้าไปในชั่วขณะนั้น เพื่อให้คุณผ่อนคลายจากความเครียด และโจโจ้ก็ชำนาญในเรื่องนั้นครับ”

    ผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ โจนาธาน ยูเซบิโอ หรือโจโจ้ ตามที่เขาถูกเรียกในกองถ่าย ได้ออกแบบฉากต่อสู้ในภาพยนตร์ปี 2014 ครั้งงนี้ เขาได้นำนักต่อสู้ศิลปะการต่อสู้มากประสบการณ์ จอน วาเลรา มาช่วยในการฝึกฝนและแสดงท่าแอ็กชันในภาพยนตร์เรื่องนี้

    ยูเซบิโอและทีมงานของเขาเริ่มต้นด้วยการวางแผนและคิดฉากแอ็กชันในโกดัง พวกเขาได้บันทึกภาพซีเควนซ์ต่างๆ ด้วยการใช้สตันท์แมนแทนที่นักแสดง เพื่อเสนอไอเดียของสิ่งที่พวกเขาคิดต่อทีมผู้สร้าง พอพวกเขาได้รับคำแนะนำตอบกลับ ยูเซบิโอและวาเลราก็จะขัดเกลาท่วงท่าการต่อสู้ต่างๆ แล้วเริ่มทำงานร่วมกับนักแสดงเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการถ่ายทำ

    “ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในซีเควลเรื่องนี้คือการพยายามทำให้เหนือกว่าภาคแรก ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของขนาดแอ็กชันหรือความซับซ้อนของเรื่องราวก็ตาม” ยูเซบิโอกล่าว “เราทดลองหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่ได้ทำในภาคแรก แต่ในขณะเดียวกัน เราก็รักษาความสนุกสนานและอารมณ์ขันของความเป็นพี่น้องของพวกเต่านินจาเอาไว้ เราฟังฟีดแบ็คจากภาคแรกและแฟนๆ ก็สามารถคาดหวังได้ถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่และดีกว่าในภาคนี้ครับ”

    ด้วยความที่ยูเซบิโอเคยฝึกฝนนักแสดงที่รับบทเต่านินจาในภาคแรกมาแล้ว ฟิชเชอร์, พลอสเซ็ค, โฮเวิร์ดและริทช์สันต่างก็มีพื้นฐานในการเริ่มเรียนรู้ท่าใหม่ๆ สำหรับซีเควลภาคนี้

    “แม้ว่าพวกเขาจะได้ปรากฏตัวบ่อยขึ้นในภาคนี้ แต่จริงๆ แล้ว พวกเขาใช้เวลาฝึกฝนน้อยกว่าในภาคที่แล้วเสียอีก” ยูเซบิโอกล่าว “ในภาคแรก มันมีเคิร์ฟการเรียนรู้ว่าเมื่อไหร่ที่จะใช้การเคลื่อนไหวของนักแสดงและเมื่อไหร่จะใช้การเคลื่อนไหวของนักแสดงสตันท์ เราคิดหาวิธีที่จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและประหยัดเวลาในการถ่ายทำ สตันท์และวิชวล เอฟเฟ็กต์ถูกใช้สร้างการเคลื่อนไหวแอ็กชันจำนวนมากของพวกเต่านินจาครับ”

    นอกจากนี้ ทีมงานของยูเซบิโอยังได้พัฒนาการสื่อสารทางลัดกับฟ็อกซ์จากผลงานของพวกเขาในภาพยนตร์ภาคก่อนหน้านี้ด้วย “เมแกนไม่กลัวที่จะต้องลุยเข้าไปกลางดงและเธอก็เต็มใจที่จะทำให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ครับ” เขากล่าว

    เพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ ยูเซบิโอและวาเลราได้ใช้เวลาซักซ้อมกับสตีเฟน อาเมลเป็นเวลานาน พวกเขามองว่าประสบการณ์ของเขาจากซีรีส์ Arrow ทำให้เขาสามารถเรียนรู้การเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว

    “มันเป็นความจงใจที่จะทำให้เคซีย์ โจนส์ เวอร์ชันของสตีเฟน แสดงฉากแอ็กชันในแบบที่แตกต่างจากตัวละครโอลิเวอร์ ควีน/กรีน แอร์โรว์ของเขา” ยูเซบิโอกล่าว “เคซีย์แตกต่างจากกรีน แอร์โรว์ ตรงที่ว่าเขาไม่ใช่ผู้ชำนาญศิลปะการต่อสู้ การเคลื่อนไหวของเขาจะฟุ่มเฟือยกว่าและไม่เรียบร้อยเท่า เขาชนะการต่อสู้และรอดตัวจากสถานการณ์นั้นๆ ด้วยความบังเอิญ แทนที่จะเป็นการทำตามแผนการที่วางเอาไว้ครับ”

    สำหรับสตันท์ฉากสำคัญที่เคซีย์จะต้องเล่นสเก็ตผ่านเส้นทางหลบหนีหฤโหดพร้อมไปกับเย้าแหย่ศัตรูที่ไล่ตามมาไปด้วย อาเมลก็ตั้งใจที่จะแสดงฉากแอ็กชันนี้ด้วยตัวเอง

    “วันหนึ่ง สตีเฟนมองผมแล้วบอกว่า ‘คุณรู้มั้ยว่าผมเล่นสเก็ตเป็น’” ฟอร์มเล่า “ผมรู้ว่าเขาเล่นฮ็อกกี้น้ำแข็งและผมก็เตือนเขาว่าเขาจะต้องเล่นสเก็ตผ่านรถ และมีรถวิ่งไล่ตาม เขาก็บอกว่า ‘ขอโรลเลอร์เบลดหน่อย’ เราก็เอาโรลเลอร์เบลดให้เขา ผมต้องบอกว่า เขาเล่นสเก็ตได้เยี่ยมจริงๆ สตีเฟนไม่อยากให้ใครมาแสดงแทนเขา ดังนั้น สตันท์แทบทุกครั้ง ทุกครั้งที่คุณได้เห็นเคซีย์ ตั้งแต่เท้าที่เหยียบคันเร่ง มือบนพวงมาลัย ไปจนถึงการต่อสู้หรือการซิกแซกผ่านโรงรถที่เต็มไปด้วยผู้คน นั่นคือสตีเฟนครับ”

    กรีนต้องการให้ลูกสมุนของชเรดเดอร์และคาไรกลับไปสู่รากเหง้านินจาของพวกเขา “เราอยากนำพวกเขาย้อนกลับไปสู่พื้นฐานดั้งเดิมและทำให้พวกเขาอาศัยทักษะนินจาเหมือนกับพวกเต่านินจาครับ” เขากล่าว ยูเซบิโอเคยทำงานร่วมกับไบรอัน ทีมาก่อน พวกเขาก็เลยมีกลยุทธในการจัดฉากสำหรับแอ็กชันของชเรดเดอร์อยู่แล้ว

    “ไบรอันมักมีรูปร่างฟิตเสมอและเขาก็นำความจริงจังแบบเงียบๆ มาสู่ทุกสิ่งที่เขาทำ” ยูเซบิโอบอก “ไบรอันจริงจังมากๆ กับเรื่องภาษากายของชเรดเดอร์และได้ปรึกษาแผนกสตันท์บ่อยๆ ในเรื่องนั้นครับ”

    “บริทนีย์มีแบ็คกราวน์ด้านการเต้นและศิลปะการต่อสู้และเธอก็สามารถทำตามท่าที่ออกแบบไว้ได้อย่างง่ายดายเมื่อเธอต่อสู้กับเมแกน” ยูเซบิโอพูดถึงคาไร “เธอมาพร้อมกับความพร้อมในการทำงานและเธอก็ฝึกอย่างหนักกับทีมสตันท์ เธอไม่มีแบ็คกราวน์ด้านแอ็กชันมาก่อน เราก็เลยต้องสอนเธอเรื่องพื้นฐานของการต่อสู้หน้ากล้อง การเลียนแบบท่าการต่อสู้และการใส่ความตั้งใจไปเบื้องหลังการเคลื่อนไหวเป็นสองอย่างที่ไม่เหมือนกันครับ”

    นอกจากนี้ สตีเฟน ฟาร์เรลลีและแกรี แอนโธนี วิลเลียมส์ ก็ได้วาดลวดลายแอ็กชันเช่นกันในฐานะสมุนสองคนของชเรดเดอร์

    “ประสบการณ์ของสตีเฟนในฐานะนักมวยปล้ำมือโปรช่วยได้บ้างในฉากพวกนั้นครับ” ยูเซบิโอกล่าว”เขาเคยชินกับการแสดงตลอดเวลาและมีอำนาจควบคุมร่างกายของตัวเองอย่างดีเยี่ยม ผมคิดว่าเขารับส่งบทกับแกรีได้ดีมากๆ พลกำลังของเขาเหมาะกับพลังงานล้นเหลือของแกรีอย่างดีครับ”

    ในตอนที่บีบ็อปและร็อคสเตดดี้ล้อเล่นกัน ฟาร์เรลลีก็จะกระทุ้งวิลเลียมส์เบาๆ แต่กลับทำให้วิลเลียมส์กระเด็นไปไกล

    “ผมต้องยั้งใจไม่ให้ผลักอกเขาครับ” ฟาร์เรลลียอมรับ “บางครั้ง ผมก็ลืมไปและทำในสิ่งที่เราทำกันในสังเวียน มันเป็นโลกที่แตกต่างออกไปจริงๆ สำหรับคนธรรมดาครับ” เขากล่าวพลางหัวเราะ

    การออกแบบงานสร้าง

    ในตอนจบภาคแรก รังของพวกเต่านินจาถูกทำลาย ทำให้สปลินเตอร์และหนุ่มๆ ต้องไร้ที่พำนักพักพิง มันเป็นโอกาสที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับทีมผู้สร้างในการออกแบบและขยายรังของพวกเขาและรถตู้สี่เต่า ซึ่งก่อนหน้านี้ค่อนข้างจะคับแคบไปซักหน่อยสำหรับเต่าตัวโตเหล่านี้

    ผู้ออกแบบงานสร้าง มาร์ติน เหลียง ผู้เคยทำงานในภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Titanic และ Avatar มาแล้ว รู้ดีว่าแบบดีไซน์ในซีเควลภาคนี้จะต้องเทียบเท่ากับสิ่งที่นีล สไปแซ็คเคยจินตนาการเอาไว้สำหรับภาคแรก เหลียง ผู้โตมากับการ์ตูนเต่านินจาและภาพยนตร์ยุค 90s กลับไปพิจารณาสิ่งเหล่านั้นอีกครั้ง พร้อมทั้งค้นคว้าเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมและระบบระบายน้ำใต้ดินในช่วงเปลี่ยนศตวรรษของนิวยอร์ก

    เหลียงเริ่มต้นด้วยการวาดภาพคอนเซ็ปต์ของเขา แล้วก็ส่งแบบดีไซน์พวกนั้นไปให้ผู้กำกับเดฟ กรีน ผู้มีวิสัยทัศน์ของตัวเองสำหรับรังใหม่ของพวกเต่านินจา หลังจากนั้น พวกเขาก็ปรึกษากับผู้อำนวยการสร้างแอนดรูว์ ฟอร์มและแบรด ฟูลเลอร์ ก่อนจะเสนอมันให้กับหุ้นส่วนอาวุโสของแพลตินัม ดูนส์และผู้อำนวยการสร้างไมเคิล เบย์ ผู้เสริมความคิดของเขาและให้ความเห็นชอบในลำดับสุดท้าย

    “เดฟเป็นคนที่เห็นภาพชัดเจนครับ” เหลียงกล่าว “เราทำงานกันเป็นทีมจริงๆ มันเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการร่วมมือกันจริงๆ”

    ทั้งรังและรถบรรทุกเต่าถูกสร้างขึ้นในบรู๊คลิน อาร์มอรี ที่เก่าแก่ในปาร์ค สโลปของบรู๊คลิน อาคารหลังนี้ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของกองทหารที่ 14 ของหน่วยทหารนิวยอร์ก ถูกสร้างขึ้นในปี 1893 และเคยเป็นที่รองรับกรมกองต่างๆ ของกองทัพอเมริกันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับการแสดงด้วย

    เคน เนลสัน ผู้ประสานงานฝ่ายก่อสร้างและลูกทีมของเขามีเวลา 14 สัปดาห์ในการสร้างรังเต่านินจา พวกเขาเริ่มต้นด้วยกาเตรียมพื้นที่ด้วยเส้นโครงร่างบนพื้น เพื่อบ่งบอกถึงความกว้างยาวสูงของสิ่งก่อสร้างแต่ละชนิด หลังจากนั้น ก็เป็นหน้าที่ของช่างไฟ ทอมมี เพรท ในการยกแผงไฟขนาดใหญ่ให้สูงเหนือพื้นที่ก่อสร้าง 52 ฟุต เพื่อที่เนลสันจะได้ติดตั้งระเบียงชั้นต่างๆ ที่จะเป็นพื้นของรังเต่านินจา เสริมด้วยคูน้ำที่ไม่ธรรมดา

    “ในฉากนี้ เราใช้คอนกรีต ซึ่งมีประโยชน์สองอย่าง” เนลสันกล่าว “มันดูเหมือนระบบระบายน้ำในนิวยอร์ก และมันก็แข็งแรงมากๆ เราอยากจะเปิดโอกาสให้กับตัวเองในการใช้เครนหลากหลายประเภทในกองถ่าย ดังนั้น โครงสร้างของพื้นก็จะต้องแข็งแรงและรับน้ำหนักได้ในระดับหนึ่ง ทั้งพื้น ผนังและอุโมงค์ต่างก็มีเท็กซ์เจอร์เยี่ยมๆ ที่เหมาะกับการเล่นกับแสงและเงา จนทำให้รังของพวกเขาดูเหมือนยาวไกลไม่สิ้นสุดครับ”

    “เราอยากให้รังของพวกเขาเป็นเหมือนถ้ำแสนสนุกที่วัยรุ่น 15 ปีคนไหนๆ ก็อยากจะอาศัยอยู่ครับ” เหลียงกล่าว “ในการทำให้ท่อระบายน้ำเป็นที่อยู่อาศัยได้ มันจะต้องน่าอยู่ เราคิดพวกสีสันและรายละเอียดในนั้นออกมา แล้วเราก็ทำให้แน่ใจว่าทุกคนรับรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในตอนที่เราเริ่มถ่ายทำในฉากนั้นเพราะเรามีเวลาสร้างเพียงแค่ 10 สัปดาห์เท่านั้น ซึ่งทำให้เราต้องรีบเร่งนิดๆ น่ะครับ”

    “เราคิดว่าพวกเขาจะนำอะไรก็ตามที่ไม่ถูกทำลายไปกับแรงระเบิดไปสู่รังใหม่ค่ะ” เด็บบรา ชูทท์ ผู้ตกแต่งฉาก ผู้เริ่มวางแผนและซื้อของก่อนที่เธอจะได้เห็นภาพสเก็ตช์ของเหลียงถึงสองสัปดาห์ “ฉันทำการบ้านด้านภูมิศาสตร์และเริ่มซื้อของไกลออกไปในที่อย่างฟิลาเดลเฟีย สแครนตัน คอนเน็กติคัทและโลเวอร์ นิวเจอร์ซีย์ ก่อนจะไปนิวยอร์ก เราไปดูตามธุรกิจรื้อซากอาคารและบ่อขยะค่ะ”

    “พวกเต่านินจาแข็งแรงมากจนพวกเขาสามารถยกได้ทุกอย่างและนำอะไรไปที่ไหนก็ได้” เธออธิบาย นอกจากนั้น เธอยังมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลสำหรับปริศนาเก่าแก่นานหลายสิบปีที่ว่าพวกเต่านินจาที่อาศัยอยู่ในท่อระบายน้ำไปหาเครื่องไม้เครื่องมือมาจากไหน “ฉันคิดว่าตอนนี้ ดอนนาเทลโลหาเงินได้แล้ว ด้วยการทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีผ่านทางอินเทอร์เน็ต ที่ไม่ต้องมีการรับส่งเงินต่อหน้ากันน่ะค่ะ ฉันแน่ใจว่าพวกเขาสั่งของต่างๆ ทางออนไลน์ และตอนนี้ เขาก็ได้อัพเกรดโลกของเขาด้วยคอมพิวเตอร์ใหม่ๆ ค่ะ”

    “เต่าแต่ละตัวต่างก็มีส่วนในรังของพวกเขา” เหลียงกล่าว “เราพยายามจะสร้างพื้นที่ต่างๆ สำหรับพวกเขา ลีโอเป็นพี่คนโตและมีอำนาจเหนือคนอื่นนิดๆ เขามีป้าย ‘ห้ามเข้า’ ติดไว้ที่ด้านข้างเตียง ห้องของดอนนีเต็มไปด้วยเทคโนโลยีน่าอัศจรรย์และคอมพิวเตอร์วางเป็นแถว ถ้าคุณมองดีๆ คุณจะเห็นได้ว่าทุกครั้งที่เขาคิดอะไรได้ เขาก็จะจดมันไว้บนผนัง ราฟกับไมกี้นอนเตียงสองชั้นด้วยกัน แต่ราฟโตกว่า เขาก็เลยได้นอนชั้นบน เขาชื่นชอบการสร้างกล้ามเนื้อ ดังนั้น ดัมเบลของเขาก็เลยอยู่ทุกที่ ส่วนไมกี้ ที่เป็นน้องคนสุดท้อง มีชุดกลองและกีตาร์ เราได้สร้างผนัง 30 ฟุต และพยายามทำให้มันเป็นสถานที่จริงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อทำให้วิชวล เอฟเฟ็กต์สามารถผสมผสานตัวละคร CG เข้าไปได้ง่ายขึ้นครับ”

    นอกจากนี้ รังของพวกเขายังมีครัวที่ใช้รับประทานอาหารได้ (พร้อมด้วยเก้าอี้ลวดลายกราฟฟิตี้ฝีมือไมกี้) ห้องอาวุธพิเศษ ห้องนั่งสมาธิ โรงรถและม้านั่งออกกำลังกาย ศูนย์มอนิเตอร์ไฮเทคและห้องแล็บ พร้อมด้วยพื้นที่ยกสูงตรงกลางเพื่อให้สปลินเตอร์ได้สังเกตศิษย์ของเขา

    หนึ่งในสิ่งเพิ่มเติมที่น่าประทับใจที่สุดของรังใหม่ของสี่เต่านินจาคือสไลเดอร์ที่พาดยาวผ่านตรงกลางรังของพวกเขา ซึ่งเป็นการแบ่งพื้นที่นั่งเล่นออกจากพื้นที่ในการทำงานและอ่านหนังสือของพวกเขา

    ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ เจ.ดี. ชวอล์ม ได้เลือก เรน ฟอร์ เรนท์ บริษัทแคนาดา (ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการอพยพทางน้ำหลังจากการทำลายล้างของเฮอร์ริเคน) ให้มาช่วยจัดการระบบสไลเดอร์ ซึ่งน้ำจะต้องไหลและชะลอด้วยความเร็วต่างระดับกัน ในการใช้ระบบท่อน้ำ 10 นิ้วแปดท่อ บวกกับระบบปั๊มตัวใหญ่หลายตัวที่ตั้งอยู่ด้านนอกอาร์มอรี ทีมสเปเชียล เอฟเฟ็กต์สามารถเปิดปั๊มหนึ่งตัว สองตัวหรือทั้งหมดเพื่อส่งน้ำมาตามสไลเดอร์ ขึ้นอยู่กับแรงดันที่พวกเขาต้องการสำหรับฉากนั้นๆ ยิ่งใช้ปั๊มหลายตัว น้ำก็จะไหลเร็วขึ้น ทำให้เกิดกระแสน้ำเชี่ยวกรากมากขึ้น

    ทีมงานของเนลสันได้ช่วยทีมสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ด้วยการหาตัวตั้งต้นสำหรับสไลเดอร์และใส่หน้าต่างเข้าไปในพื้นที่คลานใต้สไลเดอร์และตัวฐาน ซึ่งทำให้ช่างไฟสามารถเคลื่อนไหวและควบคุมระบบแสงใต้พื้นฉากได้

    “มีบางคืนที่เรากังวลใจกันจนนอนไม่หลับ” เนลสันยอมรับ “แต่มันก็เวิร์คอย่างไม่มีที่ติ มันน่าประทับใจมากที่ทีมงานสามารถทำงานนี้ได้ในเวลาเพียงน้อยนิดครับ”

    แผนกศิลป์รู้สึกว่าพวกเขาจำเป็นต้องยกระดับงานของเขาขึ้นไปอีกเมื่อต้องสร้างยานพาหนะสำหรับสี่เต่านินจา สำหรับสิ่งที่พวกเขาคิดเอาไว้ พวกเขาไม่สามารถเลือกรถที่มีอยู่แล้วได้

    “ด้วยความที่พวกเขาเป็นนินจา ที่ต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในตอนกลางคืน เราก็ต้องการรถขนาดใหญ่ที่จะไม่ดึงดูดความสนใจมากนัก” เหลียงกล่าว “แล้วเกิดอะไรขึ้นในตอนกลางคืนของนิวยอร์กบ้าง ก็รถขยะทั้งหมดจะออกทำงานน่ะสิ มีวิธีไหนที่พวกเขาจะพรางตัวได้ดีไปกว่านี้อีกล่ะครับ”

    คล้ายกับรังใหม่ของพวกเขา รถเต่านินจาได้ถูกออกแบบเป็นเหมือนรถในฝันของวัยรุ่น ภายในของรถถูกสร้างเป็นฉากที่มีเฟรมเคลื่อนที่ได้ขนาด 10’x32’ โดยมีผนังขยับได้ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าออกและการขยับของกล้อง ทีมงานและนักแสดงที่แบกกระดองเต่าอันใหญ่

    “ดอนนีเป็นช่างเทคนิคที่น่าทึ่งและเป็นนักรีไซเคิลที่เก่งที่สุดในบรรดาพวกเขา” เหลียงกล่าวกลั้วหัวเราะ “เขาใช้ชิ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาหาได้ตามขยะและสิ่งที่เขาสามารถเก็บรวบรวมได้จากบนพื้นดินเพื่อสร้างศูนย์บัญชาการเต่านินจาเคลื่อนที่ครับ”

    ชูทท์และทีมงานของเธอได้ตกแต่งฉากรถขยะด้วยโซฟาตามคำขอของฟอร์ม เครื่องออเรนจ์ ครัช วิดีโอเกมที่ทีมงานของเธอสร้างขึ้นมา จอมอนิเตอร์ ทีวีและที่นั่งพิเศษขนาดเต่านินจา ซึ่งเป็นทุกอย่างที่วัยรุ่นใฝ่ฝัน

    นอกจากนี้ ทีมงานของชูทท์ยังรับผิดชอบการตกแต่งภายในของส่วนด้านหน้ารถบรรทุก ซึ่งเป็นชิ้นส่วนแยกจากกัน ที่ถูกซื้อมาเพื่อให้เหมือนกับตัวรถจริงๆ แล้วค่อยมีการเชื่อมมันติดกับด้านหน้าของฉาก

    ด้วยความชำนาญและจินตนาการบรรเจิด เหลียงใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงในคืนก่อนหน้าการถ่ายทำในกองถ่าย เพื่อติดฉลากให้กับลูกบิดและสวิทช์ทุกอัน

    “มันเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นที่เต็มไปด้วยปุ่ม คันโยกและตัวหมุนที่คุณอยากจะทดลองครับ” กรีนกล่าว “ผมไม่แคร์หรอกว่าคุณจะอายุห้าขวบหรือห้าสิบห้า แต่มันเต็มไปด้วยอาหารตาครับ”

    เกรแฮม เคลลี ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายรถ, บ็อบบี้ กริฟฟอน ผู้ประสานงาน และทีมงานได้สร้างรถบรรทุกขึ้นมาจริงๆ สองคัน จากโครงรถของรถแม็ค คาโบเวอร์ โรลล์-ออฟ เวอร์ชันยุค 9s ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์แม็คและระบบเกียร์อัตโนมัติ

    “เราไม่ได้ใช้รถขยะจริงๆ เพราะ ‘น้ำขยะ’ จะหมุนวนอยู่ตรงก้นของรถบรรทุกพวกนั้นครับ” กริฟฟอนกล่าว “การทำงานบนรถขยะไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัยเลย แต่บางทีพวกเต่านินจาอาจชอบก็ได้ รถบรรทุกของเรากลายเป็นส่วนผสมของรถโรลล์-ออฟ รถแพ็คเกอร์และรถขยะที่มีตัวยกด้านหน้า กระบวนการทั้งหมดนี้ใช้คนงาน 10 คนทำงานตลอดสี่เดือน ขั้นตอนแรกคือการติดตั้งกล่องโรลล์-ออฟ ขนาด 30 หลา ไปบนตัวโครงรถ แล้วเราก็เพิ่มหลังคาที่แน่นหนาเข้าไป สร้างแพ็คเกอร์ตรงด้านหลัง ก่อนจะเสริมแขนตรงด้านหน้าให้กับตัวแค็บของรถ เราทาสีให้กับมันแล้วก็ติดไฟ ขั้นตอนสุดท้ายคือพวกฝาท่อระบายน้ำและท่อไอเสีย รถบรรทุกคันนี้ขับได้ด้วยความเร็วสูงสุด 62 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่มันต้องใช้เวลาซักพักกว่าจะเร่งความเร็วได้ถึงระดับนั้นครับ” เขากล่าวกลั้วหัวเราะ

    ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างรถแม็คสองคันที่ถูกใช้คือคันหนึ่งจะมีขนาดยาวกว่าอีกคันหนึ่งหนึ่งฟุต ทีมงานได้แก้ไขความแตกต่างนี้ด้วยการหั่นรถบรรทุกที่ยาวกว่าครึ่งหนึ่ง ตัดฟุตหนึ่งที่เกินออกมาออกจากเฟรม แล้วเชื่อมมันกลับเข้าไปเหมือนเดิม

    ฟอร์มได้ขอให้มีเอฟเฟ็กต์เปลวไฟจากระบบท่อไอเสีย ทำให้ต้องมีการเจาะรูท่อไอเสีย เพื่อที่ทีมเอฟเฟ็กต์ของชวอล์มจะสามารถเสียบท่อก๊าซโปรเพนผ่านรูนั้นได้

    รถบรรทุกพวกนี้ซ่อนอีกหนึ่งเรื่องน่าประหลาดใจของภาพยนตร์เรื่องนี้เอาไว้ “ลองมองดูให้ดีๆ ครับ” กรีนแนะนำ “แล้วคุณจะได้เห็นความพิลึกพิลั่นของสิ่งประดิษฐ์ของดอนนี เหมือนกับสโลปด้านหลังของรถบรรทุกที่ดูคล้ายกระดองเต่าน่ะครับ”

    ทีซีอาร์ไอ แล็บของแบ็กซ์เตอร์ สต็อคแมน เป็นอีกหนึ่งฉากสำคัญสำหรับแผนกศิลป์ เหลียงได้จินตนาการถึงฉากสีขาวภายในกระจก ซึ่งเนลสันมองว่า ทำให้การถ่ายทำและการก่อสร้างเป็นเรื่องยาก

    “การสร้างสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ที่มีเส้นสายเพรียว สะอาดตา และเหลี่ยมมุมชัดเจนเป็นเรื่องยากมากๆ ครับ” เขากล่าว “โดยเฉพาะเมื่อมีแอ็กชันมากมายเกิดขึ้นในแล็บ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวกับลักษณะที่เราสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาด้วย เรารู้เรื่องเกี่ยวกับท่าการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในฉากพวกนั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้าการถ่ายทำ เราก็เลยต้องตัดสินใจกันอย่างรวดเร็วว่าอะไรที่จะพังได้หรือพังไม่ได้น่ะครับ”

    “เราลงเอยด้วยการใช้เพดานที่ทำจากเพล็กซิกลาสสีขาวและพื้นกระเบื้องยางเงาวับ” ชูทท์กล่าว “ตอนแรก ผู้กำกับภาพของเรา ลูลา [คาร์วัลโย] และช่างไฟของเขา เจย์ [ฟอร์จูน] ไม่ได้ตื่นเต้นซักเท่าไหร่กับแสงที่อาจจะเล็ดรอดมาจากด้านบน แต่แล้วพวกเขาก็รู้สึกว่ามันเป็นไอเดียที่ดีเพราะเพล็กซิกลาสทำให้เพดานมีประกาย ปัญหาเดียวก็คือมันทำให้ฉากร้อนมากๆ เพราะการระบายอากาศไม่ค่อยถ่ายเทซักเท่าไหร่ แต่มันก็ดูดีค่ะ!”

    พอล ทิวทูล จูเนียร์ จากอเมริกัน ช็อปเปอร์ ผู้มีประสบการณ์กว่า 15 ปีในการสร้างมอเตอร์ไซค์ ได้รับการว่าจ้างให้ออกแบบมอเตอร์ไซค์สำหรับบีบ็อปและร็อคสเตดดี้ “ผมสร้างมอเตอร์ไซค์เฉพาะบุคคล สำหรับบริษัทหรือการกุศลมาก็เยอะ แต่ผมไม่เคยสร้างมอเตอร์ไซค์สำหรับหนังมาก่อน ผมก็เลยกระโจนใส่โอกาสนี้ครับ”

    ทิวทูล ผู้อาศัยห่างจากนิวยอร์ก ซิตี้ไปทางเหนือ 115 ไมล์ เข้าเมืองมาพบกับทีมผู้สร้างและดูภาพเรนเดอร์ล่าสุดของตัวละคร

    “พอผมได้รับโทรศัพท์ ผมก็ยอมรับว่าผมต้องหาข้อมูลพวกเขาดู” ทิวทูลกล่าว “แล้วผมก็จำได้ว่าพวกเขาเป็นตัวร้ายร่างใหญ่ที่น่าขบขัน ร็อคสเตดดี้น่าจะสูงประมาณแปดฟุต ส่วนบีบ็อปก็สูงประมาณหกฟุตห้านิ้วหรืออะไรทำนองนั้น พวกเขาก็เลยตัวใหญ่มาก โชคดีที่มอเตอร์ไซค์ของผมมักมีขนาดใหญ่และผลักดันขีดจำกัดเสมอครับ”

    ทิวทูลได้ติดระเบิดมือตามท่อน้ำมันของรถมอเตอรไซค์ของร็อคสเตดดี้ และติดลูกเบสบอลให้กับมอเตอร์ไซค์ของบีบ็อป พร้อมด้วยอาวุธหนาม โซ่ ชะแลง ไม้หน้าสาม เขี้ยวอลูมิเนียม และกระทั่งป้ายทะเบียนสีพิเศษ เทาและน้ำตาลสนิม เพื่อให้เข้ากับสีของแรดและหมูป่า

    “ผมพยายาจะทำให้มอเตอร์ไซค์สะท้อนตัวตนของตัวละครพวกนี้ครับ” เขาอธิบาย”มันก็เลยดูเหมือนว่าพวกเขาสร้างมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง พวกเขาก้าวร้าว น้ำหนักเยอะและมีลุคแบบทหารนิดๆ แต่แม้ว่ามอเตอร์ไซค์พวกนี้อาจจะดูอลังการเกินไปซักหน่อย แต่มันก็ใช้งานได้ครับ”

    โลเกชัน

    ทีมงานและนักแสดงเริ่มต้นถ่ายทำในวันที่ 27 เมษายน ปี 2015 ในนิวยอร์ก ซิตี้ เพื่อถ่ายทำตามสถานที่สำคัญอย่างเมดิสัน สแควร์ การ์เดน, สถานีแกรนด์ เซ็นทรัล, ไทม์สแควร์, พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน, เซ็นทรัล ปาณ์ค, ไบรแอนท์ ปาร์ค, สะพานแมนฮัตตัน, อาคารไครส์เลอร์, สำนักงานใหญ่นาสแด็ค, เรือท่องสมุทรเซอร์เคิล ไลน์และบนลิเบอร์ตี้ ไอแลนด์ที่เทพีเสรีภาพ ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ถ่ายทำบนนั้นในเวลากลางคืน ฉากท้องถนนจำนวนมากถูกถ่ายทำตามย่านสำคัญๆ รวมถึงตรอกซอยซอยเล็กๆ

    นอกจากนี้ ทีมงานยังใช้เวลาอยู่ที่บรู๊คลิน บริดจ์ คารูเซล หรือเจนส์ คารูเซล ม้าหมุนที่ประกอบด้วยม้าไม้ 48 ตัว ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1922 และที่สเตจที่ถูกสร้างขึ้นที่บรู๊คลิน อาร์มอรี (รังของเต่านินจาและรถบรรทุกเต่านินจา) รวมถึงซาวน์สเตจที่อีสต์ ออฟ ฮอลลีวูด (ห้องแล็บของแบ็กซ์เตอร์)

    ยูนิทที่สองได้เดินทางไปที่บัฟฟาโลเพื่อถ่ายทำซีเควนซ์แอ็กชันเปิดเรื่องสำคัญตามทางด่วนเคนชิงตันตามระยะความยาว 2.5 ไมล์ นานสองสัปดาห์ ทีมงานได้ถ่ายทำฉากที่สมุนนินจาพยายามจะช่วยชเรดเดอร์ให้หนีจากการคุมตัวของตำรวจระหว่างส่วนที่มีผนังสูงล้อมรอบของถนนสาย 33

    หลายเดือนหลังจากที่การถ่ายทำหลักเสร็จสิ้นลง ยูนิททางอากาศเล็กๆ พร้อมด้วยทีมวิชวล เอฟเฟ็กต์ของไอแอลเอ็ม ก็ได้เดินทางไปทางตอนใต้ของบราซิล ที่ซึ่งพวกเขาได้ถ่ายทำฉากที่ใหญ่ที่สุดของซีเควลเรื่องนี้ มันเป็นฉากน่าตื่นตาตื่นใจที่เทียบได้กับฉากไล่ตามกันในภูเขาของภาคแรก ต่างกับภาคแรก ฟอร์มและฟูลเลอร์มุ่งมั่นที่จะใช้ฟุตเตจของภูมิประเทศจริงๆ และฉากที่ถูกสร้างขึ้นมา ผสมผสานกับตัวละคร CG แทนที่จะใช้ซีเควนซ์ที่ถูกสร้างขึ้นทั้งหมด

    ยูนิทเล็กๆ นี้ ที่ถ่ายทำที่น้ำตกอิกัวซูที่งดงามบริเวณพรมแดนระหว่างบราซิลและอาร์เจนตินา และนำทีมโดยพาโบล เฮลแมน ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ของไอแอลเอ็ม ได้บันทึกภาพความงามและอันตรายของโลเกชันจริงๆ ที่มีน้ำตกที่ครอบคลุมหน้าผากว่าหนึ่งไมล์ครึ่ง และมีความสูงทะยานกว่า 270 ฟุต

    “เราถ่ายทำที่น้ำตกอิกัวซูสองสัปดาห์ ทั้งจากอากาศ บก และบนเรือ” เฮลแมนกล่าว “เราอยากจะถ่ายทำทุกอย่างให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่ไอแอลเอ็มจะสามารถสร้างน้ำตกที่เหมือนกับที่เรถ่ายทำเอาไว้ และใส่ความสมจริงในแบบที่จะเข้ากับพวกเต่านินจาลงไปน่ะครับ”

    เช่นเดียวกับแง่มุมอื่นๆ ของภาพยนตร์เรื่องนี้ คำบัญชาจากทีมผู้สร้างคือ ‘ใหญ่กว่าเดิม!’ ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ เจ.ดี. ชวอล์ม ตอบรับคำบัญชานั้นและสร้างเอฟเฟ็กต์จริงที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่าเดิม ด้วยการร่วมมือกับเฮลแมนและสไปโร ราซาทอส ผู้กำกับยูนิทที่สองคนดัง ที่โด่งดังจากซีเควนซ์สตันท์ท้ามฤตยูใน Fast & Furious สองภาคล่าสุด

    ชวอล์มได้สร้างการระเบิดสีฟ้าพิเศษขึ้นมาระหว่างซีเควนซ์ไล่ล่ากันในตอนเริ่มต้นเรื่องใหม่ๆ ที่สมุนนินจาช่วยชเรดเดอร์ให้หนีรอดจากเงื้อมมือตำรวจ ทีมงานของเขาเริ่มต้นด้วยการติดตั้งปืนใหญ่ให้กับรถ 14 คันที่จะถูกขนส่งไปยังบัฟฟาโล พอถึงที่นั่น ทีมงานของชวอล์มก็ได้ประชุมร่วมกับแผนกดับเพลิงท้องถิ่น ผู้ไม่เคยชินกับการใช้เทคนิคไฟที่ไม่ธรรมดาของทีมงานถ่ายทำ

    ราซาทอสต้องการให้ชวอล์มพลิกรถหลายคันในเวลาเดียวกัน ด้วยความสูงระดับเดียวกัน

    “ในตอนที่สมุนนินจาตามรถตำรวจที่คุ้มกันชเรดเดอร์ทัน เขา (ราซาทอส) ก็อยากให้ระเบิดทั้งหมดระเบิดขึ้นมา ทำให้รถอารักขากระเด็นไป เพื่อให้พวกสมุนนินจาสามารถขับมอเตอร์ไซค์ไปชิงตัวชเรดเดอร์จากรถขนส่งนักโทษได้ครับ” ชวอล์มอธิบาย “เราทำให้รถพลิกพร้อมกันสามคันให้กระเด็นออกจากกัน กระเด็นไปด้านหลัง และกระเด็นมาชนกันครับ”

    ในช่วงท้ายเรื่อง ร็อคสเตดดี้ไล่ตามเคซีย์ โจนส์ในซีเควนซ์ที่ต้องมีการพลิกรถ 20 คันอย่างต่อเนื่องเป็นโดมิโน กรีนและราซาทอสเลือกพื้นที่ที่คับแคบของท่าเรือ 94 ในแมนฮัตตัน ซึ่งเป็นความท้าทายที่ชวอล์มชื่นชอบ

    “พวกเขาต้องการให้รถพลิกเหมือนกับคลื่นยักษ์ครับ” เขากล่าว “เราก็เลยนั่งดูคลิปบางคลิปทางยูทูป” เขากล่าวกลั้วหัวเราะ “เราอยากจะเห็นว่าสิ่งของหนักๆ ขนาดใหญ่อย่างรถจะพลิกคว่ำยังไง ผมก็เลยนึกถึงรถไฟกำลังสูงในรัสเซียที่ลุยผ่านน้ำแข็งและหิมะน่ะครับ”

    “เราได้สร้างโมเดลขึ้นมาในคอมพิวเตอร์และทำการทดสอบสถานการณ์ต่างๆ ก่อนที่เราจะสร้างแบบดีไซน์ของเราขึ้นมาตรงด้านหน้าของรถเชวี ซับเบอร์เบิน แล้วให้มันวิ่งชนเข้าไปในรถ 10 คันด้วยความเร็ว 40 ไมล์ต่อชั่วโมง” เขากล่าวต่อ “สิ่งที่เรากังวลที่สุดคือเพดาน 22 ฟุต และเสาซีเมนต์ที่เรียงรายอยู่ตรงกลางของอาคาร เราจะทำให้รถพลิกตัวสูงเกิน 20 ฟุตไม่ได้ และมันก็ไม่สามารถเคลื่อนที่ไปไกลเกินกว่า 40 ฟุตจากจุดเริ่มต้น ไม่อย่างนั้น มันก็จะชนเสาครับ”

    ตอนแรก ทีมงานของชวอล์มได้ทดสอบสถานการณ์นี้ในลานจอดรถกลางแจ้งเพื่อทำให้แน่ใจว่าพวกเขาจะมีโซนปลอดภัยที่กว้างขวางพอและจะไม่อึดอัดในพื้นที่ที่คับแคบกว่าของท่าเรือ นอกจากนี้ ทีมงานยังให้วิศวกรตรวสอบพื้น เพดานและเสาเข็มของท่าเรือเพื่อทำให้แน่ใจว่าโครงสร้างโดยรวมแข็งแรงพอ

    “การทำให้รถ 20 คันพลิกแบบนั้นทำได้เทคเดียวครับ” ชวอล์มอธิบาย “และเราก็มีรถให้ใช้ได้จำกัด ดังนั้น ถ้าเราจะทำอีกเป็นครั้งที่สอง ก็ลำบากแน่ เราใช้เวลาสองชั่วโมงในการจัดวางตำแหน่งของรถทุกคัน ร้อยสายเคเบิลโยงตามรถแต่ละกัน และเตรียมความพร้อม ถ้ามีรถคันไหนไปชนหัวสปริงเกอร์ ท่อสายไฟหรือเสา ทุกอย่างก็จบเห่ โชคดีที่เราถ่ายทำได้ภายในช็อตเดียวครับ”

    ฉากโปรดของชวอล์มคือฉากที่ดูเหมือนจะเป็นฉากเล็กๆ ที่เคซีย์และเอพริลซิ่งแซงตำรวจระหว่างทางเข้าไปในโรงจอดรถ รถด็อดจ์ ชาเลนเจอร์ของพวกเขา เกือบหนีไม่พ้นจากแผงกั้น แต่รถครุยเซอร์ของตำรวจไม่โชคดีเท่าพวกเขา และชนเข้ากับแผงกั้นอย่างจัง

    แม้ว่าฉากสตันท์นี้จะดูเรียบง่ายและเกิดขึ้นกระทันหัน แต่การถ่ายทำฉากนี้กลับซับซ้อนกว่านั้นเยอะ ชวอล์มและทีมขับรถสตันท์วางแผนฉากนี้ในทุกรายละเอียด พวกเขาต้องควบคุมความเร็วของรถ กะเวลาปืนใหญ่ไนโตรเจนที่จะส่งให้รถทะยานขึ้น (ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงว่ารถจะอยู่ที่ 90 องศาได้นานแค่ไหน) และท้ายที่สุด พวกเขาก็ต้องควบคุมแรงที่รถจะกระแทกกับประตูโรงรถ ซึ่งทีมงานของชวอล์มเสริมความแข็งแรงด้วยคานเหล็กขนาดใหญ่

    “คุณรู้ว่าเมื่อคุณได้ร่วมงานกับสไปโร มันจะต้องเป็นความท้าทายแน่ๆ” เขากล่าว “แต่เขาก็เป็นมืออาชีพและอธิบายอย่างชัดเจนว่าเขาต้องการอะไร ผมยินดีทำงานแบบนั้นทุกเมื่อครับ”

    วิชวล เอฟเฟ็กต์

    ในตอนที่ผู้กำกับเดฟ กรีนเริ่มทำงานภาพยนตร์เรื่องนี้ พาโบล เฮลแมน ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ของไอแอลเอ็ม ก็โชว์พาวเวอร์พอยท์แนะนำ ที่ทำให้เขาได้เรียนรู้เทคโนโลยีที่ถูกใช้ในภาคแรก ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างช็อตโมชัน แคปเจอร์ในกองถ่ายและโมชัน แคปเจอร์ที่ถ่ายทำบนสเตจ พร้อมกับอนิเมชัน ในภาคที่สองของแฟรนไชส์ ทีมผู้สร้างตั้งใจที่จะถ่ายทำด้วยกล้องจริงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

    “องค์ประกอบจริงๆ โลเกชันจริงๆ นักแสดง อุปกรณ์ประกอบฉากและยานพาหนะจริงๆ ช่วยเสริมสร้างเท็กซ์เจอร์และความหนักแน่นให้กับทุกเฟรมครับ” ฟอร์มกล่าว “คุณไม่สามารถจำลองความสมจริงของนิวยอร์ก ซิตี้ หรือพลังมหาศาลและความมหึมาของน้ำตกอิกัวซูได้ การใช้เพลทจริงๆ พร้อมรายละเอียดด้านแสง ช่วยยกระดับอนิเมชันได้ และไอแอลเอ็มก็เชี่ยวชาญที่สุดในการผสมผสานศิลปะที่เหลือเชื่อและเทคโนโลยีเข้าด้วยกันครับ”

    “เควิน มาร์เทลและทีมงานของเขามีความสามารถและความทุ่มเทอย่างมากในการปรับเปลี่ยน แก้ไขการแสดงของนักแสดงจริงๆ เพื่อเสริมสิ่งพิเศษเล็กๆ น้อยๆ เข้าไป” กรีนกล่าว “ไม่ว่าจะเป็นประกายที่ดวงตา หรือโค้งของรอยยิ้มที่ช่วยยกระดับให้กับการแสดงน่ะครับ”

    เสียงตอบรับจากผู้ชมของภาคแรกรวมถึงความเห็นที่มีต่อลุคโดยรวมของสี่เต่านินจา หลังจากที่แฟนๆ ให้ความเห็นว่า แบบดีไซน์ของพวกเต่านินจาดูน่ากลัวหรือโหดมากเกินไป ทีมผู้สร้างก็ได้ทำการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ด้วยการทำให้ฟันและเส้นสายตรงขากรรไกรของพวกเขาดูอ่อนโยนลง และพวกเขาก็ได้เปลี่ยนแปลงผ้าคาดหัวของพวกเขาด้วยซ้ำไป

    “พวกเขาโตขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยครับ” เฮลแมนอธิบาย “แบบดีไซน์โดยรวมของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างละเอียดอ่อน เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากการทำงานในภาคแรก เราค้นพบตัวละครของพวกเขา และสิ่งที่ทำให้พวกเขามีเสน่ห์และพัฒนาการในเรื่องเทคโนโลยีเพอร์ฟอร์แมนซ์ แคปเจอร์ก็ทำให้ตัวละครที่เสร็จสมบูรณ์ตรงกับการแสดงของนักแสดงมากขึ้นไปอีกครับ”

    ความคุ้นเคยที่นักแสดงมีต่อเทคโนโลยีนี้ช่วยให้พวกเขากลับมารับบทบาทของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย

    “การแสดงเป็นไมกี้ในหนังเรื่องนี้ง่ายขึ้นเยอะครับ” โนเอล ฟิชเชอร์กล่าว “การได้เห็นภาพของพวกเต่านินจาก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่มันเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปเลยที่ได้เห็นวัละครของคุณและการเคลื่อนไหวทางสีหน้าและร่างกายที่มีรายละเอียดยิบย่อยอย่างน่าทึ่ง คุณสามารถแสดงได้จากพื้นฐานที่แข็งแรงขึ้นเยอะครับ”

    “ผมได้กลับไปดูว่าผมยิ้ม ขมวดคิ้วหรืออ้าปากค้างยังไงในภาคแรก แล้วก็ถามตัวเองว่าผมอยากจะให้ตัวละครแสดงออกมาแบบนั้นรึเปล่า” เจเรมี โฮเวิร์ดกล่าว “มันช่วยให้ผมรู้ว่าถ้าผมเลิกคิ้วหรือทำสีหน้าท่าทาง มันจะดูพิลึกใน CG และอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการจะถ่ายทอดออกมาในช่วงเวลานั้นๆ มันมีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างสิ่งที่คุณรู้สึกในฐานะนักแสดงและอารมณ์ที่ถูกถ่ายทอดและส่งต่อไปบนใบหน้า CG น่ะครับ”

    “อุปกรณ์โมแคปทั้งหมดนั่นกลายเป็นเหมือนผิวหนังอีกชั้นครับ” พีท พลอสเซ็คกล่าว “ผมคิดว่าคนไม่รู้หรอกว่าพวกเขา (เต่านินจา) กำลังม้วนตัวลงมาจากขอบผนัง ลงมาจากเนินหรือกระโดด เราจะต้องคำนวณเอาเพราะไอแอลเอ็มจะใส่ใจรายละเอียดของสัดส่วนและพื้นที่ รวมถึงลักษณะท่าทางของตัวละครด้วย ครั้งนี้ เราได้เปรียบในการสร้างพวกเต่านินจาให้ดีกว่าเดิมครับ”

    “ตอนนี้ เราเคยชินกับชุดโมแคปแล้ว” อลัน ริทช์สันกล่าว “ตอนนี้ มันเหมือนกับล่องหน กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเราไปแล้ว แต่เราใช้เวลามากขึ้นบนท้องถนนของนิวยอร์ก ซึ่งเป็นเรื่องเจ๋งสำหรับทุกคนที่จับตามอง แต่คุณจะรู้สึกปัญญาอ่อนนิดๆ ที่ต้องยืนอยู่บนทางเท้าในชุดนอนสีเทาแปลกๆ แม้กระทั่งในครั้งที่สอง ผมก็ยังรู้สึกเหมือนคนบ้าเลยครับ” เขากล่าวพลางหัวเราะ

    “ฉันเลิกมองชุดโมแคปหลังจากถ่ายทำหนังภาคแรกได้สองวันค่ะ” ฟ็อกซ์ยอมรับ “บุคลิกของนักแสดงเปล่งประกายอย่างชัดเจนจนฉันไม่ได้สนใจกล้องแปลกๆ บนหัวพวกเขาด้วยซ้ำ”

    บีบ็อปและร็อคสเตดดี้เป็นความท้าทายพิเศษสำหรับทีมงานที่ไอแอลเอ็ม

    “เราลำบากกันมากกับตัวละครทั้งคู่” โรเบิร์ต วีฟเวอร์ ซูเปอร์ไวเซอร์ร่วมฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ กล่าว “ประการแรกเพราะพวกเขาตัวโตมาก เราก็เลยต้องคำนึงถึงเรื่องสเกลอยู่ตลอด ประการที่สอง เราต้องการให้พวกเขาดูเป็นธรรมชาติเวลายืนด้วยขาหลัง พอๆ กับตอนที่พวกเขาวิ่งสี่ขา ประการที่สาม เราทำงานอย่างหนักเพื่อรักษารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในการแสดงของนักแสดงเอาไว้ครับ”

    ทั้งฟาร์เรลลีและวิลเลียมส์ต่างก็คุ้นเคยกับโมแคปเป็นอย่างดี เพราะพวกเขาเคยปรากฏตัวในงานวิดีโอเกมมาแล้ว

    “ผมคิดว่าไม่มีอะไรรัดแน่นไปกว่ากางเกงขาสั้นที่เราต้องสวมในสังเวียนอีกแล้ว” ฟาร์เรลลีกล่าว “ตอนที่ผมเริ่มเล่นมวยปล้ำใหม่ๆ ผมตื่นตัวมากๆ มันเป็นโลกใหม่สำหรับผม แต่พอเวลาผ่านไปหลายปี คุณก็จะเริ่มรู้สึกสบายๆ เวลาอยู่ต่อหน้าฝูงชน ดังนั้น การใส่ชุดโมแคป มันก็เป็นการปกปิดร่างกายคุณมิดชิดอยู่แล้วล่ะครับ”

    “เทคโนโลยีนี้แตกต่างจากเมื่อหลายปีก่อน 100%” วิลเลียมส์กล่าว “คุณเคยต้องติดลูกปิงปองพวกนี้รอบตัวคุณ แต่ตอนนี้ เราใช้สามเหลี่ยมเพียงไม่กี่อันเอง ในหนังเรื่องนี้ ตอนแรกเราได้สแกนร่างกายแบบเต็มตัว ที่ดูเหมือนคนถือเตารีดเดินมาหาเรา เพื่อบันทึกทุกส่วนของร่างกายเรา มันดูเหมือนเวทมนตร์เลยครับ”

    ความคิดทิ้งท้าย

    ในตอนที่งานถ่ายทำเสร็จสิ้นลง ทีมผู้สร้างก็หวังว่าผู้ชมจะสนุกไปกับการชมภาพยนตร์เรื่องนี้พอๆ กับที่พวกเขาสนุกกับการสร้างมัน

    “เวทมนตร์เป็นคำที่ดีที่สุดที่ใช้อธิบายประสบการณ์นี้ครับ” กรีนกล่าว “เราทุกคนต่างก็โตมากับการอ่านการ์ตูนพวกนี้ ดูซีรีส์พวกนี้และเล่นกับของเล่นพวกนี้ และหนังเรื่องนี้ก็เป็นส่วนต่อยอดที่เพอร์เฟ็กต์ เราต่างก็ยังคงเล่นของเล่น เพียงแต่ด้วยสเกลที่ยิ่งใหญ่ขึ้นครับ”

    “เราใส่เอาสิ่งที่ทำให้ระลึกถึงความหลังไว้มากมาย” ฟูลเลอร์กล่าว “แต่หนังเรื่องนี้ก็ถูกสร้างขึ้นสำหรับแฟนกลุ่มใหม่พอๆ กับแฟนพันธุ์แท้ มันเป็นหนังที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะตื่นเต้นที่ได้ดูพอๆ กับลูกๆ หลานๆ ของพวกเขา”

    “มีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับพวกเต่านินจาที่ทำให้เรานึกย้อนกลับไปอยู่เรื่อย” ฟอร์มกล่าว “ผมพยายามจะหลีกเลี่ยงการเล่นคำว่า ‘เขียวสดเสมอ’ แต่พวกเขาให้ความรู้สึกเหมือนเพื่อนเก่าที่เราชื่นชอบที่จะใช้เวลาอยู่ด้วยครั้งแล้วครั้งเล่า และเราก็หวังว่าแฟนๆ จะรู้สึกแบบเดียวกันนะครับ

    ประวัตินักแสดง

    เมแกน ฟ็อกซ์ (Megan Fox) รับบท เอพริล โอ’ นีล
    เมแกน ฟ็อกซ์ เป็นที่รู้จักดีจากการแสดงแจ้งเกิดของเธอในบท “มิเคลา” ประกบไชอา ลาบัฟในภาพยนตร์เรื่อง Transformers และ Transformers: Revenge of the Fallen ภาคสองของแฟรนไชส์ดังกล่าว ล่าสุด เธอได้แสดงประกบวิล อาร์เน็ตต์ในภาพยนตร์พาราเมาท์เรื่อง Teenage Mutant Ninja Turtles และคอเมดีโดยจั๊ดด์ อพาโทว์เรื่อง This Is 40 ประกบเลสลีย์ แมน์และพอล รัดด์สำหรับยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส หลังจากนี้ เธอจะได้แสดงประกบเจมส์ ฟรังโก้, วิล เฟอร์เรลและเซธ โรแกนในภาพยนตร์เรื่อง Zeroville ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้จำหน่ายในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตและอัลเคมี ฟิล์มส์จะนำภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในปลายปีนี้ ล่าสุด เธอได้รับบทรับเชิญในซีซันที่ห้าของซีรีส์คอเมดียอดนิยมเรื่อง New Girl ในบท “เรแกน” พนักงานขายยาผู้เช่าห้องของเจส (โซอี้ เดสชาแนล) ระหว่างที่เธอทำหน้าที่ลูกขุน
    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของฟ็อกซ์รวมถึง The Dictator สำหรับผู้กำกับแลร์รี ชาร์ลส์, How to Lose Friends and Alienate People ประกบไซมอน เพ็กก์ และภาพยนตร์อินดีเรื่อง Friends with Kids สำหรับมือเขียนบท/ผู้กำกับเจนนิเฟอร์ เวสต์เฟลด์ ประกบจอน แฮมม์, อดัม สก็อตและคริสเตน วิ้ก ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโต นอกจากนั้น เธอยังได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Passion Play ประกบมิคกี้ โร้คและบิล เมอร์เรย์, Jonah Hex สำหรับวอร์เนอร์ บรอส. ประกบจอช โบรลินและจอห์น มัลโควิช, คอเมดีตลกร้าย/ทริลเลอร์สยองขวัญโดยทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์เรื่อง Jennifer’s Body ที่เขียนบทโดยเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด เดียโบล โคดี้

    ฟ็อกซ์เกิดในเมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซี เธอเริ่มต้นเรียนเต้นตั้งแต่อายุห้าขวบและฝึกฝนอย่างต่อเนื่องในตอนที่ครอบครัวเธอย้ายไปฟลอริดาเมื่อเธออายุได้สิบขวบ พออายุได้สิบห้าปี เธอก็ย้ายไปลอสแองเจลิสและเริ่มทำงานในจอแก้วและจอเงิน

    ปัจจุบัน เธอใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส

    วิล อาร์เน็ตต์ (Will Arnett) รับบท เวิร์น เฟนวิค
    ระยะหลังมานี้ วิล อาร์เน็ตต์ งานยุ่งมาก ล่าสุด เขาทำหน้าที่ผู้ร่วมสร้าง มือเขียนบทร่วม ผู้ควบคุมงานสร้างและนักแสดงนำของซีรีส์คอเมดีของเขาทางเน็ตฟลิกซ์เรื่อง Flaked ในซีรีส์ดังกล่าว เขารับบท ชิป ผู้เรียกตัวเองว่าเป็น “กูรู” ผู้ตกหลุมรักคนที่เพื่อนซี้เขาหลงใหล ซีรีส์เรื่องนี้เปิดตัวในเดือนมีนาคม ปี 2016 นอกจากนี้ ปัจจุบัน เขายังได้พากย์เสียงซีรีส์คอเมดีอนิเมชันทางเน็ตฟลิกซ์เรื่อง BoJack Horseman ซึ่งจะฉายซีซันที่สองในปีนี้อีกด้วย

    อาร์เน็ตต์เคยผ่านงานจอแก้วมาก่อน เขาเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากผลงานของเขาในซีรีส์ซิทคอมรางวัลเอ็มมี อวอร์ดทางฟ็อกซ์เรื่อง Arrested Development ที่เขารับบท “ก็อบ บลูธ” นานสามซีซันและทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงเอ็มมีครั้งแรก หลังจากที่หายไปจากหน้าจอนานเจ็ดปี ซีรีส์นี้ก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับเอพิโซดใหม่ๆ ที่ฉายทางเน็ตฟลิกซ์ในเดือนพฤษภาคม ปี 2013

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งแสดงในซีรีส์คอเมดีทางฟ็อกซ์เรื่อง “Running Wilde” ประกบเคอร์รี รัสเซล ที่เขานำแสดงและเขียนบทซีรีส์นี้ร่วมกับมือเขียนบท/ผู้กำกับมิทช์ เฮอร์วิทซ์ เขามักเป็นแขกรับเชิญของซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง “30 Rock” ในบท ‘เดวอน แบงค์’ เมื่อปีที่แล้ว เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีครั้งที่สามในสาขา “นักแสดงรับเชิญยอดเยี่ยมในซีรีส์คอเมดี” จากการแสดงบทนี้ นอกจากนี้ เขายังได้พากย์เสียงซิทคอมอนิเมชันทางฟ็อกซ์จากผู้สร้างมิทช์ เฮอร์วิทซ์ เรื่อง “Sit Down, Shut Up”

    ด้านภาพยนตร์ เขายังคงตอกย้ำสถานะพระเอกของเขาด้วยโปรเจ็กต์ชื่อดังมากมาย ล่าสุด เขารับบท “เวอร์นอน เฟนวิค” ในภาพยนตร์ฮิตช่วงซัมเมอร์โดยพาราเมาท์เรื่อง Teenage Mutant Ninja Turtles และได้พากย์เสียง “แบทแมน” ในภาพยนตร์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศโดยวอร์เนอร์ บรอส. เรื่อง Lego: The Piece of Resistance เขาจะกลับมารับบท “แบทแมน” อีกครั้งใน The Lego Batman Movie ที่เพิ่งมีการประกาศออกมาเร็วๆ นี้ ก่อนหน้านี้ เขาได้พากย์เสียง “เซอร์ลี” ในคอเมดีอนิเมชันเรื่อง The Nut Job ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ รวมถึง Jonah Hex, When in Rome, G-Force, Semi Pro, Blades of Glory, The Brothers Solomon, R.V., Monster-In-Law, The Broken Giant, Southie และ Ed’s Next Move นอกจากนั้น เขายังได้พากย์เสียงภาพยนตร์เรื่อง Monsters vs. Aliens, Horton Hears a Who และ Ice Age 2: The Meltdown อีกด้วย

    ก่อนหน้านี้ เขาได้แสดงในซีรีส์คอเมดียอดนิยมทางซีบีเอสเรื่อง The Millers และได้แสดงประกบคริสตินา แอปเปิลเกทและมายา รูดอล์ฟในซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง Up All Night นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในซีรีส์คอเมดีทางฟ็อกซ์เรื่อง Running Wilde ประกบเคอร์รี รัสเซล ที่เขานำแสดงและเขียนบทซีรีส์นี้ร่วมกับมือเขียนบท/ผู้กำกับมิทช์ เฮอร์วิทซ์ เขามักเป็นแขกรับเชิญของซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง 30 Rock ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงสี่รางวัลเอ็มมี อวอร์ดจากกาแรสดงบท ‘เดวอน แบงค์’ นอกจากนี้ เขายังได้พากย์เสียงซิทคอมอนิเมชันทางฟ็อกซ์เรื่อง Sit Down, Shut Up และเป็นขาประจำของซีรีส์คอเมดีทางเอ็นบีซีเรื่อง The Mike O’Malley Show ผลงานจอแก้วเรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึงบทรับเชิญในซีรีส์ Parks and Recreation, Sex and the City, The Sopranos, Boston Public, Third Watch, and Law & Order: Special Victims Unit และ Will & Grace

    นอกจอ เขาได้พากย์เสียงโฆษณาหลายชิ้น รวมถึงเสียงรถบรรทุกจีเอ็มซี ในเดือนสิงหาคม ปี 2014 เขาได้ก่อตั้งอิเล็คทริค อะเวนิว บริษัทโปรดักชันที่จะพัฒนาและผลิตคอนเทนท์ทุกแพลทฟอร์ม บริษัทแห่งนี้ได้เซ็นสัญญาเสนองานก่อนกับซีบีเอส ทีวี สตูดิโอส์
    ปัจจุบัน เขาแบ่งเวลาอยู่ระหว่างนิวยอร์กและลอสแองเจลิส

    พีท พลอสเซ็ค (Pete Ploszek) รับบท ลีโอนาร์โด
    พีท พลอสเซ็ค สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ที่เขาเล่นฟุตบอล เขาสำเร็จการศึกษาสาขาปริญญาโทด้านการแสดงจากยูเอสซี สคูล ออฟ เธียเตอร์ ในปี ผลงานละครล่าสุดของเขารวมถึงการแสดงในบท “สเตฟาโน” ใน The Tempest และ “โทรฟิมอฟ” ใน The Cherry Orchard ที่กำกับโดยนักแสดงหญิงผู้คร่ำหวอดในแวดวงบรอดเวย์ เคท เบอร์ตัน

    หลังจากสำเร็จการศึกษา เขาก็ได้รับบทดารารับเชิญในซีรีส์โชว์ไทม์เรื่อง Shameless, ซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง Parks and Recreation และ Workaholics สำหรับคอเมดี เซ็นทรัล
    พีทกลับมารับบทเต่านินจาจากภาพยนตร์ยอดนิยมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในปี 2004 เรื่อง Teenage Mutant Ninja Turtles และปัจจุบัน อยู่ระหว่างการถ่ายทำ Teen Wolf สำหรับเอ็มทีวี

    โนเอล ฟิชเชอร์ (Noel Fisher) รับบท ไมเคิลแองเจโล
    โนเอล ฟิชเชอร์ กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงมากความสามารถที่เป็นที่ต้องการตัวสูงสุดในแวดวงบันเทิง ที่เนรมิตชีวิตให้กับตัวละครน่าจดจำทั้งในจอแก้วและจอเงิน ตั้งแต่บททหารเรือใหม่ที่ต่อสู้กับเอเลียนในท้องถนนที่ถูกทำลายพังพินาศในซานตา มอนิกา และวายร้ายในทางเดินเท้าในชิคาโกที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ไปจนถึงแวมไพร์โรมาเนียที่มีอายุหลายพันปี ฟิชเชอร์ยังคงเดินหน้าแสดงให้เห็นถึงความสามารถด้านการแสดงที่หลากหลายของเขาในโปรเจ็กต์ที่ร้อนแรงที่สุดบนจอเงินหลายเรื่อง

    ในปีนี้ เขาจะกลับสู่จอแก้วอีกครั้งในบท “มิคกี้ มิลโควิช” ประกบวิลเลียม เอช. เมซี และเอ็มมี รอสซัมในซีรีส์ยอดนิยมทางโชว์ไทม์เรื่อง Shameless รวมถึงกลับมารับบท “ไมเคิลแองเจโล” ในภาพยนตร์ฮิตช่วงซัมเมอร์ปี 2014 โดยพาราเมาท์ พิคเจอร์สเรื่อง Teenage Mutant Ninja Turtles

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้รับบท “วลาดิเมียร์” ใน The Twilight Saga: Breaking Dawn Part 2 ซึ่งเป็นภาคสุดท้ายของแฟรนไชส์ดังระดับโลกและในมินิซีรีส์ที่ทำลายสถิติของฮิสทอรี แชนแนลเรื่อง Hatfields & McCoys ในบท “เอลลิสัน ‘คอตตอน ท็อป’ เมาท์” ประกบเควิน คอสท์เนอร์และบิล แพ็กซ์ตัน อีกด้วย การเปิดตัวของซีรีส์นี้ในวันเมโมเรียลมียอดผู้ชม 13.9 ล้านคน ซึ่งเป็นสถิติใหม่สำหรับซีรีส์บันเทิงที่ฉายทางเคเบิลที่มีโฆษณา
    ฟิชเชอร์เป็นคนแวนคูเวอร์, บริติช โคลัมเบีย เขาสร้างชื่อเสียงในฐานะนักแสดงตั้งแต่อายุได้ 14 ปี บทแรกของเขาคือในภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์เรื่อง The Sheldon Kennedy Story”ฃ สำหรับซีบีซีในปี 1999 บทนี้ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเจมินี [เทียบเท่ากับรางวัลเอ็มมี อวอร์ดของแคนาดา] เป็นครั้งแรก ซึ่งหลังจากนั้น เขาก็ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลครั้งที่สองจากซีรีส์แคนาดายอดนิยมเรื่อง Godiva’s

    เมื่อเริ่มโด่งดังในแคนาดา เขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าพรสวรรค์ของเขาจะสามารถไปปรากฏในตลาดอเมริกันได้ด้วยเช่นกัน ด้วยการแสดงในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์โดยโคลัมเบีย พิคเจอร์สเรื่อง Battle: Los Angeles ในบท “ทหารเรือชอน เลนิฮัน” ประกบแอรอน เอ็คฮาร์ท
    นอกจากนี้ เขายังสร้างชื่อในแวดวงจอแก้ว ด้วยการแสดงซีรีส์ยอดนิยมอย่างซีรีส์ซีบีเอสเรื่อง Two and a Half Men, The Mentalist และ Medium และบทประจำในซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง Law and Order: SVU, ซีรีส์โชว์ไทม์เรื่อง Huff และซีรีส์ฟ็อกซ์เรื่อง Bones ในปี 2008 เขาได้ร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ด้วยผลงานภาพยนตร์อินดีเรื่อง Red (ได้รับเลือกให้เข้าฉายในงานนี้อย่างเป็นทางการ) ที่เขาได้แสดงประกบไบรอัน ค็อกซ์ในภาพยนตร์เรื่องนี้

    ปี 2010 ถือเป็นปีทองสำหรับฟิชเชอร์ เพราะเขาได้แสดงในมินิซีรีส์เอชบีโอที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเรื่อง The Pacific ซึ่งเป็นเรื่องราวต่อเนื่องจากมินิซีรีส์ยอดนิยมเรื่อง Band of Brothers ผลงานจอแก้วเรื่องอื่นๆ ของเขาจากสองปีที่ผ่านมา รวมถึงการแสดงอย่างต่อเนื่องในซีรีส์ฟ็อกซ์เรื่อง Lie to Me, ซีรีส์เอฟเอ็กซ์เรื่อง Terriers, ซีรีส์ซีบีเอสเรื่อง Criminal Minds: Suspect Behavior และซีรีส์ทีเอ็นทีเรื่อง Dark Blue ผู้ชมอาจจดจำเขาได้ดีที่สุดจากการแสดงแจ้งเกิดของเขาในซีรีส์ดังทางเอฟเอ็กซ์เรื่อง The Riches ในบท “แคล” ลูกชายแสนฉลาดของเอ็ดดี้ อิซซาร์ดและมินนี ไดรเวอร์

    ในตอนว่างเว้นจากการทำงาน ฟิชเชอร์ชื่นชอบการตั้งแคมป์ การเที่ยวชายหาด และการอยู่บ้าน ชมภาพยนตร์ดีๆ และกินโยเกิร์ตแช่แข็ง นอกจากนี้ เขายังเป็นคนรักสัตว์และสนับสนุนการทำงานของเดอะ ฮิวเมน โซไซตี้ ออฟ เดอะ ยูไนเต็ด สเตทส์ รวมถึงองค์กรการกุศลเพื่อเยาวชน วิชวล อิมแพ็ค นาวอีกด้วย

    อลัน ริทช์สัน (Alan Ritchson) รับบท ราฟาเอล
    อลัน ริทช์สัน เป็นนักแสดง มือเขียนบท และผู้อำนวยการสร้าง ผู้เริ่มต้นอาชีพของเขาด้วยการสร้างเสียงฮือฮาจากบท “อควอแมน” ในซีรีส์ซีดับบลิวยอดนิยมเรื่อง Smallville เขาได้เพิ่มเติมผลงานจอแก้วของเขาอย่างรวดเร็วด้วยการแสดงในซีรีส์ยอดนิยมหลายเรื่องเช่น CSI: Miami, Hawaii Five-O และ New Girl ท้ายที่สุด เขาก็ได้มีซีรีส์ของตัวเอง ด้วยการรับบทตัวร้ายน่ารัก “แธ็ด คาสเซิล” ในคอเมดีเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเรื่อง Blue Mountain State

    หลังจากแสดงได้สามซีซัน เขาก็ก้าวสู่จอเงินด้วยการแสดงบท “กลอส” ในแฟรนไชส์โด่งดังระดับโลก The Hunger Games: Catching Fire และได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ฮิตอีกเรื่องโดยไมเคิล เบย์ Teenage Mutant Ninja Turtles ในบทฮีโรเต่าเลือดร้อน ราฟาเอล นอกจากนี้ เขายังได้รับบท “คิป” เพื่อนเจ้าบ่าวสุดฮาในคอเมดีโดยเควิน ฮาร์ทเรื่อง The Wedding Ringer ก่อนที่จะหันมาสนใจงานเขียนบทและอำนวยการสร้างภาพยนตร์คอเมดีของตัวเอง

    หลังจากสังเกตเห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ BMS อดีตซีรีส์ของเขาทางเน็ตฟลิกซ์ เขาก็ทาบทามไลออนส์เกทในการซื้อสิทธิซีรีส์เรื่องนี้มาผลิตเป็นภาพยนตร์ หลังจากคว้าสิทธิได้มาแล้ว เขาก็ใช้เวลาสองปีในการร่วมเขียนบท อำนวยการสร้างและนำแสดงใน Blue Mountain State: The Rise of Thadland ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์อันดับหนึ่งของโลกด้านยอดขายดิจิตอล รวมถึงเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดทางเน็ตฟลิกซ์อีกด้วย

    หลังจากนี้ เขาจะได้แสดงประกบไบรซ์ ดัลลัส โฮเวิร์ดและอลิซ อีฟในซีรีส์คอเมดีตลกร้ายทางเน็ตฟลิกซ์เรื่อง Black Mirror นอกจากนี้ เขายังถูกวางตัวให้แสดงประกบอเล็ค บัลด์วินในแอ็กชันทริลเลอร์อินดีเรื่อง Ice สำหรับผู้กำกับชัค รัสเซลและพาราด็อกซ์ ฟิล์มส์อีกด้วย

    เขาใช้ชีวิตอยู่กับ แคท ภรรยาของเขา และลูกชายสามคน คาเล็ม, อีแดนและอามอรี ในลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย

    เจเรมี โฮเวิร์ด (Jeremy Howard) รับบท ดอนนาเทลโล
    เจเรมี โฮเวิร์ด รับงานแสดงตั้งแต่อายุหกขวบ โดยผลงานของเขาครอบคลุมทั้งจอแก้ว จอเงินและโฆษณา เขาเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากตัวละครนิสัยพิลึกของเขาและความสามารถที่สามารถเปลี่ยนแปลงหน้าตาของเขาแต่ละบทบาทของเขา การแสดงในบท “ดอนนาเทโล” เต่าผู้อ่อนโยน ในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเรื่อง Teenage Mutant Ninja Turtles อำนวยการสร้างโดยไมเคิล เบย์ ได้ทำให้เขาเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ

    ล่าสุด เขาได้แสดงในซีซันที่ 1 และ 2 ของซีรีส์ดิสนีย์เรื่อง Mighty Med ซึ่งเขารับบท “ฟิลิป” เอเลียนผู้มาเยือน ตัวละครผู้ซึ่งศีรษะขนาดใหญ่ของเขาสร้างเสียงหัวเราะไม่รู้จบให้กับผู้ชมรุ่นเยาว์ ผู้ชมจะได้เห็นโฮเวิร์ดในซีรีส์ยอดนิยมเรื่องใหม่ทางดิสนีย์ แชนแนล K.C. Undercover ซึ่งเขารับบท “บ็อบ แม็คคอย” หัวขโมยงานศิลปะผู้ถูกกล่าวหาผิดๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือจากนักสืบเค.ซี. ที่รับบทโย เซนดายา สาวสวยมากพรสวรรค์

    ในปี 2011 โฮเวิร์ดได้พลิกไปรับบทดรามาในดรามาอาชญากรรมยอดนิยมของโซนีเรื่อง Breaking Bad ในบทเพื่อนขี้ยาปากเปราะของแอรอน พอลในเอพิโซดต่อเนื่อง นอกเหนือจากนั้น ผลงานของเขายังรวมถึงบทรับเชิญในซีรีส์ยอดนิยมหลายเรื่อง รวมถึง Grey’s Anatomy, Entourage, Suburgatory, House, Monk, My Name is Earl, Scrubs, Malcolm in the Middle และ on The Drew Carey Show ในบทลูกชายของไรอัน สไตลส์

    นอกเหนือจากผลงานโฆษณากว่า 50 ชิ้นแล้ว โฮเวิร์ดยังสะสมผลงานภาพยนตร์ที่น่าประทับใจตั้งแต่วัยเด็กอีกด้วย ผู้ชื่นชอบภาพยนตร์คริสต์มาสอาจจะจดจำเขาได้จากบท “ดรู ลู ฮู” ในภาพยนตร์โดยรอน โฮเวิร์ดเรื่อง How the Grinch Stole Christmas ในขณะที่แฟนๆ ไซไฟอาจจะจดจำโฮเวิร์ดวัยเด็กในบท “ไคล์” ในผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา Galaxy Quest ที่ช่วยทิม อัลเลนและซิเกอร์นีย์ วีฟเวอร์ให้กลับสู่โลก โฮเวิร์ดที่แสดงประกบอแมนดา ไบน์ในภาพยนตร์ปี 2007 เรื่อง Sydney White รับบท “เทอร์เรนซ์” นักศึกษาปีแปดผู้ปฏิเสธที่จะหยุดเรียนรู้และท้ายที่สุดก็ขายไอเดียของเขาได้หลายล้านเหรียญ นอกจากนี้ เขายังสร้างฐานแฟนๆ ได้จากบท “ฟรี้คกี้” ของเขาในภาพยนตร์ปี 2006 เรื่อง Accepted ที่นำแสดงโดยโจนาห์ ฮิลและเบลค ไลฟ์ลี ซึ่งเขารับบทหนุ่มขี้อายรักสันโดษ ผู้เรียนรู้ที่จะใช้ความคิดของเขาระเบิดสิ่งต่างๆ

    นอกจากนี้ เขายังได้แสดงบทสมทบในภาพยนตร์โดยแบร์รี ซอนเนนเฟลด์เรื่อง Men in Black 2 และภาพยนตร์โดยสตีเวน สปีลเบิร์กเรื่อง Catch Me If You Can เมคอัพ เอฟเฟ็กต์ทำให้โฮเวิร์ดสามารถรับบทสี่บทในภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง The Haunted Mansion ที่นำแสดงโดยเอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ รวมถึงบทผีนักโบกรถที่โด่งดังจากเครื่องเล่นดิสนีย์ นอกจากนี้ เด็กๆ ยังจะจดจำเขาได้จากภาพยนตร์ดรีมเวิร์คส์ปี 2009 เรื่อง Hotel for Dogs ที่เขาได้ปรากฏในฉากเปิดเรื่องและฉากจบเรื่องในบท “ฮ็อต ด็อก แมน”

    ปัจจุบัน เขาใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส

    สตีเฟน อาเมล (Stephen Amell) รับบท เคซีย์ โจนส์
    สตีเฟน อาเมล กำลังสร้างชื่อในแวดวงจอแก้วและจอเงินอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน เขารับบท “โอลิเวอร์ ควีน/กรีน แอร์โรว์” ในซีซันที่สี่ของซีรีส์ยอดนิยมทางซีดับบลิวเรื่อง Arrow ที่สร้างจากการ์ตูนดีซี คอมิก

    ก่อนหน้านี้ เขาได้แสดงประกบโซอี้ เดสชาแนลใน New Girl รับบทประจำในบท “สก็อตตี้” ในซีรีส์ Private Practice และแสดงในซีซันสุดท้ายของซีรีส์เอชบีโอเรื่อง Hung ในบท “เจสัน” หนุ่มมากรักผู้กลายเป็นคู่แข่งของตัวละครของโธมัส เจน ในปี 2009 เขาได้รับบท โจราน แวน เดอร์ สลู้ทในภาพยนตร์ไลฟ์ไทม์เรื่อง Justice for Natalee Holloway ซึ่งเล่าเรื่องจริงของความพยายามของเบธ ฮอลโลเวย์ที่จะนำโจราน ฆาตกรที่สังหารลูกสาวของเธอ มารับโทษ ผลงานรับเชิญที่น่าสนใจอื่นๆ ของเขารวมถึง Queer as Folk, The Tracey Fragments, CSI: Miami, NCIS: LA, The Vampire Diaries และ 90210 ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2007 เขาได้รับรางวัลเจมินี อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในบทรับเชิญจากผลงานของเขาใน Regenesis ซีรีส์ดรามาทางเดอะ มูฟวี เน็ตเวิร์คของแคนาดา

    ในปี 2012 สตีเฟน อาเมลและเพื่อนของเขา แอนดรูว์ ฮาร์ดิ้ง ได้ร่วมก่อตั้ง น็อคกิ้ง พอยท์ ไวน์ หนึ่งในโรงกลั่นไวน์ไวน์ใหม่ล่าสุดที่เติบโตเร็วที่สุดในวอชิงตัน ในปี 2015 พวกเขาได้ร่วมมือกับกูเกิลเพลย์และยูทูปในการเปิดตัวเว็บซีรีส์ Dudes Being Dudes in Wine Country ซึ่งนำผู้ชมร่วมเดินทางไปกับพวกเขาระหว่างที่พวกเขาทำตามความกระหายใคร่รู้ของตัวเองเกี่ยวกับโลกของไวน์

    ปัจจุบัน เขาแบ่งเวลาอยู่ที่แวนคูเวอร์และลอสแองเจลิสกับภรรยาของเขา คาสซานดรา และลูกสาว มาวี

    ไบรอัน ที (Brian Tee) รับบท ชเรดเดอร์
    ไบรอัน ที เป็นนักแสดงจริงจัง ผู้มีความสามารถในการแสดงทั้งดรามาและคอเมดีไม่ต่างกัน

    เมื่อปีที่แล้ว เขารับบท “ฮามาดะ” หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยสวนสาธารณะภาพยนตร์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศโดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส/แอมบลิน เอนเตอร์เทนเมนต์เรื่อง Jurassic World ประกบคริส แพรทท์และไบรซ์ ดัลลัส โฮเวิร์ด และกำกับโดยโคลิน เทรเวอร์โรว์ และในปี 2013 เขาก็ได้รับบท “โนบูโระ โมริ” ในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ช่วงซัมเมอร์ของฟ็อกซ์เรื่อง The Wolverine ที่นำแสดงโดยฮิวจ์ แจ็คแมนและกำกับโดยเจมส์ แมนโกลด์

    นอกจากนั้น ในปี 2013 เขายังได้แสดงในโรแมนติกคอเมดีเกาหลี/อเมริกันเรื่อง Wedding Palace จากผู้กำกับคริสติน หยู และในปี 2014 เขาก็ได้แสดงประกบแจงดองกันและคิมมินฮีในภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง No Tears for the Dead ให้กับมือเขียนบท/ผู้กำกับชื่อดัง ลีจองบอมอีกด้วย

    ผลงานภาพยนตร์จอเงินของเขา ที่แฟนภาพยนตร์รู้จักจากการรับบทผู้ร้าย “ดีเค เจ้าพ่อดริฟท์” ในภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สเรื่อง The Fast and the Furious: Tokyo Drift ภายใต้การกำกับของจัสติน ลิน รวมถึงคอเมดีโดยลินเรื่อง Finishing the Game: The Search for A New Bruce Lee รวมถึงภาพยนตร์อินดีเรื่อง Deadland และ Chain Letter อีกด้วย

    ในช่วงที่เขาเริ่มอาชีพนักแสดงใหม่ๆ เขาได้แสดงบทบาทที่บาดลึก ตราตรึงใจ “นายทหารจิมมี นาคายามะ” ในภาพยนตร์แอ็กชันดรามาแรนดัลล์ วอลเลซเรื่อง We Were Soldiers ที่นำแสดงโดยเมล กิ๊บสัน และได้แสดงในคอเมดีเรื่อง Austin Powers in Goldmember ที่นำแสดงโดยไมค์ ไมเออร์สและ Fun with Dick and Jane ที่นำแสดงโดยจิม แคร์รีย์

    ผลงานจอแก้วของทีร้อนแรงกว่านั้น หลังจากการแสดงโดดเด่นในตอนไพล็อตของซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง Love Is A Four Letter Word จากทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ เขาก็มีโอกาสได้เป็นขาประจำในซีรีส์ดรามายอดนิยมเรื่องใหม่ทางเอ็นบีซีเรื่อง Chicago Med ในบทอดีตทหารเรือ “ดร.อีธาน ชอย” ทีรับบทแพทย์ผู้มุ่งมั่นแต่หุนหันพลันแล่น ที่มีอาการตึงเครียดจากเหตุสะเทือนจิตใจ เขาทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือคนไข้ของเขาแม้จะต้องรับมือกับปัญหาส่วนตัวของเขาก็ตาม นอกจากนี้ ตัวละครของเขายังได้ปรากฏในซีรีส์ครอสโอเวอร์ยอดนิยมเรื่อง Chicago P.D. และ Chicago Fire อีกด้วย

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของเอพิโซดเปิดตัวของซีรีส์ซีบีเอสเรื่อง Zoo ที่สร้างจากนิยายจากนักเขียนเบสต์เซลเลอร์ เจมส์ แพทเทอร์สันและ Anatomy of Violence จากผู้สร้าง Homeland นอกจากนี้ เขายังได้นำแสดงในบทประจำของซีรีส์อายุยืนเรื่อง Hawaii Five-0 ในบท “ฮิเดอากิ คิตามูระ” คนเก็บเงินของพวกยากูซา ที ผู้เดินหน้าสร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง รับบทนำในภาพยนตร์ไลฟ์ไทม์เรื่อง The Gabby Douglas Story ในบท “โค้ชเหลียงโจว” ผู้สร้างแรงบันดาลใจ

    นอกเหนือจากนั้น เขายังรับบท “เอ็ดดี้ ชอย” ใน Crash ซีรีส์สตาร์ซที่สร้างจากภาพยนตร์รางวัลอคาเดมี อวอร์ด และมีบทประจำเป็นมือสังหาร “อากิระ คิมูระ” ในซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง Grimm

    เขาได้รับบทรับเชิญที่น่าจดจำในซีรีส์เรื่อง Agents of S.H.I.E.L.D, The Lottery, Legends, Beauty and the Beast, Burn Notice, The Good Guys, C.S.I., Dark Blue, Bones, Lie to Me, Jericho, Grey’s Anatomy, Entourage, The Unit, Wanted, Without A Trace, JAG, Family Law, The Pretender และ Buffy the Vampire Slayer

    เขาเป็นชาวลอสแองเจลิส มีเชื้อสายจากหลายเชื้อชาติในเอเชีย เขาเชี่ยวชาญทั้งภาษาญี่ปุ่นและเกาหลี เขาสำเร็จการศึกษาสาขาศิลปะการละครจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในเบิร์คลีย์

    สตีเฟน ฟาร์เรลลี (Stephen Farrelly) รับบท ร็อคสเตดดี้
    สตีเฟน ฟาร์เรลลี เป็นที่รู้จักดีที่สุดของแฟนๆ ทั่วโลกในฐานะซูเปอร์สตาร์ของวงการมวยปล้ำ “เชียมัส” ผู้ที่อารมณ์ร้อนแรงของเขาเข้าคู่กันดีกับผมสีแดงเพลิงของเขา นักมวยปล้ำหัวแดงจากดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ผู้นี้ นำสไตล์ดุดันมาสู่สังเวียน ในแบบที่ทำให้นึกถึงบรรพบุรุษชาวเคลติก ผู้สูงส่งและกล้าหาญของเขา

    ฟาร์เรลลีโตขึ้นมาในเมืองและมักจะต้องปกป้องเพื่อนตัวน้อยของเขาจากคนที่เข้ามากลั่นแกล้งเสมอ เขาเชี่ยวชาญกีฬาฟุตบอลเกลลิค ฟุตบอลและรักบี้ และเขาก็เลือกยกเวทกับพ่อของเขา ผู้พาเขาไปร่วมการแข่งขันยกน้ำหนักสมัครเล่น เขาตั้งเป้าหมายที่จะนำความเป็นไอริชแท้ๆ ที่มีประวัติศาสร์รุ่มรวยและตำนานนักรบผู้ดุดัน ที่เป็นที่เกรงกลัวของศัตรู มาสู่วงการมวยปล้ำ ในฐานะเชียมัส เขามองตัวเองว่าเป็นนักสู้ทรงพลังสมัยใหม่ และกลายเป็นหนึ่งในซูเปอร์สตาร์ที่ทำงานหนักที่สุดในวงการมวยปล้ำปัจจุบัน

    เชียมัสเป็นแชมเปี้ยนโลกรุ่นเฮฟวีเวทของสมาคมมวยปล้ำโลกสี่สมัย เป็นคิง ออฟ เดอะ ริงปี 2010 เป็นแชมเปี้ยนของอเมริกาสองสมัย เป็นผู้ชนะรายการรอยัล รัมเบิล ปี 2012 ซึ่งนำไปสู่การมีชัยเหนือแดเนียล ไบรอัน ภายใน 18 วินาที ที่เรทเซิลมาเนีย เพื่อคว้าแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวท และเจ้าของสัญญามันนี อิน เดอะ แบงค์ปี 2015 บรรดาซูเปอร์สตาร์ที่เขาได้ต่อสู้มีมากมายและมีชื่อเสียงทั้งนั้น ได้แก่ จอห์น เซนา, แรนดี้ ออร์ตัน, บิ๊ก โชว์, แดเนียล ไบรอันและทริปเปิล เอช

    ฟาร์เรลลี ผู้พร้อมรับความท้าทายเสมอ ได้ก้าวสู่โลกการแสดงและไม่นานนัก เขาก็จะได้แสดงในภาพยนตร์โดยพาราเมาท์ พิคเจอร์สเรื่อง Teenage Mutant Ninja Turtles 2 ที่มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 3 มิถุนายน ปี 2016

    แกรี แอนโธนี วิลเลียมส์ (Gary Anthony Williams) รับบท บีบ็อป
    ปัจจุบัน แกรี แอนโธนี วิลเลียมส์ ได้รับบทประจำในซีรีส์ซีดับบลิวเรื่อง Whose Line is It Anyway? และซีรีส์ทีวี แลนด์เรื่อง Soul Man ประกบเซดริค ดิ เอนเตอร์เทนเนอร์ นอกจากนี้ เขายังเป็นที่รู้จักจากการแสดงในซีรีส์ Key and Peele, How I Met Your Mother, Weeds, Reno 911, Hot in Cleveland, Workaholics และรับบทประจำใน Boston Legal และ Malcolm in the Middle ผลงานภาพยนตร์ของเขารวมถึง The Internship ประกบโอเวน วิลสันและวินซ์ วอห์น, Harold and Kumar Go to White Castle, Soul Plane และ The Factory ประกบจอห์น คูแซ็ค

    ด้านอนิเมชัน เขาพากย์เสียง “ลุงรัคคัส” ในภาพยนตร์โดยแอรอน แม็คกรูเดอร์เรื่อง The Boondocks (อดัลท์ สวิม), “พ่อของด็อค” ใน Doc McStuffins (ดิสนีย์), “ดัสตี้ แอนด์ เดอร์ตี้ แดน” ในซีรีส์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีเรื่อง Sheriff Callie’s Wild West (ดิสนีย์ จูเนียร์), “มูฟาซา” ใน Lion Guard โดยดิสนีย์และ “ผู้นำมนุษย์กลายพันธุ์” ใน Batman: The Dark Knight Returns เขาเป็นผู้บรรยายซีรีส์ Unsung ที่ได้รับห้ารางวัลเอ็นเอเอซีพี อิเมจ อวอร์ดและได้พากย์เสียงเกมมากมาย รวมถึง STAGECRAFT II และ ALPHA PROTOCOL

    ในฐานะมือเขียนบทและผู้อำนวยการสร้าง แกรีได้ร่วมสร้าง (กับจีน โรชาร์) ซีรีส์ดิจิตอลรางวัลของดรีมเวิร์คส์เรื่อง Life Hacks for Kids ซึ่งตอนนี้ มียอดผู้ชมกว่า 130 ล้านครั้ง นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังได้สร้างและร่วมกำกับซีรีส์ขนาดสั้นเรื่อง Snackdown ให้กับดิสนีย์และมิวสิค วิดีโอและเรื่องสั้นทางเว็บอีกหลายเรื่องด้วย ทั้งคู่ร่วมกันก่อตั้งเทศกาลภาพยนตร์คอเมดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอเมริกา ในชื่อ เทศกาลภาพยนตร์คอเมดีขนาดสั้นแอลเอ นอกจากนี้ แกรียังเป็นสมาชิกของคณะอิมโพรไวส์ผิวสีล้วน เดอะ แบล็ค เวอร์ชัน ซึ่งแสดงที่ลาร์โกในลอสแองเจลิสเป็นประจำอีกด้วย

    ลอรา ลินนีย์ (Laura Linney) รับบท สารวัตรรีเบ็กก้า วินเซนต์
    ลอรา ลินนีย์เป็นนักแสดงหญิงชาวอเมริกันที่ทำงานภาพยนตร์ โทรทัศน์และละครเวที

    ผลงานภาพยนตร์ของเธอรวมถึงภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้าฉายเรื่อง Genius ที่กำกับโดยไมเคิล แกรนด์เอจ ประกบโคลิน เฟิร์ธ, จู๊ด ลอว์และนิโคล คิดแมน, ภาพยนตร์โดยทอม ฟอร์ดเรื่อง Nocturnal Animals และ The Dinner ที่กำกับโดยโอเรน มูฟเวอร์แมน ประกบริชาร์ด เกียร์, สตีฟ คูแกนและรีเบ็กก้า ฮอล ล่าสุด เธอได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง Mr. Holmes ที่กำกับโดยบิล คอนดอน และนำแสดงโดยเอียน แม็คเคลเลน เธอได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง You Can Count on Me, Kinsey และ The Savages (ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล), The Fifth Estate, Hyde Park on Hudson, The Squid and the Whale, Mystic River, Absolute Power, The Truman Show, Primal Fear, The Mothman Prophecies, Love Actually, P.S., The House of Mirth, The Details และ Congo

    เธอได้แสดงและอำนวยการสร้างซีรีส์โชว์ไทม์เรื่อง The Big C นานสี่ซีซัน ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัล และเธอก็ได้รับบทอาบิเกล อดัมส์ในมินิซีรีส์เอชบีโอเรื่อง John Adams ที่กำกับโดยทอม ฮูเปอร์ ในช่วงที่เธอเป็นนักแสดงใหม่ๆ เธอรับบท แมรี แอน ซิงเกิลตันในซีรีส์ Tales of the City โดยอาร์มิสเตด มอปิน ซึ่งยังคงเป็นงานที่เธอซาบซึ้งและภูมิใจมากที่สุดจนถึงทุกวันนี้ เธอได้รับบทแฟนสาวคนสุดท้ายของเคลซีย์ แกรมเมอร์ในหกเอพิโซดสุดท้ายของซีรีส์ Frasier ที่กำกับโดยสแตนลีย์ โดเนนใน Love Letters และได้แสดงประกบโจแอนน์ วู้ดเวิร์ดใน Blindspot

    เธอได้แสดงละครบรอดเวย์หลายเรื่อง ซึ่งผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเธอคือ Time Times Still และ Sight Unseen ซึ่งกำกับโดยแดเนียล ซัลลิแวนและเขียนบทโดยโดนัลด์ มาร์กิเลส และละครโดยอาร์เธอร์ มิลเลอร์เรื่อง The Crucible ที่กำกับโดยริชาร์ด แอร์ ประกบเลียม นีสัน ผู้ซึ่งเธอได้ร่วมงานด้วยหลายครั้ง ละครเรื่องอื่นๆ รวมถึง Six Degrees of Separation, Honour, Uncle Vanya, Les Liaisons Dangereuses, Holiday และ The Seagull

    เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสามครั้ง โทนี อวอร์ดสามครั้ง บาฟตา อวอร์ดหนึ่งครั้งและลูกโลกทองคำห้าครั้ง เธอได้รับหนึ่งรางวัลแซ็ก อวอร์ด หนึ่งรางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติ สองรางวัลลูกโลกทองคำและสี่รางวัลเอ็มมี อวอร์ด เธอได้รับปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยบราวน์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าของเธอ และเดอะ จูเลียร์ด สคูล

    ไทเลอร์ เพอร์รี (Tyler Perry) รับบท แบ็กซ์เตอร์ สต็อคแมน
    การเดินทางที่สร้างแรงบันดาลใจของไทเลอร์ เพอร์รีจากท้องถนนที่โหดร้ายของนิวออร์ลีนส์สู่การเป็นดาราระดับเอลิสต์ของฮอลลีวูดนับว่าเป็นหนึ่งในตำนานของอเมริกันอย่างแท้จริง ไทเลอร์ ผู้เกิดมาในครอบครัวยากจนและเติบโตในบ้านที่เต็มไปด้วยการทำทารุณ ได้ต่อสู้ตั้งแต่วัยเด็กเพื่อหาความแข็งแกร่ง ศรัทธาและความอดทน ที่ภายหลังกลายเป็นรากฐานสำหรับละครเวที ภาพยนตร์ หนังสือและรายการที่โด่งดังของเขา

    คำแนะนำที่เรียบง่ายจากโอปราห์ วินฟรีย์เป็นการจุดประกายให้อาชีพของเขาเริ่มต้นขึ้น เมื่อได้รับการสนับสนุนให้เขียนบันทึกความคิดประจำวันและประสบการณ์ของเขาเอาไว้ เขาก็เริ่มเขียนจดหมายเกี่ยวกับการค้นหาจิตวิญญาณถึงตัวเอง จดหมายพวกนี้ ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและการให้อภัย กลายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเยียวยา งานเขียนของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับมิวสิคัลเรื่อง I Know I’ve Been Changed และในปี 1992 ไทเลอร์ก็รวบรวมเงินเก็บของตัวเองด้วยความหวังที่จะเปิดการแสดงต่อหน้าผู้ชมเต็มโรงละคร เขาใช้เงินเก็บทั้งหมดที่มี แต่กลับไม่มีผู้ชม และอีกครั้งหนึ่งที่ไทเลอร์ต้องเผชิญหน้ากับความยากจนที่ครอบงำวัยเด็กของเขา เขาใช้เวลาหลายเดือนนอนตามโรงแรมโทรมๆ และรถของเขา แต่ศรัทธาของเขาที่มีแต่พระเจ้าและตัวเขาเองมีแต่แข็งแกร่งขึ้น เขาได้สร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับโบสถ์และเขียนงานต่อไปเรื่อยๆ ในปี 1998 ความอดทนของเขานำมาซึ่งผลสำเร็จ โปรโมเตอร์ได้เลือก I Know I’ve Been Changed มาแสดงในโบสถ์ท้องถิ่นที่กลายเป็นโรงละคร ครั้งนี้ ผู้ชมเข้ามาชมอย่างล้นหลามและไม่นานนัก มิวสิคัลเรื่องนี้ก็ได้เปิดการแสดงที่ฟ็อกซ์ เธียเตอร์ที่โด่งดังในแอตแลนตา และไทเลอร์ เพอร์รีก็ไม่เคยมองย้อนหลังมาอีกเลย

    นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของละคร 13 เรื่องในรอบหลายปี รวมถึงเรื่อง Woman Thou Art Loosed! ละครดังที่เป็นการร่วมมือกับที.ดี. เจคส์ บาทหลวงผู้มีชื่อเสียงในดัลลัส ในปี 2000 I Can Do Bad All By Myself เป็นการปรากฏตัวครั้งแรกของเมเดีย ผู้ตอนนี้กลายเป็นตำนานไปแล้ว เมเดีย คุณยายเสียงดัง พี้กัญชา ควงปืนและกลัวพระเจ้า รับบทโดยตัวเพอร์รีเอง เมเดียประสบความสำเร็จอย่างสูงจนทำให้ตัวละครตัวนี้ไปปรากฏในละครเวทีอีกหลายเรื่อง เช่น Madea’s Family Reunion (2002), Madea’s Class Reunion (2003), Madea Goes To Jail (2005) และทำให้ไทเลอร์ได้ก้าวสู่โลกจอเงิน ในปี 2015 เขาได้หวนคืนสู่เวทีละครอีกครั้ง เพื่อแสดงละครเวทีเรื่องใหม่ Madea on the Run ต่อหน้าผู้ชมเต็มโรงละครทั่วอเมริกา

    ในช่วงต้นปี 2005 ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา Diary of a Mad Black Woman เปิดตัวที่อันดับหนึ่งในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ผลงานภาพยนตร์หลังจากนั้นของเขา Madea’s Family Reunion, Daddy’s Little Girls, Why Did I Get Married?, Meet The Browns, The Family That Preys, I Can Do Bad All by Myself, Why Did I Get Married Too?, For Colored Girls, Madea’s Big, Happy Family, Good Deeds และ Madea’s Witness Protection ล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ และสร้างความชื่นชมให้กับผู้ชมทั่วอเมริกาและทั่วโลก นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในภาพยนตร์ที่กำกับโดยร็อบ โคเฮนเรื่อง Alex Cross และช่วยจัดจำหน่ายภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดเรื่อง Precious ที่สร้างจากนิยายเรื่อง Push โดยแซฟไฟร์ ร่วมกับ 34th สตรีท ฟิล์มส์ของเขา, ฮาร์โป ฟิล์มส์ของโอปราห์ วินฟรีย์และไลออนส์เกท

    ในปี 2006 เขาได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มแรก Don’t Make A Black Woman Take Off Her Earrings: Madea’s Uninhibited Commentaries On Life And Love ซึ่งติดอันดับท็อปของลิสต์หนังสือนอนฟิคชันเบสต์เซลเลอร์ของนิวยอร์ก ไทม์ และครองตำแหน่งดังกล่าวนานแปดสัปดาห์ หนังสือเรื่องนี้ได้รับรางวัลควิลล์ บุ๊ค อวอร์ดทั้งสาขา “อารมณ์ขัน” และ “หนังสือแห่งปี” (ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับนักเขียนหน้าใหม่) และเผยแพร่แบรนด์ความบันเทิงที่สร้างแรงบันดาลใจตามสไตล์ไทเลอร์ เพอร์รีให้กับผู้ติดตามกลุ่มใหม่ มันเป็นแบรนด์ที่กลายเป็นอาณาจักรอย่างรวดเร็ว ในปี 2007 ไทเลอร์ได้ก้าวสู่แวดวงจอแก้วด้วยซีรีส์ทีบีเอสเรื่อง House of Payne ซีรีส์ใหม่ที่เรตติ้งสูงสุด ซึ่งได้ฉายตามช่องต่างๆ หลังจากเวลาเพียงแค่หนึ่งปี ผลงานหลังจากนั้นของเขา Meet the Browns เป็นซีรีส์ที่เปิดตัวด้วยเรตติ้งสูงสุดเป็นอันดับสอง ตามหลัง House of Payne ในช่วงปลายปี 2012 เพอร์รีได้ร่วมมือกับโอปราห์ วินฟรีย์ในข้อตกลงพิเศษที่จะนำรายการมาลงสถานี โอดับบลิวเอ็น ของเธอ และเริ่มต้นด้วยซิทคอมครึ่งชั่วโมง Love Thy Neighbor และดรามาหนึ่งชั่วโมง The Haves and The Have Nots ซึ่งเปิดตัวในปี 2013 และกลายเป็นซีรีส์ที่มีเรตติ้งสูงสุดของสถานีจนถึงปัจจุบัน

    ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2008 เพอร์รีได้เปิดตัวสตูดิโอพื้นที่ 200,000 ตารางฟุตของเขาในแอตแลนตา บนพื้นที่เดิมของสายการบินเดลตา แอร์ไลน์ ที่มีพื้นที่มากกว่า 30 เอเคอร์ สตูดิโอแห่งนี้ประกอบไปด้วยซาวน์สเตจห้าแห่ง อาคารสำหรับงานโพสต์โปรดักชัน สระน้ำ โรงถ่ายทำ โรงละคร 400 ที่นั่ง ห้องฉายภาพยนตร์ส่วนตัวและพื้นที่สำหรับงานอีเวนต์และความบันเทิง

    ไทเลอร์ เพอร์รี ผู้ไม่พอใจกับความสำเร็จเพียงเท่านี้ และพนักงานที่แอตแลนตากว่า 400 ชีวิตของเขา มุมานะทำงานอย่างหนัก ผลงานภาพยนตร์ล่าสุดของเขารวมถึง Temptation: Confessions of a Marriage Counselor ที่เข้าฉายในเดือนมีนาคม ปี 2013 และ Peeples ภายใต้แบนเนอร์ 34th สตรีท ฟิล์มส์ของเขา ก็เข้าฉายในเดือนพฤษภาคม ปี 2013 ในช่วงปลายปี 2013 เขาได้แสดงใน A Madea Christmas ที่ดัดแปลงจากบทละครเวทีชื่อเดียวกันของเขา ในปี 2014 เขาได้แสดงใน Single Mom’s Club ผลงานสร้างของ 34th สตรีท ฟิล์มส์ ที่เขากำกับ If Loving You Is Wrong ซีรีส์ใหม่ทางโอดับบลิวเอ็น ที่สร้างจากภาพนยตร์เรื่องนี้ เปิดตัวในฤดูใบไม้ร่วงปี 2014 ไทเลอร์ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากการแสดงของเขาประกบเบน เอฟเฟล็คในภาพยนตร์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศโดยเดวิด ฟินเชอร์เรื่อง Gone Girl หลังจากนี้ เขาจะได้รับบทเมเดียอีกครั้งใน in Boo! A Madea Halloween

    ลองฟังไทเลอร์ เพอร์รีดู แล้วคุณจะได้ยินคนที่ไม่เคยลืมคนที่ช่วยเขาปีนมาถึงยอดเขา ที่เขาเคยฝันว่าซักวันหนึ่งจะปีนให้ถึง เขามีส่วนร่วมและบริจาคเงินมหาศาลให้กับองค์กรเกี่ยวกับสิทธิพลเมืองผ่านทางการร่วมงานกับเอ็นเอเอซีพีและเอ็นเอเอ็น นอกจากนี้ เขายังสนับสนุนองค์กรการกุศลที่ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือคนเร่ร่อน เช่น ฟี้ดดิ้ง อเมริกา, โคเวเนนท์ เฮาส์, โฮเซีย ฟี้ด เดอะ ฮังกรี้, โปรเจ็กต์ แอดเวนเจอร์และเพอร์รี เพลซ ชุมชน 20 ครัวเรือนที่ไทเลอร์สร้างให้กับผู้รอดชีวิตจากเฮอร์ริเคนแคทรินาในนิวออร์ลีนส์ ในเดือนมกราคม ปี 2010 เพอร์รีได้มอบเงินหนึ่งล้านเหรียญผ่านทางมูลนิธิไทเลอร์ เพอร์รี ฟาวน์เดชัน เพื่อช่วยฟื้นฟูชีวิตของผู้ที่ได้รับผลกระทบกระเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวในเฮติ

    ไทเลอร์ เพอร์รีทำตามสิ่งที่เขาสอน และสิ่งที่เขาสอนก็ทำให้เขาเป็นที่รักของแฟนๆ หลายล้าน ที่ถูกดึงดูดเข้าหาส่วนผสมที่แปลกพิเศษของความหวังทางจิตวิญญาณและอารมณ์ขันติดดิน ที่ยังคงหล่อหลอมเรื่องราวชีวิตที่สร้างแรงบันดาลใจและผลงานที่พิเศษสุดของเขาอย่างไม่หยุดยั้ง

    บริทนีย์ อิชิบาชิ (Brittany Ishibashi) รับบท คาไร
    บริทนีย์ อิชิบาชิ เกิดและเติบโตในโอเรนจ์ เคาน์ตี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย เธอโตมาในบ้านที่เต็มไปด้วยศิลปะ พ่อของเธอ ผู้เป็นโปรโมเตอร์คอนเสิร์ตและนักดนตรีและแม่ของเธอ ผู้เป็นนักร้อง มองเห็นความรักของลูกสาวพวกเขาที่มีต่อการแสดงและสนันบสนุนให้เธอทดลองทำสิ่งต่างๆ มากมายในแวดวงบันเทิง บริทนีย์ค้นพบความรักที่เธอมีต่อละครมิวสิคัลตั้งแต่เล็กๆ และเธอก็แสดงความชำนาญในการเต้น การเล่นดนตรีและการแสดง เธอเข้าศึกษาที่โรงเรียนการละคร ภาพยนตร์และโทรทัศน์แห่งยูซีแอลเอ พร้อมกับสะสมประวัติงานแสดงไปพร้อมๆ กัน เธอได้แจ้งเกิดหลังจากจบไฮสคูล เมื่อเธอได้รับเลือกจากเจ.เจ.อับรามส์ให้แสดงใน Felicity ซีรีส์รางวัลลูกโลกทองคำ

    เธอได้ทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมาในบทประจำและบทรับเชิญในซีรีส์กว่าสามสิบเรื่อง รวมถึง The Office, Grey’s Anatomy, House M.D., The Mentalist, Emily Owens M.D., Bones, Castle, Major Crimes, Grace and Frankie, Young & Hungry และ Supernatural หลังจากการเปิดตัวที่น่าตื่นเต้นที่งานคอมิกคอน เธอก็ได้กลับมารับบท “แม็กกี้ เซ็ดด์มอร์” อีกครั้งใน Ghostfacers ซึ่งเป็นสปินออฟจากซีรีส์ Supernatural ซึ่งมีแฟนๆ ติดตามจากทั่วโลก อย่างไรก็ดี เธออาจเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากบท “แอนน์ โอกามิ” ในซีรีส์ทางยูเอสเอ เน็ตเวิร์ค ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงลูกโลกทองคำและเอ็มมี อวอร์ดเรื่อง Political Animals เธอขโมยซีนในฐานะนักออกแบบตกแต่งภายในคนสวยผู้ร่าเริง ผู้ที่หดหู่ลงเรื่อยๆ เมื่อความกดดันจากชีวิตในครอบครัวของนักการเมืองเริ่มส่งผลกับเธอ

    ด้านภาพยนตร์และมัลติมีเดีย เธอได้ทำงานในโปรเจ็กต์กว่ายี่สิบเรื่อง ซึ่งหลายเรื่องอยู่ภายใต้การกำกับของโจน เชคเคล, โรเบิร์ต เรดฟอร์ดและแดนนี เดอวีโต้

    นอกเหนือจากการทำงานหน้ากล้องแล้ว บริทนีย์ยังชื่นชอบการอำนวยการสร้างคอนเทนท์แปลกใหม่ ที่น่าติดตามอีกด้วย เธอได้ก่อตั้งบริษัทโปรดักชันของตัวเองในชื่อ มานา โมเมนต์ ในปี 2015 ซึ่งให้ความสำคัญกับคอนเทนท์ขำขันที่เน้นผู้หญิง

    ในยามว่างเว้นจากการถ่ายทำ บริทนีย์ก็จะฝึกเทควันโด้ ซึ่งเธอฝึกถึงระดับสายดำ นอกจากนี้ เธอยังรักการใช้เวลาอยู่กับครอบครัวด้วย ปัจจุบัน เธอใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิสกับ เจฟฟ์ สามีของเธอและ ไค ลูกชายของพวกเขา

    เจน วู (Jane Wu) รับบท เจด
    เจน วู เป็นนักแสดงหญิงและผู้อำนวยการสร้างชาวจีน ผู้มีแบ็คกราวน์จากภาพยนตร์จีนและอเมริกัน 1905.com แพลทฟอร์มภาพยนตร์จีนที่โด่งดังแห่ง ซีซีทีวี6 ไชนา มูฟวี แชนแนล เป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวของเธอในจีน ภาพยนตร์ขนาดสั้นเรื่องล่าสุดของเธอ A Children’s Song ถูกอำนวยการสร้างร่วมกับไชนา มูฟวี แชนแนลและบอกเล่าเรื่องราวของผู้อพยพชาวยิวในเซียงไฮ้ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง A Children’s Song ได้รับการยกย่องจากพิพิธภัณฑ์มิวเซียม ออฟ ทอเลอแรนซ์ในลอสแองเจลิสในปี 2016

    ประวัติทีมผู้สร้าง

    เดฟ กรีน (Dave Green) – ผู้กำกับ
    เดฟ กรีน เปิดตัวผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกด้วยภาพยนตร์ผจญภัยสำหรับครอบครัว Earth to Echo ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เป็นที่ชื่นชอบของทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็กๆ พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของกรีนในการผสมผสานเรื่องราวอบอุ่นหัวใจและภาพน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้ชมทุกวัยได้

    ปัจจุบัน กรีนอยู่ระหว่างการอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Campfire สำหรับนิวไลน์ ซีเนมา นอกเหนือจากนั้น เขายังถูกวางตัวให้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Lore สำหรับวอร์เนอร์ บรอส. อีกด้วย ดเวย์น จอห์นสันถูกวางตัวให้นำแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งสร้างจากนิยายภาพจากไอดีดับบลิว ที่เขียนโดยวู้ดและที.พี. หลุยส์

    ก่อนหน้าที่จะทำงานภาพยนตร์ เขาเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากผลงานของเขาในฐานะผู้กำกับมิวสิค วิดีโอและภาพยนตร์ขนาดสั้น ผลงานก่อนหน้านี้ของเขาได้แก่ภาพยนตร์ขนาดสั้นที่ประสบความสำเร็จแบบไวรัลเรื่อง Meltdown ที่นำแสดงโดยเดวิด ครอส, Pinkberry: The Movie และ Zombie Roadkill ที่อำนวยการสร้างโดยแซม ไรมี ผลงานภาพยนตร์ขนาดสั้นและมิวสิค วิดีโอของเขาถูกอำนวยการสร้างร่วมกับคอเมดี เซ็นทรัล, ฟันนี ออร์ ดาย, วอร์เนอร์ บรอส. เรคคอร์ดส์และเอบีซี

    กรีนเริ่มสนใจการสร้างภาพยนตร์ตั้งแต่เล็กๆ โดยเขาได้สร้างภาพยนตร์ขนาดสั้นร่วมกับเพื่อนๆ เป็นงานอดิเรกสมัยเด็ก เขาสำเร็จการศึกษาจากยูซี เบิร์คลีย์ก่อนที่จะกลับสู่เซาเธิร์น แคลิฟอร์เนีย ที่ซึ่งเขาอาศัยอยู่ในปัจจุบัน

    ไมเคิล เบย์ (Michael Bay) – ผู้อำนวยการสร้าง
    ไมเคิล เบย์ กลายเป็นผู้กำกับมืออาชีพตั้งแต่อายุเพียงแค่ 23 ปี พออายุได้ 25 ปี เขาก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับแม่เหล็กระดับโลก เขาได้รับรางวัลกรังด์ปรีซ์ คานส์ ไลออนส์ สาขาโฆษณายอดเยี่ยมของโลกจากสปอตโฆษณา “Got Milk?/Aaron Burr” ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสิบสุดยอดโฆษณาคลาสสิกตลอดกาล โฆษณาหลายชิ้นของเขาได้รับการบรรจุอยู่ในคอลเล็กชันถาวรของโมมา (พิพิธภัณฑ์มิวเซียม ออฟ โมเดิร์น อาร์ต) ในนิวยอร์ก

    หลังจากนั้น เขาก็กลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้แจ้งเกิดให้กับวิล สมิธในฐานะพระเอกนักบู๊ด้วย Bad Boys ตามด้วยภาพยนตร์แอ็กชันลุ้นระทึกเรื่อง The Rock ที่นำแสดงโดยฌอน คอนเนอรี, นิโคลัส เคจและเอ็ด แฮร์ริส

    ผลงานของเขา พร้อมด้วยบริษัทโปรดักชัน เบย์ ฟิล์มส์ ของเขา ดำเนินต่อเนื่องด้วยบล็อกบัสเตอร์เรื่องแล้วเรื่องเล่า รวมถึง Armageddon, Pearl Harbor, Bad Boys 2 และ Transformers ทั้งสี่ภาค ด้วยความสำเร็จยิ่งใหญ่ในบ็อกซ์ออฟฟิศของภาพยนตร์เหล่านี้ ทำให้ปัจจุบันเบย์เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับสอง รองจากสตีเวน สปีลเบิร์ก หนึ่งในอาจารย์ของเขา และเป็นผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในตลาดโลกเป็นอันดับสี่ นิตยสารฟอร์บส์และวานิตี้ แฟร์ได้เลือกเขาให้เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำรายได้สูงสุดในฮอลลีวูดในรอบหกปีที่ผ่านมา

    ในช่วงสองสามปีนี้ เบย์ได้ก้าวข้ามงานเมนสตรีมเพื่อจับงานภาพยนตร์อาร์ตฟอร์มเล็กกว่า เช่นคอเมดีตลกร้ายเรื่อง Pain and Gain ที่นำแสดงโดยมาร์ค วอห์ลเบิร์กและดเวย์น จอห์นสันและล่าสุด 13 Hours: The Secret Soldiers of Benghazi เรื่องจริงที่ไม่เคยมีการบอกเล่าของภารกิจช่วยชีวิตที่ทำให้ชาวอเมริกัน 36 ชีวิตรอดตายระหว่างการโจมตีสถานกงสุลอเมริกันในเมืองเบนกาซี ประเทศลิเบีย ในวันที่ 11 กันยายน ปี 2012

    ในเดือนกันยายน ปี 2015 เขาได้รับการยกย่องในงานเทศกาลภาพยนตร์อเมริกันโดวิลล์ครั้งที่ 41 ที่ซึ่งภาพยนตร์หลายเรื่องของเขาได้เข้าฉายและที่ซึ่งนายกเทศมนตรีเมืองโดวิลล์ได้ตั้งชื่อกระท่อมชายหาดตามชื่อของเขา ตามธรรมเนียมของเมืองชายทะเล

    นิตยสารฮอลลีวูด รีพอร์ตเตอร์ได้ยกย่องเบย์และหุ้นส่วนสองคนของเขาในแพลตินัม ดูนส์ว่าเป็น “ผู้อำนวยการสร้างแห่งปี” ประจำปี 2014 บริษัทแห่งนี้ มีผลงานภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จในทุกแนว ตั้งแต่ภาพยนตร์สยองขวัญฟอร์มเล็กอย่าง Texas Chainsaw Massacre (2003), Amityville Horror (2005) และ Nightmare on Elm Street (2010) ซึ่งช่วยแจ้งเกิดให้กับนักแสดงและผู้กำกับหน้าใหม่ ไปจนถึงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Teenage Mutant Ninja Turtles โดยรวมแล้ว ภาพยนตร์ของเบย์ ทั้งในฐานะผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้าง ทำรายได้รวมกันไปกว่า 7.3 พันล้านเหรียญในบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลก

    แผนกแพลตินัม ดูนส์ เทเลวิชันได้อำนวยการสร้างซีรีส์ยอดนิยมทางสตาร์ซเรื่อง Black Sails ซึ่งเพิ่งออกอากาศซีซันที่สามท่ามกลางเสียงวิจารณ์ชื่นชมและ The Last Ship ที่มีกำหนดออกอากาศซีซันที่สามทางทีเอ็นทีในซัมเมอร์นี้ ซีรีส์จอแก้วเกี่ยวกับแจ็ค ไรอัน พระเอกซีไอเอของนักเขียนนิยายทอม แคลนซี กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาร่วมกับหุ้นส่วน พาราเมาท์ เทเลวิชันและอเมซอน

    เมื่อเร็วๆ นี้ เบย์ได้มีส่วนร่วมในการก่อตั้ง 451 มีเดีย กรุ๊ป ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการพัฒนา อำนวยการสร้างและการทำการตลาดเทคโนโลยี ศิลปะและสินค้า จากนิยายภาพและคอนเทนท์ใหม่ๆ ในท่วโลก

    รายได้ที่เขาได้รับจากธุรกิจของเขาถูกนำไปสนับสนุนกองทุนแอนนิมอล คอนเซอร์แวนซี ทรัสต์ ฟันด์ ที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ในแอฟริกา นอกจากนี้ เขายังมีแผนที่จะอำนวยการสร้างสารคดีไอแมกซ์ขนาดใหญ่เกี่ยวกับการล่าช้างในแอฟริกาอีกด้วย

    เบย์ได้ทำงานสอนที่ฮาร์วาร์ด แกรดดูเอท สคูล ออฟ อาร์คิเต็กเชอร์, มหาวิทยาลัยเวสเลยันและมหาวิทยาลัยเซาเธิร์น แคลิฟอร์เนีย รวมถึงงานประชุมผู้นำทางธุรกิจแห่งชาติหลายแห่งอีกด้วย ในปี 2011 เขาได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นจากมหาวิทยาลัยเวสเลยัน ซึ่งเป็นสถาบันศึกษาเก่าของเขา

    ปัจจุบัน เขาอยู่ระหว่างการทำงานในภาคที่ห้าของแฟรนไชส์ Transformers ที่มีกำหนดเข้าฉายในเดือนมิถุนายน ปี 2017

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *