The Post | เอกสารลับเพนตากอน

The Post | เอกสารลับเพนตากอน

  • Genres: Biography, Drama, History
    Running Time: 116 min
    Release Date: January.12,2018 (USA)
    MPAA Rating: PG-13 for language and brief war violence
    Distributors: Amblin Entertainment, DreamWorks, Participant Media
    Starring: Meryl Streep, Tom Hanks, Sarah Paulson
    Directed by: Steven Spielberg

    สตีเว่น สปีลเบิร์ก กำกับ เมอริล สตรีพ และทอม แฮงค์ส ในภาพยนตร์เรื่อง The Post ภาพยนตร์ดราม่าสุดตื่นเต้นที่พูดถึงความร่วมมือที่ไม่น่าเป็นไปได้ระหว่าง แคทธาริน แกรห์ม (สตรีพ) เจ้าของสำนักพิมพ์หญิงคนแรกของ The Washington Post และบ.ก.ผู้มุ่งมั่น เบน แบรดลี (แฮงค์ส) เมื่อพวกเขาต้องแข่งขันกับ The New York Times เพื่อเปิดโปงการปกปิดความลับครั้งใหญ่ของรัฐบาล ซึ่งกินเวลานานกว่าสามทศวรรษ และอยู่ในการบริหารของประธานาธิบดีถึงสี่คน พวกเขาสองคนต้องเอาชนะความแตกต่างของเขาและเธอ เมื่อพวกเขาต้องเสี่ยงทั้งหน้าที่การงาน และเสี่ยงทั้งอิสรภาพของตนเอง เพื่อนำความเป็นจริงที่ถูกเก็บซ่อนไว้มานาน มาตีแผ่ให้ทุกคนได้รู้

    The Post เป็นครั้งแรกที่ เมอริล สตรีพ, ทอม แฮงค์ส และสตีเว่น สปีลเบิร์ก ได้ร่วมงานในโปรเจ็กต์เดียวกัน นอกจากทำหน้าที่กำกับแล้ว สปีลเบิร์ก ยังอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมกับ เอมี่ พัสคาล และคริสตี้ แม็คคอสโก คริเอเกอร์ บทภาพยนตร์เขียนโดย ลิซ ฮันนาห์ และจอช ซิงเกอร์ ทีมนักแสดงของภาพยนตร์เรื่องนี้ล้วนแล้วแต่เป็นนักแสดงที่ได้รับคำชม อาทิเช่น อลิสัน บรี, แคร์รี่ คูน, เดวิด ครอสส์, บรูซ กรีนวู้ด, เทรซี่ เล็ตต์ส, บ็อบ โอเดนเคิร์ก, ซาร่าห์ พอลสัน, เจสซี่ พลีมอนส์, แมทธิว รีส, ไมเคิล สตัห์ลบาร์ก, แบร็ดลี่ย์ วิทฟอร์ด และแซ็ค วู้ดส์

    บทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมที่ 1 ของรัฐธรรมนูญ:

    ห้ามมิให้รัฐสภาตรากฎหมายใดๆ อันมีผลต่อการจัดตั้งศาสนา หรือการจำกัดการกระทำที่มีเสรีภาพ หรือตัดทอนอิสรภาพในการกล่าว หรืออิสรภาพของสื่อมวลชน หรือสิทธิของประชาชนที่จะรวมตัวอย่างสงบ และการร้องเรียนรัฐบาลให้แก้ไขในเหตุคับข้องใจ

    คำพิพากษาศาลฏีกา ในคดีระหว่างนิวยอร์กไทม์ส กับรัฐ 403 ยูเอส 713
    ข้อความที่ตัดทอนมาจากผู้พิพากษาฮิวโก้ แบล็ค

    “ในบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมที่ 1 บิดาผู้ก่อตั้งสหรัฐ ได้ให้ความคุ้มครองแก่สื่ออิสระ เพื่อให้ทำตามหน้าที่สำคัญในประชาธิปไตยของเราได้อย่างเต็มที่ สื่อมีหน้าที่รับใช้การบริหารบ้านเมือง มิใช่รับใช้เจ้าหน้าที่รัฐ อำนาจของรัฐบาลในการตรวจตราสื่อถูกยกเลิกไป เพื่อให้สื่อยังคงมีอิสระที่จะสอดส่องรัฐบาล สื่อจึงได้รับความคุ้มครอง และสามารถเปิดเผยความลับของรัฐบาลและแจ้งให้ประชาชนได้รับรู้ได้ มีเพียงสื่อที่เป็นอิสระและไร้การควบคุมเท่านั้นที่สามารถเปิดโปงการหลอกลวงในรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และภาระยิ่งใหญ่ในความรับผิดชอบของสื่อที่มีอิสระก็คือหน้าที่ที่จะป้องกันมิให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของรัฐบาลหลอกลวงประชาชน และส่งพวกเขาไปยังดินแดนห่างไกล จนเสียชีวิตด้วยไข้ต่างแดน และถูกยิงและระเบิดด้วยน้ำมือคนต่างชาติ ในความคิดเห็นของข้าพเจ้า จากการพิพากษาที่ควรจะเป็นเนื่องจากการรายงานข่าวอย่างกล้าหาญของพวกเขา เดอะนิวยอร์กไทม์ส, เดอะวอชิงตันโพสต์ และหนังสือพิมพ์อื่นๆ ควรได้รับความชื่นชมที่ได้ทำตามเป้าประสงค์ที่บิดาผู้ก่อตั้งได้มองเห็นอย่างชัดเจน ในการเปิดเผยการทำงานของรัฐบาลที่นำไปสู่สงครามเวียดนาม หนังสือพิมพ์เหล่านี้กระทำการอย่างมีเกียรติและถูกต้องตามที่บิดาผู้ก่อตั้งได้คาดหวังและไว้วางใจให้พวกเขากระทำแล้ว”

    THE POST บทนำ

    “คนบางคนสนุกกับการแข่งขันและการทะเลาะเบาะแว้ง ฉันเองก็อยากสนุกแบบนั้น แต่ฉันกลับไม่สนุกเลย
    แต่เมื่อคุณเริ่มต้นก้าวเดินไปบนเส้นทางหนึ่ง ฉันคิดว่าคุณต้องเดินไปข้างหน้า คุณจะยอมแพ้ไม่ได้”
    ~แคทธาริน แกรห์ม ผู้พิมพ์ผู้โฆษณาของ The Washington Post

    ในประวัติศาสตร์อเมริกา มีหลายช่วงเวลาที่กระตุ้นเตือนใจ เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนคนธรรมดาต้องตัดสินใจว่าจะยอมสละทุกอย่าง ทั้งหน้าที่การงาน ชื่อเสียง ฐานะ แม้แต่อิสรภาพ เพื่อจะทำสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และจำเป็นต้องป้องกันรัฐธรรมนูญ และปกป้องอิสรภาพของคนอเมริกัน กับ The Post ผู้กำกับเจ้าของหลายรางวัลออสการ์ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ขุดค้นช่วงเวลานั้น ผลลัพธ์ก็คือ เรื่องราวดราม่าที่อิงจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นเมื่อ The Washington Post และ The New York Times ได้ร่วมมือกันเป็นพันธมิตร ท่ามกลางเสียงฮือฮาจากการตีแผ่งานศึกษาลับสุดยอดของ The Times ซึ่งกลายมาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในชื่อ เพนตากอน เปเปอร์ส

    ถึงแม้ทาง The New York Times จะเป็นฝ่ายที่ทำสกู้ปเรื่องนี้ แต่ The Washington Post เป็นฝ่ายทำให้เรื่องนี้เป็นที่สนใจจนนำไปสู่ภัยคุกคามทางด้านกฎหมาย และอำนาจของทำเนียบขาวที่เคยใช้กับ The Times— เมื่อเดิมพันส่วนตัวปะทะกับความจำเป็นที่คนทั้งชาติที่อยู่ในภาวะตื่นตะลึง จะต้องรู้ว่ารัฐบาลของพวกเขาปิดบังอะไรเอาไว้ ในความสมดุลที่อาจกุมชะตากรรมของคนหลายล้านเอาไว้ อาทิเช่น ทหารอเมริกันหลายพันนายที่ต่อสู้ในสงครามที่รัฐบาลของพวกเขาไม่เชื่อว่าจะสามารถเอาชนะได้ ในเวลาเพียงไม่กี่วันที่เกิดภาวะวิกฤต เจ้าของสำนักพิมพ์ แคทธาริน แกรห์ม แห่ง Post ที่กล้าบุกเบิก แม้จะยังไม่มีประสบการณ์มากนัก จะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างมรดกตกทอดของเธอกับจิตสำนึก เมื่อเธอมีความเชื่อมั่นที่จะนำทีม และบรรณาธิการ เบน แบรดลี ที่ต้องกดดันให้ทีมของเขาเดินหน้าไปไกลเกินกว่าปกติ โดยรู้ว่าพวกเขาอาจถูกกล่าวหาว่าขายชาติ ถ้าคิดจะทำหน้าที่ของตนเองต่อไป แต่เมื่อพวกเขาตัดสินใจทำ เหล่าฝ่ายที่เป็นเบี้ยรองบ่อนที่ The Post กลับผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวกันในการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวพวกเขา เป็นการต่อสู้เพื่อเพื่อนร่วมอาชีพและรัฐธรรมนูญ เป็นการต่อสู้ที่เน้นย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นของสื่อที่เป็นอิสระ เพื่อจะรักษาไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของผู้นำโลกประชาธิปไตย ถึงแม้ว่ามันจะท้าทายแกรห์มและแบรดลีไปจนถึงสุดขั้วแห่งความเป็นส่วนตัวของพวกเขา

    กับ The Post สปีลเบิร์กได้รวบรวมทีมนักแสดงที่พิเศษสุดๆ และอยู่ในช่วงท็อปฟอร์ม และที่เป็นหัวใจของทีมนักแสดงก็คือการแสดงของ สตรีพและแฮงค์ส ในบท แกรห์มและแบรดลี คนหนึ่งคือผู้นำที่ยังไม่ผ่านการทดสอบ ซึ่งกำลังเรียนรู้ที่จะต้องนำตำแหน่งตัวเองไปเสี่ยงเดิมพันในฐานะผู้หญิงที่อยู่ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง และอีกคนคือนักข่าวหัวแข็งที่พัฒนาจากการไล่ล่าหาข่าว ต่อสู้ เพื่อหลักการแห่งความเป็นจริง ทั้งคู่ต่างค้นพบว่าพวกเขาสามารถผลักดันกันและกันให้ทำงานได้ดีที่สุด ขณะที่งานหลังฉาก สปีลเบิร์กได้รวบรวมทีมผู้ร่วมงานระดับมือรางวัลและทำงานจนผูกพันกันอย่างสนิทสนม อย่าง ผู้กำกับภาพ จานุสซ์ คามินสกี้, ผู้ลำดับภาพ ไมเคิล คาห์น, โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ ริค คาร์เตอร์ และผู้แต่งดนตรีประกอบ จอห์น วิลเลี่ยมส์ พร้อมด้วยผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายผู้เป็นตำนานอย่าง แอนน์ ร็อธ

    ทั้งหมดนี้เพื่อจะสร้างสรรค์เวลาในปี 1971 ขึ้นมาใหม่ ซึ่งดูเหมือนเป็นการเปิดโปง ไปพร้อมกับการสร้างความตื่นเต้นตามเวลาจริง ตลอดเวลาที่ทำงานมา สปีลเบิร์กรู้สึกสนใจที่จะไปเยี่ยมเยือนช่วงเวลาเหล่านั้น ที่ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางประวัติสาสตร์ได้กลับกลายมาเป็นภาพยนตร์ ตั้งแต่ Empire of the Sun และ Schindler’s List จนถึง Munich, Lincoln และ Bridge of Spies ภาพยนตร์เรื่อง The Post ทำให้เลนกล้องของสปีลเบิร์กหันมาสู่อเมริกาในยุค 1970s เป็นครั้งแรก เป็นยุคสมัยเดียวกับที่เขาได้กลายเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงของงานสร้างภาพยนตร์ของอเมริกา การเล่าเรื่องอย่างรวดเร็ว คือเรื่องราวของความผูกพันเป็นการส่วนตัว และความกล้าหาญ แต่ยังทำให้สปีลเบิร์กได้ก้าวสู่โลกของวงการหนังสือพิมพ์ที่กำลังรายงานช่วงเวลาสำคัญของชาติและของโลก เป็นอาณาจักรที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง ด้วยพลังของผู้หญิงที่เพิ่มมากขึ้น และการมาถึงของการแปรรูปองค์กร ที่สำคัญที่สุด เรื่องราวนี้เปิดเผยถึงเรื่องราวที่เป็นปัญหาที่ไร้กาลเวลา นั่นก็คือ เมื่อไหร่กันที่คนเราต้องพูดเพื่อจะเปิดโปงภัยร้ายแรงต่อชาติ แม้จะรู้ว่าเดิมพันครั้งนี้มันสูงเกินกว่าจะหยั่งถึงได้

    “สตีเว่นทำเรื่องนี้ให้กลายเป็นเรื่องทริลเลอร์” ผู้อำนวยการสร้าง เอมี่ พัสคาล บอก “เขามีความสามารถในการสร้างช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ที่มีความเคลื่อนไหว คุณอาจนั่งลุ้นจนเกือบตกเบาะขณะนั่งดูหนังเรื่องนี้ แต่มันยังคงเตือนให้เราระลึกถึงหน้าที่ที่ไร้กาลเวลาที่เราจะต้องพูดความจริงค่ะ”

    ผู้อำนวยการสร้าง คริสตี้ แม็คคอสโก คริเอเกอร์ กล่าวเสริมว่า “ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับพลังของความเป็นจริง แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้หญิงคนหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงจากการเป็นแม่บ้านไปเป็นผู้นำบริษัท Fortune 500 มันเป็นเรื่องส่วนตัวที่ซ่อนอยู่ภายในเรื่องราวประวัติศาสตร์ของการเดิมพันครั้งใหญ่ นั่นคือสิ่งที่ทำให้มันมีเสน่ห์ดึงดูดพวกเราทุกคนค่ะ”

    เพนตากอน เปเปอร์ส คืออะไร

    บันทึกเอกสาร:

    ในเดือนมีนาคม ปี 1971 นักข่าวของ New York Times นีล ชีแฮน ได้รับรายงานลับสุดยอดที่มีความหนาถึง 7,000 หน้า ที่อัดแน่นไปด้วยความลับของรัฐบาล แต่เริ่มเดิมที เอกสารดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นตามคำสั่งของ โรเบิร์ต แม็คนามาร่า ซึ่งในเวลานั้นเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ในปี 1967 โดยมีชื่อรายงานที่ฟังดูน่าเบื่อว่า

    “ประวัติศาสตร์การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในเวียดนาม ปี 1945-66”

    อย่างไรก็ดี แม้ว่าชื่อรายงานจะฟังดูไม่มีพิษไม่มีภัย แต่จริงๆ แล้ว รายงานฉบับนี้กลับเริ่มต้นคลื่นกระทบที่ยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบันนี้ และในไม่ช้า มันเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในชื่อ เพนตากอน เปเปอร์ส โดยเป็นการตีแผ่ความเป็นจริงที่เคยถูกเก็บเอาไว้ เป็นความจริงเกี่ยวกับคำลวงเรื่องสงครามในเวียดนามที่กินเวลาในการบริหารประเทศของประธานาธิบดีถึงสี่คน ตั้งแต่ทรูแมน จนถึงไอเซนฮาวร์, เคนเนดี้ และจอห์นสัน เอกสารเพนตากอน เปเปอร์สเปิดเผยว่าประธานาธิบดีแต่ละคนต่างทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับปฏิบัติการต่างๆ ของสหรัฐฯ ในเวียดนาม แม้ว่ารัฐบาลจะบอกว่านี่คือการกระทำเพื่อสร้างความสงบสุขให้บังเกิด แต่เบื้องหลังเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทั้งกองทัพและซีไอเอกระทำ กลับเป็นการขยายสงครามออกไป เอกสารฉบับนี้ให้ข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ถูกปิดบังเอาไว้ โดยมีหลักฐานถึงการลอบสังหารหลายต่อหลายครั้ง การฝ่าฝืนข้อตกลงอนุสัญญาเจนีวา การเลือกตั้งที่มีคนบงการ และคำโกหกต่อหน้าสภาคองเกรส

    การเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้กลายเป็นข่าวที่สร้างเสียงฮือฮาในเวลาที่ทหารอเมริกัน ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยยังคงถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ และยังคงตกอยู่ในอันตรายทุกวินาที สุดท้าย สงครามในเวียดนาม ซึ่งอเมริกาถอนตัวออกมาในปี 1975 คร่าชีวิตของทหารอเมริกัน 58,220 นาย และทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตไปมากกว่า 1 ล้านชีวิต เพนตากอน เปเปอร์ส เปิดโปงคำลวงที่นำไปสู่การเสียชีวิตของผู้คนมากมาย

    แหล่งข้อมูล:

    แหล่งข้อมูลเบื้องหลังการนำเสนอข่าว เพนตากอน เปเปอร์ส ของ The New York Times ก็คือการเก็บรวบรวมของนักวิเคราะห์กองทัพผู้ชาญฉลาดที่ RAND Corporation ที่ชื่อ แดเนียล เอลล์สเบิร์ก ผู้มีส่วนในการเขียนรายงานการศึกษาลับฉบับนี้ขึ้นมา เอลล์สเบิร์ก เคยเป็นนาวิกโยธิน และเคยใช้เวลาทำงานอยู่ในเวียดนามนานสองปีในกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ แต่เขารู้สึกผิดหวังกับการต้องมาเห็นความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เขาเคยเห็นมาจริงๆ เมื่อออกภาคสนาม กับสิ่งที่อยู่เบื้องหลังประตูที่ถูกปิดไว้ของวอชิงตัน และทุกอย่างที่คนอเมริกันไม่เคยได้รับรู้เกี่ยวกับสิ่งที่สงครามนี้ทำให้เกิด และการคาดเดาต่างๆ

    ในปี 1969 เอลล์สเบิร์ก มุ่งมั่นที่จะเป็นตัวแทนของเหล่าทหารที่ต้องไปรบ แม้ว่าเขาอาจต้องเอาตัวเองไปเสี่ยง เขากับ แอนโธนี่ รุสโซ่ เพื่อนร่วมงานที่ RAND เริ่มต้นทำสำเนาเอกสารเพนตากอน เปเปอร์ส จำนวน 7,000 หน้า พวกเขาถ่ายสำเนาเอกสารไว้หน้าต่อหน้า โดยแอบนำเอกสารออกมาจากห้องนิรภัยที่ RAND ในทุกคืน และนำไปถ่ายเอกสารที่สำนักงานที่ซึ่ง ลินดา เรสนิค แฟนสาวของรุสโซ่ ผู้เป็นเจ้าของเอเจนซี่โฆษณาของเธอเอง ทำงานอยู่ (เรสนิคมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านสงครามอยู่แล้ว)

    แม้เอลล์สเบิร์กจะมีความคิดว่าการกระทำของเขาคือการแสดงถึงความรักชาติ แต่ในไม่ช้า หลายคนเรียกเขาว่า “เป็นชายที่อันตรายที่สุดในอเมริกา”

    การเปิดโปงของ The New York Times และการสู้รบทางกฎหมาย:

    เมื่อได้สำเนามาครบถ้วนแล้ว ในทีแรก เอลล์สเบิร์กคิดว่าเขาจะลองนำเปเปอร์สนี้ไปเปิดเผยสู่ประชาชนผ่านทางช่องสื่ออย่างเป็นทางการ แต่เมื่อเขาล้มเหลวกับความพยายามกับสมาชิกสภาคองเกรส เขาตัดสินใจว่าทางเลือกที่ดีที่สุดที่ควรเป็นก้าวต่อไปของเขาก็คือการปล่อยข้อมูลลับสุดยอดนี้ให้กับ The New York Times ในเดือนมีนาคม 1971 เอลล์สเบิร์กได้เชิญนักข่าว นีล ชีแฮน ผู้เริ่มรายงานข่าวจากไซง่อนครั้งแรกตอนอายุ 26 ปี และเคยมีชื่อเสียงในเรื่องของการทำข่าวการเมืองและข่าวเกี่ยวกับกองทัพโดยไม่กลัวใคร ถึงแม้ชีแฮนจะไม่ได้รับปากเอลล์สเบิร์ก แต่เขายื่นข้อเสนอว่าจะนำเอกสารลับนี้กลับไปเสนอเจ้านายของเขาที่ The Times

    The Times มองเห็นถึงผลที่จะติดตามมา ที่ปรึกษาทางด้านกฎหมาย ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา อาร์เธอร์ “พันช์” ซัลซ์เบอร์เกอร์ และบรรณาธิการฝ่ายจัดการ เอ๊บ โรเซนธัล ตัดสินใจที่จะเดินไปข้างหน้า โดยพวกเขาพิจารณาถึงความรับผิดชอบที่พวกเขามีต่อสาธารณชน และความสนใจของคนทั้งชาติ พวกเขาเปิดห้องปฏิบัติการในโรงแรมแห่งหนึ่ง และใช้นักข่าวทีมหนึ่งซึ่งใช้เวลาสามเดือนในการศึกษาเอกสารในเชิงลึก และเตรียมการว่าจะบอกเล่าเรื่องราวที่มีความซับซ้อนอย่างเรื่องนี้อย่างไร เรื่องยิ่งซับซ้อนมากขึ้นกับความจริงที่ว่าพวกเขาหวั่นเกรงว่าเอฟบีไออาจกำลังแกะรอยพวกเขา พวกเขาตัดสินใจที่จะตีพิมพ์มันออกมาในแบบที่ไม่โลดโผนหวือหวาในแบบที่พวกเขาพอจะทำได้

    อย่างไรก็ดี ในนาทีที่ The New York Times ไปถึงแผงหนังสือในวันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน 1971 พร้อมพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งว่า “เอกสารเก่าเวียดนาม : งานศึกษาของเพนตากอน รัฐบาลสหรัฐฯ มีเอี่ยว 3 ทศวรรษ” เท่านั้นแหละ ความวุ่นวายปั่นป่วนก็เริ่มต้นขึ้น บรรณาธิการข่าวของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ รู้เลยว่านี่คือสกู้ปข่าวใหญ่มาก พวกเขาเริ่มควานหาข้อมูลเพื่อเริ่มต้นการสืบค้นของตัวเอง ขณะเดียวกันในกรุงวอชิงตัน กลไกในการจัดการไม่เฉพาะกับเอลล์สเบิร์ก แต่รวมถึง The New York Times ก็เริ่มต้นขึ้น รวมถึงทุกคนที่พยายามจะแฉความลับของเอกสารลับดังกล่าวด้วย

    วันที่ 15 มิถุนายน รัฐบาลนิกสันได้เรียกร้องให้ศาลรัฐบาลกลางมีคำสั่งให้ยุติการตีพิมพ์ของ The Times โดยแย้งว่าการตีพิมพ์ข้อมูลดังกล่าวจะส่งผลต่อความปลอดภัยของชาติ คำขอจากรัฐบาลเป็นผล

    การตัดสินใจของ The Washington Post:

    เมื่อ The New York Times ถูกศาลสั่งห้ามไม่ให้ตีพิมพ์ข้อมูลต่อไป หนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ ก็เริ่มค้นหาเอกสาร และเขียนเรื่องและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเอง The Washington Post ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนังสือพิมพ์รองบ่อนเมื่อเทียบกับ New York Times ที่มีขนาดใหญ่กว่า เข้ามาสานต่อทันที เมื่อ เบน แบ็กดิเกียน รองบรรณาธิการฝ่ายจัดการ อดีตเพื่อนร่วมงานของเอลล์สเบิร์ก ที่ RAND พยายามไล่ล่าตามหาสำเนาอีกเล่มของเพนตากอน เปเปอร์ส ต่อมา มันตกอยู่ในมือของผู้พิมพ์ผู้โฆษณา แคทธาริน แกรห์ม ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่มีตำแหน่งสูงในหนังสือพิมพ์ระดับประเทศ และเธอก็คือคนที่ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อหรือจะเหยียบเบรกในการนำเสนอข่าวนี้ ภายใต้ความกดดันอย่างสูง และยังถือว่าขัดต่อคำแนะนำว่าเธอกำลังทำลายอนาคตของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ แกรห์มตัดสินใจให้ไฟเขียวกับ เบน แบรดลี บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ในการเริ่มตีพิมพ์ข่าว

    วันที่ 18 มิถุนายน The Washington Post กลายเป็นเจ้าแรกที่ตีพิมพ์เนื้อหาจากเพนตากอน เปเปอร์ส หลังจากศาลมีคำสั่งยับยั้ง The Times ในวันเดียวกันนั้น กระทรวงยุติธรรมได้ยื่นเรื่องขอคำสั่งห้าม The Washington Post เป็นการถาวร แต่ในครั้งนี้ผู้พิพากษาปฏิเสธคำขอ ขณะเดียวกัน ความกล้าหาญของ The Times และต่อมาคือ The Post ได้จุดประกายทำให้หนังสือพิมพ์อื่นๆ นำเสนอข่าวออกมาอีก อย่างเช่น The Boston Globe, The Chicago Sun-Times รวมถึงหนังสือพิมพ์อีกหลายหัว

    วันที่ 30 มิถุนายน ศาลสูงได้เข้ามาพิจารณา และตัดสินใจยกเลิกคำสั่งยุติการเผยแพร่ โดยเห็นว่าการพิมพ์เผยแพร่ เพนตากอน เปเปอร์ส ควรเป็นไปเพราะความสนใจของประชาชน และถือเป็นหน้าที่ของสื่ออิสระที่จะคอยตรวจสอบรัฐบาล

    เอลล์สเบิร์ก และรุสโซ่ ถูกกล่าวหาว่าจารกรรมข้อมูลของชาติ ซึ่งเอลล์สเบิร์กอาจมีโทษจำคุกนานถึง 115 ปี การฟ้องร้องเริ่มต้นขึ้นในเดือนมกราคม ปี 1973 ในช่วงที่เรื่องอื้อฉาววอเตอร์เกทเริ่มต้นขึ้น ทั้งสองกรณีมีความเชื่อมโยงถึงกัน เมื่อมีการเปิดเผยว่ารัฐบาลนิกสันได้สั่งให้มีการแทรกแซงการทำงานของจิตแพทย์ของเอลล์สเบิร์ก เพื่อจะสร้างความเสียหายให้กับชื่อเสียงของเขา สุดท้าย ในวันที่ 11 พฤษภาคม ปี 1973 ผู้พิพากษาในคดีนี้ได้ประกาศยกฟ้อง เนื่องจากการกระทำผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงของรัฐบาล ข้อกล่าวหาทั้งหมดที่มีต่อเอลล์สเบิร์กและรุสโซ่จึงเป็นอันตกไป

    ในเวลานั้น เรื่องราวของ เพนตากอน เปเปอร์ส ได้กลายมาเป็นยิ่งกว่าการกระทำด้วยจิตสำนึก มันกลายเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ที่เกิดจากการกระทำที่เป็นหนึ่งเดียวกัน และเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของการพูดความจริง โดยไม่สำคัญว่าจะมีภัยคุกคามหรือมีภัยอยู่รอบๆ สักขนาดไหน

    การตามไล่ล่าเรื่องราว: งานเขียนบทภาพยนตร์

    เรื่องราวของ เพนตากอน เปเปอร์ส คือเรื่องราวมากมาย เป็นเรื่องที่บ่งบอกว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีถึงสี่นายโกหกคนทั้งชาติในเรื่องสภาพแวดล้อมของสงครามเวียดนามมานานกว่า 20 ปีได้อย่างไร เป็นเรื่องที่บอกว่าทำไมอดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ และที่ปรึกษาด้านการทหาร แดเนียล เอลล์สเบิร์ก ถึงตัดสินใจทำเรื่องใหญ่เช่นนี้ และเรื่องราวว่า The New York Times จัดการกับสกู้ปข่าวที่ยิ่งใหญ่เรื่องนี้อย่างไร เรื่องราวของการดำเนินคดี นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับผลกระทบต่อสื่อ รัฐธรรมนูญ และความเป็นประชาธิปไตย แต่บทภาพยนตร์เรื่อง The Post ของลิซ ฮันนาห์ เป็นการนำเสนอเรื่องในมุมมองสดใหม่ และบอกเล่าถึงบุคคลสำคัญในการตัดสินใจในภายหลังของ The Washington Post ที่จะเข้าร่วมศึกในการตีพิมพ์เพื่อเปิดเผยเอกสารนี้

    ฮันนาห์รู้สึกทึ่งกับชีวิตและตำนานของ แคทธาริน (เคย์) แกรห์ม ผู้พิมพ์ผู้โฆษณาของ Washington Post มานานแล้ว เพราะในช่วงต้นทศวรรษ 70s เธอคือผู้หญิงคนแรกที่เป็นผู้นำองค์กรข่าวใหญ่ระดับประเทศเช่นนี้ เธอรู้สึกสนใจในเรื่องที่ว่า แกรห์ม ได้พัฒนาตัวเองจากการเป็นทายาทของหนังสือพิมพ์ที่กำลังเติบโต จนกลายเป็นผู้นำที่แท้จริงในหมู่นักข่าวได้อย่างไร สิ่งที่เป็นการจุดประกายเริ่มต้น เมื่อ ฮันนาห์ ไปพบเรื่องที่ว่า แกรห์ม เลือกที่จะเสี่ยงทั้งหนังสือพิมพ์และอาชีพของเธออย่างเต็มอกเต็มใจอย่างไร ท่ามกลางช่วงเวลาที่อ่อนไหวที่สุด ด้วยการสั่งตีพิมพ์เผยแพร่ เพนตากอน เปเปอร์ส ต่อหลังจากศาลมีคำสั่งให้ New York Times ยุติการพิมพ์เผยแพร่ไปแล้ว นี่คือเรื่องราวที่ฮันนาห์ค้นหาอยู่ มันคือวินาทีสำคัญในชีวิตของแกรห์ม และสำคัญต่อชาติ เป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยตัวละครที่มีความซับซ้อน และมีจุดหักมุมในฐานะเรื่องราวการจารกรรม

    “ฉันได้อ่านบันทึกความทรงจำของแกรห์มเรื่อง Personal History และฉันอยากให้คนได้รู้เรื่องราวของเธอ แต่ฉันก็พยายามคิดหาวิธีว่าจะทำเช่นนั้นอย่างไร เพราะฉันไม่อยากเขียนบทให้ออกมาเป็นเรื่องในแนวชีวประวัติ” ฮันนาห์อธิบาย “จนกระทั่งฉันได้อ่านบันทึกความทรงจำของ เบน แบรดลี และการตัดสินใจที่จะตีพิมพ์ เพนตากอน เปเปอร์ส นั่นเองที่ทำให้ฉันเข้าใจว่าจะเขียนเรื่องออกมายังไง ฉันตัดสินใจที่จะเล่าทั้งสองเรื่องออกมาในเนื้อหาที่แกรห์มอยู่ในช่วงก้าวเปลี่ยน เมื่อเธอวางเส้นทางอนาคตให้กับ The Post มีทั้งเรื่องราวดราม่าและการเสี่ยงต่างๆ ที่ทำให้การเล่าเรื่องไหลลื่นไปได้ค่ะ”

    เดิมพันที่แกรห์มและแบรดลีต้องเผชิญนั้นยิ่งใหญ่มหาศาล มีทั้งความเป็นจริงที่คนหนุ่มทั้งหลายยังคงถูกส่งตัวไปรบในเวียดนาม ซึ่งทำให้มีจำนวนคนบาดเจ็บล้มตายเพิ่มสูงขึ้น, ความวิตกกังวลต่อข้อกล่าวหาที่พวกเขาอาจต้องเผชิญ ซึ่งรวมถึงข้อหาทรยศชาติ, มรดกตกทอดและอนาคตของ The Washington Post, ความเป็นกังวลที่พวกเขาต้องทำให้พนักงานและครอบครัวของพวกเขาต้องเสี่ยง, ความกังวลในใจที่พวกเขาอาจต้องทรยศเพื่อนฝูง

    และการผสมรวมของความเสี่ยงและความกล้าหาญ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับ The Post และวงการหนังสือพิมพ์ของอเมริกา และกลายมาเป็นจุดสำคัญในบทภาพยนตร์ของฮันนาห์ ในการลงมือเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ มันกลายเป็นเรื่องเกี่ยวกับว่าคนเราเลือกที่จะทำอย่างไรและทำไม ในฐานะหนังสือพิมพ์แห่งทศวรรษ 1970s ที่สุดทะเยอทะยาน ฮันนาห์นำเสนอโครงสร้างเรื่องให้เป็นเรื่องรักที่มีเดิมพันสูง เป็นการร่วมมือกันอย่างบริสุทธิ์ใจแบบหยินและหยางระหว่างเจ้าของสำนักพิมพ์และบรรณาธิการที่เกิดเป็นความภักดีที่ไม่อาจทำลายลงได้ เมื่อมีภยันตรายมาเยือนพวกเขาทั้งคู่ “การตีพิมพ์เผยแพร่ เพนตากอน เปเปอร์ส คือช่วงเวลาที่มิตรภาพระหว่างเคย์และเบน ก่อกำเนิดขึ้น เมื่อความเชื่อใจและการร่วมมือกันของพวกเขากลายมาเป็นจุดแข็ง” ฮันนาห์บอก “ฉันมองว่ามันคือเรื่องราวของเนื้อคู่ที่แบ่งปันการแสวงหาร่วมกันค่ะ”

    ในไม่ช้า บทภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เริ่มสร้างเสียงฮือฮาไปทั่ว เมื่อ เอมี่ พัสคาล ได้อ่านมัน เธอเล่าว่า “ฉันคิดกับตัวเองว่า ต้องมีคนเล่าเรื่องนี้นะ สิ่งที่ฉันชอบมากๆ ในบทภาพยนตร์ของลิซก็คือ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนที่เป็นภรรยาและแม่ ผู้คิดว่าเธอไม่มีทางทำงานจริงๆ ได้ เป็นคนที่เกือบทุกคนในชีวิตของเธอไม่เคยใส่ใจเธอเลย แล้วจู่ๆ เธอก็ต้องมาตัดสินใจในเรื่องที่อาจมีผลพวงตามมามากที่สุดในประวัติศาสตร์ มันเปลี่ยนแปลงวงการอาชีพของเธอ รวมถึงชีวิตของเธอไปตลอดกาล และเธอกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่บริหารบริษัท Fortune 500 ฉันรู้สึกสนใจในเรื่องนั้นจริงๆ ค่ะ”

    เรื่องนี้ทำให้ เมอริล สตรีพ เกิดความสนใจ โดยในปี 2017 เป็นปีที่เธอมีงานแสดงขึ้นจอมาเป็นปีที่ 40 สตรีพสนใจเรื่องราวนี้ก่อนหน้าที่สปีลเบิร์กจะเข้ามามีส่วนร่วมเสียอีก “ฉันคุ้นเคยกับเรื่องราวเกี่ยวกับ The Washington Post และวอเตอร์เกทมาจากภาพยนตร์ของ อลัน พากูล่า เรื่อง All The President’s Men ซึ่ง เคย์ แกรห์ม มาปรากฏตัวอยู่ในภาพยนตร์ด้วย แต่ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอมากนักหรอกค่ะ” สตรีพเล่า “แต่บทภาพยนตร์ของลิซดูเหมือนจะเข้าถึงช่วงเวลานั้น ฉันพบว่ามันน่าติดตามอย่างมากจริงๆ ค่ะ และเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้ถูกบอกเล่าออกมา”

    สปีลเบิร์กก็มีปฏิกิริยาโดยสัญชาตญาณต่อบทภาพยนตร์เรื่องนี้เช่นกัน ถึงแม้จะอยู่ระหว่างการเตรียมงานให้กับโปรเจ็กต์ที่เต็มไปด้วยงานสเปเชียล เอฟเฟ็กต์อย่างเรื่อง Ready Player One แต่เรื่องราวนี้ก็เรียกความสนใจจากเขาได้ “งานเขียนของลิซ เรื่องราวของเธอ การศึกษาของเธอ และภาพถ่ายแกรห์มที่งดงาม ทำให้ผมต้องพูดว่า ‘ผมอาจเป็นบ้า แต่ผมคิดว่าผมจะสร้างหนังอีกเรื่องในตอนนี้เลยแหละ’” สปีลเบิร์กเล่า “มันคืบคลานเข้าไปในใจผมครับ”

    คริสตี้ มาคอสโก ครีเอเกอร์ ซึ่งทำงานกับสปีลเบิร์กมานานกว่าสองทศวรรษ จำได้ว่า “เราจัดการทุกอย่างภายในหนึ่งวัน ฉันโทรหาทุกคน และพูดว่า ‘สรุปงานที่อิตาลีเถอะ เราจะทำหนังอีกเรื่องในนิวยอร์กใน 11 อาทิตย์’”

    ทุกอย่างประกอบเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว แม้แต่สำหรับสปีลเบิร์ก ซึ่งปกติจะมีหลักการทำงานที่เข้มงวด และสองนักแสดงนำที่เขาต้องการให้มารับบทเป็นแกรห์มและแบรดลี นั่นก็คือสตรีพและแฮงค์ส ต่างก็แสดงความสนใจในทันที ทั้งคู่ต่างหาคิวว่าง และนี่ก็คือโอกาสที่สามศิลปินผู้มีพรสวรรค์ในวงการภาพยนตร์ปัจจุบันจะได้มาทำงานด้วยกัน และทุกคนต่างก็มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าด้วยความเร็วเต็มที่

    โดยเฉพาะสปีลเบิร์ก ความสนใจเป็นพิเศษนี้มีความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้เรื่องราวนี้กลายเป็นงานทริลเลอร์ ดราม่า และเป็นงานศึกษาตัวละครในแบบที่เท่าๆ กัน “The Washington Post มีการเปลี่ยนแปลงในวงการสื่อครั้งใหญ่ หลังจากผู้พิพากษาสั่งให้ The New York Times หยุดการทำข่าว” สปีลเบิร์กเล่า “คงไม่มีเวลาไหนจะแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว The Post กำลังแย่ และท่ามกลางเรื่องทั้งหมดนี้ ก็คือ แกรห์ม ผู้ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของหนังสือพิมพ์ ผมมองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับจุดกำเนิดของผู้นำคนหนึ่ง พอๆ กับที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเติบโตของหนังสือพิมพ์ระดับชาติ”

    สปีลเบิร์กได้ดึงมือเขียนบทเจ้าของรางวัลออสการ์ จอช ซิงเกอร์ (Spotlight) ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องของการเขียนบทเกี่ยวกับชีวิตของผู้สื่อข่าว ให้เข้ามาช่วยขยายบทของฮันนาห์ ผู้กำกับสปีลเบิร์กเล่าว่า “ผมส่งเนื้อเรื่องนี้ไปให้กับจอช และเขาก็ชอบบทภาพยนตร์ของลิซมาก เขาลุยหน้าทำงานทันที เราได้พูดคุยกันบ่อยมาก และเราต่างได้อ่านหนังสือของแกรห์มและแบรดลี เราต่างกระตือรือร้นกับโอกาสที่เรื่องนี้จะเดินหน้าไปถึงได้ จอชทำการค้นคว้าเจาะลึกในระยะเวลาอันสั้น ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน และผมคิดว่าส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขาเคยเรียนกฎหมายมา จากนั้นก็เริ่มมาเขียนบทให้กับ The West Wing เขาจึงเข้าใจถึงความสำคัญของการค้นหาความจริง และการค้นพบรายละเอียดของความจริง ไม่ใช่เป็นแค่เรื่องกว้างๆ ของเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตรเท่านั้น เขาพูดคุยกับผู้คนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์จริงแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเลยครับ”

    “เป็นเรื่องที่สุดยอดมากที่สามารถนำจอชและลิซมาทำงานด้วยกันได้ ฉันไม่คิดว่าฉันจะเคยเห็นมือเขียนบทสองคนที่ทำงานด้วยกันได้ดีกว่าที่พวกเขาทำอีกแล้วค่ะ” พัสคาลกล่าวเสริม

    “บทภาพยนตร์ของลิซเป็นเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์สองคนบนเส้นทางการเดินทางที่ใกล้ชิด มันเป็นบทภาพยนตร์ที่สุดยอดมาก” ซิงเกอร์บอก “จากนั้น สิ่งที่เราอยากทำก็คือการเพิ่มประวัติศาสตร์เข้าไปมากขึ้น และความรู้สึกถึงโครงสร้างเวลาที่จะแสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันนั้นมันมีค่าแค่ไหน และนำคนดูให้เดินลึกเข้าไปในโลกใบนั้นให้มากขึ้น เรายังเดินไปไกลกว่าเรื่องของเคย์และเบน เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับเทปของนิกวัน และกับ The New York Times ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างเนื้อหาให้กับการเคลื่อนไหวของเคย์ในการตัดสินใจมากขึ้นด้วย”

    ซิงเกอร์ยังคงให้ความสัมพันธ์ระหว่างแกรห์มและแบรดลี เป็นหัวใจของงานเขียนชิ้นนี้ “พัฒนาการของพวกเขาคือหัวใจของเรื่อง และวิธีที่ลิซเขียนบทขึ้นมา มันตรงไปตรงมาและเป็นจริงครับ” ซิงเกอร์บอก “ความผูกพันของพวกเขาก็คล้ายกับชีวิตคู่ของคนหนุ่มสาว เบนกับเคย์ทำงานด้วยกันมานานห้าปี แต่จนถึงบัดนี้ พวกเขาก็ยังไม่เคยเผชิญกับความยากลำบากใดๆ ตอนนี้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับบททดสอบใหญ่ครั้งแรก พวกเขาผลักดันกันและกันเพื่อไปถึงจุดที่คุณคิดว่าพวกเขาจะต้องพังพินาศแน่ และสิ่งสวยงามที่ได้มาเห็นก็คือพวกเขากลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้น”

    อีกอย่างที่สำคัญสำหรับซิงเกอร์ ก็คือ การลากเส้นตรงจากการตัดสินใจของ The Washington Post ที่จะตีพิมพ์เผยแพร่เพนตากอน เปเปอร์ส ไปถึงการรายงานอย่างไม่เกรงกลัวใครของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ในเรื่องวอเตอร์เกท (ซึ่งกลายมาเป็นเรื่องราวในภาพยนตร์คลาสสิกของพากูล่าเรื่อง All The President’s Men) “นี่คือเรื่องราวต้นกำเนิดของการสืบสวนคดีวอเตอร์เกทในแง่หนึ่ง” ซิงเกอร์บอก “ถ้าไม่มีทีมนี้ รายงานวอเตอร์เกทก็อาจจะไม่เกิดขึ้น โดยหลักๆ แล้ว เพนตากอน เปเปอร์สได้เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของหนังสือพิมพ์ และนำไปสู่ความเป็นไปได้นั้นครับ”

    บทภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเป็นโอกาสให้ซิงเกอร์ได้มองอาชีพนักหนังสือพิมพ์ในด้านที่แตกต่างออกไป เป็นความกล้าหาญที่ไม่ใช่แค่การตามล่าหาข่าวที่จะสร้างความสนใจได้เท่านั้น แต่ยังจะต้องมีความกล้าที่จะพิมพ์เผยแพร่สิ่งที่ผู้มีอำนาจอาจไม่อยากให้เผยแพร่ออกไป The Post ไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการนำเสนอข่าว แต่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องแสดงให้เห็นชัดเจนว่า The New York Times ทำสกู้ปเรื่องเพนตากอน เปเปอร์ส

    “The New York Times เป็นผู้นำเส้นทางในเรื่องนี้” พัสคาลบอก “อันที่จริง ภาพยนตร์ของเราเริ่มต้นเรื่องด้วย เบน แบรดลี แทบเป็นบ้าเพราะเขาได้ข่าวอีกครั้งว่ามีข่าวที่ The Times มี ซึ่งเขาดันไม่มี เขาเป็นนักข่าวที่ชอบการแข่งขัน และ The Times กำลังได้ข่าวดังที่ทำให้เขาแทบบ้า แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เขาเริ่มต้นจากการห่วงแค่จะไม่ได้เรื่องมาขายให้เป็นข่าว ไปเป็นการห่วงใยที่จะต้องนำความจริงมาตีแผ่ให้ประชาชนได้รู้ มันกลายเป็นสาเหตุที่แตกต่างออกไปสำหรับเขา สำหรับเคย์ และสำหรับ The Washington Post”

    เพื่อให้ได้มุมมองมากขึ้น ซิงเกอร์ได้ปรึกษาที่ปรึกษาด้านเทคนิคจากวงในหลายคน และคนที่ถือว่าเป็นผู้นำเลยก็คือ สตีฟ โคลล์ ผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการจัดการที่ทำงานกับ Washington Post มา 20 ปี และปัจจุบัน เขาเป็นนักเขียนของ New Yorker และเป็นคณบดีของ Columbia School of Journalism; เลน ดาวนี่ ซึ่งเป็นบรรณาธิการฝ่ายจัดการของ The Washington Post ที่ทำงานภายใต้การดูแลของแบรดลี และทำให้เขากลายเป็นบรรณาธิการบริหารในปี 1991; แอนดรูว์ โรเซนธัล อดีตบรรณาธิการกองบรรณาธิการของ The New York Times และเป็นลูกชายของ เอ๊บ โรเซนธัล; และอาร์บี เบรนเนอร์ อดีตบรรณาธิการของ Washington Post ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการของ Journalism School ที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส ซึ่งอยู่ที่ออสติน

    สปีลเบิร์กบอกว่านี่คือสิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้แตกต่างไปจากภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาที่วางเหตุการณ์เอาไว้ในอดีตอันไกลแสนไกล “ภาพยนตร์เชิงประวัติศาสตร์มากมายหลายเรื่องที่ผมเคยสร้างออกมา คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่มีชีวิตอยู่แล้วครับ ไม่มีใครให้ผมไปสัมภาษณ์ได้ หรือมีบทสัมภาษณ์ โทนี่ คุชเนอร์ เพื่อสร้างเรื่อง Lincoln” เขาตั้งข้อสังเกต “แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ เราสามารถเรียนรู้จากคนที่เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาพิเศษนั้นในปี 1971 ได้ เราได้เปรียบจากการที่เรารู้จัก ดอน แกรห์ม, วิลล์ ลูกชายของเขา, ลัลลี่ วีย์เม้าธ์ รวมถึง แดเนียล เอลล์สเบิร์ก และคนสำคัญในยุคสมัยนั้นที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ไป มันเหมือนของขวัญจากสวรรค์ที่สามารถไปนั่งอยู่ในห้อง และพูดคุยกับคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์นี้ได้”

    โคลล์ ซึ่งรู้จักทั้งแกรห์มและแบรดลีเป็นการส่วนตัว รู้สึกเพลิดเพลินที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มุ่งเน้นไปที่สองคนนี้ในจุดเชื่อมต่อที่สำคัญ “The Washington Post ได้เปรียบจากการมีผู้นำสองคนที่มีความสามารถ” เขาตั้งข้อสังเกต “ในปี 1971 แกรห์มกำลังเติบโต เธอดูแลหนังสือพิมพ์ฉบับนี้มานานหลายปี และยังคงปรับตัว และพยายามสร้างตัวเองในฐานะผู้นำ หลายเหตุการณ์ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอเอาไว้ คือจุดเปลี่ยนในชีวิตของเธอครับ มันเป็นตัวทดสอบค่านิยมส่วนตัวของเธอในแบบที่ไม่เหมือนกับเหตุการณ์ใดที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะมันทำให้เธอต้องตัดสินใจว่าเธอยินดีที่จะนำธุรกิจนี้ ซึ่งเป็นธุรกิจของพ่อของเธอ มาเสี่ยงเพื่อหลักการหรือไม่”

    โคลล์เน้นย้ำว่า ทั้งผู้พิมพ์และนักข่าวมีโอกาสที่จะต้องเข้าคุก ซึ่งสำหรับแกรห์ม มันแย่กว่านั้น เพราะหนังสือพิมพ์ของตระกูลของเธออาจพังพินาศลง “มีความเสี่ยงที่แกรห์มต้องเผชิญกับการโดนตั้งข้อหา และอาจเสี่ยงต่อคุกด้วย มีความเสี่ยงทางธุรกิจเพราะนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเมื่อหนังสือพิมพ์ขายหุ้นอยู่” โคลล์อธิบาย “สำหรับพวกเราหลายคนที่โชคดีที่ได้รู้จักเคย์ในช่วงเวลานี้ เราได้เห็นเธอเติบโตขึ้น จนมีความแข็งแกร่งอย่างที่เธอแสดงให้เห็นในช่วงเวลาแห่งการลองผิดลองถูกนี้”

    การเลือกตัวนักแสดงของภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้โคลล์พอใจอย่างมาก “ผมคงคิดถึงการจับคู่ที่ดีไปกว่าเมอริล สตรีพไม่ได้แล้วครับ การได้ยินเสียงของเธอ ได้เห็นเธอเดิน และทำให้คุณแกรห์มฟื้นคืนชีพขึ้นมา และไม่เพียงแต่ ทอม แฮงค์ส ตัดสินใจรับบทนี้ แต่เขายังแสดงท่าเดินของเบน ปฏิกิริยาของเขา และการปล่อยมุขตลกของเขา” เลน ดาวนี่ เปิดเผย “เมอริลไม่ใช่มีหน้าตา การแสดง และเสียงเหมือนคุณแกรห์มเท่านั้นนะครับ แต่เธอดูเหมือนจะคิดเหมือนคุณแกรห์มด้วย แล้วทอมก็มีคุณสมบัติที่ดูเท่แบบเบน แบรดลี นักแสดงทุกคนที่แสดงเป็นทั้งบรรณาธิการ และนักข่าวต่างๆ แสดงเป็นคนที่ผมรู้จักได้เหมือนมาก จนทำให้รู้สึกประหลาดมากเลยครับ”

    เมื่อบทภาพยนตร์พัฒนาไป สปีลเบิร์กได้ใส่ความเข้าใจของเขาลงไปในรูปแบบที่โดดเด่นตามสไตล์ของเขา พัสคาลอธิบายว่า “ฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตทำการพัฒนาบทภาพยนตร์ พูดคุยถึงตัวละครและพลอตเรื่อง แต่ไม่ใช่ในแบบที่สตีเว่นทำแน่นอนค่ะ เขาพัฒนามันจากด้านใน เขาอยากรู้เรื่องต่างๆ อย่างเช่น ตัวละครเดินอย่างไร พวกเขาโยนเสื้อโค้ทเอาไว้ตรงไหนเวลาพวกเขาเดินเข้าไปในห้อง คุณจะมองเห็นได้ในเวลาจริงๆ ว่าบทภาพยนตร์เรื่องนี้กำลังกลายมาเป็นหนังในหัวของเขา การได้เห็นมันคือหนึ่งในเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่ฉันได้เข้าไปมีส่วนร่วมเลยค่ะ”

    ความสนุกอีกอย่างสำหรับสปีลเบิร์ก ก็คือการได้เล่าเรื่องราวที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่มีพลัง ขณะที่เขาก็รายล้อมตัวเองด้วยผู้หญิงที่มีพลังที่ทำงานหลังกล้องเช่นกัน “มีด้านที่เพิ่มพลังให้กับเรื่องนี้เมื่อคุณได้ดูผู้หญิงคนนี้ค้นหาพลังของตัวเอง และความทุ่มเทส่วนตัวของเธอด้วย” สปีลเบิร์กบอก “ผมชอบที่อยู่ในกองถ่ายทุกวันโดยอยู่ท่ามกลางผู้หญิงเก่งๆ เหล่านี้ ซึ่งมีทั้งผู้อำนวยการสร้างคนเก่งของเราอย่าง เอมี่ พัสคาล และคริสตี้ มาคอสโก ครีเอเกอร์ รวมไปถึงผู้ร่วมเขียนบทคนเก่งอย่าง ลิซ ฮันนาห์ และทีมนักแสดงหญิงผู้มีความสามารถทุกคน มันน่าตื่นเต้นจริงๆ ครับ”

    ครีเอเกอร์บอกว่าแกรห์มยังคงเป็นผู้บุกเบิกสำหรับผู้หญิงมากมายในปี 2017 “ในทุกวันนี้และในยุคนี้ ยังคงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้หญิงที่จะลุกขึ้นยืนในวัฒนธรรมที่ผู้ชายเป็นใหญ่” ครีเอเกอร์บอก “เราค่อยๆ ดีขึ้นทุกวัน แต่ยังคงมีพื้นที่ให้เติบโตต่อไป แกรห์มเป็นผู้เปิดหลายสิ่งหลายอย่างในฐานะผู้บุกเบิก ดังนั้นเราอาจรู้สึกสบายใจขึ้นที่จะแสดงความเห็นของเรา และเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่ง มันจึงเป็นความรู้สึกที่เหมาะสมมากที่เรามีผู้หญิงที่น่าทึ่งมากมายมาทำงานด้วยกันเพื่อสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ในจุดหนึ่ง เรารู้ว่ามีผู้หญิงอยู่ในกองถ่ายมากกว่าผู้ชาย และนั่นเป็นครั้งแรกที่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับฉัน ดูเหมือนจิตวิญญาณของ เคย์ แกรห์ม จะมาเต็มจริงๆ ค่ะ”

    ความร่วมมือที่ไม่น่าเป็นไปได้ : แคเธอรีน แกรห์ม และเบน แบรดลี

    ขณะที่ความตึงเครียดของ The Post เกิดขึ้นรอบๆ การต่อสู้ที่จะตีพิมพ์เผยแพร่เพนตากอน เปเปอร์ส มันยังนำเสนอเรื่องราวของความร่วมมือ เกี่ยวกับว่าคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังทำงานด้วยกัน ยิ่งใหญ่กว่าการทำงานคนเดียวอย่างไร โดยหัวใจของเรื่องนี้ก็คือคนสองคนที่แตกต่างกันอย่างมาก แต่ต้องมาทั้งผลักทั้งดันกันเพื่อสร้างผลงานที่ดีที่สุด พวกเขาทั้งสองคนก็คือ แคเธอรีน แกรห์ม และเบน แบรดลี มิตรภาพที่น่าชื่นชมนี้เปิดโอกาสให้ทีมผู้สร้างได้จับคู่สตรีพและแฮงค์สเข้าด้วยกัน ซึ่งผลลัพธ์นั้นเป็นแรงกระตุ้นที่ดีมาก “วันแรกที่ทอม ต่อด้วยเมอริลเดินเข้ามาในฉากห้องข่าว ทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง เพราะพวกเขากลายเป็นเคย์และเบนไปเลย” เอมี่ พัสคาล เล่า “พวกเขาทั้งสองคนคือนักแสดงประเภทที่เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นตัวละคร และมันก็น่าทึ่งมากค่ะ”

    แกรห์มกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอเมริกา เป็นผู้บุกเบิกที่เขย่าเพดานแก้วอย่างไม่มีใครคาดคิด เพื่อจะกลายเป็นผู้นำของอาณาจักรสื่อของ The Washington Post Company จากนั้น เธอยังยินดีที่จะกลายมาเป็นเจ้าแม่ของงานวารสารที่แสนกล้าหาญ แต่ในช่วงเวลาของเพนตากอน เปเปอร์สนั้น เธอยังคงค้นหาจุดยืนของตัวเองอยู่ ยังคงเรียนรู้ว่าจะจัดการอย่างไรในฐานะผู้หญิงเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ในตำแหน่งบริหาร

    The Washington Post คือธุรกิจของครอบครัวแกรห์มมาตั้งแต่ปี 1933 ซึ่งตอนนั้นพ่อของเธอ ยูจีน เมเยอร์ ซึ่งเป็นนักการเงิน ได้ซื้อกิจการนี้เอาไว้ ในปี 1946 ฟิล สามีของแกรห์มได้สืบทอดกิจการต่อ และเป็นผู้ที่เน้นย้ำในเรื่องของงานข่าวสืบสวนจนทำให้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เติบโตจากหนังสือพิมพ์ประจำเมืองเกิดไปเป็นหนึ่งในหัวหนังสือพิมพ์ระดับประเทศ ในปี 1963 เมื่อ ฟิล แกรห์ม ฆ่าตัวตายหลังจากความตึงเครียด เขาได้ทิ้งหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ไว้ให้แคเธอรีน ซึ่งเป็นคุณแม่ลูกสี่ในวัย 46 ปี ถึงแม้ทั้งเพื่อนๆ และผู้เชี่ยวชาญต่างบอกให้เธอปล่อยมือให้ผู้มีประสบการณ์มากกว่ามาเป็นผู้บริหาร แต่แกรห์มตัดสินใจก้าวเข้ามาบริหารงานเอง โดยบอกว่าเธออยากทำเพื่อลูกๆ และสมบัติของครอบครัว

    “เธอตื่นเต้นมากเมื่อตอนที่พ่อของเธอยกหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ให้กับฟิล เธอคิดว่าพ่อของเธอตัดสินใจได้ดีเยี่ยม เพราะฟิลเป็นคนฉลาด เธอพูดถึงเรื่องนั้นในหนังสืออัตชีวประวัติของเธอ เธอชื่นชมและนับถือสามีของเธอมาก นั่นคือเหตุผลที่เธอคิดว่าความพยายามจะเดินตามรอยเท้าเขาเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว” สปีลเบิร์กอธิบาย

    ดอน แกรห์ม ลูกชายของแกรห์ม ซึ่งเคยไปรบในเวียดนาม และตอนนี้คือประธานของบริษัท Graham Holdings Company บอกเอาไว้ว่า “แม่ของผมคิดเรื่องพ่อ แม่คิดเรื่องของสามี และแม่ก็ตัดสินใจว่าอยากลองบริหารธุรกิจดู ซึ่งหนังสือพิมพ์ของพวกท่านต้องใช้ความเอาใจใส่สูงมากครับ”

    ต่อมาในภายหลัง แกรห์มได้เขียนเล่าด้วยตัวเองว่า “บางครั้งคุณไม่ได้ตัดสินใจจริงๆ หรอก คุณแค่เดินไปข้างหน้า และนั่นก็คือสิ่งที่ฉันทำ การเดินคลำไปข้างหน้า และไปสู่ชีวิตใหม่ที่คุณไม่รู้จัก”

    “ชีวิตใหม่ที่ไม่รู้จัก” นี้ มาพร้อมอุปสรรคหลายอย่าง มันยังคงเป็นยุคสมัยที่นักข่าวหญิงถูกกีดกันจากดีซีคลับ ที่ซึ่งพวกนักข่าวสามารถเข้าถึงพ่อค้าที่มีอำนาจได้ แต่ไม่มีใครปฏิเสธการเข้ามาของแกรห์มในฐานะประธานของ The Post อย่างไรก็ดี เธอต้องทำการค้นหาจิตวิญญาณที่จะหยัดยืนด้วยตนเองได้ การเติบโตมาในสังคมอนุรักษ์นิยม ที่ซึ่งผู้หญิงต้องอยู่ในโอวาท ต่อมา เธอสารภาพว่าเธอต้องพยายามอย่างมากที่จะสร้างความเชื่อมั่นขึ้นมา เธอเขียนเล่าว่าเธอต้องทนทุกข์ “จากความปรารถนาที่จะพอใจ ซึ่งเป็นอาการป่วยที่พบในผู้หญิงรุ่นเดียวกับฉัน มันฝังรากอยู่ในพฤติกรรมของฉันมานานหลายปีเลยค่ะ”

    เธอยังคงค้นหาความเชื่อมั่นนั้นอยู่ เมื่อเธอต้องเผชิญกับปัญหาเพนตากอน เปเปอร์ส ดอน แกรห์ม ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “เรื่องหลักในตัวแม่ของผมก็คือ แม่เกิดความรู้สึกสงสัยในตัวเอง ซึ่งผมคงต้องบอกว่า เมอริล สตรีพ จับความรู้สึกนั้นได้อย่างงดงามครับ พวกซีอีโอและเจ้าของหนังสือพิมพ์มักมีความหยิ่งผยอง ผมสามารถระบุชื่อและสถานที่ได้เลย แต่เคย์ แกรห์มคือเมืองหลวงของการสงสัยในตัวเองในโลกนี้ครับ”

    ลัลลี่ แกรห์ม วีย์เม้าธ์ ลูกสาวของแกรห์ม ซึ่งตอนนี้เป็นบรรณาธิการอาวุโสของ The Washington Post กล่าวเสริมว่า “ฉันคิดว่ามันยากสำหรับแม่จริงๆ ค่ะ เพราะแม่เคยเป็นแค่แม่ ฉันหมายความว่าแม่พาเราไปช้อปปิ้ง หรือไปเดินเล่นในสวน และแม่ก็ไปร่วมงานการกุศล แต่แม่ไม่เคยเป็นนักหนังสือพิมพ์ แม่ไม่เคยทำงานแบบเป็นอาชีพจริงๆ ก่อนที่พ่อของฉันจะตาย ฉันคิดว่ามันคงยากมากจริงๆ เพราะแม่ไม่เคยมีแบ็คกราวน์ในเรื่องนี้มาก่อน ซึ่งแม่เองก็ยอมรับเรื่องนี้อย่างเปิดเผยค่ะ”

    อย่างไรก็ดี แกรห์ม ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาตัวเอง จะต้องพิสูจน์ความสามารถและความมุ่งมั่นของเธอ และแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอพร้อมที่จะให้การสนับสนุนทีมงานของเธอ และรากฐานของการพูดอย่างเป็นอิสระ ต่อมา แกรห์มกลายเป็นคนมีชื่อเสียงในเรื่องของการกระตุ้นให้ทีมงานของเธอเปิดเผยความจริงของการกระทำที่ผิดกฎหมายในทำเนียบขาวในช่วงระหว่างเรื่องอื้อฉาววอเตอร์เกท แต่การตัดสินใจที่จะตีพิมพ์เพนตากอน เปเปอร์ส ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง เป็นช่วงเวลาที่กำหนดเส้นทางและตอกย้ำชื่อเสียงของ The Post ในสถานะสถาบันข่าวที่ภาคภูมิ ซึ่งประกาศตัวว่า “ประชาธิปไตยแหลกสลายในความมืด”

    ขณะที่เรื่องภายนอกเป็นเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ แต่เนื้อเรื่องภายในคือเรื่องราวการลุกขึ้นสู้ของแกรห์ม ซึ่งสตรีพใส่เอาไว้เต็มที่ใน The Post เธอเริ่มต้นการค้นคว้าด้วยบันทึกความทรงจำของแกรห์มที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ “มันถูกเขียนขึ้นอย่างงดงาม ดังนั้น มันจึงให้ความรู้สึกว่าเป็นหนึ่งในเรื่องอัตชีวประวัติที่น่าติดตามที่สุดเท่าที่ฉันเคยอ่านมา” สตรีพบอก “จากเรื่องนี้ ฉันมีความรู้สึกว่าลูกๆ และเพื่อนๆ ของเธอได้พูดคุยกับฉันด้วย ว่าเธอไม่ได้เป็นแคเธอรีน แกรห์ม ผู้เชื่อมั่นแบบที่คนอื่นรู้จักในฐานะผู้นำหญิงคนแรกของ Fortune 500 เสมอไป เธอเคยเป็นคนที่ไม่แน่ใจในตัวเอง และเป็นผลผลิตของยุคสมัยนั้น เป็นยุคที่ผู้หญิงไม่ได้ถูกคาดหวังให้ทำอะไรนอกเหนือไปจากการเป็นแม่บ้านที่ดี เลี้ยงลูกให้ดี และดูแลบ้านให้ดี มันยากที่จะจินตนาการว่ายุคสมัยนั้นแตกต่างไปอย่างไร ถ้าคุณไม่เคยอยู่ในยุคนั้นมาก่อน ซึ่งฉันก็เคยค่ะ ฉันเคยอยู่บนสุดยอดของโอกาสสำหรับผู้หญิง ฉันได้รับประโยชน์ค่ะ แต่เธอเป็นเหมือนกลุ่มแนวหน้า เธอจึงไม่สะดวกสบายสักเท่าไหร่กับการขึ้นกุมบังเหียนการเป็นผู้นำ”

    สตรีพกล่าวต่อไปอีกว่า “เธอลุกขึ้นสู้ในเวลาที่มันยากสำหรับเธอที่จะทำเช่นนั้น ในยามที่เธอไม่เพียงแต่ถูกสงสัยด้วยฝ่ายอริแต่โดยเพื่อนๆ ของเธอเองด้วย ฉันคิดว่ามันเป็นการกระทำที่โดดเดี่ยวมาก กับการต้องลุกขึ้นยืนภายใต้สภาพแวดล้อมเหล่านั้น ทุกคนในเรื่องนี้ทำเช่นนั้น ทุกคนต่างต้องเสี่ยง และฉันคิดว่านี่คือเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ว่าคนธรรมดาๆ สามารถขยับเข็ม และสามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้อย่างไร บางครั้งเรื่องยิ่งใหญ่ก็มาจากคนตัวเล็กๆ ได้เช่นกันค่ะ”

    การทำให้แกรห์มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้นั้น คือกุญแจที่ไขไปสู่ภายใน โดยแกรห์มก็คือคนที่มีบุคลิกหน้าตาที่ดูควบคุมทุกอย่างได้ ซึ่งรูปลักษณ์ภายนอกอาจดูเชื่อมั่นมากกว่าความรู้สึกภายใน “สำหรับฉันแล้ว มันไม่สำคัญที่จะต้องพยายามทำให้มีหน้าตาเหมือนเธอทุกอย่าง แต่มันเป็นเรื่องของการต้องได้คุณลักษณะที่เป็นความงดงามส่วนตัวของเธอ และการทดลองที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจต่างๆ มันคือความท้าทายที่น่าสนใจมากค่ะ” สตรีพบอก

    สำหรับคนอื่นๆ การเปลี่ยนแปลงถือเป็นสิ่งที่จำติดตามาก คริสตี้ มาคอสโก ครีเอเกอร์ ตั้งข้อสังเกต “เมอริลทุ่มเทให้กับการทำให้บทนี้ออกมาลงตัว เธอพูดคุยกับคนให้เยอะที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ เป็นคนที่รู้จักเคย์ในช่วงเวลานั้นของชีวิต เธอพูดคุยกับสตีเว่นบ่อยมาก เธอยังปรึกษาจอชและลิซ และทำแบบนั้นจนกระทั่งเมอริลหายไป และเคย์ แกรห์มปรากฎขึ้นมา วันที่เราทำลองทำผมและแต่งหน้ากัน เธอเดินออกมาพร้อมกับชุดสูท และคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็คือเคย์ แกรห์ม มันบ้ามาก นี่ไม่ใช่การเลียนแบบอย่างแน่นอน แต่เธอเข้าถึงจิตวิญญาณของแกรห์มค่ะ”

    ที่สตรีพสนใจมากๆ อีกเรื่องก็คือ ความผูกพันอย่างลึกซึ้งระหว่างแกรห์มและแบรดลี ซึ่งกลายมาเป็นเหมือนเสาหลักให้เธอพึ่งพิงในเวลาที่ทุกอย่างดูเหมือนจะล่มสลายลง “ฉันชอบที่มิตรภาพของเขากับเธอเป็นความรักแบบบริสุทธิ์ใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณแทบไม่ได้เห็นในภาพยนตร์ คุณแทบไม่ได้เห็นมิตรภาพในการทำงานระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง” สตรีพบอก “ฉันคิดว่าแคเธอรีนชื่นชมเบนนะ ฉันคิดว่าเธอรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของเธอโดยไม่ต้องมีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เลยค่ะ”

    ความสนิทสนมที่เกิดจากการมีเป้าหมายร่วมกัน คือสิ่งที่ดังก้องกังวานในใจแฮงค์สเช่นกัน เธอพบว่าเขาน่าประหลาดใจมากทีเดียว “ทุกคนรู้ดีว่าทอมมีชื่อเสียงว่าเป็นผู้ชายนิสัยดีที่สุดในฮอลลีวู้ด และเขาก็เป็นคนดีมากค่ะ แต่…” สตรีพหยอด “เขาเป็นคนฉลาดมาก ฉลาดจริงๆ ค่ะ ฉันคิดว่านั่นคือคุณสมบัติที่เขามีคล้ายกับเบน นั่นก็คือความเฉลียวฉลาด และความรู้สึกว่าเขามักจะก้าวนำหน้าทุกคนไปเสมอ คุณมองเห็นในตัวทอมเลยว่าส่วนหนึ่งของบุคลิกของเบนก็คือการเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ จากทุกคน”

    The Post ยังเป็นครั้งแรกที่สตรีพได้ร่วมงานกับสปีลเบิร์ก “สตีเว่นทำงานหนักมาก เขาคิดเยอะ แต่มันคงเป็นความสนุกสำหรับเขาด้วย เพราะเขามีคุณลักษณะแบบเด็กๆ ที่มีอิสระและชอบซึมซับสิ่งต่างๆ “สตรีพตั้งข้อสังเกต “มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นสดๆ ตรงนั้นค่ะ สไตล์การทำหนังของเขาน่ะ ซึ่งทำให้ฉันช็อคไปเลย ฉันไม่รู้ว่าฉันจะเจอกับอะไร แต่เราเดินเข้ามา และไม่มีการซักซ้อมใดๆ ซึ่งทำให้ฉันประหลาดใจมาก คุณแค่เดินเข้าไป และเริ่มถ่ายทำ และเขาก็ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ และน่าตื่นเต้นจริงๆ ค่ะ ทุกคนต่างพยายามทำอย่างเต็มที่จริงๆ เชื่อฉันสิ”

    สปีลเบิร์กพูดถึงสตรีพว่า “สิ่งที่เมอริลอัดเข้าไปในความลึกในตัว แคเธอรีน แกรห์ม ผมไม่รู้ว่าเธอทำได้ยังไง และผมก็เป็นผู้กำกับครับ”

    แคร์รี่ คูน ผู้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ประทับใจกับความทุ่มเทของสตรีพเช่นกัน คูนตั้งข้อสังเกตว่า “ในกองถ่าย เมอริลจะทำงานอยู่เสมอ ดังนั้นขณะที่คุณกำลังพูดคุยอยู่ เธอจะใส่หูฟังเพื่อฟังสำเนียงการพูดของเคย์ก่อนจะเข้าฉากถ่ายทำ เทรซี่ เล็ตต์ส (ซึ่งร่วมแสดงอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย) สามีของฉัน ได้พูดไว้ว่าความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งที่เรามีต่อคนอย่างเมอริลก็คือการคาดเดาว่าเธอคงมีเวทมนต์วิเศษ แต่ในความเป็นจริง เมอริลเป็นคนที่ขยันอย่างมาก นั่นคือแรงบันดาลใจในการได้มาเห็นเมอริลในกองถ่าย คุณเห็นว่าเธอรู้สึกว่าเธอต้องรับผิดชอบต่อตัวละครของเธอ และเธอก็มีความกลัวที่จะต้องทำให้ได้ตามความคาดหวังของตัวเธอเองด้วย”

    ดอน แกรห์มสรุปว่า “ผมคิดว่าถ้าแม่ของผมได้มาเห็น เมอริล สตรีพ แสดงเป็นแม่ละก็ แม่คงจะรู้สึกดีที่สุดเลยครับ”

    ขณะที่แกรห์มอยู่ระหว่างการค้นหาตัวเองในปี 1971 แบรดลีมีชื่อเสียงนำหน้ามาก่อนแล้ว ในฐานะคนข่าวที่จริงจัง และเป็นตัวของตัวเอง แกรห์มจ้างแบรดลีในปี 1965 ให้เข้ามาทำหน้าที่รองบรรณาธิการจัดการ แต่เขาได้เลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว และมีชื่อเสียงในเรื่องการว่าจ้างนักข่าวที่มีความสามารถมากที่สุด และผลักดันพวกเขาให้แสดงความสามารถออกมาสุดความสามารถ

    ลัลลี่ แกรห์ม วีย์เม้าธ์ พูดถึงแบรดลีว่า “เขาเป็นคนมีเสน่ห์ และเชื่อมั่นในตัวเองมาก เขาคิดว่าเขาถูกเสมอ แต่พวกนักข่าวก็รักเขา ซึ่งฉันคิดว่าเป็นส่วนผสมสำคัญสำหรับบรรณาธิการบริหาร เขาดึงดูดความสนใจจากคนเก่งๆ ได้เพราะเหตุผลเรื่องนั้น ความประทับใจอันดับแรกที่ฉันมีต่อตัวเขาก็คือ คำเยินยอและความชื่นชมของพวกนักข่าวนี่แหละค่ะ”

    สปีลเบิร์ก ซึ่งเคยเป็นเพื่อนบ้านกับแบรดลี และเคยพูดคุยกับเขาอยู่หลายครั้งเกี่ยวกับภาพยนตร์และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก (ถึงแม้จะไม่เคยคุยกันเรื่องเพนตากอน เปเปอร์ส) บอกว่า “เบนเป็นผู้บัญชาการในห้องข่าวของ The Post เขาเป็นกัปตันของเรือลำนี้ แบบเดียวกับที่เขาเคยเป็นกัปตันเรือในสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาบริหารงานเหมือนปฏิบัติการทางทหาร เขาเป็นคนทรหด แต่เขาก็มีจุดอ่อนหวานในหัวใจเช่นกัน เขาชอบผู้คน และถึงบางครั้งเขาจะเป็นคนไม่ค่อยอดทน แต่เขาก็ทำให้ทุกคนอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว เขาเปลี่ยน The Post ให้กลายเป็นหนึ่งในครอบครัวข่าวที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ครับ”

    การสนับสนุนกันระหว่างแบรดลีและแกรห์ม กลายมาเป็นตำนานข่าวพอๆ กับเรื่องราวของเพนตากอน เปเปอร์ส และวอเตอร์เกท ทั้งคู่ต่างมีเป้าหมายเดียวกัน ดอน แกรห์มบอกเอาไว้ว่า “พวกเขาต่างอยากทำให้ The Post เป็นหนังสือพิมพ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ครับ”

    สำหรับ ทอม แฮงค์ส ซึ่งเป็นนักเขียนด้วย การสำรวจความซับซ้อนในโลกของแบรดลี คือความท้าทายที่มีเสน่ห์มากที่สุด เขาทุ่มเทให้กับการค้นคว้า เขาไปพบกับแหล่งข้อมูลเป็นการส่วนตัวให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ “มีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับ เบน แบรดลี ครับ ซึ่งไม่ได้มาจากหนังสืออัตชีวประวัติของเขา” แฮงค์สบอก “มีฟุตเตทสัมภาษณ์เป็นตันๆ แต่ที่สำคัญที่สุด มีคนอยู่ 12 คนที่เคยทำงานกับเขา และเป็นคนที่ผมได้พูดคุยด้วย รวมถึง แซลลี่ ควินน์ ภรรยาของเขาด้วย เราได้คุยกันว่าเขาเป็นใคร ทำไมเธอถึงได้รักเขา และเขาทุ่มเทอะไรบ้างที่ The Post สุดท้าย ผมพบและได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเบนเยอะมาก ซึ่งผมรู้สึกหงุดหงิดตรงที่ไม่สามารถใส่ทั้งหมดนั้นลงไปในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้”

    ควินน์ นักข่าวที่กลายมาเป็นภรรยาคนที่ 3 ของแบรดลี ในปี 1978 พูดถึงการพบกันของพวกเขาว่า “ฉันกินอาหารเช้ากับทอม และเราก็คุยกันเรื่องเบน ฉันพูดกับเขาว่า ‘คุณมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่เบนมีนะ ซึ่งคุณไม่สามารถประดิษฐ์หรือแสร้งแสดงออกมาได้ นั่นก็คือ การเป็นตัวจริง คุณเป็นอย่างที่คุณเป็น และเบนก็เป็นอย่างที่เขาเป็น’ และนั่นคือของจริง ถ้าไม่มีคุณสมบัติข้อนั้น ฉันว่าเขาคงไม่สามารถทำงานนี้ได้แน่”

    แต่บทบาทนี้ก็เต็มไปด้วยหลุมพราง เพราะบุคลิกของแบรดลี อาจไปซ้ำกับตำนานของภาพยนตร์เรื่อง All The President’s Men ซึ่ง เจสัน โรบาร์ดส์ ได้แสดงเอาไว้ แฮงค์สเอ่ยชมบทบาทการแสดงของ โรบาร์บส์ ในภาพยนตร์เรื่องนั้น แต่ขณะเดียวกัน เขาบอกว่าเขาอยากแสดงเป็นชายคนนี้ในแบบที่แตกต่างออกไป “ผมจะไม่ทำให้เขาดูน่าเกรงขาม เพราะเจสันได้ทำเอาไว้แล้ว” แฮงค์สบอก “แต่ผมถูกท้าทายโดยปัญหาในการหาจุดอื่นๆ ในตัวชายคนนี้ ผมมองหารอยแตกที่ผมสามารถกระโดดเข้าไปได้ กลับกลายเป็นว่าหลายคนเน้นย้ำกับผมถึงไอเดียที่เบนรู้วิธีที่จะบัญชาการทีมงานครับ”

    แฮงค์สกล่าวต่อไปอีกว่า “เห็นได้ชัดว่าเบนมีสัญชาตญาณของการเป็นนักข่าวที่ดีมาก แต่เขาก็เป็นคนที่คอยกระตุ้นคนอื่นๆ เป็นคนที่ไม่ใช่แค่หว่านล้อมทีมงานของเขา แต่ยังผลักดันพวกเขาไปข้างหน้า เขารักงานของเขา แต่สิ่งที่เขารักมากที่สุด ก็คือผลกระทบของงานของเขา นั่นก็คือการตามหาความจริง นำเสนอให้ถูกต้อง และปล่อยข่าวออกไปให้ผู้คนได้ตัดสินใจด้วยตนเอง เขายังเป็นคนที่ชอบการแข่งขันมาก ดังนั้น ผมจึงเข้าใจว่าเขาจะหงุดหงิดแค่ไหนกับความจริงที่ว่า The New York Times ได้ข่าวเรื่องเพนตากอน เปเปอร์สก่อนเป็นเจ้าแรก เขาไม่อยากเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์รองบ่อนแน่”

    เมื่อควินน์เข้ามาที่กองถ่าย ความสามารถของแฮงค์สในการนำเสนอบุคลิกที่โดดเด่นของแบรดลี ถึงกับทำให้เธอเกิดอารมณ์ลึกๆ มากมาย “ฉันเห็นทอมใส่วิกผมแบบเบน แล้วฉันก็เห็นเลยว่าเขาทำการบ้านมาดีจริงๆ เขาเคลื่อนไหวตัวแบบเบน เขาทำเรื่องยโสแบบที่เบนทำ ฉันมองเขา และฉันก็เหมือนกับแตกสลายเป็นชิ้นๆ” เธอเล่า “ฉันเริ่มสะอื้น ฉันไม่คาดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น แต่จากนั้น สตีเว่นก็เหลือบมาเห็นฉัน และเขาก็เดินมาหา และโอบแขนกอดฉันเอาไว้ จากนั้นเมอริลก็เดินมา แล้วทอมก็เดินมาหา ทอมมีหน้าอกที่กว้างมาก ฉันซบศีรษะลงกับหน้าอกเขา และมันให้ความรู้สึกเหมือนเบนจริงๆ ค่ะ ฉันพูดกับเขาว่า ‘ฉันรู้สึกเหมือนเขาฟื้นคืนชีพขึ้นมาจริงๆ’”

    เช่นเดียวกับสตรีพ แฮงค์สสนใจที่จะแสดงให้เห็นถึงความช่วยเหลือกันระหว่างแบรดลีและแกรห์ม “ตลอดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เบนแสดงความสนใจในตัวเธอ และแสดงความนับถือในความยินดีที่จะเสี่ยงของเธอด้วย” แฮงค์สตั้งข้อสังเกต “เธอต้องใช้แรงดึงดูด เธอเป็นเจ้านาย และเธอต้องตัดสินใจ นั่นคือตอนที่เธอกลายเป็น เคย์ แกรห์ม ในตำนาน ไม่ว่าจะต้องเผชิญความสงสัยและอันตรายใดๆ เมื่อ เคย์ สั่งว่า ‘พิมพ์เลย’ ผมคิดว่าเบนรู้สึกโล่งอก เขารู้สึกชื่นชมเธออย่างมากครับ”

    การร่วมงานกับสตรีพในช่วงเวลาที่ให้ความหมายกับสองชีวิตที่ยิ่งใหญ่ มีความตึงเครียดไม่น้อย แฮงค์สอธิบายว่า “มีอยู่หลายช่วงเวลาระหว่างเบนกับเคย์ ที่ผมรู้สึกว่ามันรุมเร้ามากที่สุดเท่าที่ผมเคยถูกเรียกร้องให้ต้องทำในกองถ่ายเลยครับ ความพิเศษในตัวเมอริลก็คือ ไม่มีเวลาไหนที่เธอไม่แสดงปฏิกริยากับคุณเลย เธอจะตอบโต้กับทุกสิ่งที่คุณให้เธอ แต่เธอจะไม่ผลักดันคุณเข้าสู่วินาทีใดวินาทีหนึ่งเป็นพิเศษ เธอจะพยายามค้นหาวินาทีนั้นไปพร้อมกับคุณ นั่นคือรางวัลเมื่อคุณทำงานกับคนแบบเธอครับ”

    ความสัมพันธ์ในการทำงานระหว่างสปีลเบิร์กและแฮงค์ส ถูกสร้างขึ้นอย่างมั่นคงจากการเคยทำงานด้วยกันมาก่อนหน้านี้ในภาพยนตร์อย่าง Bridge of Spies, Saving Private Ryan, Catch Me If You Can และ The Terminal แต่แฮงค์สบอกว่าสปีลเบิร์กยังคงทำให้เขาทึ่งได้ไม่หยุดหย่อน “สตีเว่นเป็นผู้ควบคุมจังหวะของฉากนั้นๆ” แฮงค์สบอก “เขาจะทำเมินใส่วินาทีที่คุณคิดว่าสำคัญ และกลับเจาะจงไปกับวินาทีที่คุณไม่เคยมองว่าเป็นเรื่องสำคัญอะไรเลย ตัวอย่างเช่น หลายครั้งที่เขาจะเดินมาหาผม และขอให้ผมพูดเสียงดังขึ้นหน่อย หรือหลายครั้งที่เขาจะเดินเข้ามาหาและบอกว่า ‘อย่ามั่นใจในตัวเองนัก’ เขาสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างกับเรื่องนี้มากกว่าสิ่งที่เราปล่อยออกมาในฐานะนักแสดง สตีเว่นยังคงเจ๋งอยู่ครับ”

    สปีลเบิร์กพูดถึงแฮงค์สบ้าง “นี่เป็นหนังเรื่องที่ 5 แล้วที่ทอมกับผมได้ร่วมงานกันในฐานะนักแสดงและผู้กำกับ และทอมยังคงทำให้ผมประหลาดใจได้ในทุกครั้งที่เราทำงานด้วยกัน ผมไม่รู้ว่าเขามีตัวละครตัวนี้อยู่ในตัวเขา แต่เขาแสดง และมันก็น่าดูจริงๆ ที่ได้มาเห็นเขาสร้าง เบน แบรดลี ในเวอร์ชั่นของเขาขึ้นมา”

    ทีมนักแสดงสมทบ

    “สตีเว่นมีความรักในตัวนักแสดง” เอลเลน ลูอิส แคสติ้งไดเร็คเตอร์ผู้มีประสบการณ์บอก “เขารู้ว่าเขาอยากได้ แมทธิว รีส มาแสดงเป็น แดเนียล เอลล์สเบิร์ก อยากได้ บรูซ กรีนวู้ด มาแสดงเป็นโรเบิร์ต แม็คนามาร่า และซาร่าห์ พอลสัน มาแสดงเป็นคุณนายแบรดลี และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก” สุดท้าย สปีลเบิร์กและลูอิสรวบรวมนักแสดงฝีมือดี 20 คนที่ถือว่าเป็นนักแสดงที่น่าตื่นเต้นที่สุดในปัจจุบัน

    ทีมนักแสดงของภาพยนตร์เรื่องนี้ยังประกอบไปด้วย อลิสัน บรี (GLOW), แคร์รี่ คูน (The Leftovers), เดวิด ครอสส์ (Mr. Show), บรูซ กรีนวู้ด (American Crime Story: The People v. O. J. Simpson), เทรซี่ เล็ตต์ส (Indignation), บ๊อบ โอเดนเคิร์ก (Better Call Saul), ซาร่าห์ พอลสัน (American Crime Story: The People v. O. J. Simpson), เจสซี่ พลีมอนส์ (Bridge of Spies), แมทธิว รีส (The Americans), ไมเคิล สตัห์ลบาร์ก (Call Me By Your Name), แบร็ดลี่ย์ วิทฟอร์ด (Get Out) และแซ็ค วู้ดส์ (Silicon Valley) และนักแสดงจากบรอดเวย์อย่าง เจ้าของรางวัลโทนี่ เจสซี่ มวลเลอร์ ร่วมด้วย สตาร์ก แซนด์ส, ริค โฮล์มส์, แพ็ต ฮีลี่, ฟิลิป แคสนอฟฟ์, จอห์น รู, เจนนิเฟอร์ ดันแดส และวิลล์ เดนตัน

    อลิสัน บรี รับบท ลัลลี่ ลูกคนโตของแคเธอรีน แกรห์ม ซึ่งเพิ่งจะอายุ 23 ปีเท่านั้นระหว่างเหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ บรีชอบแสดงเป็นหญิงสาวที่ไม่กลัวเกรงที่จะตั้งคำถาม หรือเรียกร้องแม่ของเธอ แต่ขณะเดียวกัน เธอก็ทุ่มเทให้กับการช่วยเหลือผู้หญิงที่เธอรู้จัก ซึ่งกำลังสร้างแม่แบบให้กับคนรุ่นเธอ “ลัลลี่ ก็เหมือนแม่ของเธอค่ะ เป็นคนที่ฉลาดมาก เธอเป็นคนดื้อรั้นและชอบแสดงความคิดเห็น เธอมีความสัมพันธ์ที่ตรงไปตรงมากับเคย์ เป็นบทที่เล่นได้สนุกมาก เพราะเธอท้าทายแม่ของเธอค่ะ” บรีอธิบาย “เธอเป็นคนประเภทที่จะพูดตามความจริง และบางครั้งนั่นก็คือสิ่งที่แม่ของเธอต้องการค่ะ”

    สปีลเบิร์กรู้สึกดีใจมากที่ได้ บรี มาแสดงบทนี้ “ผมติดตามเธอในภาพยนตร์เรื่อง Mad Men และได้ดูเธอในเรื่อง Mud ผมคิดว่าเธอเป็นนักแสดงหญิงที่เก่งมาก จนทำให้รู้สึกดีมากที่ได้เธอมาแสดงเป็น ลัลลี่” สปีลเบิร์กบอก

    ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะผูกพันกันแบบไหน แต่แม่กับลูกสาวต้องหาทางปิดช่องว่างระหว่างวัย คนหลายรุ่นถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจน เมื่อพ่อแม่อยู่ในช่วงก้าวข้ามวัยในระหว่างยุคเศรษฐกิจตกต่ำ และลูกๆ อยู่ในช่วงยุค 60s และ 70s ซึ่งสังคมกำลังเปลี่ยนแปลง “เราอยู่ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของผู้หญิง และนั่นคือจุดที่ลัลลี่และแม่ของเธอต้องเผชิญค่ะ” บรีบอก “เคย์เติบโตมาในครอบครัวหัวโบราณ แต่ลัลลี่เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่รู้สึกว่าพวกเขาต้องมีปากมีเสียงมากขึ้นในเรื่องสิทธิสตรี”

    บรีเหมือนถูกจับโยนเข้าไปในกองถ่าย โดยจะต้องแสดงกับ สตรีพ ในบทแกรห์ม ตั้งแต่วันแรกที่เหยียบมาถึงกองถ่าย แต่สตรีพช่วยให้เธอสบายใจขึ้นด้วยการกระโดดอินไปกับฉากนั้นทันทีที่บรีเดินเข้ามา “คุณรู้สึกว่าเมอริลมีชีวิตและหายใจเป็นคนๆ นี้ เธออยู่ในวินาทีนั้นกับคุณ เมื่อฉันมองตาเธอ ฉันมองเห็นว่าเคย์กำลังสับสนระหว่างความรู้สึกเชื่อมั่นกับความรู้สึกกลัว มันเป็นภาพที่น่าตื่นเต้นมากที่ได้มาเห็นค่ะ”

    สตรีพพูดถึงการสนับสนุนกันระหว่างลัลลี่และเคย์ว่า “คุณไม่เคยรู้สึกโง่เท่าเวลาที่อยู่กับลูกๆ เพราะพวกเขาจะคอยแก้ไขคุณทุกจุด! ฉันชอบความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกสาวของพวกเธอนะ เพราะมันให้ความรู้สึกจริงมากสำหรับฉัน แล้วอลิสันก็ใส่ความรู้สึกมากมายลงไปในบทนั้น”

    แคร์รี่ คูน ร่วมทีมนักแสดงชุดนี้ในบท นักเขียนผู้ล่วงลับไปแล้วของ Washington Post เม็ก กรีนฟิลด์ ผู้มีชื่อเสียงในเรื่องของความเฉลียวฉลาดและการได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในปี 1978 ในฐานะผู้หญิงที่เป็นรุ่นบุกเบิกอีกคนที่กรุยเส้นทางจนไปถึงจุดสุดยอดของวงการหนังสือพิมพ์ ในยุคที่ผู้ชายยังเป็นใหญ่ กรีนฟิลด์รู้สึกผูกพันกับแกรห์ม เธอเป็นคนเขียนคอลัมน์สำคัญในปี 1971 ที่ใช้ชื่อว่า “The Conflict of Two Great Estates: Some Reflections on the Pentagon Papers” ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อโต้แย้งของศาลสูงในเรื่องของการตีพิมพ์

    คูนรู้สึกสนใจกับการที่บทภาพยนตร์เรื่องนี้เน้นย้ำให้เห็นถึงพัฒนาการของแกรห์ม “สิ่งที่ทำให้มันเป็นเรื่องที่โดนใจเป็นการส่วนตัวสำหรับฉันก็คือ มันเป็นเรื่องของผู้หญิงที่กำลังเผชิญกับความกดดันของตัวเอง ฉันรู้สึกทึ่งที่ความเป็นผู้นำของเคย์เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เป็นวิกฤตในประชาธิปไตยของเรา” เธอยังพูดถึงความเกี่ยวพันระหว่างกรีนฟิลด์และแกรห์มว่า “ฉันคิดว่าพวกเธอกลายเป็นเพื่อนกัน เพราะว่าคุณต้องการพันธมิตรในสถานการณ์แบบนี้ค่ะ พวกเธอทั้งคู่ต่างก็เป็นผู้หญิงที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ผู้ชายมักมีอำนาจค่ะ”

    ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับกรีนฟิลด์ เพราะเธอเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวจากแสงสี “เธอไม่เคยออกมาหาชื่อเสียงให้กับตัวเองเลยค่ะ” คูนบอก “ฉันเคยมีหนังสือเล่มบางๆ ที่เธอเขียนเอาไว้ชื่อ Washington ซึ่งเธอยังเขียนไม่จบ และมีคำนำที่แสนไพเราะที่เขียนโดย แคเธอรีน แกรห์ม ฉันยังมีบทสัมภาษณ์ที่เม็กได้พูดคุยกับ ชาร์ลี โรส ซึ่งเธอปิดฉากอาชีพของเธอหลังจากได้รับรางวัลพูลิตเซอร์แล้ว” แต่คูนใช้เรื่องราวที่นักข่าวผู้เป็นที่ปรึกษาของภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าให้ฟัง รวมถึงที่ วิลล์ หลายชายของแกรห์ม เป็นคนเล่าด้วย “วิลล์เล่าเรื่องราวดีๆ ว่าเม็กคอยช่วยเหลือเขาตลอดชีวิตของเขาอย่างไรบ้าง การมีคนที่สนิทกับเธอเป็นการส่วนตัวแบบนั้น มันช่วยได้มากเวลาที่คุณต้องแสดงเป็นคนที่มีตัวตนจริงๆ ค่ะ”

    เดวิด ครอสส์ นักแสดงตลกเดี่ยวไมโครโฟน ผู้ผันตัวเองมาเป็นนักแสดง และเพิ่งจะมีบทบาทให้เห็นในภาพยนตร์เรื่อง Unbreakable Kimmy Schmidt (และยังเคยร่วมงานกับ บ๊อบ โอเดนเคิร์ก ในเรื่อง Mr. Show) รับบทเป็นสมาชิกที่น่านับถืออีกคนในทีมของ The Washington Post อย่างบรรณาธิการจัดการ ฮาวเวิร์ด ไซม่อนส์ ไซม่อนส์เป็นนักข่าวมาตั้งแต่ยุค 1950 และต่อมา เขากลายเป็นผู้ดูแลมูลนิธิ Nieman Foundation for Journalism ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ไซม่อนส์ยังเป็นตัวละครสำคัญในเรื่อง All The President’s Men ซึ่งรับบทโดย มาร์ติน บัลแซม

    ครอสส์รู้สึกสนใจมุมมองจากภายในที่บทภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอเอาไว้เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ปกติมักจะมองเห็นแต่จากสายตาคนนอก “ผมรู้เรื่องเพนตากอน เปเปอร์สนะครับ แต่ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ The Washington Post” ครอสส์บอก “ผมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับ เคย์ แกรห์ม ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในระหว่างเหตุการณ์นี้”

    อีกเรื่องที่ทำให้ครอสส์ตื่นเต้นมาก ก็คือ การที่แฮงค์สสร้างความผูกพันกับเหล่านักแสดงที่มารับบทเป็นทีมงานของ The Post โดยหยอกเย้ากับทุกคนเหมือนที่ แบรดลี ทำกับลูกน้องของเขา “ความจริงใจของทอมคือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้กองถ่ายหนังเรื่องนี้เป็นกองถ่ายที่สนุกและผ่อนคลายมากครับ ในตอนแรก เขาเชิญทุกคนที่เล่นเป็นบรรณาธิการและนักข่าวให้ไปบ้านของเขาที่นิวยอร์ก เพื่อทานอาหารกลางวันมื้อใหญ่กัน ซึ่งช่วยให้เราได้สร้างมิตรภาพกันได้ดีขึ้น เขาเป็นคนที่จำชื่อทุกคนได้ และคอยถามทุกคนว่า ‘สบายดีไหม’ ไม่มีการเสแสร้งเลยครับ”
    บุคคลในประวัติศาสตร์อีกคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญใน The Post ก็คือหนึ่งในบุคคลที่สร้างกระแสโต้แย้งที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 อย่าง นายพลโรเบิร์ต เอส แม็คนามาร่า รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีเคนเนดี้ และจอห์นสัน บ่อยครั้งที่เขาถูกมองว่าเป็นสถาปนิคผู้ทำให้อเมริกาเข้าไปข้องเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม แม็คนามาร่าเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อการตัดสินใจที่จะขยายสงครามออกไป และผลพวงที่ติดตามมาคอยตามหลอกหลอนเขาจนกระทั่งวันที่เขาจากไปในปี 2009 จนเขาต้องออกแถลงการณ์ขออภัยต่อชาวอเมริกันด้วยการบอกว่า “เราทำผิด ผิดอย่างรุนแรงมาก” และแม็คนามาร่านี่เองที่เป็นคนสั่งให้ทำการศึกษาเรื่องสงครามเวียดนามที่กลายมาเป็นเอกสารเพนตากอน เปเปอร์ส แม็คนามาร่าถือว่าแกรห์มเป็นเพื่อนรัก ซึ่งทำให้เธอยิ่งต้องเผชิญกับความสับสนมากยิ่งขึ้น
    ผู้รับบทนี้ ก็คือ บรูซ กรีนวู้ด ซึ่งมีชื่อเสียงในการรับบทเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาแล้วในภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิเช่น Thirteen Days, National Treasure: Book of Secrets และ Kingsman: The Golden Circle และรับบทเป็นกัปตันไพก์ ในงานรีบู้ทภาพยนตร์ชุด Star Trek และรับบทเป็น กิล การ์เซ็ตติ ใน The People Vs. O.J. Simpson กรีนวู้ดกล่าวว่าเขามองแม็คนามาร่ามาเป็นคนที่มีข้อบกพร่อง “เขาคือพลังธรรมชาติที่ไม่สามารถทำเฉยๆ ไม่ตัดสินใจอะไรได้ เขายอมตัดสินใจแย่ๆ ดีกว่าจะนั่งรอและไม่ตัดสินใจอะไรเลย และเขาก็ต้องปะทะกับความคิดแบบนั้นในชีวิตของเขาตลอดเวลา”

    กรีนวู้ดพบว่าความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างแม็คนามาร่ากับแกรห์มเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก “พวกเขามีความนับถือกันและกัน บ็อบคอยเป็นกำลังใจให้เธอหลังจากสามีของเธอเสียชีวิต และถือเป็นเพื่อนสนิทในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตของเธอ” กรีนวู้ดกล่าว “แต่เคย์ยังมีลูกชาย (ดอน) ที่ต้องไปรบที่เวียดนาม และเมื่อเธอรู้ความจริงว่าแม็คนามาร่ารู้ว่าสงครามนี้ไม่มีทางชนะได้ในเชิงทหาร ผมคิดว่าเธอรับกับเรื่องนั้นไม่ได้ ลูกชายเธอได้กลับมาบ้าน แต่ยังมีทหารอีกนับหมื่นคนที่ไม่ได้กลับ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่แม็คนามาร่ารู้ดีว่าสหรัฐฯไม่มีทางชนะสงครามนี้ มันทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนโดนทรยศ”

    ยังขาดเอกสารเกี่ยวกับตัวแม็คนามาร่า จนกรีนวู้ดต้องพึ่งพิงหนังสือของ เดบอร่าห์ แชปลี่ย์ เรื่อง Promise and Power: The Life and Times of Robert McNamara นอกจากนี้ เขายังศึกษาภาพฟุตเตทต่างๆ “แม้แต่หลังจากถ่ายทำหนังเสร็จแล้ว ผมก็ยังคงศึกษาเรื่องของแม็คนามาร่าต่อ เพราะผมยังอยากทำความเข้าใจในตัวเขาเพิ่มอีก” กรีนวู้ดสารภาพ “เขาเป็นคนที่มีความซับซ้อนมากจริงๆ ครับ”

    เทรซี่ เล็ตต์ส สามีของ แคร์รี่ คูน ซึ่งเป็นมือเขียนบทละครที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ และเป็นนักแสดงด้วย (Homeland) รับบทเป็นบุคคลสำคัญอีกคนของ The Post เขาก็คือ เฟรเดอริค “ฟริทซ์” บีบี ประธานบอร์ดของบริษัท The Washington Post Company ในปี 1971 อดีตทนายความแห่งวอลสตรีท ผู้ทำงานให้กับ The Post นับตั้งแต่ปี 1933 บีบียังคงได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวงการหนังสือพิมพ์ปัจจุบัน (เขาจากไปตอนอายุ 59 ปี ในปี 1973) เขาได้รับความไว้วางใจจากแกรห์ม และถึงแม้ว่าในตอนแรกเขาจะลังเลในไอเดียที่จะตีพิมพ์เผยแพร่เรื่องเพนตากอน เปเปอร์ส แต่สุดท้ายแล้ว บีบียกให้แกรห์มเป็นผู้ตัดสินใจ เล็ตต์สบอกว่า “ฟริทซ์เป็นบุคคลสำคัญอย่างมากในชีวิตของเคย์ เขาเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้เธอด้วย แต่เขาก็ยอมรับเธอในฐานะผู้บริหารบริษัท”

    ในฐานะบุคคลที่ทุ่มเทให้กับงานดราม่า เล็ตต์สรู้สึกเพลิดเพลินไปกับการได้เห็นสปีลเบิร์กทำงาน “ผมชอบที่เขามาจากโรงเรียนที่ซึ่งเขายังคงทำการตัดต่อหนังอยู่ในหัว เราไม่ต้องถ่ายเผื่อเอาไว้มากเท่าไหร่ เพราะเขารู้ดีว่าเขาจะตัดต่อทุกอย่างเข้าด้วยกันยังไง ความจริงที่ว่าเขาเป็นผู้ชายน่ารักและตลก ซึ่งเป็นแม่แบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนในกองถ่าย และยังชอบการทำงานของทีมนักแสดงทำให้พวกเราทุกคนทำงานได้อย่างเต็มความสามารถครับ”

    บ๊อบ โอเดนเคิร์ก ซึ่งสร้างชื่อจากการรับบทเป็นทนาย ซอล กู้ดแมน ใน Breaking Bad และ Better Call Saul รับบทเป็น เบน แบ็กดิเกียน นักข่าวผู้ล่วงลับที่เคยได้รับรางวัล และเข้ามาทำงานกับ The Washington Post ในปี 1970 ผู้ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ แดเนียล เอลล์สเบิร์ก และกับ Rand Corporation ทำให้เขาพยายามไล่ล่าเอกสารเพนตากอน เปเปอร์ส ต่อมา แบ็กดิเกียน ได้กลายมาเป็นคณบดี คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลี่ย์

    “เอลล์สเบิร์กตัดสินใจที่จะไว้ใจแบ็กดิเกียนเพื่อให้เขาเผยแพร่เอกสารดังกล่าว และนำเอกสารสำเนาชุดที่สองไปมอบให้กับสมาชิกสภาคองเกรส ซึ่งนำเอกสารดังกล่าวเข้าสู่สภาตามที่เหตุการณ์เกิดขึ้นจริงๆ” โอเดนเคิร์กอธิบาย ถึงแม้แบ็กดิเกียนจะรู้ดีว่าเขาอาจต้องเผชิญกับผลพวงทางด้านกฎหมายที่รุนแรง แต่โอเดนเคิร์กเชื่อว่าคนส่วนใหญ่สนับสนุนการตัดสินใจของเขาที่จะขุดเรื่องนี้และรายงานข่าวออกมา “ผมคิดว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่จะพูดว่า ‘ฉันอยากรู้ความจริงทั้งหมด ฉันอยากเข้าถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดว่ารัฐบาลของฉันทำอะไรอยู่’ นั่นคือสิ่งที่เบนพยายามทำครับ”

    ทันทีที่คว้าบทนี้มาครองได้ โอเดนเคิร์กได้เริ่มต้นงานค้นคว้าทันที เขาอ่านหนังสืออัตชีวประวัติของแบ็กดิเกียน และดูภาพฟุตเตทของเขา เขาขุดลึกลงไปถึงความเกี่ยวพันระหว่างนักข่าวผู้นี้กับ แบรดลี ซึ่งเหมือนอยู่กันคนละขั้ว “แบ็กดิเกียนเขียนเอาไว้ว่า ในช่วงแรกที่เป็นนักข่าว เขาต้องเรียนรู้ที่จะอยู่แบบไปตามน้ำ เขารู้สึกว่างานของเขาคือการเป็นผู้ฟังที่ดี และไม่แสดงบุคลิกก้าวร้าวมากไปในช่วงเวลานั้น ตรงกันข้าม แบรดลีกลับสนุกกับการไม่ปิดบังอะไรไว้เลย”

    การทำงานกับแฮงค์สช่วยตอกย้ำแนวคิดนั้น “ทอมเป็นคนเล่นใหญ่ เขาคือนักแสดงยอดเยี่ยมแห่งยุคนั้น พลังของเขาลงตัวเสมอ ดังนั้นการได้แสดงกับเขา คุณต้องแสดงให้ช่วงเวลานั้นๆ มีความสดใหม่ในทุกครั้ง ซึ่งก็คือสิ่งที่นักแสดงทุกคนต้องการที่สุด” โอเดนเคิร์กให้ความเห็น

    ซาร่าห์ พอลสัน เจ้าของรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลเอ็มมี่ จากการรับบท มาร์เซีย คล๊าร์ก ใน American Crime Story รับบท อังตัวเน็ตต์ “โทนี่” แบรดลี ภรรยาของเบน แบรดลี เธอผู้นี้เป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ และเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในสาวสังคมชื่อดังของวอชิงตันดีซี ในช่วงยุค 50s และ 60s (เป็นคนที่เคยมีคนบอกว่าเธอได้รับความชื่นชมจาก จอห์น เอฟ เคนเนดี้) โทนี่เป็นคนที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับเบน ถึงแม้ว่าชีวิตการแต่งงานของพวกเขาจะอยู่กันไม่ยืดก็ตาม พวกเขาหย่ากันในปี 1973 โดยโทนี่ได้กลับไปทำงานด้านศิลปะที่เธอชอบ

    ใน The Post โทนี่คือคนที่ทำให้ เบน เกิดความเข้าใจในตำแหน่งที่ยากลำบากของแกรห์ม “โทนี่พยายามที่จะสนับสนุนเบน” พอลสันบอก “แต่โทนี่ก็คือคนที่ในที่สุดเป็นคนบอกเบนว่าคุณต้องคิดว่าเคย์จะสูญเสียอะไรบ้าง สำหรับเบน ซึ่งเป็นนักข่าวที่ขยันทำงาน มันง่ายมากที่จะพูดว่านี่คือความถูกต้องทางด้านศีลธรรม แต่โทนี่แสดงให้เขาเห็นถึงเดิมพันที่แตกต่างออกไปสำหรับเคย์ ซึ่งเป็นผู้หญิง”

    ถึงแม้ว่า โทนี่ แบรดลี จะใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาและอยู่ในสังคมที่เธอถูกคาดหวังให้คอยส่งเสริมสามี แต่พอลสันมีความชื่นชมในความเป็นตัวของตัวเองของเธอ “ในการค้นคว้า ฉันพบว่าเธอเป็นผู้หญิงที่น่าเกรงขาม” พอลสันกล่าว “เธอเป็นช่างทำเซรามิค เธอจึงไม่ได้มีความสนใจในเรื่องการเมืองเลย เธอสวมใส่ชุดเดรส และทักทายผู้คนตามงานปาร์ตี้ แต่เธอไม่ได้เป็นทาสที่หมกตัวอยู่ในครัว เธอมีชีวิตของเธอเองเช่นกันค่ะ”

    เสน่ห์ยั่วยวนของบทนี้ก็คือโอกาสที่ได้ทำงานกับแฮงค์ส “ฉันคิดว่าสิ่งที่งดงามในตัวทอมที่มาเล่นเป็นแบรดลี ก็คือ เบื้องหลังภายนอกที่ดูเฉยเมย คุณจะเจอทอมที่มีหัวใจที่กำลังเต้นและหลอมรวมทุกการตัดสินใจที่เขาเคยทำในฐานะนักแสดง เขาเป็นคนฉลาดมาก แต่เขาใช้หัวใจนำทาง แม้เมื่อเขาแสดงเป็นผู้ชายที่เป็นพวกขาลุย แต่เขาก็ยังใช้ความรู้สึกนำทาง ในฐานะนักแสดง คุณรู้สึกแบบนั้นในฉากที่คุณได้แสดงกับเขาค่ะ”

    แกรห์มทำให้พอลสันรู้สึกทึ่งนับแต่ได้อ่านหนังสืออัตชีวประวัติของเธอเมื่อหลายปีก่อน “มันให้แรงบันดาลใจตั้งแต่ตอนที่ฉันยังเด็กค่ะ” พอลสันเล่า “ที่จะเข้าใจได้ว่าผู้หญิงสามารถอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจแบบนั้นได้ เธอเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา โดยต้องเผชิญกับความหนักหนาของความเป็นมาของครอบครัว ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดให้ได้ในฐานะแม่ม่าย และต้องเลี้ยงดูลูกๆ ท่ามกลางสายตาที่จับจ้อง” การได้เห็น สตรีพ รับบทเป็น แกรห์ม คือปาฏิหาริย์อย่างมาก “เมอริลเปรียบเหมือนยานพาหนะ เธอเหมือนกับซึมเข้าไปได้ ทุกการตัดสินใจของเธอมันจับต้องได้ และดูจริงมากค่ะ” พอลสันตั้งข้อสังเกตเอาไว้

    หนึ่งในความท้าทายในการคัดเลือกตัวนักแสดงมากที่สุดก็คือการตามหานักแสดงที่เหมาะกับบท แดเนียล เอลล์สเบิร์ก บุคคลที่ยังคงถูกมองโดยใครหลายคนว่าเป็นคนทรยศ และหลายคนมองว่าเขาคือวีรบุรุษ เอลล์สเบิร์กตัวจริงก็เป็นคนที่มีหลายระดับชั้น เขาเรียนจบจากฮาร์วาร์ด เคยเป็นสมาชิกของหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ จบปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์ และเป็นเจ้าหน้าที่ของเพนตากอน ผู้เคยใช้เวลาในเวียดนามสองปี ก่อนที่เขาจะเริ่มต้นทำงานที่ Rand Corporation ซึ่งเขาได้รับมอบหมายให้ทำการศึกษาที่กลายมาเป็นเพนตากอน เปเปอร์ส

    ผู้ที่มารับบทนี้ ก็คือ แมทธิว รีส ผู้มีชื่อเสียงจากการรับบทเป็นเจ้าหน้าที่โซเวียตในซีรีส์ที่ได้รับคำชม เรื่อง The Americans รีสมองว่าเอลล์สเบิร์กและแกรห์มเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน แต่ละคนต่างยอมเสี่ยง และอาจทำผิดกฎหมาย “พวกเขาทั้งคู่ต่างถูกบีบให้ต้องเผชิญสถานการณ์ที่พวกเขาต้องตัดสินใจในเรื่องใหญ่ที่จะมีผลพวงติดตามมาและส่งผลต่อคนมากมาย และต่อตัวพวกเขาเองด้วย ทั้งคู่ต่างถือว่าเป็นผู้บุกเบิกในเวลานั้นครับ” รีสตั้งข้อสังเกต

    เอลล์สเบิร์กไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตอย่างสุขสงบได้อีกต่อไป กับสิ่งที่เขารู้ว่าเป็นความจริงเกี่ยวกับสงครามครั้งนี้ รีสเชื่อว่า “คำโกหกที่สภาคองเกรสรับรู้ โดยเฉพาะคำโกหกต่อประชาชนชาวอเมริกัน รบกวนจิตใจของเขา มีวินาทีเรียบง่ายช่วงหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เอลล์สเบิร์กถูกถามเกี่ยวกับเวียดนาม และเขาพูดว่า ‘ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม’ อีกนัยหนึ่ง นี่คือสงครามที่ไม่สามารถชนะได้ และนั่นคือสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เขามีความกล้าที่จะพูดเช่นนั้น และกล้าที่จะพูดถึงสิ่งที่ประธานาธิบดีบางคนเคยทำในเวียดนามว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดต่อประเทศชาติ”

    ความสุขของบทบาทนี้ก็คือการได้เดินทางไปยังแคลิฟอร์เนีย เพื่อใช้เวลาอยู่กับเอลล์สเบิร์ก รีสรู้ดีว่าเขาไม่อยากเลียนแบบชายผู้นี้ แต่เขาอยากเข้าถึงแก่นแท้ของเขา “การได้พบเอลล์สเบิร์กมันสุดยอดมากครับ เพราะผมพบว่าเขามีพลังมากกว่าที่ผมรู้เยอะ ผมไม่ได้คาดว่าจะเจอกับเอนไซโครปิเดียที่เต็มไปด้วยข้อมูลและความรู้ถึงงานบริหารขนาดนี้ เขาเป็นคนฉลาด และยังคงมีไฟที่เผาไหม้อยู่ในตัวเขาครับ”

    รีสมีคำถามสำคัญอย่างหนึ่งที่อยากถามเอลล์สเบิร์ก “ผมถามเขาว่า ระหว่างช่วงเวลานั้นที่คุณกลายเป็นเป้าหมายในการตามล่าของเอฟบีไอ คุณกลัวหรือเปล่า และเขาตอบว่า ‘ไม่ ผมไม่กลัว เพราะผมมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ผมทำอยู่’ นั่นคือกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่ความเป็นตัวตนของเขา เขาไม่ใช่คนที่ตื่นตะหนกที่แอบซ่อนตัวอยู่ในโมเต็ล เขาแน่ใจในสิ่งที่เขาทำอยู่ และพร้อมที่จะเสียสละ เพื่อปกป้องความเป็นจริงครับ”

    ผู้แสดงเป็นบรรณาธิการฝ่ายจัดการของ New York Times เอ๊บ โรเซนธัล ซึ่งได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ และทำงานอยู่กับหนังสือพิมพ์ฉบับนี้มานาน 56 ปี คือ ไมเคิล สตัห์ลบาร์ก ผู้ซึ่งในปีนี้ ยังมีผลงานการแสดงให้เห็นในภาพยนตร์ของ กีลเลอโม่ เดล โทโร่ เรื่อง The Shape of Water (และยังเคยร่วมงานกับสปีลเบิร์กในภาพยนตร์เรื่อง Lincoln) สตัห์ลบาร์กกล่าวว่า โรเซนธัลเริ่มต้นด้วยความเสี่ยงอย่างมากที่สุด “จากที่ผมอ่านเจอเกี่ยวกับคุณโรเซนธัล ในหัวของเขาไม่เคยมีคำถามเลยว่าเขาจะตีพิมพ์เผยแพร่เอกสารเรื่องนี้ไหม แต่เขาต้องต่อสู้ท่ามกลางผู้คนที่เป็นห่วงว่ามันจะสร้างความเสียหายให้กับชื่อเสียงของหนังสือพิมพ์ครับ”

    โรเซนธัลรู้จักผู้นำที่ The Washington Post ดี แต่เขาไม่เคยมองคนเหล่านั้นมาเป็นคู่แข่ง “ผมไม่คิดว่าเอ๊บจะรู้สึกเหมือน The Post เป็นอะไรที่มากไปกว่าหนังสือพิมพ์เล็กๆ ของครอบครัวหนึ่งในเวลานั้น และพวกเขาก็ไม่เคยลุกขึ้นสู้จนถึงจุดที่ได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาเป็นมากกว่านั้น” สตัห์ลบาร์กกล่าวต่อ “เขากับเคย์ แกรห์มจะนัดทานอาหารด้วยกันบ้างเป็นครั้งคราว เพราะพวกเขาอยู่ในแวดวงเดียวกัน แต่ผมไม่คิดว่าเอ๊บจะรู้สึกว่าโดนเคย์คุกคามแน่”

    สตัห์ลบาร์กรู้สึกตื่นเต้นที่ได้มาแสดงเป็นอีกหนึ่งบุคคลในตำนานของวงการข่าว “ตามที่ผมเข้าใจ โรเซนธัลเป็นคนตรงไปตรงมามาก และเขาอยู่ในระดับชั้นสูงที่สุดของวงการหนังสือพิมพ์ เราได้เห็นเขาเพียงแว่บๆ แต่มันน่าสนุกที่ได้แสดงให้เห็นถึงพลังที่มีชื่อเสียงของเขา การเป็นนักข่าวมันอยู่ในดีเอ็นเอของเขา และเขาก็ยึดมั่นต่อความรับผิดชอบของเขาอย่างจริงจังครับ”

    ลูกชายของโรเซนธัล คือนักข่าวที่ชื่อ แอนดี้ โรเซนธัล เขาได้เดินทางมาเยี่ยมกองถ่ายของ The Post และแสดงความรู้สึกของเขาออกมา เขาอธิบายถึงบทบาทที่พ่อของเขาเคยกระทำไว้ว่า “การตัดสินใจที่จะตีพิมพ์เพนตากอน เปเปอร์ส คือการตัดสินใจครั้งสำคัญ เพราะ The Times รู้ดีว่ามันจะส่งผลกระทบมากแค่ไหน พวกเขาเชื่อมั่นว่าพวกเขาไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับความมั่นคงของชาติในแง่ที่ว่ามันคือข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ มันไม่ใช่เรื่องของกลยุทธ แท็คติค หรือการเคลื่อนไหวของกองทัพ เจ้าของหนังสือพิมพ์ The Times อาร์เธอร์ ซัลซ์เบอร์เกอร์ คือนาวิกโยธินปลดเกษียณ และไอเดียที่จะตีพิมพ์เผยแพร่เอกสารลับเหล่านี้ ทำให้เขารู้สึกหวั่นเกรง แต่เหล่าบรรณาธิการของเขา ซึ่งนำโดยพ่อของผม เกลี้ยกล่อมเ จนสุดท้าย เขาก็ตัดสินใจลงมือกระทำโดยขัดกับคำแนะนำของพวกทนาย และผลกระทบมันก็เกิดตามมา ในแง่ของความเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเวียดนาม มันสำคัญมาก ในแง่ของงานหนังสือพิมพ์ มันยิ่งสำคัญมากกว่า เพราะมันเป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ถึงแม้จะมีความตึงเครียดมากขึ้นก็ตาม”

    เขายังจำได้ถึงบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวท่ามกลางทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงครอบครัวของพวกเขาด้วย “ผมจำได้ถึงแม้ตอนนั้นผมจะอายุ 15 ปี และผมก็ไม่ได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเลย พ่อของผมกลับมาบ้านและพูดถึงมัน และเราก็กลัวกันมากว่าพ่อจะต้องลงเอยด้วยการเข้าคุก”

    ทั้งภาพลักษณ์และความรู้สึกของบรรยากาศในกองถ่าย ไม่ต่างอะไรจากความทรงจำที่โรเซนธัลมีต่อช่วงเวลานั้น และกับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย “ทอม แฮงค์สและ เมอริล สตรีพ ทำงานได้ดีมาก พวกเขาแสดงให้เห็นว่าคนสองคนนี้มีลักษณะเป็นอย่างไร” โรเซนธัลบอก “ผมถึงกับอึ้งกับสิ่งที่เห็นทั้งหมดนี้เลยครับ”

    แบรดลี่ย์ วิทฟอร์ด เจ้าของสองรางวัลเอ็มมี่ จากบทบาทใน The West Wing และ Transparent รับบทเป็นหนึ่งในตัวละครเพียงไม่กี่ตัวใน The Post ที่ไม่ได้สร้างจากบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง ได้แก่ อาร์เธอร์ พาร์สันส์ ซึ่งเป็นการผสมรวมคนหลายคนเข้าด้วยกัน ในภาพยนตร์เรื่องนี้ พาร์สันส์คือคนที่โต้แย้งเพื่อปกป้องอนาคตของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ด้วยการไม่อนุญาตให้ตีพิมพ์เพนตากอน เปเปอร์ส สำหรับพาร์สันส์ การตีพิมพ์เผยแพร่ก็เปรียบได้กับการเล่นรัสเซียน รูเล็ตต์ โดยเอาอนาคตของทุกคนที่ทำงานกับหนังสือพิมพ์ฉบับนี้มาเป็นเดิมพัน

    วิทฟอร์ดอธิบายว่า “พาร์สันส์เชื่อว่าแกรห์มจะเอาทุกคนที่ทำงานที่ The Post ไปเสี่ยง และยังเสี่ยงกับเรื่องสำคัญทุกเรื่อง พาร์สันส์จึงอยู่ในตำแหน่งที่ลำบากใจมาก เขาต้องบอกให้แกรห์มและแบรดลีรู้ว่าผลลัพธ์ที่เป็นไปได้คืออะไรบ้าง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่อยากฟังก็ตาม”

    พาร์สันส์คือตัวสะท้อนถึงทัศนคติของช่วงเวลานั้น เขายังเป็นคนที่รู้สึกไม่สบายตัวสักเท่าไหร่เมื่ออยู่กับผู้หญิงที่มีอำนาจ วิทฟอร์ดกล่าวว่า “มันเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลยในปี 1971 สำหรับคนอย่าง อาร์เธอร์ พาร์สันส์ ที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้หญิงที่เป็นผู้กุมอำนาจ และเป็นผู้ตัดสินเป็นคนสุดท้าย นั่นคือทัศนคติที่น่าสนใจมากทีเดียวครับ”

    พาร์สันส์อาจเป็นศัตรูที่ชัดเจนที่สุด แต่การทักท้วงอย่างรุนแรงที่เขามีต่อการพิมพ์บทความดังกล่าว ก็เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้แกรห์มลุกขึ้นยืนเร็วขึ้น “มีความลังเลใจที่จะตัดสินใจในเรื่องนี้ แต่นั่นเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทำให้เธอกลายเป็นฮีโร่ของภาพยนตร์เรื่องนี้” วิทฟอร์ดบอก “เธอเป็นฮีโร่ที่ลังเลใจผู้ซึ่งภายใต้ความกดดัน เธอได้ตัดสินใจที่กล้าหาญที่สุดเท่าที่คนๆ หนึ่งจะสามารถทำได้”

    โลกของ The Post

    พลังของ The Post ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพราะความตึงเครียดของตัวละครเท่านั้น แต่ยังเกิดจากจังหวะและความตั้งใจที่จะมุ่งเน้นไปที่รายละเอียดของภาพที่นำเสนอโลกของนักข่าวในยุค 1970s ซึ่งแต่ละภาพต่างนำเสนอเรื่องราวของมันเอง สปีลเบิร์กร่วมงานกับทีมงานที่ส่วนใหญ่เคยร่วมงานกับเขามานานหลายสิบปี ทีมงานคนสำคัญ ได้แก่ จานุสซ์ คามินสกี้ ตากล้องที่เขาไว้ใจ และยังเป็นผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จด้วย (เขาเคยได้รับรางวัลออสการ์ 2 ครั้งจาก Schindler’s List และ Saving Private Ryan)

    “จานุสต์เป็นจิตรกรที่วาดภาพด้วยแสง และวิธีที่เขากับสตีเว่นทำงานด้วยกันก็สุดยอดมากค่ะ” พัสคาลบอก “หนึ่งในไอเดียของเขาก็คือการแสดงให้เห็นว่าเคย์เป็นผู้หญิงคนเดียวในห้องที่เต็มไปด้วยผู้ชาย และเรื่องนั้นก็ถูกเล่าออกมาด้วยภาพในทุกฉากค่ะ”

    ทั้งคู่ยังเน้นไปที่งานพื้นผิวที่สะท้อนภาพ “ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องของการสะท้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของพวกเรา” ครีเอเกอร์บอก “ดังนั้น จานุสต์และสตีเว่นจึงร่วมมือกันเพื่อเน้นไปที่ภาพสะท้อนเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น บนเพดานของห้องข่าว หรือแม้แต่ในตู้โทรศัพท์ ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่อง”

    คามินสกี้และสปีลเบิร์กเลือกที่จะถ่ายทำเรื่องนี้ให้เป็นภาพยนตร์ 35 มม. เพื่อให้เกียรติกับงานทำหนังในยุค 70s แต่ขณะเดียวกันมันก็คือวิธีการทำงานที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด “ผมกับจานุสต์อยากทำหนังที่ดูเหมือนไม่ใช่หนังร่วมสมัย แต่ถ่ายทำกันในช่วงต้นทศวรรษ 1970s” สปีลเบิร์กบอก “ทุกอย่างเป็นเรื่องเกี่ยวกับอุณหภูมิ และโทนสี และการประสานกับการจัดแสงของจานุสต์ กับงานเสื้อผ้าที่สุดยอดของแอนน์ ร็อธ”

    สปีลเบิร์กยังพอใจในอิสระในการถ่ายทำเรื่องราวดราม่าที่เน้นไปที่ตัวละคร หลังจากได้สร้างภาพยนตร์เอพิคที่ขายงานสเปเชียล เอฟเฟ็กต์มา “ในแง่ของจุดที่เราวางกล้อง ผมจะเล่นกับงานเสียง ซึ่งเป็นเรื่องสนุกมากสำหรับผม ผมอยากทำแบบนั้นในเวลาที่ผมทำได้ครับ”

    เมอริล สตรีพ กล่าวว่า “ภาพต่างๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในสำนักงานและปาร์ตี้ดินเนอร์ให้ความรู้สึกน่ามอง และขับเคลื่อนไปจนคุณแทบไม่อยากรอเพื่อจะได้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จานุสต์และสตีเว่นทำงานกันอย่างไร้รอยต่อจริงๆ ค่ะ พวกเขาเหมือนกับมองด้วยตาคู่เดียวกันจริงๆ”

    ภารกิจในการสร้างสำนักงานของ The Washington Post ขึ้นมาใหม่ และเป็นฉากที่เหตุการณ์ส่วนใหญ่ในเรื่องเกิดขึ้น ตกเป็นงานของโปรดักชั่นดีไซเนอร์ ริค คาร์เตอร์ เขาได้นำทั้งทีมนักแสดงและทีมงานย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลานั้น “คุณแทบไม่อยากเชื่อในความสมจริงของฉากของเขาเลยค่ะ” พัลคาลบอก “มีแม้กระทั่งก้นบุหรี่จากปี 1971 ไม่มีอะไรที่ดูเว่อร์เกิน บางครั้งคุณอาจเจอภาพยนตร์ย้อนยุคที่รายละเอียดกลายมาเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าการเล่าเรื่อง แต่ทุกอย่างที่ริคทำมันคือการเสริมให้กับตัวภาพยนตร์เรื่องนี้จริงๆ ค่ะ”

    สำหรับสปีลเบิร์ก การใส่ใจในรายละเอียดของงานสร้าง และเมื่อได้มาเห็นคนอื่นๆ มีปฏิกริยากับสิ่งเหล่านั้น มันคือความอิ่มใจ “ผมจำได้ว่าผมเชิญเพื่อนคนหนึ่งที่ยังคงทำงานให้กับ The Washington Post เขาคือริชาร์ด โคเฮน ให้มาดูเราถ่ายทำ และเขาก็มาที่กองถ่าย เดินเข้ามาในส่วนห้องข่าว เขามองไปรอบๆ แล้วตาเขาก็เต็มไปด้วยน้ำตา เขาพูดว่า ‘มันใช่ที่นี่เลย’”

    คาร์เตอร์ทุ่มเทให้กับการค้นคว้าเพื่อจะนำเสนอภาพของยุคแห่งสื่อสมัยนั้น เป็นยุคที่ห้องข่าวไม่ได้มีแค่คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว แต่เต็มไปด้วยเครื่องพิมพ์ดีดและโทรศัพท์มีสาย ขณะที่คนรักภาพยนตร์อาจจำบรรยากาศภายในของ The Washington Post ได้จากภาพยนตร์เรื่อง All The President’s Men แต่ไม่นาน คาร์เตอร์ได้รู้ว่าสำนักงานของ The Post ตั้งอยู่ในอีกอาคารหนึ่ง และมีการตกแต่งที่แตกต่างไปเลยในปี 1971 เขายังได้รูปถ่ายที่ปัจจุบันยังมีให้เห็นอยู่ด้วย

    “เราพบรูปถ่าย 10 รูปที่เป็นเหมือนเครื่องนำทางให้กับเรา แต่เราไม่มีรูปถ่ายที่แสดงทุกอย่างให้เห็น ดังนั้น มันจึงเป็นความรู้สึกว่ามันเป็นอย่างไรในบางส่วน สิ่งหนึ่งที่เราเห็นก็คือห้องข่าว The Post ในตอนนั้นเป็นพื้นที่กว้าง โปร่งใส” คาร์เตอร์บรรยาย “มันเปิดโล่ง เต็มไปด้วยโต๊ะ เครื่องพิมพ์ดีด โทรศัพท์ สำเนาข่าวเต็มไปหมด ที่เขี่ยบุหรี่ สำหรับผมแล้ว มันดูเหมือนกับช่วงหลายแห่งยุค และการเริ่มต้นสู่อีกยุคหนึ่ง ซึ่งในทางหนึ่ง มันก็คือสิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าอยู่ครับ”

    คาร์เตอร์มีเป้าหมายชัดเจนในงานออกแบบของเขา “ผมอยากสร้างห้องที่นักแสดงสามารถอินไปกับความเป็นจริงของห้องข่าวปี 1971 ได้ ไม่ว่าเมื่อใดที่ผมทำงานกับสตีเว่น สิ่งที่ผมพยายามออกแบบให้เขา จะเป็นเหมือนโรงถ่ายที่ไม่ว่าเขามองไปทางไหน เขาสามารถที่จะอยู่ในโลกของเรื่องราวนั้นได้ครับ”

    ความท้าทายแรกก็คือการค้นหาที่ตั้งที่เหมาะสมที่จะใช้เป็นกรอบงานให้กับงานของเขา ในที่สุด คาร์เตอร์ตระเวณหาอาคารสำนักงานที่ยังว่างอยู่ในไวต์เพนส์, นิวยอร์ก ที่ถูกเปลี่ยนเป็นคอนโดหรู ก่อนหน้าที่จะมีการตกแต่งสถานที่ใหม่ ทางทีมผู้สร้างได้ย้ายกองเข้าไป และใช้พื้นที่ว่างนั้นสร้างโลกของ The Post ขึ้นมา “มันทำให้เรามีที่ที่เราสามารถใส่รายละเอียดทุกอย่างที่จำเป็นลงไปได้ครับ” คาร์เตอร์บอก

    สำหรับคาร์เตอร์ ฉากห้องทำงานส่วนตัวเป็นส่วนที่บ่งบอกความเป็นตัวละครแต่ละตัว ใจกลางของเรื่องราวทั้งหมดก็คือห้องบ.ก.ของแบรดลี “เบนทำงานในห้องที่โปร่งใสจริงๆ” คาร์เตอร์บอก “เหมือนกับเขาเป็นกัปตันเรือ เขาจะคอยมองทุกคนที่ทำงานกับเขา ผมพบว่าทอมตอบสนองต่อความสามารถที่จะมองเห็นทุกคนในห้องข่าว และจานุสต์ก็พบวิธีที่สร้างสรรค์ในการจัดแสงทุกอย่าง ดังนั้น โลกของแบรดลีจึงให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว แต่คุณก็สามารถมองเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเขาได้”

    ขณะที่บุคลิกของพวกเขาขัดแย้งกัน ห้องทำงานของแบรดลีกับแกรห์มก็แตกต่างกันด้วย คาร์เตอร์อธิบายว่า “แทนที่จะเปิดโล่งแบบเบน ห้องทำงานของเคย์ถูกซ่อนเอาไว้ในห้องสูท เรามีข้อมูลสารคดีจากเรื่องในรายการ 60 Minutes และรูปถ่ายอีกสองสามรูป เบนและเคย์แตกต่างกัน แต่สำหรับผม แง่มุมที่สำคัญก็คือการแสดงให้เห็นว่าพวกเขามาเติมเต็มกันและกันอย่างไร ดังนั้นคุณจะเห็นพวกเขาเดินเข้ามาด้วยกันในห้องข่าว พวกเขารู้ดีว่ามีหลายเรื่องที่พวกเขาไม่สามารถทำเพียงลำพังได้ พวกเขาสามารถทำด้วยกันได้ดีกว่า”

    เครื่องพิมพ์ดีดช่วงยุคกลางศตวรรษ สร้างความตื่นเต้นให้กับ ทอม แฮงค์ส ซึ่งมีความหลงใหลในเครื่องพิมพ์ดีดโบราณอยู่แล้ว “เสียงของมันมีเสน่ห์เป็นพิเศษจริงๆ ครับ” แฮงค์สบอก “ห้องข่าวทุกวันนี้ไม่มีเสียงแบบนั้นอีกแล้ว คุณสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของห้องข่าวในช่วงเวลานั้นได้ด้วยเสียงอันงดงามที่ดังเป็นแบ็คกราวน์” ห้องข่าวให้ความรู้สึกเหมือนจริงมากจนแฮงค์สเริ่มรู้สึกอินไปกับมัน “ผมถึงกับแอบงีบที่โซฟาที่นั่นเหมือนที่ เบน แบรดลี ทำ” เขาสารภาพ “ริค คาร์เตอร์คืออัจฉริยะจริงๆ ในการสร้างฉากที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตแบบนั้นครับ”

    ผู้เดินตามหลักการของคาร์เตอร์ที่แต่งเติมสภาพแวดล้อมแห่งนั้นด้วยหนังสือพิมพ์จริง ไดอาน่า เบอร์ตัน เจ้าแห่งของประกอบฉาก ตามล่าวัตถุโบราณเหล่านี้เอาไว้มากมาย ซึ่งรวมถึงสำเนาของเอกสารเพนตากอน เปเปอร์ส ซึ่งเธอได้สัมผัสเป็นการส่วนตัวที่วอชิงตัน ดีซี “เอกสารนี้เป็นหนึ่งในดาวเด่นเลยค่ะ” เบอร์ตันบอก “ดังนั้นเราต้องมีบางอย่างที่ใกล้เคียงกับของจริงที่สุด เราทำมันขึ้นมาทั้งเซ็ต มี 44 เล่ม 7,700 หน้า ฉันไปที่หอจดหมายแห่งชาติ และได้เห็นมัน ดังนั้นฉันจึงรู้สึกได้ว่าพวกมันถูกพิมพ์ออกมาแบบไหน เพื่อให้สิ่งที่เราทำออกมานั้นมีความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ค่ะ”

    ของประกอบฉากชิ้นพิเศษอีกชิ้นหนึ่งที่เบอร์ตันต้องตระเวนไปทั่วโลกเพื่อตามหามาให้ได้ ก็คือเครื่องซีร็อกซ์ที่ แดเนียล เอลล์สเบิร์ก ใช้ถ่ายสำเนาเอกสารในบริษัทโฆษณาที่อยู่ใกล้ๆ “ราวกับฉันเคยเป็นนักข่าว ฉันใช้แหล่งข่าวสามรายเพื่อยืนยันเครื่องถ่ายเอกสารที่เคยถูกใช้จริงๆ เป็นเครื่องซีร็อกซ์ 914 ถึงแม้ว่ามันจะหาไม่ง่ายก็ตาม” เบอร์ตันบอก “แต่เราก็เจออยู่เครื่องหนึ่งที่ซีร็อกซ์ มิวเซี่ยมในโรเชสเตอร์ พวกเขาให้เรายืมมาพร้อมกับคำเตือนที่ว่า เราไม่สามารถต่อเชื่อมมันได้ ไม่งั้นมันจะไหม้ ดังนั้นเราจึงต้องต่อแสงและทำให้เหมือนมีกระดาษไหลออกมา แต่มันคือการค้นพบที่น่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ ค่ะ”

    งานออกแบบของคาร์เตอร์ และของประกอบฉากของเบอร์ตันที่ใช้ใน The Post ทำให้คนที่อยู่ที่นั่นมาก่อนถึงกับรู้สึกหลอน “วันแรกที่ผมไปอยู่ในกองถ่าย มันเหมือนประสบการณ์หลุดออกจากร่างเลยครับ” สตีฟ โคลล์ ทีมงานมือเก๋าของ Post บอก “เมื่อบวกกับตัวประกอบที่แต่งตัวเหมือนนักข่าวจากยุค 1970s โทรศัพท์เป็นสีดำทั้งหมด และมีควันบุหรี่ลอยอยู่ในอากาศ มันเหมือนจริงมากครับ ความหิวกระหายที่จะสร้างงานที่ถูกต้องของคนเหล่านี้ช่างน่าประทับใจจริงๆ”

    ทีมงานยังได้สร้างอาคารของ New York Times ในปี 1971 ขึ้นมาด้วย ทีมของคาร์เตอร์ใช้อาคาร General Society of Mechanics and Trades ในส่วนของ Exchange Place เพื่อทำส่วนด้านหน้าของ The Times รวมไปถึงห้องข่าวลับที่ เอ๊บ โรเซนธัล ใช้ในการตรวจทานข่าวเพนตากอน เปเปอร์สด้วย คาร์เตอร์ได้เห็นลูกโลกที่ตั้งอยู่ตรงทางเข้าของ General Society และรู้สึกประทับใจ “ลูกโลกเป็นส่วนหนึ่งของรูปสัญลักษณ์ของ The Times ครับ” คาร์เตอร์บอก “มันส่งแสงออกมา และนั่นก็คืออุปมาอุปไมยที่สมบูรณ์แบบต่อสิ่งที่ข่าวควรจะเป็นครับ”

    หลังจากติดลูกโลกเพิ่มไปอีกห้าลูก และวาดโลโก้ของ The Times ลงบนกระจกทึบแสง และติดแผ่นเหล็ก The Times ลงบนกำแพง อาคารเก่าแห่งนี้ก็มีชีวิตชีวาขึ้นมา ผลลัพธ์ก็คือการย้อนเวลากลับไปจนปัจจุบันแม้แต่ New York Times ก็ยังตีพิมพ์เผยแพร่ข่าวเรื่องการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

    คาร์เตอร์ยังเดินทางไปยังที่พักเก่าของแกรห์มและแบรดลีที่จอร์จทาวน์ เพื่อให้ได้ความรู้สึกถึงโครงสร้างบ้านของพวกเขา ซึ่งคาร์เตอร์ได้สร้างขึ้นมาใหม่ที่โรงถ่ายสไตเนอร์ ในบรู๊กลิน โลเกชั่นหลักอื่นๆ ได้แก่ โรงพิมพ์บรองซ์ของ The New York Post ซึ่งถูกใช้เป็นฉากถ่ายทำฉากโรงพิมพ์โบราณของ The Post รวมถึงศาลบรู๊กลิน และห้องสมุด Low Library ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากศาลสหพันธ์รัฐบาลกลางและศาลสูงของสหรัฐฯ ด้านนอกของ Low Library สปีลเบิร์กถ่ายทำฉากที่แกรห์มและแบรดลีเดินออกมาจากศาล

    โรงพิมพ์ที่มีเครื่องพิมพ์รุ่นเก่า เป็นฉากโปรดของสตรีพ “ริคทำงานได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ค่ะ ด้วยการตามหาและนำเครื่องพิมพ์รุ่นเก่าที่ไม่ได้ใช้กันอีกแล้วมาจนได้ เป็นความตื่นเต้นที่ได้แสดงในฉากที่มีเครื่องเรียงพิมพ์พวกนั้นจริงๆ มันเหมือนก้าวย้อนเวลากลับไป ทำให้ฉันขนลุกเลยค่ะ” สตรีพบอก

    พื้นที่ป่าใกล้ๆ กับไวต์เพลนส์กลายมาเป็นฐานทัพในมณฑล Hau Nghia Province ประเทศเวียดนาม ที่ซึ่ง แดเนียล เอลล์สเบิร์ก นักวางยุทธศาสตร์ประจำกองทัพ เริ่มหมดหวังกับความเป็นจริงของสงคราม และตั้งใจที่จะลงมือกระทำการอันกล้าหาญ สปีลเบิร์กและคามินสกี้ถ่ายทำฉากนั้นกับทีมงานที่เคยสร้างฉากสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 บนจอภาพยนตร์ได้อย่างเหมือนจริงมากมาแล้ว

    สำหรับแอนน์ ร็อธ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ซึ่งเป็นตำนานของวงการด้วยการอยู่ในวงการมานานกว่า 6 ทศวรรษ และสร้างผลงานให้กับภาพยนตร์และละครเวทีมาแล้วเกือบ 200 เรื่อง เธอเองก็ต้องทำการค้นคว้าในระดับที่ลงลึกถึงเส้นด้ายและกระดุมทุกเม็ด “เรื่องหลักๆ ที่ฉันใช้ในการพิจารณาก็คือ ตัวละครเหล่านี้คือคนที่มีตัวตนจริงๆ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ค่ะที่เราจะได้เห็นชุดที่พวกเขาเคยสวมใส่จริงๆ เราสามารถทำแบบนั้นได้ เพราะมีรูปถ่ายให้เห็นมากมายค่ะ” ร็อธบอก

    ครีเอเกอร์พูดถึงความทุ่มเทของร็อธว่า “เธอเป็นคนที่ทำงานอย่างสุดความสามารถที่สุด เธอทำการค้นคว้า และหาทางที่จะเปลี่ยนคนด้วยเสื้อผ้า เธอคอยร่วมมือทำงานกับนักแสดงจริงๆ เธอช่วยให้พวกเขาหายวับไปในตัวละครของพวกเขา เธอทำงานอย่างไร้ที่ติในภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งมีตัวละครเยอะแยะมากมาย”

    ร็อธและทีมของเธอไม่ได้ลอกแบบจากรูปถ่ายที่มีอยู่ แต่ใช้มันเป็นแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะการแต่งกายให้กับสตรีพในบท แกรห์ม ซึ่งสไตล์ที่บางครั้งดูเขินอายของเธอกลับเก็บซ่อนทักษะในฐานะผู้นำเอาไว้ หลังจากศึกษาหนังสือหลายเล่ม อย่างเช่น The Georgetown Set: Friends and Rivals in Cold War Washington ของเกร็กก์ เฮอร์เค่น และ Georgetown Ladies Social Club: Power, Passion and Politics in the Nation’s Capitol ของ ซี เดวิด ฮีย์แมน ร็อธผสมผสานการค้นคว้าของเธอกับความรู้สึกเชิงศิลปะและสัญชาตญาณ และยังทำงานประสานอย่างใกล้ชิดกับสตรีพ ชุดที่สตรีพใส่ ซึ่งรวมถึงชุดที่แกรห์มใส่ในงานเลี้ยงเกษียณอายุ, ชุดสูทที่เธอใส่ในการประชุมบอร์ด, เดรสที่เธอเลือกใส่ที่ตลาดหลักทรัพย์ ล้วนแต่อิงกับความเป็นจริง

    สตรีพพูดถึงงานของร็อธว่า “แอนน์เป็นดีไซเนอร์ที่เป็นอัจฉริยะค่ะ ฉันคิดไม่ออกแล้วว่าฉันร่วมงานกับเธอในหนังมาแล้วกี่เรื่อง ย้อนกลับไปถึง Silkwood สำหรับแคเธอรีน เราใช้ข้อมูลพวกจดหมายเหตุ แต่เราก็ได้พูดคุยกับหลายคนว่าจะนำเสนอภาพลักษณ์ของเธออย่างไร เธอเป็นคนสูงมาก ซึ่งทำให้เธอดูงดงามแบบผู้ดี เธอมีหน้าที่การงานที่อาจทำให้คนรู้สึกเกรงกลัว ดังนั้นเราจึงทำงานกันอย่างหนักเพื่อจะให้ได้คุณสมบัติที่โดดเด่นเช่นนั้น ฉันตัวเตี้ยค่ะ ดังนั้นฉันจึงต้องเพิ่มความสูงขึ้นหน่อยเพื่อจะให้ได้ภาพลักษณ์แบบนั้นค่ะ”

    เมื่อถึงเวลาต้องแต่งตัวให้แฮงค์ส ร็อธบอกว่าในปี 1971 แบรดลียังไม่ได้ยึดมั่นกับสไตล์กระฉับกระเฉงอย่างที่ต่อมา เป็นตัวสร้างชื่อให้กับเขา “ในตอนนั้นเขาอยู่ในโหมดนักศึกษา เขาจะแต่งตัวเหมือนสมัยเรียนฮาร์วาร์ด และต่อมาหลังจากวอเตอร์เกท เขาถึงได้เริ่มแต่งตัวแบบสุภาพบุรุษอังกฤษค่ะ” ร็อธอธิบาย

    ครีเอเกอร์กล่าวเสริมว่า “ฉันคิดว่าแอนน์มีส่วนอย่างมากค่ะที่ทำให้ทอมสามารถสวมวิญญาณเบนได้ เสื้อผ้าที่เธอเลือกมาทำให้เขามีความองอาจ เขาเดินและพูดต่างออกไปเมื่อใส่เสื้อผ้าที่เธอเลือกให้ค่ะ”

    สำหรับทีมนักข่าวของแบรดลี ร็อธมีข้อได้เปรียบจากการได้รูปถ่าย ซึ่งนักข่าวรางวัลพูลิตเซอร์อย่างยูจีน แพ็ตเตอร์สัน ตัวละครหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้บริจาคให้กับ Emory University “เราดูจากรูปถ่ายได้ว่าพนักงานกองบรรณาธิการทั้งหมดแต่งตัวยังไงในช่วงเวลานั้น มันช่วยได้มากในการค้นคว้าเรื่องราวในยุคนั้น ดังนั้นทุกอย่างจึงเหมือนจริงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งก็คือสิ่งที่สตีเว่นต้องการ” ร็อธบอก

    ทีมนักแสดงต่างใช้ชุดของร็อธ รวมถึงความรู้ที่เธอมีเกี่ยวกับยุคนั้น มาเป็นกล่องเครื่องมือเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจ อลิสัน บรี กล่าวสรุปว่า “แอนน์คือตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ค่ะ และฉันคิดว่าทุกคนในกองถ่ายต่างตกหลุมรักมัน เธอคือคนที่บอกว่ามันเป็นยังไง แล้วเธอก็รู้จักยุค 70s ดี ไม่เพียงแค่นั้น หลายชุดที่ฉันใส่ก็เป็นเสื้อผ้าที่มาจากตู้เสื้อผ้าของเธอเอง ฉันใส่รองเท้าของเธอคู่หนึ่ง และอาจมีเดรสอีกตัวที่เป็นของเธอด้วย เสื้อผ้าของเธอไม่ใช่แค่ชุดกลางๆ นะ นี่คืองานแฟชั่นที่แท้จริง และนั่นมีความหมายกับนักแสดงมากค่ะ”

    หลังจากปิดกล้องแล้ว มือลำดับภาพ ไมเคิล คาห์น และผู้แต่งดนตรีประกอบ จอห์น วิลเลี่ยมส์ เริ่มต้นทำงานด้วยการปะติดปะต่อโครงสร้างสุดท้ายของเรื่องนี้เข้าด้วยกัน และวางจังหวะให้กับเรื่อง นี่คือปีที่ 44 แล้วที่สปีลเบิร์กและวิลเลี่ยมส์ร่วมงานด้วยกันมา รวมถึงเป็นโปรเจ็กต์ที่ 29 ที่พวกเขาทำด้วยกัน “ปกติ จอห์นจะเล่นทุกอย่างที่เขาจะแสดงด้วยออร์เคสตร้าเต็มวง แต่เขาจะเล่นให้ผมฟังด้วยเปียโนอย่างเดียวก่อน แต่จังหวะในภาพยนตร์เรื่องนี้มันถูกบีบ นี่เป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ผมไปดูกระบวนการทำดนตรีประกอบของ จอห์น วิลเลี่ยมส์ โดยไม่ได้ยินตัวโน้ตเลยสักตัว” สปีลเบิร์กกล่าว “แต่ตามปกติ ผมชอบทุกตัวโน้ตนะ จอห์นนำการควบคุมเข้ามาใช้กับงานดนตรีของภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่มันก็มีความแข็งแกร่งทางดนตรีในเวลาที่ต้องการ”

    แม้กระทั่งก่อนหน้านั้น เมื่อการถ่ายทำใกล้จะเสร็จสิ้น สปีลเบิร์กได้กล่าวคำพูดกินใจที่บอกว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ The Post เป็นผลงานที่พิเศษสำหรับเขา “นี่คืองานที่เป็นการรวมตัวของนักแสดงจริงๆ ครับ และผมก็อยากจะทำมันอีก” สปีลเบิร์กกล่าวเสริมว่า “นี่คือหนึ่งในประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจที่สุดในการทำงานของผมเลยครับ”

    เขายังตะหนักด้วยว่า สิ่งที่ทีมนักแสดงชุดนี้ได้ทำให้เกิดบนจอภาพยนตร์ เป็นการสะท้อนบทสนทนาที่คนทั่วอเมริกาเคยพูดถึงกัน “นี่คือช่วงเวลาที่ดีมากที่จะนำเสนอและสำรวจคุณค่าของสื่ออิสระ เพื่อการสนทนาอย่างตรงไปตรงมาว่าสื่อที่มีคุณธรรมที่สุดสามารถรสร้างประโยชน์ใดให้กับประชาธิปไตยของเราได้บ้าง” สปีลเบิร์กกล่าวสรุปปิดท้าย

    ประวัตินักแสดง

    เมอริล สตรีพ (MERYL STREEP) รับบท แคเธอรีน แกรห์ม
    เป็นเวลาเกือบ 40 ปีที่ เมอริล สตรีพ แสดงเป็นตัวละครที่น่าทึ่งเอาไว้มากมาย ซึ่งเบิกเส้นทางการแสดงที่โดดเด่นจากโรงละครไปสู่งานภาพยนตร์และทีวี

    สตรีพได้รับการศึกษาที่โรงเรียนรัฐนิวเจอร์ซี่ย์ และสำเร็จการศึกษาจาก Vassar College และได้รับปริญญากิติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยเยลในปี 1975 เธอเริ่มต้นงานแสดงอาชีพในเวทีละครนิวยอร์ก และสร้างชื่อและแสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์อย่างรวดเร็วในฐานะนักแสดง ภายในเวลาสามปีหลังเรียนจบ เธอประเดิมงานละครบรอดเวย์เรื่องแรก และคว้ารางวัลเอ็มมี่จากผลงานเรื่อง Holocaust และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ตัวแรกจากภาพยนตร์เรื่อง The Deer Hunter เธอได้รับรางวัลออสการ์ 3 รางวัล และในปี 2017 นี่คือสถิติที่ยังไม่มีใครทำลายได้ เมื่อเธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นรางวัลที่ 20 จากบทบาทในภาพยนตร์เรื่อง Florence Foster Jenkins

    ทอม แฮงค์ส (TOM HANKS) รับบท เบน แบรดลี
    ทอม แฮงค์ส คือนักแสดง ผู้อำนวยการสร้าง และผู้กำกับที่คว้ารางวัลมาครองได้มากมาย เขาเป็นเพียงหนึ่งในนักแสดงสองคนเท่านั้นในประวัติศาสตร์ที่คว้ารางวัลออสการ์ติดต่อกัน โดยได้รางวัลออสการ์ตัวแรกในปี 1994 จากการรับบทเป็นทนายความผู้ป่วยเป็นโรคเอดส์ในภาพยนตร์ของ โจนาธาน เด็มมี่ เรื่อง Philadelphia ในปีต่อมา เขาได้รับรางวัลออสการ์จากทบาทที่ยากจะลืมเลือน ในภาพยนตร์ของ โรเบิร์ต เซเมคคิส เรื่อง Forrest Gump และยังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำจากภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้ด้วย

    แฮงค์สยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ จากภาพยนตร์ของเพนนี่ มาร์แชลล เรื่อง Big, ภาพยนตร์ของสตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง Saving Private Ryan และภาพยนตร์ของ โรเบิร์ต เซเมคคิส เรื่อง Cast Away และได้รับรางวัลลูกโลกทองคำจากภาพยนตร์เรื่อง Big และ Cast Away

    เมื่อเร็วๆ นี้ แฮงค์สร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ เจมส์ พอนโซลด์ต เรื่อง The Circle

    ในปี 2013 แฮงค์สแสดงนำในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ และรางวัลลูกโลกทองคำ เรื่อง Captain Phillips รวมไปถึงยังร่วมแสดงกับ เอ็มม่า ธอมป์สัน ในภาพยนตร์เรื่อง Saving Mr. Banks

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของ ทอม ทิกเวอร์, แอนดี้ วาชอสกี้ และลาน่า วอชอสกี้ เรื่อง Cloud Atlas, ภาพยนตร์ของสตีเฟ่น ดัลดรี้ เรื่อง Extremely Loud & Incredibly Close, ภาพยนตร์แอนิเมชั่น เรื่อง The Polar Express ซึ่งเขาทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหาร และยังได้กลับไปร่วมงานกับผู้กำกับ โรเบิร์ต เซเมคคิส; ภาพยนตร์ของพี่น้องโคเอน เรื่อง The Ladykillers; ภาพยนตร์ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง The Terminal, Catch Me If You Can และ Bridge of Spies; ภาพยนตร์ของ แซม เมนเดส เรื่อง Road to Perdition; ภาพยนตร์ของ แฟรงก์ ดาราบองต์ เรื่อง The Green Mile; ภาพยนตร์ของ นอร่า เอฟรอน เรื่อง You’ve Got Mail และ Sleepless in Seattle; ภาพยนตร์ของ เพนนี มาร์แชลล์ เรื่อง A League of Their Own; ภาพยนตร์ของ รอน ฮาวเวิร์ด เรื่อง Apollo 13, The Da Vinci Code, Angels & Demons, Splash, Hologram for a King และ Inferno, ภาพยนตร์ของ คลิ้นต์ อีสต์วู้ด เรื่อง Sully และภาพยนตร์คอมพิวเตอร์ แอนิเมชั่น บล็อกบัสเตอร์เรื่อง Cars, Toy Story, Toy Story 2 และ Toy Story 3

    ผลงานของแฮงค์สยังฉายความสำเร็จในแวดวงทีวีด้วย หลังจากภาพยนตร์เรื่อง Apollo 13 เขาได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับมินิซีรีส์ของ HBO ที่ได้รับคำชมเรื่อง From the Earth to the Moon ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลเอ็มมี่, รางวัลลูกโลกทองคำ และรางวัลจากสมาคมผู้อำนวยการสร้าง

    การทำงานร่วมกับ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ในภาพยนตร์เรื่อง Saving Private Ryan นำไปสู่งานอำนวยการสร้างบริหารให้กับมินิซีรีส์ของ HBO เรื่อง Band of Brothers ซึ่งสร้างจากหนังสือของ สตีเฟ่น แอมบรอส

    ในปี 1996 แฮงค์สประสบความสำเร็จกับการเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ชิ้นแรกเรื่อง That Thing You Do ซึ่งเขาแสดงนำด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเขียนบท อำนวยการสร้าง กำกับ และแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Larry Crowne โดยร่วมแสดงกับ จูเลีย โรเบิร์ตส์ ภายใต้ชื่อบริษัทเพลย์โทน เขากับ แกรี่ โกตซ์แมน ยังได้สร้างภาพยนตร์ตลกฮิตประจำปี 2002 เรื่อง My Big Fat Greek Wedding ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของบริษัทแห่งนี้ ได้แก่ Where the Wild Things Are, The Polar Express, The Ant Bully, Charlie Wilson’s War, Mamma Mia!, The Great Buck Howard, Starter for 10 และซีรีส์ทาง HBO เรื่อง Big Love.

    ซาร่าห์ พอลสัน (SARAH PAULSON) รับบท โทนี่ แบรดลี
    ซาร่าห์ พอลสัน มีผลงานที่น่าประทับใจทั้งในแวดวงภาพยนตร์ ทีวี และละครเวที เธอเคยคว้ารางวัลเอ็มมี่จากมินิซีรีส์ที่ได้รับคำชมเรื่อง The People v. O.J. Simpson: American Crime Story

    ผลงานใหม่ของพอลสัน ได้แก่ ภาพยนตร์ของแดนนี่ สตรอง เรื่อง Rebel in the Rye, ภาพยนตร์ของ แกรี่ รอสส์ เรื่อง Ocean’s 8 และที่กำลังจะเริ่มเปิดกล้องถ่ายทำ ก็คือภาพยนตร์ของ ลิซ การ์บัส เรื่อง Lost Girls

    พอลสันยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ อเล็กซ์ ลีห์แมนน์ เรื่อง Blue Jay, ภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมของ ท็อดด์ เฮย์นส์ เรื่อง Carol, ภาพยนตร์ของ สตีฟ แม็คควีน เรื่อง 12 Years a Slave, ภาพยนตร์ของ เจฟฟ์ นิโคลส์ เรื่อง Mud และMartha Marcy May Marlene

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอ ได้แก่ The Spirit; ภาพยนตร์ของ แมรี่ แฮร์ร่อน เรื่อง The Notorious Bettie Page; Down with Love What Women Want; The Other Sister และ Diggers

    บ๊อบ โอเดนเคิร์ก (BOB ODENKIRK) รับบท เบน แบกดิเกียน
    บ๊อบ โอเดนเคิร์ก คือมือเขียนบทเรื่องแนวตลก ผู้อำนวยการสร้าง นักแสดง และเป็นนักเขียนเบสต์เซลเลอร์ของ New York Times สำหรับผลงานที่เขาสร้างสรรค์ให้กับ Saturday Night Live โอเดนเคิร์กได้รับรางวัลเอ็มมี่ สาขา “Outstanding Writing in a Variety or Music Program” ในปี 1989

    โอเดนเคิร์กยังร่วมสร้างและแสดงนำใน Mr. Show with Bob and David ซึ่งออกอากาศทาง HBO มานานสี่ปี ในฐานะนักแสดง เขายังทำให้ตัวละครมีชีวิตขึ้นมาในภาพยนตร์และผลงานทางทีวีมากมาย อาทิเช่น รับบทเป็น สตีวี่ แกรนท์ ใน The Larry Sanders Show, รับบทเป็นอดีตดาราหนังโป๊ กิล แบง ใน Curb Your Enthusiasm, รับบทเป็น รอสส์ แกรนท์ ในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมของ อเล็กซานเดอร์ เพย์น เรื่อง Nebraska และรับบท บิลล์ ออสวอลท์ ในซีรีส์ของ FX เรื่อง Fargo

    เทรซี่ เล็ตต์ส (TRACY LETTS) รับบท ฟริทซ์ บีบี
    เทรซี่ เล็ตต์ส คือมือเขียนบทละคร เขียนบทภาพยนตร์ และนักแสดงชาวอเมริกัน เขาเคยได้รับรางวัลพูลิตเซอร์จากบทละครเรื่อง August: Osage County และได้รับรางวัลโทนี่จากการรับบทเป็น จอร์จ ในละครเวทีเรื่อง Who’s Afraid of Virginia Woolf? เขายังเขียนบทให้กับภาพยนตร์สามเรื่องที่ดัดแปลงมาจากบทละครของเขาเอง ได้แก่ Bug และ Killer Joe ซึ่งทั้งสองเรื่องกำกับโดย วิลเลี่ยม ฟรีดกิ้น และเรื่อง August: Osage County ซึ่งกำกับโดย จอห์น เวลล์ส

    ในปีนี้ เทรซี่ร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง The Post โดยร่วมแสดงกับ ทอม แฮงค์ส, อลิสัน บรี, เมอริล สตรีพ, ซาร่าห์ พอลสัน และภรรยาของเขา แคร์รี่ คูน

    เมื่อเร็วๆ นี้ เล็ตต์สยังรับบทเป็นพ่อของ เซียร์ช่า โรแนน ในภาพยนตร์ของ เกรต้า เจอร์วิก เรื่อง Lady Bird

    เล็ตต์สยังแสดงร่วมกับ เดบร้า วิงเกอร์ ในภาพยนตร์เรื่อง The Lovers ซึ่งติดตามชีวิตของคู่สมรสที่กำลังทำเรื่องหย่าร้าง และพบว่าพวกเขาตกหลุมรักอีกครั้ง

    และในปี 2017 เทรซี่ให้เสียงพากย์กับผลงานของ อะเมซอน สตูดิโอ เรื่อง Comrade Detective

    เล็ตต์ยังร่วมแสดงกับ โลแกน เลอร์แมน ในผลงานการกำกับชิ้นแรกของ เจมส์ ชามุส เรื่อง Indignation เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์ตลก-ดราม่า ปี 2015 เรื่อง The Big Short ซึ่งกำกับโดย อดัม แม็คเคย์

    แบรดลี่ย์ วิทฟอร์ด (BRADLEY WHITFORD) รับบท อาร์เธอร์ พาร์สัน
    แบรดลี่ย์ วิทฟอร์ด คือนักแสดงละครเวทีที่สร้างชื่อในชั่วข้ามคืนจากการรับบทเป็น จอช ไลแมน ในผลงานของ NBC เรื่อง The West Wing

    เมื่อเร็วๆ นี้ เขาแสดงนำในภาพยนตร์ทริลเลอร์สยองขวัญ เรื่อง Get Out ซึ่งเขียนบทและกำกับโดย จอร์แดน พีล

    ผลงานใหม่ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง Godzilla: King of the Monsters ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ มิลลี่ บ๊อบบี้ บราวน์, ไคล แชนด์เลอร์ และวีร่า ฟาร์ไมก้า นอกจากนี้ วิทฟอร์ดยังปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง A Happening of Monumental Proportions ผลงานกำกับเรื่องแรกของ จูดี้ เกรียร์; ภาพยนตร์อินดี้ เรื่อง Three Christs ผลงานการกำกับของ จอน แอฟเน็ต ที่สร้างมาจากหนังสือของ มิลตัน โรคีช เรื่อง The Three Christs of Ypsilanti และเรื่อง Unicorn Store ผลงานการกำกับเรื่องแรกของ บรี ลาร์สัน

    วิทฟอร์ดยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ดราม่าเชิงการเมืองของ ท็อดด์ โรบินสัน เรื่อง The Last Full Measure ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ ซามวล แอล แจ็คสัน, เซบาสเตียน สแตน, คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ และวิลเลี่ยม เฮิร์ต

    เมื่อปีที่แล้ว วิทฟอร์ดร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Other People ซึ่งเขียนบทและกำกับโดย คริส เคลลี่ และเขาร่วมแสดงกับ เจสซี่ พลีมอนส์, มอลลี่ แชนน่อน, แซ็ค วู้ดส์ และจูน สควิบ

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของวิทฟอร์ด ได้แก่ ภาพยนตร์ชีวประวัติของ แฮงก์ วิลเลี่ยมส์ เรื่อง I Saw The Light, ภาพยนตร์ของ ดิสนีย์ เรื่อง Saving Mr. Banks, The Cabin in the Woods, ภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง An American Crime, The Sisterhood of the Traveling Pants, Little Manhattan, Kate and Leopold, The Muse, Bicentennial Man, Scent of a Woman, A Perfect World, Philadelphia, The Client, My Life, Red Corner, Presumed Innocent และ My Fellow Americans

    บรูซ กรีนวู้ด (BRUCE GREENWOOD) รับบท โรเบิร์ต แม็คนามารา
    เมื่อเร็วๆ นี้ บรูซ กรีนวู้ด ร่วมแสดงในซีรีส์เรื่องฮิตของ ไรอัน เมอร์ฟี่ เรื่อง American Crime Story: The People vs. OJ Simpson ปัจจุบัน เขาร่วมแสดงในงานทริลเลอร์ไซไฟเรื่อง Spectral และเพิ่งเสร็จสิ้นจากงานถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Gerald’s Game ซึ่งดัดแปลงจากนิยายขายดีปี 1992 ของสตีเฟ่น คิง และภาพยนตร์เรื่อง Kodachrome

    เร็วๆ นี้ กรีนวู้ดจะแสดงใน Dirty Dancing ผลงานทางทีวีความยาวสามชั่วโมงของ ABC ซึ่งสร้างจากภาพยนตร์ฮิตในปี 1987

    เมื่อไม่นานมานี้ เขาร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่อง Gold โดยประกบบทกับ แมทธิว แม็คคอนนาเฮย์ และยังรับบทเป็นประธานาธิบดี แอนดรูว์ เฮย์วาร์ด ใน Truth

    ในปี 2015 เขามีบทประจำอยู่ในผลงานทางทีวีเรื่อง Mad Men และในปี 2014 เขาแสดงนำในภาพยนตร์ทริลเลอร์ของ แอนดรูว์ นิคโคล เรื่อง Good Kill โดยประกบบทกับ อีธาน ฮอว์ก, Elephant Song และ Endless Love และกลับมารับบทเป็นกัปตัน คริสโตเฟอร์ ไพก์ ในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่อง Star Trek: Into the Darkness

    ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของกรีนวู้ด ได้แก่ ภาพยนตร์ห้าเรื่องของผู้กำกับอะตอม อีโกแยน เรื่อง Queen of the Night, Devil’s Knot, Exotica. The Sweet Hereafter และ Ararat รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง Flight, The Place Beyond the Pines, Dinner for Schmucks, Mao’s Last Dancer, National Treasure และ I’m Not There

    เขายังโด่งดังจากการรับบทเป็นประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ในภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง Thirteen Days ซึ่งทำให้กรีนวู้ดได้รับรางวัล Golden Satellite Award สาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยม ในปี 2005 เขาแสดงนำร่วมกับ ฟิลิป ซีมัวร์ ในภาพยนตร์เรื่อง Capote และในปี 2006 เขาร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ โทนี่ สก็อตต์ เรื่อง Déjà vu

    ผลงานในระยะแรกๆ ของกรีนวู้ด ได้แก่ I, Robot, Being Julia, Double Jeopardy, Meeks Cutoff, Barney’s Version, Donovan’s Echo, Firehouse Dog, Hollywood Homicide, The World’s Fastest Indian, Eight Below, Rules of Engagement, Racing Stripes, Here on Earth, The Lost Son, Thick as Thieves, Passenger 57 และ Wild Orchid

    แมทธิว รีส (MATTHEW RHYS) รับบทแดเนียล เอลล์สเบิร์ก
    แมทธิว รีส มีชื่อเสียงโด่งดังจากการรับบทเป็น ฟิลิป เจนนิ่งส์ ในงานดราม่าเรื่อง The Americans เขายังรับบทเป็น เควิน วอลเกอร์ ในซีรีส์ของ ABC เรื่อง Brothers & Sisters และรับบทเป็น ดิแลน โธมัส ในภาพยนตร์เรื่อง The Edge of Love

    ในปี 2012 รีสร่วมแสดงในผลงานของบีบีซีเรื่อง The Mystery of Edwin Drood ในปีเดียวกันนั้น เขายังร่วมแสดงในละครนอกบรอดเวย์ เรื่อง Look Back in Anger

    ผลงานเมื่อเร็วๆ นี้ของเขา ได้แก่ Burnt, En mai, fais ce qu’il plait และ Jungle Book

    อลิสัน บรี (ALISON BRIE) รับบท ลัลลี่ แกรห์ม วีย์เม้าธ์
    อลิสัน บรี แสดงนำในผลงานดราม่าผสมตลกของ เน็ทฟลิกซ์ เรื่อง GLOW เธอยังแสดงนำในซิทคอมเรื่อง Community และงานดราม่าทางทีวีที่ออกอากาศมายาวนานอย่างเรื่อง Mad Men

    บรีร่วมแสดงในภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง อาทิเช่น Scream 4, The Kings of Summer, The Five-Year Engagement, The LEGO Movie, Get Hard, Sleeping with Other People และ How to Be Single

    แคร์รี่ คูน (CARRIE COON) รับบท เม็ก กรีนฟิลด์
    แคร์รี่ คูน คือหนึ่งในศิลปินที่มีผลงานที่น่าตื่นเต้นมากที่สุด ในปีนี้ คูนได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการได้รับการเสนอชื่อแบบเบิ้ลสอง ที่งานแจกรางวัล TCA Awards จากซีรีส์ของ FX เรื่อง Fargo และจากซีซั่นสุดท้ายของซีรีส์ของ HBO เรื่อง The Leftovers คูนยังร่วมแสดงกับ ฮอลลี่ ฮันเตอร์ ในภาพยนตร์เรื่อง Strange Weather และร่วมแสดงในภาพยนตร์ทริลเลอร์ของ สตีฟ แม็คควีน เรื่อง Widows

    เมื่อต้นปีที่แล้ว คูนถ่ายทำภาพยนตร์ของ โจนาธาน และจอช เบเกอร์ เรื่อง Kin โดยเธอร่วมแสดงกับ โซอี้ คราวิทซ์, เจมส์ ฟรังโก้ และเดนนิส เคว็ด ก่อนหน้านั้น เธอถ่ายทำภาพยนตร์ของ แคเรน มอนครีฟฟ์ เรื่อง The Keeping Hours โดยประกบบทกับ ลี เพซ และภาพยนตร์ของ คริสเตียน เปเพียร์เนียก เรื่อง Izzy Gets The F*Ck Across Town

    บทแจ้งเกิดของคูนคือบทบาทในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมเรื่อง Gone Girl ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ เบน แอฟเฟล็ค, โรซามันด์ ไพก์ และนีล แพทริค แฮร์ริส

    เดวิด ครอสส์ (DAVID CROSS) รับบท ฮาวเวิร์ด ไซม่อนส์
    เดวิด ครอสส์ ผู้เคยได้รับรางวัลเอ็มมี่ และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ คือนักแสดง มือเขียนบท และผู้อำนวยการสร้างทั้งงานละครเวที งานภาพยนตร์ และงานทีวี

    ในปี 2014 ครอสส์มีผลงานเป็นภาพยนตร์อินดี้ เรื่อง Hits ซึ่งเขาเขียนบทและกำกับ เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์อินดี้เรื่อง Kill Your Darlings และงานดรามีดี้ เรื่อง It’s a Disaster ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Abel, Year One, ภาพยนตร์ของ คริสโตเฟอร์ เกสต์ เรื่อง Waiting for Guffman, Men in Black และ Men in Black II, Ghost World, ภาพยนตร์ของ มิเชล กอนดรี้ เรื่อง Eternal Sunshine of the Spotless Mind, Pitch Perfect 2, I’m Not There และให้เสียงกับตัวละครในงานแอนิเมชั่น เรื่อง Megamind, ภาพยนตร์ชุด Kung Fu Panda และ Curious George

    เจสซี่ พลีมอนส์ (JESSE PLEMONS) รับบท โรเจอร์ คล๊าร์ก
    เจสซี่ พลีมอนส์ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากบท แลนดรี้ คล๊าร์ก ในซีรีส์เรื่อง Friday Night Lights เขาเริ่มต้นแสดงตั้งแต่ยังอายุน้อย ในภาพยนตร์อย่างเรื่อง Varsity Blues, All the Pretty Horses, Like Mike และ Flyboys

    ผลงานภาพยนตร์เมื่อเร็วๆ นี้ของเขา ยังรวมถึงภาพยนตร์ของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน เรื่อง The Master, ภาพยนตร์ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง Bridge of Spies, ภาพยนตร์ของสก็อตต์ คูเปอร์ เรื่อง Black Mass และภาพยนตร์ของ สตีเฟ่น เฟรียร์ส เรื่อง The Program สำหรับผลงานใหม่ พลีมอนส์จะร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง The Irishman

    ไมเคิล สตัห์ลบาร์ก (MICHAEL STUHLBARG) รับบท เอ๊บ โรเซนธัล
    ไมเคิล สตัห์ลบาร์ก แสดงนำในภาพยนตร์ของ ลูก้า กัวแด็กนิโน่ เรื่อง Call Me By Your Name และภาพยนตร์ของ กีลเลอโม่ เดล โทโร เรื่อง The Shape of Water ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Miss Sloane, ภาพยนตร์ของ เดนิส วิลเลอเนิฟ เรื่อง Arrival, Trumbo, ภาพยนตร์ของ แดนนี่ บอยล์ เรื่อง Steve Jobs, ภาพยนตร์ของ วู้ดดี้ อัลเลน เรื่อง Blue Jasmine, Hitchcock, Pawn Sacrifice, ภาพยนตร์ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง Lincoln, ภาพยนตร์ของ มาร์ติน แม็คโดนัฟ เรื่อง Seven Psychopaths และภาพยนตร์ของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง Hugo

    ในปี 2008 สตัห์ลบาร์กแสดงนำในภาพยนตร์ของพี่น้องโคเอนเรื่อง A Serious Man และยังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Afterschool, Cold Souls, Body of Lies, The Grey Zone และ A Price Above Rubies

    แซ็ค วู้ดส์ (ZACH WOODS) รับบท โทนี่ เอสเซย์
    แซ็ค วู้ดส์ คือนักแสดง/ นักแสดงตลก และยังเป็นนักแสดงของซีรีส์แนวตลกของ HBO เรื่อง Silicon Valley เขายังเป็นนักแสดงประจำของซีรีส์ของ NBC เรื่อง The Office

    วู้ดส์ยังร่วมแสดงในผลงานทางทีวีเรื่อง The League, Arrested Development และ The Good Wife ส่วนผลงานภาพยนตร์ ได้แก่ The Loop, The Other Guys, Spy, Ghostbusters และ Mascots

    ประวัติทีมผู้สร้าง

    สตีเว่น สปีลเบิร์ก (STEVEN SPIELBERG) – ผู้กำกับ/ ผู้อำนวยการสร้าง

    สตีเว่น สปีลเบิร์ก คือหนึ่งในผู้สร้างภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จและทรงอิทธิพลมากที่สุดในวงการ เขายังเป็นประธานของ Amblin Partners ซึ่งก่อตั้งในปี 2015 และได้ร่วมงานกับ พาร์ติซิแพนต์ มีเดีย, รีไลแอนซ์ เอนเตอร์เทนเม้นต์, เอนเตอร์เทนเมนต์ วัน, อาลีบาบา พิคเจอร์ส และยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส

    สปีลเบิร์กยังเป็นผู้กำกับที่มีผลงานทำรายได้สูงสุดตลอดกาล เขากำกับภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์อย่าง Jaws, E.T. The Extra-Terrestrial, ภาพยนตร์แฟรนไชส์ชุด Indiana Jones และ Jurassic Park เขายังเป็นเจ้าของรางวัลออสการ์ถึง 3 รางวัล

    สปีลเบิร์กได้รับรางวัลออสการ์สองตัวแรก จากสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง Schindler’s List ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์ทั้งหมด 7 รางวัล เขาได้รับรางวัลออสการ์ตัวที่ 3 ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ดราม่าสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อง Saving Private Ryan ซึ่งทำรายได้เปิดตัว (ในอเมริกา) สูงสุดในปี 1998

    เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Lincoln, Munich, E.T. The Extra-Terrestrial, Raiders of the Lost Ark และ Close Encounters of the Third Kind นอกจากนี้ เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล DGA Award จากภาพยนตร์เหล่านั้น รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง Amistad, Empire of the Sun, The Color Purple และ Jaws

    ในปี 2012 สปีลเบิร์กกำกับนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ แดเนียล เดย์-ลูอิส ในภาพยนตร์เรื่อง Lincoln ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 12 สาขา และทำเงินจากทั่วโลกได้ถึง $275 ล้าน ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับสองรางวัลออสการ์

    ภาพยนตร์ทริลเลอร์ปี 2015 ของสปีลเบิร์ก เรื่อง Bridge of Spies ซึ่งนำแสดงโดย ทอม แฮงค์ส ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 6 รางวัล ในปีเดียวกันนั้น เขายังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง Jurassic World ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง $1.6 พันล้าน

    หลังจาก The Post สปีลเบิร์กยังมีผลงานเรื่อง Ready Player One ซึ่งสร้างจากนิยายแนวไซไฟยอดฮิตของ เออร์เนสต์ ไคลน์ และจะเปิดตัวฉายในวันที่ 30 มีนาคม 2018

    งานสร้างภาพยนตร์ของสปีลเบิร์กเริ่มต้นขึ้นด้วยภาพยนตร์สั้นปี 1968 เรื่อง Amblin ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้กำกับที่อายุน้อยที่สุดที่ได้เซ็นสัญญาระยะยาวกับสตูดิโอ เขากำกับหลายตอนของผลงานทางทีวีอย่าง Night Gallery, Marcus Welby, M.D. และ Columbo และเขาได้รับความสนใจอย่างมากจากภาพยนตร์ที่สร้างสำหรับฉายทางทีวีในปี 1971 เรื่อง Duel สามปีต่อมา เขาประเดิมงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกด้วยผลงานเรื่อง The Sugarland Express จากบทภาพยนตร์ที่เขาร่วมเขียนบทเอง ผลงานภาพยนตร์เรื่องต่อมาของเขา ได้แก่ Jaws ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำรายได้เข้าหลัก $100 ล้าน

    ในปี 1984 สปีลเบิร์กตั้งบริษัท Amblin Entertainment และได้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้าง หรือผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ฮิตอย่าง Gremlins, Goonies, Back to the Future I, II และ III, Who Framed Roger Rabbit?, An American Tail, Twister, The Mask of Zorro และภาพยนตร์ชุด Men in Black ในปี 1994 สปีลเบิร์กร่วมหุ้นกับ เจฟฟรีย์ แค็ทเซนเบิร์ก และเดวิด เกฟเฟ่น ตั้งบริษัท DreamWorks Studios ซึ่งผลิตภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชม และทำรายได้ อย่างภาพยนตร์เรื่อง American Beauty, Gladiator และ A Beautiful Mind ซึ่งคว้ารางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมติดต่อกันถึงสามปี ดรีมเวิร์กส์ยังอำนวยการสร้าง หรือร่วมอำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์มากมาย รวมถึงภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ชุด Transformers, ภาพยนตร์ดราม่าสงครามโลกครั้งที่ 2 ของ คลิ้นต์ อีสต์วู้ด เรื่อง Flags of Our Fathers และ Letters from Iwo Jima ซึ่งเรื่องหลังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์, Meet the Parents และ Meet the Fockers และ The Ring ภายใต้ชื่อบริษัทดรีมเวิร์กส์ สปีลเบิร์กยังกำกับภาพยนตร์เรื่อง War of the Worlds, Minority Report, Catch Me If You Can และ A.I. Artificial Intelligence

    Related posts:

  • Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *