The Martian | เดอะ มาร์เชี่ยน กู้ตาย 140 ล้านไมล์

The Martian | เดอะ มาร์เชี่ยน กู้ตาย 140 ล้านไมล์

  • Genres: Action, Adventure, Sci-Fi
    Running Time: 141 min
    Release Date:September.27,2015
    MPAA Rating:PG-13 for some strong language, injury images, and brief nudity.
    Distributors: Genre Films, International Traders, Mid Atlantic Films
    Starring: Matt Damon, Jessica Chastain, Kristen Wiig
    Directed by:Ridley Scott

    ระหว่างภารกิจการสำรวจดาวอังคาร นักบินอวกาศ มาร์ค วัทนีย์ (แมตต์ เดมอน) ได้รับการสันนิษฐานว่าเสียชีวิตแล้วหลังเกิดพายุรุนแรงและทีมปฏิบัติภารกิจได้ทิ้งเขาไว้เบื้องหลัง แต่วัทนีย์กลับเอาชีวิตรอดมาได้และพบว่าตนเองถูกทิ้งไว้ตามลำพังบนดาวเคราะห์ที่มีสภาพไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัย ด้วยเสบียงเพียงเล็กน้อย เขาต้องใช้ทั้งสติปัญญา ไหวพริบ และความเด็ดเดี่ยวเพื่อดำรงชีพต่อไปและหาทางส่งสัญญาณกลับมายังโลกว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ห่างออกไปหลายล้านไมล์ NASA และทีมนักวิทยาศาสตร์จากหลายประเทศทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อพา “เดอะ มาร์เชียน” กลับบ้าน ขณะที่เพื่อนลูกเรือก็ได้วางแผนปฏิบัติการช่วยชีวิตที่สุ่มเสี่ยงและอาจเป็นไปไม่ได้ เมื่อเรื่องราวความกล้าหาญอันน่าทึ่งเหล่านี้ค่อยๆ เผยออกมา คนทั่วโลกต่างก็ร่วมกันเอาใจช่วยให้วัทนีย์กลับมาอย่างปลอดภัย THE MARTIAN สร้างจากนวนิยายขายดีจากฝีมือผู้กำกับชั้นเยี่ยม ริดลีย์ สก็อตต์ ร่วมด้วยทีมนักแสดงรวมดารา อันได้แก่ เจสซิกา แชสเทน, คริสเทน วิก, เจฟฟ์ เดเนียลส์, ไมเคิล เพนยา, เคต มารา, ชอน บีน, เซบาสเชียน สแตน, แอสเคล เฮนนี, โดนัลด์ โกลเวอร์, แม็คเคนซี เดวิส และชูวิเทล เอจิโอฟอร์

    เราทุกคนต่างเคยรู้สึกเหมือนอยู่โดดเดี่ยวบนโลก จะมีก็แต่มาร์ค วัทนีย์ ที่ได้รู้ว่าการอยู่โดดเดี่ยวบนดาวอังคารนั้นเป็นอย่างไร

    หลังถูกสันนิษฐานว่าเสียชีวิตแล้วจากลมพายุรุนแรงซึ่งทำให้ต้องมีการอพยพฉุกเฉิน วัทนีย์ฟื้นขึ้นมาโดยได้รับบาดเจ็บ และเพื่อเอาชีวิตรอดเขาต้องรีบลงมือทันที ถ้าเขายังคงความตั้งใจว่าจะไม่ยอมเป็นมนุษย์คนแรกที่ตายบนดาวอังคาร ความช่วยเหลือก็อยู่ห่างออกไปไม่กี่ปีและไม่กี่ล้านไมล์เท่านั้นเอง

    “นี่คือสุดยอดเรื่องราวการเอาชีวิตรอดครับ” ผู้กำกับริดลีย์ สก็อตต์กล่าว “มาร์ค วัทนีย์ตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามและการอยู่โดดเดี่ยวเกินจินตนาการได้ และหนังเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเขาตอบสนองอย่างไร โชคชะตาของมาร์คถูกตัดสินโดยขึ้นอยู่กับว่าเขาจะปล่อยให้ความตื่นตระหนกและความสิ้นหวังเข้าครอบงำ และยอมรับว่าความตายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หรือว่าจะเลือกพึ่งพาการฝึกฝน ไหวพริบในการเอาตัวรอด และอารมณ์ขันเพื่อควบคุมอารมณ์ให้สงบนิ่งและแก้ปัญหา”

    อารมณ์ขันของวัทนีย์กลายเป็นเครื่องมือในการรับมือกับสถานการณ์ ช่วยให้เขากำจัดความรู้สึกสิ้นหวังและทำให้เขาไม่เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับสถานการณ์อันเลวร้าย ความตั้งใจของเขาที่จะมองโลกในแง่ดีและมีความหวังถือเป็นแก่นสำคัญของเรื่อง และเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่ทำให้แม็ตต์ เดมอน สนใจบทนี้

    “ผมชอบอารมณ์ขันครับ ไม่ใช่เฉพาะจากวัทนีย์ แต่ยังรวมถึงตัวละครอื่นๆ ด้วย” เดมอนกล่าว “โทนตลกในเรื่องนี้ไม่ได้มาแบบสุ่มสี่สุ่มห้า มันช่วยเสริมดรามาที่เข้มข้นในสถานการณ์นั้นๆ ซึ่งไม่ได้พบบ่อยนักในหนังไซไฟ”

    เดมอนได้รับบทภาพยนตร์มาจากผู้อำนวยการสร้าง ไซมอน คินเบิร์ก ซึ่งเขาทำงานด้วยใน Elysium เขาส่งบทให้เดมอนในวันศุกร์และได้รับการตอบรับอย่างกระตือรือร้นในวันอาทิตย์

    “แม็ตต์ตอบรับเรื่องนี้ในแบบเดียวกันกับตัวผมและทางสตูดิโอ” คินเบิร์กเล่า “เขาคิดว่ามันแปลกใหม่ ตลก น่าตื่นเต้น และมีมุมมองที่แตกต่างออกไปในเรื่องการเอาชีวิตรอด เรานึกไม่ออกเลยว่าจะมีใครอื่นมารับบทมาร์ค วัทนีย์ได้”

    บทภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากนวนิยายดั้งเดิมโดยโปรแกรมเมอร์ผู้ผันตัวมาเป็นนักเขียน แอนดี เวียร์ โดยอดิตยา ซูด เป็นผู้อำนวยการสร้างคนแรกที่อ่านอีบุ๊คของเวียร์ก่อนที่เรื่องนี้จะได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือปกแข็งเมื่อปี 2014 โดยสำนักพิมพ์ Random House โดยในตอนนั้นยังเป็นเรื่องที่เขียนเป็นตอนๆ ทางออนไลน์และจากนั้นก็เป็นอีบุ๊คทาง Amazon

    ซูดกล่าวว่า “ผมคิดว่ามันเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยอ่านมา ทุกอย่างที่วัทนีย์ทำอาจเกิดผิดพลาดได้ทั้งนั้น แต่เขาก็ยังเดินหน้าต่อไป เป็นเรื่องราวที่มีความหวังซึ่งช่วยให้มันเป็นมากกว่าหนังผจญภัยที่น่าตื่นเต้นทั่วไป”

    คินเบิร์กติดใจหลังอ่านไปได้สามสิบหน้า และ Fox ก็ซื้อสิทธิ์หนังสือเล่มนี้มาในนามบริษัท Genre Films ของคินเบิร์กซึ่งมีสัญญาการให้ดูงานก่อนกับทางสตูดิโอ จากนั้นหนังสือเล่มนี้จึงถูกส่งไปยังมือเขียนบทที่กำลังมาแรงอย่าง ดรูว์ ก็อดดาร์ด โดยเล็งให้เขาเป็นผู้เขียนบทและกำกับ คินเบิร์กกล่าวว่าก็อดดาร์ดส่งฉบับร่างที่ดีมากมาให้ในไม่กี่เดือนต่อมา ทั้งที่การดัดแปลงหนังสือเล่มนี้มีความท้าทายทั้งในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์อย่างถูกต้องแม่นยำ ตัวละครที่มีมากมาย และเรื่องราวที่ซ้อนกันอยู่หลายชั้น

    ก็อดดาร์ดกล่าวว่า “ผมวางหนังสือของแอนดีไม่ลงเลยล่ะครับ ผมเติบโตมากับนักวิทยาศาสตร์ในลอส อลาโมส รัฐนิวเม็กซิโก และผมไม่เคยเห็นใครถ่ายทอดบุคลิกความแปลกที่น่าสนุกสนานในตัวนักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่จนกระทั่งผมได้อ่านงานของแอนดี แนวทางของผมในการดัดแปลงเรื่องนี้คือการรักษาความมีชีวิตชีวาของหนังสือเล่มนี้เอาไว้ทุกวิถีทาง”

    ด้วยบทภาพยนตร์จากก็อดดาร์ดและความสนใจจากเดมอน โครงการนี้ก็ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนมาหยุดลงชั่วคราวเมื่อก็อดดาร์ดไปรับงานกำกับงานหนึ่ง ทำให้เก้าอี้ผู้กำกับต้องหาคนมาแทน คินเบิร์กกล่าวว่า “ไม่ใช่แค่ผู้กำกับที่เก่ง แต่ต้องเป็นผู้กำกับมือหนึ่ง” ผู้กำกับชั้นนำหลายรายที่คุ้นเคยกับโครงการนี้ได้รับการพิจารณาจนกระทั่งทีมผู้อำนวยการสร้างได้รับข่าวที่ไม่คาดฝัน นั่นคือริดลีย์ สก็อตต์ว่างอยู่

    “ริดลีย์เป็นผู้กำกับคนโปรดของผมและเหมาะที่สุดสำหรับเรื่องนี้ แต่เขาติดงานพัฒนาหนังอีกเรื่องหนึ่งอยู่” คินเบิร์กเล่า “พอได้รู้ว่าหนังเรื่องนั้นเลื่อนออกไป เราก็รีบส่งบทหนังไปให้เขาอ่านทันที”

    สก็อตต์กล่าวว่า “ผมหลงใหลเรื่องที่ภารกิจของวัทนีย์แทบเป็นไปไม่ได้และการต้องอาศัยความพยายามเป็นทีม ไม่ใช่แค่จาก NASA แต่ยังรวมถึงองค์กรจากประเทศต่างๆ ประเทศที่เป็นศัตรูทางการเมืองต้องเอาชนะความแตกต่างและร่วมกันทำงานเพื่อจุดหมายเดียวกันนั่นคือการช่วยชีวิตนักบินอวกาศคนหนึ่งเอาไว้ แล้วคนทั้งโลกก็ต้องตกตะลึงกับขอบเขตและความซับซ้อนของภารกิจที่ท้าทายครั้งนี้”

    ตัวก็อดดาร์ดเองยินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นบทของเขาไปอยู่ในมือของสก็อตต์ โดยให้ความเห็นว่า “ผมยังจำได้ว่านั่งอยู่ตรงไหนตอนครั้งแรกที่ผมเห็นตัวละคร รอย แบทที [รับบทโดยรัตเจอร์ เฮาเออร์] คิดคำนึงถึงคานรูปตัวซีที่เปล่งประกายออกมาจากประตูแทนน์เฮาเซอร์ใน Blade Runner (ผมนั่งอยู่แถวที่สามจากด้านหลัง ทางซ้ายของโรงหนัง White Roxy Theater ผมอายุเจ็ดขวบ) ทุกสิ่งที่ผมเคยเขียนได้รับอิทธิพลจากริดลีย์ สก็อตต์ หนังของเขาฝังอยู่ในดีเอ็นเอสร้างสรรค์ของผม การได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเขาเหมือนฝันที่เป็นจริงอย่างแท้จริงครับ”

    สำหรับนักเขียนนวนิยาย แอนดี เวียร์ การพัฒนาแบบก้าวกระโดดจากผลงานที่ลงเป็นตอนๆ ทางอินเทอร์เน็ตจนกลายเป็นภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่นั้นเหมือนความฝันซึ่งยากที่จะเชื่อ เขาก็เลยไม่เชื่อไปเลย

    “ผมอยู่ในแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ และไม่เคยพบตัวแทนของผมในนิวยอร์ก รวมทั้งผู้อำนวยการสร้างหนังและผู้บริหารของ Fox ในลอสแองเจลีสมาก่อนเลย ดังนั้นเมื่อพวกเขาบอกผมว่าริดลีย์ สก็อตต์จะมากำกับ ผมก็เลยเชื่อว่าทั้งหมดนี้ต้องเป็นเรื่องหลอกกันเล่นแน่ๆ”

    เวียร์ตั้งใจให้นวนิยายซึ่งเขาศึกษาข้อมูลมาอย่างละเอียดและเต็มไปด้วยแนวคิดทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์นี้เป็น “หนังสือเชิงเทคนิคสำหรับคนที่รู้เรื่องเชิงเทคนิค ผมไม่คิดว่าผู้อ่านทั่วไปจะสนใจเลยซักนิด เรื่องที่จะให้ชอบยิ่งไม่ต้องพูดถึง”

    เขาเริ่มด้วยการจินตนาการถึงภารกิจการส่งมนุษย์ไปยังดาวอังคาร จากนั้นก็หมกมุ่นอยู่กับความเป็นไปได้ที่จะเกิดความผิดพลาดนานาประการ “จากการเป็นโปรแกรมเมอร์มานาน 25 ปี ผมได้เรียนรู้ความสำคัญของระบบสำรองที่ดี” เขากล่าว เวียร์โพสต์บทใหม่ทุกๆ หกถึงแปดสัปดาห์ให้ผู้อ่านซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการบอกกันปากต่อปาก จนกระทั่งเขียนจบในเวลาสามปี ถึงจุดนั้นเขาก็เริ่มขายหนังสือด้วยราคา 99 เซนต์ทาง Amazon และได้รับการติดต่อจากตัวแทนรายหนึ่ง จนนำไปสู่การพูดคุยกับ Genre Films และจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เวียร์เรียกว่า “ฝันที่เป็นจริงของนักเขียนทุกคน”

    เรื่องของเวียร์เกิดขึ้นในอนาคตอีกไม่นานนัก ประมาณ 12-15 ปีข้างหน้า และส่วนที่เป็นวิทยาศาสตร์แทบทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้มีความเป็นไปได้และมีทฤษฎีปัจจุบันรองรับ ยกเว้นเพียงข้อเดียวคือ ด้วยการที่ดาวอังคารมีความดันบรรยากาศต่ำ (ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของโลก) ลมพายุซึ่งมีความรุนแรงอย่างที่เวียร์บรรยายไว้นั้นย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้

    “ผมต้องหาวิธีบังคับให้นักบินอวกาศออกไปจากดาวอังคาร ก็เลยยอมใช้ทางลัดบ้าง” เวียร์ยอมรับ “อีกอย่างผมคิดว่าพายุน่าจะเป็นอะไรที่เจ๋งดี”

    พายุลูกดังกล่าวเกิดขึ้นในโซลที่ 18 จากภารกิจที่วางแผนว่าจะใช้เวลา 31 โซล พายุได้พัดเสาอากาศชิ้นหนึ่งทะลุผ่านชุดของวัทนีย์ ทำให้ตัวเขาและเซนเซอร์ไม่สามารถทำงานได้ (โซล คือช่วงเวลาหนึ่งวันตามการขึ้นลงของดวงอาทิตย์บนดาวอังคาร หรือเท่ากับประมาณ 24 ชั่วโมง 40 นาที) นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุประหลาดครั้งนี้ ความฉลาดหลักแหลม ความเด็ดเดี่ยว และความกล้าหาญของเขาจะได้รับการทดสอบถึงจุดสูงสุด

    เดมอนกล่าวว่า “วัทนีย์เป็นนักพฤกษศาสตร์และวิศวกรเครื่องกล เขาถูกส่งมาปฏิบัติภารกิจบนดาวอังคารเพื่อศึกษาและเก็บตัวอย่างดิน โดยหวังว่าจะได้เรียนรู้องค์ประกอบของดินและความเป็นไปได้ในการปลูกพืชผล เขามีความรู้และได้รับการฝึกฝนให้หาวิธีการเอาชีวิตรอด แต่เวลาเป็นอุปสรรคสำหรับเขา เขาเชื่อว่าน่าจะต้องใช้เวลาสามถึงสี่ปีทีมช่วยเหลือจึงจะกลับมาได้ ในสถานการณ์ที่มนุษย์ต้องต่อสู้กับธรรมชาติ โดยปกติธรรมชาติย่อมเป็นผู้ชนะอยู่แล้ว”

    การต่อสู้ครั้งสำคัญของวัทนีย์คือการต่อสู้กับความตั้งใจของตัวเอง ความสิ้นหวังจะกลายมาเป็นอุปสรรคไม่แพ้สภาพแวดล้อมบนดาวอังคารซึ่งไม่เหมาะแก่การดำรงชีพ เขาถ่ายวิดีโอบันทึกกิจกรรมต่างๆ ของตนเองไว้เพราะคิดว่ามันอาจเป็นเหมือนพินัยกรรมฉบับสุดท้ายของเขา โดยสอดแทรกระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์และไหวพริบอารมณ์ขันเอาไว้ในนั้นด้วย

    แอนดี เวียร์ เสริมว่า “ผมสร้างมาร์คจากบุคลิกของผมเอง ถึงแม้ว่าเขาจะฉลาดและกล้าหาญกว่า และไม่ได้มีข้อบกพร่องเหมือนกับผม ผมว่าเขาคงเป็นสิ่งที่ผมอยากจะเป็น เขาคือแม็ตต์ เดมอน”

    สิ่งหนึ่งซึ่งเวียร์ได้พบว่าน่าประหลาดใจในทางที่ดีระหว่างเขียนเรื่องนี้ก็คือ “การที่บรรดาตัวละครรองค่อยๆ โดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นตัวละครสำคัญ”

    ในบทของก็อดดาร์ด นักบินอวกาศและเจ้าหน้าที่ NASA เป็นตัวละครที่มีความสำคัญเท่าเทียมกัน สก็อตต์สร้างฉากแอ็คชันให้มีชีวิตขึ้นมา และทำให้ผู้บัญชาการเมลิสซา ลูอิสมีบทบาทชัดเจนยิ่งขึ้นอีกจนกลายเป็นตัวละครหญิงที่โดดเด่นอีกบทหนึ่งเช่นเดียวกับในผลงานหนังหลายเรื่องก่อนของเขา

    ในฐานะผู้นำภารกิจครั้งที่สามบนดาวอังคาร ซึ่งมีชื่อว่า Ares III ผู้บัญชาการลูอิสนำทีมลูกเรือหกคนรวมถึงวัทนีย์ และควบคุมภารกิจบนผิวดาว รวมทั้งยานอวกาศ Hermes ซึ่งจะพาทุกคนไปยังที่นั่น การเดินทางจากวงโคจรโลกไปยังดาวอังคารต้องใช้เวลานานเก้าเดือน ทำให้ลูอิสมีเวลาเหลือเฟือที่จะตั้งตนเป็นผู้นำทีมและให้นักบินอวกาศได้เชื่อมสัมพันธ์กัน

    เจสซิกา แชสเทน ผู้รับบทลูอิส กล่าวว่า “เธอเป็นตัวละครที่เขียนมาดีมากค่ะ เป็นอีกตัวละครหนึ่งที่จะขึ้นแท่นเป็นตัวละครหญิงที่โดดเด่นของริดลีย์ ลูอิสมาจากกองทัพเรือ และต้องนำทีมผู้เชี่ยวชาญซึ่งฉลาดมากและต้องไปปฏิบัติภารกิจที่เฉพาะเจาะจง เธอเป็นมิตรและมีอัธยาศัยดีกับลูกเรือ แต่ก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าใครเป็นผู้นำ”

    หลังจากตัดสินใจทิ้งวัทนีย์ไว้เบื้องหลังเพราะเชื่อว่าเขาตายแล้ว ลูอิสเสียใจและรู้สึกผิดมากซึ่งส่งผลต่อการกระทำและความเชื่อมั่นในการเป็นผู้นำของเธอ

    ผู้ที่ทำงานเคียงข้างลูอิสคือริค มาร์ติเนซ (ไมเคิล เพนยา) นักบินของ Hermes ซึ่งเป็นทหารผ่านศึกผู้เชื่อมั่นในตัวเองและชอบพูดจาตลกโปกฮาตามแบบฉบับของนักบินทั่วไป เขาพูดจาหยอกล้อขำขันกับมาร์ค วัทนีย์ ในช่วงวันแรกๆ ที่อยู่บนดาวอังคารก่อนเกิดพายุและภัยพิบัติตามมา

    “ผมเล่นเรื่อง Fury [หนังแอ็คชันสงครามโลกครั้งที่สองที่ออกฉายในปี 2014] มาก่อนเรื่องนี้ และเก็บวิธีการที่ทหารพูดตลกใส่กันมาด้วย” เพนยากล่าว “อาจฟังดูเป็นเรื่องตลกงี่เง่า แต่ก็ช่วยให้ทุกคนพร้อมรับสถานการณ์และทำเหมือนกับว่าไม่กลัวอันตรายที่อาจต้องเผชิญ”

    แม้บางครั้งลูอิสจะแอบยิ้มออกมาบ้าง แต่เธอก็มองว่าเรื่องตลกของวัทนีย์และมาร์ติเนซค่อนข้างน่าเบื่อ เช่นเดียวกับลูกทีมอย่างเบธ โจแฮนเซน (เคต มารา) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ในภารกิจครั้งนี้ โจแฮนเซนผู้เก็บตัวรับผิดชอบแทบทุกอย่างที่เป็นเรื่อง “เนิร์ดๆ” เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

    มารากล่าวว่า “ฉันมีโอกาสได้พบริดลีย์และคุยเกี่ยวกับบทนี้ก่อนจะได้รับบทหนังด้วยซ้ำไปค่ะ ฉันตั้งชื่อสุนัขตัวหนึ่งตามตัวละครใน Gladiator (“ลูเชียส”) และเป็นแฟนหนังของริดลีย์มาตลอด ดังนั้นฉันอยากทำงานกับเขาแน่นอนค่ะ”

    มารายินดีที่จะได้ทำงานร่วมกับเจสซิกา แชสเทนไม่แพ้กันและ “ชอบที่เธอเล่นเป็นผู้บัญชาการ โจแฮนเซนเห็นลูอิสเป็นแบบอย่างซึ่งตรงกับตัวฉันเลยค่ะ เพราะฉันก็ชื่นชมเจสซิการวมถึงเคารพในงานที่เธอทำและการตัดสินใจของเธอในอาชีพนี้ด้วย”

    ตัวละครอื่นๆ ที่ร่วมเดินทางในยาน Hermes ได้แก่ นักเคมีชาวเยอรมัน อเล็กซ์ โวเกล (แอสเคล เฮนนี) และศัลยแพทย์ประจำภารกิจชาวอเมริกัน คริส เบค (เซบาสเชียน สแตน) เฮนนี นักแสดงยอดนิยมในนอร์เวย์อันเป็นประเทศบ้านเกิดจากหนังอย่าง Headhunters และ Pioneer กล่าวว่า THE MARTIAN “เป็นเรื่องของการอยู่โดดเดี่ยวและการทำงานเป็นทีม หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นอุดมคติสูงสุดบางข้อของมนุษยชาติ เป็นเรื่องราวที่ให้ความหวังได้ดีมาก ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมก็อยากและเลือกที่จะเชื่อในเรื่องราวแบบนี้”

    นอกเหนือจากความรู้ทางการแพทย์แล้ว เบคได้ศึกษาวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ และผ่านการฝึกฝนให้รับมือกับสถานการณ์ความผิดพลาดมาแล้วมากมายเช่นเดียวกันนักบินอวกาศคนอื่นๆ แต่พวกเขารู้ดีว่าการเดินทางในอวกาศทุกครั้งมีปลายทางที่เป็นไปได้อยู่สองทางคือจุดหมายที่กำหนดไว้กับสิ่งที่ยังไม่รู้

    “ผมมองว่านักสำรวจดาวอังคารที่กล้าหาญยิ่งกลุ่มนี้เป็นเหมือนลูอิสและคลาร์กในยุคสมัยของเรา” เบคกล่าว “การสำรวจเป็นส่วนหนึ่งในดีเอ็นเอของมนุษย์”

    ที่ NASA บรรดาผู้บริหารและวิศวกรยังคงพยายามทำใจกับความเป็นจริงที่ว่าพวกเขาส่งนักบินอวกาศไปหกคนและมีเพียงห้าคนที่กลับมา เหล่าสุดยอดมันสมองที่ NASA และ Jet Propulsion Laboratory (JPL) ในแคลิฟอร์เนียต่างพากันควานหาวิธีการนำวัทนีย์กลับบ้าน ถือเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญในแวดวงสื่อของศตวรรษนี้ ผู้บริหารและนักวิทยาศาสตร์ที่ NASA และ JPL ต่างพบว่าตนเองอยู่ภายในใจกลางของพายุและโลกทั้งโลกก็กำลังจับจ้องอยู่ คุณคิดว่างานของคุณกดดันแล้วงั้นหรือ ลองมาเป็นแอนนี มอนโทรส (คริสเทน วิก) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสัมพันธ์ของ NASA ดูสิ นอกเหนือจากความท้าทายในการดึงเอาข้อมูลสำคัญจากเจ้าหน้าที่ NASA ที่หมกมุ่นอยู่กับงานแล้ว เธอยังต้องรับหน้าที่เผชิญหน้ากับบรรดาสื่อที่บ้าคลั่งและกระหายอยากรุมทึ้งข้อมูลแม้เพียงเล็กน้อย

    “แอนนีต้องบริหารแนวทางการรับมือกับสถานการณ์ของบุคคลสำคัญมากมาย และต้องตัดสินใจว่าจะบอกอะไรแก่สาธารณชนบ้างและบอกอย่างไร” วิกกล่าว “เธอต้องเดินอยู่บนเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างการให้ผู้คนทั่วโลกได้รับรู้ข้อมูลกับการปกป้องชื่อเสียงของ NASA”

    มอนโทรสทำงานในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยผู้ชาย แต่เธอได้รับความเคารพจากเจ้านาย เท็ดดี แซนเดอร์ส (เจฟฟ์ เดเนียลส์) ผู้อำนวยการ NASA ซึ่งต้องแบกรับความรับผิดชอบมากมายมหาศาล การตัดสินใจในเรื่องความเป็นความตายขึ้นอยู่กับเขา บุคคลที่ฉลาดปราดเปรื่องเป็นอันดับต้นๆ ของโลกต่างก็รอคำตัดสินจากเขา และเท็ดดีต้องเป็นผู้นำคนที่มีความมั่นใจสูงเกินพิกัดด้วย ก็เขาทำงานกับสุดยอดหัวกะทิจริงๆ นี่นะ
    “เท็ดดีจัดการกับคนที่มีสติปัญญาสูงมากและจบจาก MIT แต่วิธีที่เขาใช้คือการต้อนแมว” เจฟฟ์ เดเนียลส์พูดติดตลก “แมวฉลาด แต่ก็ยังเป็นแมวอยู่ดี คนเหล่านี้ชอบยกทฤษฎีแนวคิดต่างๆ และแสดงความฉลาดของตัวเองกลางที่ประชุมแต่กลับเลี่ยงที่จะตัดสินใจ แล้วจู่ๆ ก็จะพูดว่า

    ‘อ้อ นี่เป็นเรื่องที่คนอื่นต้องตัดสินใจนี่ ผมก็แค่นักวิทยาศาสตร์ด้านจรวดน่ะนะ’ เพราะฉะนั้นเท็ดดีจึงค่อนข้างพอใจที่เขามีอำนาจเหนือคนฉลาดพวกนี้และแหย่พวกเขาเล่นเป็นบางครั้ง ให้พวกอัจฉริยะรู้จักถ่อมตนเสียบ้าง”

    อัจฉริยะคนหนึ่งในนั้นคือ ริช เพอร์เนลล์ (โดนัลด์ โกลเวอร์) “นักกลศาสตร์วงโคจร” ที่ JPL เขาเยื้องย่างวางมาดมาร่วมการประชุมกับพวกผู้ใหญ่ และเสนอวิธีการนำวัทนีย์กลับมาด้วยความมั่นใจ โดยหารู้ไม่ว่าแซนเดอร์สเป็นผู้บริหารที่มีตำแหน่งสูง เพอร์เนลล์ให้แซนเดอร์สมาช่วยสาธิตทฤษฎีของตนโดยไม่บอกก่อน

    เดเนียลส์กล่าวว่า “เท็ดดีรู้สึกว่าการที่เพอร์เนลล์ไม่เคารพยำเกรงก็เหมือนการพูดกับราชินีอังกฤษว่า ‘ไง ชุดสวยดีนะ’ อัจฉริยะรายนี้จึงถูกเชิญออกจากห้องไปอย่างเร็ว”

    การที่เพอร์เนลล์ขาดความเคารพผู้มีตำแหน่งสูงกว่าสะท้อนถึงความแตกต่างขององค์กร ระหว่างบรรยากาศที่เคร่งครัดมากกว่าใน NASA ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการนำมนุษย์ออกไปสู่อวกาศ กับบรรยากาศที่ผ่อนคลายแบบแคลิฟอร์เนียใน JPL

    สำนักงานของเพอร์เนลล์และผู้อำนวยการ JPL บรูซ อิง (เบเนดิกต์ หว่อง) เป็นห้องเล็กๆ ที่รกและเต็มไปด้วยขยะ อันสะท้อนถึงการทำงานแบบทั้งวันทั้งคืน วัทนีย์ไม่ใช่เพียงคนเดียวที่ไปไหนไม่ได้ ทีมงาน JPL ซึ่งรับหน้าที่ในการออกแบบยานสำรวจในระยะเวลาที่สั้นมากจนยากจะเป็นไปได้ก็ต้องมาติดอยู่บน “เกาะ JPL” เช่นกัน คนเหล่านี้ต่างสละเวลาส่วนตัวและเวลากับครอบครัวมาอุทิศให้การช่วยเหลือครั้งนี้

    ความพยายามอันยิ่งใหญ่ของพวกเขาดูจะส่งผลคุ้มค่า แซนเดอร์สเข้าใจถึงความเป็นไปได้ของทฤษฎีที่เพอร์เนลล์เสนอ ซึ่งได้รับการยืนยันโดยผู้อำนวยการภารกิจบนดาวอังคารของ NASA ดร. วินเซนต์ คาปูร์ (ชูวิเทล เอจิโอฟอร์) คาปูร์เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการจัดการกับวิกฤติวัทนีย์ และให้ทีมงานของเขาทั้งหมดเข้าสู่โหมดรับมือกับสถานการณ์อย่างเต็มพิกัด

    เอจิโอฟอร์ให้ความเห็นว่า “ผมหลงใหลในมุมมองของเรื่องราวที่มีต่อแวดวงการสำรวจอวกาศ คนเหล่านี้มีสมองล้ำเลิศที่สุดในโลก ถึงอย่างนั้นเราก็ยังได้เห็นว่าปฏิกริยาการตอบสนองและการเมืองภายในองค์กรของคนเหล่านี้ก็คล้ายกับที่เราพบเห็นได้ตามที่ทำงานทั่วไป ผมซาบซึ้งกับความพยายามของผู้คนเหล่านี้ที่ร่วมมือร่วมใจมาช่วยเหลือคนคนหนึ่งและทุ่มเทเครื่องไม้เครื่องมือ พลังงาน และทรัพยากรทั้งหมดเท่าที่มีเพื่อช่วยชีวิตเขาให้ได้

    “ผมพูดคุยกับบุคลากรบางคนที่ JPL และ NASA เพื่อให้เข้าใจว่าพวกเขาทำงานภายใต้ความกดดันแบบไหน” เอจิโอฟอร์กล่าวต่อ “นักบินอวกาศมอบความไว้วางใจสูงสุดให้องค์กรเหล่านี้ และทุกคนที่ทำงานที่นั่นรู้ดีว่าความผิดพลาดเพียงเรื่องเดียวจะปรากฏออกมาในช่วงเวลาที่แย่ที่สุด วินเซนต์เป็นแบบอย่างของความทุ่มเทและความเป็นมืออาชีพ แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับตัวเขาคือ เมื่อเขาเริ่มผูกพันกับชายที่ถูกทิ้งไว้ตามลำพังบนดาวอังคาร เขาก็ไม่ได้มองว่าภารกิจนี้เป็นการช่วยชีวิตนักบินอวกาศคนหนึ่งอีกต่อไป แต่เขากำลังช่วยชีวิตมาร์ค วัทนีย์”

    อย่างไรก็ดี ทรัพยากรของ NASA และ JPL ก็ยังไม่เพียงพอ โชคดีที่เจ้าหน้าที่ด้านอวกาศ (เอ็ดดี โค, เฉิน ซู) จาก Chinese National Space Agency (CNSA) ได้เสนอตัวเข้ามาให้ความช่วยเหลือ เป็นการออกโรงอันน่าทึ่งซึ่งอาจสร้างความปรองดองและการร่วมมือกันด้านการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขึ้นมาใหม่ หรืออาจเพิ่มความยุ่งเหยิงเข้ามาในสมดุลอันละเอียดอ่อนนี้ CNSA เริ่มต้นติดต่อกับแซนเดอร์สเพื่อเสนอให้ใช้จรวดต้นแบบของจีนซึ่งอาจปฏิบัติภารกิจการนำเสบียงไปยังดาวอังคารได้ ณ จุดนี้เราได้เห็นความเอื้อเฟื้อของคนในแวดวงอาชีพเดียวกัน ชายและหญิงซึ่งมีพื้นฐานเดียวกันหรืออาจต้องเรียกว่าอยู่ใน “ห้วงอวกาศ” เหมือนกัน ซึ่งมองหาทางที่ไม่ต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยากของทางรัฐบาล เป็นการพูดถึงสายสัมพันธ์ในกลุ่มมืออาชีพที่ผ่านการฝึกฝนขั้นสูงไม่ว่าในแวดวงไหน โดยไม่ขึ้นอยู่กับประเทศหรือเชื้อชาติ

    เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากจีนแล้ว แซนเดอร์สก็ต้องมากังวลกับการท้าทายอำนาจจากทีมงานคนหนึ่งของเขาเอง นั่นคือผู้อำนวยการภารกิจ Ares III มิตช์ เฮนเดอร์สัน (ชอน บีน) ต่างจากแซนเดอร์สซึ่งต้องดูแลทั้งผลประโยชน์ของมาร์ค วัทนีย์และของ NASA โดยอาจไม่ได้เรียงลำดับความสำคัญตามนั้น เฮนเดอร์สันไม่ได้มีใจแยกออกเป็นสองฝ่าย เขาไม่สนใจปัญหาในงานประชาสัมพันธ์ของ NASA เลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เขาสนใจก็คือการนำนักบินอวกาศของเขากลับบ้าน และให้ครบทุกคนด้วย

    “มิตช์ไม่ได้ทำตามขนบมากเท่าคนอื่นๆ ในทีม เขามุ่งมั่นตั้งใจและตรงไปตรงมา” ชอน บีน บรรยาย “เขาเป็นหนึ่งในน้อยคนที่ไม่ชอบโยนความรับผิดชอบให้คนอื่นและพร้อมที่จะโต้แย้งผู้มีอำนาจเหนือกว่า เขาโกรธมากที่ลูกเรือ Hermes ไม่ได้รับการแจ้งให้ทราบถึงการอยู่รอดของวัทนีย์ เขาจะทำในสิ่งที่คิดว่าจำเป็นต้องทำ ไม่ว่ามันจะส่งผลสืบเนื่องมาถึงตัวเขาเองอย่างไรก็ตาม”

    เฮนเดอร์สันเริ่มต้นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เสี่ยงอย่างยิ่งซึ่งอาจกระทบต่อหน้าที่การงานของเขา และบังคับให้ลูกเรือ Hermes ตัดสินใจครั้งสำคัญซึ่งอาจส่งผลให้พวกเขาถูกกล่าวหาว่าทำตัวเป็นกบฏได้

    เฮนเดอร์สันและคนอื่นๆ ที่ NASA คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวัทนีย์ยังมีชีวิตอยู่ถ้าไม่เป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นของเจ้าหน้าที่ระดับล่าง มินดี พาร์ค (แม็คเคนซี เดวิส) ซึ่งทำงานกะกลางคืนที่แผนกการสื่อสารดาวเทียม ช่วงกลางดึกเธอทำตามคำสั่งจาก ดร. คาปูร์ ให้ดูภาพถ่ายดาวเทียมจากฐานที่ตั้งของ Ares III เพื่อตรวจสอบว่าเสบียงสิ่งของยังมีสภาพดีและใช้การได้สำหรับภารกิจครั้งต่อไปหรือไม่ เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนนับจากทุกคนเข้าใจว่าวัทนีย์ตายแล้ว และมินดีก็อดไม่ได้ที่จะมองหาศพ แต่เธอต้องตกตะลึงกับสิ่งที่ได้เห็น

    “การค้นพบของมินดีสร้างผลกระทบไปทั่ว NASA และผลักดันเธอขึ้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้นทันที” เดวิสอธิบาย “ตอนนี้เธอมานั่งโต๊ะประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำแหน่งสูงซึ่งก็น่าหวั่นใจอยู่ เธอต้องเรียนรู้ให้เร็วและสร้างความมั่นใจขึ้นมาให้ได้ เพราะความรับผิดชอบใหม่ที่เธอได้รับทำให้ผู้คนต้องขอคำตอบจากเธอ”

    สำหรับมาร์ค วัทนีย์ คำถามที่เขาต้องการคำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว นั่นก็คือ เขาจะคิดค้นวิธีผลิตอาหารขึ้นมาได้อย่างไรเมื่ออาหารสำหรับลูกเรือหมดลง เขาจะหาทางติดต่อสื่อสารกับ NASA ได้อย่างไร แล้วอ็อกซิเจนที่มีน้อยลงเรื่อยๆ ล่ะ
    แล้วเขาจะรักษาความตั้งใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อมีแค่เพลย์ลิสต์เพลงดิสโก้ของผู้บัญชาการลูอิสเป็นความบันเทิงเพียงอย่างเดียว

    ชีวิตบนดาวอังคาร
    ดาวอังคารเป็นสถานที่ซึ่งไม่ต้อนรับใคร ระดับอุณหภูมิที่มีขอบเขตกว้างจาก -153C ถึงราวๆ 22C ในช่วงหน้าร้อน ทำให้การเลือกเสื้อผ้าเป็นเรื่องยากทีเดียว (ถึงใส่เสื้อซ้อนกันหลายชั้นก็คงไม่ช่วยอะไรสักเท่าไหร่) การหายใจยิ่งเป็นปัญหาหนักเข้าไปใหญ่ อากาศมีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ 95 เปอร์เซ็นต์ ดินขาดแบคทีเรียที่จำเป็นต่อการปลูกพืชผล มีน้ำแต่ว่าอยู่ในรูปน้ำแข็งเท่านั้น

    แม้กระทั่งสีออกแดงของดาวดวงนี้ก็ยังเป็นป้ายคำเตือนว่า ที่นี่ไม่มีอะไรให้คุณหรอกนะ นอกจากความตายเพราะขาดอากาศหายใจและภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ

    แต่มนุษย์ไม่เคยหยุดยั้งการเดินทางไปยังสถานที่ซึ่งไม่ต้องการเรา เราก็เลยไปดาวอังคารกัน

    การสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยจำลอง (แฮ็บ) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสำรวจดาวอังคารของมนุษย์ ใน THE MARTIAN องค์การ NASA/JPL ใช้เวลาสี่ปีส่งยานที่ไม่มีมนุษย์ไปทิ้งชิ้นส่วนสำเร็จรูปเพื่อประกอบเป็นแฮ็บขึ้นมา รวมถึงสัมภาระต่างๆ ทั้งอาหารและเครื่องมืออุปกรณ์ ลูกเรือ Ares III จะได้มาพบสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างคอมพิวเตอร์ อาหารเย็นสำหรับวันขอบคุณพระเจ้า และรถเอทีวีสุดเท่ที่มีชื่อว่าโรเวอร์ นอกจากนี้ยานพาหนะที่เรียกว่า Mars Ascent Vehicle (MAV) ก็เตรียมพร้อมที่จะนำพวกเขากลับไปยัง Hermes เมื่อภารกิจนาน 31 โซลสิ้นสุดลง

    เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในโซลที่ 18 หลังจากลูกเรือประกอบแฮ็บเสร็จเรียบร้อยแล้ว แฮ็บเป็นโครงสร้างผ้าใบปรับความดันซึ่งมีพื้นที่ 90 ตารางเมตร รังสีจากดวงอาทิตย์และรังสีนิวตรอนปริมาณมากเจาะเข้าสู่ชั้นบรรยากาศบางของดาวอังคาร ทำให้แฮ็บต้องมีชั้นฟอยล์เคฟลาร์และไมลาร์สำหรับกรองรังสีและวัสดุโฟมบุติดไว้ภายนอก

    ภายในแฮ็บมีบริเวณที่ใช้นอน พื้นที่ทำงานร่วมกัน ประตูแอร์ล็อคปรับความดันสำหรับการเข้าออก และพื้นที่เก็บอุปกรณ์ขนาดกะทัดรัด รวมถึงอุปกรณ์เพื่อการดำรงชีพ เช่น เครื่องผลิตอ็อกซิเจน เครื่องควบคุมบรรยากาศ และเครื่องบำบัดน้ำเพื่อนำกลับมาใช้ มีอาหารเผื่อเอาไว้ให้นักบินอวกาศหกคนอยู่ได้ 68 โซล เมื่อมีแค่วัทนีย์อยู่คนเดียว อาหารส่วนนี้จึงกินได้นาน 400 โซลเพียงพอที่จะต่อเวลาออกไปได้ แต่ไม่น่าพอให้รอดไปถึงเวลาที่ทีมช่วยเหลือจะเดินทางมาถึง

    วัทนีย์ซึ่งเป็นนักพฤกษศาสตร์มีมันฝรั่งสองสามหัวอยู่ในแฮ็บ และคิดหาทางสร้างแบคทีเรียที่จำเป็นเพื่อให้ดินบนดาวอังคารอุดมสมบูรณ์พอสำหรับการปลูกมันฝรั่งเพิ่ม มันฝรั่งธรรมดาๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยช่วยให้อารยธรรมรอดจากภาวะอดอยากมาได้ จะต้องมารับบทบาทช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์อีกครั้งในดาวอีกดวงหนึ่ง แก้ไปได้หนึ่งปัญหา

    เพื่อพิสูจน์ให้เห็นกันไปเลยว่าขยะขององค์กรหนึ่งอาจกลายเป็นสมบัติล้ำค่าของมนุษย์อีกคนก็ได้ วัทนีย์ใช้รถโรเวอร์ออกไปตามหายาน Pathfinder ที่เลิกใช้งานแล้วและส่งสัญญาณเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1997 เขาใช้กล้องของยานนี้ผลิตอุปกรณ์เพื่อใช้สื่อสารกับ NASA และ JPL ปัญหาข้อที่สองแก้ได้แล้ว และเขายังคิดหาวิธีผลิตอ็อกซิเจนเพิ่มได้อีกด้วย

    นั่นทำให้ดนตรีดิสโก้ของลูอิสกลายเป็นปัญหาใหญ่ประการเดียวที่เหลืออยู่

    ทุกอย่างกำลังไปได้สวย วัทนีย์มีที่พักซึ่งได้รับการปรับความดันและมีอ็อกซิเจน มีอาหารและวิธีผลิตอาหารเพิ่ม มีน้ำและมีความรู้ที่จะผลิตน้ำเพิ่ม เขาติดต่อสื่อสารกับ NASA ได้แล้ว โดยเขาทั้งพูดตลกและสบถสาบานเมื่อไม่เห็นด้วยกับคำสั่งขององค์กร

    ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด โอกาสที่เขาจะอยู่รอดเพิ่มสูงขึ้นมากนับตั้งแต่เขาดึงชิ้นส่วนเสาอากาศออกมาจากช่องท้อง

    แต่กฎของเมอร์ฟียังคงใช้ได้อยู่เสมอ และบางสิ่งก็เกิดผิดพลาดขึ้นจริงๆ

    เหตุการณ์อันน่าหวาดกลัวได้ทำลายผลงานที่วัทนีย์ทุ่มเทมารวมถึงการมองโลกในแง่ดีของเขาด้วย ถึงตอนนี้เวลาก็คืบเข้ามาแล้ว และกำหนดเวลาการส่งทีมช่วยเหลือของ NASA ก็พังทลายไม่มีชิ้นดี ความเร่งด่วนถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกถึงหายนะที่คืบเข้ามาใกล้ งานนี้กลายเป็นปฏิบัติการที่ต้องทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมง

    ชายผู้ตกอยู่ในอันตราย คนทั่วโลกต่างจับจ้องเหตุการณ์อันชวนระทึก โดยมีเพียงนักวิทยาศาสตร์และนักบินอวกาศเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ต้องรับภาระในการตัดสินใจซึ่งอาจช่วยชีวิตเขาได้

    จากฮูสตันถึงปักกิ่ง จากเมลเบิร์นถึงมอสโคว์ ผู้คนต่างคอยจับจ้องโชคชะตาอันเลวร้ายของมาร์ค วัทนีย์ เพราะเขาเป็นมากกว่านักบินอวกาศ เขาเป็นสัญลักษณ์ วิกฤติของเขากำลังทดสอบนักคิดที่เก่งที่สุดบนโลกของเรา ซึ่งไม่เพียงพยายามช่วยชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง แต่กำลังพยายามช่วยกอบกู้ความปรารถนาของมนุษยชาติ เป็นเรื่องราวของดาวอังคารปะทะกับมนุษย์โลก และคนทั้งโลกก็พากันเอาใจช่วยทีมบ้านเกิดของตนเอง

    เบื้องหลังการถ่ายทำ
    การถ่ายทำหลักของ THE MARTIAN เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2014 ในบูดาเปสต์ เมืองหลวงอันงดงามในยุโรปกลางแห่งนี้เป็นที่รู้จักจากการเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังฮอลลีวู้ดทุนสูงมากมายนับไม่ถ้วนด้วยความงดงามของสถานที่และทีมงานท้องถิ่นที่มีประสบการณ์ แต่สำหรับในหนังเรื่องนี้ สิ่งที่ดึงดูดทีมงานมายังบูดาเปสต์ก็คือโรงถ่ายที่ Korda Studios ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล

    โรงถ่าย 6 ของ Korda ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นโรงถ่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้น เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการสร้างภูมิทัศน์บนดาวอังคารซึ่งรวมถึงแฮ็บและฐานปล่อยยานของ MAV ส่วนใหญ่แล้วฉากนี้ใช้สำหรับช่วงบทสนทนา ช่วงที่อยู่ภายในแฮ็บ และเหตุการณ์ตอนเกิดพายุทรายลูกใหญ่ ส่วนภาพทิวทัศน์มุมกว้างได้รับการถ่ายทำที่จอร์แดนในภายหลัง

    ผู้อำนวยการสร้างมาร์ค ฮัฟแฟม กล่าวว่า “เราไปสำรวจพื้นที่ห่างไกลในออสเตรเลียเพื่อใช้เป็นทิวทัศน์บนพื้นผิวดาวอังคาร แต่ไม่ได้ผลครับ และเราตัดสินใจถ่ายทำฉากบนดาวอังคารส่วนใหญ่ให้เป็นพื้นที่ภายในซึ่งช่วยให้เราควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า จากนั้นก็ค่อยนำภาพไปจับคู่กับภาพภายนอกจากทะเลทราย Wadi Rum ในจอร์แดน”

    ระหว่างการถ่ายทำ Korda เป็นศูนย์กลางที่เต็มไปด้วยกิจกรรมที่วุ่นวาย เนื่องจากโรงถ่ายทั้งหกโรงถูกใช้เพื่อสร้างและปรับปรุงใหม่เป็นฉากหลักสิบสองฉาก รวมถึงฉากยานอวกาศ Hermes และแฮ็บของนักบินอวกาศบนดาวอังคาร ฝ่ายศิลป์ต้องทำงานแข่งกับเวลาให้นำหน้าสก็อตต์อยู่หนึ่งก้าว ผู้กำกับรายนี้ทำงานเร็วและเป็นที่รู้กันว่าเขามักทำงานแซงหน้าแผนงานที่กำหนดไว้

    นอกเหนือจาก Korda Studios บูดาเปสต์ยังได้มอบโบนัสพิเศษให้ในรูปของอาคารอันน่าตื่นตาที่ชื่อ The Whale (เนื่องจากรูปทรงของอาคารและการอยู่ใกล้แม่น้ำดานูบ) The Whale เป็นสถานที่ถ่ายทำในฉากที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ NASA ซึ่งได้แก่สำนักงานของเท็ดดี แซนเดอร์สและแอนนี มอนโทรส รวมถึงห้องประชุม พื้นที่พักผ่อนและร้านกาแฟ ทางเข้าใหญ่ และห้องควบคุมการบิน นักออกแบบงานสร้าง อาร์เธอร์ แม็กซ์ บรรยายถึงอาคารแห่งนี้ว่าเป็น “สถาปัตยกรรมที่โก้หรูล้ำสมัยระดับโลก เป็นโครงสร้างโดมผิวโค้งขนาดมหึมาที่ใช้กระจกและคอนกรีตจำนวนมหาศาล รวมถึงบานเกล็ดที่เปิดปิดด้วยมอเตอร์ เราสามารถควบคุมระดับแสงได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราโชคดีมากๆ ที่ได้อาคารนี้ เพราะคงต้องใช้งบประมาณสูงมากถ้าสร้างฉากแบบนี้ขึ้นมาในโรงถ่าย”

    เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นสูงสุด กำแพงคอนกรีตจำลองถูกสร้างขึ้นโดยมีล้อเลื่อนเพื่อให้สามารถปรับแต่งการออกแบบสำนักงานในรูปแบบต่างๆ ภายในพื้นที่เปิดโล่งของอาคารได้อย่างรวดเร็ว ส่วนภายนอกของอาคาร The Whale ซึ่งเป็นกระจกโค้งแวววาวแบบล้ำยุคยังใช้เป็นสำนักงานใหญ่ “รุ่นใหม่” ของ NASA อีกด้วย

    แต่ฉากที่เชิดหน้าชูตาคือห้องควบคุมปฏิบัติการซึ่งเป็นศูนย์กลางการสื่อสารของ NASA จอภาพขนาดใหญ่ตรงกลางล้อมรอบด้วยจออื่นๆ อีกสิบกว่าจอ ซึ่งแสดงข้อมูลสำคัญและภาพที่ NASA เฝ้าสังเกตอยู่ในขณะนั้นๆ ภาพเหล่านี้ถูกส่งมาจากดาวเทียม ยานโคจรลาดตระเวน ยานสำรวจ และสถานีอวกาศนานาชาติ ที่ห้องควบคุมปฏิบัติการนี้เองที่มินดี พาร์คได้รู้ว่าวัทนีย์ยังมีชีวิตอยู่ และที่นี่ผู้นำ NASA จะสั่งการและติดตามการปล่อยจรวดที่ส่งไปช่วยเหลือเขาในอีกหลายเดือนต่อมา

    แทนที่จะใช้ฉากเขียวที่จอภาพในห้องควบคุมจากนั้นค่อยเพิ่มภาพบนจอลงไปหลังการถ่ายทำ ริดลีย์ สก็อตต์กลับอยากที่จะเห็นภาพกราฟฟิก “ในช็อต” มากกว่า โดยให้ภาพเหล่านี้เป็นแหล่งให้แสงและให้ตัวละครได้ตอบสนองกับภาพขณะแสดง บริษัทจากอังกฤษ Territory (Spy, Mission: Impossible Rogue Nation) ได้เข้ามาร่วมทีมเพื่อทำงานกับศิลปินภาพกราฟฟิก เฟลิซิตี ฮิคสัน โดยใช้ภาพกราฟฟิกจำนวนมาก ภาพดาวเทียมความละเอียดสูง และวิดีโอฟุตเทจจาก NASA

    ที่จริงแล้ว NASA เป็นผู้มีส่วนร่วมสำคัญ เป็นที่ปรึกษาและผู้ให้คำแนะนำในโครงการนี้ทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนการเขียนบทไปจนถึงการถ่ายทำหลัก ผู้อำนวยการสร้าง มาร์ค ฮัฟแฟม จำได้ว่าได้โทรไปหา NASA ระหว่างการประชุมกองถ่ายครั้งแรกกับริดลีย์ สก็อตต์ และ “ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่าทาง NASA รู้จักหนังสือเล่มนี้อยู่แล้ว และพร้อมให้ความช่วยเหลือแบบเปิดกว้างรวมถึงแลกเปลี่ยนแนวคิดกันอย่างอิสระ”

    กองถ่ายได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำการปล่อยจรวดที่แหลมคานาเวรัล รวมถึงการปล่อยยาน Orion เมื่อเดือนธันวาคม 2014 ซึ่งยานนี้เป็นยานอวกาศรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อนำมนุษย์ไปสู่ห้วงอวกาศโดยนับเป็นก้าวแรกไปสู่การสำรวจดาวอังคารของมนุษย์ ยาน Orion ถูกส่งเข้าสู่วงโคจรโดยมีของฝากจากริดลีย์ไปด้วย นั่นคือภาพร่างแรกของมาร์ค วัทนีย์ โดยฝีมือผู้กำกับรายนี้บนหน้าปกบทภาพยนตร์ พร้อมด้วยคำประกาศอันกล้าหาญของนักบินอวกาศรายนี้ว่า “ผมจะใช้วิทยาศาสตร์ถีบตัวเองออกไปจากดาวดวงนี้ให้ได้”

    ความร่วมมือกับ NASA เริ่มต้นจากเบิร์ต อุลริค ผู้ประสานงานฝ่ายภาพยนตร์และโทรทัศน์ของทางองค์การ จากนั้นก็ขยายไปยังเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย รวมถึง ดร. เจมส์ กรีน ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ และเดฟ แลเวรี จากฝ่ายดาวอังคาร ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคเกี่ยวกับบทภาพยนตร์และการถ่ายทำ

    อุลริคกล่าวว่านวนิยายของแอนดี เวียร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นหนังสือแนะนำอย่างไม่เป็นทางการที่ Johnson Space Center และผลงานอันยอดเยี่ยมที่ผ่านมาของริดลีย์ สก็อตต์ เป็นที่ชื่นชอบอย่างมากภายใน NASA ระหว่างการเตรียมตัวเดินทางไปยังดาวอังคาร

    “นิยายวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปรากฏในหนัง มีอิทธิพลต่อวิทยาศาสตร์จริงอย่างต่อเนื่องครับ” อุลริคกล่าว “ผมคิดว่าทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ต่างก็อาศัยประโยชน์จากความคิดสร้างสรรค์ ความอยากรู้อยากเห็น และจินตนาการในแง่มุมที่คล้ายคลึงกัน”

    งานออกแบบงานสร้างของอาร์เธอร์ แม็กซ์ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างระหว่างการเยี่ยมชม Johnson Space Center ที่ฮูสตันอย่างละเอียด โดยการเยี่ยมชมซึ่งนำโดย ดร. กรีน ครั้งนี้ได้ช่วยให้เขาเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงเงื่อนไขความจำเป็นในการนำมนุษย์ไปยังดาวอังคาร แม็กซ์ยังได้ดูศูนย์ควบคุมเก่าของภารกิจ Mercury และ Apollo รวมถึงศูนย์ควบคุมในปัจจุบันซึ่งดูแลภารกิจกระสวยอวกาศและติดตามข้อมูลจากสถานีอวกาศนานาชาติ

    “ผมนำองค์ประกอบบางส่วนซึ่งเราได้เห็นที่ NASA ใส่เข้าไปด้วย และใช้การออกแบบทำให้มันดูเป็นอนาคตมากยิ่งขึ้น เราคิดว่าห้องควบคุมห้องต่อไปน่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างนั้น” แม็กซ์กล่าว “NASA ช่วยเราได้มากโดยไม่เพียงให้ทรัพยากรและข้อมูลที่ดีเยี่ยม แต่ยังช่วยตรวจดูงานออกแบบทั้งหมดของเราด้วย”

    หลังจากการถ่ายทำฉาก NASA ของแม็กซ์ที่อาคาร The Whale ทีมงานก็ได้ย้ายไปยังอาคารคอมเพล็กซ์ขนาด 100 เอเคอร์ที่มีชื่อว่า The Hungarian Expo ซึ่งเป็นที่สร้างฉากสำนักงาน ห้องแล็บ และที่จอดรถของ JPL

    การถ่ายทำที่ The Hungarian Expo จบลงช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน นับว่าเป็นการสิ้นสุดการถ่ายทำของกลุ่มนักแสดง อันได้แก่ เอจิโอฟอร์, เดเนียลส์, วิก, บีน, เดวิส, หว่อง และโกลเวอร์ หลังหยุดพักช่วงสั้นๆ การถ่ายทำก็เริ่มต้นขึ้นที่ “ดาวอังคาร” ใน Korda Studios ซึ่งเล่าเรื่องราวในส่วนของวัทนีย์และนักบินอวกาศคนอื่นๆ

    เดมอนกล่าวว่า: “ผมคิดว่านักแสดง 54 คนถ่ายทำเสร็จไปก่อนผมไปถึง Korda เสียอีก” ตามเรื่องราวของตัวละคร ตารางงานของเดมอนตรงกับตารางของแชสเทนและนักบินอวกาศคนอื่นๆ ในช่วงเวลาสามวันกลางเดือนธันวาคม จากนั้นก็มีการถ่ายทำเฉพาะกับแชสเทนเพิ่มอีกสองวันในเดือนกุมภาพันธ์

    “ฉันกับแม็ตต์เล่นหนังด้วยกันสองเรื่องแล้ว [อีกเรื่องหนึ่งคือ Interstellar] แต่เราได้ทำงานด้วยกันในกองถ่ายแค่สัปดาห์หนึ่งได้” แชสเทนกล่าว

    ลูกเรือทั้งหมดของ Hermes ปรากฏตัวด้วยกันในพายุทรายที่โหดร้ายบนดาวอังคารซึ่งผลักดันเรื่องราวให้ดำเนินไป เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาวิชวลเอฟเฟ็กต์ ริดลีย์ สก็อตต์ ต้องการให้พายุมีภาพและบรรยากาศที่สมจริงทั้งสำหรับนักแสดงและผู้ชม ด้วยการถ่ายทำในฉากภายนอกบนดาวอังคารที่โรงถ่าย 6 ซึ่งใหญ่โตกว้างขวาง ฉากนี้ใช้เวลาถ่ายทำกันสามวัน โดยมีทั้งพัดลมยักษ์ ฝุ่นหนาทึบ สภาพการมองเห็นที่ไม่ชัดเจน และดินทรายมากมายมหาศาล วันแรกของการถ่ายทำฉากพายุผลักดันทุกคนไปจนถึงขีดจำกัด

    “เป็นวันที่ยากที่สุดในอาชีพของฉันเลยค่ะ” นักออกแบบเครื่องแต่งกาย แจนที เยตส์ กล่าว เดมอนเสริมว่า “เหมือนเดินอยู่ในเฮอร์ริเคนน่ะครับ”

    แม้กระทั่งหน้ากากป้องกันก็ยังไม่สามารถกันฝุ่นผงดินทรายไม่ให้เข้าตา หู และปากได้ ฝุ่นผงเหล่านี้เข้าไปตามช่องระบายอากาศที่หมวกอวกาศของนักแสดงทำให้เกิดปัญหาในการหายใจ ระหว่างเทคผู้ช่วยฝ่ายเครื่องแต่งกายจะต้องรีบเข้ามานำหมวกออกให้นักแสดงหายใจได้ง่ายขึ้น

    “มาดาวอังคารกันเถอะ หัวเราะสังสรรค์กันหน่อย” ไมเคิล พีนา พูดติดตลกขณะที่ฝุ่นยังเต็มปาก “ผมมากองถ่ายเพื่อใส่ชุดนี้ครั้งแรกแล้วก็คิดว่า ‘เจ๋งไปเลย เราเป็นนักบินอวกาศ นี่เป็นฉากใหญ่ นี่ล่ะการได้อยู่ในหนังของริดลีย์ สก็อตต์ เราจะมันให้สุดๆ ไปเลย!’ แล้วปรากฏว่าผมก็ต้องมาสู้กับลมพายุ พยายามหายใจและไม่ล้มคะมำลงไป เหมือนกับว่า ‘ให้ตายเหอะ แค่อย่าทำช็อตนี้พังก็พอแล้ว’”

    “ครั้งแรกก็เจอหนักเลยค่ะ” เจสซิกา แชสเทน เห็นด้วย “เราถ่ายฉากพายุในช่วงวันแรกๆ ที่เล่นด้วยกันและยังไม่ค่อยคุ้นเคยกันเท่าไหร่ เราพยายามค้นหาจุดยืนของตัวละครทั้งในทางตรงและเชิงเปรียบเทียบ ขณะที่ใบพัดยักษ์หอบเอาฝุ่นผงและหินก้อนเล็กๆ มาปะทะตัวเรา”

    แม้ว่านักแสดงต้องพบกับความสับสนวุ่นวายและยากที่จะมองเห็นกันและกันได้ในบางครั้ง แต่พวกเขาก็ได้ยินเสียงของอีกฝ่ายหนึ่งรวมถึงเสียงของริดลีย์ดังอยู่ในหัว ฝ่ายเสียงติดตั้งหูฟังและไมค์ขนาดเล็กไว้ในหมวกของนักบินอวกาศเพื่อให้นักแสดงใช้สื่อสารกันเองและสื่อสารกับผู้กำกับ ซึ่งนำไปสู่การผูกสัมพันธ์กันที่แปลกอยู่สักหน่อยตามความรู้สึกของเคต มารา

    “เราผูกพันกันเร็วมากเพราะพอสวมหมวกอยู่เราจะไม่ได้ยินเสียงทีมงานรอบตัว ได้ยินแต่เสียงเรากันเองน่ะค่ะ” มารากล่าว “เราเริ่มหยอกล้อและเล่าเรื่องตลกกันซึ่งทำให้เราใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น บางเรื่องก็ออกจะทะลึ่งหน่อย บางทีเราก็ลืมตัวไปแล้วต้องหันมาถามกันว่า ‘เดี๋ยวก่อนนะ ริดลีย์ได้ยินรึเปล่าเนี่ย’”

    น้ำหนักของหมวกและชุดสำรวจผิวดาวรวมกันแล้วอยู่ที่ 40 ปอนด์ ทำให้นักแสดงต้องออกแรงหนักมากขึ้นระหว่างล้มลุกคลุกคลานไปตามผืนทรายและต่อสู้กับลมที่ความเร็ว 65 ไมล์ต่อชั่วโมง

    ทั้งหมวดและชุดเป็นผลงานของนักออกแบบเครื่องแต่งกาย แจนที เยตส์ และผู้เชี่ยวชาญด้านชุดอวกาศ ไมเคิล มูนี หมวกมีไฟหกดวงซึ่งทำงานแยกจากกัน ควบคุมด้วยรีโมตใส่แบตเตอรีแบบสองแชนเนล พัดลมภายในอุปกรณ์ช่วยดำรงชีพที่ด้านหลังชุดส่งอากาศผ่านท่อไปยังหมวก

    หมวกซึ่งมีความหนาหนึ่งถึงสี่มิลลิเมตรผลิตด้วยกระบวนการหล่อแบบสูญญากาศโดย FBFX มูนีย์ปรับแต่งหมวกนี้ให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้จนมีน้ำหนักอยู่ที่ราวเก้าปอนด์แต่ “ด้วยความจำเป็นหมวกนี้จึงไม่ได้ทำมาให้ใช้ไหล่รองรับน้ำหนัก” เขากล่าว “หมวกค่อนข้างหนักสำหรับนักแสดงบางคนระหว่างการถ่ายทำนาน 10 ชั่วโมงต่อวัน”

    ด้านล่างของหมวกเป็นชุดสีส้มขาวสำหรับให้นักบินอวกาศใส่สำรวจพื้นผิวดาว ชุดนี้เพรียวบางและกระชับพอดีตัว แต่ก็ยืดหยุ่นพอที่จะให้นักแสดงเคลื่อนไหวได้เต็มที่

    เยตส์ให้เดมอนดูแบบชุดสำรวจผิวดาวขั้นต้นตั้งแต่ช่วงแรกๆ ก่อนการถ่ายทำ และเดมอนก็กล่าวว่าผลลัพธ์สุดท้ายออกมา “เหมือนที่เธอออกแบบไว้เป๊ะ ขณะอ่านบทผมคิดว่า ‘เรื่องนี้เยี่ยมเลยนะ แต่ก็อาจหมายถึงการใส่ชุดหนักเทอะทะอยู่ 80 วันด้วย’ แต่ชุดสำรวจพื้นผิวดาวกลับค่อนข้างใส่สบายเลยครับ ทั้งที่มันแนบติดผิวหนังเหมือนชุดประดาน้ำ”

    ก่อนการออกแบบเครื่องแต่งกาย เยตส์ได้ไปพบกับภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณธ์สมิธโซเนียนในวอชิงตัน ดีซี ซึ่งเป็นที่เก็บคอลเล็กชันชุดอวกาศอันน่าตื่นตาตื่นใจย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นของโครงการ Mercury นอกจากนี้เธอยังได้ศึกษาข้อมูลที่ Johnson Space Center และ JPL ซึ่งเธอก็รู้สึก “ดื่มด่ำ” กับประสบการณ์ครั้งนี้

    เยตส์เสริมว่า “ฉันได้เห็นรถสำรวจพื้นผิวดาว ฉันเห็นพวกเขาสร้างดาวเทียม… ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังไซไฟเลยค่ะ พวกเขาส่งภาพมากมายมาให้ซึ่งเป็นประโยชน์มาก เราได้เห็นงานออกแบบชุดไว้สำหรับภารกิจข้างหน้าหลังปี 2030 ไปอีก

    “ตั้งแต่แรกริดลีย์กล่าวว่าเขาต้องการให้ชุดสำรวจผิวดาวคล่องตัวและเคลื่อนไหวได้ง่าย แต่ก็ต้องมีโครงร่างที่ดูดีด้วย ชุดของ NASA มีหมวกรวมอยู่ในชุดซึ่งจะไม่เหมาะกับจุดประสงค์ของเรา ดังนั้นเราจึงเปลี่ยนแบบ เรายังต้องเปลี่ยนแปลงบางอย่างเพื่อความสวยงามและความจำเป็นในการถ่ายทำด้วย ฉันคิดว่าเราสามารถหาจุดลงตัวระหว่างหน้าที่ใช้สอยกับรูปลักษณ์ได้พอดี”

    รูปลักษณ์เป็นสิ่งที่ได้รับการคำนึงถึงไม่มากนักในเครื่องแต่งกายประเภทที่เรียกกันว่า “EVA” (Extra Vehicular Activity) หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าเป็นชุดสำหรับ ‘อวกาศภายนอก’ (หรือที่ริดลีย์ สก็อตต์เรียกว่า “doughboy”) ชุด EVA ซึ่งใช้ใส่ปฏิบัติภารกิจในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงนอกยาน Hermes นั้นเป็นชุดหนักเทอะทะ โดยแกนหลักเป็นแผ่นรองหลังที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ มีวงแหวนเหล็กสลักเกลียวขนาด 3 มิลลิเมตรแปดชิ้นที่เชื่อมกับลวดสลิง เฉพาะอุปกรณ์สตันท์ของเดมอนมีน้ำหนัก 55 ปอนด์ ซึ่งเมื่อบวกกับน้ำหนักชุดและหมวกทำให้บางช่วงเขาต้องรับน้ำหนักเพิ่มถึง 100 ปอนด์

    ผู้ผลิตกว่าสิบรายได้รับการว่าจ้างให้ผลิตหมวกและชุดสำรวจผิวดาว/ชุด EVA 15 ชุด
    เยตส์ออกแบบชุดที่สามให้นักบินอวกาศซึ่งเธอบรรยายว่าเป็นเหมือน “ชุดวอร์มของนักกีฬา ชุดนี้ใช้ใส่ทำงานประจำวันเมื่ออยู่บนยาน Hermes ชุดเหล่านี้ดูคล่องตัว เข้ารูป และใส่สบาย เนื่องจากชุดเหล่านี้เอาไว้ใส่ภายในยานอวกาศที่มีการปรับความดัน จึงไม่ต้องมีระบบช่วยดำรงชีพ”
    ยาน Hermes มีระบบช่วยในการดำรงชีพสำหรับลูกเรือ Ares III ระหว่างการเดินทางเป็นเวลาเก้าเดือนไปยังดาวอังคาร (ระยะเวลาในการเดินทางอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวงโคจรของดาวนั้นๆ) ยาน Hermes ถูกสร้างขึ้นในโรงถ่าย 2 และ 3 ของ Korda Studios โดยอิงจากลักษณะการออกแบบของสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งใช้ชิ้นส่วนหลายชิ้นมาประกอบเข้าด้วยกัน ภายนอกยานติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เซลล์เก็บอ็อกซิเจนและน้ำ ครีบระบายความร้อน อุปกรณ์สื่อสาร และกลไกสำคัญอื่นๆ ที่ช่วยในการดำรงชีพ

    โดยอ้างอิงจากงานออกแบบอย่างละเอียดของ NASA ยาน Hermes ได้รับพลังงานจากเครื่องยนต์ขับเคลื่อนไออนพลาสมาที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งอาร์เธอร์ แม็กซ์กล่าวว่ายังไม่เคยปรากฏในภาพยนตร์เรื่องไหนมาก่อนเพราะเทคโนโลยีนี้ใหม่มาก งานออกแบบนี้มีแขนขนาดใหญ่ซึ่งช่วยยื่นเครื่องปฏิกรณ์ที่ปล่อยความร้อนให้อยู่ห่างจากยานในระยะปลอดภัย

    “เราพยายามทำให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงในการใช้งานและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ขณะเดียวกันก็สวยงามสะดุดตาด้วย” เขากล่าว

    แม็กซ์เติบโตมากับยุค Sputnik ซึ่งมีการแข่งขันกันอย่างจริงจังระหว่างสหรัฐกับโซเวียต เขาความหลงใหลในวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก “ผมอยู่ในชมรมจรวดและเราเคยสร้างเชื้อเพลิงกันบนเตาครัว ซึ่งบางครั้งก็เกือบสร้างหายนะเหมือนกัน” เขาเล่า “THE MARTIAN เป็นโอกาสให้ผมกลับไปสนใจการสำรวจอวกาศอีกครั้ง รวมทั้งได้เป็นส่วนหนึ่งในการเล่าเรื่องราวการผจญภัยแบบคลาสสิกเกี่ยวกับการเดินทางไปสู่ดินแดนที่ไม่รู้จัก”

    พื้นที่ภายในสีขาวสว่างของยาน Hermes ซึ่งอ้างอิงถึง 2001: A Space Odyssey ทอดยาวจากศูนย์บังคับการบินไปตามทางเดินยาวนับหลายร้อยฟุต

    ที่ประมาณครึ่งทางของทางเดินนี้มีอุโมงค์เชื่อมเป็นมุมฉากที่เรียกกันว่า knuckle (ข้อนิ้ว) ซึ่งนำไปสู่ห้อง Rec Room (ห้องแผ่นเสียง) ภายในแผ่นกลมหมุนได้ซึ่งเรียกกันว่าวงล้อแรงโน้มถ่วงจะหมุนให้เร็วพอที่จะสร้างแรงเหวี่ยงจากจุดศูนย์กลางซึ่งจำลองลักษณะของแรงโน้มถ่วงได้
    รูดี ชมิดท์ นักวิทยาศาสตร์ของ European Space Agency และที่ปรึกษาเชิงเทคนิคในกองถ่ายกล่าวว่า วงล้อแรงโน้มถ่วงได้รับการทดลองเป็นครั้งแรกในภารกิจ Skylab ช่วงทศวรรษ 1970 เป็นยุคบุกเบิกก่อนจะมาใช้ในสถานีอวกาศนานาชาติในปัจจุบัน

    “เราต้องการให้นักบินอวกาศได้อยู่ในสภาพแรงโน้มถ่วงเพื่อจะได้ช่วยให้มวลกระดูกและระบบกล้ามเนื้อยังคงเดิม” ชมิดท์กล่าว “ในทางทฤษฎีวงล้อแรงโน้มถ่วงสามารถสร้างแรงโน้มถ่วงได้ประมาณครึ่งหนึ่งของแรงโน้มถ่วงบนโลก ซึ่งเพียงพอต่อจุดประสงค์ด้านสุขภาพ”

    ห้อง Rec Room ได้ติดตั้งเครื่องปั่นจักรยาน เครื่องวิ่ง และอุปกรณ์ออกกำลังกายอื่นๆ ไว้ ฉากนี้สร้างแยกออกมาที่โรงถ่าย 4 ของ Korda โดยตั้งอยู่บนฐานไฮดรอลิกที่เอียงวงล้อแรงโน้มถ่วงเป็นมุม 30 องศาพอดีในแต่ละข้าง

    การถ่ายทอดภาพการเคลื่อนไหวของนักบินอวกาศในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงบนยาน Hermes ทำให้นักแสดงต้องแขวนตัวอยู่กับลวดสลิงที่ทำให้ดูเหมือนกับว่านักแสดงลอยตัวจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ผู้ประสานงานสตันท์ ร็อบ อินช์ และทีมงาน ได้ออกแบบระบบกว้านสองมิติขนาดใหญ่ห้อยลงมาจากด้านบนของฉากยาน Hermes ที่ไม่มีหลังคา เพื่อให้ทีมงานสามารถนำนักแสดงเหาะไปที่ไหนก็ได้ภายในพื้นที่สี่เหลี่ยม เส้นลวดนี้เชื่อมกับอุปกรณ์หมุนซึ่งติดไว้ตรงเอว รวมถึงขาและหัวไหล่ ระบบนี้ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์และติดตั้งกลไก แต่ก็ต้องอาศัยทีมงานฝ่ายสตันท์มาช่วยดึงเชือกรั้งเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวแนวตั้งและ “เชิดหุ่น” ให้นักแสดง การใช้กว้านหมุนและหัวอลูมิเนียมช่วยให้เคลื่อนไหวได้ทุกทิศทางรวมถึงการหมุน 360 องศา

    “เราต้องหาวิธีสร้างช็อตมากมายที่ค่อนข้างซับซ้อนเพื่อนำนักแสดงไปตามทางเดินและไปสู่ห้องอื่นๆ” อินช์กล่าว “ตัวอย่างเช่น ในช็อตหนึ่งเราต้องนำเจสซิกากับไมเคิลไปตามตัวยาน จากนั้นก็เลี้ยวเป็นมุมฉากตามทางที่นำไปสู่วงล้อแรงโน้มถ่วง และมันต้องเป็นการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหล ซึ่งซับซ้อนและยากที่จะถ่ายทอดออกมาได้”

    ผู้สร้างอุปกรณ์สตันท์ ลีโอนาร์ด วู้ดค็อก ระบุว่า ต้องใช้โครงค้ำยาว 150 เมตร รางยาว 90 เมตร รอก 70 ตัว และเชือก Tech-12 ราว 400 เมตรในการสร้างอุปกรณ์นี้ขึ้นมา “ผมไม่รู้ว่าใช้นั่งร้านไปมากเท่าไหร่ด้วยซ้ำ” เขากล่าว “เยอะจนนับไม่ไหวน่ะครับ”

    เจสซิกา แชสเทน เตรียมตัวสำหรับการแสดงในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงโดยอาศัยประสบการณ์จากการเป็นนักเต้นเพื่อเลียนแบบการเคลื่อนไหวของร่างกายในสภาพไร้น้ำหนัก แชสเทนซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นนักแสดงที่เตรียมตัวอย่างจริงจัง ใช้เวลาหลายวันไปชมสถานที่ของ NASA และอ่านเรื่องราวชีวิตของนักบินอวกาศ อย่างเช่น แซลลี ไรด์

    “ใน [ภาพยนตร์ปี 2014] Interstellar ตัวละครของฉันอยู่บนพื้นโลก และตอนที่ดูหนังฉันก็คิดอยู่ว่า [นักแสดงร่วม] แมทธิว แม็คคอนนาเฮย์ กับแอนน์ แฮทธาเวย์ จะสนุกแค่ไหนที่ได้เล่นฉากในอวกาศ” แชสเทนเล่า “ฉันคิดว่าคงดีมากเลยถ้าได้เล่นเป็นนักบินอวกาศ อีกสองสัปดาห์ต่อมาฉันก็ได้รู้ว่าริดลีย์อยากให้ฉันเล่นเป็นนักบินอวกาศใน THE MARTIAN ฉันเลยตกลงทันทีค่ะ ฉันไปดู JPL และ Johnson Space Center แล้วก็ได้เห็นสิ่งที่น่าทึ่งหลายอย่าง ได้เข้าไปใน MAV และกระสวยอวกาศจำลองมาด้วย

    แชสเทนกล่าวว่า เธอโชคดีที่ได้ใช้เวลาอยู่กับนักบินอวกาศและนักเคมี เทรซี คาลด์เวลล์ ไดซัน ผู้เชี่ยวชาญประจำภารกิจในเที่ยวบิน STS-118 ของกระสวยอวกาศ Endeavour เมื่อเดือนสิงหาคม 2007 และเป็นส่วนหนึ่งของลูกเรือ Expedition 24 ในสถานีอวกาศนานาชาติเมื่อปี 2010

    ไดซันให้ข้อมูลกับแชสเทนทั้งในเชิงเทคนิคและในแง่ความรู้สึกของการเป็นนักบินอวกาศ แชสเทนกล่าวว่าไดซันและนักบินอวกาศหญิงคนอื่นๆ นับเป็นบุคคลต้นแบบอย่างแท้จริง “พวกเธอเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทั่วโลกก้าวเข้าสู่แวดวงวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์” นักแสดงหญิงรายนี้กล่าว

    การเตรียมตัวอีกส่วนหนึ่งที่แชสเทนชื่นชอบก็คือการใส่แว่น Oculus 3D และรับประสบการณ์จากภาพพานอรามาของดาวอังคารที่ถ่ายโดยรถสำรวจพื้นผิวดาว Curiosity “มันทำให้รู้สึกเหมือนฉันอยู่ที่นั่นจริงๆ” เธอกล่าว

    รถ Curiosity เป็นตัวอย่างให้รถโรเวอร์ใน THE MARTIAN แม้ว่ารถในหนังจะมีขนาดใหญ่กว่าและตกแต่งมากกว่า รถโรเวอร์สร้างขึ้นจากงานออกแบบโดยอาร์เธอร์ แม็กซ์และดูแลโดยโอลิเวอร์ ฮอดจ์ รถหกล้อยกสูงคันนี้มีห้องโดยสารรูปสี่เหลี่ยมคางหมู และโครงรถที่สร้าง

    รถโรเวอร์ขนาดเท่าของจริงสองแบบสร้างขึ้นโดยทีมช่างเทคนิค 22 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่จาก Szalay 15 คน โดยหลักแล้วรถคันนี้เป็นยานพาหนะทางการเกษตรขั้นสูงสำหรับทุกสภาพพื้นผิว ใช้ยางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ซึ่งออกแบบมาเพื่อการเดินทางในพื้นที่ขรุขระเป็นหิน นอกจากนี้ยังมีประตูแบบปีกนกที่ควบคุมด้วยไฮดรอลิกและชุดขับเคลื่อน รวมทั้งเครื่องยนต์ดีเซลสองลิตร แม้ว่าภายนอกจะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อให้ดูเหมือนวิ่งโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ก็ตาม

    ช่างเทคนิคเอฟเฟ็กต์ด้านยานพาหนะ เกลนน์ มาร์ช กล่าวว่า “เครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์รับบทบาทสำคัญในหนังเรื่องนี้ เนื่องจากทำงานจำกัดอยู่ที่ 40 กิโลเมตรต่อครั้ง จึงนำไปสู่ความท้าทายอีกข้อหนึ่งสำหรับมาร์ค วัทนีย์ เมื่อเขาต้องเดินทางครั้งใหญ่ไปให้ถึงจุดเดินทางออกเพื่อให้การช่วยเหลือเกิดขึ้นได้”

    แผงและประตูรถโรเวอร์ได้รับการออกแบบให้ถอดออกได้ง่ายและรวดเร็วเพื่อเอื้อต่อการสอดกล้อง 4K เข้าไปด้านใน ซึ่งจะจับภาพการสื่อสารของวัทนีย์กับ NASA และให้ภาพภายในขณะเขาขับรถคันนี้

    อย่างที่มาร์ชได้กล่าวไว้ รถโรเวอร์ได้รับการออกแบบให้เดินทางผ่านสภาพพื้นผิวขรุขระ และเคยแสดงศักยภาพให้เห็นที่เหมืองหินในฮังการีก่อนการถ่ายทำในจอร์แดน

    ก่อนหน้านั้นรถโรเวอร์ถูกใช้ในฉากหลายฉากที่ถ่ายทำในทิวทัศน์ดาวอังคารภายในโรงถ่าย 6 ดินสี่พันตันและวัสดุอื่นๆ ถูกนำมาใช้สร้างภูมิประเทศที่ตรงกับทะเลทราย Wadi Rum ในจอร์แดน อาร์เธอร์ แม็กซ์ ระบุว่า Wadi Rum มีความคล้ายคลึงกับดาวอังคารอย่างน่าประหลาดด้วยสีโทนส้มอมแดง และเป้าหมายก็คือการรวมภาพจากโรงถ่ายและและจากสถานที่ภายนอกเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน

    กรีนส์แมน โรเจอร์ โฮลเดน ผสมดินฮังการีสามชนิดเข้าด้วยกันโดยใช้เครื่องและใช้มือเพื่อหาสีที่ถูกต้อง และขณะที่พื้นผิวของฉากดาวอังคารได้รับการปรับแต่งให้สมบูรณ์แบบตลอดสองเดือน โฮลเดนก็ปลูกมันฝรั่งที่วัทนีย์ปลูกและดูแลอยู่ในแฮ็บ โฮลเดนนำมันฝรั่งที่หั่นครึ่งมาปลูกตามขั้นตอนเดียวกันกับที่เห็นในหนัง

    “เราสร้างโรงเพาะชำขึ้นในสตูดิโอโดยให้สร้างสภาพแวดล้อมขึ้นมาเองทั้งหมด ทั้งการให้แสง การให้ความร้อน และการบำรุงดิน” โฮลเดนกล่าว “กระบวนการบำรุงดินของเราท้าทายน้อยกว่าของวัทนีย์มาก” โฮลเดนปลูกมันฝรั่งทั้งหมดราว 1,200 หัว โดยมีมันฝรั่งเฉลี่ยแปดหัวต่อต้น

    สิ่งที่ล้อมรอบทิวทัศน์ในดาวอังคารซึ่งโฮลเดนดูแลเป็นอย่างดีในโรงถ่าย 6 นั้นอาจเป็นฉากเขียวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำกันมา ด้วยความยาว 312 ฟุตและความสูง 65 ฟุต ฉากเขียวนี้ครอบคลุมพื้นที่ฉากราว 21,000 ตารางฟุต ผู้ควบคุมวิชวลเอฟเฟ็กต์ แม็ตต์ สโลน อธิบายว่า “ริดลีย์ชอบขอบเขตที่กว้าง เรามีฉากหลังเต็ม 360 องศาในโรงถ่ายนี้ ซึ่งเราสามารถเพิ่มเพลตที่ถ่ายทำจาก Wadi Rum ลงไปได้ รวมถึงท้องฟ้าและดวงจันทร์เหนือเส้นขอบฟ้าด้วย”

    เพื่อช่วยรวมช็อตจากโรงถ่ายเข้ากับภาพที่ถ่ายทำในจอร์แดนภายหลัง สโลนและทีมงานศึกษาตำแหน่งการเดินทางของดวงอาทิตย์ใน Wadi Rum เพื่อที่ว่าเขาและผู้กำกับภาพ ดาริอุสซ์ วอลสกี, ASC จะได้รู้ทิศทางการให้แสงที่เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา วอลสกีใช้แหล่งกำเนิดแสงแบบเคลื่อนที่ได้ซึ่งยกสูงขึ้นไปถึง 65 ฟุต ช่วยให้เขาได้มุมของพระอาทิตย์ที่เหมาะสม

    ทั้งฝ่ายกล้องและวิชวลเอฟเฟ็กต์ใช้เครื่องมืออ้างอิงภาพซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ โดยเครื่องนี้ฉายภาพฉากหลังแบบที่จะเห็นในแต่ละช็อตลงบนฉากที่เคลื่อนย้ายได้ วิธีนี้ช่วยได้มากในการวางกรอบภาพ สโลนกล่าวว่า “ถ้าริดลีย์หรือดาริอุสซ์ต้องการให้ช็อตในโรงถ่ายขยายกว้างขึ้นออกไปยังฉากเขียว เราก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าองค์ประกอบวิชวลเอฟเฟ็กต์ส่วนไหนบ้างที่จะอยู่ในช็อตนั้น และทิวทัศน์ในจอร์แดนส่วนไหนที่จะมองเห็นได้จากมุมนั้น เช่น พุ่มไม้ กองหิน เนินทรายเล็กๆ ฯลฯ”

    โดดเดี่ยวบน “ดาวอังคาร”
    แม็ตต์ เดมอน นั่งอยู่ท่ามกลางกองหินดินทรายในโรงถ่าย 6 เขาใกล้จะจบการถ่ายทำช่วงสุดท้ายที่ Korda เวลานี้เป็นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์และนักแสดงคนอื่นๆ ก็ถ่ายทำเสร็จไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อน “มีแค่ผมกับริดลีย์บนดาวอังคารน่ะครับ” เดมอนพูดติดตลก

    แรงขับเคลื่อนอันไม่ธรรมดาจากการทำงานตามลำพังในฉากเกือบทั้งหมดที่เขาเล่นนับเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับเดมอน เขาให้ความเห็นว่า “หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวสามเรื่องที่แยกจากกันแต่เชื่อมต่อกัน วัทนีย์เป็นตัวละครแบบโรบินสัน ครูโซ ผมชอบตัวละครนี้จริงๆ และชื่นชมการที่เรื่องนี้ยกย่องความกล้าหาญและความฉลาดของนักบินอวกาศเหล่านี้ ก็เหมือนกับที่ดรูว์ (ก็อดดาร์ด) พูดกับผมนั่นล่ะครับ นี่คือจดหมายรักถึงวิทยาศาสตร์”

    การทำงานในวงโคจรของริดลีย์ สก็อตต์ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดใจสำหรับเดมอน เขากล่าวว่าสก็อตต์สามารถดึงเอาการแสดงที่ “ดีเกินกว่าจะเป็นความบังเอิญ” ออกมาจากตัวนักแสดง “เขายินดีแหกกฎถ้ามันจะช่วยสร้างความผูกพันทางอารมณ์ให้เกิดขึ้นในผู้ชมได้มากกว่า เขาระบายสีลงบนผืนผ้าใบที่ใหญ่กว่าคนส่วนใหญ่มาก และเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ได้ทำสิ่งต่างๆ ในสเกลขนาดนั้น”

    เดมอนกล่าวว่าสก็อตต์มีหนังอยู่ในหัวก่อนเริ่มการถ่ายทำ ดังนั้นเขาจึงสามารถอธิบายให้เดมอนเห็นภาพช็อตต่างๆ ที่จะถ่ายทำ ขอบเขตการครอบคลุม และการเตรียมการต่างๆ “เขาให้นักแสดงได้เห็นหนังอย่างที่เขานึกภาพไว้ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการแสดง”

    ตลอดระยะเวลาเกือบห้าสัปดาห์ที่แสดงคนเดียว เดมอนไม่เพียงแบกตัวเรื่องเอาไว้ แต่หลายครั้งยังต้องแบกอุปกรณ์จำนวนมากของนักบินอวกาศเอาไว้บนหลังด้วย ความร่าเริงและมีอารมณ์ขันของเขาช่วยพยุงทีมงานทั้งหมดผ่านช่วงเวลาที่ตึงเครียดและลำบาก

    ตลอดเวลาส่วนใหญ่ในการถ่ายทำ เขากล่าวว่าในใจเขามักนึกถึงความพยายามอันน่าประทับใจของผู้คนที่ช่วยเหลือมาร์ค วัทนีย์

    “เขาเป็นมากกว่าแค่ชีวิตหนึ่งชีวิต เขาเป็นตัวแทนสัญชาตญาณในการบุกเบิกของมนุษยชาติและความหวังเพื่ออนาคตของเรา นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับที่ผมได้รับบทเป็นตัวละครนี้”

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *