JAP CLUB

ร่วมวงสนทนาเรื่อง The Danish Girl

  • ผู้ร่วมวงสนทนาเรื่อง The Danish Girl

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: นี่คือเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นจริงๆ ตัวตนจริง และความกล้าหาญ แต่โดยหัวใจแล้วมันก็คือเรื่องรัก เกี่ยวกับความหาญกล้าที่นำไปพบตัวคุณเอง – เพื่อจะเป็นตัวคุณจริงๆ

    ทอม ฮูเปอร์: สำหรับผม The Danish Girl มีธีมที่เหมือนกับเรื่อง The King’s Speech เป็นธีมเกี่ยวกับอุปสรรคขวางกั้นระหว่างเรากับตัวเราที่ดีที่สุด และเราจะเอาชนะอุปสรรคนั้นไปได้อย่างไร

    ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวสุดพิเศษของ ลิลี่ เอลเบ หนึ่งในคนแรกๆ ของโลกที่เข้ารับการผ่าตัดเพื่อยืนยันเพศ และเรื่องราวความรักอันทรงพลังของคนสองคนที่ผ่านการเดินทางของลิลี่มาด้วยกัน มันแสดงให้เห็นถึงชีวิตแต่งงานที่ต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงไปอย่างลึกซึ้ง

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: มันเกี่ยวกับอุปสรรคในชีวิต และในฐานะคนคู่หนึ่ง คุณเอาชนะมันมาได้อย่างไร

    อลิเซีย วิกันเดอร์: คนสองคนใน The Danish Girl เรียกว่าใกล้เคียงกับคำว่าเนื้อคู่

    The Danish Girl คือนิยายเล่มแรกของ เดวิด เอเบอร์ชอฟฟ์ ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2000 หนังสือเล่มนี้คว้ารางวัล Lambda Literary Award สาขานิยายเกี่ยวกับการข้ามเพศ มันถูกแปลไปเป็นภาษาอื่นๆ เกือบ 20 ภาษา ผู้อำนวยการสร้าง เกล มูทรัซ และแอนน์ แฮร์ริสัน และผู้อำนวยการสร้างบริหาร ลินดา ไรสแมน ทำงานกับภาพยนตร์เรื่องนี้มานานกว่าหนึ่งทศวรรษ โดย เกล มูทรัซ ได้ซื้อลิขสิทธิ์ของหนังสือเล่มนี้เอาไว้ในปี 2000 และเริ่มพัฒนางานสร้างภาพยนตร์ และได้ดึง ลินดา ไรสแมน เข้ามาช่วยในปี 2003 และในปี 2005 แอนน์ แฮร์ริสัน ได้เข้ามาร่วมงานด้วยโดยเป็นคนจัดการในเรื่องของการดัดแปลงให้มาเป็นบทภาพยนตร์ ซึ่งไม่นานได้มีการจ้าง ลูซินด้า โคซอน ให้เข้ามาเขียนบทให้

    ลูซินด้า โคซอน: เกลและแอนน์ส่งหนังสือเรื่องนี้มาให้ฉัน พอฉันได้อ่านมัน ฉันรู้เลยว่าเรื่องราวที่แสนโดดเด่นของลิลี่ ได้ถูกคลื่นแห่งประวัติศาสตร์พัดกลืนไป เรื่องราวของเธอเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างไม่น่าเชื่อ และเป็นเรื่องที่ฉันไม่เคยได้ยินเลย หลังจากได้อ่านนิยายเรื่องนี้ ฉันได้ทำการค้นคว้าเรื่องราวเพิ่ม และสิ่งที่โดนใจฉันก็คือนี่คือเรื่องราวของการแต่งงาน เป็นเรื่องรักระหว่างศิลปินสองคนที่มีความหาญกล้าและจินตนาการ ฉันคิดว่าสิ่งที่ทำให้ฉันสนใจก็คือการเล่าเรื่องราวที่เป็นสากลผ่านสิ่งที่เป็นเรื่องเฉพาะอย่างมาก

    ตัวอย่างเช่นเมื่อเจอร์ด้าและลิลี่ ในช่วงเวลาที่เธอยังใช้ชีวิตเป็นผู้ชายอยู่ ตัดสินใจที่จะออกจากโคเปนเฮเกน เพื่อไปปารีส นั่นไม่ได้เป็นแค่การค้นหาสังคมที่มีอิสระมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับเมื่อคนเราเติบโตขึ้น และได้ออกจากบ้านไปเพื่อผจญภัยโลกกว้างขึ้น

    ฉันไม่ได้มองว่าพวกเขาเป็นแค่คู่ชีวิตที่รักกันมากเท่านั้น แต่พวกเขายังเป็นคู่ศิลปินที่มักจะสร้างสรรค์ด้วยกันเสมอ คนสองคนนี้ค้นหาเพื่อจะปลดปล่อยอีกฝ่าย และคำถามก็คือเรื่องที่ว่าชีวิตแต่งงานสามารถเอื้ออำนวยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้มากแค่ไหน

    อลิเซีย วิกันเดอร์:บทภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนออย่างตรงไปตรงมาในเรื่องที่ว่าบางครั้งคุณก็ไม่ได้ลงเอยด้วยการพูดสิ่งที่เหมาะสม

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: มันคืองานเขียนที่ท้าทายและงดงามมากครับ

    ลูซินดา โคซอน: ถ้าคุณเขียนบทดัดแปลงอยู่ คุณต้องชอบตัวนิยายต้นเรื่องเสียก่อน แต่หลังจากนั้น คุณก็ต้องเข้าไปยึดครองมัน ฉันสร้างข้อแตกต่างไปจากหนังสือของเดวิดหลายอย่างเหมือนกันเพื่อให้เข้าใกล้กับประวัติศาสตร์ดั้งเดิม แต่ฉันคิดว่าหัวใจของหนังสือของเขายังคงอยู่อย่างแน่นอน ตัวละครได้รับการพัฒนาไป และเดวิดก็ทำให้มีความสดใหม่ขึ้นในหนังสือของเขา ซึ่งถือเป็นของขวัญสำหรับฉัน

    ความท้าทายอย่างหนึ่งก็คือ นี่คือเรื่องราวความใกล้ชิดระหว่างคนสองคนที่เปิดใจสู่สิ่งที่มาพร้อมสิ่งที่แตกแขนงออกไปมากมาย ชีวิตของพวกเขาเมื่ออยู่ด้วยกันช่างคับแคบจนกระทั่งพวกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกัน

    พาโค่ เดลกาโด: มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความผูกพันระหว่างศิลปิน ซึ่งมีการเปิดสู่ทิศทางใหม่ๆ การอ่านบทภาพยนตร์ก็เป็นเช่นนั้นสำหรับผม คุณกำลังเปลี่ยนทิศทางสู่มุมมองทั้งสอง เมื่อลิลี่กระทำการตัดสินใจที่หาญกล้าครั้งแล้วครั้งเล่า

    เบน วิชอว์: ตอนที่ผมได้อ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมใช้ปฏิกิริยาที่เป็นอารมณ์และสัญชาตญาณล้วนๆ ผมอ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้แบบนั่งอ่านรวดเดียวจบ แทบไม่ทันได้หายใจ ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่คงจัดการได้ยากในความเป็นภาพยนตร์กระแสหลัก แต่ธีมในเรื่องนี้ถือเป็นสากล เป็นเรื่องเกี่ยวกับมิตรภาพ และเกี่ยวกับคนที่พยายามจะจริงใจกับตัวเอง

    ผมพบว่าเรื่องนี้ทรงพลังที่สุดและประทับใจที่สุดในฐานะที่เป็นบททดสอบเมื่อหนึ่งในคู่ชีวิตพูดว่า “ฉันต้องเปลี่ยนแปลง” และวิธีที่ทั้งคู่เจรจาพูดคุยกัน บทภาพยนตร์ของลูซินด้าแสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจ การเปี่ยมไปด้วยความหวัง และความรู้สึก แต่มันก็ไม่ใช่เส้นทางเดินง่ายๆ เช่นกัน

    แอมเบอร์ เฮิร์ด: ลูซินดาตอบรับต่อเรื่องราวจับใจได้อย่างสง่างาม เธอจัดการงานยากๆ ชิ้นนี้ที่เล่าเรื่องราวที่มีความโดดเด่นได้อย่างยอดเยี่ยม ในแบบที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์จริงๆ มันเข้าถึงหัวใจของฉัน คุณไม่ใช่แค่อินไปกับตัวละครตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น แต่คุณจะต้องผูกพันไปกับตัวละครทุกตัวเลย

    ลูซินดา โคซอน: ฉันได้เดินทางจนค้นพบลิลี่และเจอร์ด้าเป็นการส่วนตัวแล้ว ฉันหวังว่าคนดูก็คงจะทำแบบเดียวกันนั้นได้เช่นกัน ฉันพยายามที่จะทำต่อไปให้บ่อยๆ

    อีฟ สจ๊วร์ต: ฉันสะดุดใจกับความอ่อนโยนที่ประเด็นนี้ถูกนำเสนอ และมันน่าสนใจขนาดไหนที่ได้แสดงให้เห็นถึงศิลปะของคนคู่นี้ และการแสดงให้เห็นว่าโลกของพวกเขามันได้รับผลกระทบมากแค่ไหน

    หลังจาก แคสติ้ง ไดเร็คเตอร์ นีน่า โกลด์ ได้แนะนำบทภาพยนตร์ของ ลูซินดา โคซอน ให้กับเขา ผู้กำกับ ทอม ฮูเปอร์ ได้อ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้ และเข้ามาร่วมงานกับโปรเจ็กต์นี้

    ทอม ฮูเปอร์: นีน่าบอกว่า “ฉันรู้จักบทภาพยนตร์ที่ดีมากที่ยังไม่มีใครนำมาสร้าง” ผมตกหลุมรักบทภาพยนตร์เรื่องนี้ทันทีที่ผมได้อ่านมัน ซึ่งก็คือในปี 2008 ตอนนั้นผมกำลังเตรียมงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง The King’s Speech มันเป็นบทภาพยนตร์ที่ดีที่สุดที่ผมเคยอ่านมา ตอนที่ผมอ่านมัน ผมร้องไห้ถึงสามรอบ ปกติผมไม่ใช่คนอ่อนไหวง่าย ตั้งแต่นั้นผมเลยอยากจะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้มากครับ

    อลิเซีย วิกันเดอร์: มันมีความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ที่แสนเปราะบางในเรื่องที่ทอมเล่าออกมา ดังนั้นถ้าจะมีใครสักคนที่สามารถเข้าใจในเรื่องราวความรักนี้ได้ ก็ต้องเป็นเขานี่แหละค่ะ

    ลูซินดา โคซอน: ถือว่าพวกเราโชคดีมากค่ะที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ถูกสร้างออกมาเร็วกว่านี้ ทอมเป็นผู้กำกับที่กล้ามากและเขาอยากจะสร้างภาพยนตร์ที่คนดูสามารถอินไปด้วยได้ ในฐานะของนักเขียน คุณมักต้องต่อสู้เพื่อบทภาพยนตร์ของคุณอยู่เสมอ แต่กับเพื่อนร่วมงานเก่งๆ กลุ่มนี้ ฉันพบว่าสัญชาตญาณของพวกเขามันทั้งแข็งแกร่งและจริง นี่คือช่วงเลาที่ภาพยนตร์ของเราจะเข้าถึงผู้คนได้

    พาโค่ เดลกาโด: ทุกวันนี้มีหลายประเทศที่วัฒนธรรมของพวกเขาอาจยังไม่พร้อมที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงของคนๆ หนึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้อุทิศให้กับบุคคลที่น่าทึ่งผู้หนึ่ง แต่ขณะเดียวกันก็อุทิศให้กับบรรดาผู้คนที่หาญกล้าในปัจจุบันที่กำลังเดินไปบนเส้นทางนั้น

    แอมเบอร์ เฮิร์ด: ลองนึกถึงสิ่งที่ลิลี่ต้องเดิมพันเอาไว้ แม้กระทั่งในตอนนี้ ในอเมริกาเอง ก็ยังมีคนที่อาจจะโดนยิงในกว่า 24 รัฐในฐานะที่เป็นกลุ่มรักร่วมเพศ ลิลี่คือฮีโร่สำหรับปัจเจกชน เธอเลือกสิ่งใหม่ ทุกวันนี้ผู้คนทำเช่นนั้นกันเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็น่าเศร้าและน่ากลัวที่สำหรับพวกเขายังไงก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ แม้กระทั่งในปัจจุบันก็ตาม

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: มันทำให้ตะลึงจนแทบพูดไม่ออกเลยครับ เกือบจะ 100 ปีนับแต่ช่วงเวลาของลิลี่ การเคลื่อนไหวในเรื่องของสิทธิก็ยังคืบหน้าไปน้อยมาก

    อลิเซีย วิกันเดอร์: ฉันภูมิใจมากค่ะที่เราเล่าเรื่องราวนี้ออกมาในเวลาที่ผู้คนยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวนี้ได้

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: ยังมีงานต้องทำอีกเยอะเลยครับ

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น ตกลงใจที่จะรับบทเป็น ลิลี่ ก่อนหน้าที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะได้รับ “ไฟเขียว” ให้ดำเนินงานสร้าง โดย ทิม บีแวนและเอริค เฟลล์เนอร์ ซึ่งเป็นทีมผู้อำนวยการสร้างของบริษัท เวิร์กกิ้ง ไทเทิ้ล ฟิล์มส์

    ทอม ฮูเปอร์: จากครั้งแรกที่ผมได้อ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมนึกภาพเอ็ดดี้ในบทนี้ ผมพูดกับเกล มูทรัซ ว่า “เขาคือคนที่ผมอยากร่วมงานในภาพยนตร์เรื่องนี้” เราเคยร่วมงานกันใน Elizabeth I มาแล้ว แต่ผมก็รอจนเราสร้างภาพยนตร์เรื่อง Les Misérables กับเวิร์กกิ้ง ไทเทิล ในปี 2012 นั่นแหละที่ผมได้มอบบทภาพยนตร์เรื่องนี้ให้กับเขา

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: ผมอยู่ระหว่างทำงานกับภาพยนตร์เรื่อง Les Misérables แล้วทอมก็พูดขึ้นว่า “ผมอยากให้คุณอ่านบทเรื่องหนึ่ง” ทอมให้บทภาพยนตร์เรื่องนี้มา และผมก็นั่งลงอ่าน โดยไม่รู้เลยว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร แล้วผมก็ประทับใจมาก มันทำให้ผมอึ้งไปเลย ผมพบว่ามันน่าสนใจอย่างมาก ผมบอกทอมว่าผมอยากจะเข้ามามีส่วนเล่าเรื่องราวนี้

    ทอม ฮูเปอร์: เขาตกลงใจที่จะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้กับผมถ้าเรามีโอกาสได้สร้างมันครับ

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: ผมกลัวหรือเปล่าน่ะเหรอ ครับ ผมกลัว แต่ผมก็กลัวทุกอย่างแหละครับ แต่ผมก็เริ่มรู้สึกว่าการกลัวที่จะไม่ได้แสดงเป็นตัวละคร หรือไม่ได้สร้างความเป็นธรรมให้กับเรื่อง มันคือสิ่งที่ช่วยกระตุ้นได้อย่างมาก มันเป็นตัวผลักดันผมไปข้างหน้า และทำให้ผมทุ่มเทมากขึ้น

    ลิลลี่ เอลเบ คือผู้หญิงที่กล้าหาญ เธอมีความซับซ้อน มีสีสันและสดใส ผมหวังว่าจะสามารถทุ่มเทตัวเองสู่โลกของเธอ และเข้าใจได้ว่าเธอต้องผ่านอะไรมาบ้าง ความตื่นเต้นของการเป็นนักแสดงก็คือ กับตัวละครแต่ละตัวที่คุณแสดงนั้น ตัวคุณเองก็ได้ก้าวไปข้างหน้าด้วย

    ลูซินดา โคซอน: ฉันมีความสุขและโล่งใจมากเมื่อเอ็ดดี้ตกลงใจที่จะแสดงนำ นี่คือบทที่ต้องเป็นกระแส เป็นบทที่ต้องนำเสนออย่างชาญฉลาด ละเอียดอ่อน และมีทักษะ ฉันรู้ดีว่าพวกเราจะต้องทำได้ดีแน่ ฉันรู้ว่าเอ็ดดี้จะดูแลตัวละครตัวนี้ได้ และจะต้องเป็นลิลี่ที่น่าทึ่งแน่ เอ็ดดี้เป็นคนมีวินัยสูง เขาทำการค้นคว้าเรื่องนี้มากมาย เขาค้นคว้าชีวิตของคนข้ามเพศ

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: สำหรับผมแล้ว นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด การได้พบคนจากสังคมของคนข้ามเพศ และได้ฟังเรื่องราวชีวิตของพวกเขา ความเข้มแข็งของพวกเขา และความเป็นจริงของพวกเขา ลิลี่ได้ผ่านการแปลงเพศเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน และบุคคลข้ามเพศในปัจจุบันก็รู้มากกว่าที่เธอรู้มากมาย ดังนั้นการได้มาฟังสมาชิกสูงวัยของคนกลุ่มนี้ ก็คือการได้เรียนรู้ประสบการณ์ในเรื่องของการข้ามเพศเมื่อ 40-50 ปีก่อน

    หญิงข้ามเพศมากมายที่ผมได้พูดคุยด้วย อธิบายให้ฟังว่าก่อนที่พวกเธอจะแปลงเพศ เพื่อจะมีชีวิตรอดอยู่ในสังคมได้ พวกเธอต้องสร้างวิถีที่จะใช้ชีวิตตามเพศที่เกิดมา นั่นอาจหมายถึงการต้องสร้างกรอบขึ้นมา

    เรื่องราวของคนข้ามเพศทุกคนล้วนมีความโดดเด่นและไม่เหมือนใคร ไม่มีใครมีประสบการณ์ข้ามเพศมาก่อน แต่คนข้ามเพศทุกคนที่ผมได้พบ ต่างพูดถึงการรู้มาตั้งแต่อายุยังน้อยว่าเพศที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดนั้น แตกต่างไปจากเพศที่พวกเขาเป็นจริงๆ

    ทอม ฮูเปอร์: เอ็ดดี้กับผมต่างได้แรงบันดาลใจจากหนังสือชีวประวัติที่เขียนได้อย่างยอดเยี่ยมโดย แจน มอร์ริส เรื่อง Conundrum

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: ทอมกับผมได้อ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างละเอียดในช่วงของการเตรียมงาน ผมได้รับข้อมูลจากหนังสือของ เดวิด เอเบอร์ชอฟฟ์ มากมาย และผมได้นำทุกสิ่งทุกอย่างมารวมกันเพื่อจะมองเข้าไปในตัวเอง เพื่อจะดูว่าผมค้นพบอะไรในตัวเองบ้าง และทำการตัดสินใจด้วยตัวเอง

    ลูซินดา โคซอน: เอ็ดดี้ได้รับการช่วยเหลืออย่างดีตลอดการทำงาน จาก (โค้ชที่ช่วยฝึกพูด) จูเลีย วิลสัน-ดิ๊กสัน และ (ผู้ออกแบบท่วงท่าเคลื่อนไหว) อเล็กซ์ เรย์โนลด์ส ซึ่งเคยทำงานกับเขามาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: อเล็กซ์เก่งมากในเรื่องของการเคลื่อนไหว เธอรู้ว่าผมจะมีปฏิกริยาอย่างไร กระบวนการในการทำงานกับอเล็กซ์ก็คือการปลดปล่อยตัวผมเอง ถึงแม้ว่าการเคลื่อนไหวจะเป็นการแสดงออกภายนอก แต่มันก็เป็นเรื่องของภายในด้วย เป็นการปลดปล่อยตัวผมเองให้อยู่ในที่ที่สามารถเข้าถึงเรื่องราวของลิลลี่ได้อย่างเหมือนจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

    รูปลักษณ์ภายนอกนั้นคือสิ่งที่ผมอยากจะทำให้เต็มที่เพราะมันคือส่วนสำคัญของความเป็นตัวเรา การใช้มือทำให้ผมสนใจได้เสมอ ผมรู้ว่าผมอยากแสดงให้เห็นถึงเพศจริงๆ ของลิลี่ แม้ในเวลาที่เธอยังใช้ชีวิตเป็นไอนาร์ นั่นคือวิธีนอนของเธอหรือ ผมมองถึงขนาดนั้นเลยครับ

    ทอม ฮูเปอร์: เรายังต้องการสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในภาษาร่างกาย ที่กำหนดแนวคิดในเรื่องของการปกปิดตัวตนจริง เราคุยกันเยอะมากในเรื่องที่ว่าในตอนเริ่มแรก เธอใช้ชีวิตในฐานะที่เป็นไอนาร์อย่างไร แต่เราก็ต้องการให้มันเป็นกระบวนการในการค้นหาตัวตนจริงมากกว่าจะเป็นการสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา

    การทำงานระหว่างเอ็ดดี้และอเล็กซ์ในส่วนของการแสดงออกด้วยภาษาร่างกายนั้น ช่วยไขล็อคทางอารมณ์ให้กับตัวละครตัวนี้

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: [ผู้ออกแบบการแต่งหน้าและออกแบบทรงผม] แจน ซีเวลล์กับผมเคยทำงานด้วยกันมาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything แจนคิดอะไรใหม่ๆ ในงานของเธอ เธอกับผมเริ่มสำรวจความคิดเกี่ยวกับเรื่องรูปลักษณ์ของลิลี่อยู่นานเกือบหนึ่งปีกว่าๆ ก่อนที่เราจะเริ่มต้นถ่ายทำกัน

    แจน ซีเวลล์: การค้นคว้านั้นน่าทึ่งที่สุด เพราะคุณสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ลงไปขณะที่ลิลี่เปลี่ยนแปลงตัวเอง มันอาจมีส่วนเล็กๆ น้อยๆ ที่ยังอืดอาดอยู่บ้าง ก่อนที่เธอจะเป็นลิลี่จริงๆ เราเริ่มด้วยการแต่งหน้าลงไปน้อยๆ เพื่อเพิ่มความเป็นผู้หญิงเข้าไป เช่น ทามาสคาร่าบนขนตาเขา และเราก็เริ่มปล่อยให้ผมตกลงมาบ้าง เอ็ดดี้กับฉันเห็นตรงกันในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจไม่มีใครสังเกตเห็น แต่มันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

    อีฟ สจ๊วร์ตเริ่มการทำงานของเธอตั้งแต่แรกๆ พาโค่ เดลกาโดกับฉันได้ดูหนังสือที่เธอใช้อ้างอิงทั้งหมด มันคือสิ่งที่ทีมออกแบบควรจะทำ นั่นก็คือการร่วมมือกัน

    อีฟ สจ๊วร์ต: พาโค่กับฉันหัวเราะด้วยกันตลอด มันสนุกมากที่ได้พาเขาไปเห็นสถานที่จริงๆ ในเดนมาร์ก เราจึงได้เห็นว่าแสงของเดนมาร์กจะส่งผลอย่างไรต่อสีสันและเนื้องานของเรา

    ทอม ฮูเปอร์: : ผมโชคดีมากครับที่อีฟสามารถมาร่วมงานกับผมเพื่อช่วยกันสร้าง The Danish Girl ได้ นี่เป็นงานชิ้นที่ 5 แล้วที่เราได้ร่วมงานกัน ข้อดีของการร่วมงานกันมาตลอด เหมือนที่ผมได้ร่วมงานกับมือลำดับภาพ เมลานี่ แอนน์ โอลิเวอร์ ซึ่งเราร่วมงานกันมาหกครั้งแล้ว ก็คือ พวกเขาก็เหมือนการสนทนาที่เจาะลึกมากขึ้น ยิ่งเราร่วมงานกันมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งกล้ามากขึ้น คุณรู้เลยว่าถ้าคุณไม่ทุ่มเทให้กับการประกาศคำพูดออกไป บ่อยครั้งที่คุณจะไม่พูดอะไรเลย

    ไมเคิล สแตนดิช: ผมได้ร่วมงานกับอีฟครั้งแรกในปี 1998 ในภาพยนตร์เรื่อง Topsy-Turvy อีฟเป็นหัวหน้าแผนกศิลปกรรม เมื่อเธอลงมือจัดการอะไร มันต้องออกมาดูลงตัว เรารู้ดีเลยว่ามันจะมุ่งหน้าไปยังทิศทางใด

    การค้นคว้าเป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่ใช่แค่การค้นหารูป ซึ่งเป็นภาพอ้างอิงในทุกฉาก แต่รวมถึงการพุดคุยกับผู้คน และการทำความเข้าใจถึงความรู้สึกของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในยุคสมัยหนึ่ง สำหรับฉากโรงละคร อีฟไปที่คลินิคที่อยู่ในเดรสเดน มันสร้างขึ้นจากโรงพยาบาลหญิง เจ้าหน้าที่ดูแลหอสมุดที่ (สถาบันประวัติศาสตร์ทางการแพทย์) เดรสเดน (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี) ได้นำภาพจากยุคนั้นออกมา ดังนั้น เราจึงสามารถสร้างเลียนแบบโรงละครของจริงของดร.วอร์เนกรอสได้

    อีฟ สจ๊วร์ต: สำหรับโรงพยาบาลหญิง โทนสีจะต้องดูสะอาดเรียบร้อย เป็นสีขาวจนแทบจะดูเหมือนสรวงสวรรค์

    ไมเคิล สแตนดิช: เราได้พูดคุยกันถึงทุกเรื่อง ความรู้สึกเป็นยังไง มันต้องอยู่ระดับไหน สีเป็นอย่างไร เราเลือกสีสันที่จะต้องใช้ไปตลอดเส้นทาง เพื่อให้มันมีการประสานกลมกลืนกัน

    แจน ซีเวลล์: ผู้ออกแบบการแต่งหน้าทุกคนจะต้องตีโจทย์ในบทภาพยนตร์ และทำงานอย่างต่อเนื่อง ฉันเองก็ทำงานอย่างละเอียดมากทีเดียวค่ะ สำหรับทุกตัวละครในภาพยนตร์ด้วย เราหารูปถ่ายมาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และลงเอยด้วยเวอร์ชั่นอย่างที่เห็นในภาพยนตร์เรื่องนี้

    ในกองถ่าย ขณะที่ฉันจะแต่งหน้าให้เขา เอ็ดดี้ก็จะนั่งอ่านไบเบิ้ลเพื่อเตือนตัวเองว่าเขาอยู่ที่ไหน และเขาทำอะไร เขาจะมีสำเนาบทภาพยนตร์ที่เขาจะคอยทำเครื่องหมายเอาไว้

    เอ็ดดี้เป็นคนที่เตรียมตัวมาดีมาก เป็นคนประณีต ซึ่งฉันชอบมาก เขาจะทดสอบทุกอย่าง เขาอยากให้คุณอธิบายให้เขาฟังทุกอย่าง จากมุมมองของฉันในฐานะครีเอทีฟ เขาเป็นคนที่น่ารักมากเพราะเขาซึมซับทุกอย่างเอาไว้

    เขาถึงขนาดเฝ้าสังเกตภรรยาของเขาขณะที่เธอทาลิปสติค จากนั้นเขาก็กลับมาฝึกเอง เขาจะคอยดูฉันแต่งหน้าให้คนอื่น วันหนึ่งฉันนั่งอยู่กับเขา และเขาก็ตั้งใจที่จะจับท่าทางขณะที่ฉันนั่งทำงาน และเขาก็แสดงท่าทางนั้นในภาพยนตร์เรื่องนี้!

    พาโค่ เดลกาโด: เอ็ดดี้เป็นคนจริงจังมากเรื่องงาน เขาทำงานอย่างใกล้ชิดกับทุกแผนก มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวละคร ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเขา และนั่นก็ช่วยให้เราได้ในสิ่งที่พวกเราทุกคนพยายามจะสร้างขึ้นมา

    อลิเซีย วิกันเดอร์: การได้เห็นเอ็ดดี้พยายามสร้างความเป็นธรรมโดยการแสดงเป็นลิลี่ เหมือนช่วยกระตุ้นคนอื่นๆ ที่ทำงานกับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

    แจน ซีเวลล์: มันมีความตึงเครียด ซึ่งคุณไม่คิดว่าคุณจะดึงมันออกมาได้ หรือคุณสามารถที่จะทำได้มากขึ้นไปอีกนิด

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: การแสดงเป็นเรื่องของความต้องการความสมบูรณ์แบบ และการยอมรับที่คุณไม่มีทางได้มา

    ทอม ฮูเปอร์: ความกระวนกระวายของเอ็ดดี้คือพลังที่ผลักดันเขาไปสู่ความรอบคอบและการทุ่มเททำงานในระดับที่เหลือเชื่อมาก ในช่วงเวลาที่อยากแสดง เขาสามารถที่จะมีอิสระเสรี นั่นคือหนึ่งในหลายๆ อย่างที่ทำให้เขาเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยม ความสามารถที่จะเอาชนะความกระวนกระวายวิตกอย่างสิ้นเชิงในวินาทีที่กล้องเริ่มเดินหน้า

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: ถ้าคุณโชคดีมากพอที่จะได้รับโอกาสให้แสดงเป็น ลิลี่ เอลเบ และได้เล่าเรื่องราวของเธอ คุณควรจะทุ่มเททุกอณูของตัวเอง มันคือสิทธิพิเศษอันยิ่งใหญ่ และเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ด้วย

    ลูซินดา โคซอน: เอ็ดดี้ต้องพร้อมที่จะแสดงเรื่องราวถึงสามองก์ ในตอนแรก เขาคือลิลี่ก่อนที่เธอจะข้ามเพศ และในองก์ที่ 3 เขาคือลิลี่ ส่วนตรงกลาง เขาต้องใช้ทักษะอย่างมหาศาลทีเดียว

    อลิเซีย วิกันเดอร์: เอ็ดดี้เน้นย้ำได้อย่างพิถีพิถันถึงเรื่องที่ว่าลิลี่ไม่สามารถแสดงตัวตนของเธอออกมาก่อนจะมีการข้ามเพศ มันเป็นความรู้สึกเหมือนกับโดนล่ามโซ่เอาไว้

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: คิดถึงเรื่องรูปลักษณ์ร่างกาย จะมีร่างกายของลิลี่ตอนที่เธอยังใช้ชีวิตในฐานะไอนาร์ และก็ร่างกายของลิลลี่ตอนที่เธอค้นพบตัวเองแล้ว มันคือการทลายกำแพงที่ถูกก่อขึ้นรอบๆ ตัวเธอ

    พาโค่ เดลกาโด: เราอยากเห็นผู้หญิงจริงๆ ไม่ใช่ผู้หญิงเทียม เราต้องการการแต่งหน้าแบบที่น้อยมาก เพื่อเลี่ยงการล้อเลียน เราได้ทดลองหลากหลายรูปทรง สีสัน และทรงผม และตัวลิลี่เองก็ต้องทดลองกับภาพลักษณ์ของเธอด้วย เพื่อค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเธอ อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงดีขึ้น ในตอนแรก ก็อาจจะต้องเพิ่มความเป็นหญิงกันแบบเยอะๆ หน่อย หลังจากที่ดูแน่ใจแล้ว ก็ผ่อนคลายสู่ความเป็นธรรมชาติ ฉากห้องบอลรูมเป็นเหมือนความพยายามแรกกับชุดที่ดูหรูหรา แต่มันจะค่อยๆ ถูกปรับเป็นตัวเธอมากขึ้นทีละน้อย เราคิดถึงเรื่องนี้ในตอนที่เลือกเสื้อผ้า และทรงผมด้วย

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: การเป็นผู้หญิงมากเกินคือสิ่งที่ผมได้ยินเมื่อผู้หญิงข้ามเพศพยายามอธิบาย เมื่อคุณข้ามเพศเป็นผู้หญิงในทีแรก คุณจะยอมให้ตัวเองอยู่ในเสื้อผ้าตามเพศจริงๆ หลายคนอธิบายว่าเป็นการข้ามผ่านช่วงวัยรุ่น มีการแสดงตัวตนออกมาด้วยการแต่งหน้าเยอะเกินไป หรือใส่วิกผมที่ดูโอเว่อร์เกิน คุณต้องพยายามค้นหาตัวตนของคุณ ผมได้พูดคุยกับแจนเยอะมากเกี่ยวกับเรื่องนี้

    ลูซินดา โคซอน: ลิลี่ไม่ได้ต้องทำตัวให้ดูเป็นผู้หญิงสวย เหมือนที่เกิดขึ้น เอ็ดดี้ดูสวยในบทลิลี่ แต่เอ็ดดี้ก็ต้องเข้าใจในความคิดของลิลี่ และเขาก็พบทั้งความรอบรู้ อารมณ์ขัน และความอ่อนไหว และสิ่งที่งดงามที่สุดก็คือวิธีที่เขาสื่อสารความยากลำบากหลายอย่างในการก้าวสู่ตัวตนใหม่ การกลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้งในหลายๆ ทางด้วยกัน

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: เมื่อเจอร์ด้าให้โอกาสเธอได้แต่งตัวในชุดผู้หญิง มันมีแสงสว่างสำหรับลิลี่ เมื่อพวกเธอก้าวเข้าไปในห้องบอลรูม นั่นคือสิ่งที่เพื่อนคนหนึ่งได้อธิบายเอาไว้ว่าเป็นความตื่นเต้นของการได้ผสมกลมกลืน แต่มันยังเป็นความตื่นเต้นของการได้เล่นเกมส์ โดยเฉพาะเมื่อเธอได้พบกับเฮนริก

    อลิเซีย วิกันเดอร์: ลิลี่และเจอร์ด้าดื่มด่ำกับความตื่นเต้นของประสบการณ์ครั้งนั้นในฐานะทีม แต่แล้ว เจอร์ด้าก็รู้สึกเหมือนถูกทิ้งเมื่อลิลี่มีช่วงเวลาส่วนตัวกับเฮนริก

    เบน วิชอว์: มันไม่ใช่แค่การปลดปล่อยลิลี่ แต่ในหลายๆ ทางมันคือการปลดปล่อยเฮนริกด้วย มีความนุ่มนวลระหว่างสองคนนี้ เพราะพวกเขาทั้งคู่ต่างไม่สามารถแสดงตัวตนและความรู้สึกของพวกเขาออกมาได้ คนที่เป็นกลุ่มรักร่วมเพศในช่วงเวลานั้นต้องค้นพบทางอ้อมที่จะมีปฏิสัมพันธ์กัน จนอาจต้องพูดกันเป็นรหัสเลยทีเดียว

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: ผู้หญิงข้ามเพศหลายคนบอกผมว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกถึงความต้องการที่จะกลมกลืนไปกับคนอื่นๆ หรือเพื่อจะ “ผ่านไป” แต่สำหรับการเล่าเรื่องราวของเรา มันมีหลายช่วงเวลาที่ลิลี่ทำเช่นนั้น การไปงานบอลล์ในวันนั้นคือส่วนหนึ่งของการก้าวหน้าของเธอ

    เบน วิชอว์: ในเรื่องราวต่อมา มันเห็นได้ชัดว่าเฮนริกและลิลี่ต้องการสิ่งที่แตกต่างออกไป

    เรามีความเข้าใจในเรื่องนี้ในเวลานี้ แต่มันคือจุดที่ต้องให้ความสำคัญที่จะไม่นำมุมมองความเข้าใจแบบยุคสมัยใหม่เข้าไปใช้มากจนเกินไป และจะต้องยึดมั่นต่อช่วงเวลานั้น

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: ในตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้ ลิลี่ไม่ได้ใส่วิกสีแดงจากงานบอลรูม แต่เป็นผมของเธอเอง และการแต่งหน้าก็เหมือนจะน้อยลง ความสบายใจที่เป็นตัวเองเห็นได้ชัดขึ้น

    แน่นอน ผมเป็นคนที่มีเพศภาวะตรงกับเพศตามที่เกิดมา ผมไม่ใช่คนข้ามเพศ ผมรู้สึกในครั้งแรกที่ผมเดินเข้าไปในฉากในฐานะลิลี่ ผมมอง และเหลือบตามองครั้งที่สอง และตัดสิน ผมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย แต่ผมเกิดความรู้สึกที่น้อยนิดมากที่สุดว่ามันต้องมีความรู้สึกเช่นไร การพิจารณาอย่างละเอียดที่มีต่อคนข้ามเพศและคนที่ไม่ได้ทำตัวตามเพศของตัวเอง

    ผมเริ่มต้นประสบการณ์นี้ด้วยความรู้สึกหยิ่งผยอง ผมไม่รู้สึกว่าเพศและเซ็กซ์ไม่ได้เกี่ยวกัน ผมไม่เข้าใจถึงความคิดเกี่ยวกับของเหลวที่อยู่ภายในทั้งสองเพศ ในทุกวัน ทุกอย่างเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานก็คือการเรียนรู้

    คนที่ผมได้พบ และประสบการณ์ที่พวกเขาแบ่งปันกับผม มันได้เปลี่ยนแปลงผม และผมก็ขอบคุณมาก

    แอมเบอร์ เฮิร์ด: เอ็ดดี้เปลือยใจและแสดงออกมาดิบๆ แต่ขณะเดียวกันเขาก็มีความซับซ้อนหลายชั้น มันเป็นภาพที่น่าทึ่งที่ได้มาเห็น ตั้งแต่ขั้นตอนการซ้อม รายละเอียดและความบริสุทธิ์ของทุกรายละเอียดทางร่างกาย เขาทุ่มเทความพยายามเพื่อจะเข้าใจถึงแง่มุมทางอารมณ์ของความเป็นผู้หญิง

    เบน วิชอว์: เอ็ดดี้กลายเป็นลิลี่อย่างเต็มตัวที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ทั้งซื่อตรงและทุ่มเท เขาพิจารณาว่าจะเคลื่อนไหวยังไง จะยืนยังไง การทำงานกับเอ็ดดี้ ผมรู้สึกว่าการแสดงมันหลั่งไหลออกมาจากภายในลึกๆ

    อลิเซีย วิกันเดอร์: การเข้าฉากแสดงกับเอ็ดดี้ ฉันเหมือนหลงทางไปเลยในการทำความรู้จักกับลิลี่ เพราะเธอคือของจริง การทำงานกับเอ็ดดี้สนุกมากเพราะฉันไม่เคยรู้เลยว่าเทกต่อไปจะเป็นยังไง ฉันจะคอยฟังและมีปฏิกิริยาตอบโต้ ดังนั้น มันจึงเป็นการเล่นเป็นทีม

    พาโค่ เดลกาโด: ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของคนๆ หนึ่งที่กลายมาเป็นคนที่พวกเขาอยากจะเป็น อลิเซีย วิกันเดอร์แสดงให้เราเห็นถึงความเปิดใจกว้างของเจอร์ด้าและแรงสนับสนุนที่เธอมีต่อลิลี่ เธอเองก็ได้ก้าวเข้าสู่เขตแดนที่ไม่รู้จักเช่นกัน เจอร์ด้าสามารถที่จะพบรักอีกครั้ง แต่ก็ต้องเสียสุดที่รักในชีวิตไปเช่นกัน

    อีฟ สจ๊วร์ต: เธอให้การสนับสนุนคนที่เธอรักตลอดการเดินทางครั้งนี้ และเธอแสดงให้เห็นถึงความรักด้วยใจจริงและความภักดี

    ทอม ฮูเปอร์: ภาพยนตร์ของเรานำเสนอความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ความมีน้ำใจและความเมตตา ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากจริงๆ ในระหว่างการถ่ายทำ มาตรฐานเรื่องความเมตตาของเจอร์ด้าคือหลักที่เราใช้ในการนำทาง ซึ่งถูกนำเสนอเอาไว้อย่างงดงามในบทภาพยนตร์ของลูซินดา

    อลิเซีย วิกันเดอร์: เจอร์ด้ารู้ตัวว่าความสัมพันธ์ของเธอกับเขาอาจเปลี่ยนแปลงไป เธอรู้ว่าเธออาจต้องปล่อยคนที่เธอรักยิ่งกว่าสิ่งใดไป มันวิเศษมากที่เจอร์ด้าผลักดันลิลี่ไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพศ

    แอมเบอร์ เฮิร์ด: จริงๆ แล้ว สิ่งที่เจอร์ด้าทำก็คือการแสดงซึ่งรักแท้ อลิเซียเป็นคนที่มีพรสวรรค์อย่างมาก ฉันชอบที่ได้ทำงานกับเธอ

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: อลิเซียมีพรสวรรค์ที่น่าเกรงขามที่สุด และเธอได้แสดงเป็นบุคคลที่พิเศษอย่างมากที่มาพร้อมความมีชีวิตชีวาและความร่าเริง

    ทอม ฮูเปอร์: อลิเซียมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่และทุ่มเทให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Danish Girl เยอะมาก ผมหวังว่าผมจะจับความทุ่มเทนั้นมาได้

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: ผมคงไม่มีวันลืมการออดิชั่นบทของเธอ เราได้อ่านบทในฉากหนึ่งด้วยกัน และผมก็หันไปหาทอม เขาสะอื้นอยู่ ผมคิดว่า “สุดยอด” เจ็ดหรือแปดเดือนก่อนการถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้น เธอกับทอม และผมเริ่มพูดคุยกันเกี่ยวกับตัวละคร และเกี่ยวกับ Man Into Woman และ The Danish Girl

    บ่อยครั้งที่ผู้คนพูดถึงอลิเซียในแง่ของความเป็นมาด้านงานเต้น และเธอก็ใช้การทรงตัวและการวางท่วงท่า แต่เธอก็มีความสามารถที่จะสัมผัสกับอารมณ์ต่างๆ จากบางจุดที่มีความดิบซึ่งเป็นพื้นฐานให้กับคุณ

    ทอม ฮูเปอร์: การฝึกเต้นของอลิเซียช่วยเพิ่มความสามารถของเธอที่จะแสดงความแข็งแกร่งและความมีวินัย

    แจน ซีเวลล์: เจอร์ด้าดูยอดเยี่ยมมากในบทภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่อลิเซียทำให้ตัวละครตัวนี้เป็นตัวเธอ เจอร์ด้าตัวจริงเป็นผู้หญิงตัวใหญ่ ซึ่งอลิเซียไม่ใช่คนตัวใหญ่ แต่เธอแสดงได้แข็งแกร่งมาก และแน่นอน อลิเซียเป็นผู้หญิงแข็งแกร่ง

    อลิเซีย วิกันเดอร์: เจอร์ด้าห่วงใยลิลี่มาก จนถึงจุดที่เธออยากเสียสละ สำหรับเธอแล้ว มันไม่ใช่การเสียสละ เพราะความรักคือสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน

    ทอม ฮูเปอร์: เจอร์ด้าคือพลังแห่งรัก ช่วยให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้

    การถ่ายทำเริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2015 โดยทีมงานปักหลักอยู่ที่เอลสทรี ฟิล์ม สตูดิโอส์ในสหราชอาณาจักร ที่ซึ่งฉากภายในอาคาร ซึ่งรวมถึงอพาร์ตเม้นต์ของทั้งคู่ในปารีส ถูกสร้างขึ้นใหม่ในโรงถ่าย แต่การถ่ายทำตามโลเกชั่นได้นำทั้งทีมนักแสดงและทีมงานเดินทางทั้งในและรอบๆ สหราชอาณาจักร รวมถึงเดินทางไปยังโคเปนเฮเกนและบรัสเซลส์

    ทอม ฮูเปอร์: เราได้รับการสนับสนุนจากทีมงานระดับเวิลด์คลาสในโคเปนเฮเก้น เป็นทีมงานที่สุดยอดมากและยังมีสาธารณูปโภคที่เตรียมการทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการและจำต้องเป็นใช้ มันเป็นเมืองที่พิเศษมากและได้รับการดูแลรักษาอย่างดี เราเริ่มต้นทำงานกันตั้งแต่วันแรก และสามารถถ่ายทำด้วยความเร็วในระดับเดียวกับที่เราทำงานกันที่ลอนดอน และยังได้คุณสมบัติระดับเดียวกันด้วย

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: เราได้เรียนรู้เยอะมากจากทีมงานชาวเดนมาร์ก ผมตื่นเต้นที่เราสามารถไปถ่ายทำกันที่นั่น และผมก็ได้เจอกับญาติของลิลี่คนหนึ่ง ผมชื่นชอบโคเปนเฮเก้นมาก มีทั้งความสวย ความนิ่งสงบ และคุณยังได้แสงสว่างที่พิเศษมากๆ

    แจน ซีเวลล์: : [ผู้กำกับภาพ] แดนนี่ โคเฮน ถ่ายภาพให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างงดงาม และเขาก็จัดแสงและมุมที่ลงตัวมากสำหรับลิลี่

    ทอม ฮูเปอร์: โคเปนเฮเกนมีความเคร่งครัดที่ทำให้ผมเข้าใจว่าลิลี่มาจากไหนตอนที่เธอยังใช้ชีวิตในฐานะไอนาร์

    เรื่องเซอร์ไพรส์ที่ดีที่สุดก็คือทีมศิลปินผู้สนับสนุน ตัวประกอบ โคเปนเฮเก้นเต็มไปด้วยนักแสดงที่เฝ้ารอให้คนมาค้นพบ ทุกคนต่างให้การแสดงที่ดีในฉากบอลรูม ซึ่งเราถ่ายทำกันที่วังชาร์ล็อตเทนบอร์ก

    แจน ซีเวลล์: เราสามารถใส่ภาพลักษณ์แจ่มๆ กับตัวประกอบ และเราก็ระดมตัวประกอบเยอะมาก

    ทอม ฮูเปอร์: เรามีตัวประกอบที่เป็นคนข้ามเพศ และมีนักแสดงที่เป็นคนข้ามเพศที่มารับบทต่างๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้

    มันน่าทึ่งที่ใจกลางของโคเปนเฮเก้นแทบไม่ถูกแตะต้องเลย มีสถานที่สวยงามที่หลากหลายให้ถ่ายทำ สถานที่โปรดของผมก็คือท่าเรือใหญ่ ซึ่งเราได้ดลบันดาลความรุ่งโรจน์ของทศวรรษ 1920 ขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับเรือใบและคนจับปลาผู้หญิง และหมวกที่ทำจากหนังสือพิมพ์

    ผมชอบ Royal Danish Academy of Fine Arts ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองใหญ่ Nyhavn มาก มันน่าตื่นเต้นที่ได้ไปถ่ายทำในโรงเรียนศิลปะที่คนทั้งคู่เคยเรียนอยู่จริงๆ มันคือที่ที่พวกเขาได้พบกัน

    ไมเคิล สแตนดิช: [ศิลปิน] ซูซานนาห์ บรัฟ มีงานยักษ์คือการดูแลภาพเขียน ซึ่งมีเป็นร้อยๆ ชิ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ การสร้างภาพเขียนนั้นถือเป็นงานที่มีความซับซ้อนมากเป็นพิเศษ เปรียบได้กับการติดตามแม่น้ำเลี้ยวลดไหลเชี่ยว เพราะจนกระทั่งเราเริ่มถ่ายทำกัน ก็ยังไม่มีใครรู้เลยว่าผลลัพธ์สุดท้ายควรเป็นเช่นไร เรารู้สึกถึงความเกี่ยวพันทางอารมณ์กับศิลปินต้นแบบ

    อีฟ สจ๊วร์ต: ความเข้าใจที่เอ็ดดี้มีต่อศิลปะนั้นถือว่าเป็นโบนัส ทั้งเขาและอลิเซียต่างต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้สามารถวาดรูปได้จริงๆ

    อลิเวีย วิกันเดอร์: ฉันไม่เคยวาดรูปได้มาก่อนเลย เหล่าศิลปินต้องคอยดูแลฉัน ฉันได้รับแบบฝึกหัดให้ใช้สีถ่าน ฉันกลัวมาก แต่แล้วฉันก็เริ่มสนุกกับมัน ข้อดีของการทำหนังก็คือการได้ลองทำสิ่งต่างๆ ที่ปกติคุณไม่เคยได้ทำ

    ไมเคิล สแตนดิช: ซูซานน่าห์ได้พัฒนาสีขึ้นมา และเราก็มีจิตรกรที่มีประสบการณ์เข้ามาแต่งรูปให้เหมาะเจาะ เราต้องปรับแต่ง เราเปลี่ยนแปลงภาพที่ใช้เปิดตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ เพื่อให้ได้อย่างที่ ทอม ฮูเปอร์ ต้องการ เมื่อทุกอย่างผสมรวมเข้าด้วยกัน คุณจะเดินเข้าไปในแกลเลอรี่ภาพเหล่านี้และรู้สึกขนลุกซู่เลย

    พาโค่ เดลกาโด: เมื่อคุณสร้างภาพยนตร์กับทอมสักเรื่อง เขาบอกคุณถึงสิ่งที่เขาต้องการจากตัวละคร แต่เขาก็นำเสนอไอเดียมากกว่าที่จะพูดว่า “ผมต้องการให้เธอใส่ชุดสีแดง ที่มีกระโปรง”

    แอมเบอร์ เฮิร์ด: ตอนฉันได้พบเขาครั้งแรก เราคุยกันถึงฉากหนึ่งเป็นพิเศษ ไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาจะพูดว่าเขาอยากให้ตัวละครตัวนั้นดูเป็นยังไง ทุกความเห็นที่เขาให้คือสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของตัวละครตัวนั้น

    เบน วิชอว์: หลายฉากจะพัฒนาไปในวินาทีนั้น และมักจะมีการเปลี่ยนแปลงกันกลางฉาก ผมไม่ประหลาดใจ แต่รู้สึกพอใจกับความใส่ใจในรายละเอียดที่ทอมนำเข้ามา

    พาโค่ เดลกาโด: คุณได้ร่วมกระบวนการที่แสนชาญฉลาดไปกับทอม ว่าคนๆ นั้นจะถูกแสดงออกมาให้เป็นคนแบบไหน และทำไม และอย่างไร มันผลักดันให้คุณสร้างสรรค์สิ่งที่ดีขึ้น และทำงานหนักขึ้น

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: วิธีการทำงานของทอมมีความเข้มงวดอยู่ เขาจะค้นคว้าทุกทางเลือก แต่เขาก็จะให้อิสระ เขาใช้สัญชาตญาณล้วนๆ

    แจน ซีเวลล์: ทอมเป็นคนที่ช่างสังเกต เขาอยากเห็นทุกอย่างก่อนที่มันจะเข้าไปอยู่ในกล้อง ซึ่งมันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น ถ้าฉันไม่สามารถให้นักแสดงไปอยู่ต่อหน้าเขาได้ ฉันก็จะถ่ายภาพและนำรูปถ่ายนั้นไปให้เขาดู

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: การจะเป็นนักแสดงภาพยนตร์ที่ดี คุณต้องอยู่ในสภาพที่ผ่อนคลายที่สุด เพราะว่ากล้องมองเห็นทุกอย่าง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับกระบวนการสร้างภาพยนตร์นั้น ผมพบว่ามันไม่ได้ผ่อนคลายเอาเสียเลย ดังนั้นสำหรับผมแล้ว การทำงานของผมให้ดีที่สด ผมต้องรู้สึกเป็นอิสระที่จะทำพัง และทดลองสิ่งต่างๆ และล้มเหลว ผู้กำกับหลายคนไม่ยอมปล่อยให้เป็นเช่นนั้น แต่ทอมให้อิสระเช่นนั้นกับผม และเขายังมีสายตาที่คมกริบที่สุด ไม่ว่าคุณทำอะไร เขาจะมองเห็น และตั้งคำถามหรือสนับสนุนคุณ

    แอมเบอร์ เฮิร์ด: ทอมมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง “คุณตั้งใจทำแบบนี้เหรอ”

    เบน วิชอว์: “เกิดอะไรขึ้นในประโยคนั้น ผมไม่เข้าใจ” และคุณก็รู้ตัวว่า “ฉันก็ไม่เข้าใจมันเหมือนกัน”บ่อยครั้งสิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้นกับพวกผู้กำกับ เพราะว่าพวกเขาคิดถึงสิ่งต่างๆ มากมาย แต่ทอมสามารถทำได้หมดทุกอย่างนั้น

    อลิเซีย วิกันเดอร์: ทอมรู้ดีถึงทุกแง่มุมของงานสร้างภาพยนตร์ แต่เขาก็มีความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ด้วย

    เอ็ดดี้กับฉันมักจะติดหนึบกับการลองทำหลายสิ่งหลายอย่างในที่ที่เหมาะสม ทอมเป็นผู้กำกับที่ดีมาก เขาจะเดินเข้ามาในห้องและให้ความเห็นกับคุณในสิ่งที่เขารู้ว่าจะช่วยเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนของฉากนั้น เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก การได้ความเห็นจากเขาสั้นๆ คือกุญแจที่เราต้องการ เขามองเห็นภาพรวมทั้งหมด และสิ่งที่เราต้องการ

    แอมเบอร์ เฮิร์ด: เขาเป็นพวกนิยมความสมบูรณ์แบบ เป็นคนที่คอยผลักดันคุณให้ทำสิ่งที่ดีที่สุด ฉันชอบทำงานกับผู้นิยมในความสมบูรณ์แบบมากกว่าพวกนิยมทางเลือก เขาใช้แง่มุมในการกำกับที่หลากหลายในการทำงานให้สำเร็จ แต่เขาเป็นคนมีความสามารถในการเล่าเรื่องราวของมนุษย์ และไม่เคยที่จะไม่เข้าใจตัวละคร ยากที่จะได้มีโอกาสทำงานกับคนแบบนั้น และเมื่อคุณได้โอกาสนั้นมาแล้ว คุณก็ไม่อยากทำให้พวกเขาผิดหวัง

    ในหนังสือเรื่องนี้ อัลลา เป็นนักร้องโอเปร่า แต่ในบทภาพยนตร์ เธอเป็นนักเต้นบัลเล่ต์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ฉันเป็นนักแสดงที่เต้นบัลเล่ต์ไม่เป็น ดังนั้น การฝึกบัลเล่ต์วันละ 6 ชั่วโมงกับ จอร์จิน่า คอนโนลลี่ นักเต้นบัลเล่ต์ที่เก่งมากๆ ทำให้ฉันเปลี่ยนจากคนซุ่มซ่ามมาเป็นคนที่อย่างน้อยก็สามารถแสดงให้น่าเชื่อได้ ฉันชอบความมีวินัย และความเกี่ยวโยงทางร่างกายกับตัวละครของฉัน ซึ่งถือเป็นรางวัล และคุณก็หลับได้สนิทมากหลังจากเต้นมานานหกชั่วโมง!

    ลูซินดาเขียนให้อัลลาเป็นคนที่สามารถเป็นตัวแทนของยุคของแจ๊ซได้ อัลลาเป็นแหล่งรวมทุกอย่างของการเป็นคนมีชีวิตชีวา ยิ่งใหญ่ รักสนุก และเปี่ยมไปด้วยพลัง เธอมักจะสนุก เธอทำทุกอย่างด้วยหัวใจ เธอเป็นคนที่คุณตกหลุมรักได้ง่ายเมื่อตอนที่ฉันอ่านเจอบทของเธอ และฉันก็หวังว่าคนดูคงจะตกหลุมรักเธอเมื่อพวกเขาได้พบเธอบนจอ

    คุณจะมองเห็นเลยว่าทำไมเธอถึงได้สนิทกับลิลี่และเจอร์ด้า และทำไมพวกเขาถึงได้รักเธอ เธอไม่ตัดสินลิลี่ เธอมีความมั่นคงในความรักและการยอมรับในคนทั้งคู่

    อลิเซีย วิกันเดอร์: นี่คือหนึ่งในส่วนที่ฉันชอบมากในเรื่องนี้ กับการที่พวกเขาเป็นคู่ชีวิต เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางทางวัฒนธรรมนี้ และสนิทกับอัลลา

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: แอมเบอร์ได้นำพลังอันแสนวิเศษมาสู่ตัวละครที่หาญกล้าตัวนี้ ผมเคยพูดคุยอย่างน่าสนใจกับเธออยู่หลายครั้งมาก

    แอมเบอร์ เฮิร์ด: อัลลานำเสนอตัวเองด้วยเสื้อผ้าที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย และด้วยเครื่องประดับที่เยอะมากมาย มันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมโบฮีเมี่ยนในยุโรปที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้น ซึ่งเป็นการทลายจากบรรทัดฐานอย่างที่คาดเดาไว้ และผลักดันขอบเขตออกไป สำหรับผู้หญิง มีการเปลี่ยนแปลงไปไม่ใช่แค่ในส่วนของเสื้อผ้า ขอบเอวลดต่ำลง ขอบผ้ายกสูงขึ้น แต่ก็โดยความคาดหวังและในทัศนคติที่ผู้หญิงมีต่อตัวเอง ผู้หญิงยอมรับทัศนคติที่สังคมมีต่อพวกเธอด้วย

    กับพาโค่ เดลกาโด ฉันพยายามทำให้แน่ใจว่าอัลลาจะเป็นผู้หญิงนำสมัย แต่ยังคงยึดมั่นต่อเรื่องนี้ไว้ เธอมีชื่อเสียงโด่งดัง ดังนั้นเธอจึงสามารถเข้าถึงคนได้เยอะ และทำในสิ่งที่เธอต้องการ ในจุดหนึ่ง พาโค่ประดับผ้าพันคอเอาไว้รอบคอของฉันเพื่อเช็คเรื่องสี หรืออะไรสักอย่าง และมันก็คงอยู่บนชุดของฉันไปเลย

    อลิเซีย วิกันเดอร์:เจอร์ด้าไม่ใช่เป็นผู้หญิงจ๋า แต่เธอมีความเป็นผู้หญิงสูง ฉันชอบตรงที่ว่าเธอมีแนวโน้มที่จะใส่ชุดที่ให้ความสะดวกกับสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ ฉันไม่คิดว่าเธอจะห่วงเรื่องการต้องใส่รองเท้าที่เริ่ดหรูที่สุดหรอก

    ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันบอกพาโค่ว่าฉันรู้สึกอย่างไรกับตัวละครของฉัน เขาใส่ลงไปในชุดของฉัน โดยเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภายนอกของเจอร์ด้า นั่นคือหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดและเป็นเครื่องมือที่ช่วยได้มากที่สุดสำหรับนักแสดง

    แจน ซีเวลล์: สีสันของพาโค่นั้นน่าตื่นตามาก สำหรับผู้หญิงในยุค 1920 มีอิสระมากกว่า ซึ่งก็คือจุดเริ่มต้นของเจอร์ด้า ตัวละครของอลิเซีย จากนั้นเราก็ให้อลิเซียใส่วิกผมสั้นขึ้น เมื่อเจอร์ด้าตัดผมของเธอ ในเรื่องนี้ เธอกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงมากขึ้น

    ทอม ฮูเปอร์: นอกจากวาดรูปแล้ว เจอร์ด้ายังวาดรูปประกอบให้กับแม็กกาซีนแฟชั่นฝรั่งเศส รูปถ่ายแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นคนที่ก้าวล้ำนำสมัย และฉันว่าพาโค่ก็ยกย่องให้เกียรติสิ่งนั้น

    อลิเซีย วิกันเดอร์: เมื่อเจอร์ด้าเดินทางไปปารีส เธอได้ทดลองทำสิ่งต่างๆ เธออยู่ในเมืองที่สนับสนุนผู้คนให้แสดงตัวตนออกมา เสื้อผ้าจึงเริ่มสะท้อนให้เห็นถึงภาพเขียนของเธอด้วย

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: ในช่วงระหว่างสงครามมีความสนุกสนานและการค้นพบ และความเร่งด่วน เมื่อคุณเห็นคนตายและได้เห็นว่าชีวิตมันสั้นแค่ไหน มีความจริงที่ว่าคุณมีโอกาสแค่เดียวครั้งเดียวเท่านั้นที่จะอยู่บนโลกนี้ คุณจะใช้ชีวิตอย่างไร คุณจะใช้ชีวิตโดยสุ่มซ่อนตัว หรือคุณจะใช้ชีวิตตามความรู้สึกแท้จริง บ่อยครั้งที่เหล่าศิลปินเป็นผู้บุกเบิกการเปลี่ยนแปลง และการทดลอง และอิสรภาพ

    พาโค่ เดลกาโด: ในตอนต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้ พวกเขาเป็นคู่ที่แต่งงานกันในสังคมที่เก็บกดในเดนมาร์ก และมันสะท้อนให้เห็นในรูปทรงแบบเอ๊ดเวิร์ดเดี้ยน เมื่อพวกเขาไปปารีส มันจะมีสีสันและการเปลี่ยนแปลง

    ไมเคิล สแตนดิช: โทนสีกลายมาเป็นสีสันที่เติมเต็มและพลุ่งพล่านมากขึ้น โดยเฉพาะความสำเร็จในการวาดภาพลิลี่ของเจอร์ด้า เหมือนกับดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานหลังจากได้รับการหล่อเลี้ยงดูแล

    อีฟ สจ๊วร์ต: มีโทนสีพาสเทลและสีอุ่นในปารีส ฉันรู้สึกว่าที่ปารีส ทั้งคู่ควรจะมีความเป็นผู้หญิงมากขึ้น ฉันใช้สถาปัตยกรรมแบบ Art Nouveau Parisian มาเป็นแรงบันดาลใจ

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: ถ้าสถาปัตยกรรมแบบอาร์ตนูโวมีความเป็นผู้หญิงสูง นั่นอาจเป็นปฏิกริยาตอบโต้กับสงคราม ปารีสเปลี่ยนไปมากขึ้นนับแต่สิ้นสุดศตวรรษที่ 19 เพศกลายเป็นเครื่องหมายคำถาม

    พาโค่ เดลกาโด:การค้นพบส่วนตัวของลิลี่ถูกสะท้อนให้เห็นในการเดินทางไปยังสังคมที่มีอิสรภาพมากขึ้น ในโคเปนเฮเก้น สังคมที่นั่น ไม่อนุญาตให้เธอทำเช่นนั้นได้ นั่นคือสุนทรียศาสตร์ที่ชี้นำให้กับเรา

    ไมเคิล สแตนดิช: ในส่วนฉากในเดนมาร์ก โทนสีจะดูเรียบโดยเฉพาะฉากภายในอาคาร ลิลี่เมื่อตอนที่ยังเป็นไอนาร์อยู่ เธอทำงานในที่ค่อนข้างมืด

    อลิเซีย วิกันเดอร์: พวกเขาคือคนสองคนที่แสดงอารมณ์จริงจังต่างๆ ออกมาเบื้องหลังประตูที่ถูกปิดเอาไว้ ดังนั้นมันจึงเป็นเหมือนอาการกลัวที่แคบ เอ็ดดี้กับฉันจะอยู่ในพื้นที่แคบๆ ในสตูดิโอ และขุดลึกลงไปในความสัมพันธ์

    พาโค่ เดลกาโด: ทอมอยากให้ลิลี่เป็นคนเก็บความรู้สึกขณะที่เธอยังใช้ชีวิตในฐานะผู้ชาย ดังนั้นภาพแรกของลิลี่เมื่อตอนเป็นไอนาร์ ที่กำลังเดินเข้ามาในห้องก็คือภาพผู้ชายที่อยู่ในชุดสูทหนาและมีปกสูงแข็งทื่อ

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: นี่คือเสื้อผ้าของยุคสมัยนั้น ปกสูงตั้งและสูทที่เป็นทางการอย่างมาก สำหรับผมแล้ว มันคือวิธีที่ลิลี่สร้างความแข็งแกร่งนี้ขึ้นมา

    พาโค่ เดลกาโด: ชุดสูทนั้นแทบจะถูกใช้เป็นชุดเกราะ มันคือการปกป้องต่อโลก แต่ก็กักขังอารมณ์ต่างๆ เอาไว้

    ลิลี่อธิบายว่าเธอรู้มาเสมอว่าจะต้องมีบางอย่างเกิดขึ้น โดยเฉพาะในวัยเด็ก แต่สิ่งนั้นได้ถูกเก็บกดเอาไว้ ผมคิดว่ามันเป็นเหมือนกลไกป้องกันตัวเอง

    ลูซินดา โคซอน: สำหรับฉัน ในทางหนึ่งมันคือการสื่อผ่านภาพเขียน เมื่อเธอวาดรูปของไอนาร์ พวกเขาถูกควบคุมและบางครั้งก็ทำงานกันอย่างชิลๆ

    ทอม ฮูเปอร์: การไร้ซึ่งความหลากหลายของแบบ และความบึกบึนของศิลปะ มันคือกระบวนการปกปิดอย่างต่อเนื่อง คือการขังเอาไว้ในบางสิ่งบางอย่าง

    อลิเซีย วิกันเดอร์: พวกเขาพิถีพิถันมาก ซึ่งต่างไปจากงานศิลปะของเจอร์ด้า ถึงแม้ว่าจะไม่มีอะไรมากนักในตอนแรกเมื่อเจอร์ด้ากำลังวาดรูปคนอยู่

    อีฟ สจ๊วร์ต: สำหรับฉากโคเปนเฮเก้น ฉันมองดูสีสันที่ลิลี่ใช้ก่อนที่เธอจะข้ามเพศ รวมไปถึงศิลปินเดนนิชที่ชื่อ วิลเฮล์ม แฮมเมอร์ชอย

    ทอม ฮูเปอร์: โทนสีของแฮมเมอร์ชอยจะเจาะจงไปที่โทนสีน้ำเงินและเทา เมื่อคุณก้าวเข้าไปในโลกของเขา น่าทึ่งที่มันเต็มไปด้วยรายละเอียด คุณจะพบความงามอยู่ภายในข้อจำกัด

    อีฟ สจ๊วร์ต: มันเจ๋งและโดดเดี่ยว มีพื้นที่มากมายรอบๆ งานของเดนนิช

    ทอม ฮูเปอร์: มีผลงานศิลปะชิ้นเยี่ยมจำนวนหนึ่งที่มาจากยุคสมัยนั้น ซึ่งช่วยให้ผมพบโทนสีของส่วนแรกของภาพยนตร์เรื่องนี้

    อลิเซีย วิกันเดอร์: สองคนนี้ได้พบกันที่โรงเรียนศิลปะ และทั้งคู่ต่างเป็นศิลปิน แต่ในตอนแรก เธอพยายามค้นหาจุดยืนของตัวเองในโลกของศิลปะ มันมีความคิดตามแบบธรรมเนียมเก่าแก่ว่า ผู้หญิงไม่มีทางเป็นศิลปินได้เก่งเท่ากับผู้ชาย กับลิลี่ เจอร์ด้าได้แรงบันดาลใจและค้นพบเสียงที่จะใช้แสดงออก และสามารถที่จะเป็นศิลปินอย่างที่เธอคิดเอาไว้ ข้อมูลอ้างอิงภาพเขียนจะเป็นยังไง ตัวละครของเราล้วนแล้วแต่อยู่ในพื้นที่ชีวิตที่แตกต่างกันไป

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: ถ้าคุณลองดูผลงานของลิลี่ก่อนที่เธอจะแปลงเพศ ภาพเขียนจะมีความเป็นระเบียบและดูเป็นรูปแบบตามขนบ พวกเขาพบความสำเร็จกับผลงานของเจอร์ด้ามากกว่า ภาพวาดของเจอรด้านั้นจะมีสีสันมากกว่า และมีชีวิตชีวากว่า ลิลี่วาดภาพอย่างพิถีพิถัน ราวกับเธอยังไม่กล้าปลดปล่อยตัวเอง

    อลิเซีย วิกันเดอร์: มันต้องเป็นการเผยความรู้สึกที่คุณสามารถรักตัวเองได้ สามารถที่จะเป็นตัวเอง และเป็นสิ่งที่ยากจะรับรู้ว่ามีส่วนหนึ่งในตัวคุณที่คุณถูกรั้งไว้เป็นเวลานาน

    ลูซินดา โคซอน: ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นความสัมพันธ์ที่แท้จริง เป็นศิลปินสองคนที่คอยให้การสนับสนุนอาชีพการงานของอีกฝ่าย เจอร์ด้าออกจะเป็นคนล้ำสมัยในหลายๆ ทาง และเป็นแม่แบบให้กับผู้หญิงรุ่นต่อมา

    มักจะมีอิสรภาพและความจริงจังในความสัมพันธ์กับเจอร์ด้า มันเต็มไปด้วยอารมณ์ในแบบที่ไม่จำเป็นต้องเป็นอารมณ์ทางเพศ

    ถ้าลิลี่เกิดก่อนหน้านั้น 20 ปี ฉันสงสัยว่าเธอก็คงจะแปลงเพศได้ การค้นคว้าที่มีคนศึกษากันในเรื่องเพศในเยอรมันในเวลานั้น ทำให้มันเป็นไปได้ มันเป็นยุคแห่งความก้าวหน้าในการผ่าตัด กับสงครามโลกครั้งที่ 1 การแพทย์ต้องก้าวไปข้างหน้า การผ่าตัดก็เช่นกัน หลังจากลิลี่ มีความก้าวหน้าในเดรสเดนกับพวกหมอที่อยู่ที่นั่น

    มีหนังสือชื่อ Man Into Woman ซึ่งเป็นอัตชีวประวัติของลิลี่ ถึงแม้ฉันจะคิดว่ามันเป็นผลงานของคนหลายคนและน่าจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นด้วย

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: เราได้ติดต่อนักประวัติศาสตร์เก่งๆ หลายคนที่สามารถอธิบายถึงหลายอย่างในเรื่อง Man Into Woman หนังสือเล่มนี้เป็นงานเขียนของลิลี่ แต่หลายชื่อถูกเปลี่ยนไป และวันเวลาก็เปลี่ยนไป คุณไม่รู้ว่ามีความคิดของลิลี่อยู่มากแค่ไหน และบรรณาธิการหนังสือได้แก้ไขเรื่องราวของลิลี่ไปมากแค่ไหน

    ลูซินดา โคซอน: แต่เธอก็แสดงชัดเจนว่าเธอเป็นผู้หญิง มันจึงเป็นยิ่งกว่าอิสรภาพในการแสดงออก นี่คือการริเริ่มบุกเบิก

    เมื่อลิลี่ในฐานะไอนาร์ยืนเป็นแบบให้กับเจอร์ด้า การแต่งตัวเป็นผู้หญิงนำมาซึ่งความรู้สึกสบายเนื้อสบายตัว มันคือการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง แต่ฉันไม่อยากให้มันเป็นช่วงเวลาที่แปรปรวนมากไป แต่มันให้พื้นที่ที่พวกเขาสร้างความสัมพันธ์ขึ้นมา พวกเขาจัดการมันจนมันเกินการควบคุม ทำไมในทีแรกพวกเขาทั้งคู่ถึงพยายามกดมันเอาไว้ เพราะในยุค 1920 ยังไม่มีคำว่า “ข้ามเพศ” หรืออะไรทำนองนั้น ลิลี่มองไม่เห็นธรรมชาตินี้สะท้อนกลับมาหาเธอ

    อลิเซีย วิกันเดอร์: เจอร์ด้าต้องผ่านบางสิ่งบางอย่างไปพร้อมกับลิลี่ในฐานะคู่ชีวิตโดยไม่มีจุดใดให้นำมาอ้างอิงได้เลย

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: เท่าที่พวกเขารู้ ไม่มีใครเคยทำแบบนี้มาก่อน

    พาโค่ เดลกาโด: เสื้อผ้าคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นตามเพศ นั่นคือสิ่งที่คุณเห็นในตอนแรก และนั่นคือสิ่งที่กำหนดความเป็นตัวเรา มันเป็นยุคสมัยที่น่าเบื่อ ผู้ชายจะไม่สัมผัสแตะต้องเสื้อผ้าที่มีความบอบบาง และเสื้อผ้าผู้ชายก็ทำจากผ้าหยาบๆ เพราะมันเสียหายได้ ผมคิดว่ามันมีเสียง “คลิ๊ก” ในหัวของลิลี่เมื่อเจอร์ด้านำรองเท้า ชุด และถุงน่องมาให้เธอ

    อลิเซีย วิกันเดอร์: ในฉากที่ลิลี่เป็นแบบ มันมีความรู้สึกรับรู้เป็นครั้งแรก พวกเขาทั้งคู่ต่างก็ได้เห็นลิลี่เป็นครั้งแรก

    ลูซินดา โคซอน: ก่อนลิลี่จะกลายมาเป็นตัวเอง มีการสร้างตำนานที่เธอในฐานะที่เป็นไอนาร์ และเจอร์ด้า ต่างมีส่วนร่วมในอดีต ถ้าคุณได้เห็นภาพวาดของเจอร์ด้า ลิลี่คือผู้หญิงในอุดมคติมาก และยากสำหรับคนจริงๆ จะเป็นได้ ต่อมา พวกเขารู้ตัวว่าพวกเขาต้องใคร่ครวญเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขากำลังนำเสนอ เพราะมันคือมรดกสำหรับอนาคต

    ฉากบอลรูมทำให้ฉันเป็นกังวลมากตอนเขียน ลิลี่จะก้าวเข้าสู่งานนี้ในฐานะลิลี่ ถึงแม้คนอื่นๆ จะจดจำเธอต่างออกไป ในตอนแรก มันคือการเล่นซุกซนระหว่างสามีภรรยาคู่นี้ แต่จากนั้น มันมีความกลัวหายนะที่จะเกิดตามมาจริงๆ และมันไปไกลเกินกว่าที่พวกเขาคาดหวังไว้

    เบน วิชอว์: นั่นคือจุดที่ เฮนริก ตัวละครของผม เดินเข้ามา แต่ผมรู้สึกสนใจตรงที่คุณไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ มีความกำกวมอยู่ในความสนใจทั้งฝ่ายเฮนริกและลิลี่

    อลิเซีย วิกันเดอร์: สำหรับเจอร์ด้า มันอยู่ในการสนทนากับลิลี่ในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่เธอรู้ว่าลึกๆแล้วพวกเธอกำลังเผชิญอะไรด้วยกัน

    ลูซินดา โคซอน: เรื่องราวที่ฝังรากลึกอยู่ในความเป็นจริง อย่างเช่นเรื่องของลิลี่ มันไม่ได้เป็นแค่เรื่องที่หาญกล้าหรือน่าเศร้า เราอยากเล่าเรื่องราวเต็มๆ ดังนั้นเราจึงแสดงให้เห็นว่าทั้งเจอร์ด้าและลิลี่กลายเป็นอะไร The Danish Girl คือเรื่องราวที่หาญกล้า แต่นี่คือคนที่มีแนวคิดล้ำสมัย และมันถูกสะท้อนให้เห็นจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ โศกนาฏกรรมก้าวเข้ามาสู่เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเพราะการทำเลยเถิดของใครคนหนึ่ง

    อลิเซีย วิกันเดอร์: เจอร์ด้ารู้ดีว่าลิลี่อาจจะทำไม่สำเร็จ แต่เธอก็รู้ดีว่าคนที่เธอรักยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก กำลังผ่านจุดแปรปรวนทางอารมณ์ที่เลวร้ายที่สุดและดำมืดที่สุด มีทั้งความกระวนกระวายและความเจ็บปวดจนต้องทำบางสิ่งบางอย่าง

    ลูซินดา โคซอน: ยังมีคนที่คิดว่า ดร.วอร์เนกรอส มีความคิดที่มีความทะเยอทะยานจนน่ากลัว หรือเขาอาจเพี้ยนไปในสิ่งที่เขาสามารถทำได้สำเร็จ แต่เขาคือผู้บุกเบิก เขาไม่ได้มีองค์ประกอบที่จำเป็นในกองเครื่องมือของเขา หรือมีทักษะที่จำเป็น สิ่งที่ฉันคิดอยู่ในหัวก็คือ ถ้าลิลี่ไม่สามารถกลายเป็นตัวเธอได้จริงๆ เธอคงจะฆ่าตัวตายแน่ ดังนั้นวอร์เนกรอสจึงช่วยชีวิตคนๆ นี้เอาไว้

    ทอม ฮูเปอร์: ผมไม่สามารถเน้นย้ำให้เห็นได้หรอกว่าเธอช่างกล้าหาญแค่ไหนที่เข้ารับการผ่าตัดในเวลานั้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนยุคที่จะมียาฆ่าเชื้อ ก่อนจะมีเพนนิซิลลิน ความเสี่ยงในเรื่องของการติดเชื้อเกิดขึ้นได้อย่างเฉียบพลัน และการรักษาก็อยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีอันตรายมาก ลิลี่มีความกล้าที่สุดในการเผชิญกับความเสี่ยงเหล่านี้

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: ความกล้าหาญของเธอไม่เหมือนกับสิ่งที่ผมจินตนาการเอาไว้เลย เพื่อนคนหนึ่งของผมอธิบายว่าลิลี่เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะมีชีวิตตามเพศที่เธอเป็น

    ลูซินดา โคซอน: ถือเป็นเกียรติมากค่ะที่ได้นำเรื่องราวนี้มามอบให้กับคนดูวงกว้าง ย้อนกลับไปสู่จิตสำนึกของโลก

    การถ่ายทำของ The Danish Girl เสร็จสมบูรณ์ในเดือนเมษายน ปี 2015 งานโพสต์โปรดักชั่นเสร็จสิ้นในเดือนกันยายน ปี 2015 เป็นการบรรลุสู่จุดสุดยอดของการเดินทางยาวนานถึง 15 ปีในการนำเรื่องราวนี้สู่จอภาพยนตร์

    อลิเซีย วิกันเดอร์: ฉันไม่คิดว่าจะมีใครเดินออกจากโรงภาพยนตร์หลังจากได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ แล้วจะไม่รู้สึกประทับใจกับการเดินทางของลิลี่ มันคือเรื่องราวความรักระหว่างคนสองคน แต่เหนือจากเรื่องรัก มันก็คือการเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง

    เอ็ดดี้ เรดเมย์น: ขณะที่เรื่องราวนี้เป็นเรื่องพิเศษเกี่ยวกับผู้หญิงพิเศษมากๆ ที่ผ่านการเดินทางไปสู่การเป็นตัวตนจริงของเธอ ผมรู้สึกราวกับว่าพวกเราทุกคนต่างก็มีอุปสรรคขวางตรงหน้าอยู่ เรากล้าเผชิญกับมันไหม เรากำจัดมันได้ไหม หรือในกรณีที่แย่ที่สุด เราสามารถอยู่กับมันได้ไหม ความห้าวหาญและความกล้าที่จะก้าวไปเป็นตัวคุณเองนั้น ไม่ควรถูกมองต่ำเกินกว่าความจริงหรอกครับ

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Photo Gallery

    The Angry Birds Movie
    Log in | Designed by Gabfire themes