The Huntsman: Winter’s War | พรานป่าและราชินีน้ำแข็ง

The Huntsman: Winter’s War | พรานป่าและราชินีน้ำแข็ง

  • Genres:Action, Adventure, Drama, Fantasy
    Running Time: 114 min
    Release Date:April.22,2016 (USA)
    MPAA Rating:PG-13 for fantasy action violence and some sensuality
    Distributors: Roth Films, Universal Pictures
    Starring: Sam Claflin, Chris Hemsworth, Emily Blunt
    Directed by:Cedric Nicolas-Troyan

    ข้อมูลงานสร้าง

    ขอเชิญพบกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อน Snow White ในเรื่องราวของ The Huntsman: Winter’s War คริส เฮมส์เวิร์ธ (Thor และแฟรนไชส์ Avengers) และนักแสดงหญิงรางวัลออสการ์ ชาร์ลิซ เธอรอน (Mad Max: Fury Road, Prometheus) กลับมารับบทเดิมจาก Snow White and the Huntsman อีกครั้ง และครั้งนี้ พวกเขาได้ร่วมแสดงกับเอมิลี บลันท์ (Sicario, Into the Woods) และเจสสิกา แชสเทน (The Martian, Zero Dark Thirty)

    เธอรอนนำแสดงในบทราชินีโฉดราเวนนา ผู้หักหลังน้องสาวแสนดีของเธอ เฟรยา (บลันท์) ด้วยการกระทำที่ไม่อาจยกโทษให้ได้ โดยเธอได้แช่แข็งหัวใจของเฟรยาให้ไร้ความรัก และปลดปล่อยพลังเยือกแข็งที่เธอไม่รู้มาก่อนว่าอยู่ในตัวเธอออกมา เฟรยาได้ถอยไปตั้งหลักยังอาณาจักรที่ห่างไกลทางทิศเหนือ เธอได้รวบรวมกองทัพนายพรานเพื่อให้เป็นผู้คุ้มครองเธอ โดยมีกฎข้อเดียวเท่านั้นคือห้ามไม่ให้คนของเธอรักกัน

    เมื่อสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่ระหว่างราชินีทั้งสองทวีความรุนแรงขึ้น วีรบุรุษผู้ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างความดีและความชั่วคืออีริค (เฮมส์เวิร์ธ) นายพรานผู้เก่งกาจที่สุดของเฟรยา อีริคและเพื่อนนักรบของเขา ซารา (แชสเทน) หญิงสาวเพียงคนเดียวที่กุมหัวใจของเขาเอาไว้ได้ จะต้องช่วยเหลือเฟรยาปราบพี่สาวของเธอ…ไม่เช่นนั้น ความชั่วร้ายของราเวนนาก็จะมีชัยไปชั่วกัลปาวสาน

    ผู้อำนวยการสร้างโจ ร็อธ (Maleficent, Alice in Wonderland) นำทีมงานเบื้องหลังในพรีเควลสุดตระการตาของตำนานที่ยิ่งใหญ่นี้ ภายใต้การกำกับของพ่อมดวิชวล เอฟเฟ็กต์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ เซดริค นิโคลัส-โทรยัน (แฟรนไชส์ Pirates of the Caribbean, Snow White and the Huntsman) ผู้เปิดตัวผลงานการกำกับเรื่องแรกด้วยอีพิคแอ็กชันผจญภัยเรื่องนี้

    นักแสดงคนอื่นๆ ในภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยเรื่องนี้ได้แก่นิค ฟรอสท์ (Hot Fuzz) ผู้กลับมารับบท นิออน คนแคระผู้ใจร้อน และแซม คลาฟลิน (แฟรนไชส์ The Hunger Games) ผู้กลับมารับบทเจ้าชายวิลเลียม ข้ารับใช้ผู้ภักดีต่ออาณาจักร ร่วมทีมโดยร็อบ ไบรดอน (Cinderella) ในบทกริฟฟ์ หนึ่งในตัวละครที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์ซักเท่าไหร่ในดินแดนเวทมนตร์, เชอริแดน สมิธ (ซีรีส์ Mrs. Biggs) ในบทคุณนายบรอมวิน คู่ปรับของกริฟฟ์ หนึ่งในคนแคระที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จินตนาการได้ และอเล็กซานดรา โร้ค (The Iron Lady) ในบท โดรีนา ไซด์คิกผู้อ่อนหวานแต่แข็งแกร่งของคุณนายบรอมวิน

    ผู้ที่ร่วมงานกับทีมงานสร้างสรรค์ของนิโคลัส-โทรยันได้แก่หัวหน้าแผนกต่างๆ รวมถึงผู้กำกับภาพฟีดอน ปาปาไมเคิล (Nebraska, Sideways), ผู้ออกแบบงานสร้าง โดมินิค วัตคินส์ (Snow White and the Huntsman, United 93), มือลำดับภาพ คอนราด บัฟฟ์ ที่สี่ (Titanic, Rise of the Planet of the Apes), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายเจ้าของสามรางวัลออสการ์ คอลลีน แอทวู้ด (Chicago, Alice in Wonderland), ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ พอล แลมเบิร์ต (Oblivion, Gone Girl) และผู้ประพันธ์เพลงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงแปดรางวัลออสการ์ (แฟรนไชส์ The Hunger Games, Snow White and the Huntsman)

    The Huntsman: Winter’s War เขียนบทโดยอีแวน สปิลิโอโทปูลอส (Beauty and the Beast) และเคร็ก มาซิน (แฟรนไชส์ The Hangover) และสร้างจากตัวละครที่สร้างสรรค์โดยอีแวน โดเกอร์ตี้ (Divergent) ควบคุมงานสร้างโดยซาราห์ แบรดชอว์ (Maleficent) และพาลัค พาเทล (Snow White and the Huntsman)

    เกี่ยวกับงานสร้าง

    ก่อนหน้า Snow White:
    The Huntsman: Winter’s War เริ่มอุบัติ

    ในปี 2012 Snow White and the Huntsman ได้เนรมิตชีวิตใหม่ให้กับโลกเทพนิยายด้วยการนำเสนอเรื่องราวคลาสสิกนี้ในมุมมองอีพิคที่มืดหม่น ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ที่นำแสดงโดยคริสเตน สจวร์ต, คริส เฮมส์เวิร์ธและชาร์ลิซ เธอรอน ทำรายได้ไปเกือบ 400 ล้านเหรียญทั่วโลกและสร้างความยินดีให้กับผู้ชมทั่วโลก

    เมื่อถึงเวลาพิจารณาการกลับมาสู่โลกแฟนตาซีที่มืดหม่นที่เหล่าผู้สร้างได้เคยจินตนาการเอาไว้อีกครั้ง บรรดาผู้อำนวยการสร้างก็ตัดสินใจที่จะสำรวจเรื่องราวที่ภาพยนตร์ภาคแรกเคยเกริ่นเอาไว้แล้ว ซึ่งอ้างถึงอดีตคนรักของอีริคและการเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าของเธอ ด้วยฝีมือของเฮมส์เวิร์ธ นายพรานกลายเป็นตัวละครที่ได้รับความนิยมอย่างสูง และความคิดของเรื่องราวคู่ขนานทั้งสองเรื่องในโลกที่ถูกสร้างขึ้นใหม่นี้ก็เป็นที่ถูกใจของทุกคนที่เกี่ยวข้อง

    การมองแฟรนไชส์นี้แบบอ้อมๆ เป็นโอกาสให้ทีมผู้สร้างได้มองย้อนไปถึงความสำเร็จของภาคแรกและพิจารณาถึงพื้นที่ในการพัฒนาเพิ่มเติม “เราไม่อยากให้ภาคนี้มืดหม่นเท่าภาคแรก” ผู้อำนวยการสร้างโจ ร็อธ ผู้เนรมิตชีวิตใหม่ให้กับเทพนิยายในภาพยนตร์อย่าง Maleficent และ Oz the Great and Powerful และผู้ซึ่งความชำนาญและการเล่าเรื่องราวแนวนี้ไม่มีใครเทียบได้ กล่าว “เราอยากจะนำเสนอเรื่องโรแมนซ์ด้วยครับ”

    บทภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เขียนโดยอีแวน สปิลิโอโทปูลอส และเคร็ก มาซิน และสร้างจากตัวละครโดยอีแวน โดเกอร์ตี้ เป็นเช่นนั้น โดยมันบอกเล่าเรื่องราวของรักแท้คนแรก และคนเดียว ผู้ล่วงลับไปแล้วของอีริค การที่พวกเขาได้พบกันอย่างไร และต้องพรากจากกันอย่างไร นอกจากนั้น เรื่องราวนี้ยังเป็นเหมือนอดีตความเป็นมาสำหรับนายพราน ผู้ปรากฏตัวในการผจญภัยครั้งแรกในฐานะตัวละครที่มีที่มาที่ไปครบสมบูรณ์ ไม่ใช่บุรุษปริศนา

    เมื่อราชินีโฉดราเวนนาถูกปราบ ทุกคนก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขชั่วนิรันดร์ในอาณาจักร ภายใต้การปกครองของ สโนว์ไวท์ ราชินีผู้มีสิทธิ์และศักดิ์ในบัลลังก์ แต่เมื่อเธอเนรเทศกระจกวิเศษไปให้พ้นจากปราสาทและมันหายสาบสูญไป เจ้าชายวิลเลียมก็พึ่งพาได้เพียงคนเดียวที่จะนำมันกลับมาได้ เขาก็คือนายพรานอีริค เมื่ออีริคออกเดินทางเพื่อรักษาพลังของกระจกวิเศษไม่ให้ตกอยู่ในมือของคนชั่ว และเผยความลับของผู้ที่อยู่เบื้องหลังการขโมยสมบัติชิ้นนี้ เรื่องเก่าๆ จากเมื่อครั้งอดีตก็หวนคืนและเขาก็ได้เผชิญหน้ากับการผจญภัยครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต

    เฮมส์เวิร์ธอธิบายว่าความสนใจที่เขามีต่อเรื่องราวพรีเควลนี้เกิดจากธีมที่มันสำรวจ “เราจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าขาดความรักไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตามครับ” เขาตั้งข้อสังเกต “หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความหมายที่ความรักมีต่ออีริค และสิ่งที่เขาจะทำเพื่อความรักครับ”

    นักแสดงหนุ่มคิดว่าความสำเร็จของภาพยนตร์ภาคแรกไม่ได้อยู่ที่ความคุ้นเคยที่เรามีต่อตำนานสโนว์ไวท์เพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่การออกแบบงานสร้างพิเศษสุดที่เปลี่ยนเด็กสาวที่ไร้เดียงสาในเทพนิยายให้กลายเป็นนักรบทรงพลัง ผู้ต่อสู้เพื่อสิ่งที่เธอศรัทธา “ในภาคนี้ แม้จะอยู่ในโลกเดิม แต่เราก็มีโอกาสในการทำให้โทนสดใสขึ้นในหลายๆ ทาง สีสันต่างๆ สดใสขึ้นครับ”

    ทีมผู้สร้างมองว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ภาพยนตร์ภาคนี้จะเผยเรื่องราวต่างๆ มากขึ้นสำหรับผู้ชม และเรื่องราวนี้ก็จะบอกเล่าอีกชิ้นส่วนหนึ่งของปริศนา เรื่องราวที่มีอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครล่วงรู้จนกระทั่งตอนนี้ “สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดเกี่ยวกับโลกใบนี้” นิโคลัส-โทรยัน ตั้งข้อสังเกต “คือมันเป็นช่วงรอยต่อที่วิเศษสุด มันไม่ได้เป็นโลกแฟนตาซีเต็มตัว และก็ไม่ใช่โลกตามประวัติศาสตร์ซะทีเดียว เมื่อมีพื้นฐานจากโลกโบราณเสมือน คุณก็สามารถเพิ่มเติมเวทมนตร์ ความรัก และอื่นๆ เข้าไปได้ครับ”

    สำหรับอีริค ที่รับบทโดยเฮมส์เวิร์ธ เรามองเห็นนักรบมากความสามารถ ผู้จัดเจนในวิถีแห่งพงไพร คนที่ภักดี ซื่อสัตย์ ผู้ไม่เผยความรู้สึกตัวเองออกไปให้โลกได้รับรู้ The Huntsman: Winter’s War สำรวจอดีตของอีริค และเราก็ได้เรียนรู้ว่าเขาไม่ได้อยู่ตามลำพัง ในความเป็นจริงแล้ว เขาต่อสู้มาทั้งชีวิต ในตอนแรกก็เพื่อเฟรยา น้องสาวของราเวนนา

    ในขณะที่ราเวนนาเป็นผู้กลืนกินวิญญาณผู้ชั่วร้าย และใช้มนตร์ดำของเธอในการดูดพลังชีวิตจากเหยื่อของเธอ เฟรยา น้องสาวของเธอกลับเป็นราชินีแห่งหิมะและน้ำแข็งผู้แสนดี เธอได้สร้างอาณาจักรเยือกแข็งของเธอเองตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา…และเฝ้ามองการขึ้นเป็นใหญ่ของราเวนนาอย่างเงียบๆ

    ในตอนที่ราชินีราเวนนาผู้โฉดชั่วและกระหายในอำนาจได้หักหลังราชินีหิมะอย่างไม่น่าให้อภัย เฟรยา ผู้หัวใจสลาย ก็ได้หนีจากบ้านและสร้างอาณาจักรที่เย็นยะเยือกเฉกเช่นหัวใจของเธอ ไม่มีใครสัมผัสเธอได้อีก และในการรวมกองทัพนายพราน ผู้ถูกพรากจากครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก เธอก็ได้สร้างกองกำลังที่คุ้มครองเธอขึ้นมา…และเธอกับทหารของเธอก็จะไม่ต้องทนทรมานจากความเจ็บปวดเพราะความรักอีกต่อไป

    อีริคเป็นหนึ่งในทหารกลุ่มที่ว่า เขาถูกหล่อหลอมให้เชื่อในราชินีของเขาและต่อสู้เพื่อเธอ แต่เขาก็อายุน้อยเกินกว่าจะตระหนักถึงความเจ็บปวดในหัวใจของเฟรยา แต่เมื่อเขาได้พบกับซารา และพวกเขาตกหลุมรักกันและกัน ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามในอาณาจักรของเฟรยา เขาก็เริ่มเรียนรู้ว่ามีบางสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าพลังและการครอบครอง

    “ความคิดของเฟรยาคือความรักฆ่าคนได้” ร็อธอธิบาย “แต่ไม่ว่าเธอจะเตือนยังไง อีริคและซาราก็อดไม่ได้ที่จะพึงพอใจซึ่งกันและกัน หนังเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องเกี่ยวกับว่าเราจะทำยังไงให้อีริคและซาราได้อยู่ด้วยกัน แม้ว่าเฟรยาจะทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดยั้งมันก็ตาม เพราะยังไงซะ ในเทพนิยาย ความรักก็เอาชนะได้ทุกอย่างอยู่แล้วครับ”

    “ในตอนที่คุณได้เห็นอีริคครั้งแรกใน Snow White and the Huntsman เขาเป็นขี้เมา ผู้ไม่รู้จะทำอะไรกับชีวิต” เฮมส์เวิร์ธกล่าว “เขาใช้ชีวิตอยู่กับความสิ้นหวังและความน่าสมเพชเนื่องจากการสูญเสียภรรยา ในตอนที่เขาได้พบกับสโนว์ไวท์ เขาเหมือนกับได้เกิดใหม่ ดังนั้น ในตอนที่คุณได้เจอเขาอีกครั้งในหนังเรื่องนี้ เขาก็ได้จิตวิญญาณของตัวเองกลับคืนมาและกำลังใช้ชีวิตที่เงียบสงบในป่าครับ”

    แต่ไม่นานนัก เขาก็ถูกเรียกตัวไปช่วยเหลือราชินีอีกครั้ง และเขาก็จำต้องเผชิญกับอดีตของตัวเอง โดยที่เขาไม่ทันได้รู้ตัวเลยด้วย

    ทีมผู้สร้างไม่ได้มองไปไกลเลยสำหรับผู้กำกับที่มีการมองโลกในแง่บวก วิสัยทัศน์และความคิดสร้างสรรค์ ในการบอกเล่าเรื่องราวของอีริค เซดริค นิโคลัส-โทรยัน ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ ผู้ได้รับการยกย่อง และผู้มีบทบาทสำคัญในการเนรมิตชีวิตให้กับภาพวิชวลที่ตระการตาในภาคแรก มีความปรารถนาที่จะกำกับผลงานภาพยนตร์ของตัวเองในซักวันหนึ่งมานานแล้ว

    “ไอเดียของการได้รับโอกาสให้กำกับหนังเรื่องนี้ไม่เคยอยู่ในความคิดผมเลย” เขาหัวเราะ “ผมไม่เคยคิดฝันเลยว่าจะได้กำกับหนังสเกลยักษ์แบบนี้เป็นงานแรก แต่ตอนที่ผมได้รับโทรศัพท์ มันก็เมคเซนส์ครับ ด้วยความที่ผมเคยทำงานในภาคแรกมาแล้ว มันก็เลยเป็นเหมือนการได้กลับบ้านเลยครับ”

    เฮมส์เวิร์ธประทับใจในตัวเขามานานแล้ว ดังนั้น เขาก็ไม่ลังเลใจเลยที่จะกล่าวชื่นชมผู้กำกับ ในตอนที่ผู้อำนวยการสร้างพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา “ผมจำได้ว่าตอนภาคแรก ผมคิดว่าเขามีสัญชาตญาณด้านการเล่าเรื่องจริงๆ และมันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องสุนทรียศาสตร์ทางวิชวลเท่านั้นสำหรับเขา”

    นิโคลัส-โทรยันกล่าวยืนยันว่า “ผมสนใจเรื่องราวและตัวละครมากกว่าวิชวล เอฟเฟ็กต์เสมอครับ ตอนนี้ เมื่อผมได้ทำงานกับนักแสดงของผมโดยตรง สิ่งสำคัญอันดับแรกคืออารมณ์ครับ”

    สำหรับร็อธ การที่นิโคลัส-โทรยันในการเป็นผู้กำกับมือใหม่แทบจะไม่ถูกแสดงออกให้เห็นเลยในประสบการณ์และความชาญฉลาดที่เขานำมาสู่กองถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ “ผมได้ดูแลงานสร้างหนังกว่า 400 เรื่อง และคุณก็จะรับรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าใครทำได้ทำไม่ได้ สำหรับเซดริค เขาให้ความรู้สึกเหมือนเป็นผู้กำกับมากประสบการณ์เสมอ เขาไม่ได้กลัวกับระดับนักแสดงที่เราส่งไปตรงหน้าเขาเลย ความเปิดกว้างของเขาเป็นสิ่งที่ทีมนักแสดงรัก พวกเขาสามารถพูดคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง และเขาก็มีมุมมองที่จะนำเสนอจริงๆ ด้วยครับ”

    ผู้กำกับกล่าวเห็นด้วยกับเฮมส์เวิร์ธที่ว่าเสน่ห์ของโลกใบนี้อยู่ที่หัวใจของมันเช่นเดียวกับกล้ามเนื้อของมัน “มันไม่ได้เป็นเรื่องของการกอบกู้โลก” นิโคลัส-โทรยันกล่าว “นี่เป็นหนังที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ เป็นเรื่องรักครับ ผมสามารถใส่เอาสัตว์ประหลาด และช็อตเจ๋งๆ สารพัดเข้าไปในโลกใบนี้ได้ แต่ถ้าท้ายที่สุดแล้ว ผมไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครบนหน้าจอและอารมณ์ของสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ ผมก็จะไม่มีอะไรให้ยึดเกาะครับ”

    นี่เป็นเรื่องจริงอย่างยิ่งเมื่อเราพิจารณาถึงตัวละครเอกของเรื่อง นิโคลัส-โทรยันกล่าวว่า “สิ่งที่สำคัญเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้คือการนำความลึกลับน่าค้นหาใส่เข้าไปในตัวละครตัวนี้มากขึ้น ตอนนี้ เขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว” เขาหยุดครู่หนึ่ง “ผมชื่นชอบคนแคระในหนังภาคแรกครับและผมก็อยากจะต่อยอดจากตรงนั้นและใส่อารมณ์ขันเข้าไปในโลกใบนี้มากขึ้นครับ”

    ราชินีและนายพราน:
    การขยายโลกเวทมนตร์

    การนำกลุ่มนักแสดงระดับแนวหน้ามารวมตัวกันในภาคแรกเป็นความท้าทาย แต่ทีมนักแสดงที่มารวมตัวกันสำหรับภาพยนตร์เรื่อง The Huntsman: Winter’s War กลับยอดเยี่ยมกว่าเดิมเสียอีก คริส เฮมส์เวิร์ธ, ชาร์ลิซ เธอรอนและนิค ฟรอสท์ กลับมาสู่โลกที่พวกเขาช่วยกันสร้างขึ้นมาอีกครั้ง และในครั้งนี้ พวกเขาก็ได้ร่วมงานกับเจสสิกา แชสเทน, เอมิลี บลันท์, ร็อบ ไบรดอน, เชอริแดน สมิธและอเล็กซานดรา โร้ค

    “พวกเขาทุกคนต่างก็เป็นศิลปินครับ” นิโคลัส-โทรยันกล่าว “เมื่อคุณพูดกับนักแสดงฝีมือระดับนี้เกี่ยวกับตัวละครของพวกเขา พวกเขาก็จะทุ่มสุดตัว ในฐานะผู้กำกับ มันยอดเยี่ยมมากที่ได้ทำงานร่วมกับพวกเขา ผมมักจะไม่เขียนสตอรีบอร์ดฉากที่ใช้อารมณ์ แต่มักจะปล่อยช่องว่างให้นักแสดงเพื่อดูว่าพวกเขาจะคิดอะไรออกมาได้ มีนักแสดงไม่กี่คนหรอกครับที่ทำได้แบบนี้ แต่ทีมนักแสดงชุดนี้ทำได้”

    เฮมส์เวิร์ธยอมรับว่าเขาสนใจไอเดียในการสำรวจเรื่องราวความเป็นมาของอีริคมาโดยตลอด “ทำไมเขาถึงเมาและสิ้นหวังแบบนั้นตอนที่เราพบเขาในตอนเริ่มต้นเรื่อง Snow White and the Huntsman” เขาตั้งคำถาม “การหาคำตอบนั้นคือสิ่งที่ทำให้ผมสนใจเรื่องราวนี้ครับ”

    นับตั้งแต่ที่ภาคแรกเข้าฉาย เฮมส์เวิร์ธก็โด่งดังยิ่งขึ้น เนื่องด้วยการแสดงในแฟรนไชส์ Thor และ Avengers รวมถึงภาพยนตร์อีพิคพีเรียดเรื่อง Rush และ Ghostbusters ที่ถูกนำกลับมาสร้างใหม่ “ครั้งแรกที่ผมได้เห็นคริส ผมก็รู้แล้วว่าเขาต้องเป็นดาราดัง” ร็อธ ผู้เลือกเขามาแสดงในภาคแรก กล่าว “จิตวิญญาณของเขามีอะไรบางอย่างที่เปิดกว้างและทำให้เขาดูเป็นคนดีเมื่อได้อยู่ใกล้ ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ครับ”

    การกลับมาร่วมงานกับเฮมส์เวิร์ธอีกครั้งเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเธอรอน “มันบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับนักแสดงคนนั้นๆ ได้เยอะเลยนะคะถ้าคุณได้กลับมาเจอเขาอีกในหลายปีให้หลังแล้วยังรู้สึกเหมือนว่าคุณเพิ่งเห็นเขาเมื่อวันก่อนเอง” เธออธิบาย “เขาเป็นคนสม่ำเสมอมากเพราะเขาเป็นอย่างที่เราเห็นอยู่จริงๆ ซึ่งก็คือคนดีที่เข้าใจงานของตัวเองและสนุกกับมัน เขาทำให้คุณทึ่งค่ะ”

    การหานักแสดงที่มีความสามารถไม่แพ้กันมาประกบเฮมส์เวิร์ธในบท ซารา รักแท้ของเขา อาจจะเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทีมงาน เพราะว่าซารา นักรบผู้มีหัวใจสัตย์ซื่อไม่แพ้อีริค ต้องอาศัยนักแสดงหญิงที่มีพลังอย่างแท้จริง

    ซาราไม่อยากจะเชื่อว่าอีริคยังคงซื่อสัตย์ต่อเธอตลอดหลายปีที่ห่างกัน และปฏิเสธที่จะยกโทษให้เขาในสิ่งที่เธอเชื่อว่าเขาเคยทำ เมื่อเธอไม่มีทางเลือกอื่น เธอก็ต้องร่วมทางกับเขาในการผจญภัยครั้งสำคัญ แต่เธอก็ยินดีที่จะเอามีดจ่อคอเขามากกว่าจะยอมเชื่อเขาอีกครั้ง “เธอพยายามหาคำตอบว่าเธอคู่ควรที่จะถูกรักรึเปล่า” แชสเทน ผู้รับบทนี้ กล่าว “มันเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับเธอ และเธอก็มีปัญหาเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจที่ต้องฝ่าฟันค่ะ”

    แชสเทนยอมรับว่า เธอตอบสนองต่อการเดินทางของซาราในทันที “ฉันชอบจุดเริ่มต้นและบทลงเอยของเธอค่ะ” เธอเล่า “ฉันชื่นชอบความลับที่เธอเก็บไว้ นี่เป็นตัวละครที่ฉันไม่เคยเล่นมาก่อน ฉันชื่นชอบการได้ออกท่าทาง และฉันก็เคยแสดงหนังหลายเรื่องที่มืดหม่นและหนักอึ้งมาแล้ว ฉันก็เลยอยากจะแสดงหนังที่ฉันสนุกกับมันบ้าง นี่อาจจะเป็นหนังที่สนุกที่สุดเท่าที่ฉันเคยแสดงมาเลยก็ได้”

    การทาบทามแชสเทนเริ่มต้นขึ้นที่เวทีประกาศผลรางวัลสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์ลอนดอน เฮมส์เวิร์ธและแชสเทนมีเอเจนท์คนเดียวกันและเฮมส์เวิร์ธก็เกริ่นเรื่องตัวละครตัวนี้และสัญญาว่าจะส่งบทภาพยนตร์ให้เธอ เฮมส์เวิร์ธเล่าว่า คำถามแรกของนักแสดงสาวคือ “ฉันจะได้บู๊ในหนังเรื่องนี้มั้ย”

    “เธอได้บู๊ในหนังเรื่องนี้มากกว่าที่เคยทำมาอีกครับ” เฮมส์เวิร์ธยืนยัน “งานส่วนใหญ่ของผมในหนังเรื่องนี้คือการแสดงกับเจสสิกา เธอมีอารมณ์ขันเป็นเยี่ยม และเราก็ได้ปะทะคารมกันหลายครั้งด้วย บางครั้ง มันก็เหมือนการทะเลาะกันระหว่างพี่น้อง เราเย้าแหย่อีกฝ่ายและเราก็สนุกกันมากครับ”

    “เจสสิกานำความหลากหลายเข้ามาครับ” นิโคลัส-โทรยันบอก “ซาราไม่ใช่ตัวละครแบบที่เธอเคยแสดงมาก่อน แต่เธอก็ทุ่มเทสุดกำลัง เธออยากจะฝึก อยากจะเตรียมพร้อม เธอมากองถ่ายด้วยความชำนาญในการต่อสู้ เธอหมุนตัว เตะ บิดใบมีด และเธอก็ชื่นชอบมันครับ เราสนุกกันมากในการถ่ายทำฉากพวกนั้นด้วยกัน”

    สำหรับแชสเทน การมีผู้กำกับที่เปิดกว้างมากพอที่จะรับฟังเป็นสิ่งจำเป็น “ถ้าคุณสร้างหนังแฟนตาซีฟอร์มยักษ์ ฉันจะกังวลว่าเราอาจสูญเสียความเป็นจริงบางอย่างไป ความเป็นจริงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนที่ฉันสวมบทตัวละคร แต่เซดริคฟังฉันและสร้างแรงบันดาลใจให้ฉัน เขาจะพูดอะไรบางอย่างที่นำตัวละครของฉันในทิศทางใหม่ ในตอนที่ฉันถามคำถาม เขาก็จะฟังและต่อยอดจากตรงนั้นค่ะ”

    ในขณะที่เธอรอนสร้างความประทับใจที่น่าสะพรึงกลัวในโลกใบนี้ด้วยการแสดงบทราชินีราเวนนาในภาคแรก มันก็เป็นเรื่องท้าทายไม่แพ้กันสำหรับการตามหานักแสดงหญิงที่สามารถรับบท เฟรยา น้องสาวของเธอ ผู้ถูกเผยว่าเป็นศัตรูคู่อาฆาตของอีริค ผู้อำนวยการสร้างตัดสินใจเลือก บลันท์ ผู้ตอบสนองต่อเรื่องราวนี้ในทันที

    “เฟรยาเป็นตัวร้ายที่น่าสนใจเพราะคนที่คุณพบในตอนต้นเรื่องไม่ใช่ตัวเธอในเวลาหลังจากนั้นค่ะ” บลันท์เล่า “ในตอนที่คุณได้พบกับเธอ เธอเป็นคนที่ใจดีอย่างเหลือเชื่อ เธอเป็นสาวน้อยที่ตกหลุมรักคนผิด และแล้วเธอก็สูญเสียลูก ทำให้เธอเศร้าโศกเสียใจและเข้มแข็งขึ้นจากความสูญเสียนั้นจนเธอได้ค้นพบพลังของตัวเอง ผมของเธอเปลี่ยนเป็นสีขาว ตัวเธอเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด และเธอก็ค้นพบความสามารถในการทำให้สิ่งต่างๆ เยือกแข็งค่ะ”

    หลังจากถูกหักหลัง เฟรยาก็มองว่าความรักเป็นสิ่งที่ร้ายกาจและชั่วร้าย และเธอก็ตั้งใจจะกำจัดมันไปจากโลกใบนี้ เธอลักพาตัวเด็กๆ จากพ่อแม่และเลี้ยงดูพวกเขาให้เชื่อว่าความรักเป็นสิ่งอันตราย “ฉันคิดว่าเธอเชื่อจริงๆ ว่าเธอกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง” บลันท์เล่า “เธอคิดว่าเธอกำลังช่วยเด็กๆ พวกนี้ ด้วยการจับพวกเขามาอยู่ในกองทัพเด็กของเธอและเลี้ยงดูพวกเขาโดยปราศจากความรัก เธอกำลังช่วยพวกเขาให้รอดพ้นจากความรู้สึกสิ้นหวังที่เธอเคยเจอมาน่ะค่ะ”

    นิโคลัส-โทรยันกล่าวยืนยันว่า “เธอไม่ใช่ผู้ร้ายเพราะเธออยากได้อำนาจหรืออยากจะยิ่งใหญ่ เธอเป็นตัวละครที่ซับซ้อนกว่านั้นเพราะเธอคิดว่าเธอได้ช่วยเด็กๆ พวกนี้ด้วยการเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ เธอไม่รู้สึกเลยว่ามันเป็นเรื่องทารุณแค่ไหน…ที่พรากพวกเขาจากทุกสิ่งที่พวกเขารู้จักและรักน่ะครับ”

    นักแสดงหญิงกล่าวอย่างขำขันว่า “เฟรยาอาจจะเป็นแม่ที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่คุณต้องการสำหรับลูกของคุณค่ะ”

    แม้ว่าบลันท์จะเคยผ่านงานแสดงภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยมาแล้ว ด้วยการสร้างความแปลกใจให้กับผู้ชมในภาพยนตร์เรื่อง Edge of Tomorrow เธอก็ตื่นเต้นกับแนวคิดในการแสดงเป็นตัวละครแบบที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน “บทเรื่องนี้ยอดเยี่ยมมากและเฟรยาก็เป็นตัวร้ายที่มีอารมณ์ซับซ้อนค่ะ” เธอกล่าวอย่างกระตือรือร้น “ฉันรู้ว่าบทนี้จะเป็นสิ่งที่ฉันชอบและท้าทายฝีมือฉันค่ะ”

    เฮมส์เวิร์ธกล่าวว่าเฟรยาแตกต่างจากพี่สาวของเธออย่างมาก “ราเวนนามีทัศนคติที่น่าหวาดกลัวและไร้ปรานี เธอไม่มีความเป็นมนุษย์เลยซักนิด สิ่งที่เอมิลีทำกับเฟรยาคือแสดงให้เห็นว่ามีเศษเสี้ยวของหัวใจอยู่ในนั้น แม้ว่าเธอพยายามจะเมินเฉยมันแค่ไหนก็ตาม เธอพยายามสะกดความอบอุ่นเอาไว้และเชื่อในสิ่งที่พี่สาวพร่ำบอกกับเธอครับ”

    ราเวนนา ตัวละครของเธอรอน เป็นตัวร้ายที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจนแม้ว่าเราจะเชื่อว่าเธอตายจากไปแล้ว ความคิดของการนำเธอมาสู่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นการตัดสินใจที่ทุกคนเห็นพ้องด้วย และไม่มีใครจะยินดีไปกว่าตัวเธอรอนเอง ผู้ชื่นชอบช่วงเวลาที่เธอรับบทราชินีผู้ชั่วร้าย “สิ่งที่ฉันชื่นชอบเกี่ยวกับราเวนนาคือเธอเป็นปริศนานิดๆ ค่ะ” เธอรอนตั้งข้อสังเกต “เรื่องของเธอจะถูกเปิดเผยออกมามากขึ้นเมื่อเรื่องราวเดินไปข้างหน้า แต่เธอเป็นคนที่มาจากสถานการณ์ที่ชีวิตแบบนี้และการปฏิบัติต่อผู้คนแบบนี้เป็นเรื่องปกติ เธอไม่ได้มีทางเลือกมากนัก เธอเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของตัวเองค่ะ”

    เธอรอนยอมรับว่าเธอชื่นชอบธรรมชาติที่ไม่สมบูรณ์ของราเวนนา พลางตั้งข้อสังเกตว่า “เธอเป็นคนที่มีความกลัวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญค่ะ”

    การนำเธอกลับมาเป็นเรื่องท้าทายน้อยกว่าที่เห็นในตอนแรก เพราะเรื่องราวนี้ครอบคลุมช่วงเวลาก่อนเหตุการณ์ใน Snow White and the Huntsman และหลังจากนั้น “มือเขียนบทได้คิดไอเดียเยี่ยมๆ ในการนำเธอกลับมาค่ะ” เธอรอนกล่าว “มันก็เลยเป็นเรื่องน่าสนใจสำหรับฉันในทันที”

    “ในหนังเรื่องนี้ ราเวนนาเป็นตัวละครสองตัวที่แตกต่างกันครับ” นิโคลัส-โทรยันตั้งข้อสังเกต “เราได้เห็นเธอก่อนเหตุการณ์ในภาคแรกและเราก็ได้เห็นเธอทำชั่ว แต่มันก็ยังมีแง่มุมความเป็นมนุษย์ เราได้เห็นราเวนนาที่คนเข้าถึงได้มากขึ้น แต่ในส่วนที่สองของเรื่อง เธอกลับมาหลังจากเหตุการณ์ในภาคแรก เธอเป็นตัวละครที่แตกต่างออกไป เพราะเธอตายไปแล้ว แต่จิตวิญญาณ ความมืดหม่นและเวทมนตร์ของเธอยังคงอยู่ค่ะ”

    เฮมส์เวิร์ธยืนยันความเห็นของเธอรอนว่า การกลับมาแสดงร่วมกันอีกครั้งเป็นเรื่องง่าย “เราได้สร้างสายสัมพันธ์นั้นขึ้นมาในภาคแรก เราก็เลยสามารถสานต่อจากเดิมได้ทันที เธอตื่นเต้นมากๆ ที่ได้กลับมาแสดงบทนี้อีกครั้งครับ”

    “ชาร์ลิซแสดงได้ชั่วร้ายอย่างวิเศษสุดในหนังทั้งสองเรื่อง” ร็อธกล่าวชื่นชม “ดังนั้น ในการเล่าเรื่องราวที่ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นก่อนภาคแรก ไม่เพียงแต่เธอจะทำตัวชั่วร้ายกับคนที่เธอไม่รู้จักได้เท่านั้น แต่เธอยังทำตัวชั่วร้ายกับคนในครอบครัวเธอได้ด้วยครับ”

    “การได้อยู่ใกล้ชาร์ลิซเป็นเรื่องวิเศษสุดค่ะ” บลันท์กล่าวอย่างตื่นเต้น “เธอเป็นนักแสดงทรงพลัง ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณเมื่อได้อยู่ใกล้ เราหัวเราะด้วยกันและสายสัมพันธ์แบบพี่น้องที่เราสร้างขึ้นนอกฉากก็ส่งผลบนหน้าจอด้วยค่ะ”

    การเลือกนักแสดงสำหรับบทตัวละครหญิงที่สำคัญทั้งสามบทนี้แสดงให้เห็นถึงการที่ทีมผู้สร้างให้ความสำคัญต่อการเขียนบทตัวละครที่ซับซ้อนและแข็งแกร่ง โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง “เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฉันอยากแสดงหนังเรื่องนี้ นอกเหนือจากการได้ร่วมงานกับคริส คือมันมีบทที่เหลือเชื่อสำหรับผู้หญิง” แชสเทน ผู้สนับสนุนภาพยนตร์ที่สร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมมาเนิ่นนาน กล่าว “ฉันรู้ว่าชาร์ลิซและเอมิลีเล่นหนังเรื่องนี้ด้วยตอนที่ฉันได้รับบทหนังเรื่องนี้มา และฉันก็เบื่อกับการเป็นผู้หญิงคนเดียวในกองถ่าย เรื่องราวต่างๆ แม้จะเป็นแฟนตาซีแบบนี้ ก็ควรจะเป็นตัวแทนโลกของเรา และฉันก็ยินดีมากๆ กับบทบาทที่วิเศษสุดสำหรับผู้หญิง ที่ถูกเขียนขึ้นมาในหนังเรื่องนี้น่ะค่ะ”

    “ฉันไม่เคยแสดงหนังกับนักแสดงดังสองคนอย่างเจสสิกาและเอมิลีมาก่อน” เธอรอนกล่าว “พวกเธอสองคนทำให้ฉันตื่นตัวตลอดและทำให้ประสบการณ์การทำงานเรื่องนี้น่าจดจำขึ้นด้วย มันเป็นเรื่องดีเสมอที่คุณจะได้เจอหนังที่บทผู้หญิงถูกเขียนขึ้นมาในแบบที่ให้ความรู้สึกสมจริง ฉันคิดว่าวงการหนังห่างเหินจากหนังพวกนี้ ที่ผู้หญิงสามารถแบกรับเรื่องราวเยี่ยมๆ และมีความซับซ้อน สับสนพอๆ กับพวกผู้ชาย สิ่งที่ยอดเยี่ยมคือในรอบหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา หนังแบบนั้นค่อยๆ กลับมาและผู้คนก็ประทับใจกับมันค่ะ”

    นิโคลัส-โทรยันกล่าวเห็นพ้องด้วย “นี่เป็นหนังที่มีตัวละครหญิงเป็นตัวขับเคลื่อน มากกว่าภาคแรกเสียอีก สิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับตัวละครของเจสสิกาคือเธอไม่ต้องให้นายพรานมาช่วย พวกเขาสามารถอยู่เคียงข้างกัน ต่อสู้ด้วยกัน แต่พวกเขาก็แข็งแกร่งพอๆ กัน…และแข็งแกร่งยิ่งกว่าเมื่ออยู่ด้วยกันครับ”

    ตัวตลกผ่อนอารมณ์:
    พบกับพวกคนแคระ

    ตัวละครกลุ่มหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงสุดจาก Snow White and the Huntsman คือคนแคระทั้งเจ็ด ที่รับบทโดยนักแสดงผู้ประสบความสำเร็จ รวมถึง เรย์ วินสโตน, เอียน แม็คเชนและบ็อบ ฮอสกินส์ ผู้ล่วงลับ พวกเขาได้รับความนิยมอย่างสูง และทีมผู้สร้างก็ตัดสินใจที่จะสำรวจเรื่องราวของพวกเขามากขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้…และเรียนรู้ว่าคนแคระมีนิสัยใจคออย่างไร

    การปรากฏตัวของคนแคระในภาคถัดไปเป็นเรื่องแน่นอน และทีมผู้อำนวยการสร้างก็นำ นิค ฟรอสท์ ผู้รับบท นิออน ตัวละครยอดนิยมในภาคแรก กลับมาในภาคนี้อีกครั้ง “จากมุมมองของคนแคระ ภาคนี้แตกต่างออกไป” ฟรอสท์อธิบาย “เพราะครั้งนี้เราอยู่ในเรื่องทันทีครับ”

    นิออน มือขวาของบีธ ผู้ร่าเริงและตลกขบขัน เป็นคนแคระผู้มองว่าเผ่าพันธุ์คนแคระเป็นเลิศที่สุด และเขาก็ไม่ไว้วางใจอีริคและแรงจูงใจของเขามานานแล้ว อย่างไรก็ดี เมื่อมองเห็นโอกาสในการได้สมบัติอยู่ตรงหน้า เขาก็ออกเดินทางกับอีริคเพื่อนำกระจกเวทมนตร์ไปยังป่าต้องห้าม

    คนแคระใหม่ที่ปรากฏตัวขึ้นคือกริฟฟ์ ที่รับบทโดยร็อบ ไบรดอน ในขณะที่นิออนอ่อนโยนขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่กริฟฟ์ เพื่อนร่วมทางของเขาไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย กริฟฟ์ ผู้หยาบกระด้าง ขี้โมโห เจ้าเล่ห์และโลภโมโทสัน พยายามอย่างดีที่สุดที่จะทำให้คนแคระมีชื่อเสียงฉาวโฉ่

    ไบรดอนและฟรอสท์ สองนักแสดงตลกจากอังกฤษ ได้สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างง่ายดาย ซึ่งช่วยเพิ่มโทนเบาสมองให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้มากขึ้น “การร่วมงานกับร็อบและนิคสนุกมากครับ” เฮมส์เวิร์ธกล่าว “พวกเขามีอารมณ์ขันที่ยอดเยี่ยมและนำพลังงานที่แตกต่างออกไปมาสู่กองถ่าย นอกจากนั้น มันยังดึงเอาพลังงานที่แตกต่างออกไปจากตัวละครของผม และเราก็ได้ปะทะคารมกันสนุกสนานเลยล่ะครับ”

    “คุณจะต้องคอยไล่ตามพวกเขาให้ทันครับ” เฮมส์เวิร์ธกล่าวอย่างถ่อมตัว “ผมรู้สึกเหมือนกับว่ากว่าผมจะเข้าใจมุขจากพวกเขาก็ต้องผ่านไปแล้วนาทีหรือสองนาที พวกเขาปล่อยมุขกันไวมากเลยครับ”

    ไบรดอน ผู้เป็นที่รู้จักจากบทบาทตลกทั้งและนอกเกาะอังกฤษ เล่าถึงประสบการณ์ในกองถ่ายว่า “ผมแปลกใจตั้งแต่แรกว่าคริสและเจสสิการักษาโทนให้เบาสบายแค่ไหน มันมีเสียงหัวเราะเกิดขึ้นเสมอ มันเป็นสิ่งสำคัญในหนังแบบนี้ เพราะมันมีการคอยให้สิ่งต่างๆ พร้อมอยู่ตลอด คุณจะต้องทำให้บรรยากาศสดใสเข้าไว้ครับ”

    ฟรอสท์เล่าว่าเขาชอบบทบาทของเขาในภาคแรก…หลังจากที่เขาเคยชินกับการเมคอัพหลายชั่วโมงเพื่อแปลงโฉมเขาเป็นคนแคระ การกลับมารับบทนี้อีกครั้งเป็นโอกาสให้นักแสดงผู้นี้ได้เยี่ยมเพื่อนเก่า “เขาเป็นคนแคระที่เรียบง่าย และไม่ได้มีเป้าหมายอะไรมากนัก” ฟรอสท์อธิบาย “เขาห่วงแต่เรื่องเพื่อนและครอบครัว และเขาก็ต้องการจะหาความรัก แต่เขาไม่ได้คิดเยอะ ซึ่งอาจเป็นเรื่องดีสำหรับเขาก็ได้”

    พวกเขาไม่เพียงแต่นำเสียงหัวเราะมาสู่เรื่องราวเท่านั้น การเฟลิตและการตีสองหน้าของพวกคนแคระก็ไม่แพ้กับตัวละครมนุษย์เลยแม้แต่น้อย ฟรอสท์กล่าวต่อว่า “ใน Winter’s War คุณจะได้เรียนรู้ว่าพวกคนแคระเป็นสัตว์สังคมเดี่ยว พวกเขามักจะอยู่เป็นกลุ่มเพศเดียวกัน แต่เมื่อเขาได้พบกับโดรีนา ที่รับบทโดยอเล็กซานดรา โร้ค เขาก็ตกหลุมรักเธอ มันเป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยมีมาก่อนและมันก็เข้าครอบงำเขา แต่เขาก็ไม่กลัวมันครับ”

    กริฟฟ์ ตัวละครของไบรดอน ต่างออกไป “ความสัมพันธ์ระหว่างนิออนและกริฟฟ์น่าสนใจครับ” นักแสดงชาวเวลช์อธิบาย “กริฟฟ์มีอายุมากกว่า และเขาก็เป็นเหมือนทั้งพ่อและพี่ให้กับนิออน พวกเขาอาจประชันขันแข่งกัน เพราะที่สุดแล้ว กริฟฟ์ก็เป็นคนขี้ขลาด เขาชอบคุยโวโอ้อวด แต่บ่อยครั้ง เราจะได้เห็นจากการกระทำของเขาว่าเขากลัว ในทางกลับกัน นิออนใช้หัวใจของเขานำทาง ไม่ใช่สมองครับ”

    กริฟฟ์เองก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดของความเสน่หาเช่นกันเมื่อคุณนายบรอมวิน ที่รับบทโดย เชอริแดน สมิธก้าวเข้ามา เมื่อเขาได้พบเธอ เขาก็สงสัยว่าเขาอาจจะพบกับคู่ปรับในการตีสองหน้าเข้าให้แล้ว “ตามปกติ ความสัมพันธ์ระหว่างคนแคระชายหญิงจะเต็มไปด้วยความรุนแรงและความรังเกียจที่มีต่อกัน” ไบรดอนกล่าว “ตัวละครของเชอริแดน [คุณนายบรอมวิน] หลงใหลในตัวอีริคในตอนที่เธอได้พบกับเขาครั้งแรก แต่สุดท้าย เธอก็ใจอ่อนกับกริฟฟ์ครับ”

    คุณนายบรอมวิน หนึ่งในนักสะกดรอยที่ฝีมือเยี่ยมที่สุดในดินแดนเวทมนตร์ มีความสนใจอยู่แค่สองอย่าง คือสมบัติและที่ที่จะหาสมบัติ หลังจากลาขาดคนแคระชายเพื่อชีวิตที่เต็มไปด้วยเงินทองและการผจญภัย คนที่สะดุดตาเธอคืออีริค การประมือระหว่างเธอกับกริฟฟ์อาจหมายถึงความรักที่จะยาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์ หรืออาจหมายถึงการตายของเขาก็ได้

    ในทำนองเดียวกัน เราไม่ควรโดนความอ่อนหวานและรอยยิ้มเขินอายของโดรีนาหลอก เพราะถ้าคุณทำเธอเจ็บล่ะก็ เธอก็สามารถเป็นคนแคระที่แข็งแกร่งไม่แพ้คุณนายบรอมวิน คู่หูในการกระทำผิดของเธอเลยล่ะ โดรีนา ที่ตกหลุมรักตั้งแต่นาทีแรกที่เธอได้พบนิออน อาจจะพิสูจน์ให้เห็นว่าคนแคระชายและหญิงไม่จำเป็นต้องเกลียดกันเสมอไป

    สำหรับผู้ที่เพิ่งแสดงในแฟรนไชส์นี้ ไบรดอนจะต้องทำความเข้าใจกับเทคนิคที่จำเป็นต่อการแปลงโฉมให้กลายเป็นคนแคระ และเขา, สมิธและโร้คต่างก็ต้องเข้า “โรงเรียนคนแคระ” ในกองถ่ายเพื่อทำให้แน่ใจว่าการเคลื่อนไหวของพวกเขาจะถูกต้อง “มีองค์ประกอบหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการทำให้ตัวละครคนแคระเวิร์คครับ” เขาอธิบาย “ตั้งแต่ CGI ใหม่ล่าสุดไปจนถึงการใช้ลูกเล่นง่ายๆ อากัปกิริยาของคนแคระมาจากครูปีเตอร์ เอลเลียต ที่ทำงานในภาคแรก และมีประวัติมากมายในการสอนเรื่องอากัปกิริยาครับ”

    เช่นเดียวกับคนแคระชาย เป็นเรื่องสำคัญสำหรับกองถ่ายที่พวกเขาจะต้องได้นักแสดงอังกฤษที่เป็นที่รู้จักจากผลงานจอเงินมารับบทคนแคระหญิง “ตอนที่ฉันบอกเพื่อนๆ ว่าฉันจะไปเรียนโรงเรียนคนแคระ พวกเขาก็ไม่เชื่อฉันค่ะ” สมิธกล่าวพลางหัวเราะ “ปีเตอร์เป็นปรมาจารย์คนแคระ และเขาก็สอนวิธีเดินแบบคนแคระให้กับเรา พอคุณเริ่มเดินแบบคนแคระแล้ว การหยุดเดินก็ยากทีเดียวค่ะ พอคุณเดินลงจากรถกลับบ้าน คุณก็จะรู้สึกตัวเองว่าคุณยังเดินส่ายแบบนั้นอยู่”

    “การเดินให้ถูกต้องเป็นเรื่องยากอย่างน่าประหลาดใจ” ไบรดอนกล่าว “แล้วก็เจ็บอย่างน่าประหลาดใจด้วย ถ้าคุณเปลี่ยนท่าเดินตามธรรมชาติของคุณไปแม้เพียงเล็กน้อย มันก็จะทำให้เข่าคุณเริ่มเจ็บครับ”

    สมิธพูดถึงคุณนายบรอมวินว่าเป็นตัวละครตัวแสบ “เธอใช้ชีวิตอยู่ในป่ามานานแล้ว และเธอก็เป็นคนโลภมากในเรื่องของเงินและทรัพย์สมบัติ” นักแสดงหญิงอธิบาย “ฉันไม่เคยเล่นเป็นคนแคระมาก่อน แต่มันสนุกมากค่ะ เราต้องมากองถ่ายตั้งแต่ตีสามครึ่ง เพื่อนั่งให้ทีมงานติดส่วนหน้าผากนูนโตและจมูกจิ๋วให้ แล้วคอลลีน แอทวู้ดก็ได้ออกแบบชุดที่น่าทึ่งนี้ให้ฉันสวม ซึ่งเป็นคอร์เซ็ทและหนัง และกระโปรงชนเผ่า ฉันรู้สึกว่าตัวเองร้ายกาจน่าดูชมเลยค่ะ”

    นักแสดงหญิงชื่นชอบความเป็นมิตรและการเฟลิตแบบคนแคระบนหน้าจอกับไบรดอน “เขาซนมากค่ะ” เธอกล่าวพลางหัวเราะ “ในหนังเรื่องนี้ คุณนายบรอมวินเป็นตัวแสบและเธอก็แกล้งกริฟฟ์นิดๆ แต่ในชีวิตจริง ร็อบเป็นอันธพาลค่ะ ฉันทำหน้าตายใส่เขาไม่ได้เลย เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาอยู่ในกองถ่าย มันไม่มีช่วงเวลาน่าเบื่อเลย เขาทำให้ทีมงานหัวเราะอยู่เสมอค่ะ”

    ไม่ว่าจะเป็นคนแคระ ผู้สูงศักดิ์ นายพราน หรือคนทรยศ นักแสดงทุกคนต่างก็ชื่นชมชายผู้ทำหน้าที่บังคับนาวาลำนี้ เฮมส์เวิร์ธกล่าวชื่นชมนิโคลัส-โทรยันว่าเหมือนเด็กตัวโต “เขามีพลังงานล้นเหลือ เขามักจะสำรวจอยู่เสมอ และเขาก็ไม่เคยมีอีโก้เลย เซดริคเปิดกว้างต่อข้อเสนอแนะของทุกคน บางครั้ง ผู้กำกับมือใหม่จะเข้ามาพร้อมกับความรู้สึกที่ว่าพวกเขามีคำตอบสำหรับทุกคำถาม แต่เซดริคเป็นคนถ่อมตนและมีความคิดเฉียบคมมากๆ คุณสามารถร่วมมือกับเขาได้จริงๆ ครับ”

    “ผมชื่นชอบการมีกองถ่ายที่สบายๆ บรรยากาศดีๆ ครับ” นิโคลัส-โทรยันกล่าว “ถ้ากระบวนการทำงานสนุกสนานและทุกคนมีความสุขที่ได้เจอหน้ากันตอนที่มากองถ่าย ทุกอย่างก็จะเวิร์คในท้ายที่สุดครับ”

    การสร้างโลกฤดูหนาว:
    การออกแบบแอ็กชันผจญภัย

    The Huntsman: Winter’s War มีโทนที่สดใสกว่าภาคแรกเยอะ และมันก็พาเราออกจากป่าที่มืดมิดในภาคที่แล้วไปสู่โลกที่เต็มไปด้วยสีสัน เวทมนตร์ ความรักและแอ็กชันผจญภัย

    ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่เต็มไปด้วยซีเควนซ์ต่อสู้เข้มข้น ที่เต็มไปด้วยฉากน่าทึ่ง และได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะการต่อสู้แบบโบราณ ความรักต้องห้ามตั้งแต่ครั้งโบราณ และสงครามยิ่งใหญ่ระหว่างธรรมะและอธรรม จะมอบการผจญภัยและความรักซาบซึ้งใจให้ผู้ชมมากกว่าที่พวกเขาคาดคิดเสียอีก

    .ในตอนที่อีริคและซาราเดินทางเข้าสู่โลกใบนี้ที่เต็มไปด้วยก็อบลินเจ้าเล่ห์ นางฟ้าน่าอัศจรรย์และสัตว์มหัศจรรย์ที่ไม่เคยปรากฏบนแผ่นฟิล์มมาก่อน และราเวนนา ราชินีผู้ชั่วร้าย เผชิญหน้ากับ เฟรยา ราชินีแสนดี เราได้เห็นว่าโลกใบนี้อัศจรรย์อย่างน่าตื่นเต้นได้เพียงไหน

    The Huntsman: Winter’s War ถ่ายทำที่เชพเพอร์ตันและไพน์วู้ด สตูดิโอส์ในอังกฤษ ตลอดระยะเวลา 16 สัปดาห์ รวมถึงสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่นวิหารเวลส์และบิช็อป พาเลซ ในซอเมอร์เซ็ท นอกเหนือจากนั้น พื้นที่สีเขียวที่งดงามที่สุดของอังกฤษบางแห่ง ซึ่งรวมถึงวินด์เซอร์ เกรท ปาร์ค (แบร์ส เรลส์, เซาธ์ ฟอเรสต์, เมเนอร์ ฮิล, จอห์นสันส์ พอนด์), เฟรนแชม คอมมอนและป่ามหัศจรรย์สต็อควู้ดและพัซเซิลวู้ดก็ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำด้วย

    สถานที่เหล่านี้นับว่าเป็นสถานที่โดดเด่นและมหัศจรรย์ ที่ซึ่งกองถ่ายได้สำรวจเส้นทางต่างๆ ที่ครอบคลุมไปด้วยป่าพิศวงทั้งในและท่ามกลางเสาหินต่างๆ นี่เป็นสถานที่ที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับป่าก็อบลิน ที่ซึ่งการเดินทางของอีริคเพื่อนำกระจกวิเศษกลับมามาถึงจุดไคลแมกซ์ที่น่าตื่นเต้น

    โดดเด่นแต่คุ้นเคย นั่นเป็นคำสำคัญที่ใช้กับลุคของภาคนี้ “แน่นอนครับว่านี่จะแตกต่างจากภาคแรก แต่มันก็ยังอยู่ในโลกใบเดียวกัน” นิโคลัส-โทรยันอธิบาย “รูเพิร์ต แซนเดอร์สและผมมีความคิดอ่านด้านสไตล์ที่คล้ายคลึงกัน แต่ผมก็ได้ร่วมงานกับ [ผู้กำกับภาพ] ฟีดอน ปาปาไมเคิล ที่นำสไตล์ของตัวเองใส่เข้ามาด้วย เขาเป็นคู่หูที่ยิ่งใหญ่ครับ”

    ร็อธประทับใจกับอิทธิพลจากไอซ์แลนด์ที่มีต่อการออกแบบ ซึ่งผู้กำกับเป็นผู้จินตนาการร่วมกับผู้ออกแบบงานสร้าง โดมินิค วัตคินส์ ผู้ทำหน้าที่เดียวกันนี้ในภาคแรก ยกตัวอย่างเช่น ในที่ที่ปกติแล้วคุณจะมีสวนแบบยุคกลางตามแบบฉบับ หนังเรื่องนี้ก็จะได้รับอิทธิพลนอร์ดิคมามากทีเดียว “สิ่งที่เซดริคต้องการทำคือการออกจากป่าสู่ทุ่งน้ำแข็งครับ” ร็อธกล่าว “เราเปลี่ยนแปลงสีไปจากสีเขียวที่มักปรากฏในหนังแบบนี้น่ะครับ”

    ผู้กำกับศิลป์ผู้ควบคุม แฟรงค์ วอลช์ อธิบายว่า “ความท้าทายคือการใส่หนังเรื่องนี้ในมุมมองแบบที่ถูกสร้างขึ้นไว้แล้วใน Snow White and the Huntsman แต่ก็สร้างโลกใหม่ขึ้นด้วยเช่นกัน โลกของเฟรยาเป็นตัวละครหลักในหนังเรื่องนี้ และอาจจะเป็นองค์ประกอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราสร้างขึ้นมาก็ได้ครับ”

    วอลช์กล่าวต่อไปอีกว่า สไตล์ของเธอเป็นเรื่องของการหักหลังและการหลอกลวง “เธอนำตัวเองไปสู่อีกโลกหนึ่ง และเซดริคก็ตั้งใจเลือกดีไซน์ที่กระตุ้นความเป็นผู้หญิงออกมา ตามปกติแล้ว เมื่อคุณได้เห็นปราสาทในหน้าจอ มันมักจะมีอิทธิพลความเป็นผู้ชายเป็นหลักครับ”

    สำหรับที่พำนักของราชินีราเวนนาในตอนเริ่มต้นเรื่อง ผู้ชมจะตั้งข้อสังเกตถึงป่าที่อุดมสมบูรณ์ รายละเอียดและงานฝีมืองดงาม ที่ปรากฏอยู่ในท้องพระโรง

    แม้ว่าจะเป็นเครื่องหมายการค้าสำคัญของแนวเทพนิยาย แต่โลกน้ำแข็งก็จะต้องถูกนำเสนอในมุมมองที่แปลกใหม่ใน The Huntsman: Winter’s War ความท้าทายคือการทำให้น้ำแข็ง ซึ่งบ่อยครั้งจะมีคุณสมบัติมหัศจรรย์ในแฟนตาซี เป็นสิ่งที่คุกคาม “คุณจะต้องระวังไม่ให้มันดูสวยงามเกินไป” วอลช์กล่าว “หนังเรื่องนี้ยังคงมีรากฐานบนความเป็นจริง เราก็เลยใช้น้ำแข็งในทางที่แข็งกร้าว แทนที่จะใช้แนวทางแบบวินเทอร์ วันเดอร์แลนด์ครับ”

    แบ็คกราวน์ด้านวิชวล เอฟเฟ็กต์ของนิโคลัส-โทรยันมักมีบทบาทสำคัญเสมอในการออกแบบงานสร้าง แต่เพื่อเพิ่มความสมจริงและการสร้างสิ่งที่เป็นพื้นฐานให้นักแสดงได้ทำงานต่อยอดจากมัน หลายๆ ฉากก็ถูกสร้างขึ้นด้วยมือ “เมื่อคุณมีฉากที่ส่วนหนึ่งถูกสร้างขึ้นจริงๆ” พอล แลมเบิร์ต ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์กล่าว “มันก็เป็นส่วนอ้างอิงที่ยอดเยี่ยมสำหรับวิชวล เอฟเฟ็กต์ ถ้าคุณใช้กรีนสกรีนทั้งหมด มันก็จะกลายเป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่งขึ้นสำหรับทุกคนครับ”

    “เราได้สร้างส่วนของปราสาทสูงขึ้นไปประมาณ 30 ฟุตครับ” วอลช์เล่า “ปราสาทจริงๆ จะสูงขึ้นไปจากนั้นอีกหลายร้อยฟุต โดยรวมแล้ว เราได้ออกแบบพื้นที่ทั้งหมด แล้วแผนกของเราก็จะคิดหาคำตอบว่าเราจะต้องสร้างปราสาทขึ้นมาจริงๆ ในโรงถ่ายซักเท่าไหร่ เมื่อถึงเวลาใช้วิชวล เอฟเฟ็กต์ พวกเขาก็จะได้รับฟังข้อมูลทั้งหมดและมีภาพวิชวลที่ใช้ในการอ้างอิงครับ”

    การได้ร่วมงานกับอดีตซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ยกระดับประสบการณ์ครั้งนี้สำหรับแลมเบิร์ต “เซดริครู้ดีว่าเขาต้องการอะไร และหนังเรื่องนี้ก็มีทุกอย่างอย่างละนิดครับ” เขากล่าว “เรามีสิ่งมีชีวิต CG มีสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ และเอฟเฟ็กต์มหัศจรรย์ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ร่วมงานกับเขา และเขาก็มีสไตล์วิชวลที่ยอดเยี่ยมมาก เขาหายใจเข้าออกและฝันเป็นภาพที่งดงามครับ”

    แม้ว่านิโคลัส-โทรยันจะชื่นชอบการไม่ใช้กระบวนการพรีวิชวลไลซ์หรือการวาดสตอรีบอร์ดฉากนั้นๆ แต่การเตรียมตัวแบบนี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับซีเควนซ์แอ็กชัน เช่นสงครามกษัตริย์ก็อบลิน การต่อสู้ครั้งนี้ท่ามกลางกลุ่มก็อบลินและอีริค, ซาราห์และพวกคนแคระถูกจินตนาการขึ้นมาเป็นภาพอนิเมติคที่เรียบง่าย ก่อนจะถูกเปิดให้นักแสดงและทีมงานได้ดูเพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการออกแบบแอ็กชัน แลมเบิร์ตอธิบาย “มันทำให้เรารู้ว่าเราจะต้องนำเสนอช็อตแบบไหนครับ”

    สำหรับนักแสดง การมีการสร้างฉากจำนวนมากและมีการตกแต่งฉากที่น่าทึ่งอย่างประณีตทำให้ประสบการณ์ในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ตราตรึงใจยิ่งขึ้น แชสเทนกล่าวชื่นชมว่า “ฉันชอบที่ฉากในเรื่องนี้น่าตื่นตาตื่นใจจนทำให้คุณรู้สึกว่าคุณอยู่ในอีกโลกและอีกยุคสมัย ฉันตื่นเต้นมากที่จะได้เห็นว่าเซดริคทำยังไงกับสเปเชียล เอฟเฟ็กต์และฉันก็ชอบสิ่งที่คอลลีนทำกับเครื่องแต่งกายด้วยค่ะ”

    เหมาะสมกับราชินี:
    เครื่องแต่งกายฝีมือแอทวู้ด

    สำหรับคอลลีน แอทวู้ด อาจต้องแนะนำเธอซักเล็กน้อย ผลงานออกแบบเครื่องแต่งกายของเจ้าของสามรางวัลออสการ์ผู้นี้รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง Alice in Wonderland, Chicago และ Memoirs of a Geisha เธอไม่ต้องการกระตุ้นใดๆ ในการรังสรรค์เครื่องแต่งกายที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์และงานฝีมือสูงสุด แอทวู้ดได้กลับมาพร้อมกับเครื่องแต่งกายพิเศษสุดหลากหลายสำหรับราชินีหิมะผู้แสนเศร้า เฟรยา และแบบดีไซน์สวยงามใหม่ๆ สำหรับ ราเวนนา พี่สาวผู้ชั่วร้ายของเธอ

    “ถ้าผมขอให้คอลลีนทำให้ดีกว่าเดิม ผมคงสติไม่ดีไปแล้วแน่ๆ ครับ” ผู้อำนวยการสร้างร็อธกล่าวติดตลก “เธอได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์มา 11 ครั้งแล้ว และได้รับรางวัลมาสามครั้ง สิ่งที่คุณต้องบอกเธอมีเพียงแค่ว่าหนังเรื่องนี้มีสีสันที่แตกต่างจากภาคแรก และมีธีมน้ำแข็ง แล้วเธอก็เริ่มทำงานได้แล้วครับ”

    ในการผสมผสานแบบดีไซน์ที่ทั้งทันสมัยและโบราณ สุนทรียศาสตร์ของนักออกแบบผู้นี้ไม่มีใครเทียบได้ “สิ่งแรกที่เซดริคกับฉันคุยกันคือเรื่องโลกของเฟรยาค่ะ” แอทวู้ดเล่า “เขาอธิบายเรื่องธีมน้ำแข็งและนกฮูก ฉันก็เลยนำใส่เข้าไปในไอเดียของฉันค่ะ”

    สำหรับนักแสดง การสวมชุดออริจินอลฝีมือแอทวู้ดเป็นเรื่องน่ายินดี “มันเป็นชุดที่สวยที่สุดเลยค่ะ” บลันท์กล่าวอย่างตื่นเต้น “ไม่เพียงแต่ฉันจะได้เล่นเป็นราชินีเท่านั้น แต่ฉันยังได้เป็นราชินีหิมะด้วย มันสนุกมากที่ได้เล่นกับพวกวัตถุดิบของชุดและความใส่ใจในรายละเอียดของคอลลีน เธอเป็นศิลปินอย่างแท้จริงค่ะ สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือการพิจารณาเอฟเฟ็กต์ของน้ำแข็ง โลหะและเงิน และดูว่าเธอได้ร้อยเรียงองค์ประกอบต่างๆ ทั้งหมดนี้มาสร้างเป็นลุคที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อนได้ยังไงน่ะค่ะ”

    เธอรอนที่คุ้นเคยกับผลงานของแอทวู้ดดีอยู่แล้ว ชื่นชอบไอเดียที่นักออกแบบของเธอคิดเอาไว้สำหรับราเวนนาในครั้งนี้ “มีบางสิ่งเกี่ยวกับเสื้อผ้าที่คอลลีนออกแบบที่เมื่อคุณสวมมัน มันจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเกี่ยวกับตัวคุณค่ะ” เธอรอนกล่าวชื่นชม “มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่รู้สึกเหมือนว่าคุณได้ควบคุมโลกทั้งใบ เสื้อผ้ามีผลต่อตัวละครมากเหลือเกินค่ะ”

    แอทวู้ดอาศัยทีมงานที่มีจำนวนมากถึงประมาณ 120 คน ไม่รวมถึงผู้รับเหมาเพิ่มเติม ในการเตรียมเครื่องแต่งกายตามที่กองถ่ายต้องการ ซึ่งรวมถึงช่างตัด ช่างฟิต ช่างฝีมือและผู้คนที่เชี่ยวชาญด้านการทำเกราะหนังสำหรับนายพราน

    ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ภาคแรกมีส่วนช่วยแอทวู้ดในการออกแบบเครื่องของคนแคระ ซึ่งต้องตัดเย็บออกมาสองขนาด สำหรับนักแสดงหลักและสตันท์ของพวกเขา “ฉันเอ็นดูพวกคนแคระเป็นพิเศษเพราะกลุ่มคนที่ตัดเย็บเครื่องแต่งกายของพวกเขาให้ฉันน่ะค่ะ” แอทวู้ดกล่าว “พวกเขาสามารถนำชิ้นผ้า ชิ้นหนังและด้ายมาสร้างชายผ้าเหมือนอย่างที่คุณเห็นในชุดของนิออน องค์ประกอบเล็กๆ แบบนั้นช่วยสร้างความรู้สึกแบบชนเผ่าขึ้นมาค่ะ”

    เธออธิบายถึงกระบวนการทางเทคนิคสำหรับเครื่องแต่งกายของคนแคระว่า “ความท้าทายคือเรื่องของสเกลค่ะเพราะคุณจะใช้ทั้งเครื่องแต่งกายเต็มสเกลและเครื่องแต่งกายที่มีสเกลสองในสาม ทั้งสองแบบมีขนาดไหล่เท่ากัน เพียงแต่เราใช้ทางลัดในเรื่องของความยาวและความกว้าง การทำงานในหนังเรื่องนี้ง่ายกว่าครั้งที่แล้วอีกค่ะ”

    แอทวู้ดพิจารณาถึงลักษณะเด่นของตัวละครต่างๆ เพื่อสร้างเครื่องแต่งกายของพวกเขาจากลักษณะที่ว่านั้น “สำหรับเฟรยา เสื้อผ้าของเธอถูกออกแบบจากความคิดของราชินีผู้อ่อนโยนเบื้องหลังภายนอกที่เย็นชา” เธออธิบาย “เธอซ่อนตัวเองอยู่เบื้องหลังเกราะกำบังนี้ แต่เมื่อเรื่องราวเดินไปข้างหน้า เราก็จะได้เห็นโลกในความคิดของเธอค่ะ”

    สำหรับราเวนนา สิ่งสำคัญคือเรื่องของสเกล “เธอเป็นตัวละครที่หรูหรา และเธอก็ปรากฏตัวผ่านกระจก ฉันก็เลยออกแบบชุดที่ดูเหมือนทองที่หลอมละลายไปกับร่างกายของเธอ ชาร์ลิซสามารถสวมชุดแบบนั้นได้ในแบบที่ไม่เหมือนใครค่ะ”

    ในทางกลับกัน ซาราเป็นนักรบ ดังนั้น ชุดของเธอก็สะท้อนถึงชีวิตที่แอ็กทีฟของเธอ “เธอมาจากที่ของครอบครัว และฉันก็รู้สึกว่านั่นเป็นสถานที่ที่แข็งแกร่ง” แอทวู้ดขยายความ “ฉันอยากจะรักษาความเป็นผู้หญิงเอาไว้และแสดงมันออกมาในความแข็งแรงในชุดของเธอค่ะ”

    นอกจากนั้น ชุดของเธอยังต้องเอื้อต่อการเคลื่อนไหวของแชสเทนในซีเควนซ์แอ็กชันมากมายในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย นักแสดงหญิง ผู้ฝึกฝนคราฟ มากา ในตอนที่เธอทำงานในภาพยนตร์เรื่อง The Debt ชื่นชอบโอกาสในการได้ต่อสู้ในภาพยนตร์เรื่องนี้มากขึ้น “เราได้ทำงานร่วมกับทีมสตันท์นานหลายสัปดาห์เพื่อเรียนรู้วิธีการต่อสู้” แชสเทนเล่า “ฉันสนุกกับการเรียนรู้มาก และฉันก็ชอบอาวุธที่ฉันใช้ได้ด้วย ฉันเคยเป็นแดนเซอร์ การได้ฝึกต่อสู้ก็เลยเป็นเรื่องเยี่ยมมากเพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนการออกแบบท่าเต้น มันเหมือนการเต้นรำเลยค่ะ” ****

    ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ร่วมกับ เพอร์เฟ็กต์ เวิลด์ พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานสร้างโดยร็อธ ฟิล์มส์ The Huntsman: Winter’s War นำแสดงโดยคริส เฮมส์เวิร์ธ, ชาร์ลิซ เธอรอน, เอมิลี บลันท์, นิค ฟรอสท์, แซม คลาฟิน, ร็อบ ไบรดอนและเจสสิกา แชสเทน ดนตรีของเรื่องประพันธ์โดยเจมส์ นิวตัน โฮเวิร์ด ออกแบบเครื่องแต่งกายโดยคอลลีน แอทวู้ด มือลำดับภาพคือคอนราด บัฟฟ์, เอซีอีและผู้ออกแบบงานสร้างคือโดมินิค วัตคินส์ ผู้กำกับภาพของภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยเรื่องนี้คือฟีดอน ปาปาไมเคิล, เอเอสซี, จีเอสซี ควบคุมงานสร้างโดยซาราห์ แบรดชอว์, พาลัค พาเทล The Huntsman: Winter’s War อำนวยการสร้างโดยโจ ร็อธ, พี.จี.เอ. สร้างขึ้นจากตัวละครโดยอีแวน โดเกอร์ตี้และเขียนบทโดยอีแวน สปิลิโอโทปูลอสและเคร็ก มาซิน ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยเซดริค นิโคลัส-โทรยัน © 2015 Universal Studios

    ประวัตินักแสดง

    คริส เฮมส์เวิร์ธ (Chris Hemsworth) รับบท นายพราน/อีริค
    คริส เฮมส์เวิร์ธ กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงที่เป็นที่ต้องการตัวสูงสุดในฮอลลีวูด เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้แสดงร่วมกับทีมนักแสดงชั้นนำที่รวมถึงโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์, ซามวล แอล. แจ็คสันและสการ์เล็ตต์ โยฮันสันในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง The Avengers ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลเป็นอันดับห้า ก่อนหน้านี้ เขาได้แสดงประกบคริสเตน สจวร์ตและชาร์ลิซ เธอรอนในภาพยนตร์โดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สเรื่อง Snow White and the Huntsman ซึ่งเปิดตัวที่อันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศ ปีนี้ เฮมส์เวิร์ธจะได้แสดงในภาพยนตร์โดยพอล ฟิ้กเรื่อง Ghostbusters ที่นำแสดงโดยคริสเตน วิ้กและเมลิสซา แม็คคาร์ธีย์

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้แสดงในภาพยนตร์โดยรอน โฮเวิร์ด ผู้กำกับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดเรื่อง In the Heart of the Sea และก่อนหน้านี้ ก็เคยร่วมงานกับเขามาก่อนในภาพยนตร์เรื่อง Rush ในบทเจมส์ ฮันท์ นักแข่งรถสูตร 1 ในปี 2013 ในปี 2015 เขาได้แสดงใน Avengers: Age of Ultron ภาคสองของแฟรนไชส์โด่งดังระดับโลก The Avengers ก่อนหน้านั้น เขาได้รับการเปิดตัวในฐานะซูเปอร์ฮีโรผู้ครองค้อนในภาพยนตร์ฮิตปี 2011 เรื่อง Thor ที่กำกับโดยเคนเนธ บรานาห์ เขากลับมารับบทเดิมนั้นอีกครั้งใน Thor: The Dark World ภาคสองของแฟรนไชส์ดังกล่าว

    เฮมส์เวิร์ธเปิดตัวในวงการภาพยนตร์อเมริกันด้วยภาพยนตร์โดยเจ.เจ.อับรามส์เรื่อง Star Trek ในบทจอร์จ เคิร์ค ประกบคริส ไพน์และโซอี้ ซัลดานา ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึงคอเมดีเรื่อง Vacation, ภาพยนตร์โดยไมเคิล แมนน์เรื่อง Blackhat, The Cabin in the Woods ที่ร่วมเขียนบทโดยจอส วีดอนและดรูว์ ก็อดดาร์ดและรีเมกภาพยนตร์เรื่อง Red Dawn โดยแดน แบรดลีย์

    เขาเกิดและเติบโตในออสเตรเลีย และสนับสนุนมูลนิธิออสเตรเลียน ไชลด์ฮู้ด

    ชาร์ลิซ เธอรอน (Charlize Theron) รับบท ราชินีราเวนนา
    ชาร์ลิซ เธอรอน นักแสดงหญิงรางวัลออสการ์ ผู้เกิดที่แอฟริกาใต้ เป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงที่ได้รับการยกย่องสูงสุดในยุคของเรา โดยเธอได้ร่ายมนต์สะกดผู้ชมด้วยความสามารถในการสวมบทตัวละครที่หลากหลาย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอรอนได้แสดงภาพยนตร์หลายเรื่องรวมถึง The Devil’s Advocate, The Cider House Rules, ภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมเรื่อง Monster ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ด, รางวัลลูกโลกทองคำ, รางวัลแซ็ก อวอร์ดและสองรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ด,North Country ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด, รางวัลลูกโลกทองคำ, รางวัลแซ็ก อวอร์ดและรางวัลคริติกส์ ชอยส์ มูฟวี อวอร์ด, Hancock, Young Adult ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ, ซีรีส์เอชบีโอเรื่อง The Life and Death of Peter Sellers ท่ำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ, รางวัลแซ็ก อวอร์ดและรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ด, Snow White and the Huntsman และ A Million Ways to Die in the West ล่าสุด เธอได้แสดงในภาพยนตร์วอร์เนอร์ บรอส. เรื่อง Mad Max: Fury Road ที่กำกับโดยจอร์จ มิลเลอร์และ Dark Places ที่สร้างจากนิยายเบสต์เซลเลอร์โดยกิลเลียน ฟลินน์ ปัจจุบัน เธออยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Coldest City และหลังจากนี้ เธอมีผลงานเรื่อง The Last Face ที่จะเข้าฉายในปี 2016

    นอกเหนือจากความสำเร็จด้านการแสดงของเธอและการมีส่วนร่วมหลักๆ กับเดนเวอร์ แอนด์ เดอไลลาห์ บริษัทโปรดักชันของเธอแล้ว เธอยังดำรงตำแหน่งทูตสันติภาพของสหประชาชาติและผู้ก่อตั้งชาร์ลิซ เธอรอน แอฟริกา เอาท์รีช โปรเจ็กต์ (ซีทีเอโอพี) ภารกิจของหน่วยงานนี้คือการคุ้มครองเยาวชนชาวแอฟริกันให้ปลอดภัยจากเชื้อเอชไอวีผ่านทางการสนับสนุนขององค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชุมชน หน่วยงานนี้เป็นเครื่องมือที่ทำให้ชุมชนและเยาวชนในชุมชนมีอำนาจในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี

    เอมิลี บลันท์ (Emily Blunt) รับบท ราชินี เฟรยา
    ความสามารถในการแปลงโฉมและการแสดงที่หลากหลายของนักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลลูกโลกทองคำ เอมิลี บลันท์ทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงที่เป็นที่ต้องการตัวสูงสุดในปัจจุบัน บลันท์โด่งดังระดับโลกด้วยการแสดงที่โดดเด่นของเธอในภาพยนตร์เรื่องต่างๆ เช่น My Summer of Love และ The Devil Wears Prada

    ล่าสุด เธอเพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง The Girl on the Train ที่ดัดแปลงจากนิยายเบสต์เซลเลอร์ชื่อเดียวกันโดยพอลลา ฮอว์กินส์ โดยบลันท์รับบทราเชล หญิงสาวผู้เพิ่งหย่าร้าง ผู้ใช้เวลาระหว่างการเดินทางโดยรถไฟประจำวันไปกับการจ้องมองคู่รักที่ดูเหมือนจะเพอร์เฟ็กต์ที่รถไฟขบวนของเธอแล่นผ่าน จนกระทั่งวันหนึ่ง บางสิ่งที่น่าตกตะลึงก็เกิดขึ้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ร่วมแสดงโดยรีเบ็กก้า เฟอร์กูสันและฮาเลย์ เบนเน็ตต์ กำกับโดยเทท เทย์เลอร์ สำหรับดรีมเวิร์คส์

    บลันท์ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากบทเจ้าหน้าที่เอฟบีไอเคท เมเซอร์ในภาพยนตร์โดยเดนิส วิลเลเนิฟเรื่อง Sicario ที่ร่วมแสดงโดยเบนิซิโอ เดล โทโรและจอช โบรลิน โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงสงครามต่อต้านยาเสพติดที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์และได้รับรางวัลรายได้เฉลี่ยยอดเยี่ยมแห่งปีเมื่อมันเปิดตัวในเดือนกันยายน ก่อนหน้านี้ เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำและได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากบทภรรยาคนทำขนมปังในภาพยนตร์โดยร็อบ มาร์แชลที่ดัดแปลงจากมิวสิคัลเรื่อง Into the Woods ซึ่งจัดจำหน่ายโดยวอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์สในเดือนธันวาคม ปี 2014 ในเดือนมิถุนายน ปี 2014 เธอได้แสดงประกบทอม ครูซในภาพยนตร์โดยดั๊ก ลีแมนเรื่อง Edge of Tomorrow ซึ่งติดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2014 ของนักวิจารณ์หลายคน และทำให้บลันท์ได้รับรางวัลคริติกส์ ชอยส์ มูฟวี อวอร์ด ก่อนหน้านี้ เธอได้แสดงประกบยวน แม็คเกรเกอร์ในภาพยนตร์โดยแลสซี ฮอลสตรอมเรื่อง Salmon Fishing in the Yemen ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ และเธอยังได้รับบทนางเอกของภาพยนตร์ทริลเลอร์ข้ามเวลาเรื่อง Looper ที่ร่วมแสดงโดยบรูซ วิลลิสและโจเซฟ กอร์ดอน-เลวิทท์อีกด้วย

    ผลงานภาพยนตร์ที่โดดเด่นเรื่องอื่นๆ ของเธอรวมถึงภาพยนตร์เรื่อง Your Sister’s Sister, Arthur Newman, The Adjustment Bureau, Charlie Wilson’s War, Sunshine Cleaning และ The Wolfman เธอได้รับบทราชินีวิคตอเรียในภาพยนตร์ดังเรื่อง The Young Victoria ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบาฟตา อวอร์ดและรางวัลลูกโลกทองคำ

    บลันท์เริ่มต้นการทำงานที่เทศกาลละครชิคเชสเตอร์ปี 2002 ที่เธอรับบทจูเลียตในละครเวทีเรื่อง Romeo and Juliet เธอได้เปิดตัวบนเวทีละครลอนดอนในละครเรื่อง The Royal Family ประกบท่านผู้หญิงจูดี้ เดนช์ นอกเหนือจากรางวัลลูกโลกทองคำที่เธอได้รับจากภาพยนตร์บีบีซีเรื่อง Gideon’s Daughter แล้ว เธอยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำอีกสี่ครั้ง บาฟตา อวอร์ดอีกสองครั้งและบริติช อินดีเพนเดนท์ ฟิล์ม อวอร์ดอีกสองครั้ง

    นิค ฟรอสท์ (Nick Frost) รับบท นิออน
    นิค ฟรอสท์ เริ่มโด่งดังจากบทตัวละครบ้าปืน ไมค์ วัตต์ ในซิทคอมรางวัลทางแชนแนล โฟร์เรื่อง Spaced นับตั้งแต่นั้นมา เขาก็กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงที่เป็นที่ต้องการตัวสูงสุดในอังกฤษ เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบริติช อินดีเพนเดนท์ ฟิล์ม อวอร์ดสาขานักแสดงดาวรุ่งหน้าใหม่ จากการแสดงของเขาในภาพยนตร์คัลท์ซอมบี้เรื่อง Shaun of the Dead ที่ร่วมแสดงโดยไซมอน เพ็กก์ เขาได้แสดงร่วมกับเพ็กก์อีกครั้งในภาพยนตร์คอเมดียอดนิยมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเรื่อง Hot Fuzz ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึงภาพยนตร์โดยริชาร์ด เคอร์ติสเรื่อง The Boat That Rocked, ภาพยนตร์โดยจูเลียน จาร์โรลด์เรื่อง Kinky Boots และภาพยนตร์โดยนิค มัวร์เรื่อง Wild Child

    ฟรอสท์แสดงให้เห็นถึงพลังการแสดงของเขาใน Money ที่ดัดแปลงจากนิยายเบสต์เซลเลอร์โดยมาร์ติน เอมิสเรื่อง Money: A Suicide Note ที่กำกับโดยเจเรมี โลเวอริง การแสดงนำของเขาในเรื่องนั้นได้รับความชื่นชมจากทั้งนักวิจารณ์และผู้เขียนหนังสือเรื่องนี้ นอกจากนั้น เขายังได้แสดงในซิทคอมทางแชนแนล โฟร์เรื่อง Black Books ประกบดีแลน โมแรนและบิล เบลลีย์ และเป็นพิธีกรรายการ Danger! 50,000 Volts! และ Danger! 50,000 Zombies! ทางแชนแนล ไฟว์อีกด้วย เขาได้แสดงใน Hyperdrive ซีรีส์ไซไฟคอเมดีอังกฤษสำหรับบีบีซี ทู และได้แสดงในสองซีซันของซีรีส์สเก็ตช์คอเมดีทางบีบีซีเรื่อง Man Stroke Woman

    ในปี 2011 Paul ซึ่งนำแสดงและเขียนบทโดยฟรอสท์และเพ็กก็ ได้เปิดตัวที่อันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศอังกฤษและกลายเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในบ็อกซ์ออฟฟิศต่างประเทศ หลังจาก Paul เขาก็ได้รับบท รอน ในภาพยนตร์รางวัลโดยโจ คอร์นิชเรื่อง Attack the Block ในปีเดียวกัน เขายังได้แสดงเป็นหนึ่งในคู่หูนักสืบที่เป็นที่รักของนักเขียนการ์ตูน แอร์เจ ธอมสันและธอมป์สันในภาพยนตร์อีพิคโมชันแคปเจอร์โดยสตีเวน สปีลเบิร์กและปีเตอร์ แจ็คสันเรื่อง The Adventures of TinTin ซึ่งนำแสดงโดยเพ็กก์ด้วยเช่นกัน

    ในปี 2012 เขาได้พากย์เสียง Ice Age: Continental Drift ซึ่งเป็นภาคสี่ของแฟรนไชส์ Ice Age และเขายังได้แสดงในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์โดยรูเพิร์ต แซนเดอร์สเรื่อง Snow White and the Huntsman ประกบคริสเตน สจวร์ต, คริส เฮมส์เวิร์ธ, ชาร์ลิซ เธอรอนและเอียน แม็คเชน

    ในเดือนกรกฎาคม ปี 2013 เขาได้แสดงประกบเพ็กก์ในภาพยนตร์เรื่อง The World’s End ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการปิดฉากสิ่งที่เพ็กก์และเอ็ดการ์ ไรท์พูดถึงว่าเป็น “The Blood and Ice Cream Trilogy” ซึ่งรวมถึง Shaun of the Dead และ Hot Fuzz ภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมแสดงโดยมาร์ติน ฟรีแมน, โรซามุนด์ ไพค์และแพ็ดดี้ คอนซิไดน์ และติดอันดับท็อปเท็นในบ็อกซ์ออฟฟิศอเมริกา

    ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2014 เขาได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง Cuban Fury เขารับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ซึ่งสร้างขึ้นจากไอเดียออริจินอลจากฟรอสท์เกี่ยวกับชายซอมซ่ออับโชค (ฟรอสท์) ผู้ปลุกความรักที่มีต่อการเต้นซัลซ่าที่หลับใหลอยู่ของเขาให้ฟื้นขึ้นมาด้วยความรักที่เขามีต่อบอสสาวสวยชาวอเมริกัน ที่รับบทโดย ราชิด้า โจนส์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมแสดงโดยคริส โอ’ดาวด์และโอลิเวีย โคลแมน ในปีเดียวกัน เขาได้แสดงในซีรีส์คอเมดีหกเอพิโซดทางสกาย แอตแลนติกเรื่อง Mr. Sloane จากมือเขียนบท/ผู้กำกับโรเบิร์ต บี. ไวด์ (Curb Your Enthusiasm) โรแมนติกคอเมดีหวานปนขมเรื่องนี้เล่าเรื่องของผู้ชายหัวเก่าผู้ตกอยู่ในช่วงวิกฤต เขารับบทนำในซีรีส์เรื่องนี้ ประกบโอลิเวีย โคลแมนและโอฟิเลีย โลวิบอนด์

    แซม คลาฟลิน (Sam Claflin) รับบท วิลเลียม
    นับตั้งแต่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันลอนดอน อคาเดมี ออฟ มิวสิค แอนด์ ดรามาติค อาร์ต (แลมดา) ในปี 2009 แซม คลาฟลิน ก็ได้ทำงานในโปรเจ็กต์ที่มีชื่อเสียงมากมาย

    หลังจากนี้ เขาจะได้รับบท วิลเลียม ประกบเอมิเลีย คลาร์คในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากหนังสือเบสต์เซลเลอร์โดยโจโจ้ โมเยสเรื่อง Me Before You ในภาพยนตร์เรื่องนี้ คลาฟลินรับบทชายผู้เพิ่งเป็นอัมพาต ผู้ซึ่งชีวิตพลิกผันด้วยการเข้ามาของหลุยซา ผู้ถูกส่งตัวให้มาดูแลเขา Me Before You จะเข้าฉายในเดือนมิถุนายน นอกจากนี้ เขายังจะได้แสดงในภาพยนตร์โดยโลน เชอร์ฟิกเรื่อง Their Finest Hour and a Half ซึ่งร่วมแสดงโดยเจ็มมา อาร์เททันและบิล ไนฮีย์ โรแมนติกคอเมดีเรื่องนี้เล่าเรื่องของกองถ่ายชาวอังกฤษที่พยายามจะสร้างภาพยนตร์ปลุกขวัญกำลังใจระหว่างเหตุการณ์บลิทซ์ครี้ก

    ในปี 2015 เขาได้รับบทฟินนิค โอแดร์เป็นครั้งสุดท้ายในภาพยนตร์เรื่อง The Hunger Games: Mockingjay–Part 2 ภาคสุดท้ายของแฟรนไชสที่สร้างปรากฏการณ์ในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่องนี้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว โดยคลาฟลินได้กลับมารับบทเดิมที่เขาเคยแสดงมาก่อนใน The Hunger Games: Catching Fire และ The Hunger Games: Mockingjay–Part 1 ประกบเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์, เลียม เฮมส์เวิร์ธและจอช ฮัทเชอร์สัน เมื่อปีที่แล้ว เขาได้แสดงใน Friday ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องของโรบิน ฟรายเดย์ นักฟุตบอลอังกฤษผู้ลึกลับ

    ในปี 2014 เขามีผลงานภาพยนตร์เข้าฉายหลายเรื่อง โดยเขาได้แสดงในภาพยนตร์โดยโลน เชอร์ฟิกเรื่อง The Riot Club ที่สร้างจากละครเวทีลอนดอนเรื่อง Posh ประกบแม็กซ์ ไอรอนส์, ดักกลาส บูธและฮอลิเดย์ เกรนเจอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งเล่าเรื่องของนักศึกษาอ็อกซ์ฟอร์ดที่เข้าเป็นสมาชิกของไรอ็อท คลับ ที่โด่งดัง ได้เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต ในปีเดียวกันนั้น คลาฟลินยังได้แสดงใน Love, Rosie เวอร์ชันภาพยนตร์ของนิยายเรื่อง “Where Rainbows End” โดยเซซิเลีย เอเฮิร์นเรื่องนี้ยังร่วมแสดงโดยลิลลี คอลลินส์ คลาฟลินและคอลลินส์รับบทเพื่อนและคนรักในดรามาคอเมดีโรแมนติกเรื่องนี้ ที่มีเรื่องราวเกิดในดับลินและบอสตัน ในช่วงต้นปี คลาฟลินได้แสดงประกบจาร์เร็ด แฮร์ริสในภาพยนตร์สยองขวัญโดยแฮมเมอร์ ฟิล์มส์เรื่อง The Quiet Ones

    ในปี 2012 เขารับบทเจ้าชายวิลเลียม ประกบคริสเตน สจวร์ต, ชาร์ลิซ เธอรอนและคริส เฮมส์เวิร์ธในภาพยนตร์ยอดนิยมในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง Snow White and the Huntsman ในปี 2011 เขาได้สร้างชื่อให้กับตัวเองจากบทมิสชันนารีหนุ่ม ฟิลิป หนุ่มคนรักในภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides

    ผลงานจอแก้วของเขารวมถึงดรามาทางบีบีซี วันเรื่อง Mary and Martha ซึ่งนำแสดงโดยฮิลลารี สแวงค์ ซีรีส์นี้เขียนบทโดยริชาร์ด เคอร์ติส และเข้าฉายตรงกับอีเวนต์ระดมทุน Red Nose Day เพื่อรณรงค์ในเรื่องไข้มาลาเรียในแอฟริกา, อีพิคดรามาทางบีบีซีเรื่อง White Heat ซึ่งเล่าถึงชีวิตของเพื่อนเจ็ดคนจากปี 1965 ถึงปัจจุบัน และภาพยนตร์บีบีซีเรื่อง United ซึ่งร่วมแสดงโดยเดวิด เทนเนนท์, ดูเกรย์ สก็อตและแจ็ค โอ’คอนเนล ในภาพยนตร์บีบีซีเรื่องนี้ คลาฟลินรับบทนักฟุตบอลมากพรสวรรค์ ดันแคน เอ็ดเวิร์ดส์ในเรื่องราวโศกนาฏกรรมของเหตุเครื่องบินตกที่มิวนิคในปี 1958 ซึ่งคร่าชีวิตและทำให้สมาชิกทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหลายคนได้รับบาดเจ็บ

    ในปี 2010 เขาได้แสดงในมินิซีรีส์ยอดนิยมทางแชนแนล โฟร์เรื่อง Pillars of the Earth ที่สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันโดยเคน ฟอลเล็ตต์ ในดรามาเรื่องนี้ เขารับบท ริชาร์ด ประกบเอ็ดดี้ เรย์เมน, เฮย์เลย์ แอทเวลและแม็คเชน นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในซีรีส์ชื่อดังที่ดัดแปลงจากเรื่อง Any Human Heart โดยวิลเลียม บอยด์ สำหรับแชนแนล โฟร์ ซึ่งได้รับรางวัลบาฟตา อวอร์ดสาขาซีรีส์ดรามายอดเยี่ยมอีกด้วย คลาฟลินรับบทโลแกน ตัวละครเอกในวัยหนุ่ม ซึ่งมีจิม บรอดเบนท์และแมทธิว แม็คเฟ็ดเยนร่วมแสดงในบทเดียวกัน ในปีเดียวกัน เขายังได้แสดงใน The Lost Future ภาพยนตร์ไซไฟผจญภัย ที่เขารับบทคาเล็บ ประกบฌอน บีนและแอนนาเบล วัลลิสอีกด้วย

    ร็อบ ไบรดอน, เอ็มบีอี (Rob Brydon, MBE) รับบท กริฟฟ์
    ร็อบ ไบรดอน, เอ็มบีอี เป็นนักแสดง นักแสดงตลก มือเขียนบทและผู้อำนวยการสร้างเจ้าของรางวัลมากมายรวมถึงสองรางวัลบริติช คอเมดี อวอร์ด, รางวัลรอยัล เทเลวิชัน โซไซตี้ อวอร์ดและได้รับการเสนอชื่อชิงสี่รางวัลบริติช อคาเดมี เทเลวิชัน อวอร์ด เขาได้ศึกษาที่รอยัล เวลช์ คอลเลจ ออฟ มิวสิค แอนด์ ดรามา ก่อนที่จะเข้าทำงานที่บีบีซี เวลส์ในตำแหน่งพรีเซ็นเตอร์วิทยุและโทรทัศน์ เขาได้รับความสนใจจากสาธารณชนเป็นครั้งแรกในปี 2000 ด้วยซีรีส์ Marion & Geoff และ Human Remains ซึ่งเขาได้รับรางวัลบริติช คอเมดี อวอร์ดจากทั้งสองเรื่อง

    นับตั้งแต่นั้นมา ผลงานจอแก้วมากมายของเขายังรวมถึง The Rob Brydon Show, Live at the Apollo, Rob Brydon’s Annually Retentive, QI, Have I Got News for You, Little Britain, Rob Brydon’s Identity Crisis, The Best of Men, Would I Lie to You? และซีรีส์บีบีซีที่ได้รับรางวัลบาฟตาเรื่อง Gavin & Stacey ผลงานภาพยนตร์ของเขารวมถึง 24 Hour Party People, Mirrormask, Cinderella และภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมเรื่อง A Cock and Bull Story ประกบสตีฟ คูแกน นอกเหนือจากนั้น เขาและคูแกนยังได้ร่วมมือกับผู้กำกับไมเคิล วินเทอร์บอททอมในซีรีส์คอเมดีทางบีบีซี ทู ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบาฟตาเรื่อง The Trip และ The Trip to Italy อีกด้วย

    ในปี 2009 ไบรดอนเสร็จสิ้นจากการแสดงสแตนด์อัพ คอเมดีทั่วอังกฤษนาน 87 วันของเขาภายใต้ชื่อ Rob Brydon Live ซึ่งรวมถึงการแสดงนานสามสัปดาห์ที่เวทีเวส์เอนด์ในกรุงลอนดอน เขาหวนคืนสู่เวทีละครอีกครั้งในฤดูใบไม้ร่วงปี 2011 ด้วยการแสดงประกบเคนเนธ บรานาห์ใน The Painkiller ที่โรงละครเดอะ ลิริคในเมืองเบลฟาสต์ ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2012 เขาได้เปิดตัวบนเวทีเวสต์เอนด์ด้วละครดังโดยอลัน แอ็คเบิร์นเรื่อง A Chorus of Disapproval ที่กำกับโดยเซอร์เทรเวอร์ นันน์ เขารับบทผู้กำกับละครมือสมัครเล่นผู้ตรมทุกข์ และได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากการแสดงของเขา ในปี 2015 เขาได้แสดงซีรีส์เอชบีโอเรื่อง The Brink ประกบแจ็ค แบล็คและทิม ร็อบบินส์และได้แสดงละครเวทีเรื่อง Future Conditional ที่โรงละครโอลด์ วิค

    หลังจากนี้ เขาจะได้กลับมารับบทเดิมจาก The Painkiller อีกครั้งประกบบรานาห์ในเวทีเวสต์เอนด์ที่เดอะ การ์ริค นอกจากนี้ เขายังได้กลับมาร่วมงานกับวินเทอร์บอททอมและคูแกนอีกครั้งใน The Trip to Spain สำหรับสกาย แอตแลนติก

    เจสสิกา แชสเทน (Jessica Chastain) รับบท ซารา
    เจสสิกา แชสเทน นักแสดงหญิงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลอคาเดมี อวอร์ด กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงที่เป็นที่ต้องการตัวสูงสุดในฮอลลีวูดในรุ่นของเธอ เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลและได้รับเกียรติยศมากมายจากผลงานของเธอ จากสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์แอลเอ, บาฟตา, สมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์บรอดคาสต์, สมาพันธ์สื่อมวลชนต่างประเทศในฮอลลีวูด, สมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติ, สมาพันธ์นักแสดง, ฟิล์ม อินดีเพนเดนท์และอคาเดมี

    ปัจจุบัน เธออยู่ระหว่างการถ่ายทำทริลเลอร์การเมืองโดยจอห์น แมดเดนเรื่อง Miss Sloane ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องของนักกลยุทธทางการเมือง ผู้เปิดโปงโลกที่เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคมของนักล็อบบี้ยิสต์ในวอชิงตัน ดี.ซี. ทั้งสองฝ่ายที่โต้ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการควบคุมปืน

    เมื่อเร็วๆ นี้ แชสเทนเพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์โดยนิคกี้ คาโรที่ดัดแปลงจากนิยายโดยไดแอน แอ็คเกอร์แมนเรื่อง The Zookeeper’s Wife ประกบแดเนียล บรูห์ล นอกจากนี้ เธอยังถูกวางตัวให้แสดงในพีเรียดดรามาโดยซูซานนา ไวท์เรื่อง Woman Walks Ahead และภาพยนตร์โดยซาเวียร์ โดแลนเรื่อง The Death and Life of John F. Donovan ประกบนาตาลี พอร์ทแมนและคิท แฮร์ริงตันอีกด้วย

    เมื่อปีที่แล้ว เธอได้แสดงประกบแมทท์ เดมอน, เจฟฟ์ แดเนียลส์, คริสเตน วิ้ก, ชิเวเทล เอจิโอโฟร์และเคท มาราในภาพยนตร์โดยริดลีย์ สก็อตเรื่อง The Martian ภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดปี 2016 และได้รับรางวัลลูกโลกทองคำปี 2016 สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม – คอเมดีหรือมิวสิคัล นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงประกบชาร์ลีย์ ฮันแนม, ทอม ฮิดเดิลสตันและไมอา วาสิโคว์สก้าในภาพยนตร์โดยกุยเลอร์โม เดล โทโรเรื่อง Crimson Peak อีกด้วย

    ในปี 2014 การแสดงที่ตราตรึงใจของเธอในภาพยนตร์โดยเอทเวนตี้โฟร์เรื่อง A Most Violent Year ประกบออสการ์ ไอแซ็ค ถูกพิสูจน์ว่าประสบความสำเร็จหลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์มากมาย รวมถึงการได้รับรางวัลจากสมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม การได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลอินดี สปิริต อวอร์ด นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้รับบทนำในภาพยนตร์อินดียอดนิยมโดยเน็ด เบนสันเรื่อง The Disappearance of Eleanor Rigby ประกบเจมส์ แม็คอวอย, ภาพยนตร์โดยลีฟ อัลแมนน์ที่ดัดแปลงจากละครโดยออกัสต์ สตรินด์เบิร์กเรื่อง Miss Julie ประกบโคลิน เฟอร์เรลและภาพยนตร์ดังโดยคริสโตเฟอร์ โนแลนเรื่อง Interstellar ประกบแมทธิว แม็คคอนนาเฮย์, เดวิด โอเยลโลโอและแอนน์ ฮาธาเวย์ ก่อนหน้านั้น เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มทีวี มูฟวี อวอร์ดปี 2014 สาขาการแสดงความตื่นกลัวยอดเยี่ยมจากการแสดงของเธอในภาพยนตร์สยองขวัญโดยอังเดรส มุสเชียตตี้เรื่อง Mama

    เธอได้แสดงนำในดรามาที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดโดยเทอร์เรนซ์ มาลิคเรื่อง The Tree of Life ประกบแบรด พิตต์และฌอน เพนน์, ภาพยนตร์โดยจอห์น แมดเดนเรื่อง The Debt ประกบเฮเลน เมอร์เรนและแซม เวิร์ธธิงตัน, ภาพยนตร์โดยเจฟฟ์ นิโคลส์เรื่อง Take Shelter ประกบไมเคิล แชนนอนและภาพยนตร์โดยจอห์น ฮิลโค้ทเรื่อง Lawless ประกบไชอา ลาบัฟและทอม ฮาร์ดี้ นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงในภาพยนตร์ดรีมเวิร์คส์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด และดัดแปลงจากนิยายเบสต์เซลเลอร์โดยแคธริน สก็อคเก็ตต์เรื่อง The Help ที่ได้รับรางวัลมากมายในปี 2011 รวมถึงการได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมของแชสเทน, การได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ รางวัลแซ็ก อวอร์ดและรางวัลคริติกส์ ชอยส์ ก่อนหน้านั้น เธอได้เปิดตัวบนเวทีละครด้วยละครเรื่อง The Heiress ในปีเดียวกัน เธอได้รับบทนางเอกในภาพยนตร์ดังโดยแคธริน บิเกโลว์เรื่อง Zero Dark Thirty การแสดงที่ยอดเยี่ยมของเธอได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงรางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์บรอดคาสต์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม, รางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ดรามาและทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดครั้งที่สองติดต่อกันในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

    ประวัติทีมผู้สร้าง

    เซดริค นิโคลัส-โทรยัน (Cedric Nicolas-Troyan)—กำกับโดย
    เซดริค นิโคลัส-โทรยันเกิดในประเทศฝรั่งเศส ในเมืองเล็กๆ ใกล้กับบอร์กโดซ์ในวันที่ 9 มีนาคม ปี 1969 จากครอบครัวของวิลเลียม ชาวประมงและโจเซลิน นักกายภาพบำบัด ตั้งแต่เล็กๆ เขาก็เป็นนักอ่านการ์ตูนตัวยงและเป็นแฟนที่ชื่นชอบงานภาพยนตร์และซีรีส์อเมริกัน เขาคิดว่าเขาจะเป็นนักเขียนการ์ตูน แต่เขากลับเข้าศึกษาโรงเรียนทหารและได้รับตำแหน่งนายทหารบังคับบัญชานานหลายปี หลังจากปลดประจำการ เขาก็ย้ายไปปารีสเพื่อศึกษาโรงเรียนภาพยนตร์ งานแรกของเขาในวงการคือการเป็นเด็กฝึกงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างในเวอร์ชันฝรั่งเศสของรายการ Wheel of Fortune เขาไต่เต้าได้อย่างรวดเร็วและได้กลายเป็นบรรณาธิการข่าวบรอดคาสต์ให้กับแคนัล พลัสนานหลายปี ก่อนจะจับงานวิชวล เอฟเฟ็กต์

    ในปี 2001 เขาได้รับการว่าจ้างจากเมธ็อด สตูดิโอส์ บริษัทวิชวล เอฟเฟ็กต์ชื่อดังในลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่นั่น เขากลายเป็นหนึ่งในนักวาดภาพและซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ระดับแนวหน้าของบริษัท เขาได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในแวดวงโฆษณา ด้วยการได้ร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังอย่างกอร์ เวอร์บินสกี้, ฟรานซิส ลอว์เรนซ์และรูเพิร์ต แซนเดอร์ส ผลงานของเขาได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงรางวัลสมาพันธ์ผู้อำนวยการสร้างโฆษณาอิสระ, คลิโอ อวอร์ดและรางวัลสมาคมวิชวล เอฟเฟ็กต์

    ในปี 2008 เขาเริ่มกำกับโฆษณาเต็มเวลา จนกระทั่งแซนเดอร์ส เพื่อนเก่าของเขาได้ขอให้เขามาร่วมงานในภาพยนตร์เรื่อง Snow White and the Huntsman เกี่ยวกับเรื่องวิชวล เอฟเฟ็กต์ ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ได้เปลี่ยนไปกำกับงานภาพยนตร์แทน เขาได้รับการวางตัวให้ทำงานในโปรเจ็กต์ต่างๆ เช่น Highlander กับซัมมิท/ไลออนส์เกท จนกระทั่งโจ ร็อธเสนอให้เขากำกับ The Huntsman: Winter’s War ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา

    ปัจจุบัน เขาอาศัยอยู่ในลอสแองเจลิสกับซู ภรรยา และทัจ ลูกชายของเขา

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *