The Danish Girl

  • บางครั้งคำถามของความรักมักจะถามกันว่ารักกันมากขนาดไหน ขนาดที่ทนยอมเห็นคนรักเปลี่ยนไปจนความสัมพันธ์ไม่เหมือนเดิมเพียงแค่ขอให้ได้อยู่ใกล้กันเพียงแค่นั้นหรือเปล่า เพราะสำหรับ The Danish Girl นั้นแสดงให้เห็นถึงความรักของ Gerda Wegener ที่มีต่อคนรักของตน Einar Wegener (Lili Elbe) จวบจนบทสุดท้ายของชีวิต

    หนังเปิดเรื่องด้วยความงามของฟยอร์ดกับต้นไม้ที่ผลัดใบเหลือเพียงกิ่งก้านตัดกับท้องฟ้าและทะเล สู่ภาพเอกของ Einar Wegener ที่ได้รับการชิื่นชม และนำไปสู่การแนะนำของตัวละครหลักในเรื่อง ผ่านภาพที่สวยงาม ดนตรีประกอบที่ไพเราะ ตามเรื่องราวที่แสนเศร้าของคู่รักจิตรกรที่ใช้ชีวิตกันมาหกปี หนทางการเป้นจิตรกรเอกของสามีนั้นถึงขีดสุด สวนทางกับภรรยาที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดเหตุสุดวิสัยที่เพื่อนรักไม่สามารถมาเป้นนางแบบให้กับฝ่ายภรรยาได้ จึงได้ขอให้สามีนั้นเป็นแบบแทน เป็นเหตุของตัวปลดชนวนระเบิดเวลาของเรื่องราวที่ตามมาอย่างไม่คาดคิด

    หากฟังคำพูดผ่านบทสนทนาของตัวละครแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Einar Wegener นั้นไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นแต่เกิดมานานแล้ว เพียงแต่สภาพแวดล้อมของครอบครัว หรือ สังคมยังไม่ยอมรับ(ครอบครัว คือ พ่อที่เข้มงวด ชกและไล่ Hans Axgil สังคมทั้งในส่วนของคนรอบข้างกับฉากในสวนสาธารณะ หรือ หมอที่ตัว Einar Wegener ไปปรึกษา ) ที่เปรียบเหมือนระเบิดเวลาที่รอวันที่จะถูกปลุก และ รอเพียงเวลาที่ระเบิดออกมาเมื่อใดเท่านั้น เมื่อ Einar Wegener สลับเป็น Lili Elbe และมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับภรรยาวาดภาพของตน ด้วยความรู้สึกและอารมณ์ที่เต็มเปี่ยมจนทำให้อาชีพของ Gerda Wegener นั้นกลับมาทะยานสูงขึ้นจากจุดเดิม (และอาจจะมากกว่า Einar Wegener) จนมาถึงวันที่เธอต้องตัดสินใจที่จะขอสามีคนเดิมกลับมา เพราะคือความรัก สิ่งยึดเหนี่ยวสำหรับเธอ

    ไม่แปลกใจที่การแสดงของ Eddie Redmayne นั้นจะทำให้เขาเข้าสู่การเข้าชิงดารานำชายของหลายเวทีการประกวด หากปีที่แล้ว The Theory of Everything นั้นคือการแสดงที่ทำให้เห็นการกลายสภาพของตัวละครจากคนปกติสู่ความผิดปรกติอันเกิดจากโรคร้ายที่ไต่ความสามารถในการแสดงออกของอาการโรคที่เพิ่มขึ้นจนถึงขีดสุด ในขณะที่ The Danish Girl นั้นเราจะเห็นจากชายที่เป็นคู่รัก สามี เพื่อน เพื่อนสาว เพื่อนสนิท ที่พัฒนาเป็นขั้นตอนไม่ใช่เพียงแค่เปลือกนอกเสื้อผ้า หน้าผม แต่ไปถึงสีหน้า แววตา และ การแสดงออกที่บอกถึงว่าตัวละครนั้นได้ที่มาอย่างไร

    ส่วนตัวรักและชอบในงานภาพถ่าย การออกแบบฉากที่สวยงามหมดจด ภายใต้การคุมธีมของความหม่นหมองและคลุมเครือของเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละคร จวบจนเมื่อตัวละครเลือกที่จะเดินตามเส้นทางที่ตัวเองตัดสินใจเลือกแล้วความมีสีสรร และความอบอุ่นก็ถูกนำเข้ามาใส่ในฉากต่างๆได้อย่างสวยงาม ประกอบกับเพลงประกอบที่ได้มีส่วนส่งเสริมในหลายฉากๆ โดยเฉพาะในช่วงของความทุกข์หม่นเศร้าของตัวละครกับการกดลิ่มเปียโนที่ตอกย้ำลงไปถึงอารมณ์ของตัวละคร และ การแปลซับที่บางฉาก หรือ ภาษาอังกฤษอาจจะไม่สามารถทำให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนเท่าภาษาไทย แต่คำเดียวจอดอย่าง “อย่าแรดให้มากกว่านี้”คำเตือนของ Gerda Wegener ที่เตือนไปยัง Lili Elbe

    ดูดีไหม หนังว่าด้วยเรื่องราวของการเปลี่ยนคนคนหนึ่งจากเพศหนึ่งสู่อีกเพศหนึ่งที่ไม่ได้ง่ายดายในสังคม(ถ้าเทียบกับในปัจจุบัน) ที่ถูกมองว่าเป็นโรคร้ายที่ต้องรักษา รวมไปถึงความรักของหญิงคนหนึ่งที่มีให้กับคนรักของตนไม่ว่าเขาจะเปลี่ยนเป้นอะไรอย่างไร ผ่านอารมณ์หนังที่หม่น ดนตรีเศร้า เพราะฉะนั้นน่าจะบ่งบอกได้ถึงว่าถ้าคุณรักในเสียงระเบิด คอมพิวเตอร์กราฟิก ที่จะทำให้อะดีนาลีนคุณหลั่งทุกห้านาทีข้ามหน้งเรื่องนี้ไปได้เลย(เพราะต่อให้คุณสนใจ แต่ไม่ใช่แนวคุณอาจจะทนทุกข์มากกว่าตัวละครที่คุณดูอยู่ จากประสบการณ์ที่เห็นคนนั่งข้างๆผมเป็นเช่นนั้น) รวมถึงเด็กๆ เพราะมีฉากเปลือย แต่ก็เป็นไปตามบทของเรื่องราวที่นำเสนอ มิใช่ใส่มาเพื่อเรียกลูกค้าแต่อย่างใด

    ผมให้ 4.5/5 หักครึ่งเพราะส่วนตัวคิดว่าในบางฉากไม่ควรใส่มาก็ใส่มา(ฉากที่บอกถึงการต่อต้าน ล้อเลียนเพศที่สามในสวนสาธารณะ) ในบางส่วนที่อยากรู้ก็ไม่บอกสานต่อ(Hans Axgil แต่ไม่เป็นไร Google ช่วยผมแล้วครับ) และเพราะชอบและหลงไหลในความหม่นหมองของทุกอย่างที่นำเสนอมาจึงทำให้ตกหลุมรักหนังเรื่องนี้

    #TheDanishGirl #TheDanishGirlMovie #TheDanishGirlTH #TheDanishGirlThailand #TheDanishGirlReview #UIP #UIPThailand #MovieReview

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *