The Beguiled |เล่ห์ลวง พิศวาส ปรารถนา

The Beguiled | เล่ห์ลวง พิศวาส ปรารถนา

  • Genres: Drama, Western
    Running Time: 93 min
    Release Date:June.30,2017 (USA)
    MPAA Rating:R for some sexuality
    Distributors: American Zoetrope, FR Productions
    Starring: Nicole Kidman, Kirsten Dunst, Elle Fanning
    Directed by:Sofia Coppola

    The Beguiled เป็นภาพยนตร์แนวระทึกขวัญด้วยบรรยากาศของหนัง จากผู้กำกับและเขียนบทที่ได้รับการยกย่อง โซเฟีย คอปโปลา

    เรื่องราวของหนังเกิดขึ้นในโรงเรียนประจำหญิงล้วนในภาคใต้ของอเมริกา ช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ กลุ่มเด็กสาวช่วยชีวิตและนำทหารฝ่ายศัตรูที่บาดเจ็บเข้ามาอยู่ในโรงเรียน ขณะที่พวกเธอให้ที่พักพิงและรักษาอาการบาดเจ็บของเขา สถานที่แห่งนี้ก็ถูกครอบงำด้วยความตึงเครียดเรื่องชู้สาวและการชิงดีชิงเด่นที่เป็นภัย และข้อห้ามก็ถูกละเมิดเมื่อเกิดการพลิกผันที่ไม่คาดคิดของเรื่องราว

    โฟกัส ฟีเจอร์ส เสนอภาพยนตร์จากการสร้างของบริษัทอเมริกัน โซอีโทรพ เรื่อง The Beguiled นำแสดงโดยโคลิน ฟาร์เรลล์, นิโคล คิดแมน, เคียร์สเตน ดันสต์, แอลล์ แฟนนิง ดนตรีประกอบโดยฟีนิกซ์ ดัดแปลงจาก Magnificat ของเคลาดิโอ มอนเตแวร์ดี, สเตซี แบทแททออกแบบเสื้อผ้า, ตัดต่อโดยซาราห์ แฟล็ค ( เอซีอี), ออกแบบงานสร้างโดยแอนน์ รอสส์, กำกับภาพโดย ฟิลิปป์ เลอ ซูร์ด (เอเอฟซี), โรมัน คอปโปลา, แอนน์ รอสส์, เฟร็ด รูส และโรเบิร์ต ออร์ทิซ เป็นผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร อำนวยการสร้างโดยยูรี เฮนลีย์ และโซเฟีย คอปโปลา เขียนบทดัดแปลงและกำกับโดยโซเฟีย คอปโปลา ผลงานภาพยนตร์โดยโฟกัส ฟีเจอร์ส

    เกี่ยวกับงานสร้าง

    หลังจากเคยร่วมเดินทางกับตัวละครมากมายในช่วงพลิกผันของพวกเขาในศตวรรษที่ 18, 20 และ 21 ตอนนี้ผู้กำกับโซเฟีย คอปโปลา เดินทางเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 ด้วยผลงานเรื่อง The Beguiled ซึ่งเธอเขียนบทดัดแปลงจากนวนิยายชื่อเดียวกันของโทมัส คัลลิแนน

    ผู้มาร่วมเดินทางครั้งใหม่กับผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์มีทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง คอปโปลากลับมาร่วมงานกับนักแสดงสาวสองคนที่เธอชื่นชอบในจำนวนหลายๆคน คือเคียร์สเตน ดันสต์และแอลล์ แฟนนิง และร่วมงานครั้งแรกกับโคลิน ฟาร์เรลล์ นักแสดงเจ้าของรางวัลลูกโลกทองคำ และนักแสดงรางวัลออสการ์ นิโคล คิดแมน นักแสดงมากประสบการณ์เหล่านี้ได้กลุ่มนักแสดงสาววัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มสร้างชื่อเสียงในวงการมาเสริมทีม

    ทีมงานในส่วนงานสร้างของคอปโปลา ก็รวมถึงแอนน์ รอสส์ คนออกแบบงานสร้าง, ซาราห์ แฟล็ค คนตัดต่อ และสเตซี แบทแทท คนออกแบบเสื้อผ้า ซึ่งแต่ละคนเคยร่วมงานกับเธอมาแล้วหลายเรื่อง นอกจากนี้ยังมีฟิลิปป์ เลอ ซูร์ด ผู้กำกับภาพที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์ มารับหน้าที่นี้ในหนังของคอปโปลาเป็นครั้งแรก

    เหตุการณ์ของหนังเกิดขึ้นในปี 1864 เมื่อสงครามกลางเมืองของอเมริกาเข้าสู่ปีที่สาม และถ่ายทอดเรื่องราวในโรงเรียนประจำหญิงล้วนแห่งหนึ่งในภาคใต้ในเวอร์จิเนีย ที่มีทหารบาดเจ็บฝ่ายเหนือเข้ามาหลบภัย

    เรื่องราวในภาพยนตร์เรื่อง The Beguiled เวอร์ชั่นปี 1971 ที่กำกับโดยดอน ซีเกล นำแสดงโดยคลินต์ อีสต์วู้ด, เจอรัลดีน เพจ, อลิซาเบธ ฮาร์ตแมน และโจ แอนน์ แฮร์ริส ดึงดูดใจคอปโปลา และอยากสำรวจลงไปให้ลึกในธีมที่ว่าด้วยเรื่องราวของผู้หญิงที่อยู่กันอย่างโดดเดี่ยวในช่วงสงครามกลางเมือง ในการเขียนบทดัดแปลง เธอกลับไปหาหนังสือต้นฉบับเพื่อบอกเล่าเรื่องราวจากมุมมองของตัวละครผู้หญิงสำหรับหนังเรื่องนี้ของเธอ

    ในขณะที่มีความตึงเครียดทั้งในเรื่องเพศและเรื่องอื่นตลอดเรื่องราวในหนัง “บทหนังที่น่าทึ่งมาก” ตามที่ฟาร์เรลล์คิด ดึงดูดใจเขาเพราะ “มันพินิจพิเคราะห์เรื่องที่ว่าความไร้เดียงสาใดๆที่คงอยู่มาตลอด ถูกทำลายไปได้อย่างไรในช่วงสงคราม มันยังสำรวจลงไปถึงการที่ลักษณะคล้ายสัตว์ของพฤติกรรมมนุษย์สามารถถูกกระตุ้นและแพร่กระจายได้อย่างไร แม้แต่ตอนที่คุณไม่ได้อยู่ในแนวหน้า”

    “ความรุนแรงในหัวใจของมนุษย์เป็นธีมที่คงอยู่ตลอดกาล ไม่ว่าเรื่องราวของหนังจะเกิดขึ้นในยุคสมัยใด”

    ดันสต์บอกว่า “เรื่องราวในหนังเป็นความลึกลับดำมืดแบบภาคใต้ ซึ่งสิ่งต่างๆจะคุกรุ่นอยู่ด้านล่าง จนกระทั่งมันถึงจุดเดือดและระเบิดออกมา มันไม่น่ากลัว แต่รู้สึกมีความน่ากลัวอยู่ในนั้น ด้วยความรุนแรงและการทำลายล้าง ทั้งหมดยิ่งกระตุ้นความสนใจมากขึ้น เพราะนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางผู้หญิง”

    “ตอนโซเฟียบอกฉันเกี่ยวกับไอเดียนี้เมื่อสองสามปีที่แล้ว สิ่งที่ฉันประทับใจคือเธอสนใจประเด็นเกี่ยวกับผู้หญิงหลายคนที่อยู่ด้วยกันตามลำพัง”

    คิดแมนบอกว่า “ฉันคิดว่ามันน่าตื่นเต้นที่ได้ทำงานกับกลุ่มนักแสดงหญิง แล้วก็วางโคลินลงในความสมดุล”

    “ฉันดีใจมากที่ได้สนับสนุนโซเฟียในฐานะผู้กำกับหญิง และฉันคิดเสมอว่าเธอทำหนังที่มีบรรยากาศในแบบที่เป็นลายเซ็นมาก นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ฉันอยากทำงานกับเธอ”

    แฟนนิงบอกว่า “นอกเหนือจากการได้ทำงานกับโซเฟียอีกครั้ง นี่เป็นเหตุผลที่ฉันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ The Beguiled ผู้หญิงเป็นฝ่ายที่กุมอำนาจในหนังเรื่องนี้ ถึงแม้ฉากของหนังจะเป็นเหตุการณ์ในช่วงสงครามกลางเมืองก็ตาม”

    ชีวิตในช่วงสงครามของผู้หญิงในโรงเรียนเป็นกิจวัตรมากเมื่อเรื่องราวของหนังเริ่มต้นขึ้น แฟนนิงบอกว่า “พวกเธอตื่นนอน ทำงานในสวน มีการสวดมนต์ เล่นดนตรี เรียนภาษาฝรั่งเศส ทานมื้อค่ำ และเข้านอน จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พวกเธอพาตัวทหารบาดเจ็บเข้ามาในโรงเรียน และความเห็นแก่ตัวก็เริ่มขึ้น”

    แอนน์ รอสส์บอกว่า “มันหายากที่คุณจะเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงในช่วงสงคราม และเรื่องที่ว่าพวกเธอมีปฏิกิริยาต่อกันยังไง ใน The Beguiled โซเฟียได้สำรวจลึกลงไปทั้งในมุมของความเป็นเพื่อน และความโดดเดี่ยวของพวกเธอ”

    จากข้อจำกัดของสังคมที่ผู้หญิงเติบโตมาก หรือยังคงเติบโตต่อไป การค้นคว้าข้อมูลต้องเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการเตรียมงานสร้าง รอสส์บอกว่า “อย่างน้อยเราต้องรู้ว่าอะไรคือความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ ก่อนที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นนวนิยาย”

    “แต่โซเฟียกับฉันเริ่มต้นด้วยการทำแบบที่เราทำในหนังทุกเรื่อง นั่นคือการเอารูปภาพ, ของสะสมต่างๆที่เป็นแรงบันดาลใจให้เรามาแชร์กัน ช่วยกันดู ทำเป็นมู้ดบอร์ดออกมา และเขียนรายละเอียดขอบเขตของหนัง” แรงบันดาลใจของหนังมีตั้งแต่หนังดราม่าของออสเตรเลีย เรื่อง Picnic at Hanging Rock จนถึงศิลปการวาดภาพคนของจิตรกร จอห์น ซิงเกอร์ ซาร์เจนต์

    เลอ ซูร์ดเริ่มต้นเตรียมงานสำหรับ The Beguiled “หนึ่งปีเต็มก่อนเริ่มที่เราจะเริ่มการถ่ายทำ สิ่งที่ผมประทับใจตอนหาข้อมูลก็รวมถึงการได้ตรวจสอบการถ่ายภาพด้วยกล้องระบบดาแกร์โรไทพ์ และเรื่องที่การใช้สีแรงๆมีน้อยมากในช่วงสงครามกลางเมือง”

    “โซเฟียกับยูรี เฮนลีย์ (ผู้อำนวยการสร้าง) ตัดสินใจถ่ายทำด้วยฟิล์มภาพยนตร์ ซึ่งผมชื่นชมมาก และเราเลือกใช้อัตราส่วนของภาพแบบหนังสมัยเก่าคือ 1:66/1 เพื่อให้เห็นภาษากายของนักแสดงมากขึ้น”

    ผู้กำกับภาพทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับแบทแททและรอสส์เรื่องการใช้สีของหนัง และเรื่องการทำออกมาได้ถูกต้องตรงกัน จากการที่เหตุการณ์ของหนังเกิดขึ้นก่อนที่จะมีไฟฟ้าใช้สิบกว่าปี จึงมีการจัดแสงแบบแสงธรรมชาติตอนกลางวันในฉากที่ต่อเนื่องกัน แสงธรรมชาติจะมีแสงเพิ่มเติมจากแสงเทียน ซึ่งจะมีเก็บไว้ รวมทั้งทำใช้กันเองในโรงเรียนประจำแห่งนี้ และในบางครั้งก็เป็นแสงจากไฟสตูดิโอยุคปัจจุบัน

    รอสส์บอกว่า “ตอนที่แม็คเบอร์นีย์ (รับบทโดยฟาร์เรลล์) ปรากฏตัวครั้งแรก โลกที่เขาก้าวเข้ามาสีจะอ่อนๆ และซีดจาง เมื่อเขาอยู่กับพวกผู้หญิงนานขึ้นสิ่งต่างๆก็เริ่มเป็นสีเข้มขึ้น สะท้อนอารมณ์ของหนัง”

    ฟาร์เรลล์บอกว่า “ผมชอบที่หนังมีความเป็นดราม่า และมีเมโลดราม่านิดหน่อยด้วย”

    โคลิน ฟาร์เรลล์อยากร่วมงานกับคอปโปลามานานแล้ว ตอนที่ผู้กำกับหญิงคนนี้ติดต่อเขาสำหรับบทนี้ใน The Beguiled เขาเพิ่งเสร็จสิ้นการถ่ายทำหนังอีกเรื่องกับนิโคล คิดแมน ฟาร์เรลล์พูดติดตลกว่า “ตอนนี้นิโคลกับผมเป็นหุ้นส่วนคนละ 50 เปอร์เซนต์ของบริษัททำหนังขนาดเล็กที่ใช้นักแสดงชุดเดิม”

    “ผมชอบทำงานกับนิโคล ตอนเธอมาเข้าฉาก ทุกคนจะทำตัวดีขึ้น ตั้งแต่นักแสดงจนถึงช่างไฟ”

    แฟนนิงบอกว่า “ทุกคนจะยืนตัวตรงขึ้น โดยเฉพาะตอนที่นิโคลกลายเป็นมิสมาร์ธา”

    การมีนักแสดงอยู่ประจำในสถานที่ถ่ายทำเพื่อรับบทเป็นผู้หญิงในภาคใต้ การค้นคว้าข้อมูลจึงขยายขอบเขตกว้างมากขึ้น มีการเรียนวิธีการเขียนโดยใช้ปากกาแบบจุ่มหมึก มีการสาธิตวิธีการใช้เครื่องห้ามเลือด มีการซ้อมก่อนการถ่ายทำโดยนักแสดงแต่งตัวครบชุดด้วยเสื้อผ้าในยุคนั้น
    แฟนนิงบอกว่า “ฉันมาจากจอร์เจีย เลยเข้าใจค่านิยมที่ตัวละครเหล่านี้ถูกเลี้ยงดูมา ฉันคุ้นเคยมากกับการทำตัวเป็นสุภาพสตรีแบบนี้”

    “แต่ในระหว่างการซ้อม เราก็ต้องไปเจอโค้ชที่สอนเรื่องมารยาท และครูสอนเต้นรำที่สอนวิธีการเต้นรำสมัยนั้น”

    ฟาร์เรลล์บอกว่า “ปฏิกิริยาระหว่างผู้ชายคนนี้กับผู้หญิงเหล่านี้เป็นไปตามมารยาทสังคม จนกระทั่งบางคนก้าวออกมาจากกรอบที่เป็นที่ยอมรับ จากนั้นมันก็ไม่ใช่บรรยากาศแบบที่ต้องจำกัดการแสดงความรู้สึกอีกต่อไป ผมไม่คิดว่าตัวละครของผมต้องมีมารยาทมากนัก แต่โซเฟียก็ขอให้ผมไปเจอโค้ชที่สอนเรื่องมารยาทด้วยเช่นกัน ผมก็เลยไป”

    นักแสดงหญิงหลายคนต้องฝึกสำเนียงการพูดซึ่งถูกกำหนดเพื่อบอกสำเนียงเฉพาะของหลายรัฐ วันละหนึ่งชั่วโมง ในขณะที่ก็ทึ่งกับการสามารถคงการใช้เสียงแบบมิสมาร์ธาไว้ได้อย่างสม่ำเสมอของนิโคล คิดแมน เธอบอกว่า “ฉันพูดด้วยสำเนียงชาวใต้สำเนียงเฉพาะมาก และบางครั้งพยายามรักษาสำเนียงนั้นไว้ให้ได้ทั้งก่อนและหลังเทค”

    อูนา ลอเรนซ์, แองกาวรี ไรซ์, เอ็มมา ฮาเวิร์ด และ แอดดิสัน ริคกี ถูกพูดถึงในฐานะ “ผู้เยาว์” เพราะนักแสดงหญิงทั้งสี่คน ถึงแม้จะประสบความสำเร็จในอาชีพแล้ว แต่มีอายุต่ำกว่า 18 มิตรภาพระหว่างทั้งสี่คนแน่นแฟ้นขึ้นจากการเรียนหนังสือด้วยกันในระหว่างการถ่ายทำ รวมทั้งการนั่งรถไปและกลับสถานที่ถ่ายทำด้วยกันทุกวัน

    เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอให้มากยิ่งขึ้น และสร้างตัวเชื่อมระหว่างการค้นคว้าข้อมูลและจินตนาการ คอปโปลาขอให้นักแสดงรุ่นเด็กเขียนบันทึกประจำวัน ในฐานะตัวละครที่พวกเธอแสดง เล่าถึงอดีต คือครอบครัวที่แต่ละคนต้องมาอยู่ห่างไกล รวมถึงปัจจุบันของพวกเธอ คือที่โรงเรียน ผู้กำกับยังให้ข้อมูลอย่างละเอียดแก่ทั้งสี่คนเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กสาวๆในวัยของพวกเธอจะประสบในช่วงสงครามกลางเมือง

    ดันสต์บอกว่า “มิสมาร์ธาไม่ได้เป็นเพียงผู้นำของโรงเรียน แต่เธอเป็นผู้นำของสิ่งที่กลายมาเป็นครอบครัวด้วย ตัวละครของฉัน คือเอ็ดวินา เป็นเหมือนผู้ดูแลสำหรับพวกเด็กๆ แต่จากการที่สงครามยื้ดเยื้อยาวนาน เราเลยกลายเป็นเหมือนแม่ๆให้พวกเธอด้วย”

    การมีนักแสดงหญิงที่มีความสามารถมากในทุกบท ทำให้เรื่องราวทั้งหมดของหนังมีความสำคัญมากขึ้น และความสัมพันธ์ซับซ้อนขึ้น ทำให้ทุกฉากมีชีวิตขึ้นมา

    ฟาร์เรลล์บอกว่า “ผมถูกรายล้อมด้วยนักแสดงหญิงที่มีความสามารถ เนื่องจากตัวละครของผมต้องนอนอยู่เกือบตลอดทั้งเรื่อง ผมจึงมีที่นั่งที่ดีที่สุดในบ้าน ดูพวกเธอทำงาน”

    บทแม็คเบอร์นีย์ดึงดูดใจฟาร์เรลล์ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดด้านอารมณ์และ-หรือด้านร่างกาย “เขาเป็นคนค่อนข้างหลงตัวเอง แต่ก็เก่งในการอ่านคนว่าใครเป็นยังไง จนเขาอ่านออกว่าพวกเธอต้องการอะไร เขารู้สึกถึงสิ่งที่พวกเธออาจจะคิดว่าเป็นการดูถูกและอยู่ให้ห่างจากสิ่งนั้น และไปหาจุดอ่อนของพวกเธอแทน ไม่ว่าจะเป็นการพูดด้วยคำพูดที่อ่อนโยน หรือสงวนท่าที่มากขึ้น”

    “บางที คนเดียวที่เขาจริงใจด้วย อาจจะเป็นเอมี ตัวละครของอูนา เธอโอบอ้อมอารีกับเขาทันทีตั้งแต่แรก แต่แม้แต่ความไร้เดียงสานี้ก็ต้องถูกทำลายไป”

    ดันสต์บอกว่า “มีการตายในหนังด้วย แต่ก็เกี่ยวกับการตายของความรู้สึกข้างในด้วยเช่นกัน ฉันพยายามให้ความรู้สึกข้างในที่เต็มเปี่ยม เติมด้านอารมณ์ให้กับเอ็ดวินา ความรู้สึกของเธอมีความละเอียดอ่อนที่แตกต่างอย่างมากสำหรับฉัน และตรงกันข้ามกับตัวตนของฉัน”

    แฟนนิงบอกว่า “สำหรับตัวละครของฉัน คืออลิเชีย มันคือการกระตุ้นที่ได้เห็นผู้ชายในระยะประชิด เธออยู่ในวัยที่เริ่มรู้สึกเบื่อ รู้สึกจมปลัก ตอนเธอเริ่มปล่อยผมและเปิดเผยเสื้อชั้นในรัดทรงของเธอนิดๆ นั่นเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างมาก แต่เธอไม่คาดคิดว่าการทำตัวยั่วยวนครั้งนี้จะมีผลตามมายังไง”

    “ฉันชอบที่ได้แสดงเป็นคนที่กำลังเจอเหตุการณ์นั้น และจากยุคสมัยของหนัง ซึ่งเป็นฉากของเหตุการณ์ที่ฉันไม่เคยแสดงมาก่อน”

    นักแสดงคู่นี้ที่ร่วมงานในหนังเรื่องก่อนๆของคอปโปลา กลายมาเป็นเพื่อนกันอย่างรวดเร็ว ดันสต์บอกว่า “แอลล์กับฉันรู้ใจกันเลยว่าอีกคนจะพูดอะไร ฉันได้เจอเพื่อนที่รู้ใจมากคนหนึ่ง”

    ส่วนแฟนนิงบอกว่า “ฉันรักเคียร์สเตน บางฉากเป็นฉากที่ยากสำหรับเรา เพราะเรามองหน้ากันไม่ได้ ไม่งั้นจะต้องหัวเราะออกมา”

    กองถ่ายใช้หลุยเซียนาเป็นฐานในการถ่ายทำ ซึ่งสร้างความดีใจอย่างมากให้ริคกี ที่เกิดและเติบโตในรัฐนี้ ถึงแม้เธอจะรับบทตัวละครของเธอ คือมารี ด้วยสำเนียงแบบมิสซิสซิปปีก็ตาม

    คอปโปลาชอบที่จะถ่ายในสถานที่ถ่ายทำจริงมากกว่า แบบเดียวกับที่ทำมาในหนังเรื่องก่อนๆของเธอ ดังนั้น สถานที่ที่ถูกใช้เป็นโรงเรียนสตรีฟาร์นสเวิร์ธในหนัง คือบ้านไร่เมดวู้ด ซึ่งคนดูหลายคนอาจจะจำได้จากมิวสิควิดีโอเพลง Sorry ของบียอนเซ ในอัลบั้ม Lemonade ของเธอ

    เมดวู้ดอยู่ห่างจากนิวออร์ลีนส์แบบขับรถไปสองชั่วโมง ถูกออกแบบและสร้างขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ถึงแม้สงครามกลางเมืองจะทำให้สร้างเสร็จล่าช้า สถานที่แห่งนี้ผ่านความขัดแย้งมาเช่นเดียวกับที่เป็นใน The Beguiled และมันยังตั้งอยู่ได้อย่างดีแม้เผชิญภัยธรรมชาติ คีธ มาร์แชลผู้เป็นเจ้าของบอกว่า “ผนังใช้อิฐหนาถึง 24 นิ้ว”

    “บ้านหลังนี้เป็นหนึ่งในคฤหาสน์สไตล์กรีกโบราณที่สมบูรณ์แบบที่สุดในอเมริกา” นอกจากจะใช้เป็นสถานที่ในการถ่ายทำภาพยนตร์และโทรทัศน์แล้ว เมดวู้ดยังเคยเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลดนตรี และเปิดเป็นที่พักพร้อมอาหารเช้าสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย เป็นคฤหาสน์ที่เป็นแลนด์มาร์คทางประวัติศาสตร์ของชาติ

    ฉากเหตุการณ์สำคัญในหนังถ่ายทำกันทั้งภายในเมดวู้ดและบริเวณรอบๆ รวมถึงฉากในครัวและห้องทานอาหารที่นักแสดงทั้งแปดคนอยู่กันพร้อมหน้า ส่วนหน้าของอาคารที่เป็นประวัติศาสตร์หลังนี้ไม่ถูกแตะต้อง ถึงแม้ทีมงานของรอสส์ต้องมีการปลูกต้นไม้และตกแต่งด้านหน้า เพื่อบ่งบอกถึงการถูกละเลยเป็นบางครั้งเนื่องจากสงครามยังยืดเยื้อ และคนที่อยู่ในโรงเรียนก็ลดจำนวนลง

    แต่ถึงอย่างนั้น รอสส์บอกว่าทีมงาน “ยังต้องหาบ้านหลังอื่นที่เราอาจจะปรับแต่งข้างในได้มากขึ้น และเปลี่ยนการตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ และทาสีนิดหน่อย ในจำนวนการวางแผนเตรียมการอื่นๆ”

    “ในขณะที่ก็ต้องแน่ใจ ว่าจะไม่ทำให้อะไรเสียหาย” แฟนนิงยืนยัน “เราทุกคนต้องระวังมากและเคารพสถานที่อย่างมาก บันไดสุดอลังการเลย” บ้านที่มีเอกชนเป็นเจ้าของหลังนี้อยู่ที่นิวออร์ลีนส์ และการตกแต่งภายในก็ทำให้มันกลายเป็นห้องนั่งเล่น, ห้องดนตรี และห้องนอนของโรงเรียน ในจำนวนสถานที่อื่นๆที่ระบุไว้ในบทหนัง

    ในขณะที่อาคารโรงเรียนมีการถ่ายทำในสองสถานที่ คือเมดวู้ด และบ้านในนิวออร์ลีนส์ ทีมงานยังได้ถ่ายทำที่ไร่เอเวอร์กรีน และสวนสาธารณะซิตี้พาร์คของนิวออร์ลีนส์ และบริเวณรอบๆทั้งสองแห่งด้วย ซิตี้พาร์คเป็นสถานที่ที่เหมาะมากสำหรับฉากเปิดเรื่อง ที่แม็คเบอร์นีย์ถูกพบตัวครั้งแรกโดยเอมี คอปโปลาและเลอ ซูร์ดได้แรงบันดาลใจจากฉากในป่าในงานคลาสสิกของอากิระ คูโรซาวา เรื่อง Rashomon

    สำหรับฉากภายในที่สถานที่ถ่ายทำหลักทั้งสองแห่ง ทีมงานของรอสส์ต้องเติมอุปกรณ์ประกอบฉากโรงเรียนสตรีฟาร์นสเวิร์ธด้วยข้าวของสารพัด ตั้งแต่คัมภีร์ไบเบิ้ล ถึงเชิงเทียน จนถึงเครื่องดนตรี สำหรับฉากห้องอาหาร แผนกอุปกรณ์ประกอบฉากใช้เครื่องเงินโบราณ ซึ่งตอนนั้นดูหมอง จากการที่ในโรงเรียนมีจำนวนคนลดลง และความขาดแคลนในช่วงสงครามทำให้ไม่มีเวลาสำหรับงานที่ไม่จำเป็น เช่นการขัดเครื่องเงิน

    ปืนที่อยู่ในโรงเรียน ซึ่งถูกเก็บไว้โดยมิสมาร์ธาเพื่อป้องกันตัว เป็นปืนวิทนีย์วิลล์ ดรากูน ปืนลูกโม่ .44 ที่ผลิตขึ้นก่อนสงครามกลางเมืองหลายปี ดังนั้นจึงเหมาะในบริบทของหนังว่าเคยเป็นของพ่อของมิสมาร์ธา ข้อบังคับโดยรวมสำหรับแผนกอุปกรณ์ประกอบฉากคือ “ต้นศตวรรษที่ 19” เนื่องจากสิ่งของหลายอย่างจะมีการเก็บไว้และส่งต่อให้คนรุ่นหลัง หนังสือจากช่วงเวลานั้นใช้เวอร์ชั่นที่พิมพ์ซ้ำ เพื่อจะได้ไม่ดูหน้าตาล้ำกว่ายุคสมัยจริง

    ถ้าทีมนักแสดงสามารถเดินทางเข้าไปในประวัติศาสตร์เมื่ออยู่ท่ามกลางอุปกรณ์ประกอบฉากและสถานที่ถ่ายทำ แผนกของแบทแททก็ทำให้พวกเขารู้สึกในทันทียิ่งขึ้น ด้วยเสื้อผ้าที่ตัดเย็บด้วยมือ การสวมชุดเหล่านี้ช่วยนักแสดงทุกคนในการเข้าถึงตัวละคร “เราใส่เสื้อชั้นในรัดทรงทุกวัน” แฟนนิงเผยความลับ “เราต้องวัดเอวทุกวันเพราะกระโปรงตัดเย็บมาแบบพอดีตัว มีกระดุมเม็ดเล็กๆเต็มไปหมด คุณใส่ชุดด้วยตัวเองไม่ได้ และถอดชุดเองก็ไม่ได้”

    “การใส่เสื้อชั้นในรัดทรงทำให้คุณเดินและทรงตัวในแบบที่ต่างจากเดิม สเตซีทำงานได้เยี่ยมมากด้วยกระโปรงที่เบาและแนบตัว ชุดถูกซักให้ดูซีดจางมากๆ เนื่องจากตัวละครของเราคงมีเพียงแค่เสื้อผ้าที่เหลืออยู่มากในโรงเรียนตอนนั้น กระโปรงมีสีซีดมากยิ่งขึ้นจากการถูกตากอยู่กลางแดดตอนเที่ยง”

    นิโคลชื่นชมว่า “ฉันหลงใหลวิธีการที่โซเฟียรวบรวมรูปลักษณ์ของ The Beguiled เข้าด้วยกัน เธอมีความคิดที่ชัดเจนมากเรื่องที่ว่าภาพของหนังจะออกมายังไง รวมถึงเสื้อผ้าและฉาก และเธอต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดของการเป็นหนังทุนต่ำ”

    การถ่ายทำใช้เวลาเพียง 26 วัน โดยเริ่มต้นในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2016 เลอ ซูร์ดเป็นคนถ่ายเอง บ่อยครั้งจะมีคอปโปลาอยู่ใกล้ๆ เพื่อเธอจะได้บอกกับนักแสดงได้โดยตรงเวลาที่พวกเขาถ่ายหลายเทค เลอ ซูร์ดบอกว่า ผลจากการนี้ “เราช่วยกันทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงในฉากนั้น”

    แฟนนิงเล่าว่า “เรามีปาร์ตี้กันตอนที่หนังถ่ายทำไปถึงม้วนที่ 100 มันนานมากทีเดียวตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่ฉันแสดงในหนังที่ถ่ายด้วยฟิล์มภาพยนตร์”

    ฟาร์เรลล์บอกว่า “ด้วยการทำงานร่วมกันของฟิลลีผู้กำกับภาพของเราและโซเฟีย ผมอยากบอกว่า The Beguiled เป็นหนังที่สวยที่สุดที่ผมเคยร่วมงานด้วย หนังเรื่อง The New World (2005, กำกับโดยเทอร์เรนซ์ มาลิค) มีงานด้านภาพที่น่าทึ่งมาก แต่นั่นคือธรรมชาติแท้ๆ The Beguiled เป็นฉากภายในและออกแบบฉากมากกว่า”

    เลอ ซุร์ด บอกว่า “ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายฉากภายในหรือภายนอก เราจะโฟกัสไปที่นักแสดง ไม่ใช่ฉากหลัง”

    ฟาร์เรลล์เสริมว่า “มีความตึงเครียดน้อยมากในกองถ่ายของโซเฟีย คอปโปลา เป็นบรรยากาศที่สงบมากและสนุกมากด้วยซ้ำ”

    คิดแมนบอกว่า “โซเฟียเป็นคนพูดเบามาก และอ่อนหวานน่ารักเวลาอยู่ใกล้ ทุกคนให้เกียรติเธอมาก”

    ดันสต์บอกว่า “ในการทำหนัง ไม่มีหนังเรื่องไหนจัดเตรียมเหมือนหนังของโซเฟีย เธอบ่มเพาะพลังงานที่ดี ดังนั้นภาพที่เธอคิดไว้จึงมีชีวิตขึ้นมา เธอไม่เคยสงสัยในตัวเอง และเชื่อใจนักแสดงของเธอจริงๆ”

    แฟนนิงกล่าวว่า “โซเฟียเป็นคนที่ควบคุมงานเต็มที่มาก เธอรู้ภาพที่เธอต้องการสำหรับฉากนั้นๆ แต่กองถ่ายเป็นที่ที่รู้สึกปลอดภัย ที่คุณสามารถคิดและลองทำสิ่งต่างๆ”

    เกี่ยวกับทีมนักแสดง
    โคลิน ฟาร์เรลล์ (สิบโทแม็คเบอร์นีย์)
    โคลิน ฟาร์เรลล์ เป็นนักแสดงหนุ่มจากไอร์แลนด์ที่มีงานแสดงภาพยนตร์ในหลายประเทศทั่วโลก เขาได้รับรางวัลลูกโลกทองคำจากบทนำในหนังของผู้กำกับและเขียนบท มาร์ติน แม็คโดนาห์ เรื่อง In Bruges ซึ่งได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม และเป็นหนังของโฟกัส ฟีเจอร์สเช่นกัน เขาเพิ่งได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำอีกครั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จากหนังของยอร์กอส ลานธิมอส เรื่อง The Lobster ซึ่งได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม และเขายังได้เข้าชิงรางวัลยูโรเปี้ยน ฟิล์มและรางวัลบริทิช อินดีเพนเดนท์ ฟิล์มด้วย ฟาร์เรลล์กลับมาร่วมงานกับลานธิมอสอีกครั้งในหนังใหม่เรื่อง The Killing of a Sacred Deer ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับนิโคล คิดแมนเช่นกัน

    ฟาร์เรลล์เกิดและเติบโตที่เมืองคาสเซิลน็อค, สาธารณรัฐไอร์แลนด์ เป็นลูกชายของเอมอน ฟาร์เรลล์ อดีตนักฟุตบอล และหลานของทอมมี ฟาร์เรลล์ ทั้งสองคนเป็นนักฟุตบอลและเล่นให้กับสโมสรแชมร็อค โรเวอร์สของไอร์แลนด์ในยุคทศวรรษที่ 60 ความฝันในช่วงวัยรุ่นของเขาคือการเป็นนักฟุตบอลเช่นเดียวกับพ่อและลุง แต่ไม่นานก็หันเหความสนใจมาที่การแสดง และเข้าเรียนในโรงเรียนสอนการแสดง Gaity School of Drama ในดับลิน ก่อนเรียนจบ เขาได้รับบทนำในหนังที่สร้างสำหรับฉายทางโทรทัศน์เรื่อง Falling for a Dancer จากงานเขียนของ เดียร์ดรี เพอร์เซลล์ กำกับโดยริชาร์ด สแตนเดเวน, ได้รับบทนำในซีรีส์ของบีบีซี เรื่อง Ballykissangel และตามมาด้วยงานแสดงในหนังที่กำกับโดยทิม รอธ เรื่อง The War Zone

    ผลงานภาพยนตร์หลังจากนั้นของฟาร์เรลล์ คือหนังของโจล ชูมัคเกอร์ เรื่อง Tigerland (ซึ่งเขาได้รับรางวัลของนักวิจารณ์ลอนดอน คริติกส์ส์ เซอร์เคิล ฟิล์ม), Phone Booth, และบทรับเชิญใน Veronica Guerin เขาร่วมแสดงในหนังของสตีเวน สปีลเบิร์ก เรื่อง Minority Report (ได้เข้าชิงรางวัลเอ็มไพร์), The Recruit ของโรเจอร์ โดนัลด์สัน, S.W.A.T. ของคลาร์ก จอห์นสัน, Intermission ของจอห์น ครอว์ลีย์ (ได้เข้าชิงรางวัลยูโรเปี้ยน ฟิล์ม), A Home at the End of the World ของไมเคิล แมร์ (ได้รางวัลไอริช ฟิล์ม แอนด์ เทเลวิชัน), หนังมหากาพย์เรื่อง Alexander ของโอลิเวอร์ สโตน, The New World ของเทอร์เรนซ์ มาลิค, Ask the Dust ของโรเบิร์ต ทาวน์, Miami Vice ของไมเคิล แมนน์, Cassandra’s Dream ของวู้ดดี้ อัลเลน, Pride and Glory ของเกวิน โอ’คอนเนอร์, The Imaginarium of Doctor Parnassus ของเทอร์รี กิลเลียม, Triage ของเดนิส ทาโนวิช, Ondine ของนีล จอร์แดน (เขาได้รางวัลไอริช ฟิล์ม แอนด์ เทเลวิชั่น), Crazy Heart ของสก็อตต์ คูเปอร์ ร่วมแสดงกับนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ เจฟฟ์ บริดเจส, เรื่อง The Way Back ของปีเตอร์ เวียร์, Horrible Bosses ของเซธ กอร์ดอน (ได้เข้าชิงรางวัลแซทเทิลไลท์), Seven Psychopaths ที่เขาร่วมงานกับมาร์ติน แม็คโดนาห์อีกครั้ง, Saving Mr. Banks ของจอห์น ลี แฮนค็อก, Miss Julie ของลิฟ อุลมานน์ ร่วมแสดงกับเจสสิกา แชสเทน, และหนังเรื่องฮิตที่สร้างจากงานเขียนของเจ.เค. โรว์ลิง เรื่อง Fantastic Beasts and Where to Find Them กำกับโดยปีเตอร์ เยทส์

    ฟาร์เรลล์นำแสดงในซีรีส์ของเอชบีโอ เรื่อง True Detective ซีซันที่สอง ออกอากาศในช่วงซัมเมอร์ปี 2015 ซึ่งเป็นการทำงานทางโทรทัศน์ในอเมริกาครั้งแรกของเขา

    นิโคล คิดแมน (มิสมาร์ธา)
    นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ นิโคล คิดแมน ได้รับความสนใจจากคนดูอเมริกันครั้งแรก จากการแสดงที่ได้รับคำชมของเธอในหนังของฟิลลิป นอยซ์ เรื่อง Dead Calm นับจากนั้นเธอกลายมาเป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักจากความสามารถรอบด้านของเธอ

    เธอได้รับรางวัลออสการ์, ลูกโลกทองคำ และรางวัลบาฟต้า ในจำนวนรางวัลอื่นๆอีกหลายรางวัล จากการรับบทเป็นนักเขียนชื่อดัง เวอร์จิเนีย วูล์ฟ ในหนังของสตีเวน ดอลดรี เรื่อง The Hours

    คิดแมนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งแรก จากการแสดงในหนังเพลงของบาซ เลอห์แมนน์ เรื่อง Moulin Rouge! ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลลูกโลกทองคำเป็นครั้งแรก, เธอได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำจากการแสดงในหนังเขย่าขวัญของอเลฮานโดร อเมนาบาร์ เรื่อง The Others เธอได้เข้าชิงรางวัลออสการ์อีกครั้งจากการแสดงในหนังดราม่าเรื่อง Rabbit Hole จากการกำกับของจอห์น คาเมรอน มิทเชลล์ และเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ, รางวัลสมาคมนักแสดง และรางวัลอินดีเพนเดนต์ สปิริต ในสาขาดารานำหญิงด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างโดยบริษัทผลิตภาพยนตร์ของเธอ คือ บลอสซัม ฟิล์มส์

    คิดแมนได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งล่าสุดเมื่อต้นปีนี้ในสาขาดาราสมทบหญิง จากเรื่อง Lion ที่สร้างจากเรื่องจริง กำกับโดยการ์ธ เดวิส บทนี้ยังทำให้เธอได้เข้ารางวัลคริติกส์’ ช้อยส์, รางวัลลูกโลกทองคำ, รางวัลบาฟต้า และรางวัลสมาคมนักแสดง และได้รับรางวัลของสถาบันศิลปะภาพยนตร์และโทรทัศน์ (เอเอซีทีเอ) ของออสเตรเลีย

    ก่อนหน้านี้ คิดแมนได้เข้าชิงรางวัลของเอเอซีทีเอ รวมทั้งรางวัลจากสมาคมนักแสดงของอเมริกาและรางวัลลูกโลกทองคำ จากการแสดงในหนังของลี แดเนียลส์ เรื่อง Paperboy บริษัทผลิตภาพยนตร์ของคิดแมน คือบลอสซัม ฟิล์มส์ สร้างสรรค์ผลงานออกมาแล้วหลายเรื่อง หนึ่งในจำนวนนั้นคือ The Family Fang ที่เธอนำแสดงร่วมกับนักแสดง/ผู้กำกับ เจสัน เบทแมน

    บลอสซัม ฟิล์มส์ของคิดแมน ร่วมกับบริษัทผลิตภาพยนตร์ของรีส วิทเธอร์สปูน ชื่อแปซิฟิก สแตนดาร์ด ผลิตซีรีส์ขนาดสั้นเรื่อง Big Little Lies ให้กับเอชบีโอ กำกับโดยฌอง-มาร์ก แวลลี ซึ่งเพิ่งออกอากาศตอนแรกไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2017 และได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ เธอนำแสดงในซีรีส์นี้ ร่วมกับวิทเธอร์สปูน, เชลีน วูดลีย์, ลอรา เดิร์น, โซอี้ คราวิตซ์ และอเลกซานเดอร์ สการ์สการ์ด นอกจากนี้ คิดแมนยังรับบทเป็นผู้สื่อข่าวสงคราม มาร์ธา เกลล์ฮอร์น ในหนังที่สร้างสำหรับฉายทางโทรทัศน์ของเอชบีโอ เรื่อง Hemingway & Gellhorn กำกับโดยฟิลิป คอฟแมน เธอได้เข้าชิงรางวัลเอ็มมี, ลูกโลกทองคำ และรางวัลสมาคมนักแสดงจากบทนี้

    ส่วนงานด้านละครเวที คิดแมนได้รับคำชื่นชมอย่างมากกับผลงานละครครั้งแรกที่ลอนดอนในปี 1998 โดยนำแสดงร่วมกับโดยเอียน เกล็นน์ใน The Blue Room ละครเวทีของเดวิด แฮร์ ที่ดัดแปลงจากเรื่อง La Ronde ของอาร์เธอร์ ชนิตซ์เลอร์ การแสดงครั้งนี้ทำให้เธอได้รับรางวัลของหนังสือพิมพ์อีฟนิ่ง สแตนดาร์ด รวมทั้งได้เข้าชิงรางวัลโอลิเวียร์ด้วย เธอกลับมาแสดงละครเวทีที่เวสต์ เอนด์, ลอนดอนอีกครั้งในปี 2015 กับละครของแอนนา ซีกเลอร์ เรื่อง Photograph 51 ซึ่งเธอได้รับรางวัลจากอีฟนิ่ง สแตนดาร์ดอีกเช่นกัน

    เดือนมกราคม 2006 คิดแมนได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดของออสเตรเลีย คือคอมแพเนียน (เอซี) เธอยังคงทำหน้าที่ทูตสันถวไมตรีของกองทุนสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาสตรี, องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ, กระตุ้นการรับรู้เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงทั่วโลก และเพื่อยุติการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คิดแมนกับคีธ เออร์เบินสามีของเธอ ช่วยระดมทุนหลายล้านดอลลาร์เพื่อวีเมน’ส แคนเซอร์ โปรแกรม ซึ่งเป็นศูนย์การค้นคว้าวิจัยเรื่องสาเหตุ, การรักษา, การป้องกัน และการรักษาในขั้นสุดท้ายของโรคมะเร็งในผู้หญิง

    เคียร์สเตน ดันสต์ (เอ็ดวินา)
    ช่วงต้นปีนี้ ดันสต์และเพื่อนนักแสดงจาก Hidden Figures ของธีโอดอร์ เมลฟี ได้รับรางวัลทีมนักแสดงยอดเยี่ยมในสาขาภาพยนตร์ของสมาคมนักแสดง Hidden Figures ซึ่งทำรายได้เป็นอันดับที่หนึ่งในอันดับหนังทำเงินของอเมริกาเมื่อเดือนมกราคม ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สามรางวัล หนึ่งในนั้นคือสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

    The Beguiled เป็นการร่วมงานกันครั้งที่สี่ของเธอกับโซเฟีย คอปโปลา หลังจากเป็นดารารับเชิญใน The Bling Ring และรับบทนำใน The Virgin Suicides และ Marie Antoinette ซึ่งเรืองหลังได้รับรางวัลออสการ์สาขาออกแบบเสื้อผ้ายอดเยี่ยม

    ดันสต์จะมีผลงานในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องยาวเป็นครั้งแรก ด้วยเรื่อง The Bell Jar ที่เธอเขียนบทภาพยนตร์เองด้วย ดัดแปลงจากนิยายอมตะของซิลเวีย แพลธ นำแสดงโดยดาโกตา แฟนนิง

    ก่อนหน้านี้ ดันสต์เขียนบทและกำกับหนังสั้นเรื่อง Welcome นำแสดงโดยวิโนนา ไรเดอร์ ออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ และร่วมเขียนบทและกำกับเรื่อง Bastard หนังสั้นที่นำแสดงโดยจูโน เทมเปิล และไบรอัน เจอราห์ตี ซึ่งฉายในเทศกาลภาพยนตร์ไทรเบกา และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองคานส์

    เมื่อเร็วๆนี้ ดันสต์ได้รางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์คริติกส์’ ช้อยส์ และได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลเอ็มมี จากบทนำของเธอในซีซันสองของซีรีส์เรื่อง Fargo

    การแสดงของเธอในหนังของลาร์ส ฟอน เทรียร์ เรื่อง Melancholia ทำให้เธอได้รับรางวัลดารานำหญิงในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และสมาคมนักวิจารณ์ แนชันนอล โซไซตี้ ออฟ ฟิล์ม คริติกส์ ในจำนวนรางวัลอื่นๆอีกหลายรางวัลที่เธอได้รับ

    เธอเริ่มต้นการทำงานในวงการบันเทิง ด้วยการแสดงในภาพยนตร์โฆษณาตั้งแต่อายุสามขวบ หลังจากผลงานโฆษณากว่า 50 ชิ้น ดันสต์เริ่มงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกตอนอายุ 6 ขวบ ในหนังของวู้ดดี้ อัลเลน เรื่อง Oedipus Wrecks ซึ่งเป็นหนึ่งในสามตอนของหนังรวมงานสามผู้กำกับ (ร่วมกับฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา และมาร์ติน สกอร์เซซี) เรื่อง New York Stories

    บทบาทที่ทำให้ดันสต์แจ้งเกิด คือการแสดงในหนังของนีล จอร์แดน เรื่อง Interview with the Vampire: The Vampire Chronicles นำแสดงโดยทอม ครูส และแบรด พิทท์ ดันสต์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำครั้งแรก จากเรื่องนี้

    ผลงานภาพยนตร์หลายเรื่องของเธอหลังจากนั้น รวมถึงหนังของมิเชล กองดรี เรื่อง Eternal Sunshine of the Spotless Mind ของโฟกัส ฟีเจอร์ส ที่ได้รางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, Bring It On ของเพย์ตัน รีด, หนังไตรภาคเรื่องดังของแซม เรมี เรื่อง Spider-Man ที่เธอได้รับรางวัลเอ็มทีวีสองรางวัล, Little Women ของจิลเลียน อาร์มสตรอง, Jumanji ของโจ จอห์นสตัน, Wag the Dog ของแบร์รี เลวินสัน, Dick ของแอนดรูว์ เฟลมิง, Drop Dead Gorgeous ของไมเคิล แพทริค แจนน์, Mona Lisa Smile ของไมค์ นีว์ล, Elizabethtown ของคาเมรอน โครว์, Bachelorette ของเลสลี เฮดแลนด์, On the Road ของวอลเทอร์ ซาลเลส, The Two Faces of January ของฮุสเซน อาร์มินี, Midnight Special ของเจฟฟ์ นิโคลส์ และหนังใหม่ที่กำลังจะออกฉาย เรื่อง Woodshock กำกับโดยสองดีไซเนอร์ของโรดาร์เท เคท และลอรา มัลเลวี

    ดันสต์มีผลงานทางโทรทัศน์ เช่น บทรับเชิญในซีรีส์เรื่องดังในอดีตอย่าง ER, แสดงนำในมินิซีรีส์เรื่อง Ruby Ridge: An American Tragedy ของโรเจอร์ ยัง และ The Devil’s Arithmetic งานแนวดราม่าเรื่องราวของการสังหารหมู่ชาวยิว กำกับโดยดอนนา ดิทช์

    แอลล์ แฟนนิง (อลิเชีย)
    The Beguiled เป็นการร่วมงานกันครั้งที่ห้าของแอลล์ แฟนนิง กับโฟกัส ฟีเจอร์ส หลังจาก The Door in the Floor ของทอด วิลเลียมส์ ที่ร่วมแสดงกับเจฟฟ์ บริดเจส, คิม เบซิงเกอร์ และจอห์น ฟอสเตอร์, Reservation Road ของเทอร์รี จอร์จ ร่วมแสดงกับวาคิน ฟีนิกซ์ และเจนนิเฟอร์ คอนเนลลี, The Boxtrolls ของแอนโทนี สตาชชี และแกรห์ม แอนนาเบิล งานสร้างของสตูดิโอไลก้าที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยม, และเรื่อง Somewhere ของโซเฟีย คอปโปลา ที่ได้รับรางวัลสิงโตทองคำสำหรับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิซ ปี 2010 และยังทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัลคริติกส์’ ช้อยส์อีกด้วย

    แฟนนิงได้เข้าชิงรางวัลคริติกส์’ ช้อยส์ และบริทิช อินดีเพนเดนต์ ฟิล์ม จากการแสดงใน Ginger & Rosa ของแซลลี พ็อตเทอร์ ร่วมกับอลิซ อิงเลิร์ต เธอได้รับรางวัลดารานำหญิงยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติคาร์โลวี แวรี จากการแสดงในหนังของเจฟฟ์ พรีสส์ เรื่อง Low Down หนังอัตชีวประวัติที่เธอรับบทเป็นนักเขียนเอมี อัลบานี ร่วมกับจอห์น ฮอว์คสในบทนักเปียโนแจ๊ซโจ อัลบานี พ่อของเอมี

    แฟนนิงเริ่มต้นอาชีพการแสดงตั้งแต่อายุสองขวบ โดยแสดงร่วมกับฌอน เพนน์ ใน I Am Sam ของเจสซี เนลสัน เธอรับบทในวัยเด็กของตัวละครที่แสดงโดยดาโกตา แฟนนิงพี่สาวของเธอ ส่วนบทนำบทแรกที่ได้รับ คือการรับบทเป็นฟีบี้ ในหนังอินดี้ของแดเนียล บาร์นซ์ เรื่อง Phoebe in Wonderland ร่วมกับเฟลิซิตี ฮัฟฟ์แมน, แพทริเชีย คลาร์กสัน และบิล พูลแมน

    ผลงานเรื่องอื่นของเธอ เช่น หนังที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ของอเลฮานโดร กอนซาเลส อินาร์ริตู เรื่อง Babel ร่วมกับเอเดรียนา บาร์ราซา ซึ่งได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สมทบหญิงยอดเยี่ยม, We Bought a Zoo ของคาเมรอน โครว์, Super 8 ของเจ.เจ. เอบรามส์, Twixt ของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา, ร่วมแสดงกับแบรด พิทท์ใน The Curious Case of Benjamin Button ของเดวิด ฟินเชอร์ ที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์หลายรางวัล เธอรับบทเป็นตัวละครของเคท แบลนเช็ตต์ในวัยเด็ก, Maleficent นำแสดงโดยแองเจลินา โจลี กำกับโดยโรเบิร์ต สตรอมเบิร์ก, Young Ones ของเจค พัลโทรว์, The Neon Demon ของนิโคลัส วินดิ้ง เรเฟน, 20th Century Women ของไมค์ มิลล์ส, Live by Night ของเบน แอฟเฟล็ค, Trumbo ของเจย์ โรช นำแสดงโดยไบรอัน แครนสตัน ที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ดารานำชายยอดเยี่ยม และเรื่อง 3 Generations (หรือ About Ray) ของเกบี เดลลาล ร่วมแสดงกับเนโอมี วัตต์ส และซูซาน ซาแรนดอน

    งานใหม่ของแฟนนิงที่กำลังจะออกฉาย คืองานกำกับของจอห์น คาเมรอน มิทเชลล์ เรื่อง How to Talk to Girls at Parties ที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้นชื่อเดียวกันของนีล กายแมน ร่วมแสดงกับนิโคล คิดแมน เพื่อนร่วมแสดงจาก The Beguiled, Sidney Hall ของฌอน คริสเตนเซน ที่ฉายรอบปฐมทัศน์โลกในเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์เมื่อต้นปี 2017 และการรับบทเป็นนักเขียนชื่อดังแมรี เชลลีย์ ใน Mary Shelley ของผู้กำกับหญิงไฮฟา อัล-มานซูร์ ซึ่งเป็นผู้กำกับหญิงคนแรกของประเทศซาอุดิอาระเบีย

    อูนา ลอเรนซ์ (เอมี)
    ในฐานะหนึ่งในสี่นักแสดงที่รับบทเป็นมาทิลดาในละครบรอดเวย์ของแมทธิว วอร์ชัส เรื่อง Matilda [The Musical] อูนา ลอเรนซ์มีส่วนร่วมในรางวัลโทนีเอ็กเซลเลนซ์ อิน เธียเตอร์ ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษ รวมทั้งรางวัลโทนีอีกสี่รางวัลที่ละครเรื่องนี้ได้รับ

    ตอนนี้ลอเรนซ์อายุ 14 ปี มีงานแสดงที่เป็นที่รู้จักของคนดูหนังด้วยเช่นกัน ปี 2015 เธอได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน “10 นักแสดงที่น่าจับตามอง” ของนิตยสารวาไรตี้ จากการแสดงร่วมกับเจค จิลเลนฮอลล์ในหนังของอองตวน ฟูกัว เรื่อง Southpaw ช่วงซัมเมอร์ ปี 2016 เธอร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสองเรื่อง คือ Bad Moms ของจอน ลูคัส และสกอตต์ มัวร์ ร่วมแสดงกับมีลา คูนิส และ Pete’s Dragon ของเดวิด โลเวอรี นำแสดงโดยไบรซ์ ดัลลัส ฮาเวิร์ด และโรเบิร์ต เรดฟอร์ด

    ลอเรนซ์รับบทนำร่วมกับผู้กำกับและเขียนบท รอสส์ พาร์ทริดจ์ ในหนังอินดี้ที่ได้รับรางวัล เรื่อง Lamb เธอเคยเป็นดารารับเชิญในซีรีส์หลายเรื่อง เช่น Orange is the New Black, Law and Order: Special Victims Unit และ Blindspot

    แองกาวรี ไรซ์ (เจน)
    ด้วยอาชีพการแสดงในระดับนานาชาติที่กำลังมาแรง นักแสดงสาววัย 16 แองกาวรี ไรซ์เป็นนักแสดงคนหนึ่งที่น่าจับตามอง เธอจะมีผลงานที่ออกฉายทั่วโลกในช่วงซัมเมอร์ ปี 2017 นี้ในหนังของจอน วัตต์ที่หลายคนรอคอย คือ Spider-Man: Homecoming ร่วมกับทอม ฮอลแลนด์

    การแสดงที่ทำให้เธอแจ้งเกิด คือภาพยนตร์ตลกแอ็คชั่น เรื่อง The Nice Guys งานกำกับและเขียนบทของเชน แบล็คที่เธอร่วมแสดงกับไรอัน กอสลิง และรัสเซลล์ โครว์ หนังเปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2016 ไรซ์ได้เข้าชิงรางวัลเอ็มไพร์ และอีกหลายรางวัลจากเรื่องนี้

    ผลงานภาพยนตร์ของเธอยังรวมถึงบทนำใน Jasper Jones กำกับโดยเรเชล เพอร์คินส์, Nowhere Boys: The Book of Shadows กำกับโดยเดวิด ซีซาร์ และเรื่อง These Final Hours ของแซ็ค ฮิลดิทช์ ที่เธอได้เข้าชิงรางวัลของสมาคมนักวิจารณ์ออสเตรเลียน ฟิล์ม คริติกส์ แอสโซซิเอชั่น และฟิล์ม คริติกส์ เซอร์เคิ่ลของออสเตรเลีย

    ส่วนงานแสดงทางโทรทัศน์ของไรซ์ เช่น Mako Mermaids, Hartman’s Solution, The Dr. Blake Mysteries และ Worst Year of My Life, Again!

    ไรซ์เริ่มต้นอาชีพการแสดงในเมืองเพิร์ธ, ออสเตรเลีย จากงานแสดงในภาพยนตร์สั้น และภาพยนตร์โฆษณาทางทีวีหลายเรื่อง เธอเป็นที่สนใจของคนในวงการภาพยนตร์จากผลงานการแสดงในหนังสั้นเรื่อง Transmission ของแซ็ค ฮิลดิทช์ ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลดารานำหญิงยอดเยี่ยมในเทศกาลภาพยนตร์เซนต์ คิลดา

    แอดดิสัน ริคกี (มารี)
    สาวน้อยวัย 13 แอดดิสัน ริคกี เป็นนักแสดงเด็กที่มีความสามารถ และมีผลงานทั้งละครเวที, โทรทัศน์ และตอนนี้มี The Beguiled เป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก

    ริคกีรับบทเป็นนอรา ธันเดอร์แมน ในซีรีส์เรื่องฮิตทางช่องนิคเคลโอเดียน เรื่อง The Thundermans ซึ่งเพิ่งจะปิดกล้องซีซันสี่ ซีรีส์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวซูเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้ ได้รับการโหวตให้เป็นรายการทีวีสำหรับเด็กยอดนิยม จากการแจกรางวัลคิดส์ ช้อยส์ ปี 2016

    ริคกีเกิดและเติบโตที่เมืองคัฟวิงตัน, หลุยเซียนา เธอพบว่าตัวเองรักการแสดง, ร้องเพลง และเล่นดนตรีตอนอายุสี่ขวบ เธอสั่งสมประสบการณ์จากการเข้าค่ายนักแสดงหลายแห่ง และได้ใช้ความสามารถในการแสดงในละครเวทีและละครเพลง เธอเข้าเรียนในโรงเรียนสอนการแสดงจอห์น โรเบิร์ต พาวเวอร์ส ที่เมืองเมเทรี, หลุยเซียนา เดือนมกราคม 2012 เธอได้รับรางวัลทางการแสดงหลายรางวัล รวมถึงรางวัลนักแสดงเด็กแห่งปี, รางวัลการแสดงแบบพูดคนเดียวโดยนักแสดงเด็กยอดเยี่ยม

    ผลงานทางโทรทัศน์ของเธอยังรวมถึงภาพยนตร์โฆษณาของเพลย์สเตชั่น ส่วนงานละครเวทีก็เช่น 101 Dalmatian Kids นอกเหนือจากความสามารถทางการแสดงและร้องเพลงแล้ว ริคกียังชอบเล่นทั้งยูคูเลเลและกีตาร์ด้วย

    ริคกีต่อต้านการทำตัวเป็นอันธพาล เธอเข้าร่วมในการรณรงค์ “ทำดีต่อกัน” ของคัสตัม อิงค์ เพื่อสนบสนุนศูนย์ป้องกันการข่มเหงรังแกแห่งชาติของเพเซอร์ (PACER’s National Bullying Prevention Center) โดยร่วมออกแบบเสื้อยืดที่ทำออกจำหน่ายเพื่อสนับสนุนกิจกรรมนี้ของเพเซอร์

    ปี 2013 ริคกีระดมทุนให้กับองค์การกาชาดมากกว่า 4,000 ดอลลาร์เพื่อช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากพายุทอร์นาโดในโอคลาโฮมา ปี 2014 เธอบริจาคของขวัญวันเกิดให้กับคนไข้ในโรงพยาบาลเด็กแอล.เอ. และปี 2015 เธอขออาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงแทนของขวัญวันเกิดให้กับเซนต์. แทมเมนี ฮิวเมน โซไซตี้ องค์กรการกุศลที่เธอให้การสนับสนุน ยังรวมถึงฮอลิเดย์ส ฟอร์ คิดส์, มูลนิธิฮาร์ทลีย์’ส ฮาร์ท, โรงพยาบาลเด็กลอส แองเจลีส, STARC และธนาคารอาหารของเมืองคัฟวิงตัน บ้านเกิดของเธอ นอกจากนั้น ยังทำหน้าที่เป็นทูตเด็กให้กับคิตตี้ บังกาโลว์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ช่วยเหลือและดูแลแมวจรจัดแห่งเดียวในแคลิฟอร์เนีย

    เมื่อเร็วๆนี้ เธอช่วยระดมทุนให้กับ Write Brain Gives องค์กรการกุศลที่ให้โอกาสแก่เด็กด้อยโอกาสในการแสดงตัวตน และพัฒนาเรื่องการอ่านการเขียน และสร้างสรรค์การเล่าเรื่อง

    เอ็มมา ฮาเวิร์ด (เอมิลี่)
    นักแสดงสาววัย 16 เอ็มมา ฮาเวิร์ด เป็นนักแสดง และเป็นนักร้อง นักเต้นรำ The Beguiled เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ

    คนดูโทรทัศน์และสตรีมมิ่งออนไลน์รู้จักเธอจากบทเบ็คกี เรย์โนลด์ส ในซีรีส์ที่ได้รับรางวัลเอ็มมีของแอเมซอน ไพรม์ เรื่อง Transparent ส่วนงานในละครบรอดเวย์ ฮาเวิร์ดเริ่มจากบทบาทในละครเพลงเรื่อง Matilda [The Musical] ของแมทธิว วอร์ชัส ซึ่งได้รับรางวัลโทนีห้ารางวัล และละครเวทีเรื่อง Violet ของลีห์ ซิลเวอร์แมน นำแสดงโดยซัตตัน ฟอสเตอร์

    เธอร่วมแสดงในละครเวทีมาแล้วกว่า 40 เรื่องในแคลิฟอร์เนียตอนใต้บ้านเกิดของเธอ กับเมโทรโพลิแทน เอ็ดดูเคชันนอล เธียเตอร์ เน็ตเวิร์ค หรือ MET2, แคนยอน เธียเตอร์ กิลด์, เ.อ.ส.เ.ค.ป. เธียร์เตอร์, ซานตา คลาริต้า รีจินอล เธียเตอร์, คอเนโฮ เพลเยอร์ส เธียเตอร์, ไฮ สตรีท อาร์ทส เซ็นเตอร์ และแพนิก! โปรดักชั่นส์ เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแนชันนอล ยูธ อาร์ทส ในสาขาดารานำหญิงในละครเพลง จากการรับบทเป็นตัวละครชายที่เป็นชื่อเรื่อง คือ Oliver! และดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยมในละครเพลง จากบทเกอร์ทรูด แม็คฟัซซ์ ใน Seussical และนักแสดงเด็กสมทบหญิงยอดเยี่ยมในละครเพลง จากเรื่อง Willy Wonka and the Chocolate Factory

    ฮาเวิร์ดเป็นศิษย์เก่าของบรอดเวย์ อาร์ทิสต์ส อัลไลอันซ์ในนิวยอร์ก ปัจจุบันกำลังเรียนในโรงเรียนมัธยมที่สอนด้านศิลปะ โดยเรียนวิชาเอกทั้งการเต้นรำและละครเพลง

    เกี่ยวกับทีมผู้สร้าง
    โซเฟีย คอปโปลา (เขียนบทภาพยนตร์/กำกับ/อำนวยการสร้าง)
    โซเฟีย คอปโปลาเติบโตทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย หลังจากออกแบบเสื้อผ้าให้กับหนังสองเรื่อง เธอก็เข้าเรียนสาขาวิจิตรศิลป์ที่สถาบันศิลปะแห่งแคลิฟอร์เนีย

    จากนั้นเธอเขียนบทและกำกับหนังสั้นเรื่อง Lick the Star (ซึ่งฉายรอบปฐมทัศน์โลกในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิซ) ตามมาด้วยภาพยนตร์เรื่อง The Virgin Suicides ซึ่งเธอเขียนบทภาพยนตร์โดยดัดแปลงจากนิยายรางวัลพูลิตเซอร์ชื่อเดียวกัน ของเจฟฟรีย์ ยูเจนิดีส นำแสดงโดยเคียร์สเตน ดันสต์, จอช ฮาร์ตเน็ตต์, เจมส์ วู้ดส์ และ แคธลีน เทอร์เนอร์ เปิดฉายรอบีปฐมทัศน์โลกในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ The Virgin Suicides ทำให้เธอได้รับรางวัลเอ็มทีวี มูฟวี่ อะวอร์ดสาขาผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยม

    หนังเรื่องต่อมาของคอปโปลา คือ Lost in Translation เป็นหนังเรื่องแรกกับโฟกัส ฟีเจอร์ส นำแสดงโดยบิลล์ เมอร์เรย์ และสการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน ออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์โทรอนโท, เวนิซ และเทลลูไรด์ เธอได้รับรางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม รวมทั้งเข้าชิงสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง) ด้วย ส่วนเมอร์เรย์และโจแฮนส์สันได้รับรางวัลบาฟต้าดารานำชายและนำหญิง และทีมงานยังได้รับรางวัลอีกหลายรางวัลทั่วโลก

    หนังเรื่องที่สามของเธอในฐานะผู้กำกับและเขียนบท รวมทั้งอำนวยการสร้างด้วย คือ Marie Antoinette ที่ดัดแปลงจากหนังสือชีวประวัติเรื่อง Marie Antoinette: The Journey ของแอนโทเนีย เฟรเซอร์ และเปิดฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ นำแสดงโดยเคียร์สเตน ดันสต์ในบทพระนางมารี อังตัวเน็ตต์ มิเลนา คาโนเนโร ผู้ออกแบบเสื้อผ้าได้รับรางวัลออสการ์ออกแบบเสื้อผ้ายอดเยี่ยม

    จากนั้นเธอเขียนบท, กำกับ และอำนวยการสร้างเรื่อง Somewhere งานเรื่องที่สองของเธอกับโฟกัส ฟีเจอร์ส นำแสดงโดยสตีเวน ดอร์ฟฟ์และแอลล์ แฟนนิง ซึ่งได้เข้าชิงรางวัลสมาคมนักวิจารณ์ คริติกส์’ ช้อยส์ ในการฉายรอบปฐมทัศน์โลกในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิซปี 2010 Somewhere ได้รับรางวัลสูงสุดของงานคือรางวัลสิงโตทองคำในฐานะภาพยนตร์ยอดเยี่ยม คอปโปลาได้รับรางวัลพิเศษสเปเชียล ฟิล์มเมคกิ้ง อะชีฟเมนต์ จากสมาคมนักวิจารณ์แนชันนอล บอร์ด ออฟ รีวิวจากผลงานของเธอในเรื่องนี้

    หนังเรื่องต่อมาที่เธอเขียนบท, กำกับ และอำนวยการสร้าง คือ The Bling Ring ที่เขียนบทดัดแปลงจากบทความของแนนซี โจ เซลส์ ชื่อ The Suspect Wore Louboutins ในนิตยสารแวนิตี้ แฟร์ หนังออกฉายรอบปฐมทัศน์โลกในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ และในงานแจกรางวัลลูซีของวีเมน อิน ฟิล์ม คอปโปลาได้รับรางวัลโดโรธี อารซ์เนอร์สำหรับผู้กำกับยอดเยี่ยม

    ปี 2015 เธอร่วมเขียนบท เป็นอำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร และกำกับหนังพิเศษในเทศกาลคริสต์มาสความยาวหนึ่งชั่วโมง เรื่อง A Very Murray Christmas ซึ่งได้เข้าชิงรางวัลเอ็มมีสาขาหนังที่สร้างสำหรับฉายทางโทรทัศน์ยอดเยี่ยม และกำกับดนตรียอดเยี่ยม บิลล์ เมอร์เรย์ดารานำของหนังได้เข้าชิงรางวัลสมาคมนักแสดง สกรีน แอ็คเทอร์ส กิลด์ และคอปโปลาได้เข้าชิงรางวัลของสมาคมผู้กำกับแห่งอเมริกา

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *